เชีียงม่ว่ นคู่่�มืือผู้้�เล่่าเรื่่�องแธหรณีลี่่งซากดึึกดำำ�บรรพ์์
แหล่่งข้้อมููลธรณีีวิิทยาบรรพกาล
คู่่�มืือผู้้�เล่่าเรื่่�องธรณีี
เชีียงม่่วนแหล่่งซากดึึกดำำ�บรรพ์์
แหล่่งข้้อมููลธรณีีวิิทยาบรรพกาล
อธิบิ ดีกี รมทรัพั ยากรธรณี ี นายสมหมาย เตชวาล
รองอธิบิ ดีีกรมทรัพั ยากรธรณีี นายนิิวัตั ิิ มณีีขัตั ิยิ ์์
รองอธิิบดีีกรมทรััพยากรธรณี ี นายมนตรีี เหลือื งอิงิ คะสุตุ
ผู้้�อำำ�นวยการกองคุ้ม� ครองซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์ นางสุุรีีย์์ ธีีระรัังสิกิ ุลุ
เขีียนเรื่อ�่ ง นายประชา คุุตติิกุุล
สนัับสนุนุ ข้้อมููล นายนิิกร วงศ์์ไชย
นางสาวนภาพร ติ๊๊บ� ผัดั
นายปรีีชา สายทอง
พิิมพ์ค์ รั้้ง� ที่่� 1 จำ�ำ นวน 2,000 เล่่ม เดือื น กรกฎาคม 2563
จัดั พิมิ พ์โ์ ดย กองคุ้�มครองซากดึกึ ดำำ�บรรพ์์ กรมทรัพั ยากรธรณีี
75/10 ถนนพระรามที่่� 6 เขตราชเทวีี กรุุงเทพมหานคร 10400
โทรศััพฺฺท์์ 0 2621 9847 โทรสาร 0 2621 9841
ข้้อมููลทางบรรณานุุกรม
กรมทรััพยากรธรณี,ี 2563,
คู่ม�่ ือื ผู้เ�้ ล่า่ เรื่อ� งธรณีี แหล่ง่ ซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์เ์ ชียี งม่่วน แหล่ง่ ข้้อมููลธรณีวี ิทิ ยาบรรพกาล, 46 หน้้า
1. ซากดึึกดำำ�บรรพ์์ 2. ไดโนเสาร์์ 3. ซอโรพอด 4. เต่่าหัับ 5. คููโอร่่า 6. เชีียงม่่วน 7. ช้้างสี่่�งา
พิมิ พ์์ที่่� ทููทวินิ พริ้้น� ติ้้ง�
10/122 หมู่�่ที่่� 8 ต.สำ�ำ โรงเหนือื อ.เมืืองสมุุทรปราการ จ.สมุทุ รปรกการ 10270
โทรศัพั ท์์ 0 2185 9953 และ 09 6996 5447
E-mail: [email protected]
แหล่่งข้้อมููลบรรพกาล
ในวงการธรณีวี ิทิ ยา “เชียี งม่่วน” เป็น็ ที่ร�ู้จ� ักั กันั อย่่างกว้างขวางในเรื่อ�่ งของแอ่่งสะสม
ตะกอนยุุคเทอร์์เชีียรีี และเหมืืองถ่่านหิินลิิกไนต์์ ด้้วยความเป็็นมืืออาชีีพทำำ�ให้้ทางเหมืือง
เชียี งม่่วนใส่่ใจกัับข้้อมููลด้้านธรณีวี ิทิ ยาทุกุ แขนงในพื้้น� ที่่ร� ับั ผิดิ ชอบ ส่่งผลให้้มีกี ารอนุรุ ัักษ์์
ซากดึกึ ดำำ�บรรพ์น์ านาพัันธุ์�ที่�สะสมตััวอยู่�่ในแอ่่งเชีียงม่่วนมาตั้้ง� แต่่ยุุคเทอร์์เชียี รีใี ห้้เป็็นสมบัตั ิิ
ล้ำ��ำ ค่่าของแผ่่นดิินไทย
อีกี ปัจั จัยั ที่ท� ำ�ำ ให้้เชียี งม่่วนมีชีื่อ� เสียี งมากขึ้น� ในเชิงิ ธรณีวี ิทิ ยาคือื การค้้นพบซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์์
ไดโนเสาร์์คอยาวที่่�แก่่งหลวง ซึ่่�งเป็น็ การค้้นพบซากไดโนเสาร์ใ์ นภาคเหนืือเป็น็ ครั้้�งแรก และ
ได้้มีกี ารอนุุรัักษ์ใ์ ห้้เป็น็ แหล่ง่ เรียี นรู้�ไดโนเสาร์์อยู่่�ในอุุทยานแห่่งชาติดิ อยภููนาง
เชียงม่ว่ น คู่ม� ือื ผู้เ�้ล่า่ เรื่อ� งธรณีี แหล่ง่ ซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ ์ เแหล่ง่ ข้อมููลธรณีวี ิทิ ยาบรรพกาล
ได้้รวบรวมข้้อมููลบรรพกาลเหล่่านี้้� พร้้อมกัับข้้อมููลธรณีีวิิทยาพื้้�นฐาน และผลการวิิจััยของ
นัักวิิชาการเกี่�ยวกัับซากดึกึ ดำำ�บรรพ์เ์ ชีียงม่่วนเหล่า่ นี้้� เพื่่�อความถููกต้้องและเข้้าใจง่่าย
กรมทรััพยากรธรณีีหวัังเป็็นอย่่างยิ่ �งว่่าคู่่�มืือฯ เล่่มนี้้�จะเป็็นประโยชน์์ต่่อเจ้้าหน้้าที่่�
ยุุวมััคคุุเทศก์์ และมััคคุุเทศก์์ชุุมชน ในการศึึกษาเพื่่�อส่่งต่่อความรู้้�เหล่่านี้้�ให้้กัับผู้้�มาเยืือน
รวมถึึงจะเป็็นประโยชน์์ต่่อนัักเรีียน นัักศึึกษา และนัักท่่องเที่่�ยวทุุกท่่าน
(นายสมหมาย เตชวาล)
อธิิบดีกี รมทรัพั ยากรธรณีี
สารบััญ
แหล่ง่ ข้้อมููลโลกดึกึ ดำ�ำ บรรพ์เ์ ชีียงม่่วน 1
ธรณีีวิทิ ยาจัังหวัดั พะเยา 2
เหมือื งถ่่านหิินเชียี งม่่วน 6
การอนุรุ ักั ษ์์ควบคู่�่กัับการพััฒนา 8
• เต่าหบั คูโอร่า เชียงม่วนเอนซสิ 10
• อรุ งั อตุ งั โคราชพเิ ธคัส เชียงม่วนเอนซิส 12
• ช้างสีง่ า เตตระโลโฟดอน 14
ไดโนเสาร์์ แก่่งหลวง 16
โครงกระดููกไดโนเสาร์์แก่่งหลวง หน้้ากลางพิิเศษ
ไดโนเสาร์์แก่่งหลวง.....อยู่�ต่ รงไหนในหมู่�เ่ ครืือญาติิ ? 18
ถิ่น� กำำ�เนิิดซอโรพอดตััวแรกของภาคเหนือื 20
เชีียงม่่วนแหล่่งรวมฟอสซิลิ 2 ยุคุ 24
เพราะว่าโลกไม่่เคยหยุุดนิ่่ง� 28
ประกาศฯ ซากดึกึ ดำำ�บรรพ์ท์ ี่่ข�ึ้น� ทะเบียี น 30
เอกสารอ้้างอิิง 34
แหล่่งข้้อมููลโลกดึึกดำำ�บรรพ์์เชีียงม่่วน
ภารกิิจหลัักที่่�สำำ�คััญอย่่างหนึ่่�งของรััฐบาลทุุกยุุคสมััยคืือ การหาแหล่่งพลัังงานที่่�มีี
คุุณภาพและราคาถููกเพื่่�อสนองอุุปสงค์์ภายในประเทศ ถ่่านหิินลิิกไนต์์เป็็นหนึ่่�งในแหล่่ง
พลัังงานที่่�สำำ�คััญของประเทศไทยที่่�มีีการสำำ�รวจ และพััฒนาขึ้�นมาใช้้แทนที่่�ไม้้ฟืืน เพื่่�อลด
ปริิมาณการทำำ�ลายป่่า
ถ่่านหินิ คือื สารอินิ ทรีีย์ท์ ี่่ถ� ููกเก็็บรักั ษาไว้้ด้้วยกระบวนการทางธรณีีวิทิ ยา มักั เกิดิ ขึ้้�น
ในแอ่่งที่่�มีีความอุุดมสมบููรณ์์ ซึ่่�งเป็็นแหล่่งวงจรการกำำ�เนิิดและตายทัับถมของพืืชและสััตว์์
ครั้้ง� แล้้วครั้้�งเล่่า ส่่วนหนึ่่�งถููกแปรสภาพเป็็นถ่่านหิิน บางส่่วนเน่่าเปื่่�อยผุพุ ัังไป มีเี พียี งส่่วนที่่�
แข็็งเช่่นฟััน กระดููก และกระดองที่่�ถููกเก็บ็ รักั ษาไว้ในชั้�นตะกอนเป็น็ บัันทึึกบรรพกาล
แอ่่งเชียี งม่่วนนอกจากจะให้้ถ่่านหินิ เพื่่อ� พลังั งานพื้้น� ฐานสำ�ำ หรับั ต่่อยอดอุตุ สาหกรรม
หลายสาขาของไทยแล้้ว สิ่่ง� ที่่ส� ำ�ำ คัญั อย่่างยิ่ง� คือื ข้้อมููลดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ข์ องโลกที่่บ� ันั ทึกึ ไว้ในชั้น� ตะกอน
ถ้้าหากเหมืืองถ่่านหิินเชีียงม่่วนไม่่ได้้ดำำ�เนิินการตามหลัักวิิชาการ และตามที่่�กฎหมายกำำ�หนด
ข้้อมููลที่่�สำำ�คััญเหล่่านี้้�จะถููกทำำ�ลายอย่่างถาวรตลอดกาล แต่่ด้้วยสำำ�นึึกรัับผิิดชอบต่่อชาติิและ
วิิชาการหลักั ฐานทางธรณีวี ิิทยาเหล่า่ นี้้จ� ึึงถููกอนุุรักั ษ์์ และศึกึ ษา วิิจัยั จนกระทั่่ง� สามารถระบุไุ ด้้
อย่่างชััดเจนถึึงวิิวัฒั นาการของสิ่่ง� มีชี ีวี ิติ ในอดีีตบริิเวณแอ่่งเชีียงม่่วน
ไม่่เพียี งเฉพาะข้้อมููลจากขุมุ เหมือื งถ่่านหินิ ยุคุ เทอร์เ์ ชียี รีทีี่่ท� ำ�ำ ให้้เชียี งม่่วนเป็น็ แหล่ง่ ข้้อมููล
โลกดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ท์ี่่ส� ำ�ำ คัญั แต่่ข้้อมููลซากไดโนเสาร์ก์ ินิ พืชื ยักั ษ์ใ์ หญ่่ คอยาวแห่่งมหายุคุ มีโี ซโซอิกิ
ที่่พ� บในภายหลังั ที่่แ� ก่่งหลวง หนึ่่ง� เดียี วของภาคเหนือื ยังั มาช่่วยเสริมิ ให้้เชียี งม่่วนเป็น็ แหล่ง่ ข้้อมููล
โลกดึกึ ดำำ�บรรพ์ท์ ี่่�สมบููรณ์์ยิ่ง� ขึ้�น
