The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 กรุงเทพมหานคร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thip Chatthip, 2022-07-13 00:32:40

ผลงานนวัตกรรม สำนักอนามัย 2565

ผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 กรุงเทพมหานคร

ชื่อนวตั กรรม กุญแจลอ็ คตูเ้ ย็นวัคซนี ปิดสนิท ศบส. 34 โพธศิ์ รี
นวัตกรรมดา้ น สิง่ ประดษิ ฐ์ (Product)
ผูพ้ ัฒนานวัตกรรม

นายไพศาล ศกั ดศ์ิ รสี กุลชยั
ศูนยบ์ ริการสารธารณสุข 34 โพธศ์ิ รี สำนักอนามยั กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ 02-331-9438 โทรสาร 02-331-9438 E-mail: [email protected]

ทมี่ าและแรงบนั ดาลใจในการจัดทำผลงาน
เนื่องจากเกดิ ปัญหาประตูต้เู ย็นวัคซีนปิดไมส่ นิท เปิดออกไม่มีใครเหน็ อาจเกิดจากการเปิดตู้เย็น

แล้วหยิบวัคซีนออกไปไม่ได้บอกกล่าวและอาจลืมปิดตู้เย็นให้สนิททำให้อุณหภูมิของตู้เย็นรั่วไหล เป็นปัญหา
ใหญ่อาจทำให้วัคซีนทั้งหมดเสียหายรวมทั้งตู้เย็นด้วย ซึ่งมูลค่าความเสียหายนับแสนบาท เพื่อแก้ปัญหาจึงได้
คิดวิธีล็อคตู้เย็นโดยใช้กุญแจล็อคตู้เย็นให้ปิดสนิท ซึ่งพัฒนามาจากกุญแจที่ใช้ป้องกันเด็กเล็กเปิดตู้เอง
ตดิ ต้ังง่าย ราคาถกู ยอ่ มเยา
แนวคิดการพฒั นา

ได้แนวคิดมาจากกุญแจล็อคตู้เย็นสำหรับป้องกันเด็กเล็กๆ มาเปิดตู้เย็นหยิบเองจึงได้ทดลอง
นำมาพัฒนาใชก้ ับตูเ้ ย็นวัคซนี เพราะราคาถูก ติดตัง้ งา่ ยและทนทาน
ตวั ชีว้ ดั /กลุ่มเป้าหมาย/วตั ถปุ ระสงค์

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเปิดตู้เย็นโดยมิได้รับอนุญาตและควบคุมอุณหภูมิตู้เย็นวัคซีนไม่ให้รั่วไหล
ทำให้การเก็บรักษาวัคซีนมีคุณภาพมาตรฐาน ครบถ้วน และตู้เย็นมีอายุการใช้งานยืนยาว สร้างความมั่นใจใน
คุณภาพของวัคซีนใหแ้ กป่ ระชาชนผู้รบั บรกิ ารได้
วธิ ีดำเนนิ การ/ขั้นตอนการพัฒนา

คน้ หากุญแจล็อคต้เู ยน็ ทตี่ ิดตงั้ ง่าย ราคาถกู และทนทาน ซึ่งเป็นร่นุ ปอ้ งกันเด็กเล็กมาเปดิ ตู้เย็นเอง
ในราคาอนั ละ 100-150 บาท ทางออนไลน์ ทมี่ ลี ูกกุญแจแยกเก็บได้

ทดลองตดิ ต้งั และเปรยี บเทียบอณุ หภมู ภิ ายในตูเ้ ย็นวา่ อยใู่ นเกณฑม์ าตรฐาน ในช่วง 3 เดอื นหรอื ไม่
งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนนิ งาน

สง่ั ซอ้ื ออนไลน์ ไดก้ ญุ แจลอ็ คตู้เยน็ ปอ้ งกนั เด็ก ราคา 127 บาท/อัน สง่ั 2 อันเพราะเปน็ ตูเ้ ย็น 2 ประตู
ระยะเวลาดำเนินการ

ระยะเวลา 3 เดือน

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 48

ผลทเี่ กิดข้ึน/ท่ปี รากฏจาการนำผลงานไปใช้
ช่วง 3 เดือน พบว่า ก่อนติดตั้งกุญแจล็อคตู้เย็น อุณหภูมิในตู้เย็นมักจะมีอุณหภูมิไม่สม่ำเสมอ

และบางครั้งประตูตู้เย็นปิดไม่สนิท อาจเกิดความเสี่ยงทำให้วัคซีนท้ังตู้เสียหายได้ ขณะที่ภายหลังติดตั้งกญุ แจ
ลอ็ คตเู้ ย็น พบวา่ อุณหภูมอิ ยใู่ นชว่ งมาตรฐาน มคี วามเย็นสม่ำเสมอและตเู้ ยน็ ปิดสนทิ
ประโยชน์/คณุ ค่าของนวัตกรรม ทง้ั ระดับบคุ ล หน่วยงาน/ชมุ ชน และประชาชน

กุญแจล็อคตู้เย็นช่วยทำให้ตู้เย็นปิดสนิท และไม่มีคนมาเปิดตู้เย็นโดยพลการทำให้วัคซีนอยู่
ครบถ้วนและอุณหภูมิในตู้เย็นไม่รั่วไหลได้มาตรฐาน กุญแจล็อคตู้เย็นวัคซีนช่วยให้การเก็บรักษาวัคซีนมี
คณุ ภาพมาตรฐาน ครบถ้วน สามารถควบคมุ อณุ หภมู ติ ู้เยน็ ไดต้ ามมาตรฐาน ท้ังในช่องแชแ่ ข็งท่ีเก็บวัคซนี OPV
รกั ษาอุณหภมู ิอยู่ในชว่ ง -15 ถึง -25 องศาเซลเซยี ส และในส่วนชอ่ งเย็นธรรมดาท่เี ก็บวัคซีน เช่น MMR , JE ,
ROTA , DTP, DTP-HB-Hib , HPV, dT , IPV , FLU และ Rabies vaccine เป็นต้น รักษาอุณหภูมิอยู่ในช่วง
2-8 องศาเซลเซยี สไดส้ ม่ำเสมอ สรา้ งความมน่ั ใจในคุณภาพวัคซีนสปู่ ระชาชนผรู้ บั บรกิ ารได้

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 49

ช่อื นวตั กรรม สบายกาย สไตลก์ ายภาพ
นวัตกรรมดา้ น ส่งิ ประดิษฐ์ (Product)
ผพู้ ัฒนานวัตกรรม

1. แพทย์หญิงหน่ึงฤทยั สรุ ตั นพรชัย
2. นางสาวสภุ าพร ศรีบญุ รอด
3. นายฐิติวจั น์ อรุณธณะชยั กุล
4. นางสาวพิมพา คงทัต
กลุ่มงานบริการสุขภาพ ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ โทรศัพท์0-2421-2147-9
โทรสาร0-2421-7823 E-mail: [email protected].

ท่มี าและแรงบันดาลใจในการจดั ทำผลงาน
เนื่องด้วยในการบำบัดรักษาผูป้ ่วยทางด้านกายภาพบำบัด ผู้มารับบริการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่

สามารถจำท่าการออกกำลงั กายได้อย่างครบถว้ นและถูกต้องเหมาะสมประกอบกบั สถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคโควิด-19 มีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้ป่วยและผู้ป่วยไม่สะดวกเข้ามารับบริการแผนกกายภาพบำบัด
ศูนย์บรกิ ารสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ ได้ตระหนกั ถึงปัญหาดังกล่าวคณะทำงานจงึ ไดจ้ ัดทำสื่อสารสนเทศ
ออนไลน์ เพอื่ ลดการสัมผสั และการติดต่อนอกจากน้ี ผปู้ ่วยและผู้ท่ีสนใจ สามารถศึกษาทบทวนความรู้เก่ียวกับ
โรคตา่ ง ๆ ทางกายภาพบำบดั ท่าออกกำลงั กายเฉพาะโรค เพ่ือทจ่ี ะปฏบิ ตั ิตอ่ เนื่องไดเ้ องท่ีบา้ น

แนวคดิ การพัฒนา (องค์ความรู้ /หลักการ/ ทฤษฎที ีใ่ ช้ประกอบการพัฒนาผลงาน)
การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นการบำบัดรักษาและฟื้นฟู โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่มีอาการต่างๆ

สามารถกลับไปใชช้ ีวติ ประจำวันได้ตามสมรรถนะของตนเองอย่างมคี ุณภาพที่สดุ หลงั จากให้การรักษาตามการ
บำบัด และฟื้นฟู ที่เหมาะสมกับโรคแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ในการใช้กล้ามเนื้อการ
เคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย จำเป็นต้องทำอยา่ งต่อเน่ืองและเหมาะสม ดังนั้นการมีสื่อความรู้ที่สามารถ
ทำให้ผู้ปว่ ย ศึกษา ทบทวน ไดเ้ องจึงเป็นการเพิ่มประสิทธภิ าพของการบำบัดรกั ษาและฟนื้ ฟู โรคทางกายภาพ ได้

ตัวชี้วัด
1) ร้อยละ 80 ของผู้รับบริการ มีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้สื่อสารสนเทศ

ออนไลน์ ประเมินจากความพึงพอใจจากผู้รับบริการ ทีม่ ารับบริการ มีความพึงพอใจระดบั มาก - มากท่ีสดุ โดย
มีสูตรคำนวณ คอื

ผรู้ ับบรกิ ารมีความพงึ พอใจระดับมาก – มากที่สดุ x 100
จำนวนผู้รบั บริการทใ่ี ชส้ ื่อสารสนเทศออนไลน์ท้งั หมด

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 50

2) รอ้ ยละ 80 ของผู้รับบรกิ าร สามารถปฏิบตั ติ ามคำแนะนำไดอ้ ย่างถกู ต้อง โดยมสี ตู รคำนวณ คอื

จำนวนผู้รบั บริการทสี่ ามารถปฏิบัติตามคำแนะนำไดอ้ ยา่ งถูกต้องx 100
จำนวนผรู้ ับบริการทใ่ี ชส้ ื่อสารสนเทศออนไลน์ท้ังหมด

กล่มุ เปา้ หมาย
ผู้รบั บรกิ าร ท่ีแผนกกายภาพบำบดั ศนู ย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอทุ ิศ

วตั ถุประสงค์
1. เพ่ือเป็นสอื่ ความรูเ้ ก่ียวกับโรคทางกายภาพบำบัดและทา่ ออกกำลงั กายเฉพาะโรค ระหว่างรอ

เขา้ รับการรักษา ระหวา่ งทำการรกั ษา และหลังการรกั ษา ทแี่ ผนกกายภาพบำบดั
2. เพื่อเป็นสื่อออนไลน์สำหรับผู้ป่วย ผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่ไม่สะดวกเข้ามารับการรักษาที่ แผนก

กายภาพบำบัด สามารถศึกษา ทบทวน ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ทางกายภาพบำบัดและท่าออกกำลังกาย
เฉพาะโรคทำให้สามารถปฏิบัตติ ่อเนื่องด้วยตนเองได้ท่บี ้าน
วธิ ีดำเนนิ การ

1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานกำหนดกลุ่มโรคเกี่ยวกับการรักษาโรคทาง
กายภาพ แบ่งเปน็ โรคระบบกลา้ มเนือ้ โรคระบบกระดูกและข้อ และโรคเกีย่ วเนือ่ งจากการทำงาน

2. ค้นคว้า ศกึ ษาขอ้ มูล รวบรวมองคค์ วามรู้ เพอ่ื เตรยี มข้อมูลในการสร้างสือ่ ออนไลน์
3. บันทึกภาพ จัดทำสอ่ื ออนไลน์ โดยใช้ โปรแกรม
การมสี ่วนรว่ ม/บทบาทของทีม
แพทย์หญิงหน่ึงฤทัย สุรตั นพรชยั กำหนดเป้าหมาย รูปแบบของสื่อออนไลน์ ขอบเขตของงาน
กายภาพบำบัด
นางสาวสุภาพร ศรบี ุญรอด ค้นคว้า ศกึ ษาข้อมลู รวบรวมองค์ความรู้เก่ียวกบั งาน
กายภาพบำบดั บันทึกภาพ จัดทำสือ่ ออนไลน์
นายฐติ วิ จั น์ อรณุ ธณะชัยกลุ คน้ ควา้ ศึกษาข้อมูล รวบรวมองค์ความรู้เกีย่ วกับงาน
กายภาพบำบัดบันทึกภาพ จดั ทำสือ่ ออนไลน์
นางสาวพิมพา คงทตั รวบรวมข้อมลู บนั ทกึ ภาพ จัดทำสอื่ ออนไลน์
งบประมาณ/แหลง่ งบประมาณดำเนนิ การ
งบประมาณ แหลง่ ทรัพยากร คอมพิวเตอร์และอนิ เตอรเ์ น็ต ในศูนย์บรกิ ารสาธารณสขุ 48 นาค
วัชระอุทศิ

