The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 3 แม่เหล็กไฟฟ้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tramgang, 2023-01-09 23:09:12

หน่วยที่ 3 แม่เหล็กไฟฟ้า

หน่วยที่ 3 แม่เหล็กไฟฟ้า

คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเป็ นคลื่นตามขวางและเป็ นคล่ืนท่ี
ไม่จาเป็ นต้องอาศัยตัวกลางในการเคล่ือนท่ี จึงสามารถ
เคล่ือนที่ได้ในสุญญากาศ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดมี
อตั ราเร็วในสุญญากาศประมาณ 3×108 เมตรต่อวินาที หรือ
เท่ากบั อตั ราเร็วของแสง นอกจากน้ี คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ามี
สมบตั ิพ้ืนฐานของคลื่นไดท้ ้ัง 4 ประการ คือ การสะท้อน
การหกั เห การแทรกสอด และการเล้ียวเบน

50/83

2.1 สเปกตรัมคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

● คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเป็ นคลื่นที่มีความถี่และความยาวคลื่น
แตกตา่ งกนั และมีช่วงที่กวา้ งมาก

● เม่ือแยกสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็จะพบคล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้าหลายชนิด เช่น คล่ืนวิทยุ คลื่นแสงที่ตามองเห็น
รังสีอลั ตราไวโอเลต รังสีแกมมา ครอบคลุมความถ่ีต้งั แตน่ อ้ ยกว่า
104 Hz ไปจนถึงมากกวา่ 1021 Hz

● คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าแต่ละชนิดสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์
ไดห้ ลายดา้ น เช่น ดา้ นการสื่อสารและโทรคมนาคม ดา้ นการแพทย์
การทาอาหาร การควบคุมระยะไกล

51/83

คล่ืนวทิ ยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด UV รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา
ความยาวคล่ืน (m)
10–1 10–2 10–3 10–4 10–5 10–6 10–7 10–8 10–9 10–10 10–11 10–12
103 102 10 1

สนามฟุตบอล โมเลกุลน้า
บา้ น
จดุ 1ขมนมา.ด เซลล์ แบคทีเรีย ไวรัส โปรตนี

คลเอ่ืนเอวม็ทิ ยุ คเอลฟ่ืนเวอทิ ็มยุ ลูกเบสบอล มนุษย์ รังสีเอก็ ซ์
เตาไมโครเวฟ หลอดไฟฟ้า
ธาตุกมั มนั ตรังสี

105 106 107 108 109 1010 1011 1012 1013 1014 1015 1016 1017 1018 1019 1020

ความถี่ (Hz) สเปกตรัมคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า 52/83

คล่ืนวทิ ยุ

คลื่นวทิ ยุ (radio wave) เป็ นคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าท่ีมีความถี่
อยใู่ นช่วง 104-109 เฮิรตซ์ คลื่นวิทยมุ ีการส่งสัญญาณ 2 ระบบ
ไดแ้ ก่

1. ระบบเอเอม็ (amplitude modulation : AM)
● มีช่วงความถ่ี 530-1,600 กิโลเฮิรตซ์
● ส่ือสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเขา้ ไปกับคล่ืนวิทยุ

ซ่ึงทาหนา้ ท่ีเป็ นคลื่นพาหะ
● แอมพลิจูดของคล่ืนพาหะจะเปลี่ยนแปลงตาม

สญั ญาณคล่ืนเสียงโดยความถี่ของคล่ืนคงท่ี

53/83

● คล่ืนวิทยรุ ะบบเอเอ็มสะทอ้ นกบั บรรยากาศ ช้นั ไอโอโนสเฟี ยร์
ช้นั ไอโอโนสเฟี ยร์ไดด้ ี จึงสามารถส่งคลื่นไดท้ ้งั 2 แบบ คลื่นฟ้า

