คู่มือผู้เล่าเร่องธรณี
ื
แหล่งหอยหิน
ท่หนองบัวล�ำภู
ี
หอยหินห้วยเดื่อ
คู่มือผู้เล่าเร่องธรณี
ื
กรมทรัพยากรธรณีเป็นองค์กรท่มีหน้าท่รับผิดชอบโดยตรงในด้านซากดÖกด�าบรรพ์
ี
ี
แหล่งหอยหิน ท่หนองบัวล�ำภ ท่วประเทศไทย ตามท่ก�าหนดไว้ใน พรบ. คุ้มครองซากดÖกด�าบรรพ์ พ.ศ. 2551 โดยมีองค์กร
ู
ี
ี
ั
ี
ปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งเป็น “เ¨้าพนักงานท้องถิ่น” ร่วมปฏิบัติหน้าท่ตาม พรบ. ดังกล่าว
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายสมหมาย เตชวาล แต่พิพิธภัณฑ์หอยหินที่บ้านเดื่อ ต.โนนทัน อ.เมือง ¨.หนองบัวล�าภู เกิดขนก่อนที่
Öé
รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายนิวัติ มณีขัติย์ ¨ะมีการประกาศใช้ พรบ. คุ้มครองซากดกด�าบรรพ์ พ.ศ. 2551 พิพิธภัณฑ์หอยหินแห่งนี é
Ö
รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายมนตรี เหลืองอิงคะสุต เกิด¨ากสานÖกอนุรักษ์ท่น่ายกย่อง และควรถือเป็นแบบอย่างของท้องถิ่น หากวันนéนเ¨้าหน้าท ่ ี
�
ี
ั
ผู้อ�านวยการกองธรณีวิทยา นายสุรชัย ศิริพงษ์เสถียร ท่เกี่ยวข้อง¨ากตาบลโนนทัน ¨ากอ�าเภอเมือง และ¨ังหวัดหนองบัวล�าภูไม่ได้ด�าเนินการควบคุม
ี
�
ผู้อ�านวยการส�านักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 นายทินกร ทาทอง ¨ัดการบริหารพืéนท่ได้ทันท่วงท ซากดÖกด�าบรรพ์หอยสองฝาตัวโตเหล่านéคงกระ¨ัดกระ¨าย
ี
ี
ี
เขียนเรื่อง นายประชา คุตติกุล
สนับสนุนข้อมูล นางสาวโชติมา ยามี สูญหายไปคนละทิศคนละทาง และเหลือไว้แต่เพียงความเสียดายส�าหรับทุกฝ่าย
Ö
นายประดิษฐ์ นูเล ความร่วมมือในการ¨ัดการแหล่งซากดกด�าบรรพ์ ระหว่างองค์การบริหารส่วนต�าบล
นายปรีชา สายทอง โนนทัน กับกรมทรัพยากรธรณี และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม และ
ยังประโยชน์ให้กับสังคมทุกระดับอย่างกว้างขวาง วันนีé¨Öงเป็นโอกาสของทุกคนที่¨ะได้ช่วยกัน
พิมพ์ครัéงที่ 1 ¨Óนวน 200 เล่ม เดือน สิงหาคม 2562 คนละไม้คนละมือในการส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์ และแหล่งซากดกด�าบรรพ์แห่งนéได้อยู่คู่กับท้องถิ่น
ี
Ö
¨ัดพิมพ์โดย ส�านักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 กรมทรัพยากรธรณี เพื่ออ�านวยประโยชน์ด้านบรรพชีวินวิทยา ด้านการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ ให้กับชาวไทย
ภายใน ส�านักงานทรัพยากรน�éาบาดาล เขต 4 และมนุษยชาติโดยรวม
178 ม.27 ถ.มิตรภาพ ต.ศิลา อ.เมือง ¨.ขอนแก่น 40000 กรมทรัพยากรธรณีหวังว่า คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี “แหล่งหอยหิน ที่หนองบัวล�าภู”
โทรศัพท์ 0 4324 3960 โทรสาร 0 4324 3961
�
ี
ท่ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับซากดÖกด�าบรรพ์หอยสองฝานéา¨ืด กับไดโนเสาร์แห่งบ้านห้วยเดื่อไว้
Ö
ข้อมูลทางบรรณานุกรม ¨ะเป็นส่วนหน่งของการต่อยอด และเป็นประโยชน์ส�าหรับเ¨้าหน้าที่มัคคุเทศก์ท้องถิ่นในการ
Ö
Ö
Ö
กรมทรัพยากรธรณี, 2562, ศกษาเพื่อน�าเสนอต่อผู้มาเยือน¨ากทั่วทิศ รวมถง¨ะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศกษา
ู
คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี แหล่งหอยหิน ท่หนองบัวล�าภ, 42 หน้า และนักท่องเที่ยวทุกท่าน
ี
1.ธรณีวิทยา 2.ซากดกดÓบรรพ์ 3.ไดโนเสาร์ 4.หอยสองฝา 5.หอยหิน
Ö
พิมพ์ที่ ขอนแก่นการพิมพ์ (นายสมหมาย เตชวาล)
64-66 ถ.รื่นรมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง ¨.ขอนแก่น 40000 อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
โทรศัพท์ 0 4322 1938
สารบัญ พบหอยในแหล่งหิน
é
Öé
พบหอยในแหล่งหิน 1 ในอดีตเมื่อครังที่ต�าบลโนนทันยังขนอยู่กับ อ�าเภอหนองบัวล�าภู ¨ังหวัดอุดรธานี
Ö
มีการท�าเหมืองหินทราย¨ากเนินเขา บริเวณบ้านห้วยเดื่อ ซ่งภายหลังได้เลิกกิ¨การไปและ
ก�าเนิดพิพิธภัณฑ์หอยหิน 2
ถูกทิงให้เป็นเหมืองร้างแห้งแล้งเรื่อยมา
é
ธรณีวิทยาหนองบัวล�าภู 4 เศษหินที่หลงเหลือ¨ากการท�าเหมืองถูกปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อเนือหิน
é
• ธรณีวิทยาโนนทัน 6 สลายตัวลง เม็ดกรวด-ทรายในเนือหินก็หลุดร่วง และถูกพัดพาลงสู่ล�าห้วยเดื่อที่อยู่ในที่ต�่า
é
é
เรื่องของหอย 8 วันแล้ววันเล่า ในกลุ่มเม็ดกรวดเหล่านันมีก้อนหินรูปร่างแปลกตา คล้ายๆ กับหอยตัวโต
• หอยหินที่ห้วยเดื่อ 14 ขนาดพอๆ กับก�าปั้นเด็กปะปนอยู่ทั่วไป
วันเวลาล่วงเลยไปเน่นนาน อ�าเภอหนองบัวล�าภูก็วัฒนาเ¨ริญรุ่งเรืองต่อเน่อง
ื
ิ
• หอยหินทั่วไทย 18 ¨นได้รับการยกฐานะขนเป็น ¨ังหวัดหนองบัวล�าภู เช่นเดียวกันกับพืนที่เหมืองร้างที่กลับฟื้น
é
Öé
• หอยหินทั่วเอเชีย 20 คืนสภาพธรรมชาติสมบูรณ์ดั่งเดิม กลายเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งวัสดุส�าหรับใช้ในชีวิต
é
é
เรื่องของไดโนเสาร์ 22 ประ¨าวันของชาวบ้านห้วยเดื่ออีกครัง และก้อนหินรูปร่างแปลกๆ เหล่านีก็ไม่ได้หลุดรอด
�
Ö
• ไดโนเสาร์คอยาวที่ห้วยเดื่อ 26 สายตาของชาวบ้านห้วยเดื่อ ซ่งต่างพากันเรียกขานว่า หอยหิน
ผังพิพิธภัณฑ์หอยหิน 30
Ö
ผังแหล่งซากดกด�าบรรพ์บ้านห้วยเดื่อ 32
พิพิธภัณฑ์หอยหิน 34
เอกสารอ้างอิง 38
1
�
ี
é
่
หอยหิน ท ต.โนนทัน ถูกค้นพบครังแรกในราวปี พ.ศ. 2537 โดยชาวบ้าน กาเนิดพิพิธภัณฑ์หอยหิน
ี
ท่เข้าไปหาของป่าบริเวณเหมืองหินร้างห่าง¨ากหมู่บ้านห้วยเดื่อไปประมาณ 1.5 กม. พบก้อนหิน
