The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wpwdss, 2021-10-18 08:04:19

รายงานเชิงวิชาการ เรื่อง ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

ปก_merged (1)

ธรรมชาติการเรยี นรูข้ องเด็กปฐมวยั

วิภาวดี สีสงั ข์ กล่มุ เรยี นที่ 8 เลขที่ 26

รายงานน้เี ป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาวิชาการค้นควา้ และการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
สาขาการศกึ ษาปฐมวัย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564



ธรรมชาติการเรยี นรูข้ องเด็กปฐมวยั

วิภาวดี สีสงั ข์ กล่มุ เรยี นที่ 8 เลขที่ 26

รายงานน้เี ป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาวิชาการค้นควา้ และการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ
สาขาการศกึ ษาปฐมวัย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564



คำนำ

รายงานฉบับน้ีจัดทาข้ึนเพื่อปฏิบัติการเขียนรายงานการค้นคว้าท่ีถูกต้องอย่างเป็นระบบ
อันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา 01-210-017 การค้นคว้าและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
ซ่ึงจะนาไปใช้ในการทารายงานค้นคว้าสาหรับรายวิชาอ่ืนได้อีกต่อไป การท่ีผู้จัดทาเลือกทาเรื่อง
“ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย” เนื่องด้วยเด็กปฐมวัยน้ันเป็นวัยที่ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่
เพื่อเปน็ พนื้ ฐานของการเจริญเตบิ โตมาเป็นผใู้ หญ่ที่ดใี นวันข้างหน้า ดังนั้น จึงมีความจาเป็นอย่างมาก
ทีจ่ ะตอ้ งนาเสนอความร้คู วามเขา้ ใจท่เี กี่ยวกบั การเรียนรูข้ องเด็กปฐมวัย

รายงานเล่มน้ีกล่าวถึงเนื้อหาในระดับพื้นฐาน ท่ีเกี่ยวข้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก
ปฐมวัยเหมาะสาหรับผู้เร่ิมต้นศึกษาหรือผู้สนใจทั่วไป อาทิเช่น ความหมาย ประเภท องค์ประกอบ
ท่ีสาคัญ การเรียนรู้ ธรรมชาติของเด็ก ซึ่งผู้ศึกษาสามารถนาไปเป็นแนวทางในการนาไปประยุกต์ใช้
ในการทาความเขา้ ใจกบั เด็กปฐมวัยได้

ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคาแนะนาโดย
ตลอด และขอขอบคุณบรรณารักษ์และเจ้าที่ของสานักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนสนเทศ
ท่ีให้มีความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของหนังสือ บทความ ที่ผู้เขียนใช้อ้างอิง
ทกุ ท่าน สดุ ท้ายนี้หากมขี อ้ ผิดพลาดประการใด ผเู้ ขียนข้อน้อมรับไวเ้ พื่อปรับปรุงตอ่ ไป

วภิ าวดี สสี งั ข์
17 ตุลาคม 2564



สารบัญ

หน้า
คานา………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
บทท่ี

1 บทนา……………………………………………………………………………………………………………………. 1
1.1 ความหมายของการเรยี นรู้………………………………………………………………………………… 1
1.2 ประเภทของการเรยี นรู้……………………………………………………………………………………… 1
1.3 ประโยชนข์ องการเรยี นรู้…………………………………………………………………………………… 2

2 การเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวัย………………………………………………………………………………………… 5
2.1 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลตอ่ การเรยี นรู้………………………………………………………………….. 5
2.1.1 เป้าหมาย……………………………………………………………………………………………. 5
2.1.2 วุฒภิ าวะและความพร้อม……………………………………………………………………… 6
2.1.3 การสารวจ…………………………………………………………………………………………… 6
2.1.4 การเสริมแรงและการหยดุ ยัง้ ………………………………………………………………… 6
2.1.5 ความจา……………………………………………………………………………………………… 6
2.1.6 การฝกึ ฝน…………………………………………………………………………………………… 7
2.1.7 การลงโทษและการให้รางวลั …………………………………………………………………. 7
2.2 ลกั ษณะการเรยี นร้ขู องเดก็ ปฐมวยั ……………………………………………………………………... 7
2.2.1 การเรียนร้จู ากประสบการณต์ รง……………………………………………………………. 7
2.2.2 การเรยี นรู้จากการบอกเลา่ ……………………………………………………………………… 8
2.2.3 การเรยี นรู้จากการสงั เกต………………………………………………………………………. 8
2.3 วิธีการเรยี นร้ขู องเด็กปฐมวัย……………………………………………………………………………… 9
2.3.1 เรยี นรู้โดยผ่านความต้องการของเด็กเอง………………………………………………… 9
2.3.2 เรยี นรโู้ ดยผ่านความสนใจที่มีต่อสิง่ ตา่ ง ๆ………………………………………………. 10
2.3.3 เรียนรู้โดยผา่ นการลงมอื ปฏิบตั แิ ละการเล่น…………………………………………… 11
2.3.4 เรยี นรู้โดยผ่านสิ่งทต่ี นเองไดร้ บั ………………………………………………………………. 11
2.3.5 เรียนรโู้ ดยผ่านความพร้อมท่จี ะเรียน……………………………………………………… 11

3 ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย………………………………………………………………………………………... 13
3.1 ธรรมชาตดิ ้านร่างกาย……………………………………………………………………………… 13



สารบัญ (ต่อ)

บทที่ หน้า
3.2 ธรรมชาติด้านความคิด จิตใจและอารมณ์………………………………………………………….. 13
3.3 ธรรมชาตดิ า้ นการเขา้ สังคม…………………………………………………………………………….. 13
3.4 ธรรมชาติด้านจิตวญิ ญาณ………………………………………………………………………………… 14

4 บทสรปุ ………………………………………………………………………………………………………………….. 16
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………………. 17

1

บทที่ 1
บทนำ

เด็กเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งเป็นความหวังของครอบครัว เป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม
และเป็นมนุษยชาติ เป็นพลังสาคัญในการพัฒนาประเทศ อนาคตของประเทศชาติจึงข้ึนอยู่กับ
คุณภาพของเด็ก เด็กที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ มีพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน ท่ี
เหมาะสมกับวัย ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและจริยธรรม จะ
เปน็ ผ้ทู ่ีสามารถดารงชีวิตอย่ใู นสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุขและเป็นประโยชนต์ อ่ สงั คมและประเทศชาติ

เด็กในวัยเร่ิมแรกของชีวิต หรือท่ีเรียกว่า “เด็กปฐมวัย” คือ วัยต้ังแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี
จัดได้ว่าเป็นระยะท่ีสาคัญที่สุดของชีวิต ท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม บุคลิกภาพโดยเฉพาะด้าน
สติปัญญา จะเจริญมากที่สุดในช่วงน้ี และพัฒนาการใด ๆ ในวัยน้ีจะเป็นพ้ืนฐานที่มีความสาคัญต่อ
พฒั นาการในช่วงอนื่ ๆ ของชวี ติ เปน็ อยา่ งมาก
1.1 ควำมหมำยของกำรเรียนรู้

การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณ์ท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมอย่างค่อนข้างถาวร ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมน้ีไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ
หรอื สญั ชาตญาณ (Klein, 1991 : 2)

การเรียนรเู้ ป็นการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมทีค่ อ่ นข้างถาวร โดยเปน็ ผลจากการฝกึ ฝนเม่ือได้รับ
การเสริมแรง มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติท่ีเรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Kimble and
Garmezy) การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีทาให้พฤติกรรมเปล่ียนแปลงไปจากเดิม อันเป็นผลจากการ
ฝึกฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ (Hilgard and Bower)
การเรยี นร้เู ปน็ การแสดงให้เห็นถงึ พฤติกรรมทีม่ กี ารเปล่ียนแปลง อันเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์
ที่แต่ละคนได้ประสบมา (Cronbach) การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีบุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรม
ของตน เพ่ือเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามท่ีแต่ละ
บุคคลไดต้ งั้ ไว้

เพราะฉะน้ันเราสามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้หมายถึง กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
จากเดิมไปสู่พฤติกรรมใหม่ท่ีค่อนข้างถาวร และพฤติกรรมใหม่นี้เป็นผลมาจากประสบการณ์หรือการ
ฝึกฝน ไมใ่ ชเ่ ปน็ ผลจากการตอบสนองตามธรรมชาตหิ รือสญั ชาตญาณ หรอื วุฒภิ าวะ เป็นต้น
1.2 ประเภทของกำรเรยี นรู้