● คลื่นที่เคลื่อนท่ีในแนวเส้นตรงขนานกับ คลื่นดิน
ผิวโลก เรียกวา่ คล่ืนดนิ
เสาส่งสญั ญาณ เสารับสญั ญาณ
● คล่ืนที่ไปสะทอ้ นท่ีช้นั บรรยากาศไอโอโนส-
เฟี ยร์แลว้ สะทอ้ นกลบั ลงมายงั พ้ืนดิน เรียกวา่ คล่ืนฟ้า

● ข้อดี คือ ทาให้สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
และไม่ตอ้ งใชเ้ สาสญั ญาณสูง

● ข้อเสีย คือ คล่ืนถูกสญั ญาณอ่ืนรบกวนไดง้ ่าย

ลกั ษณะของคล่ืนดินและคล่ืนฟ้า

54/83

2. ระบบเอฟเอม็ (frequency modulation : FM)
● มีช่วงความถี่ 88-108 เมกะเฮิรตซ์
● ส่ือสารโดยใชค้ ล่ืนเสียงผสมเขา้ ไปกบั คลื่นวทิ ยซุ ่ึงทาหนา้ ที่เป็ นคลื่นพาหะ
● ความถ่ีของคล่ืนพาหะจะเปล่ียนแปลงตามสญั ญาณคลื่นเสียงโดยแอมพลิจูดของคล่ืนคงที่
● ข้อดี คือ สญั ญาณคล่ืนจะชดั เจนและถูกสญั ญาณอื่นรบกวนนอ้ ย
● ข้อเสีย คือ ส่งได้เฉพาะคล่ืนดินเพียงอย่างเดียว จึงส่งสัญญาณได้เพียงระยะส้ัน ๆ ถา้ ตอ้ งการส่งสัญญาณให้

ครอบคลมุ พ้นื ท่ี จะตอ้ งมีสถานียอ่ ยเพอื่ รับสญั ญาณและถา่ ยทอดไปยงั สถานีถดั ไปและเสาสญั ญาณตอ้ งสูงหรือต้งั อยบู่ นท่ีสูง

55/83

คลื่นไมโครเวฟ (microwave) 56/83

● มีความถี่ช่วง 1 GHz-100 GHz
● มีประโยชน์ในการส่ือสารระยะไกล ไม่สะทอ้ นท่ีช้นั บรรยากาศ
ไอโอโนสเฟี ยร์ แตจ่ ะทะลุผา่ นช้นั บรรยากาศไปยงั นอกโลก
● ส่งสัญญาณโทรทัศน์หรือการส่ือสารด้วยโทรศัพท์เคล่ือนที่
จะเดินทางเป็ นเสน้ ตรงและผิวโลกมีความโคง้ ทาใหส้ ่งสญั ญาณไดไ้ กลสุด
เพยี ง 80 กิโลเมตรบนผวิ โลก
● ตอ้ งมีสถานีถ่ายทอดเป็ นระยะ ๆ เพ่ือให้รับส่งสัญญาณไปยงั
ท่ีห่างไกลได้ โดยส่งสัญญาณจากสถานีบนโลก ---> สญั ญาณจากดาวเทียม
---> สถานีรับท่ีอยอู่ ีกดา้ นหน่ึงของโลก
● ใช้ประโยชน์ในการตรวจหาตาแหน่ งของอากาศยาน
เรียกอปุ กรณ์น้ีวา่ เรดาร์
● นาไปใชส้ ร้างเตาไมโครเวฟเพ่อื ใชท้ าอาหาร
● ระบุตาแหน่งโดยใชจ้ ีพีเอส (GPS)

รังสีอนิ ฟราเรด (infrared radiation : IR ภาพจากกลอ้ งอินฟราเรด

● มีช่วงความถี่ 1011-1014 เฮิรตซ์ โดยมีช่วงความถี่คาบเกี่ยวกบั 57/83
ไมโครเวฟ

● เป็ นรังสีความร้อน บางคร้ังอาจเรียกวา่ รังสีใต้แดง เน่ืองจาก
มีความยาวคลื่นอยบู่ ริเวณดา้ นสีแดงของสเปกตรัมแสง

