The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2021-07-29 23:25:05

Abstract book_final5

Abstract book_final5

122 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพฒั นาท่ยี ั่งยืน

การเปลยี่ นแปลงชายฝงั่ ทะเลอา่ วไทย พนื้ ทอ่ี ้าเภอปราณบรุ ี และบางสว่ นของอา้ เภอสามรอ้ ยยอด
อา้ เภอหวั หนิ จงั หวัดประจวบคีรขี ันธ์

วสิ ทุ ธพิ งศ์ ครี รี ตั นเสถยี ร, ศกั ดา ขนุ ด,ี เจรญิ แกว้ ประถม, วราภรณ์ จติ สวุ รรณ, นภิ าพร หงษาบาล, อมรรัตน์ โขลน
กระโทก, อาภาพร มหาวัน, เฉลิมชาติ เทวา, ชนิ กฤต จนั ทรค์ ง และ ณฐั กติ ต์ิ แสงสวุ รรณ

กองธรณีวทิ ยาสิ่งแวดล้อม กรมทรพั ยากรธรณี

บทคดั ย่อ

ประเทศไทยมีพ้ืนที่ติดชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,151.13 กม. ครอบคลุม 23 จังหวัด
จากอดีตถึงปัจจุบันพ้ืนท่ีชายฝั่งได้มีการเปล่ียนแปลงอย่างมากและปัญหาสาคัญที่เกิดตามมาคือการกัดเซาะ
ชายฝั่ง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียที่ดิน และทรัพย์สิน สาเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดข้ึนท้ังจากธรรมชาติ อาทิ
ลมมรสุม การเปลี่ยนแปลงระดับน้าทะเล ธรณีแปรสัณฐาน แต่สาเหตุท่ีกระตุ้นให้เกิดการเปล่ียนแปลงชายฝั่ง
อย่างรวดเรว็ คือกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การใช้ประโยชนท์ ีด่ ินท่ีผิดประเภท หรอื แม้แต่โครงสร้าง
ขนาดใหญ่ตามแนวชายฝง่ั ลว้ นเป็นสาเหตุใหก้ ารปรบั สมดุลตามธรรมชาติเปล่ียนแปลงไป

กรมทรัพยากรธรณีได้ดาเนินการสารวจ ติดตามการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ังทะเลอ่าวไทย
ในพื้นท่ีอาเภอปราณบุรี และบางส่วนของอาเภอสามร้อยยอด อาเภอหัวหิน ระยะทางประมาณ 31 กม.
การสารวจการเปลี่ยนแปลงชายฝ่ังในแนวราบ ศึกษาวิเคราะห์สถานภาพการเปล่ียนแปลงชายฝ่ังทะเล
ใน 4 ช่วงเวลา คือ ในช่วงรอบ7 ปี (2545-2552) มีพ้ืนท่ีกัดเซาะปานกลาง 3.2 กม. พ้ืนที่สะสมตัว 3.8 กม.
และพ้ืนที่คงสภาพ 24.5 กม. ในชว่ งรอบ 10 ปี (2552-2562) มพี ืน้ ท่กี ดั เซาะปานกลาง 0.8 กม. มพี ้ืนทสี่ ะสมตัว
11.6 กม. และพื้นท่ีคงสภาพ 18.6 กม. ในช่วงรอบ 18 ปี (2545-2563) มีพ้ืนที่กัดเซาะปานกลาง 0.1 กม.
มีพ้ืนท่ีสะสมตัว 8.3 กม. และพ้ืนท่ีคงสภาพ 15.8 กม. ในช่วงรอบ 1 ปี (2562-2563) มีพ้ืนท่ีกัดเซาะรุนแรง
0.1 กม. มพี น้ื ทกี่ ัดเซาะปานกลาง 0.2 กม. พน้ื ที่สะสมตวั 20.5 กม. และพน้ื ทคี่ งสภาพ 10.2 กม. และการสารวจ
การเปลี่ยนแปลงชายฝ่ังในแนวด่ิง ศึกษาสภาพสัณฐานหน้าหาดท่ีเปล่ียนแปลงไป ระหว่างช่วงก่อนมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต้กับช่วงหลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (สารวจปี 2563) พบว่ามีปริมาณตะกอนทรายหายไป
ประมาณ 303,977 ลูกบาศก์เมตร ผลการสารวจ ศึกษา ท้ังหมดสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า สถานการณ์
ชายฝั่งทะเลในช่วงระยะ 18 ปี ท่ีผ่านมา ในพื้นที่อาเภอปราณบุรี และบางส่วนของอาเภอสามร้อยยอด
อาเภอหัวหิน จัดอยใู่ นสถานภาพปกตหิ รอื คงสภาพ ถึงแมว้ า่ ในบางชว่ งเวลาชายหาดมีการกัดเซาะรุนแรง และ
กัดเซาะปานกลาง สลับกับการสะสมตัว ท้ังน้ีเน่ืองจากชายหาดมีลักษณะธรณีสัณฐานเป็นรูปกระเปาะ
(หาดสวนสน-เขาเต่า, หาดวนอุทยานปราณบุรี,หาดเขากะโหลก และหาดสามร้อยยอด) จึงเกิดกระบวนการ
สมดลุ ตามธรรมชาตใิ นตัวเอง ถึงแม้วา่ ในตัวชายหาดแต่ละกระเปาะจะมีโครงสร้างป้องกันชายฝ่ังอยู่ประปราย
แต่ยงั ไม่ส่งผลกระทบชดั เจน สว่ นในพื้นทีท่ ม่ี ชี ายหาดมีระยะทางยาว (หาดปราณบุรี) พบมีการสร้างโครงสร้าง
ป้องกันชายฝั่งตลอดแนวบริเวณท่ีเคยถูกกัดเซาะในอดีตและบริเวณเส่ียงถูกกัดเซาะ ปัจจุบันพบว่ามีตะกอน
ทรายมาสะสมตัว ซ่งึ แหลง่ กาเนดิ ของตะกอนทราย (ภูเขา) อยไู่ ม่ไกลจากชายฝง่ั ทะเล

ค้าส้าคญั : การเปล่ียนแปลงชายฝงั่ , ธรณีสณั ฐาน, ปราณบุร,ี ประจวบครี ีขันธ์

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 123
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

123

การเสรมิ สรา้ งโครงข่ายชุมชนเข้มแข็งในการลดผลกระทบธรณีพิบัติภยั ดนิ ถล่ม

ในพ้ืนท่ีต้นแบบ จังหวัดอตุ รดติ ถ์

ทพิ วรรณ สทุ ธสิ ุข*, เกศมณี นลิ ดา และ จุฑาทิพย์ หงษ์มัง

กองธรณีวทิ ยาสิ่งแวดล้อม กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ประเทศไทยประสบกบั ธรณพี บิ ตั ภิ ยั ดนิ ถลม่ มาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง โดยสว่ นมากจะเกดิ ขนึ้ แบบฉบั พลนั ยากต่อ
การคาดการณ์ลว่ งหนา้ รวมทง้ั การเกดิ ดนิ ถลม่ ทม่ี คี วามถแี่ ละความรนุ แรงเพม่ิ มากขนึ้ ในปจั จบุ นั สง่ ผลกระทบตอ่
ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนท้ังด้านเศรษฐกิจและสังคม กรมทรัพยากรธรณี จึงเล็งเห็นถึง
ความสาคัญด้านการส่งเสริมและสนับสนุน การดาเนินการในการลดผลกระทบธรณีพิบัติภัยดินถล่ม รวมทั้ง
เสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยให้กับชุมชน
เพอื่ ใหเ้ กดิ การบรหิ ารจดั การดา้ นธรณพี บิ ตั ภิ ยั ดนิ ถลม่ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพและยง่ั ยนื ดงั นนั้ จงึ ไดม้ กี ารแนวทางในการ
ขบั เคลอ่ื นการดาเนนิ งานตามภารกจิ สาคญั ในการเสรมิ สรา้ งโครงขา่ ยชมุ ชนเขม้ แขง็ ในการ ลดผลกระทบธรณพี บิ ตั ิ
ภยั ดนิ ถลม่ ในพน้ื ทตี่ น้ แบบ จงั หวดั อตุ รดติ ถ์ 8 ข้ันตอน ดังน้ี 1) การจดั ทารายละเอยี ดขอ้ มูลดา้ นธรณพี ิบตั ภิ ยั ดิน
ถลม่ ในพนื้ ทจี่ งั หวดั อตุ รดติ ถ์ โดยการสารวจ ตรวจสอบ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ พนื้ ทเ่ี สยี่ งภยั ดนิ ถลม่ พรอ้ มทงั้ จดั ทา
รายละเอยี ดชนั้ ขอ้ มลู พน้ื ทเี่ สย่ี งธรณพี บิ ตั ภิ ยั 2) การสรา้ งโครงขา่ ยชมุ ชนเขม้ แขง็ เปน็ การสรา้ งแกนนาเครอื ขา่ ยเฝา้
ระวงั แจง้ เตอื นธรณพี บิ ตั ภิ ยั โดยการจดั การดา้ นองค์ความรใู้ หก้ บั ตวั แทนของชมุ ชนในการเขา้ มาเปน็ จติ อาสาดา้ น
การเตรียมความพรอ้ มรบั มือกบั สถานการณธ์ รณีพิบัตภิ ัยดนิ ถลม่ ซึ่งเป็นบุคคลทมี่ ีความสาคัญที่จะผลักดันและ
ขบั เคลอ่ื นการดาเนนิ การจดั การธรณพี ิบตั ภิ ยั ในชมุ ชนของตนเองไดอ้ ยา่ งมศี กั ยภาพ 3) การจดั ทาศนู ยเ์ รยี นรธู้ รณี
พบิ ัติภยั รายภาคลุ่มน้านา่ น จงั หวัดอุตรดิตถ์ เพอื่ เป็นแหลง่ เรียนรู้และศนู ย์กลางขอ้ มูลดา้ นธรณพี ิบตั ภิ ยั 4) การ
จัดทาแนวทางและมาตรการผลกระทบธรณีพิบัติภัยเป็นจัดทาแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือกับ
สถานการณธ์ รณพี ิบตั ภิ ยั ทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ ในพนื้ ท่ี โดยแนวทางดังกลา่ วจะนาไปสู่แนวทางการปฏบิ ตั ติ อ่ ไป 5) การ
เสรมิ สรา้ งประสทิ ธภิ าพระบบศูนยเ์ รยี นรูธ้ รณพี บิ ตั ภิ ัย รายภาค สู่การนาไปใชป้ ระโยชนแ์ ละความยงั่ ยนื เปน็ การ
สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารเขา้ มาศกึ ษา ดงู าน เกดิ การเรยี นรู้ โดยมศี นู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาคเปน็ ศนู ยก์ ลางและพฒั นา
ศกั ยภาพของแกนนาอาสาสมคั รเครอื ขา่ ย เฝา้ ระวงั แจง้ เตอื นธรณพี บิ ตั ภิ ยั ใหเ้ ปน็ ปราชญด์ า้ นธรณพี บิ ตั ภิ ยั 6) การ
พฒั นาดา้ นสารสนเทศและการสอื่ สารของศนู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาคการกาหนดรปู แบบการเชอ่ื มโยงขอ้ มลู
โครงขา่ ยศนู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาคผา่ นระบบสารสนเทศและการสอื่ สารตา่ งๆ เพอ่ื การเพม่ิ ขดี ความสามารถ
และเพม่ิ ชอ่ งทางในการรบั สง่ ขอ้ มลู ในดา้ นการเฝา้ ระวงั แจง้ เตอื นธรณพี บิ ตั ภิ ยั 7) การสง่ เสรมิ งานวจิ ยั เพอื่ สนบั สนนุ
ขอ้ มลู ศนู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาค 8) การติดตามและประเมนิ ผลของการทางานดา้ นการบรหิ ารจัดการธรณี
พบิ ตั ภิ ยั ของชมุ ชน โดยมศี นู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาคเปน็ ศนู ยก์ ลางเพอื่ นาไปพฒั นาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพตอ่ ไป

ค้าส้าคญั : ธรณพี บิ ตั ภิ ยั ศนู ยเ์ รยี นรธู้ รณพี บิ ตั ภิ ยั รายภาค เครอื ขา่ ยเฝา้ ระวงั แจง้ เตอื นธรณพี บิ ตั ภิ ยั

Poster Session

124 ธรณวี ิถีใหม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพฒั นาท่ยี ่ังยนื

การกระจายตวั ของธาตสุ ารหนใู นสงิ่ แวดลอ้ ม ต้าบลหนองจอก อา้ เภอบา้ นไร่ จงั หวัดอุทยั ธานี

พีรพร นคิ มชัยประเสรฐิ , รงุ่ ระวี กิง่ สวัสด*ิ์ และจิตศิ ักด์ิ เปรมมณี

กองวเิ คราะหแ์ ละตรวจสอบทรพั ยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ผลการศกึ ษาวจิ ยั การกระจายตวั ของสารหนใู นสง่ิ แวดลอ้ มน้ี เปน็ ความรว่ มมอื ระหวา่ งกรมทรพั ยากรธรณี
กบั สานักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี เพ่ือเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการกระจายตัวของสารหนูจาก
แหลง่ กาเนดิ ในธรรมชาติและเปน็ การวจิ ัยต่อเน่ืองจากผลการสารวจเก็บตัวอย่างน้า เพ่ือกาหนดเขตพ้ืนท่ีเส่ียง
การปนเป้ือนสารหนูในน้าและค้นหาแหล่งกาเนิดสารหนู ในท้องท่ี ตาบลหนองจอก -หนองบ่มกล้วย
อาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยเป็นการศึกษาอัตราการละลายของสารหนูในน้าบริเวณอ่างเก็บน้าบ้าน
หนองไม้แก่น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแหล่งกาเนิดสารหนู (พบแร่อาร์ซิโนไพไรต์ฝังประในหินแกรนิตผุ) และเป็นการ
ตรวจสอบระยะทางการกระจายตัวของสารหนูจากแหลง่ ใต้ดิน บริเวณบ้านพุตะเคยี นไปตามลาห้วยพุตะเคียน-
หนองจอก-หนองโรง ตามลาดบั

ผลการติดตามเก็บตัวอย่างน้าวิเคราะห์สารหนูที่อ่างเก็บน้าบ้านหนองไม้แก่น จานวน 4 ครั้ง เป็น
ระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน (12 กรกฏาคม 2562, 24 ธันวาคม 2562, 21 กรกฏาคม 2563 และ 18 มีนาคม
2564) ต้งั แตเ่ ริ่มมกี ารเกบ็ กักน้า รวม 7 ตวั อย่าง ตรวจพบปรมิ าณสารหนูในน้า เพิ่มมากข้ึนและลดลง แปรผัน
ตามปรมิ าณของนา้ ทสี่ ะสมในอา่ งเกบ็ นา้ ณ ขณะนน้ั แตอ่ นมุ าณไดว้ ่า ค่าวิเคราะห์สารหนูเพ่ิมขึ้นประมาณ 20
-30 ppb (part per billion หรือ microgram per liter) ในระยะเวลา 6 เดือน

ผลการรวบรวมข้อมูลและเก็บตัวอย่างน้าจานวน 3 คร้ัง (เมษายน 2562, ธันวาคม 2562 และ
มีนาคม 2564) รวม 62 ตัวอย่าง จากบ้านพุตะเคียนไปตามลาห้วยพุตะเคียน หนองจอกและหนองโรง เป็น
ระยะทางประมาณ 12.6 กิโลเมตร พบว่ามีรูปแบบการกระจายตัวเหมือนกัน กล่าวคือ มีค่าต่าท่ี <10 ppb
บริเวณต้นน้าของลาห้วยพุตะเคียน แล้วสูงข้ึนเมื่อไหลผ่านบ้านพุตะเคียนเป็นค่า 10-50 ppb และมีค่าสูงขึ้น
>100 ppb ท่ีระยะทางประมาณ 3 กโิ ลเมตร จากบ้านพุตะเคยี น หลังจากนน้ั คา่ วเิ คราะหส์ ารหนูจะลดลงเป็น
ลาดับ จนถึงบริเวณปลายน้า โดยมีค่าวิเคราะห์ลดลง <10-20 ppb อีกคร้ังหน่ึง รูปแบบน้ีบ่งช้ีว่ามี
แหล่งกาเนิดอยู่บริเวณบ้านพุตะเคียน และเม่ือพิจารณาค่าวิเคราะห์ในรายละเอียดแล้ว อนุมาณว่า สารหนูมี
คา่ ลดลงประมาณ 50 ppb เมอ่ื เคล่อื นทไ่ี ปไดเ้ ป็นระยะทาง 8 กโิ ลเมตร

ผลการสารวจวิจัยในครั้งนี้ เป็นองค์ความรู้ท่ีนาไปใช้เป็นแนวทางหรือข้อคิดสาหรับพื้นที่อื่น ๆ ได้
โดยเฉพาะในบริเวณที่มีสภาพภูมิประเทศ ธรณีวิทยาและอุทกธรณีวิทยาคล้ายคลึงกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจ
ลักษณะการกระจายตวั ของธาตุสารหนูในน้าตามธรรมชาติ อีกท้ังจะช่วยในการกาหนดมาตรการเฝ้าระวังและ
ลดผลกระทบตอ่ สขุ ภาพของประชาชนท่อี าศยั อยใู่ นบรเิ วณพื้นทเ่ี สี่ยงไดอ้ ย่างเหมาะสม
คา้ ส้าคัญ: สารหนู การกระจายตัว สง่ิ แวดล้อม อาเภอบา้ นไร่ จงั หวัดอทุ ยั ธานี ธรณเี คมี การสารวจ

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 125
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

125

การจดั ท้าบญั ชแี หลง่ ซากดกึ ดา้ บรรพข์ องประเทศไทยเพอื่ ใชใ้ นการบรหิ ารจดั การตามกฎหมาย

ปฏิพล ดลรงุ้ , ธัญญธร โทนรัตน์ และ นภาพร ต๊บิ ผัด

ส่วนอนรุ ักษ์และจดั การซากดึกดาบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี
E-mail: [email protected], [email protected], [email protected]

บทคัดยอ่

จากรายงานการคน้ พบแหลง่ ซากดกึ ดาบรรพใ์ นประเทศไทยจากอดตี สปู่ จั จบุ นั แหลง่ ซากดกึ ดาบรรพ์ของ
ประเทศไทยได้ถูกค้นพบเป็นจานวนมากกว่า 500 แหล่ง และมีแนวโน้มที่จะถูกค้นพบมากขึ้นอันเนื่องมาจาก
การขยายตวั ของชมุ ชนรวมถงึ การใชป้ ระโยชนพ์ นื้ ที่ ทง้ั ในภาคเกษตรกรรม และภาคอตุ สาหกรรม ซง่ึ ปัจจุบันส่งผลกระทบ
ทาใหแ้ หลง่ ซากดกึ ดาบรรพท์ ่ีถูกค้นพบเดิมเกิดการเสื่อมโทรมและมีการเปล่ียนแปลงสภาพการใช้ประประโยชน์
ของพ้ืนที่นั้นไปจากอดีต หรือการถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพอากาศในปัจจุบันที่เป็นตัวเร่งให้แหล่ง
ซากดึกดาบรรพ์เกิดการเสื่อมโทรมที่เร็วขึ้น รวมถึงในแต่ละพ้ืนท่ีท่ีพบซากดึกดาบรรพ์ยังไม่มีทิศทางการ
กาหนดรูปแบบของการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งซากดึกดาบรรพ์รวมถึงการพัฒนาแหล่งซากดึกดาบรรพ์ที่
เป็นระบบ ในการตอบสนองตอ่ ชุมชนไปพร้อมกับการอนรุ ักษท์ ี่ยั่งยืน

กรมทรพั ยากรธรณใี นฐานะที่เปน็ หนว่ ยงานหลักทม่ี ภี ารกิจดา้ นการอนรุ กั ษแ์ ละคมุ้ ครองซากดึกดาบรรพ์
โดยมีพระราชบัญญตั ิคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายหลักในการขับเคลื่อนงานด้านนี้ จึงได้
จัดทาบัญชีแหล่งซากดึกดาบรรพ์ของประเทศไทย เพ่ือเป็นการรวบรวมสถานะภาพและการประเมินสภาพ
แหลง่ รวมถงึ การจัดกลุ่มประเภทของการบริหารจัดการของแหล่งซากดึกดาบรรพ์ในการใช้กาหนดทิศการและ
ยุทธศาสตร์ในการดาเนนิ งานดา้ นการอนรุ กั ษค์ มุ้ ครองซากดกึ ดาบรรพใ์ หเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย และนโยบายการคมุ้ ครอง
แหลง่ ซากดกึ ดาบรรพข์ องประเทศไทย สอคคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมทรัพยากรธรณี สอดคล้องกับยุทธสา
สตร์กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม โดยบัญชีแหล่งซากดึกดาบรรพ์น้ีจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข
เปล่ียนแปลงให้เป็นปัจจุบัน ในทุกๆปี ปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีได้จัดบัญชีแหล่งซากดึกดาบรรพ์ของ
ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2563 โดยรวบรวมแหล่งซากดึกดาบรรพ์จากฐานข้อมูลกรมทรัพยากรณี จานวน 318
แหลง่ ทพ่ี บกระจายตวั อยู่ท่วั ทุกภาคของประเทศไทยและแบ่งจัดกลุ่มประเภทของการบริหารจัดการ โดยการ
ใช้หลักเกณฑ์ที่ประกาศภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 มาเป็นตัวจัดกลุ่ม
สถานะการคุ้มครองตามกฎหมายแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ (1) แหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีขึ้นทะเบียนแล้ว
(Rd) จานวน 19 แหล่ง (2) แหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีประกาศเป็นเขตสารวจศึกษาวิจัยแล้ว (Sd) จานวน
2 แหล่ง (3) แหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีเตรียมการขึ้นทะเบียน (R) จานวน 40 แหล่ง (4) แหล่งซากดึกดาบรรพ์
เตรียมประกาศเป็นเขตศึกษาวิจัย (S) จานวน 118 แหล่ง (5) แหล่งซากดึกดาบรรพ์อ้างอิงทางวิชาการ (O)
จานวน 139 แหล่ง

ค้าสา้ คญั : แหลง่ ซากดกึ ดาบรรพ์ บญั ชแี หลง่ ซากดกึ ดาบรรพ์ พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองซากดกึ ดาบรรพ์ พ.ศ. 2551

Poster Session

126 ธรณวี ิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่อื การพัฒนาที่ยงั่ ยนื

การจ้าแนกวิทยาหนิ และจดั ท้าแผนท่วี ทิ ยาหิน ในพน้ื ท่จี ังหวัดอุตรดติ ถ์

ธรี ะชยั หนอ่ คาบตุ ร*, นา้ ฝน คาพลิ ัง, ทศั นพร เรอื นสอน และ นราเมศวร์ ธีระรงั สกิ ุล

สานกั งานทรัพยากรธรณเี ขต 1 กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การจัดทาแผนที่พ้ืนที่ท่ีมีโอกาสเกิดดินถล่ม ปัจจัยหลักท่ีใช้ในการวิเคราะห์คือ ข้อมูล วิทยาหินและ
โครงสร้างทางธรณีวิทยา พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับท่ีราบ มีโครงสร้าง
ธรณีวิทยาที่ซับซ้อน โดยมีรอยเล่ือนอุตรดิตถ์ เป็นรอยเลื่อนมีพลังท่ีพบในพ้ืนท่ี จังหวัดอุตรดิตถ์ได้เกิดธรณี
พิบัติภัยแผน่ ดินถลม่ ขน้ึ หลายคร้งั เพอ่ื เปน็ การบริหารจัดการด้านแผ่นดินถล่มเชิงพ้ืนท่ีกรมทรัพยากรธรณีจึงมี
โครงการจดั ทาแผนทพ่ี นื้ ที่อ่อนไหวตอ่ การเกิดดินถลม่ และได้มกี ารศึกษาธรณีวทิ ยาและวิทยาหินอย่างละเอียด
เพือ่ ใชป้ ระกอบ การศึกษาวิทยาหินในครั้งน้ีใช้เกณฑ์การจาแนกลักษณะวิทยาหินสาหรับงานในทางวิศวกรรม
และการทาแผนที่วิศวกรรมธรณี ประกอบด้วย 4 เกณฑ์หลัก 1).ชนิดหินโดยท่ัวไป (genetic type)
2).ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของมวลหิน (physical structure of rock mass) 3).ขนาดของอนุภาคที่
เป็นองค์ประกอบของหินท่ีปรากฏเด่นชัด (predominant grain size) 4).แร่องค์ประกอบ (mineralogical
composition) และอ้างอิงข้อมูลฐานจากแผนที่ธรณีวิทยา ของกรมทรัพยากรธรณี ผลการศึกษาพบว่าพื้นท่ี
จังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถจาแนกวิทยาหินได้ 21 หน่วย (รูปภาพท่ี 1) ประกอบด้วย หินทราย 13 หน่วย
1).หน่วย SS-1 หนิ ทรายเนอ้ื ควอตซ์ ท่ีมีการแทรกสลับกับหินตะกอนเนื้อละเอียด 2). หน่วย SS-2 หินทรายที่
มีขนาดเมด็ ละเอยี ดถงึ ปานกลาง การเรียงตวั ของเม็ดแร่และแปรสภาพ 3). หน่วย SS-3 หินทรายเนื้อทัพฟ์ หิน
กรวดมนเนื้อทัพฟ์ 4). หน่วย SS-4 หินทรายเนื้อควอตซ์ เน้ือค่อนข้างผุ ขนาดเม็ดละเอียดปานกลางถึงหยาบ
พบแทรกสลับด้วยหินดินดาน 5). หน่วย SS-5 หินทราย เนื้อผุเล็กน้อยถึงปานกลาง พบกรวดขนาดเล็กแทรก
ในเนื้อหิน แสดงลักษณะโครงสร้างการเฉียงระดับ 6). หน่วย SS-6 หินทราย เม็ดทรายขนาดปานกลาง คัด
ขนาดดี มีความกลมมนดี ช้ันหินหนา (thick-very thick) 7). หน่วย SS-7 หินทราย มีการแทรกสลับกับหิน
ตะกอนเนื้อละเอียด และพบหินกรวดมน สีม่วงแดงอยู่ช้ันล่างของหิน มีการคัดขนาดไม่ดี แต่มีความกลมมนดี
มาก 8). หน่วย FS 1 หินทรายแป้ง หินดินดาน และหินโคลน เนื้อค่อนข้างผุ พบการแปรสภาพเล็กน้อย
9). หน่วย FS-2 หินทรายแป้ง หินดินดานก่ึงแปรสภาพ เม็ดแร่เรียงตัวเป็นร้ิว พบการแปรสภาพ 10). หน่วย
FS-3 หินทราย หินทรายแป้ง เนื้อค่อนกลางผุ พบลักษณะแตกเป็นกาบ แสดงลักษณะโครงสร้างเฉียงระดับ
11). หนว่ ย FS-4 หนิ ทรายแป้ง สนี ้าตาลแกมแดง แทรกสลับหินทราย แสดงการแตกแบบกาบและแท่งดินสอ
12). หนว่ ย FS-5 หนิ โคลนสนี า้ ตาลแกมแดง ชั้นหนา (medium) แทรกสลบั หนิ ทรายแปง้ สีนา้ ตาล มีไมก้าปน
ด้วย 13).หนว่ ย CB หินปนู สเี ทา บางส่วนถกู แปรสภาพเป็นหินออ่ นและพบการแทรกสลบั หินทราย หนิ แปร 2
หน่วย 1).F-Met 1 หินแปรเกรดตั้งแต่เกรดสูงไปหาต่า ได้แก่ หินควอตซ์ไซส์ และหินทรายกึ่งแปรสภาพ
2). F-Met 2 หินฟิลไลท์ หินชนวน และหินดินดานกึ่งแปรสภาพ หินอัคนี 4 หน่วย 1). หน่วย GR หินแกรนิต
หินไดโอไรต์ ขนาดเน้ือผลึกหยาบถึงละเอียด เนื้อผุปานกลางถึงมาก 2).หน่วย CG หินกรวดมน พบการแปร
สภาพเล็กน้อย กรวดหินประกอบด้วย แอนดีไซด์ ไรโอไรต์ ปูน แกรนิต ควอตซ์ และเชิร์ต 3 ).หน่วย VOL
หนิ อคั นภี เู ขาไฟ หนิ ไรโอไลต์ หินแอนดีไซด์ หนิ เถา้ ภเู ขาไฟ หนิ แอนดซี ติ กิ เนอ้ื เถา้ ภเู ขาไฟ และ 4).หน่วย MU หนิ

