The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2021-07-29 23:25:05

Abstract book_final5

Abstract book_final5

72 ธรณีวถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพือ่ การพัฒนาที่ย่ังยนื

มีปริมาณน้าฝนมาก ซ่ึงเป็นปัจจัยในการเร่งการผุกร่อนของหินอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้าฝนสะสมต้ังแต่วันที่
10 – 14 ตลุ าคม 2563 คือ 212.5 มลิ ลเิ มตร (สถานอี ตุ ุนยิ มวิทยาจังหวัดกระบ่,ี 2563)

3. หินถล่มบ้านวังยวน หมู่ 8 ตาบลท่ีวัง อาเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พิกัดอ้างอิง 579960
เมตร ตะวันออก 891200 เมตร เหนือ กลางดึกวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ก้อนหินขนาดใหญ่ (3x10x6เมตร)
ขนาดเล็ก และเศษหิน ถล่มลงมาทับบ้าน โรงล้างรถ และ เล้าไก่ของนายพยุงศักดิ์ จันทร์สุวรรณ เสียหาย
ท้ังหมด ไมม่ ีผบู้ าดเจ็บหรอื เสียชวี ิต เศษหินกระเด็นออกมาระยะทางไกลสุด 30 เมตรจากตีนเขา การถล่มของ
หินเปน็ การถล่มแบบล้มคว่า (topple) ลักษณะธรณีวทิ ยา ภเู ขาหนิ ปูนสูงประมาณ 60 เมตร กลุ่มหินทุ่งสง ยุค
ออร์โดวิเชียน (485 – 444 ล้านปี) แสดงชั้นหนาสลับชั้นบาง สีเทา ดา และน้าตาล ช้ันหินเอียงเทไปทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ (ทิศทางลงมายังตีนเขา) สาเหตุการเกิดหินถล่ม หินปูนมีการละลายและผุพังตามธรรมชาติ
ปรากฏโพรง แนวรอยเลอื่ น และแนวรอยแตกหลายทศิ ทาง

4. หินถล่มปราสาทหินพันยอด พ้ืนท่ีอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จังหวัดสตูล พิกัดอ้างอิง
576808 เมตร ตะวันออก 757569 เมตร เหนือ ซ่งึ เปน็ ส่วนหนึ่งของอทุ ยานธรณีสตูล เกิดหินถล่มเมื่อวันท่ี 21
กุมภาพันธ์ 2564 มวลหินจานวน 2 ก้อน มีขนาดประมาณ 10 x 10 x 10 เมตร และ ขนาด 5 x 10 x 10
เมตร ได้แตกหักจากแนวหน้าผา และเลื่อนไถลลงสู่ทะเล เป็นการถล่มแบบการร่วงหล่นของหิน (rock fall)
ลักษณะธรณีวิทยาในพื้นท่ี เป็นหินปูนเนื้อโดโลไมต์ กลุ่มหินทุ่งสง ยุคออร์โดวิเชียน (485 – 444 ล้านปี)
ได้เกิดถล่มในบริเวณซ่ึงเป็นจุดตัดกันระหว่างรอยแตกแนวทิศทางตะวันออกเฉียงเหนือ -ตะวันตกเฉียงใต้
(45 องศาจากทิศเหนือ) และแนวทิศทางเกือบตะวันออก-ตะวันตก (110 องศาจากทิศเหนือ) สาเหตุการเกิด
หินถล่ม การแตกหักพังทลายของเสาหินปูนด้านล่างท่ีรองรับน้าหนักมวลหินจานวนมหาศาลที่อยู่ด้านบน
น้าทะเลขน้ึ ลงอย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะกรณีนา้ ลดระดบั ลงมาก จะทาให้เกิดการสูญเสียแรงค้ายันอย่างฉับพลัน
น้า และอากาศจากคล่นื ลมทะเลเมอ่ื ซัดกระหนา้ เข้าโพรงถ้าและรอยแตกรา้ วในมวลหนิ ปูน จะก่อให้เกิดแรงอัด
มหาศาลท้าให้รอยแตกหินขยายตัวมากข้ึนกว่าเดิม มวลหินจึงแยกออกจากกัน ในขณะเดียวกันน้าเป็นปัจจัย
หนึ่งท่ีท้าให้แรงเสียดทานระหว่างพ้ืนผิวหินลดลง ประกอบกับน้าหนักของมวลหินท่ีมาก ทาให้สูญเสีย
เสถียรภาพ และในที่สุดนาไปสู่การเคล่ือนตัวและเกิดการถลม่ ของมวลหนิ ลงสทู่ ะเล

แนวทางการเฝ้าระวัง กรมทรัพยากรธรณีควรดาเนินการเร่งสารวจตรวจสอบและประเมินสถานภาพ
ของธรณพี บิ ตั ิภัยประเภทหนิ ถล่ม

ค้าสา้ คญั : หินถลม่ ภาคใต้

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 73
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564
73
ผ่าพภิ พไททนั

สุรเวช สธุ ีธร1* และ วราวธุ สธุ ีธร2

1ภาควชิ าชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
2ศนู ย์วิจัยและการศึกษาบรรพชวี ินวิทยา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม

E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ไดโนเสาร์ซอโรพอด เป็นไดโนเสาร์ท่ีประสบความสาเร็จมากท่ีสุดกลุ่มหนึ่ง นับต้ังแต่ซอโรพอด
กลุ่มแรกปรากฏข้ึนมาบนโลกในช่วงปลายยุคไทรแอสซิกจนกระทั่งสูญพันธ์ุไปหมดเม่ือส้ินยุคครีเทเชียส
เป็นระยะเวลากวา่ 160 ล้านปี โดยทกี่ ายวภิ าคของไดโนเสาร์กลมุ่ น้ีแทบไมม่ ีการเปล่ียนแปลงเลย ด้วยร่างกาย
ขนาดมหึมา คอยาว หางยาว หัวขนาดเล็ก ท่ีเป็นทั้งข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบหลายๆ ประการ ทว่า
ความสามารถในการเอาตัวรอดแสดงให้เห็นแล้วว่าไดโนเสาร์กลุ่มนี้วิวัฒนาการมาได้เหมาะสมกับ
สภาพแวดล้อมของมหายุคมีโซโซอิกเป็นอย่างย่ิง ประเทศไทยพบซอโรพอดท่ีเก่าแก่ที่สุดในหมวดหินน้าพอง
เปน็ หนงึ่ ในตน้ ตระกลู ของไดโนเสารซ์ อโรพอดทม่ี ขี นาดใหญ่ ซอโรพอดกลมุ่ ตอ่ มาจดั อยใู่ นสายพนั ธม์ุ าเมนชซิ อรเิ ด
เปน็ สายพนั ธทุ์ แี่ พรก่ ระจายในชว่ งจแู รสสกิ ของเอเชยี และถกู แทนทด่ี ว้ ยซอโรพอดกลมุ่ ใหมใ่ นยคุ ครเี ทเชยี สตอนตน้
หมวดหินเสาขัวเป็นช่วงเวลาท่ีพบความหลากชนิดของซอโรพอดมากท่ีสุด และเป็นไปได้ว่าเกิดการแข่งขัน
ระหวา่ งซอโรพอดและออนโิ ธพอดในเวลาตอ่ ทาใหค้ วามหลากชนดิ ของซอโรพอดลดลงขณะที่ออนิโธพอดมาก
ขนึ้ ใน หมวดหนิ โคกกรวด

Oral Session

74 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพฒั นาที่ยั่งยืน

ระบบฐานขอ้ มลู ซากดึกดา้ บรรพ์ประเทศไทยออนไลนเ์ พือ่ การพัฒนาท่ยี ่งั ยนื

ณฐั กติ ติ์ แสงสุวรรณ

สว่ นมาตรฐานและขอ้ มลู ซากดึกดาบรรพ์ กองคุ้มครองซากดกึ ดาบรรพ์ กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

กรมทรัพยากรธรณี มภี ารกิจในการคุม้ ครองและอนุรักษ์ซากดึกดาบรรพ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้ตราข้ึนเพ่ือให้การบริหารจัดการซากดึกดาบรรพ์และแหล่งซากดึกดาบรรพ์
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากซากดึกดาบรรพ์มีความสาคัญต่อการศึกษาประวัติของโลก บรรพชีวิน
วิทยา และการลาดับช้ันหิน จึงต้องคุ้มครองและอนุรักษ์อย่างเหมาะสมไว้เพ่ือเป็นมรดกของชาติสืบไป
โดยสว่ นมาตรฐานและขอ้ มลู ซากดึกดาบรรพ์ กองคมุ้ ครองซากดึกดาบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี ได้จัดทาระบบ
ฐานขอ้ มลู ซากดกึ ดาบรรพอ์ อนไลน์ เพ่ือการบรหิ ารจดั การซากดกึ ดาบรรพ์ การแจ้งครอบครอง การนาเข้าและ
การส่งออก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 และเพ่ือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ
ซากดึกดาบรรพ์ของประเทศ ท่ีทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงเพ่ือใช้ในการศึกษาวิจัยร่วมกัน นอกจากน้ี
ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจยังสามารถเข้าไปใช้งานระบบฐานข้อมูลซากดึกดาบรรพ์ออนไลน์ได้อย่างสะดวก
ผ่านระบบเว็บเบราว์เซอร์บนทกุ อปุ กรณ์ ซึ่งข้อมลู ซากดึกดาบรรพ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า
รวมไปถึงการเทียบเคียงข้อมูลในกรณีที่พบเจอสิ่งท่ีอาจจะเป็นซากดึกดาบรรพ์ ระบบฐานข้อมูล
ซากดึกดาบรรพ์ออนไลน์นี้นับว่าเป็นการนานวัตกรรมในยุคดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี
ตามกรอบความคดิ “ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาที่ยงั่ ยืน”

ระบบฐานข้อมูลซากดึกดาบรรพ์ออนไลน์ เป็นช่องทางท่ีใช้สาหรับจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของชิ้น
ตัวอย่างซากดึกดาบรรพ์ท่ีค้นพบในประเทศไทย ท้ังข้อมูลทั่วไปของชิ้นตัวอย่าง ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย
ข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบ ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ข้อมูลสถานที่เก็บรักษา และข้อมูลการขึ้นทะเบียนตาม
กฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดาบรรพ์ พ.ศ. 2551 การใช้งานระบบฐานข้อมูล
ซากดึกดาบรรพ์ออนไลน์ สามารถทาได้โดยการเข้าไปยังเว็บไซต์ http://fossil.dmr.go.th และหากผู้ใช้งาน
ต้องการข้อมูลของชิ้นตัวอย่างซากดึกดาบรรพ์เพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ส่วนมาตรฐานและข้อมูล
ซากดกึ ดาบรรพ์ กองคมุ้ ครองซากดึกดาบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี โทร. 02 621 9845

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 75
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

75

Oral Session

76 ธรณีวถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอื่ การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื

ลกั ษณะการกระจายตัวของธาตุลิเทียมและธาตหุ ายากในหมวดหนิ มหาสารคาม
บริเวณแหลง่ ศกั ยภาพแร่โพแทชนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม

นชุ ติ ศริ ทิ องคา* และ วิภาวี วิบลู ยอ์ ฐั พล

กองทรพั ยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี 75/10 ถ.พระราม 6 เขตราชเทวี กทม. 10400
*E-mail [email protected]

บทคัดย่อ

แหล่งศักยภาพแร่โพแทชนาเชือก ครอบคลุมพ้ืนที่ตาบลนาเชือก หนองเม็ก ปอพาน และเขวาไร่
อาเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นท่ีประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร ธรณีวิทยารองรับด้วยหินแข็งอายุ
ตั้งแตย่ ุคครีเทเชียส จนถงึ ปจั จุบัน ได้แก่ หมวดหินมหาสารคาม (KTms) ท่ีประกอบด้วยหินตะกอนแทรกสลับ
ด้วยช้ันเกลือหินและโพแทช หมวดหินภูทอก (KTpt) ท่ีประกอบด้วย หินโคลน หินทรายแป้ง และชั้นตะกอน
ยุคควอเทอร์นารที ยี่ ังไม่แข็งตัว (Qa) จากการศึกษาแท่งตัวอย่างจาก 3 หลุมเจาะสารวจ (K-206, K-207 และ
K-208) โดยแตล่ ะหลมุ เจาะมีระยะความลกึ 400 เมตรจากผิวดิน ซ่ึงพบว่ามีแร่โพแทช (ชนิดซิลไวต์ท่ีมีปริมาณ
ธาตุโพแทสเซียมอยู่ระหว่างร้อยละ 1.13-46.58 และธาตุแมกนีเซียมอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 0.82 โดยน้าหนัก)
ปรากฏเฉพาะในหลมุ เจาะ K-206 ทรี่ ะดับความลึก 61.60-92.80 เมตร โดยวางตัวอยู่บนช้ันเกลือหินท่ีรองรับ
ดว้ ยชนั้ ตะกอนดนิ เหนยี ว ขณะที่หลมุ เจาะ K-207 (ความลึกรวม 400 ม.) พบชนั้ เกลือหนิ สองช้ันทีส่ ลับคน่ั ดว้ ย
ช้ันตะกอนดนิ เหนยี ว ส่วนหลุมเจาะ K-208 (ความลึกรวม 400 ม.) พบชั้นตะกอนทรายที่เกิดการการผุพังของ
หมวดหินภูทอก ท่ีมีการสะสมตวั ของดนิ มารล์ เศษหนิ ปนู และแรฟ่ อสเฟตเกิดรว่ ม โดยไม่พบท้ังเกลือหินและ
โพแทช ท้ังนี้จากการศึกษาลักษณะการกระจายตัวของธาตุลิเทียมและธาตุหายากที่ตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี
ICP-MS พบวา่ ช่วงคา่ การกระจายตัวของธาตทุ ี่สะสมตัวในชนั้ ตะกอนดนิ เหนยี วแต่ละชั้นไม่ต่างกันมากนัก โดย
ธาตุลิเทียมอยู่ในช่วงระหว่าง <10-94 ppm (ค่าเฉล่ีย 35.09 ppm) และธาตุหายากรวมอยู่ในช่วงระหว่าง
21-429 ppm (ค่าเฉลี่ย 125.29 ppm) มีสัดส่วนร้อยละ LREE:HREE อยู่ท่ี 77.40:22.60 ในขณะท่ีปริมาณ
ธาตุลเิ ทียมและธาตหุ ายากในชน้ั เกลือหนิ และโพแทชมอี ยู่น้อยมากจนไมส่ ามารถตรวจวัดได้
ค้าสา้ คญั : เกลอื หินและโพแทช, ธาตหุ ายาก, ลเิ ทียม, พื้นทีน่ าเชือก, มหาสารคาม

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 77
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

77

ลักษณะปรากฏของหนิ ตะกอน ซากดึกดา้ บรรพ์ใบไม้ และสภาพแวดล้อมบรรพกาล

บริเวณดอยโตน ต้าบลแมก่ าษา อ้าเภอแมส่ อด จังหวดั ตาก

อติวฒุ ิ บญุ หลา1*, ยุพา ทาโสด1, รตั นาภรณ์ ฟองเงนิ 1 และ พทิ ักษส์ ทิ ธิ์ ดิษบรรจง2

1 ภาควชิ าธรณวี ทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่ 239 ถนนหว้ ยแกว้ ต.สเุ ทพ อ.เมอื ง จ.เชยี งใหม,่ 50200
2สาขาวชิ าเทคโนโลยธี รณี คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , 123/2002 ถนนมติ รภาพ ต.ในเมอื ง อ.เมอื ง จ.ขอนแกน่ , 40002

* E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ดอยโตนเปน็ ภูเขาขนาดเล็ก ต้ังอยู่ทางทศิ เหนือของแอง่ แม่สอด จังหวัดตาก มีความโดดเด่นเป็นอย่าง
มาก เนื่องจากมีการพบซากดึกดาบรรพ์ใบไม้ประทับอยู่ในหินทราย และในพื้นท่ีน้ียังมีข้อถกเถียงในเรื่องอายุ
ทางธรณีวิทยา การศึกษาในครั้งน้ีมุ่งเน้นศึกษาลักษณะปรากฏของหินตะกอน และซากดึกดาบรรพ์ใบไม้
เพอ่ื ทาการอนุมานสภาพแวดลอ้ มบรรพกาล รวมไปถึงอายกุ ารสะสมตัวอย่างครา่ วของชั้นหินบริเวณนี้