● ทาใหอ้ ณุ หภูมิของโลกมีความอบอ่นุ เหมาะกบั การดารงชีวติ
● สิ่งชีวิตสามารถแผ่รังสีอินฟราเรดออกมาอยู่ตลอดเวลา
เม่ือถ่ายรูปดว้ ยกลอ้ งอินฟราเรดจะมองเห็นบริเวณท่ีร้อนหรือเยน็ ตาม
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไดแ้ มอ้ ยใู่ นท่ีมืด
● ภาพถ่ายจากกลอ้ งอินฟราเรดจะแสดงสีต่าง ๆ ท่ีบอกถึง
อุณหภูมิ โดยบริเวณสีแดงหรือส้มเป็ นบริเวณท่ีมีความร้อนสูงกว่า
บริเวณอื่น ๆ และบริเวณที่มีสีน้าเงินหรือม่วงเป็ นบริเวณที่มีอุณหภูมิต่า
กวา่ บริเวณอ่ืน ๆ

● น า ไป ใ ช้ใ น ก า ร ค วบ คุ ม
ระยะไกลหรือรีโมตคอนโทรลได้ เช่น
โทรทศั น์ เคร่ืองปรับอากาศ

● ในทางการทหาร มีการนา
รังสีอินฟราเรดมาใชค้ วบคุมอาวธุ นาวิถี
ใหเ้ คลื่อนไปยงั เป้าหมายไดอ้ ยา่ งแมน่ ยา

58/83

แสงทีต่ ามองเห็น (visible light) 59/83

● มีช่วงความถ่ี 1014 เฮิรตซ์ หรือมีความยาวคล่ืนช่วง
400-700 นาโนเมตร

● มีแหล่งกาเนิดจากดวงอาทิตย์หรืออาจเกิดจาก
วตั ถุท่ีมีอุณหภูมิไม่สูงก็ได้ เช่น แสงจากหลอดไฟ ห่ิงห้อย
เทียนไข

● แสงจากดวงอาทิตยเ์ ป็ นแหล่งพลงั งานท่ีสาคัญ
ของโลกและยงั ช่วยในการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช

● การสะท้อนของแสงช่วยให้สามารถมองเห็น
สิ่งต่าง ๆ เป็ นสีท่ีแตกต่างกนั ได้

● สีของแสงสามารถบอกอุณหภูมิของแหล่งกาเนิด
ไดด้ ว้ ย เช่น ดาวฤกษท์ ี่มีน้าเงินจะมีอุณหภูมิสูงกวา่ ดวงอาทิตย์
ที่มีสีสม้

ความยาวคล่ืน (นาโนเมตร) คล่ืนวทิ ยุ
700 ไมโครเวฟ
อนิ ฟราเรด
650
580 แสงท่ตี า
550 มองเหน็
475 UV
450 รังสีเอกซ์
400 รังสีแกมมา

สเปกตรัมของแสงท่ีตามองเห็น 60/83

รังสีอลั ตราไวโอเลต (ultraviolet : UV)

● อาจเรียกวา่ รังสีเหนือม่วง มีความถี่ช่วง 1015-1018 เฮิรตซ์ เป็ นช่วงหน่ึงของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าที่มีความยาวคล่ืน
ส้นั กวา่ แสงท่ีมองเห็น

● ส่วนใหญ่มาจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ซ่ึงประกอบดว้ ยรังสี UVA UVB และ UVC แต่รังสีส่วนมากจะถูก
ดูดซบั ไวใ้ นช้นั บรรยากาศ ส่วนที่เหลือที่ลงมาถึงผิวโลกจะอยใู่ นในระดบั ท่ีไม่เป็ นอนั ตรายต่อมนุษย์