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 127
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

127
อัคนีชนิดเมฟิกและอัลตราเมฟิก และตะกอน 2 หน่วย 1). หน่วย AL ตะกอนน้าพา และ 2). หน่วย COL

ตะกอนเชิงเขา

ค้าสา้ คัญ : ธรณวี ทิ ยา, วทิ ยาหนิ , ธรณพี ิบตั ภิ ัย

รปู ท่ี 1 แผนทว่ี ิทยาหินในพ้นื ทจี่ ังหวัดอตุ รดติ ถ์
Poster Session

128 ธรณวี ิถใี หม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพัฒนาทย่ี ่งั ยืน

การประเมนิ และจดั ลา้ ดบั ถา้ วกิ ฤตจงั หวดั ขอนแกน่ และนครราชสมี า เพื่อการพัฒนาเปน็
แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเชงิ อนรุ กั ษ์ประเภทถ้า

ญาดารกั ษ์ วิลนุ กิจ* และ ปวณี า ใจหมั่น

สานกั งานทรัพยากรธรณี เขต 2 กรมทรัพยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

ประเทศไทยมีถ้ามากกว่า 6,000 ถ้า กระจายตัวอยู่ท่ัวทุกภาค (สามารถระบุตาแหน่งได้ 2,608 ถ้า)
ถ้าส่วนใหญ่เป็นถ้าหินปูน และลาดับรองลงมาคือถ้าหินทราย ซ่ึงแต่ละถ้ามีความแตกต่างกันและมีเอกลักษณ์
เฉพาะตัวท้ังด้านความโดดเด่นและลักษณะเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ อีกท้ังยังพบภัยคุกคามที่เกิดจากมนุษย์เข้า
ไปใชป้ ระโยชนจ์ ากพน้ื ทอ่ี ยา่ งขาดความรคู้ วามเขา้ ใจและขาดจติ สานกึ เปน็ เหตใุ หถ้ ้าทม่ี คี ณุ คา่ สาคญั ในดา้ นตา่ งๆ
จานวนมากในประเทศไทย ถูกทาลายเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพดังเดิมได้ ดังน้ัน การ
เข้าไปใช้ประโยชน์ควรให้สอดคล้องกับศักยภาพถ้ามากที่สุด เพ่ือความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้และลด
ผลกระทบหรือความเสียหายทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ กับถ้าตามมา อกี ท้งั ควรมีการจัดลาดับความวิกฤตของถ้า เพ่ือใช้เป็น
ข้อมูลประกอบการพจิ ารณาเลอื กพน้ื ทเ่ี พอ่ื การบรหิ ารจดั การใหอ้ ยใู่ นลาดบั ตน้ ๆ กอ่ นทถ่ี ้าจะเสยี หายไปมากกวา่ ใน
ปจั จบุ นั

ในการประเมินและจัดลาดับถ้าวิกฤตคร้ังนี้ เป็นการสารวจเพ่ือประเมินศักยภาพถ้าเบื้องต้นเพื่อการ
พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ประเภทถ้า โดยพิจารณาในด้านความโดดเด่นและลักษณะเส่ียงภัย
ภายในถ้าเป็นหลัก “ความโดดเดน่ ” ในท่นี ีห้ มายถึง คุณค่าและความนา่ สนใจของถ้าในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความ
โดดเดน่ ดา้ นตะกอนถ้าหรอื ประตมิ ากรรมถ้า เชน่ หนิ งอก หนิ ยอ้ ย ความโดดเดน่ ดา้ นธรณวี ทิ ยา เชน่ ซากดกึ ดาบรรพ์
ธรณวี ิทยาโครงสรา้ ง ความโดดเด่นด้านโบราณคดี เช่น ภาพเขียนสีก่อนยุคประวัติศาสตร์ เคร่ืองมือโบราณ ท่ี
พบภายในถา้ หรือข้อมูลสนับสนุนงานวิชาการอ่ืน ๆ ได้แก่ สิ่งมีชีวิตภายในถ้า ส่วนลักษณะเส่ียงภัยภายในถ้า
พิจารณาใน 2 มิติ คือ (1) ความเสี่ยงภัยต่อถ้าหรือภัยคุกคามที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเท่ียวและลัทธิความ
เชื่อ ไดแ้ ก่ การทาลายหรือขดี เขยี นประตมิ ากรรมถ้า การจุดธูปเทียนหรอื ปฏบิ ตั พิ ธิ ีกรรมต่างๆ การติดตั้งระบบ
ไฟหรือทางเดินท่ีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นต้น (2) ความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติที่อาจส่งผลต่อความ
ปลอดภัยของนักท่องเท่ียว ได้แก่ หินถล่ม หินร่วง หลุมยุบ น้าท่วม และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินค่า
มาตรฐาน เปน็ ตน้

จากการสารวจและประเมินถ้าในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดนครราชสีมา ท้ังสิ้น 25 ถ้า พบว่ามี
จานวน 4 ถ้า ที่มคี วามโดดเดน่ เหมาะสมในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเท่ียว โดยทั้ง 4 ถ้านี้ เป็นถ้าหินปูนทั้งสิ้น
ประกอบด้วย 1) ถ้าพญานาคราช จังหวัดขอนแก่น ถ้าน้ี โดดเด่นด้านประติมากรรมถ้าและซากดึกดาบรรพ์
2) ถา้ ภตู าหลอ จงั หวดั ขอนแก่น โดดเด่นดา้ นประติมากรรมถ้าและพัฒนาการถ้า 3) ถ้าแก้วสารพัดนึก จังหวัด
นครราชสีมา โดดเด่นด้านประติมากรรมถ้า และ 4) ถ้าแสงธรรม จังหวัดขอนแก่น โดดเด่นด้านภูมิประเทศ
(คาสต์) สาหรับลาดับถ้าวิกฤตน้ัน ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) ความเส่ียงภัยท่ีเกิดขึ้นกับตัวถ้าท่ีเกิด
จากกจิ กรรมการท่องเทีย่ วและลัทธคิ วามเช่อื ได้แก่ ถา้ พญานาคราช (ขีดเขยี น หกั ทาลายประติมากรรมถ้า ก่อ
แนวหรอื กองหนิ เปน็ ทรงเจดีย์ ทุบแร่แคลไซตเ์ พอื่ นาออกนอกถา้ และการจดุ ธูปเทียนเซ่นไหว้สักการะ) ถ้าแก้ว
สารพัดนึก (การระบายสบี นม่านหินย้อย การวางเหรียญและธนบัตรบนหินงอกหรือหินน้าไหล ต้ังพระพุทธรูป

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 129
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

129
ขนาดต่าง ๆ บนหินงอก และติดต้ังระบบไฟท่ีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ) และถ้าภูตาหลอ (ขีดเขียนบน

ประติมากรรมถ้า และทุบแร่แคลไซต์เพ่ือนาออกนอกถ้า) ตามลาดับ และ (2) ความเส่ียงภัยท่ีอาจเกิดขึ้นกับ
นักท่องเท่ียว ได้แก่ ถ้าแสงธรรม (ปลูกสร้างอาคารบนเทือกเขาหินปูนท่ีมีรอยแตกสูง) และ ถ้าพญานาคราช
(หินรว่ ง หนิ ถล่ม หลุมยบุ ) และถา้ แกว้ สารพดั นกึ (การทรดุ ตัวของพน้ื ถ้า) ตามลาดบั

คา้ สา้ คัญ: ถ้าวกิ ฤต, ศกั ยภาพถ้า, ความโดดเดน่ , ถา้ หนิ ปูน, ประติมากรรมถา้ , ความเสย่ี งภยั

Poster Session

130 ธรณวี ถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาทยี่ ่งั ยนื

การประเมนิ ความเร็วอนุภาคสูงสดุ ทีล่ ดลงตามระยะทางเพอ่ื ออกแบบการระเบดิ หนิ ในพน้ื ที่
การก่อสรา้ งอาคารระบายนา้ ล้น อา่ งเก็บนา้ ลา้ น้าชอี นั เนอื่ งมาจากพระราชด้าริ
อ้าเภอบา้ นเขวา้ จงั หวดั ชยั ภูมิ

Assessment of peak particle velocity attenuation with distance for rock blast
design in the spillway of Namchi dam, Ban Khwao district, Chaiyaphum province

ชฎาทิพย์ สุปัญญา1, วิมล สุขพลา1*, ณิศรากร บารุงเกียรติ2 , เก็จบงกช บารุงเกียรติ2, จิรัฏศวิญ สีดอนซ้าย2
และ ณัฐวุฒิ ฉมารตั น์2

1สาขาวชิ าเทคโนโลยธี รณี คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ 40002
2สานักงานชลประทานท่ี 6 กรมชลประทาน 215 ถนนศรจี ันทร์ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื งขอนแก่น จงั หวัดขอนแกน่ 40000

*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

โครงการการก่อสร้างอ่างเก็บน้าลาน้าชีอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ ตั้งอยู่ที่อาเภอบ้านเขว้า จังหวัด
ชัยภูมิ โดยมีวัตถุประสงค์การก่อสร้างเพ่ือการบริหารจัดการน้าในพื้นท่ีลาน้าชีตอนบนให้มีประสิทธิภาพสูง
ท่ีสุด โครงสร้างของสร้างอ่างเก็บน้าออกแบบให้มีอาคารระบายน้าล้นเพ่ือใช้ควบคุมปริมาณการไหลผ่านของ
น้าในอ่างเก็บน้า ซ่ึงการเปิดพ้ืนท่ีส่วนที่เป็นหินเลือกใช้วิธีการระเบิดเพ่ือให้ได้ระดับตามแบบการก่อสร้างจึง
ส่งผลให้เกดิ การส่ันสะเทอื นท่ีอาจจะกระทบต่อความมน่ั คงอาคารและส่ิงก่อสร้างอ่ืนในพื้นท่ีโครงการได้ ดังนั้น
การศึกษาน้ีจึงมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาธรณีวิทยาของพ้ืนที่และประเมินการลดลงของความเร็วอนุภาคสูงสุด
ตามระยะทางของอ่างเก็บน้าลาน้าชีรวมถึงการออกแบบการระเบิดให้มีผลกระทบต่ออาคารน้อยที่สุด
วิธีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การสารวจภาคสนามเพื่อศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาและธรณีวิทยา
โครงสร้างของฐานรากในพื้นท่ี จากนั้นทาการประเมินระยะปรับทอนรวมถึงค่าคงที่ท่ีขึ้นอยู่กับลักษณะทาง
ธรณวี ทิ ยาท่ีทาการระเบดิ นอกจากนยี้ ังได้ทาการทดสอบกาลงั อดั แกนเดยี วและค่าหน่วยน้าหนักของหินเพื่อใช้
ในการประเมินร่วมด้วย ผลการศึกษาสภาพธรณีวิทยาของพื้นท่ีพบว่าเป็นหินทรายสีน้าตาลแดงของหมวดหิน
โคกกรวด ปิดทับด้วยชั้นดินท่ีมีความหนาประมาณ 3 – 5 เมตร และผลการประเมินค่าคงที่ที่ข้ึนกับสภาพ
ธรณีวทิ ยาพบวา่ ในบรเิ วณพนื้ ที่ศกึ ษา มีจดุ ตัดแกนค่าอนภุ าคความเร็วเท่ากับ 723.22 มิลลิเมตร/วินาที และมี
ค่าเลขช้ีกาลังปัจจัยลาดชันเท่ากับ 1.463 โดยสามารถออกแบบการระเบิดได้จากค่าความเร็วอนุภาคสูงสุด
และค่าคงท่ีท่ีข้ึนกับสภาพธรณีวิทยาพบว่าระยะสูงสุดท่ีคล่ืนสั่นสะเทือนท่ีเกิดจากการระเบิดจะต้องมีค่า
มากกวา่ 185.00 เมตร ซึ่งจะต้องมีระยะห่างหลุมระเบิด 3.36 เมตร ความลึกของหลุมระเบิด 5.56 เมตร โดย
จะใชป้ รมิ าณระเบดิ ในแต่ละรอบ 908.16 กิโลกรัม และจะต้องมีค่าระยะปรับทอนมากกว่า 6.14 เมตร/รากท่ี
สองของกิโลกรมั โครงสรา้ งอาคารจงึ จะไมไ่ ด้รับความเสียหาย

Poster Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 131
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

131

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีส้าหรับการเก็บข้อมูลเพ่ือการอนุรักษ์และการบรหิ ารจดั การ

แหลง่ ซากดกึ ด้าบรรพ:์ กรณศี กึ ษาแหลง่ ซากดกึ ด้าบรรพโ์ ครงกระดูกวาฬ อ้าเภอบ้านแพ้ว

จังหวัดสมทุ รสาคร

ภเู บศร์ สาขา

กรมทรัพยากรธรณี

บทคัดย่อ

แหล่งซากดึกดาบรรพ์ที่สาคัญในประเทศไทย จากข้อมูลการสารวจมีการพบอยู่ทั่วประเทศกว่า
500 แหล่ง การดาเนินการเก็บข้อมูลแหล่งซากดึกดาบรรพ์เพื่อหาความสาคัญจึงมีความจาเป็นต้องใช้
ทรพั ยากรจานวนมากในการดาเนนิ การตามภารกิจหน้าที่กากับ ดูแล ติดตามการคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์และ
การบริหารจัดการแหล่ง ซากดึกดาบรรพ์ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ.2551
การนาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเก็บข้อมูลน้ันจะเป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพของการจัดเก็บข้อมูลแหล่ง
ซากดึกดาบรรพ์ และช่วยลดปญั หา อุปสรรคตา่ งๆ ของวิธีการจัดเก็บข้อมูลแหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีดาเนินการ
อยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งสามารถนาข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่าง ๆได้อย่างทันสมัยและรวดเร็ว
ผู้ศึกษาจงึ เลือกใช้เทคโนโลยีด้านการสารวจด้วยภาพถ่าย (Photogrammetry) มาใช้ศึกษากับพ้ืนที่แหล่งซาก
วาฬโบราณ บริเวณตาบลอาแพง อาเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยประกอบด้วย เทคโนโลยีการทา

แผนท่ีด้วยภาพถ่ายจากอากาศยานไรคนขับ (Unmanned Aerial Vehicle, UAV) นิยมเรียกว่า โดรน
(drone) และอกี หน่ึงเทคโนโลยที ี่จะนาใช้คือ การสร้างแบบจาลองสามมิติด้วย Mobile Application ซ่ึงทาให้
การดาเนนิ การเก็บข้อมลู แหล่งซากดึกดาบรรพม์ ีประสิทธภิ าพสูงข้ึน อกี ท้ังยงั สามารถนาข้อมูลแหล่งซากดึกดา
บรรพท์ ่ีไดไ้ ปเผยแพรไ่ ดส้ ะดวกและทันสมัยในรูปแบบสามมติ ไิ ด้อีกดว้ ย

Poster Session

132 ธรณวี ถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพ่ือการพัฒนาที่ยัง่ ยนื

การประยกุ ตอ์ งคค์ วามรู้ทางธรณีวทิ ยาเพ่อื สร้างความเขา้ ใจกบั ประชาชนเก่ียวกบั วัตถุแปลก
และปรากฏการณ์เหนอื ธรรมชาติ : กรณีศึกษาหินนวิ้ มอื

ปรัชญา บารงุ สงฆ,์ ภรณท์ พิ ย์ กอ่ สินวฒั นา, ภานชุ นารถ มติ รศรสี าย และ ประภาพรรณ จนั ทมาศ

สานกั งานทรพั ยากรธรณี เขต 4 กรมทรัพยากรธรณี
E-mail : [email protected]

บทคัดย่อ

ด้วยสานักงานทรัพยากรธรณี เขต 4 ภายใต้กากับกรมทรัพยากรธรณี มีหน้าที่และอานาจตาม
กฎกระทรวงในการ ศึกษา วิจัย และพัฒนาด้านธรณีวิทยา แหล่งธรณีวิทยา ให้คาปรึกษา แนะนา ตลอดจน
บรกิ ารขอ้ มลู ทางวชิ าการดา้ นธรณวี ทิ ยา ทรพั ยากรธรณี ซากดกึ ดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยาสงิ่ แวดลอ้ ม และธรณพี บิ ตั ภิ ยั
อกี ทั้งยังปฏบิ ตั งิ านร่วมกบั หรือสนับสนนุ การปฏิบตั ิงานของหน่วยงานอืน่ ทีเ่ ก่ยี วข้องหรอื ไดร้ ับมอบหมาย

เมื่อวันท่ี 8 กันยายน 2563 มีกระแสในสื่อออนไลน์ พบ “หินนิ้วมือ” ที่เกาะคอเขา บ้านนอกนา
หมู่ 2 อาเภอตะก่ัวป่า จังหวัดพังงา พิกัดอ้างอิง 47 P 420164 เมตร ตะวันออก 996451 เมตร
เหนือ สานักงานทรัพยากรธรณี เขต 4 ลงตรวจสอบในพื้นท่ีเป็นแร่ควอตซ์ (Quartz) สีขาว ขนาดกว้างยาว
ประมาณ 1-3 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายน้ิวมือท่ีมีเล็บติด ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติ มีความแข็งมากและมีความ
ทนทานต่อการสึกกร่อนสูง ในพ้ืนท่ีใกล้เคียงพบ กรวดชนิดแร่ควอตซ์สีขาวลักษณะมนและเหลี่ยม
มีรูปลักษณะตามธรรมชาติแบบต่าง ๆ ปะปนในเน้ือหินอยู่ท่ัวไป ลักษณะธรณีวิทยาในพ้ืนที่ เป็นหินโคลนปน
กรวด หินทรายปนกรวด หินโคลนและหินทราย สีเทา สีเทาเขียว และสีเทาดา หมวดหินเกาะเฮ กลุ่มหินแก่ง
กระจาน โดยกรวดประกอบด้วยกรวดชนิดแร่ควอตซ์ หินทราย หินทรายแป้ง เฟลด์สปาร์ หินแกรนิต เป็นต้น
ซ่ึงเกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทะเลในช่วงปลายยุคของคาร์บอนิเฟอรัสถึงประมาณช่วงต้นยุคเพอร์เมียน
อายปุ ระมาณ 360 – 245 ล้านปมี าแลว้ มีรอยสมั ผสั แบบต่อเนอื่ งกับอย่ใู ต้หินปนู ของกลุ่มหินราชบุรี

สานักงานทรัพยากรธรณี เขต 4 ได้จัดทาสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงาน
ท้องถิ่น เพ่ือใหค้ วามรู้แก่ประชาชน หน่วยงานในท้องถ่ิน ซ่ึงจะสามารถนาไปพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเท่ียวหรือ
ให้ความร้ไู ด้
ค้าสา้ คัญ: หินน้ิวมือ พงั งา

Poster Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 133
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สิงหาคม 2564

133

การประยกุ ตไ์ อโซโทปฮาฟเนยี มจากหินแกรนิตอยดก์ บั การกระจายตัวของแหลง่ แร่โลหะใน

ประเทศไทย

อภิวุฒิ วรี วินันทนกลุ 1,* Ryohei Takahashi1 Andrea Agangi1 Marlina Elburg2
Henriette Ueckermann2 และ ปัญญา จารุศริ ิ3, 4

1Graduate School of International Resource Sciences, Akita University, Japan, 010-8502
2Department of Geology, Faculty of Science, University of Johannesburg, South Africa, 2092

3กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
4หน่วยวิจยั MESA คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรงุ เทพมหานคร 10330

*Corresponding author, E-mail: [email protected]

บทคัดย่อแบบขยาย (Extended abstract)

การเข้าปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกฉานไทย (Sibumasu plate) กับแผ่นเปลือกโลกอินโดจีน
(Indochina plate) ก่อให้เกิดแหล่งแร่โลหะ, โลหะพื้นฐาน, และโลหะมีค่ามากมายหลายชนิด ซึ่งแหล่งแร่
เหลา่ น้กี ระจายตวั แบบเฉพาะเจาะจงในแต่ละภูมิธรณีแปรสัณฐาน (tectonic terranes) ดังน้ันการวิจัยนี้จึงมี
วัตถุประสงคเ์ พือ่ หาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งไอโซโทปฮาฟเนียม (Hafnium: Hf) ในเพทาย (zircon) จากหินอัคนี
กับการกระจายตัวของแหล่งแร่เหล่านี้ โดยที่หินแกรนิตอยด์ (granitoids) จากแนวสุโขทัย (Sukhothai Belt)
ถูกเลือกนามาเป็นตัวอยา่ งในการศึกษาน้ี

การผนวกข้อมลู ธรณวี ทิ ยาและการกระจายตัวของแหล่งแร่ดังกล่าวร่วมกับผลการหาอายุ U-Pb และ
ไอโซโทปฮาฟเนียมในเพทายจากหินแกรนิตอยด์สามารถนามาใช้เพื่อหาความสัมพันธ์ของกระบวนการแปร
สัณฐานเปลือกโลกและการกาเนิดแหล่งแร่ได้ ผลการวิจัยนี้พบว่า หินแกรนิตอยด์ในพื้นท่ีแบ่งย่อยเป็น 2 ช่วง
อายุ คือ ช่วงอายุประมาณ 243 ถึง 237 ล้านปี ซ่ึงเป็นช่วงเวลาที่แผ่นสมุทรของแผ่นฉานไทยมุดตัวลงข้างใต้
แผ่นอินโดจนี และช่วงอายุ 230 ถงึ 202 ลา้ นปี เปน็ ช่วงหลังจากเกิดการปะชดิ กันระหว่างแผ่นเปลือกโลกฉาน

ไทยกับแผ่นอินโดจีน นอกจากน้ันผลไอโซโทปฮาฟเนียมมีค่าเฉลี่ย εHf เริ่มต้นในเพทายจากหินแกรนิตอยด์
จากเขตสุโขทัยมคี า่ ตัง้ แต่ -8.0 ถึง +9.2 บ่งบอกถึงแหล่งท่ีมาของหินหนืดในแนวสุโขทัยว่ามาจากการผสมกัน
ระหว่างหนิ เปลอื กโลกดง้ั เดมิ กบั หนิ เปลือกโลกเกดิ ใหม่

นอกจากนนั้ ผลไอโซโทปฮาฟเนียมของการศึกษานี้ร่วมกับผลงานวิจัยเก่าทั้งในและนอกประเทศไทย

มาสังเคราะห์ใหม่เพื่อจัดทาเป็นแผนท่ีไอโซโทปฮาฟเนียม พบว่าค่าเฉล่ีย εHf เร่ิมต้นจากหินอัคนีในแนวเลย
(Loei belt) มีค่าเป็นบวก (+1.0 ถึง +12.7 และมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ +6.6) ซ่ึงบ่งบอกถึงแหล่งท่ีมาของหินหนืด
ในบริเวณนี้ว่ามาจากหินเปลือกโลกใหม่และมีศักยภาพให้แหล่งแร่ทองแดง ทองคา และเหล็กในรูปแบบหิน
อัคนีเน้ือดอก (Porphyry), หินสการ์น (skarn), และแหล่งแร่น้าร้อน (epithermal deposits) ส่วนค่าเฉล่ีย

εHf เริ่มต้นจากหินอัคนีเขตอินทนนต์ (Inthanon zone) และบนแผ่นฉานไทยมีค่าส่วนใหญ่เป็นลบ (-15.5
ถึง +0.8 และมีคา่ เฉล่ยี เทา่ กับ -11.5) ซ่ึงบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของหินหนืดในบริเวณนี้ว่ามาจากหินเปลือกโลก
ดั้งเดิมและมีศักยภาพให้กาเนิดแหล่งแร่ดีบุกและทังสเตนที่สัมพันธ์กับหินแกรนิตตะกอน (S-type granites)

สาหรบั แนวสโุ ขทยั ทมี่ ีค่าเฉลีย่ εHf เริม่ ต้นจากหนิ อัคนสี ่วนใหญเ่ ปน็ บวกเลก็ น้อยหรือลบเล็กน้อยหรือมีค่าใกล้
ศูนย์ (-4.9 ถึง +11.0 และมีคา่ เฉลย่ี เท่ากับ +2.3) บง่ บอกถงึ แหล่งที่มาของหินหนืดในบริเวณนี้มาจากผสมกัน

Poster Session

134 ธรณวี ิถีใหม่ นวตั กรรมไทย เพื่อการพัฒนาทย่ี ั่งยืน
ระหว่างหินเปลือกโลกด้ังเดิมกับหินเปลือกโลกเกิดใหม่และมีศักยภาพในการให้กาเนิดแหล่งแร่ทองคา พลวง
และทงั สเตนแบบบรรพตรังสรรค์ (orogenic-type)

รปู ท่ี 1 แผนทป่ี ระเทศไทยและขา้ งเคยี งแสดงการกระจายตวั ของขอ้ มลู εHf(t) และ εNd(t) จากการศกึ ษานแ้ี ละงานวจิ ยั เกา่ ([4], [5], [7], [13]
และ [14]) คา่ εNd(t) ถกู แปลงคา่ เปน็ εHf(t) ดว้ ยสมการ εHf = 1.34εNd+2.82 ([12]) ขอบเขตธรณแี ปรสณั ฐานอา้ งองิ จาก [1], [8]
และ [9] ขอ้ มลู แหลง่ แรอ่ า้ งองิ จาก [2], [3], [6], [10] และ [11] (C.M.-C.R. S.Z. = Chiang Mai-Chiang Rai suture zone; Nan-
Uttaradit S.Z. = Nan-Uttaradit suture zone; Sa Kaeo S.Z. = Sa Kaeo suture zone; ST = Sibumasu Terrane หรือ
Sibumasu Plate; IZ = Inthanon Zone; SFB = Sukhothai Fold Belt หรอื Sukhothai Belt; LFB = Loei Fold Belt หรอื Loei
Belt; และ IT = Indochina Terrane หรอื Indochina Plate)

เอกสารอา้ งองิ
ปญั ญา จารศุ ริ ,ิ อภสิ ทิ ธิ์ ซาลมั , ฐาสณิ ยี ์ เจรญิ ฐติ ริ ตั น,์ พษิ ณพุ งศ์ กาญจนพยนต,์ ประหยดั นนั ทศลี , สคุ นธเ์ มธ จิ

ตรมหนั ตกลุ , ชวศิ า ภเู่ จรญิ ชยั วรรณ, สทิ ธโิ ชค กาลงั วดั , ฉตั รเฉลมิ เกษเวชสรุ ยิ า และ อภวิ ฒุ ิ วรี วนิ นั ทน
กลุ (2558). ขอบเขตของแนวสโุ ขทยั ตอนลา่ งในภาคกลางและภาคตะวนั ออกของประเทศไทย: หลกั ฐาน
จากการผนวกขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยา ธรณฟี สิ กิ ส์ ธรณเี คมี และโทรสมั ผสั . การประชมุ วชิ าการกรมทรพั ยากร

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 135
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

ธรณปี ระจาปี พ.ศ.2558, 8- 9 กนั ยายน 2558, กรงุ เทพฯ, 223-227. 135

Crow, M. J. and Khin Zaw. (2011) Metalliferous minerals. In: Ridd, M. F., Barber, A. J., Crow, M. J. (Eds.),

The Geology of Thailand. The Geological Society of London, 459-492.