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามยั ปี 2565 51

ระยะเวลาดำเนนิ งาน ระยะเวลาการดำเนินงาน

การดำเนนิ งาน กุมภาพันธพ์ .ศ. 2564 มีนาคม พ.ศ. 2564

1. ประชมุ และกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน สัปดาหท์ ่ี 1 สปั ดาหท์ ่ี 2 สัปดาหท์ ่ี 3 สปั ดาห์ท่ี 4 สปั ดาหท์ ่ี สัปดาหท์ ี่
2. กำหนดกลุ่มโรคทางกายภาพบำบัดท่ีใชใ้ นการทำ 1-2 3-4
ฐานขอ้ มูล
3. กำหนดรปู แบบของสอื่ ออนไลน์ทจ่ี ะทำข้นึ
4. รวบรวมรายละเอียดการรักษา ฟื้นฟู เฉพาะโรค
5. คน้ ควา้ ข้อมูล ทา่ ทาง รปู แบบ การบรหิ าร/ออกกำลงั
ในกลมุ่ โรคต่างๆ
6. บันทึกภาพในแต่ละกิจกรรม
7. จดั ทำในรปู แบบสื่อออนไลน์
8. เปดิ ให้ใชง้ านสอื่ ออนไลน์
9. ประเมนิ ผลการใช้ส่อื ออนไลน์ จากความพึงพอใจ
และ ความสามารถในการปฏบิ ตั ิตาม ได้อย่างถูกต้อง
10. สรุปผลการดำเนินงาน เพ่ือนำไปปรบั ปรุงพฒั นา
งาน ใหม้ ีคุณภาพและผรู้ ับบริการพงึ พอใจ

ผลทีเ่ กดิ ข้นึ /ท่ปี รากฏจากการนำผลงานไปใช้
1. ได้สอ่ื ออนไลน์ ที่สามารถใช้สำหรบั ผปู้ ว่ ยโรคทางด้านกายภาพบำบัด
2. ผู้ใชง้ านสื่อออนไลน์ เกดิ ความพึงพอใจในการใชง้ านคดิ เปน็ ร้อยละ 80
3. ผู้รบั บริการสามารถใชส้ อื่ ออนไลน์ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง คดิ เป็นรอ้ ยละ 80

ประโยชน์/คณุ คา่ ของนวตั กรรม
1. ลดการหลงลมื ทา่ บริหาร ออกกำลังกาย และ ชว่ ยทบทวนท่าออกกำลงั กายให้แก่ผูป้ ว่ ย
2. ลดการสัมผสั และติดตอ่ ซ่งึ หนา้ เน่ืองด้วยสถานการณ์โรคโควิด-19
3. มีระบบสารสนเทศท่ที ำให้ผูป้ ว่ ยได้รบั ความรเู้ ก่ียวกับโรคทางกายภาพบำบัดและท่าออกกำลัง

กาย และสามารถนำไปใช้ทบทวน ไดอ้ ย่างสะดวกและเห็นภาพได้ชัดเจนมากข้นึ

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนักอนามัย ปี 2565 52

ข้อเสนอในการพฒั นาตอ่ ยอด
ในอนาคตอาจมีการปรับเพิ่มเนื้อหาของเรื่องการดูแลรักษาโรคทางด้านกายภาพบำบัด ใน

รูปแบบสอื่ ออนไลน์ ตอ่ ไป

QR Code
สบายกาย สไตล์กายภาพ

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 53

ช่อื นวตั กรรม Kidney Pharma Care :

Application “แนวทางการปรับขนาดยาในผูป้ ว่ ยโรคไม่ติดตอ่ เร้อื รัง (NCD)”

นวตั กรรมดา้ น สง่ิ ประดษิ ฐ์ (Product)

ผ้พู ฒั นานวตั กรรม

1. แพทย์หญงิ หนึ่งฤทยั สุรตั นพรชยั นายแพทย์ชำนาญการ

2. เภสชั กรหญิงภัทรวดี ภธู นร่งุ เพชร เภสชั กรชำนาญการพเิ ศษ

3. นายพลาธร เลิกดี เจ้าพนักงานเภสัชกรรมปฏบิ ัตงิ าน

กลมุ่ งานบริการสุขภาพ ศนู ย์บรกิ ารสาธารณสขุ 48 นาควัชระอุทิศ โทรศัพท์ 02-421-2147-9

โทรสาร 02-421-7823 E-mail: [email protected] .

ที่มาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน
การให้บริการด่านหน้าของศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งมีผู้รับมาบริการส่วนใหญ่เป็นผู้ปว่ ยโรคไม่

ติดต่อเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และ โรคไต
เป็นต้น ในปีงบประมาณ 2563 ผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องเรื้อรังมารับบริการที่ศูนย์บริการ
สาธารณสุข 48 นาควัชระอทุ ิศ เพิ่มมากขึน้ คิดเป็นรอ้ ยละ 17.27 ของผ้ปู ว่ ยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังทั้งหมด อีกท้ัง
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีผลกระทบต่อการขจัดยาออกจากร่างกายทางไต ซึ่งส่งผลให้การขจัดยาบางชนิดออกจา ก
ร่างกายเปลี่ยนแปลงไป จึงนำไปสู่การไมไ่ ด้รับผลการรักษาตามตอ้ งการ และการเกิดอาการไมพ่ ึงประสงค์จาก
การใช้ยาได้ ดังนั้นจึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อม ช่วยลดอุบัติการณ์ และป้องกัน
การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ทีมงานได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้จัดทำแนว
ทางการปรับขนาดยา ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องที่แตกต่างกันไป เพื่อสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย
และถูกตอ้ ง เดมิ แพทยห์ ญงิ หนึ่งฤทยั สรุ ัตนพรชยั ไดร้ วบรวมขอ้ มูล จัดทำเปน็ ตาราง Excel แตเ่ พื่อใหส้ ามารถ
ใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ ทีมงานจึงได้สร้างเป็น
แอพพลเิ คชั่นข้ึนมา ให้สามารถเปิดใช้งานได้ท้ังในคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เพ่ือค้นข้อมูลเกี่ยวกับขนาด
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคความดนั โลหิตสงู (Hypertension) โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และโรคไขมัน
ในหลอดเลือด (Dyslipidemia) ซง่ึ มคี ำแนะนำในการปรบั ขนาดยาตามคา่ eGFR

แนวคิดการพัฒนา
โรคไตเรื้อรัง ( Chronic kidney disease : CKD ) เป็นปัญหาสาธารณสขุ ของโลก มีค่าใช้จ่ายใน

การดูแลที่มีมูลค่าสูง การเปลี่ยนแปลงของโรคจะเร็วหรือช้านั้น ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายและ
ปจั จยั ทีม่ ีผลตอ่ อตั รากรองของเสียของไต (GFR) อาทเิ ชน่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ปริมาณโปรตีนท่ี
รั่วในปัสสาวะ หากแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมกับ ระดับ
ความรุนแรงของโรค จะสามารถชะลอความเสื่อมของไตออกไปได้ และเป็นการลดอัตราเสียชีวิตของผู้ป่วย
ดังนั้น การที่ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรคไต จึงจะสามารถช่วย
ชะลอความเส่ือมของไต

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนักอนามยั ปี 2565 54

ตวั ชี้วัด
1. ร้อยละ 80 ของแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ

เรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้แอพพลิเคชั่น “Kidney
Pharma Care” ประเมินจากความพึงพอใจจากแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหบ้ ริการผู้ป่วย
โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความพึงพอใจระดับมาก - มากที่สุด ในการใช้แอพพลิเคชั่น
“Kidney Pharma Care” โดยมสี ตู รคำนวณ คือ

จำนวนแพทย์ เภสชั กร และบคุ ลากรทางการแพทย์มีความพงึ พอใจระดับมาก – มากทสี่ ดุ x 100
จำนวนแพทย์ เภสชั กร และบคุ ลากรทางการแพทย์ท่ีใช้แอพพลิเคชั่นทั้งหมด

2. ร้อยละ 100 ของผู้ป่วยโรคไมต่ ิดต่อเร้ือรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมีความปลอดภัยจากการ
ใช้ยาประเมินจากอัตราการเกิด Serious ADR จากรายการยาที่ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มีภาวะแทรกซ้อน
ทางไต เท่ากับ 0 และอัตราความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรง ระดับ D ขึ้นไป เท่ากับ 0 โดยมีสูตร
คำนวณ คือ

จำนวนผูป้ ว่ ยโรคไมต่ ดิ ตอ่ เร้ือรังที่มภี าวะแทรกซอ้ นทางไตที่มคี วามปลอดภัยจากการใชย้ า x 100
จำนวนผูป้ ว่ ยโรคไม่ตดิ ตอ่ เร้ือรังที่มภี าวะแทรกซ้อนทางไตทงั้ หมด

หมายเหตุ : ความคลาดเคลื่อน ระดับ D หมายถึง ความคลาดเคล่ือนเกิดข้นึ และทำให้จำเป็นต้อง
เรม่ิ การเฝา้ ตดิ ตามดูแลผูป้ ่วยแต่ไมเ่ กิดอนั ตรายตอ่ ผปู้ ่วย
กลุ่มเป้าหมาย

แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ท่ีให้บริการผ้ปู ่วยโรคไม่ติดต่อเรือ้ รังทมี่ ีภาวะแทรกซ้อนทางไต
วตั ถปุ ระสงค์

1. เพ่อื สบื คน้ ข้อมูลเกย่ี วกับการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรงั ที่มีภาวะแทรกซ้อนทาง
ไตของแพทย์ เภสชั กร และบคุ ลากรทางการแพทย์ไดร้ ับความสะดวก รวดเรว็

2. เพื่อปรับขนาดยาให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตได้รับยาในขนาดที่
ถกู ต้อง และปลอดภัยจากการใชย้ า

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนักอนามัย ปี 2565 55

วิธีดำเนินการ
1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน
- กำหนดกลุ่มยาท่ีใช้ในการทำฐานข้อมูล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มโรค คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการ

รักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) กลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และกลุ่ม
ยาที่ใช้รักษาโรคไขมันในหลอดเลือด (Dyslipidemia) โดยอ้างอิงตามบัญชียาของสำนักอนามัย
กรุงเทพมหานคร

- กำหนดรูปแบบหนา้ ตา่ งของแอพพลิเคชัน่ ที่จะทำขน้ึ
2. รวบรวมรายการยาที่ใช้รักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามรายการในบัญชียาของสำนักอนามัย
กรุงเทพมหานคร แบ่งเปน็

- กลมุ่ ยาทใ่ี ช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสงู (Hypertension) 21 รายการ
- กลมุ่ ยาทีใ่ ชร้ กั ษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) 10 รายการ
- กลุ่มยาท่ีใชร้ กั ษาโรคไขมันในหลอดเลือด (Dyslipidemia) 7 รายการ
3. ค้นคว้าข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้ยา แล้วบันทึก
ขอ้ มูลลงใน Google Sheet เพอ่ื เตรียมขอ้ มูลในการสร้างแอพพลเิ คชัน่
4. จัดทำแอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care” ด้วยข้อมูลที่บันทึกไว้ใน Google Sheet
ผา่ นเวบ็ ไซด์ www:glideapps.com

การมสี ว่ นร่วม/ บทบาทของทมี
แพทย์หญิงหนึ่งฤทัย สุรัตนพรชัย กำหนดกลุ่มยาที่ใช้ในการทำฐานข้อมูล รวบรวมรายการยา

ค้นคว้าข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มโรค คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา
โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) กลุ่มยาที่ใชร้ ักษาโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และกลุ่มยาที่ใช้
รักษาโรคไขมันในหลอดเลอื ด (Dyslipidemia)

เภสัชกรภัทรวดี ภูธนรุ่งเพชร ตรวจสอบข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควร
ระวงั จากการใชย้ า ตามรายการในบญั ชยี าของสำนกั อนามัย กรุงเทพมหานคร

นายพลาธร เลิกดี บันทึกข้อมูลขนาดยา การปรับขนาดยาตามค่า eGFR ข้อควรระวังจากการใช้
ยาลงใน Google Sheetจัดทำแอพพลิเคชนั่ “Kidney Pharma Care” ผา่ น เวบ็ ไซด์ www:glideapps.com
งบประมาณ/ แหล่งงบประมาณดำเนินการ

งบประมาณ แหลง่ ทรัพยากร คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ในศูนย์บริการสาธารณสขุ 48
นาควชั ระอุทิศ

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 56

ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนนิ งาน

การดำเนินงาน กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2564 มีนาคม พ.ศ. 2564

1. ประชุมและกำหนดกรอบแนวทางการดำเนนิ งาน สัปดาห์ที่ 1 สปั ดาห์ท่ี 2 สัปดาหท์ ี่ 3 สปั ดาห์ที่ 4 สปั ดาหท์ ่ี 1 สปั ดาห์ท่ี 2

2. กำหนดกล่มุ ยาที่ใช้ในการทำฐานข้อมลู

3. กำหนดรปู แบบหนา้ ต่างของแอพพลิเคช่ันท่ีจะทำข้ึน

4. รวบรวมรายการยาทีใ่ ช้รกั ษาโรคไม่ติดตอ่ เร้ือรัง
5. คน้ ควา้ ข้อมลู ขนาดยา การปรบั ขนาดยาตามค่า

eGFR ข้อควรระวงั จากการใช้ยา
6. บนั ทึกข้อมลู ขนาดยา การปรับขนาดยาตามคา่ eGFR

ขอ้ ควรระวงั จากการใช้ยา ลงใน Google Sheet
7. จดั ทำแอพพลิเคชั่น “Kidney Pharma Care”

8. เปิดให้ใชง้ านแอพพลิเคชัน่

9. ประเมินผลจากอัตราการเกดิ Serious ADR จาก
รายการยาที่ผ้ปู ่วยโรคไมต่ ิดตอ่ เร้ือรังไดร้ ับ

10. ประเมินความพงึ พอใจในการใช้แอพพลเิ คช่นั จาก
แพทย์ เภสชั กร และบคุ ลากรทางการแพทย์

ผลทีเ่ กิดข้นึ / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้
1. ได้แอพพลิเคชั่นที่ใช้สำหรับค้นหาข้อมูลในการปรับขนาดยาตามค่า eGFR ในผู้ป่วยโรคไม่

