The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 8 สารประกอบอินทรีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tramgang, 2022-09-13 21:49:35

สารประกอบอินทรีย์

หน่วยที่ 8 สารประกอบอินทรีย์

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 อะตอม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ตารางธาตุ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ธาตุกบั สารประกอบ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 5 พนั ธะเคมี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ธาตกุ มั มนั ตรังสี หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 พนั ธะไอออนิก
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 ปฏิกิริยาเคมี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 สารประกอบอินทรีย์
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 9 พอลิเมอร์

สารประกอบอินทรีย์ (ว 2.1 ม.5/14) ลูกเก๋ ลูกกอลฟ์ หนูเคยสังเกต ทาไมเป็นอยา่ งน้นั
ไหมจะ๊ วา่ น้ากบั น้ามนั ละลาย ล่ะครับคุณครู?
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (ว 2.1 ม.5/14) เขา้ ดว้ ยกนั ไดห้ รือไม่
ไม่ไดค้ ่ะหนูเห็นน้ามนั
สมบตั ิของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ไปช่วยลูกกอลฟ์ ลอยอยบู่ นผวิ น้า
(ว 2.1 ม.5/16, 17) หาคาตอบกนั !
ประโยชน์และผลกระทบของสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน 1/43
คาถามทา้ ยหน่วยการเรียนรู้

น้ามนั เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซ่ึงเป็นโมเลกุล
ไม่มีข้วั ส่วนน้าเป็ นโมเลกุลมีข้วั และโมเลกุลไม่มีข้วั
ไมล่ ะลายในโมเลกุลมีข้วั

ธาตุคาร์บอน (162C) จดั เรียงอิเล็กตรอนเป็ น 2 4 จึงตอ้ งใช้ 4 เวเลนซ์อิเล็กตรอนสร้างพนั ธะโคเวเลนซ์ เพื่อให้
การจดั เรียงอิเล็กตรอนวงนอกสุดครบ 8 ซ่ึงเป็ นโครงสร้างการจดั เรียงอิเลก็ ตรอนท่ีเสถียรคลา้ ยแก๊สเฉื่อย โดยสร้าง
พนั ธะไดท้ ้งั พนั ธะเดี่ยว พนั ธะคู่ และพนั ธะสาม

ชนิดพนั ธะ

C C= =C= –C 
พนั ธะเด่ียว พนั ธะคู่ 2 พนั ธะ
พนั ธะเดี่ยว 2 พนั ธะ พนั ธะเดี่ยว 1 พนั ธะ
พนั ธะคู่ 1 พนั ธะ พนั ธะสาม 1 พนั ธะ

2/43

สารประกอบอนิ ทรีย์ (organic compound) คือ สารประกอบของธาตุคาร์บอน ซ่ึงมีจานวนมากมายนบั ลา้ นชนิด

ยกเว้น

◉ ออกไซดข์ องคาร์บอน เช่น CO2 CO
◉ เกลือคาร์บอเนตและไฮโดรเจนคาร์บอเนต เช่น Na2CO3 NaHCO3 และ H2CO3
◉ เกลือไซยาไนด์ เช่น KCN NaCN
◉ เกลือไซยาเนต เช่น KCNO
◉ เกลือคาร์ไบด์ เช่น CaC2
◉ สารที่ประกอบดว้ ยธาตุคาร์บอนเพยี งชนิดเดียว เช่น เพชร แกรไฟต์ ฟลุ เลอรีน
◉ สารประกอบบางชนิด เช่น CCl4 CS2

3/43

สารประกอบอนินทรีย์ (inorganic compound) ไดแ้ ก่ สารประกอบท่ีเกิดจากธาตตุ ่าง ๆ ตามตารางธาตุ เช่น NaCl
CaCO3 CuSO4 และ KMnO4

สมบตั บิ างประการของสารประกอบอนิ ทรีย์ทมี่ สี มบัตแิ ตกต่างจากสารประกอบอนินทรีย์

สารประกอบอนิ ทรีย์ สารประกอบอนินทรีย์

1. ประกอบดว้ ยธาตุคาร์บอนเป็ นธาตหุ ลกั และธาตุอื่น ๆ เช่น H 1. ประกอบดว้ ยธาตตุ า่ ง ๆ ในตารางธาตุ
O N S Cl และ Br