1
สปป.ลาว
เชีียงราย
เชียี งคำำ�
เชีียงของ-เทิิง
พะเยา ปง น่า่ น
เชีียงม่่วน
ลำำ�ปาง
แพร่่
จัังหวััดพะเยาตั้้�งอยู่่ท� างด้้านตะวันั ออกเฉียี งเหนือื ของภาคเหนืือ มีีจัวั หวัดั เพื่่อ� นบ้้าน
คืือเชียี งราย ลำ�ำ ปาง แพร่่ และน่่าน รายล้้อมเรียี งลำ�ำ ดัับทวนเข็็มนาฬิิกาจากทิศิ เหนืือ และ
ด้้านตะวันั ออกเฉียี งเหนืือติดิ กัับประเทศ สปป.ลาว
พรีแคมเบรียน แคมเบรยี น ออรโ ดวเิ ชยี น ไซลูเรียน มหายคุ พาลีโอโซอิก คารบ อนิเฟอรัส
ดีโวเนยี น
หนว ยเวลา ลา นป 541.0 358.9
485.4 443.8 419.2 298.9
2
ธรณีวี ิทิ ยาจังั หวััดพะเยา
โครงสร้้างหลักั ทางธรณีีวิทิ ยาบริเิ วณโดยรอบเมื่อ� มองจากด้้านบน จะเห็น็ ลัักษณะ
คดโค้้งเป็น็ รููปตััวอัักษรเอส-S คือื ด้้านเหนืือโค้้งไปทางทิิศตะวันั ออกเล็ก็ น้้อย และด้้านใต้้โค้้ง
กลับั ไปทางทิศิ ตะวันั ตก ส่่วนบริเิ วณจังั หวัดั พะเยาซึ่ง� อยู่ต�่ รงกลางจะมีโี ครงสร้้างอยู่ใ�่ นแนวเกือื บ
เหนือื -ใต้้ ประกอบด้้วยแนวเขาขนาดใหญ่่ 3 แนวขนานกันั ต่่อเนื่่อ� งลงมาจากจังั หวัดั เชียี งราย
และมีทีี่่ร� าบอยู่ใ�่ นหุบุ ระหว่างแนวภููเขา ซึ่่ง� เกิดิ จากการทรุดุ ตัวั ลงตามแนวรอยเลื่อ� นและมีตี ะกอน
ทับั ถมเป็น็ แอ่่งขนาดต่่าง ๆ กันั รวม 5 แอ่่ง มีชีื่�อเรียี กตามชื่่อ� ภููมิศิ าสตร์ด์ ัังนี้้� คืือ แอ่่งพะเยา
แอ่่งเชียี งของ-เทิิง แอ่่งเชีียงคำำ� แอ่่งปง และแอ่่งเชียี งม่่วนซึ่ง� อยู่ท่� างตอนใต้้สุุดของจัังหวััด
แนวเขาในบริเิ วณจังั หวัดั พะเยาเกิดิ จากชั้น� หินิ ถููกบีดี อัดั จนโค้้งงอเป็น็ รููปประทุนุ สลับั
กัับรููปประทุุนหงายต่่อเนื่่�องกััน โดยหิินที่่�พบส่่วนใหญ่่เป็็นหิินตะกอนที่่�สะสมตััวค่่อนข้้าง
ต่่อเนื่่�องตั้้�งแต่่ช่่วงรอยต่่อระหว่่างยุุคคาร์์บอนิิเฟอรััสกัับเพอร์์เมีียน จนถึึงยุุคครีีเทเชีียส
(อายุุของแต่่ละยุุคดููได้้จากตารางธรณีีกาล) ซึี่�งการกระจายตัวั ของหิินยุุคต่่าง ๆ ในแผนที่่�แสดง
ด้้วยสีีที่่แ� ตกต่่างกัันพร้้อมอักั ษรภาษาอัังกฤษกำ�ำ กับั เช่่น
CP เป็็นหิินตะกอนที่่�ตกสะสมตััวในทะเลตั้้�งแต่่ปลายยุุคคาร์์บอนิิเฟอรััส
ต่่อเนื่่�องถึึง P ซึ่่�งเป็็นหิินปููนในยุุคเพอร์์เมีียน และเปลี่่ย� นเป็น็ หิินตะกอนเนื้้�อประสม
อีกี 3 หมวดหินิ คือื PTr T r p k และ Trwc จนถึึงปลายยุคุ ไทรแอสซิิกซึ่�งเป็น็ ช่่วงที่่�
ทะเลในภููมิภิ าคนี้้ป� ิดิ ตัวั ลงจนมีีสภาพเป็น็ แผ่่นดินิ และมีีการสะสมตััวของ J ตะกอน
บนบกตลอดยุคุ จููแรสซิกิ ต่่อเนื่่อ� งมาจนถึงึ K ในยุคุ ครีีเทเชีียส
พบหลัักฐานหินิ แกรนิติ Trg r แทรกขึ้�นมาในช่่วงยุุคไทรแอสซิกิ และ Kgr แทรก
ขึ้น� มาในยุุคครีีเทเชีียส พบหินิ ภููเขาไฟ 3 หน่่วย คือื PTrv Jv และ Qb s ที่่ป� ะทุขุึ้น� มา
ในช่่วงรอยต่่อของยุคุ เพอร์เ์ มียี น-ไทรแอสซิกิ ยุคุ จููแรสซิิก และยุคุ ควอเทอร์น์ ารีี
ส่่วนบริิเวณที่่ร� าบพบ Tmm หิินยุคุ เทอร์เ์ ชียี รีี (พาลีีโอจีีน+นีีโอจีีน) ที่่�บางส่่วน
ถููกปิดิ ทัับด้้วย Qt ตะกอนลุ่่�มตะพััก และ Q a ตะกอนน้ำ��ำ พา
มหายคุ มโี ซโซอิก มหายคุ ซีโนโซอกิ
เพอรเมยี น ไทรแอสซิก จูแรสซกิ ครเี ทเชยี ส พาลโี อจนี นโี อจนี ควอเทอรนารี
ปจ จุบัน
251.9 201.3 145.0 66.0 23.03 2.58 3
แผนที่่�ธรณีีวิทิ ยาจังั หวัดั พะเยา
แผนที่่ธ� รณีีวิิทยาอำ�ำ เภอเชีียงม่่วน
อำ�ำ เภอเชีียงม่่วนอยู่ท�่ างใต้้สุดุ ของจัังหวััดพะเยา มีีลัักษณะภููมิปิ ระเทศเป็็นแนวเขาสููง
บริเิ วณด้้านตะวัันออก และตะวันั ตก วางตััวในแนวเกือื บเหนืือ-ใต้้ บริิเวณตอนกลางเป็น็ แอ่่ง
ยาววางตัวั อยู่ใ่� นแนวเหนือื ใต้้
4
ธรณีวี ิิทยา พะเยา-เชียี งม่่วน
ธรณีีวิิทยาทั่่ว� ไปของเชียี งม่่วนมีีลัักษณะเกืือบสมมาตรตะวัันออก-ตะวันั ตก โดยมีี
แอ่่งที่่�มีีอายุนุ ้้อยที่่�สุุดอยู่่ต� รงกลาง และมีแี นวเขาทั้้ง� ที่่เ� ป็็นหินิ ตะกอนอายุุมากขี้น� ออกไปทั้้ง� ทาง
ด้้านตะวัันออก และตะวันั ตก เป็น็ ลักั ษณะของโครงสร้้างรููปประทุนุ หงาย
บริิเวณมุุมตะวันั ตกเฉียี งใต้้ของอำำ�เภอเชีียงม่่วนพบหินิ ปููนสีเี ทา-เทาดำ�ำ ที่่�สะสมตััว
ในทะเลตื้้�น ของหมวดหิินก้้างปลา T r k p ซึ่่ง� วางตัวั รองรับั หมวดหินิ วังั ชิ้น� โผล่่เล็ก็ น้้อย
ด้้านตะวัันออก และตะวันั ตกเป็น็ หินิ ตะกอนหมวดหินิ วัังชิ้�น T r wc ซึ่่�งเป็น็ ส่่วน
บนสุดุ ของกลุ่่ม� หิินลำำ�ปางที่่�มีีการตกตะกอนในทะเล ในช่่วงปลายยุคุ ไทรแอสซิกิ ส่่วนใหญ่่
ประกอบด้้วยหินิ โคลนสีีเทา-เทาเขีียว แทรกสลัับด้้วยหิินทราย บางบริิเวณแทรกสลับั ด้้วย
หินิ ปููนที่่เ� กิดิ ในทะเลลึกึ
พื้้�นที่่�เกืือบร้้อยละ 50 ของอำำ�เภอเชียี งม่่วนรองรัับด้้วยหิินกรวดมนสีแี ดง หินิ ทราย
สีีน้ำ�ำ�ตาลแดงที่่�แทรกสลัับด้้วยหิินดิินดานและหิินโคลน ซึ่่�งเป็็นตะกอนบกยุุคจููแรสซิิก ของ
หมวดหินิ น้ำำ��พี้้ � J ที่่บ� างส่่วนถููกปิิดทับั ด้้วยหิินภููเขาไฟจำำ�พวกไรโอไลต์์ และหินิ เถ้้า
ภููเขาไฟอายุจุ ู แรสซิิก Jv
พื้้น� ที่่�ตอนกลางของอำ�ำ เภอเชียี งม่่วน ประมาณร้้อยละ 20 มีสี ภาพเป็็นที่่ร� าบเป็็นที่่�
สะสมของตะกอนลุ่่ม� ตะพักั ลำ�ำ น้ำ��ำ Q t และตะกอนน้ำ�ำ� พา Qa ของแม่่น้ำ�ำ� ยม บางบริเิ วณ
พบหิินยุุคเทอร์เ์ ชีียรี ี T m m ประกอบด้้วยหิินโคลน หินิ ทรายแป้ง้ และถ่่านหิินลิกิ ไนต์์
ที่่อ� ำำ�เภอเชีียงม่่วนได้้มีีการค้้นพบซากดึึกดำำ�บรรพ์์ที่่�ทำำ�ให้้ชื่่อ� “เชียี งม่่วน” เป็น็ ที่่�รู้จ� ััก
กัันทั่่�วไป โดยเฉพาะในวงการธรณีวี ิทิ ยาของไทย และนานาชาติิ
เป็น็ บริเิ วณเหมือื งถ่่านหินิ เชียี งม่่วนที่่ผ� ลิติ ลิกิ ไนต์จ์ ากแอ่่งตะกอนยุคุ พาลีโี อจีนี -นีโี อจีนี
ซึ่ �งในอดีีตเคยรวมเรีียกว่่ายุุคเทอร์์เชีียรีี ดัังนั้้�นในวงการธรณีีวิิทยาจึึงมัักเรีียกแอ่่งเหล่่านี้้�ว่่า
“แอ่่งเทอร์์เชียี รีี” ซึ่่ง� มักั เป็น็ ที่่�สะสมตะกอนจำำ�พวกทราย ทรายแป้้ง และเคลย์์ และมักั จะเป็น็
ที่่�เก็็บรัักษาซากพืชื -สััตว์ใ์ นยุุคนี้้�ไว้้มากมาย
เป็็นบริิเวณที่่�มีีการพบซากดึึกดำำ�บรรพ์์กระดููกไดโนเสาร์์คอยาวเป็็นครั้้�งแรกใน
ภาคเหนือื ของไทย ซึ่่�งเดิมิ ไม่่คาดว่่าจะพบได้้เนื่่�องจากมีีสภาพแวดล้้อมทางธรณีีวิทิ ยาแตกต่่าง
จากภาคตะวันั ออกเฉียี งเหนือื ซึ่�งเป็็นแหล่่งชุมุ นุุมไดโนเสาร์ห์ ลักั ของไทย
5
เหมืืองถ่่านหิินเชียี งม่่วน
เหมืืองเชียี งม่่วน ตั้้ง� อยู่�่ในตำำ�บลบ้้านสระ อำ�ำ เภอเชีียงม่่วน จัังหวััดพะเยา บนพื้้น� ที่่ �
