3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 45 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 5. การแทนรหสในคอมพ ัวเตอริ ์ การแทนรหัสขอมู้ลในคอมพิวเตอร์ทํางานด้วยหลักการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่แทนสญญาณั ทางไฟฟ้าด้วยตัวเลขศูนย์และหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสองแตละหล่ ักเรียกวาบ่ ิต (binary digit : bit) และเมื่อนําตัวเลขหลาย ๆ บิตมาเรียงกัน จะใช้สร้างรหัสแทนความหมาย จํานวน ตัวอักษร หรือสญลักษณั ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้และเพื่อให้การแลกเปลี่ยน ข้อความระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์เป็นไปในแนวเดียวกันจึงมีการกําหนดมาตรฐาน รหัสตัวเลขใน ระบบ เลขฐานสอง สําหรับแทนสัญลักษณ์เหล่านี้ซึ่งในการถอดรหัสที่มีการแทนรหัสที่แตกต่างกัน เป็นหน้าที่ของชั้นสื่อสารพรีเซนเตชันเลเยอร์รหัสมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากมีสามกลมคุ่ ือ 1. รหัสแอสกี (American Standard Code for Information Interchange , ASCII) ระบบแอสกีเป็นระบบมาตรฐานที่กําหนดรูปแบบของบิตเพื่อใช้เป็นรหัสแทนตัวอักขระ เพื่อ จุดมุ่งหมายที่จะทําให้เป็นมาตรฐานสากล ในปัจจุบันได้มีการใช้รหัสดังกล่าวอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์และมินิคอมพิวเตอร์รหัสดังกล่าวมีขนาดเท่ากับ 8 บิต แต่ละหลักของจํานวนในระบบเลขฐานสองเราเรียกว่าบิต (bit) ใน 1 บิต จะแทนข้อมูลได้ 2 แบบคือ 0 และ 1 ตัวเลขฐานสอง 8 บิตหรือ 1 ไบต์สามารถใช้แทนรหสตั ่างๆ ได้ถึง 28 หรือ 256 แบบ เช่น 0100 0001 ใช้แทนตัวอักขระ A 0100 0010 ใช้แทนตัวอักขระ B
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 46 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพที่ 3- 10 ตารางรหัส ASCII แทนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ วิธีการอ่านค่าจากตารางแอสกี 1. ชี้ตรงตัวอักษรที่ต้องการแทนรหัส เช่น ก 2. อ่านค่ารหัสในตารางแนวตั้งตรงตําแหน่ง b7 b6 b5 และ b4 ค่าที่ได้คือ 1010 3. อ่านค่ารหัสในตารางแนวนอนตรงตําแหน่ง b3 b2 b1 และ b0 ค่าทไดี่้คือ 0001 4. ดังนั้นรหัสแทนข้อมูลของตัวอักษร ก คอื 1010 0001 ในรหัสแอสกีนั้นจะแบ่งรหัสแทนตัวอักขระทั้ง 256 ค่าออกเป็นสามกลุ่มได้แก่กลุ่มของรหัส แทนตัวอักขระที่ใช้ควบคุม กลุ่มรหัสแทนตวอั ักขระที่สามารถพิมพ์ได้และ กลุ่มของรหัสแทนตัว อักขระ ที่จะใชเป้ ็นส่วนขยาย
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 47 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพภาพที่ 3-11 กลุ่มของการแทนตัวอักขระควบคุมและกลุ่มอักขระทสามารถพี่ิมพ์ได้ 1) กลุ่มของรหัสแทนตัวอักขระที่ใช้ควบคมุรหัสแทนตัวอักขระที่ 0 ถึง 31 จะเป็นรหัสที่ไม่มี อักขระกํากับ รหัสดังกล่าวจะถูกใช้ในการควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอร์บางอย่าง เช่นควบคุม การทํางานของเครื่อง พิมพ์ควบคุมการแสดงผลบนจอภาพ เป็นต้น เช่นหากคอมพิวเตอร์ส่งรหัส BS ไปบนจอภาพจะมีผลทําให้คอมพิวเตอรท์ ําการลบข้อมูลบนจอภาพทางซ้ายมือของเคอร์เซอร์ 1 ตัวอักษร 2) กลุ่มรหสแทนตั ัวอักขระที่สามารถพิมพ์ได้รหัสแทนตัวอักขระที่ 32 ถึง 127 จะเป็นรหัสที่ ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ เริ่มตงแตั้่รหัส 32 เป็นรหัสแทนชองว่ ่าง จนถึงรหัสที่ 127 ตัวอักขระดังกล่าว สามารถที่จะแสดงได้ทั้งบนจอภาพหรือบนเครื่องพิมพ์สังเกตว่ารหัสแทนตัวอักขระดังกล่าวจะเรียง กัน 3) กลุ่มรหสแทนตั ัวอักขระ ที่จะใช้เป็นสวนขยาย่รหัสแทนตัวอักขระที่ 128-255 จะเป็นรหัส ที่ เราไม่คุ้นเคยและมักไม่ได้ถูกใช้งาน รหัสดังกล่าวจึงถูกพัฒนาเพื่อใช้แทนข้อมูลต่าง ๆ เช่น ในเมืองไทย จะนํารหัสดังกล่าวมาพัฒนาเป็นรหัสเพื่อใช้แทนตัวอักษรภาษาไทย ดังตาราง
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 48 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพที่ 3-12 กลุ่มอักขระภาษาไทยที่แทนด้วยแอสกิโคด 2. ระบบแอบซิดิก (Extended Coded Decimal Interchange Code , EBCDIC) ระบบแอบซิดกิ เป็นระบบที่ใช้จํานวนบิตเท่ากับ 8 บิต ในการสร้างรหัสเพื่อใช้แทนคาข่ ้อมูล เป็น ระบบที่พัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็มเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์เมนเฟรม โดยการขยายความสามารถในการ แทนค่าในระบบบีซีดีในการใช้จํานวน 8 บิต ทําให้สามารถแทนค่าข้อมลไดู้ทั้งหมดเท่ากับ 256 ค่า ซึ่งเป็นการเพียงพอในการแทนค่าตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งพิมพ์เล็กและพมพิ ์ใหญ่ตัวอักขระพิเศษ ต่าง ๆ และยังสามารถขยายตัวอักขระเพิ่มเข้าไปได้อีก เช่น ใช้รหัสให้สามารถแทนตัวอักษรภาษาไทย ได้
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 49 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพการแทนรหัสภาษาไทยในระบบเอพซิดิก 3. ระบบยนูิโคด (Unicode) ยูนิโคด คือ รหสคอมพั ิวเตอร์ใช้แทนตัวอักขระ สามารถใชแทน้ตัวอักษร, ตัวเลข, สัญลกษณั ์ ต่างๆ ได้มากกว่ารหัสแบบเก่าอย่างแอสกี้โคด ซึ่งเก็บตัวอักษรได้สูงสุดเพียง 256 ตัว (รูปแบบ) โดย ยู นิโคด รุ่นปัจจุบันสามารถเก็บตัวอักษรได้ถึง 34,168 ตัวจากภาษาทั้งหมดทั่วโลก 24 ภาษา โดยไม่ สนใจว่าเป็นแพลตฟอร์มใด ไม่ขึ้นกับโปรแกรมใด หรือภาษาใด ยูนิโคดได้ถูกนําไปใช้โดยผู้นําใน อุตสาหกรรม เช่น Apple, HP, IBM, Microsoft, Unix ฯลฯ ดังนั้น ยูนิโคด จึงถือเป็นมาตรฐานใน การกําหนดรหัส สําหรับทกตุัวอักษร ทุกอักขระ ยูนิโคด ทําให้ข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายไปมาใน หลายๆ ระบบ ข้ามแพลตฟอร์มไปมา หรือข้ามโปรแกรมได้อย่างสะดวก โดยไร้ข้อจํากัด
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 50 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ รหัสยูนิโคดต่างจากแอสกีคือ แอสกีเก็บไบต์เดียวแต่ยูนิโคดเก็บ 2 ไบต์ซึ่งข้อมูล 2 ไบต์เก็บ ข้อมูลได้มากมายมหาศาล สามารถเก็บข้อมูลได้มากมายหลายภาษาในโลก อย่างภาษาไทยก็อยู่ใน ยูนิโคด นี้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นรหัสภาษาไทยเอาไปเปิดในภาษาจีน ก็ยังเป็นภาษาไทยอยู่ ไม่ออกมา เป็นภาษาจีน เพราะว่ามีรหัสตายตัวอยู่ว่ารหัสนี้จองไว้สําหรับภาษาไทย แล้ว รหัสตรงช่วงนั้นเป็น ภาษาจีน ตรงโน่นเป็นภาษาญี่ปุ่น จะไม่ใช้ที่ซ้ํากัน เป็นต้น ภาพรหัสยูนิโคด สรุป - แบบจําลองเครือข่าย OSI Model (Open System Interconnection) คือเป็นมาตรฐาน ของการสื่อสารทางเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายหรือซอฟต์แวร์ใดๆ ซึ่งมี หลากหลายผู้ผลิต ใช้เป็นโครงสร้างอ้างอิงในการสร้างอุปกรณ์ให้สามารถทํางานร่วมกันอย่างดีบน ระบบเครือข่าย - แนวคิดของการแบ่งของชั้นสื่อสารมีเหตุผลสําคัญ ดังนี้ 2.1. การแบ่งออกเป็นชั้นสื่อสารก็เพื่อลดความซ้ําซ้อน ทําให้ง่ายต่อการทําความเข้าใจ 2.2 เพื่อใหแต้ ่ละชั้นการสื่อสาร จําแนกหนาท้ ี่ที่ชัดเจนและแตกต่างกัน 2.3 เพื่อใหแต้ ่ละชั้นการสื่อสารทําหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น 2.4 เพื่อใหแต้ ่ละชั้นการสื่อสารสอดคล้องกับมาตรฐานสากล 2.5 เพื่อป้องกันกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงขอมูลบนชั้นการสื่อสารหนึ่ง ๆ มผลกระทบตี ่อชั้น การสื่อสารในลําดับอื่น ๆ
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 51 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 2.6 จํานวนชั้นการสื่อสารต้องมีจํานวนเหมาะสมเพียงพอต่อการจําแนกหน้าที่ไม่มากหรือ น้อยเกินไป - ชั้นการสื่อสารใน OSI Model มี 7 เลเยอร์ดังนี้คือ 1. ฟสิิคัลเลเยอร์ (Physical Layer) 2. ดาต้าลิงคเลเยอร์ ์ (Data Link Layer) 3. เน็ตเวิร์คเลเยอร์ (Network Layer) 4. ทรานสปอร์ตเลเยอร์ (Transport Layer) 5. เซสชั่นเลเยอร์ (Session Layer) 6. พรีเซนเตชั่นเลเยอร์ (Presentation Layer) 7. แอปพลิเคชั่นเลเยอร์ (Application Layer) - รหัสที่นิยมใชแทนข้ ้อมลในระบบคอมพูิวเตอร์ได้แก่รหัสแอสกีรหัสเอพซีดิกและรหสยันูิโคด