จากการศึกษาลาดับช้ันหินของบริเวณดอยโตนสามารถแบ่งได้เป็น 2 หมู่หินได้แก่ หมู่หินดอยโตน
ส่วนล่าง และหมู่หินดอยโตนส่วนบน โดยหมู่หินดอยโตนส่วนบนมีศักยภาพมากพอในการศึกษาลักษณะ
ปรากฏของหินตะกอน โดยสามารถจัดแบง่ ลกั ษณะปรากฏไดเ้ ป็น 5 ลกั ษณะปรากฏ ได้แก่ Sm Sg Sr Sp และ
Gm ซ่ึงสามารถแปลความได้ว่าเป็นการสะสมตัวของตะกอนบริเวณร่องน้า และสันดอนทรายของธารน้า
ประสานสาย และการศึกษาซากดึกดาบรรพ์ใบไม้ สามารถจาแนกลักษณะทางกายภาพได้เป็นลักษณะ
ของพืชดอก 23 กลุ่ม และลกั ษณะท่ีจาแนกไม่ได้ 2 กลุ่ม และการศึกษาความสัมพันธ์ของภูมิอากาศบรรพกาล
โดยใช้ลักษณะทางกายภาพของซากดึกดาบรรพ์ใบไม้พบว่า บริเวณพ้ืนที่ดอยโตนในอดีตมีอุณหภูมิเฉลี่ย
ตลอดปีอยรู่ ะหว่าง 21.2-27.58 องศาเซลเซียส ปรมิ าณหยาดนา้ ฟ้าเฉลี่ย 135.48-154.9 เซนติเมตรต่อปี และ
ซากดึกดาบรรพ์ใบไม้เหล่าน้ียังเป็นส่วนหนึ่งของพืชพรรณท่ีเกิดในป่าดิบแล้ง บริเวณที่ราบ และบริเวณตีนเขา
จากการเปรียบเทียบตัวแปรจากข้อมูลสภาพภูมิอากาศบรรพกาลของพื้นท่ีศึกษากับประเทศจีนตอนใต้และ
ประเทศอินเดยี พบว่ามคี วามสอดคล้องกันในช่วงอีโอซีน จึงทาให้สามารถอนุมานอายุการสะสมตัวอย่างคร่าว
ได้ซึง่ ยงั ต้องมีการศกึ ษาทแ่ี น่ชัดในเรื่องของอายุการสะสมตัวอีกในอนาคต

Oral Session

78 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่ือการพฒั นาที่ย่งั ยนื

สภาพแวดล้อมการทบั ถมตะกอนบริเวณแหล่งขุดค้นซากดกึ ด้าบรรพว์ าฬ ตา้ บลอ้าแพง
อา้ เภอบา้ นแพว้ จงั หวัดสมุทรสาคร: การแปลความจากกลมุ่ ออสตราคอด

อานสิ งส์ จิตนารนิ ทร์*, ลลติ า วีราชัย และ อภสิ ิฐ จนั ทรอ์ ่า

สาขาวิชาเทคโนโลยธี รณี สานกั วชิ าวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสรุ นารี อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสมี า
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

ตะกอนเคลยจ์ านวน 7 ใน 10 ตัวอย่างจากแหล่งขุดค้นซากดกึ ดาบรรพว์ าฬ ตาบลอาแพง อาเภอบ้าน
แพว้ จังหวดั สมทุ รสาคร มีซากดกึ ดาบรรพ์ออสตราคอด จาแนกได้ 15 สปีชสี ์ อยูใ่ น 3 วงศใ์ หญ่ 5 วงศ์ และ
8 จีนัส ออสตราคอดท่พี บส่วนใหญม่ ชี ีวติ อยใู่ นปจั จุบัน พบอาศยั ในทะเลตน้ื เขตอินโดแปซิฟกิ และทะเลจนี ใต้
จากการวเิ คราะหอ์ ตั ราสว่ นระหวา่ งฝาและคาราเพซ และโครงสรา้ งประชากร พบวา่ Bicornucythere bisanensis
และ Keijella gonia ถกู พดั พามาทบั ถม สว่ น Sinocytheridea impressa และ Neomonoceratina chenae
เปน็ สปชี สี ์ท่ีอาศยั อยู่กับท่ี สภาพแวดลอ้ มการทับถมตะกอนในช่วงประมาณ 3,000 ปีก่อน ควรเป็นทะเลตน้ื ที่
ระดับนา้ ลึกไม่เกิน 20 เมตร พ้นื ตะกอนละเอยี ด น้าทะเลมีความขนุ่ มรี ะดบั ความเค็มปกติ และมกี ารไหลเวยี น
ของกระแสนา้ ทะเลไปทางเหนือ เช่อื มต่อกบั ประเทศเวียดนามและญี่ปนุ่

Oral Session

การประชมุ วชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 79
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สิงหาคม 2564

79

สมมตุ ฐิ านวิกฤตการณป์ ลายยุคไทรแอสซกิ ในประเทศไทย

พิทักษ์สทิ ธ์ิ ดษิ บรรจง1* และ พรเพญ็ จนั ทสิทธ2ิ์

1สาขาวิชาเทคโนโลยธี รณี คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ขอนแกน่ 40002
2พพิ ธิ ภณั ฑส์ ริ ินธร สานักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 กรมทรพั ยากรธรณี, กาฬสนิ ธุ์ 46140

*Email: [email protected]

บทคดั ย่อ

ตลอดช่วงเวลาทางธรณีกาล มีช่วงวิกฤตการณ์ท่ีเกิดข้ึนบนโลกหลากหลายคร้ังซ่ึงส่งผลให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงท้ังทางกายภาพและชีวภาพ ในช่วงยุคไทรแอสซิกตอนปลาย มีหลักฐานทางธรณีวิทยาในหลาย
ทวีปท่ีแสดงถึงช่วงวิกฤตการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “CPE” (Carnian Pluvial Episode) เป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณ
น้าฝนสูง สภาพอากาศช้ืน ส่งผลให้ระบบการสะสมตะกอนเปลี่ยนแปลง เช่น การสะสมตัวของตะกอน
คารบ์ อเนตในทะเลลดลง ปริมาณการสะสมตัวของตะกอนเนือ้ เม็ดเพ่ิมข้ึน ระบบของการสะสมตัวของตะกอน
บนบกได้รับอิทธิพลจากปริมาณน้าที่มากขึ้น และในทางบรรพชีวินวิทยา พบชนิดของส่ิงมีชีวิตในทะเลลดลง
เปน็ จุดเริ่มต้นของการแพรก่ ระจายของกล่มุ สิ่งมีชวี ติ หลายกลุม่ อยา่ งเช่น ไดโนเสาร์ รวมถึงมีการเปล่ียนแปลง
พชื พรรณบนบก

เม่ือเราพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาหินในยุคไทรแอสซิกตอนปลายของประเทศไทย เช่น ใน
กล่มุ หินลาปาง การสะสมตวั ของตะกอนทะเลหมวดหินกา้ งปลาท่ปี ระกอบด้วยหนิ ปนู เป็นส่วนใหญ่ เปลี่ยนเป็น
หมวดหินวังช้ินที่พบหินตะกอนเน้ือเม็ดเป็นหลัก หรือ การสะสมตัวบนบกของหมวดหินห้วยหินลาดท่ีเป็น
ระบบทางนา้ และทะเลสาบ ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงน้ีอาจสัมพนั ธก์ บั เหตกุ ารณ์ CPE หรอื เกิดจากการเปล่ียนแปลง
สภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตามช่วงวิกฤตการณ์ในปลายยุคไทรแอสซิก
“CPE” ยังต้องการการรวบรวมข้อมูล และหลักฐานทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยา เพ่ืออธิบายช่วงเวลา
ของการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมท่ีเกิดข้ึนท่ัวโลก หากเรารวบรวมหลักฐานจากการศึกษาทางธรณีวิทยา
และบรรพชีวินวิทยาในยุคไทรแอสซิกตอนปลายของประเทศไทย และศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในเชิงลึกท้ังด้าน
บรรพชีวินวิทยา ธรณีเคมี รวมถึงการหาอายุท่ีแน่นอน จะสามารถตอบสมมุติฐานว่ามีวิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้น
ในชว่ งปลายยุคไทรแอสซิกของประเทศไทยหรอื ไม่

Oral Session

80 ธรณวี ถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพือ่ การพฒั นาท่ยี ง่ั ยืน

สตั ว์สะเทินน้าสะเทนิ บกในมหายุคมโี ซโซอกิ และความสา้ คัญทางบรรพชีวภูมิศาสตร์

ธนศิ นนทศ์ รีราช1,2*, ศิตะ มานิตกลุ 1,2 และ คมศร เลาหป์ ระเสริฐ2

1ศนู ยว์ ิจยั และการศึกษาบรรพชวี นิ วิทยา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กันทรวชิ ัย จ.มหาสารคาม 44150
2คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต.ขามเรยี ง อ.กนั ทรวชิ ยั จ.มหาสารคาม 44150
*E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บกเปน็ สงิ่ มชี วี ติ ทมี่ วี วิ ฒั นาการมาอยา่ งยาวนานตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั จากการสารวจ
และศึกษาสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกในมหายุคมีโซโซอิกของไทยนั้น ปรากฏหลักฐานท้ังในแผ่นอนุทวปี อินโดจีน
(Indochina block) และอนุทวปี ไซบูมาสุ (Sibumasu block) ในช่วงปลายยุคไทรแอสซิกจนถึงต้นครีเทเชียส
ประกอบไปด้วย สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกกลุ่ม Stereospondyli ได้แก่ Cyclotosauridae, Plagiosauridae,
Brachyopoidea และสัตว์สะเทินน้าสะเทินบกกลุ่ม Anura หลักฐานซากดึกดาบรรพ์ท้ังหมดที่ปรากฏใน
ประเทศไทยแสดงถึงความหลากหลายของซากดึกดาบรรพ์สัตว์สะเทินน้าสะเทินบกของท่ีมากที่สุดนับต้ังแต่มี
การบันทกึ มาในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ นอกจากนี้การค้นพบสัตวส์ ะเทินน้าสะเทินวงศ์ Brachyopoidea ซึ่งมี
ความคลา้ ยคลงึ กบั brachyopids จากประเทศจีน สนบั สนนุ ทฤษฎีการเชื่อมกนั ของแผ่นแผน่ อินโดจนี และแผ่น
ไซบมู าสใุ นชว่ งมหายคุ มโี ซโซอกิ
ค้าส้าคญั : สตั ว์สะเทนิ นา้ สะเทินบก; มหายคุ มโี ซโซอิก; ความหลากหลาย

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 81
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

81

สายวิวัฒนาการเชงิ ภมู ศิ าสตร์ และสภาพแวดลอ้ มบรรพกาลของ

ซากดกึ ด้าบรรพ์ หอยขมน้าจืด เหมอื งแมเ่ มาะ จังหวัดล้าปาง

ยพุ า ทาโสด1*, ณฐั วดี นนั ตรตั น2์ , เบญ็ จวรรณ รตั นเสถยี ร1, มนฤดี ชยั โพธ2์ิ , จริ ฏั ฐ์ แสนทน1 และ ตวงทอง บญุ มาชยั 2

1ภาควิชาธรณวี ิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
2ภาควิชาชวี วิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

แหลง่ ซากดกึ ดาบรรพห์ อยขมน้าจดื เหมอื งแมเ่ มาะ จังหวดั ลาปาง ซ่ึงปจั จุบันช้ันที่หนาท่ีสุดโผล่ให้เห็น
บริเวณขอบแอง่ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้ของเหมืองแม่เมาะ โดยสะสมอยู่ระหว่างชั้นถ่านหิน K3 และ K4 ของ
หมวดหินนาแขม กลุ่มหินแม่เมาะ มีความหนามากท่ีสุดประมาณ 12 เมตร วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ
1) เพอื่ ศกึ ษาอนุกรมวิธานของซากดึกดาบรรพข์ องหอยขมแม่เมาะ 2) เพ่ือศึกษาสายวิวัฒนาการเชิงภูมิศาสตร์
ของหอยน้าจืดในแหล่งซากดกึ ดาบรรพ์หอยขมแม่เมาะ 3) เพ่ือศึกษาและอธิบายลักษณะสภาพแวดล้อมบรรพ
กาลของแหลง่ ซากดกึ ดาบรรพห์ อยขมแม่เมาะ รวมท้ังการเปล่ียนแปลงทางด้านธรณีวิทยาและธรรมชาติวิทยา
ที่เกิดข้ึนระหว่างการสะสมตัวเป็นชั้นหนาของซากดึกดาบรรพ์ โดยใช้ลักษณะทางสัณฐานของหอยขม
การวิเคราะห์ชนิดแร่ด้วยวิธีการเล้ียวเบนของรังสีเอกซ์ (XRD) และค่าไอโซโทปเสถียรของออกซิเจนและ
คาร์บอน จากการศึกษาเก็บตัวอย่างชั้นหอบขมโดยละเอียดตามลาดับช้ันตะกอนโดยพิจารณาจากลักษณะ
ปรากฏของชั้นซากดึกดาบรรพ์หอยขมที่ต่างกัน สามารถเก็บตัวอย่างช้ันหอยขมได้ 16 ตัวอย่าง โดยพบว่าชั้นหอย
ด้านล่างมีเปลือกหอยทส่ี มบูรณ์สะสมอยมู่ าก สว่ นกลางมเี ปลือกที่สมบรู ณ์ปนกับเศษเปลือกหอย และส่วนบนสดุ มีเศษ
เปลอื กหอยมากกว่าเปลอื กทสี่ มบูรณ์ บ่งช้วี ่าการสะสมตวั ของเปลอื กหอยมีทั้งกระบวนการสะสมตัวอยู่กับท่ี และการ
พัดพาเอาเปลือกหอยมาสะสม ซากดึกดาบรรพ์หอยขมสามารถจาแนกได้ 3 วงศ์ คือ (1) วงศ์ Viviparidae พบ
4 สกุล คือ Bellamya (62.75%) Idiopoma (7.08%) Cipangopaludina (0.76%) และ Mekongia (0.5%)
(2) วงศ์ Bithyniidae พบ 1 สกุล คือ Bithynia (28.92%) คาดว่า และ (3) วงศ์ Planorbidae พบ 1 สกุล
คือ Indoplanorbis (พบเพยี ง 2 ตวั อย่างทไ่ี มส่ มบรู ณ)์

ผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของหอยปัจจุบันท่ีพบในภาคเหนือของประเทศไทย จานวน 4 สกุล คือ Bithynia
Filopaludina Idiopoma และ Mekongia ประกอบกับขอ้ มูลของ Bellamya จากประเทศจีน เพื่อใช้สร้างแผนภูมิ
ต้นไม้วิวัฒนาการ และสายวิวัฒนาการเชิงภูมิศาสตร์ พบว่า หอยสกุล Bithynia ปัจจุบันทุกชนิดมีความสัมพันธ์
ใกล้ชิดกันโดยมีบรรพบุรุษร่วมกัน มีต้นกาเนิดเมื่อประมาณ 50 ล้านปีก่อน มีการแยกชนิดใหม่เมื่อประมาณ 13-14
ล้านปีกอ่ น และมกี ารกระจายพนั ธุ์เมื่อประมาณ 15-12 ล้านปีก่อน ส่วนหอยวงศ์ Viviparidae ได้แก่ Filopaludina
Idiopoma Mekongia และ Bellamya มสี ายวิวัฒนาการเชิงเดีย่ วเช่นเดยี วกนั มตี ้นกาเนิดประมาณ 20 ล้านปีก่อน
มีการแยกชนิดใหม่เม่ือประมาณ 7-8 ล้านปีก่อน และกระจายพันธ์ุในช่วง 7-5 ล้านปีก่อน โดยซากดึกดาบรรพ์ของ
Bellamya ทีเ่ หมืองแมเ่ มาะเป็นสายพันธุ์ทีเ่ กา่ แก่ท่ีสดุ และไดส้ ูญพนั ธุ์ไปจากประเทศไทยแลว้