Department of Mineral Resources. (2007a). Mineral resources map. Available at: http://www.dmr.go.th/

n_more_news.php?nid=110345 [Accessed 18th June 2020]

Dew, R. E. C., Collins, A. S., Glorie, S., Morley, C. K., Blades, M. L., Nachtergaele, S., King, R., Foden, J., De

Grave, J., Kanjanapayont, P., Evans, N. J., Alessio, B. L. and Charusiri, P. (2018a). Probing into

Thailand’s basement: New insights from U-Pb geochronology, Sr, Sm-Nd, Pb and Lu-Hf isotopic

systems from granitoids. Lithos, 320-321, 332-354.

Gardiner, N. J., Searle, M. P., Morley, C. K., Robb, L. J., Whitehouse, M. J., Roberts, N. M. W., Kirkland, C. L.

and Spencer, C. J. (2018). The crustal architecture of Myanmar imaged through zircon U-Pb, Lu-
Hf and O isotopes: Tectonic and metallogenic implications. Gondwana Research, 62, 27-60.

Khin Zaw, Meffre, S., Lai, C. -K., Burrett, C., Santosh, M., Graham, I., Manaka, T., Salam, A., Kamvong, T.

and Cromie, P. (2014). Tectonics and metallogeny of mainland Southeast Asia — a review and

contribution. Gondwana Research, 26, 5-30.

Qian, X., Wang, Y., Zhang, Y., Wang, Y. and Senebouttalath, V. (2020). Late Triassic post-collisional

granites related to Paleotethyan evolution in northwestern Lao PDR: Geochronological and

geochemical evidence. Gondwana Research, 84, 163-176.

Rittisit, R., Neawsuparp, K. and Charusiri, P. (2013). Application of Airborne Geophysics to the Interpretation

of Geologic Setting in Nan-Uttaradit Area, Northern Thailand. Bulletin of Earth Sciences of Thai-

land, 5(1), 21-29.

Sone, M. and Metcalfe, I. (2008). Parallel Tethyan sutures in mainland Southeast Asia: new insights for

Palaeo-Tethys closure and implications for the Indosinian orogeny. Comptes Rendus Geoscience,

340(2-3), 166-179.

Tangwattananukul, L. (2021). Microstructure of pyrite related to gold deposit, Huai Yuak area, Sukhothai

Province, Northern Thailand. Journal of Physics: Conference Series, 1719(1), 012031.

Tangwattananukul, L. and Ishiyama, D. (2018). Characteristics of Cu–Mo Mineralization in the Chatree

Mining Area, Central Thailand. Resource Geology, 68(1), 83-92.

Vervoort, J. D., Patchett, P. J., Blichert-Toft, J. and Albarède, F. (1999). Relationships between Lu-Hf and

Sm-Nd isotopic systems in the global sedimentary system. Earth and Planetary Science Letters,

168(1-2), 79-99.

Wang, Y., Yang, T., Zhang, Y., Qian, X., Gan, C., Wang, Y., Wang, Y. and Senebouttalath, V. (2020b). Late
Paleozoic back-arc basin in the Indochina block: Constraints from the mafic rocks in the Nan and

Luang Prabang tectonic zones, Southeast Asia. Journal of Asian Earth Sciences, 195, 104333.

Zhao, T., Qian, X. and Feng, Q. (2016). Geochemistry, Zircon U-Pb Age and Hf Isotopic Constraints on

the Petrogenesis of the Silurian Rhyolites in the Loei Fold Belt and Their Tectonic Implications.

Journal of Earth Science, 27(3), 391-402

Poster Session

136 ธรณีวิถีใหม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพฒั นาทีย่ ั่งยืน

การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศของกรมทรพั ยากรธรณี

จันทร์แรม พุทธเสม, พัชรา สังข์เงนิ , จรภิ าพร, ชยั เลศิ วณชิ กลุ และ สิรริ ัตน์ พลู เกษม

สว่ นความร่วมมอื ระหวา่ งประเทศ กองอนุรกั ษ์และจดั การทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี

บทคัดยอ่

การประสานความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศ เปน็ ภารกิจสนับสนุนสาคัญในการขับเคลื่อนงานภารกิจหลัก
ด้านธรณวี ทิ ยา ทรพั ยากรธรณี ซากดกึ ดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยาสงิ่ แวดลอ้ ม และธรณพี บิ ตั ภิ ยั ของกรมทรัพยากรธรณี
ในการบริหารจัดการและการพัฒนาทรัพยากรธรณีอย่างยั่งยืน มุ่งเป้าหมายไปสู่คุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนของ
ประชาชนในสังคมปรกติใหม่ โดยกรมทรัพยากรธรณีมีการดาเนินงานการประสานความร่วมมือระหว่าง
ประเทศท้ังในรปู แบบทวภิ าคแี ละพหภุ าคี คอื 1. ความรว่ มมอื ทวภิ าคี ไดแ้ ก่ ไทย-มาเลเซยี ไทย-ญป่ี นุ่ ไทย-จนี และ
ไทย-เกาหลใี ต้ และ 2. ความร่วมมือพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ CCOP, ASOMM, UNCLOS,
ISA, CGMW, IUGS, IGC, ICOM, UNECE, IGCP, APGN, GGN, ICC, GEOSEA และความร่วมมือเครือข่าย
อาเซียน+3 ร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศด้านธรณีวิทยาและองค์การระหว่างประเทศทางธรณีศาสตร์
เพอื่ ดาเนนิ การตามพนั ธกรณรี ะหวา่ งประเทศ รกั ษาผลประโยชนแ์ ละการมบี ทบาทของไทยในเวทรี ะหวา่ งประเทศ
ส่งเสริมและพฒั นาศกั ยภาพและขีดความสามารถทางวิชาการของบุคลากรและองค์กร ก่อให้เกิดความร่วมมือ
ร่วมกนั ทางวิชาการและการแลกเปล่ียนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิด
โอกาสใหม้ ีการเผยแพรอ่ งค์ความรูส้ าคญั ทางวชิ าการในเวทรี ะหว่างประเทศ รวมท้ังส่งเสริมความสัมพันธ์และ
เสริมสร้างเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื กบั ตา่ งประเทศและองค์การระหว่างประเทศในทุกมิติ มุ่งให้ไทยเป็นศนู ยก์ ลาง
การพฒั นาทางวชิ าการดา้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณใี นภมู ภิ าค ตลอดจนการมบี ทบาทสาคญั ในการขับเคลื่อน
ประชาคมอาเซียนต่อไป
ค้าสา้ คัญ: ความรว่ มมือระหว่างประเทศ, การขบั เคลอ่ื นงานภารกจิ หลกั

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 137
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

137

การผลกั ดนั แหลง่ ซากไมต้ ากไปสู่การประกาศระดับโลก

ฐิติกัญ จุลรัตนมณี*, นภาพร ต๊ิบผัด และ ฐาปนีย์ เพ็งถา

กองคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพมหานคร
e-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

แหล่งซากไม้ตาก” บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย (เตรียมการ) จังหวัดตาก ถูกค้นพบ
ต้ังแต่ ปี 2546 ซ่ึงภายในแหล่งนี้ได้มีการค้นพบไม้กลายเป็นหินจานวนมาก และไม้กลายเป็นหินต้นท่ี 1
พบว่ามีความสาคัญและมีความโดดเด่น เป็นไม้กลายเป็นหินที่ยาวท่ีสุดในประเทศไทย มีความยาว
72 เมตร จากการสารวจและศึกษากว่า 18 ปีที่ผ่านมา ไม้กลายเป็นหินต้นท่ี 1 ได้รับการรับรู้ในวงวิชาการ
ว่าเป็นไม้กลายเป็นหินท่ียาวที่สุดในโลกอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นมรดกทางธรณีวิทยาท่ีแสดงถึงความ
หลากหลายของพืชพันธ์ุและการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกท่ีน่าสนใจ

จากความความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไม้กลายเป็นหินต้นที่ 1 จึงได้สมัครเพ่ือรับการ
บันทึกสถิติโลกทางออนไลน์ต่อ Guinness World Record เพื่อบันทึกสถิติเป็น “ไม้กลายเป็นหินท่ียาวที่สุด
ในโลก (Longest tree trunk fossil-silicified)” โดยการประชาสัมพันธ์มีจุดประสงค์เพ่ือสร้างการรับรู้และ
ผลักดัน “แหล่งซากไม้ตาก” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก และเป็นแหล่งท่องเท่ียวระดับสากล ยกระดับให้
แหล่งซากดึกดาบรรพ์ข้ึนทะเบยี นไมก้ ลายเป็นหนิ ทย่ี าวทส่ี ุดในโลกเปน็ จุดดงึ ดูดในการสรา้ งอทุ ยานธรณีจังหวัด
ตาก โดยการประชาสัมพันธ์จะมีส่วนช่วยในการเผยแพร่ “แหล่งซากไม้ตาก” ให้เป็นท่ีรจู้ ักอยา่ งแพรห่ ลาย
ประกอบไปดว้ ย การจดั ทาสารคดใี หค้ วามรทู้ างธรณวี ทิ ยา แหลง่ ซากดกึ ดาบรรพไ์ มก้ ลายเปน็ หนิ ผ่านสื่อออนไลน์
และสื่อมวลชนต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมเปิดตัว “ไม้ตาก” จะจัดกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือในชุมชนใน
การอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นท่ีเพ่ือผลักดันให้เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน
เช่น การอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น การพัฒนานักออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เช่ือมโยงกับไม้ตาก
โดยประโยชน์ท่ีได้จากการผลักดัน “ไม้ตาก” ไปสู่การประกาศระดับโลก ในด้านวิชาการ จะช่วยผลักดันให้
เกิดการต่อยอดในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการพันธุ์ไม้ในอดีต และการศึกษาการเปล่ียนแปลง
สภาพแวดล้อมในอดีตสู่การพยากรณ์และอธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ท้ังในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้
ส่วนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จะช่วยผลักดันให้เกิดการท่องเท่ียวและเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน
อีกท้ังยังสร้างความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมกับชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางธรณี

คา้ ส้าคัญ: ไม้ตาก, ไม้กลายเป็นหินท่ียาวท่ีสุดในโลก, แหล่งซากไม้ตาก, อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย
(เตรียมการ)

Poster Session

138 ธรณวี ิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพัฒนาทีย่ ง่ั ยนื

การพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลภมู ิสารสนเทศของกรมทรัพยากรธรณี

ปิยาอร อัศวพัชระ*, นุชจรี เจริญบุญวานนท,์ ฤทยั ชนก สายน้าทพิ ย,์ สาวิตรี ลอื ชาอภชิ าติกลุ
พมิ ลวรรณ ทิมแกว้ , ปรตั ถกร มามวลทรพั ย์ และ อานาจ สาอางค์

ศนู ยเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทงุ่ พญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพ 10400
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

กรมทรพั ยากรธรณี ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านภูมิสารสนเทศขึ้นใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
สาหรบั ใช้ในการรวบรวมและจัดการขอ้ มูลด้านธรณีวทิ ยาและทรัพยากรธรณี เพ่อื เป็นศูนย์กลางข้อมูลเชิงพ้ืนท่ี
สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ี การตัดสินใจของผู้บริหาร และการให้บริการแก่ประชาชนท่ัวไป โดย
ระบบฐานขอ้ มลู ภมู สิ ารสนเทศนไี้ ดอ้ อกแบบและพฒั นาโปรแกรมประยุกตใ์ นรูปแบบ Web-based Application
ท่ีสามารถรองรับการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านธรณีวิทยา ด้านทรัพยากรแร่ ด้านซากดึกดาบรรพ์ ด้าน
ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และด้านธรณีพิบัติภัย รวมท้ังส้ิน 41 ช้ันข้อมูล ซ่ึงเจ้าหน้าท่ีและประชาชนท่ัวไป
สามารถเข้าถึงระบบได้ทาง URL: https//gis.dmr.go.th นอกจากนี้ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิ
สารสนเทศดังกล่าว ยังสามารถให้บริการเช่ือมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่บนระบบฐานข้อมูลกับระบบอื่นที่
รองรับ ผ่านการให้บริการในรูปแบบ API เพ่ือสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้
นาไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยปัจจุบันมีการบูรณาการระบบฐานข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ใน
หลายโครงการ อาทิ ระบบฐานข้อมูลเปิดภาครัฐ ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการใช้
ประโยชน์ และระบบฐานข้อมูลการเกษตรแห่งชาติ เป็นตน้

การพฒั นาระบบฐานข้อมลู ดา้ นภมู สิ ารสนเทศ ในปงี บประมาณ พ.ศ. 2564 จะประกอบด้วย การเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ของโปรแกรมประยุกต์ Web-based Application การเชื่อมโยง
ข้อมูลกับระบบฐานข้อมูลแผ่นดินไหว และการจัดทา GIS Portal เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ข้อมูลและการให้บริการประชาชน โดยจะจัดทาโปรแกรมประยุกต์ภายใต้ GIS Portal ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
โปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Native Mobile Application เพื่ออานวยความสะดวกสาหรับการบันทึกและส่ง
ข้อมูลจากภาคสนาม โปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Interactive Dashboard เพ่ือสรุปข้อมูลเชิงพ้ืนท่ี
ประกอบการตัดสินใจ และโปรแกรมประยุกต์รูปแบบ Web Application Builder เพื่อเพ่ิมช่องทางการ
บริการสืบค้นข้อมูลสาหรับประชาชน ส่วนการปรับปรุงฐานข้อมูลน้ันจะมีการปรับปรุงโครงสร้างในบางชั้น
ข้อมลู ให้ตอบสนองการใชง้ านย่งิ ขึ้นและเพ่ิมเติมชั้นข้อมูลใหม่เข้าสู่ระบบ
ค้าส้าคัญ: ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ, ธรณีวิทยา, ทรัพยากรแร่, ซากดึกดาบรรพ์, ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม,

ธรณีพบิ ตั ภิ ัย, GIS Portal

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 139
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

139

การวิเคราะห์การไหลซมึ ผา่ นฐานรากโครงการอ่างเก็บน้าเขาวงศพ์ ระจนั ทร์ อ้าเภอเทพสถติ

จังหวดั ชัยภูมิ

Analysis of seepage in foundation, Khao Wong Phrachan Reservoir Project,

Thep Sathit District, Chaiyaphum province

ฐติ ณิ ัฏฐ์ สทุ ธิวงษ์1, วมิ ล สุขพลา1*, ณศิ รากร บารุงเกยี รติ2 , เก็จบงกช บารงุ เกียรติ2, จริ ฏั ศวญิ สีดอนซ้าย2
และ ณัฐวุฒิ ฉมารัตน์2

1สาขาวชิ าเทคโนโลยธี รณี คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ 40002
2สานักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน 215 ถนนศรจี นั ทร์ ตาบลในเมอื ง อาเภอเมืองขอนแกน่ จังหวดั ขอนแก่น 40000

* E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

พื้นท่บี ริเวณตาบลหวยยายจ๋วิ อาเภอเทพสถติ จังหวดั ชยั ภมู ิ เปนพ้ืนที่สูงสลับเนินเขา และมีพื้นท่ีราบ
ลุ่มสาหรับทาการเกษตรกระจายอยูบริเวณท่ัวไปของพื้นที่ ซ่ึงแหลงน้าสาหรับการเกษตรมีขนาดเล็กและ
ปริมาณน้าเก็บกักไมมากนัก จึงเป็นสาเหตุให้บางพื้นท่ีประสบปญหาการขาดแคลนน้าเพ่ือการเกษตรรวมถึง
สาหรับการอุปโภคและบริโภค ดังนั้นกรมชลประทานจึงไดมีแผนงานเพื่อชวยเหลือพ้ืนท่ีการเกษตรดังกล่าว
โดยไดดาเนินการโครงการกอสรางอางเก็บน้าเขาวงศพระจันทรข้ึน ซ่ึงพ้ืนที่ของโครการก่อสร้างมีลักษณะ
ธรณีวทิ ยาและคุณสมบัติด้านวิศวกรรมธรณีแตกตางกัน อาจกอใหเกิดปญหาต่ออ่างเก็บน้า เช่น ประสิทธิภาพ
ของการกักเก็บ การวิบัติของเขื่อน หรือการกัดเซาะฐานรากเน่ืองจากการไหลซึมของน้าผานฐานรากได้ ดวย
เหตุน้ีโครงการศึกษานี้จึงใหความสาคัญกับการศึกษาขอมูลธรณีวิทยาของพื้นที่โครงการ การจัดจาแนก
ลักษณะของดนิ และหินทไี่ ดจากการเกบ็ ตวั อยางจากหลมุ เจาะ และการวิเคราะหการไหลซึมของน้าบริเวณฐาน
รากของโครงการอางเก็บน้า โดยประยุกตใชโปรแกรม SEEP/W ทาการวิเคราะห์ขอมูลคาสัมประสิทธ์ิการซึม
ของนา้ ทงั้ หมด 2 กรณี ไดแก กรณที ไ่ี มมีการปรบั ปรงุ ฐานราก และกรณีท่ีมีการปรับปรุงฐานราก 4 วิธีการ คือ
การก่อสร้างร่องแกนทึบน้า (Cut off trench) การก่อสร้างแนวอัดฉีดน้าปูน (Grout curtain) การกอสราง
ผนังกั้นนา้ (Sheet pile หรือ Slurry wall ) และการปูดวยวัสดุทึบน้าดานเหนือน้า (Impervious upstream
blanket) ผลการศกึ ษาพบวาพ้ืนท่ีโครงการประกอบดวยหินทราย ขนาดของเม็ดตะกอนปานกลางถึงละเอียด
อัตราการผุพังปานกลาง อัตราการไหลซึมของน้าผ่านฐานรากก่อนการปรับปรุงสูงมาก จากนั้นเลือกวิธีการ
ปรับปรุงฐานรากพบว่าการปรับปรุงฐานรากดวยวิธีการขุดลอกรองแกนจนถึงช้ันหิน (Full cutoff trench)
และอัดฉีดน้าปูนเพ่ือลดการรั่วซึมลงให้เหลือ 5 ลูยอง เปนวิธีท่ีเหมาะสมท่ีสุด ซึ่งสามารถลดอัตราการไหลซึม
ของน้าผานเฉพาะฐานรากจาก 9,794,011.30 ลูกบาศกเมตรตอปหรือรอยละ 75.16 เหลือ 557,717.97 ลูก
บาศกเมตรตอปหรือ รอยละ 20.74 กลาวคือวิธีการดังกล่าวสามารถลดอัตราการไหลซึมของน้าไดถึง
9,236,293.33 ลกู บาศกเมตรตอปคดิ เปนรอยละ 54.42

Poster Session

140 ธรณีวถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพฒั นาทย่ี ั่งยนื

การวเิ คราะห์ธาตุท่มี ปี ริมาณน้อยในตวั อยา่ งดินและตะกอนธารนา้ ด้วยเทคนคิ
Inductively couple plasma - mass spectrometry (ICP-MS)

พวงทอง พวงแก้ว*, สายสวาท สลี อ และ อัปสร สอาดสดุ

กองวเิ คราะหแ์ ละตรวจสอบทรพั ยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การศกึ ษาวธิ วี เิ คราะหด์ ว้ ยเทคนคิ ICP-MS ในงานนม้ี งุ่ เนน้ การวเิ คราะหธ์ าตทุ ม่ี ปี รมิ าณนอ้ ย (trace elements)
ในตวั อยา่ งดนิ และตะกอนธารนา้ จานวน 28 ธาตุ ไดแ้ ก่ เบรลิ เลยี ม (Be) สแกนเดยี ม (Sc) ไทเทเนยี ม (Ti) วาเนเดยี ม
(V) โครเมยี ม (Cr) โคบอลต์ (Co) นกิ เกลิ (Ni) ทองแดง (Cu) สงั กะสี (Zn) แกลเลยี ม (Ga) สารหนู (As) ซลี เี นยี ม (Se)
รบู เิ ดยี ม (Rb) สตรอนเซยี ม (Sr) อติ เทรยี ม (Y) เซอรโ์ คเนยี ม (Zr) โมลบิ ดนี มั (Mo) แคดเมยี ม (Cd) อนิ เดยี ม (In) ดบี กุ
(Sn) พลวง (Sb) ซเี ซยี ม (Cs) แบเรยี ม (Ba) แลนทานมั (La) แทลเลยี ม (Tl) ตะกวั่ (Pb) บสิ มทั (Bi) และ ยเู รเนยี ม (U)
ทาการศกึ ษาโดยปรบั เปลย่ี นขน้ั ตอนวธิ กี ารเตรยี มตวั อยา่ งดว้ ยการยอ่ ยดว้ ยกรด aqua regia ใหม้ คี วามเหมาะสมตอ่
การตรวจวดั ดว้ ยเครอ่ื ง ICP-MS จากผลการศกึ ษาพบวา่ วธิ กี ารเตรยี มสารละลายตวั อยา่ งดนิ และตะกอนธารน้าดว้ ย
การยอ่ ยดว้ ยกรด aqua regia แลว้ เจอื จางสารละลายตวั อยา่ ง 20 เทา่ มคี วามเหมาะสมกบั การตรวจวดั ดว้ ยเครอ่ื ง ICP
-MS มปี รมิ าณของกรด aqua regia เพยี ง 1 % สอดคลอ้ งกบั คมู่ อื การบารงุ รกั ษา Nexion 2000 ICP-MS system
maintenance guide ในการยดื อายกุ ารใชง้ านขององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ในเครอื่ ง ICP-MS และจากนน้ั จงึ ตรวจสอบ
ความใชไ้ ดข้ องวธิ วี เิ คราะหธ์ าตทุ ม่ี ปี รมิ าณนอ้ ยในตวั อยา่ งตวั อยา่ งดนิ และตะกอนธารน้าดว้ ยเทคนคิ ICP-MS โดยไดท้ า
การตรวจสอบกราฟมาตรฐาน (calibration curve) ความเปน็ เสน้ ตรง (linearity) ชว่ งความเขม้ ขน้ ทใ่ี ชง้ าน (linear
range) พบว่ากราฟมาตรฐานของ Trace elements ในชว่ ง 1-200 ppb ทใ่ี ชส้ ารละลายผสมของเพรซีโอดิเมยี ม
(141Pr) และ โฮลเมียม (165Ho) ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัม/ลิตร เป็น internal standard มีค่าสัมประสิทธิ์
สหสมั พนั ธ์ (r) มากกวา่ 0.99 ซงึ่ เปน็ ไปตามเกณฑก์ ารยอมรบั มาตรฐานของ AOAC มคี า่ ความเขม้ ขน้ ต่าสดุ ทเี่ ครอ่ื ง
สามารถตรวจวดั ได้ (Instrument Detection Limit) ต่าถงึ ระดบั 0.5 ppt คา่ ขดี จากดั ของการตรวจพบเชงิ ปรมิ าณ
(Limit of Quantification) โดยการเตรยี มตวั อยา่ งดว้ ย aqua regia แลว้ เจอื จาง 20 เทา่ และการตรวจวดั ดว้ ย ICP-MS
ของธาตุ trace elements อยใู่ นชว่ ง 5 ppt ถงึ 7 ppm ทคี่ วามถกู ตอ้ ง (accuracy) และความแมน่ ยา (precision)
เปน็ ไปตามเกณฑย์ อมรบั ของ AOAC และ Eurachem ผลของการตรวจสอบความใชไ้ ดข้ องวธิ วี เิ คราะหใ์ นงานนไี้ ด้
สามารถยนื ยนั ไดว้ า่ วธิ วี เิ คราะหด์ งั กลา่ วตรงตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารวเิ คราะหท์ ดสอบหาปรมิ าณ trace elements ใน
ตวั อยา่ งดนิ และตะกอนธารน้า ไดอ้ ยา่ งมคี วามเชอ่ื มน่ั เปน็ ทยี่ อมรบั ตามมาตรฐานการวเิ คราะหท์ างเคมรี ะดบั สากล
ขอ้ มลู ผลการวเิ คราะหแ์ รป่ รมิ าณนอ้ ยเหลา่ น้ี สามารถนาไปใชใ้ นการวเิ คราะหห์ าแรอ่ งคป์ ระกอบในการประกอบการ
เหมอื งแร่ การพิจารณาประทานบตั ร และสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในงานดา้ นสงิ่ แวดล้อมและการปนเปือ้ นตาม
ธรรมชาตเิ พอื่ คณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี องประชาชนอยา่ งยงั่ ยนื ตอ่ ไปไดใ้ นอนาคต

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 141
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

141

การวิเคราะห์องค์ประกอบของแรโ่ พแทชและดิน อา้ เภอนาเชือก จังหวดั มหาสารคาม

โดยวิธีเอกซเรย์ดฟิ แฟรกชนั

สรรคช์ ยั เหลือจนั ทร์* และ สุวิมล เจนวงศ์ไพศาล

สว่ นวิเคราะหร์ ตั นชาติและธรณวี ตั ถุ กองวิเคราะห์และตรวจสอบทรพั ยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