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 52 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ แบบฝึกหัด วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง แบบจําลองเครือขาย่ OSI Model ชื่อ....................................................................................ชั้น......................................................... 1. จงอธิบายลักษณะของแบบจําลองเครือข่ายเครือข่าย OSI มาพอเข้าใจ............................................. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. บอกแนวคดของแบบจิ ําลองเครือข่าย OSI มาเป็นข้อ ๆ .................................................................. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. อธิบายลักษณะการทํางานของ OSI Model ทั้ง 7 เลเยอร์มาพอเข้าใจ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 53 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. อธิบายลักษณะการส่งข้อมูลแต่ละชั้นเลเยอร์ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. รหัสที่ใช้ในการแทนข้อมลในคอมพูิวเตอร์มีกี่แบบอะไรบ้างอธิบาย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 6. ให้นักศึกษาเขียนชื่อตนเองเป็นรหัสแอสกและรหิ ัสยูนิโคด ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 54 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ บททดสอบหลงเรั ียน วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง แบบจําลองเครือขาย่ OSI Model คําชี้แจง ให้นกเรั ียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดลงในกระดาษคําตอบ 1. แบบจําลองเครือข่าย OSI Model คืออะไร ก. มาตรฐานการทํางานของคอมพิวเตอร์ ข. มาตรฐานการควบคุมคุณภาพในหน่วยงาน ค. มาตรฐานการสื่อสารทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ง. มาตรฐานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จ. มาตรฐานอุตสาหกรรม 2. แนวความคิดการสื่อสารของแบบจําลองเครือข่าย OSI Model ข้อใดที่ทําให้ข้อมลมูความปลอดภ ี ัย ก. ลดความซ้ําซ้อน ข. จําแนกหน้าที่ชัดเจน ค. สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ง. ป้องการการเปลี่ยนแปลงขอมู้ลบนเครือขายการส่ ื่อสาร จ. ทําตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 3. แนวความคิดการสื่อสารของแบบจําลองเครือข่าย OSI Model ข้อใดที่ทําให้อุปกรณ์เครือข่ายของ ผู้ผลิตแตละรายใช ่ ้ร่วมกันได้ ก. ลดความซ้ําซ้อน ข. จําแนกหน้าที่ชัดเจน ค. สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ง. ป้องการการเปลี่ยนแปลงขอมู้ลบนเครือขายการส่ ื่อสาร จ. ทําตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4. ชั้นการสื่อสารใน OSI Model ใดที่ทํางานในระดับบิต ก. เซสชั่นเลเยอร์ ข. ดาต้าลิงค์เลเยอร์ ค. เน็ตเวิร์คเลเยอร์ ง. พรีเซนเตชันเลเยอร์ จ. ฟิสิคัลเลเยอร์ 5. เลเยอร์ใดที่ทําการแปลงขอมู้ลที่อยู่ต่างระบบกันให้มีความเข้าใจตรงกัน ก. เซสชั่นเลเยอร์ ข. ดาต้าลิงค์เลเยอร์ ค. เน็ตเวิร์คเลเยอร์ ง. พรีเซนเตชันเลเยอร์ จ. ฟิสิคัลเลเยอร์
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 55 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 6. หน้าที่ของชั้นการสื่อสารแอพพลิเคชันเลเยอร์คืออะไร ก. รับส่งข้อมูลในระดับบิต ข. ส่งข้อมูลในรูปของเฟรม ค. ทําหน้าที่ส่งข้อมูลข้ามเครอขื ่ายต่างชนิดกัน ง. ทําหน้าที่แปลงข้อมูลที่ต่างระบบกันให้ถูกต้องตรงกัน จ. ติดต่อกับผู้ใช้ในลักษณะการทํางานของโปรแกรมประยกตุ์ 7. หน้าที่ของชั้นการสื่อสารดาต้าลิงค์เลเยอร์คืออะไร ก. รับส่งข้อมูลในระดับบิต ข. ส่งข้อมูลในรูปของเฟรม ค. ทําหน้าที่ส่งข้อมูลข้ามเครอขื ่ายต่างชนิดกัน ง. ทําหน้าที่แปลงข้อมูลที่ต่างระบบกันให้ถูกต้องตรงกัน จ. ติดต่อกับผู้ใช้ในลักษณะการทํางานของโปรแกรมประยกตุ์ 8. หน้าที่ที่สําคัญของพรีเซนเตชั่นเลเยอร์คืออไร ก. ติดต่อกับผู้ใช้ในลักษณะการทํางานของโปรแกรมประยกตุ์ ข. ส่งข้อมูลในรูปของเฟรม ค. ทําหน้าที่ส่งข้อมูลข้ามเครอขื ่ายต่างชนิดกัน ง. ทําหน้าที่แปลงข้อมูลที่ต่างระบบกันให้ถูกต้องตรงกัน จ. รับส่งข้อมูลในระดับบิต 9. ในการส่งข้อมูลระหว่างเลเยอร์จากผู้ส่งไปยังผู้รับมีลักษณะการทํางานอย่างไร ก. ส่งข้อมูลจากผู้ส่งจากล่างขึ้นบนผ่านแต่ละเลเยอร์ ข. ส่งข้อมูลจากผู้ส่งในแนวระนาบ ค. ส่งข้อมูลข้ามเลเยอร์ ง. ส่งข้อมูลจากบนลงล่างในลักษณะเดิมไมม่ ีการบรรจุข้อมูลใดๆลงไป จ. ส่งข้อมูลจากผู้ส่งข้อมูลจากบนลงล่างจากนั้นบรรจุข้อมลของแตู่ละชั้นลงไป 10. ระบบยูนิโคดสามารถแทนค่าข้อมูลไดก้ี่รูปแบบ ก. 2 ข. 8 ค. 256 ง. 34,168 จ. 54,168
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เครือข่ายท้องถิ่นและรูปแบบการเชื่อมต่อ หน้า 56 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ เรื่อง แบบจําลอง OSI Model ชื่อ..................................................................เลขที่......................................ชั้น................... แบบทดสอบกอนเร่ ียน แบบทดสอบหลังเรียน ข้อ ก ข ค ง จ ข้อ ก ข ค ง จ 1 1 2 2 3 3 4 4 5 5 6 6 7 7 8 8 9 9 10 10 ประเมนผลิก่อนเรียน หลังเรียน รวม แบบฝึกหัด รวม เต็ม ได้ กระดาษคาตอบํ สรปผลการเรุียน
บทที่ 4 สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์
บทที่ 4 สื่ อกลางส่งข้อมลบนเครูือข่ายคอมพวเตอริ ์ เนื้อหาสาระ 1. ความหมายของสื่อกลางส่งข้อมูล 2. ลักษณะการส่งสัญญาณบนสอกลางื่ 3. สื่อกลางส่งข้อมูลแบบมสายี 4. สื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย 5. การส่งข้อมูลในเครือข่าย จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของสื่อกลางส่งข้อมูลได้ 2. อธิบายลักษณะการส่งสัญญาณบนสื่อกลางได้ 3. อธิบายสื่อกลางแบบมีสายแตละประเภทได ่ ้ 4. อธิบายลักษณะสื่อกลางแบบไร้สายแต่ละประเภทได้ 5. อธิบายเทคนิคในการส่งข้อมลในเครูือข่ายท้องถิ่นได้ 6. ปฏิบัติการเข้าหัวสาย RJ 45 ได้ กิจกรรมระหว่างเรียน 1. ทําบททดสอบก่อนเรียน จํานวน 10 ข้อลงในกระดาษคําตอบ 2. ศึกษา เนื้อหา สาระ รายละเอียด ในเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่าย 3. ทําแบบฝึกหัดท้ายบทเรียน 4. ตรวจสอบคําตอบแบบฝึกหัดท้ายบท 5. ทําบททดสอบหลังเรียน จํานวน 10 ข้อ ลงในกระดาษคําตอบ 6. ตรวจสอบคําตอบบททดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 7. สรุปผลคะแนนที่ได้รับในกระดาษคําตอบเพื่อทราบผลการพัฒนา
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 57 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ บททดสอบก่อนเรียน วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง สื่อกลางส่งข้อมลในเครูือข่าย คําชี้แจง ให้นกเรั ียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดลงในกระดาษคําตอบ 1. สื่อกลางส่งข้อมูลคืออะไร ก. การย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ข. การใช้สื่อทมี่ีสายและไรสายในการส ้ ่งข้อมูล ค. การจัดเก็บข้อมูลลงสื่อ ง. การนําส่งข้อมูลโดยวิธการสี ําเนาข้อมูล จ. การทําให้ขอมู้ลมีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ 2. ข้อใดเป็นการส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์ ก. ระบบส่งสัญญานของเคเบิลทีวี ข. ระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ค. การส่งข้อมลจากคอมพูิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ ง. การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จ. การส่งข้อมลดู้วยคลื่นไมโครเวฟ 3. ข้อใดไม่ใช่ลกษณะการสั ่งสญญาณแบบบรอดแบนดั ์ ก. ระบบสงส่ ัญญานของเคเบิลทีวี ข. ระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ค. การส่งข้อมลจากคอมพูิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ ง. การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จ. การส่งข้อมลดู้วยคลื่นไมโครเวฟ 4. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนในข้อใดทสี่่งข้อมูลได้รวดเร็วที่สุด ก. CAT 2 ข. CAT 3 ค. CAT 4 ง. CAT 5 จ. CAT 5e 5. ตัวบ่งบอกประสิทธิภาพของสายสัญญาณ UTP คืออะไร ก. จํานวนเส้นของลวดทองแดง ข. จํานวนรอบของการพันเกลียว ค. สีของพลาสติกที่หุ้ม ง. ตัวเลขกํากับสาย จ. ฉนวนหุ้ม
