The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือผู้เล่าเรื่องถ้ำภูผาเพชร ฉบับธรรมชาติของถ้ำ อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2021-07-08 06:16:54

คู่มือผู้เล่าเรื่องถ้ำภูผาเพชร

คู่มือผู้เล่าเรื่องถ้ำภูผาเพชร ฉบับธรรมชาติของถ้ำ อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

คู่มอื ผูเ้ ล่าเร่ืองถำ้� ภูผาเพชร

ฉบบั ธรรมชาติของถำ�้ อำ� เภอมะนัง จงั หวดั สตลู

กรมทรัพยากรธรณี
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม





คู่มือผเู้ ล่าเร่อื งถ้ำ� ภผู าเพชร ฉบบั ธรรมชาติของถ้�ำ
อธบิ ดีกรมทรพั ยากรธรณี: นายทศพร นชุ อนงค์
รักษาราชการแทนผอู้ ำ� นวยการส�ำนักงานทรพั ยากรธรณเี ขต 4: นายสมชยั ชยั เสน
ท่ปี รึกษา: นายชยั พร ศริ ิพรไพบลู ย์
พิมพค์ ร้ังที่ 1 จ�ำนวน 500 เล่ม, เมษายน 2561
จดั พิมพ์โดย สำ� นกั งานทรัพยากรธรณเี ขต 4 กรมทรัพยากรธรณี
75/10 ถนนพระรามท่ี 6 เขตราชเทวี กรงุ เทพมหานคร 10400
ขอ้ มลู ทางบรรณานกุ รม กรมทรัพยากรธรณี, 2561,
คมู่ ือผู้เล่าเรอื่ งถ�้ำภผู าเพชร ฉบับธรรมชาตขิ องถ�ำ้ ;
36 หน้า 1. ธรณวี ิทยา 2. ถ�้ำ
พิมพท์ ่บี ริษัท จงโต มีเดีย ครีเอชั่น จ�ำกดั

เอกสารฉบบั นเ้ี ปน็ ลขิ สทิ ธิข์ อง
กรมทรพั ยากรธรณี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม

สารบัญ
หนา้
เกรน่ิ น�ำ 1
บทน�ำ 2
สังเกตสักนดิ ภายนอกถำ�้ มีอะไร 3
การเกิดถ�้ำที่ควรร ู้ 4
ประติมากรรมในความมืด 5
ความนา่ สนใจของโถงถ�ำ้ 11
สง่ิ มีชีวิตภายในถ้�ำยุคปจั จบุ ัน 25
อดีตกาลกับสิ่งมชี วี ติ ดกึ ดำ� บรรพ ์ 26
แนวทางการอนุรกั ษใ์ หย้ ่งั ยืนควบคู่กบั การพัฒนา 27
บรรณานกุ รม 29

เกริน่ น�ำ

ธรรมชาติ คืออะไร?
เราทุกคนตอ้ งเคยได้ยินคำ� ๆ นม้ี าต้งั แตเ่ ดก็ จนโต แลว้
อะไรคอื ธรรมชาติ?

ธรรมชาติ ธรรมชาติ ให้อะไรกบั เรา?

ความหมายของค�ำว่า “ธรรมชาติ” อากาศ ต้นน้�ำ ล�ำธาร ความร่มรื่น

ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ความอุดมสมบูรณ์ ความสนุกสนาน ความรู้

พ.ศ.2554 คือ ส่ิงที่เกิดมีและเป็นอยู่ตาม ปจั จยั 4 ในการดำ� รงชวี ติ (อาหาร เครอ่ื งนงุ่ หม่

ธรรมดาของสง่ิ นน้ั ๆ ภาพภมู ปิ ระเทศ นอกจาก ยารักษาโรค ทอี่ ยอู่ าศยั ) และอน่ื ๆ อกี มากมาย

นยี้ งั หมายถงึ สงิ่ ทเี่ ปน็ ไปเองโดยมไิ ดป้ รงุ แตง่

เช่น สีธรรมชาติ เป็นต้น ซ่ึงแม่ค�ำของ เราควรท�ำอย่างไรกบั ธรรมชาต?ิ

“ธรรมชาติ” คือ ธรรม๑ ธรรม-ธรรมะ ดแู ลรกั ษา และอนรุ กั ษใ์ หธ้ รรมชาตอิ ยู่
ส�ำหรับนิยามง่ายๆ ของค�ำว่า คกู่ บั เราไดอ้ ยา่ งย่ังยืน และพฒั นาให้อยบู่ นฐาน
“ธรรมชาต”ิ คือ ทุกสิง่ ทกุ อยา่ งทอ่ี ยูร่ อบตัว ของธรรมชาติ
เรา เกดิ ขน้ึ เอง โดยทีม่ นษุ ย์ไม่ใชเ่ ป็นผู้สร้าง

ข้นึ มา

บทน�ำ

ถำ้� เปน็ ความมหศั จรรยท์ ธ่ี รรมชาตไิ ดร้ งั สรรคข์ น้ึ มาเพอื่ ใหม้ นษุ ยเ์ ราไดใ้ ชป้ ระโยชน์
ตงั้ แต่อดตี จนถงึ ปจั จบุ นั เช่น แหล่งอาศยั ของมนุษยโ์ บราณ แหล่งพกั ผอ่ นหย่อนใจ แหลง่
ทอ่ งเทย่ี ว และแหลง่ ศกึ ษาวจิ ัย เปน็ ตน้