ประเภทการเรียนรู้มี 8 ชนิด นักจิตวิทยาและนักการศึกษา ได้จาแนกประเภทของการ
เรยี นรไู้ ว้ 8 ชนดิ ดงั ตอ่ ไปนี้

2

1. การเรยี นรโู้ ดยสญั ญาณ (signal learning)

2. การเรียนรูโ้ ดยการใชเ้ ครื่องล่อ (stimulus – response learning)

3. การเรียนรู้แบบลูกโซ่ (chain learning)

4. การเรียนรู้โดยใชภ้ าษาอยา่ งต่อเนื่อง (verbal association)

5. การเรียนรู้โดยการจาแนก (discrimination)

6. การเรียนรู้มโนมติ (concept learning)

7. การเรยี นร้กู ฎ และหลักการ (principle learning)

8. การเรียนรแู้ บบแก้ปัญหา (problem solving)

การทราบลาดบั ข้นั การเรยี นรู้เปน็ ประโยชนส์ าหรบั ไปจัดการเรยี นการสอนเพื่อมงุ่ ให้เกิดการ
เรยี นร้ตู ามลาดบั ตอ่ ไป

1.3 ประโยชน์ของกำรเรียนรู้

จติ ใจเด็กเป็นเหมือนฟองน้า มันมศี ักยภาพทีจ่ ะซึมซับข้อมูลจานวนมากทาให้เด็ก ๆ มี
แนวทางในการเรียนรู้ มหี ลายดา้ นทีเ่ กี่ยวข้องกับการศกึ ษาปฐมวัยท่ีนีเ่ รามรี ายการประโยชนม์ ากมาย

1. การขัดเกลาทางสังคม มนุษย์เป็นส่ิงมีชีวิตทางสังคมและแนวคิดหลักของการขัดเกลาทาง
สังคมได้หย่ังรากในวัยเด็ก ในสภาพแวดล้อมท่ีปลอดภัยห่างจากครอบครัวเด็ก ๆ จะได้พบปะกับคน
อ่นื ๆ ในวยั เดียวกนั หว่านเมล็ดพนั ธ์ุแหง่ 'การขัดเกลาทางสังคม' และ 'มิตรภาพ' ในจิตใจที่อ่อนวัย ส่ิง
นีจ้ ะช่วยพัฒนาความมน่ั ใจในตนเองใหก้ ับเดก็ ๆ ของคณุ โดยกาจดั ธรรมชาตทิ ่ีขอ้ี าย

2. ความร่วมมือ ในช่วงน้ีเด็กเรียนรู้ที่จะแบ่งปันร่วมมือผลัดกันและอ่ืน ๆ ทั้งหมดน้ีเป็นส่วน
หนง่ึ ของชีวิตทางสังคมท่ีปลอดภัย สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างย่ิงสาหรับเด็กเพียงคนเดียวที่ไม่คุ้นเคยกับ
การแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมท่ีปลอดภัยให้เด็กจะได้เรียนรู้ท่ีจะร่วมมือกับคาแนะนาจาก
ผ้เู ชยี่ วชาญ

3

3. การพัฒนาแบบองค์รวม ในฐานะมนุษย์เป็นสิ่งสาคัญท่ีจะต้องมีรากฐานท่ีแข็งแกร่งในทุก
ดา้ นของบคุ ลกิ ภาพเชน่ อารมณ์สังคมจติ ใจและร่างกาย ครูท่ดี ูแลเด็กเล็กได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อ
ระบลุ ักษณะท่ีออ่ นแอของเด็กและกระตุน้ ให้พวกเขาพฒั นาผา่ นการฝึกภาคปฏิบัติ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
เพื่อนมคี วามสาคัญอยา่ งยง่ิ ในบรบิ ทน้ี

4. ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เด็ก ๆ จะพัฒนาความหิวสาหรับการเรียนรู้
หากมีการสอนผ่านกิจกรรมท่ีสนุกสนานและน่าตื่นเต้น ความกระตือรือร้นและความกระตือรือร้นใน
การเรยี นร้นู ้ีจะยังคงอย่กู ับพวกเขาตลอดชีวิต

5. คุณค่าของการศึกษา สภาพแวดล้อมใหม่ที่มีให้ในโรงเรียนอนุบาลให้มุมมองท่ีแตกต่าง
อย่างสน้ิ เชงิ กบั ความต้องการดา้ นการศึกษา การเข้าใจความรู้และนาพวกเขาไปใช้ในชีวิตแสดงให้เห็น
ถงึ คุณคา่ ของการศกึ ษา

6. เคารพ สภาพแวดล้อมในโรงเรียนอนุบาลช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะเป็นพลเรือนต่อกันและ
พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าแนวคิดเรื่องความเคารพไม่ได้ จากัด อยู่แค่กับคนและสิ่งของ แต่ยังรวมถึง
สง่ิ แวดล้อมดว้ ย

7. การทางานเป็นทีม ความสามารถในการทางานเป็นทีมของบุคคลน้ันข้ึนอยู่กับการเคารพ
ในความคิดเห็นของผู้อ่ืนทักษะการฟังและความคิดที่มีต่อความเสมอภาค คุณสมบัติเหล่าน้ีควรสอน
ต้ังแต่อายุยังน้อย กิจกรรมก่อนวัยเรียนจานวนมากเน้นการทางานเป็นทีมและช่วยให้เด็กพัฒนา
ทศั นคตติ ่อการทางานเปน็ ทีม

8. ความยืดหยุ่น สังคมของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเป็นส่ิงสาคัญในการพัฒนา
ความยืดหยุ่นโดยเร็วที่สุด สถานการณ์ที่ท้าทายโดยไกด์มืออาชีพช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์
ของตนเอง รอยฟกช้าและการกระแทกจากความท้าทายของพวกเขาวางรากฐานสาหรับกลยุทธ์การ
รับมอื ท่ีดกี ว่าสาหรบั ความทา้ ทายในอนาคต

9. ความเข้มข้น การมีส่วนร่วมในงานและกิจกรรมก่อนวัยเรียนต้องการระดับความเข้มข้นที่
สงู ขึ้นจากเดก็ การเกิดกจิ กรรมซา้ ๆ ช่วยใหพ้ วกเขาพัฒนาทักษะสมาธิของพวกเขา

10. ความอดทน ในชีวิตของผู้ใหญ่ความอดทนมักได้รับการทดสอบและเด็ก ๆ ควรได้รับการ
ฝึกฝนให้รบั มอื กบั สถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต ประสบการณ์เช่นการแบ่งปันความสนใจของครูการรอ
คอยผลัดเปล่ียนเปน็ ตน้ จะช่วยใหเ้ ดก็ พัฒนาความอดทน

4

11. ความมัน่ ใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง ความรู้สึกของสุขภาพเป็นส่ิงสาคัญสาหรับคนที่
จะสารวจความสามารถของพวกเขา ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับเพ่ือนและครูส่งเสริมมุมมองเชิงบวกของ
ตัวเอง น่คี ือผลกระทบทส่ี าคญั ของการศึกษาปฐมวัย

12. การพัฒนาสมอง กิจกรรมที่สร้างขึ้นอย่างมืออาชีพในเด็กก่อนวัยเรียนช่วยเสริมการ
พัฒนาของสมอง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และการใช้เหตุผลเชิงตรรกะช่วยให้พวก
เขาพัฒนาทกั ษะของพวกเขา

13. การสมั ผัสกับความหลากหลาย มคี วามหลากหลายในโลกสมยั ใหม่และเด็ก ๆ จาเป็นต้อง
ได้รับการสอนใหร้ ู้จกั ชน่ื ชมและยอมรับความแตกต่างในสังคม การศึกษาล่าสุดเผยให้เห็นความสาคัญ
ของการศึกษาปฐมวัยเน่ืองจากสามารถมีอิทธิพลต่อการพัฒนาจิตใจอารมณ์และร่างกายของเด็ก
ดังน้ันสาหรับการเพิ่มคุณภาพของการศึกษาของบุตรหลานของคุณให้แน่ใจว่าการศึกษาปฐมวัย
ตรวจสอบให้แนใ่ จวา่ พวกเขาเร่มิ ตน้ ก่อนเสมอดงั นนั้ จงึ ไมเ่ ป็นปญั หาในอนาคต