● มนุษยจ์ ะมองไม่เห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในยา่ นความถ่ีน้ี แต่สิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน เช่น แมลง นก จะมองเห็นในช่วง
อลั ตราไวโอเลตได้

● ใชฆ้ ่าเช้ือโรคในน้าด่ืมหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
● ใชต้ รวจสอบการปลอมแปลงเอกสาร เช่น ธนบตั ร หนงั สือเดินทาง
● รังสี UVA สามารถทาลายดีเอน็ เอ หากมนุษยไ์ ดร้ ับปริมาณรังสีมากเกินไปจะทาใหเ้ กิดมะเร็งผวิ หนงั ได้

61/83

เปรียบเทียบการมองเห็นของมนุษย์ ผีเส้ือ และผ้ึง 62/83

รังสีเอกซ์ (x-ray) ภาพถ่ายเอกซ์เรยท์ ่ีทาใหเ้ ห็นโครงสร้างของกระดูกท่ีมือ

● มีความถี่ช่วง 1017-1021 เฮิรตซ์ มีความยาวคล่ืนช่วง 63/83
10–8-10–13 เมตร

● สามารถทะลผุ า่ นวตั ถุที่ไม่หนาจนเกินไปและมีความ
หนาแน่นนอ้ ย ๆ ได้ เช่น กระดาษ ไม้ เน้ือเยอื่ ของคนและสตั ว์

● ถา้ ผา่ นวตั ถุที่มีความหนาแน่นมาก ๆ เช่น แพลทินมั
ตะกวั่ กระดูก อานาจทะลุผา่ นกจ็ ะลดลง

● ใชใ้ นการถ่ายภาพบนฟิ ลม์ เอกซเ์ รยท์ างการแพทย์
● ใชต้ รวจหารอยร้าวภายในชิ้นส่วนโลหะขนาดใหญ่
และรอยร้าวของอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง
● ใชต้ รวจหาอาวธุ ปื นหรือระเบิดในกระเป๋ าเดินทาง
● ใชศ้ ึกษาการจดั เรียงตวั ของอะตอมในผลึก

รังสีแกมมา 64/83

รังสีแกมมา (gamma ray) มีความถี่สูงกว่ารังสีเอกซ์ เกิดจาก
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ มีสภาพเป็ นกลางทางไฟฟ้า เป็ นรังสีที่มีพลงั งานสูง
มาก มีอานาจทะลุทะลวงสูง จึงเป็ นรังสีที่อนั ตรายมากต่อส่ิงมีชีวิต
รังสีแกมมาพบไดจ้ ากการสลายของสารกมั มนั ตรังสี การแผ่รังสีจาก
เครื่องเร่งอนุภาค

รังสีแกมมานามาใชป้ ระโยชน์ไดห้ ลายดา้ น เช่น
● ด้านการแพทย์ ใช้รังสี แกมมาเพื่อรักษาโรคมะเร็ ง

วนิ ิจฉยั โรคบางชนิด
● ดา้ นอุตสาหกรรม ใชใ้ นการตรวจสอบรอยร่ัวและรอยร้าว

ของเครื่องจกั รท่ีทาจากโลหะ
● ดา้ นการเกษตร ใชใ้ นการรักษาโรคพืชบางชนิด ใชท้ าให้

แมลงศตั รูพชื เป็ นหมนั

2.2 การส่ือสารด้วยคล่ืนแม่เหลก็

ระบ บก ารส่ื อส าร ที่ ส่ ง สัญ ญา ณด้ว ยค ลื่ น แม่เ หล็กไ ฟฟ้ า จ ะ แบ่ ง
ออกเป็ น 2 ประเภท ไดแ้ ก่