ติดตอ่ เร้อื รัง (NCD) ซึ่งทำใหเ้ กดิ ความสะดวก รวดเรว็ ทนั สมัย ดังรปู ตัวอยา่ ง

 Download Application :
“Kidney Pharma Care”

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามยั ปี 2565 57

ผลทเ่ี กดิ ข้นึ / ท่ีปรากฏจากการนำผลงานไปใช้ (ต่อ)
2. ผู้ใชง้ านแอพพลิเคชนั่ เกิดความพึงพอใจในการใชง้ านคดิ เป็นรอ้ ยละ 100
3. จากการเกบ็ ขอ้ มูลอตั ราการเกิด Serious ADR จากรายการยาทผ่ี ู้ปว่ ยโรคไม่ตดิ ต่อเรื้อรัง ท่มี ี

ภาวะแทรก ซ้อนทางไต เท่ากับ 0 และอัตราความคลาดเคลื่อนทางยาที่มีความรุนแรง ระดับ D ข้ึนไป เทา่ กบั 0
ประโยชน/์ คุณคา่ ของนวัตกรรม

1. แพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทยไ์ ดร้ ับความสะดวก รวดเรว็ ถูกตอ้ งในการสบื คน้ ข้อมูล
2. มีระบบสารสนเทศ ที่ใช้สำหรับสืบค้นข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรค ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
3. เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องเหมาะสมกับ
ระดับการทำงานของไต เพ่อื ช่วยชะลอความเส่อื มของไต และเพ่มิ ความปลอดภัยจากการใช้ยา
ข้อเสนอในการพัฒนาต่อยอด
ในอนาคตอาจมีการปรับเพิ่มเนื้อหาของเรื่องการรับประทานยาสมุนไพร และโภชนบำบัดใน
ผ้ปู ่วยโรคไมต่ ดิ ต่อเรอื้ รังท่ีมภี าวะแทรกซอ้ นทางไต ลงในแอพพลิเคช่นั ต่อไป

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนกั อนามัย ปี 2565 58

ชอ่ื นวตั กรรม ปีศาจแสนกล เปล่ียนคน เปลีย่ นใจ
นวัตกรรมด้าน ส่ิงประดิษฐ์ (Product)
ผ้พู ฒั นานวัตกรรม

นางสาวตฤณภัทร เหลอื ช่งั นักสงั คมสงเคราะห์ชำนาญการ
กลุ่มงานบรกิ ารสุขภาพ ศนู ยบ์ รกิ ารสาธารณสุข 65 รักษาศขุ บางบอน โทรศัพท์ 02 453 0526 ตอ่ 304
โทรสาร 02 453 0632 E-mail: [email protected]

ท่ีมาและแรงบันดาลใจในการจัดทำผลงาน
สภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงระดับต้นๆของประเทศ

ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนในการใช้ชีวิตในสังคม และชุมชนเป็นอย่างมาก จากสถิติอายุ
ของผู้ที่ใช้ยาและสารเสพติดครัง้ แรก พบว่า เริ่มมีแนวโนม้ อายุลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะชุมชนและสถานศึกษา
ในเขตกรงุ เทพมหานครเปน็ แหลง่ แพร่ระบาดทจ่ี ำเป็นต้องได้รบั การแกไ้ ขอยา่ งเร่งดว่ น

กรุงเทพมหานครได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและ
เยาวชนในสถานศึกษาโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เห็นชอบให้ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหาน คร
ดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนดำเนินชีวิตอย่าง
ปลอดภัย และห่างไกลจากปญั หายาเสพติด

สำนักอนามัย โดยสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติดได้ดำเนินการตามมาตรการของ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยจัดกิจกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดยาและสารเสพติด เป็นกิจกรรมที่
เน้นใหน้ กั เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม รู้คุณคา่ รา่ งกายของตนเอง ให้ความสำคญั ของอวยั วะภายในของตนเอง โดย
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้โต้ตอบ แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่งเสริมให้
ผู้เรียนกล้าคิด กล้าแสดงออก ตามคำขวัญ “รู้คุณค่าร่างกาย รู้ความหมายชีวิต” เมื่อนักเรียนรู้จักรักและหวง
แหนร่างกายของตนเอง รู้ถึงความสำคัญและคุณค่าร่างกาย นักเรียนจะไม่นำสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์เข้าสู่
ร่างกายโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ยาและสารเสพติด

ศูนย์บริการสาธารณสุข 65 รักษาศุข บางบอน ได้รับมอบหมายจากสำนักงานป้องกันและบำบดั
การติดยาเสพติด ในการจัดกิจกรรมเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดยาเสพติดในสถานศึกษาให้แก่นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีนักสงั คมสงเคราะหเ์ ป็นผรู้ บั ผิดชอบในการดำเนิน
กิจกรรม ได้มีการพัฒนารูปแบบกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรและเหมาะสมกับวัย
ของเดก็ ซึ่งใชช้ อื่ วา่ ปีศาจแสนกล เปล่ียนคน เปลยี่ นใจ

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนักอนามยั ปี 2565 59

แนวคดิ การพัฒนา
การเรยี นรู้ หมายถงึ กระบวนการท่ที ำใหค้ นเปลยี่ นแปลงพฤติกรรม ความคดิ ทศั นคตติ า่ งๆ ซง่ึ ทำ

ใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงทางดา้ นพฤตกิ รรมอยา่ งถาวร
Learning by Doing (เลิร์นนิ่ง บาย ดูอิ้ง) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สมัยใหม่ ที่เน้นให้

ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง จากการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ฝึกแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างความ
กระตอื รอื ร้นในการเรยี นรแู้ ละสรา้ งความเขา้ ใจในเนื้อหาวิชาแกผ่ ู้เรียนไดเ้ ป็นอยา่ งดี

ทฤษฎี Constructionism ผู้สอน ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกและทำกิจกรรมต่างๆที่
ผู้เรียนสนใจดว้ ย เพราะความสนใจเริม่ จากจนิ ตนาการ ทำให้อยากจะสรา้ งงานใหม่ๆของตนเองใหเ้ กดิ ข้ึนมาท่ี
นักวิชาการไทยมกั ใช้คำพูดเกไ๋ ก๋ว่า “การสรา้ งองค์ความรู้”

แนวคิดเรียนปนเล่น เล่นปนเรียน: กระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย Play-
based Learning หรือ กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มุง่ เป้าไปที่การสอน
(teaching) และการเรียนรู้ (learning) ซึ่งความหมายของคำว่า ‘เล่น’ ในที่นี้หมายถึง การเล่นอย่างอิสระ
(free play) โดยเด็กๆ เปน็ ผู้ริเร่ิมกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง (child-initiated) ตามธรรมชาติของพวกเขา หรือ
การเล่นที่ได้รับการชี้นำ (guide play) และมีครูเป็นผู้ร่วมเล่น (co-player) ในแต่ละกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งการเล่น
ทง้ั สองรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้ Play-based Learning จะสอดแทรกความรวู้ ชิ าการผ่านการสนับสนุน
จากครู กล่าวคือ ครูกระตุ้นการเรียนของเด็กๆ ตั้งคำถามผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าประสงค์
เพื่อขยายขอบเขตความคิดของพวกเขาให้กว้างไกลมากขึ้น ลักษณะหนึ่งของความเป็นเด็กคือการเล่น
(playfulness) โดยเฉพาะชว่ งปฐมวยั แล้ว การจับเดก็ เล็กใหน้ ั่งเฉยๆ เป็นชว่ั โมงเพอื่ ท่องตัวหนงั สือหรอื บวกลบ
เลขจึงเปน็ เร่อื งที่ไม่เหมาะสมกบั วัยพวกเขาสักเท่าไร เนื่องจากช่วงวยั ดงั กล่าว ‘การเลน่ ’ สง่ ผลดีต่อพัฒนาการ
ของพวกเขาแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญาหรืออารมณ์ ทั้งส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ และ
เปน็ การส่งเสรมิ ให้พวกเขาเปดิ โลกจินตนาการให้กว้างไกลไปในตวั

วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างสิง่ เรา้ กระตุ้นใหเ้ กดิ ความสนใจ ไมน่ า่ เบื่อ และมสี ่วนร่วมในกิจกรรม แสดงออกทาง

ความคดิ อยา่ งอิสระ
2. เพอ่ื ให้ได้ประสบการณ์ การเรียนรใู้ หม่ๆ ผา่ นการเล่น และการแสดงออกดว้ ยตนเอง
3. เพอื่ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ใหเ้ หมาะสมกับวัย เข้าใจง่าย ผู้เรยี นเกิดความพึงพอใจ

เป้าหมายการพฒั นา
กลุม่ นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนสังกัดกรงุ เทพมหานครทเี่ ขา้ ร่วมโครงการ

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามยั ปี 2565 60

ตวั ชี้วัด
1. นกั เรียนที่เขา้ รว่ มโครงการ มสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม รอ้ ยละ100
2. หลังจบกิจกรรม นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกด้วย

ตนเอง รอ้ ยละ 80
3. นกั เรียนทเ่ี ขา้ ร่วมโครงการ มคี วามพึงพอใจในส่ือการเรียนรู้ รอ้ ยละ 90

วิธีดำเนนิ การ/ข้ันตอนการพฒั นา
1. ขั้นเตรียมการ เตรียมวัสดุ อุปกรณ์สำหรับทำหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ และตัวปีศาจที่

เปรียบเสมือนสารเสพติด ได้แก่ แผ่นโฟม ฟิวเจอร์บอร์ด แผ่นแม่เหล็กขนาด A4 ชิ้นแม่เหล็กขนาดเล็ก
คัตเตอร์ กาว2หน้าบาง เทปกาวใส รูปภาพกราฟฟิกของอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น สมอง ปอด หัวใจ
รูปกราฟฟกิ การ์ตูนที่เปน็ ตวั เชื้อโรคหรอื ตวั ปศี าจ แผน่ พลาสตกิ เคลอื บ และเคร่ืองเคลอื บพลาสติกใส

2. ขั้นพัฒนาผลงานประดิษฐ์ นวัตกรรม ปีศาจแสนกล เปลี่ยนคน เปลี่ยนใจ ดำเนินการจัดทำ
หุ่นจำลองร่างกายและอวัยวะที่สำคัญของมนุษย์ รวมทั้งจัดทำตัวปีศาจที่เปรียบเสมอื นยาเสพติด ที่จะทำลาย
อวยั วะของรา่ งกาย

3. นำผลงานที่จัดทำ ไปใช้จริงในกลุ่มนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ตามโครงการและแผนงานท่ี
กำหนดไว้

4. ประเมนิ ผลหลังจบกจิ กรรม

การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม
พนักงานช่วยงานสังคมสงเคราะห์ และพนักงานช่วยงานด้านสาธารณสุข มีส่วนร่วมในการ

จัดเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆในการพัฒนาผลงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในการนำไปใช้สอนและดำเนินกิจกรรม
กับเดก็ นกั เรยี นทีเ่ ขา้ ร่วมโครงการ

งบประมาณ/แหล่งงบประมาณดำเนินการ
งบประมาณ ไม่เกิน 500 บาท และใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วของศูนย์บริการสาธารณสุข 65

รักษาศขุ บางบอน

ระยะเวลาดำเนนิ งาน
ปีการศึกษา 2560 – ปกี ารศกึ ษา 2563

ผลที่เกดิ ขึ้น/ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้
1. นักเรียนที่เข้ารว่ มโครงการมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม ร้อยละ 100
2. หลังจบกิจกรรมนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงออกด้วย

ตนเอง ร้อยละ 100
3. นกั เรียนท่ีเข้ารว่ มโครงการ มีความพงึ พอใจในสอื่ การเรยี นรู้ รอ้ ยละ 100

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนักอนามยั ปี 2565 61

ประโยชน์/คณุ ค่าของนวตั กรรม ทงั้ ระดับบคุ คล หน่วยงาน/ชุมชน และประชาชน
1. มสี ่ือการเรยี นร้ทู ีเ่ หมาะสมกับวยั เข้าใจง่ายและสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้จริง
2. สามารถนำไปพัฒนาใชก้ บั กลุ่มเป้าหมายอื่นและเครือขา่ ยในชุมชน

ข้อเสนอในการพัฒนาตอ่ ยอด
1. สามารถนำไปใช้กับกลุ่มอื่นๆในชุมชน เช่น กลุ่มทูบีนัมเบอร์วันในชุมชน และมีการเพิ่มเติม

เนอ้ื หาสาระที่เกี่ยวข้อง โดยนำไปใชก้ บั ผู้ตอ้ งขังในทณั ฑสถานหญิงธนบุรี รวมถึงผู้เขา้ รับการบำบดั ยาเสพติดใน
ศูนย์บรกิ ารสาธารณสุข

2. ส่งเสริม อบรม ให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขและเครือข่ายด้านการป้องกันยาเสพติด
เพอ่ื ใหน้ ำไปใช้กับเด็กและเยาวชนในชมุ ชนที่รบั ผดิ ชอบ

3. พฒั นาสื่อการเรียนรู้อน่ื ที่เชื่อมโยงกัน เพือ่ เพ่ิมประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลของกระบวนการ
สง่ เสรมิ การเรียนรู้

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 62

ชือ่ นวัตกรรม ข้อ (เทา้ ) ติดจา๋ ลาก่อน
นวัตกรรมด้าน สิง่ ประดษิ ฐ์ (Product)
ผ้พู ัฒนานวัตกรรม

นางสาวปิยะดา ใจอารีย์ นักกายภาพบำบัด
ศูนย์บริการสาธารณสขุ 67 ทววี ัฒนา โทร 02-441-4680 E-mail: [email protected]