แปลกตาที่มีลักษณะคล้ายหอยสองฝามากมาย ¨Öงเก็บมาวางขายตามริมถนน กก. ละ 2 บาท
Ö
Öé
Öé
é
Ö
เมื่อมีผู้สนใ¨ซือมากขน และค้นหาหอยหินได้ยากขนราคาก็พุ่งสูงขนไปถง กก. ละ 20 บาท ในช่วงปี พ.ศ. 2543-2544 มีการขุดค้นส�ารว¨ซากดกด�าบรรพ์บริเวนด้านเหนือ
Öé
ี
สาหรับตัวท่มีลักษณะชัดเ¨นสวยงามราคากระโดดสูงขÖนไปถÖงตัวละพันกว่าบาท และเป็นเหตุให้ ของอาคารพิพิธภัณฑ์หอยหินโบราณ โดยเ¨้าหน้าท่ท้องถิ่น ร่วมกับนักธรณีวิทยา¨าก
�
é
ี
ี
�
é
é
Ö
การค้นหาหอยหินมีความเข้มข้นขÖéน ถงขันต้องขุดค้น¨ากหน้าผาชันหินทราย กรมทรัพยากรธรณ ทาให้พบซากดÖกด�าบรรพ์สัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิด รวมถÖงกระดูกไดโนเสาร์
ี
ี
é
เวลานันนิคมสร้างตนเองเชียงพิณผู้ถือกรรมสิทธิ์ในพืนที่บริเวณบ้านห้วยเดื่อ และ และในปีต่อมา¨ังหวัดหนองบัวล�าภูพิ¨ารณาเห็นว่าพืéนท่บริเวณนéเป็นมรดกล�éาค่าทางธรรมชาต ิ
é
Ö
Ö
อ�าเภอเมืองหนองบัวล�าภู เกรงว่า¨ะมีการท�าลายธรรมชาติ และอา¨เกิดอันตรายแก่ชาวบ้าน ที่มีความหลากหลายของสัตว์ดกด�าบรรพ์ รวมถงพืชพันธุ์ไม้กว่า 30 ชนิด สามารถพัฒนา
ี
ี
ี
ิ
ที่พากันหลั่งไหลเข้าไปขุดเ¨าะหาหอยหินกันอย่างล้นหลาม ¨Öงได้สั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปขุดหา เป็นสถานท่ท่องเท่ยวทางธรรมชาต ตามแผนยุทธศาสตร์การท่องเท่ยวของ¨ังหวัดหนองบัวล�าภ ู
Ö
ซากหอยหิน แต่..ก็ยังมีผู้ลักลอบเข้าไปขุดค้น ¨นกระท่งเกิดเหตุหินถล่มทับคนบาดเ¨็บล้มตาย ¨Öงได้อนุมัติงบประมาณผ่านองค์การบริหารส่วนต�าบลโนนทันอีกก้อนหน่งเพื่อสร้างอาคาร
ั
�
ั
ี
ในท่สุดผู้ว่าราชการ¨ังหวัดหนองบัวล�าภ¨Öงได้มีคาส่งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปขุดหาซากหอยหิน แสดงซากดÖกด�าบรรพ์ไดโนเสาร์ ซÖ่งปั¨¨ุบันได้มีการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาต ิ
ู
Ö
ี
ในพืนที่บ้านห้วยเดื่อโดยเด็ดขาด และธรณีวิทยาท่ทันสมัยแห่งหน่งของเมืองไทย
é
ี
�
และปีต่อมา¨ังหวัดหนองบัวล�าภูก็ได้ทาการพัฒนาบริเวณท่ค้นพบซากดÖกด�าบรรพ์
หอยหินให้เป็นแหล่งท่องเท่ยว โดยอนุมัติงบประมาณก่อสร้างพิพิธภัณฑ์หอยหินโบราณ
ี
ผ่านองค์การบริหารส่วนต�าบลโนนทัน
2 3
ภาพรวมโครงสร้างหลักทางธรณีวิทยาวางตัวอยู่ในแนวเกือบ เหนือ-ใต้ เอียงไปทาง
ธรณีวิทยาหนองบัวล�าภ ู ตะวันตกเล็กน้อย ื ี
บริเวณปลายด้านตะวันตกเฉียงเหนือเนéอท่ประมาณ 1/4 ของ¨ังหวัดรองรับด้วย
“กลุ่มแนวชัéนหินคดโค้งเลย” ซÖ่งประกอบด้วยหินตะกอนท่สะสมตัวในทะเล ในช่วงมหายุค
ี
แผนที่ธรณีวิทยา¨ังหวัดหนองบัวล�าภู (ภายในกรอบสีขาว) ดัดแปลง¨ากแผนที่ พาลิโอโซอิก ก่อนเกิดกลุ่มหินโคราชท่สะสมตัวในแอ่งนéา¨ืดบนภาคพืนทวีปในมหายุคมีโซโซอิก
ี
é
�
่
Ö
ธรณีวิทยาประเทศไทย มาตราส่วน 1:1,000,000 กรมทรัพยากรธรณี พ.ศ. 2556 ซงประกอบด้วยหมวดหินห้วยหินลาด นéาพอง ภูกระดÖง พระวิหาร เสาขัว ภูพาน โคกกรวด
�
Öé
มหาสารคาม และภูทอก รวม 9 หมวดหิน เรียงล�าดับ¨ากล่างขนบน
ั
é
ี
ี
é
ั
พืนท่ส่วนท่เหลือทงหมดรองรับด้วยกลุ่มหินโคราช ตéงแต่หมวดหินนéาพองซ่งอยู่ล่างสุด
Ö
�
Ö
¨นถงหมวดหินมหาสารคามซ่งอยู่เกือบบนสุด โดยพืนที่ส่วนใหญ่ตอนกลางของ¨ังหวัดรองรับ
Ö
é
�
ั
Kms หมวดหินมหาสารคาม ด้วยหมวดหินนéาพอง ส่วนตัวอ�าเภอเมืองตéงอยู่ค่อนไปทางขอบด้านตะวันออก ตัว¨ังหวัด
ั
é
�
Kkk หมวดหินโคกกรวด ตงอยู่บนหมวดหินภูกระดÖง เลยออกไปทางตะวันออกสุดเป็นตาบลโนนทันซÖ่งอยู่ติดกับ
Kpp หมวดหินภูพาน เขต¨ังหวัดอุดรธาน ี
ี
ี
ี
Ksk หมวดหินเสาขัว โครงสร้างทางธรณีวิทยาท่พบได้มากท่สุดคือ แนวชัéนหินท่ถูกบีีบอัด¨นเกิดการคดโค้ง
é
ี
่
ั
Kpw หมวดหินพระวิหาร เป็นรูปคลื่น เหมือนรอยย่นของผ้า มีลักษณะคล้ายกับประทุนของเรือ ซÖ่งมีทงแบบท่วางคว�าปกต ิ
é
ี
ี
Jpk หมวดหินภูกระดึง เรียกว่า ชัéนหินรูปประทุน-ในแผนท่ใช้สัญลักษณ์ลูกศรชีéออก¨ากกัน กับแบบท่หงายขÖน
Ö
é
é
Trnp หมวดหินน้ำพอง เรียกว่า ชันหินรูปประทุนหงาย-ใช้สัญลักษณ์ลูกศรชีเข้าหากัน ซ่งปลายลูกศรเปรียบเทียบ
é
ได้กับทิศทางที่ชันหินเอียงลงไป
ภูเขาที่อยู่ทางตอนใต้สุดของ¨ังหวัดหนองบัวล�าภูคือ ภูเก้า ที่มีโครงสร้างเป็นชันหิน
é
รูปประทุนหงายท่ถูกกัดเซาะ¨นมีลักษณะแยกเป็นอิสระ โดยวางตวอยูบนหมวดหินภกระดÖง
ั
ู
ี
่
ู
เป็นภูเขาท่มีด้านข้างชัน และมีชัéนหินเอียงตัวเข้าสู่บริเวณกลางภ ปรากฏให้เห็นการซ้อนทับกัน
ี
ของหมวดหินพระวิหาร เสาขัว ภูพาน และปิดทับด้านบนสุดด้วยหมวดหินโคกกรวด ส่วนหมวดหิน
ที่อยู่เหนือขนไปถูกกัดเซาะท�าลาย กลายเป็นตะกอน และถูกพัดพาลงสู่ที่ต�่ากว่าแล้ว
Öé
4 หินตะกอนหมวดหินเสาขัว วางตัวในแนวค่อนข้างราบ ทางฝั่งทิศใต้ของทางหลวงสาย 210 บริเวณช่วงหลักกิโลเมตรที่ 86 5
�
สุธี ¨งอั¨ฉริยกุล (2545) สารว¨ธรณีวิทยาบริเวณพิิพิธภัณฑ์หอยหินพบว่ารองรับด้วย
é
ชันหินตะกอนหมวดหินเสาขัว หนาประมาณ 17 เมตรเศษ ประกอบด้วยหินทรายเป็นส่วนใหญ่
ธรณีวิทยาโนนทัน สลับกับหินทรายแป้ง และแทรกด้วยหินกรวดมนเล็กน้อย โดยช่วงบนของล�าดับชัéนหิน
é
�
Ö
พบชัéนซากดกด�าบรรพ์หอยสองฝานéา¨ืดตัวโตมากมาย และชันบนสุดพบซากดÖกด�าบรรพ์
�
ี
ี
é
ั
é
พืนท่ตาบลโนนทันตงอยู่บริเวณรอยต่อ¨ังหวัดอุดรธาน ซÖ่งเป็นขอบด้านตะวันตก กระดูกไดโนเสาร์กินพืชคอยาว หรือ ซอโรพอด
ของโครงสร้างรูปประทุนหงายที่มีแนวแกนอยู่ในแนว เหนือ-ใต้ และเอียงลงทางทิศเหนือ
รองรับด้วยหมวดหิน พระวิหาร เสาขัว ภูพาน โคกกรวด และมหาสารคาม เรียงล�าดับไป เมตร ชั้นซากดึกดำบรรพ กระดูกไดโนเสาร
17