วิธีเอกซเรย์ดิฟแฟรกชัน (X-ray diffraction, XRD) อาศยั หลักการในการวิเคราะห์โครงสร้างผลึกของ
สารประกอบต่าง ๆ ซึ่งมีรูปแบบการเล้ียวเบนรังสีเอกซ์ (XRD pattern) ท่ีมีลักษณะเฉพาะของสารประกอบ
แต่ละชนดิ ทาใหส้ ามารถจาแนกชนิดของแร่ ดิน หรือสารประกอบ ในตัวอย่างแร่ ดิน หรือธรณีวัตถุต่าง ๆ ได้
อย่างถูกต้องแม่นยา รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะสามารถระบุชนิดของสารประกอบที่มีเกือบ
ท้ังหมดด้วยการวิเคราะห์เพียงคร้ังเดียว ผลงานวิชาการนี้เสนอเทคนิควิธีการวิเคราะห์หาชนิด และ
องค์ประกอบของแร่โพแทชและดิน จากตัวอย่างในการเจาะสารวจแหล่งแร่โพแทช อาเภอนาเชือก จังหวัด
มหาสารคาม ซ่งึ เปน็ พื้นทีเ่ ป้าหมายในการกาหนดพ้ืนที่ ที่มีศักยภาพในการทาเหมือง และจาแนกเขตแหล่งแร่
เชิงพ้ืนท่ี ภายใต้โครงการกาหนดเขตแหล่งแร่เศรษฐกิจเพื่อการบริหารจัดการแร่ โดยใช้เทคนิค XRD จาก
ตัวอย่างการสารวจแร่โพแทช พบทั้งตัวอย่างเกลือและดิน ในการวิเคราะห์ตัวอย่างเกลือต้องระมัดระวังเร่ือง
ของความชนื้ ในขั้นตอนตา่ ง ๆ ของการวิเคราะห์ รวมถึงใช้เทคนิคการวิเคราะห์ท่ีทาได้รวดเร็วใช้เวลาน้อยเพ่ือ
ป้องกันการสัมผัสความช้ืนเป็นเวลานาน ขณะท่ีการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน ต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์เฉพาะ
ในการจาแนกแร่ดิน โดยการเตรียมตัวอย่างแบบเรียงตัว ( preferred orientation) และนามาผ่าน
กระบวนการทดสอบเพื่อจาแนกชนิดของแร่ดิน ผลวิเคราะห์พบว่า หลุมเจาะที่ตาบลหนองเม็กพบแร่โพแทช
ชนิดซิลไวต์ทรี่ ะดับความลึก 74.00-89.00 เมตร พบแรโ่ พแทชชนิดคานัลไลต์ปนอยู่กับแร่ควอตซ์ที่ระดับความ
ลึก 106.00-135.00 เมตร และพบแร่เฮไลตป์ รมิ าณมากสลบั อยู่กับชั้นควอตซ์ หลุมเจาะที่ตาบลนาเชือกพบแร่
เฮไลต์ปริมาณมาก พบแร่แอนไฮไดรต์ปริมาณรองลงมา และพบแร่โพแทชชนิดซิลไวต์ปนอยู่กับแร่เฮไลต์ท่ี
ระดับความลึก 60.00-90.00 เมตร ขณะท่ีหลุมเจาะท่ีตาบลเขวาไร่ พบแร่ควอตซ์เป็นองค์ประกอบหลัก พบ
แรแ่ คลไซต์ และแรด่ นิ ชนดิ มอนตม์ อรลิ โลไนตก์ ระจายตัวอยทู่ ั่วไป

Poster Session

142 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพัฒนาทีย่ ง่ั ยืน

การส้ารวจ และประเมนิ แหลง่ ซากดกึ ดา้ บรรพ์ จังหวัดอุทัยธานี

วรี ชัย แพงแก้ว

ส่วนอนุรักษแ์ ละจดั การซากดึกดบรรพ์ กองคมุ้ ครองซากดึกดาบรรพ์ กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

กรมทรัพยากรธรณีเป็นหน่วยงานท่ีมีภารกิจเก่ียวกับการสารวจ ศึกษา วิจัย และบริหารจัดการ
ซากดึกดาบรรพ์ของประเทศ โดยเป็นภารกิจทางด้านการสงวน การอนุรักษ์ การศึกษาวิจัยซากดึกดาบรรพ์
รวมไปถงึ การพฒั นาเปน็ แหลง่ เรยี นรู้ การควบคมุ กากบั ดแู ลใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองซากดกึ ดาบรรพ์
พ.ศ. 2551 โดยในปงี บประมาณ พ.ศ. 2563 กองคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ ได้รบั มอบหมายให้ดาเนินการสารวจ
และประเมินแหล่งซากดึกดาบรรพ์พื้นที่จังหวัด อุทัยธานี เพ่ือสารวจ ตรวจสอบ และจัดทาข้อมูลแหล่ง
ซากดึกดาบรรพ์ สาหรับการอ้างอิงทางวิชาการ และการคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์และแหล่งซากดึกดาบรรพ์
รวมท้งั ประเมนิ ความสาคัญของแหลง่ ซากดึกดาบรรพ์ ไวส้ าหรบั คัดเลือกแหลง่ ซากดึกดาบรรพ์ เพ่ือการบริหาร
จัดการแหล่งซากดึกดาบรรพต์ ามพระราชบญั ญัตคิ ุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551

การประเมินความสาคัญชองแหล่งซากดึกดาบรรพ์ ในที่น้ี ใช้หลักเกณฑ์การการประเมินแหล่ง
ธรณีวิทยาเพื่อกาหนดแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยา ประเภทแหล่งซากดึกดาบรรพ์ (สานักธรณีวิทยา, 2555)
โดยประเมินคุณค่าทางวิชาการด้านธรณีวิทยาเป็นหลัก และศักยภาพการพัฒนาและการบริหารจัดการเป็น
อันดับรอง และพิจารณแหล่งซากดึกดาบรรพ์ที่ได้คะแนนประเมินด้านวิชาการธรณีสูง ว่า มีคุณสมบัติท่ี
สามารถประกาศให้เป็น “เขตสารวจ และศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแหล่งซากดึกดาบรรพ์หรือซากดึกดาบรรพ์”
ตามมาตรา 12 และ “แหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีขึ้นทะเบียน” ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ซากดกึ ดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 ไดห้ รือไม่

ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้มีดาเนินการสารวจและประเมินแหล่งซากดึกดาบรรพ์ จานวน 29 แหล่ง
โดยซากดกึ ดาบรรพท์ พ่ี บเปน็ ซากดกึ ดาบรรพส์ ตั วไ์ ม่มกี ระดกู สนั หลัง ไดแ้ ก่ หอยกาบคู๋ ฟวิ ซูนลิ ิด แกสโตรพอด
ปะการัง นอติลอยด์ แบรคิโอพอด ไครนอยด์ และเรดิโอลาเรีย และได้ทาการประเมินความสาคัญโดยอาศัย
หลักการประเมินข้างต้น พบว่าแหล่งซากดึกดาบรรพ์ท่ีสามารถประกาศให้เป็น “เขตสารวจ และศึกษาวิจัย
เกยี่ วกบั แหล่งซากดกึ ดาบรรพ์หรือซากดึกดาบรรพ์” ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดา
บรรพ์ พ.ศ. 2551 มีจานวน 3 แหล่ง ได้แก่ แหล่งซากดึกดาบรรพ์ วัดธรรมคีรี อาเภอหนองฉาง แหล่งซาก
ดึกดาบรรพบ์ ้านปา่ อู 1 อาเภอบ้านไร่ และแหลง่ ซากดกึ ดาบรรพ์บ้านป่าอู 2 อาเภอบ้านไร่ และแหล่งซากดึก
ดาบรรพ์ท่ีสามารถประกาศให้เป็น “แหล่งซากดึกดาบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน” ตามมาตรา 14 แห่ง
พระราชบญั ญตั ิคุ้มครองซากดกึ ดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 จานวน 1 แหลง่ ไดแ้ ก่ แหล่งซากดึกดาบรรพ์เขาปฐวี
อาเภอทัพทัน

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 143
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

143

การสา้ รวจเสถียรภาพเขาตาปู อุทยานแห่งชาตอิ า่ วพงั งา จงั หวัดพังงา

ศักดา ขุนดี1* และ สาราญ ประพัฒน์2

1กองธรณวี ทิ ยาสงิ่ แวดล้อม กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามท่ี 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพ 10400
2กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรัพยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามท่ี 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
*E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การสารวจเสถยี รภาพเขาตาปู อทุ ยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา เพ่ือประเมินความเส่ียงต่อการ

พังทลายของเขาตาปู และจดั ทาข้อมลู ทางวิชาการเพอ่ื สนบั สนนุ การกาหนดแนวทางหรือมาตรการในการเสริม
ความแข็งแรงเพ่ิมเสถียรภาพของแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา ควบคู่กับการเฝ้าระวังและลดผลกระทบ
ธรณีพิบัติภัยของแหล่งท่องเท่ียวทางธรณีวิทยาที่เกิดโดยธรรมชาติและการกระทาของมนุษย์ แผนที่นาทาง
(road map) การรักษาเสถียรภาพเขาตาปู ของกรมทรัพยากรธรณี กาหนดการดาเนินงานไว้ 3 ระยะ 1) การ
เตรียมการ เดือนมีนาคม 2564 2) การสารวจศึกษาสมบัติหินเชิงธรณีวิศวกรรม และเสถียรภาพของธรณี
สัณฐานที่สัมพันธ์กับการเกิดหินร่วงถล่ม เดือนเมษายน-กันยายน 2564 และ 3) การกาหนดแนวทางหรือ
มาตรการในการเสริมความแข็งแรงเพ่ิมเสถียรภาพของแหล่งเขาตาปู ภายใต้คณะกรรมการจัดทาแนวทางการ
รักษาเสถียรภาพเขาตาปู อทุ ยานแหง่ ชาติอา่ วพงั งา จงั หวัดพงั งา เดือนตุลาคม-ธนั วาคม 2564

ผลการสารวจธรณเี ทคนิคและธรณีวิศวกรรม พบรอยแตก รอยแยก และโพรงถ้าขนาดใหญ่เว้าเข้าไป
ในฐานเขาตาปู จานวน 3 โพรง บรเิ วณยอดและตวั เขาตาปู พบรอยแตกหินรวม 4 ทิศทาง ได้แก่ แนว NE-SW
NW-SE N-S และ E-W ช้ันหินเอียงเทประมาณ 25 องศาไปทางเขาพิงกัน รอยแยกบางแนวมีความยาว
ต่อเน่ืองถงึ 25 เมตร การบันทกึ ภาพรูปร่างของเขาตาปู โดย 3D LASER SCANNER พบว่า เขาตาปูมีความสูง
31 เมตร เส้นรอบวงท่ีฐานเมื่อน้าลงต่าสุด 23.54 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางเฉล่ีย 7.17 เมตร และน้าหนักของ
เขาตาปไู ม่ตา่ กวา่ 80,000 ตัน การศึกษาสมบตั คิ วามแข็งแรงในการรับน้าหนักของหินปูน โดยใช้ค้อนกระแทก
(Schmidt Hammer) และ Point Load test พบว่า RQD มีค่าอยู่ในช่วง 71.43-93.56 ผลการทดสอบ
ความแข็งแรงของหนิ ดว้ ยค้อนกระแทก พบค่าอยู่ในช่วง 38.9-45.71 การจาแนกมวลหินเชิงธรณีกลศาสตร์ใน
ภาคสนาม โดยใช้วิธีการ Rock Mass Rating System: RMR จาแนกมวลหินได้ 2 กลุ่มคือ ระดับปานกลาง
(Fair rock) มีค่า RMR อยู่ในช่วง 52-55 และระดับไม่ดี (Poor rock) มีค่า RMR อยู่ในช่วง 46-50 อัตราส่วน

ระหว่างคุณภาพระดับปานกลางต่อคุณภาพไม่ดี เท่ากับ 56 ต่อ 44 แสดงถึงปัญหาด้านเสถียรภาพในอนาคต
ของเขาตาปู ผลการสารวจธรณีฟิสิกส์ทางทะเล พบว่า ระดับความลึกน้ารอบเขาตาปูและเกาะเขาพิงกันมี
ความลกึ ตั้งแต่ -1.5 ถงึ -7 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ภมู ิประเทศพ้ืนทะเลทางตอนเหนือค่อนข้างต้ืนเม่ือ
เทียบกับทางด้านใต้ของเกาะเขาพิงกัน ด้านหลังเขาตาปูพบแนวสันดอนทรายเช่ือมไปยังเกาะเขาพิงกัน
ความลึกประมาณ -3 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ผลการสารวจบันทึกภาพหน้าตัดข้างคลื่นไหวสะเทือน
แบบสะท้อนกลับระดับตื้นความละเอียดสูง สามารถจาแนกลักษณะทางธรณีวิทยาออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่
ชั้นตะกอนชุดบน ชั้นตะกอนชุดล่าง และชั้นหินฐานซึ่งวางตัวรองรับเขาตาปูมีความกว้างยาวประมาณ
30 เมตร โดยส่วนฐานที่เชอื่ มตอ่ กบั เกาะเขาพงิ กัน พบมรี อยแตกระดบั ลกึ วางตัวทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

แนวทางการดาเนินงานต่อไปของกรมทรัพยากรธรณี คือ กาหนดแนวทางหรือมาตรการในการเสริม
ความแข็งแรงเพิ่มเสถียรภาพของแหล่งเขาตาปู ภายใต้คณะกรรมการจัดทาแนวทางการรักษาเสถียรภาพเขา
ตาปู อทุ ยานแหง่ ชาตอิ ่าวพงั งา จงั หวัดพงั งา

คา้ ส้าคัญ: เขาตาปู, เสถียรภาพ, แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรณีวิทยา

Poster Session

144 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาทยี่ ั่งยนื

การสา้ รวจจดั ทา้ แผนผงั ถา้ 2 มติ ิ เพอ่ื การทอ่ งเทยี่ วเชงิ ธรณี กรณศี กึ ษา : ถ้าพหุ วาย จงั หวดั อทุ ยั ธานี

ณรงค์ฤทธิ์ บุญชัยวงค,์ ภคั พงษ์ ศรบี วั ทอง, นลินี ธะนันต์ และ นภาภร มณเี กีย๋ ง

สานกั งานทรพั ยากรธรณี เขต 1 กรมทรพั ยากรธรณี

บทคดั ย่อ

การสารวจจัดทาแผนผังถ้า 2 มิติ มีความสาคัญต่อการศึกษาแหล่งมรดกธรณีประเภทถ้า เนื่องจาก
ทรพั ยากรถา้ ในปจั จบุ นั จดั เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา่ งหนงึ่ ทม่ี กี ารนามาใชป้ ระโยชนท์ ง้ั ในแงเ่ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว
แหลง่ ศกึ ษาวจิ ยั แหลง่ น้า และอนื่ ๆ ในการใชป้ ระโยชนต์ อ้ งมกี ารอนรุ กั ษ์ และสงวน บารงุ รกั ษาควบคกู่ นั ไปอยา่ ง
ถกู ต้องตามหลักวิชาการ การสารวจศึกษาถ้าและจดั ทาแผนผังถ้า 2 มิติ จงึ เป็นจดุ เร่ิมต้นทด่ี ีและถูกต้องในการ
บรหิ ารจดั การถ้าใหเ้ กดิ คณุ คา่ มากทส่ี ดุ และมคี วามยง่ั ยนื

ถ้าพหุ วาย อยใู่ นพ้นื ท่ีวนอุทยานถ้าเขาวง ตาบลบา้ นไร่ อาเภอบ้านไร่ จังหวดั อทุ ัยธานี จากการสารวจ
จดั ทาแผนผงั ถ้า 2 มิติ ถ้าพุหวายเปน็ ถ้าทะลุมที างเข้าออกได้ 2 ทาง ปากถ้าฝั่งทิศตะวนั ออกกวา้ งประมาณ 14
เมตร สูงประมาณ 4.7 เมตร และอีกฝ่ังหน่ึงทิศตะวันตกกว้างประมาณ 14.8 เมตร สูงประมาณ 1.9 เมตร
ความยาวสารวจรวม 273 เมตร พบประตมิ ากรรมถ้าหลากหลายประเภท ไดแ้ ก่ หนิ งอก หนิ ยอ้ ย เสาหนิ มา่ นหนิ
ย้อย ทานบหินปูน หินน้าไหล ไข่มุกถ้า กุมภลักษณ์ รอยร้ิวน้าไหล รอยแยกแรงดึง และหลุมยุบ จากหลกั ฐาน
ภมุ ภลกั ษณแ์ ละรอยรว้ิ น้าไหล ทาใหท้ ราบวา่ ในอดตี ถ้าพหุ วายเคยเกดิ อยใู่ ตน้ ้ามากอ่ น และจากหลกั ฐานรอยแยก
แรงดงึ และหลุมยุบ เป็นตัวบ่งบอกได้ว่าถ้าพุหวายยังมีถ้าใหม่เกิดอยู่ข้างใต้อีกชั้นหนึ่ง สาหรับการใช้ประโยชน์
ถ้าพหุ วายนนั้ ถ้าพหุ วายเปน็ ถ้าเพอื่ การทอ่ งเทย่ี วเชงิ อนรุ กั ษ์ นกั ทอ่ งเทยี่ วสามารถเดนิ เท่ยี วชมได้ทวั่ ทง้ั ภายในถ้า
และตอ้ งมีเจา้ หนา้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ าชม เพอ่ื ใหเ้ กดิ การศึกษาเรยี นรขู้ อ้ มลู ท่ถี กู ตอ้ ง ทส่ี าคญั เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กิดอนั ตราย
ทงั้ ต่อตวั นักทอ่ งเทย่ี วและป้องกันความเสียหายทอ่ี าจเกิดแกป่ ระติมากรรมภายในถ้า อันจะเป็นการทาให้ถ้าเกิด
การเสอื่ มโทรมได้

ขอ้ มลู ผลการสารวจแผนผังถ้า 2 มติ ิ สามารถนาขอ้ มูลที่ได้รบั ไปใชป้ ระโยชนว์ างแผนการบรหิ ารจัดการ
ถ้า ทั้งดา้ นการพฒั นาสง่ เสริมการทอ่ งเทยี่ วใหไ้ ด้รบั ทราบถงึ ขอ้ มลู ทีถ่ กู ตอ้ งตามหลักวิชาการ เชน่ การจดั ทาปา้ ย
แสดงข้อมูลภายในถ้า แสดงข้อมูลคาบรรยายความรู้ที่น่าสนใจ ลักษณะเด่น ที่พบ จุดเปราะบางท่คี วรระวัง
อันตราย พื้นท่ีท่ีเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต พ้ืนที่ท่ีมีซากดึกดาบรรพ์ ด้านการอนุรักษ์และสงวน เช่น
การปดิ หรอื งดใชส้ ว่ นทเ่ี สย่ี งตอ่ ความเสยี หาย และตงั้ ปา้ ยหา้ มหรอื จดั อปุ กรณก์ นั ชนใหผ้ เู้ ขา้ ชมออกหา่ งจากบรเิ วณ
เสี่ยง การจดั ทาแผนผงั ถ้า 2 มติ ิ ยงั เปน็ ประโยชน์ตอ่ การวางแผนสารวจถ้าในระดบั 3 มติ ิ ทลี่ ะเอียดข้นึ ตอ่ ไปใน
อนาคต
คา้ ส้าคญั : ถ้า, ถ้าพหุ วาย, แผนผงั ถ้า, หนิ งอก, หนิ ยอ้ ย, ตะกอนถ้า, แหลง่ ธรณวี ทิ ยา

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 145
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

145

การสา้ รวจธรณีฟสิ กิ ส์เพ่ือจดั ท้าขอ้ มลู ธรณวี ิทยาใต้ผิวดนิ โครงการพฒั นาแหล่งน้า

พื้นทส่ี ระบ่อดนิ ขาว อ้าเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

ถนดั สรอ้ ยซา, วนั วษิ า นอ้ มสูงเนนิ , ภควตั ศรีวงั พล, ภณั ฑรกั ษ์ ชาญณรงค,์ ธญั รัตน์ วนิ ัยพานชิ ,
กุลธิดา เศวตกลุ , พทั ธพล บงึ มุม และ พรชนกิ า วีระจิตต์

กองเทคโนโลยธี รณี กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทงุ่ พญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพ 10400

บทคดั ยอ่

การดาเนินงานสารวจธรณฟี สิ กิ ส์ดว้ ยวิธีวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบภาพตัดขวาง 2 มิติ และวธิ วี ดั
คา่ สนามแม่เหลก็ ไฟฟา้ ในพ้ืนที่โครงการสระบอ่ ดนิ ขาว โดยมงุ่ เนน้ พ้ืนที่บรเิ วณเทอื กเขาวง อาเภอตาคลี จังหวัด
นครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะธรณีวิทยาและโครงสร้างทางธรณีวิทยาใต้ดินและ
เป็นข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้าพ้ืนท่ีสระบ่อดินขาว ภายใต้นโยบาย
สาคัญด้านการบริหารจัดการน้าและภารกิจบูรณาการหลายหน่วยงาน การดาเนินงานสารวจธรณีฟิสิกส์
ครอบคลุมพน้ื ที่ประมาณ 4 ตารางกโิ ลเมตร ประกอบดว้ ยแนวสารวจวดั คา่ สภาพต้านทานไฟฟ้า 7 แนวสารวจ
และแนวสารวจวัดคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไทม์โดเมน 2 แนวสารวจ ลักษณะสภาพพื้นที่สารวจปกคลุมด้วย
ตะกอนเศษหนิ เชงิ เขาและตะกอนทร่ี าบน้าทว่ มถงึ ซงึ่ มหี นิ ปนู เปน็ เทอื กเขาสงู ชนั โผลป่ รากฏโดยรอบลกั ษณะเปน็
เขารปู วงกลม

จากผลการดาเนินงานสารวจธรณีฟิสิกส์ พบว่าลักษณะธรณีวิทยาบริเวณพ้ืนที่ศึกษา
ประกอบด้วย ชนั้ ท่ี 1 เปน็ ช้ันดนิ หรอื ชั้นตะกอนท่ีผุพังมาจากหนิ เดิมในพน้ื ทป่ี ระกอบดว้ ยดนิ เคลย์ ทรายแป้ง
กรวด และดินมาร์ล ชั้นท่ี 2 เป็นชั้นหินปูน ชั้นที่ 3 เป็นช้ันหินปูนท่ีมีรอยแตกมากหรือโพรงหินปูนท่ีมีน้า
หรือตะกอนดินเข้าไปสะสมตัวในโพรงซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับน้าใต้ดิน ลักษณะความไม่ต่อเน่ืองของชั้น
หิน ซึ่งแสดงลักษณะแนวรอยแตกหรือแนวรอยเล่ือนท่ีชัดเจน และชั้นที่ 4 เป็นชั้นหินปูนเน้ือแน่น จากการ
ประมวลผลเม่ือเช่ือมความสัมพันธ์ของตาแหนง่ ผดิ ปกตขิ องแนวรอยแตกหรอื แนวรอยเลอ่ื น พบมกี ารวางตัวใน
ทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ และแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ จากผลการ
ดาเนินงานสารวจธรณีฟิสิกส์บริเวณพ้ืนที่เขาวงสามารถได้ข้อมูลแนวรอยแตก รอยแยก และรอยเล่ือน
รวมถึงลักษณะธรณีวิทยาใต้ผิวดินท่ีสามารถเป็นประโยชน์นาไปสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้าในภูมิประเท ศ
และธรณีสันฐานแบบคาสต์ ที่มีความจาเป็นด้านธรณีวิทยาโครงสร้างและความไม่ต่อเน่ืองในมวลหินใต้ผิว
ดินและสามารถบริหารจัดการแหล่งน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านปัญหาการรั่วซึม การกักเก็บบนผิวดิน
และเสถียรภาพของการใช้ประโยชน์พื้นที่ในด้านต่าง ๆ

ค้าสา้ คญั : เทอื กเขาวง, สระบ่อดนิ ขาว, การวดั สภาพตา้ นทานไฟฟ้าแบบ 2 มิต,ิ การวดั คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าแบบ
ไทมโ์ ดเมน

Poster Session

146 ธรณวี ิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพัฒนาท่ยี ั่งยนื

การสา้ รวจธรณฟี ิสิกสโ์ ครงการ “โคก หนอง นา สสู่ ากล”
ศนู ย์ศึกษาวิจยั และพิพธิ ภัณฑไ์ ดโนเสาร์ภูเวยี ง อา้ เภอเวียงเกา่ จงั หวดั ขอนแกน่

ภควัต ศรวี ังพล*, วนั วิษา น้อมสูงเนิน, ภณั ฑรกั ษ์ ชาญณรงค,์ ธัญรตั น์ วนิ ยั พานชิ , กุลธิดา เศวตกุล,
พทั ธพล บงึ มุม และ พรชนิกา วรี จติ ต์

กองเทคโนโลยธี รณี กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามท่ี 6 แขวงท่งุ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
*E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การสารวจธรณฟี สิ กิ สเ์ พอ่ื จดั ทาขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยาใตผ้ วิ ดนิ บรเิ วณพน้ื ทโ่ี ครงการ โคก หนอง นา สสู่ ากล
ศนู ยศ์ กึ ษาวจิ ยั และพพิ ธิ ภณั ฑไ์ ดโนเสารภ์ เู วยี ง มจี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะภมู ิประเทศ และธรณวี ทิ ยาใตผ้ วิ
ดนิ บรเิ วณพน้ื ทจี่ ดั ทาโครงการโคก หนอง นา สสู่ ากล โดยลกั ษณะธรณวี ทิ ยาพนื้ ผวิ ของพน้ื ทร่ี องรบั ดว้ ยหมวดหนิ
โคกกรวด ประกอบดว้ ยหนิ ทราย หนิ ทรายแปง้ และปดิ ทับดว้ ยตะกอนน้าพา กรวด ทราย ทรายแปง้ และดนิ
เหนยี ว การดาเนนิ การประกอบดว้ ย 2 ขนั้ ตอน คอื การสารวจรงั วดั สภาพภมู ปิ ระเทศเพ่อื จดั ทาแผนผงั พนื้ ท่ี
โครงการ และการสารวจดว้ ยวธิ วี ดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ แบบภาพตดั ขวาง 2 มิติ จานวน 4 แนวสารวจ ผลการ
สารวจรงั วดั พบวา่ พนื้ ทโี่ ครงการ มรี ะดบั ความสงู จากระดบั น้าทะเลปานกลางสงู สดุ 234 เมตร มคี วามถูกต้อง
และมมี าตราสว่ นทเ่ี หมาะสม จงึ สามารถนาไปจดั แสดงได้อยา่ งสวยงาม สว่ นผลการสารวจดว้ ยวธิ วี ดั คา่ สภาพ
ตา้ นทานไฟฟ้าแบบภาพตดั ขวาง 2 มติ ิ พบวา่ ความลกึ ทไ่ี ด้จากการสารวจประมาณ 11 เมตร แปลความหมาย
ลกั ษณะธรณวี ทิ ยาใตด้ นิ แบง่ เปน็ 2 ชน้ั คือ ชนั้ ดนิ เหนยี วปนทราย มคี วามหนา 8-10 เมตร ปดิ ทบั อยบู่ นชน้ั ดนิ
เหนยี ว ซงึ่ จากผลการสารวจหากจะต้องกกั เกบ็ น้าฝนไมใ่ หไ้ หลซมึ ผา่ นไดจ้ าเปน็ จะตอ้ งขดุ หนองใหล้ กึ จนถงึ ชน้ั
ดนิ เหนยี วชน้ั นี้ โดยผลการสารวจทงั้ 2 แบบสามารถนาไปใชใ้ นการบรหิ ารจดั การพนื้ ทตี่ อ่ ไปได้
ค้าส้าคัญ: โครงการ โคก หนอง นา, การสารวจรังวัดสภาพภูมปิ ระเทศ, การสารวจวัดคา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้

แบบภาพตัดขวาง 2 มิติ

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 147
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

147

การส้ารวจธรณฟี ิสิกสพ์ ื้นทีห่ ลุมยบุ โรงเรยี นวดั ราชชา้ งขวญั อ.เมือง จ.พจิ ิตร

ภัณฑรกั ษ์ ชาญณรงค*์ , วันวษิ า นอ้ มสงู เนนิ , ภควตั ศรีวงั พล, ธัญรตั น์ วินยั พานิช, กลุ ธดิ า เศวตกลุ ,
พทั ธพล บึงมุม และ พรชนิกา วรี ะจิตต์

กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

หลุมยุบ จัดเป็นธรณีพิบัติภัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่
ปี 2564 กรมทรัพยากรธรณี โดยสานกั งานทรพั ยากรธรณี เขต 1 ได้รับแจง้ การเกดิ หลมุ ยุบโรงเรียนวัดราชช้าง
ขวัญ อ.เมือง จ.พิจิตร และกองเทคโนโลยีธรณีดาเนินการตรวจสอบหลุมยุบและความต่อเนื่องของโพรงใต้ดิน
สามารถทาด้วยการสารวจธรณีฟิสิกส์ด้วยวิธีวัดสภาพต้านทานไฟฟ้า และวิธีการสารวจหย่ังลึกด้วยสัญญาณ
เรดาร์

การสารวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการสารวจธรณีวิทยาใต้ดินระดับตื้น ประเมินความต่อเนื่องของ
หลุมยุบและโพรงใต้ดินบริเวณโรงเรียนวัดราชช้างขวัญและพื้นที่ใกล้เคียง ด้วยวิธีการสารวจวัดค่าสภาพ
ต้านทานไฟฟา้ และวิธีการสารวจหยัง่ ลกึ ดว้ ยสญั ญาณเรดาร์ กาหนดแนวสารวจการวดั ค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า
แบบ 3 มติ ิ จานวน 1 พ้นื ท่ขี นาด 836 ตารางเมตร การสารวจวัดค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ 17 แนว
รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,265 เมตร กาหนดระยะห่างระหว่างข้ัวไฟฟ้า 2 เมตร และ 1 เมตร ได้ความลึกของ
การสารวจประมาณ 26 เมตร และ 13 เมตร ตามลาดับ และวิธีการสารวจหย่ังลึกด้วยสัญญาณเรดาร์ จานวน
17 แนว รวมระยะทางทั้งสิ้น 950 เมตร ผลการสารวจสามารถแบ่งลักษณะสามารถอธิบายลักษณะทาง
ธรณวี ิทยาใต้ดินในระดับต้ืนเป็นการสะสมตัวของตะกอนทางน้า โดยชั้นผิวดินส่วนใหญ่จะเป็นดินถมที่มีความ
แน่นและแห้ง มีความหนา 1-2 เมตร รองรับด้วยชั้นตะกอนดินเหนียว มีความหนา 10-13 เมตร และพบ
ตะกอนทรายและทรายแป้งท่คี วามลกึ มากกวา่ 13 เมตร พื้นทบ่ี ริเวณนีไ้ ม่มีการรองรับด้วยหินปูน จึงไม่จัดเป็น
พื้นท่เี ส่ยี งทจี่ ะเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่

ลักษณะหลุมยุบที่ปรากฏในโรงเรยี นและบรเิ วณใกลเ้ คียง เกิดจากการเปล่ียนแปลงระดับน้าใต้ดิน ทา
ให้เกิดเป็นหลุมขนาดเล็กกระจายในพ้ืนท่ี มีพ้ืนที่เส่ียงท่ีมีโอกาสเกิดหลุมยุบเพิ่มเติมภายในโรงเรียน คือ
บรเิ วณใกลเ้ สาธงของโรงเรยี นและทางทิศตะวันตกของสนามเด็กเลน่ ไปทางรัว้ โรงเรียน (หลมุ เดมิ )

ค้าส้าคัญ: หลุมยุบ, การวัดสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 3 มิติ, การวัดสภาพต้านทานไฟฟ้าแบบ 2 มิติ, วิธีการ
สารวจหย่ังลึกดว้ ยสัญญาณเรดาร,์ โรงเรียนวดั ราชชา้ งขวัญ, จ.พิจติ ร

Poster Session

148 ธรณวี ิถใี หม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพฒั นาทีย่ ่งั ยืน

การส้ารวจธรณวี ิทยาทางทะเล ปี 2563 “ปราณบรุ ี กับ ธรณีทางทะเล”

สาราญ ประพัฒน์*, อภชิ ยั กาญจนพันธ์ และ วิเชียร อนิ ต๊ะเสน

กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

การทอ่ งเทย่ี ว เปน็ แหลง่ สรา้ งงาน สรา้ งรายไดแ้ กป่ ระชาชนในหลายภาคสว่ นทเ่ี กยี่ วขอ้ ง และถอื เปน็ แหลง่
หนงึ่ ในรายไดห้ ลกั ในการพฒั นาประเทศอกี ดว้ ย โดยแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทางทะเลและชายฝง่ั ถอื เปน็ จดุ มงุ่ หมายทสี่ าคญั
หนงึ่ ของชาวตา่ งชาตแิ ละชาวไทย ทวา่ ปจั จบุ นั หลายพน้ื ทปี่ ระสบปญั หาความเสอ่ื มโทรมอนั เนอื่ งมาจากปจั จยั ทาง
ธรรมชาตแิ ละกจิ กรรมมนษุ ย์ ไมว่ า่ จะเปน็ การกอ่ สรา้ งรกุ ล้าชายหาด ปญั หาขยะและน้าเสยี การกดั เซาะและพงั ทลาย
ของชายหาด การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศโลก และรวมถงึ การขาดบรหิ ารจดั การพน้ื ทอี่ ยา่ งเหมาะสม การบรู ณาการ
ความรแู้ ละการทางานรว่ มกนั ของภาคประชาชนและหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ ง ดว้ ยปจั จยั ดงั กลา่ ว กรมทรพั ยากรธรณี
ไดด้ าเนนิ การรเิ รม่ิ สารวจ เกบ็ ขอ้ มลู ทางวชิ าการอยา่ งเปน็ ระบบ โดยจดั ลาดบั ในพน้ื ทชี่ ายหาดแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทส่ี าคญั
และประสบปญั หาการกดั เซาะชายฝง่ั เพอ่ื นาผลการศกึ ษา เสนอตอ่ คณะกรรมการนโยบายและแผนการบรหิ ารจดั การ
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝงั่ แหง่ ชาติ นาไปใชใ้ นการกาหนดนโยบายและการบรหิ ารจดั การขอ้ มลู ในภาพรวม บรู ณา
การรว่ มกนั ระหวา่ งหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งตอ่ ไป

กองเทคโนโลยธี รณี ดาเนนิ การศกึ ษาในพนื้ ทชี่ ายหาดปราณบรุ ี ครอบคลมุ ตงั้ แตบ่ รเิ วณเขาตะเกยี บ อาเภอหวั หนิ
จนถงึ หาดนมสาว อาเภอสามรอ้ ยยอด จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ์ พนื้ ทร่ี วม 350 ตารางกโิ ลเมตร ดาเนนิ การสารวจเกบ็
ขอ้ มลู ธรณฟี สิ กิ สก์ วา่ 930 กโิ ลเมตร เกบ็ ตะกอนพน้ื ทอ้ งทะเล จานวน 335 ตวั อยา่ ง เพอ่ื ดาเนนิ การวเิ คราะหต์ ะกอน
วทิ ยาและทางเคมี ผลการสารวจพบวา่ พนื้ ทศี่ กึ ษามคี วามลกึ ตงั้ แต่ -1 ถงึ -38 เมตร จากระดบั ทะเลปานกลาง บรเิ วณลกึ
ทส่ี ดุ อยทู่ างตะวนั ออกเฉยี งใต้ โดยทางตอนบนถงึ ตอนกลางของพนื้ ที่ มคี วามลาดชนั ต่ากวา่ เมอ่ื เทยี บกบั ทางดา้ นใตข้ อง
พน้ื ทสี่ ารวจ และพบแนวสนั ดอนใตน้ า้ ขนานกนั หลายแนว ในขณะทพี่ นื้ ผวิ ทอ้ งทะเลสว่ นใหญเ่ ปน็ ตะกอนโคลนปนทราย
ทรายปนโคลน โคลน และทรายตามลาดบั ซงึ่ ตะกอนทรายมกี ารกระจายตวั เปน็ บรเิ วณกวา้ งทางทศิ ตะวนั ออกของพน้ื ท่ี
ในอนาคตถอื เปน็ แหลง่ ทรายทส่ี าคญั เหมาะสมใชเ้ ตมิ ทรายแกช่ ายหาดปราณบรุ ี และหวั หนิ เนอื่ งจากมปี รมิ าณทรายสงู
ปรมิ าณโคลนต่าและไม่ไกลจากชายฝัง่ มากนกั ห่างจากชายฝง่ั ปราณบุรีประมาณ 10 กิโลเมตร เนื้อท่ปี ระมาณ
150 ตารางกโิ ลเมตร ผลการวเิ คราะหโ์ ลหะหนกั ในตะกอนทะเล เมอื่ เทยี บเกณฑม์ าตรฐานตามประกาศกรมควบคมุ
มลพษิ พบวา่ สารหนแู ละทองแดงมปี รมิ าณสงู กวา่ เกณฑ์ มคี วามสมั พนั ธก์ บั ตะกอนแมน่ ้าปราณบรุ ี

ผลการสารวจ นามาสกู่ ารจดั ทาขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ในการจดั ทาแนวเขตการใชป้ ระโยชนท์ างทะเล
บน พน้ื ฐานความรดู้ า้ นธรณวี ทิ ยา อาทิ พนื้ ทเี่ หมาะสมในการวางปะการงั เทยี ม พน้ื ทแี่ หลง่ ทรายในทะเลสาหรบั
เตมิ ทราย การเคลอ่ื นตวั ของตะกอนและกระแสน้า เพอื่ นาไปใชใ้ นการบรู ณาการองคค์ วามรรู้ ว่ มกบั หนว่ ยงานอนื่
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งตอ่ ไป
ค้าสา้ คญั : ปราณบรุ ,ี ธรณวี ทิ ยาทางทะเล, แหลง่ ทรายในทะเล, โลหะหนกั

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 149
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

149

การส้ารวจแหลง่ น้าบาดาลพุ ตา้ บลห้วยกระเจา อ้าเภอหว้ ยกระเจา จังหวดั กาญจนบรุ ี

จุฬารัตน์ ญาณะวงษา*, วนชั วรรณ ฮันเยก็ และ อัคปศร อัคราช

กรมทรพั ยากรนา้ บาดาล กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม จตจุ กั ร กรงุ เทพ 10900 ประเทศไทย
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

พ้ืนท่ีอาเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งหรือแล้งซ้าซาก เน่ืองจาก
พ้ืนท่สี ว่ นใหญอ่ ยู่ในเขตเงาฝน ประกอบกับลกั ษณะพน้ื ดนิ เป็นดนิ ทราย ไม่สามารถกักเก็บน้าผิวดินได้ ส่งผลให้
ประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้าเพ่ืออุปโภคบริโภคและน้าเพื่อการเกษตรเป็นประจาทุกปี ในการศึกษา
คร้งั นี้ มีวตั ถปุ ระสงค์เพ่ือสารวจหาแหล่งน้าบาดาลในพื้นท่ี ที่คาดว่าจะมีศักยภาพสูง สาหรับพัฒนาน้าบาดาล
และจัดทาระบบประปาบาดาลส่งน้าระยะไกล ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น (1) การวิเคราะห์แนวรอยแตกของ
ชั้นหินแข็งจากแผนท่ีภูมิประเทศและภาพถ่ายทางอากาศ พบแนวรอยแตกของหินวางตัวทิศตะวันตกเฉียง
เหนือ-ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ-ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (2) การตรวจสอบธรณีวิทยา
บริเวณทิศตะวันตกของอาเภอห้วยกระเจา รองรับด้วยตะกอนเศษหินเชิงเขาวางตัวปิดทับหินแปรอายุไซลู
เรียน-ดีโวเนียน และหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ส่วนทิศตะวันออกรองรับด้วยตะกอนธารน้าพา วางตัวปิดทับ
หินแกรนิต และหินควอร์ตไซต์ (3) การสารวจอุทกธรณีวิทยา พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีการพัฒนาน้าบาดาลท่ี
ความลกึ 100-200 เมตร ปริมาณน้านอ้ ยกวา่ 5 ลูกบาศก์เมตรต่อช่ัวโมง (4) การสารวจทางธรณีฟิสิกส์ด้วยวิธี
วัดค่าความต้านทานไฟฟ้าท้ังแบบหยั่งลึก และแบบ 2 มิติ พบลักษณะรอยต่อและรอยแตกของหินหลายแห่ง
โดยเฉพาะบริเวณบ้านทุ่งคูณ หมู่ที่ 19 ตาบลห้วยกระเจา พบลักษณะค่าความผิดปกติท่ีคาดว่าเป็นแนวรอยต่
ดของหินชนวน หินควอรต์ ไซต์ และหินแกรนิตแทรกดัน และ (5) การเจาะบ่อเจาะสารวจน้าบาดาล จานวน 3
บ่อ ที่ระดับความลึก 224-303 เมตร ปริมาณน้าอยู่ระหว่าง 35-40 ลูกบาศก์เมตรต่อช่ัวโมง ซ่ึงมีศักยภาพน้า
บาดาลสูง เป็นแหล่งน้าบาดาลน้าบาดาลพุ ระดับความสูง 4-6 เมตร จานวน 2 บ่อ โดยผลการวิเคราะห์
คุณสมบัติทางเคมีเป็นน้าแร่โซดา มีแร่ธาตุท่ีสาคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม
แมกนีเซียม โซเดียม และไบคาร์บอเนตในปริมาณค่อนข้างสูง สาหรับแนวคิดเบื้องต้นของการเกิดน้าพุโซดา
เกิดจากพ้ืนที่ศึกษารองรับด้วยหินปูนและหินแกรนิต ความร้อนของหินแกรนิตอาจส่งผลให้หินปูนปล่อยก๊าซ
คารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกมาลอยตวั ขึ้นมาตามรอยแตกของชั้นหิน และทาปฏิกิริยากับน้าเกิดการสะสมตัวอยู่ใน
น้าบาดาลทาให้คณุ สมบตั ิเปน็ กรดอ่อน ๆ และเกิดลักษณะฟองอากาศคล้ายโซดา ผลจากการสารวจครั้งนี้ ทา
ให้กรมทรัพยากรน้าบาดาลค้นพบแหลง่ น้าบาดาลโซดาพุแหล่งใหม่ของประเทศไทย โดยปัจจุบันได้พัฒนาเป็น
แหล่งท่องเท่ียวอีกหน่ึงแหล่งของจังหวัดกาญจนบุรี สาหรับการพัฒนาน้าบาดาลให้ประชาชนพร้อมท้ัง
ออกแบบระบบประปาบาดาลส่งน้าระยะไกล สามารถรองรับความต้องการใช้น้าจานวนไม่น้อยกว่า 2,015
ครัวเรือน โดยเป้าหมายให้ประชาชนได้ใช้น้าคุณภาพดแี ละมปี ริมาณเพียงพอทกุ ครวั เรอื น สามารถสร้างความ
มงั่ คงดา้ นทรพั ยากรนา้ ให้กับประชาชนได้อยา่ งยั่งยืนต่อไป

คาสาคัญ: น้าพุโซดาหว้ ยกระเจา; การสารวจแหล่งนา้ บาดาล; น้าแร่

Poster Session

150 ธรณีวถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่ือการพฒั นาทย่ี ั่งยนื

การศึกษาบรรพชีวนิ วิทยาของซากดกึ ด้าบรรพ์เรดิโอลาเรีย ในหนิ โผล่เชริ ์ต บรเิ วณบ้านแม่จา
ตา้ บลทุง่ ข้าวพวง อา้ เภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

สาธิต กันทะตา* และ ชณาวฒุ ิ สขุ สบาย
ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การศึกษาวิจัยทางบรรพชีวินวิทยาของซากดึกดาบรรพ์เรดิโอลาเรีย บริเวณหมู่บ้านแม่จา
ตาบลทุ่งข้าวพวง อาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จากหินโผล่บริเวณทางหลวงหมายเลข 1322
ท่ี กม. 12 +800 ซ่ึงเป็นหินเชิร์ตท่ีมีสภาพการเก็บรักษาซากดึกดาบรรพ์ที่ค่อนข้างไม่ดีเนื่องจาก
แรงบรรพกาลไพศาลท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงของแผ่นเปลือกโลก มีหลักฐาน ได้แก่ ลักษณะของชั้นหิน
แบบซ้อนเกยจากรอยเล่ือนย้อนมุมต่า (imbricate thrust fault) และรอยแตกมากมายในช้ันหิน ผู้ศึกษา
สามารถจาแนกชนิดของเรดิโอลาเรียเพื่อหาอายุของช้ันหินและศึกษาสภาพการตกตะกอนได้ โดยพบ
ซากดึกดาบรรพ์เรดิโอลาเรียที่สามารถจาแนกได้ ได้แก่ Albaillella (?) gen. มีอายุในช่วงคาร์บอนิเฟอรัส
ตอนต้น (early Carboniferous หรือ Mississippian) ที่มีอายุประมาณ 358.9 – 323.2 ล้านปี และ
Spongodiscacea (?) sf. แตไ่ ม่สามารถระบุอายุได้

ผลจากการศึกษาทางศิลาวรรณาไม่พบเศษหรือตะกอนคาร์บอเนตในเน้ือหิน จึงสามารถบ่งบอก
สภาพแวดล้อมการสะสมตัวของตะกอนของบริเวณน้ี ณ ช่วงอายุคาร์บอนิเฟอรัสตอนต้นว่าเป็นทะเลลึก
(deep sea) ท่ีมีพลังงานต่า ห่างจากชายฝ่ังทะเลท่ีระดับความลึกต่ากว่า CCD (carbonate compensation
depth) นอกจากนี้ชั้นหินดินดานท่ีพบแทรกสลับกับชั้นเชิร์ตยังมีความหนาไม่มากนัก บ่งบอกถึงการที่ยังไม่มี
การลดลงของปริมาณการสะสมตัวของซิลิกาหรือแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นน้าทะเลยังไม่มีการ
ลดลงหรือต้ืน ซ่ึงอยู่ในช่วงก่อนการปิดตัวลงของทะเลและมีการยกตัวขึ้น ของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดจากการ
เคลื่อนที่ชนกันของแผ่นทวีปอินโดจีน (Indochina plate) กับแผ่นทวีปไซบูมาสุ (Sibumasu) หลังจากยุค
เพอร์เมียนตอนปลาย (late Permian) หรือยคุ ไทรแอสซิก (Triassic)
ค้าส้าคัญ: ซากดกึ ดาบรรพ์เรดิโอลาเรยี , คารบ์ อนิเฟอรสั ตอนต้น, อนิ โดจนี , ไซบมู าสุ

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 151
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

151

การศกึ ษาช้นิ สว่ นฟอสซลิ กะโหลกศรี ษะของไดโนเสารซ์ อโรพอด

จากแหลง่ ซากดกึ ด้าบรรพ์ภูนอ้ ย อ.คา้ มว่ ง จ.กาฬสินธ์ุ

อภิรตั น์ นลิ พนาพรรณ1*, ศติ ะ มานิตกลุ 1,2, ธนิศ นนทศ์ รรี าช1,2, คมศร เลาหป์ ระเสรฐิ 1 และ พรเพญ็ จนั ทสิทธ3ิ์

1 คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กันทรวชิ ยั จ.มหาสารคาม 44150
2 ศูนย์วิจยั และการศกึ ษาบรรพชีวนิ วิทยา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กนั ทรวิชยั จ.มหาสารคาม 44150

3 พพิ ธิ ภัณฑส์ ริ นิ ธร ต.โนนบรุ ี อ.สหัสขนั ธ์ จ.กาฬสนิ ธุ์ 46140
*E-mail : [email protected]

บทคัดย่อ

แหล่งซากดึกดาบรรพ์ภูน้อย อาเภอคาม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ปรากฏชั้นหินท่ีมีการสะสมตัวในหมวด
หินภูกระดงึ กลุ่มหนิ โคราช มชี ว่ งอายุระหว่างยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงยุคครีเทเชียสตอนต้น เป็นแหล่งขุดค้น
ท่ีมีจานวนและความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ของซากดึกดาบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังมากที่สุดในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ จากรายงานมีการค้นพบ ฉลาม ปลากระดูกแข็ง สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก เต่า สัตว์กลุ่ม
จระเข้ สตั วเ์ ลือ้ ยคลานบนิ ได้ และไดโนเสาร์หลากหลายชนิด ซากดึกดาบรรพ์ส่วนมากที่พบเป็นของไดโนเสาร์
คอยาวซอโรพอด (Sauropod) ในวงศ์มาเมนชิซอริด (Mamenchisauridae) บ่งบอกได้จากลักษณะทาง
สัณฐานวทิ ยาของ ฟัน กระดกู สนั หลงั และกระดกู รยางค์ อนั เปน็ กลุม่ ท่ีพบมากในชน้ั หินยุคจูแรสซิกตอนปลาย
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน การศกึ ษาครั้งนี้ผ้วู จิ ัยได้บรรยายลกั ษณะช้นิ ส่วนกะโหลกศีรษะของซอโรพอดจาก
แหล่งภนู ้อยทีถ่ กู เก็บรักษาไวใ้ นคลังตวั อยา่ งพิพิธภัณฑ์สิรินธร เบื้องต้นพบว่าเป็นวงศ์มาเมนชิซอริด ซ่ึงจะช่วย
ในการจาแนกชนิดพันธุ์ได้ในระดับสกุลและชนิดในอนาคต นอกจากนี้ยังสามารถบอกความสัมพันธ์ทาง
ววิ ัฒนาการระหวา่ งไดโนเสาร์ซอโรพอดในประเทศไทย กับประเทศตา่ ง ๆ ในทวีปเอเชีย

ค้าสา้ คัญ: หมวดหนิ ภกู ระดึง; ฟอสซิล; ซอโรพอด

Poster Session

152 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพัฒนาท่ยี ง่ั ยนื

การหาอายุและธรณีเคมขี องหินอัคนแี ทรกซอนบริเวณแขวงบ่อแก้ว และ หลวงน้าทา
ประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว

เศรษฐ์ สนั ตธิ รางกูร1,2*, บูรพา แพจยุ้ 1 และ Christoph Hauzenberger2

1มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชยี งใหม่ ประเทศไทย (239 ถนนหว้ ยแกว้ 50200 เชยี งใหม่ ประเทศไทย)
2Karl-Franzens-University Graz, Graz, Austria (Universitaetsplatz 2, 8010 Graz, Austria)

*E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

หินอัคนีแทรกซอนบริเวณจังหวัดบ่อแก้ว และจังหวัดหลวงน้าทา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ
สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เกิดข้นึ ระหวา่ งและหลังการปดิ ตัวของมหาสมทุ รพาลิโอเททสิ หนิ อคั นี
แทรกซอนบริเวณดังกล่าวอยู่ในแนวหินอคั นีแกรนิตอยดแ์ นวตะวันออกในประเทศไทย โดยหินในบริเวณพื้นที่
ศกึ ษาสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ ไดแ้ ก่ กลมุ่ แกบโบร-ไดออไรต์ และกลมุ่ แกรนติ อยด์

กลมุ่ แกบโบร-ไดออไรตถ์ กู หาอายุด้วยยเู รเนยี ม-ตะกัว่ ในแร่เซอรค์ อน ซึง่ มอี ายอุ ย่ทู ่ี 232.2 ± 3.1 ลา้ น
ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการแปรธรณีสัณฐานแบบหลังการปิดตัวของมหาสมุทรพาลิโอเททิส ลักษณะทาง
ศิลาวรรณาของหินชุดดังกล่าวแสดงผลึกสองขนาด แพลจิโอเคลสแสดงแบบอย่างโซน และแร่ฮอร์นเบลนด์มี
รปู รา่ งไม่ชัดเจน แรไ่ พรอกซีน ถูกพบเป็นผลึกขนาดเล็ก และมีแรฮ่ อรน์ เบลนดต์ กผลกึ ขอบของผลึก ในแผนภูมิ
คอนไดรต์ ชุดหนิ ดังกล่าวมีความอุดมไปด้วยธาตุไอออนขนาดใหญ่ แต่พร่องไปดว้ ยธาตุท่ีมไี อออนขนาดเล็ก มี
อัตราสว่ นของ Th/Nb สงู และอัตราส่วน CaO/Al2O3, La/Ta, La/Nb แสดงหลักฐานของหนิ ตน้ กาเนิดเกดิ จาก
การแปรเปลย่ี นของแผน่ ธรณภี าคจากการรบั ธาตุระเหยและแรธ่ าตตุ ่างๆ จากแผ่นเปลอื กโลกมหาสมุทร อย่างไร
ก็ตาม ลกั ษณะในแผนภูมิคอนไดรตแ์ สดงลกั ษณะแตกต่างกันบ่งบอกความต่างกัน ของส่วนประกอบของช้นั เนื้อ
โลก จงึ สามารถแบง่ หนิ ตวั อยา่ งชดุ นไ้ี ดเ้ ปน็ แกบโบร-ไดออไรต์ I และ แกบโบร-ไดออไรต์ II โดยที่แกบโบร-ไดออ
ไรต์ I มีความอุดมไปด้วยโลหะหายากชนิดเบามากกว่ากลมุ่ ย่อยแกบโบร-ไดออไรต์ II จากการสร้างแบบจาลอง
ทางธรณเี คมี โดยใชก้ ารหลอมจากสว่ นประกอบของชัน้ เนอ้ื โลกพรอ่ งผสมกบั ส่วนประกอบของแผน่ เปลอื กเลือก
มหาสมุทร 10% (fmelt=0.10) พบว่าแกบโบร-ไดออไรต์ I และ II เกิดจาการหลอมของหินเพริโดไทต์ชนิดการ์
เนต์-สปิเนล และสปิเนล โมเดลการปนเป้ือนและการตกผลึกแยกส่วนของกลุ่มหินย่อยแกบโบร-ไดออไรต์ I
(fcry = 0.60-0.10) และ II (fcry = 0.40-0.10) บ่งบอกหลักฐานการปนเป้ือนและการตกผลึกแยกส่วนของหิน
ตวั อย่าง นอกจากนี้สว่ นประกอบของธาตุร่องรอยและโลหะหายากทม่ี ีค่า fmix = 0.60-0.10 ยืนยนั การผสมกัน
ระหวา่ งแมกมาของกลมุ่ แกรนติ อยด์แอลคาไลนส์ ูง

กลมุ่ หนิ แกรนติ อยด์ แบง่ ไดเ้ ป็น 2 กลุ่มไดแ้ ก่ (1) กลุม่ แกรนติ อยด์อลั คาไลน์สูง มีอายุ 231.0±3.1 ลา้ น
ปี และ (2) กลุ่มแกรนิตอยด์อัลคาไลนต์ ่ามีอายุ 250.8±3.4 ล้านปี กลุม่ แกรนิตอยด์อัลคาไลน์สูง แสดงเนื้อหิน
ลกั ษณะผลึกสองขนาด แรแ่ พลจโิ อเคลสแสดงแบบอย่างโซนและโพแทสเซยี มเฟลด์สปาร์แสดงเน้อื แบบเพอร์ทิ
ตกิ ส่วนประกอบทางเคมีของหินตัวอย่างโดยส่วนใหญ่แสดงความผิดปกติเชิงลบของธาตุยูโรเพียมซ่ึงบ่งชี้ว่ามี
การตกผลึกแยกส่วนของแร่แพลจิโอเคลส ตัวอย่างหินมักแสดงให้เห็นถึงค่าที่กว้างของ Rb/Sr และRb/Ba ,
CaO+MgO+FeOt+TiO2 และ Al2O3+MgO+FeOt+TiO2 หลักฐานนี้บอกถึงการหลอมบางสว่ นของแผ่นเปลือก
โลกตอนล่างท่ีมีส่วนประกอบคล้ายหินบะซอลต์ผสมกับหินเกรย์แวก นอกจากนั้นแผนภูมิระหว่าง Rb และ
Y+Nb พบวา่ หนิ ตวั อยา่ งเกดิ หลงั การชนของแผน่ เปลือกโลก ในสว่ นของกล่มุ หนิ แกรนิตอยด์อลั คาไลน์ต่า ซ่งึ หนิ