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 58 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 6. สาย UTP แตกต่างจากสาย STP อย่างไร ก. มีสายทองแดงจํานวน 8 เส้น ข. มีพลาสติกห่อหุ้มแต่ละเสน้ ค. มีฉนวนที่เปนฟอยล ็ ์ป้องกันสัญญาณรบกวน ง. มีจํานวนเกลียวที่บิดต่อนิ้ว จ. มีขนาดสายทองแดงที่แตกต่างกัน 7. สายสัญญาณใดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก. UTP ข. STP ค. Fiber Optic ง. Thick Coaxial จ. Thin Coaxial 8. สายใยแก้วนําแสงมีการสงข่ ้อมูลแบบใด ก. ส่งข้อมูลโดยใช้ตัวกําเนิดแสง ข. ส่งสัญญาณไฟฟ้า ค. ส่งสัญญาณดิจิตอล ง. ส่งสัญญาณแอนะลอก จ. ส่งคลื่นไปตามสายสัญญาณ 9. คลื่นวิทยุมขี้อดีอย่างไร ก. ส่งข้อมูลไดด้ีในสุญญากาศ ข. สามารถปรบทั ิศทางสัญญาณได้ ค. ทะลุผ่านกําแพงได้ ง. ส่งข้อมูลได้ในระยะทางที่ใกล้ๆ จ. ส่งสัญญาณได้ทั่วโลก 10. เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ CDMA/CD มีลักษณะการส่งอย่างไร ก. มีการส่งรหสโทเกนว ั ิ่งวนในเครือข่าย ข. มีการตรวจจับการชนกันของข้อมูล ค. มีการตรวจสอบว่าข้อมูลสงมาถ่ ึงหรือยัง ง. มีโทเกนในการนําส่งข้อมูล จ. ไม่มีโอกาสในการชนกัน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 59 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ การสื่อสารข้อมูลนั้น จําเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยสื่อในการนําข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารนั้นมีทั้งแบบใช้สายและแบบไรสาย้ และในการส่งข้อมูลบน สื่อกลางนั้นมีลกษณะการสั ่งสญญาณทั ั้งแบบเบสแบนด์ (Base band) และบอร์ด แบนด์ (Board band) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางและความเหมาะสม 1. ความหมายของสอกลางสื่่งขอมู้ล สื่อกลางส่งข้อมูล หมายถึง สอทื่ี่นํามาใช้ในการนําส่งข้อมูล ทั้งการใช้สายนําส่งและไม่ใช้ สายในการนําส่งข้อมูล สื่อกลางใช้สายได้แก่สายสญญาณหรั ือสายเคเบิลต่างๆ สื่อกลางแบบไม่ใช้สาย ได้แก่คลื่นวิทยุอินฟราเรด หรือดาวเทียม เป็นต้น สื่อกลางที่นํามาใช้เพื่อการเชื่อมโยงบนเครือข่ายที่มีระยะทางไกล ๆ อาจประกอบด้วย สื่อกลางหลากหลายชนิดเพื่อนํามาใช้งานร่วมกันและอาจมความเรี ็วที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม ของพื้นที่ 2. ลกษณะการสั ่งสญญาณบนสัอกลางื่การส่งสัญญาณบนสื่อกลางจะมีการส่งในสองลักษณะ คอืแบบส่งสัญญาณเพียงช่องทาง เดียวในสายสัญญาณและส่งสัญญาณมากกว่าหนึ่งสายสัญญาณในช่องทางเดียว 1. การส่งสัญญาณบนสื่อกลางแบบเบสแบนด์ (Baseband) เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวในการส่งสัญญาณดิจิตอล ในการสง่ ข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งในการส่งข้อมูลแบบนี้เป็นการส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นส่วน ใหญ่เนื่องจากไม่ซับซ้อนและดูแลได้ง่าย ภาพลักษณะการส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์ 2. การส่งสัญญาณบนสื่อกลางในลักษณะบรอดแบนด์ (Broadband) เป็นการใช้ช่องทางการสื่อสารหลายช่องทางเพื่อส่งสัญญาณแอนะล็อก โดยแต่ละครงั้ ข้อมูลสามารถจัดส่งหรือลําเลียงบนช่วงความถี่ที่แตกต่างกันในสายสญญาณเดั ียว ดังนั้นการส่ง สัญญาณชนิดนี้จะมีระบบการจัดการที่ยุ่งยากกว่าการส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์เพราะจะต้องจัดการ กับจํานวนข้อมูลต่างๆ ที่ลําเลยงมาอยีู่บนหลายช่องความถี่บนสายส่ง สําหรับสื่อกลางข้อมูลที่นํามาใช้ เพื่อการส่งสัญญาณแบบบรอดแบนด์นั้น จะรองรับความรวดเร็วที่สูงกว่าแบบเบสแบนด์และมีต้นทุน สายส่งที่สูงกว่า เช่น ระบบเครือข่ายเคเบิลทีวี (Cable TV) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณมาพร้อมกันหลายๆ ช่องบนสายสื่อสารเส้นเดียว และผู้รับกสามารถเล็ ือกช่องความถี่ที่ต้องการชมได้เป็นต้น
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 60 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพลักษณะการส่งสัญญาณแบบ บรอดแบนด์ ภาพลักษณะการส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์และบรอดแบนด์ เบสแบนด์เป็นการส่งข้อมูลแบบช่องสัญญาณเดียว เป็นสัญญาณดิจิทลั บรอดแบนด์เป็นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสามารถมีหลายช่องสัญญาณได้พร้อม ๆ เป็น สัญญาณแอนะล็อก 3. สอกลางสื่่งขอมู้ลแบบมสายีสื่อในการส่งขอมู้ลแบบมสายเป ี ็นการใช้สายเคเบิลในการส่งหรือลําเลียงข้อมูลจากผสู้ ่งไปยัง ผู้รับ ซึ่งประกอบด้วยสายเคเบิลต่าง ดังนี้ 1. สายคู่บิดเกลียว (Twisted pair Cable) สายคู่บิตเกลียวเป็นสายทองแดงที่ห่อหุ้มด้วยพลาสติก โดยแบ่งเป็นคู่ๆ แล้วนําแต่ละคู่มาบิด เกลียวกัน สายคู่บิดเกลียวที่นํามาใช้ในการสอสารมื่ีหลายชนิด แต่ละชนิดมีจํานวนสายตั้งแต่คู่เดียว จนกระทั่งถึงหลายร้อยคู่ที่บิดเกลียวอยู่ภายในฉนวนพลาสตกิ แต่ละคู่สายทองแดงจะถูกพันกันตามมาตรฐานเพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟาจาก้ คู่สายข้างเคียงภายในเคเบิลเดียวกันหรือจากภายนอก เนื่องจากสายคู่บิดเกลียวนี้ยอมให้ สัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงผ่านได้ถึง 10 Hz เช่น สายคู่บิดเกลียว 1 คู่จะสามารถส่งสญญาณเสั ียงได้ถึง 12 ช่องทาง สําหรับอัตราการส่งข้อมูลผ่านสายคู่บิดเกลียวจะขึ้นอยู่กับความหนาของสายด้วย กล่าวคือ สายทองแดงที่มีเสนผ้ ่านศูนย์กลางกว้าง จะสามารถส่งสัญญาณไฟฟ้ากําลังแรงได้ทําให้ สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราส่วนสูง โดยทั่วไปแล้วสําหรับการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล สัญญาณที่ส่งเป็น ลักษณะคลื่นสเหลี่ี่ยม สายคบู่ ิดเกลียวสามารถใช้ส่งข้อมลไดู้หลายเมกะบิตต่อวินาทีในระยะทางได้
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 61 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ไกลหลายกิโลเมตร เนื่องจากสายคู่บิดเกลียว มีราคาไม่แพงมาก ใช้ส่งข้อมูลได้ดีแล้วนาหน้ํ ักเบาง่าย ต่อการติดตั้ง จึงถูกใช้งานอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างคือ สายโทรศัพท์ สายคู่บิดเกลียวยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวน (UTP) และสายคู่บิดเกลียวแบบมีฉนวน (STP) - สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (Unshielded Twisted Pair : UTP) เรียก สั้นๆ ว่า UTP เป็นสายโทรศัพท์ที่ใช้กันอยทู่ ั่วไป สายทองแดงแต่ละเส้นจะมีพลาสติกหุ้ม แต่จะไมม่ ี ฉนวนหุ้มระหว่างชนวนชั้นนอกกับสายทองแดง สายแต่ละคู่จะพันเข้าด้วยกันประมาณ 6 รอบต่อนิ้ว มาตรฐานของสาย UTP นั้นจะมีการแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ (Category) โดยมีตัวเลขกํากับ ตัว เลขที่สูงกว่าเป็นตัวบ่งบอกว่าสายสัญญาณนนมั้ีประสิทธิภาพและรองรับข้อมูลในระดับทสีู่งกว่าตัว เลขที่ต่ํากว่า ภาพสายสัญญาณ UTP
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 62 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพตารางแสดงชนิดสายสัญญาณ UTP - สายคู่บิดเกลยวแบบมี ีฉนวนหุ้ม (Shielded Twisted Pair : STP) สายสัญญาณ แบบนี้จะมีฉนวนพิเศษหุ้มเพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ๆ สาย STP นี้นอกจาก จะมีพลาสติกหุ้มรอบแต่ละเส้นแล้วยังมีฉนวนที่หุ้มรอบลวดทองแดงทั้งหมดอีกด้วย มีทั้งลักษณะที่ เป็นแผ่นฟอยลและโลหะถ ์ ักรอบ ข้อดีของสายแบบนี้คือส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นและป้องกันสัญญาณรบกวน ได้ดีแต่มีข้อเสยคี ือราคาแพงกว่าสาย UTP และขนาดของสายและหัวเชื่อมต่อจะมีขนาดใหญ่ ภาพสาย STP