ทางทิศตะวันออก เข้าสู่โครงสร้างรูปประทุนอันถัดไปที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยมีแนวแกนชันหิน
é
รูปประทุนอยู่บนภูฝอยลม
15 ชั้นซากดึกดำบรรพ หอยหิน
ตะวันตก ตะวันออก
Ö
รูป¨าลองแสดงการเรียงซ้อนกันของหมวดหินทัง 5 ที่รองรับต�าบลโนนทัน ซ่งถูก
é
�
แรงบีบ¨ากด้านข้างท�าให้เกิดการงอโก่ง โค้งตัวเป็นรูปประทุนหงาย และประทุนคว�่าต่อเนื่อง 10
กันไปในด้านข้าง
ภายหลังการยกตัว และถูกบีบอัดแล้วด้วยแรงภายในโลกแล้ว กระบวนการกัดเซาะทาลาย หินกรวดมน
�
é
ได้ท�าหน้าที่ปรับภูมิประเทศลดลงเรื่อยๆ ¨นปรากฏเป็นพืนที่สูงต�่า ต่างกันตามความคงทน หินทราย
ของหมวดหินต่างๆ ท่เกิด¨ากการทับถมของตะกอนต่างชนิดกัน ในสภาวะแวดล้อมท่ต่างกัน มี ชั้นเฉียงระดับ
ี
ี
หินทราย
พิพิธภัณฑ์หอยหิน ภูฝอยลม 5 ไมมี ชั้นเฉียงระดับ
ชั้นซากดึกดำบรรพ
หินทรายแปง
0
�
ี
é
ชันหินในพืนท่โดยรวมสามารถแบ่งได้เป็น 3 วัฏ¨ักร ซéาๆ กัน ในแต่ละวัฏ¨ักร
é
ี
é
ประกอบด้วยหินทรายท่ไม่แสดงชัéนเฉียงระดับในส่วนล่าง และมีชันเฉียงระดับในส่วนบน
พิพิธภัณฑ์หอยหิน ภูฝอยลม
6 7
เร่องของหอย é (4) Gastropoda หอยฝาเดียว Ö
ื
é
ชันแกสโทรโพดา อยู่ได้ทังในน�éา¨ืด และทะเลรวมถงบนบก
บนต้นไม้ หรือแม้กระทั่งในทะเลทรายอีกด้วย
ิ
หอยเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ล�าตัวน่ม ไม่แบ่งเป็นข้อปล้อง ท่วไปมักพบว่าเป็นแบบ มีกล้ามเนือบริเวณเท้าแข็งแรงและหนาแน่น พบกระ¨าย
ั
é
ฝาเดียว กับสองฝา ¨ัดตามอนุกรมวิธานอยู่ในไฟลัม มอลลัสกา (Mollusca) ท่หมายถÖง พันธุ์อยู่ทั่วโลก มีเปลือกเป็นหินปูน ลักษณะตอนท้าย วนเป็นเกลียว
ี
ผู้มีเนออ่อนนุ่ม มอลลัสก์ (สัตว์ในไฟลัมมอลลัสกา) ท่พบในปั¨¨ุบันมีอยู่ประมาณ 85,000 ชนิด เช่น หอยทาก หอยโข่ง หอยเชอรี่
é
ี
ื
Ö
Ö
ส่วนมอลลัสก์ที่พบเป็นซากดกด�าบรรพ์ คาดว่ามีมากถง 60,000-100,000 ชนิด
ี
ี
ี
ู้
é
é
ี
มอลลัสก์ท่วไปมักมีเปลือกแข็งหุ้มเนอท่อ่อนนุ่ม แต่บางกลุ่มมีแกนแข็งภายในช่วยพยุง (5) Bivalvia หอยสองฝา ชันไบวาลเวีย มอลลัสก์ท่เป็นท่ร¨ักกันด และมีรสชาดอร่อย
ั
ื
�
�
ั
�
Ö
ร่างกาย มอลลัสก์ที่ผู้คนทั่วไปรู้¨ักคุ้นเคยพบได้ในแหล่งน�éาทั่วไป และตลาดสด คือ พวกหมก อาศัยอยู่ได้ทéงในนéาทะเล นéากร่อย และนéา¨ืด ได้แก่ หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยลาย
ื
ื
é
é
ในชัน (Class) เซฟาโรโพดา กับหอยอีก 2 ชัน คือ หอยฝาเดียว ในชันแกสโทรโพดา กับ หอยมอเสอ หอยคราง หอยหลอด และหอยตลับ เป็นต้น
é
é
หอยสองฝา ในชันไบวาลเวีย มอลลัสก์ถูก¨าแนกเป็น 7 ชัน ดังนี é
é
�
(1) Monoplacophora ชันโมโนพลาโคฟอรา
é
เป็นมอลลัสก์ที่มีเปลือกเพียงชิéนเดียว รูปร่างคล้ายฝาชี
แต่ปลายยอดเอนมาด้านหน้า เท้าเป็นแผ่นกลมแบนอยู่ที่ท้อง
ไม่มีหนวด ไม่มีตา เช่น หอยฝาละมีโบราณ
é
(6) Scaphopoda ชันสแคปโฟโพดา ทุกชนิด¨ะอาศัยอยู่ภายใต้พืéนทรายใต้ทะเล
(2) Polyplacophora ชันพอลิพลาโคฟอรา มีลักษณะเรียวยาว โค้งตรงกลางเล็กน้อย หน้าตัดเป็นทรงค่อนข้างกลม มีช่องเปิด
é
Ö
Ö
ั
é
¨ัดเป็นมอลลัสก์¨าพวกหน่งที่มีลักษณะแตกต่างไป¨าก ท่ปลายสุดของทงสองด้านซ่งด้านหน่ง¨ะใหญ่กว่าอีกด้านเสมอ พบหลักฐาน
�
Ö
ี
มอลลัสก์ชันอื่น ๆ กล่าวคือ แทนที่¨ะเปลือกหรือฝาเดียว ซากดÖกด�าบรรพ์อายุกว่า 240 ล้านปี ปั¨¨ุบันพบแล้วกว่า 1,000 ชนิด
é
é
Ö
หรือสองฝา แต่กลับมีมากถง 7-8 ชินที่แยกออก¨ากกัน เรียกกันท่วไปว่า หอยงาช้าง หรือ หอยฟันช้าง
ั
Ö
แต่ก็ยดเข้าไว้ด้วยกันทางด้านบนล�าตัวเหมือนชุดเกราะ
เช่น ลิ่นทะเล หรือหอยแปดเกล็ด (7) Cephalopoda ชันเซฟาโลโพดา มีลักษณะเด่นตรงท่ร่างกายสมมาตรซ้าย-ขวา
ี
é
มีส่วนหัวโดดเด่น และมีการดัดแปลงส่วนเท้าของมอลลัสกาไปเป็นแขนหรือหนวด เช่น หอยงวงช้าง
(3) Aplacophora ชันอะพลาโคฟอรา เป็นมอลลัสก์ และหมกสายพันธุ์ต่างๆ
é
Ö
ที่โบราณ ตัวคล้ายหนอน ไม่มีเปลือก อาศัยอยู่ตามโคลนใต้ทะเล
หรือตามผิวของฟองน�éา ตัวยาวประมาณ 1-40 มิลลิเมตร
ไม่มีเท้าหรือถ้ามี¨ะมีขนาดเล็กมาก เช่น หอยหนอน
8 9
é
é
สมาชิกทังหมดของมอลลัสก์ชันไบวาลเวีย (Bivalvia) เป็นสัตว์น�éา สืบทอดเผ่าพันธุ์
¨ากยุคแคมเบรียนเมื่อกว่า 500 ล้านปีก่อน ต่อมาในยุคดีโวเนียนพบหลักฐานวิวัฒนาการให้ หอยสองฝำ
Ö
สามารถอยู่ได้ในน�éากร่อย และในน�éา¨ืด ต่อเนื่องมา¨นถงปั¨¨ุบัน
é
Ö
�
หอยสองฝาส่วนใหญ่อาศัยตามพืนทะเล แต่บางชนิดว่ายนéา บางชนิดเกาะติด บางชนิดขุดรู ปั¨¨ุบันพบว่า หอยฝาเดียวมีมากชนิด (Species) กว่าหอยสองฝา ถง 3 เท่า
บางชนิดยÖดติดเปลือกข้างหนÖ่งไว้กับพืéนผิวท่แข็ง เช่นหอยนางรม ถง¨ะม¨านวนชนิดเป็นรองแต่ปริมาณมวลรวม (Biomass)
ี
�
ี
Ö
กลามเนื้อยึดฝา กลามเนื้อยึดตีน ของหอยสองฝา กลับมีสูงกว่าของหอยฝาเดียวหลายเท่า
ี
ั
ื
หอยสองฝาโดยท่วไปใช้แผ่นเนéอเยื่อท่ม ี
ั
รูปร่างคล้ายใบขวานขุดแซะเพือแทรกตวลงไป ปาก ดานหนา หอยสองฝา มีฝาหอยเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต
่
ระยางค
é
ใต้พืนทราย บางชนิดฝังตัวใต้ซากไม้ที่ผุพัง โบกอาหาร สามารถเปิด-ปิดได้ มีความสมมาตรกัน
และบางชนิดก็ซุ่มซ่อนตัวเพื่อล่าเหยื่อ ขณะ คือฝาหอยทéงสองฝา¨ะมีรูปร่างเหมือนกัน
ั
ที่บางกลุ่มสามารถเปิด-ปิดฝาเป็น¨ังหวะ ฟนและรอง ขนาดใกล้เคียงกัน แต่กลับซ้าย-ขวา
เพื่อพ่นขับแรงดันน�éา¨นเสมือนกับว่าได้ กระเพาะ ส่วนภายในแต่ละฝาไม่มีสมมาตร
ว่ายน�éาได้ ตีน จะงอย หน้า-หลัง ขนาดของหอยสองฝา
ลำไส ดานบน ดานลาง มีตังแต่เท่าหัวเข็มหมุด ¨นถง 2 ม.