ผลการวิเคราะห์ชนิดแร่จากการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ พบว่าประกอบด้วยกลุ่มแร่ดิน พวกมอนต์มอริลโล
ไนต์ เวอร์มิคิวไลต์ และคลอไรต์ ท่ีมีมากกว่าเคโอลิไนต์ ท่ีพบร่วมกับกลุ่มแร่คาร์บอนเนต บ่งช้ีว่าชั้นหอยขมดึกดา
บรรพน์ ไ้ี ด้รบั อิทธพิ ลจากตะกอนทะเลมากกวา่ บก ทีอ่ าจเกย่ี วเน่อื งกบั การหนนุ ของน้าทะเลเข้ามาในแอ่ง ค่าไอโซโทป
เสถียรของคาร์บอนและออกซิเจน บ่งชี้ว่าหอยขมดึกดาบรรพ์เหล่าน้ีอาศัยอยู่ในแหล่งน้าจืด อาจเป็นทางน้าหรือ
ทะเลสาบเช่นเดียวกับหอยปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศบรรพกาลระหว่างการสะสมตัวของช้ันหอยขมแม่เมาะมีการ
เปล่ียนแปลงจากหนาวเย็นและแห้งแล้งสลับกับร้อนช้ืน สาเหตุทาให้ระบบนิเวศวิทยาของหอยขมเกิดการ

Oral Session

82 ธรณวี ิถีใหม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาท่ียง่ั ยนื
เปลี่ยนแปลงอาจเกดิ จากการยกตวั ของที่ราบสูงทิเบตอยา่ งรวดเร็ว สง่ ผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดน้าทะเลหนุน
ภัยแล้ง การเกิดภูเขา และการเกิดแม่น้าสายใหม่ข้ึน ทาให้ระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการดารงชีวิตของหอยขม
เปล่ียนแปลงไป หอยขมดึกดาบรรพ์หลายชนิด ได้อพยพออกไปจากระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ แต่บางชนิด
โดยเฉพาะ Bellamya ซง่ึ เปน็ ชนดิ ท่พี บมากทสี่ ดุ อาจไมอ่ พยพออกไป เนอ่ื งจากมีภมู ปิ ระเทศก้นั หรืออาจจะเป็นชนิด
ที่อยู่ประจาถิ่นและไม่ได้พยายามอพยพออกไปเลย จึงคาดว่า Bellamya ท่ีเหมืองแม่เมาะนั้นเป็นสายพันธ์ุ
เฉพาะถิ่น (endemic species) และปจั จุบนั Bellamya ไดส้ ญู พนั ธไ์ุ ปจากประเทศไทยแล้ว

Oral Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 83
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สิงหาคม 2564

83

อุตสาหกรรม S-Curve และการใชแ้ ร่เปน็ วตั ถดุ บิ

อานวย ส่งอุไรลา้

กองทรัพยากรแร่ กรมทรพั ยากรธรณี
E-mail: [email protected]

บทคัดย่อ

ภาวะเศรษฐกิจโลก ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้
ภาคอุตสาหกรรมเกิดการแข่งขันท่ีรุนแรงขึ้น แต่ประเทศไทยซ่ึงมีอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ( SMEs)
เป็นส่วนใหญ่ มีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงจากอันดับ 29 ในปี 2557 มาอยู่อันดับ 30 จาก 61
ประเทศท่ัวโลกในปี 2558 จึงเป็นสัญญาณสาคัญให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม เพ่ือให้
หลุดพ้นจากการติดอยู่ในกับดักของประเทศท่ีมีรายได้ปานกลาง ตามทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 นอกจากน้ี รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เป็นตัว
ขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง Creative Economy ซ่ึงเป็นโอกาสในการพัฒนา
ศักยภาพอุตสาหกรรม SMEs ไทยให้เกิดความเข้มแข็งและย่ังยืน ปัจจุบันดิจิทัลมีบทบาทสาคัญต่อเศรษฐกิจ
และสังคมมากข้ึน โดยในปีท่ีผ่านมาจากข้อมูลหอการค้าระบุว่าระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมีมูลค่าทางธุรกิจถึง
1.2 ล้านลา้ นบาท คดิ เปน็ 10 % ของผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ (จีดีพี) จงึ สามารถนามาใช้เป็นเครื่องมือใน
การยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ (Digital Economy Promotion) ให้มีศักยภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่เรียกว่า S-Curve ซ่ึงเป็นกลไกขับเคล่ือนเศรษฐกิจท่ีสาคัญ
ด้านนวัตกรรมเพ่ือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ได้แก่ 5 อุตสาหกรรม
เดิม (First S-Curve) คืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรม
ท่องเทีย่ วกลมุ่ รายไดด้ ีและทอ่ งเท่ยี วเชงิ สุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
และ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) คือหนุ่ ยนต์เพ่อื อุตสหากรรม อตุ สาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
อุตสหากรรมเช้ือเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสหากรรมการแพทย์ครบวงจร
ดังน้ันการจัดเตรียมแร่เพื่อใช้เป็นวุตถุดิบในอุตสาหกรรม S-Curve จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยสามารถ
แข่งขนั กับตา่ งประเทศได้

คา้ สา้ คญั : อตุ สาหกรรม S-Curve 5 อตุ สาหกรรมเดมิ (First S-Curve) 5 อตุ สาหกรรมอนาคต (New S-Curve)

Keynote Session

84 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่อื การพัฒนาที่ยง่ั ยืน

A Review on the Sedimentology and Litostratigraphy of Setul Group Succession
in Langkawi and Perlis Area

Mohamad Ezanie Abu Samah* and Che Aziz Ali

Earth Sciences and Environment Programmes, Department of Earth Sciences and Environment,
Narional University of Malaysia

*Corresponding author: Mohamad Ezanie Abu Samah
E-mail: [email protected]

Abstract

A sedimentological and stratigraphic study of Setul Group succession was conducted
in Langkawi Island and Perlis. It was based on the Setul Group lithological distribution identified on
geological maps and field observations. The main objective of this study was to emphasise
on the scope related to understanding sedimentology and stratigraphy concepts of Setul
Group succession. Based on the information collected in the field and laboratory, several
new unit discoveries have ignited ideas for the evaluation and revision of the Setul Limestone
succession. The rock succession is divided into two main facies namely microbial facies
consists of (1) thrombolitic facies (Tf), (2) parallel stromatolitic facies (PSf), (3) compound
stromatolitic facies (CpSf), (4) oncolitic facies (Of), (5) columnar stromatolitic facies (ClSf),
(6) wavy stromatolitic facies (WSf) and (7) cryptalgal lamination facies (CLf). In addition to
sediment facies that includes (1) interbedded of mudstone and limestone facies (Mdf-Lmf),
(2) heterolitic of mudstone and limestone facies (Hf), (3) black carbonaceous mudstone/
shale facies (CSf), (4) argillite facies (Af), (5) parallel laminated sandstone facies (PLSf),
(6) chert facies (Cf), (7) massive limestone facies (MLmf) and (8) red limestone facies (RLmf).
The combination of facies forms a facies association namely (1) FA1 – interfingering of siliciclastic
tidal flat to the upper carbonate intertidal (2) FA2 – supratidal to intertidal microbial-
carbonate reefs, (3) FA3 – upper subtidal of heterolitic-argillite layer, (4) FA4 – upper to lower
subtidal thrombolitic-stromatolitic microbial layers, (5) FA5 – outer continental shelf of
pelagic limestone layer (6) FA6 - Lower slope to deep sea floor of argillite-carboneceous
chert. This association form a mixed depositional system, between the shallow marine
carbonate and deep marine carbonate and clastic environments. In terms of stratigraphy,
Setul Group succession includes siliciclastic-carbonate unit (Kaki Bukit Formation), carbonaceous
argillite unit (Tg. Dendang Formation), carbonate unit (Mempelam Formation) and siliciclastic
unit (Jentik Formation). The Kaki Bukit Formation consists of three new subunits named
Sabung Member, Pesak Seluar Member and Ewa Member. All these units are interpreted as
being similar to the units of the Pante Malaka Formation, Lae Tong Formation, Rung Nok
Formation, Pa Kae Formation, Wan Tong Formation, Kuan Tung Formation and Pa Samed
Formation which crops out in Thailand.

Keywords: lithofacies, Setul Group, stratigraphic unit

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 85
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

85

Agathoxylon of Dinosaur Era in Thailand

ภณิฑดา ศรคี าภา1*, สุรเวช สธุ ธี ร1 และ นารรี ตั น์ บญุ ไชย2

1 ภาควชิ าชวี วิทยา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม อาเภอกันทรวชิ ัย จงั หวัดมหาสารคาม 44150
2 Florida Museum of Natural History (Paleobotany),

University of Florida, Dickinson Hall;1659 Museum Rd Gainesville, FL 32611-7800
*E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่

Agathoxylon เป็นซากดึกดาบรรพ์ไม้กลายเป็นหินวงศ์ Araucariaceae ลักษณะทางกายวิภาคของ
Agathoxylon ใกลเ้ คียงกบั สนสกลุ Agathis ในปัจจุบนั ซงึ่ มีถิ่นกาเนิดจากประเทศออสเตรเลยี พบการกระจาย
พันธุ์ตั้งแต่ยุคไตรแอสซิก และมีความหลากหลายเพิม่ มากข้ึนในยุคจูแรสซิกตอนกลาง (168 – 165 ล้านปีกอ่ น)
ถึงสมัยไมโอซีน (23 – 5.3 ล้านปีก่อน) มีการแพร่กระจายหลากหลายในกอนวานา ลักษณะทางกายวิภาคท่ี
สาคัญ คือ มี radial pitting แบบ araucarian และ cross-field pits แบบ araucarioid พบมากในหมวดหิน
ภกู ระดงึ หลายจังหวัดของประเทศไทย แมว้ ่าในอดีตจะพบ Agathoxylon จานวนมากแต่ปัจจุบันกลบั ไม่มีการ
กระจายพนั ธต์ุ ามธรรมชาตขิ องพชื สกลุ ทใี่ กลเ้ คยี งกนั มเี พยี งสนในวงศ์เดียวกนั เช่น สนฉัตร (Araucaria heter-
ophylla) และสนหนาม (Araucaria cunninghamiana) ที่นิยมนาเข้ามาปลูกในไทย ดังนั้น การกระจาย
พนั ธท์ุ างภมู ศิ าสตรแ์ ละสาเหตกุ ารหายไปของ Agathoxylon จากประเทศไทยจงึ มคี วามน่าสนใจอยา่ งยง่ิ

ค้าสา้ คัญ: Araucaria, Araucariaceae, มหายคุ มโี ซโซอกิ , หมวดหนิ ภกู ระดงึ

Oral Session

86 ธรณวี ิถีใหม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพัฒนาทย่ี ั่งยืน

AP Model and DynaSlide Model สนับสนุน ระบบเฝา้ ระวังพื้นท่อี อ่ นไหวต่อการเกิดดิน
ถล่มลว่ งหนา้ ของ กรมทรัพยากรธรณี

เอกชัย แก้วมาตย์1, พชิ ญาภัค บญุ ทอง1, สทุ ธิศักดิ์ ศรลมั พ์2 และ วรวัชร์ ตอววิ ฒั น์2

1กองธรณีวทิ ยาสงิ่ แวดลอ้ ม กรมทรพั ยากรธรณี
2ศนู ยว์ จิ ัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์

E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

ดินถล่มเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดข้ึนได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ดินท่ีถล่มทับถนนไปจนถึงขนาดใหญ่ถล่มทับ
หมูบ่ ้านและชมุ ชน เกิดขึ้นไดท้ ้ังจากกิจกรรมของมนุษย์และเกิดตามธรรมชาติจากปริมาณน้าฝนสะสมมากเกิน
ปกติ ท่ีก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ภัยพิบัติดินถล่มเชิงพ้ืนที่สามารถสร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์
ตามหลกั การของธรณวี ิศวกรรมเพ่อื คาดการณพ์ ้นื ทอ่ี อ่ นไหวต่อการเกิดดินถล่มล่วงหน้าได้ กรมทรัพยากรธรณี
ร่วมกบั ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบแบบจาลอง
พลวัตการวิเคราะห์พ้ืนท่ีอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่มสาหรับการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยดินถล่ม โดยแบ่ง
แบบจาลองการวิเคราะห์บนพ้ืนฐานของหลักการทางสถิติ เรียกว่า แบบจาลองการเตือนภัยดินถล่มโดยอาศัย
ค่าน้าฝนสะสม (AP_Model, Antecedent Precipitation Model) ซึง่ ครอบคลุมพน้ื ท่ีเฝ้าระวังและแจ้งเตือน
ภัยล่วงหน้า 3 วัน ทั่วประเทศไทย และ แบบจาลองการวิเคราะห์โดยอาศัยหลักการทางธรณีวิศวกรรมท่ี
สอดคล้องใกล้เคียงกับพื้นที่จริงมากท่ีสุด 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีการไหลซึมของน้าในดินท่ีไม่อิ่มตัวด้วยน้า
(Infiltration in Unsaturated Soil Theory) ร่วมกับ ทฤษฎีเสถียรภาพของลาดดินแบบลาดอนันต์ (Infinite
Slope Stability) เรียกว่า แบบจาลองการวิเคราะห์พ้ืนที่อ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินถล่มพลวัต(Dynamic
Landslide Susceptibility Model, DynaSlide Model) ผลจากการติดตามสถานการณ์ปริมาณน้าฝน
คาดการณ์ร่วมกับการวิเคราะห์แบบจาลองท้ังสอง นาไปประกอบการตัดสินใจแจ้งข่าวสารและออกประกาศ
แจ้งเตือนภัยพื้นท่ีดินถล่มร่วมกับปัจจัยอ่ืนของกรมทรัพยากรธรณีในทุก ๆ วัน เพื่อให้เครือข่ายเฝ้าระวังและ
แจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยและประชาชนในพ้ืนที่เส่ียงภัยดินถล่มได้ทราบถึงสถานการณ์ล่วงหน้า เตรียมความ
พร้อมและเตรียมอพยพได้ นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพต่อภาระกิจการเฝ้าระวังพิบัติภัยดินถล่มของกรม
ทรพั ยากรธรณแี ละของประเทศไทยอีกด้วย

Oral Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 87
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

87

Co-seismic landslide at Ban Dan Pana, Nan, northern Thailand, as a record of

paleoseismic event generated by the Dan Pana segment, Pua Fault

Weerachat Wiwegwin1*, Namphon Khamphilang2, Sasiwimol Nawawitphisit1,
Jutamas Junpangngern1,3** and Rawee Phumsonklin1

*1 Environmental Geology Division, Department of Mineral Resources, Thailand
2 Mineral Resources Office Region 1, Department of Mineral Resources, Thailand

**3 Geological Survey Division, Department of Mineral Resources, Thailand
*Corresponding author: Weerachat Wiwegwin
E-mail: [email protected]

Abstract

A plaeoseismic trench was excavated across the NNW-SSE trending Dan Pana segment,
Pua Fault, located in the eastern magin of the Pua basin, Nan, northern Thailand. The trenching
site is located on the alluvial fan deposits (50 m x 30 m x 2 m) next to a mountain front where
the Pua Fault is situated. Several morphotectonic features are recognized in the field and by
satellite image interpretation. They are well - defined steep, linear range fronts with triangular
facets and wine glass canyons on sattelite images, suggesting the normal dip-slip movement
along the Dan Pana fault segment. Unconsolidated sediments exposed in the trench can be
divided into six units based on sedimentological charateristics. Aditionally, these sediments are
mainly interprted to be Pleistocene to Holocene alluvial and colluvial deposits. A clast-
supported colluvial unit (~0.8 m thick) characterized by gravel, sand, silt and clay are mainly
observed. The sediments contained in the clast-supported colluvial unit are moderately to
poorly sorted. Clasts are subangular and randomly oriented. The sedimentary structures sug-
gest that the clast-rich colluvial units were deposited by gravitational downslope movement
without water involvement and possibly associated with co-seismic event. We identified at
least two paleoearthquake events during the late Pleistocene to present based on an offset
of sediment untis and OSL ages. The first paleoearthquake occurred approximately 26,000
years ago. The Dan Pana segment cut alluvial/colluvial sediment units in the lower part of the
trench, and instantaneously formed a wedge-shaped colluvial deposits after strong ground
shaking. The second paleoearthquake occurred approximately 3,500 years ago. Then, matrix-
supported gravel units deposited after the second strong groung shaking event. The matrix -
supported gravel unit is herein interpreted as the second co-seismic sediments. Our preliminary
analysis leads to the conclusion that the colluvial deposit may have occurred as a result of
gravitationaly transport and non-channelized flow along the fault segment and may have tak-
en place after the movement along the fault.