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 63 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 2. สายโคแอกเชี่ยล (Coaxial) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสายโคแอก มลีักษณะเป็นสายกลม ใช้ลวดทองแดงเป็นแกนกลางของ สายสัญญาณเพื่อนําสัญญาณ สายของลวดทองแดงจะถูกห่อหุ้มด้วยฉนวนกันไฟฟ้าเพื่อแยกแกนกลาง ออกจากลวดทองแดงด้านนอกที่เป็นสายดินเพื่อช่วยในการลดคลื่นรบกวนและป้องกันการช็อตจาก การสัมผสกั ัน และลวดทอ่งแดงทั้งสองจะถูกหุ้มด้วยพลาสติกหรือฉนวนภายนอกอีกครั้ง สายโคแอกแบงออกได ่ ้สองแบบด้วยกันคือ สายโคแอกแบบหนา (Thick Coaxial) และสาย โคแอกแบบบาง (Thin Coaxial) - สายโคแอกแบบหนา (Thick Coaxial) เป็นสายสัญญาณที่มีการรบกวนในระดับต่ํา เนื่องจากมีขนาดใหญ่ทําใหสามารถส้ ่งข้อมูลได้ความยาวถึง 500 เมตร ในแตละจุ่ดของเครือข่าย แต่ เนื่องจากมีขนาดใหญ่จึงทําให้ไม่คล่องตัวในการจัดสายเข้าตามมุม ปัจจุบันไม่มีการติดตั้งสายโคแอก แบบหนาแล้วเนื่องจากขาดความคล่องตัว มีค่าใช้จ่ายสูง ยุ่งยากในการติดตั้งและความเร็วในการส่ง ข้อมูลต่ํา ภาพสายโคแอกแบบหนา - สายโคแอกแบบบาง (Thin Coaxial) เป็นสายสัญญาณทมี่ีความยืดหยุ่นกว่า แบบหนาเพราะแกนกลางที่เป็นสายทองแดงมีขนาดเล็กกว่า ทําให้สะดวกในการลากสายสัญญาณ เชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง สามารถลากสายได้ยาวถึง 185 เมตรต่อหนึ่งจุดเครือข่าย แต่ก็ ยังมีความยุ่งยากอยู่ ปัจจุบันมีการใช้สายแบบนี้น้อยมาก ถือว่าเป็นเทคโนโลยีทีไม่ใช้แล้ว เนื่องจาก ยุ่งยากในการติดตั้ง ภาพสายโคแอกแบบบาง
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 64 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 3. สายใยแก้วนําแสง (Fiber Optic) สายใยแก้วนําแสงหรือสายไฟเบอร์ออปติก ถูกสร้างจากซลิิกอนออกไซด์ทําให้มีลกษณะั เหมือนท่อแก้วหรือพลาสติก เป็นการส่งสัญญาณในลกษณะใช ั ้คลื่นแสงสงผ่ ่านข้อมูลไปตามสาย ไฟเบอร์ซึ่งเป็นท่อแก้วหรือพลาสติก ทําใหสายประเภทน ้ ี้มีความเร็วสูงกว่าสายประเภทอื่น ๆ สายใย แก้วนําแสงนั้นแทบจะไม่มีปญหาเรั ื่องสัญญาณรบกวน จากคลื่นไฟฟ้า เพราะการใช้แสงเป็นตัวกลาง ในการรับส่งขอมู้ลเป็นตัวกลางที่สามารถส่งข้อมลในระยะทางทูีไกลมากมีความยาวถึง 120 กิโลเมตร ต่อหนึ่งจุดเครือข่าย สายใยแก้วนําแสงจะมีแกนกลางเรียกว่า คอร์ (Core) และห่อหุ้มด้วยแคลดดิ้ง (Cladding) จากนั้นมีวัสดุหุ้มเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ภาพสายใยแก้วนําแสง ภาพส่วนประกอบของสายใยแก้วนําแสง สายใยแก้วนําแสงสามารถแบ่งออกตามความสามารถในการนําแสง แบงออกเป ่ ็น 2 ชนิด คือ - สายใยแก้วนาแสงชนํ ิด ซิงเกิลโหมด (Fiber Optic Single Mode) เป็นการใช้ตัวนําแสงที่บีบลําแสงให้พุ่งตรงไปตามท่อแก้ว โดยมีการกระจายแสงออกทางด้านข้างน้อย ที่สุด ซิงเกิลโหมดจึงเป็นสายใยแก้วนําแสงทมี่ีกําลังสูญเสียทางแสงน้อยที่สุด เหมาะสําหรับในการใช้ กับระยะทางไกล ๆ การเดินสายใยแก้วนําแสงกับระยะทางไกลมาก เช่น เดินทางระหว่างประเทศ ระหว่างเมือง มักใช้แบบซิงเกิลโหมด
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 65 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพลักษณะใยแก้วนําแสงแบบซิงเกิลโหมด - สายใยแก้วนาแสงชนํ ิด มัลติโหมด (Fiber Optic Multi Mode) เป็นสายใยแก้วนําแสงที่มีลักษณะการกระจายแสงออกด้านข้างได้ดังนั้นจึงต้องสร้างให้มีดัชนีหักเห ของแสงกับอุปกรณ์ฉาบผิวทสี่ัมผสกั ับแคลดดิงให้สะท้อนกลับหมด การให้ดัชนีหักเหของแสงมี ลักษณะทําใหแสงเล้ ี้ยวเบนทละนี ้อยเราเรียกว่าแบบเกรดอินเด็กซ์ (Grade Index) และการให้แสง สะท้อนโดยไม่ปรับคุณสมบัตของแทิ ่งแก้วให้แสงค่อยเลี้ยวเบนก็เรียกว่าแบบ สเต็ปอินเด็กซ์ (Step Index) สายใยแก้วนําแสงที่ใช้ในเครือข่ายแลน ส่วนใหญใช่ ้แบบมัลติโหมด โดยเป็นขนาด 62.5/125 หรือ 50/125 ไมโครเมตร หมายถึงเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อแก้ว 62.5 ไมโครเมตรหรอื 50ไมโครเมตร และแคลดดิงรวมท่อแก้ว 125 ไมโครเมตร คุณสมบัติของสายใยแก้วนําแสงแบบสแต็ปอินเด็กซ์มีการ สูญเสียสูงกว่าแบบเกรดอินเด็กซ์ ภาพใยแก้วนําแสงแบบมัลติโหมด 4. สอกลางในการส ื่่งขอมู้ลแบบไร้สาย สื่อกลางแบบไร้สายเป็นลักษณะการแพร่กระจายคลื่นในรปแบบตู่าง ๆ ในการส่งสัญญาณ ข้อมูลออกไปเรียกว่าสื่อกลางประเภทกระจายคลื่น (Radiated Media) หรือสื่อกลางประเภทไร้สาย (Wireless Media) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณขอมู้ลผ่านอากาศ น้ํา หรือแมแต้ ่ในสญญากาศได ุ้รูปแบบ ของสื่อกลางประเภทไร้สายได้แก่คลื่นวิทยุสัญญาณไมโครเวฟทั้งแบบภาคพื้นดินและแบบดาวเทียม สัญญาณอินฟราเรด สัญญาณแต่ละชนิดเป็นสัญญาณคลื่นที่มีความถแตกตี่่างกันซึ่ง จะต้องมีการ
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 66 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ กําหนดความถี่ย่านต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการใช้สัญญาณความถี่เดียวกันหรือทับซ้อนกัน สื่อกลาง การส่งข้อมูลแบบไร้สาย มีดังนี้คือ 1. คลนวื่ิทยุ (Radio) เป็นสื่อกลางการสื่อสารแบบไร้สายที่สามารถแพร่ได้ระยะทางไกล เช่น ระหว่างเมืองหรือระหว่างประเทศ และระยะทางใกล้เช่น ภายในสานํ ักงาน หรือบ้านพักอาศัย คลื่นวิทยุนี้มีความเร็วต่ําอีกทั้งยังไวต่อการถูกสัญญาณอื่นรบกวน ในการส่งสัญญาณวิทยุผู้ส่งต้องมี เครื่องส่งสัญญาณและผู้รับตองม้ ีเครื่องรับสัญญาณ การสอสารทื่ี่ใช้คลื่นวิทยุได้แก่ ระบบแลนไร้สาย และบลูทูธ (Bluetooth) ข้อดีของคลื่นวิทยุคือ สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานได้ง่าย แพร่ไปตาม ระยะทางไกล ๆ ได้สามารแพร่ออกไปได้ทั่วทิศทางและทะลุสิ่งกีดขวางได้ดีข้อเสียคือถกรบกวนไดู้ ง่ายจากอุปกรณ์ไฟฟ้า หากส่งไปยังพื้นที่ไกล ๆ จะถูกลดทอนสัญญาณอย่างรวดเร็ว และคลื่นวิทยุจะ ถูกดูดซึมเมื่อเดินทางผ่านสายฝน ภาพคลื่นวิทยุ 2. คลนไมโครเวฟ ื่ (Microwave) เป็นคลื่นความถี่วิทยุชนิดหนึ่งที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 0.3GHz - 300GHz ส่วนในการใช้งานนั้นส่วนมากนิยมใช้ความถี่ระหว่าง 1GHz - 60GHz เพราะเป็น ย่านความถี่ที่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คลื่นชนิดนี้จะเดินทางเป็นเส้นตรงสามารถ ปรับทิศทางได้และหากมีการบีบสัญญาณ ให้ส่งออกเป็นลําแคบ ๆ จะทําให้มีพลังงานสูง สามารถสง่ สัญญาณได้ด้วยความเร็วสูง การสื่อสารไมโครเวฟ เป็นการส่งสัญญาณในระดับสายตา ใช้ในการ สื่อสารข้อมูลขาวสารในปร ่ ิมาณมากๆ เส้นทางในการสื่อสารนี้จะประมาณ 50-80 กิโลเมตรและไม่มี สิ่งกีดขวางแต่ถ้าต้องการสื่อสารในระยะไกลกว่านี้ก็จะต้องมีสถานีทวนสัญญาณเพื่อ ให้รับสัญญาณ และทําการขยายแล้วส่งสัญญาณต่อไป จนถึงปลายทางได้ ภาพคลื่นไมโครเวฟ
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 67 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 3. ระบบดาวเทียม (Satellite) คือสถานีทวนสัญญาณของคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในอากาศ เนื่องจากดาวเทียมนั้นอยู่สูง ทําให้การสื่อสารสามารถทําได้ในบริเวณที่กว้างและครอบคลุมมากกว่า และยังต้องมีสถานีภาคพื้นดินไว้เพื่อรับสัญญาณผ่านดาวเทียม สําหรับการส่งสัญญาณจากสถานี ภาคพื้นดินไปยังดาวเทียมเรียกว่าการส่งข้อมูลแบบขาขนึ้ (Uplink) ในขณะที่การส่งสญญาณจากั ดาวเทียมไปยังสถานีภาคพื้นดินจะเรียกว่าการส่งข้อมูลแบบขาลง (Downlink) ข้อดีของระบบ ดาวเทียมคือสามารถแพร่สญญาณออกไปไกลได ั ้ทั่วโลก และต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่ขึ้นอยู่กับระยะทาง ส่วนข้อเสียคือ ลงทุนสูงเนื่องจากอุปกรณ์มีราคาแพง ปัญหาด้านความปลอดภัยเนื่องจากระบบนี้มี การส่งข้อมูลแบบแพร่กระจาย และสามารถถูกรบกวนจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เช่น พายุและ ฝนตก อีกทั้งดาวเทียมแต่ละดวงมีอายุในการใช้งาน ภาพการส่งสัญญาณดาวเทียม 4. คลนอื่ินฟราเรด (Infrared) เป็นคลื่นทมี่ีความถี่สั้น มความถี ี่ประมาณ 300 GHz การส่ง สัญญาณจะเป็นแนวเส้นตรงในระดับสายตาเหมือนคลื่นไมโครเวฟ มักนํามาใช้ในการสื่อสารระยะใกล้ โดยมีอุปกรณ์ในการรับส่งคลนหลายชื่ิ้น เช่น รีโมตคอนโทรล คอมพิวเตอร์เมาส์และกล้องดิจิตอล ซึ่ง มีพอร์ตสําหรับเชื่อมต่ออินฟาเรด (Infrared Data Association : IrDA) ที่ใช้สําหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ ที่สื่อสารด้วยคลื่นอินฟราเรด คลื่นอินฟราเรดนี้ไม่สามารถส่งคลื่นผ่านทะลุไปยังวัตถุทึบแสงได้เช่น ผนังกั้นห้อง ผนังตึก