2. ส่วนใหญเ่ ป็ นสารโคเวเลนซ์ 2. สารอนินทรียม์ ีจานวนมาก ท้งั สารประกอบไออนิกและ
สารโคเวเลนซ์

3. จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่า เน่ืองจากส่วนใหญ่เป็ น 3. ถา้ เป็ นประเภทสารประกอบไอออนิกหรือสารโคเวเลนซ์

สารโคเวเลนซ์ ยกเว้น สารประกอบอินทรียท์ ่ีเป็ นประเภท โครงผลึกร่างตาข่ายจะมีจุดหลอมเหลวสูง ถ้าเป็ นสาร

พอลิเมอร์บางชนิดที่มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง โคเวเลนซจ์ ะมีจุดหลอมเหลวต่า

4/43

สมบัตบิ างประการของสารประกอบอนิ ทรีย์ทม่ี สี มบตั แิ ตกต่างจากสารประกอบอนินทรีย์ (ตอ่ )

สารประกอบอนิ ทรีย์ สารประกอบอนินทรีย์

4. สารประกอบอินทรีย์ท่ีติดไฟจะได้แก๊สคาร์บอนไดออก- 4. สารอนินทรียต์ ิดไฟหรือทาปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจน

ไซดห์ รือเขม่าสีดา ซ่ึงเป็ นผงละเอียดของธาตคุ าร์บอน จะไดผ้ ลิตภณั ฑช์ นิดอื่นที่ไมใ่ ช่เขม่าของคาร์บอน

5. สารประกอบอินทรียม์ ีท้งั ละลายน้าไดแ้ ละไมล่ ะลายน้า 5. สารอนินทรียม์ ีท้งั ท่ีละลายน้าไดแ้ ละไม่ละลายน้า

6. สารประกอบอินทรี ย์มีปรากฏการณ์ไอโซเมอริ ซึ ม 6. สารอนินทรียไ์ ม่มีปรากฏการณ์ไอโซเมอริซึม สารต่าง
(isomerism) คือ สูตรโมเลกุลสูตรหน่ึงอาจเป็ นสารได้หลาย ชนิดจะมีสูตรโมเลกลุ ต่างกนั
ชนิ ดที่มีโครงสร้างต่างกัน จึงมีจานวนชนิ ดมากกว่า

สารอนินทรีย์

5/43

ชนิดของสารประกอบอนิ ทรีย์

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน สารประกอบอินทรียท์ ่ีโมเลกลุ มีหมู่ทาหนา้ ท่ี
(มีธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็ นองคป์ ระกอบ)

6/43

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

โครงสร้างแบบเปิ ด โครงสร้างแบบปิ ด

HH H
HHH–– H H C HC C CH
H–C–C–C–H–– C C HHHH C HHHH HC C CH
–– H
HHH H
โพรเพน (C3H8) – เบนซีน (C6H6)
–– (อะโรมาติก)
(แอลเคน) ––
7/43



––
=
H C= – – H H C C
H H–CC–C–H C C

โพรพนี (C3H6) H HH
โพรไพน์ (C3H4) ไซโคลเฮกเซน (C6H12)
(แอลคีน) (ไซโคลแอลเคน)
(แอลไคน์)

O O
เอสเทอร์ R– C–O – Rʹ
กรดอินทรีย์ R– C – OH
O O
เช่น CH3– C – O– CH3
แอลกอฮอล์ R–OH อีเทอร์ R–O –Rʹ เช่น CH3CH2– C –OH == = ==
เช่น CH3CH2–OH เช่น CH3–O –CH3 =

สารประกอบอินทรียท์ ี่โมเลกลุ มีหมูท่ าหนา้ ที่

O O O
เอไมด์ R– C–== NH2 แอลดีไฮด์ R– C– H == คีโตน R–CO – Rʹ
เอมีน R– NH2 O เช่น CH3– C – CH3
เช่น CH3CH2 – NH2 เช่น CH3–C – NH2 O
เช่น CH3CH2– C – H 8/43

OO
ไดแ้ ก่ สารประกOอบอินทรียท์ ี่มีหมูท่ าหนา้ ที่คาร์บอกซิล ( –C – OH) เช่น กรดฟอร์มิกหรือกรดมด (H –C– O– H)
กรดแอซีติก (CH3 – C – OH) เม่ือนาไปละลายน้าจะไดส้ ารละลายท่ีมีสมบตั ิเป็ นกรด
ตวั อยา่ งการละลายน้าของกรดแอซีติก
=
=
=