Keywords: Co-seismic landslide, Paleoseismic event, Pua Fault, Northern Thailand, OSL dating

Oral Session

88 ธรณีวถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพฒั นาทีย่ ั่งยนื

Dye Tracer Technique in Groundwater Flow Study:
Thum Luang-Khun Nam Nangnon Karst Aquifer

Vanachawan Hunyek*, Occapasorn Occarach and Preawpayom Jamprasert

Department of Groundwater Resources, Latyao, Chatuchuck, Bangkok, Thailand 10900
*E-mail: [email protected]

Abstract

In 2018, 13 football players with coach of the Wild Boars Academy get lost in Tham
Luang Cave where is in Tham Luang-Khun Nam Nang Non Forest Park, Pong Pha Sub-district,
Mae Sai District, Chiang Rai Province. To provide more information and prevent repeated
incidents, Ministry of Natural Resources and Environment has a policy to conduct detail
studies in speleology and karst system in the responsibility of Department of Groundwater
Resources, Department of Mineral Resources and Department of National Parks, Wildlife and
Plant Conservation as Geological and Hydrogeological Studies of Limestone Mountain Ranges
in Tham Luang-Khun Nam Nang Non Forest Park Project. As a part of this project, dye
tracer technique was used to study continuity and connection between karst and other
aquifers. Rhodamine 20% wt. was used as a dye by the reason that it shows red color,
soluble in water, sensitive detection with a fluorometer and safe for humans, wildlife, and
plants while C3 submersible fluorometer used as the detector. After field investigation, the
entrance of groundwater in karst aquifer was not clear because of drought. In the other way,
2 main exits or outflow paths, Thum Luang Cave and Morakot Pond, were clear and selected
as the study site. Calculated rhodamine 20% wt. was injected into the sink hole in Thum
Luang Cave and C3 submersible fluorometer was set in front of the Thum Sai Thong Cave in
Morakot pond which located 1 kilometer by distance on the south. The detectable data
were interpreted by MS excel and be separated into 3 conditions. First, non-rainy weather,
the outflow rate is 119.47 m/hr with 351.46 m3 /hr volume. Second, rainy weather, the
outflow rate is 207.75 m/hr with 623.24 m3 /hr volume. Third, heavy rainy weather, the
outflow rate is 4,993.42 m/hr with 14,980.27 m3/hr volume. Moreover, outflow volume does
not equal with the inflow (192.00-634.78 m3/hr). In summary, it is quite sure that groundwater
system in Thum Sai Thong Cave and Thum Luang are connected. Groundwater from Tham
Luang Cave flows out of karst aquifer at least 2 channels: Morakot pond which is in the
south and Ban Chong Reservoir which located in the east. Lastly groundwater flow rate and
volume are fluctuated according to the weather.

Key words: dye tracer, rhodamine, groundwater, Thum Luang Khun Nam Nangnon

Oral Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 89
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

89

Geodiversity of the oil bearing island: labuan national geopark project

Norbert Simon1*, Che Aziz Ali1, Jenneth Liliana Cyril2, Fatimah Tzuharah Kamaludeen2,
Mison Ajum2, and Dana Badang3

1 Geology Program, Department of Earth Science and Environment, Faculty of Science and Technology,
Universiti Kebangsaan Malaysia.

2 Department of Mineral and Geoscience Malaysia (Sabah), Jalan Penampang, Beg Berkunci 2042, 88999
Kota Kinabalu, Sabah.

3 Department of Mineral and Geoscience Malaysia (Sarawak), Jalan Wan Abdul Rahman, Kenyalang Park,

P.O. Box 560, 93712 Kuching, Sarawak, Malaysia.
*E-mail: [email protected]

Abstract

The Labuan National Geopark Project was initiated in mid-2018 and had been progressing

positively. As a pre-requisite for a geopark, geosites are a vital component besides biosite and

cultural site. We have mapped 11 geosites with local to regional significance in this island

based on two years of research. Although small in size, this island is rich in geodiversity and

offers outstanding landscapes. This island is characterise by young geological formations

ranging from around 40 - 5 M.A., formed in deep marine to fluvial environments, and only

sedimentary rocks are present. The island geodiversity ranges from geological structure,

geomorphology, trace fossil, and mineral. Among the best geological structures that present in

high number, large size, and in many locations are crossbedding (sigmoidal, trough, herring-bone),

ripple mark, large load cast, rip-up mud clast, reactivated surface, tessellated pavement,

extensive fault line, slump, turbidite structure, and so on. Different types of trace fossils:

Megagrapton isp., Scolicia isp., Ophiomorpa isp., Paleodictyion isp., Spiroraphe isp., Zoophycus

isp., and Cosmoraphe isp. are found in several locations, especially in geosites formed in a

deep marine environment. The geomorphological features are mainly formed from coastal

processes such as wave-cut platforms, shoals, beaches, tafoni, headland, sea arch, sea cave,

and mudflat. In terms of minerals, coal in the form of clast, laminae, and seams are abundant

in many places, and mining structures dating back to the coal mining era between 1847-1911

are still intact and can be visited easily. Epsomite is another mineral that was identified in a

sea cave. One unique geosite displays a reservoir rock stained by oil seeping out from porous

sandstones. This area is large and unique because in Malaysia, reservoir rock is usually found

in the ocean. The geological features found on this island is exceptionally well-preserved and

accessible. Based on the geological features that present in high volume and density, their

significance to the formation of the island, and their easy access, the Labuan Island offers an

excellent opportunity to become a hub for geo education and geotourism, especially on the

aspect of hydrocarbon and rock formation environment from deep marine to fluvial

Oral Session

90 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพื่อการพฒั นาที่ยัง่ ยืน

Georigination: ธรณีกา้ เนดิ ในความสัมพนั ธ์ของถา้ และคาสตก์ บั ชีวติ มนุษย์

ชัยพร ศิรพิ รไพบลู ย์

E-mail: [email protected]

บทคดั ย่อ

ธรณีสัณฐานทปี่ รากฏบนโลกท่ีเราอาศยั อยนู่ ้ีมคี วามหลากหลายมาก บางส่วนเป็นท่ีท่ีราบลุ่มมีแม่น้า
ลาคลอง บางส่วนเป็นทะเลและมหาสมุทร บางส่วนเป็นแผ่นดินเป็นภูเขาท่ีมีความสูงต่าแตกต่างกันไป
ซึ่งสว่ นใหญ่จะเกดิ จากกระบวนการเปลย่ี นแปลงทางธรณีวทิ ยา เปลือกโลกจะประกอบไปด้วยหินหลายชนิด
ท่ีมีความคงทนต่อการผุพังต่างๆกันไป ประกอบกับมีกระบวนการเปล่ียนแปลงแบบพลวัต เช่น การเคลื่อน
ตัวของแผ่นทวีป แผ่นดินไหว และ การปะทุของภูเขาไฟ ฯลฯ จนทาให้เกิดโครงสร้างทางธรณีวิทยาหลาย
รูปแบบ เช่น ช้นั หนิ คดโค้ง รอยเลื่อน และรอยแยก เป็นต้น เม่ือรวมกับปัจจัยอื่นที่จะทาให้มีการผุกร่อนจน
เกิดการสลายตัว เช่น น้าฝน ความช้ืนและอุณหภูมิแล้ว จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปได้ท้ังในด้านการ
สรา้ งสรรค์และการทาลาย กลา่ วคือบางส่วนจะเกดิ การสลายตัวและผุพังของหิน บางส่วนจะมีการก่อกาเนิด
ใหม่ เช่น การเกิดช้ันดินและหิน ทาให้ผิวโลกมีลักษณะภูมิประเทศท่ีแตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละแห่งจะ
ก่อให้เกดิ เปน็ ห่วงโซแ่ หง่ ทรัพยากรธรรมชาตอิ นื่ ๆที่เกี่ยวเนือ่ งอกี มากมาย เช่น ทรัพยากรดิน แหล่งน้า และ
สภาพภูมอิ ากาศเฉพาะถิน่ หลายรปู แบบ ทาให้เกิดสิ่งท่ีมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์นานาชนิดมาเลือกอยู่อาศัยตาม
ระบบนเิ วศเฉพาะตวั เกิดในแต่ละแห่ง ท้ายท่ีสุดมนุษย์ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นห่วงโซ่แห่งอาหารชั้นบนสุดได้เข้ามา
อาศัยและใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรในพนื้ ท่ีเหล่านมี้ าตง้ั แตย่ ุคดกึ ดาบรรพ์จนถึงปัจจุบัน สาหรับพ้ืนท่ีคาสต์
นั้น ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างนา้ กบั หินคารบ์ อเนตและหินชนดิ อ่นื ท่ีละลายน้าได้เมื่อผ่านกาลเวลาที่ยาวนานข้ึนจะ
ทาให้เกิดเป็นระบบถ้าที่ซับซ้อน จนทาให้พื้นท่ีคาสต์มีระยะของพัฒนาการท่ีหลากหลายเปรียบเทียบได้
เชน่ เดียวกับชีวิตมนุษย์ท่ีเริ่มจาก วัยเยาว์(youth) และพัฒนาต่อไปในวัยหนุ่มสาว (maturity) แล้วเข้าไปสู่
ระยะสุดท้ายคือ วัยชรา (old age) ทาให้พื้นที่คาสต์มีความหลากหลายทางด้านธรณีสัณฐานและมีความ
แปลกแตกตา่ งจากหนิ ชนิดอน่ื มาก เช่น เป็นภูเขารูปกาแพง เขารูปกรวย หุบเขาลึก ป่าหิน หลุมยุบ ที่ราบ
หุบเขาหลุมยุบ ทะเลสาบคาสต์ น้าผุด น้าพุ และระบบถ้าใต้ดินท่ีซับซ้อน ซึ่งลักษณะพิเศษของคาสต์
(karst features) นี้ ได้ให้ประโยชนในทุกปัจจัยพื้นฐานของการดารงชีวิตของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่ ถ้าท่ี
เปรียบเสมือนบา้ นหลงั แรกของมนษุ ย์ ท่ีราบหบุ เขาหลุมยุบจะมีความอุดมสมบูรณ์มากสามารถใช้เป็นแหล่ง
ทามาหากินสาหรับชุมชุนขนาดใหญ่และเป็นต้นกาเนิดแห่งอารยะธรรมในบางแห่ง เป็นแหล่งน้าดื่มและน้า
ใช้ให้กับประชากรท่ัวโลกประมาณ 20% ของแหล่งน้าท้ังหมด ซ่ึงจะอยู่ในรูปแบบของบ่อน้าบาดาลขนาด
ใหญ่ ทะเลสาบหรอื แอ่งน้าธรรมชาติ น้าซึม น้าซับ น้าผุด น้าพุ ส่วนถ้าและคาสต์น้ัน ถือได้ว่าเป็นที่ตั้งของ
ระบบนเิ วศที่มคี วามหลากหลาย มีความสาคัญและหายากมากทีส่ ดุ ในโลก

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 91
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

91

Granite Geology of Western Thailand and The Related Mineralization

Prinya Putthapiban

Geoscience Division, Mahidol University Kanchanaburi Campus, 199 Lum Sum, Sai Yok,
Kanchanaburi 71150

E-mail: [email protected]

Abstract

The Western Belt Granite : WBG (Cretaceous to Paleogene) are stranded the western part
of Thailand to the eastern part of Myanmar. They are dominated by S-type granites with
minority of I-type granites. The present of highly fractionated leucogranites, pegmatite and
aplite veins in the WBG S-type granites suggested that the WBG were derived from relatively
high H2 O and volatile elements in the magma. The granitoids of this belt used to be
considered as one of the major world’s class Sn, W, Nb, Ta and REE deposits.

Geochronological emplacement ages of the Western Belt Granites (ca 130 – 78 Ma)
opposes to those of the Triassic – Jurassic Eastern Belt Granites (ca 255 – 210 Ma) and Central
Belt Granites (ca 230 – 201 Ma). The whole rocks and minerals isotopic ages obtained from
the Western Belt Granites clearly indicate the simple cooling history and slow uplifting of the
western terrain of Thailand and Eastern Myanmar. The isotopic ages and their implication to
magmatism, mineralization and tectonic evolution of the whole terrain be presented.

References

Armstrong, R.L., Jaeger, E. and Eberhardt, P. 1966, A comparison of K/Ar and Rb/Sr ages on

Alpine biotites, Earth Planet Sci. Lett., 1, pp. 13-19.

Beckinsale, R.D., Suensilpong, S., Nakapadungrat, S. and Walsh, J.N. 1979, Geochronology and

geochemistry of granite magmatism in Thailand in relation to a plate tectonic model.

Jour. Geol Soc, Lond,. 136, pp. 59-540.

Bignell, J.D. 1972, the geochronology of the Malayan granites, Ph.D. Thesis, Univ. Oxford
(unub.) in Thanasuthipitak, T., 1978 “A Review of igneous rocks of Thailand” Proc. 3rd

Reg. Cong. Geol. Resour. SE Asia, Bangkok (Nutalya, P. Ed.).
Braun, E. von, Besang, C., Eberle, W., Harre, W., Kreuzer, H., Lenz, H., Muller, P. and Wendt, I.

1976, Radiometric age determinations of granites in Northern Thailand, Geol. Jahr., Rei-
he B., Heft 21, pp. 171-22204.
Burton, C. K. and Bignell, J.D., 1969, Cretaceous-Tertiary events in Southeast Asia, Bull. Geol.
Soc. Am., 80, pp. 681-688.
Chappell, B.W. and White, A.J.R., 1974, Two contrasting granite types, Pacific Geology, 8, pp.
173-174.

Oral Session

92 ธรณวี ิถีใหม่ นวตั กรรมไทย เพอ่ื การพฒั นาทีย่ ั่งยนื

Cobbing, E.J., 2011, Granitic rocks, The Geology of Thailand, Published by The Geological So-
ciety of London, Edt. Ridd, Barber & Grow, pp.441-458.

Crow, M.J. and Khin Zaw, 2011, Metalliferous minerals, The Geology of Thailand, Published
by The Geological Society of London, Edt. Ridd, Barber & Grow, pp.459-492.

Dalrymple, G.B. and Lanphere, M.A. 1969, Potassium-argon dating principles, techniques and
applications to geochronology, San Francisco Freeman, 258p.

Garson, M.S., Young, B., Mitchell, A.H.G. and Tait, B.A.R., 1975, The geology of the tin belt in
peninsular Thailand around Phuket, Pangnga and Takua Pa, Overseas Mem. No. 1,
I.G.S., London 112p.

Gleadow, A.J.W. and Brooks, C.K., 1979, Fission track dating, thermal histories and tectonics
of igneous intrusions in East Greenland, Contrib. Mineral. Petrol., 71,pp 45-56.

Gleadow, A.J.W. and Lovering, J.F., 1978a, Thermal history of granititc rocks from western
Victoria, A fission track dating study, Jour. Geol. Soc. Aus., 25, pt.6, ppp. 33-340.

Ishihara, S. 1977, The magnetite-series and ilmenite-series granitic rocks, Mining Geol., 27, pp.
293-305.

Klotzli, U., Osterie, J., Kanjanapayont, P., Neugschwentner, B. and Burda, J.,2018, Geochrono-
logical research in the crystalline basement rocks of Thailand,GREAT 2018, November,
Bangkok.

Manning, D.A.C. 1982, Chemical and Morphological variation in tourmalines from the Hub
Kapong batholith of peninsular Thailand, Min. Mag., 45, pp. 139-147.

Morley, C.K., Charusiri, P. and Watkinson, I.M. 2011, Structural Geology of Thailand during the
Cenozoic, The Geology of Thailand, Published by The Geological Society of London,
Edt. Ridd, Barber & Grow, pp.273-344.

Schwartz, M.O., Rajah, S.S., Askury, A.K., Putthapiban, P. and Djaswadi, S., 1995. The Southeast Asian
Tin Belt, Earth Science Reviews, v. 38, Issue 2, p. 95-293.

Searle, M.P. and Morley, C.K. 2011, Tectonic and thermal evolution of Thailand in the regional
context of SE Asia, The Geology of Thailand, Published by The Geological Society of
London, Edt. Ridd, Barber & Grow, pp.539-572.

Suwimonprecha, P., Cerny, P. and Friedrich, G. 1995, Rare Metal Mineralization Related to
Granites and Pegmatites, Phuket, Thailand, Economic Geology, v. 90, pp. 603-615.