5

บทท่ี 2
การเรยี นรูข้ องเด็กปฐมวยั

2.1 องคป์ ระกอบท่มี ีอิทธพิ ลต่อการเรียนรู้

2.1.1 เปา้ หมาย เปน็ สงิ่ สาํ คัญท่จี ะกระต้นุ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เพราะไม่มีพฤติกรรมใด
เกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมาย การเกิดของพฤติกรรมน้ันจะต้องมุ่งสู่ความต้องการหรือเป้าหมายของบุคคล
เป็นหลัก แต่การตั้งเป้าหมายของเด็กในบางครั้งยังอาจจะสับสน และมีหลาย ๆ เป้าหมายอยู่รวมกัน
ดงั น้ัน เพื่อจะให้เกดิ การเรยี นรู้ทด่ี ีเป้าหมายท่เี ดก็ ตั้งข้ึนจึงควรแยกแยะให้เห็นอย่างเด่นชัด รวมท้ังควร
แบ่งออกเปน็ ระยะส้นั ระยะกลาง และระยะยาว อีกด้วย เพื่อให้เด็กจะได้มีโอกาสประสบความสําเร็จ
ในแต่ละช่วงตอน ตลอดจนได้รบั การเสริมแรงเม่ือประสบความสาํ เรจ็ อนั จะชว่ ยให้เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น
การตง้ั เปา้ หมายนั้นมีข้อท่คี วรพจิ ารณาดงั นี้

1. เป้าหมายอาจจะยากเกินไป จนทําให้เด็กมีความคิดว่าไม่มีความหวังท่ีจะประสบ
ความสําเรจ็ ได้

2. เป้าหมายอาจจะงา่ ยเกนิ ไป ทาํ ใหไ้ มเ่ ป็นการทา้ ทายความสามารถ

3. เด็กที่ขาดความมน่ั ใจในตนเองและขาดความม่นั คง มักจะเลอื กเอาเปา้ หมายทีส่ ูงเกินไป

เพื่อท่วี ่าตนเองจะไดม้ ีความรู้สึกวา่ ได้ประสบความสาํ เร็จอย่างสงู เม่ือทําได้สาํ เรจ็

4. เด็กบางคนอาจจะต้งั เปา้ หมายตํ่าเกินไป เพอ่ื เป็นการปอ้ งกันตนเองจากความล้มเหลว

5. ผูท้ มี่ ีอทิ ธพิ ลตอ่ เดก็ ทัง้ พ่อ แมผ่ ปู้ กครอง ครอู าจมีอทิ ธพิ ลตอ่ การต้งั เป้าหมายของเด็ก

อย่างไรก็ตาม เด็กจะต้องเป็นผู้ตั้งเป้าหมายขึ้นเอง โดยท่ีพ่อแม่ครูหรือผู้ปกครองจะช่วยให้
คําปรึกษาและแนะนําในกรณีที่เด็กมีปัญหาหรือในกรณีท่ีเด็กตั้งเป้าหมายไว้สูงหรือต่ํากว่าระดับ
ความสามารถของตนเอง นอกจากนี้องค์ประกอบอีกสิ่งหน่ึงที่มีอิทธิพลต่อการต้ังเป้าหมายของเด็ก
คือ ความวิตกกังวล ซ่ึงจะเห็นได้จากวิธีการต้ังเป้าหมายของเด็กท่ีเคยมีประสบการณ์ที่เคยล้มเหลว
หรือไม่ประสบความสําเร็จมาก่อน เด็กกลุ่มน้ีมักจะตั้งเป้าหมายท่ีสูงหรือต่ําจนเกินไป ซ่ึงการที่เด็ก
ต้ังเปา้ หมายไมเ่ หมาะสมกับความสามารถของตนเองย่อมจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเรียนรู้ของตน
ตลอดจนความวิตกกงั วลของพอ่ แมผ่ ู้ปกครองก็อาจจะมสี ว่ นในการต้ังเปา้ หมายของเด็กไดด้ ้วยเช่นกนั

6

2.1.2 วุฒิภาวะและความพร้อม เด็กจะสามารถเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ได้ดีเม่ือมีความพร้อม ซ่ึง
การทีเ่ ดก็ จะมีความพร้อมได้น้ัน เด็กจะต้องมีวุฒิภาวะท่ีเจริญเต็มที่เสียก่อน เช่น การที่จะสอนให้เด็ก
จับช้อนรับประทานข้าวเองน้ัน ถ้ากล้ามเน้ือน้ิวมือและแขนของเด็กยังไม่เจริญเต็มท่ี ก็จะสอนให้เด็ก
เรียนการจับช้อนรับประทานข้าวไม่ได้เป็นต้น พฤติกรรมหลายอย่างท่ีเด็กระทํา เช่น คลาน เดิน นั่ง
ควบคุมการขับถ่าย ฯลฯ เกิดข้ึนจากมีวุฒิภาวะที่เหมาะสมเท่าน้ัน ซ่ึงพฤติกรรมนี้ไม่จําเป็นที่จะต้อง
ฝึกฝนเลย เม่ือถึงเวลาก็จะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเราต้องการฝึกฝนเด็กในขณะท่ีเด็กยังมีวุฒิภาวะที่ยังไม่
สมควร อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดีนักอย่างไรก็ตาม การฝึกฝนก่อนท่ีเด็กจะมีความพร้อมเป็นการทําให้
เด็กมีความสามารถก่อนถึงวัยอันสมควร ซึ่งจะมีผลทําให้เด็กมีความมั่นใจสูง และมีบุคลิกภาพท่ีมีวุฒิ
ภาวะดีกว่าเด็กท่ีไม่ได้รับการฝึกฝนมาเลย นอกจากน้ัน เด็กท่ีเคยฝึกฝนมาก่อนก็อาจจะมีโอกาส
ประสบความสําเร็จในการเรียนในระยะต้นของวัยเรียน ซ่ึงจะมีโอกาสได้รับคําชมเชย อันจะเป็น
แรงจูงใจใหเ้ ด็กเกิดความอยากเรียนต่อไปด้วย

2.1.3 การสํารวจ ความแตกต่างระหว่างความสามารถในการเรียนรู้ของมนุษย์และสัตว์
อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ กระบวนการในการแก้ปัญหาก็จะทําให้เกิดความเครียดในอารมณ์ซึ่ง
เป็นเหตุไปสู่การก่อให้เกิดความคิดที่จะสํารวจหาคําตอบของปัญหานั้น วิธีการสํารวจอาจจะทําโดย
การสงั เกต วธิ กี ารแกป้ ัญหาของตวั แบบหรือการหาเหตุและผลสนับสนุน สิ่งหนึ่งที่มนุษย์มักจะกระทํา
ในขณะท่ีทําการสํารวจหรือการหาคําตอบทําให้ตนเองเกิดความพึงพอใจ และมีแนวโน้มท่ีจะหลีกหนี
จากคาํ ตอบทีท่ ําให้ไม่พงึ พอใจด้วยเช่นกันซึ่งวิธีการค้นหาคําตอบโดยการสํารวจน้ัน จะทําให้เด็กจําได้
ดีข้ึน แต่ผลจากการสํารวจน้ันก็อาจจะเป็นอันตรายหรือผลร้ายแรงต่อเด็กได้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือครู
จะต้องพยายามช่วยแนะแนวทางให้แก่เด็ก รวมท้ังจัดสถานการณ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เด็กได้มี
โอกาสสาํ รวจได้เตม็ ทดี่ ้วย

2.1.4 การเสริมแรงและการหยุดยั้ง เป็นธรรมชาติอย่างหน่ึงของมนุษย์ซ่ึงมักจะเรียนรู้ท่ีจะ
แสดงออกในส่ิงท่ีตนจะได้รับผลกรรมที่พึงพอใจหรืออาจกล่าวได้ว่า มนุษย์เรียนรู้เพื่อที่จะได้รับการ
เสรมิ แรงนนั่ เอง พฤติกรรมใดท่มี นษุ ย์แสดงออกแล้วได้รับการเสริมแรงก็จะมีแนวโน้มท่ีจะเกิดบ่อยข้ึน
อีก ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมใดที่มนุษย์แสดงออกแล้วได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ หรือไม่เป็นไปตามท่ี
คาดหวังไว้ พฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ดังนั้น ส่ิงที่จะให้เด็กเรียนรู้ได้ดีอีกอย่างหนึ่ง
คอื การใชก้ ารเสรมิ แรง