CH3COOH(ℓ) + H2O(ℓ) CH3COO–(aq) + H3O+(aq)
กรดแอซีติก แอซีเตตไอออน ไฮโดรเนียมไอออน

(H2O+H+)

หรือเขียนสมการการแตกตวั ของกรดแอซีติกในน้าได้ ดงั น้ี 9/43
CH3COOH(ℓ) H2O CH3COO–(aq) + H+(aq)
ไฮโดรเจนไอออน
(แสดงสมบตั ิเป็ นกรด)

ไดแ้ ก่ สารประกอบอินทรียท์ ่ีมีหม่ทู าหนา้ ท่ีอะมิโน (–NH2) เช่น เมทิลเอมีน (CH3–NH2) เอทิลเอมีน (CH3–CH2–NH2)
เมื่อนาไปละลายน้าจะไดส้ ารละลายที่มีสมบตั ิเป็ นเบส

ตวั อยา่ งการละลายน้าของเอทิลเอมีน

CH3 –CH2 –N H + H2O(ℓ) CH3CH2NH3+(aq) + OH–
H
เอทิลเอมีน ไฮดรอกไซดไ์ อออน
(แสดงสมบตั ิเป็ นเบส)

10/43

O=
สารประกอบอินทรียท์ ี่มีท้งั หมู่   – C – OH และ   –NH2 ท้งั 2 ชนิดในโมเลกลุ เดียวกนั ถา้ มีจานวนหมู่ทาหนา้ ท่ีท้งั สอง
เท่ากนั จะเป็ นกลาง แตถ่ า้ มีจานวนหมู่ทาหนา้ ท่ีชนิดหน่ึงมากกวา่ จะแสดงสมบตั ิกรด-เบสของหม่ทู าหนา้ ที่น้นั เช่น

COOH COOH COOH
H2N –CH – CH2 – CH – CH3 H2N – C – CH2 –CH2 – COOH H2N – CH– CH2 – CH2– CH2– NH2
CH3
H ไลซีน (สมบตั ิเป็ นเบส)
กรดกลตู ามิก (สมบตั ิเป็ นกรด)


––



ลิวซีน (สมบตั ิเป็ นกลาง)

11/43

(หนงั สือเรียนหนา้ 237)

12/43

1. สารท่ีกาหนดให้ สารใดจดั เป็ นสารประกอบอินทรีย์

C2F4Cl2 C12H22O11 CH2O MgC2
KHCO3 NaOCN C2H6O HCOOH
CO CCl4 CH3NH2

2. สาร X เป็ นของแข็งสีขาว ถา้ ตอ้ งการทดสอบว่าสาร X เป็ นสารประกอบอินทรียห์ รือไม่ จะทดสอบไดอ้ ย่างไร
เพราะเหตุใด

13/43

3. สารประกอบอินทรียท์ ่ีกาหนดใหม้ ีสมบตั ิเป็ นกรด เบส หรือกลาง

3.1 CH3 – CH2– OH 3.2 CH3 – CH2 – CH2 – NH2

3.3 CH3 – CH2 – CH – COOH 3.4 H2N–CH2 – CH2 – NH2
CH3
––
–3.6 –CH –COOH
3.5 H2N – CH2 – CCOHO–HCH3 HOOC – CH2 – CH2 – CH2 NH2

14/43

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon compound)
เป็ นสารประกอบอินทรียท์ ่ีมีองค์ประกอบเป็ นธาตุคาร์บอน
และไฮโดรเจนเท่าน้นั อาจมีโครงสร้างเป็ นแบบเปิ ดท่ีอะตอม
ของธาตุคาร์บอนในโมเลกุลสร้างพนั ธะร่วมกนั ต่อเนื่องหรือ
เป็ นก่ิง เช่น H3C–CH2–CH2–CH3 หรือ H3C–CCHH3–CH3
และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดมีโครงสร้างแบบปิ ด

เช่น H2C– CH2
H2C– CH2





15/43

เม่ือแบ่งประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใชช้ นิดของพนั ธะเป็นเกณฑจ์ ะแบ่งออกเป็ น 2 ชนิด ดงั น้ี
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอม่ิ ตวั สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อม่ิ ตวั
(saturated hydrocarbon) (unsaturated hydrocarbon)

หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีอะตอม
อะตอมของธาตุคาร์บอนสร้างพนั ธะเดี่ยว ของธาตุคาร์บอนสร้างพนั ธะคู่ (=) หรือพนั ธะสาม
(–) กับธาตุทุกอะตอม อาจมีโครงสร้าง () ระหว่างอะตอมของธาตุคาร์บอนในโมเลกุล
เป็ นแบบเปิ ดหรือแบบปิ ดก็ได้ อาจมีโครงสร้างเป็ นแบบเปิ ดหรือแบบปิ ดก็ได้

16/43

(หนงั สือเรียนหนา้ 240)

17/43

กาหนดสารตวั อยา่ งใหด้ งั น้ี

ก. CH3 – CH2 – CH2 – CH – CH3 ข. CH2 = CH – CH2 – CH – CH3
CH3 CH3

ค. HH22CC ––CCHH22



ง. CH3–C  CH

CH
จ. HC CH2

H2C CH2

1. สารใดจดั เป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตวั 2. สารใดจดั เป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อ่ิมตวั
สาร ก และ ค สาร ข ง และ จ

18/43

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีหลายประเภท
แต่ละประเภทมีสมบrตั ิทางกายภาพและทางเคมี
บางประการเหมือนกนั หรือต่างกนั อยา่ งไร ศึกษา
ไดจ้ ากการทากิจกรรมที่ 8.1

19/43

(หนงั สือเรียนหนา้ 241)

กจิ กรรมท่ี 8.1 สมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

การเปลย่ี นแปลงทสี่ ังเกตได้

ชนิดของสาร การละลายนา้ การเผาไหม้ การทาปฏกิ ริ ิยากบั สารละลาย
ไม่ละลายในน้า KMnO4
ตารางบันทึก เฮกเซน ตดิ ไฟได้
ผลการทดลอง ไม่มีเขม่า ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
CH3–CH2–CH2–CH2–CH2–CH3
H2C CH CH
ไซโคลเฮกซีน H2C CH2 CH2 ไม่ละลายในน้า ติดไฟได้ ฟอกสีสารละลาย KMnO4 ได้
มีเขม่าเลก็ นอ้ ย

เบนซีน HC CH CH ไม่ละลายในน้า ติดไฟได้ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
HC CH CH ละลายเป็ นเน้ือเดียวกนั มีเขม่ามาก
-
เม่ือผสมเฮกเซนกบั เบนซีน -
20/43

กจิ กรรมที่ 8.1 สมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

สรุปผลการทดลอง

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็ นโมเลกุลไม่มีข้ัวเพราะไม่ละลายในน้ า
เกิดปฏิกิริยาการเผาไหมไ้ ดเ้ ขม่าสีดา โดยถา้ มีอตั ราส่วนของคาร์บอนต่อไฮโดรเจนมาก
จะติดไฟแลว้ มีเขมา่ มาก สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตวั จะไม่เกิดปฏิกิริยาการฟอกสี
สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตวั จะ
เกิดปฏิกิริยาการฟอกสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตได้ ยกเวน้ สารประกอบ
ประเภทอะโรมาติก

21/43

คาถามท้ายกจิ กรรม 3. เมื่อรินเฮกเซนผสมกับเบนซีนแล้วเขย่าหลอด
1. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจดั เป็ นโมเลกุลมีข้ัว ทดลอง สารท้งั สองละลายกนั หรือไม่ อยา่ งไร
หรือไม่

2. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนละลายในน้าไดห้ รือไม่
เพราะเหตุใด

22/43

คาถามท้ายกจิ กรรม
4. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนติดไฟไดห้ รือไม่ และลกั ษณะการลกุ ไหมต้ ่างกนั อยา่ งไร เพราะเหตุใด

5. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทาปฏิกิริยากบั สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตหรือไม่ อยา่ งไร

23/43

คาถามท้ายกจิ กรรม

6. นกั เรียนจะสรุปสมบตั ิการละลาย การเผาไหม้ และการทาปฏิกิริยากบั
สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตไดอ้ ยา่ งไร