é
Ö
หอยสองฝามีล�าตัวสéน ด้านหน้า อวัยวะเพศ ไต ฝาซาย
ั
เป็นส่วนหัวท่ไม่แสดงวิวัฒนาการ เนื้อหอย หัวใจ เอ็นยึดฝา ฝาหอยสองฝายดติดกันด้วย
Ö
ี
หอยสองฝาไม่มีตา ไม่มีหนวด แต่มี กล้ามเนอยÖดฝา (Adductor muscle)
é
ื
รอย
ระยางค์ส่วนปาก 2 คู่ ส�าหรับพัด กลามเนื้อ และเอ็นยดฝา หรือบานพับ (Hinge
Ö
อาหารเข้าปาก มีแผ่นเนือเยื่อส�าหรับ เหงือก ยึดฝา ดานหลัง ligament) ซ่งบานพับ¨ะยดเปลือกทาง
Ö
Ö
é
เคลื่อนที่ และว่ายน�éา มีเนืéอแมนเทิลที่ ด้านหลังบริเวณใต้บานพับ ประกอบด้วย
Ö
ท�าหน้าที่สร้างเปลือกแข็ง ฟันเรียกว่า hinge teeth ซ่งส่วนมากเป็น
ทวาร ลักษณะฟน-รอง รับกันเพื่อช่วยยดเปลือกไว้ด้วยกัน
Ö
ั
่
ทอน้ำเขา และ ออก
หอยสองฝามีระบบอวัยวะภายในที่ซับซ้อน และป้องกันการเลื่อนบิดไป¨ากแนว
มีระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วยหัวใ¨และเส้นเลือด และระบบหายใ¨ด้วยเหงือก
Ö
é
�
ี
Ö
�
ี
ี
�
ซ่งเหงือกของหอยสองฝานéนอก¨ากทาหน้าท่หายใ¨แล้ว ยังทาหน้าท่กรองอาหาร¨ากนéาท่ดูดผ่าน ส�าหรับการปิดและเปิดของฝา เมื่อกล้ามเนือยดฝาหดตัวลง¨ะท�าให้
ี
Ö
Ö
é
ท่อนéาเข้าด้วย ซÖ่งอาหารของหอยสองฝา คือ ¨ุลินทรีย์ พืชขนาดเล็ก เช่น สาหร่ายเซลล์เดียว ฝาหอยปิด โดยเอ็นยดฝาที่บานพับ¨ะถูกกดเหมือนสปริง และเมื่อกล้ามเนือยดฝาคลายตัวลง
�
Ö
สัตว์ขนาดเล็ก และสารอินทรีย์ที่ลอยตัวอยู่ในน�éา เอ็นยดฝา¨ะเป็นตัวสปริงดันให้ฝาเปิดโดยอัตโนมัติ
10 11
เปลือกของหอยสองฝามีรูปร่างสัณฐานหลายลักษณะ เช่น เป็น รูปสามเหลี่ยม
รูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า รูปกลม รูปไข่ และรูปรี เป็นสิ่งส�าคัญส�าหรับใช้ในการ¨าแนก หอยสองฝำ
�
สายพันธุ์หอยสองฝาโดยเฉพาะลักษณะของวงศ์ (Family) และสกุล (Genus)
หอยสองฝาเป็นสัตว์แยกเพศ ไข่มีขนาดเล็กและไม่ค่อยมีไข่แดง ส่วนใหญ่มีการ
ผิวด้านนอกของเปลือกหอยบางพวกเรียบเป็นมัน ผสมพันธุ์แบบภายนอกโดยการปล่อยไข่และสเปิร์มออกไปผสมกันในนéา บางส่วนท่มีการ
ี
�
Ö
ี
ี
é
ื
Ö
บางพวกมีหนาม สัน และร่อง ซ่งมีลักษณะเป็นแนว ผสมพันธุ์ภายใน ซ่ง¨ะเกิดขÖนบริเวณช่องว่างในเนéอแมนเทิล โดยตัวเมียดูดสเปิร์มท่ตัวผู้
รัศมีหรือแนวขนานกับขอบเปลือก นอก¨ากการดู ปล่อยออกมาในนéาเข้าไปทางท่อดูดนéาเข้า แล้วเ¨ริญเติมโตภายในตัวแม่ก่อนปล่อยออก
�
�
ื
รูปร่างของเปลือกภายนอกแล้วลักษณะของฟัน ดานหนา เม่อเป็นตัวอ่อนหรือเม่อเ¨ริญสมบูรณ์
ื
�
�
หอยก็สามารถใช้ประกอบในการ¨าแนกชนิด สาหรับหอยสองฝานéา¨ืด ในอันดับ Unionoida ¨ะปล่อยตัวอ่อนท่มีอวัยวะ
ี
�
เช่นกัน หอยสองฝาบางชนิดอา¨มีรูปร่าง เสนการเจริญเติบโต เป็นรูปตะขอ หรือเป็นรูปหัวขวาน ออกไปเกาะติดเป็นปรสิตปลา เพื่อการกระ¨ายพันธุ์
ภายนอกคล้ายกัน แต่ลักษณะฟันของ ¨นกระท่งเติบโตสมบูรณ์แล้ว¨Öงหลุดออก¨ากตัวปลา ตกลงสู่พืéนแหล่งนéาเพื่ออาศัยหากิน
�
ั
หอยต่างกัน ย่อมต่างชนิดกัน อัมโบ อิสระตามปกติต่อไป
(umbo) ปลาน้ำจืด ปลาน้ำจืดเปนผูพาหอยตัวออน
ส่วนที่ถูกสร้างขนก่อน และ ดานลาง ดานบน กระจายพันธุออกไปไดไกลๆ
Öé
แก่ที่สุดเรียกว่า อัมโบ (Umbo) ฝาซาย เปนหอยวัยเยาวจะหลุดออก
เมื่อหอยตัวออนเติบโต
การเพิ่มขนาดของเปลือกท�าโดยการ จากปลาเพื่อหากินอิสระตอไป
หอยวัยเยาว
สร้างเปลือกใหม่รอบอัมโบเป็นวงๆ
หอยตัวออนถูกดูด
ซ้อนขยายออกไปเรื่อยๆ ท�าให้เกิด หอยตัวออน เขาไปเกาะติดอยูกับ
เหงือก หรือครีบ
หอยวัยเยาวเจริญ
เส้นลายบนเปลือกรอบอัมโบออกเป็นชันๆ ของปลาน้ำจืด หอยตัวออน หอยตัวผูปลอยสเปรม ไปเปนหอยโตเต็มวัย
é
เรียกว่าเส้นการเ¨ริญเติบโต (Growth line) ดานหลัง ออกสูแหลงน้ำ
หอยตัวออนมีอวัยวะรูปตะขอ
หรือหัวขวาน ทำหนาที่เกาะ หอยตัวเมียปลอย สเปรม
หอยตัวออน
การก�าหนดเปลือกซ้ายหรือขวาของหอยสองฝา ติดกับตัวปลาน้ำจืด ออกสูแหลงน้ำ
Öé
é
ท�าได้โดยถือเปลือกหอยให้ด้านอัมโบ ตังขน และให้ด้าน หอยตัวเมียดูดสเปรม
เขาทางทอดูดน้ำเขา
บานพับของเปลือกหันเข้าหาตัวผู้สังเกต โดยปลาย¨ะงอยแหลม หอยตัวผู
สเปรมเขาผสมกับไขภายในหอยตัวเมีย
é
é
¨ะชีออก¨ากตัวผู้สังเกตไปทางด้านหน้าของหอย และเปลือกหอยทังสองฝา¨ะอยู่ตามต�าแหน่ง และเจริญเติบโตเปนตัวออนในชองวาง
ภายในเนื้อแมนเทิล
ซ้าย-ขวา ของผู้สังเกต ส�าหรับ¨ะงอยเปลือกของหอยเสียบ ¨ะต่าง¨ากหอยสองฝาทั่วไปคือ หอยตัวเมีย
ชีกลับไปด้านหลัง
é
วง¨รการขยายพันธุ์ของหอยสองฝาน�éา¨ืด ในอันดับ Unionoida
คัดลอก และดัดแปลง¨าก https://en.wikipedia.org/wiki/Unionida
12 13
¨ากการศÖกษาของอัศน มีสุข (Meesook, 2014) พบว่าซากดÖกด�าบรรพ์
ี