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 153
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

153
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงช่วงแคบ ๆ ของ Rb/Sr, CaO+MgO+FeOt+TiO2 และ Al2O3+MgO+FeOt+TiO2

หรอื อตั ราส่วน LaN/YbN มคี ่าสูง และ Mg# มคี า่ ใกล้เคยี งรูปแบบการหลอมละลายของหนิ เอโคลไจต์ ดังน้ันชุด

หินย่อยที่ประกอบด้วยแอลคาไลน์น้อยจะเช่ือมโยงกับการหลอมละลายท่ีความดันสูง ซึ่งแร่การ์เนตยังคง

หลงเหลืออยู่ในหินต้นกาเนิด แผนภูมริ ะหว่าง Rb และ Y+Nb พบว่าหินตัวอย่างเกิดในบริเวณแนวภูเขาไฟผล

จากการศลิ าวรรณา ธรณเี คมี และการหาอายเุ บอื้ งตน้ ของการศกึ ษาครง้ั นี้ ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ กลมุ่ หนิ แกรนติ อยดอ์ ลั คาไลนต์ ่า

มคี วามสมั พนั ธก์ บั การเกดิ แนวภเู ขาไฟในชว่ งตน้ ของยคุ ไทรแอสสกิ ในสว่ นของกลมุ่ หนิ แกรนติ อยดอ์ ลั คาไลนส์ งู และ

กลุ่มหินแกบโบร-ไดออไรต์ ซ่งึ เกดิ ในอายุใกล้เคียงกนั และหลักฐานทางธรณีเคมีที่มีความเกี่ยวเน่ืองกัน ซ่ึงเกิด

จากการชนภายหลงั จากการปดิ ตวั ของมหาสมทุ รพาลโิ อเททสิ ในชว่ งปลายของยุคไทรแอสสิก

Poster Session

154 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาทีย่ ่ังยืน

การอนรุ กั ษแ์ หลง่ รอยตนี อารโ์ คซอร์ อ้าเภอน้าหนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ์ เพอื่ การทอ่ งเทย่ี วเชงิ ธรณี

วรรษมน มากคุณ*, กมลลกั ษณ์ วงษ์โก และ สจุ นิ ตนา ชมภศู รี

พิพธิ ภัณฑ์ซากดกึ ดาบรรพ์ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาติวทิ ยาจงั หวดั ลาปาง
สานกั งานทรพั ยากรธรณเี ขต 1 เลขที่ 414 หมู่ 3 ตาบลศาลา อาเภอเกาะคา จังหวดั ลาปาง 52130

*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

การคน้ พบแหลง่ รอยตีนดกึ ดาบรรพ์ ทบี่ า้ นนาพอสอง ตาบลน้าหนาว อาเภอน้าหนาว จงั หวดั เพชรบรู ณ์
เม่ือปี พ.ศ. 2546 ปรากฎรอยตีนประทับอยู่บนหน้าผาหินทราย เน้ือโคลน ในหมวดหินห้วยหินลาด อายุ
ประมาณ 220 ล้านปี ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย ชั้นหินมีความเอียงเทกว่า 40 องศา ความสูงของหน้าผา
ประมาณ 100 เมตร กว้างประมาณ `190 เมตร ผลการวิจัย โดย Dr. Jean Le Loeuff พบว่า เป็นรอย
ทางเดิน 4 ขา จานวน 3 แนวทางเดิน มีรอยตีนประมาณ 300 รอย ลักษณะของรอยตีนเม่ือทาการศึกษา
เปรียบเทียบแล้วเปน็ สตั ว์เลอ้ื ยคลานโบราณ พวกอาร์โคซอร์ (Archosaur) ซ่ึงเป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานที่มี
กะโหลกแบบ diapsid (มีรเู ปดิ 2 รูในแต่ละดา้ นของกะโหลก) ก่อนวิวฒั นาการต่อเนือ่ งเป็นกลุ่มของไดโนเสาร์

ปัจจุบันแหล่งรอยตีนอาร์โคซอร์ ได้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 22 แหล่ง ของอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ ท่ีมี
ลักษณะโดดเด่น มีคุณค่าทางวิชาการ โดยถือเป็นแหล่งรอยตีนสัตว์ดึกดาบรรพ์ ที่เก่าแก่ท่ีสุดในประเทศไทย
และมีศักยภาพในการพฒั นาเพือ่ การท่องเท่ียวเชิงธรณีอย่างยงั่ ยืน จากการสารวจโดยสานักงานทรัพยากรธรณี
เขต 1 พบว่าแหลง่ รอยตนี อารโ์ คซอร์ มสี ภาพเสอื่ มโทรม เนอ่ื งจากถกู กดั เซาะดว้ ยน้าฝนตามฤดกู าล ทาใหเ้ กดิ การ
ผพุ งั สกึ กรอ่ น จนทาใหร้ อ่ งรอยถกู ทาลาย และไมส่ ามารถสงั เกตร่องรอยเดมิ ได้ สานักงานทรัพยากรธรณีเขต 1
ร่วมกับ สานกั งานทรัพยากรธรณี เขต 2 จึงได้เข้าไปทาการอนุรักษ์ ซ่อมแซม บริเวณแหล่งรอยตีนอาร์โคซอร์
โดยเร่ิมจากการทาความสะอาดพ้ืนผิวรอยตีน และป้องกันรอยตีนจากการผุพัง กัดกร่อนด้วยสารละลายผสม
ระหว่าง Polyvinyl acetate กับแอลกอฮอล์ 95 % พร้อมทั้งได้ทาการคัดลอกรอยตีน แนวทางเดินที่ 3 เพื่อ
ศกึ ษาเพิ่มเตมิ ต่อไป
คา้ ส้าคญั : การอนุรกั ษ์ รอยตีนอารโ์ คซอร์ หมวดหินหว้ ยหินลาด การท่องเที่ยวเชิงธรณี

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 155
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

155

ขอ้ เสนอแนวทางการบริหารจดั การแหล่งธรณวี ิทยาเขานยุ้ อ้าเภอละงู จงั หวดั สตลู

ชยั สิทธิ์ เครือสอน

กองอนรุ กั ษแ์ ละจัดการทรัพยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี

บทคัดยอ่

อุทยานธรณีโลกสตูล (Satun UNESCO Global Geopark) เป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกของ
ประเทศไทย เนอ่ื งจากมีแหล่งธรณวี ทิ ยาท่ีมีคุณค่าความสาคัญระดับนานาชาติ (International Significance)
และมีการบริหารจัดการที่ดีตามหลักการพัฒนาท่ีย่ังยืน โดยแหล่งธรณีวิทยาเขานุ้ย อาเภอละงู จังหวัดสตูล
เป็นหนึ่งในจานวนสองแหล่งธรณีวิทยาท่ีสาคัญของอุทยานธรณีสตูล ด้วยลาดับชั้นหินที่มีความสมบูรณ์ในทุก
ยุคของมหายุคพาลีโอโซอิก ซ่ึงพบซากดึกดาบรรพ์ดัชนีครบทุกช่วงอายุ ตลอดจนหลายชนิดพบเป็น
ซากดึกดาบรรพ์ชนดิ ใหมข่ องโลก สง่ิ เหลา่ นท้ี าใหแ้ หลง่ ธรณวี ทิ ยาเขานยุ้ มคี วามจาเปน็ อยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะตอ้ งไดร้ บั การ
อนรุ กั ษ์ใหค้ งอยู่ตอ่ ไป ผู้เขียนจงึ ดาเนนิ การศกึ ษาเพือ่ จดั ทาขอ้ เสนอแนวทางการบริหารจดั การแหล่งธรณีวทิ ยา
เขานยุ้ โดยการรวบรวมและและศึกษาขอ้ มูลทตุ ยิ ภมู ิ ได้แก่ ข้อมูลธรณีวิทยาของผู้ท่ีเคยทาการศึกษามาก่อนได้
ข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาใช้ประโยชน์ที่ดิน และการสารวจเก็บข้อมูลความต้องการของผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียโดยตรงต่อการพัฒนาอุทยานธรณีสตูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ แล้วนามาข้อมูลมาประมวลผลร่วมกัน
และจัดทาเป็นข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาเขานุ้ย ซึ่งผลการศึกษาพบว่าแหล่ง
ธรณีวิทยาเขานยุ้ มี 3 หมวดหนิ สาคญั ประกอบด้วย หมวดหินรงั นก หมวดหินปา่ แก่ และหมวดหินป่าเสม็ด ซึ่ง
พบซากดึกดาบรรพ์หลากหลายในกลุ่มซากดึกดาบรรพ์สัตว์ (Faunal Assemblages) ได้แก่ สโตรมาโตไลต์
ไทรโลไบต์ แกรปโตไลต์ นอติลอยด์ เทนทาคูไลต์ และร่องรอยสัตว์ดึกดาบรรพ์ โดยแหล่งธรณีวิทยาเขานุ้ย
ต้ังอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จากคุณค่าความสาคัญทางธรณีวิทยา เง่ือนไขการใช้ประโยชน์พื้นท่ีตาม
กฎหมายและความต้องการของพ้ืนที่ ผู้เขียนจึงได้มีข้อเสนอเพื่อการบริหารจัดการแหล่งธรณีวิทยาเขานุ้ยใน
5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การดาเนินการด้านกฎหมาย การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและจัดภูมิทัศน์
การพฒั นาสื่อประชาสัมพนั ธ์แหลง่ ธรณีวทิ ยา การจดั เสน้ ทางการทอ่ งเทยี่ วเชิงธรณีวิทยา (Geotrails) และการ
จดั หลักสตู รธรณีวทิ ยา

ค้าส้าคญั : อทุ ยานธรณี แหลง่ ธรณวี ทิ ยา การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื การลาดบั ชนั้ หนิ ตามลกั ษณะหนิ (Lithostratigraphy)
กลมุ่ ซากดกึ ดาบรรพส์ ตั ว์ (Faunal Assemblages) เสน้ ทางการทอ่ งเทย่ี วเชงิ ธรณวี ทิ ยา (Geotrails)

Poster Session

156 ธรณวี ถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพือ่ การพัฒนาทยี่ ั่งยนื

ขอ้ มูลธรณีเคมพี ้ืนฐาน จังหวัดพะเยา

ทวิ าพร พลสิทธ์ิ*, รศั มี สมสตั ย์ และ จกั รพันธ์ คาบุญเรอื ง

ส่วนธรณีเทคนิค กองเทคโนโลยธี รณี
*E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

ส่วนธรณีเทคนิค กองเทคโนโลยีธรณี ได้ดาเนินการสารวจธรณีเคมีขั้นธรณีเคมีบริเวณไพศาลใน
ปี พ.ศ. 2563 ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เพ่ือจัดทาเป็นข้อมูลธรณีเคมีพ้ืนฐานและแผนที่ธรณีเคมีแสดงการ
แผ่กระจายของธาตุชนิดต่างๆ ท่ีอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดาเนินการโดยเก็บตัวอย่างตะกอนทอ้ งน้า
จานวน 533 ตวั อย่าง ทาการวเิ คราะห์เคมหี าปริมาณธาตจุ านวน 26 ธาตุ ได้แก่ ธาตเุ งนิ (Ag) อะลูมิเนียม (Al)
สารหนู (As) แบเรียม (Ba) เบริลเลียม (Be) บิสมัท (Bi) แคลเซียม (Ca) แคดเมียม (Cd) โคบอลต์ (Co)
โครเมียม (Cr) ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) โพแทสเซียม (K) ลิเทียม (Li) แมกนีเซียม (Mg) แมงกานสี (Mn)
โมลบิ ดนี มั (Mo) โซเดยี ม (Na) นกิ เกลิ (Ni) ตะกวั่ (Pb) พลวง (Sb) ซลี เี นยี ม (Se) สตรอนเซยี ม (Sr) ไทเทเนียม (Ti)
วาเนเดยี ม (V) และสงั กะสี (Zn) โดยวธิ ี Aqua Regia Digestion ด้วยเครอื่ งมอื Inductively Coupled Plasma -
Optical Emission Spectrometer (ICP - OES) และนาผลวเิ คราะห์เคมมี าศึกษาการแผก่ ระจายของธาตุโดย
ใช้วิธีทางสถิติเพื่อหาค่าภูมิหลัง (background value) ค่าสูงสุดของค่าภูมิหลัง (threshold value) และ
คา่ ผิดปกติ (anomalous value) เพือ่ เขยี นแผนท่ธี รณีเคมแี สดงการกระจายตัวของธาตชุ นิดตา่ งๆ

จากการศกึ ษาคา่ กาลังสองของคา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หสัมพนั ธ์ (r2) ของปริมาณธาตุต่างๆ จากการวิเคราะห์
ซ้า สามารถจัดทาแผนท่ีธรณีเคมีแสดงการแผ่กระจายของธาตุชนิดต่างๆ ได้จานวน 16 ธาตุ และนามาศึกษา
ทางสถติ โิ ดยใช้วิธีของ Sinclair (1974, 1976 และ 1991) และโปรแกรมการคานวณเส้นโค้งความถส่ี ะสมของ
Stanly (1987) สรปุ ไดว้ า่ ในพนื้ ทจี่ งั หวดั พะเยา มกี ารแผก่ ระจายของค่าสงู ผิดปกติของธาตตุ ่าง ๆ อยู่ 5 บริเวณ
ไดแ้ ก่ 1) ด้านตะวันตกของจังหวัด มีการแผ่กระจายตัวของธาตุอลูมิเนียม แบเรียม แคลเซียม โคบอลต์ เหล็ก
โพแทสเซียม ลิเทียม แมงกานีส นิกเกิล และสังกะสี 2) ด้านใต้ของจังหวัด มีการแผ่กระจายตัวของธาตุตะกั่ว
สตรอนเซียม และธาตุสังกะสี 3) ตอนกลางของจังหวัด มีการแผ่กระจายตัวของธาตุแมกนีเซียม แมงกานีส
นิกเกิล ตะก่ัว ไทเทเนียม และวาเนเดียม 4) ด้านเหนือของจังหวัด มีการแผ่กระจายตัวของธาตุตะก่ัว สังกะสี
นิกเกิล ทองแดง เหล็ก โครเมียม และโคบอลต์ 5) ด้านตะวันออกของจังหวัด มีการแผ่กระจายตัวของธาตุ
ไทเทเนยี ม ลเิ ทียม และอลมู เิ นียม

จากแผนท่ีธรณีเคมี ได้ทาการศึกษาการแผ่กระจายของค่าสูงผิดปกติของท้ัง 16 ธาตุ ในบริเวณ
เปรียบเทียบกับค่าเฉล่ียของธาตุต่างๆ ในดินและหินทั่วไป (Bowen, H. J. M. 1979; Taylor, S.R., 1964;
Wedepohl, K. H., ed., 1969 - 1974) มี 6 ธาตุ ได้แก่ ธาตุโคบอลต์ เหล็ก ลิเทียม แมงกานีส ตะก่ัว และ
สังกะสี เมื่อศกึ ษาปริมาณธาตุที่มีอยู่ในหินชนิดต่างๆ ท่ีรองรับ พบว่าธาตุโคบอลต์ และลิเทียม มีค่าสูงผิดปกติ
อยู่ในระดับใกลเ้ คียงกับหินทรี่ องรับ จงึ อาจจะเปน็ คา่ ภูมหิ ลงั ในพืน้ ท่ี สว่ นธาตุท่มี ีค่าสูงผดิ ปกติมากกว่าค่าเฉลี่ย
ในหินที่รองรับมีเพียง 4 ชนิด คือ ธาตุเหล็ก แมงกานีส ตะก่ัว และสังกะสี จากลกั ษณะธรณวี ทิ ยาทปี่ รากฎใน
พนื้ ท่ี ค่าสูงผิดปกติธาตุเหล็กสัมพันธ์กับลักษณะปรากฏของหินหลายชนิด ได้แก่ หินตะกอนยุคจูแรสซิก (J)
หมวดหนิ ฮอ่ งหอย (Trhh) หินตะกอนและหินแปรยุคเพอร์เมียน - คาร์บอนิเฟอรัส (CP) หินอัคนียุคเพอร์เมียน -
ไทรแอสซิก (PTrv) หินตะกอนยุคครีเทเชียส (K) ตะกอนเศษหินเชิงเขา (Qc) และตะกอนน้าพา (Qa) ค่าสูง

Poster Session

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 157
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

157
ผิดปกติของธาตุแมงกานสี สัมพนั ธก์ บั ลักษณะปรากฏของหินตะกอนหมวดหินฮ่องหอย (Trhh) อาจสัมพันธ์กับ

หินต้นกาเนิดพวกแกรนิตยุคครีเตเชียส (Kgr) ท่ีอยู่ด้านตะวันตก ค่าสูงผิดปกติของธาตุตะก่ัวสัมพันธ์กับ

ลักษณะปรากฎของหินตะกอนยุคจูแรสซิก (J) หินตะกอนยุคไทรแอสซิก - จูแรสซิก (TrJ) หมวดหินวังชิ้น

(Trwc) และหินอคั นียคุ จแู รสซกิ (Jv) และค่าสูงผิดปกติของธาตุสังกะสีส่วนใหญ่สัมพันธ์กับกับลักษณะปรากฎ

ของหินตะกอนยุคจูแรสซิก (J) หินตะกอนยุคไทรแอสซิก - จูแรสซิก (TrJ) และหินอัคนียุคเพอร์เมียน -

ไทรแอสซิก (PTrv) สาหรบั แนวทางการบริการจัดการพื้นที่น้ัน ควรสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนาข้อมูล

บริเวณพ้ืนที่ท่ีมีค่าสูงผิดปกติไปศึกษาในรายเอียดเพ่ิมเติม รวมถึงทาการสารวจธรณีเคมีขั้นรายละเอียดด้วย

วิธีการอื่น ๆ เช่น การสารวจดิน การสารวจน้า ตลอดจน การตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ว่ามี

ผลกระทบต่อสุขภาพจากธาตุทีมีค่าสูงผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงบริเวณที่มีการแผ่กระจายของธาตุ

แมงกานีสซ่ึงมีปริมาณที่สูงเกินระดับเกณฑ์พ้ืนฐาน (1,800 mg/kg) ของมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์

เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม (กรมควบคุมมลพิษ, 2547) ซ่ึงอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของ

ประชาชนทอ่ี าศัยอย่ใู นพ้นื ที่

ค้าส้าคญั : จงั หวดั พะเยา, ขอ้ มลู ธรณีเคม,ี ค่าสูงผิดปกต,ิ ลกั ษณะการแผ่กระจายตวั , แผนทธ่ี รณีเคมี

Poster Session

158 ธรณวี ิถใี หม่ นวัตกรรมไทย เพ่อื การพัฒนาที่ย่งั ยืน

โครงการพัฒนาสระบอ่ ดินขาว พน้ื ทเี่ ขาวง อา้ เภอตาคลี จงั หวดั นครสวรรค์

น้าฝน คาพลิ งั *, นลนิ ี ธะนนั ต,์ ภคั พงษ์ ศรบี วั ทอง, ทศั นพร เรอื นสอน, ธรี ะชยั หนอ่ คาบตุ ร
และ นราเมศวร์ ธรี ะรงั สกิ ลุ

สานกั งานทรพั ยากรธรณี เขต 1 กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail : [email protected]

บทคดั ยอ่

โครงการพฒั นาสระบอ่ ดนิ ขาว พน้ื ทเ่ี ขาวง อาเภอตาคลี จงั หวดั นครสวรรค์ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ใหป้ ระชาชน
ใช้ประโยชนจ์ ากแหลง่ น้าเพ่ืออปุ โภคบรโิ ภคและทาการเกษตร โดยเกบ็ น้าจากน้าฝนและน้าหลากที่ไหลจากทาง
ธรรมชาติ ทง้ั นพ้ี น้ื ทเ่ี ขาวงซง่ึ เปน็ ภเู ขาหนิ ปนู ทพี่ บโพรงถา้ เปน็ จานวนมาก ทางโครงการจงึ มแี นวความคดิ กกั เกบ็ สารอง
น้าในระบบใต้ดินจากโพรงถ้าใต้ดนิ จึงนามาซ่ึงการสารวจข้อมูลทางธรณวี ิทยาพ้ืนผิว ธรณีวิทยาควอเทอร์นารี
ธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ ง การสารวจธรณฟี สิ กิ สเ์ พอื่ หาขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยาใตด้ นิ และตาแหนง่ โพรงถ้าใตด้ นิ เพอ่ื สนบั สนนุ
ขอ้ มลู สาหรบั การบรหิ ารจดั การนา้ ในโครงการพฒั นาสระบอ่ ดนิ ขาวตอ่ ไป ดว้ ยกรมทรพั ยากรธรณเี ปน็ หนว่ ยงานในการ
สนบั สนนุ ขอ้ มลู ทางธรณวี ทิ ยา ขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ งพนื้ ผวิ และขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยาใตด้ นิ สาหรบั ใชใ้ นการฟน้ื ฟแู ละ
พฒั นาสระบอ่ ดนิ ขาวเพอ่ื เปน็ แหลง่ น้าใหก้ บั ชมุ ชนใชใ้ นการเกษตรกรรม จากผลการสารวจพบวา่ พน้ื ทเี่ ขาวงมสี ภาพ
ธรณีวิทยาแบบภูมิประเทศคาสต์ (karst topography) ประกอบด้วยหินปูนทั้งหมด พบลักษณะทางโครงสร้าง
ธรณวี ทิ ยาในพน้ื ทเ่ี ขาวง มแี นววางตวั 2 ทศิ ทาง ไดแ้ ก่ แนวหลกั วางตวั ในแนวทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื – ตะวนั ออก
เฉยี งใต้ (NW-SE) และแนวรองวางตวั ในแนวทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื – ตะวนั ตกเฉยี งใต้ (NE-SW) การสารวจตะกอนค
วอเทอรน์ ารี ดว้ ยเครอื่ งเจาะสวา่ นมอื (Hand Auger Boring) ผลการเจาะสารวจ สามารถแบง่ กลมุ่ ตะกอนควอเทอร์
นารตี ามลกั ษณะตะกอน การเรยี งลาดบั ชน้ั สภาพแวดลอ้ มขณะสะสมตวั โดยแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ชดุ ตะกอน เรยี งตามลาดบั
จาก ลา่ งขน้ึ บน ไดแ้ ก่ ตะกอนทร่ี าบน้าทว่ มถงึ หนว่ ยท่ี 2 (Qff2) ตะกอนทรี่ าบน้าทว่ มถงึ หนว่ ยท่ี 2 (Qff2) ตะกอนเศษ
หนิ เชงิ เขา (Qc) พบดนิ มารล์ ทร่ี ะดบั ความลกึ 1.9 – 3.3 เมตรจากผวิ ดนิ และกระจายตวั อยบู่ รเิ วณดา้ นทศิ ตะวนั ตก
เฉยี งเหนอื และกระจายตวั ลงมาทางทศิ ตะวนั ตกจนถงึ ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องพน้ื ทศ่ี กึ ษา สว่ นดนิ แทรร์ ารอสซา พบ
กระจายตวั อย่บู ริเวณทศิ ตะวนั ออกของเขาสูงพ้ืนท่ลี มุ่ ตอนกลางของพน้ื ทีเ่ ขาวง พบท่คี วามลึกต้ังแต่ผวิ ดินลงไป
ประมาณ 1 – 4 เมตร และจากการสารวจธรณฟี กิ สด์ ว้ ยวธิ วี ดั คา่ สภาพตา้ นทานไฟฟา้ (ERI) และวดั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
แบบไทมโ์ ดเมน (TEM) สามารถตรวจพบเปน็ ชน้ั หนิ ปนู ทมี่ รี อยแตกมากหรอื โพรง ความหนา 40 - 60 เมตร ทค่ี วามลกึ
ประมาณ 20 - 80 เมตร ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากสระเกบ็ น้าเขาวงทพี่ บแนวรอยแตกในชนั้ หนิ ปนู หลายแนว สง่ ผลใหส้ ระหรอื
อา่ งเกบ็ น้าไมส่ ามารถกกั เกบ็ น้าไวไ้ ด้ และในการกกั เกบ็ น้าใตด้ นิ อยใู่ นพนื้ ทโี่ พรงหนิ ปนู ใตด้ นิ (ตอ้ งใชท้ รพั ยากรและ
งบประมาณมาก) สว่ นการพฒั นาพนื้ ทเ่ี กบ็ นา้ บนดนิ อาจพจิ ารณาพน้ื ทเี่ หมาะสม (ตามสภาพ/ลกั ษณะทางธรณวี ทิ ยา
พื้นที่ท่ีไม่มีรอยแตก รอยแยก หรือบริเวณที่เป็นตาน้า พ้ืนราบ/เนินด้านทิศใต้/ด้านทิศตะวันอออกของเขาวง)
เนอื่ งจากมโี อกาสทจี่ ะประสบปญั หาการรวั่ ซมึ ได้ และควรมกี ารอนรุ กั ษพ์ น้ื ทตี่ น้ นา้ หรอื ปลกู พชื คลมุ ดนิ ในทร่ี าบ
คา้ สา้ คญั : บอ่ ดนิ ขาว ธรณวี ทิ ยา ธรณวี ทิ ยาโครงสรา้ ง โพรงหนิ ปนู

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 159
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

159

ความกา้ วหน้าการปรับปรงุ แผนทีธ่ รณีวิทยาประเทศไทย ปี 2564

ชาญรัตน์ เมนิ ขุนทด, ฐานนั ตร์ สูนย์สาทร, กฤตภพ อัครวนิ ทวงศ์*, สรุ ศกั ดิ์ บุญลอื , กติ ติ ขาววเิ ศษ,
สันต์ อัศวพชั ระ, ปัญญา จารุศิริ และ นราเมศวร์ ธรี ะรงั สิกลุ

กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

แผนทธ่ี รณีวิทยาฉบบั แรกในประเทศไทยจัดพิมพ์ข้นึ เม่อื พ.ศ. 2494 โดยกรมราชโลหกิจและภมู ิวทิ ยา
จากความชว่ ยเหลือของกรมสารวจธรณีวิทยาสหรัฐอเมรกิ า (USGS) ด้วยขนาดมาตราส่วน 1:2,000,000 ส่วน
แผนทธี่ รณวี ิทยาทั่วประเทศมาตราส่วน 1:50,000 ที่เปน็ มาตรฐาน เริ่มจดั ทาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2525
โดยกองธรณวี ิทยา กรมทรัพยากรธรณี และยงั คงจัดทาเรื่อยมาจนถงึ ปจั จบุ นั ความก้าวหน้าทางวิชาการที่เพม่ิ
มากข้ึนทัว่ โลก และความเจริญทางการคมนาคมของพืน้ ท่ี ทาให้ตอ้ งมีการปรับปรุงข้อมูลและรปู แบบของแผน
ทใี่ หม้ ีความทนั สมยั และชัดเจนมากยิ่งขน้ึ ด้วยโปรแกรม ARCGIS, Excel และ SRIMOEM