1. สัญญาณแอนะล็อก หมายถึง สัญญาณขอ้ มูลแบบต่อเน่ืองท่ีมี
ขนาดของสัญญาณไม่คงท่ี มีการเปล่ียนแปลงขนาดของสัญญาณแบบคอ่ ย
เป็ นค่อยไป มีลกั ษณะเป็ นเสน้ โคง้ ต่อเนื่องกนั ไปหรือเป็ นคลนื่ รูปไซนก์ ารส่ง
สัญญาณแบบแอนะล็อกมีขอ้ เสีย คือ สัญญาณจะถูกรบกวนให้มีการแปล
ความหมายผิดพลาดได้ง่าย ตัวอย่างการส่งสัญญาณแอนะล็อก เช่น
สญั ญาณเสียงในสายโทรศพั ท์

65/83

2. สัญญาณดิจิทัล หมายถึง สัญญาณข้อมูลแบบ
ไม่ต่อเนื่องท่ีมีขนาดของสัญญาณแน่นอน เป็ นสัญญาณท่ีใชใ้ น
การทางานของคอมพิวเตอร์ ขนาดของสัญญาณอาจกระโดดไป
มาระหวา่ งคา่ สองค่า คือ สญั ญาณระดบั ต่าสุดและสัญญาณระดบั
สูงสุด โดยสัญญาณระดับต่าสุดแทนด้วยสถานะเป็ น 0 และ
สัญญาณระดับสู งสุ ดแทนด้วยสถานะเป็ น 1 มีข้อดี คือ
เกิดสญั ญาณรบกวนนอ้ ย จึงทาใหเ้ กิดความผิดพลาดไดน้ อ้ ย

66/83

(หนงั สือเรียนหนา้ 117)

67/83

1. คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าคืออะไร

2. คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ามีก่ีชนิด อะไรบา้ ง

68/83

3. คล่ืนวทิ ยรุ ะบบเอเอม็ และเอฟเอม็ แตกต่างกนั อยา่ งไร

4. การส่ือสารดว้ ยคล่ืนไมโครเวฟใชค้ ล่ืนดินหรือคลื่นฟ้าในการส่งสงั ญาณ เพราะเหตุใด

69/83

5. คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดบา้ งท่ีนาไปใชป้ ระโยชน์ 7. รังสี อัลตราไวโอเลตส่งผลเสี ยต่อสิ่ งมีชีวิต
ในดา้ นการแพทย์ อยา่ งไรบา้ ง

6. เหตุใดรังสีอินฟราเรดจึงเรียกอีกอยา่ งวา่ รังสีใตแ้ ดง

70/83

8. การส่งขอ้ มูลแบบสญั ญาณแอนะลอ็ กกบั สัญญาณดิจิทลั
มีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

71/83

แม่เหลก็ ไฟฟ้า

● แรงแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเป็ นแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอิเลก็ ตรอนและนิวเคลียสของอะตอม ทาใหอ้ ิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสได้
และยงั เป็ นแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกลุ ของสสารดว้ ย

● แม่เหล็กมี 2 ข้วั คือ ข้วั เหนือและข้วั ใต้ ถา้ นาแท่งแม่เหล็ก 2 แท่งมาวางใกลก้ นั ดา้ นที่มีข้วั แม่เหล็กเหมือนกนั จะออกแรง
ผลกั กนั ส่วนดา้ นท่ีมีข้วั แมเ่ หลก็ ต่างกนั จะออกแรงดึงดูดกนั

● บริเวณที่มีแมเ่ หลก็ จะมีสนามแม่เหลก็ อยรู่ อบ ๆ และมีเสน้ สนามแมเ่ หลก็ แสดงทิศทางของสนามแม่เหลก็
● สนามแม่เหล็กโลก คือ สนามแม่เหล็กท่ีห่อหุ้มโลกไวช้ ่วยป้องกันอันตรายจากรังสีต่าง ๆ เช่น ลมสุริยะโดยบริเวณ