2.1.5 ความจาํ เปน็ องค์ประกอบที่สําคัญมากท่ีจะบอกให้รู้ว่าเด็กเกิดการเรียนรู้หรือไม่ถ้าส่ิง
ท่ีสอนให้แก่เด็กไปเป็นจํานวนมากแล้ว เด็กจําไม่ได้ก็เท่ากับว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเลย
สิ่งท่ีมีความสําคัญต่อความจําของเด็ก คือ องค์ประกอบของสิ่งที่สอน ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งท่ีสอน

7

กบั สตปิ ญั ญาของเดก็ และแรงจงู ใจ ในขณะเดยี วกัน การท่ีเด็กจําได้หรือไม่ก็ยังข้ึนอยู่กับเคร่ืองมือท่ีทํา
การวดั ผลด้วยเช่นกนั ถ้าเครอ่ื งมือทีท่ ําการวัดนนั้ ไมม่ ีความตรงตามสิ่งท่ีสอน กจ็ ะไม่สามารถบอกได้ว่า
เดก็ จําส่งิ ทส่ี อนไดห้ รือไมไ่ ด้จากงานวิจัยของ เอ็บบิงกัส พบว่า คนโดยท่ัวไปมักจะลืมในส่ิงที่ตนเรียนรู้
มาประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 24 ช่ัวโมง และจากนั้น จะค่อย ๆ ลดลงไปเร่ือย ๆ เม่ือเวลาผ่าน
ไปอีกหลายวนั (Ebbinghaus, 1885)

2.1.6 การฝึกฝน ซ่ึงเปน็ ประโยชน์ตอ่ เดก็ อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้สิ่งท่ีไม่มี
ความหมายหรืองานท่ีมีความสับสนยุ่งยากมาก ๆ แต่การฝึกฝนน้ันถ้ากระทําในเวลาที่ยาวนานเกินไป
อาจจะก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน เพราะจะทําให้เด็กเกิดความเบ่ือหน่ายและเมื่อยล้าได้ซึ่งมีสิ่งที่ควร
จะพิจารณาในการกาํ หนดเวลาใหเ้ ดก็ ทําการฝกึ ฝน ดังน้ี

1. ชนิดของงานท่ีให้ทําการฝึกฝน งานบางอย่างท่ีทําให้เกิดความเบื่อหน่าย เช่น การท่องจํา
ถ้าใช้เวลาฝกึ ฝนนานเกนิ ควร ก็จะทําให้เด็กไมอ่ ยากทาํ และจะไม่ไดผ้ ล

2. ความยากง่ายของสิง่ ทีส่ อน ถา้ ส่งิ ทีส่ อนมคี วามยากมาก ก็ควรจะใช้เวลาฝึกฝนทีละน้อย ๆ
และบ่อย ๆ เพราะจะไมท่ าํ ใหเ้ กดิ ความเบื่อหนา่ ยและเมื่อยลา้ ได้ง่าย

3. ความสับสนของสิ่งที่สอน ถ้าสับสนมากควรจะใช้เวลาในการฝึกทีละน้อย ๆการที่จะ
จัดการฝึกฝนให้เด็กนั้น ควรท่ีจะมีการจูงใจเด็ก รวมท้ังให้เด็กคํานึงถึงผลท่ีออกมาด้วย เพราะการ
ฝึกฝนท่ีไม่คาํ นงึ ถงึ ผลที่ได้ออกมา ย่อมจะไมก่ ่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งส้ินอีกทั้งเป็นการสูญเสียเวลา
โดยเปลา่ ประโยชนอ์ กี ดว้ ย

2.1.7 การลงโทษและการให้รางวัล การแสดงพฤติกรรมใด ๆ ของเด็ก ถ้าหลังจากแสดงแล้ว
ไดร้ บั การลงโทษ การแสดงพฤติกรรมน้ันจะยุติลง การลงโทษยังจะเป็นการทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่า
พฤติกรรใดที่ไม่ควรจะกระทํา แต่มีข้อเสียคือ การลงโทษนั้นมิได้บอกให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมใดควร
กระทาํ สว่ นการให้รางวัลเป็นการให้สิ่งท่ีเด็กเกิดความพึงพอใจ หลังจากที่แสดงพฤติกรรมออกมา ซึ่ง
เท่ากับเป็นเครื่องที่ชี้ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใดควรจะกระทํา ดังน้ันในการที่จะทําให้เด็ก
เกดิ การเรยี นรทู้ ่ีเหมาะสมจงึ ควรที่จะใช้ท้งั การให้รางวลั และการลงโทษควบค่กู นั ไป

2.2 ลกั ษณะการเรียนรขู้ องเด็กปฐมวัย

2.2.1 การเรียนรูจ้ ากประสบการณ์ตรง เป็นการเรียนรู้ท่ีเด็กได้รับมาจากสภาพแวดล้อมโดย
การกระทาการรับรู้และการพบเห็น ประสบการณ์ตรงท่ีเด็กได้รับจากสภาพแว ดล้อมน้ันมีผล

8

ต่อการเรียนรู้และการสร้างเสริมลักษณะนิสัยของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังสามารถเป็น
ตัวกําหนดว่าลกั ษณะนิสัยของเด็กปฐมวัยอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์
ตรงนอี้ าจจาํ แนกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังน้ี

1. การเสริมแรงทางบวก ไดแ้ ก่ สิง่ ท่ีทําใหเ้ ดก็ พึงพอใจหลงั จากแสดงพฤติกรรมบางอยา่ ง

ซึ่งเป็นผลทําให้เด็กแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ซํ้าอีก เช่น ถ้าเด็กร้องไห้โยเยแล้วได้ส่ิงของท่ีต้องการที่จะ
ทําให้เด็กแสดงพฤติกรรมร้องไห้โยเยบ่อยคร้ังข้ึน แต่ถ้าเด็กต้องการที่จะได้ของหรือการที่ได้รับคําชม
หลงั จากแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เด็กก็จะทาํ พฤติกรรมนนั้ ซาํ้ อกี เป็นตน้

2. การลงโทษ ได้แก่ ส่ิงท่ีทาํ ให้เดก็ ไมพึงพอใจ หลังจากแสดงพฤติกรรมบางอย่าง ซ่ึงเป็นผล
ทาํ ให้เดก็ ยตุ ิการแสดงพฤติกรรมนน้ั ๆ ในเวลาต่อมา เชน่ การท่ีเดก็ จับกานํ้าร้อนแล้วรู้สึกร้อนมือ เด็ก
ก็จะไมจ่ บั กานา้ํ ร้อนนนั้ อกี เปน็ ตน้ จากปัจจัยทงั้ 2 ประการดังกล่าว บุคลากรท่เี กย่ี วข้องกับเด็ก ท้ังพ่อ
แม่ ผู้ปกครองและครูอาจจะช่วยสร้างลักษณะนิสัยท่ีเหมาะสมให้แก่เด็กได้โดยการให้การเสริมแรง
ทางบวกแก่เด็ก เม่ือต้องการสร้างให้เด็กมีลักษณะนิสัยนั้น ๆ ต่อไป และให้การลงโทษเมื่อต้องการให้
เดก็ ยตุ ิลักษณะนสิ ัยทไ่ี ม่เหมาะสม

2.2.2 การเรียนรู้จากการบอกเล่า การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยนั้น นอกจากจะเกิดจากการมี
ประสบการณ์ตรงแล้ว เดก็ ปฐมวยั ยงั สามารถที่จะเรียนรู้ได้จากการบอกเล่าของบุคคลต่าง ๆ หรือการ
บอกเล่าจากหนังสือ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเรียนรู้ทางอ้อม เนื่องจากตัวเด็กเองไม่ได้มี
ประสบการณ์ตรงต่อสิ่งเหล่านั้นเช่น ผู้ปกครองบอกเด็กว่า “อย่าพูดปด เพราะจะทําให้เป็นเด็กที่ไม่
น่ารัก และไม่มีใครเช่ือถือ” ต่อจากน้ันผู้ปกครองอาจจะยกตัวอย่างประกอบด้วยการเล่านิทานเรื่อง
“เด็กเลี้ยงแกะ”และในขณะที่เล่า อาจจะนําภาพมาให้เด็กดูด้วยก็จะช่วยทําให้เด็กเข้าใจได้ดีย่ิงขึ้น
เป็นต้นการเรียนรู้จากการบอกเล่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเรียนรู้จากการสังเกตตัวแบบ แต่การ
เรยี นรู้จากการบอกเล่าน้นั เด็กจะสร้างภาพพจน์ขึ้นในสมองของตนแทนท่ีจะได้เห็นตรงจากตัวแบบที่
เกดิ ข้นึ ในชวี ติ จริง แตใ่ นบางครงั้ ท่เี ราไมส่ ามารถท่ีจะจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงได้ก็
อาจจะตอ้ งเลือกใช้วิธีการบอกเลา่ แทน