2,570 ไร่่ ดำ�ำ เนินิ การทำ�ำ เหมือื งถ่่านหินิ แบบเหมือื งเปิดิ ถ่่านหินิ ที่่ผ� ลิติ ได้้คือื ลิกิ ไนต์ท์ี่่ม� ีี
ซัลั เฟอร์ต์ ่ำ��ำ ส่่วนใหญ่่ใช้้ภายในประเทศสำำ�หรับั การผลิติ ไฟฟ้้า ซีเี มนต์์ และเยื่อ� กระดาษ
ทำ�ำ การผลิติ ถ่่านหินิ ในเชิงิ พาณิชิ ย์ร์ ะหว่าง พ.ศ. 2539-2552 เป็น็ ปริิมาณทั้้�งสิ้้น�
4.611 ล้้านตันั จากชั้น� ถ่่านหินิ ลิกิ ไนต์ห์ ลักั รวม 3 ชั้้น� ที่่ถ� ููกปิดิ ทับั และแทรกสลับั ด้้วยชั้น� หินิ
ยุคุ เทอร์เ์ ชียี รีี จำ�ำ พวกหินิ ทราย หินิ ทรายแป้ง้ หินิ โคลน บางชั้น� มีกี ารผสมปนกันั ระหว่างตะกอน
ทราย หรือื ทรายแป้ง้ กับั โคลน ชั้้น� ล่า่ งสุดุ รองรับั ด้้วยหินิ ทรายปนโคลน และทรายปนกรวด
ตะกอนน้ำำ��พายุคุ ควอเทอร์์นารีี
BS-020 BS-019
ELE. 276.209 ELE. 281.085
BS-015 BS-028 BS-017 BS-029
ELE. 273.851 ELE. 273.146 ELE. 273.377 ELE. 274.099
TD=52.00 U1
TD=65.00 ชั้ �นถ่่านหินิ รอยเลื �่อน U2
LS LM
หินิ ตะกอนยุคุ จููแรสซิิก TD=86.40 หลุมุ เจาะ สำ�ำ รวจ
TD=200.00
TD=130.00
F1
TD=167.00
ภาพตัดั ขวางแสดงข้้อมููลจากหลุุมเจาะสำ�ำ รวจในแนวตะวันั ตก-ตะวันั ออก
ชั้น� ตะกอนยุุคเทอร์เ์ ชีียรีที ั้้ง� หมดวางตััวอยู่บ�่ นหินิ ท้้องที่่�จำำ�พวกหินิ ทราย หิินกรวดมน และหิิน
เถ้้าภููเขาไฟยุคุ จููแรสซิิก โดยถููกปิดิ ทัับด้้านบนด้้วยตะกอนน้ำำ��พายุุคควอเทอร์์นารีี
15
6
แหล่ง่ ซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์เชียี งม่่วน
จากภาพตัดั ขวางในหน้้าซ้้าย จะเห็น็ ได้้ว่่าการทำ�ำ เหมือื งถ่่านหินิ แบบ เหมือื งเปิดิ ที่่ท� ำ�ำ
โดยการเปิิดหน้้าดิินออกเพื่่�อเข้้าหาชั้�นถ่่านหิิน ต้้องนำำ�ดิิน-หิิน ออกเป็็นปริิมาณมหาศาล
ซึ่ง� ในชั้น� ตะกอนเหล่่านั้้�นมักั พบหลักั ฐานสำ�ำ คััญด้้านบรรพชีวี ิินที่่ม� ีีอายุเุ ดียี วกันั กัับชั้น� ถ่่านหินิ
ที่่�ถููกเก็็บรัักษาเอาไว้้ด้้วยกระบวนการทางธรณีีวิิทยาเป็็นเวลาหลายล้้านปีี
สำำ�หรัับที่่เ� หมืืองถ่่านหินิ มีีการค้้นพบซากดึึกดำำ�บรรพ์์มากมาย ตั้้ง� แต่่สััตว์์ไม่่มีกี ระดููก
สันั หลังั ขนาดเล็ก็ ไปจนถึงึ สัตั ว์ม์ ีกี ระดููกสันั หลังั ขนาดเล็ก็ -ใหญ่่หลายสายพันั ธุ์์� เช่่น หอยเจดียี ์์
ผิวิ เรีียบและผิิวหยาบ หอยกาบ เต่่า ปลา จระเข้้ งูู กระจง หมูู ลิงิ อุรุ ังั อุตุ ััง และช้้างสี่่�งา
ภาพบ่่อเหมือื งถ่่านหิินด้้านล่า่ งแสดงตำำ�แหน่่งที่่�พบซากดึึกดำำ�บรรพ์์ และได้้มีกี าร
บัันทึึกรหััสซากดึึกดำำ�บรรพ์อ์ ย่่างเป็น็ ระบบ เพื่่�อการศึกึ ษาวิจิ ััย และการอนุุรัักษ์์ เช่่น
CMu-1 ฟันั และกระดููกช้้างสี่่�งา Tetralophodon sp.
CMu-2 ฟััน งา และกระดููกช้้างสี่่ง� า
CMu-3 ฟััน งา และกระดููกช้้างสี่่ง� า กระดููกส่่วนหัวั และฟัันจระเข้้
CMu-4 หอยเจดีีย์์ หอยกาบ กระดููกและฟันั จระเข้้ กระดููกช้้างสี่่�งา เมล็็ดพืืช
CMu-5 ฟััน งา และกระดููกช้้างสี่่�งา
CMu-6 กระดอง และกระดููกขาเต่่าหัับ Cuora chiangmuanensis
ฟันั ลิิงอุุรังั อุุตังั Khoratpithecus chiangmuanensis
กระดููกและฟัันหมูู อีเี ก้้ง และปลา (Suvansavet et al, 2003)
ซากกระดููก งา และฟัันของช้้างสี่่ง� า พบที่่ต� ำำ�แหน่่ง 1 2 3 และ 5 ในบ่่อเหมืืองถ่่านหินิ เชีียงม่่วน
24
36
7
การอนุุรักั ษ์์ควบคู่�ก่ ัับการพััฒนา
14 ปีสี ำำ�หรัับการผลิิตถ่่านหิินลิกิ ไนต์บ์ นพื้้น� ที่่�กว่าสองพัันไร่่ ต้้องมีีการเปิดิ หน้้าดินิ
เคลื่่�อนย้้ายมวลดินิ ปริิมาณมหาศาลซึ่่ง� เป็น็ การปรับั เปลี่่ย� นสภาพภููมิิประเทศขนาดใหญ่่ และ
ในระหว่างดำำ�เนินิ การผลิติ ถ่่านหินิ ต้้องมีกี ารติิดตามศึกึ ษาสภาพธรณีีวิิทยา และบรรพชีีวิิน
เพื่่�อยืืนยัันปริมิ าณถ่่านลิกิ ไนต์์ที่่จ� ะสามารถผลิติ ได้้ และเพื่่อ� การอนุรุ ักั ษ์์ และวิจิ ััย
อีีกกิิจกรรมหนึ่่�งที่่�สำำ�คััญมากสำำ�หรัับการทำำ�เหมืืองแบบเป็็นมิิตรกัับสิ่่�งแวดล้้อม คืือ
การฟื้้น� ฟููสภาพพื้้น� ที่่ห� ลังั การทำ�ำ เหมือื ง ซื่่ง� ทางเหมือื งแร่่เชียี งม่่วนได้้ดำ�ำ เนินิ การปลููกป่า่ โดยรอบ
บริิเวณเหมืือง ปรัับภููมิิประเทศให้้สวยงาม ปลอดภััย เพื่่�อเป็็นสถานที่่�พัักผ่่อนหย่่อนใจ
พร้้อมจัดั สร้้างอาคารเพื่่อ� จััดแสดงนิทิ รรศการ และเก็บ็ รัักษาซากดึกึ ดำำ�บรรพ์์จำำ�นวนมากที่่�
รวบรวมได้้จากขุุมเหมือื งตลอดอายุุการผลิติ ถ่่านหินิ
บริเิ วณทางเข้้าจุดุ ชมวิวิ บ่่อเหมืืองบ้้านสระมีรี ููปปั้้�นจำำ�ลองสัตั ว์ด์ ึกึ ดำ�ำ บรรพ์์ที่่พ� บซาก
ฟอสซิิลในขุมุ เหมือื ง เช่่น ช้้างสี่่ง� า ลิงิ เชีียงม่่วน และเต่่าหับั แห่่งเชียี งม่่วน ซึ่่�งฟอสซิิลของ
สัตั ว์์ 2 ชนิดิ หลังั เป็็นเป็น็ ซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์ที่่ข�ึ้�นทะเบีียนตาม พ.ร.บ.คุ้�มครองซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์์
พ.ศ. 2551
8
บรรพชีีวิิน..แหล่่งเหมืืองเชีียงม่่วน
ซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ส์ ัตั ว์ไ์ ม่่มีกี ระดููกสันั หลังั ขนาดเล็ก็ และสัตั ว์ม์ ีกี ระดููกสันั หลังั ขนาดเล็ก็
ใหญ่่หลายสายพันั ธุ์์� ถููกสำ�ำ รวจพบและเก็็บรัักษาอย่่างเป็็นระบบเพื่่อ� การอนุรุ ักั ษ์์ และวิิจัยั
กระดููก ฟันั กราม และงาช้้างสี่่ง� า
กระดองเต่่าหัับแห่่งเชีียงม่่วน กระดููกส่่วนหััวของจระเข้้
หอยเจดียี ์์ผิวิ เรียี บ กระดููกสันั หลังั ของงู
หอยเจดียี ์ผ์ ิวิ หยาบ
9
ซากดึึกดำำ�บรรพ์์ เต่่าหัับ
สิ่่�งแวดล้้อมในแอ่่งสะสม
ตะกอนที่่�อุดุ มสมบููรณ์์จนเป็น็ แหล่่ง
ต้้นกำ�ำ เนินิ สารอิินทรีีย์์สำ�ำ หรับั การ
เกิิดถ่่านหินิ ย่่อมเอื้อ� สำ�ำ หรัับสิ่่�งมีี
ชีีวิติ ทั้้ง� พืืชและสััตว์์นานาพันั ธุ์์� ทั้้ง�
สััตว์์น้ำ��ำ สัตั วเลื้้�อยคลาน สััตว์ค์ รึ่่ง�
บกครึ่่ง� น้ำ�ำ� ตลอดจนสััตว์์บกที่่�ย่่อม
มีีวิิถีชี ีวี ิติ เกี่�ยวพัันกัับน้ำ�ำ�
“เต่่า” ไม่่ได้้เกินิ ความคาด ซากฟอสซิิลเต่่าหัับด้้านบน และด้้านล่า่ ง
หมายของนัักบรรพชีวี ินิ ที่่�จะพบได้้ และภาพโครงร่่างที่่ส� ร้้างขึ้�นจากผลการศึึกษาวิจิ ััย
ในชั้�นตะกอนของแอ่่งเชียี งม่่วน
และวัันหนึ่่�งในปีี 2543 ขณะที่่� (Naksri et al, 2013)
พนักั งานธรณีีวิิทยาประจำำ�เหมือื ง
เชีียงม่่วน นิิกร วงศ์์ไชย กำำ�ลังั
สำ�ำ รวจภายในขุมุ เหมือื งเขาได้้พบกับั
ซากฟอสซิลิ เต่่าน้้อยขนาด 20x15 ซม.