ทมี่ าและแรงบนั ดาลใจในการจัดทำผลงาน
เนื่องจากในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home Health Care) มีหน่วยงาน

กายภาพบำบัดเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอซึ่งทำงานร่วมกันเป็นสหวิชาชีพ และจากการออกเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน
พบปญั หาคอื กลมุ่ ผปู้ ่วยติดเตียง ผู้ปว่ ยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ว่าสาเหตุเกดิ จากความชรา ภาวะสมองเสื่อม หรือ
ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่มักมีปัญหาข้อเท้าติด เมื่ออยู่ในภาวะไม่รู้สติและกล้ามเนื้ออ่อน
แรงทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถขยับรา่ งกายได้อย่างปกติ ซ่งึ มีผลต่อองศาการเคลื่อนไหวของข้อตอ่ ต่างๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในข้อเท้า ขณะเดียวกันผู้ดูแลอาจไม่ได้ฝึกหรือระวังปัญหาในส่วนนี้มากนัก จึงยิ่งทำให้เป็นปัจจัย
สนับสนุนให้เกิดปัญหาข้อเท้าติดได้ในระยะยาวจนเกิดเป็นความพิการขึ้น และหากในอนาคตภาวะโรคของ
ผปู้ ว่ ยฟ้นื ตวั ดีขน้ึ แตข่ อ้ เทา้ ไม่สามารถเคลอ่ื นไหวได้อย่างปกติจะทำให้ส่งผลต่อการยืนและเดินของผ้ปู ่วยได้

ด้วยเหตุข้างต้นทางศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา จึงได้ประดิษฐ์อุปกรณ์นีข้ ึ้น เพื่อรักษา
องศาการเคลอื่ นไหวของข้อเท้าของผูป้ ่วยให้เป็นปกติ เพือ่ ใหผ้ ู้ปว่ ยที่ไม่รสู้ ติหรือในกลมุ่ กล้ามเน้ืออ่อนแรง เม่ือ
วันหนงึ่ ที่ภาวะของโรคฟน้ื ตัวดีข้ึนในระดับท่ีสามารถทำกจิ วตั รประจำวนั ได้จะสามารถยืนเดินได้ โดยที่ไม่มีการ
จำกดั การเคล่อื นไหวของขอ้ เทา้ และลดปัญหาความพกิ ารในผู้ปว่ ยจากการที่ข้อเท้าตดิ

แนวคดิ การพฒั นา
จากงานวิจัยของ Clavet et al, 2008, ที่ศึกษาปัญหาข้อต่อติดในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาในห้องผู้ป่วย

วิกฤตของโรงพยาบาล พบว่ามผี ูป้ ว่ ย 61 คน(39%) จาก 155 คน มขี ้อตอ่ ตดิ อยา่ งน้อย 1 ขอ้ และพบว่าระยะเวลา
ในการนอนพักรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤตสัมพันธ์กบั ปัญหาข้อติด โดยหากนอนนานเป็นระยะเวลาต้ังแต่ 8 สัปดาห์
จะมคี วามเส่ยี งต่อการข้อติดมากกว่าการนอน 2-3 สัปดาห์ และพบปญั หาข้อตดิ จำนวน 212 ขอ้ จากผปู้ ว่ ย 61 คน
ในที่นพี้ บปัญหาข้อเท้าติดมากเปน็ อันดับสองรองจากข้อศอกคิดเป็น 24% และ 35.8% ตามลำดบั จากนิยามการ
เคลื่อนไหวปกติของข้อต่อรยางค์ขา ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ Musculoskeletal assessment (Joint motion and
Muscle testing) ของ Hazel M. Clarkson

ซึ่งจากตารางจะพบว่าองศาการเคลื่อนไหวปกติของข้อเท้าคือ การกระดกข้อเท้าขึ้นได้ 0-20 องศา
ในขณะท่ีการถีบปลายเท้าลง คือ 0-50 องศา

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 63

ข้อต่อ ลกั ษณะการเคล่ือนไหว องศา
ขอ้ สะโพก (Hip) งอ (Flexion)
เหยียด (Extension) 0-120
ข้อเข่า (Knee) หมุนเข้าด้านใน (Internal rotation) 0-30
ข้อเท้า (Ankle) หมุนออกด้านนอก (External rotation) 0-45
หุบ (Adduction) 0-45
กาง (Abduction) 0-30
งอ (Flexion) 0-45
เหยียด (Extension) 0-135
กระดกขอ้ เทา้ ขึ้น (Dorsiflexion) 0
ถีบปลายเทา้ ลง (Plantarflexion) 0-20
0-50

วงจรปกติของการเดิน (Normal Gait Cycle) อ้างอิงจากหนังสือ รศ.นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ, ชีวกลศาสตร์คลินิก,
หน้า 49-56.

Stance Phase เริ่มจากเท้าซ้ายก้าวขาไปข้างหน้า จังหวะที่ส้นเท้ากระทบพื้นเรียก initial
contact จากนั้นเมอ่ื ลำตวั เคล่ือนไปขา้ งหน้า เท้าซา้ ยวางแนบกับพ้นื เรยี ก Foot flat และเมื่อลำตัวเคลื่อนไป
ข้างหน้าอยู่ระดับเดียวกับข้อเท้าซ้าย เท้าซ้ายรับน้ำหนักตัวเต็มที่ เรียกระยะนี้ว่า Mid stance หลังจากนั้น
ลำตวั ยังคงเคลื่อนตวั ไปขา้ งหนา้ เร่ือยๆดึงใหส้ ้นเท้าซ้ายพ้นพ้ืน เรียก Heel off จากนั้นเข้าสู่จังหวะที่ปลายเท้า
พ้นพ้นื เรยี ก Toe off ตามลำดบั และสดุ ท้ายเท้าซา้ ยจะลอยพน้ พ้นื เขา้ สูร่ ะยะถดั ไป

Swing Phase คือจังหวะแรกที่ขาซ้ายถูกเหวี่ยงผ่านลำตัวจากข้างหลังมาข้างหน้า โดยที่ยังไม่
ผ่านลำตัว เรียก Acceleration จากนั้นจังหวะที่เท้าซ้ายเคลื่อนไหวอยู่ระดับเดียวกับลำตัวเรียก Mid swing
และเมื่อเท้าซ้ายเลยลำตัวไปข้างหน้า ขาจะถูกรั้งไม่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วและสูงเกินไป เพื่อเตรียมเข้าสู่
Stance phase เรยี กระยะน้ีวา่ Deceleration

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 64

ข้อเท้าจะกระดกขึ้นในช่วง Mid stance ซึ่งเกิดจากลำตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และเท้าที่อยู่ใต้
ลำตัวรับน้ำหนักเต็มที่ เมื่อจุดที่รับนำ้ หนักเลื่อนมาหน้าต่อข้อเท้า ข้อเท้าเกิดการกระดกขึ้น 5 องศา ข้อเข่างอ
10 องศา และข้อสะโพกงอ 10 องศา และในชว่ ง Heel off ลำตวั เลือ่ นไปขา้ งหน้ามากขึ้นทำให้ข้อเท้ากระดก
ขน้ึ 15 องศาข้อเขา่ งอ 2 องศา และขอ้ สะโพกเหยียด 13 องศา
เป้าหมายของการพฒั นา

1. เพอ่ื คงสภาพขององศาการเคล่ือนไหวของข้อเท้า
2. เพอ่ื ป้องกนั ของเทา้ ติดในผูป้ ่วย
3. เพื่อลดความเสีย่ งความพิการในผู้ป่วยจากปญั หาข้อเท้าติด
4. เพ่ือให้ผู้ดูแลสามารถใชอ้ ุปกรณ์นไ้ี ดอ้ ย่างเข้าใจ และใชง้ านงา่ ย
5. เพื่อเป็นอปุ กรณท์ ไ่ี มจ่ ำเพาะขาใดขาหนึง่ รูปร่าง หรือในบุคคลใดบคุ ลหน่ึง
6. เพื่อท่ีเมอื่ ผ้ปู ่วยฟืน้ ฟดู แี ล้วสามารถส่งมอบให้ผอู้ ่นื ได้
7. เพอื่ ให้อุปกรณน์ ี้สามารถทำได้งา่ ย และประหยดั
วิธดี ำเนนิ การ
1. เตรียมวสั ดุ ได้แก่ ไมก้ ระดาน 2 แผ่น, บานพบั 2 ชดุ , ขอสบั หน้าตา่ ง 2 ชดุ , ตะขอห่วงกลม 8
ตวั , และสกรู 4 ตวั
2. ยดึ ไม้กระดาน 2 แผ่น ด้วยบานพับ
3. วัดองศาของไม้กระดาน 70, 80, 90 และ 100 องศา ตามลำดับ ที่ไม้แผ่นแรก และใช้ดินสอ
กำหนดจุดแตล่ ะจดุ เพือ่ เจาะ ในขณะท่ีไมแ้ ผน่ ที่ 2 เจาะ 2 รูด้านข้างเพ่ือใส่ขอสับ
4. ใส่ขอสับและตะขอหว่ งกลมตามตำแหนง่ ทกี่ ำหนด
5. เจาะไมท้ งั้ 2 แผ่น และใส่สกรเู พอื่ เปน็ ทพ่ี ักเกบ็ ขอสับ
6. นำอปุ กรณ์ไปทดสอบการใช้งานกบั ผู้ป่วย
7. ปรบั ปรุงอปุ กรณ์คร้ังที่ 1 จากปญั หาความหนาของแผ่นไม้บางเกินไป เมื่อยึดขอสับและตะขอ
ห่วงกลมที่ด้านข้าง และนำไปใช้พบว่าไม้เกิดการปริแตก จึงเปลี่ยนรูปแบบการเจาะเป็นด้านหน้าของแผ่นไม้
แทน เนอ่ื งจากมแี ผน่ ไม้ที่มคี วามหนาขนาด 0.5 นวิ้ เหลืออีก 1 ชุด

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 65

การปรับปรุงครั้งที่ 2 จากปัญหา การเปลี่ยนตำแหน่งการยึดขอสับและตะขอห่วงกลมจาก
ด้านข้างของแผ่นไม้เป็นด้านหน้า เมื่อนำไปใช้พบว่าการพับเก็บ เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ลำบาก จึงกลับมาใช้
รูปแบบที่ 1 คือการยึดขอสับและตะขอห่วงกลมที่ด้านข้าง แต่เปลี่ยนความหนาของแผ่นไม้จาก 0.5 นิ้วเป็น 1
น้ิว ซ่ึงเปน็ รปู แบบปัจจุบนั

ประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับ
1. องศาการเคล่อื นไหวของข้อเทา้ ปกติ
2. ไม่พบปัญหาข้อเทา้ ติดในผูป้ ่วย
3. ไม่พบความพิการในผู้ปว่ ยจากปัญหาข้อเทา้ ติด
4. ผดู้ ูแลใชอ้ ปุ กรณน์ ้ีได้อย่างเข้าใจ และใชง้ านง่าย
5. อปุ กรณ์น้ีไม่จำเพาะขาใดขาหนงึ่ รปู รา่ ง หรอื ในบุคคลใดบุคลหน่งึ
6. เมือ่ ผูป้ ว่ ยฟน้ื ฟูดแี ล้วสามารถส่งมอบให้ผูอ้ ่ืนได้
7. อุปกรณท์ ำได้ง่าย และประหยดั

งบประมาณ
วสั ดุ อปุ กรณจ์ ากศูนย์บรกิ ารสาธารณสขุ 67 ทวีวฒั นา และจัดหาเพิ่มเติม เปน็ เงนิ 60 บาท

ข้อเสนอแนะการพัฒนาต่อยอด
การติดตั้งมอเตอร์เพื่อให้เกิดการขยับข้อเท้าในองศาที่กำหนด ใช้แทนการกระตุ้นไฟฟ้าที่

กล้ามเนื้อซ่ึงมีขอ้ จำกดั เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานและเป็นข้อจำกัดในผู้ป่วยที่ติดเคร่ืองกระตุ้นหัวใจ อีก
ทง้ั ยังชว่ ยลดงานให้กับผดู้ แู ล ในขณะท่ผี ้ปู ว่ ยยังคงไดร้ ับการฝึกออกกำลงั กาย

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนกั อนามัย ปี 2565 66

ชือ่ นวตั กรรม ภเู ขาวัดใจ สภู้ ัยบหุ ร่ี

นวัตกรรมด้าน สิ่งประดษิ ฐ์ (Product)

ผพู้ ฒั นานวัตกรรม

1. นางสาวปัฐมาภรณ์ ธรรมสรศักดิ์ นักสังคมสงเคราะห์ปฏบิ ตั ิการ

2. นางสาวปทั มา ภศู่ รสี ลบั พนักงานช่วยงานสงั คมสงเคราะห์ดา้ นยาเสพติด

3. นางสาวปรยี นนั ท์ ทบพวก พนกั งานชว่ ยงานด้านสุขศึกษา

งานสังคมสงเคราะห์ ศูนยบ์ รกิ ารสาธารณสุข 67 ทววี ฒั นา สำนักอนามยั กรงุ เทพมหานคร

โทรศพั ท์ 02-441-4683-3 โทรสาร 02-441-4683-3 ตอ่ 406

ท่มี าและแรงบนั ดาลใจในการจัดทำผลงาน
จากรายงานสถานการณ์การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ไตรมาส 3 ปี 2563 โดยสภาพัฒนาการ

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ลดลงเล็กน้อย คือ ลดลงเฉล่ีย
5.5%แบ่งเป็นบรโิ ภคเครื่องด่มื แอลกอฮอลล์ ดลง 7.5%และการบริโภคบหุ ร่ลี ดลง 2.5%