ถำ้� ภผู าเพชร เราตอ้ งเรมิ่ ตน้ ดว้ ยเสน้ ทางการเดนิ ผา่ นสวนหนิ ในแนวราบแลว้ ศกึ ษา
ธรรมชาติสองข้างทางแบบเดินไต่ระดับข้ึนเรื่อยๆ ข้ึนสู่เทือกเขาหินปูน เหน่ือยนักก็พักได้ท่ี
ศาลาจดุ พกั ขา้ งทางและกอ่ นเขา้ ถำ�้ เราหยดุ ฟงั และศกึ ษากตกิ าการเขา้ เยย่ี มชมถำ�้ กนั กอ่ น เพอื่
ปรบั สภาพร่างกายจากการเดนิ ทางกันสกั นดิ รับลมเย็นๆ สกั หน่อยจากปากถ้�ำ กอ่ นเขา้ ชม
ภายในถ้�ำ

ทางเข้าถ้�ำ ในอดีตทางเข้าถ้�ำเป็นเส้นทางท่ีพระธุดงค์เข้าไปจ�ำศีลแต่ไม่เหมาะสมจึง
พัฒนาช่องทางเข้าใหม่ ท�ำให้นักท่องเท่ียวบางคนมองไม่ออกด้วยซ้�ำว่า ตรงไหนคือทางเข้า
เนอื่ งจากทางเข้าถำ้� แห่งน้ีมีขนาดเล็กมาก โดยเขา้ แบบมุดผ่านเข้าไปทีละคน แต่เม่อื ลอดผา่ นรู
เลก็ ๆ นี้เขา้ ไปภายในแล้ว จะพบกับโถงถ้ำ� ทกี่ ว้างใหญ่และโอ่โถงมาก

นอกจากน้ียังพบประติมากรรมและสิ่งมีชีวติ ภายในถ�ำ้ ท่หี ลากหลาย สวยงาม และ
ขนาดใหญ่มาก ซึ่งทกุ คนทไ่ี ด้เขา้ มาเยี่ยมชมคาดไมถ่ งึ อยา่ งแนน่ อน

“ ตอ้ งเข้ามาใหเ้ ห็นดว้ ยตาตวั เองเทา่ นัน้ ถึงจะรู้ ”

3

สังเกตสักนดิ ภายนอกถำ�้ มอี ะไร?

ลองนึกดวู ่า
ถ้าเราก�ำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า
เหนอื จงั หวดั สตลู แลว้ มองลงมาดา้ นลา่ ง เรา
จะพบกับลักษณะเทือกเขาหินปูนท่ีมีรูปร่าง
ทีแ่ ตกต่างกนั เรยี กพ้ืนที่ท้ังหมดนว้ี ่า
“ภมู ปิ ระเทศแบบคาสตห์ รอื ภมู ปิ ระเทศหนิ ปนู ”

และเมอื่ ถงึ ถำ้� ภผู าเพชรถา้ เรามองซา้ ย
มองขวา เราจะพบหินปูนท่ีมีรูปร่างแปลก
ประหลาดเกิดจากส่วนประกอบภายในหินท่ี
แตกตา่ งกนั และถูกท�ำใหล้ ะลายจากน้ำ� ฝนหรอื
นำ�้ ใต้ดินท่แี ตกตา่ งกนั เรยี กลกั ษณะเหลา่ นวี้ า่

“สวนหินภูผาเพชร (Stone forest)”
โดยตามเส้นทางในการเดนิ ทางมายังถ�ำ้ ภผู าเพชร
เราจะพบลักษณะภูมิประเทศเช่นนตี้ ลอดการเดินทาง

4

การเกดิ ถ�้ำท่ีควรรู้

ถ้ำ� เกิดขนึ้ ไดย้ ังไง?
เมื่อในอดีตโลกเรามี การสะสมตัว ของตะกอนและซากส่ิงมีชีวิต เมื่อนานเข้าก็
แขง็ ตวั กลายเปน็ ชนั้ หนิ หลงั จากนน้ั ไดร้ บั แรงดนั และความรอ้ น จากการเคลอ่ื นทข่ี องเปลอื ก
โลก ทำ� ให้ช้นั หนิ โก่งตวั สง่ ผลท�ำให้ เกดิ รอยเลอื่ นและรอยแตก จำ� นวนมาก
ตอ่ มานำ้� ฝนในธรรมชาตทิ ่มี คี วามเป็นกรดอ่อนๆ ไหลซมึ เขา้ ไปตามแนวรอยแตก
ท�ำใหเ้ กดิ รอยแตกทีม่ ขี นาดใหญข่ ึน้ จนกลายเปน็ รูหรอื โพรง ถ้ามนษุ ย์สามารถเขา้ ไปได้กจ็ ะ
ถกู เรยี กวา่ ถ�ำ้

เมือ่ ประมาณ เม่ือประมาณ ตะกอนตา่ งๆ
500 ล้านปีที่แล้ว 400-300 ล้านปที แ่ี ล้ว แข็งตัวกลายเปน็ หนิ

ล�ำดับชัน้ หิน

เกิดการยกตัว และ โก่งตวั ของชน้ั หิน การเกิดถ้ำ� ในหินปนู
เกิดชนั้ หนิ คดโคง้ รอยเลือ่ น และรอยแตก น้ำ� ฝน และน�้ำจากลำ� หว้ ย ไหลเข้าไปในรอยแตกของหินปนู