จึงึ ได้้เก็บ็ รักั ษาไว้ที่ส� ่่วนจัดั แสดงตัวั อย่่าง
ร่่วมกับั ฟอสซิลิ สัตั ว์อ์ื่�นๆ อีีกมากมาย
สิบิ ปีตี ่่อมานิสิ ิติ ปริญิ ญาเอกสาขาบรรพชีีวิินวิิทยา (นานาชาติ)ิ วิิไลลัักั� ษณ์์ นาคศรีี
พร้้อมคณะจากมหาวิทิ ยาลัยั มหาสารคาม ได้้ทำ�ำ การวิจิ ัยั ฟอสซิลิ เต่่าที่่น� ิกิ ร วงศ์ไ์ ชย เก็บ็ รักั ษาไว้้
และพบว่าเป็็นซากดึึกดำำ�บรรพเต่่าหัับชนิิดใหม่่ของโลก อายุปุ ระมาณ 11-12 ล้้านปี ี จึึงได้้ชื่่อ�
วิทิ ยาศาสตร์ว์่า Cuora chiangmuanensis (คููโอร่่า เชียี งม่่วนเอนซิสิ ) หรือื เต่่าหับั คููโอร่่า
แห่่งเชีียงม่่วน
10
Cuora chiangmuanensis คููโอร่่าแห่่งเชียี งม่่วน
เต่่าสกุุลคููโอร่่า เป็น็ เต่่าน้ำ�ำ�จืืดที่่ย� ัังพบได้้ในปัจั จุุบันั ทั้้ง� หมด 12 ชนิิด โดยพบเฉพาะ
ในทวีปี เอเชียี สำำ�หรับั ในเมืืองไทยพบ 2 ชนิดิ คืือ เต่่าหับั และเต่่าจััน
ส่่วนฟอสซิลิ เต่่าสกุลุ คููโอร่่าพบแล้้ว 3 ชนิิดรวมของไทยด้้วยคืือ
Cuora miyatai อายุุ 2 ล้้านปี ี พบที่่ป� ระเทศญี่่ป�ุ่�น
Cuora pitheca อายุุ 7-8 ล้้านปี ี พบที่่ป� ระเทศจีนี
Cuora chiangmuanensis อายุุ 11-12 ล้้านปี ี พบที่่ป� ระเทศไทย
ดัังนั้้�น คููโอร่่า เชีียงม่่วนเอนซิสิ จึึงนับั เป็น็ ฟอสซิิลเต่่าปัจั จุบุ ัันชนิดิ แรกของไทยที่่�
มีีอายุุมากที่่ส� ุดุ ในโลก และจากการศึึกษาพบว่าเต่่าหับั แห่่งเชีียงม่่วน มีีความใกล้้ชิิดกับั เต่่าหัับ
ในเอเชียี ตะวัันออกเฉียี งใต้้ และเอเชีียกลาง จึึงเป็็นไปได้้ว่่าเต่่าคููโอร่่ามีีการแพร่่กระจายพันั ธุ์�
จากประเทศไทยออกไปทั่่ว� ทวีีปเอเชียี
แผนที่่ข� ้้างล่่างแสดงการกระจายตััวของเต่่าหับั ปัจั จุบุ ัันทั้้ง� 12 สายพันั ธุ์์� และฟอสซิิล
เต่่าหับั 3 ชนิดิ ในทวีปี เอเชีีย
การกระจายตัวั ของเต่่าคููโอร่่าทั้้ง� ที่่�พบในปัจั จุุบััน และฟอสซิลิ เต่่าคููโอร่่า (Naksri et al, 2013) 11
“โคราชพิเิ ธคัสั เชีียงม่่วนเอสซิิส เป็น็ เอป ที่่ค� าดว่่าจะเป็น็ บรรพบุรุ ุษุ ของอุุรังั อุุตังั ”
ทุุกคนคงรู้จ� ัักอุุรังั อุุตังั กัันแล้้ว แต่่ “เอป” คืืออะไร มารู้�จักั เอป กันั ก่่อน
äพรàมูµªันé ่µÓè ล่งิ âล่กãหมู่ ล่งิ âล่กàกา่ äพรàมูµªéนั ่สงู
ล่ิงäมู่มูหี าง (àอพ)
ÅÕàÁÍà ÅÔ§ÅÁ ·ÒÃà«ÂÕ กล่ม่Ø ูล่ิงâล่กãหมู่ กล่มØ่ ูล่งิ âล่กàก่า ªÐ¹Õ ÍÃØ §Ñ ÍØµÑ§ ¡ÍÃÅÅÔ Ò‹ ªÔÁá¾¹«Õ Á¹ØÉÂ
เอป (Ape) คืือไพรเมตชั้น� สููงที่่ไ� ม่่มีีหาง
µ¹Œ ÊÒÂä¾ÃàÁµ
สัตั ว์์กลุ่่�มไพรเมต (Primate) เป็น็ กลุ่่ม� ของสัตั ว์เ์ ลี้้�ยงลููกด้้วยน้ำ�ำ�นมที่่ม� ีีพัฒั นาการ
สููงที่่ส� ุดุ ลักั ษณะสำำ�คัญั คืือ สมองเจริิญดีแี ละมีีขนาดใหญ่่ มีขี ากรรไกรสั้้น� ทำ�ำ ให้้หน้้าแบน
ระบบสายตาใช้้งานได้้ดีโี ดยมองไปข้้างหน้้า มีีเล็็บแบนทั้้ง� นิ้้�วมือื และนิ้้ว� เท้้า มีพี ฤติิกรรมทาง
สัังคมที่่�ซัับซ้้อน สััตว์์ในกลุ่่�มไพรเมต ได้้แก่่ กระแต ลิิงลม ลิิง ชะนีี อุุรัังอุุตััง กอริิลล่่า
ชิมิ แพนซีี และมนุุษย์์
สัตั ว์ก์ ลุ่่�มไพรเมตแบ่่งออกเป็น็
• ไพรเมตชน้ั ต�่ำ ได้แก่ ลเี มอร ์ ลิงลม และทารเ์ ซีย
• ไพรเมตชนั้ สูง แยกย่อยออกเปน็
ลิงิ มีหี าง มีี 2 กลุ่่ม� คือื ลิงิ โลกใหม่่เป็น็ กลุ่่ม� ที่่ใ� ช้้หางในการห้้อยโหนได้้ เช่่น ลิงิ คาปููชินิ
ลิิงสไปเดอร์์ เป็็นต้้น ส่่วนลิิงโลกเก่่านั้้น� ไม่่สามารถใช้้หางในการห้้อยโหนได้้ เช่่น ลิงิ กััง ลิิงแสม
ลิิงบาบููน เป็น็ ต้้น
ลิิงไม่่มีีหางหรืือเอป (Ape) วิวิ ัฒั นาการมาจากลิงิ โลกเก่่า แบ่่งได้้เป็น็ 4 กลุ่่ม� ใหญ่่
ได้้แก่่ ชะนีี อุรุ ังั อุตุ ััง กอริลิ ล่่า และชิมิ แพนซีี
จากการศึกึ ษาสารพันั ธุกุ รรมทำ�ำ ให้้เราทราบว่า เอปแอฟริกิ า ได้้แก่่ กอริลิ ล่า่ และชิมิ แพนซีี
มีคี วามใกล้้ชิิดทางสายวิวิ ัฒั นาการกัับมนุษุ ย์ม์ ากกว่า เอปเอเชีีย ซึ่่�งได้้แก่่ ชะนีี และอุรุ ัังอุตุ ััง
12
โคราชพิิเธคัสั เชียี งม่่วนเอนซิสิ
คณะสำ�ำ รวจซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ส์ ัตั ว์ม์ ีกี ระดููกสันั หลังั กรมทรัพั ยากรธรณีกี ับั มหาวิทิ ยาลัยั
มองเปลิิเอร์ท์ ี่่� 2 ได้้พบฟอสซิลิ ฟัันเอปครั้้ง� แรกที่่เ� หมือื งเชียี งม่่วน ในปีี พ.ศ. 2541 และเมื่�อ
สำำ�รวจเพิ่่ม� เติิมจึงึ พบฟัันทั้้�งหมดจำ�ำ นวน 17 ซี่่�
จากการศึกึ ษาพบว่าเป็น็ ฟันั ของเอป หรือื ลิงิ
ไม่่มีหี างขนาดใหญ่่ มีอี ายุรุ าว 13.5-10 ล้้านปีี
อยู่ใ�่ นช่่วงสมัยั ไมโอซีนี ตอนกลาง จึงึ เป็น็ การ
พบหลักั ฐานของฟอสซิลิ เอปขนาดใหญ่่ครั้้ง� แรก
ในเอเชีียตะวัันออกเฉีียงใต้้
จากการศึกึ ษาพบว่าลักั ษณะและขนาดของฟันั
รููปแบบการสึกึ ของฟันั ความหนาและความย่่น
ของเคลืือบฟัันของเอปเชียี งม่่วนคล้้ายคลึงึ กับั
เอป ลููแฟงพิเิ ธคัสั ของจีนี ตอนใต้้มาก ต่่างกันั
ที่่ข� นาดของฟันั หน้้า และฟันั กรามซี่่ใ� นสุดุ ที่่ม� ีี
ขนาดใหญ่่กว่า จึงึ ให้้เป็น็ ชนิดิ ใหม่่ ชื่่อ� ว่า คล้้าย
(จาก กรมทรัพั ยากรธรณีี, 2550 ข) ลููแฟงพิิเธคััส เชีียงม่่วนเอนซิิส ซึ่่�งหมายถึึง
“ลิิงจากลููแฟงที่่�เชีียงม่่วน” ซึ่่�งอาจจะเป็็นบรรพบุุรุุษสายตรงของอุุรัังอุุตัังปััจจุุบััน เพราะ
ลักั ษณะของฟอสซิลิ ที่่พ� บคล้้ายกัับฟัันของอุรุ ัังอุุตัังปัจั จุุบันั มากเพีียงแต่่มีีรอยย่่นบนเคลืือบ
ฟันั มากกว่า และมีีขนาดฟัันหน้้าใหญ่่กว่า
ในปีี พ.ศ. 2545 ได้้มีกี ารพบฟอสซิลิ ฟันั 11 ซี่่�ที่่�ยังั ติิดอยู่�บ่ นกรามของเอปขนาด
ใหญ่่อายุุ 9-7 ล้้านปีี ในบ่่อทรายท่่าช้้าง อ.เฉลิิมพระเกียี รติิ จ.นครราชสีมี า ซึ่่ง� มีคี วาม
คล้้ายกัับฟอสซิิลเอปเชีียงม่่วนมาก และด้้วยลัักษณะฟัันและกรามที่่�สมบููรณ์์ทำำ�ให้้สามารถ
ระบุุได้้ชััดเจนว่่าเป็็นสกุุล และชนิิดใหม่่ของโลกจึึงให้้ชื่่�อว่่า โคราชพิิเธคััส พิิริิยะอิ ิ
(Khoratpithecus piriyai) เพื่่�อเป็็นเกีียรติิแก่่คุุณพิิริิยะ วาชจิติ พันั ธุ์�ผู้้ค� ้้นพบ
จากการประมวลผลการศึึกษาฟอสซิิลเอปเชีียงม่่วน และเอปโคราช พบว่่าทั้้�งคู่่�มีี
สายพัันธุ์�เดีียวกััน เอปเชีียงม่่วนจึึงถููกเปลี่่�ยนชื่�อใหม่่เป็็น โคราชพิิเธคััส เชีียงม่่วนเอนซิิส
(Khoratpithecus chiangmuanensis)
13
ซากดึกึ ดำำ�บรรพ์ ์ ช้้างสี่่�งา
แอ่่งสะสมตะกอนยุุคเทอร์์เชีียรีรี ่่วม 70 แอ่่งทั่่�วประเทศไทย เป็น็ บริเิ วณที่่�อุุดม
สมบููรณ์์ จึงึ เป็น็ ที่่ช� ุมุ นุุมของทั้้�งพืืชและสััตว์์ นอกจากสััตว์์เล็ก็ พวก งูู เต่่า อีีเก้้ง ฯลฯ แล้้วยังั
เป็น็ แหล่ง่ อาหารของสัตั ว์ใ์ หญ่่ เช่่น แรด และช้้างโบราณ
พาลีีโอจีนี -นีโี อจีนี เป็น็ ยุคุ ทองของสัตั ว์ง์ วง ซึ่่ง� จัดั อยู่�ใ่ นอันั ดับั โปรโบซิิเดีีย ที่่�เริ่�ม
ปรากฏขึ้�นทางตอนเหนืือของทวีีปแอฟริกิ าและแพร่่กระจายไปทั่่ว� โลก พร้้อมกับั การพัฒั นา
สายพันั ธุ์์�มาถึงึ ปัจั จุบุ ันั ซึ่ง� เหลือื อยู่เ�่ พียี ง 2 สกุลุ คือื สกุลุ โลโซดอนตา เป็น็ ช้้างแอฟริกิ า 2 ชนิดิ
กับั สกุลุ เอลิฟิ าส เป็น็ ช้้างเอเชียี ที่่ม� ีอี ยู่เ�่ พียี งชนิดิ เดียี ว แต่่สามารถแยกย่่อยออกเป็น็ 4 ชนิดิ ย่่อย
คือื ช้้างศรีลี ังั กา ช้้างอิินเดีีย ช้้างสุมุ าตรา และช้้างแคระบอร์์เนีียว
จาก https://upload.late3s0t.0fa6c9e8b6o8o5k9.c3o2m3/15fo3s/s?il.twyopreld=/3p&htohteoast/ear.3006986619323177/
14
เตตระโลโฟดอน Tetralophodon sp.