ข้วั โลกเหนือจะมีแม่เหล็กข้วั ใต้ ส่วนบริเวณข้วั โลกใตจ้ ะมีแม่เหล็กข้วั เหนือ และเสน้ สนามแม่เหล็กโลกจะมีทิศทางพุ่ง
จากข้วั โลกใตไ้ ปยงั ข้วั โลกเหนือ
● เม่ือใหอ้ นุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ผา่ นบริเวณท่ีมีสนามแมเ่ หลก็ จะมีแรงแมเ่ หลก็ กระทาต่ออนุภาคใหม้ ีทิศการเคล่ือนที่
เปล่ียนแปลงไปจากเดิม

72/83

แม่เหลก็ ไฟฟ้า ทิศทางของ
แรงแม่เหลก็
● การหาทิศทางการเคล่ือนที่ของอนุภาคที่มีประจุบวกในสนามแม่เหล็ก
สามารถทาไดโ้ ดยใชก้ ฎมือขวา ดงั รูป ทิศทางของ
อนุภาค
● เม่ือนาลวดตวั นาที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปวางในสนามแม่เหล็กจะมี
แรงแม่เหล็กกระทาต่อลวดตวั นาให้เคลื่อนที่ นาไปใชใ้ นการทามอเตอร์ ทิศทางของ
ไฟฟ้าและเคร่ืองวดั ทางไฟฟ้า สนามแม่เหลก็

● เม่ือหมุนขดลวดตดั ผา่ นสนามแมเ่ หลก็ หรือเคลื่อนแท่งแม่เหล็กให้ตดั ผา่ น 73/83
ขดลวด จะทาใหเ้ กิดแรงเคล่ือนไฟฟ้าเหนี่ยวนา นาไปใชส้ ร้างเครื่องกาเนิด
ไฟฟ้าได้

● แม่เหลก็ และไฟฟ้ามีความสมั พนั ธ์กนั โดยเมื่อสนามแม่เหล็กเปล่ียนแปลง
จะเหน่ียวนาให้เกิดกระแสไฟฟ้า และเม่ือสนามไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงจะ
เหน่ียวนาใหเ้ กิดสนามแมเ่ หลก็

คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า
● คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าเกิดจากการเหน่ียวนาใหเ้ กิดสนามไฟฟ้าหรือสนามแมเ่ หลก็ โดยมีการเปล่ียนแปลงของสนามไฟฟ้าและ

สนามแม่เหลก็ ในทิศทางต้งั ฉากกนั ตลอดเวลา และต้งั ฉากกบั การเคลื่อนที่ของคลื่น

สนามไฟฟ้า

สนามแมเ่ หลก็

คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ทิศการเคล่ือนท่ีของคล่ืน
74/83

คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

● สเปกตรัมคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ามี 7 ชนิด ดงั น้ี
1. คลื่นวทิ ยุ มีความยาวคล่ืนมากที่สุด และมีความถี่นอ้ ยท่ีสุด ใชใ้ นการส่ือสารระบบเอเอม็ และเอฟเอม็
2. คลื่นไมโครเวฟ ใชใ้ นการสื่อสารหรือโทรคมนาคม ส่งสญั ญาณเรดาร์ ทาอาหาร
3. รังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อน ใชถ้ ่ายภาพเพอ่ื ตรวจจบั ความร้อน ใชใ้ นการควบคุมอุปกรณ์ระยะไกล
4. แสงท่ีตามองเห็น ทาใหม้ องเห็นสิ่งตา่ ง ๆ เป็ นสีท่ีแตกต่างกนั ได้ และสีของแสงสามารถบอกอณุ หภมู ิของแหล่งกาเนิดได้
5. รังสีอลั ตราไวโอเลต ใชฆ้ ่าเช้ือโรค ตรวจสอบการปลอมแปลงเอกสาร
6. รังสีเอกซ์ ใชถ้ า่ ยภาพเอกซ์เรย์ ตรวจหารอยร้าวของอาคาร ตรวจหาอาวธุ
7. รังสีแกมมา ใชร้ ักษาและวนิ ิจฉยั โรค ใชใ้ นการตรวจสอบรอยร้าวของเครื่องจกั รที่ทาจากโลหะ ใชร้ ักษาโรคพืช