แล้วเกดิ การละลาย จนกลายเปน็ โถงถำ้� ต่างๆ

ที่มา:ข้อมลู งานนำ� เสนอ เรื่อง การส�ำรวจถำ้� :โอกาสทองของนกั ธรณีวิทยาไทย
ของนายชยั พร ศริ ิพรไพบูลย์ ปรบั ปรุงโดย นางสาวอุมาพร เจรญิ คุณธรรม

5

ประติมากรรมในความมดื

ประตมิ ากรรมทวี่ า่ คืออะไร?
ประติมากรรมภายในถ้�ำ เกิดขึ้นจากการกระท�ำของธรรมชาติ โดยการเกิดที่แตกต่าง
กนั ท�ำใหม้ ีลกั ษณะทแี่ ตกตา่ งกัน จึงมชี อ่ื เรียกแตกต่างกนั
ประตมิ ากรรมภายในถ้ำ� หรือท่ีเรยี กว่า หนิ ประดบั ถ้ำ� คือ มวลวตั ถเุ กดิ จากการตกผลึก
ของแรท่ ตุ ยิ ภมู ใิ นถำ�้ และแรท่ ตุ ยิ ภมู นิ เี้ กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมี โดยมนี ำ�้ เปน็ ตวั ทำ� ละลายจากแรท่ เ่ี ปน็
องคป์ ระกอบหลักของหินทเี่ กดิ ถ้ำ� ด้วยสภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสม
ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่แคลไซต์หลายผลึกท่ีเกิดรวมกันเป็นรูปร่างต่างๆ ส่วนหินที่มี
ถ้�ำอยู่ส่วนมากเป็นหินปูน หากกล่าวถึงหินประดับถ�้ำจะเป็นการกล่าวถึงลักษณะของแร่และรูป
แบบของแรห่ รอื แรเ่ ปน็ กลมุ่ ตกผลกึ เปน็ รปู รา่ งตา่ งๆ (สวยงาม) แตถ่ า้ กลา่ วถงึ แรท่ ตุ ยิ ภมู อิ ยา่ งเดยี ว
ที่พบในถ้�ำ จะเรยี กว่า แร่ถ้�ำ หรอื cave mineral (ทม่ี า: คมู่ ือผเู้ ลา่ เรอ่ื งธรณเี รอื่ งถ้�ำเลสเตโกดอน
ฉบบั หินประดับถำ้� )

ส�ำหรับภาพด้านบน เป็นภาพแสดงตัวอยา่ งของประติมากรรมภายในถ�้ำที่สามารถพบได้
ท่วั ไป ส่วนในถ้�ำภูผาเพชรสามารถพบชนดิ ไหนได้บา้ งนนั้ ถา้ อย่างรู้กต็ อ้ งอา่ นตอ่ กันนะ

6

ประตมิ ากรรมในความมดื (ตะกอนถำ�้ ทพ่ี บได้บ่อยๆ)

หินย้อย (Stalactite) การพอกของ หินงอก (Stalagmite)
คือ ตะกอนหินปูนท่ีจับ หนิ ยอ ย คอื ตะกอนหนิ ปนู ทจี่ บั
ตัวเป็นแท่งหรือแผ่น ย้อยลงมา ตัวเป็นแท่งสูง ขึ้นไปจากพื้นถ�้ำ
จากเพดานถ�ำ้ เกิดจากน้ำ� ใต้ดินท่ีมี ขึน้ ไปหาเพดานถ�้ำ เกิดเนอ่ื งจาก
หินปูนละลายอยู่ หยดลงมาจาก หยดนำ�้ ทไี่ หลออกมาจากหนิ ยอ้ ย
รอยแตกบนเพดานถ้ำ� และเม่อื น้�ำ หลน่ ถงึ พนื้ ถำ้� กจ็ ะเกดิ การสญู เสยี การพอกของ
สูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ จงึ ทำ� ให้ หินงอก
ออกไปก็จะท�ำให้เกิดแร่แคลไซต์ แร่แคลไซต์สะสมตัว และค่อยๆ
เรมิ่ สะสมตวั ทลี ะนอ้ ย และจะพอก สงู ข้ึนจากพ้นื ถ�้ำ
ยาวลงมาจากเพดานเรื่อยๆ โดย
ปกติมักจะมีลักษณะเป็นหลอด
กลวงอยูต่ รงกลาง

แรแ่ คลไซต์ คอื อะไร?
แร่แคลไซต์ คือ แร่ท่ีพบมากใน
หินปูน ความแข็งน้อย (ตะปูหรือมีดขีดเป็น
รอย) มีหลายสี เชน่ ขาว สม้ น�้ำตาล เหลอื ง
เปน็ ต้น และละลายได้ในกรด

7

ประติมากรรมในความมดื (ตะกอนถ�ำ้ ท่พี บได้บอ่ ยๆ)

เสาหิน (Column)
คอื ลกั ษณะของหนิ ทเี่ ปน็ แทง่ หรอื เสา
ยาวจากพื้นถ�้ำจรดเพดานถ้�ำ เกิดจากหินงอก
หนิ ย้อยมาบรรจบกนั