หลักั ฐานซากดึกึ ดำำ�บรรพ์์สัตั ว์เ์ ลี้้�ยงลููกด้้วยน้ำ��ำ นมขนาดใหญ่่ซึ่่�งสููญพัันธุ์�ไปแล้้วถููกค้้น
พบในบริเิ วณบ่่อเหมือื งเชีียงม่่วน โดยวิิศวกรเหมือื งแร่่ อารงค์์ ศรีตี ุุลาการ ประกอบด้้วย
ฟัันกราม กระดููก และงา ระหว่างปีี 2540-2542
ซึี่�งจากการศึกึ ษาข้้อมููลจากตััวอย่่างทั้้�งหมดที่่พ� บโดยนัักบรรพชีีวิินวิทิ ยา ทำำ�ให้้ระบุุ
ได้้ว่่าอยู่ใ�่ นวงศ์ใ์ หญ่่ Elephantoidea สกุลุ เตตระโลโฟดอน (Tetralophodon) แต่่ยังั ไม่่
สามารถระบุุวงศ์์ และชนิิดได้้ จึึงให้้ชื่่�อว่า Tetralophodon sp. หรือื ช้้างเตตระโลโฟดอน
เตตระโลโฟดอน เป็็นช้้างสี่่�งา ที่่�มีีลักั ษณะคล้้ายช้้างปัจั จุุบันั รุ่น� ดั้�งเดิิม โดยส่่วนที่่�
เป็น็ งาจะค่่อนข้้างสั้้น� เป็น็ งาบน 1 คู่�่ และงาล่า่ ง 1 คู่�่ งาคู่บ่� นยาวกว่างาคู่่�ล่่าง กรามบนและ
ล่า่ งจะยื่�นออกมายาวมาก ความยาวตั้้�งแต่่หัวั กระโหลกถึงึ ปลายงาราว 2 เมตร ฟันั มีลี ัักษณะ
เป็น็ ปุ่่�มฟันั สำ�ำ หรับั ใช้้บดเคี้ย� วใบไม้้เป็น็ อาหาร ขนาดเท่่าช้้างปัจั จุบุ ันั มีคี วามสููงราว 2.5 เมตร
ปััจจุุบัันในเมืืองไทยพบซากดึึกดำำ�บรรพ์์ช้้างโบราณจำำ�นวน 12 ชนิิด จากทั้้�งหมด
50 ชนิดิ ที่่พ� บทั่่ว� โลก โดยพบใน 7 จังั หวัดั คือื เชียี งใหม่่
พะเยา ลำ�ำ พููน ลำ�ำ ปาง นครสวรรค์์ นครราชสีมี า และสตููล
ซากที่่เ� ก่่าแก่่ที่่ส� ุดุ พบที่่� อ.จอมทอง จ.เชียี งใหม่่ ส่่วนใหญ่่พบที่่�
บ่่อทรายท่่าช้้าง อ.เฉลิมิ พระเกียี รติ ิ จ.นครราชสีมี า
สำ�ำ หรับั เตตระโลโฟดอน พบที่่เ� หมือื งเชียี งม่่วน จ.พะเยา
และที่่บ� ่่อทรายท่่าช้้าง อ.เฉลิมิ พระเกียี รติ ิ จ.นครราชสีมี า
(ดััดแปลงจาก กรมทรัพั ยากรธรณี,ี 2550 ข)
15
ไดโนเสาร์์ แก่ง่ หลวง
ตุลุ าคม 2545 ชาวบ้้านตำ�ำ บลบ้้านมางหลายคนได้้พบซากกระดููกฝังั อยู่บ�่ นเนินิ หินิ ผุุ
บริเิ วณเชิงิ ดอยแก่่งหลวง บ้้านหนองกลาง หมู่่� 7 จึึงพากัันขุุดแล้้วนำ�ำ กลัับไปที่่บ� ้้านหลายสิบิ
ชิ้น� ต่่อมาได้้ประสบกับั เหตุุการณ์ไ์ ม่่พึึงปรารถนาต่่าง ๆ จึึงได้้นำำ�กระดููกทั้้ง� หมดมามอบให้้
กับั ทางราชการ
กระดููกที่่ช� าวบ้้านนำ�ำ มาคืืน หลุมุ ขุุดค้้นไดโนเสาร์ท์ ี่่�แก่่งหลวง อ.เชีียงม่่วน
เมื่�อทราบข่่าวจาก อ.เชีียงม่่วน กระดููกไดโนเสาร์์ที่่พ� บในหลุุมขุดุ ค้้น
กรมทรััพยากรธรณีีจึึงได้้เข้้าทำำ�การ
สำำ�รวจในเดือื นธัันวาคมปีีเดีียวกันั และ
ได้้พบกัับซากดึึกดำำ�บรรพ์์กระดููก
ไดโนเสาร์เ์ พิ่่�มเติมิ อีีกหลายชิ้�น เมื่�อตรวจ
สอบเบื้้อ� งต้้นพบว่าเป็น็ กระดููกส่่วนหาง
ซี่โ� ครง และสะโพก ของไดโนเสาร์ซ์ อโรพอด
16
การอนุุรัักษ์แ์ หล่ง่ ซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์์
ช่่วงแรกได้้มีกี ารสร้้างหลังั คาคลุมุ หลุุมขุุดค้้นเพื่่�อป้้องกัันความเสียี หาย และต่่อมา
กรมอุทุ ยานแห่่งชาติ ิ สัตั ว์์ป่า่ และพันั ธุ์์�พืืชได้้ประกาศจัดั ตั้้ง� ให้้บริิเวณโดยรอบแหล่ง่ ขุุดค้้น
เป็็นวนอุุทยานไดโนเสาร์์แก่่งหลวง เพื่่�อคุ้�มครองเป็็นการเร่่งด่่วน
ในปีี 2555 ได้้ประกาศจััดตั้้�งอุุทยานแห่่งชาติิดอยภููนาง จัังหวัดั พะเยาขึ้น� โดยมีี
หน่่วยพิทิ ัักษ์์อุทุ ยานแห่่งชาติทิ ี่่� ภน.6 (ไดโนเสาร์)์ เป็น็ ผู้�้ดููแลแหล่่งซากไดโนเสาร์แ์ ก่่งหลวง
ซึ่ง� ต่่อมาได้้จัดั สร้้างพิพิ ิธิ ภัณั ฑ์ไ์ ดโนเสาร์เ์ ชียี งม่่วน ครอบหลุมุ ขุดุ ค้้นเพื่่อ� การอนุรุ ักั ษ์ ์ พร้้อมกับั
จััดแสดงนิทิ รรศเกี่ย� วกับั เจ้าคอยาวซอโรพอด เพื่่อ� เผยแพร่่ข้้อมููลให้้กัับนักั ท่่องเที่่ย� วทั่่�วไป
17
นัักบรรพชีวี ิินวิทิ ยาจััดแบ่่งไดโนเสาร์์เป็น็ 2 กลุ่่�มใหญ่่ตามลักั ษณะของกระดููกสะโพก
กลุ่่�มหนึ่่�งมีีสะโพกแบบสัตั ว์เ์ ลื้้�อยคลาน อีกี กลุ่่ม� หนึ่่�งมีีสะโพกแบบนกโบราณ และทั้้ง� สองกลุ่่ม�
ก็ม็ ีกี ารแตกขยายสายพัันธุ์�ออกไปมากมาย
• ซอรสิ เชยี (Saurischia) มสี ะโพกเหมอื นของสตั วเ์ ลอื้ ยคลาน จะมกี ระดูกหวั หนา่ ว
กัับกระดููกก้้นอยู่่แ� ยกจากกััน โดยกระดููกหัวั หน่่าวชี้ไ� ปด้้านหน้้า
ไดโนเสาร์ซ์ อริสิ เชียี น (Saurischians) แบ่่งเป็น็ 2 ก ลุ่่ม� คือื พวกกินิ เนื้้อ� กับั พวกกินิ พืชื
1. เทอโรพอดส์์ (Theropods) เป็็นไดโนเสาร์ก์ ิินเนื้้อ� เดิินสองขา โดยอาศัยั ความ
สััมพันั ธ์ก์ ัับนกสามารถจำำ�แนกเทอร์์โรพอดส์อ์ อกได้้เป็น็ 2 กลุ่่ม� คือื
• เททานเู ร (Tetanurae) เป็นกลุ่มใหญ่ของเทอโรพอดสเ์ กือบทง้ั หมด ท่ี มีความ
สััมพันั ธ์ใ์ กล้้ชิดิ กัับนก
• เซอราโตซอเรยี (Ceratosauria) มคี วามสมั พนั ธใ์ กล้ชดิ กบั เซอราโตซอรสั มากกวา่ นก
2. ไดโนเสาร์ค์ อยาว พวกกินิ พืชื ขนาดใหญ่่ เดินิ สี่่ข� า จำ�ำ แนกเป็น็ 2 กลุ่่ม� ใหญ่่ คือื
• โปรซอโรพอดส์ (Prosauropods) สญู พนั ธไ์ุ ปกอ่ นตงั้ แตย่ คุ จูแรสซกิ ตอนตน้
• ซอโรพอดส ์(Sauropods) มกี ารพฒั นาขนาดใหญ่ขนึ้ กวา่ ญาตใิ นยคุ ตน้ ๆ มาก
Siamraptor Argentinosaurus
PhuwiangveVnaaytourraptorKinnareemimus Phuwiangosaurus
Ceratosaurus Compsognathus Euhelopodid
Siamotyrannus Siamosaurus Brachiosaurus
Ceratosauria
Tetanurae
Sauropods
Prosauropods
Isanosaurus
¡Ãд١¡Œ¹ THEROPODS
¡Ãд¡Ù ËÇÑ Ë¹Ò‹ Ç SAURISCHIANS
ÊÐâ¾¡áººÊµÑ ÇàÅéÍ× Â¤ÅÒ¹
¡Òè´Ñ ¡ÅØÁ‹ ä´â¹àÊÒà µÒÁÅ¡Ñ É³Ð¢Í§¡Ãд¡Ù ÊÐ⾡ ¾ÃŒÍÁµÇÑ Í‹ҧ
18
ไดโนเสาร์์แก่่งหลวง.....อยู่ต�่ รงไหนในหมู่เ�่ ครือื ญาติิ ?