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ และเลขา
การมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า ยาสูบและสุราเป็นสาเหตุของ "ภาระโรค" หรือความสูญเสียทาง
สุขภาพจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนไทยถึง 15.13% หรือเกือบ 1 ใน 6 ของภาระโรคทั้งหมดในปี
2557 นอกจากนี้ยังส่งผลลบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ทั้งระดับครัวเรือน และจากการคัดกรองในศูนย์
สาธารณสุข67ทวีวัฒนา พบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ทราบถึงอันตรายของบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพของตนเองและ
คนใกล้ชดิ แตย่ งั ไมเ่ พียงพอท่จี ะทำให้สามารถเลิกสูบบหุ ร่ีได้ เนอ่ื งจากการติดบุหรี่ มักมาจากความเคยชินและ
มภี าวะพงึ่ พาทางจติ ใจ โดยมาจากความเชอื่ ท่ีว่าการสบู บหุ ร่ีสามารถช่วยคลายเครียด คลายความกงั วลได้ หรือ
มาจากการติดสารนิโคตินในบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นเรื่องยากของผู้สูบบุหรี่ มีคนจำนวนมากที่พยามยาม
เลกิ สบู บหุ รแ่ี ต่สามารถเลิกไดเ้ พยี งระยะเวลาสน้ั ๆเทา่ นัน้

ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนา จึงได้ตระหนักถึงความสำคญั ของการสร้างแรงจูงใจในการ
ปรบั เปล่ียนพฤตกิ รรมการสบู บหุ ร่ี โดยการจดั ทำภูเขาวัดใจ สูภ้ ยั บุหร่ี ขึน้ เพอื่ ให้ผสู้ ูบบุหรี่มีแรงจูงใจในการเลิก
สบู บหุ รแ่ี ละเพอื่ ให้เหน็ ถึงการเปล่ยี นแปลงทางพฤติกรรมของตนเองได้อยา่ งเป็นรูปธรรมมากขึ้น

6. แนวคิดการพฒั นา (องคค์ วามร/ู้ หลกั การ/ทฤษฎที ่ีใชป้ ระกอบการพฒั นาผลงาน)
1. โทษของบุหรี่
การสูบบุหรเ่ี ป็นสาเหตทุ ีท่ ำให้สมรรถภาพการทำงานของร่างกายเส่ือมลงและเสียชีวติ ก่อนวัยอัน

สมควร บหุ รี่เปน็ ปจั จยั เสย่ี งท่สี ำคัญของโรคหลอดเลือดหวั ใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดแดง
ส่วนปลาย การสบู บหุ รีย่ ังเปน็ สาเหตุสำคญั ของโรคมะเร็งปอด พบวา่ 90% ของโรคมะเรง็ ปอดในผชู้ ายและ
79% ของโรคมะเร็งในผหู้ ญิงเปน็ ผลมาจากการสูบบหุ ร่ี โทษจากบหุ รเ่ี กดิ จากสารประกอบในควนั บุหร่ี ควัน
บุหร่จี ะมีสารประกอบต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด สารแต่ละชนดิ สามารถก่อโรคไดแ้ ตกตา่ งกนั ไป พบวา่ มสี าร
มากกวา่ 50 ชนดิ ในควนั บุหร่ีที่ทำให้เกิดโรคมะเรง็

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนักอนามยั ปี 2565 67

มีการศึกษาวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหร่ี กับการเกิดโรคต่างๆ
ผู้สูบบุหรีแ่ ต่ละรายจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากบหุ ร่ีแตกต่างกนั ซึ่งขึ้นกับระยะเวลาท่ีสูบ ปริมาณที่สบู
ลกั ษณะพนั ธกุ รรมการมีปจั จัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วย การสูบบุหรี่เปน็ สาเหตสุ ำคญั ของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว
การสูบเพยี งวันละ 4 มวนเป็นประจำพบว่าสามารถเพ่ิมความเสยี่ งในการเกิดโรคหัวใจได้ สำหรับผู้สูบบุหร่ีโดย
ที่มปี จั จัยเสยี่ งอื่นๆในการเกิดโรคนี้ เช่น โรคความดนั โลหติ สูง, โรคไขมันในเลือดสงู พบวา่ จะมีโอกาสเส่ียงท่ีจะ
ทำให้เกิดโรคมากขึ้น บุหร่ียังเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) การสูบบุหรีเ่ ป็นสาเหตุที่
สำคัญของมะเร็งปอด ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองจะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกวา่ ผู้ที่ไม่สูบ
บุหรี่10เท่า นอกจากนี้ยังพบอาการไอเรื้อรังเสมหะมากและหายใจไม่สะดวกในผู้สูบบุหรี่เมื่อตรวจการทำงาน
ของปอดจะพบความผิดปกติได้มากกว่าแม้ผู้สูบนั้นจะอายุน้อยก็ตาม มะเร็งปอด ในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะ
พบว่ามีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น การสูบบุหรี่จะทำให้แผลหายช้าและทำให้ยา
ยับยั้งการหลัง่ กรดบางชนิดทำงานได้ผลไม่ดี การสบู บหุ รเี่ ป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่อง
ปากและหลอด หลงั จากทีเ่ ลกิ สบู บุหร่ีแลว้ โอกาสเส่ยี งต่อมะเร็งกลุ่มนีจ้ ะลดลงและเมื่อเลิกไดน้ าน 15 ปี พบว่า
โอกาสเสยี่ งจะเทา่ กบั ผทู้ ่ไี มส่ ูบบหุ ร่ี

2. ทฤษฎีของการจงู ใจ (theories of motivation)
คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า “Movere”(Kidd, 1973:101) ซึ่งมี
ความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้มน้าวหรือมักชักนำ
บุคคลเกิดการกระทำหรือปฏิบัตกิ าร (To move a person to a course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงไดร้ บั
ความสนใจมากในทุกๆวงการ สำหรับโลเวลล์ (Lovell, 1980: 109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า”เป็น
กระบวนการทช่ี ักนำโน้มน้าวใหบ้ ุคคลเกดิ ความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้
บรรลุผลสำเร็จ”ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996: 199) อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรม
การกระทำกิจกรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ สรุปได้ว่า
การจูงใจเป็นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์
บางอย่างซึ่งจะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเป็นพฤติกรรมท่ี มิใช่เป็นเพียงการตอบสนองสิ่งเร้าปกติ
ลักษณะของแรงจูงใจ มี 2 ลักษณะดังนี้ 1. แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives) แรงจูงใจภายในเป็นสิ่ง
ผลักดันจากภายในตัวบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความ
พอใจ ความต้องการฯลฯ สิ่งต่างๆดังกล่าวน้ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น บุคคลนี้มีคิดว่าการสบู
บุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ และไม่จำเป็นต้องสูบบุหรี่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน บุคคลนี้จึงไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น 2.
แรงจูงใจภายนอก(extrinsic motives) แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลท่ีมากระตุ้นให้เกดิ
พฤติกรรมอาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม หรือยกย่อง แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคล
แสดงพฤตกิ รรมเพ่อื ตอบสนองสิง่ จูงใจดงั กลา่ วเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่าน้นั ทมี่ าของแรงจูงใจ เช่น
เลิกบหุ ร่เี พราะชว่ งน้ีต้องเล้ยี งหลาน เมอื่ ไม่ได้เลยี้ งหลานแล้วจึงกลบั มาสบู บหุ รี่อกี คร้งั

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 68

แรงจงู ใจมีท่ีมาจากหลายสาเหตดุ ้วยกันเช่น อาจจะเนื่องมาจากความต้องการหรือแรงขับหรือส่ิง
เร้า หรืออาจเนื่องมาจากการคาดหวังหรือจากการเก็บกดซึ่งบางทีเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว จะเห็นได้ว่าการจูงใจให้เกิด
พฤติกรรมที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนเนื่องจากพฤตกรรมมนุษย์มีความซับซ้อน แรงจูงใจอย่างเดียวกันอาจทำให้
เกดิ พฤติกรรมที่ตา่ งกนั แรงจูงใจตา่ งกนั อาจเกดิ พฤติกรรมที่เหมือนกันก็ได้ ดงั นน้ั จะกลา่ วถงึ ที่มาของแรงจูงใจ
ทสี่ ำคญั พอสังเขปดงั น้ี ความต้องการ (Need) เปน็ สภาพที่บคุ คลขาดสมดุลทำให้เกดิ แรงผลกั ดันใหบ้ ุคคลแสดง
พฤติกรรมเพื่อสร้างสมดลุ ให้ตัวเอง เช่น เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยล้ากจ็ ะนอนหรือน่ังพัก ความต้องการมีอิทธิพลมาก
ต่อพฤติกรรมเป็นสิ่งกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการ นักจิตวิทยาแต่ละท่าน
อธิบายเรื่องความต้องการในรูปแบบต่างๆ กันซึ่งสามารถแบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เป็น
2 ประเภททำใหเ้ กดิ แรงจงู ใจ

1) แรงจูงใจทางด้านร่างกาย (physical motivation) เป็นความต้องการเกี่ยวกับอาหาร น้ำ
การพักผ่อน การได้รับความคุ้มครอง ความปลอดภัย การได้รับความเพลิดเพลิน การลดความเคร่งเคียด
แรงจงู ใจนีจ้ ะมีสูงมากในวัยเดก็ ตอนตน้ และวยั ผูใ้ หญต่ อนปลายเนื่องจากเกิดความเสอื่ มของร่างกาย

2) แรงจูงใจทางด้านสังคม (social motivation) แรงจูงใจด้านนี้สลับซับซ้อนมากเป็นความ
ต้องการที่มีผลมาจากด้านชีววิทยาของมนุษย์ในความต้องการอยู่ร่วมกันกับครอบครัว เพื่อนฝูงในโรงเรียน
เพื่อนร่วมงาน เป็นความต้องการส่วนบุคคลที่ได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมซึ่งในบาง
วัฒนธรรมหรอื บางสงั คมจะมอี ทิ ธิพลที่เข้มแขง็ และเหนียวแนน่ มาก

3) แรงขับ (drives) เป็นแรงผลักดนั ท่ีเกิดจากความต้องการทางกายและสิ่งเร้าจากภายในตวั
บุคคล ความต้องการและแรงขับมักเกิดควบคู่กัน เมอื่ เกดิ ความต้องการแลว้ ความต้องการน้ันไปผลักดันให้เกิด
พฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นแรงขับ เช่นนายเอหยุดสบู บุหรี่ได้ 4 วัน แต่มีอาการอยากบุหรี่ แทนที่จะสามารถหยดุ
สูบบุหรไี่ ด้อย่างถาวร เม่อื รู้สกึ อยากบุหรี่มากๆอาจจะกลับมาสบู บหุ รอี่ ีกคร้งั แทน

4) สิ่งล่อใจ (incentives) เป็นสิ่งชักนำบุคคลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปสู่จุดมุ่งหมาย
ที่ตั้งไว้ถือเป็นแรงจูงใจภายนอก เช่น ต้องการให้บุคคลดังกล่าวเลิกสูบบุหรี่ โดยได้กำหนดไว้ว่าจะให้เกียรติบัตร
สำหรบั ผเู้ ลกิ สูบบหุ รี่ได้มากกว่า3เดือนขน้ึ ไป บุคคลดังกล่าวเมื่ออยากไดร้ ับคำชื่นชมและเกียรติบัตรจึงจะต้องเลิก
สบู บหุ รี่

5) การตื่นตัว (arousal) เป็นภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรม สมองพร้อมที่จะคิด
เช่นบคุ คลดงั กล่าวต้ังใจทจี่ ะเลิกสบู บุหร่ีและลดจำนวนบุหรีล่ งแลว้

6) การคาดหวัง (expectancy) เป็นการตั้งความปรารถนาที่จะเกิดขึ้นของบุคคลในสิ่งที่จะ
เกิดขึ้นในอนาคต เช่น ต้องการเลิกสูบบุหรี่ เพราะต้องการให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น การคาดหวังก่อให้เกิด
แรงผลักดนั หรอื เป็นแรงจงู ใจที่สำคัญตอ่ พฤตกิ รรม

7) การตั้งเป้าหมาย (goal setting) เป็นการกำหนดทิศทางและจุดมุ่งหมายปลายทาง เช่น
ตอ้ งการเลกิ สบู บุหรี่ โดยกำหนดใหล้ ดจำนวนของบหุ รล่ี ง สปั ดาห์ละ 2 มวน

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนกั อนามยั ปี 2565 69

ตัวชี้วัด
ผู้เขา้ รับบำบดั มีการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมการสบู บุหร่ีในทิศทางที่ดีข้นึ รอ้ ยละ 80

กลมุ่ เป้าหมาย
ผ้เู ข้ารับการคัดกรอง และผู้เขา้ รบั บำบัดบุหรท่ี ีศ่ นู ยบ์ รกิ ารสาธารณสุข 67 ทววี ัฒนา

วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือใหผ้ สู้ ูบบหุ รต่ี ระหนักถึงอันตรายของการสูบบุหรีท่ ่ีส่งผลต่อสุขภาพ และมีแรงจูงใจในการ

ปรับเปล่ียนพฤติกรรมการสูบบหุ ร่ี
2. เพื่อให้ผู้เข้ารับบำบัดและผู้ให้การบำบัดเห็นการเปลี่ยนแปลงของความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่เข้า

รับบำบัดจนสิ้นสดุ การบำบดั

วิธดี ำเนินการ/ข้นั ตอนการพัฒนา
1. ประชุมทมี สหวชิ าชีพ เพื่อหาสอ่ื ทีม่ คี วามชดั เจน และพัฒนาขน้ั ตอน กระบวนการใช้ส่ือในการ