หลอดหนิ ยอ้ ย (Soda Straw)
คือ สารหินปูนที่จับตัวเป็นหลอด
หรือทอ่ ย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ� แร่แคลไซตท์ ี่
เกิดจะมีการเรียงตัวของผลึกในแนวยาวและ
ย้อยลงมา ท�ำให้มีความยาวเพ่ิมข้ึน ท�ำให้ดู
คล้ายหลอดกลวงทม่ี ีน�ำ้ หยดออกมา
สวยๆ อยา่ งนี้ ไมค่ วรจบั นะ!
ที่ไมค่ วรจับเพราะ แค่เพยี งเราสมั ผสั ความมนั บนมอื เรากจ็ ะทำ� ให้ หินงอก หินยอ้ ย
หลอดกาแฟ และอืน่ ๆ ท่เี กิดขน้ึ ในถำ้� เสียหาย และไมง่ อกหรอื ยอ้ ยใหม่อกี เลย หรือที่เรยี กกนั วา่
หนิ ตายแล้ว เมอ่ื มีการจับหรือสัมผสั มากๆ ถ้ำ� ทส่ี วยงามก็จะกลายเป็นถำ้� ตายในท่สี ุด

8

ประตมิ ากรรมในความมืด (ตะกอนถ�ำ้ ที่พบไดบ้ ่อยๆ)

มา่ นหินยอ้ ย (Curtain)
เกดิ จากนำ�้ ทม่ี สี ารคารบ์ อเนตสงู ทไี่ หลตามผนงั ทเี่ อยี ง ซง่ึ จะเกดิ จากแรงตงึ ผวิ ของนำ�้
เมอ่ื นำ้� เกดิ สญู เสยี กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ การตกตะกอนของแรแ่ คลไซตม์ ลี กั ษณะ
เป็นแผ่นบางๆ ย้อยลงมาจากผนังถ�้ำดูคล้ายม่าน บางแห่งจะมีสีน�้ำตาลแดงสลับกับขาวหรือ
เหลอื งออ่ น ช่ือเรยี กเฉพาะวา่ มา่ นเบคอน (Bacon Formation) หรือบางแห่งมีลักษณะกลมรี
คลา้ ยลูกช้นิ รกั บก้ี ไ็ ด้

มา่ นหินย้อย เปน็ หินประดบั ถำ้� ท่พี บได้ท่ัวไป มกั พบบริเวณส่วนปลายของหินน้ำ� ไหล
หินน้ำ� ไหล (Flowstone)
คือ ตะกอนที่เกิดจากน�้ำท่ีมี
สารคาร์บอเนตไหลเปน็ แผ่นบางๆ บน
พ้ืนผิวของพื้นถ�้ำ ซึ่งมักจะประกอบไป
ด้วยแร่ทราเวอร์ทีน (Travertine) ซ่ึง
เปน็ อกี รูปหนง่ึ ของแร่แคลไซต์

หนิ น�้ำไหล

9

ประตมิ ากรรมในความมืด (ตะกอนถำ้� ท่พี บไดบ้ ่อยๆ)

ฮะ อะไรนะ!!!
ไขม่ กุ ถำ�้ จะมคี ณุ คา่ กต็ อ่ เมอ่ื อยใู่ นถำ�้
แต่ถ้าเราหยบิ ออกมานอกถำ้� เม่ือใดแลว้ ไขม่ ุก
ที่สวยงามก็จะกลายเป็นแค่เม็ดดินเม็ดหนึ่ง
เท่านน้ั และจะไมส่ วยงามอกี ตอ่ ไป

ไข่มกุ ถ�้ำ (Cave Pearl)
คือ ตะกอนที่มีลักษณะกลม หรือ
ค่อนข้างกลม มีผิวภายนอกเรียบคล้ายไข่มุก
มักเกิดบริเวณพื้นถ�้ำที่เป็นแอ่งต้ืนที่เกิดจาก
น�ำ้ หยด
การเกิดน้ันจะต้องมีแกนกลาง
(nucleus) ซ่ึงอาจเป็นเมด็ ทรายหรอื เศษหนิ
เล็กๆ แล้วเกิดการพอกของแร่แคลไซต์เป็น
ชัน้ ๆ โดยรอบ (concentric layers) ที่เคย
พบมีขนาดตั้งแต่หัวเข็มหมุดถึงขนาดใหญ่
ประมาณ 15 เซนติเมตร บางแห่งมีรูปร่าง
คลา้ ยนอ้ ยหนา่

ท�ำนบหนิ ปนู (Rimstone)
คือ ตะกอนปูนที่ก่อตัวขึ้น
แล้วมีลักษณะคล้ายเข่ือน หรือท�ำนบ
หรือขั้นบันไดที่ก้ันน�้ำไว้ เกิดในบริเวณ
พ้ืนถำ�้ หรอื ตามแนวทางน�้ำไหล เมื่อน้ำ�
ไหลจะทิ้งตะกอนหินปูนเพ่ิมพูนข้ึน
เรือ่ ยๆ

10

ประติมากรรมในความมืด (ตะกอนถ�ำ้ ที่พบไดบ้ อ่ ยๆ)

ปะการงั (Coral)
คือ แรแ่ คลไซตท์ ่ีมีลกั ษณะ
คลา้ ยปะการงั สว่ นใหญจ่ ะพบบรเิ วณ
ถำ้� ที่มคี วามช้ืน