• ออร์นธิ ิสเชีย (Ornithischia) มสี ะโพกเหมือนของนกโบราณ จะมีกระดูกหวั หน่าว
อยู่ต�่ ิดิ กัับกระดููกก้้น โดยชี้ไ� ปด้้านหลัังทั้้�งคู่่�
ไดโนเสาร์์ออร์น์ ิธิ ิิสเชียี น (Ornithischians) เป็น็ ไดโนเสาร์พ์ วกกินิ พืืชทั้้�งหมด
แบ่่งเป็น็ 5 กลุ่่ม� ย่่อย คือื
1. สเตโกซอร์์ (Stegosaurs) เป็น็ ไดโนเสาร์ ์ มีคี รีบี หลััง เดินิ สี่่�ขา
2. ออร์น์ ิิโธพอดส์์ (Ornithopods) เป็น็ ไดโนเสาร์์ ปากเป็ด็ เดินิ สองขา
3. เซอราทอปเชียี น (Ceratopsians) เป็็นไดโนเสาร์ ์ มีีเขา เดินิ สี่่ข� า
4. แองคีีโลซอร์์ (Ankylosaurs) เป็น็ ไดโนเสาร์ ์ หุ้้�มเกราะ เดินิ สี่่�ขา
5. พาคีเี ซปฟาโลซอร์์ (Pachycephalosaurs) เป็น็ ไดโนเสาร์ ์ หัวั แข็ง็ เดินิ สองขา
* แองคีีโลซอร์์ และ พาคีีเซปฟาโลซอร์์ เป็น็ ไดโนเสาร์์ 2 กลุ่่ม� ที่่�ยัังไม่่พบในประเทศไทย
Ratchasimasaurus Psittacosaurus ลานป ครีเทเชียส
66.0
Siamodon 145.0
Sirindhorna 201.3
Stegosaurs
OrnithopodsHypsilophodontid จูแรสซิก
มหายุค ีมโซโซอิก
Stegosaur Ceratopsians
ไทรแอส ิซก
ORNITHISCHIANS ¡Ãд١¡Œ¹ ¡Ãд١ËÇÑ Ë¹‹ÒÇ 251.9
ÊÐ⾡Ẻ¹¡âºÃÒ³
ä´â¹àÊÒâͧä·Â ·èÕ¾ºã¹Ë¹Ô µÐ¡Í¹ÍÒ嵯 ‹Ò§æ ¡¹Ñ 19
ถิ่�นกำำ�เนิดิ ซอโรพอดตัวั แรกของภาคเหนืือ
กรมทรัพั ยากรธรณีีได้้สำ�ำ รวจเพื่่อ� จัดั ทำ�ำ แผนที่่�ธรณีีวิทิ ยาบริิเวณจังั หวัดั พะเยาตั้้ง� แต่่ปีี
พ.ศ. 2531 และได้้ทำำ�การสำำ�รวจเพิ่่�มเติมิ อีกี ครั้้�งเมื่อ� มีีการพบซากซอโรพอดแก่่งหลวงในปีี
พ.ศ 2545 เพื่่อ� ศึึกษาหาคำ�ำ ตอบเกี่�ยวกับั การพบไดโนเสาร์ต์ ัวั แรกในภาคเหนืือ
สิ่่ง� สำ�ำ คัญั ที่่ไ� ด้้ดำ�ำ เนินิ การต่่อมาคือื การวิจิ ัยั ซากฟอสซิลิ ที่่พ� บ การสำ�ำ รวจขุดุ ค้้นเพิ่่ม� เติมิ
และการสำ�ำ รวจธรณีีวิทิ ยาขั้�นรายละเอียี ดในพื้้น� ที่่� เพื่่�อหาหลักั ฐานทางธรณีวี ิทิ ยาที่่�จำำ�เป็็นเพื่่�อ
ร้้อยเรีียงธรณีีประวััติิ และสร้้างแบบจำำ�ลองสิ่่�งแวดล้้อมบรรพกาล ที่่�จะนำำ�ไปสู่่�ความก้้าวหน้้า
ทางวิิชาการ และที่่�สำำ�คััญคืือการเพิ่่�มโอกาสที่่�จะพบญาติิของเจ้้าคอยาวแก่่งหลวง พี่่�ใหญ่่ของ
ไดโนเสาร์า์ ภาคเหนืือ
“การศึกึ ษาชั้น� หินิ ตะกอนบกสีแี ดงในมหายุคุ มีโี ซโซอิกิ ที่่พ� บใน อ.เชียี งม่่วน จ.พะเยา:
ตะกอนวิิทยา การลำ�ำ ดัับชั้�นหิิน และซากดึกึ ดาบรรพ์์” เป็็นงานวิิจัยั ที่่�ได้้ดำ�ำ เนิินการในระหว่าง
ปีี พ.ศ. 2558-2559 โดยความร่่วมมืือของกรมทรััพยากรธรณีี มหาวิิทยาลััยเชีียงใหม่่
มหาวิิทยาลััยมหาสารคาม อุทุ ยานแห่่งชาติิดอยภููนาง และพิิพิธิ ภััณฑ์ไ์ ดโนเสาร์์ฟุุกุอุ ิิ (ญี่่�ปุ่�น)
ซึ่ง� การวิจิ ัยั ครั้้ง� นี้้ท� ำ�ำ ให้้ได้้รายละเอียี ดเพิ่่ม� เติมิ มากมายด้้านธรณีวี ิทิ ยา บรรพชีวี ินิ วิทิ ยา
และสภาพภููมิศิ าสตร์บ์ รรพกาลของหน่่วยหินิ สีแี ดงที่่ก� ระจายตัวั บริเิ วณภาคเหนือื ของประเทศไทย
ที่่�บ่่งชี้ �ว่่ามีีความหลากหลายทางชีีวภาพของกลุ่่�มสิ่่�งมีีชีีวิิตที่่�จำำ�กััด โดยพบเพีียงชิ้ �นส่่วนกระดููก
ไดโนเสาร์ส์ ายพันั ธุ์�เดียี ว กับั หอยน้ำ�ำ� จืดื ซึ่่ง� อาจเทียี บได้้กับั หมวดหินิ ภููกระดึงึ ของกลุ่่ม� หินิ โคราช
ที่่พ� บทั่่ว� ภาคอีสี าน ต่่างกันั ที่่ม� ีหี น่่วยหินิ อัคั นีพี ุซุึ่ง� แสดงว่ามีกี ารปะทุขุ องภููเขาไฟเกิดิ ขึ้้น� ที่่เ� ชียี งม่่วน
ในยุคุ จููแรสซิกิ
20 แผนที่่�ธรณีวี ิทิ ยาบริเิ วณจังั หวัดั พะเยา ทำำ�การสำำ�รวจในปีี 2531 (จากวีรี ะพงษ์ ์ ตัันสุุวรรณ และคณะ, 2531)
แผนที่่�ธรณีีวิิทยาบริิเวณแก่่งหลวง
ทำ�ำ การสำำ�รวจในปีี 2545
(จากสุุวภาค อิ่่ม� สมุุทร และคณะ, 2546)
แผนที่่ธ� รณีีวิิทยาบริเิ วณแก่่งหลวง ทำ�ำ การสำ�ำ รวจในปีี 2558-2559 (จากพรเพ็ญ็ จันั ทสิทิ ธิ์� และคณะ, 2561)
21
ฟอสซิลิ ที่่�แก่่งหลวง
จากการพบฟอสซิลิ โดยชาวบ้้านในปีี 2545 ที่่น� ำ�ำ ไปสู่ก�่ ารสำ�ำ รวจขุดุ ค้้น และศึกึ ษาวิจิ ัยั
อย่่างเป็น็ ระบบ โดยมีวี ัตั ถุปุ ระสงค์ห์ ลักั เพื่่อ� การอนุรุ ักั ษ์์ และพัฒั นาของวงการบรรพชีวี ินิ วิทิ ยา
ของไทยโดยตรง ผลพลอยได้้ที่่�ตามมาคือื แหล่ง่ ท่่องเที่่ย� วทางธรณีีวิิทยาแห่่งใหม่่ของภาคเหนือื
และของประเทศไทย
สิ่่ง� ที่่ส� ำ�ำ คัญั ในการไขปริศิ นาทางบรรพชีวี ินิ นอกจากจะเป็น็ ตัวั ซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ท์ี่่พ� บแล้้ว
องค์ป์ ระกอบแวดล้้อมรอบด้้านก็ม็ ีคี วามสำำ�คััญไม่่น้้อยไปกว่ากััน ไม่่ว่่าตำ�ำ แหน่่งการวางตัวั ของ
ฟอสซิลิ ที่่พ� บในพื้้น� ที่่ � ชิ้้น� ส่่วนและสภาพของฟอสซิลิ รวมทั้้ง� หน่่วยหินิ และชนิดิ ของหินิ ตะกอน
ที่่�ฟอสซิลิ ฝังั ตัวั อยู่�่
แหล่ง่ ไดโนเสาร์แ์ ก่่งหลวงเป็็นตัวั อย่่างที่่�ดีี กล่า่ วคือื
• หากเก็บไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ - ไม่รู้ต�ำแหน่งท่ี พบฟอสซิล
• ขุดค้นส�ำรวจตามหลกั วิชาการ - พบฟอสซิลในลกั ษณะการวางตัวเม่ือถกู ทับถม
ซึ่ง� รวมถึึงตำำ�แหน่่งที่่�มันั ถููกเก็็บรัักษาไว้ในสิ่่�งแวดล้้อมบรรพกาลที่่�สามารถระบุุได้้จากชนิดิ
และสภาพของหินิ
• ท�ำการศกึ ษาวิจัยเพ่ิ มเติม - สามารถระบสุ ายพนั ธข์ุ องฟอสซิลได้ชัดเจนขึน้ และ
เพิ่่�มโอกาสการค้้นพบซากดึกึ ดำำ�บรรพ์ข์ องพืชื หรืือสัตั ว์์ที่่เ� คยอาศััยร่่วมในช่่วงเวลาเดีียวกันั
หลุมุ สำ�ำ รวจในปีี 2545 ทำ�ำ ให้้พบซากกระดููกสันั หลังั กระดููกปีกี สะโพก ในตำ�ำ แหน่่งที่่ม� ันั ถููกเก็บ็ รักั ษาไว้กว่าร้้อยล้้านปีี
22
ส่่วนบนของกระดููกสันั หลััง กระดููกสัันหลังั ส่่วนหาง
กระดููกปีกี สะโพก กระดููกสันั หลัังส่่วนคอ
กระดููกปีีกสะโพก
หอยสองฝาที่่พ� บในชั้�นหิินร่่วมกับั ไดโนเสาร์์
ฟันั ของช้้างโบราณวัยั เยาว์ ์ พบอยู่ใ�่ นชั้น� ตะกอนกึ่ง� แข็ง็ ตัวั
มหายุคุ ซีโี นโซอิกิ ที่่ว� างปิดิ ทับั อยู่บ�่ นชั้น� หินิ ที่่พ� บไดโนเสาร์์
23
ซอโรพอดแก่่งหลวง
ซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์กระดููกไดโนเสาร์์แก่่งหลวงถููกพบครั้้ง� แรกโดยชาวบ้้าน ในปีี 2545
ด้้วยไม่่ทราบว่่าเป็็นสมบััติิสำำ�คััญของแผ่่นดิินจึึงไม่่ได้้แจ้้งให้้ทางราชการทราบเพื่่�อดำำ�เนิินการ
ให้้ถููกต้้องตามหลักั วิชิ าการ ประกอบกับั เวลานั้้น� ยังั ไม่่มีกี ารประกาศใช้้พระราชบัญั ญัตั ิคิุ้ม� ครอง
ซากดึึกดำำ�บรรพ์์ หลัักฐานสำำ�คััญ ๆ ทางบรรพชีีวิินวิิทยาจึึงถููกนำำ�ออกจากแหล่่งโดยไม่่ได้้มีี
การบัันทึกึ ตำ�ำ แหน่่ง และลักั ษณะการวางตััวของกระดููกที่่พ� บ
อย่่างไรก็ต็ ามภายหลังั ผู้ค�้ รอบครองกระดููกต่่างก็น็ ำ�ำ มามอบให้้กับั ทางราชการ ตัวั อย่่าง
ซากฟอสซิลิ กระดููกที่่�ได้้รับั คืืนส่่วนใหญ่่แตกหัักเสียี หาย แต่่จากการศึึกษานักั บรรพชีวี ิินวิทิ ยา
ระบุไุ ด้้ว่่าเป็น็ ชิ้น� ส่่วนกระดููกสันั หลังั ส่่วนคอ กระดููกซี่โ� ครงแตกหักั และกระดููกสันั หลังั ส่่วนหาง