สอน และจดั ทำ
2. วธิ ปี ระดิษฐ์อปุ กรณ์
- เตรียมอปุ กรณ์ ได้แก่
ฟิวเจอร์บอร์ดขนาด จำนวน 1 แผ่น สำหรับเปน็ ฐานในการทำภเู ขา
ขวดนำ้ 1 ขวด
กระดาษแขง็ สขี าว ตดั เพือ่ ประกอบใหเ้ ปน็ ภเู ขา
กาว กระดาษสีน้ำตาล กรรไกร เทปใส เทปตนี ตกุ๊ แก และหมุด
- วิธีทำ นำฟิวเจอร์บอร์ดสีดำมาเป็นฐานในการทำภูเขา นำขวดน้ำพลาสติกมาตัดด้านปากขวด

ออก และนำกน้ ขวดตดิ ตรงกลางฟวิ เจอรบ์ อรด์ เพือ่ เป็นแกนกลางการทำภูเขา
- ตัดกระดาษแข็งสขี าว เป็น 5 สว่ น และติดเทปสองหน้า โดยด้านบนของกระดาษแขง็ ติดที่ปลาย

ขวดและด้านล่างของกระดาษติดที่ฟิวเจอร์บอรด์ ทำให้ครบ5ส่วน จนไมเ่ หน็ ขวดน้ำพลาสติก ติดเทปใสอีกครั้ง
เพอ่ื ใหแ้ น่นหนาขนึ้ เม่ือทำถึงขัน้ ตอนนจี้ ะเร่ิมเห็นเปน็ รูปรา่ งภูเขาแลว้

- นำกระดาษสีน้ำตาลมาขยำให้ยับ ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาแปะทับภูเขาที่ทำไว้ให้หมด
จนไม่เห็นกระดาษสีขาว ในส่วนด้านบนนำกระดาษแข็งมาปิดทับไว้และนำธงมาปัก ทิ้งไว้จนแห้งดี ใช้ดินสอ
วาดรางรถไฟไต่ระดับขึ้นไปและลงสีให้เกิดสีสันขึ้น ระบายสีให้เต็มครึ่งภูเขาในแต่ละขั้นของการเลิกบุหร่ี
จำนวน 5 ขั้น 5 สี คือ สีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน สีเขียว และสีม่วง ใช้ปากกาดำเขียนเลขคะแนนความพึงพอใจท่ี
กำหนดไวใ้ นแตล่ ะขั้น

- นำแม่เหล็กสอดเข้าไปข้างใต้ภูเขาและนำแม่เหล็กอีกด้านมาติดไว้ที่ตัวการ์ตนู เพื่อให้เลื่อนขึ้น
เล่ือนลงในแต่ละขน้ั

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนกั อนามยั ปี 2565 70

วธิ ีดำเนนิ การ/ข้นั ตอนการพัฒนา (ต่อ)
2. วิธปี ระดษิ ฐ์อปุ กรณ์ (ตอ่ )
- นำข้อมูล รูปภาพปอดปกติและปอดคนสูบบุหรี่ มาแปะอีกด้านของภูเขา ในส่วนของรูปภาพ

มะเร็งหรือโรคต่างๆใช้หมุดปัก เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ด้านอืน่ ๆ อาทิ บุหรี่มือสอง บุหรี่มือสาม สับเปลี่ยน
ให้ความรเู้ พ่ิมเตมิ ได้

3. วธิ ีใชอ้ ุปกรณ์
- นักสังคมสงเคราะห์ สอบถามความคิดเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่ โดยข้อมูลที่ได้จะสามารถบอก
ไดว้ ่าอยู่ระดับขัน้ ไหน โดยมีทัง้ หมด 5 ข้นั

ขั้นท่ี 1 ไม่พรอ้ มทจี่ ะเลกิ ไม่สนใจท่ีจะเลกิ
ขนั้ ท่ี 2 ลงั เล คิดวา่ ควรเลิก แต่ยังไมล่ งมือปฏิบตั ิ
ขัน้ ท่ี 3 พร้อมเลิก ตั้งใจที่จะเลิก และลงมือปฏิบัตแิ ล้ว เช่น ลดจำนวนบหุ รี่ลงในแตล่ ะวนั การ
หลีกเล่ยี งสถานท่ีท่ชี อบสบู บหุ รี่ เปน็ ตน้
ข้นั ท่ี 4 ลงมอื ผูท้ ี่ต้องการเลิกบหุ รีแ่ ละสามารถหยุดสบู บุหร่ีได้
ขั้นท่ี 5 คงสภาพ ผู้ที่สามารถหยุดสูบบุหรีไ่ ด้มากกว่า 3 เดือน นอกจากนี้ให้ผู้เข้ารับบำบัดให้
คะแนนความอยากเลกิ บุหรีข่ องตนเองควบคู่ไปด้วย
- นักสังคมฯจะสร้างแรงจูงใจในการเลกิ บุหรี่ โดยใช้ภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหร่ี จะทำให้ผู้เข้ารับบำบัด
มองเห็นภาพ และเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมด้วยการให้
ความร้เู ก่ียวกับสารอนั ตรายในบุหร่ี โรคอนั ตรายท่ีเกิดจากการสบู บุหร่ี ซึ่งสามารถดภู าพประกอบได้ในอีกด้าน
ของภเู ขาวัดใจ ส้ภู ยั บุหร่ี

การมีสว่ นรว่ ม/บทบาทของทีม
ประชุมทมี ประกอบไปด้วย นักสงั คมสงเคราะห์ เพอ่ื หาแนวทางในการสรา้ งแรงจูงใจในการเลิก

บุหรี่ โดยจัดทำภูเขาวัดใจ สู้ภัยบุหรี่ขึ้น เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมตั้งแต่เริ่มบำบัด และได้
ทราบถึงสารอันตรายจากบุหรี่ โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพื่อให้ผู้เข้ารับบำบัดตระหนักถึงอันตรายของสารที่
ได้รับจากการสูบบุหรี่ โรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ รวมถึงโรคแทรกซอ้ นหรือเกิดความผิดปกติในร่างกายในส่วน
ตา่ งๆ กรณีผ้เู ขา้ รบั บำบัดมโี รคประจำตวั ด้วย

งบประมาณ/แหลง่ งบประมาณดำเนนิ การ
วัสดุ อุปกรณจ์ ากศนู ย์บริการสาธารณสขุ 67 ทวีวฒั นา

ระยะเวลาดำเนนิ งาน
1 มกราคม – 29 มีนาคม 2564

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนกั อนามัย ปี 2565 71

ผลทีเ่ กดิ ขนึ้ / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้
1. การใช้อุปกรณ์ในครั้งแรกพบว่ามีปัญหาในด้านการใช้ตัวการ์ตูนในการเลื่อนขั้น เนื่องจาก

อุปกรณ์ทีใ่ ช้เปน็ แมเ่ หล็กในระหวา่ งเลอื่ นไปส่วนต่างๆของภูเขา สามารถหลุดออกจากกนั ได้
2. ผู้เข้ารับบำบัดได้ทราบถึงอันตรายของบุหรี่ มีแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่และมีการเปลี่ยนแปลง

พฤตกิ รรมการสบู บุหรท่ี ี่ดขี ึ้น
ประโยชน์ / คุณคา่ ของนวตั กรรม ท้ังระดับบุคคล หนว่ ยงาน/ชมุ ชน และประชาชน

1. ประโยชน์ตอ่ ผู้ทีต่ อ้ งการเลกิ บุหร่ี การใช้สื่อท่ีเป็นรูปแบบภูเขา ทำให้ผู้เขา้ รบั บำบัดสนใจและ
อยากทราบข้อมลู ต่างๆเพมิ่ ข้ึน ซึ่งได้ภาพประกอบโรคตา่ งๆทีเ่ กดิ จากการสูบบุหรี่

2. ผูเ้ ข้ารับบำบดั และผใู้ หก้ ารบำบัดเหน็ การเปลี่ยนแปลงของความคดิ และพฤติกรรมต้งั แต่เข้ารับบำบัด
จนส้นิ สุดการบำบัด ซ่ึงทำให้ผูเ้ ขา้ รบั บำบดั มแี รงจูงใจในการเลอ่ื นลำดับข้นั และทำใหผ้ ้เู ขา้ รับบำบัดสำรวจตนเองโดยให้
ผู้เข้ารบั บำบดั ใหค้ ะแนนการเลกิ บุหร่ีของตนเองในทกุ สัปดาห์
ขอ้ เสนอในการพฒั นาต่อยอด

1. การทำต๊กุ ตาเลือ่ นขั้น ใหม้ ีความแข็งแรงและสามารถเลื่อนไปในจดุ ต่างๆ ได้ดยี ิง่ ข้ึน
2. มภี าพประกอบโรคต่างๆ มากขนึ้

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนักอนามัย ปี 2565 72

ช่อื นวตั กรรม ขนาดนัน้ สำคัญไฉน
นวัตกรรมดา้ น สิง่ ประดษิ ฐ์ (Product)
ผพู้ ฒั นานวตั กรรม

นางศิรพิ ร งามขำ
ศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวฒั นา โทรศพั ท์ 02-4414682 โทรสาร 02-4414680 ตอ่ 406
E-mail [email protected]

ท่ีมาและแรงบนั ดาลใจในการจัดทำผลงาน
ถุงยางในไทยจะมีขนาดต่าง ๆ แล้วแต่ยี่ห้อที่ขายตามท้องตลาด โดยทั่วไปมีตั้งแต่ไซส์ 49,

52.5, 53 ,54 จะไปถึง 56 มิลลิเมตร ซึ่งผู้ชายจำเป็นต้องเลือกไซส์ให้ถูกต้องและไม่ควรมองข้าม
ความสำคัญเรื่องของขนาดของถุงยางอนามัย เพราะแม้บางคนจะใช้ถุงยางเป็นประจำก็อาจจะมีการ เลือก
ไซส์ถุงยางที่ไม่เหมาะสมกับขนาดของตนเอง ซึ่งอาจต้องลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะรู้ขนาดที่เหมาะสม
กับตนเอง ทำให้เสียเวลา เสียเงิน และอาจเกิดปัญหาตามมา เช่น หากเลือกไซส์เล็กไป รัดน้องชายจน
แน่น สวมใส่ยาก รู้สึกเจ็บขณะร่วมเพศ ให้ความรู้สึกที่ไม่สบายตัวโดนบีบรัด อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
แต่หากจะเลือกไซส์ใหญ่เกินตัวก็ไม่สมควร เพราะอาจจะหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรืออาจทำให้ถุงยาง
แตก ร่ัว ท่ีสำคัญคือไม่สามารถป้องกันการต้ังครรภ์และการเกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย

การวัดขนาดให้เหมาะสมที่ผ่านมาใช้วิธีการวัดเส้นรอบวงของอวัยวะเพศขณะแข็งตัวเต็มที่
เป็นหน่วยมิลลิเมตร และนำไปหาร 2 จะได้เป็นขนาดของถุงยางอนามัยที่เหมาะสม โดยอุปกรณ์ที่ใช้ใน
การวัด ได้แก่ สายวัด

ข้อมูลการรายงาน 506 ของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2562
พบรายงานโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปี
2562 สูงถึง 212.66 ต่อแสนประชากร และจากการสำรวจในปีเดียวกันนี้ พบว่าปัญหาการใช้ถุงยางคือ
การเลือกขนาดถุงยางอนามัยผิดขนาดขณะทำกิจกรรมทางเพศ ส่งผลให้เกิดการหลวมหลุด ร้อยละ 6.78
เพราะมีขนาดใหญ่กว่าอวัยวะเพศมาก และเกิดการแตกรั่ว ร้อยละ 10.17 เพราะมีขนาดคับเกินไปไม่
เหลือพื้นที่บริเวณปลายสุดเมื่อหลั่งอสุจิออกมา จากข้อมูลนี้แสดงว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ขนาดไซส์ของ
ตนเอง หรือมีความเชื่อเก่าๆว่าถุงยางอนามัยเป็นชนิดฟรีไซส์ เหมาะสำหรับทุกคน หรือไม่ใช้วิธีการวัด
ตามท่ีกระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ท้ังนี้อาจไม่สะดวก ไม่มีอุปกรณ์ ไม่กล้า หรือ ไม่ทันเตรียมตัว ฯลฯ จึง
เกิดปัญหาตามมาตามที่กล่าวเบื้องต้นนอกจากน้ีผลการประเมินการหยิบถุ งยางไปใช้ในศูนย์สุขภาพชุมชน
พื้นที่เขตทวีวัฒนายังพบว่า วัยรุ่นที่หยิบถุงยางไปใช้มักหยิบไซส์ใหญ่ๆ (หมดจากกล่องเร็วท่ีสุด)

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนกั อนามยั ปี 2565 73

ส่วนด้านความสนใจในการรับฟังการสอนนักเรียนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบว่า การ
จัดการสอนแบบใหม่ด้วยการมีอปุ กรณ์จำลอง เด็กได้ใช้ตาดู หูฟัง มือสัมผัส จะเกิดการเรียนรู้ได้มากย่ิงขึน้ จึง
คิดว่าการประดษิ ฐน์ วตั กรรม”ขนาดน้ัน สำคญั ไฉน” ตอบโจทย์ไดด้ ใี นการสอนเดก็ ยุคนี้