ป๊อปคอร์น (Popcorn)
คอื แรแ่ คลไซตท์ มี่ ลี กั ษณะคลา้ ยปอ๊ ปคอรน์ หรอื
ขา้ วโพดควั่ สว่ นใหญจ่ ะพบบริเวณผนังถ้�ำที่มีความแหง้
เกิดจากในช่วงเวลาท่ีแร่แคลไซต์เร่ิมมีการ
ตกผลกึ กม็ กี ารดนั ตวั ของกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซตอ์ อกมา
ด้วย ท�ำให้เราพบ ลักษณะการตกผลึกของแร่แคลไซต์
พองๆ คล้ายกับขนมป๊อปคอร์นที่เรากินกัน ถ้ายังนึกไม่
ออกวา่ เปน็ ยงั ไง ลองนกึ ถงึ วา่ ลกู โปง่ เปน็ แรแ่ คลไซตท์ เี่ รมิ่
ตกผลกึ เมอื่ เราเรม่ิ เปา่ ลมเขา้ ไปลกู โปง่ กจ็ ะคอ่ ยๆ พองตวั
ข้ึนมา ซึ่งลักษณะนี้ก็จะคล้ายกับลักษณะการเกิดแร่
แคลไซต์แบบปอ๊ ปคอรน์

ป๊อปคอรน์ (Popcorn)

11

ความนา่ สนใจของโถงถ�้ำ

หลายคนคงคดิ วา่ ถ้�ำน่ากลัว ทั้งมดื ทัง้ เหมน็ เข้าไปกไ็ ม่เหน็ จะมอี ะไร ไม่อยากเขา้ ไป
แต่ใครจะรู้ว่าภายในถ�้ำแห่งนี้ จะมีความสวยงามจากธรรมชาติที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม ยิ่งใหญ่
กว้างขวาง และสวยงาม โดยมีหอ้ งตา่ งๆ ดงั นี้

1.ห้องเสาค�ำ้ สุรยิ นั และหอ้ งหัวพญานาค
2.หอ้ งม่านเพชร

3.หอ้ งเหด็ และปะการัง
4.ห้องวังค้างคาวและโดมศลิ าเพชร

5.ห้องดอกบวั คว่�ำ
6.ห้องลานเพลิน
7.หอ้ งอา่ งศิลาเล็ก
8.ห้องอ่างศิลาใหญ่
9.ลานแสงมรกต
10.ห้องพญานาคพนั

12

1. ห้องเสาค�้ำสรุ ิยนั และหอ้ งหัวพญานาค (หอ้ งเสาค้ำ� สรุ ยิ นั )

ห้องเสาค�ำ้ สุริยัน
เป็นหอ้ งท่มี ีเสาหินที่สงู และโดดเด่น

มหี นิ งอกทรงสงู ทม่ี ลี กั ษณะคลา้ ยเมอรไ์ ลออ้ น
ทเ่ี ปน็ สญั ลักษณข์ องประเทศสิงคโปร์
ทำ� ไมในห้องนเ้ี สาหนิ ถงึ สูงและโดดเด่นหรอ ?
เรารู้แล้วว่า เสาหิน เกิดจากหินย้อย และ
หนิ งอกทโี่ ตมาชนกนั ซงึ่ ภายในถำ�้ แหง่ นมี้ เี พดานทส่ี งู มาก
เมอ่ื หนิ งอกหนิ ยอ้ ยมาชนกนั ทำ� ใหเ้ สาหนิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ มคี วาม
สูงและโดดเดน่ มาก
ถา้ ใหห้ นิ ยอ้ ย และหนิ งอกเกดิ ในเวลาพรอ้ มกนั
และอตั ราการหยดของนำ้� จากเพดานถ้ำ� มอี ตั ราทตี่ ่ำ� จะ
เกดิ หินย้อยยาวมากกว่าความสูงของหนิ งอก ในทางตรง
กนั ขา้ มถา้ อตั ราการหยดของนำ�้ จากเพดานถำ้� ในอตั ราสงู
จะเกดิ หนิ งอกสงู มากกว่า ความยาวของหนิ ย้อย

13

1. หอ้ งเสาค้ำ� สุริยนั และหอ้ งหวั พญานาค (ห้องหัวพญานาค)

หอ้ งหวั พญานาค เปน็ หอ้ งทอ่ี ยบู่ รเิ วณเดยี วกนั กบั หอ้ งเสาคำ้� สรุ ยิ นั มมี า่ นหนิ ยอ้ ย และ
หนิ นำ�้ ไหลทมี่ รี ูปรา่ งเหมือนกบั หวั พญานาค

ท�ำไมจึงเกิดแถบสีต่างๆ ท่ีขนานกัน
และหนาไม่เท่ากันในม่านหินยอ้ ย

เนอ่ื งจากปริมาณสว่ นประกอบทาง
เคมี และความต่อเน่อื งของน�้ำทีซ่ มึ ไหล
ท�ำให้เกิดมา่ นหินย้อยในแต่ละช่วงเวลา
มคี วามแตกตา่ งกนั แถบแรแ่ คลไซตจ์ งึ มี
สีตา่ งกัน
เป็นผลจากปริมาณของอนุภาคของธาตุอ่ืนท่ีละลายในน�้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณ
ของอนภุ าคเหลก็ ถา้ ปรมิ าณอนภุ าคเหลก็ ทลี่ ะลายในนำ�้ มมี าก จะทำ� ใหแ้ ถบแรแ่ คลไซตม์ สี นี ำ้� ตาล
แดง ถา้ ปริมาณอนุภาคของเหล็กมีน้อย จะทำ� ให้แถบแร่แคลไซต์มสี ีครีมถงึ สสี ้มจาง สำ� หรบั แถบ
แรแ่ คลไซตท์ ม่ี คี วามหนาไมเ่ ทา่ กนั เกดิ จากปรมิ าณของนำ�้ ซมึ ไหล ถา้ ปรมิ าณของนำ�้ ทซ่ี มึ ไหลมมี าก
จะได้แถบแคลไซตท์ หี่ นา