ของไดโนเสาร์์ซอโรพอด (ชิ้�นส่่วนสีแี ดง)
ปีีต่่อมากรมทรััพยากรธรณีีได้้ทำำ�การขุุดค้้นสำำ�รวจเพิ่่�มเติิมในบริิเวณที่่�พบฟอสซิิล
ในครั้้�งแรก และได้้พบกระดููกอีีกจำำ�นวนหนึ่่�งจึึงได้้ทำำ�การอนุุรัักษ์์ไว้้ยัังที่่�พบในหลุุมขุุดค้้น
ประกอบด้้วยกระดููกสันั หลัังส่่วนคอ ส่่วนหลังั และส่่วนหาง พร้้อมกับั กระดููกปีีกสะโพก
(ชิ้ �นส่่วนสีีเทา)
Cervical vertebrae
กระดููกสัันหลังั ส่่วนคอ
พบโดยการขุุดค้้นสำ�ำ รวจเพิ่่�มเติมิ
และอนุุรัักษ์ไ์ ว้ในตำ�ำ แหน่่งที่่�พบ
Dorsal ribs กระดููกซี่โ� ครง
พบโดยชาวบ้้าน
Cervical vertebrae
กระดููกสัันหลังั ส่่วนคอ
พบโดยการขุุดค้้นสำ�ำ รวจเพิ่่�มเติมิ
และอนุุรัักษ์ไ์ ว้ในตำ�ำ แหน่่งที่่�พบ
Dorsal ribs กระดููกซี่โ� ครง
พบโดยชาวบ้้าน
กระดููกสันั หลังั ส่่วนหลังั และกระดููกปีกี สะโพก ถููกพบเมื่�อทำำ�การสำ�ำ รวจขุุดค้้นเพิ่่ม� เติมิ
ส่่วนบนของกระดููกสันั หลััง Ilium กระดููกปีกี สะโพก
พบโดยการขุุดค้้นสำ�ำ รวจเพิ่่ม� เติิม
https://www.uihere.com/free-
กระดููกสันั หลังั ส่่วนหลังั และกระดููกปีกี สะโพก ถููกพบเมื่�อทำำ�การสำ�ำ รวจขุุดค้้นเพิ่่ม� เติมิ
ส่่วนบนของกระดููกสันั หลััง Ilium กระดููกปีกี สะโพก
พบโดยการขุุดค้้นสำ�ำ รวจเพิ่่ม� เติิม
https://www.uihere.com/free-
โครงกระดููกไดโนเสาร์์
นัักบรรพชีีวิินวิิทยาสามารถระบุุได้้ว่่าซากดึึกดำำ�บรรพ์์กระดููกไดโนเสาร์์แก่่งหลวง
เป็น็ ของซอโรพอด หรืือไดโนเสาร์ค์ อยาว แต่่ยังั มีีหลัักฐานไม่่เพียี งพอที่่จ� ะระบุชุื่อ� สกุุล และ
ชื่อ� ชนิิดได้้ สำำ�หรับั โครงกระดููกไดโนเสาร์์คอยาวที่่น� ำำ�มาแสดงนี้้�เป็น็ เพีียงตัวั อย่่างเพื่่อ� การแสดง
ตำำ�แหน่่งของชิ้ �นส่่วนที่่�พบเท่่านั้้น�
นัักบรรพชีีวินิ วิทิ ยาแบ่่งกระดููกสัันหลัังของไดโนเสาร์ค์ อยาวออกเป็น็ 3 ส่่วน คือื
ส่่วนคอ (Cervical) ส่่วนหลังั (Dorsal) และส่่วนหาง (Caudal)
พบโดยชาวบ้้าน
กCรaะดuููกdสaันัl หveลัrังtส่e่วbนrหaาeง
ภาพกราฟฟิกิ ส์ไ์ ดโนเสาร์ ์ คััดลอก และดััดแปลงจาก
-cliparts/amphicoelias-dinosaur-size-diplodocus-sauropoda-argentinosaurus-dinosaur-6783727
เชียี งม่่วนแหล่ง่ รวมฟอสซิลิ 2 ยุุค
เหมืืองถ่่านหิินเชีียงม่่วนกัับซากดึึกดำำ�บรรพ์์ที่่�พบมากมายในขุุมเหมืืองทำำ�ให้้อำำ�เภอ
เชีียงม่่วนเป็็นที่่�กล่่าวขวััญกัันมากในวงการธณีีวิิทยา นอกจากนั้้�นเจ้้าซอโรพอดแก่่งหลวงยังั
มาย้ำ�ำ� ให้้ธรณีวี ิิทยาของเชียี งม่่วนน่่าสนใจติิดตาม และศึกึ ษาวิจิ ััยเพิ่่ม� เติิมมากขึ้น�
ย้้อนกลัับไปเริ่�มต้้นในยุุคที่่� เจ้ าคอยาวแก่่งหลวง ยัังมีีชีวี ิติ อยู่ �่ ซึ่่ง� ปััจจุบุ ันั นี้้ถ� ือื ว่ายังั
มีขี้้อมููลน้้อยมากถ้้าหากเทียี บกับั แหล่ง่ ใหญ่่บนแผ่่นดินิ อีสี านที่่เ� ป็น็ แหล่ง่ รวมไดโนเสาร์น์ านาพันั ธุ์์�
แต่่อย่่างน้้อยวงการธรณีีวิทิ ยาก็็สามารถยืนื ยันั ได้้แน่่นอนว่า ในยุคุ จููแรสซิิกเชียี งม่่วนมีีสภาพ
เป็็นแผ่่นดิิน (เพราะว่่าไดโนเสาร์์เป็็นสััตว์์บก) ไม่่ใช่่เป็็นทะเลเหมืือนกัับในยุุคไทรแอสซิิก
ที่่�เพิ่่ง� ผ่่านไป ซึ่่�งมีีหลักั ฐานยืืนยันั จากหมวดหิินวังั ชิ้น� ที่่�ประกอบด้้วยตะกอนที่่ส� ะสมตัวั ในทะเล
และพบอยู่บ�่ นแนวเขาที่่ป� ระกบอยู่ท�่ั้้ง� ทางตะวันั ออก และตะวันั ตกของอำ�ำ เภอเชียี งม่่วน
ในเวลานั้้�นแผ่่นดิินอีีสานมีีสภาพเป็็นผืืนแผ่่นดิินกว้้างใหญ่่ ที่่�มีีแม่่น้ำ�ำ�หลายสาย
พาตะกอนจากที่่�สููงลงมาสะสมตััว และเป็็นที่่อ� ยู่อ�่ าศัยั ของไดโนเสาร์น์ ้้อยใหญ่่ ห่่างออกไปทาง
ทิศิ ตะวัันตกเฉียี งเหนืือเจ้าคอยาวแก่่งหลวงได้้ช่่วยยืืนยัันว่า ในยุุคจููแรสซิกิ แผ่่นดินิ บริเิ วณด้้าน
ตะวัันออกของภาคเหนืือเชื่ �อมต่่อกัับแผ่่นดิินอีีสานซึ่ �งเป็็นแหล่่งที่่�พบหลัักฐานของไดโนเสาร์์
ต่่อเนื่่อ� งจนถึึงยุคุ ครีีเทเชียี ส
การแปรสััณฐานเปลืือกโลก (tectonism) หรืือการเปลี่่�ยนแปลงของเปลืือกโลก
เนื่่อ� งจากมีแี รงภายในโลกมากระทำ�ำ ในช่่วงยุคุ จููแรกซิกิ ถึงึ ครีเี ทเชียี ส ทำ�ำ ให้้เกิดิ รอยเลื่่อ� นตามแนว
ระดัับขนาดใหญ่่ 2 แนว ที่่�ยัังคงทิ้้�งหลัักฐานไว้้ให้้เห็็นได้้ชััดเจนจากแผนที่่�ธรณีีวิิทยา เช่่น
รอยเลื่่อ� นเจดียี ์ส์ ามองค์์ และรอยเลื่่อ� นเมย ที่่ว� างตัวั ในแนวตะวันั ตกเฉียี งเหนือื -ตะวันั ออกเฉียี งใต้้
กับั รอยเลื่่อ� นระนอง รอยเลื่่อ� นคลองมะรุ่ย� และรอยเลื่่อ� นอุตุ รดิติ ถ์ ์ ที่่ว� างตัวั ในแนวตะวันั ออก
เฉีียงเหนือื -ตะวันั ตกเฉีียงใต้้ ซึ่่�งปัจั จุบุ ัันได้้มีีการสำำ�รวจรอยเลื่่อ� นแนวระดับั เหล่่านี้้� และพบว่า
เป็น็ รอยเลื่่�อนมีีพลััง คืือมีีหลัักฐานทางธรณีวี ิทิ ยายืนื ยันั ว่ายังั มีีการเคลื่่�อนที่่�ในปััจจุบุ ััน และ
อาจต่่อเนื่่�องถึงึ ในอนาคต
การเคลื่่�อนที่่ข� องคาบสมุุทรอิินเดีียขึ้�นมาชนกับั ทวีีปเอเชียี เมื่อ� ประมาณ 50 ล้้านปีี
ก่่อนทำำ�ให้้เกิิดแนวเขาหิิมาลััย และส่่งผลถึึงภููมิิภาคข้้างเคีียงอย่่างต่่อเนื่่�องรวมถึึงชะลอการ
เคลื่่�อนที่่�ของรอยเลื่่�อนตามแนวระดัับในประเทศไทย ผลที่่�ติิดตามมาคืือแผ่่นดิินในระหว่่าง
24
รอยเลื่่�อนทั้้�ง 2 กลุ่่ม� คลายตััวออก จนเกิิดเป็น็ รอยเลื่่�อนในแนวดิ่�งซ้้อนๆ กันั โดยตรงกลาง
ทรุุดตัวั ลงกลายเป็็นแอ่่งสะสมตะกอน เรียี กว่าแอ่่งเทอร์์เชียี รีีที่่พ� บได้้ตลอดเหนือื จรดใต้้
แอ่่งเชีียงม่่วน
พื้้�นที่่ส� ีีเหลืืองคือื แอ่่งสะสมตะกอนจำ�ำ นวนกว่า 70 แอ่่งที่่�พััฒนาขึ้น� ในยุคุ เทอร์์เชียี รีี
เป็น็ ที่่�เกิิดของเชื้อ� เพลิิงธรรมชาติทิ ั้้�งปิโิ ตรเลียี มและถ่่านหิิน ซึ่่�งเป็น็ เหตุุให้้พบซากดึกึ ดำำ�บรรพ์์
นานาพันั ธุ์์�จากการสำ�ำ รวจและผลิิตแหล่่งพลังั งานธรรมชาติเิ หล่่านี้้�
25
ถ่่านหินิ เกิิดพร้้อมกับั ซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์
แอ่่งเชีียงม่่วนเป็็นหนึ่่�งในแอ่่งเทอร์์เชีียรีีของไทยจำำ�นวนหลายสิิบแอ่่งที่่�พััฒนาขึ้�น
เนื่่อ� งจากการชนกันั ของคาบสมุทุ รอินิ เดียี กับั ทวีปี เอเซียี ทำ�ำ ให้้การเคลื่่อ� นที่่ข� องรอยเลื่่อ� นตามแนว
ระดับั หยุดุ ลง และเปลี่่ย� นเป็น็ การขยายตัวั จนชั้น� หินิ แตกออกในแนวเหนือื -ใต้้ และทรุดุ ลงเป็น็
รอยเลื่่อ� นปกติหิ ลายแนวซ้้อน ๆ กันั เป็น็ ลักั ษณะที่่เ� รียี กว่า ฮอสต์แ์ ละการเบน โดยในกราเบน
ซึ่ง� เป็น็ ส่่วนที่่เ� ลื่่�อนลงจะกลายเป็็น แอ่่งสะสมตะกอน รวมถึงึ ซากพืืช-สัตั ว์์
แผนที่่�ธรณีีวิิทยาอำ�ำ เภอเชียี งม่่วน
แผนที่่แ� สดงโครงสร้้างทางธรณีวี ิทิ ยา เช่่น
รอยเลื่่�อน และแนวคดโค้้งของชั้น� หน ในแอ่่งเชีียงม่่วน
(จาก เยาวลัักษณ์์ ชััยมณี,ี 2546)
ซึ่�งภายหลังั ซากพืชื ที่่ท� ัับถมกัันมากขึ้น� จะถููกเปลี่่ย� นสภาพเป็น็ ถ่่านหิิน ส่่วนสััตว์์ที่่�เคยอาศัยั อยู่�่