จากการรวบรวมข้อมลู ในปจั จบุ ัน แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทยมาตราส่วน 1:50,000 มีข้อมูลที่ยังไม่
ครบสมบูรณ์และมีบางระวางท่ีข้อมูลขาดหายไปเน่ืองจากไม่สามารถเข้าถึงพื้นท่ีได้รวมท้ังส้ิน 78 ระวาง ซึ่ง
ส่วนดังกล่าวน้ีเป็นอุปสรรคสาคัญในการแปลความหมายทางธรณีวิทยา และธรณีประวัติของประเทศ ทาให้
เกิดความจาเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเติมเต็มข้อมูลในระวางที่ขาดหายไปเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีถูกต้องแม่นยามาใช้
ประโยชน์เป็นฐานของการนาทรัพยากรธรณมี าใช้ใหถ้ กู ตอ้ ง ยง่ั ยืน

คณะทีมงานปรับปรุงแผนที่ธรณีวิทยาได้แบ่งข้ันตอนการทางานออกเป็น 6 ระยะ คือ 1.) รวบรวม
ข้อมูลแผนท่ีธรณีวิทยาและวิเคราะห์งานแผนท่ีเดิมท่ีมีอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ 2.) แปลความหมายภาพถ่ายทาง
อากาศและภาพจากดาวเทยี ม 3.) ตรวจสอบข้อมูลธรณีวิทยาภาคสนามในพ้ืนที่ท่ีมีการปรับปรุงแก้ไข โดยได้มี
การออกสารวจเพ่ือตรวจสอบความถูกต้องของหน่วยหินในแผนท่ีฉบับร่าง 4.) ออกแบบและจัดทาฐานข้อมูล
5.) ประมวลแปลผลข้อมูลและการเขียนรายงาน 6. จัดทาแผนท่ีธรณีวิทยา มาตราส่วน 1:50,000 ตามวิธีการ
จัดทาแผนที่ (Cartography) และจดั พมิ พ์ในรูปแบบกระดาษพร้อมเผยแพร่

ผลจากการศึกษา รวบรวมข้อมูลและการสารวจตรวจสอบภาคสนาม ทาให้สามารถจัดทาแผนที่
ธรณีวิทยา มาตราส่วน 1:50,000 แล้วเสร็จสมบูรณ์ 59 ระวาง จากทั้งสิ้น 78 ระวาง คิดเป็น 75% โดยยังไม่
แล้วเสร็จ 19 ระวาง และได้มีการเข้าตรวจสอบข้อมูลภาคสนาม 5 พ้ืนท่ี ได้แก่ 1.) พ้ืนที่บริเวณจังหวัด
อุบลราชธานีและศรีสะเกษ 2.) พ้ืนที่บริเวณจังหวัดระยองและจันทบุรี 3.) พื้นที่บริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์
ชัยภูมิ และนครราชสีมา 4.) พื้นที่บริเวณจังหวัดตากและเชียงใหม่ 5.) พ้ืนที่บริเวณจังหวัดชุมพรและจังหวัด
ระนอง

นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบสถานภาพความสมบูรณ์ของข้อมูลแผนท่ีธรณีวิทยาทั้งหมด 699 ระวาง
พบความไม่ต่อเนื่องของแผนท่ีเมื่อนามาต่อเป็นภาพใหญ่จานวน 634 ระวาง คิดเป็นร้อยละ 90 โดยลักษณะ
ความไม่ตอ่ เนอ่ื งโดยรอบของแผนท่ีแต่ละระวางเป็นเรอื่ งของโครงสร้างทางธรณีวิทยา แนวรอยเล่ือน แนวรอย
แตก ขอบเขตหิน (rock boundary) รวมท้ังลักษณะหน่วยหิน (rock unit) ส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์
ของผสู้ ารวจภาคสนามในแต่ละระวาง การเข้าถึงพื้นที่ บางพ้ืนท่ีเป็นขอบชายแดนทาให้ไม่สามารถเข้าพ้ืนท่ีได้
และขอ้ มูลทปี่ รากฏให้เหน็ ได้ในพนื้ ทข่ี ณะทาการสารวจ ทาใหแ้ ผนทแ่ี ต่ละระวางมีความละเอียดไม่เท่ากัน การ

Poster Session

160 ธรณีวถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาทย่ี ง่ั ยนื
แบ่งหน่วยชั้นหินแบ่งย่อยไม่เท่ากัน บางพ้ืนท่ีมีงานศึกษาวิจัยในรายละเอียดเข้ามาเสริม แต่บางพื้นท่ีไม่มี
ผลงานวิจัยสนับสนุน เป็นต้น การแก้ไขความไม่ต่อเนื่องของแผนที่ ทาได้โดยการให้กลุ่มนักธรณีวิทยาที่มี
ประสบการณ์ในแต่ละด้านเข้าเก็บข้อมูลพร้อมกันในพ้ืนท่ีท่ีมีปัญหา ระดมความคิดเห็น และสรุปปัญหากันใน
พื้นท่ี โดยความก้าวหน้าทางวิชาการ และความง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลในพ้ืนท่ีจะช่วยให้การแก้ไขความไม่
ตอ่ เนือ่ งของแผนทใ่ี นแต่ละระวางมีความเปน็ ไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

เน่ืองจากในขณะนี้ สถานการณโ์ ควดิ -19 ทาให้งานเร่งด่วนเขา้ ตรวจสอบพื้นที่ดาเนินการไม่ได้ และไม่
เสร็จตามกาหนด คณะทีมงานปรับปรุงแผนท่ีธรณีวิทยาประเทศไทยขอเสนอให้มีแผนแม่บทการสารวจ
ปรับปรุงแผนที่ธรณีวิทยา โดยทาเป็นแผนงานประจาปี ทาการสารวจแก้ไขปรับปรุงแผนท่ีธรณีวิทยาเพื่อให้มี
มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ยกระดับมาตรฐานของข้อมูลธรณีวิทยาของประเทศให้มีความทันสมัย และมีรูปแบบ
ทัง้ ดิจิทลั และอนาล็อกตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้เปน็ ฐานข้อมูลอา้ งอิงใหง้ านวจิ ยั ต่าง ๆ ในอนาคตได้สืบต่อไป
ค้าส้าคญั : แผนทธี่ รณีวิทยา, ปรบั ปรุงแผนท่ีธรณีวิทยา, กรมทรัพยากรธรณี

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 161
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

161

ความกา้ วหนา้ ของการส้ารวจธรณเี คมีเพื่อสุขภาพและสิง่ แวดลอ้ ม บริเวณรอยตอ่ ของ

จังหวดั พิจติ ร-เพชรบูรณ์-พษิ ณโุ ลก

อปั สร สอาดสดุ และ จิติศักด์ิ เปรมมณี

กองวเิ คราะห์และตรวจสอบทรพั ยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

กรมทรพั ยากรธรณี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ไดม้ ขี อ้ ตกลงความรว่ มมอื ทางวชิ าการกบั
กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ เมอ่ื วนั ที่ 11 มถิ นุ ายน 2563 ในการเฝา้ ระวงั สขุ ภาพประชาชนเชงิ รกุ ในพนื้ ทเี่ สยี่ ง
การปนเปอ้ื นสารพษิ ตามธรรมชาตใิ นสง่ิ แวดลอ้ ม เพอ่ื ใหป้ ระชาชนมสี ขุ ภาพทดี่ ี ลดการเจบ็ ปว่ ยทอี่ าจเกดิ จากการสมั ผสั
สารพษิ โดยกรมทรพั ยากรธรณจี ะดาเนนิ การสารวจ วเิ คราะห์ ตรวจสอบการปนเปอื้ น รวมถงึ การประเมนิ ความเสย่ี ง
ดว้ ยวธิ กี าร ตา่ งๆ ทางธรณวี ทิ ยา/ธรณเีคมี และอาจนามาวเิคราะหเ์ชอื่ มโยงกบั ขอ้ มลู สขุ ภาพประชาชนของกรมควบคมุ โรคดว้ ย

โครงการแรกที่ไดด้ าเนินการร่วมกันหลงั จาการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ โดยใช้งบประมาณจาก
กรมควบคมุ โรคในการดาเนนิ งาน คอื การศกึ ษาการปนเปอื้ นสารโลหะหนกั โดยเฉพาะธาตสุ ารหนใู นสง่ิ แวดลอ้ มบรเิ วณ
โดยรอบเหมอื งแรท่ องคาชาตรี ของบรษิ ทั อคั รา รซี อรส์ เซส จากดั (มหาชน) ซง่ึ ตงั้ อยบู่ รเิ วณรอยตอ่ ของจงั หวดั พจิ ติ ร
เพชรบรู ณแ์ ละพษิ ณโุ ลก เนอ่ื งจากขอ้ มลู ทางสาธารณสขุ พบวา่ ประชาชนทอี่ าศยั อยบู่ รเิ วณรอบ ๆ เหมอื งแรม่ ปี รมิ าณ
สารหนสู งู ในปสั สาวะ โดยกรมทรพั ยากรธรณจี ะเกบ็ ตวั อยา่ งทางธรณเี คมี จากน้าและตะกอนธารน้า ในพนื้ ทโ่ี ดยรอบ
เหมอื งแร่ (ภายในรศั มปี ระมาณ 10 กโิ ลเมตร จากเขตเหมอื งแร)่ เนอื้ ทปี่ ระมาณ 470 ตารางกโิ ลเมตร ในขณะท่ี
กรมควบคมุ โรคดาเนนิ การตรวจสขุ ภาพประชาชนและเกบ็ ตวั อยา่ งปสั สาวะของประชาชนในกลมุ่ เสยี่ ง แตเ่ นอื่ งจาก
ข้อจากดั ของบุคลากรและระยะเวลาการทางานในสนาม รวมถงึ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทาให้ในปัจจบุ ัน
กรมทรพั ยากรธรณสี ารวจเกบ็ ตวั อยา่ งไดป้ ระมาณรอ้ ยละ 50 ของแผนงานทวี่ างไว้ ผลการสารวจเกบ็ ตวั อยา่ งน้าผวิ ดนิ
และใตด้ นิ จานวน 68 และ 48 ตวั อยา่ ง พบวา่ มคี า่ วเิ คราะหข์ องธาตสุ ารหนู ตงั้ แต่ <2-16 และ <2-28 ppb เฉลย่ี 3
และ 3 ppb ตามลาดบั ซงึ่ ต่ากวา่ คา่ เฉลยี่ ในน้าผวิ ดนิ ท่ี 5 ppb ของกรมทรพั ยากรธรณี และต่ากวา่ คา่ แนะนาในน้าดมื่
ขององคก์ ารอนามยั โลกที่ 10 ppb ดว้ ย สว่ นผลการสารวจเกบ็ ตวั อยา่ งตะกอนธารน้าจานวน 61 ตวั อยา่ ง พบวา่ มคี า่
ของธาตสุ ารหนู ตง้ั แต่ <2-7 ppm เฉลย่ี 3 ppm ต่ากวา่ คา่ เฉลยี่ ในตะกอนธารน้าท่ี 12 ppm ของกรมทรพั ยากรธรณี
ซงึ่ ขอ้ มลู ผลการสารวจทงั้ หมดยงั ไมส่ ามารถประเมนิ พน้ื ทเี่ สย่ี งของการปนเปอ้ื นสารหนใู นสง่ิ แวดลอ้ มได้ รวมถงึ ยงั ไม่
สามารถเชอ่ื มโยงกบั ผลการตรวจสขุ ภาพของประชาชนได้ เนอ่ื งจากคา่ วเิ คราะหส์ ารหนคู อ่ นขา้ งต่าและยงั ไมค่ รอบคลมุ
พนื้ ทที่ งั้ หมด ซง่ึ การดาเนนิ การดงั กลา่ วยงั ตอ้ งมกี ารศกึ ษาวเิ คราะหเ์ พมิ่ เตมิ ตอ่ ไป ทง้ั นเ้ี พอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั นโยบายของ
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มในการสง่ เสรมิ คณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี องประชาชน รวมทง้ั เปน็ การดาเนนิ งาน
แบบบรู ณาการ และเปน็ การประสานความรว่ มมอื ทางวชิ าการดา้ นธรณวี ทิ ยาและดา้ นสาธารณสขุ มาใชใ้ นการเฝา้ ระวงั
ปญั หาจากสารพษิ ทมี่ ใี นสง่ิ แวดลอ้ ม ทงั้ นี้ ประสบการณแ์ ละขน้ั ตอนการทางานตา่ ง ๆ สามารถใชเ้ ปน็ แนวทางในการ
ดาเนนิ งานในพน้ื ทอ่ี น่ื ๆ ทม่ี ปี ญั หาคลา้ ยคลงึ กนั เพอ่ื สขุ ภาพและคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี องประชาชน

คา้ สา้ คญั : ธรณเี คมี การสารวจ สารหนู สขุ ภาพ สงิ่ แวดลอ้ ม จงั หวดั พจิ ติ ร เพชรบรู ณแ์ ละพษิ ณโุ ลก แหลง่ แรท่ องคา

Poster Session

162 ธรณวี ิถใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพฒั นาทีย่ ่งั ยนื

ความรว่ มมอื ทางวชิ าการดา้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณี กมั พชู า-ลาว-เมยี นมา-ไทย-เวยี ดนาม

สิริรตั น์ พูลเกษม

กองอนุรักษ์และจัดการทรพั ยากรธรณี กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ความร่วมมือทางวิชาการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีกัมพูชา -ลาว-เมียนมา-ไทย-เวียดนาม
(The Cross border Collaboration on Geology and Mineral Resources of Cambodia–Lao PDR-Myanmar
-Thailand-Vietnam: CLMTV) ริเร่ิมขึ้นต้ังแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มีเป้าหมายเพ่ือให้มีเครือข่ายและ
เช่ือมโยงสารสนเทศดา้ นธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี อนั เป็นฐานในการเสริมสร้างให้เกดิ ความมัน่ คงทางดา้ น
ทรพั ยากรธรณสี าหรบั เปน็ ฐานในการพฒั นาประเทศระดบั อาเซยี น เสรมิ สรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งประเทศมี
ความยง่ั ยนื ควบคกู่ บั การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยด์ า้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณอี ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ภายใตค้ วาม
รว่ มมอื ฯ มี 3 โครงการหลกั ในการขบั เคลอื่ นการดาเนนิ งาน ไดแ้ ก่ โครงการศกึ ษาธรณพี บิ ตั ภิ ยั ดา้ นรอยเลอื่ นมพี ลงั
และดนิ ถล่ม โครงการศกึ ษาธรณวี ิทยาแหลง่ แรแ่ ละรปู แบบการเกดิ ของแร่รตั นชาติ และโครงการศกั ยภาพแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วทางธรณวี ทิ ยา ซงึ่ กรอบการดาเนนิ งานโครงการ แมจ้ ะครอบคลมุ ประเดน็ ยทุ ธศาสตรแ์ ละแนวทางภายใต้
ยทุ ธศาสตรก์ รมทรพั ยากรธรณี พ.ศ. 2563 – 2565 แตย่ งั ไมส่ ง่ ผลลพั ธต์ อ่ การบรรลเุ ปา้ หมายเชงิ ยทุ ธศาสตรข์ องกรม
ทรัพยากรธรณีอย่างเป็นรปู ธรรม ผู้เขียนจงึ ดาเนินการศึกษาและวิเคราะหข์ ้อมูลพื้นฐานของแตล่ ะประเทศและ
สาระสาคัญของความร่วมมือ CLMTV เพื่อค้นหาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และประเด็นความท้าท้ายเชิง
ยทุ ธศาสตร์ พรอ้ มทงั้ เสนอ 5 แนวทางการพฒั นาความรว่ มมอื CLMTV ในระยะตอ่ ไป สาหรบั เปน็ ขอ้ มลู ประกอบการ
พจิ ารณากาหนดทา่ ทขี องประเทศ และการพฒั นาโครงการในโอกาสหน้า ประกอบดว้ ย (1) การสรา้ งความมน่ั คง
ทางดา้ นทรพั ยากรธรณเี พอ่ื เปน็ ฐานในการพฒั นาประเทศ มงุ่ เนน้ เสรมิ สรา้ งการสารวจและจดั ทาขอ้ มลู วชิ าการทม่ี ี
มาตรฐานเดยี วกนั และถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารสารวจ พฒั นาใชป้ ระโยชน์ และเพม่ิ มลู คา่ ทรพั ยากรโดยมไี ทยเป็น
ศนู ยก์ ลาง (2) การสรา้ งเครอื ขา่ ยและเชอ่ื มโยงสารสนเทศดา้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณรี ะดบั อาเซยี น มงุ่ เนน้
เสรมิ สรา้ งความตอ่ เนอื่ งในการจดั ทาฐานขอ้ มลู โครงการภายใตค้ วามรว่ มมอื ฯ ทส่ี ามารถเขา้ ถงึ ไดง้ า่ ยและสะดวกตอ่
การใชง้ านระดบั ภมู ภิ าค (3) การพฒั นาแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรณวี ทิ ยาอยา่ งยงั่ ยนื มงุ่ เนน้ ผลกั ดนั ใหเ้ กดิ การสารวจ
ศึกษา และประเมินคณุ ค่าของแหลง่ ธรณีวทิ ยาเพ่อื ตอ่ ยอดสู่การทอ่ งเทย่ี ว โดยใช้เวียดนามและไทยเปน็ ตน้ แบบ
(4) ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศมคี วามยง่ั ยนื มงุ่ เนน้ เสรมิ สรา้ งความตอ่ เนอื่ งในการดาเนนิ งานโครงการฯ และการ
ขยายต่อยอดเครอื ข่ายความร่วมมือฯ สรู่ ะดบั ภูมิภาคและระดบั โลก และ (5) การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์อย่างมี
ประสิทธิภาพ มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดข้อจากัดในการดาเนินงาน จัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ
สง่ เสรมิ การแลกเปลยี่ นเรยี นรกู้ บั เครอื ขา่ ยผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นธรณวี ทิ ยาและทรพั ยากรธรณที กุ ระดบั และตดิ ตามและ
ประเมนิ ผลสมั ฤทธขิ์ องการดาเนินงานอย่างเป็นระบบ เพอื่ เปน็ ข้อมูลฐานทรัพยากรสาหรบั ตอ่ ยอดในการพัฒนา
ประเทศรว่ มกนั ตอ่ ไป

ค้าส้าคัญ: ความร่วมมือทางวิชาการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม
CLMTV

Poster Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 163
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

163

ความสา้ คญั ทางธรณีวิทยากับการจัดตงั้ อุทยานธรณีเชียงราย

ชญั ชนา คาชา* และ นภาภร มณีเก๋ียง

สานกั งานทรัพยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

จากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมีที่ติดอยู่ภายในถ้าหลวง -ขุนน้านาง
นอน อาเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2561 ทาให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวตามมา ด้วยปริมาณ
นักท่องเท่ียวที่เพิ่มมากข้ึนประกอบกับความอ่อนไหวต่อการถูกทาลายของแหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้า ทาง
หน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ งจงึ ต้องเรง่ หามาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหายท่ีอาจจะเกิดขึ้นกับตัวถ้าและ
สภาพแวดลอ้ มโดยรอบ จึงทาให้เกดิ แนวคิดที่จะอนุรักษ์และพัฒนาพื้นท่ีบริเวณถ้าหลวง – ขุนน้านางนอน ใน
รูปแบบของอุทยานธรณี หรือ Geopark เกดิ ขน้ึ

จากการสารวจศึกษาและรวบรวมข้อมูลพบว่า นอกจากพ้ืนที่ถ้าหลวง – ขุนน้านางนอนแล้ว พ้ืนที่
บริเวณใกล้เคียงยังมีแหล่งธรณีวิทยาท่ีน่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ น้าพุร้อนป่าตึง ถ้าเสาหินพญานาค และ
เวียงหนองหล่ม ซ่ึงมีศักยภาพสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีได้ การนาเสนอแหล่งธรณีวิทยา
เหล่านี้จาเป็นต้องมีการปรับปรุงข้อมูลวิชาการให้ง่ายต่อการทาความเข้าใจและสร้างความเช่ือมโยงไปถึง
ทรัพยากรด้านอ่นื เพือ่ ให้ประชาชนทวั่ ไปสามารถจนิ ตนาการตามได้ การศึกษาครั้งน้ีจึงได้เรียบเรียงข้อมูลและ
นาเสนอพน้ื ทีศ่ ักยภาพอุทยานธรณีเชยี งราย โดยมพี ื้นท่ีครอบคลุม 4 อาเภอ ได้แก่ แม่สาย แม่จัน แม่ฟ้าหลวง
และเชียงแสน เนื้อท่ีรวม 2,031 ตารางกิโลเมตร มีความสาคัญโดดเด่นทางธรณีวิทยา 3 ประเด็นหลักคือ
1) ธรณีพิบัติภัยรอยเล่ือนแม่จันซ่ึงเช่ือมโยงกับการล่มสลายของเวียงหนองหล่ม 2) การเคลื่อนท่ีของแผ่น
เปลือกโลกสองยุค (ไซบูมาสุ และอินโดจีน) ซ่ึงก่อให้เกิดภูมิประเทศอันหลากหลายสวยงามและต่อเนื่อง
เกี่ยวพันไปถึงพืชเศรษฐกิจอันเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย และ 3) ภูมิประเทศหินปูนและระบบถ้า
โดยมเี รอ่ื งราวเชื่อมโยงกบั การกู้ภยั ระดับโลกทเ่ี กิดขึน้ เมื่อปี พ.ศ. 2561 ทีผ่ า่ นมา

อย่างไรก็ตาม การจัดต้ังอุทยานธรณียังต้องมีองค์ประกอบด้านอื่น ๆ เพ่ิมเติม เช่น แหล่งทาง
ธรรมชาติ และมรดกวัฒนธรรม ซึ่งพ้นื ท่ีศกั ยภาพอุทยานธรณีเชียงรายอุดมไปด้วยทรัพยากรดังกล่าวเป็นอย่าง
มาก ไม่ว่าจะเป็นพ้ืนท่ีชุ่มน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย (Ramsar site) หรือเมืองโบราณเชียงแสน ซึ่ง
ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้อุทยานธรณีเชียงรายมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นอกจากน้ี ส่ิงสาคัญที่
ขาดไม่ได้อีกสิ่งหนึ่งก็คือ การพัฒนาด้านชุมชน โดยชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการ
ท่องเท่ยี วบนพ้นื ฐานของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งต้องดาเนินการพัฒนาควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวอย่างมี
ระบบและตอ่ เน่ืองตอ่ ไป

คา้ ส้าคัญ: อุทยานธรณีเชยี งราย, ความสาคญั ทางธรณวี ทิ ยา, ถา้ หลวง – ขนุ นา้ นางนอน, เวียงหนองหลม่

Poster Session

164 ธรณีวถิ ีใหม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพฒั นาท่ียงั่ ยนื

ธรณีแปรสณั ฐานของขอบที่ราบสูง โคราชดา้ นตะวันตกและพน้ื ทข่ี ้างเคยี งเม่ือดูจาก
ขอ้ มลู ธรณีฟิสิกส์ทางอากาศและขอ้ มูลธรณวี ิทยาหินอัคนี

ปญั ญา จารศุ ิร*ิ , ศุภวชิ ญ์ ยอแสงรตั น,์ วนิดา ระงับพศิ ม์ และ อานวย สง่ อุไรล้า

กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อแบบขยาย (extended abstract)

ข้อมูลเชิงตัวเลขของการสารวจธรณีฟิสิกส์ทางอากาศ (airborne geophysical survey) ในบริเวณ
ขอบดา้ นตะวนั ตกของทรี่ าบสงู โคราชและพนื้ ทข่ี ้างเคียงได้ถูกนามาใช้ร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อแปล
ความหมาย จัดแบ่งเขต และอธิบายการปรากฏของหินอัคนีและการแปรสัณฐานในพื้นท่ี โดยในการวิจัยน้ีเรา
ได้ใช้โปรแกรม Geosoft oasis montaj 7.2 ในการปรับปรุงคุณภาพของข้อมูล จากน้ันจึงแปลความหมาย
ข้อมลู ธรณีฟสิ ิกสท์ างอากาศดว้ ยสายตา และวิเคราะหผ์ ลโดยนาข้อมูลธรณีวิทยา ธรณีเคมี หินอัคนี และแหล่ง
แร่มาซ้อนทบั เพือ่ การตีความและอภิปราย

ผลการปรับปรุงคุณภาพ เราพบว่า วิธี RTP, first horizontal derivative, และ residual field
สามารถช่วยในการแปลความหมายได้ดีกว่าวิธีอื่น สาหรับข้อมูลค่าผิดปกติความเข้มสนามแม่เหล็ก โดยการ
แปลความหมายนเ้ี ราได้แปลรว่ มกับขอ้ มลู คา่ ผิดปกตทิ างธาตุกมั มนั ตรังสีและคา่ แรงโนม้ ถว่ ง

ผลการแปลความหมายเชิงพ้ืนท่ี (ดูรูป 1) ทาให้เราสามารถจัดแบ่งพื้นท่ีทางธรณีฟิสิกส์ออกเป็น
3 แนว (geophysical domain) ได้แก่ แนวตะวันตก (western domain) , แนวกลาง (central domain),
และแนวตะวันออก (eastern domain) โดยท่แี นวกลางให้ค่าความผิดปกติของความเข้มสนามแม่เหล็กที่มีค่า
เป็นบวกท่ีสูงตลอดทั่วท้ังแนว นอกจากนั้นข้อมูลความเข้มของธาตุ Th ก็มีความสูงต่อเนื่องท่ัวทั้งแนวกลาง
เช่นกัน ซึ่งจัดเป็นลักษณะเฉพาะและมีความโดดเด่นของแนวกลางนี้ โดยที่แนวกลางน้ีสอดคล้องกับแนวรอย
คดโค้งเลย (Loei Fold Belt) และการแปลความหมายของเราสามารถลากและกาหนดขอบเขตของแนวคด
โคง้ น้ีอย่างมีนยั สาคญั เมือ่ เทยี บกบั ผลการศกึ ษาในอดีต

ในแง่ธรณีวิทยาโครงสร้าง ผลการแปลทาให้เราสามารถตีความและเสนอแนวเส้นโครงสร้าง
(structural lineament) ใหม่ซง่ึ เราแปลความหมายว่าเปน็ รอยเล่ือนระดบั ลกึ ทีต่ ดั ผ่านท้งั แนวกลาง (แนวรอย
โค้งเลย) และตัดเลยเข้าไปในแนวข้างเคียงทั้งตะวันตกและตะวันออก โดยที่แนวตะวันตกสอดคล้องกับแนว
รอยโค้งสุโขทัย (Sukhothai Fold Belt) และแนวตะวันออกสอดคล้องกับส่วนตะวันตกของแผ่นอินโดจีน
(Indochina plate) ในที่นี้รอยเล่ือนที่ค้นพบใหม่ยังจัดแบ่งตามทิศทางออกเป็น 2 แนว ได้แก่ (1) รอยเล่ือน
แนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ (NE-SW) ซึ่งส่วนใหญ่มีนัยการเลื่อนระดับแบบขวาเข้า
(right lateral sense of movement) ซ่ึงได้แก่ รอยเลื่อนปราจีนบุรี และรอยเลื่อนนครราชสีมา ในทางใต้
และรอยเล่อื นหนองบวั ลาภทู างตอนเหนือ และ (2) รอยเล่ือนแนวเกือบตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้
(WNW-ESE) ซึ่งส่วนใหญ่มีนัยการเลื่อนระดับแบบซ้ายเข้า (left lateral sense of movement) ซึ่งได้แก่
รอยเล่ือนขอนแก่น ลักษณะดังกล่าวของรอยเล่ือนที่ค้นพบใหม่เหล่าน้ีทาให้แนวรอยโค้งเลยและรอยโค้ง
สุโขทยั มขี อบเขตและรอยตอ่ ยุง่ ยากกวา่ ท่คี ิด