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 93
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

93

Kaeng Raboet Formation: A Re-Investigation of the Continental Red beds at

Sai Yok, Western Thailand

Panus Hong, Prinya Putthapiban*, Kantanat Trakunweerayut, Kittithas Jitsawat,

Chanwith Pakchin and Katsuo Sashida

Division of Geoscience, Mahidol University Kanchanaburi Campus, 199 Lum Sum, Sai Yok District, Kan-
chanaburi Province, Thailand, 71150

* E-mail: [email protected] & [email protected]

Extended Abstract

The clastic continental red beds including both pale and red, fine to medium grained

sandstones, feldspathic, pebbly sandstones and conglomerates of western Thailand have

been assigned as Jurassic Kaeng Raboet Formation at Sai Yok District (Bunopas, 1981; Fontaine

and Suteethorn, 1988; Meesook, 2002, 2005 ) and the limestone conglomerate at Thong

Phaphum District was classified as Triassic (Hagen and Kemper, 1976). We have recently

carried out geological investigation on these rocks in the following three areas: two at Sai

Yok, Khao Chang abandoned quarry and Khao Sai Thong, near Ban Kaeng Raboet and one at

Thong Pha Phum, Khao Khe. Here are our findings:

1) The abandoned quarry, a thick sequence, over 100 meters of reddish to pale

brownish, fine to medium bedded sandstone, siltstone, claystone and local dolomite clasts

conglomerate overlain the Middle Triassic dolomitic limestone and dolomite. Paleo-mud

cracks, ripple marks, graded bedding and cross bedding features observed are perhaps

indicate the fluvial depositional environment. A steeply dipping, northwest – southeast

shear zone with local cataclastized conglomeratic bands verified the regional tectonic trend.

2) Khao Sai Thong, 15 km to the northwest of Khao Chang, a northwest – southeast

trending elongated mountain ridge with over 2.5 km long and approximately 650 m wide

with the highest peak at 391 m above mean sea level (MSL) and the foot hill at 70 m MSL.

Two main clastic sedimentary rock units are observed in ascending order: a) the older fluvi-

atile red beds over 350 m thick and they shared many similar features to those the Khao

Chang unit. However, the red beds at Khao Sai Thong shows much clearer alternated layers

of relatively higher energy and lower energy beds and much more pronounce cross bedding

and graded bedding features. The younger unit b) the clast-supported limestone conglomerate,

> 400 m thick comprised a majority of sub angular to rounded, light gray Jurassic limestone,

minor Triassic dolomite, and up to 8 % older red beds clasts. Moreover, this limestone

conglomerate clearly displays an angular unconfirmed relationship over the older red beds unit.

3) Khao Khe, Wat Khao Khe Thepnimitr Wanaram, Ban Lin Thin, Thong Pha Phum,

approximately 74 km to the northwest along the 323 highways, a northwest – southeast trending

elongated mountain ridge with over 3.5 km long and vary from 250 to 700 m wide with the

Oral Session

94 ธรณีวถิ ีใหม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพฒั นาทย่ี ่งั ยนื

highest peak at 265 m above mean sea level (MSL) and the foot hill at 70 m MSL. The
relatively flat lying, almost horizontal bedded of clast-supported limestone conglomerate
approximately 200 m thick used to be assigned as Triassic age. After careful investigation, we
suggested that the Khao Khe limestone conglomerate unit shown identical lithological
features to those of the second location, Khao Sai Thong of Sai Yok and is also considered
to be younger that the red beds unit, although the lower contact is not exposed.

Our preliminary conclusion on the age of the continental red beds unit both at Khao
Chang abandoned quarry and that of Khao Sai Thong are Post Jurassic since many Middle
Jurassic limestone have been reported and well documented at Thong Pha Phum and
Sri Sawat areas. We also believe that the age of the Khao Sai Thong and Khao Khe
clast-supported limestone conglomerate must be very late Cretaceous if not Tertiary.

Keywords: Kaeng Raboet Formation, Red beds, Clast-supported limestone conglomerate,
Khao Chang abandoned quarry, Khao Sai Thong, Sai Yok, Khao Khe, Thong Phaphum

References

Bunopas S. (1981) Paleogeographic History of Western Thailand and Adjacent Parts of South-
east Asia-A Plate Tectonic Interpretation. Unpublished Ph.D. thesis, Victoria University
of Wellington, New Zealand; reprinted 1982 as Geological Survey Paper 5, Department
of Mineral Resources, Thailand.

Bunopas S. (1992) Regional stratigraphic correlation in Thailand. In Proc, Nat. Conf. on Geological
Resources of Thailand: Potential for Future Development. Supp

Hagen D. and Kemper E. (1976) Geology of the Thong Pha Phum area (Kanchanaburi province.
western Thailand). Geol. Jb. B21, 53391.

Fontaine H., and Suteethorn V. (1988) Late Paleozoic and Mesozoic fossils of the West Thailand
and their environments. CCOP Tech. Bull. 20, 217 p.

Meesook, A., Grant-Mackie, J.A., 1996. Marine Jurassic lithostratigraphy of Thailand. Journal of
Southeast Asian Earth Sciences 14 (5), 377–391.

Meesook, A., Suteethorn, V., Chaodumrong, P., Teerarungsigul, N., Sardsud, A., Wongprayoon, T.,
2002. Mesozoic rocks of Thailand: A summary. The symposium on geology of Thailand,
82-94 p.

Meesook, A., Teerarungsigul, N., Saengsrichan, W., 2005. Mesozoic stratigraphy and faunal
aspects of Thailand. Final Report, Submitted to the Project Entitled, the Evolution of
Mesozoic Biodiversity in Thailand, Bureau of Geological Survey. Department of Mineral
Resources, Bangkok, Thailand.

Saengsrichan, W., Charoentitirat, T., Meesook, A., Hisada, K. I., & Charusiri, P. (2011). Paleo-
environments and tectonic setting of the Mesozoic Thung Yai Group in Peninsular Thai-

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 95
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

95
land, with a new record of Parvamussium donaiense Mansuy, 1914. Gondwana

Research, 19(1), 47-60.

Saengsrichan, W., Sha, J., Meesook, A., & Hisada, K. I. (2009). Lithostratigraphy and petrogra-

phy of marine Jurassic rocks in the Mae Sot area, Tak Province, western Thailand: Im-

plications for depositional environment and tectonics. GFF, 131(1-2), 83-103.

Oral Session

96 ธรณีวิถีใหม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพัฒนาท่ยี ง่ั ยืน

Lithostratigraphic correlation of the Kaki Bukit Formation and Thung Song
Group along the Malaysia-Thailand border

Mat Niza bin Abdul Rahman1* and Suvapak Imsamut2

1Department of Mineral and Geoscience Malaysia, Perak, Ipoh, Perak, Malaysia
2Department of Mineral Resources, Bangkok, Thailand
*E-mail: [email protected],

Abstract

Stratigraphically, the Kaki Bukit Formation in Malaysia can be correlated with the
Thung Song Group in Thailand. The Kaki Bukit Formation is the dominant member in the
Setul Group with an estimated thickness of more than 1,000 m. The basal part of the Kaki
Bukit Formation is well-exposed at Tanjung Sabung, at the mouth of the Kubang Badak
estuary, in northern central Langkawi Islands where it is conformably overlying the Cambrian
Machinchang Formation. It consists predominantly of grey limestone which is strongly banded
due to the presence of siliceous partings. The middle part of Kaki Bukit Formation exposes
in northwestern Langkawi Islands. It comprises grey to dark grey limestone with irregular laminae
and is variably dolomitic. The upper part of Kaki Bukit Formation exposes at the western
Pulau Langgun and western Pulau Tanjong Dendang where it contains Upper Ordovician
trilobites as well as conodonts. It comprises dark grey stylolitic banded limestone with
polygonal and meandroid thrombolites or stromatolites. In Thailand, the Thung Song Group
outcrops of about 800-900 m thick is conformably over lying the red sandstones of the
Cambrian Tarutao Group. The Thai Working Group has introduced three mappable units of
the Thung Song Group based on lithology and morphological characteristics namely in
ascending order; Pante Malaka, Lae Tong, and Rung Nok Formations. The Pante Malaka
Formation, is well-exposed on the eastern part of the Tarutao Island, generally consists of
grey to dark grey, thin- to medium-bedded limestones intercalated with black, greenish grey
to red shales, grey nodular limestones and dolomites. The Lae Tong Formation is characterized by
interbeds of dark grey to pink, very thin- to thin-bedded argillaceous limestones with
occasional ripple cross-lamination and greenish grey, black and red shales. The Rung Nok
Formation is characterized by dark grey to grey thinly to thickly bedded limestones with
occasional stylolites and massive dolomites. In the mainland of Perlis, Malaysia, limestone
of the Kaki Bukit Formation forms the Nakawan Range that is also known as Setul Boundary
Range, whilst in the mainland of Satun Province, Thailand, only the Lae Tong Formation and
Rung Nok Formation crops out.

The Kaki Bukit Formation of Langkawi Islands and the Thung Song Group of Satun
Province are now parts of Langkawi UNESCO Global Geopark (LUGGp) and Satun UNESCO

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 97
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

97
Global Geopark (SUGGp) respectively. The carbonate successions of the Kaki Bukit Formation

and the Thung Song Group in those Geopark territories form a unique and fascinating

morphology which can be considered having a very high aesthetic value.

Keywords: Kaki Bukit Formation, Thung Song Group, carbonate successions.

Oral Session

98 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่อื การพฒั นาท่ีย่งั ยนื

Livestocks Activities and Nitrate Contamination in the groundwater system of
limestone aquifers in Saraburi – Lopburi Karst area, Central Thailand

นิธิพนธ์ นอ้ ยเผา่

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์
E-mail: [email protected]

Abstract

Consumptions of nitrate and nitrite contaminated water at high concentration can be
caused defection of blood cells “Methemoglobinemia” that severely effect to new born as
Blue Baby Syndrome and cause of fatality. World Health Organization (WHO) limit nitrate
concentration will not exceed 5 0 mg/l in the water for drinking purposes. In Thailand,
Ministry of Natural Resources and Environment (MNRE) regulate Nitrate in natural water
sources for consumption for 45 mg/l. However, there are some reports of nitrate contamination
in the water, usually related with excess application of chemical fertilizers, but in small area
with temporary high nitrate concentration only in the Dry season. The study area in Lower
Pasak sub watershed, Saraburi-Lopburi Province is important area of “Karst topography” in
Central Thailand, which geologically formed by dilution weathering of the carbonate rocks
such as limestone and dolomite that can be constructed caves and underground conduits
of the unique groundwater system with very high recharge rate and rapid infiltration of
surface to the groundwater system. Hence, the area is vulnerable to the contamination
especially of nitrate. The result shows average concentration of nitrate in groundwater about
15-20 mg/l and many samples are exceeding the guideline standard (45 mg/l) but the nitrite
concentrations are range from 0.04-0.14 mg/l, all are below the standard limitation. Multivariate
analysis with nitrogen dynamics and nitrate sources contribution assessment can be
concluded that the nitrate pollutant was transformed from the organic matters in shallow
soil layers that mainly derived from organic waste of improperly managing processes in
diversified farming activities, which produces livestock wastes and manures. The nitrate,
which is most stable form of nitrogen pollutant, has been leached to the groundwater
system by rapidly recharged mechanisms cause very high contaminated levels in only
groundwater. In contrast, nitrate contents in surface water and soil profiles are significantly
exhibited lower concentrations. The nitrate contamination was intensively studied in 3 areas.
Wang Muang Area, the groundwater was found maximum contaminated level of 54.6 mg/l,
proposed pollutant source is massive poultry farming in the eastern part of the contaminated
area. Phatthana Nikhom Area, the groundwater was found maximum contaminated level
of 124 mg/l, proposed pollutant source is the spotted minor producers of dairy and swine
farming. Khok Salung Area, two contaminated areas were identified with maximum contam-

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 99
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

99
inated level of 339 mg/l, proposed pollutant source is intensive pasture land and large

swine farm company.

This research revealed most widely dispersion and highly contaminate levels of ni-

trate pollution has been reported in Thailand as well as contributing the new information of
pollutant sources by the livestock activities. The polluted area is cover about 61.7 km3

Including the urban communities and the agricultural areas affects about 5,195 households.

In contrast to previous reports, nitrate pollution in the groundwater is constantly high levels

with the minimal fluctuation by seasonal effects and slightly increasing levels in trend for an

inter-annular comparison.

Keyword: Nitrate, Stable isotope, Saraburi, Lopburi, Karst, Groundwater, Farm wastes, Manures

Oral Session

100 ธรณวี ถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพฒั นาท่ยี ่งั ยืน

Managing a New Petroleum Bidding Round in Thailand: Challenges VS Energy
Supply Requirement

Kumphon Kumnerdsiri*, Chanida Kaewkor, Charongporn Praipiban, Sirichon Ponsri

Mineral Fuels Management Division, Department of Mineral Fuels.
*E-mail: [email protected]

Abstract

Over a decade, Thailand has not gone through the new oil and gas bidding round as
per normal practice that offers multiple exploration acreages that are either underexplored
or previously uneconomic development. This excludes the two bidding rounds for re-awarding
petroleum licenses due to concessions’ expiry. Such delay limits the opportunity to find
additional petroleum reserves that could become energy supply in the country. Besides
domestic petroleum reserves and production are declining, the projected demand of natural
gas will be increasing in 2024 and onwards. In the past, the issues on public understanding and
the low oil price were the main obstacles. However, the newly developed COVID-19
pandemic has become a key concern that would constrain the decision on the new bidding
round announcement. Nevertheless, as the indigenous petroleum reserves replacement is
necessary required, DMF urge their plan to announce the new bidding round as soon as
reasonably possible. The past exploration data has been compiled, reviewed and evaluated
for petroleum potential with the aim to define the licensing blocks to be offers. Preliminary
result indicates the highly potential and interested areas are the eastern part of the Gulf of
Thailand that adjacent to active producing fields, and the onshore northeastern and central
plain. The potential licensing block and the plan of bidding round announcement together
with the new way of managing subsurface geological database will be presented. Moreover,
the gas demand and supply compare to the key challenge that Thailand has facing will also
be discussed.

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 101
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

101

Metallogeny of Cu-Au skarn deposits in SE Asia and their exploration potentials

Khin Zaw

1CODES Centre of Ore Deposits and Earth Sciences, University of Tasmania, Private Bag 126, Hobart,
Tasmania 7001, Australia;

E-mail: [email protected]

Abstract

The mainland SE Asia is made up of at least four crustal terranes or blocks (e.g., Indochina,
South China, Shan-Thai (Sinbumasu), and west Myanmar terranes). These terranes rifted from

Gondwana in the Paleozoic and amalgamated in SE Asia in the Mesozoic. The Cu-Au skarn deposits
are widely distributed in these crustal blocks in mainland SE Asia (Khin Zaw et al., 2014). They are
largely confined to fold belts (e.g., the Phu Kham, Sepon, Phonsavan deposits in the Truong Son Fold
Belt of Laos PDR, Phu Tha Fah, Phu Lon, Phuthep-PUT1 and PUT2, French Mine in Loei Fold Belt of
Thailand, the Khe Rin, Nui Kem and Ho Ray–Thac Trang deposits in Phuoc Son-Tam Ky Belt of
Vietnam, Mengapur deposit in western Malay Peninsula Belt and the Shweminbon deposit in Mogok-
Mandalay-Mergui Belt in Myanmar (Khin Zaw et al., 2014; Nyein Nyein Sint et al., 2018; Zou et al.,
2020; Zhang et al., 2020). The skarn Cu-Au deposits are hosted in Carboniferous, Devonian, Permian
and Early Triassic sequences of volcaniclastic and siliciclastic rocks, calcareous shale and carbonate

rocks. The Cu-Au skarn deposits include both oxidized and reduced types. LA ICP-MS U-Pb zircon and
Re-Os dating indicate that most strongly mineralized intrusions are Early to Middle Triassic in age. The
productive Cu-Au skarns were emplaced in two subduction-related continental arcs of Early Permian
and Late Permian to Early Triassic followed by collision to post-collisional setting. The weakly
mineralized Late Triassic skarn systems were probably emplaced in a post-collisional environment.
The copper-gold skarn system should be considered as an important exploration target in the fold
belts of the SE Asia region.

Keywords: Copper; Cu-Au; Skarn type; SE Asia; Collision; Subduction

References

Khin Zaw, Meffre, S., Lai, C., Burrett, C., Santosh, M., Graham, I., Manaka, T., Salam, A., Kamvong, T., Cromie, P.,
2014. Tectonics and metallogeny of mainland Southeast Asia — A review and contribution. Gondwana Res.
26, 5-30.

Nyein Nyein Sint, Yonezu, K., Tindell, T., May Thwe Aye, Htay Win, Imai, A., Watanabe, K., 2018. Geology and
Skarn Cu–Bi–Au Mineralization at Shwe Min Bon Area, Kalaw Township, Southern Shan State, Myanmar:
Resource Geology, v. 69, No. 1, 85–106.