24/43

จากการทากิจกรรมท่ี 8.1 สรุปสมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้ ดงั น้ี
1. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจดั เป็ นโมเลกลุ ไมม่ ีข้วั
2. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่ละลายในน้าเนื่องจากสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็ นโมเลกุลไม่มีข้วั ส่วนน้าเป็ น
โมเลกุลมีข้วั ทาให้แรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนกับน้าต่างกนั จึงไม่ละลายด้วยกนั และ
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนจะอยชู่ ้นั บนเน่ืองจากมีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ น้า
3. สารประกอบไฮโดรคาร์บอน 2 ชนิด ละลายกนั ได้ เน่ืองจากจดั เป็ นโมเลกลุ ไมม่ ีข้วั เหมือนกนั
4. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนติดไฟได้ โดยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีอตั ราส่วนของคาร์บอนในโมเลกุลนอ้ ย
(คาร์บอนสร้างพนั ธะเด่ียวระหวา่ งกนั ) จะติดไฟแลว้ ไมม่ ีเขม่า แต่ถา้ มีอตั ราส่วนของธาตคุ าร์บอนในโมเลกลุ มาก จะติดไฟแลว้ มี
เขมา่ มาก
5. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตวั ท่ีมีโครงสร้างโมเลกุลเป็ นพนั ธะเดี่ยวจะไม่ทาปฏิกิริยากบั สารละลายโพแทสเซียม
เปอร์แมงกาเนต ส่วนสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ิ่มตวั ที่มีโครงสร้างโมเลกลุ เป็ นพนั ธะคู่จะฟอกสีสารละลายโพแทสเซียม
เปอร์แมงกาเนตได้ ยกเว้น สารประกอบประเภทอะโรมาติก

25/43

(หนงั สือเรียนหนา้ 245)

26/43

1. ใหน้ กั เรียนเขียนผงั ความคิดแสดงสมบตั ิของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท้งั ชนิดอิ่มตวั และไมอ่ ิ่มตวั

27/43

2. กาหนดสารประกอบไฮโดรคาร์บอนใหด้ งั น้ี

ก. C3H8 สูตรโครงสร้าง CH3– CH2 – CH3 ข. C4H8 สูตรโครงสร้าง CH2 =CH –CH2 – CH3

ค. C4H6 สูตรโครงสร้าง CH2 =CH– CH = CH2 ง. C5H12 สูตรโครงสร้าง CH3– CH2– CH – CH3
– CH2 CH3
จ. C4H6 สูตรโครงสร้าง HC –=CH
H2C – CH2

ฉ. C5H10 สูตรโครงสร้าง H2C CH2
H2C CH2

2.1 สารใดจดั เป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตวั และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ิ่มตวั

28/43

2.2 ถา้ นาสาร ข ค และ ง ไปเผาจะใหเ้ ปลวไฟต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร
2.3 สาร ก กบั ง ละลายดว้ ยกนั ไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด
2.4 สารชนิดใดละลายน้าได้ เพราะเหตุใด
2.5 สารใดสามารถฟอกสีสารละลายไอโอดีนได้

29/43

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีจานวนมากมายหลายชนิด ซ่ึงจะพบ
ในรูปของปิ โตรเลียม ไดแ้ ก่ น้ามนั ดิบและแก๊สธรรมชาติ สาหรับน้ามนั ดิบเป็ น
ของผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด เมื่อนามากลนั่ ลาดบั ส่วน
แ ย ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร์ บ อ น แ ต่ ล ะ ช นิ ด จ ะ ไ ด้ผ ลิ ต ภัณ ฑ์ท่ี น า ไ ป ใ ช้

ประโยชน์ดา้ นเช้ือเพลิง สารต้งั ตน้ ในการผลิตพอลิเมอร์หรือพลาสติก หรือใช้
เป็ นตวั ทาละลาย

30/43

แกส๊ < 65°C แ(กC๊ส1ห–Cุงต4)ม้ ใชยาใ้ นนพโรางหงนานะ ศึกษาการใชป้ ระโยชน์ของผลิตภณั ฑจ์ ากการ
กลน่ั น้ามนั ดิบ ดงั แผนภาพ
แนฟทาหนัก6(C5-6–20Cแ012°น)Cฟทาเบราีฟ(อCร5์เ–มCอ7ร)์ ใชใ้ นครัวเรือน
เรบีฟนอซริ์นเมรทถยนต์ 31/43