หอยหินท่ห้วยเดื่อ หอยสองฝานéา¨ืดหลายชนิดท่พบในชัéนหินยุคครีเทเชียส สามารถ¨ัด¨าแนกออกได้เป็น
ี
ี
�
�
่
สองกลุมชีวิน (Assemblage) ตามช่วงอายุซ่งสอดคล้องกับ
Ö
ลานป อายุของหมวดหินโคกกรวด และหมวดหินเสาขัว ดังนีé คือ
66.0
หอยหินที่ห้วยเดื่อ ถูก¨ัดอยู่ใน Maastrichtian 72.1
• อาณา¨ักร สัตว์ (Kingdom: Animalia) Campanian
• ไฟลัม มอลลัสกา (Phylum: Mollusca) ตอนปลาย Santonian 83.6 กลุ่มชีวินที่่ 1 สมัย Albian (เริ่มมา¨ากสมัย Aptian)
86.3
• ชัน ไบวาลเวีย (Class: Bivalvia) ที่ถูกแบ่งออกได้เป็น 6 ชันย่อย Coniacian 89.8 • Trigonioides (Diversitrigonioides) diversicostatus
é
é
é
• ชันย่อย พาลีโอเฮเทอโรดอนตา (Subclass: Palaeoheterodonta) ที่ถูกแยก Turonian 93.9 • Pseudohyria subovalis
�
Ö
ออกเป็น 2 อันดับ คือ ไทรโกนิออยดา (Trigonioida) ซ่งล้วนอาศัยอยู่ในนéาทะเล และ ครีเทเชียส Cenomanian 100.5
อันดับ ยูนิโอนอยดา (Unionoida) ซ่งเป็นหอยน�éา¨ืดทังหมด Albian 113.0
Ö
é
• อันดับ ยูนิโอนอยดา (Order: Unionoida) ที่ถูกแบ่งออกได้เป็น 5 เหนือวงศ์ Aptian
Ö
ี
• เหนือวงศ์ ไทรโกนิออยดอยเดีย (Superfamily: Trigonioidoidea) ท่แบ่งออกเป็น Barremian 125.0 กลุ่มชีวินที่่ 2 สมัย Aptian (ขยายถงสมัย Albian)
6 วงศ์ โดยพบเป็นซากดÖกด�าบรรพ์อยู่ในหมวดหินเสาขัว และหมวดหินโคกกรวด รวม 4 วงศ์ ตอนตน Hauterivian 129.4 • Plicatounio (Guanxiconcha) suzukii
132.9
Valanginian • Trigonioides (Trigonioides) kobayashii
1. วงศ์ นากามูระนายอิเด (Family: Nakamuranaiidae) 139.8
Berriasian
145.0
2. วงศ์ ไทรโกนิออยดิเด (Family: Trigonioididae) 2 ซม. มาตราส่วน
3. วงศ์ พลิคาโตยูนิโอนิเด (Family: Plicatounionidae) Trigonioides (Trigonioides) kobayashii Plicatounio (Guanxiconcha) suzukii
4. วงศ์ ซูโดไฮริอิเด (Family: Pseudohyriidae)
14 หอยหิน 4 วงศ์ คัดลอก และดัดแปลง¨าก Sha Jin-geng, 2010 หอยหิน 2 สาุล 2 ชนิด คัดลอก¨าก Meesook, 2014 15
ตัวอย่างหอยหินสองชนิด คือ Plicatounio (Guanxiconcha) suzukii และ
Trigonioides (Trigonioides) kobayashii พบในหมวดหินเสาขัว บริเวณภูเก้า อ�าเภอ
หอยหินท่ห้วยเดื่อ โนนสัง ¨ังหวัดหนองบัวล�าภ ซÖ่งอยู่ไม่ไกล¨ากพิพิธภัณฑ์หอยหินแห่งบ้านห้วยเดื่อ
ี
ู
หอยหินที่ห้วยเดื่อ ถูกค้นพบโดยชาวบ้านมาช้านานแล้ว ¨ากการส�ารว¨ธรณีวิทยา
Ö
é
ในภายหลังปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า หอยหินเหล่านีเป็นซากดกด�าบรรพ์หอยสองฝาน�éา¨ืด
é
สะสมตัวในยุคครีเทเชียสตอนต้น อยู่ในชันหินทรายแป้งสีน�éาตาลแดง ซ่งเป็นส่วนหน่งของ
Ö
Ö
หมวดหินเสาขัว
ี
ั
หอยหินท่พบทéงหมดในหมวดหินเสาขัวมีหลายสายพันธุ์ ¨ากผลการศÖกษา
ซงรายงานโดย สุธี ¨งอั¨ฉริยกุล, 2545 และ Meesook, 2014 สรุปได้ว่ามีอยู่อย่างน้อย
Ö
่
2 สกุล 4 ชนิด ประกอบด้วย
• Trigoniodes (s.s.) Trigonus
• Trigoniodes cf. guangxiensis
• Trigonioides (Trigonioides) kobayashii
• Plicatounio (Guanxiconcha) suzukii
¨ากหลักฐานทางด้านธรณีวิทยา และตะกอนวิทยา ทาให้สามารถระบุได้ว่า
�
หอยสองฝานéา¨ืดเหล่านéมีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อมท่เป็น หนองนéาตน กระ¨ายตัวอยู่
�
ี
ี
�
é
ื
Ö
�
ี
ในท่ราบนéาท่วมถง สองฟากฝั่งของล�านéาโค้งตวัด
�
Plicatounio (Guanxiconcha) suzukii Trigonioides (Trigonioides) kobayashii
16 17
ั
หอยหินท่วไทย
Öé
Ö
หินตะกอนในหมวดหินพระวิหารขนมามีการสะสมตัวในช่วงยุคครีเทเชียสซ่งเป็นยุค
ที่หอยน�éา¨ืดใน ระดับเหนือวงศ์ ไทรโกนิออยดอยเดีย (Superfamily Trigonioidoidea)
มีความสมบูรณ์ และมีการแพร่พันธุ์อย่างกว้างขวาง รวมถÖงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในหมวดหินเสาขัว และหมวดหินโคกกรวด ซ่ง¨ากการศÖกษาของอัศน มีสุข (Meesook, 2014)
ี
Ö
�
ี
พบว่ามีการสะสมตัวในสภาวะแวดล้อมของทางนéาแบบโค้งตวัด ในสภาพภูมิอากาศท่ร้อน และ
ค่อนข้างแห้งแล้ง
หมวดหินเสาขัว และโคกกรวด มีการกระ¨ายตัวเป็นวงรอบแอ่งโคราช และเชิงเขา
Ö
ด้านเหนือของ เทือกเขาภูพาน รวมถงบริเวณแอ่งนครไทย ¨ังหวัดพิษณุโลก
ี
นอก¨ากบริเวณภาคอีสานแล้วยังพบหินตะกอนท่ม ี
Ö
การสะสมตัวในยุคครีเทเชียสพร้อมซากดกด�าบรรพ์หอยหินในภาคใต้
่
บริเวณ¨ังหวัดกระบี ในหมวดหิน ล�าทับ ซÖ่งมีลักษณะของตะกอน
เทียบได้กับหมวดหินเสาขัว ของกลุ่มหินโคราช
แผนที่แสดงการกระ¨ายตัวของหินตะกอน
มหายุคมีโซโซอิกในภาคใต้ของไทย คัดลอก และ
ดัดแปลง¨าก Teerarungsigul et al.