14

2. ห้องมา่ นเพชร

ห้องม่านเพชร เป็นห้องที่มีหินน้�ำไหลลักษณะคล้ายผ้าม่าน มีแร่แคลไซต์ที่มีความ
สะอาดสีขาว และเป็นประกายทสี่ วยงามมาก
หนิ น�ำ้ ไหลในหอ้ งแหง่ น้ี มลี กั ษณะการตกผลึกพอกเปน็ ชน้ั ปดิ ช้ันตะพัก ด้านนอกจะมี
ลักษณะกลมมน โดยสว่ นลา่ งเกิดเปน็ แบบมา่ นหินยอ้ ย

บรเิ วณผวิ ของหินน�ำ้ ไหลจะเรยี บๆ คล้ายกับกระดาษหรือเปลา่ นะ?
บรเิ วณผวิ ของหินน�้ำไหล
มีลักษณะเป็นหลั่นขนาดเล็ก
(พน้ื ทแี่ บบขน้ั บนั ไดขนาดเลก็ ) ประกอบ
ด้วยท�ำนบและแอ่งน�้ำขนาดเล็กใน
หนว่ ยเซนตเิ มตร (ทงั้ กวา้ งและลกึ ) มชี อื่
เรียกวา่ ไมโครเกาเออร์ (microgour)

15

3. หอ้ งเห็ดและปะการงั (หอ้ งเหด็ )

หอ้ งเหด็ เปน็ หอ้ งทเ่ี ชอื่ มตอ่ กบั หอ้ งปะการงั มหี นิ งอกทรงสงู เกดิ จากเพดานถำ�้ สงู ใหญ่
เมื่อนำ�้ หยดลงมาดา้ นล่าง ท�ำใหเ้ กิดการกระจายของน้ำ� ท่มี ตี ะกอนคารบ์ อเนต ทำ� ใหเ้ กดิ เป็นรูป
รา่ งคลา้ ยเหด็ ยักษจ์ �ำนวนมาก เรียกลักษณะน้วี า่ สแปรต๊ เทอรไ์ มท์ (Splattermites)

หินงอกเกดิ ได้อยา่ งไร?
หนิ งอก เกดิ จากหยดนำ�้ จากเพดาน
ถ�้ำผ่านปลายหลอดกาแฟหรือปลายหินย้อย
และหยดน�ำ้ กระทบพ้ืนภายในถ�้ำ
เมอ่ื หยดนำ้� กระทบพน้ื นำ�้ จะแผไ่ หล
เป็นแผน่ น�ำ้ บางๆ ทไ่ี หลอยา่ งช้าๆ ทกุ ทศิ ทาง
หรือเคลือบอยบู่ นผวิ หนิ งอก นำ้� จะตกผลึกให้
แร่แคลไซต์ เนื่องจากน้�ำมีการสูญเสียก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์รูปร่างของหินงอก และ
โครงสร้างภายในของหินงอกสามารถอธิบาย
ได้ดว้ ยหลกั 2 หลกั รว่ มกันดังน้ี

16

3. หอ้ งเหด็ และปะการัง (หอ้ งปะการงั )

เปเปน็ น็หหอ้ ง้อทงทมี่ ่มีหีหนิ ินงองกอแกลแหะลหอ้ หะงอ้ หินปงนิ ปะนำ้�กะไำ�้ากหไราหลงัรลงั
เกเิดกคดิจคาราจาบ์กรา์บกอาเกอนราเนตสรตทะสสทะีแ่ มสสแี่ มตดสตวัดงขัวงเขตอปเงตน้อปน็ สงน้ขน็เมาสขอเรมาด็ งอปร็ดๆปงปรๆปะะครกะกะคลากอกา้ลราบอย้างัรบยงั

อยากรู้จงั ! แร่แคลไซต์กบั อะราโกไนต์ เหมือนหรือต่างกนั ยังไงหรอ?
กลุ่มแร่คาร์บอเนตคอื อะไร? เหมอื นกันท่สี ตู รเคมี คือ CaCO3
กลุ่มแร่คาร์บอเนต หมายถึง ต่างกนั ตรงทีล่ กั ษณะของผลึกแร่
กล่มุ แรท่ ีม่ ีอนภุ าคคารบ์ อเนต (CO3)2-อยู่
โดยแรแ่ คลไซตอ์ ยใู่ นระบบไทรโกนลั (สว่ นของ
ในสูตรเคมี เช่น แคลไซต์ (CaCO 3) ระบบสามแกนราบ) และแรอ่ ะราโกไนตม์ ผี ลกึ อยใู่ นระบบ
อะราโกไนต์ (CaCO3) และโดโลไมต์ สามแกนต่าง
(Ca,Mg)CO3 การจ�ำแนกแร่ทั้งสองด้วยตาเปล่าท�ำได้ยาก

และบางคร้ังเกิดแร่อะราโกไนต์ เกิดร่วมกับแร่แคลไซต์
กลุ่มแรค่ าร์บอเนตพบอะไรบอ่ ยสดุ ? ดว้ ย ดงั นน้ั ในเอกสารนี้ “แรแ่ คลไซต”์ จงึ หมายรวมถงึ ทง้ั
ในแรก่ ลมุ่ นเ้ี ราจะพบแรแ่ คลไซต์ แรแ่ คลไซต์ และอะราโกไนต์
บอ่ ยสดุ เราสามารถทดสอบงา่ ยๆ โดยการ
ใช้กรดอ่อนๆ หรือน�้ำส้มสายชูลองหยดดู
เมื่อหยดเสรจ็ จะเกิดเปน็ ฟองฟูสีขาวข้นึ