หอกลั่นน้ามัน ก๊าด (C10–C14) 150–250°C น้ามนั ก๊าด
ดีเซล

(C14–C19) 250–360°C น้ามนั เช้ือเพลิง

แกส๊ ออยล์ เครื่องบิน
ดีเซลหมุนเร็ว

การเผา ดีเซลหมุนชา้

กากกลน่ั > 360°C น้ามนั หล่อล่ืน
– น้ามนั เตา
340–385°C ถงั น้ามนั ดิบ – ไข

ยางมะตอย

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่ใชเ้ ป็ นเช้ือเพลิงในชีวติ ประจาวนั ท้งั ในครัวเรือน การคมนาคม อุตสาหกรรม
เม่ือเช้ือเพลิงลกุ ไหมจ้ ะเกิดปฏิกิริยา ดงั น้ี

จะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็ นไอน้าและแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และไมม่ ีเขมา่

CH4(g) + 2O2(g) CO2(g) + 2H2O(g)
มีเทน แก๊สออกซิเจน ไอน้า
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเกิดข้ึน ถ้ามีปริมาณมากจะส่งผลต่อการเกิดภาวะเรือนกระจก เน่ืองจาก
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะก้นั รังสีอินฟราเรดท่ีโลกคายออกไปให้สะทอ้ นกลบั เขา้ สู่พ้ืนโลก มสี ่วนทาให้เกิด

ภาวะโลกร้อน 32/43

จะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็ นแกส๊ คาร์บอนมอนอกไซด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้า และเขม่า

CH4(g) + O2(g) CO + CO2 + H2O + C
มีเทน แก๊สออกซิเจน
แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้า เขมา่

เขมา่ และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซดเ์ ป็ นพิษตอ่ ระบบหายใจ
นอกจากน้ีน้ามนั เช้ือเพลิงที่ร่ัวไหลจากที่เก็บหรือท่ีเกิดจากเรือบรรทุกน้ามนั ล่ม ทาให้เกิดคราบน้ามนั บนผิวน้า
ออกซิเจนละลายในน้าไม่ได้ สิ่งมีชีวติ ในน้าอาจตายไดแ้ ละน้าจะใชใ้ นการอปุ โภคไมไ่ ด้

33/43

(หนงั สือเรียนหนา้ 247)

34/43

1. จานวนอะตอมของธาตุคาร์บอนในโมเลกุลของ 2. น้ามนั เตา น้ามนั เบนซิน และน้ามนั ดีเซล น้ามนั
ชนิดใดมีจุดเดือดต่าสุดและชนิดใดมีจุดเดือด
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ใชเ้ ป็ นเช้ือเพลิงใน สูงสุด
ครัวเรื อนต่างจากจานวนอะตอมของสารประกอบ
3. ถ้าจะผลิตมอนอเมอร์เพ่ือใช้ทาพลาสติกควร
ไฮโดรคาร์บอนที่ใช้เป็ นเช้ือเพลิงสาหรับรถยนต์ เลือกใชส้ ารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดใด
อยา่ งไร พร้อมท้งั ยกตวั อยา่ งประกอบ

35/43

ธาตุคาร์บอนมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 4 จึงต้องใช้ 4 เวเลนซ์
อิเล็กตรอนสร้างพนั ธะ จึงสร้างพนั ธะระหวา่ งอะตอมของธาตุคาร์บอน
หรือธาตุอื่นไดท้ ้งั พนั ธะเด่ียว พนั ธะคู่ และพนั ธะสาม

สารประกอบ สารประกอบอินทรีย์ (organic compound) เป็ นสารประกอบท่ีมีธาตุ
อนิ ทรีย์ คาร์บอนเป็ นองคป์ ระกอบหลกั แบ่งตามชนิดของธาตุองคป์ ระกอบไดเ้ ป็ น
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนกับสารประกอบอินทรียท์ ่ีโมเลกุลมีหมู่ทา
หนา้ ท่ี

สารประกอบอินทรียท์ ี่มีหมู่ –COOH สามารถแสดงสมบตั ิความเป็ น
กรด ส่วนสารประกอบอินทรียท์ ่ีมีหมู่ –NH2 สามารถแสดงสมบตั ิความเป็ น
เบส

สารประกอบอนินทรีย์ (inorganic compound) เป็ นสารประกอบของ

ธาตุต่างๆ ในตารางธาตุ ส่วนใหญ่มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูงกว่า

สารประกอบอินทรีย์ 36/43

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน อะตอม C สร้างพนั ธะเดี่ยวท้งั โมเลกลุ อะตอม C สร้างพนั ธะคูห่ รือพนั ธะสาม
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั อยา่ งนอ้ ย 1 พนั ธะในโมเลกลุ

(saturated hydrocarbon) สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อ่ิมตวั
(unsaturated hydrocarbon)