Zhang, Z., Qiao Shu, Chengquan Wu, Khin Zaw, Cromie, P., von Dollen, M., Jinhong Xu, Xiyao Li, 2020. The endo-
genetic metallogeny of northern Laos and its relation to the intermediate-felsic magmatism at different
stages of the Paleotethyan tectonics: A review and synthesis. Ore Geology Reviews 123 103582. https://
doi.org/10.1016/j.oregeorev.2020.103582.

Zou, Haijun, Runsheng Han, Mengqiong Liu, Cromie, P., Khin Zaw, Weixuan Fang, Jianguo Huang, Tao Ren,

Jin Wu, 2020. Geological, geophysical, and geochemical characteristics of the Ban Kiouchep Cu–Pb–Ag
deposit and its exploration significance in Northern Laos. Ore Geology Reviews 124 103603 https://
doi.org/10.1016/j.oregeorev.2020.103603.

Oral Session

102 ธรณีวถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพัฒนาทย่ี ัง่ ยนื

Nan suture in Northern Thailand as seen from geophysical and
remote sensing investigations

Punya Charusiri1* Rawiwan Rittisit2 and Thanop Thitimakorn2

1Department of Mineral Resources, Bangkok 10400 Thailand
2Department of Groundwater Resources, Soi Ngamwongwan 54, Ngamwongwan Rd., Ladyao Sub district,

Jatuchak District, Bangkok 10900
3 Department of Geology, Chulalongkorn University 10330 Bangkok, Thailand

*E-mail address: [email protected], [email protected]

Abstract

Data on airborne geophysical (magnetic and radiometric) and remote-sensing investigations
have been used for reprocessing and interpreting subsurface geological structures in the Nan
-Uttaradit area of northern Thailand. This tectonic structure is quite essential for its role in
chromite and other metal mineralization. In this study we collect all the existing maps and
reports relevant to the study area, our and previous field observation, and current remote
sensing data interpretation. Our airborne data have to be passed through data filtering and
enhancement before visual interpretation using Geosoft and autocad programs. Our current
results on enhanced airborne geophysical interpretation together with the regional field
investigation show that three domains have been identified within the area of selection,
namely northern, central, and southern domains. The central domain is characterized by a
significant anomalous narrow zone with the NE-SW trend and situating within the Nan River
Basin. This domain possesses high magnetic and low radiometric intensities. The central
domain is high magnetic and is enveloped in the north and the south by regions with very
low magnetic and high radiometric intensities. Both northern and southern domains show
structural lineaments approximately in the N-S direction, and they generally exhibit low
magnetic and various radiometric intensities with the sporadic high magnetic patterns. The
southern domain shows less magnetic anomaly than the northern domain. The southern
domain show much straighter pattern than the northern domain. The northern domain
shows the magnetic pattern in contrast to the southern domain, suggesting they both have
different subsurface structures. The high magnetic anomalies in each domain have been
recognized in 2 patterns, viz. elongate pattern located mainly along the Nan River in the
NE-SW direction with high magnetic and low radiometric intensities, and circular pattern
located in the northernmost area with low magnetic anomaly zone in the southern part.
Results on the previous ground geophysical investigation (i.e., magnetic and resistivity
surveys) across the central domain in the northwest - southeast direction point to the well-
defined anomalies along the interpreted faults. Our magnetic modeling clearly identifies the
polarity of magnetic bodies with the well-defined pattern with the east-dipping direction to

Oral Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 103
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

103
the southern magnetic domain. Previous petrochemical and our current field investigations

reveal that the Nan Suture formed in the island-arc system, not by the continental collision

setting as previously thought. The occurrence of island arc-type mafic/ultramafic rocks and

their geochemistry of associated chromian spinels in the mafic rocks suggest an ocean-ocean

subduction in consistent with our ground and airborne geophysical model. Our remote sensing

and preliminary field investigations reveal that the Nan Suture which exhibit a wider zone

(more than 2 km width) than previously thought and extrapolate its extension northeastward to

the western part of Lao PDR (near Luang Prabang city). However, this kind of scientific

scenario requires an intensive and more detailed survey to point out our cryptic speculation

in the very near future.

Key words: Nan suture, Northern Thailand, Aeromagnetic survey, Remote sensing

Oral Session

104 ธรณีวถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพอ่ื การพัฒนาทยี่ ่ังยืน

Petrochemical characteristics of mafic rocks from the Mune area, Vientiane,
Lao PDR: Implication to tectonic setting

Dao Sayyavongsa1*, Weerapan Srichan2, Phisit Limtrakun2 and Punya Charusiri3

1* Department of Geology, Polytechnic College, Vientiane Capital, Lao PDR
2 Department of Geological Sciences, Faculty of Science, Chiang Mai University, Chiang Mai, Thailand

3 Department of Mineral Resources, Rama VI Road, Bangkok, Thailand
*E-mail: [email protected]

Abstract

The mafic igneous rocks with an area of 45 sq. km. are well exposed as a shallow
intrusion in the southern part of Mune District, Vientiane Province, Lao PDR. They are possibly
the northern extension of the Loei Fold Belt from northeastern Thailand. These mafic rocks
(the Mune mafic rocks – herein called MMR) have been mapped underlying the Late Paleozoic
clastic sedimentary rock. We sampled the least altered MMR for petrographic and geochemical
analyses to imply their tectonic setting. Petrographically, the MMR samples show almost
entirely seriate textures with minor porphyritic textures. The MMRs are classified as gabbro
and gabbronorite. They are composed mainly of calcic plagioclase and subordinate clinopy-
roxene and/or orthopyroxene with small amounts of opaque minerals. The plagioclase laths
and pyroxene crystals show disorder orientation and ophitic/subophitic textures. Chemically,
most MMR samples are comagmatic and show geochemical signatures analogous to MORB-
type. This characteristic is similar to those of the Middle Paleozoic mafic (and felsic) volcanic
rocks in the northern Loei area of northeast Thailand belonging to the Loei fold belt. The
MRRs have Zr/TiO2 and Nb/Y ranges from 0.00056 to 0.0127 and 0.1188 to 0.4481, respectively.
They have typical chondrite normalized REE patterns of tholeiitic series, with (La/Yb)cn and
(Sm/Yb)cn ranging from 0.94 to 3.69 and 1.11 to 1.58. REE patterns of the MMRs are analogous
to modern MORB, suggesting they are typical ocean floor mafic equivalent. All of these
petrochemical characteristics of the MMR point to the tholeiitic magma series originated in
the compression tectonics with subduction-related setting. Therefore, we consider that the
MMRs are of MORB-type and possibly related to the Loei major ocean basin opening or
mature back-arc basin from the Late Devonian to Late Carboniferous as previous interpretations.
However, the age dating of rocks is required to comprehend their tectonic evolution in the
near future.
Keywords: Mafic rocks, petrochemistry, tectonic setting, MORB, Vientiane, Lao PDR

Oral Session

การประชมุ วิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 105
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

105

Phylogenetic position of an ornithomimosaur Kinnareemimus khonkaenensis

from the Early Cretaceous of Thailand

Adun Samathi

Biodiversity and Conservation Research Unit, Walai Rukhavej Botanical Research Institute, Mahasarakham
University, Maha Sarakham 44150, Thailand.
E-mail: [email protected]

Abstract

A small-bodied ornithomimosaur Kinnareemimus khonkaenensis from the Early Cretaceous
Sao Khua Formation of north-eastern Thailand was first reported in 1999 and was named in
2009 by Buffetaut and team. It is the only report of this group in Southeast Asia and was
concluded to be a member of Ornithomimosauria more derived than Harpymimus and
Garudimimus but more basal than Archaeornithomimus. Kinnareemimus has since then
never been included in any cladistical analysis.

Here, the phylogenetic analysis for assessing the relationships of Kinnareemimus
within Ornithomimosauria was performed. The result suggested a basal position within
Ornithomimosauria. Generally, the tree topology is agreed with previous studies, i.e., the
Ornithomimosauria consists of the subclades Ornithomimidae and Deinocheiridae and the
basal forms. Kinnareemimus looks similar to Garudimimus in the shape of the fibula in
proximal view. Its metatarsal III is subarctometatarsalia that might evolve independently
from other ornithomimids. However, the basal position of Kinnareemimus is possibly due to
the immaturity and the incompleteness nature of this animal.

This study shows that the evolution of the arctometatarsalia condition in ornithomimosaurs
was not a simple linear process. Furthermore, during the Early Cretaceous, the basal
ornithomimosaurs were more widespread than the Late Cretaceous, which was restricted to
central Asia and North America. Kinnareemimus is one of the oldest and more basal
ornithomimosaurs. This finding indicates that Southeast Asia played an essential role in the
early radiation of the Ornithomimosauria. However, more discovery and study are needed.

Oral Session

106 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยืน

PS-InSAR Cross-Heading Analysis for Measuring Land Subsidence

Sawitree Luachapichatikul1*, Timo Balz2, Sukonmeth Jitmahantakul3 and Pattama Phodee4

1 Information and Communication Technology Center, Department of Mineral Resources, Thailand
2 State Key Laboratory of Information Engineering in Surveying, Mapping and Remote Sensing (LIESMARS),

Wuhan University
3 Basin Analysis and Structural Evolution (BASE) Research Unit, Department of Geology, Faculty of Science,

Chulalongkorn University
4 Faculty of Geoinformatics, Burapha University

*E-mail: [email protected]

Abstract

Nowadays, SAR images offer high resolution, high observation density, high accuracy,
resource-saving and are cost-effective for subsidence estimation. So, the land subsidence
was measured by using PS-InSAR time-series techniques. The objective is to evaluate the
performance of Sentinel-1 PS-InSAR time-series techniques from the intersection area of
ascending and descending orbit, whereby the vertical velocity is decomposed from
deformation along with the line-of-sight directions.

The PS-InSAR Sentinel-1 time-series processing was administered in the SARPROZ
software. The study area consists of 3,450 sq.km in 80 ascending images and 3,450 sq.km in
93 descending images, and both areas include Bangkok city and some part of Samut Prakan.
Here, this processing step considers the decomposed of the vertical velocity on the ground
deformation over the entire time interval in both ascending and descending geometry.
The deformation along a line-of-sight of ascending orbit and descending orbit for value point
datasets (dLOSasc and dLOSdesc).

The decomposed vertical movement analysis revealed an area approximately 1700
sq.km within the interesting hexagonal area showing subsidence of averaging 8.93 mm/year
and exceeding 20.01 mm/year in 2016-2019. Extreme subsidence occur at Khok Krabue,
Bang Nam Chuet, and Phanthai Norasing in Mueang Samut Sakhon, Samut Sakhon province,
as significant subsidence in red risk zone area. Because these areas are underlaid by soft
Bangkok clay (Qa, Qc) and are accommodated by agriculture land use, aquaculture, industrial
factories, and residential zone
Keywords: Land Subsidence, Permanent Scatterer Interferometry (PS-InSAR), Sentinel-1,

Vertical Movement

Oral Session

การประชมุ วิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 107
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

107

Public Perception of Landslide Risk: A Case Study from West Bay, England

Mallika Nillorm

Department of Mineral Resources, Thailand
E-mail: [email protected]

Abstract

West Bay in Dorset, Southern England, are one of the most famous locations for col-
lecting fossils on the Jurassic Coast World Heritage Site. The stratigraphic units in this area
are exposures of the Bridport Sand Formation (Upper Lias) and the Inferior Oolite Formation
(Middle Jurassic). The area is of particular interest because of the apparent danger posed by
the near-vertical cliffs and the high-density tourism usage of the narrow, underlying beach.
The purpose of this study is to aid risk analysis and decision making by improving methods
for eliciting public perceptions about landslide risk, and providing a basis for understanding
and anticipating public responses to landslide hazard. To achieve this aim, questionnaires
were developed and administered face-to-face to 73 visitors who engaged in the coastline
of West Bay. The questionnaire was designed to measure the following aspects: (i) socio-
demographic variation of visitors, (ii) visitor behaviour, (iii) public knowledge and hazard information,
and (iv) public perception towards landslide hazards.

The results from the questionnaires reported that the majority of respondents didn’t
have any background or experience in earth sciences. However, more than half of them had
heard about geological hazards in this area before. In response to the questions about risk
perception, the majority of respondents thought that rockfalls and other types of mass
movements were common in West Bay. These hazards could pose a high to very high threat
to their personal safety should they occur. In conclusion, questionnaires can be used to
reveal information on public knowledge, attitude, and perception in relation to landslide
hazards. This information in combination with robust results from other mixed methods can
provide an invaluable perspective to the development of appropriate risk mitigation and
adaptation strategies in any geotourism destinations.

Keywords: Landslide, Risk perception, Questionnaire, World Heritage Site

Oral Session

108 ธรณวี ิถใี หม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพัฒนาท่ยี ัง่ ยนื

Relationship between XRD data and size fractions of soil – implication for
mineral hosts for gold at the Gnaweeda Greenstone Belt,
Western Australia

Siriphorn Soongpankhao

Rayong Rocks and Minerals Research Center, Mineral Resources Office Region 3, Department of Mineral Resources
E-mail: Siriphorn Soongpankhao; E-mail: [email protected]

Abstract

Soil size fraction analysis was performed in order to determine the most appropriate
size fraction for mineral exploration. Each size fraction of soil was examined by X-ray diffraction
(XRD) in order to find mineral hosts for Au. The soil four size fractions that were investigated
are (1) < 53 µm (2) 53-250 µm (3) 250-2000 µm (4) > 2000 µm. The study was carried out in
two different regolith environments: transported cover – the Turnberry Au prospect; and,
residual regolith – the Mistletoe Au deposit, the Gnaweeda Greenstone Belt, Western Australia.
Samples of organic-rich soil from two study areas were sieved into four different size fractions.
At Turnberry, chemical analysis shows that the finer size fraction contains a higher Au
concentration. Gold shows correlations with kaolinite, muscovite/and or illite, goethite and
hematite. Gold concentrations increase when these mineral modes increase in the smaller
size fractions of soil decrease. Montmorillonite is present only in the finest size fraction of
soil (< 53 µm) where Au shows the highest concentration. Thus, Au may correlate with
montmorillonite as well. Therefore, these minerals are likely to be the mineral hosts of Au
in the Turnberry prospect. At Mistletoe, smaller size fractions of soil contains the highest
percent of kaolinite and goethite. Montmorillonite is present only in soil size fraction < 53 µm
(clay-silt size) where Au contains the highest concentration. This suggests that Au is associated
with kaolinite, goethite and possibly montmorillonite. In conclusion, the finer the size of
fractions, the higher the concentration of Au and most other elements contained in the
soils. The < 53 µm fraction is considered to be the most effective soil fraction for a sample
media. Goethite, kaolinite and possibly montmorillonite are more likely to be a host for Au
at Turnberry and Mistletoe.
Keywords: Mineral host, Size fraction, Gold, XRD, Mineral exploration

Oral Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 109
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สิงหาคม 2564

109

Remote Sensing Geology เพ่อื สนับสนนุ การพัฒนาแหลง่ นา้ ในภมู ปิ ระเทศหนิ ปนู :

กรณศี ึกษาโครงการพัฒนาแหลง่ น้าสระบอ่ ดนิ ขาว พ้นื ท่เี ขาวง อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

ศกั ดา ขนุ ด1ี *, แพรวพรรณ คดิ อา่ น1, อมรรตั น์ โขลนกระโทก1, วราลกั ษณ์ มาตยภ์ ธู ร2 และ เนตรพมิ ล วเิ ศษวงษา2

1 กองธรณีวิทยาสงิ่ แวดลอ้ ม กรมทรัพยากรธรณี
2 นกั ศกึ ษาสหกิจศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยธี รณี สานกั วิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี

E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่

การบูรณาการองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาในสาขาท่ีเกี่ยวข้อง อาทิ ธรณีสัณฐานวิทยา ธรณีวิทยา
โครงสร้าง อุทกธรณีวิทยา ร่วมกับเทคโนโลยีทางด้านการรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing: RS) ระบบ
สารสนเทศภมู ิศาสตร์ (GIS) และการกาหนดตาแหน่งเชิงพ้ืนที่ดว้ ยระบบดาวเทยี มนาทางโลก (Global Naviga-
tion Satellite System: GNSS) เพอ่ื ประยกุ ตใ์ ช้งานสารวจดา้ นการพฒั นาแหลง่ น้าในภมู ปิ ระเทศแบบคาสตข์ อง
หนิ ปนู ยุคเพอรเ์ มียน บริเวณภาคกลางตอนลา่ ง การแปลความหมายข้อมูล Remote Sensing ดว้ ยสายตาจาก
ภาพสงู ต่าเชงิ เงา (Hillshade) รว่ มกบั ภาพถา่ ยทางอากาศชนดิ ขาวดา ภาพดาวเทยี ม Landsat7 Landsat 8 และ
Sentinel 2A ในบรเิ วณแหลง่ น้าสระบอ่ ดนิ ขาว พน้ื ทเ่ี ขาวง เขาสงู และเขาชอ่ งลม อาเภอตาคลี จงั หวดั นครสวรรค์
และพน้ื ทใ่ี กลเ้ คียง สามารถจาแนกธรณสี ณั ฐานเปน็ 4 ประเภทคอื ทีร่ าบน้าทว่ มถงึ ของแม่น้าเจา้ พระยา ซึง่ อยู่
ทางทศิ ใตข้ องพ้นื ท่ี เนนิ เขาและพืน้ ทคี่ อ่ นข้างราบอยทู่ างทิศเหนอื ของพนื้ ท่ี แอ่งพืน้ ทค่ี ่อนข้างราบล้อมรอบดว้ ย
ภูเขา (Intermontane basin) ภูเขาและเทือกเขาหินปูน ซ่ึงแสดงลักษณะภูมิประเทศและสัณฐานแบบคาสต์
ชัดเจน หนึ่งในน้ันคือหลุมยุบ โดยมีจานวนสองแบบที่สามารถกาหนดตาแหน่งได้ชัดเจนมากบนภาพถ่าย
ดาวเทียม Google Earthคือ หลุมยุบแบบเพดานโพรงหินปูนถล่มยุบตัว (Collapse sinkhole) และหลุมยุบ
ละลาย (Solution sinkhole) ส่วนหลมุ ยุบแบบถกู กลบฝังและปิดทับดว้ ยตะกอนดนิ เศษหนิ (Buried sinkhole)
รวมถงึ แนวขอบแอง่ หนิ ปูน (Karst depression) อนั เกดิ จากกระบวนการละลายตงั้ แตค่ ร้ังบรรพกาล ปา่ ชา้ หนิ ปูน
(Lapies) และหน่อหนิ (Pinnacled rockhead) การกาหนดขอบเขตลักษณะสณั ฐานเหล่านต้ี อ้ งอาศยั ข้อมลู การ
สารวจภาคสนามมาสนับสนุน ความไม่ต่อเน่ืองในมวลหินจาพวกรอยแตก รอยแยก รอยเลื่อน และโพรงถ้า
มคี วามสมั พนั ธท์ ง้ั ทางตรงและทางออ้ มกบั ระบบอทุ กธรณวี ทิ ยาในภมู ปิ ระเทศแบบคาสตข์ องหนิ ปนู รอยเลอื่ นพบ
ได้ท้ังแบบปกติ (Normal fault) และแบบตามแนวระดับ (Strike-slip fault) หลุมยุบส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามแนว
และจดุ ตดั กนั ของ รอยแตก รอยแยก และรอยเลอ่ื น ความไมต่ อ่ เนอื่ งในมวลหนิ เหลา่ นี้ มแี นวหลกั 2 ทศิ ทางคือ
แนวทศิ ทางตะวนั ตกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ออกเฉียงใต้ (NW-SE) ซงึ่ วางตวั ขนาบกบั แนวเทอื กเขาและเสมอื นเปน็ ขอบ
คนั่ แยกภเู ขาออกจากทรี่ าบ และแนวทศิ ทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ตกเฉยี งใต้ (NE-SW) พบจานวนนอ้ ยกว่า
แตม่ รี ะยะทางยาวมาก สง่ ผลใหเ้ ทอื กเขาแนวตะวนั ตกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ออกเฉยี งใต้ (NW-SE) ถกู แยกออกจากกนั
เปน็ ชว่ ง ๆ จนมลี กั ษณะคลา้ ยเปน็ เขาลกู โดด สว่ นรอยแตก รอยแยก และรอยเลอ่ื นทเี่ ปน็ แนวรอง มี 2 ทศิ ทางคอื
แนวประมาณเหนอื -ใต้ (NNE-SSW) และแนวประมาณตะวนั ออก-ตะวันตก (NEE-SWW) ทง้ั สองทศิ ทางนีเ้ กดิ ขึน้
ภายหลงั โดยทั่วไปพบเป็นแนวสน้ั ๆ มีจานวนมากและเหน็ ได้ชัดเจน แอง่ พ้นื ทค่ี ่อนขา้ งราบล้อมรอบด้วยภูเขา
ในชว่ งตง้ั แตว่ ดั ถ้ามนุ จี นถงึ วดั เขาวง พบวางตวั เปน็ แนวยาวขนานกบั ถนนองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั 2004 แอง่ นี้
เกิดข้ึนจากแนวรอยเลื่อน รอยแตกทศิ ทางเกือบเหนอื -ใต้ (NNE-SSW และ NNW-SSE) พื้นทค่ี อ่ นขา้ งราบภายใน
แอ่งไม่ปรากฏว่ามีแหล่งน้าผิวดนิ ช้นั หนิ ปูนบริเวณขอบแอ่งสว่ นใหญ่วางตัวในแนวทศิ ทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื -

Oral Session

110 ธรณีวิถใี หม่ นวตั กรรมไทย เพอื่ การพัฒนาท่ยี ่ังยืน

ตะวนั ออกเฉยี งใต้ (NW-SE) และเอยี งเทไปยงั ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ ทางน้าและระดบั ความสงู ของพนื้ ผวิ ภมู ปิ ระเทศ
จึงไหลลาดเทไปยังทศิ ดงั กลา่ ว ทางนา้ เกือบทัง้ หมดมีน้าไหลเฉพาะในฤดูฝน (Intermittent stream) และต้อง
เปน็ ชว่ งท่ีฝนตกหนักเทา่ นั้น ปรมิ าณนา้ ส่วนใหญ่จะไหลซึมลงสู่ระบบทางน้าใต้ดิน (Subterranean drainage
system) อย่างรวดเร็วโดยผ่านช่องโพรง รอยแตก ถ้า หลุมยุบ และช้ันตะกอนดินท่ีรองรับด้วยคราบหินปูน
(Tufa) ซ่ึงมีรูพรุนมากอย่ดู ้านล่าง แผก่ ระจายตัวอย่ทู ่วั ไปในพื้นที่สารวจโดยเฉพาะบริเวณสระบ่อดินขาวพบว่า
มีชั้นหนามากเป็นพิเศษ ธรณีสัณฐาน ธรณีวิทยาโครงสร้างและความไม่ต่อเน่ืองในมวลหิน แสดงลักษณะการ
วางตวั เปน็ แนวเสน้ (Lineament) ปรากฏชดั เจนบนภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง พื้นที่ป่าไม้บนภูเขา มัก
พบกระจายตัวในบริเวณทีม่ ีแนวเสน้ (รอยแตก รอยแยก และรอยเลอื่ น) โพรงถ้าและหลุมยุบอยู่หนาแน่น การ
วิเคราะห์ภาพดาวเทียม Landsat 8 เพื่อประมาณค่าต่างๆที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางกายภาพของพื้นผิวภูมิ
ประเทศ ได้แก่ ค่าดัชนีการกระจายตัวของพืชพรรณ ค่าสัดส่วนของพืชพรรณที่ปกคลุมดิน ค่าระดับอุณหภูมิ
พื้นผิวดิน ค่าดัชนีความช้ืนพ้ืนผิวดินและการเปล่ียนแปลงตามช่วงเวลา รวมท้ังค่าดัชนีความชุ่มช้ืนของพืช
พรรณ เมื่อนาชุดข้อมูลปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทับซ้อนอย่างง่ายในระบบ GIS ร่วมกับข้อมูลอ่ืนๆ
จากการแปลความหมายด้วยสายตาดังกล่าวข้างต้น โดยได้กาหนดให้ความสาคัญแต่ละปัจจัยเท่ากัน แล้ว
ตรวจสอบผลการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลบ่อน้าบาดาลของกรมทรัพยากรน้าบาดาล และข้อมูลการสารวจ
ภาคสนามพบว่า หลุมยุบแบบถูกกลบฝังและปิดทับด้วยตะกอนดินเศษหิน แผ่กระจายตัวอยู่บนพ้ืนที่ค่อนข้าง
ราบและอยู่ล้อมรอบเทือกเขาวง เขาสูง และเขาช่องลม หลุมยุบแบบนี้สามารถระบุตาแหน่งและขอบเขตได้
เพียงคร่าวๆ แม้ว่าจะทาการวิเคราะห์จากสามปัจจัยร่วมกันคือ แบบจาลองความสูงเชิงเลข ค่าดัชนีความชื้น
ผิวดินที่มีระดับคงที่หรือมีการเปล่ียนแปลงเล็กน้อยเม่ือเปรียบเทียบกันระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อน และ
ข้อมูลบอ่ น้าบาดาลของกรมทรัพยากรน้าบาดาล ท้ังนี้เนื่องจากหลุมยุบแบบถูกกลบฝังและปิดทับด้วยตะกอน
ดินเศษหินเป็นบริเวณท่ีมีระดับต่ากว่าพ้ืนท่ีโดยรอบไม่มากนัก จึงสังเกตเห็นได้ค่อนข้างยากทั้งบนข้อมูล
Remote Sensing และในสถานทีจ่ ริง บริเวณน้ีมีจุดเด่นคือ ระดับน้าบาดาลอยู่ไม่ลึกจากผิวดิน ได้ปริมาณน้า
มากและมีระดับน้าในบ่อลดลงเพียงเล็กน้อยเม่ือสูบน้า ลักษณะสภาพเช่นนี้จึงมีความเหมาะสมต่อการพัฒนา
เป็นแหล่งน้าขนาดเล็กและบางครั้งอาจต้องอยู่ใต้ดิน พ้ืนท่ีภูเขาหินปูนท่ีควรอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งต้นน้าลาธาร
คือบรเิ วณท่มี ีป่าไม้สภาพสมบูรณ์ ใบเขยี วตลอดปี มักพบปกคลุมอยู่บนภูเขาหินปูนท่ีมีรอยแตก รอยแยก ช่อง
โพรงถ้าและหลุมยุบจานวนมากหรือมีความหนาแน่นสูง ในทางกลับกันพ้ืนท่ีเหล่านี้ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิด
หินปูนร่วงถล่มได้เช่นกัน ซ่ึงอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่างท่ีอยู่ใกล้เคียง อาทิ พ้ืนท่ีโดยรอบวัดถ้ามุนีและ
พื้นทีโ่ ครงการอนุรักษฟ์ ืน้ ฟูสระเก็บน้าเขาวง นอกจากน้กี ารปลูกพืชคลุมดินเพอ่ื ลดการระเหยของน้านับว่าเป็น
ส่ิงจาเปน็ อยา่ งยิ่งในแอ่งพื้นท่ีค่อนข้างราบล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูน เนื่องจากพบว่ามีระดับอุณหภูมิพ้ืนผิวดิน
สูงต่อเนอ่ื งตั้งแต่ฤดหู นาวจนถงึ ฤดูรอ้ น
คา้ ส้าคญั : ธรณสี ัณฐานแบบคาสต์ หนิ ปูน หลุมยบุ ชอ่ งแค ตาคลี นครสวรรค์

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจาปี 2564 111
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

111

Review of tentaculite beds, and tentaculitid diversity in

the Shan-Thai Terrane

Anucha Promduang1*, Anisong Chitnarin1 and Jeerasak Charoenmit2

1School of Geotechnology, Institute of Engineering, Suranaree University of Technology, Mueang District,
Nakhon Ratchasima, 30000, Thailand

2Department of Mineral Resources, Office of Mineral Resources Region 4 (Surat Thani), Phunphin District,
Surat Thani 84130, Thailand

*E-mail: [email protected]

Abstract

Tentaculitoids are a group of micro-size marine invertebrates found in Lower Paleozoic
strata. Their history can be traced back to the Ordovician, diversified taxonomically and
expanded spatially through the Silurian, and become extinct at the Late Devonian. They are
accepted as one of excellent index fossils during these periods. For decades, tentaculitoids
have been reported from several localities within the Shan-Thai Terrane including Thailand,
Myanmar, and Malaysia. Geologists usually found this fauna on black shales associated with
graptolites and trilobites. The word “tentaculite bed” was named for such rocks and they
have been assigned to Early Devonian based on the Tentaculitoid assemblages.

This study reviews researches on tentaculitoids found within the Shan-Thai Terrane.
Morphology and classification of the fauna will be introduced. Geographical distribution and
age determination are also discussed. The tentaculite beds of the Pa Samed Formation in
southern Thailand, the Zebingyi Formation in Myanmar, and the Timah Tasoh Formation in
Malaysia containing Nowakia acuaria associated with graptolites and trilobites have been
assigned to Early Devonian (Pragian to Emsian age). The tentaculite beds of the Sanai Limestone
in Malaysia containing Homoctenus sp. associated with Frasnian conodonts indicate Late
Devonian. The occurrences of tentaculite beds in Kanchanaburi area are still questionable.

Oral Session

112 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวัตกรรมไทย เพื่อการพฒั นาที่ยั่งยนื

Stratigraphy, fossil assemblages and depositional environments of the mid-Palaeozoic
of the Indochina terranes

Mongkol Udchachon1*, Hathaithip Thassanapak2, Clive Burrett1, Steve Kershaw3 and
Peter Konigshof4

1Palaeontological Research and Education Centre, Mahasarakham Univerity, Kamriang, Maha Sarakham 44150, Thailand
2Applied Palaeontology and Biostratigraphy Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science,
Mahasarakham University, Maha Sarakham, 44150, Thailand
3School of Life Sciences, Brunel University, London, UK
4Senckenberg Forschungsinstitut und Naturmuseum, 60325 Frankfurt am Main, Germany
*E-mail: [email protected]

Abstract

The three main regions of Indochina have distinctive pre-Visean geological histories
and are defined as the Truong Son, Loei-Phetchabun and Kontum terranes. Truong Son and
Loei-Phetchabun are considered to have docked in the late Tournaisian to early Visean.
The Truong Son has Silurian granites and a Late Ordovician to Silurian magmatic arc along
its southern border. A region to the east of the Loei Suture in the Loei Foldbelt has a similar
aged volcanic arc extending northwards into Laos and is included in Truong Son. Widespread
siliciclastics become more terrestrially influenced in the Early Devonian and contain
distinctive South China fish from north to central Vietnam. A conodont-rich Frasnian to early
Visean carbonate platform formed across Truong Son with a marginal Frasnian coral-
stromatoporoid reef and was coincident with a gap in magmatism until the Pennsylvanian.

The Loei-Phetchabun Terrane established a widespread carbonate platform in the
Visean which lasted until the mid-late Permian and is overlain by mainly terrestrial
siliciclastics. Devonian siliciclastics, volcanics and volcaniclastics are overlain by Givetian
limestones and late Givetian patch reefs and overlain by Late Devonian to Mississippian
radiolarian cherts and siliciclastics. The siliciclastics and volcaniclastics contain brachiopods,
trilolites, bryozoans and fragments of crinoids, corals and stromatoporoids. The Givetian
patch reefs compose of at least eight stromoporoid taxa including Anostylostroma
hamiltonensis, Amphipora ramose, ?Atelodictyon sp., ?Actinostroma sp., Petridiostroma sp.,
Stromatoporella granulate, Stromatopora granulate and ?Stictostroma sp. The rugose
corals are common with both solitary and compound forms including Phillipsastreae sp.,
Hexagonaria sp., Heliolites sp., Thamnophyllum sp., Sinospongophyllum sp., Spinophyllum
sp., Siphonophrentis elongata and others. Some tabulate corals including Thamnopora sp.,
Favosites sp. Chaetetes sp. and others were also observed.

Conodont elements were found in Devonian chert and limestone. The chert from
the Ban Klang section in Loei consists of abundant element of Palmatolepis with some of

Oral Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 113
(Geothai Webinar 2021) วันที่ 4-6 สิงหาคม 2564

113
Polygnathus. This indicates triangularis to lower crepida zone. P. minuta wolskae and P. minuta

minuta indicates crepida zone and Polygnathus vialovi is the indication of Famennian.

Conodont from the nearby limestone section includes Belodella resima, Neopanderodus

aequabilis, Polygnathus linguiformis linguiformis, and Icriodus arkonensis in which B. resima

has a wide age range as Lochkovian to the varcus (Givetian). Neopanderodus aequabilis

found in the Pragian up to the hermanni (Givetian) and P. linguiformis linguiformis indicates

costatus (Eifelian) to late disparilis (Givetian). Based on this occurrence, the limestone

section is Middle Devonian (Givetian)

At least three assemblages of radiolaria from Loei and Truong Son terranes were

observed. They include the Stigmosphaerostylus ornatus assemblage, the Polyentactinia

invenusta assemblage and the Stigmosphaerostylus variospina assemblage indication of Frasnian,

Frasnian – Famennian and Famennian to early Carboniferous, respectively.