, 1999
การกระ¨ายตัวของหมวดหินเสาขัว และโคกกรวด (เน้นด้วยสีฟ้า และเขียวอ่อน)
บนที่ราบสูงโคราช ดัดแปลง¨าก แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี, 2556
มาตราส่วน 1 : 1,000,000
และ เป็นสัญลักษณ์แสดงต�าแหน่งที่พบหอยหินในหมวดหินเสาขัว และ
โคกกรวด ใน¨ังหวัดหนองบัวล�าภู ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด
กลุ่มหินโคราชเกิด¨ากการสะสมของตะกอน¨ากแหล่งน�éา¨ืดตังแต่ช่วงปลายยุค
é
ไทรแอสซิก เรื่อยมา¨นถงปลายยุคครีเทเชียส ¨าแนกได้เป็น 9 หมวดหิน เรียงล�าดับ¨าก
�
Ö
ล่างขนบน ดังนีคือ ห้วยหินลาด น�éาพอง ภูกระดง พระวิหาร เสาขัว ภูพาน โคกกรวด
é
Öé
Ö
มหาสารคาม และปิดทับบนสุดด้วยหมวดหินภูทอก
18 19
หอยหินท่วเอเชีย
ั
ลานป
66.0
Maastrichtian
หอยหินที่ห้วยเดื่อ เป็นหอยน�éา¨ืดสองฝา Campanian 72.1
ที่มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียส ข้อมูล¨ากการ ตอนปลาย Santonian 83.6 หลัง¨าก 93.9 ล้านปี
86.3
ศกษาทางด้านบรรพชีีวินวิทยาทั่วโลก Coniacian 89.8
Ö
Turonian
Ö
ซ่งได้รวบรวมโดย Sha Jin-geng และ Cenomanian 93.9
สรุปเป็นแผนที่แสดงรูปแบบการกระ¨าย ครีเทเชียส Albian 100.5
ตัวของหอยหิน Trigonioidae 113.0
Aptian
ในภูมิภาคเอเชีย (แสดงด้วย¨ุดสีด�า) ตอนตน Barremian 125.0
ที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรณีกาล Hauterivian 129.4 100.5-93.9 ล้านปี
132.9
และสามารถ¨ัดแบ่งได้เป็น 5 ช่วงเวลา Valanginian 139.8
Berriasian
แผนที่โลกในหน้าขวา แสดงต�าแหน่งของ Tithonian 145.0
152.1
ทวีีปต่างๆ ทั่วโลกในช่วงยุคครีเทเชียส ตอนปลาย Kimmeridgian 157.3
Oxfordian
บริเวณที่ระบายสีแดงคือ ต�าแหน่งของ Bathonian 163.5 113-100.5 ล้านปี
Callovian
166.1
ประเทศไทย จูแรสซิก ตอนกลาง Aalenian 168.3
Bajocian
170.3
พบหอยหินกระ¨ายตัวเข้ามาในภูมิภาค Toarcian 174.1
182.7
ของประเทศไทย เกือบตลอดช่วง ตอนตน Pliensbachian 190.8
Sinemurian
ยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณ Hettangian 199.3 125-113 ล้านปี
201.3
135-100 ล้านปีที่ผ่านมา Rhaetian 208.2
สมัย Aptian หอยหินแพร่หลายมาก ตอนปลาย Norian 237.0
ในภาคใต้ของ¨ีนตลอดเรื่อยไป ไทรแอสซิก Carnian 237.0
¨นถงเกาหลี และญี่ปุ่น ตอนกลาง Ladinian 242.0 135-125 ล้านปี
Ö
Anisian
ตอนตน Olenekian 247.2
251.2
หลัง¨ากสมัย Albian ไม่พบหอยหิน Induan 251.9
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย
Öé
แต่กลับมีการแพร่กระ¨ายมากขนไปทาง
Öé
ทิศเหนือ ขนไปทาง¨ีน มองโกลเลีย
Ö
และเลยขนไปถงธิเบต และรัสเซีย คัดลอก และ ดัดแปลง ¨าก Sha Jin-geng, 2010
Öé
20 21
ี
ก่อน¨ะไปต่อกันท่เรื่องของซากดÖกด�าบรรพ์ “ไดโนเสาร์คอยาว ท่บ้านห้วยเดื่อ” เร่องของไดโนเสาร์
ี
ื
เรามาท�าความรู้¨ักไดโนเสาร์ตามแบบฉบับของนักบรรพชีวินวิทยากันก่อน
นักบรรพชีวินวิทยา¨ัดแบ่งไดโนเสาร์เป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะของกระดูกสะโพก
• ซอริสเชีย (Saurischia) มีสะโพกเหมือนของสัตว์เลือยคลาน ¨ะมีกระดูกหัวหน่าว • ออร์นิธิสเชีย (Ornithischia) มีสะโพกเหมือนของนก ¨ะมีกระดูกหัวหน่าวอยู่ติด
é
é
é
กับกระดูกก้นอยู่แยก¨ากกัน โดยกระดูกหัวหน่าวชีéไปด้านหน้า กับกระดูกก้น โดยชีไปด้านหลังทังคู่
é
ไดโนเสาร์ซอริสเชียน (Saurischians) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ พวกกินเนéอ กับพวกกินพืช ไดโนเสาร์ออร์นิธิสเชียน (Ornithischians) เป็นไดโนเสาร์พวกกินพืชทังหมด
ื
1. เทอโรพอดส์ (Theropods) เป็นไดโนเสาร์ พวกกินเนือ เดินสองขา แบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อย คือ
é
แบ่งด้วยขนาด เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ 1. สเตโกซอร์ (Stegosaurs) เป็นไดโนเสาร์ มีครีบหลัง เดินสี่ขา
• คาร์โนซอร์ (Carnosaurs) มีขนาดใหญ่ 2. ออร์นิโธพอดส์ (Ornithopods) เป็นไดโนเสาร์ ปากเป็ด เดินสองขา
• ซีลูโรซอร์ (Coelurosaurs) มีขนาดเล็ก 3. เซอราทอปเชียน (Ceratopsians) เป็นไดโนเสาร์ มีเขา เดินสี่ขา
4. แองคีโลซอร์ (Ankylosaurs) เป็นไดโนเสาร์ หุ้มเกราะ เดินสี่ขา
2. ไดโนเสาร์คอยาว พวกกินพืช ขนาดใหญ เดินสี่ขา 2 กลุ่มใหญ่ คือ
่
é
• โปรซอโรพอดส์ (Prosauropods) เชื่อว่ากินเนือได้ด้วย สูญพันธุ์ไปก่อน 5. พาคีเซปฟาโลซอร์ (Pachycephalosaurs) เป็นไดโนเสาร์ หัวแข็ง เดินสองขา
é
ตังแต่ยุค¨ูแรสซิกตอนต้น * แองคีโลซอร์ และ พาคีเซปฟาโลซอร์ เป็นไดโนเสาร์ 2 กลุ่มที่ยังไม่พบในประเทศไทย
• ซอโรพอดส์ (Sauropods) มีการพัฒนาขนาดใหญ่ขÖนกว่าญาติในยุคต้นๆ มาก
é
ลานป
66.0
Kinnareemimus Argentinosaurus Ratchasimasaurus Psittacosaurus
ครีเทเชียส
โคกกรวด
Phuwiangosaurus Stegosaurs Siamodon
เสาขัว Hypsilophodontid
Siamosaurus Siamotyrannus Compsognathus Ceratopsians
ภูกระดึง Euhelopodid 145.0
Brachiosaurus มหายุค มีโซโซอิก
Carnosaurs Coelurosaurs Sauropods Stegosaur Ornithopods จูแรสซิก
Prosauropods ไทรแอสซิก
น้ำพอง 201.3
Isanosaurus
กระดูกกน THEROPODS กระดูกหัวหนาว
กระดูกหัวหนาว กระดูกกน 251.9
SAURISCHIANS ORNITHISCHIANS
สะโพกแบบสัตวเลื้อยคลาน สะโพกแบบนก
DINO SAURS
การจัดกลุมไดโนเสาร ตามลักษณะของกระดูกสะโพก พรอมตัวอยาง ไดโนเสารของไทย ที่พบในหมวดหินอายุตางๆ กันของกลุมหินโคราช
22 23
ไดโนเสาร์คอยาว é แผนผังแสดงสรุปอนุกรมวิธานอย่างย่อ ของไดโนเสาร์คอยาว สกุลต่างๆ ที่พบใน
พืนที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยสัญลักษณ์สีบ่งบอกทวีปที่พบ ต�าแหน่งและความยาวของแถบสีแสดง
ช่วงอายุที่เ¨้าคอยาวแต่ละสกุลมีชีวิตอยู่ โดยไดโนเสาร์สกุล ภูเวียงโกซอรัส มีชีวิตร่วมสมัยกับ
é
ไดโนเสาร์ทังหมด ถูก¨ัดอยู่ใน หอยหินบ้านห้วยเดื่อ ซ่งเป็นช่วงการสะสมตะกอนของหมวดหินเสาขัว และโคกกรวด
Ö
• อาณา¨ักร สัตว์ (Kingdom: Animalia)
• ไฟลัม คอร์ดาตา (Phylum: Chordata) จูแรสซิก ครีเทเชียส
é
• ชัน ซอรอปซิดา (Class: Sauropsida) ตอนตน ตอนกลาง ตอนปลาย ตอนตน ตอนปลาย ยุค
• อันดับใหญ่ ไดโนซอเรีย (Superorder: Dinosauria)
ี
ซ่งถูกแยกออกเป็นอันดับซอริสเชีย (Saurischia) ท่มีสะโพกคล้ายสัตว์เลืéอยคลาน และ สมัย
Ö