นอกจากนั้นเมื่อนาผลการวิจัยคร้ังน้ีมาผนวกกับข้อมูลเก่าของหินอัคนีและแหล่งแร่ในพ้ืนท่ีศึกษา
ตลอดจนค่าความผิดปกติทางธรณีเคมี (geochemical anomaly) ของธาตุโลหะ โลหะหนัก โลหะมีค่าทาให้
เราอธิบายได้ว่า แนวกลางหรือแนวรอยโค้งเลยมีความแตกต่างในแง่แหล่งแร่และหินอัคนีจากแนวรอยโค้ง
ข้างเคียง โดยที่แหล่งแร่ในแนวโค้งสุโขทัยส่วนใหญ่ไม่ใช่แหล่งแร่ทองแดงลายดอก (porphyry copper
deposits) และแหล่งแร่สกานต์ (skarn deposits) เม่ือเทียบกับแนวโค้งเลย แต่มีความโดดเด่นสาหรับแหล่ง

Poster Session

การประชมุ วชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 165
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

165
แร่น้าร้อนทองคา (epithermal gold deposits) และพลวง-ทังสะเตน ขณะที่แนวรอยโค้งเลยมีความ

หลากหลายของชนิดหินอัคนีและความยาวนานของกระบวนการเกิดหินอัคนีและแหล่งแร่ที่ยุ่งยากมากกว่า

ด้วยลกั ษณะดงั กล่าวทาให้เราเช่อื วา่ เปน็ ผลทาให้ไดข้ ้องมลู ธรณีฟสิ ิกส์ทแ่ี ตกต่างกนั ของทัง้ สามแนว

ค้าสา้ คัญ: ธรณแี ปรสณั ฐาน แนวรอยโค้งเลย ธรณฟี ิสิกสท์ างอากาศ ธรณีวิทยา หนิ อัคนี แหลง่ แร่

รูปท1ี่ แผนทขี่ อบด้านตะวนั ตกของท่ีราบสูงโคราชและพืน้ ที่ขา้ งเคยี งแสดงความผดิ ปกติของคา่ ความเข้มสนาม
แมเ่ หลก็ ทางอากาศทแ่ี ปลความหมายหลงั การปรบั ปรงุ คณุ ภาพข้อมลู ดว้ ย First horizontal derivative
โดยได้โครงสรา้ ง, การกระจายตัวของแหล่งแร่, จดุ พบแร่ และค่าความผดิ ปกติของโลหะของแนวกลาง
ตลอดจนตะเข็บธรณีและรอยเลือ่ นหลักๆ

Poster Session

166 ธรณีวถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพฒั นาที่ยั่งยืน

ธรณวี ิทยาตามแนวเส้นทางคมนาคมเช่ือมโยง AEC (จงั หวัดกาญจนบรุ -ี จงั หวัดตราด)

วรกจิ ขาวจนั ทร1์ *, วารณุ ี มณรี ตั น2์ และ วรนิ ทรา เทพจ3ู

1สว่ นบรหิ ารจดั การทรพั ยากรธรณี กองทรพั ยากรแร่ กรมทรพั ยากรธรณี
2สว่ นมาตรฐานและขอ้ มลู ธรณวี ทิ ยา กองธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี
3สว่ นอนรุ กั ษแ์ หลง่ มรดกธรณแี ละอทุ ยานธรณี กองธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี

*E-mail : [email protected]

บทคัดยอ่

ธรณวี ทิ ยาตามแนวเสน้ ทางคมนาคมเชอ่ื มโยง AEC ครอบคลมุ พน้ื ทหี่ า่ งจากแนวถนนดา้ นละ 5 กโิ ลเมตร
จากบ้านพุน้าร้อน ตาบลบ้านเก่า อาเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ถึง บ้านหาดเล็ก ตาบลหาดเล็ก
อาเภอคลองใหญ่ จงั หวดั ตราด ประกอบด้วย หินมหายุคพรีแคมเบรียน แผ่กระจายตัวทางด้านตะวันตกของ
พื้นท่ี ถัดขึ้นมาเป็น หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง ประกอบด้วย หินทราย หนิ ดินดาน หนิ คารบ์ อเนตและ
หนิ แปรเกรดตา่ พบบรเิ วณอาเภอเมอื ง อาเภอทา่ มว่ ง ทา่ มะกา จงั หวดั กาญจนบรุ ี และหนิ เชริ ต์ บรเิ วณ อาเภอแกลง
จงั หวดั ระยอง หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน ประกอบด้วย หนิ ทราย หนิ ดนิ ดาน หนิ โคลนปนกรวด หนิ
คารบ์ อเนต และหินเชิร์ต กระจายตัวอยู่ทางด้านตะวันตกของอาเภอเมืองกาญจนบุรี และบริเวณรอยต่อของ
อาเภอศรีราชากับอาเภอเมืองชลบุรี ตลอดจนทางด้านตะวันออกของอาเภอเมืองระยอง หินยุคเพอร์เมียน-
ไทรแอสซิก ประกอบด้วย หินโคลนเน้ือซิลิกา สลับหินเชิร์ต หินดินดานเน้ือถ่าน ทางตอนบนพบหินทราย
บางบริเวณมีการแทรกตดั ของหนิ แอนดีไซต์ หินมหายุคมโี ซโซอกิ ช่วงยุคไทรแอสซิก ประกอบด้วย หนิ ดนิ ดาน
หนิ ปนู และหนิ ทราย สะสมตวั ในสภาพแวดลอ้ มภาคพน้ื สมทุ ร พบกระจายตวั บรเิ วณจงั หวดั จนั ทบรุ ี และจงั หวดั ตราด
หนิ ยคุ จแู รสซกิ -ครเี ทเชยี ส ประกอบดว้ ย หนิ ทราย หนิ ทรายแปง้ หนิ ดนิ ดานและหนิ กรวดมน ทส่ี ะสมตวั ในสภาวะ
แวดลอ้ มภาคพ้ืนทวีป ครอบคลุมบริเวณดา้ นใตข้ องจงั หวดั จนั ทบรุ แี ละบรเิ วณเทอื กเขาบรรทดั ชายแดนประเทศ
กมั พชู า โดยบรเิ วณพน้ื ทพี่ บการแทรกดนั ตวั ของหนิ อคั นี ประเภทหนิ ภเู ขาไฟในชว่ งยคุ เพอรเ์ มยี นถงึ ยคุ ไทรแอสซกิ
บรเิ วณจงั หวดั ตราด และหนิ บะซอลต์ ยคุ ควอเทอรน์ ารี บรเิ วณจนั ทบรุ ี นอกจากน้นั ยงั พบหนิ แกรนติ กระจายตวั
เป็นแนวยาวบริเวณอาเภอศรีราชา อาเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อาเภอแกลง จังหวัดระยอง บริเวณ
จงั หวดั จนั ทบรุ ี และแนวเทอื กเขาทเี่ ปน็ พรมแดนกน้ั ระหวา่ งประเทศไทยกบั ประเทศสาธารณรฐั แหง่ สหภาพเมยี นมา
โดยปดิ ทบั ดว้ ยตะกอนยคุ ควอเทอรน์ ารี ประกอบดว้ ยตะกอน กรวด ทราย ทรายแปง้ ดนิ เหนยี ว ชนั้ ศลิ าแลงและ
เศษหิน ท่ีผุพังจากหินเดิม เน่ืองจากขบวนการกัดกร่อนทาลายและพัดพาทางธรณีวิทยาโดยอิทธิพลของ
กระแสน้าและกระแสลม มาสะสมตัวบนตะพกั ลมุ่ น้า บรเิ วณที่ราบน้าทว่ ม และชายฝงั่ ทะเล

ธรณีวิทยาโครงสร้าง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรี พบว่ารอยเลื่อนส่วนใหญ่วางตัวใน
แนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ตัดผ่านช้ันหินมหายุคพาลีโอโซอิกและมีโซโซอิก ส่วนบริเวณ
ทางดา้ นตะวนั ออกบรเิ วณจงั หวดั ชลบรุ ี ระยอง จนั ทบรุ แี ละตราด พบรอยเลอื่ นสว่ นใหญว่ างตวั ในแนวตะวนั ตกเฉยี ง
เหนอื -ตะวนั ออกเฉียงใต้ ส่วนช้ันหนิ คดโค้ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี โครงสร้างการคดโค้งขนาดใหญม่ กี ารคด
โค้งท้ังแบบการคดโคง้ รูปประทนุ และการคดโคง้ รูปประทนุ คว่า สลบั กันโดยมีแกนของชัน้ หินคดโค้ง วางตัวใน
แนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณทางตอนกลางและทางด้านตะวันออกไม่พบการคดโค้งของ
ชัน้ หนิ ขนาดใหญพ่ บเพยี งรอยคดโค้งขนาดเล็กในหนิ ทีเ่ ปน็ ชั้นบาง

แหล่งทรัพยากรและแหล่งหินที่น่าสนใจประกอบด้วย แหล่งหินปูน กระจายอยู่ท่ัวไปในพื้นที่บรเิ วณ
จงั หวดั กาญจนบรุ ี จงั หวดั ชลบรุ ี และจงั หวดั จนั ทบรุ ี มลี กั ษณะเปน็ เขาลกู โดดๆ และเปน็ เทอื กเขายาวตอ่ เนอื่ ง หนิ ออ่ น

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 167
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

167
ส่วนใหญ่พบในหินยุคเพอร์เมียน บริเวณแนวเทือกเขาหินปูนทางตอนใต้ของอาเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

หินโดโลไมต์ ซ่ึงพบอยู่ท้ังหินยุคออร์โดวิเชียน และหินยุคเพอร์เมียนบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี หินแกรนิตพบ

กระจายตัวอยู่หลายบริเวณ เช่น ทางด้านภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี

และทางด้านภาคตะวันตกบริเวณอาเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี หินบะซอลต์ คลอบคลุมพื้นที่เพียงเล็กน้อย

บริเวณอาเภอทา่ ใหม่ จังหวัดจันทบุรี แหล่งกรวด ทราย เพ่ือการก่อสร้างพบแหล่งกรวด ทรายซ่ึงเกิดจากการ

สะสมตัวโดยอทิ ธพิ ลของทางนา้ บนบกขนาดใหญ่ ทัง้ น้ีรวมถงึ ทางนา้ ปัจจบุ ัน และทางน้าเก่า ตลอดจนศิลาแลง

ดินลูกรัง และวัสดุถมท่ีซ่ึงเกิดจากอิทธิพลของการพุผังของหินท้องที่เดิม ซง่ึ เปน็ วสั ดทุ ใี่ ชใ้ นการพฒั นาโครงสรา้ ง

พน้ื ฐานตา่ งๆไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

คา้ สา้ คญั : ธรณวี ทิ ยา ทรพั ยากรธรณี AEC

Poster Session

168 ธรณวี ิถีใหม่ นวัตกรรมไทย เพ่ือการพฒั นาทีย่ ัง่ ยนื

ผลการจ้าแนกชนดิ หนิ ต้นก้าเนิดของหินไนส์ลานสางและหนิ คลองขลงุ จงั หวดั ตากและ
ก้าแพงเพชร และหินไนสบ์ า้ นทับศิลา จงั หวดั กาญจนบรุ ี

สิทธินนท์ กุลทกั ษยศ*, สันต์ อัศวพชั ระ และ ชลนภิ า ฝากเซียงซา

ส่วนมาตรฐานและขอ้ มลู ธรณีวทิ ยา กองธรณวี ทิ ยา กรมทรัพยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

ตัวอย่างหินชีสต์ของหน่วยหินไนส์ลานสางและหน่วยหินไนส์คลองคลุงจากพื้นท่ีจังหวัดตาก และ
กาแพงเพชร และหินชีสต์จากบ้านทับศลิ า จงั หวดั กาญจนบุรี ประกอบด้วยส่วนใหญ่เป็นควอตซ์ชีสต์และมัสโค
ไวต์ชีสต์ ขนาดผลึกละเอียด ชั้นบางถึงปานกลาง จานวน 8 ตัวอย่าง ถูกนาไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบของ
ธาตุองค์ประกอบหลัก (Major oxide) เพื่อนามาใช้จาแนกชนิดของหินโดยใช้แผนผังสามเหลี่ยม ACF dia-
gram พบว่าหินชีสต์ในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดกาแพงเพชร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหินเพลิติก (Pelitic rocks)
อธบิ ายได้วา่ หนิ ชสี ตใ์ นพ้ืนนม้ี ีองค์ประกอบเดิมคล้ายหนิ จาพวกหนิ ดนิ ดาน หินเคลย์ หรือหินโคลน ท่ีมีลักษณะ
เป็นพวกหินตะกอนเนื้อประสมขนาดเม็ดตะกอนละเอียดท่ีมีปริมาณแร่ควอตซ์และแร่ดินมาก และโดยท่ัวไปมี
ปริมาณแร่คาร์บอเนตน้อย อาจจะมีระดับของการแปรสภาพได้อยู่ในช่วงระดับ Greenschist – Granulite
facies ในขณะที่หินชีสต์จากบ้านทับศิลานั้นมีปริมาณของค่าซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) ค่อนข้างสูงทาให้ไม่
สามารถจาแนกชนิดหินโดยใช้แผนผังสามเหลยี่ ม ACF diagram ได้ ในขณะทผี่ ลการจาแนกชนดิ หนิ ชีสตโ์ ดยใช้
แผนผงั log (Na2O/K2O) – log (SiO2/Al2O3) พบว่าตัวอย่างหินชีสต์ในพ้ืนท่ีจังหวัดตากและกาแพงเพชรอยู่ใน
กลุ่มของหินทรายเนื้อสกปรก (Greywacke) ที่ส่วนใหญ่จะมีสีเทาดา มีการคัดขนาดไม่ดี เม็ดตะกอนเป็น
เหลย่ี มมุม มีพวกแร่เฟลด์สปารแ์ ละเศษหินปะปน

ตัวอย่างหินไนส์จากสามหน่วยหินประกอบด้วยหินไนส์ เนื้อหินส่วนใหญ่เป็นแบบผลึกแร่ดอกแปร
ขนาดผลึกละเอียดถึงหยาบ บางส่วนแสดงโครงสร้างรูปตาของแร่เฟลด์สปาร์ สามารถจาแนกชนิดหินตาม
องค์ประกอบเดิมโดยใช้แผนผังสามเหล่ียม FeO%-MgO%-(Na2O+K2O%) พบว่าตัวอย่างหินไนส์ลานสาง
และตัวอย่างหินไนส์คลองคลุง จัดอยู่ในกลุ่มท่ีมีองค์ประกอบแบบ Calc-alkaline ในขณะที่ตัวอย่างหินไนส์
จากบ้านทับศิลา จัดอยูใ่ นกลุ่มทมี่ ีองค์ประกอบแบบ Tholeiitic โดยมีปริมาณของร้อยละของธาตุเหล็กสูงกว่า
นอกจากน้ีการจาแนกชนิดหินโดยใช้แผนผังสามเหลี่ยม Normative feldspar ก็สนับสนุนข้อมูลของแผนผัง
สามเหลีย่ ม FeO%-MgO%-(Na2O+K2O%) พบวา่ ผลการจาแนกชนดิ หนิ ตามองคป์ ระกอบหนิ เดมิ ของตวั อยา่ ง
หนิ ไนสล์ านสางอยใู่ นกลมุ่ ประเภทหนิ แกรนติ -ควอรต์ มอนโซไนต์ (Granite – Quartz Monzonite) ตัวอย่างหิน
ไนสค์ ลองคลงุ อยใู่ นกลมุ่ ประเภทหินแกรนิต (Granite) และตวั อย่างหนิ ไนสจ์ ากบา้ นทับศิลาอยู่ในกลุ่มประเภท
หินควอร์ตมอนโซไนต์ (Quartz Monzonite) ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าองค์ประกอบเดิมของหินไนส์ของท้ังสาม
หนว่ ยหนิ อยใู่ นช่วงของหินอคั นรี ะดับลกึ สอี ่อนที่ประกอบด้วยส่วนส่วนใหญ่เป็นแร่ควอตซ์ แร่เฟลด์สปาร์ และ
แรไ่ มกา และหนิ ไนส์จากบ้านทบั ศลิ ามปี ริมาณของแรส่ ีดาสงู กวา่ เล็กน้อย

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 169
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

169

พันธกจิ ร่วม (Joint Mission : JM) ดา้ นการป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝ่งั

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม

สวุ ภาคย์ อิม่ สมทุ ร* และ วนั เพ็ญ อว่ มใจบญุ

กองเทคโนโลยีธรณี กรมทรพั ยากรธรณี 75/10 ถนนพระรามท่ี 6 แขวงทุง่ พญาไท เขตราชเทวี กรงุ เทพ 10400
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม แตง่ ตงั้ คณะทางานพนั ธกจิ รว่ ม (Joint Mission : JM) ดา้ น
การปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาการกดั เซาะชายฝง่ั เพอ่ื ใหก้ ารบรหิ ารจดั การและพฒั นาพน้ื ทช่ี ายฝง่ั ทะเลของประเทศ ใน
ความรบั ผิดชอบของกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม มีการบรู ณาการ การบริหารจัดการได้อย่าง
มปี ระสทิ ธภิ าพและเพ่ือยกระดับคณุ ภาพทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ มตามนโยบาย ทส.2 +4 และ ทส.
หน่ึงเดยี ว โดยการขบั เคล่ือนภารกจิ ร่วมกนั ระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั
มีเป้าหมายการดาเนนิ งานของคณะทางานพนั ธกจิ รว่ มฯ เพ่อื ใหไ้ ด้ผลผลติ อยา่ งเปน็ รูปธรรม ประกอบดว้ ย JM
1 : การปรับปรงุ แผนท่ีระบบกลมุ่ หาด 44 กลมุ่ หาด เพือ่ นาไปใชใ้ นการวางแผน กากับดูแล การใช้ประโยชน์
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง JM 2 : การจัดทาข้อมลู เพอ่ื สนบั สนนุ การกาหนดมาตรการสีเขียวในเรอ่ื งการ
เตมิ ทรายชายฝั่ง และ JM 3 : การจดั ทาขอ้ มลู แหล่งอนรุ กั ษม์ รดกธรณีในพนื้ ท่ชี ายฝงั่ เพอ่ื การอนรุ กั ษ์ทาง
กฎหมาย

ค้าสา้ คญั : Joint Mission: JM, การกดั เซาะชายฝ่งั , กรมทรัพยากรธรณ,ี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่

Poster Session

170 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพือ่ การพฒั นาที่ยง่ั ยืน

พ้นื ท่ีออ่ นไหวตอ่ การเกิดดินถลม่ ประเทศไทย

ศศวิ ิมล นววธิ ไพสฐิ 1*, น้าฝน คาพิลงั 2, สุรเชษฐ์ รวมธรรม1 และ บุญนาค โมกศิริ1

1 กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรพั ยากรธรณี ถนนพระราม 6 แขวงทงุ่ พญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
2 สานักงานทรพั ยากรธรณี เขต 1 กรมทรัพยากรธรณี ลาปาง 52130
*E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

การจัดทามาตรฐานและปรับปรุงแผนท่ีด้านธรณีพิบัติภัยให้มีความถูกต้อง แม่นยา และทันสมัยถือ
เปน็ งานทม่ี ีความสาคัญเพอ่ื ใช้ในการวางแผนและกาหนดมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบจากธรณีพิบัติภัย
กรมทรัพยากรธรณีจึงได้ทาการปรับปรุงแผนที่พื้นที่อ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม โดยการกาหนดขอบเขต
ระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มของพ้ืนที่ประเทศไทย ด้วยแบบจาลองทางสถิติแบบสองตัวแปร
(Bivariate statistical model) โดยจัดทาในมาตราส่วน 1:250,000 โดยการนาร่องรอยดินถล่มในอดีต
56,177 รอย ซึ่งได้จากการแปลข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google images ระหวา่ งปี 2538-2562 มาทา
การวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจัยท่ีควบคุมการเกิดดินถล่ม (Landslide controlling factors) ท้ัง 7 ปัจจัย ได้แก่
(1) ระดับความสูง (2) ความลาดชนั (3) ระยะหา่ งจากโครงสรา้ งทางธรณวี ิทยา (4) วิทยาหนิ (5) ดัชนพี ืชพรรณ
(6) ระยะหา่ งจากทางน้า และ (7) ทศิ ทางรับน้าฝน

จากการศึกษาพบว่ามีพ้ืนที่อ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มในประเทศไทย 54 จังหวัด 517 อาเภอ และ
2,845 ตาบล คิดเป็นร้อยละ 41 (ประมาณ 133 ล้านไร่) ของพ้ืนท่ีทั้งประเทศ ต้ังแต่ระดับต่ามากจนถึง
ระดับสูงมาก พบระดับสูงมากในพื้นที่จากัดไม่เกินกว่าร้อยละ 5 (ประมาณ 7 ล้านไร่) ของพ้ืนที่อ่อนไหวต่อ
การเกดิ ดินถล่มทัง้ หมด ระดับสงู ร้อยละ 18 (ประมาณ 24 ลา้ นไร)่ ระดับกลาง ร้อยละ 40 (ประมาณ 53 ล้าน
ไร่) ระดับต่าร้อยละ 34 (45 ล้านไร่) และระดับต่ามากร้อยละ 2 (3 ล้านไร่) ตามลาดับ โดยพบว่าปัจจัยที่
เกย่ี วขอ้ งกบั การเกิดดนิ ถลม่ ที่มีนัยสาคัญ คือ วิทยาหิน ความลาดชันต้ังแต่ 10-70 องศา ณ ที่ความสูงต้ังแต่
400-1,600 เมตร และยังพบความสัมพันธ์ของการเกิดดินถล่มตามโครงสร้างทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ปัจจัย
ทิศทางหน้ารับมรสุม และการใช้ประโยชน์ของพ้ืนท่ีก็มีผลต่อการเกิดดินถล่มเช่นเดียวกัน ทั้งน้ีข้อมูลท่ีได้จาก
แผนที่พ้นื ท่อี อ่ นไหวตอ่ การเกิดดนิ ถลม่ สามารถนาไปใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ในการวางแผนบริหารจัดการธรณีพิบัติภัย
ในระดับภาค (Regional zoning) เพือ่ สนบั สนุนการลดผลกระทบต่อชวี ติ และทรัพย์สินของประชาชนตอ่ ไป
คา้ สา้ คญั : ดนิ ถล่ม, แบบจาลองทางสถิติแบบสองตวั แปร (Bivariate probability), ระดับภาค (Regional

zoning), ปจั จัยทเ่ี กีย่ วข้องกับการเกิดดนิ ถล่ม (Controlling factors)

Poster Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 171
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

171

มาตรฐานการจัดท้าแผนที่ธรณีพิบตั ภิ ยั แผน่ ดินถลม่ ในพ้นื ทีต่ ้นแบบ ณ ตา้ บลปากแจม่
อา้ เภอห้วยยอด จงั หวัดตรัง

เอกชัย แก้วมาตย*์ , นรรฐพร ชยั พนู และ สรุ ีย์ เกณฑ์มา

กองธรณวี ิทยาส่งิ แวดล้อม กรมทรพั ยากรธรณี
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

กรมทรัพยากรธรณี มีกรอบแนวคิดในการจัดทามาตรฐานทางวิชาการด้านธรณีพิบัติภัย โดยอาศัย
ต้นแบบจากการศึกษา วิเคราะห์ มาตรฐานการจัดทาแผนท่ีธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่มท่ีมีมาก่อนของ
ต่างประเทศ โดยเฉพาะของสานักงานสารวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) และสานักงานสารวจ
ธรณีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (BGS) เพ่ือการกาหนดมาตรฐานการจัดทาแผนท่ีธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่ม
ของกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งจาเป็นต้องมี มาตรฐานการจัดทาแผนท่ีธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่ม โดยเสนอให้มี
4 ประเภท ประกอบด้วย 1) แผนที่การเกิดแผ่นดินถล่ม (Landslide Inventory Map) หมายถึง แผนท่ีที่
แสดงข้อมูลการเกิดแผ่นดินถล่มท่ีเคยเกิดมาแล้วในอดีต ประกอบด้วยข้อมูล ดังนี้ ตาแหน่งทางภูมิศาสตร์
ขนาดของแผ่นดินถล่ม ระดับความสูงของพ้ืนท่ี และข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนน สะพาน ทางน้า แหล่งน้า
สถานที่สาคัญ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลในภาคสนาม หรือ จากการแปลความหมายจากภาพถ่าย
ทางอากาศหรือภาพดาวเทียม 2) แผนที่ความอ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม (Landslide Susceptibility
Map) หมายถึง แผนท่แี สดงขอบเขตของการคาดการณ์ระดับความน่าจะเป็นของพ้ืนที่ต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม
โดยการวิเคราะห์ด้วยแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ 3) แผนที่อันตรายจากแผ่นดินถล่ม (Landslide Hazard
Map) หมายถึง แผนที่แสดงขอบเขตพื้นท่ีมีโอกาสได้รับผลกระทบหรืออันตรายจากการเกิดดินถล่ม เป็นการ
วิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลแผนที่การเกิดแผ่นดินถล่ม แผนท่ีความอ่อนไหวต่อแผ่นดินถล่ม ร่วมกับการใช้
ประโยชน์ที่ดินและการตั้งถ่ินฐานของประชากร 4) แผนที่เส่ียงภัยแผ่นดินถล่ม (Landslide Risk Map)
หมายถึง แผนที่ที่แสดงขอบเขตพื้นที่เส่ียงภัยจากการเกิดแผ่นดิน ผลการประเมินจะจัดในรูปแบบ พื้นที่เส่ียง
ภัยจากการเกิดแผ่นดินถลม่ นาเสนอในรปู แบบของระดบั ความน่าจะเป็นของพ้ืนที่เส่ียงภัยจากการเกิดแผ่นดิน
ถลม่ (แบง่ ระดบั เปน็ มูลค่าความเสยี หายของพน้ื ท่ี) หรือ ระดบั ความรุนแรงของผลกระทบถา้ เกิดเหตุการณ์

โดยเลือกพื้นที่ต้นแบบ ของ มาตรฐานการจัดทาแผนท่ีธรณีพิบัติภัยแผ่นดินถล่ม จากการดาเนินงาน
การจดั การพ้ืนท่เี สย่ี งภัยแผ่นดินถลม่ ตาบลปากแจม่ อาเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ข้อมูลพ้ืนที่เสี่ยงภัยแผ่นดิน
ถล่มระดับชุมชน ของ ตาบลปากแจ่ม ในการบริหารจัดการพื้นท่ีเสี่ยงภัยแผ่นดินถล่มระดับชุมชน เพื่อให้การ
บริหารจัดการอย่างเป็นระบบและตามหลักวิชาการพร้อมสร้างความเข้าใจตรงกันของประชาชน นักวิชาการ
และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการวิเคราะห์และ
ประเมินผลจากฐานข้อมูล ในการจัดทาแผนทีธ่ รณพี บิ ัติภยั แผน่ ดนิ ถล่มของพื้นแบง่ เป็น 4 ประเภท

Poster Session


Click to View FlipBook Version
Previous Book
RUKUN ISLAM
Next Book
2020东京奥运会超强环保设计