2.2.3 การเรียนรจู้ ากการสงั เกต โดยปกตแิ ลว้ เดก็ ปฐมวัยมักจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ท่ีอาจ
ทําใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจว่าเดก็ เลียนแบบพฤติกรรมนั้น ๆ มาจากตัวแบบรอบ ๆ เด็กน่ันเอง ในระยะแรก
เด็กจะเลียนแบบบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด เมื่อเด็กเริ่มเข้าสังคม เด็กจะเร่ิมสังเกตและลอกเลียนแบบ
พฤติกรรมของบุคคลท่ีเด็กสนใจ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงควร
ระมัดระวังในการท่ีจะเปน็ ตัวแบบท่ดี ีสาํ หรบั เดก็ ด้วย

9

2.3 วิธีการเรียนรขู้ องเดก็ ปฐมวยั

2.3.1 เรียนรู้โดยผ่านความต้องการของเด็กเอง การที่บุคคลจะเรียนรู้ในส่ิงใดได้ดีก็ต่อเม่ือ
บุคคลมีความต้องการในส่ิงน้ัน ๆ เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีความต้องการที่แตกต่างไปจากบุคคลวัยอื่น
จงึ มีวิธีการเรียนรโู้ ดยผา่ นความตอ้ งการดังน้ี

1. เด็กต้องการยอมรับและได้รบั ความสนใจ เด็กต้องการความสนใจ การเอาใจใส่ รักใคร่ใยดี
จากผู้ท่ีอยู่แวดล้อม ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ทุกคนสนใจ เน่ืองจากธรรมชาติของเด็กมีลักษณะท่ี
เรียกว่า ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง การตอบสนองความต้องการของเด็ก การให้ความสนใจ ตลอดจน
การให้คําชมเชยหรือการแสดงกิริยารักใคร่พอใจ ชื่นชม จะทําให้เด็กมีความมั่นใจ เด็กจะมีความ
พยายามทาํ ในส่ิงท่ไี ดร้ ับการยกย่องจากผู้ใหญ่ ดังนั้น ผู้ท่ีเกี่ยวข้องท้ังพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูจึงควร
จดั กิจกรรมการเรยี นร้ใู ห้เด็กควบคู่ไปกบั การให้แรงเสริมเพ่ือทําให้เด็กพัฒนาความสามารถ ต่าง ๆ ไป
ดว้ ยดีและดว้ ยความสขุ

2. เด็กต้องการตอบสนองเพื่อการอยู่รอดของชีวิต นอกจากการดูแลทางด้านจิตใจ ซ่ึงได้แก่
การใหค้ วามรกั ความปลอดภัย การยอมรับ ความยุติธรรม การปกป้องคุ้มครอง การให้อิสรภาพ การ
ให้คําแนะนําท่ีดีและการตัดเตือนในทางที่ถูกท่ีควรแล้ว เด็กยังคงต้องการส่ิงท่ีจําเป็นต่อร่างกาย อัน
ได้แก่การตอบสนองเม่ือหิวกระหาย เม่ือไม่สบาย เหน่ือย หนาว ฯลฯ เด็กต้องการให้สิ่งท่ีไม่สบายนี้
หายไป พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูจะต้องตอบสนองความต้องการในการบําบัดส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้ให้แก่
เด็ก

3. เดก็ ตอ้ งการแสดงความสามารถ ในขวบปีแรกของชีวิต เด็กต้องการที่จะแสดงและทดลอง
ความสามารถต่าง ๆ ของตน ดังนั้น พ่อแม่ผู้เล้ียงดูจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ทําสิ่งต่าง ๆ ท่ีเด็ก
ต้องการและสามารถจะทําได้ด้วยการพยายามจัดกิจกรรมที่สนับสนุนและท้าทายความสามารถแต่ละ
อย่างแต่ต้องระวังมิให้ยากเกินความสามารถของเด็ก และให้เวลากับเด็กพอสมควรในการทดลอง
ความสามารถ และเพ่ือให้เกดิ ความชาํ นาญ ซึ่งจะพบว่าเด็กจะทํากิจกรรมต่าง ๆ ซ้ําแล้วซ้ําอีก โดยไม่
เบือ่ หน่ายและเป็นการสรา้ งความมน่ั ใจให้เกิดขนึ้ ดว้ ย

4. เด็กต้องการที่จะเหมือนบุคคลที่เขารัก การท่ีเด็กทําตามบุคคลต่าง ๆ ในบางคร้ังนําไปสู่
การเรียนรู้ได้เช่น การพยายามที่จะจัดโต๊ะอาหารเลียนแบบการทํางานของแม่การใช้ค้อนตอกตะปู
เลียนแบบการทํางานของพ่อ ฯลฯ เป็นส่ิงที่จะนําไปสู่การเรียนรู้ของเด็กได้ท้ังสิ้น บางครั้งเด็กอาจจะ
เลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ แสดงออกให้เห็นจากการเล่น ดังน้ันผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและ
ครูจึงควรจัดสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อต่อลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก ด้วยการจัดสิ่งของเคร่ืองใช้ต่าง ๆ

10

ให้เด็กได้เลียนแบบ ซ่ึงอาจเป็นของจริงก็ได้แต่พฤติกรรมท่ีเด็กลอกเลียนแบบน้ันในบางคร้ังอาจเป็น
พฤติกรรมไม่เหมาะสมก็ได้ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจะต้องคอยควบคุมและปรับพฤติกรรม
เหล่านัน้ ให้เปน็ พฤติกรรมท่ีเหมาะสมด้วย

2.3.2 เรยี นรโู้ ดยผ่านความสนใจที่มีตอ่ ส่ิงต่าง ๆ เนอื่ งจากบุคคลจะเรียนรู้สิ่งใดต่อเม่ือบุคคล
มีความสนใจในสิ่งนั้น ๆ ซงึ่ เดก็ ปฐมวัยจะมวี ธิ กี ารเรียนรูโ้ ดยผา่ นความสนใจดังน้ี

1. เด็กมีความสนใจต่อส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่แวดล้อมตนเอง ซ่ึงเป็นธรรมชาติของเด็กอยู่แล้ว
โดยเฉพาะ ถ้าหากสิ่งของหรือวัตถุใดน่าสนใจ สะดุดตา เร้าความสนใจให้เด็กเข้าใกล้และต้องการจะ
ศึกษา ดังนั้นผู้ท่ีเกี่ยวข้อง พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูจึงควรจะสนับสนุนให้เด็กมีความสนใจใคร่รู้ต่อสิ่ง
ตา่ งๆ ที่อยูแ่ วดลอ้ ม เชน่ การหาวตั ถขุ องท่สี ะดุดตา ทมี่ เี สียง เคล่อื นไหวได้ถอดออกใส่เข้าไปใหม่ได้ให้
เดก็ เล่นส่งิ เหลา่ นจี้ ะทาํ ใหเ้ ดก็ สนใจใครร่ ู้และค้นหาวธิ ีทาํ งานของวตั ถุตา่ งๆ เหล่านนั้ เป็นตน้

2. เด็กมีความสนใจในประสบการณ์หลาย ๆ อย่างท่ีจัดให้เช่น การหาวัสดุเคร่ืองใช้และของ
เล่นทเี่ หมาะสมกบั วยั ให้เด็กไดเ้ ลน่ การทพี่ อ่ แม่ดูโทรทัศน์กับลกู โดยเลอื กรายการท่ีดีการตอบคําถามที่
เด็กสนใจใคร่รู้การหาหนังสือที่มีคุณค่าให้ลูกได้อ่านหรือดูรูปภาพ การพาลูกไปเท่ียวในสถานท่ี
นา่ สนใจตา่ ง ๆ เชน่ สวนสตั วว์ นอทุ ยาน อุทยานประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยขยาย
ประสบการณ์ของเด็กใหก้ ว้างขวางยิง่ ข้ึน