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 68 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพการเชื่อมต่ออุปกรณ์โดยใช้คลื่นอินฟราเรด 5. การส่งขอมู้ลในเครอขืาย่ตามปกติสื่อกลางในการรับสงข่ ้อมูลเปรียบเสมือนท่อหรือถนนที่ใช้ลําเลยงขี ้อมูลบนเครือข่าย ข้อมูลภายในทรี่ับส่งนั้นจะมีวิธีการส่ง ซึ่งจําเป็นต้องมีเทคนิควิธีการหรือข้อกําหนดในการสื่อสาร ใน การควบคุมการรับส่งข้อมูลบนสื่อกลาง โดยเฉพาะเครือข่ายท้องถิ่น ที่ใชว้ิธีการส่งข้อมูลแบบ เบสแบนด์ที่อนุญาตให้มแตี ่เครื่องบนเครือข่ายเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เท่านนั้ ซึ่งในช่วง เวลาหนึ่ง ๆ อาจมีเครื่องมากกว่าหนึ่งเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลในเวลาเดียวกัน และด้วยเงื่อนไขที่ ต้องมีเครื่องหนึ่งเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลานั้นได้สําเร็จ อีกทั้งมีการช่วงชิงกันเพื่อส่ง ข้อมูลจึงอาจทาให ํ ้ข้อมูลทสี่่งไปอาจชนกันได้ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการควบคุมการการส่งข้อมูลเพื่อให้มี การรับส่งข้อมูลได้อย่างทั่วถึง โดยมีเทคนิคอยู่ 2 วิธีคือ CDMA/CD และ Token Passing 1. CDMA/CD (Carrier Sense, Multiple Access/Collision Detection) ในกรณีที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการจะส่งข้อมูล จะคอยฟังว่าสายว่างหรือไม่ (carrier detection) ถ้าพบว่า สายว่างก็จะเริ่มส่งสัญญาณออกมา ซึ่งถ้าสายว่างจริงข้อมูลก็จะไปถึงเครื่องผู้รับได้แต่การเริ่มส่ง สัญญาณนี้อาจเกิดขึ้นหลายๆ เครื่องพร้อมกัน เพราะต่างฟังและเข้าใจว่าสายว่างพร้อม ๆ กัน ผลก็คือ สัญญาณที่ได้จะชนกันในสาย ทําให้การส่งข้อมูลล้มเหลว ในกรณีนี้แต่ละเครื่องจะต้องสามารถ ตรวจจับการชนกัน (collision detection) ได้จากนั้นแต่ละเครื่องจะหยุดส่งและรอ เพื่อจะส่งใหม่ โดยจะนับถอยหลังตามเวลาที่สุ่มขึ้นมา เมื่อครบกําหนดก็เริ่มส่งข้อมูลใหม่ 1 ในการส่งแบบนี้จะเป็น ลักษณะการส่งในระบบเครือข่ายท้องถิ่นแบบบัส (Bus Topology)
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 69 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 2. Token-passing วิธีนี้จะมีรหัสโทเกน (token) ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการรับส่งข้อมูล ซึ่งจะ วิ่งวนในเครือข่าย ในกรณีที่โทเกนวิ่งมาถึงเครื่องใด เครื่องนั้นก็จะตรวจสอบว่ามีข้อมูลส่งมาถึงหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ส่งไปยังเครื่องถัดไปและในกรณีทตี่้องการจะส่งข้อมูลก็จะตรวจสอบว่าโทเกนว่างหรือไม่ถ้า ว่างก็จะบรรจุข้อมูลและระบุที่อยู่ของเครื่องที่จะรับลงในโทเกนแล้วส่งไปยังเครื่องถัดไป ตัวอย่างระบบเครือข่ายที่ใช้เช่น ระบบเครือข่ายท้องถิ่นแบบวงแหวน (Token-Ring)
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 70 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ สรุป - สื่อกลางการส่งข้อมูล หมายถึง สื่อที่นํามาใช้ในการนําส่งข้อมูล ทั้งการใช้สายนําส่งและไม่ ใช้สายในการนาสํ ่งข้อมูล สื่อกลางใช้สายได้แก่สายสัญญาณหรือสายเคเบิลต่างๆ สื่อกลางแบบไร้สาย ได้แก่คลื่นวิทยุอินฟาเรด คลื่นไมโครเวฟ หรือดาวเทียม เป็นต้น - การส่งสัญญาณบนสื่อกลางจะมีการส่งในสองลักษณะ คอืแบบส่งสัญญาณเพียงช่องทาง เดียวในสายสัญญาณ (Baseband) และส่งสัญญาณมากกว่าหนึ่งสายสัญญาณในช่องทางเดียว (Broadband) - สื่อในการส่งข้อมูลแบบมสายี ได้แก่สายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล และสายใยแกวน้ ํา แสง - สื่อในการส่งข้อมูลแบบไร้สาย ได้แก่คลื่นวิทยุคลื่นไมโครเวฟ คลื่นอินฟราเรด และ ดาวเทียม - การส่งข้อมลในเครูือข่าย มวีิธีการควบคุมการการส่งข้อมูลเพื่อให้มีการรับส่งข้อมูลได้อย่าง ทั่วถึง โดยมีเทคนิคอยู่ 2 วิธีคือ CDMA/CD และ Token Passing
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 71 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ แบบฝึกหัด วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง สื่อกลางส่งข้อมลบนเครูือข่ายคอมพวเตอริ ์ ชื่อ....................................................................................ชั้น......................................................... 1. จงอธิบายความหมายของสื่อส่งข้อมูล มาพอเข้าใจ............................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. ลักษณะการส่งสัญญาณบนสื่อกลางมีกี่ประเภทอะไรบ้าง ................................................................. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. อธิบายลักษณะของสื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสายมาพอเข้าใจ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 72 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. อธิบายลักษณะของสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สายมาพอเข้าใจ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. อธิบายวิธีการควบคุมการการส่งข้อมูลแบบคือ CDMA/CD และ Token Passing ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 73 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ บททดสอบหลงเรั ียน วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง สื่อกลางส่งข้อมลในเครูือข่าย คําชี้แจง ให้นกเรั ียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดลงในกระดาษคําตอบ 1. สื่อกลางส่งข้อมูลคืออะไร ก. การใช้สื่อทมี่ีสายและไรสายในการส ้ ่งข้อมูล ข. การย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ค. การจัดเก็บข้อมูลลงสื่อ ง. การนําส่งข้อมูลโดยวธิีการสําเนาข้อมูล จ. การทําให้ขอมู้ลมีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ 2. ข้อใดเป็นการส่งสัญญาณแบบเบสแบนด์ ก. ระบบส่งสัญญานของเคเบิลทีวี ข. การส่งข้อมลจากคอมพูิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ ค. ระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ง. การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จ. การส่งข้อมลดู้วยคลื่นไมโครเวฟ 3. ข้อใดไม่ใช่ลกษณะการสั ่งสญญาณแบบบรอดแบนดั ์ ก. การส่งข้อมลจากคอมพูิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ ข. ระบบการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ค. ระบบส่งสญญานของเคเบั ิลทีวี ง. การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จ. การส่งข้อมลดู้วยคลื่นไมโครเวฟ 4. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนในข้อใดทสี่่งข้อมูลได้รวดเร็วที่สุด ก. CAT 2 ข. CAT 3 ค. CAT 4 ง. CAT 5 จ. CAT 5e 5. ตัวบ่งบอกประสิทธิภาพของสายสัญญาณ UTP คืออะไร ก. ตัวเลขกํากับสาย ข. จํานวนเส้นของลวดทองแดง ค. สีของพลาสติกที่หุ้ม ง. จํานวนรอบของการพันเกลียว จ. ฉนวนหุ้ม