ออร์นิธิสเชีย (Ornithischia) ท่มีสะโพกคล้ายนกโบราณ สาหรับไดโนเสาร์คอยาว ¨ัดอยู่ใน Hettangian Sinemurian Pliensbachian Toarcian Aalenian Bajocian Bathonian Callovian Oxfordian Kimmeridgian Tithonian Berriasian Valanginian Hauterivian Barremian Aptian Albian Cenomanian Turonian Coniacian Santonian Campanian Maastrichtian
ี
�
• อันดับ ซอริสเชีย (Order: Saurischia)
é
ซ่งแยกออกเป็น 2 อันดับย่อยคือพวกกินเนือ และพวกกินพืช ส�าหรับเ¨้าคอยาว 201.3 199.3 190.8 182.7 174.1 170.3 168.3 166.1 163.5 157.3 152.1 145.0 139.8 132.9 129.4 125.0 113.0 100.5 93.9 89.8 86.3 83.6 72.1 66.0 อายุ (ลานป)
Ö
เป็นพวกกินพืช ¨ัดอยู่ใน เสาขัว
• อันดับย่อย ซอโรโพโดโมฟา (Suborder: Sauropodomorpha) ภูพาน แหลงที่พบไดโนเสาร
โคกกรวด
Shunosaurus สกุล ตางๆ ทั่วโลก
ซ่งแยกออกเป็น 2 อันดับฐาน (Infraorder) ประกอบด้วย โปรซอโรโพดา Omeisaurus
Ö
Mamenchisaurus แอฟริกา
(Prosauropoda) และซอโรโพดา (Sauropoda) Diplodocus เอเชีย
Apatosaurus ออสเตรเลีย
Camarasaurus ยุโรป
Europasaurus อินเดีย
โปรซอโรโพดา เป็นไดโนเสาร์รุ่นแรกๆ ที่เชื่อว่าเป็นไดโนเสาร์คอยาวที่กินทังพืช Giraffititan Euhelopus มาดากัสการ
é
é
é
é
และกินทังเนือ ซ่งสูญพันธุ์ไปตังแต่ช่วงปลายของยุค ¨ูแรสซิกตอนต้นแล้ว Brachiosaurus Cedarosaurus อเมริกาเหนือ
Ö
อเมริกาใต
ส่วนซอโรโพดาเป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช ที่มีวิวัฒนาการทัéงรูปร่าง และขนาด Venenosaurus
Chubutisaurus
Wintonotitan
é
ต่อเนื่องไป¨นสินสุดยุคไดโนเสาร์ Ligabuesaurus
Andesaurus
Phuwiangosaurus สกุลภูเวียงโกซอรัส
Argentinosaurus
ซอโรโพดา มีวิวัฒนาการแยกเป็นหลายสาขา (Clade) เช่น Eusauropoda, Epachthosaurus
Malawisaurus
Neosauropoda, Macronaria และ Titanosauriforms ฯลฯ Dreadnoughtus
Notocolossus
ในแต่ละสาขาของเหล่าไดโนเสาร์คอยาว มีการแตกแขนงสายพันธุ์ลงไปสู่ระดับ Tapuiasaurus
Futalognkosaurus
วงศ์ (Famiy), สกุล (Genus) และชนิด (Species) ต่างๆ มากมาย ¨ากช่วงปลายยุค Mendozasaurus Isisaurus
Ö
ไทรแอสซิก ¨นถงปลายยุคครีเทเชียส Rapitosaurus
Alamosaurus
Diamantinasaurus Opisthocoelicaudia
Trigonosaurus
Saltasaurus
ดัดแปลง¨าก Bernardo et al. (2016) Neuquensaurus
24 25
ี
ไดโนเสาร์คอยาวท่ห้วยเดื่อ ¨ากการส�ารว¨ธรณีวิทยาบริเวณพิพิธภัณฑ์หอยหินบ้านห้วยเดื่อ ท�าให้ทราบ
é
Ö
é
ได้ว่าซากดกด�าบรรพ์หอยหินสะสมตัวอยู่ในชันหินทรายแป้ง และนอก¨ากนียังพบ
กระดูกไดโนเสาร์ในชันหินเหนือขนไปประมาณสองเมตรเศษ
Öé
é
ซากดกด�าบรรพ์กระดูกไดโนเสาร์ที่พบส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูกขนาดเล็ก
Ö
é
ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกซี่โครง กระดูกหาง และกระดูกนิวขาหน้า ส่วนที่เป็น
ชินใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์เป็น กระดูกขาหน้าท่อนบนทéงสองข้าง และกระดูกแข้งหลังซ้าย
é
ั
เมตร
17 ชั้นซากดึกดำบรรพ กระดูกไดโนเสาร
¨ากการศกษาของนักบรรพชีวินวิทยาท�าให้ทราบในเบืองต้นว่ากระดูกเหล่านี é
Ö
é
Ö
เป็นของไดโนเสาร์คอยาว หรือซอโรพอด (Sauropod) ซ่งคาดว่าเป็นไดโนเสาร์สกุล
15 ชั้นซากดึกดำบรรพ หอยหิน “ภูเวียงโกซอรัส” ซ่งมีความสอดคล้องกันทังลักษณะของกระดูกเท่าที่ค้นพบ และ
Ö
é
หมวดหินเสาขัวที่เก็บรักษาซากดÖกด�าบรรพ์กระดูกเหล่านีé แต่ยังไม่มีรายงานการวิ¨ัย
ยืนยันอย่างชัดเ¨น
10
หินกรวดมน
หินทราย
มี ชั้นเฉียงระดับ
หินทราย
5 ไมมี ชั้นเฉียงระดับ
ชั้นซากดึกดำบรรพ
หินทรายแปง
0
แท่งล�าดับชัéนหิน ดัดแปลง¨าก สุธี ¨งอั¨ฉริยกุล, 2545
26 27
โครงเจ้าคอยาวบ้านห้วยเดื่อ
é
é
โครงกระดูกไดโนเสาร์คอยาวซอโรพอด แสดงชินส่วนหลักๆ พร้อมกับชินส่วน
ี
ท่ขุดค้นพบ (ชิéนท่ระบายสีเหลือง) ¨ากชัéนหินตะกอนหมวดหินเสาขัว บริเวณแหล่ง
ี
Ö
กะโหลก รวมถงขากรรไกรบน ซากดกด�าบรรพ์บ้านห้วยเดื่อ
Ö
กระดูกสันหลังส่วนคอ
กระดูกสันหลังส่วนล�าตัว กระดูกซี่โครง
ขากรรไกรล่าง กระดูกสันหลังใต้กระเบนเหน็บ
กระดูกซี่โครงส่วนคอ กระดูกปีกสะโพก
กระดูกเชิงกราน
กระดูกปีกสะโพก
กระดูกสะบักไหล่
กระดูกสันหลังส่วนหาง
กระดูกหัวหน่าว กระดูกเชิงกราน
กระดูกแผ่นรอง-อก
เจ้าคอยาวเป็นไดโนเสาร์กินพืช
ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มซอริสเชีย (Saurischia) กระดูกขาหน้าท่อนบน กระดูกขาหลังท่อนบน
เป็นพวกที่มีสะโพกเหมือนกับของสัตว์ กระดูกหัวหน่าว
เลื้อยคลาน คือมีกระดูกหัวหน่าว กระดูกปลายขาหน้าท่อนนอก กระดูกเชฟรอน
กับกระดูกก้นหรือกระดูกเชิงกราน กระดูกแข้ง กระดูกน่อง ท�าหน้าที่รับน�éาหนักหาง
แยกออกจากกันโดยกระดูกหัวหน่าว กระดูกปลายขาหน้าท่อนใน
ชี้ไปด้านหน้า ส่วนกระดูก
เชิงกรานชี้ไปด้านหลัง
é
กระดูกนิวขาหน้า
กระดูกแกนเล็บ
28 29
ผังพิพิธภัณฑ์หอยหิน จังหวัดหนองบัวล�าภ ู
พิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี
สะพานทางเข้า ร้านค้าชุมชน
พิพิธภัณฑ์
จ�าหน่าย
อาคารประวัติ บัตรเข้าชม
ทางแยกไปชมแหล่งหอยหิน สมเด็จพระนเรศวร
ชุมนุมป้ายชี้ทาง
ทางเดินสู่แหล่งหอยหิน ลานจอดรถ
อาคารหอยหิน 150 ล้านปี
เจ้าคอยาวเจ้า ไทรเซอราทอปส์ และที-เร็กซ์ จอมโหด หน้าผาหินทรายในต�านาน
30 (ดูรายละเอียดหน้าถัดไป) 31
ี
ล�าดับชั้นหินท่หน้าผา ผังซากกระดูกไดโนเสาร์
¢Í§¡Òõ¡µÐ¡Í¹
¤ÇÒÁË¹Ò (Á.) ÊÑÞÅѡɳª¹Ô´ËÔ¹ ¤Ó͸ԺÒÂÅѡɳÐà¹×éÍËÔ¹ ÊÀÒÇÐáÇ´ÅŒÍÁ
ÅӴѺªÑé¹ËÔ¹
ËÔ¹·ÃÒÂÊÕ¹éÓµÒÅá´§-¹éÓµÒÅ͋͹ à¹×éÍÅÐàÍÕ´¶Ö§»Ò¹¡ÅÒ§
13 19 àÁ紵С͹à¡×ͺÁ¹ ¡ÒäѴ¢¹Ò´´Õ»Ò¹¡ÅÒ§ Êѹ´Í¹·ÃÒÂ
áÊ´§ªÑé¹à©Õ§ÃдѺ ÊÐÊÁµÑÇã¹Êѹ´Í¹·ÃÒ¢ͧ·Ò§¹éÓ⤌§µÇÑ´ ซากดึกด�าบรรพ์
12
กระดูกไดโนเสาร์บริเวณ
11 18 ËÔ¹â¤Å¹ÊÕÁ‹Ç§á´§ ÊÐÊÁµÑÇã¹áÍ‹§¹éÓ ËÃ×Íã¹·ÕèÃÒº¹éÓ·‹ÇÁ¶Ö§ บ้านห้วยเดื่อ ถูกค้นพบใน
10 ·ÕèÃÒº¹éÓ·‹ÇÁ¶Ö§ ชั้นหินทรายหมวดหินเสาขัว
17
ËÔ¹·ÃÒÂà¹×éͻٹÊÕÁ‹Ç§á´§ àÁ紵С͹ÅÐàÍÕ´¶Ö§ÅÐàÍÕ´ÁÒ¡ ช่วงบนสุดของหน้าผาหินทราย
9 ÊÅѺ´ŒÇÂËÔ¹·ÃÒÂệ§ ¾º«Ò¡´Ö¡´ÓºÃþËÍÂÊͧ½ÒÁÒ¡ª‹Ç§º¹
13 ¢Í§ËÔ¹·ÃÒÂệ§ªÑé¹ËÁÒÂàÅ¢ 14 ที่มีความหนาประมาณ 17 เมตร
11 ËÔ¹·ÃÒÂà¹×éÍÅÐàÍÕ´ÊÕ¹éÓµÒÅá´§ ÊÐÊÁµÑÇã¹áÍ‹§¹éÓ ËÃ×Íã¹·ÕèÃÒº¹éÓ·‹ÇÁ¶Ö§
8 โดยมีการ กระจายตัวเป็นแถบกว้าง
10
ประมาณ 7.5 เมตร ยาวประมาณ
7
9
6 14.5 เมตร อยู่ในแนวเกือบเหนือ-ใต้