3. เด็กมีความสนใจในคําถามท่ีกระตุ้นให้เด็กคิดหาคําตอบ การตอบคําถามของเด็กเป็นส่ิงท่ี
พึงกระทาํ แต่ในบางครั้งผู้ใหญอ่ าจจะตงั้ คําถามเพื่อให้เด็กพยายามค้นหาคําตอบที่พอจะค้นหาได้ด้วย
คําถามท่ีเหมาะสมไม่ยากเกินวัย จะทําให้เด็กได้รู้จักสังเกตและหาข้อเสนอหรือข้อคําตอบต่าง ๆ มา
ตอบคาํ ถามเหล่านั้น อนั จะนาํ ไปส่กู ารเรียนรขู้ องเด็กได้อีกทางหนงึ่

4. เด็กมีความสนใจในคําอธิบายและข้อเสนอแนะ ด้วยเหตุท่ีเด็กยังมีประสบการณ์น้อยการ
ทํากิจกรรมบางอย่างหรือการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาคําตอบด้วยตนเองเป็นสิ่งท่ีดีแต่ในบางครั้ง
หากเดก็ ทดลองแล้วหลายครั้งยังไม่ประสบความสําเร็จ การแนะนําให้คําอธิบายบ้างจากผู้ใหญ่ จะทํา
ให้เดก็ เกิดการเรียนรูแ้ ละทาํ ส่ิงต่าง ๆ ไดด้ ีขน้ึ การประสบความสําเรจ็ ในการทํางานตา่ ง ๆ นอกจากจะ
ทําให้เกิดการเรียนรู้แล้ว ในทางจิตวิทยาเด็กจะเกิดความเช่ือมั่นในตนเองกล้าที่จะคิดค้นและหาทาง
แกป้ ัญหาด้วยตนเอง และมีความภาคภมู ิใจในผลงานของตน

11

5. เดก็ มคี วามสนใจในเกมที่มีรางวลั ซึง่ จะช่วยทาํ ให้เดก็ มสี มาธใิ นการตงั้ ใจเรยี นรู้มากขึ้นแต่ผู้
ทเี่ ก่ียวขอ้ งจะต้องคํานึงความเหมาะสมในการสนับสนุนให้เดก็ ไปรว่ มเล่นเกมดงั กลา่ ว เพราะอาจจะทํา
ใหเ้ ด็กมีนสิ ัยกา้ วร้าว เพราะมุ่งหวงั แต่ชัยชนะเพอ่ื รางวัลกไ็ ด้

2.3.3 เรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติและการเล่น ด้วยเหตุท่ีเด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงที่กําลัง
ซกุ ซน ไม่อย่นู ่งิ เฉย ดงั น้นั การที่เด็กได้ลงมือกระทํากิจกรรมต่าง ๆ รวมท้ังการเล่น ก็เป็นวธิหนึ่งท่ีทํา
ใหเ้ ด็กเกิดการเรียนร้ไู ด้ซง่ึ แบ่งออกเป็น

1. เด็กเรียนรู้จากการกระทําซ้ํา ๆ หรือเลียนแบบ เช่น การต่อภาพตัดต่อในคร้ังแรกเด็ก
อาจจะทําด้วยความย่งุ ยากและเสยี เวลามากในการค้นหาชิ้นส่วนที่เหมาะสม แต่ถ้าทําซํ้า ๆ กับเด็กจะ
ทําใหร้ วดเร็วขึน้ และสามารถนาํ ไปสกู่ ารเล่นการตดั ตอ่ ท่ียากข้นึ เป็นตน้

2. เด็กเรียนรู้จากการสํารวจ สัมผัส ค้นคว้า เปรียบเทียบ และหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
เช่น การเลน่ เคร่ืองเลน่ ตา่ ง ๆ เด็กจะเกิดความเข้าใจและสามารถสังเกตเปรียบเทียบได้ด้วยการลงมือ
เลน่ ดว้ ยตนเอง เป็นต้น

3. เด็กเรียนรู้จากการได้ลงมือปฏิบัติการท่ีเด็กได้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาจะนําไปสู่
การแก้ปัญหาอื่น ๆ ในภายหน้า โดยเด็กจะทบทวนประสบการณ์ท่ีผ่านมาเพ่ือนํามาสู่การแก้ปัญหา
เฉพาะหน้า ดังน้ัน ผู้ที่เกี่ยวข้องท้ังพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ได้ลงมือ
ปฏบิ ัติสงิ่ ต่าง ๆ ด้วยตนเอง

2.3.4 เรียนรู้โดยผ่านสิ่งท่ีตนเองได้รับ ส่ิงท่ีเด็กได้รับประสบการณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดีไม่ว่าจะ
เป็นความพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม จะทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้เสมอ ถ้าเป็นประสบการณ์ท่ีเด็กพึง
พอใจก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และเด็กจะทําในส่ิงนั้นอีก แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจเด็กจะ
หลกี เลย่ี งสิง่ เหลา่ นน้ั และไมท่ าํ ต่อไปอกี

2.3.5 เรียนรู้โดยผ่านความพร้อมที่จะเรียน ความพร้อมมีความสัมพันธ์กับการฝึกหัด ถ้าเรา
ฝึกหัดเมื่อเด็กพร้อมย่อมทําให้เกิดผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็กได้ปฏิบัติ
หรอื ได้สมั ผัส จะชว่ ยให้เด็กเกิดความพร้อมไดเ้ รว็ ขนึ้

ดังน้ัน พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงควรเข้าใจถึงการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก โดยเน้นเร่ือง
ของการสนับสนุนให้เด็กเกิดความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ไม่ควรบังคับให้เด็กทําการส่ิงต่างๆ ท่ีเด็ก

12

ยังไม่ได้หรือยังไม่พร้อม เพราะจะทําให้เด็กเกิดความรู้สึกคับข้องใจ และเกิดภาวะเครียดทางอารมณ์
ไดอ้ ย่างไรกต็ าม มขี ้อเสนอแนะเกี่ยวกบั ความพร้อมทีจ่ ะเรียนของเด็กปฐมวัยดงั น้ี

1. การเตรยี มและจัดหาประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เด็กจะช่วยให้เด็กมีความพร้อมท่ีจะเรียนรู้สิ่ง
ต่าง ๆ ด้วยการใหเ้ ด็กได้รับรู้ไดด้ ไู ด้สมั ผัส ฯลฯ กับส่ิงนัน้ ๆ

2. เด็กจะมีความพร้อมในการเรียนส่ิงที่ยากข้ึน และแตกต่างไปจากเดิมอีกเล็กน้อย หากเด็ก
ไดร้ ับความสาํ เรจ็ จากการเรียนรมู้ าบา้ งแลว้

บทท่ี 3
ธรรมชาติของเดก็ ปฐมวยั

3.1 ธรรมชาติดา้ นร่างกาย
เด็กในวยั อนุบาลน้ีจะเตบิ โตอยา่ งรวดเร็ว มีการเคล่ือนไหวของร่างกายท่ีแคล่วคล่องว่องไว และมักจะ

เคลอ่ื นไหวตลอดเวลา ดว้ ยเหตุน้ี พ่อแม่จะต้องเขา้ ใจเดก็ วา่ นีค่ ือธรรมชาติของเขา เพราะพ่อแม่บางคนอาจคิด
ว่า ลูกของตนเองซน อยู่ไม่ค่อยสุข แต่ความจริงแล้ว เด็กกาลังตื่นเต้นและฝึกประสบการณ์ในการเดิน การวิ่ง
และการเลน่ สงิ่ ต่าง ๆ เดก็ วยั นี้จะชอบถือของเล่นติดมือและเรียนรู้ไปพร้อมๆกับการเล่น แต่กล้ามเน้ือมือยังไม่
คล่องแคล่วเท่าที่ควร พ่อแม่จึงควรจัดหาของเล่นที่เหมาะสม ไม่อันตรายและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของ
เด็ก เดก็ ในวัยอนุบาลน้ีเร่มิ มีความรู้สึกชอบดนตรี ซง่ึ โดยมาก มกั จะชอบเครอื่ งเคาะจงั หวะดนตรี
3.2 ธรรมชาตดิ า้ นความคิด