แนวคดิ การพัฒนา (องคค์ วามรู้ /หลกั การ/ ทฤษฎีที่ใชป้ ระกอบการพฒั นาผลงาน)
Maslow เหน็ ว่าลำดับข้นั ความตอ้ งการของมนุษย์แบ่งออกเปน็ 5 ลำดับ ต่อไปน้ี
1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
2. ความต้องการทางดา้ นความปลอดภยั (Safety Needs)
3. ความตอ้ งการทางดา้ นสังคม (Social Needs)
4. ความต้องการท่ีจะมีฐานะเดน่ หรอื ช่อื เสียง (Esteem Needs)
5. ความตอ้ งการทีจ่ ะให้ประสบความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs)
มนุษย์แต่ละคนมีความต้องการที่จะสนองความต้องการให้กับตนเองเป็นหลัก ความต้องการของ

มนษุ ยม์ ีมากมายหลายอยา่ งด้วยกนั ซึ่งตอ้ งได้รบั ความพงึ พอใจจากความต้องการพืน้ ฐานหรือตำ่ สุดเสยี ก่อน จงึ
จะผ่านขน้ึ ไปยงั ความตอ้ งการขั้นสงู ตามลำดับ ความต้องการพ้นื ฐานของร่างกายซึ่งจำเปน็ ในการดำรงชีวิต เมื่อ
มนุษย์สามารถตอบสนองความตอ้ งการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิม่ ความตอ้ งการในระดับที่สูงข้ึนต่อไป
คือความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น ความต้องการทางเพศ เป็นความรู้สึกขณะที่
รา่ งกายมีการตอบสนองต่อสัญชาตญาณในการดำรงเผ่าพนั ธ์ุของมนุษย์ แตใ่ นขณะเดยี วมนุษย์ทุกคนก็ต้องการ
ความปลอดภัยเช่นกัน หากสิ่งประดิษฐ์สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ขั้นพื้นฐานได้ โอกาสที่จะ
ประสบความสำเร็จในการออกแบบกเ็ ป็นไปได้สงู

ตวั ช้วี ัด/กล่มุ เปา้ หมาย/วตั ถุประสงค์
กลุ่มวยั รนุ่ อายุ 13-18 ปี (นกั เรยี นมธั ยมตน้ - มัธยมปลาย)

วธิ ดี ำเนินการ/ขัน้ ตอนการพฒั นา

1) กล่อง “ขนาดนนั้ สำคัญไฉน” รายละเอียด ดังภาพ

วัสดุ-อปุ กรณ์

1. ถงุ นอ่ งที่ไม่ใช้แล้ว/ ผา้ พนั แผล 2. สำล/ี ใยสังเคราะห์ หรอื เศษผ้า

3. เข็ม ดา้ ย 4. กรรไกร

5. สายวัด 6. เศษฟวิ เจอร์บอร์ดที่ไม่ใชแ้ ล้ว

7.กล่องกระดาษท่ีไมใ่ ช้แล้ว

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนักอนามยั ปี 2565 74

วิธที ำ
1. เยบ็ ถงุ นอ่ งทีไ่ ม่ใช้แล้ว/ ผา้ พนั แผลเป็นรูปร่างทรงกระบอก ให้คลา้ ยของจริง และยัดสำล/ี ใย

สงั เคราะห์ หรือเศษผ้าให้ได้ตามขนาดที่ถูกต้อง (วัดเปน็ มิลลิเมตร แล้วหาร 2)
2. นำเศษฟิวเจอร์บอรด์ ท่ีไม่ใช้แลว้ มาเจาะรู แลว้ ใชแ้ บบจำลองตดิ กบั กล่อง
3. นำแบบจำลองท่ตี ิดแลว้ มาวางใส่ในกล่องกระดาษ และตกแตง่ กลอ่ งใหด้ ูสวยงาม

2) แบบจำลองสาธิตการใส่ถงุ ยาง เปรียบเทียบการใส่ขณะแข็งตวั และไมแ่ ขง็ ตัว

วสั ดุ-อุปกรณ์

1. ถุงน่องท่ีไม่ใชแ้ ลว้ / ผ้าพนั แผล 3. สำล/ี ใยสงั เคราะห์ หรอื เศษผา้

2. เขม็ ดา้ ย กรรไกร 4. เศษผ้าที่ไม่ใช้

วิธที ำ

1. เย็บถุงนอ่ งทไ่ี ม่ใช้แล้ว/ ผ้าพันแผลเปน็ รปู รา่ งทรงกระบอก ให้คลา้ ยของจรงิ 2 อนั

2. ยัดสำล/ี ใยสงั เคราะห์ หรอื เศษผา้ ให้ไดต้ ามขนาดท่ีต้องการ โดยอันหน่งึ ยดั จนแข็งตึง ส่วนอกี

อนั ใส่เล็กน้อย

3. เยบ็ ท้งั 2 อนั ติดกบั ผา้ กนั เปอื้ น

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข สำนกั อนามยั ปี 2565 75

การนำไปใช้กับกลุ่มเปา้ หมาย

การมีส่วนร่วม/บทบาทของทีม
ทีมนำนวัตกรรมไปใช้จริง

งบประมาณ/แหลง่ งบประมาณดำเนนิ การ
วสั ดุ และอปุ กรณจ์ าก ศูนย์บริการสาธารณสขุ 67 ทววี ฒั นา

ระยะเวลาดำเนินงาน
ประกอบด้วย ขน้ั ตอนการประดิษฐ์นวตั กรรม 1 วนั ขัน้ ตอนการนำไปใช้ 2 ปี

ผลท่เี กดิ ขน้ึ / ที่ปรากฏจากการนำผลงานไปใช้
1. การหยบิ ถงุ ยางไซส์ใหญม่ ีจำนวนน้อยลง ปกตใิ นศูนย์สุขภาพแห่งน้จี ะวางถงุ ยางอาทิตย์ละ 10

ชน้ิ ปจั จบุ นั เหลืออาทติ ย์ละ 5 ชน้ิ
2. นักเรียนมีความสนใจและสนุกกับการเรียนการสอนมากข้ึนได้อย่างชัดเจน โดยสังเกตจากสี

หน้าและเสียงหวั เราะ
ประโยชน์ / คณุ ค่าของนวตั กรรม ท้งั ระดับบคุ คล หนว่ ยงาน/ชุมชน และประชาชน

ระดับบคุ คล
ถูกเรียนรู้ดว้ ยภาพเหมือนจรงิ ด้วยตาเปลา่ เกิดภาพการเปรียบเทยี บโดยไมต่ ้องใช้อปุ กรณ์

หรือสายวัด
ระดบั หนว่ ยงาน
ไดเ้ คร่ืองมือ สอ่ื การสอนที่ง่ายและน่าสนใจ
ระดบั ประชาชน
ลดปัญหาการใช้ถงุ ยางอนามยั ผดิ ขนาด เกิดการหลวมหลดุ แตกรั่ว หรอื ลดอบุ ตั ิการณ์การ

เกดิ โรคทางเพศสัมพันธ์
ข้อเสนอในการพฒั นาต่อยอด

นำวสั ดทุ ี่คงทนและเสมือนจริงมาใช้ และนำไปใชอ้ ย่างแพร่หลาย

โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนกั อนามยั ปี 2565 76

ช่ือนวตั กรรม ขวดปรบั ยาในผู้ปว่ ยไต
นวตั กรรมด้าน สง่ิ ประดิษฐ์ (Product)
ผูพ้ ัฒนานวตั กรรม

นางสาวธีรน์ ุตตรา เนตรโพธแ์ิ กว้ เภสัชกรปฏบิ ัติการ
นายธวชั ชัย เขยี วดวงดี เจ้าพนกั งานเภสัชกรรมปฏิบตั งิ าน
นางสาวศิรพิ ร สมี าลยั พนกั งานชว่ ยงานดา้ นสาธารณสขุ
ศูนยบ์ รกิ ารสาธารณสขุ 67 ทวีวฒั นา โทรศัพท์ : 02-4414680 ตอ่ 101,102
โทรสาร : 02-4414680 ตอ่ 406
E-mail : [email protected] ,[email protected]

ทมี่ าและแรงบนั ดาลใจในการจดั ทำผลงาน
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังของศูนย์บริการสาธารณสุข 67 ทวีวัฒนาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มท่ี

การทำงานของไตจะเกิดความผิดปกติได้ บคุ ลากรสหสาขาวิชาชพี จึงได้มีการเฝ้าระวังและประเมนิ ภาวะทางไต
ของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทกุ ปี และได้มีการปรับปรุงข้อมูลทางวิชาการตา่ งๆท่ีเปน็ ประโยชน์มาใชใ้ นการทำงาน
อยู่เสมอ รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปรับระดับยาและตรวจสอบระดับยาให้เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีภาวะไต
ผิดปกติ ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใช้ยาและลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะไตเสื่อม
เป็นสำคญั แต่พบวา่ ยงั มปี ัญหาความยุง่ ยากในการสบื ค้นข้อมลู งานเภสัชกรรมเหน็ ความสำคญั ของการลดเวลา
ในการทำงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลระดับยาที่ใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรังแยกตามค่าการทำงานของไต (eGFR)
เพ่อื ให้สบื ค้นข้อมลู ไดเ้ ร็วข้นึ ช่วยลดเวลาในการทำงานใหก้ ับแพทยแ์ ละเภสัชกรได้มากขน้ึ

แนวคิดการพฒั นา
ผู้ป่วยโรคเรื้อรงั ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง หากดูแลรกั ษาไมเ่ หมาะสม อาจทำให้เกิดโรค

แทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ โรคไต อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมโรคไตแห่ง
ประเทศไทยใน ปี พ.ศ. 2555 พบว่าโรคไตเรื้อรังมีสาเหตจุ ากโรคเบาหวานมากที่สุด (ร้อยละ 37.5) รองลงมา
คือ โรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 25.6), โรคที่มีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากน่ิว
ทางเดนิ ปัสสาวะ (ร้อยละ 4.3) และโรค chronic glomerulonephritis (รอ้ ยละ 2.4) รวมถงึ ผลการศกึ ษาของ
ศ.นพ. วิชยั เอกพลากร และคณะ ในการสำรวจสขุ ภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย คร้ังท่ี 5 ปพี .ศ.2557
ยังพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรังมากกว่าคนปกติ
สูงถึง 1.9 และ 1.6 เท่า ตามลำดับ ซึ่งจากการทบทวนการศึกษาที่ผ่านมาในประเทศไทย พบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อ
การเกดิ โรคไตเร้ือรัง ได้แก่ อายุ เพศ กรรมพนั ธุ์ การมีโรคร่วม พฤตกิ รรมเส่ียงและปัจจัยอ่ืนๆท่ีเก่ียวข้อง ซ่ึงมี
ความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ดังนั้นหากผู้ป่วยโรคเร้ือรังได้รับการเฝ้าระวังและประเมินภาวะทางไตต้งั แต่
ระยะเริ่มต้น จะทำให้สามารถดูแลรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อชะลอการดำเนินโรคไต ช่วยลด
คา่ ใชจ้ ่ายและการสญู เสียท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามัย ปี 2565 77

ซึ่งหนึ่งบทบาทของเภสัชกรก็คือการตรวจสอบระดับยาให้เหมาะสม ในผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไต
ผิดปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยไดร้ บั ยาในขนาดที่ถูกต้องและเกิดความปลอดภัยในการใชย้ า ร่วมกับการนำแนวคิดที่จะ
ลดเวลาในการทำงาน และนำวสั ดเุ หลอื ใช้กลับมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สงู สุดผสมผสานไปด้วยกัน

ตวั ชว้ี ดั
ระยะเวลารอคอยรบั บรกิ ารของผูป้ ่วยโรคเรื้อรังทีม่ ีภาวะไตผดิ ปกติลดลง และแพทย์และเภสัชกร

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้จรงิ และช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้

กล่มุ เปา้ หมาย
ผู้ปว่ ยโรคเรือ้ รงั ท่มี ภี าวะไตผดิ ปกติ แพทย์และเภสัชกรของศูนยบ์ ริการสาธารณสุข 67 ทวีวฒั นา

วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื ให้ผู้ปว่ ยไดร้ บั ยาในขนาดที่ถกู ตอ้ งและเกิดความปลอดภัยในการใชย้ า
2. เพ่ืออำนวยความสะดวกให้กบั แพทย์และเภสชั กร ช่วยลดเวลาในการทำงานลงได้
3. ช่วยให้ระยะเวลารอคอยรบั บรกิ ารของผู้ปว่ ยลดลง

วธิ ดี ำเนินการ/ข้นั ตอนการพัฒนา
1. สำรวจรายการยาที่มีการใชบ้ ่อยในผู้ป่วยโรคเรื้อรงั และรวบรวมข้อมูลระดบั ยาแยกตามค่าการ

ทำงานของไต (eGFR)
2. หาเศษวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ขวดปรับยาในผู้ป่วยไต ซึ่งเลือกใช้เป็น

ขวดนมเมจิ ขนาด 450 มิลลิลิตร และขวดชานมเถ้าแก่น้อย ขนาด 275 มิลลิลิตร ที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด
และเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ ได้แก่ กระดาษ A4 สติ๊กเกอร์ใส กาว กรรไกร คัตเตอร์ ดินสอ ปากกาเมจิก
คอมพิวเตอร์ และเคร่ืองพิมพเ์ อกสารสี

3. จัดทำนวัตกรรม “ขวดปรบั ยาในผปู้ ว่ ยไต” ดงั น้ี
1) เรมิ่ จากการตัดขวดนมด้านนอก (ขวดนมเมจิ) ดา้ นบนให้มชี ่องว่างขนาดใกล้เคียงกับขนาด