Siliciclastic influx in the Tournaisian to early Visean is characterised by turbidites

coincident with deformation and Visean coal and evaporites indicating terrestrial conditions.

A widespread carbonate platform initiated in the Visean and terminated in the Permian.

Arc magmatism along the Loei-Phetchabun Terrane indicates intermittent eastward subduction

from mid-Devonian to mid-Triassic. Within-plate basalts in Kontum and the transition from

shallow marine Ordovician siliciclastics to Silurian deep-marine sediments in Truong Son

suggest rifting of both terranes from Gondwana in the Late Ordovician

Oral Session

114 ธรณวี ถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพ่อื การพฒั นาทย่ี ่งั ยนื

The boundary between the Inthanon Zone (Palaeotropics) and
the Gondwana derived Sibumasu Terrane, northwest Thailand - evidence

from Permo-Triassic limestones and cherts

Mongkol Udchachon1*, Hathaithip Thassanapak2, Clive Burrett1 and Qinglai Feng3

1 Palaeontological Research and Education Centre, Mahasarakham University, Maha Sarakham 44150, Thailand
2 Applied Palaeontology and Biostratigraphy Research Unit, Department of Biology, Faculty of Science,

Mahasarakham University, Maha Sarakham 44150, Thailand
3 State Key Laboratory of Geological Processes and Mineral Resources, China University of Geosciences,

Wuhan, Hubei 430074, PR China
*E-mail: [email protected]

Abstract

It has long been debated on the boundary between tropical Permian faunas of the
Inthanon Zone and Gondwana faunas in NW Thailand. Both the Late Devonian and the
Permian Gondwanan platform margins lie a few km west of the Mae Yuam/ Mae Sariang Fault
(MYMS FZ). In the Permian, the shallow-marine shelf margin grades eastwards into hemipelagic
radiolarites along the MYMS FZ and westwards into the Thitsiphin carbonate platform of
Myanmar. The area west of the MYMS FZ is the Northern part of the West Thailand Region
(NWTR). Quartz-rich limestones of Roadian age in the NWTR are succeeded by deep-water
limestones in the NWTR and shallow-water carbonates in Myanmar and contain a distinctive
fusulinid fauna including Monodiexodina which does not occur in palaeotropical terranes.
A section of limestone 10 km west of the MYMS FZ contains Wordian microfauna and is
placed in a deep shelf to slope environment.

Carboniferous to Triassic continental margin, hemipelagic, non-hydrothermal, radiolari-
an cherts outcrop on either side of the Mae Yuam valley and were deposited on the
upwelling margins of an ocean separating the Inthanon Zone and Sibumasu Terrane. The
widely accepted allochthon model proposes that the Inthanon Zone Devonian -Triassic
radiolarites were pelagic and deposited on a subducting ocean that supported seamounts
with Visean to Permian tropical shallow-water carbonates lasting at least 90 my. We suggest
an alternative hypothesis where the radiolarites of the Inthanon Zone were continental
margin as shown by their geochemistry and deposited in deeper parts of small extensional
basins with limited volcanism between long-lived, isolated carbonate platforms.

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณีไทย ประจาปี 2564 115
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สงิ หาคม 2564

115

The Characteristic of Alkaline Granitic Suites in Tha Takiap and Mae Yan,

Thailand

Thanaz Watcharamai1*, Abhisit Salam 2, Tawatchai Chualaowanich1 and A-lin Suksawat1

1Department of Mineral Resources, 75/10 Rama VI Rd., Ratchathewi, Bangkok 10400, Thailand
2Department of Geology, Faculty of Science, Chulalongkorn University, Bangkok 10330, Thailand

*E-mail: [email protected]

Abstract

The exposure of alkaline granitic bodies is rather rare in Thailand. The alkaline suites
are normally found as small plutons. Two alkaline granitic suites in Tha Takiap and Mae Yan
areas, located in Chachoengsao and Mae Hong Son province, are respectively investigated.
The Tha Takiap suite, as a part of the Eastern Granitic Belt, is Carboniferous to Late Triassic in
age. The Mae Yan suite, as a part of Central Granitic Belt, is Late Triassic in age. QAPF
diagram shows modal compositions ranging from alkaline feldspar syenite to quartz-alkaline
feldspar syenite. Geochemically, rock majority from both areas are defined as syenite, based
on high Na2O+K2O. Moreover, high values of Ga/Al and some high-field-strength elements
(i.e., Zr, Nb, Ce, Y) imply that both suites are equivalent to A-type granite. However, both
suites exhibit distinct characteristics of chondrite-normalized REE pattern that can be
differentiated from each other. The Tha Takiap suite shows a ralatively flat pattern with
strong negative Eu, indicating a mantle-derived source which undergone through plagioclase
fractionation. On the other hand, the Mae Yan suite has twice or more higher REE contents
and displays a pattern of LREE enrichment, which imply different nature of a parental
magmatic source that could be more involved or interacted with crustal material.

Keywords: Alkaline granitic rock, REE pattern, Tha Takiap, Mae Yan, Thailand

Oral Session

116 ธรณีวถิ ใี หม่ นวตั กรรมไทย เพือ่ การพัฒนาทย่ี งั่ ยืน

The Comparison of Suspected Sauropod’s Track at Bukit Panau, Kelantan
and Sauropod’s Track from Ban Nom Tum, Thailand.

Atilia Bashardin1*, Tida Liard2 and Mat Niza Abdul Rahman3

1 Department of Mineral and Geoscience Malaysia Kelantan
2Sirindhorn Dinosaur Museum, Department of Mineral Resources Thailand

3Department of Mineral and Geoscience Malaysia Perak
*E-mail: [email protected]

Abstract

Few of trace structures had been discovered from Bukit Panau in the city of Tanah
Merah, Kelantan ??? kilometers from Kuala Lumpur. Firstly sighted in 2018 by group of
geologists from Malaysia and Thailand and a workshop had been held corresponding to the
discovery. These structures which consist of seven irregular circles which are vary in sizes (70
to 90 centimetre) structures exposed on a plane of sandstone of Panau Formation. Two of
these structures exhibit smaller and concave internal structures. Panau Formation is
characterised by coarsening upward sequence of sedimentary rocks ranging from pebbly
sized conglomerate, arenaceous facies to argillaceous facies. Fragmented plant fossils such
as Frenelopsis sp., Otozamites sp., Calamites sp., and Pecopteris sp. were recovered from
argillaceous facies suggesting Cretaceous age. These flora assemblages also suggested a
continental depositional environment

Oral Session

การประชมุ วชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 117
(Geothai Webinar 2021) วันท่ี 4-6 สงิ หาคม 2564

117

The Permian - Triassic Carbonate Rock Sequence at Sai Yok District,

Kanchanaburi Province, Western Thailand: A Case Study from the Area

between Ban Phu Plu – Ban Khao Sam Chan

Kantanat Trakunweerayut1*, Remizova Svetlana3, Katsuo Sashida1, Paiphan Paejaroen2,
Panus Hong1 and Prinya Putthapiban1**

1Geoscience, Mahidol University Kanchanaburi Campus, 199 Lum Sum, Sai Yok District, Kanchanaburi Province, Thailand.
2Conservation Biology, Mahidol University Kanchanaburi Campus, 199 Lum Sum, Sai Yok District,

Kanchanaburi Province, Thailand
3Herzen State Pedagogical University, Faculty of Geography, Geology, Geoecology Department, 48 Moyka

Embankment, 191186, St. Petersburg, Russia
*First author: [email protected] & [email protected]
**Corresponding author: [email protected] & [email protected]

ABSTRACT

We present our research result carried out in 2019 on the Permian - Triassic
carbonate rock sequence along the highway number 323 between Ban Phu Plu and Ban
Khao Sam Chan, Sai Yok District, Kanchanaburi Province. The succession at this section is at
least 1,300 meters thick and used to be mapped as the Permian Sai Yok Formation. However,
after careful investigation, we have recognized two chronological Permian carbonate rock
units and one Middle Triassic carbonate rock unit. The two Permian rock units are conformably
overlain and they were in turn are overlain by the Middle Triassic rock unit unconformity.
Based on the field evidences of their stratigraphic succession and the fossil assemblages
identified from ascending order, we concluded that the lowest subunit : the Ban Phu Plu
(BPP) which was recognized by the thin-medium bedded to massive bedded limestone
(grainstone-packestone) and usually contains chert nodules and thin lenses with minor
amount of dolomitic limestone. The present of a large number of fusulines in genera

Eoparafusulina, and Eopolydiexodina suggests the age of Early to Middle Permian
(Kubergandian-Murghabian). The middle subunit : the Tham Sua Dao (TSD), was described
as thick-bedded limestone (mudstone-wackestone) with minor amount of chert nodule. The
Middle to Late Permian (Midian-Dzhulfian) index fossils, foraminiferan in genera Dagmarita,
Rectostipulina and Hemigordiopsis (?) have been identified and the upper most subunit: the
Khao Sam Chan (KSC), contains thin-bedded to thick-bedded dolomitic limestone and
dolomite with the foraminiferan in genera Pilammina, Glomospirella and Meandrospira
which suggest the age of Middle Triassic (Anisian). The above new findings are important
and crucial for the better understanding of the depositional environment and the evolution
of the Paleo Tethys of the Shan Thai Terrain (Sibumasu) during Permian and Triassic Periods.

Keywords: Permian-Triassic succession, carbonate rocks, foraminifera, Western Thailand,
Shan-Thai (Sibumasu) Terrane

Oral Session

118 ธรณีวิถีใหม่ นวตั กรรมไทย เพ่ือการพัฒนาทีย่ ง่ั ยนื

References :
Bunopas, S. (1980). Geology and mineral resources of Suphan Buri (Sheet ND 47-7),

Scale1:250,000. Department Survey Mineral Resources, Geological Survey Report,
No. 2, 73p. (in Thai with English summary).
Bunopas, S. (1981). Paleogeographic history of western Thailand and adjacent parts South
East Asia A plate tectonics interpretation. Ph.D. Thesis. Victoria University.
Chaodumrong , P., Assavapatchara , S. & Jongautchariyakul , S. (2004). Comparative Research
on Permian Strata and Fauna between West Yunnan and West Thailand. Bangkok,
National Research Council of Thailand. (in Thai with English abstract).
Davydov, V. & Arefifard, S. (2007). Permian fusulinid fauna of Peri-Gondwanan affinity from
the Kalmard region, East-Central Iran and its significance for tectonics and paleogeography.
Palaeontologia Electronica, 10, 1-40.
Flugel, E. (2004). Microfacies of carbonate rocks: analysis, interpretation, and application.
Berlin, Springer.
Fontaine, H., & Suteethorn, V. (1988). Late Palaeozoic and Mesozoic fossils of West Thailand

and their environments. CCOP Technical Bulletin, 20, 107p.
Fontaine, H., Chonglakmani, C., Piyasin, S., Ibrahim, B.A, & Khoo, H.P. (1993). Triassic Limestones

within and around the Gulf of Thailand. Journal of Southeast Asian Earth Sciences,
8, 83-95.
Leven, E. (2003). The Permian stratigraphy and fusulinids of the Tethys. Rivista Italiana
diPaleontologia e Stratigrafia, 109, 267-280.
Loeblich , A. & Tappan, H. (1988). Foraminiferal Genera and Their Classification. Van Nostrand:
Reinhold, New York.
Metcalfe, I. (2017). Tectonic evolution of Sundaland. Bulletin of the Geological Society of
Malaysia, 63, 27-60.
Ueno, K. (2003). The Permian fusulinoidean faunas of the Sibumasu and Baoshan blocks:
Their implications for the Cimmerian Continent. Palaeogeography Paleoclimatology,
Palaeoecology, 193, 1-24.

Oral Session

การประชุมวชิ าการธรณไี ทย ประจาปี 2564 119
(Geothai Webinar 2021) วนั ที่ 4-6 สิงหาคม 2564

119

The possibility of using a geological map to search for construction material:

A case study on the Nam Maholan Massive limestone

Kritika Kate Trakoolngam* and Papassara Takhom

Department of Geotechnology, Faculty of Technology, Khon Kaen University
*E-mail: [email protected]

Abstract

In recent years, Thailand’s geological maps are becoming more refined and accessible
to public. In light of this, these maps should be taken advantage as a base for construction
material indicators. However, certain rock formations and units need to be verified for their
engineering properties and their homogeneity, and then mapped accordingly to their
engineering applicability. This study shows that the engineering properties of massive Permian
limestone of Nam Maholan Formation found in Loei province is very similar. The properties
meet the standards set by many organizations, e.g., the Royal Irrigation Department, the
Office of Transport and Traffic Policy and Planning, and the Department of Highways. Moreover,
the rock engineering characteristics of this formation beyond this province are also similar.
The results show that there is potential for using the geological map to search for construction
material.
Keywords: Geologic map; limestone; construction material; Nam Maholan Formation

Oral Session

120 ธรณีวถิ ีใหม่ นวัตกรรมไทย เพ่อื การพฒั นาทยี่ ั่งยืน

Two contrasting corundum occurrences in the eastern part of Lützow-Holm Bay,
Antarctica

Yada Wongpairin1, Prayath Nantasin1*, Sotaro Baba2, Tomokazu Hokada3, Atsushi Kamei4,
Ippei Kitano5, Yoichi Motoyoshi3, Nugroho Imam Setiawan6 and Davaa-ochir Dashbaatar7

1 Department of Earth Sciences, Faculty of Science, Kasetsart University, Bangkok 10900, Thailand
2 Department of Science Education, University of the Ryukyus, Okinawa 903-0213, Japan

3 National Institute of Polar Research, Tokyo 190-8518, Japan
4 Department of Geosciences, Shimane University, Matsue, Shimane 690-8504, Japan
5 Division of Earth Sciences, Faculty of Social and Cultural Studies, Kyushu University, Fukuoka 819- 0395, Japan
6Geological Engineering Department, Engineering Faculty, Universitas Gadjah Mada, DI Yogyakarta 55281, Indonesia

7 Mongolian University of Science and Technology Ulaanbaatar 14191, Mongolia
*E-mail address: [email protected]

Abstract

Corundum can be found in various geological settings, ranging from acidic to basic
magmatic or metamorphic systems, so long as the host rock has an extreme silica deficiency
and excess alumina content. We herein report on two completely different corundum
occurrences in East Antarctica. The first one can be regarded as a normal type with a
meta-basite host rock from Akarui Point. The second one is a very rare occurrence at
Tenmondai Rocks, in which corundum crystals are hosted in a pocket within a granulite
facies, high silica meta-granodiorite. In such a setting there must be both a localised
“desilication” process to create such corundum-bearing pocket and some mechanism to
preserve it over time from silica infiltration. The samples from both locations were collected
by Dr. Prayath Nantasin during the 58th Japanese Antarctic Research Expedition (JARE 58). In
this study we compared the samples from these two contrasting geological environments in
order to understand the different processes by which corundum has formed in this part of
Antarctica. Optical petrography, supported by X-Ray Diffraction (XRD) and X-Ray Fluorescence
(XRF) data, shows that the corundum bearing mineral assemblage within the meta-basites at
Akarui Point consists of corundum + hornblende + sapphirine + plagioclase + pyroxene +
biotite. Whereas, the assemblage from the corundum bearing “pocket” at Tenmondai Rocks
is corundum + magnetite + biotite + plagioclase + phlogopite + ilmenite + zircon. It should
be noted that corundum in Akarui Point formed only in some layers of meta-basite, which
we believe to be controlled by how rich in alumina were different layers in protolith. The

Keynote Session

การประชุมวิชาการธรณไี ทย ประจาปี 2564 121
(Geothai Webinar 2021) วนั ท่ี 4-6 สิงหาคม 2564

121
Tenmondai Rocks corundum bearing sample was from within an oval shape “pocket” with

the length of approximately 30 cm. We suspect that it formed by the granulite grade

metamorphism of an enclave or xenolith within the original granodiorite. More importantly

its presence shows that there is some mechanism which prevented its silicification during

metamorphism and the destruction of the corundum. Parts of southern Africa were adjacent

to this area of Antarctica during the ‘Pan-African orogeny’, the tectonic event around 550 Ma

ago which drove to the granulite facies regional metamorphism that produced the corundum.

Keynote Session


Click to View FlipBook Version
Previous Book
RUKUN ISLAM
Next Book
2020东京奥运会超强环保设计