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 74 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 6. สาย UTP แตกต่างจากสาย STP อย่างไร ก. มีสายทองแดงจํานวน 8 เส้น ข. มีพลาสติกห่อหุ้มแต่ละเสน้ ค. มีจํานวนเกลียวที่บิดต่อนิ้ว ง. มีขนาดสายทองแดงที่แตกต่างกัน จ. มีฉนวนที่เปนฟอยล ็ ์ป้องกันสัญญาณรบกวน 7. สายสัญญาณใดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ก. UTP ข. STP ค. Fiber Optic ง. Thick Coaxial จ. Thin Coaxial 8. สายใยแก้วนําแสงมีการสงข่ ้อมูลแบบใด ก. ส่งสัญญาณดิจิตอล ข. ส่งสัญญาณไฟฟ้า ค. ส่งข้อมูลโดยใช้ตัวกําเนิดแสง ง. ส่งสัญญาณแอนะลอก จ. ส่งคลื่นไปตามสายสัญญาณ 9. คลื่นวิทยุมขี้อดีอย่างไร ก. ส่งข้อมูลไดด้ีในสุญญากาศ ข. สามารถปรบทั ิศทางสัญญาณได้ ค. ส่งสัญญาณได้ทั่วโลก ง. ส่งข้อมูลได้ในระยะทางที่ใกล้ๆ จ. ทะลุผ่านกําแพงได้ 10. เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ CDMA/CD มีลักษณะการส่งอย่างไร ก. มีการส่งรหสโทเกนว ั ิ่งวนในเครือข่าย ข. มีการตรวจสอบว่าข้อมูลสงมาถ่ ึงหรือยัง ค. มีโทเกนในการนําส่งข้อมูล ง. มีการตรวจจับการชนกันของข้อมูล จ. ไม่มีโอกาสในการชนกัน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 75 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ เรื่อง สื่อกลางส่งข้อมูลในเครอขื ่าย ชื่อ..................................................................เลขที่......................................ชั้น................... แบบทดสอบกอนเร่ ียน แบบทดสอบหลังเรียน ข้อ ก ข ค ง จ ข้อ ก ข ค ง จ 1 1 2 2 3 3 4 4 5 5 6 6 7 7 8 8 9 9 10 10 ประเมนผลิก่อนเรียน หลังเรียน รวม แบบฝึกหัด รวม เต็ม ได้ กระดาษคาตอบํ สรปผลการเรุียน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 76 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ใบปฏบิตังานทิ 1 ี่ขนตอนการเขั้าห้วสายั RJ-45 วัตถุประสงคเช์ ิงพฤติกรรม 1. สามารถเข้าหัวสาย RJ-45 ได้ 2. มีความระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์เข้าหัวสาย 3. มีความละเอียดรอบครอบในการการปฏิบัติงาน อุปกรณ์ในการเขาห้ ัวสาย 1. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP) 2. หัวสาย RJ-45 3. คีมเข้าหัวสาย RJ – 45 4. อุปกรณ์ตรวจสอบสายสัญญาณ ขั้นตอนเขาห้วสายั RJ-45 มีดังนี้ 1. นําสาย UTP มาปอกฉนวนหุ้มที่ปลายสายทั้งสองด้านยาวประมาณ 3 ซ.ม. เมื่อปอกแล้วจะพบ เห็นสายอยู่ 4 คู่บิดเป็นเกลียวแยกสีไว้ชัดเจน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 77 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 2. คลายเกลียวที่สายออก แล้วรียงสายตามสีที่กําหนด แบ่งการเชื่อมต่อสายสัญญาณได้ 2 วิธี 2.1 การเข้าหัวแบบสายตรง (Straight-through cable EIA/TIA 568B) 2.2.การเข้าหัวแบบสายไขว้ (Crossover cable EIA/TIA 568A & 568B) 3. เสียบสาย UTP ที่ตัดและเรียงสีไว้แล้ว เข้าไปในขั้ว RJ-45 โดยให้หมายเลขสายที่เรากําหนดไว้ ตามขั้นตอนที่ 1 และ 2 ตรงกับหมายเลขขั้ว RJ-45
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 78 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 4. เสียบขั้ว RJ-45 เข้าไปในร่องคีม ดันสาย UTP ให้สนิทอีกครั้ง แล้วใช้มือบีบด้ามคีมให้แน่น โลหะทองเหลืองของขั้ว RJ45จะเข้าไปสัมผัสกับสายทองแดง ข้อควรระวัง การดึงหัวRJ45 ออก จากคีมให้ใช้มือบีบหางพลาสติกสําหรับสําหรับล็อกก่อน 5. ทําการตรวจสอบสายสัญญาณด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบสายสัญญาณ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 5.1 เปิดสวิตซแรกค์ ือ Power ON-OFF เป็นสวิตซ์ที่ใช้ปิดปิดตัวเครื่อง เปิดสวิตซ์ตัวที่สอง TEST ON-OFF เป็นสวิตซ์เพื่อเริ่มทดสอบ-หยุดทดสอบ 5.2 นําสายมาเสียบในช่องทั้งสองข้าง 5.3 ทําการทดสอบโดยกดปุ่ม TEST ON-OFF 5.4 หลอดไฟ LED จะแสดงสถานการณ์ทํางานดังนี้ - หลอดไฟแสดงสีเขียว สถานะปกติขั้วต่อท้ายต่อถึงกันไม่ขาดไม่ช็อต - หลอดไฟแสดงสีแดง สถานะผิดปกติเกิดการช็อตหรือขั้วต่อหัวท้ายต่อถึงกัน แต่ไม่ถูกคสายู่ - หลอดไฟไม่ตดิ สถานะสายขาด ขั้วต่อหัวท้ายต่อไม่ถึงกัน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย สื่อกลางส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หน้า 79 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 5.5 ขณะทดสอบสถานะหลอดไฟต้องสังเกตการณ์เรียงลําดับของหลอดไฟ - หากหลอดไฟเรียงติดกันตามลําดับ เช่น 1&2 3&6 4&5 และ 7&8 แสดงว่าการ เข้าหัวสายถูกต้องขั้วต่อหัวท้ายถึงกัน - ถ้าหลอดไฟเรียงลําดับกระโดด เช่น 1&2 4&5 3&6 และ 7&8 แสดงว่าต่อหัวสาย แบบไขว้ (Cross ) นั่นเอง - ถ้าหัวสายติดนอกเหนือจากนี้แสดงว่าเข้าหัวสายผิด
บทที่ 5 อุปกรณ์เครือข่าย
บทที่ 5 อุปกรณ์เครือข่าย เนื้อหาสาระ 1. ความหมายของอุปกรณ์เครือข่าย 2. อุปกรณ์เครือข่าย 3. ลักษณะเครือขายไร ่ ้สาย 4. อุปกรณ์เครือข่ายแบบไร้สาย จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของอุปกรณ์เครือข่ายได้ 2. อธิบายลักษณะการทํางานของอุปกรณ์เครือข่ายได้ 3. อธิบายลักษณะการทํางานของอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละชนิดบน OSI Model ได้ 4. อธิบายลักษณะเครือข่ายได้ 5. อธิบายการทํางานของอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายได้ กิจกรรมระหว่างเรียน 1. ทําบททดสอบก่อนเรียน จํานวน 10 ข้อลงในกระดาษคําตอบ 2. ศึกษา เนื้อหา สาระ รายละเอียด ในเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง อุปกรณ์เครือข่าย 3. ทําแบบฝึกหัดท้ายบทเรียน 4. ตรวจสอบคําตอบแบบฝึกหัดท้ายบท 5. ทําบททดสอบหลังเรียน จํานวน 10 ข้อ ลงในกระดาษคําตอบ 6. ตรวจสอบคําตอบบททดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 7. สรุปผลคะแนนที่ได้รับในกระดาษคําตอบเพื่อทราบผลการพัฒนา
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 77 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ บททดสอบก่อนเรียน วิชา การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย เรื่อง อุปกรณเคร์ ือข่าย คําชี้แจง ให้นกเรั ียนเลือกคําตอบที่ถูกต้องที่สุดลงในกระดาษคําตอบ 1. อุปกรณ์เครือข่ายคืออะไร ก. อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข้อมูล ข. อุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ค. อุปกรณ์ในการซ่อมบํารุงเครือข่าย ง. อุปกรณ์ในการตรวจสอบสัญญาณในเครอขื ่าย จ. อุปกรณในการเช ์ ื่อมต่อคอมพิวเตอร์ให้เป็นเครือข่าย 2. อุปกรณ์ฮับมีหน้าที่อย่างไร ก. รับส่งข้อมูลให้มีประสทธิ ิภาพ ข. เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกันเข้าด้วยกัน ค. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรโตคอลเดียวกัน ง. ส่งข้อมูลในเครือข่ายในลักษณะแพ็คเกจ จ. ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเลือกเส้นทางการเดินของข้อมูล 3. อุปกรณ์เกตเวย์มีหน้าที่อย่างไร ก. รับส่งข้อมูลให้มีประสทธิ ิภาพ ข. เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกันเข้าด้วยกัน ค. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรโตคอลเดียวกัน ง. ส่งข้อมูลในเครือข่ายในลักษณะแพ็คเกจ จ. ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเลือกเส้นทางการเดินของข้อมูล 4. อุปกรณ์บริดจ์มีหน้าที่อย่างไร ก. รับส่งข้อมูลให้มีประสทธิ ิภาพ ข. เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกันเข้าด้วยกัน ค. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรโตคอลเดียวกัน ง. ส่งข้อมูลในเครือข่ายในลักษณะแพ็คเกจ จ. ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเลือกเส้นทางการเดินของข้อมูล 5. อุปกรณ์สวิตซ์มีหน้าที่อยางไร ่ ก. รับส่งข้อมูลให้มีประสทธิ ิภาพ ข. เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกันเข้าด้วยกัน ค. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรโตคอลเดียวกัน ง. ส่งข้อมูลในเครือข่ายในลักษณะแพ็คเกจ จ. ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเลือกเส้นทางการเดินของข้อมูล