ในบริิเวณนั้้�นเมื่�อตายลงจะเน่่าเปื่่�อยย่่อยสลายไปเหลืือเพีียงส่่วนที่่�แข็็ง เช่่น เปลืือกหอย
กระดองเต่่า งา และกระดููกของสััตว์ม์ ีกี ระดููกสันั หลััง ฯลฯ
26
ถ่่านหินิ (Coal)
ถ่่านหินิ คืือ หินิ ที่่ต� ิดิ ไฟได้้ มีสี ีีน้ำำ��ตาลถึงึ ดำำ� เกิิดจากการสะสมตััวของซากพืชื ตาม
ธรรมชาติิ เมื่�อมีีปฏิกิ ิิริยิ าทางชีีวเคมีีและธรณีเี คมีีภายใต้้ความร้้อน-ความดันั ที่่�สููง และระยะ
เวลาที่่�ยาวนาน จนทำ�ำ ให้้ซากพืืชเหล่า่ นั้้�นเปลี่่�ยนแปลงไปเป็น็ สารประกอบคาร์บ์ อน ซึ่่�งมีี
ปริิมาณคาร์บ์ อนตั้้�งแต่่ร้้อยละ 50 ขึ้้น� ไปโดยน้ำำ��หนััก หรืือร้้อยละ 70 ขึ้้น� ไปโดยปริิมาตร
ถ่่านหินิ ทั่่�วไปมีีการจัดั แบ่่งทั้้�ง ชนิดิ และ คุณุ ภาพ
ชนิิดของถ่่านหิิน ด้้วยลักั ษณะทางกายภาพของถ่่านหินิ ที่่ม� องเห็็นด้้วยตาเปล่า่
และด้้วยกล้้องจุลุ ทรรศน์์ แบ่่งถ่่านหิินออกได้้เป็็น 2 แบบ คืือ
• ถ่านหนิ แสดงชั้น หรือถา่ นหนิ ฮวิ มกิ กับ
• ถ่านหนิ ไม่แสดงช้นั หรอื ถ่านหนิ เลนอินทรีย์
คุุณภาพของถ่่านหิิน ถ่่านหิินมีคี ุุณภาพต่่างกันั หลายชั้�นขึ้น� อยู่ก�่ ับั ความรุนุ แรง
ของการเปลี่่�ยนสภาพตามธรรมชาติิของสารอินิ ทรีีย์เ์ ป็น็ ถ่่านหินิ จากชั้�นต่ำ�ำ�สุดุ จนถึงึ ชั้�นสููงสุดุ
ตามลำำ�ดับั ดัังนี้้�คือื ลิิกไนต์ ์ ซับั บิทิ ููมินิ ัสั บิทิ ููมิินัสั และแอนทราไซต์์
ลำ�ำ ดับั ชั้น� คุณุ ภาพของถ่่านหินิ ถููกจำ�ำ แนกด้้วยปัจั จัยั ต่่าง ๆ เช่่น ปริมิ าณคาร์บ์ อนคงที่่�
สารระเหย ค่่าความชื้้น� และค่่าความสะท้้อนแสงของวิทิ ริไิ นต์์ (Vitrinite) ซึ่่ง� เป็น็ สารอินิ ทรียี ์์
พวกเซลลููโลส และลิกิ นินิ ที่่�ได้้มาจากเปลืือกไม้้
ฮอสต์์และกราเบน (horst and graben) คือื พืดื หินิ ที่่�เลื่่�อนขึ้�น-ลงเป็น็ บล็็อค
โดยมีีรอยเลื่่�อนขนาบเป็น็ แนวยาวทั้้ง� สองข้้าง (ฮอสต์เ์ ลื่่�อนขึ้�น กราเบนเลื่่อ� นลง)
27
เพราะว่าโลกไม่่เคยหยุดุ นิ่่�ง
หากนึึกถึงึ วััน-เดืือน-ปีี ที่่�เปลี่่ย� นผันั เป็็นวัฏั จัักรไปอย่่างต่่อเนื่่อ� ง ทุกุ คนคงยอมรับั
ความจริิงที่่�ว่่าโลกไม่่เคยหยุุดนิ่่�ง และนอกเหนืือจากการเคลื่่�อนที่่�ของโลกที่่�เห็็นได้้อย่่างชััดเจน
เหล่่านี้้�แล้้ว ภายในโลกเองก็็มีีการเปลี่่�ยนแปลงอยู่่�อย่่างต่่อเนื่่�องเช่่นกััน แต่่กลัับเป็็นเรื่่�องที่่�
สังั เกตได้้ยากยิ่�ง เนื่่�องจากการเปลี่่�ยนแปลงภายในโลกนั้้น� เกิดิ ขึ้้�นอย่่างค่่อยเป็็นค่่อยไป และ
ใช้้เวลายาวนานกว่าช่่วงอายุุขัยั ของคนทั่่�วไป
นับั จากยุุคจููแรสซิิกเมื่�อเกือื บสองร้้อยล้้านปีีก่่อนผ่่านช่่วงธรณีกี าลยาวนานมาจนถึงึ
ยุคุ เทอร์เ์ ชียี รี ี พื้้�นที่่�เชียี งม่่วนได้้บันั ทึกึ เหตุุการณ์์ทางธรณีวี ิิทยาไว้อย่่างต่่อเนื่่�อง จนทำ�ำ ให้้เห็น็
การซ้้อนทับั กันั ของหลัักฐานทางธรณีีวิทิ ยายุคุ แล้้วสมัยั เล่่า
ธรณีีวิิทยาสาขาต่่างๆ โดยเฉพาะอย่่างยิ่�ง “บรรพชีีวิินวิิทยา” ได้้ทำำ�หน้้าที่่�ในการ
ไขความลัับของโลกให้้สังั คมทั่่ว� ไปได้้รับั รู้� และตระหนักั ถึงึ ในสิ่่ง� ที่่�คาดถึึงได้้ยากแล้้ว
28
ราษฎร์ร์ ััฐร่่วม อนุุรักั ษ์์ และรังั สรรค์์
คงปฏิิเสธไม่่ได้้ว่่าเป็น็ หน้้าที่่�ของไทยทุุกคน ในการร่่วมกัันรัับผิดิ ชอบ สร้้างสรรค์์
สัังคมให้้ดีีงาม นอกเหนืือจากนั้้�นคืือจรรยาบรรณวิิชาชีีพ ซึ่่�งบุุคคลย่่อมต้้องยึึดถืือปฏิิบััติิ
อย่่างจริงิ จังั และจริิงใจ เพื่่�อความงดงาม ปลอดภััย และรุ่�งเรือื งของสังั คม
ชาวอำำ�เภอเชีียงม่่วน เหมือื งเชียี งม่่วน และอุทุ ยานแห่่งชาติดิ อยภููนางเป็็นตัวั อย่่างที่่�ดีี
ด้้านการอนุรุ ักั ษ์์ และสร้้างสรรค์์ ด้้วยความร่่วมมืืออย่่างมั่�นคงของภาคประชาชน ชุุมชนและ
องค์์กรท้้องถิ่�น รวมถึึงหน่่วยงานภาครััฐ จึึงปรากฏผลเป็็นที่่�ประจัักษ์์ให้้ผู้ค้� นทั่่�วไปสามารถ
นำำ�ไปเป็น็ ตััวอย่่างได้้เป็น็ อย่่างดีี ... สัังคมใด ๆ ย่่อมงดงามเสมอ หากที่่น� ั้้�น
ราษฎร์์รัฐั ร่่วม อนุุรักั ษ์์ และรัังสรรค์์
29
30
31
32
33
เอกสารอ้้างอิงิ
กรมทรััพยากรธรณี,ี 2550 ก, ธรณีีวิทิ ยาประเทศไทย, พิมิ พ์์ครั้้ง� ที่่� 2 สำำ�นัักธรณีวี ิทิ ยา,
กรุุงเทพฯ: โรงพิมิ พ์ด์ อกเบี้้ย�
กรมทรัพั ยากรธรณี,ี 2550 ข, ความหลากหลายทางชีวี ิภิ าพของสิ่่ง� มีชี ีวี ิติ ดึกึ ดำ�ำ บรรพ์ใ์ นประเทศไทย,
พิิมพ์ค์ รั้้ง� ที่่� 1 กรุงุ เทพฯ: อมรินิ ทร์์พริ้้น� ติ้้ง� แอนด์์พับั ลิิชชิ่ง�
ราชบัณั ฑิติ ยสถาน, 2544, พจนานุกุ รมศัพั ท์ธ์ รณีวี ิทิ ยา ฉบับั ราชบัณั ฑิติ ยสถาน, พิมิ พ์ค์ รั้้ง� ที่่� 1
กรุุงเทพฯ:, กรุุงเทพฯ: อรุณุ การพิมิ พ์์
พรเพ็ญ็ จันั ทสิทิ ธิ์,� พิทิ ักั ษ์ส์ ิทิ ธิ์ � ดิษิ บรรจง, เด่่นโชค มั่่น� ใจ และสุรุ เวช สุธุ ีธี ร, 2561, การศึกึ ษา
ชั้น� หินิ ตะกอนบกสีแี ดงในมหายุคุ มีโี ซโซอิกิ ที่่พ� บใน อ. เชียี งม่่วน จ.พะเยา: ตะกอนวิทิ ยา
การลำ�ำ ดับั ชั้น� หินิ และซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์,์ รายงานวิจิ ัยั ฉบับั สมบููรณ์,์ พิพิ ิธิ ภัณั ฑ์ส์ ิริ ินิ ธร
กรมทรัพั ยากรธรณีี
เยาวลักั ษณ์ ์ ชัยั มณี,ี 2546, การค้้นพบฟอสซิลิ บรรพบุรุ ุษุ อุรุ ังั อุตุ ังั ครั้้ง� แรกในประเทศไทย
กลุ่่ม� งานมาตรฐานโบราณชีีววิิทยา, สำำ�นัักธรณีวี ิทิ ยา กรมทรัพั ยากรธรณีี
วีรี ะพงษ์ ์ ตันั สุวุ รรณ และสุวุ ิทิ ย์์ โคสุวุ รรณ, 2531, รายงานสรุปุ ธรณีวี ิทิ ยาระวางบ้้านแวนโค้้ง
ระวางอำ�ำ เภอปง ระวางบ้้างห้้วยถ้ำ�ำ� ระวางอำ�ำ เภอจุนุ จังั หวัดั พะเยา, โครงการพัฒั นา
ทรัพั ยากรธรณีี กองธรณีวี ิทิ ยา กรมทรััพยากรธรณีี
สุวุ ภาคย์ ์ อิ่่ม� สมุทุ ร และธีรี ะพล วงษ์ป์ ระยููร, 2546, ธรณีวี ิทิ ยาระวางอำ�ำ เภอเชียี งม่่วน (5046 I)
และบ้้านนาหลวง (5046 II), การประชุมุ เสนอผลงานทางวิชิ าการ สำ�ำ นักั ธรณีวี ิทิ ยา
กรมทรััพยากรธรณีี ประจำ�ำ ปีี 2546
34
Naksri, W., Tong, H., Lauprasert, K., Suteethorn, v. and Claude, J., 2013,
A new species of Cuora (Testudines: Geoemydidae) from the Miocene
of Thailand and its evolutionary significance. Geological Magazine. 150.
10.1017/S0016756812001082.
Suvansavet, A., Sritulakarn, A., Wongchai, N., 2003, Notes on the Fossil
Localities in the Chiang Muan Mine: During 19 Janyaru 1996 - 7 March
2003, Chiang Muan Mine Co., Ltd.
https://il.mahidol.ac.th/e-media/150charles-darwin/Less8_2.html
https://upload.latest.facebook.com/fossil.world/photos/a.3006986619323177/
3006986859323153/?type=3&theater
https://www.britannica.com/animal/gomphothere
https://www.uihere.com/free-cliparts/amphicoelias-dinosaur-size-diplodocus-
sauropoda-argentinosaurus-dinosaur-6783727
35