จติ ใจและอารมณ์ เด็กในวัยอนุบาลเป็นวัยช่างคิดช่างฝัน แต่จะไม่รู้ว่า อะไรคือความจริงและอะไรคือ
ความฝนั บางเรื่องทีพ่ ่อแม่ หรือ ผู้ใหญ่คนอื่น ๆ บอกแก่เด็กหรือเล่านิทานให้เด็กฟังน้ัน เด็กจะแยกไม่ออกว่า
เรื่องใดจริง เรื่องใดไม่จริง เพราะบางเร่ืองเกิดจากความฝันหรือจินตนาการ ดังนั้น พ่อแม่ควรอธิบายให้เด็กรู้
และเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อเด็กจะได้ไม่เข้าใจผิดหรืออาจมีความกลัวเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่จิตใจและ
อารมณ์ของเด็กเอง วัยอนุบาลมักชอบฟังเรื่องซ้า ๆ เพราะอยากเป็นคนเก่ง ที่รู้ตอนจบของเร่ือง เด็กวัยน้ีมี
ความสนใจส้ันๆเพียง 5-10 นาที ดังน้ัน พ่อแม่ต้องเข้าใจเด็ก เพ่ือจะไม่รู้สึกหงุดหงิดเด็ก เมื่อเด็กขอให้เล่า
เรื่องนน้ั ๆซา้ อีก และพ่อแมก่ ็ไมค่ วรเล่าเรือ่ งหรือสอนเด็กยาวนานเกินไป

เด็กวัยอนุบาลจะรู้คาศัพท์จากัด มักจะพูดประโยคง่าย ๆ ท่ีเก่ียวกับตนเอง อยากรู้อยากเห็น ชอบ
ถาม ไม่มีความเขา้ ใจเก่ยี วกับเวลา พอ่ แมจ่ งึ ควรตอบคาถามของเดก็ ด้วยความรู้สึกยินดีและเต็มใจ พ่อแม่ต้อง
ไมแ่ สดงอาการรูส้ ึกราคาญ หรือ ดุต่อว่าเด็ก เด็ดขาด เม่ือเด็กถามคาถาม แม้ว่าจะเป็นคาถามท่ีผู้ใหญ่ไม่อยาก
ตอบหรอื เปน็ เรอ่ื งท่ีเดก็ ไมค่ วรถามก็ตามเพราะจะเป็นผลเสยี ต่อจิตใจของเด็กและการเรยี นรู้ของเด็ก

เด็กวัยน้ี มักจะมีความกลัวและตกใจง่าย มักจะกลัวความมืด กลัวคนแปลกหน้า รวมทั้ง กลัวเสียงฟ้า
ร้องฟ้าผา่ หรอื แม้กระทง้ั กลัวคาขู่จากผู้ใหญ่ ดังนน้ั ไมเ่ ป็นการสมควรอย่างยิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่จะขู่ในเรื่องท่ี
เด็กกลัว ซ่ึงพ่อแม่บางคนชอบขู่เด็กเพื่อจะเอาชนะเด็กเมื่อเด็กไม่ทาตามคาส่ังหรือด้ือกับพ่อแม่ส่ิงน้ีก็จะเป็น
ผลเสยี ทกี่ ระทบตอ่ จิตใจและอารมณ์ของเด็ก
3.3 ธรรมชาตดิ า้ นการเขา้ สงั คม

เด็กวัยน้ีเริ่มสนใจท่ีจะมีกลุ่มเพื่อน ชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆที่เป็นเด็กในวัยใกล้เคียงกันมักขี้อาย
โดยเฉพาะกับผู้ใหญท่ ไี่ มร่ ู้จกั หรอื คนแปลกหนา้ ที่มาทกั ทายชอบใหพ้ อ่ แม่และ ครสู นใจในตวั เขา วัยน้ีเด็กจะเร่ิม
เรียกร้องให้พ่อแม่หรือครูสนใจในตัวเขาโต้ตอบต่อความรักท่ีครูให้อย่างรวดเร็ว เด็กจะสัมผัสถึงความรักที่ครู
แสดงออกและสนใจตวั เขา ซง่ึ เด็กบางคนจะรกั ครแู ละเช่ือฟงั ครมู ากกวา่ เช่ือฟังพ่อแม่เสียอีก ซ่ึงเร่ืองนี้พ่อแม่ไม่

14

ควรละเลยการแสดงความรักต่อลูกของตนเองอย่างสม่าเสมอสนใจชอบช่วยเหลือ เด็กวัยนี้บางครั้งจะ
แสดงออกถงึ การชอบช่วยเหลอื เพอื่ นๆหรือพ่อแม่ เช่น อยากช่วยพ่อแมล่ ้างจานหรอื ช่วยรดนา้ ต้นไม้ เปน็ ตน้
3.4 ธรรมชาติด้านจิตวญิ ญาณ

เร่มิ โกหก เพราะลมื หรอื กลวั ถูกลงโทษ เรื่องน้พี อ่ แมม่ ักรู้อย่แู ก่ใจดี ต้องพยายามค่อย ๆ ฝึกและปรับ
พฤตกิ รรมของเด็ก แตต่ ้องสอนเด็กดว้ ยว่า การโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ดี และอย่าลงโทษเด็กรุนแรงเกินกว่าเหตุ พ่อ
แม่ต้องเขา้ ใจว่า น่ีคอื ธรรมชาติบาปท่ีมนุษย์ทุกคนเกิดมาในโลกน้ีมีท้ังนั้น แม้ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ยังรู้จักการ
โกหกแล้วเชื่อคนง่าย เด็กวัยน้ีมักจะถูกหลอกง่าย ไม่ว่าจะหลอกเรื่อง การกลัวผี หรือหลอกให้ทาอะไรเพื่อจะ
สนอง ทาตามความต้องการของผู้ใหญ่ เหตุท่ีเป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นวัยท่ีเชื่อคนง่ายน่ันเอง พ่อแม่จึงควร
ระมัดระวังลูกของตนไม่ให้คนอื่นมาหลอก และพ่อแม่ก็ไม่ควรหลอกลูกของตนเองด้วย เพราะจะกระทบต่อ
ความเชอ่ื และจิตวญิ ญาณของเดก็ เอง

เด็กวัยน้ี สามารถเข้าใจได้ว่าการอธิษฐาน คือ การพูดกับพระเจ้าพ่อแม่จึงต้องวางพื้นฐานด้านความ
เชือ่ แกเ่ ดก็ อยา่ งเหมาะสม ใหเ้ ดก็ ได้เรยี นรูค้ วามจริงเกี่ยวกับเร่ืองราวต่าง ๆ และมีความเข้าใจอย่างถูกต้องการ
ท่พี ่อแมแ่ ละครจู ะสอนและฝึกอบรมเดก็ ในวยั อนบุ าล ไมใ่ ชเ่ รือ่ งงา่ ย เพราะไม่สามารถจับเด็กมานั่งเฉยๆเพื่อฟัง
คาพูดคาสอนเหมือนเด็กโตได้ เพราะเด็กวัยน้ีมีความสนใจสั้นและชอบเล่น พวกเขาจะเรียนรู้ผ่านการเล่นเม่ือ
พ่อแม่หรือครู มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็กทั้ง 4 ด้านอย่างดีแล้ว ก็จะสามารถช่วยพัฒนา ส่งเสริม
และสอนเด็กได้อย่างถูกต้อง เพื่อจะช่วยให้เด็กเติบโตข้ึนอย่างอบอุ่นและมีความสุข ทาให้เด็กสามารถเห็น
คุณค่าของตนเอง มีชีวติ ที่สมดุลและเปน็ ผูใ้ หญ่สมบรู ณ์

เด็กปฐมวัยเป็นวัยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาด้านบุคลิกภาพมากท่ีสุด ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้เป็น
วัยอยากรู้อยากเห็น มีความสงสัยในส่ิงต่าง ๆ ชอบถามจนกว่าจะได้คาตอบท่ีชัดเจน เด็กวัยนี้เร่ิมแสดง
พฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาให้เห็น เช่น การเลียนแบบพ่อแม่ ครูและเพ่ือนในวัยเดียวกัน เด็กวัยนี้ยึดตนเองเป็น
ศูนย์กลาง ไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น จะคิดว่าส่ิงท่ีตนรับรู้คนอ่ืนก็รับรู้ด้วย มักแสดงอารมณ์
ออกมาอย่างเปิดเผยและเปล่ียนแปลงอารมณ์ได้ง่าย ๆ ดังน้ันครูหรือผู้เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กจะต้องเรียนรู้
และเขา้ ใจธรรมชาติของเดก็ เพ่อื ชว่ ยส่งเสรมิ พัฒนาบคุ ลกิ ภาพที่ดีให้กับเด็กปฐมวัย