17

4. หอ้ งวงั คา้ งคาวและโดมศลิ าเพชร

หอ้ งวงั คา้ งคาวและโดมศิลาเพชร เปน็ ห้องทม่ี ีความสูงมากทีส่ ดุ ภายในถ้�ำแห่งนี้ โดย
มคี วามสูงกว่า 50 เมตร ในชว่ งฤดฝู นจะมีค้างคาวอาศัยอยจู่ ำ� นวนมาก มหี ินงอก หนิ นำ้� ไหล และ
เสาหนิ ขนาดใหญจ่ ำ� นวนมากลกั ษณะคลา้ ยกบั โดม มหี นิ งอกทเ่ี กดิ ดา้ นบนหนิ ทถี่ ลม่ ในอดตี เหมอื น
มองแลว้ คล้ายกับพระพุทธรูป และรูปรา่ งต่างๆ มากมาย

โถงแห่งน้ี นอกจากจะมีความสวยจากประตมิ ากรรมต่างๆ มากมายแลว้ บริเวณพนื้ ถ้ำ�
เราจะพบกบั หลุมยุบ ซง่ึ สามารถบอกได้ว่า บรเิ วณใต้พืน้ ถ�ำ้ ปัจจบุ ัน ยงั มโี พรงหรือถ้ำ� อกี ทีเ่ กิด
จากการละลายของหินปูน เราจึงควรระมดั ระวงั ในการเดินเพ่ิมข้นึ เน่อื งจากเราอาจสะดดุ หลมุ
ทำ� ให้ขาพลิกได้ นอกจากนี้ไมค่ วรเข้าใกลม้ ากนกั และคอยสังเกตขนาดของหลมุ บ่อยๆ

18

5. หอ้ งดอกบวั คว่ำ�

ห้องดอกบัวควำ่�
เป็นห้องทบี่ รเิ วณดา้ นหลัง
มีหินน�ำ้ ไหลและหนิ ยอ้ ยทรง
ดอกบัวคว�ำ่ ขนาดใหญ่ และมี
หินงอกแทง่ เลก็ ๆ ทรงสูงจำ� นวนมาก
บริเวณดา้ นหนา้ คลา้ ยถว้ ยรางวลั

ค�ำวา่ กลุ่มหินยอ้ ย เคยได้ยนิ บ่อยมาก แต่มนั คอื อะไร ?
กลุ่มหินย้อยพบได้บ่อยภายในถ้�ำ เกิดจากการเติบโต
ของหนิ ยอ้ ยทเ่ี กดิ ใกลก้ นั การเกดิ กลมุ่ หนิ ยอ้ ยเกดิ จากการตกผลกึ
ของแรแ่ คลไซต์ จากน้ำ� หยดไหลยังบรเิ วณทหี่ ินย้อยโตมาชนกัน

เ มื่ อ ก า ร ต ก ผ ลึ ก ข อ ง แ ร ่
แคลไซต์เกิดขึ้นบริเวณดัง
กลา่ วหนิ ยอ้ ย 2 แทง่ ทต่ี ดิ กนั
จะกลายเป็นหินย้อยรูปร่าง
ใหม่ 1 แท่ง รูปร่างของ
หินย้อยที่ซับซ้อนต่อมาเป็น
ผลจากการหยดไหลของน้�ำ
บริเวณผิวของกลุ่มหินย้อย
เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลท�ำให้
เกดิ รปู รา่ งของกลมุ่ หนิ ยอ้ ยที่
หลากหลาย

19

6. หอ้ งลานเพลิน

ห้องลานเพลิน เป็นห้องที่มีหินน้�ำไหลขนาดใหญ่ โดยจะไหลลงมาบริเวณด้านหน้า
ทำ� ใหเ้ กดิ เปน็ ทำ� นบหนิ ขนาดใหญ่ ลกั ษณะคลา้ ยกบั ขนั้ บนั ไดไลร่ ะดบั ความสงู ลงมาดา้ นลา่ งเรอ่ื ยๆ
นอกจากนี้ลองสังเกตบนผนัง จะพบตะกอนโบราณสูงจากพืน้ ถ้ำ� ปจั จุบันประมาณ 9 เมตร

ทำ� นบหนิ ปนู มชี อ่ื เรยี กอกี อยา่ งวา่ เกาเออร์ (gour)
ศพั ทม์ าจากภาษาฝรงั่ เศสและนยิ มใชใ้ นกลมุ่ ประเทศแถบทวปี
ยโุ รปเกดิ เปน็ สนั (ทำ� นบ) ไลร่ ะดบั เปน็ ขน้ั (หรอื หลน่ั ) และแอง่
ตื้นอย่ตู ดิ กับท�ำนบดังกล่าว ทำ� นบหินปูนส่วนใหญจ่ ะมีความ
สงู ไม่ถงึ 1 เมตร และเมอ่ื ดจู ากดา้ นบน แนวทำ� นบโคง้ นนู ชไี้ ป
ในทศิ ปลายนำ�้ สว่ นบรเิ วณทเ่ี ปน็ แอง่ ตนื้ บางครง้ั อาจมนี ำ้� ขงั อยู่
แต่ความยาวของแอ่งน�้ำอาจมากถึง 60 เมตร ท�ำนบหินปูน
เกิดในบริเวณพ้ืนท่ีท่ีมีความชันปานกลาง ท�ำนบหินปูนอาจ
เกิดอยู่ในต�ำแหน่งที่สูงกว่าบริเวณท่ีเกิดหินน้�ำไหล หรืออยู่
บรเิ วณทตี่ ำ�่ กว่าบรเิ วณทเ่ี กดิ หินน้�ำไหลกไ็ ด้