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 78 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 6. อุปกรณ์เกตเวย์มีหน้าที่อย่างไร ก. รับส่งข้อมูลให้มีประสทธิ ิภาพ ข. เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างประเภทกันเข้าด้วยกัน ค. เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มีโปรโตคอลเดียวกัน ง. ส่งข้อมูลในเครือข่ายในลักษณะแพ็คเกจ จ. ใช้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกันและเลือกเส้นทางการเดินของข้อมูล 7. เครือข่ายไร้สายแบบแอดฮอกมีลักษณะอย่างไร ก. มีการส่งข้อมูลผ่านแอกเซสพ้อย ข. เครื่องคอมพิวเตอร์มีการส่งข้อมูลไปยังเครื่องที่ต้องการโดยตรง ค. เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยผ่านสายสัญญาณ ง. ส่งข้อมูลถึงกันโดยใช้อุปกรณ์เครือข่าย จ. มีการส่งข้อมูลโดยผ่านฮับ 8. เครือข่ายไร้สายแบบอินฟราสตรักเจอร์มลีักษณะอย่างไร ก. มีการส่งข้อมูลผ่านแอกเซสพ้อย ข. เครื่องคอมพิวเตอร์มีการส่งข้อมูลไปยังเครื่องที่ต้องการโดยตรง ค. เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยผ่านสายสัญญาณ ง. ส่งข้อมูลถึงกันโดยใช้อุปกรณ์เครือข่าย จ. มีการส่งข้อมูลโดยผ่านฮับ 9. อุปกรณ์ไร้สายในข้อใดใช้กบคอมพั ิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ก. PCI Card ข. PCMCAI Card ค. Wireless Signal Booster ง. Wireless Bridge จ. PoE Adapter 10. อุปกรณ์ใดที่ลดข้อยุ่งยากในการเดินสายไฟฟ้าที่ใช้ในการจ่ายไฟให้อุปกรณ์สื่อสาร ก. PCI Card ข. PCMCAI Card ค. Wireless Signal Booster ง. Wireless Bridge จ. PoE Adapter
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 79 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ในการเพิ่มปริมาณการใช้เครือข่ายจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการขยายเครือข่ายให้ กว้างออกไป การขยายเครือข่ายต้องอาศัยอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ มาช่วยในการ เชื่อมต่อให้การทํางานเครือข่ายมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์เครือข่ายแบบใช้ สายสัญญาณเชื่อมต่อและไร้สายสัญญาณ 1. ความหมายของอุปกรณ์เครอขืาย่ (Networking Device) อุปกรณ์เครือข่ายคือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นเครือข่าย โดยอาศัยอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network Device) ซึ่งทําหน้าที่รับและส่ง ข้อมูลโดยผ่านทางสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อกลางแบบใช้สาย และสื่อกลางแบบไร้สาย เครือข่ายอาจจําเป็นต้องเชื่อมต่อในระยะทางที่ไกลขึ้น เช่น การเชื่อมต่อระหว่างชั้น ระหว่าง อาคาร และรวมถึงการเพิ่มจํานวนสถานีเพื่อใช้งานบนเครือข่าย ดังนั้นจึงจําเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ เครือข่ายที่นํามาใช้เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มเติม 2. อุปกรณ์ทใชี่ ในการเช ้อมตื่่อเครอขืาย่ ในการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาจมีการขยายเครือข่าย หรือเชื่อมต่อเครือข่ายไปใน ระยะทางที่ไกล ๆ ดังนั้น อุปกรณ์เครือข่ายเป็นส่วนที่มีความสําคัญในการที่จะทําให้เครือข่ายได้มี ศักยภาพในการรับส่งข้อมูลหรือทําให้การสื่อสารข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อ เครือข่ายมีดังนี้ 1. ฮับ (Hubs) เป็นอุปกรณ์ที่ทํางานอยู่บนฟิสิคัลเลเยอร์ในแบบจําลองเครือข่าย OSI ฮับ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สําหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกัน การจะทําให้คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน หรือส่งข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้โดยทั่วไปจะมีลักษณะ เหมือนกล่องสีเหลี่ยมแต่แบน มีความสูงประมาณ 1-3 นิ้ว แล้วแต่รุ่น มีช่องเล็กๆ เอาไว้เสียบสายแลน แต่ละเส้นที่ลากโยงมาจากคอมพิวเตอร์มีหลายรุ่น เช่น Hub 4 Ports, 8 Ports, 16 Ports, 24 Ports หรือ48 Ports เป็นต้น หน้าตารูปร่างของฮับจะเหมือนกัน Switch ลักษณะการทางานของฮํ ับจะเหมือนกับรีพีทเตอร์ (Repeater) กล่าวคือ ฮับนั้นนอกจาก นํามาเป็นศูนย์กลางการรับส่งข้อมูลแล้วยังเป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณในตวัฮับแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ฮับแบบแอกทีฟ (Active Hub) และ ฮับแบบพาสซีฟ (Passive Hub) 1.1 ฮับแบบแอกทีฟ (Active Hub) การทํางานของฮับแบบแอกทีฟเมื่อได้รับ สัญญาณเข้ามา จะทําการทวนสัญญาณไปยังพอร์ตทุกพอร์ตที่มีการเชื่อมต่อ หน้าที่ของแอกทีฟฮับ คือ นําสัญญาณเข้ามาที่พอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง จากนั้นทําการกลั่นกรองสัญญาณให้ปราศจากการรบกวน แล้วทําการปรบแตั ่งข้อมูลด้วยการรีเจนเนอร์เรต (Regenerate) สัญญาณให้เหมือนกบสั ัญญาณ ต้นฉบับ เพื่อให้มีกําลังในการทวนสัญญาณในระยะทางที่ไกลขึ้น แล้วทําการส่งสัญญาณด้วยการ กระจายไปยังทุกพอร์ตที่มีการเชื่อมต่อ
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 80 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพแอคทีฟฮับ (Active Hub) 1.2 ฮับแบบพาสซีฟ (Passive Hub) ฮับแบบนี้จะไม่มีการปรับแต่งสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น สญญาณสั ่งข้อมูลเข้ามาในลักษณะใดก็ส่งไปในลักษณะนั้น ตัวอย่าง เช่น แผงกระจายสาย (Patch Panel) ซึ่งในการใช้งานไม่จําเป็นต้องใช้กําลังไฟฟ้าแบบฮับทั่วไป มีหน้าที่เป็นอปกรณุ์ เชื่อมต่อสายสัญญาณมาบรรจบกันเท่านั้น ภาพพาสซีฟฮับ (Active Hub) ภาพการทํางานของฮับบน OSI Model
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 81 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 2. บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่ทํางานอยู่บนฟิสิคัลเลเยอร์และดาต้าลิงก์เลเยอร์ทําหน้าที่เหมือนสะพานเพื่อ เชื่อมระหว่างเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลเดียวกัน เช่น เครือข่ายท้องถิ่นกับเครือข่ายท้องถิ่น บริดจ์ช่วย ลดปริมาณข้อมูลบนสายแลน (LAN) ได้บ้าง โดยบริดจ์จะแบ่งเครือข่ายออกเป็นเครือข่ายย่อย และ กรองข้อมูลเทาท่ ี่จําเป็นเพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายย่อยที่ถูกต้องได้หลักการทํางานของบริดจ์จะ พิจารณาจากหมายเลขของเครื่องหรือ Media Access Control address (MAC address) ซึ่งเป็นที่ อยู่ที่ฝังมาในฮาร์ดแวร์ของการ์ดแลน แต่ละการ์ดซึ่งจะไม่ซ้ํากัน แต่ละหมายเลขจะมีเพยงการี ์ดเดียว ในโลก บริดจ์จะมีการทํางานในระดับชั้นที่ 2 คือ ดาต้าลิงค์เลเยอร์ (Data Link Layer) ของ โมเดล OSI คือ มองข้อมูลที่รับส่งกันเป็นแพ็คเก็ต (packet) แล้วเท่านั้น โดยไม่สนใจโปรโตคอลที่ใช้สื่อสาร บริดจ์จะตรวจสอบข้อมูลทสี่งโดยพ ่ ิจารณาจากที่อยู่ของผู้รับปลายทาง ถ้าพบว่าเป็นเครื่องที่อยู่คนละ ฟากของเครือข่ายก็จะขยายสัญญาณ แล้วจึงค่อยส่งต่อให้แต่จะไม่สนใจว่าการส่งให้ถึงเครื่อง ปลายทางจะใช้เส้นทางใด การติดตั้งบริดจ์จะคล้ายกับการติดตั้งฮับ (Hub) ซึ่งไม่จําเป็นต้องปรับแต่งค่าต่างๆ ที่มีอยู่ สามารถต่อใช้งานได้ทันทีแตก่ ็อาจจะกําหนดตัวแปรของค่าที่ใช้ควบคุมบริดจ์ได้ถ้าต้องการ ซึ่งไม่ยาก มากนัก ผู้ดูแลเครือข่ายขนาดเล็กๆ กสามารถท็ ําเองได้ ภาพอุปกรณ์บริดจ์ ภาพการเชื่อมต่ออุปกรณ์บริดจ์
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 82 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพการทํางานของบริดจ์บน OSI Model 3. สวิตซ์ (Switch) อุปกรณ์สวิตช์ทํางานเช่นเดียวกันกับบริดจ์มีหลายแบบ หากแบ่งกลุ่ม ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเล็ก ๆ และเรียกใหม่ว่า เซล กกลายเป ็ ็น เซลสวิตช์หรือที่รู้จักกันในนาม เอทีเอ็ม สวิตช์ (Asynchronous Transfer Mode : ATM) ถ้าสวิตช์ข้อมูลในระดบเฟรมของอ ั ีเทอร์เน็ต ก็ เรียกว่า อีเทอร์เน็ตสวิตซ์และถ้าสวิตซ์ตามมาตรฐานเฟรมข้อมูลที่เป็นกลางและสามารถนําข้อมูลอื่น มาประกอบภายในได้ก็เรียกว่า เฟรมรีเลย์อุปกรณ์สวิตซงจิ่ึงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่และมี แนวโน้มที่จะพัฒนาให้ใช้กับความเร็วของการรับส่งข้อมูลจานวนมากํเช่น เฟรมรีเลย์และเอทีเอ็ม สวิตช์สามารถสวิตช์ข้อมูลขนาดหลายร้อยล้านบิตต่อวินาทีได้เทคโนโลยนีี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่กําลัง ได้รับความนิยม ภาพการเชื่อมต่ออุปกรณ์สวิตซ์ Bridge