แบ่งตามชนิด มีธาตุ C และ H
ของพนั ธะเคมี เป็ นองคป์ ระกอบ

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน 37/43
(hydrocarbon compound)

สมบตั ขิ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็ น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนติดไฟได้ ส า ร ป ร ะ ก อ บ ไ ฮ โ ด ร ค า ร์ บ อ น
โมเลกุลไม่มีข้ัว จึงไม่ละลายในน้ า ไม่อ่ิมตัวจะทาปฏิกิริ ยาฟอกสี
ซ่ึงเป็ นโมเลกุลมีข้ัว แต่จะละลายได้ โดยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั สารละลายโพแทสเซียมเปอร์-
ในสารท่ีเป็ นโมเลกลุ ไมม่ ีข้วั เหมือนกนั เผาแล้วจะได้เปลวไฟสว่างไม่มีเขม่า แมงกาเนตและสารละลาย
ส่ วนสารประกอ บไฮโดรคาร์ บอ น ไอโอดีนได้
ไม่อ่ิมตวั เผาแล้วจะได้เปลวไฟท่ีมีเขม่า
ซ่ึงถา้ มีอตั ราส่วนของคาร์บอนในโมเลกุล 38/43
มากจะมีปริมาณเขมา่ มาก

ประโยชน์และ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบส่วนใหญ่อยู่ในรูป
ผลกระทบของ ของปิ โตรเลียม ไดแ้ ก่ น้ามนั ดิบและแก๊สธรรมชาติ ถา้ นา
สารประกอบ น้ามนั ดิบมากลนั่ ลาดบั ส่วนจะไดผ้ ลิตภณั ฑ์ที่มีสถานะเป็ น
ไฮโดรคาร์บอน แก๊ส ของเหลว หรือของแข็ง ข้ึนอยู่กบั ขนาดของโมเลกุล
ถา้ โมเลกลุ มีคาร์บอนไม่เกิน 4 อะตอม จะมีสถานะเป็ นแก๊ส
แต่ถา้ มีจานวนอะตอมคาร์บอนมากกว่าน้ีจะมีสถานะเป็ น
ของเหลวและของแขง็ ตามลาดบั

สารประกอบไฮโดรคาร์ บอนใช้เป็ นเช้ือเพลิงใน
ครัวเรือน ยานพาหนะ เป็ นสารต้งั ตน้ ในการผลิตมอนอเมอร์
ผงซกั ฟอก ใชท้ าไข และราดผิวถนน

39/43

1. กาหนดสารใหด้ งั น้ี ข. C2O3 ค. CH3OH ง. C8H18
ก. KHCO3 ฉ. C2H5COOH CH C–OH ซ. C2H6
จ. HCN ช. HC CH
HC
CH
สารใดจดั เป็ นสารประกอบอินทรีย์ เพราะเหตใุ ด

40/43

2. นกั เรียนมีหลกั การในการสังเกตอยา่ งไรวา่ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดใดเป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
อ่ิมตวั และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ่ิมตวั

3. กาหนดสารใหด้ งั น้ี จ. C6H5OH
ก. C2H5Cl ข. CH3I ค. CH4 ง. C6H12

สารใดจดั เป็ นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

41/43

4. กาหนดสารประกอบไฮโดรคาร์บอนใหด้ งั น้ี

ก. C4H10 ข. C5H10 ค. C3H4
สารใดเมื่อนาไปเผาแลว้ จะไดเ้ ปลวไฟสวา่ งไม่มีเขม่า และสารใดเมื่อนาไปเผาแลว้ จะไดเ้ ปลวไฟท่ีมีเขมา่ มากที่สุด

5. สาร ก เป็ นของแขง็ สีขาว เมื่อนาไปใหค้ วามร้อนท่ีอณุ หภูมิ 400 องศาเซลเซียส พบวา่ สาร ก ไม่หลอมเหลว สาร ก
จดั เป็ นสารประกอบอินทรียห์ รือไม่ เพราะเหตใุ ด

42/43

6. น้ามนั พชื และเฮกเซนไมล่ ะลายในน้า ถา้ นาน้ามนั พืชมาผสมกบั
เฮกเซนจะละลายดว้ ยกนั ไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด

7. ให้นกั เรียนบอกประโยชน์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมา
อยา่ งนอ้ ย 3 ขอ้

43/43


Click to View FlipBook Version