ขวดนมด้านใน (ขวดชานมเถา้ แกน่ อ้ ย) เพอ่ื ให้สามารถนำขวดนมดา้ นในมาใส่ได้พอดีกนั
2) นำข้อมูลการแบ่งระยะของภาวะไตผิดปกติร่วมกับช่ือยาที่มีการใช้บ่อยในผู้ป่วยโรคเร้ือรงั มา

พมิ พใ์ นกระดาษ A4 และตดั ให้ได้ขนาดทีเ่ หมาะสมกบั ขนาดขวดนมด้านนอก พรอ้ มกบั ทากาวและติดสต๊กิ เกอร์
ใสเคลือบใหส้ วยงาม

3) นำดินสอมาวัดระยะช่องว่างที่จะตัดขวดนมด้านนอกเพื่อให้มองเห็นข้อความในขวดนม
ด้านในและนำคตั เตอรม์ าตัดตามขนาดดงั กลา่ วให้เหมาะสม

4) นำข้อมูลระดับยาแยกตามคา่ การทำงานของไต (eGFR) ในแตล่ ะระยะของภาวะไตผิดปกติ
มาจดั พิมพ์ในกระดาษ A4 พรอ้ มกับตัดใหไ้ ด้ขนาดทเี่ หมาะสมกับขนาดขวดนมด้านใน และนำมาทากาวและติด
สตก๊ิ เกอร์ใสเคลือบใหส้ วยงามอกี เช่นกัน

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนักอนามยั ปี 2565 78

3. จัดทำนวตั กรรม “ขวดปรบั ยาในผ้ปู ่วยไต” (ตอ่ )
5) ใหน้ ำขวดนมด้านนอกและขวดนมดา้ นในมาสวมเขา้ กันก็จะสามารถนำไปใชง้ านไดท้ นั ที

4. นำผลงานไปเสนอแพทย์เพื่อใช้ประโยชน์ในการตรวจรักษาผู้ป่วย และนำมาใช้ในงานเภสัช
กรรมเพื่อช่วยตรวจสอบระดบั ยาใหก้ ับผูป้ ว่ ยโรคเรือ้ รังท่ีมีภาวะไตผดิ ปกติ

5. ตดิ ตามและประเมนิ ผล
การมีสว่ นรว่ ม/บทบาทของทีม

เปน็ การคดิ ค้นสิ่งประดิษฐ์ให้สามารถนำมาใช้ในการทำงาน เพือ่ ให้เกิดความสะดวก ช่วยลดเวลา
ในการทำงานของแพทยแ์ ละเภสัชกร
งบประมาณ/แหลง่ งบประมาณดำเนินการ

ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เป็นเพียงการนำวัสดุเหลือใช้ (ขวดนมเมจิ ขนาด 450 มิลลิลิตร
และขวดชานมเถ้าแก่น้อย ขนาด 275 มลิ ลิลิตร) ทหี่ าซอ้ื ไดต้ ามท้องตลาด กลับมาใชใ้ ห้เกิดประโยชนส์ งู สุด
ระยะเวลาดำเนนิ งาน

1 เดอื น (ระหว่างวนั ท่ี 1 กมุ ภาพันธ์ - 29 มีนาคม 2564)
ผลท่เี กดิ ขึ้น/ท่ปี รากฏจากการนำผลงานไปใช้

เวลารอคอยการรบั บรกิ ารของผูป้ ่วยโรคเรื้อรงั ทีม่ ีภาวะไตผดิ ปกติลดลง
ประโยชน์/คณุ ค่าของนวัตกรรม ท้ังระดับบคุ คล หนว่ ยงาน/ชุมชน และประชาชน

1. ผ้ปู ่วยได้รบั ยาในขนาดที่ถกู ตอ้ งและเกดิ ความปลอดภัยในการใช้ยา
2. แพทย์และเภสัชกรทำงานได้สะดวกมากขน้ึ และชว่ ยลดเวลาในการทำงานลง
3. ระยะเวลารอคอยรบั บริการของผูป้ ่วยลดลง
4. เป็นการนำวัสดุเหลือใช้กลบั มาใช้งานใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สดุ
ข้อเสนอในการพัฒนาตอ่ ยอด
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสรปุ ข้อมูลดา้ นอื่นๆ ในวสั ดเุ หลือใชต้ ่างๆ เพม่ิ เตมิ ได้ เช่น ขนาด
ยาท่ใี ช้บอ่ ยในเด็ก หรือขอ้ มลู สมนุ ไพร/ยาที่ควรหลีกเลีย่ งในผู้ปว่ ยไต เป็นต้น

โครงการนวตั กรรมทางการแพทย์และสาธารณสขุ สำนักอนามยั ปี 2565 79

ชือ่ นวัตกรรม สปาย (Spine) สบาย
นวัตกรรมด้าน ส่งิ ประดิษฐ์ (Product)
ผพู้ ัฒนานวตั กรรม

นางสาวปยิ ะดา ใจอารยี ์ นกั กายภาพบำบัด
ศูนย์บรกิ ารสาธารณสขุ 67 ทวีวัฒนา โทร 02-441-4680 E-mail: [email protected]
ทม่ี าและแรงบนั ดาลใจในการจดั ทำผลงาน

เนื่องจากในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home Health Care) มีหน่วยงาน
กายภาพบำบัดเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอซึ่งทำงานร่วมกันเป็นสหวิชาชีพ และจากการออกเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน
กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องมีผู้ดูแล การทำกิจวัตรประจำวันส่วนหนึ่งคือการพลิก
ตะแคงตวั เพอื่ ลดความเสย่ี งต่อการเป็นแผลกดทับ หรือการดงึ ตัวผปู้ ว่ ยขน้ึ ในกรณีท่ีตัวผู้ป่วยเลื่อนไหลลง หาก
ในครอบครัวนั้นมีผู้ดูแลหลายคนย่อมสามารถช่วยเคล่ือนย้ายตัวบนเตียงได้ แต่หลายครั้งที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยใน
ชุมชนจะพบว่าหลายครอบครัวมีผู้ดูแลแค่หนึ่งคน ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายตัวบนเตียงของผู้ป่วยเป็นไปด้วย
ความยากลำบาก นอกเหนือจากทำได้ด้วยความยากลำบากแล้ว อีกทั้งอาจทำให้ผู้ดูแลมีอาการปวดได้เมื่อทำ
บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหลัง ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อตามมา
ได้ในระยะยาว เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลงั เคลือ่ น ดังนั้นทางหน่วยงานจึงมแี นวคิดจัดทำอุปกรณ์ช่วย
เคลื่อนย้าย/พลิกตะแคงตัวบนเตียง เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบนเตียงได้ง่ายแม้มีเพียงหนึ่งคน
และลดความเสย่ี งต่อการเกดิ ปัญหาต่อระบบกระดูกและกลา้ มเนือ้ ของผู้ดแู ล
แนวคิดการพัฒนา

กระดูกสันหลังบริเวณเอวช่วยรับน้ำหนัก 80% ของร่างกายส่วนบน ส่วนบริเวณกระดูกที่ย่ืน
ออกมาด้านหลังจะสัมผัสกับกระดูกที่ยื่นออกมาในระดับถัดไป เรียกว่า facet joints ซึ่ง facet joints นี้ เป็น
ข้อต่อบริเวณกระดกู สนั หลัง ทำหน้าท่ีเคลือ่ นไหวและช่วยหมอนรองกระดูกสนั หลังรองรบั น้ำหนัก 20% แต่จะ
รองรับน้ำหนกั เพิม่ ข้นึ เมอื่ หมอนรองกระดูกสันหลงั เร่ิมสญู เสยี ประสิทธภิ าพไป

โครงการนวัตกรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ สำนกั อนามยั ปี 2565 80

หมอนรองกระดกู สันหลงั อยู่ระหว่างกระดกู สนั หลงั 2 ชิน้ ซง่ึ ประกอบด้วย Nucleus pulposus
บริเวณตรงกลางคล้ายเจลลี่ และ Annulus fibrosus อยลู่ อ้ มรอบ Nucleus pulposus มนี ำ้ เปน็ องคป์ ระกอบ
85-90% และมีคุณสมบัติในการรับแรงกด เมื่อมีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง nucleus pulposus
จะกระจายแรงส่งต่อไปที่ Annulus fibrosus แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการรับแรงกระทำจะลดลง
และไมส่ ามารถกระจายแรงไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพอีกตอ่ ไป

ในปี 1960 – 1970 Nachemson ได้ศกึ ษาปจั จยั ต่างๆทีม่ ีผลต่อแรงดันภายในหมอนรองกระดูก
สันหลังบริเวณเอว เมื่ออยู่ในท่าทางต่างๆ ซึ่งพบว่า ท่าที่มีแรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลังมากที่สุด -
น้อยที่สุด มีดังนี้ ท่าโน้มตัวไปด้านหน้า ท่านั่งไม่พิงพนัก ท่ายืน และท่านอน ตามลำดับ และพบว่าแรงกระทำ
ตอ่ หมอนรองกระดูกสนั หลงั เพม่ิ มากขนึ้ เมื่อมนี ำ้ หนักเพมิ่ ขนึ้ ขณะทโี่ นม้ ตวั ไปดา้ นหน้า ตามตารางดังน้ี

ปี 1999 Wike และคณะ, ปี 1999 Katshuhiko และคณะ และ ปี 2006 A.Rohlmann ไดศ้ ึกษาและ
พบผลการศึกษาที่สอดคล้องกับการศึกษาข้างต้น ยกเว้นกรณีเดียวที่มีความแตกต่างกันคือการยืนท่า
ก้มโนม้ ไปด้านหน้านน้ั มีแรงกระทำตอ่ หมอนรองกระดูกสนั หลังบรเิ วณเอวมากกว่าท่านัง่ ก้ม

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 81

ภาวะหมอนรองกระดกู สันหลังเคลื่อน เมื่ออายุ 30 - 50 ปี กระดูกสันหลังเริ่มเข้าสูก่ ระบวนการ
เส่อื มมากข้ึนๆ Nucleus pulposus เร่ิมเสียคุณสมบัตใิ นการรองรบั แรงกระทำและการกระจายแรง เม่ือมีแรง
กระทำในขณะที่ Annulus fibrosus เสื่อมจนเกิดการฉีกขาด และหากมีแรงกระทำมากระทำมากขึ้น ถี่ขึ้นจะ
ส่งผลต่อ nucleus pulposus หรือหมอนรองกระดูกสันหลงั ที่อยู่ตรงกลางให้เคลื่อนออกมาได้เช่นกนั ซึ่งอาจ
เคลอ่ื นออกมาจนรบกวนเสน้ ประสาทได้ โดยลกั ษณะท่าทางที่มคี วามเสี่ยงต่อการเคล่ือนของหมอนรองกระดูก
สันหลังมากท่สี ดุ คือ การยืนโนม้ ตัวไปด้านหนา้ เพื่อยกของ ดงั นั้นจงึ มกั มีการใหค้ ำแนะนำ กรณีที่ต้องยกของให้
เปลี่ยนจากท่ายืนก้มโน้มตัวไปยกของเป็นการย่อตัว หลังตรง ให้ของที่จะยกอยู่ใกล้ลำตัวให้มากที่สุดและยก
ของข้นึ
เปา้ หมายของการพฒั นา

1. เพ่ือให้ผูด้ ูแลเพยี งหน่งึ คนสามารถเคล่ือนยา้ ยตัวผ้ปู ว่ ยตดิ เตยี งบนเตยี งไดด้ ว้ ยตัวเองโดยง่าย
2. เพื่อลดความเสย่ี งตอ่ ปัญหาทางระบบกระดกู และกล้ามเนอ้ื จากการกม้ ตัว เพ่อื เคลือ่ นยา้ ยตวั
ผู้ป่วยบนเตยี งของผู้ดแู ล
3. เพือ่ เป็นอปุ กรณท์ ไ่ี ม่จำเพาะต่อรูปร่าง หรือในบุคคลใดบุคลหนึง่
4. เพอ่ื ให้อปุ กรณน์ สี้ ามารถทำได้งา่ ย และประหยดั
วิธีดำเนนิ การ
1. เตรียมวัสดุ ผา้ ร่ม 1 ผืน, เชอื ก 6 เสน้
2. เย็บเชอื กตดิ กบั ผ้าร่ม ตามตำแหนง่ ทีร่ ะบุ
3. นำอปุ กรณ์ไปทดสอบการใช้งานกบั ผปู้ ว่ ย

ประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับ
1. ผู้ดูแลหนึง่ คนสามารถเคล่ือนยา้ ยตัวผปู้ ่วยตดิ เตียงบนเตียงไดด้ ว้ ยตัวเองอย่างงา่ ยดาย
2. ความเส่ยี งตอ่ ปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเน้ือจากการกม้ ตัว เพอื่ เคลื่อนย้ายตวั ผู้ป่วย

บนเตยี งของผดู้ แู ลลดลง
3. เป็นอปุ กรณ์ที่ไม่จำเพาะต่อรปู ร่าง หรอื ในบุคคลใดบุคลหนึง่
4. อปุ กรณน์ ี้สามารถทำได้งา่ ย และประหยดั

งบประมาณ/แหลง่ งบประมาณดำเนินการ
ค่าวสั ดุอุปกรณ์ในการดำเนินการ 100 บาท

โครงการนวตั กรรมทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุข สำนักอนามัย ปี 2565 82

ÊÓ¹¡Ñ §Ò¹¾Ñ²¹ÒÃкºÊÒ¸ÒÃ³Ê¢Ø ÊÓ¹¡Ñ ͹ÒÁÂÑ ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã
â·Ã. 0 2203 2849

www.bangkok.go.th/health
Êӹѡ͹ÒÁÂÑ ¡Ã§Ø à·¾ÁËÒ¹¤Ã


Click to View FlipBook Version