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 83 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 4. เร้าเตอร์ (Router) ใช้สาหรํ ับเชื่อมโยงเครือข่ายหลาย ๆ กลุ่มเข้าดวยก้ ัน การทํางานของ เร้าเตอร์จะอยู่บน 3 เลเยอรแรก์ของแบบจําลอง OSI ซึ่งประกอบด้วย ฟิสิคัลเลเยอร์ดาต้าลิงค์เล เยอร์และเน็ตเวิร์คเลเยอร์เราเตอร้ ์ถูกนํามาใช้เชื่อมต่อเครือข่ายหลาย ๆ กลุ่มเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะ เป็นเครือข่ายแลนเข้าด้วยกัน หรือเครือข่ายแลนกับแวน ฟงกั ์ชันการทํางานที่สําคัญของเร้าเตอร์คือ การเลือกเส้นทางเพื่อส่งแพ็กเกตข้อมูลไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์รวมทั้งสามารถ เปลี่ยนเส้นทางวิ่งของข้อมูลในกรณีที่เส้นทางเดิมที่ใช้งานอยู่เกิดขัดข้อง ภาพอุปกรณ์เร้าเตอร์ ภาพการทํางานของเร้าเตอร์บน OSI Model
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 84 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 5. เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเภทเข้าด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครือข่าย ที่เป็นคอมพวเตอริ ์ประเภทพีซี (PC) เข้ากับคอมพิวเตอร์ ประเภทแมคอนทอชิ (MAC) เป็นต้น เกตเวย์ประตูสื่อสาร ช่องทางสําหรับเชื่อมต่อข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่ต่างชนิดกันให้สามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้โดยทําให้ผู้ใช้บริการของคอมพิวเตอร์หนึ่งหรือในข่ายงานหนึ่งสามารถติดต่อเข้าสู่ เครื่องบริการหรือข่ายงานที่ต่างประเภทกันได้ทั้งนี้โดยการใช้อุปกรณ์ที่เรยกวี ่า "บริดจ์" (bridges) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทําให้การแปลข้อมูลที่จําเป็นให้นอกจากในด้านของข่ายงาน เกตเวย์ยัง เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อข่ายแลน (LAN) สองข่ายงานที่มีลักษณะ ไม่เหมือนกันให้สามารถเชื่อมต่อ กันได้หรือจะเป็นการเชื่อมต่อข่ายแลน ที่เข้ากับข่ายงานบริเวณกว้าง (WAN) หรือต่อเข้ากับ มินิคอมพิวเตอร์หรือต่อเข้ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากเกตเวย์มีไมโคร โพรเซสเซอรและหน์ ่วยความจําของตนเอง เกตเวย์จะเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถมากที่สุดคือสามารถเครือข่ายต่างชนิดกันเข้า ด้วยกันโดยสามารถเชื่อมต่อแลน ที่มีหลายๆโปรโตคอลเข้าด้วยกันได้และยังสามารถใช้สายส่งที่ต่าง ชนิดกัน ตัวเกตเวย์จะสามารถสร้างตาราง ซึ่งสามารถบอกได้ว่าเครื่องแม่ข่ายไหนอยู่ภายใต้เกตเวย์ ตัวใดและจะสามารถปรับปรุงข้อมูลตามเวลาที่ตั้งเอาไว้ เกตเวย์สามารถทํางานได้ในทุกเลเยอร์บนแบบจําลอง OSI ภาพอุปกรณ์เกตเวย์ การทํางานของเกตเวย์บน OSI Model
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 85 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 3. อุปกรณ์เครอขืายท่ ้องถนไริ่้สาย ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึง เทคโนโลยีที่ช่วยให้การ ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลมของเครุ่ ื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสาร กันได้ร่วมถึงการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชอมตื่่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การ รับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทําให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ รูปแบบเครือขายไร ่ ้สาย การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure ทั้งสองรูปแบบมีการ ทํางานดังต่อไปนี้ 1. การเชื่อมต่อแบบแอดฮอก (Ad-Hoc) การเชื่อมต่อแบบแอดฮอกเป็นการเชื่อมต่อที่ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่อง ขึ้นไปที่ติดตั้งการ์ดแลนไร้สาย (หรือ Centrino Notebook) ทําการเชื่อมต่อสื่อสารกันโดยตรงไม่ต้อง ผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อแบบนี้สามารถ สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เช่น แชร์ไฟล์เครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์ต่างๆ การสนทนาแบบวีดีโอคอน เฟอเรนซ์และเล่นเกมส์แบบวงแลนได้ซึ่งช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้อง มีสายสัญญาณ (แอกเซสพ้อย :Access Point) แต่การเชื่อมต่อแบบแอดฮอกจะไม่สามารถ ติดต่อสื่อสารกับเครือข่ายมีสายสัญญาณได้นอกจากจะทําการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้แอกเซสพ้อย ทํา การเชื่อมต่อและส่งข้อมูลไปเครือข่ายมีสายแทน ภาพการเชื่อมต่อแบบ Adhoc 2. การเชื่อมต่อแบบอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) การเชื่อมต่อแบบอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) เป็นการเชื่อมต่อที่มีอุปกรณ์กระจาย สัญญาณ (Access Point) เป็นตัวกลาง ทําหน้าที่รับส่งสญญาณและขั ้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไร้ สายของเครือข่ายไร้สายไปสู่เครือข่ายมีสาย หากสังเกตจะพบว่าแอกเซสพ้อย มีการทํางานเหมือน อุปกรณ์ฮับ (HUB) ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบมีสาย และที่สําคญหากมั ีการเข้าใช้งานเครือข่ายไร้ สายของเครื่องลูกข่ายในจํานวนมากต่อหนึ่งแอกเซสพ้อย จะมีผลทําให้ความเร็วของการสื่อสาร เครือข่ายไร้สายช้าลงด้วยเช่นกัน
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 86 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ ภาพการเชื่อมต่อแบบ Infrastructure ปัจจุบันเครือข่ายไร้สายแบบอินฟราสตักเจอร์ได้รับความนิยมสูง และเป็นเครือข่ายที่มการี พัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านความความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เครือข่ายไร้สายช่วยให้ เกิดความสะดวกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเดินสายสัญญาณสําหรับเครื่องลูกข่าย เปลี่ยน เคลื่อนย้าย ขยายขนาดของเครือข่ายไร้สายได้ตลอดเวลา ด้วยความสะดวกสบายของเครือข่ายไร้สายทําให้ เครือข่ายไร้สายได้รับการยอมรับจากผู้ใช้มากขึ้นและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน อุปกรณ์ที่เป็นองค์ประกอบของระบบเครอขื ่ายไร้สาย 1. การ์ดแลนไร้สายหรือพีซีไอการ์ด (Network Card) เป็นการ์ดที่ไว้ใช้สําหรับเครื่อง คอมพิวเตอร์แบบพีซีซึ่งไม่ได้รองรับการทํางานระบบเครือข่ายไร้สายใหสามารถใช ้ ้งานร่วมกับระบบ ไร้สายได้ 2. PCMCIA Card ทําหน้าที่เหมือนกับ PCI Card แต่ PCMCIA Cardเป็นการ์ด ที่ใช้งานสําหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กที่ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายได้
3204-2003 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย อุปกรณ์เครือข่าย หน้า 87 ครูสมปรารถนา ศรีรมย์ 3. USB Adapter เป็นการ์ดที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบพีซีและแบบโน้ตบุ๊กทําหน้าที่เหมือนกับ PCI Card และ PCMCIA Card 4. Wireless Signal Booster เป็นอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายที่ใช้เพิ่มระยะทาง และประสิทธิภาพการทํางานของ Access Point โดยการเพิ่มกําลังส่งของสัญญาณเพอให ื่้ได้รัศมีการ ใช้งานที่มากขึ้น 5. Wireless Bridge เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสําหรับใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายให้สื่อสารกันได้ซึ่งมทีั้งแบบติดตั้งภายนอก ซึ่งใช้เชื่อมต่อเครือข่าย ระหว่างอาคารและแบบที่ติดตั้งภายในอาคาร 8.Wireless PrintServer เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สําหรับเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์ เพื่อให้มีความสามารถในแบบไร้สายซึ่งมีทงรัุ้่นที่ออกแบบมาสําหรับใช้งาน กับเครื่องพิมพ์ที่มีพอร์ต Parallel พอร์ต USB หรือทั้งสองพอร์ตร่วมกัน