ªØ´¢Í§ªÑé¹ËÔ¹·ÃÒÂÊÕà·Ò-à·Òá´§ áÊ´§ªÑé¹à©Õ§ÃдѺ ÃÇÁ 10 ªÑé¹ เอียงไปทางตะวันออกเล็กน้อย
5 8 ʋǹŋҧ¢Í§áµ‹ÅЪÑé¹ àÁ紵С͹ÁÕ¢¹Ò´ËÂÒº à¡×ͺÁ¹
ÁÕ¡ÒäѴ¢¹Ò´´Õ ÁÕàÈÉËÔ¹·ÃÒÂệ§ÊÕá´§ áÅÐËÔ¹â¤Å¹»Ð»¹ ·Ò§¹éÓ⤌§µÇÑ´
4 7 ʋǹº¹àÁ紵С͹ÅÐàÍÕ´¢Öé¹ à¡×ͺÁ¹ ÁÕ¡ÒäѴ¢¹Ò´´Õ»Ò¹¡ÅÒ§ ซากดึกด�าบรรพ์กระดูกไดโนเสาร์คอยาว
3 6 ʋǹ¢Í§ËÔ¹¡ÃÇ´Á¹»ÃСͺ´ŒÇ á¤Å¤ÃÕµ (calcrete) «Öè§à»š¹ªÑé¹ ที่พบส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูกขนาดเล็ก
¢Í§àÈÉËÔ¹·Õèàª×èÍÁ»ÃÐÊÒ¹´ŒÇ¹éӻٹ໚¹Ê‹Ç¹ãËÞ‹
5 ÁÕàÈÉËÔ¹·ÃÒÂệ§ áÅÐËÔ¹â¤Å¹àÅ硹ŒÍ ที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกซี่โครง
2
4 ËÔ¹â¤Å¹
3 กระดูกหาง และกระดูกนิ้วขาหน้า
1 ËÔ¹·ÃÒÂệ§
2 ËÔ¹·ÃÒÂ ส่วนที่เป็นชิ้นใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์
1
หินกรวดมน
เป็นกระดูกขาหน้าท่อนบน
é
(แท่งล�าดัับชันหิน ดัดแปลง¨ากต้นฉบับของ ดร.ประดิษฐ์ นูเล, 2562 สนง. ทรัพยากรธรณีเขต 2 ขอนแก่น)
ทั้งสองข้าง และกระดูก
ล�าดับชัéนหินตะกอนหมวดหินเสาขัวบริเวณหน้าผาสูงประมาณ 13 เมตร ส่วนบนสุด แข้งหลังซ้าย
�
เป็นหินทรายสีนéาตาลแดง ปิดทับอยู่บนหินโคลนสีม่วงแดงชันหนาประมาณ 2 เมตรเศษ
é
é
é
Ö
ถัดลงไปเป็นการสลับชันของหินทรายเนือปูนกับหินทรายแป้ง พบซากดกด�าบรรพ์
é
é
é
ืื
หอยหินน�า¨ดตัวโต อยู่ในชันหินทรายแป้ง ชันที่ 14 ที่ระดับสูงประมาณ 9 เมตร
é
ี
ั
ส่วนล่างของหน้าผาหินทéงหมดประกอบด้วย ชุดของชัéนหินทรายท่แสดงชันเฉียงระดับ 0 1.0 2.5 เมตร
ื
บ่งบอกทิศทางการไหลของทางนéาโค้งตวัดโบราณ รวม 10 ชัéนต่อเน่องกัน โดยมีหินกรวดมน
�
é
ชันบางรองรับส่วนล่างของชันหินทรายเกือบทุกชัน (ภาพผังซากกระดูกไดโนเสาร์ ¨ากพิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี ¨.หนองบัวล�าภู)
é
é
32 33
พิพิธภัณฑ์หอยหิน
ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการ¨ัดแสดงออกเป็น 5 โซน
�
ี
ี
เริ่ม¨าก¨ุดท่ไกลโพ้นใน¨ักรวาล นาเข้าสู่โลกของเราท่เป็น
แหล่งก�าเนิดชีวิต และเรื่องราวพืéนฐาน รวมถงวิธีการสารว¨
Ö
�
ี
Ö
ศกษาทางด้านธรณีวิทยา และบรรพชีวินวิทยา ท่ทาให้มนุษย์เรา
�
Ö
Öé
รู้¨ักโลกใบนีéดียิ่งขน ซ่ง¨ะท�าให้ผู้ชมฉงน แต่กลับเป็นการเปิด
โลกทัศน์ได้กว้างขวาง ชัดเ¨น
ตื่นตากับมหัศ¨รรย์แห่งการค้นพบ ที่บ้านห้วยเดื่อ
ซี่งเป็นหลักฐานน�าไปสู่พัฒนาการศกษาด้านธรณีวิทยาของไทย
Ö
Ö
ที่ใช้อ้างอิงได้ทั่วโลก
34 35
พิพิธภัณฑ์หอยหิน
นอก¨ากการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมา
ธรณีวิทยา ซากฟอสซิลหอยหิน และกระดูกไดโนเสาร์ที่ค้นพบ
é
Ö
Ö
รวมถงผลการศกษาวิ¨ัยแล้ว เรื่องราวเบืองหลังของความส�าเร็¨
é
Ö
ยังถูกน�าเสนออย่างเป็นระบบ ตังแต่พืนฐานการส�ารว¨ ศกษา
é
ด้านธรณีวิทยา และโบราณชีววิทยา รวมถงเครื่องมืออุปกรณ์
Ö
é
แผนที่ เข็มทิศ ขันตอนการท�างาน ตลอด¨นถงเครื่องมือด้าน
Ö
กฎหมายที่เป็นตัวช่วยในการอนุรักษ์ซากดกด�าบรรพ์ และแหล่ง
Ö
ซากดกด�าบรรพ์ ให้อยู่อย่างยั่งยืน และยังประโยชน์สูงสุดให้กับ
Ö
ท้องถิ่น และสังคมโดยรวม
36 37
เอกสารอ้างอิง
é
กรมทรัพยากรธรณี, 2550, ธรณีวิทยาประเทศไทย, พิมพ์ครังที่ 2 ส�านักธรณีวิทยา, Bernardo J. Gonzalez Riga, Matthew C. Lamanna, Leonardo D. Ortiz David, Jorge
é
กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ดอกเบีย O. Calvoand Juan P. Coria, 2016, A gigantic new dinosaur from Argentina and
�
¨ุฑามาศ ¨ิวาลักษณ์, พิชิต พรหมประศรี, อรภา นาค¨ินดา, 2550, หอยกาบนéา¨ืดของไทย, the evolution of the sauropod hind foot, Scientific Reports 6, Article number 19165.
�
กลุ่มงานวิ¨ัยความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์นéา¨ืด, สถาบันวิ¨ัยและพัฒนาทรัพยากร Fang Zong-jie, Chen Jin-hua, Chen Chu-zhen, Sha Jin-geng, Lan Xiu, and Wen
ประมงนéา¨ืด, สานักวิ¨ัยและพัฒนาประมงนéา¨ืด, กรมประมง: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์ Shi-xuan, 2009, Supraspecific Taxa of the Bivalvia First Named,
�
�
�
การเกษตรแห่งประเทศไทย ¨�ากัด Described, and Published in China (1927–2007), Paleontological
ประดิษฐ์ นูเล, 2562, ล�าดับชัéนหินบริเวณพิพิธภัณฑ์หอยหิน 150 ล้านปี ¨.หนองบัวล�าภู, Contributions, NEW SERIES Number 17, The University of Kansas
�
สานักงานทรัพยากรธรณ เขต 2 (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแพร่) Paleontological Institute.
ี
่
ี
ราชบัณฑิตยสถาน, 2544, พ¨นานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครัéงท 1 Meesook, A. 2014, Lithostratigraphy and faunal assemblage of the non-marine
กรุงเทพฯ: 384 หน้า, กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์ Cretaceous bivalves Trigonioides and Plicatounio from the Khok Kruat
สมศักดิ์ ปัญหา, หอยน�éา¨ืดของไทย คณะวิทยาศาสตร์ ¨ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ¨าก Formation in the Phu Kao Area, Non Sang and Si Bun Rueang Districts,
https://www.mwa.co.th/ewt_dl_link.php?nid=515 Nong Bua Lam Phu Province, Northeastern Thailand, Technical Report No.
่
สุธี ¨งอั¨ฉริยกุล, 2545, รายงานผลการสารว¨ ฉบับท 1 สุสานหอยหินล้านปีบ้านห้วยเดื่อ BFP 4/2013, Division of Fossil Protection, Department of Mineral Resources.
ี
�
ตาบลโนนทัน ¨ังหวัดหนองบัวล�าภู, ฝ่ายโบราณชีววิทยา กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณ ี Sha Jin-geng, 2010, Historical distribution patterns of trigonioidids (non-marine
�
Cretaceopus bivalves) in Asia and their palaeogeographic significance.
https://en.wikipedia.org/wiki/มอลลัสกา Proceedings of the Royal Society B, 277: 277-283
https://en.wikipedia.org/wiki/Unionida Teerarungsigul N, Raksaskulwong L & Khantaprab C. 1999., Reconsideration of the
lithostratigraphy of non-marine Mesozoic rocks in Thung Yai-Khlong Thom
area, southern Thailand. Proceedings of Symposium on Mineral, Energy,
and Water resources of Thailand: Towards the year 2000, October
28-29, 1999, Bangkok, Thailand. 98-114
38