การเล่นเป็นวิธีการเรียนรู้อย่างหน่ึงที่เป็นธรรมชาติ การศึกษาเป็นส่ิงท่ีจาเป็นสาหรับทุกคนและมี
ความสาคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับในระดับปฐมวัย ท่ีครูผู้สอนหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่าง
ใกล้ชิดเพราะมีความสาคัญต่อการพัฒนาเด็กให้เจริญเติบโต และในขณะเดียวกันก็ต้องสอนให้เด็กได้รู้จักการ
ช่วยเหลือตนเองในเรื่องง่าย ๆ ซงึ่ กไ็ ม่ง่ายเลยสาหรับเดก็ ที่อายุ 3 ขวบให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างท่ีเรา
ต้องการ และเม่ือกล่าวถึงเด็กอนุบาลแล้วก็ต้องคิดเลยไปถึงเรื่องการเล่นเพราะเป็นส่ิงท่ีคู่กับเด็กได้เป็นอย่างดี
แต่ก็มผี ู้ปกครองหลายทา่ นที่ไม่ยอมใหล้ กู ได้เลน่ โดยเฉพาะเวลาทล่ี ูกมาโรงเรยี นกม็ กั จะมีคาถามว่า “วันนี้เรียน
อะไรบ้าง” “อ่านหนังสือได้หรือยัง” “แล้ววันนี้มีการบ้านไหม” คาถามพวกนี้ดิฉันมักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ โดย
บางคร้งั ผ้ปู กครองอาจลมื คดิ ไปว่าการเลน่ กส็ ามารถทาใหเ้ ดก็ เกิดการเรียนรู้ได้เชน่ เดียวกัน

15

การเลน่ ของเดก็ เปน็ กิจกรรมหรอื การกระทาท่ีให้ความสนกุ สนานเพลดิ เพลินแก่เด็กโดยไม่คานึงถึงผล
ทเ่ี กิดขึ้น เป็นวธิ กี ารเรียนรู้อย่างหนึ่งที่เป็นธรรมชาติ การเล่นมีความสาคัญอย่างย่ิงต่อชีวิตเด็ก เพราะการเล่น
เป็นสัญลักษณ์ของการถ่ายทอดประสบการณ์เด็กซ่ึงเป็นการตอบสนองความต้องการของ เด็กในปัจจุบัน และ
ถ่ายโยงประสบการณ์นไ้ี ปยังอนาคตของเด็ก การเลน่ ของเดก็ เป็นส่ิงท่เี กดิ ขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับ เด็กต้องการ
เลน่ อยตู่ ลอดเวลา โดยไม่กาหนดเวลา และเด็กมคี วามสขุ เม่ือได้เล่น และเด็กมีความสุขเมื่อต้องได้เล่น การเล่น
ของเด็กที่แท้จริงต้องเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอย่างอิสระท้ังทางกาย ทางความคิดและทางสังคม นอกจากน้ีการ
เล่นยังเป็นการแสวงหาความเพลิดเพลินจากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ ถ้าการเล่นน้ันน่าสนใจ
และน่าสนกุ ก็จะเป็นการกระตนุ้ ให้ติดตามโดยไม่ต้องใชค้ วามพยายามใดเลย

1

บทท่ี 4
สรุป

การเรียนรู้ (Learning) หมายถงึ การเปล่ียนแปลงและปรับปรงุ พฤตกิ รรมเพอ่ื ตอบสนองต่อ
สถานการณท์ ีไ่ ด้รบั การเรยี นรู้จะเกิดขน้ึ เมื่อมกี ารเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได้องค์ประกอบท่จี ะ
กอ่ ให้เกิดการเรียนรู้ไดแ้ ก่ วุฒภิ าวะและความพร้อม ซึ่งเปน็ การเปลีย่ นแปลงทางด้านร่างกายและ
ความสามารถทีจ่ ะทาํ สิง่ หน่งึ สิ่งใด

การเรียนรู้ทาํ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมโดยอาศัยประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ีได้รับ มนุษย์
จะเริ่มเรียนรู้ต้ังแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ และการเรียนรู้เป็นส่ิงสําคัญยิ่งต่อพัฒนาการของแต่ละบุคคล
เพราะการเรียนรู้จะทําให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต เพื่อให้สามารถ
ดํารงชีวิตอยู่ได้ดังน้ันการเรียนรู้จึงช่วยให้บุคคลสามารถปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์
เพ่อื เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมนี้จะทําให้บุคคลเผชิญกับสภาพการณ์ชนิด
เดียวกันในครั้งต่อมาด้วยพฤติกรรมท่ีแตกต่างไปจากเดิม การเรียนรู้จึงมีขอบเขตกว้างขวางและเป็น
กระบวนการที่บคุ คลจะต้องนาํ มาใชเ้ พื่อพัฒนาตนเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า บุคลิกภาพของบุคคลเป็นผล
ที่เกิดมาจากการเรียนรู้เกือบท้ังสิ้น เพราะการพัฒนาบุคลิกภาพทุกด้านของบคุคลเกิดมาจากการ
เรียนรู้ของแต่ละบุคคล การเรียนรู้มิได้เกิดข้ึนเฉพาะในห้องเรียนเท่าน้ัน แต่บุคคลจะเรียนรู้จาก
ส่ิงแวดลอ้ มรอบตัวน่นั เอง

เดก็ ตั้งแต่แรกเกิดจะรบั รสู้ ง่ิ ต่าง ๆ โดยผา่ นประสาทสัมผัสท้ังห้า เม่ือเด็กเรม่ิ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ
ได้ยินเสียงไข่คว้าส่ิงของ รับรูร้ ส รบั รู้กล่นิ และการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัส จะทําให้เด็กเกิด
ประสบการณ์และการเรียนรู้จึงอาจกล่าวได้ว่าการเรียนรู้ของเด็กจึงต้องอาศัยการท่ีเด็กได้รับ
ประสบการณ์ตรงอันจะนําไปสู่การรับรู้และความเข้าใจ ดังน้ันผู้ท่ีเกี่ยวข้อง พ่อแม่ ผู้ปกครองและครู
จึงควรพจิ ารณาการจัดกิจกรรมเพือ่ ส่งเสริมการเรียนให้เกดิ ขนึ้ แกเ่ ดก็

บรรณานุกรม

“ธรรมชาตขิ องเดก็ ปฐมวัย,” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://www.rnrnewlife.com, ม.ป.ป.
[สืบคน้ เมอ่ื 7 สิงหาคม 2564].

“ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: http://wanrak.blogspot.com
/2008/01/blog-post_21.html?m=1, 2551. [สบื คน้ เม่อื 7 สิงหาคม 2564].

“เดก็ ปฐมวัย,” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ไดจ้ าก: https://www.mahidolclinic.com, ม.ป.ป.
[สบื คน้ เมอ่ื 7 สงิ หาคม 2564].

“ความหมายของการเรยี นรู้,” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ได้จาก: https://sites.google.com/site/
giftindependent/hlak-kar/hlak-kar-reiyn-ru, ม.ป.ป. [สบื คน้ เม่ือ 7 สงิ หาคม
2564].

“ความหมายของการเรยี นรู้,” [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก: https://www.baanjomyut.com
/library2/ psychologyoflearning/01.html, 2560. [สบื ค้นเมอื่ 7 สิงหาคม 2564].

จติ ตาภรณ์ อินวนั . “ประเภทของการเรยี นรู้,” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก: https://sites.google.
com/site/jinymayong/hlak-kar/hlak-ar-reiyn-ru, 2555. [สบื ค้นเมื่อ 7 สิงหาคม
2564].

“การเรียนรูข้ องเด็กปฐมวยั ,” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ ได้จาก: http://elearning.psru.ac.th/
courses, ม.ป.ป. [สบื คน้ เม่ือ 7 สิงหาคม 2564].

“การเรยี นร้ขู องเด็กปฐมวัย,” [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ได้จาก: https://www.kidactiveplay.com,
ม.ป.ป. [สบื ค้นเมอ่ื 7 สงิ หาคม 2564].

“การเรยี นร้ขู องเด็กปฐมวยั ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.ptcn.ac.th/ebook/pdf,
2557. [สบื ค้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2564].

“ประโยชนข์ องการเรียนรู้,” [ออนไลน]์ . เข้าถงึ ไดจ้ าก: https://th.momkidzone.com/
importance -benefits-early-childhood-education, ม.ป.ป. [สบื คน้ เมอื่ 7
สงิ หาคม 2564].


Click to View FlipBook Version