75/83

คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

● ในดา้ นการส่ือสาร คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าจะถูกใชเ้ ป็ นคลื่นพาหะโดยการ
แปลงใหอ้ ยใู่ นรูปของสญั ญาณแอนะลอ็ กหรือดิจิทลั

● สัญญาณแอนะล็อก คือ สัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่องที่มีขนาดของ
สัญญาณไม่คงที่ มีลกั ษณะเป็ นเส้นโคง้ ต่อเนื่องกนั ไปหรือเป็ นคลื่น
รูปไซน์

● สัญญาณดิจิทัล คือ สัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่องท่ีมีขนาดของ
สัญญาณแน่นอน ขนาดของสญั ญาณมี 2 ค่า คือ สัญญาณระดบั ต่าสุด
แทนดว้ ยเลข 0 และสญั ญาณระดบั สูงสุด แทนดว้ ยเลข 1

● การส่งสัญญาณดิจิทัลมีข้อดีกว่าการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อก
เนื่องจากเกิดสญั ญาณรบกวนนอ้ ยกวา่ จึงมีความผดิ พลาดนอ้ ยกวา่

76/83

1. ใหน้ กั เรียนเขียนเสน้ สนามแม่เหลก็ เม่ือวางแมเ่ หลก็ 2 แท่งในลกั ษณะดงั รูป
NS NS

NS SN

ก. ข.

NS NS 77/83
NS SN

ก. ข.

2. เม่ือปล่อยแท่งแมเ่ หลก็ ท่ีแกวง่ ไดอ้ ยา่ งอิสระใหอ้ ยนู่ ่ิง 4. ถา้ สนามแม่เหล็กโลกหายไป นกั เรียนคิดวา่ จะเกิด
แท่งแมเ่ หลก็ จะเป็ นอยา่ งไร เพราะเหตุใด อะไรข้ึน

3. ปรากฏการณ์ออโรรามีความเกี่ยวขอ้ งกบั สนามแม่เหลก็ ของโลกอยา่ งไร

78/83

5. จากรูป ถา้ นกั เรียนตอ้ งการใหเ้ ขม็ ของแกลแวนอมิเตอร์ขยบั จะมีวธิ ีอยา่ งไรบา้ ง

79/83

6. ใหน้ กั เรียนยกตวั อยา่ งการนาความรู้เรื่องการเคล่ือนที่ของอนุภาค 8. ทิศทางของสนามแม่เหล็ก ทิศทาง
ท่ีมีประจุไฟฟ้าในสนามแมเ่ หลก็ ไปประยกุ ตใ์ ชม้ า 1 ตวั อยา่ ง
ของสนามไฟฟ้า และทิศทางการ
7. คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร เคลื่อนท่ีของคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ามี
ความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งไร

80/83

9. คล่ืนดินและคลื่นฟ้าคืออะไร 11. คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดบา้ งที่นาไปใช้
10. คล่ืนไมโครเวฟนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไรบา้ ง ประโยชนใ์ นดา้ นการส่ือสาร

12. เหตุใดรังสีอลั ตราไวโอเลตจึงเรียกอีกอยา่ ง
วา่ รังสีเหนือมว่ ง

81/83

13. เหตุใดทางการแพทย์จึงเลือกใช้รังสีเอกซ์ในการตรวจสอบอวยั วะภายในร่างกายแทนรังสีแกมมาหรือรังสี
อลั ตราไวโอเลต

14. การใชป้ ระโยชนจ์ ากรังสีแกมมามีผลเสียหรือไม่ อยา่ งไร

82/83

15. การส่งข้อมูลแบบสัญญาณแอนะล็อกกับสัญญาณดิจิทัลมีขอ้ ดีหรือ
ขอ้ เสียแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

83/83


Click to View FlipBook Version