20

7. หอ้ งอา่ งศิลาเล็กและกระบองเพชร (ห้องกระบองเพชร)

ห้องกระบองเพชร เป็นห้องที่
เช่ือมต่อกับห้องอ่างศิลาเล็ก มีหินน้�ำไหล
ขนาดใหญห่ ลายชนั้ ซอ้ นทบั กนั อยู่ นอกจาก
น้ียังพบหินงอกลักษณะท่ีแตกต่างกัน
จำ� นวนมากรูปทรงคลา้ ยตน้ กระบองเพชร

การเกิดของหนิ นำ้� ไหล แบ่งได้ 3 แบบ ดงั นี้
เกิดจากการตกผลึกแร่แคลไซต์คลุมผิว
พ้ืนของพ้ืนและผนังถ้�ำ ท�ำให้หินน้�ำไหลมีลักษณะ
โครงสร้างเป็นชั้นซ้อนกัน และแปรเปล่ียนปริมาณ
ตามฤดูกาล
เกิดจากน�้ำท่ีไหลเข้าโถงถ�้ำแบบน�้ำตก
บรเิ วณพนื้ นำ้� ตก นำ�้ ทไี่ หลในกรณนี มี้ กั จะมปี รมิ าณ
มาก บ่อยคร้ังน้ำ� ไหลแบบป่นั ป่วน (เหมือนน�ำ้ ตกท่ี
ไหลออกจากผนังถ�้ำ) การตกผลึกของแร่แคลไซต์
เกดิ บรเิ วณสว่ นลา่ งของนำ�้ ทไ่ี หลปน่ั ปว่ นทส่ี มั ผสั กบั
พ้นื หนิ หรอื หินประดับถ�ำ้ เป็นชั้นบางๆ มคี วามหนา
ในระดับมิลลิเมตร น�้ำบริเวณดังกล่าวจะไหลราบ
เรยี บเปน็ แผน่ ขนานไปกบั พน้ื ผวิ และบรเิ วณดงั กลา่ ว
น้เี องเป็นสว่ นท�ำให้เกิดการตกผลกึ ของแรแ่ คลไซต์
เกิดจากการไหลของน�้ำตามผิวของ
หนิ นำ้� ไหลเปน็ ทางในแนวดงิ่ ทำ� ใหเ้ กดิ บรเิ วณทแี่ ร่
แคลไซต์ไม่สามารถตกผลึกเกิดลักษณะเป็นร่อง
แนวดิ่ง และมนี ำ้� ไหล

21

7. ห้องอ่างศลิ าเลก็ และกระบองเพชร (ห้องอา่ งศลิ าเลก็ )

หอ้ งอ่างศลิ าเล็ก การเกดิ หลอดหนิ ยอ้ ยบรเิ วณรอยแตก
เป็นห้องที่มีท�ำนบหินขนาดเล็ก
บริเวณเพดานมลี ักษณะโค้งเว้าเขา้ ไปในหิน
ทไ่ี มเ่ ทา่ กนั เกดิ จากในอดตี ทางนำ้� ไหล และ
ละลายเพดานไม่เท่ากนั
นอกจากนบี้ นเพดานยงั แสดงรอย
แตกจำ� นวนมาก ท�ำให้เม่ือน้�ำหยดลงมาเรา
จะเหน็ หนิ ยอ้ ยเกดิ ตามบรเิ วณรอยแตก และ เม่ือเพดานมีรอยแตกและมีน้�ำไหลซึมลง
บางบริเวณจะพบหลอดหินย้อยเกิดท่ี มาก หนิ ปนู กจ็ ะถกู ละลาย พรอ้ มกบั การตกผลกึ ใหม่
ปลายของหนิ ย้อย ลักษณะยาวๆ คลา้ ยกับหลอดหนิ ย้อย เม่อื เวลาผา่ น
ส่วนบริเวณพ้ืนด้านล่างจะพบ ไปหลอดก็จะมีความยาวเพ่ิมขึ้นเร่ือยๆ และเริ่ม
หนิ งอก ทง้ั ขนาดเลก็ และขนาดใหญ่ พัฒนากลายเป็นหินย้อยขนาดใหญ่ขึ้น แต่ส�ำหรับ
บางแห่งหินย้อยได้หักลงท้ังจากธรรมชาติเองและ
การกระท�ำของมนุษย์ เราก็สามารถพบหลอด
หนิ ยอ้ ยเกดิ บรเิ วณปลายของหนิ ยอ้ ยได้

22

8. ห้องอา่ งศลิ าใหญ่

ห้องอ่างศิลาใหญ่ เป็นห้องท่ีแสดงลักษณะของท�ำนบหินที่มีขนาดใหญ่ โดยท�ำนบมี
ระดบั ไลล่ งไปทางโพรงถำ้� ดา้ นลา่ ง ซง่ึ เปน็ โถงถำ้� ทม่ี นี ำ้� ไหลผา่ น นอกจากนบ้ี รเิ วณเพดานมหี นิ ยอ้ ย
จ�ำนวนมากดว้ ย

การเกิดท�ำนบหนิ ปูน

น�้ำไหลบนผนงั ถำ้� บรเิ วณทมี่ ี
ความชันมากน�้ำจะไหลเร็วแคลไซต์จะ
ตกผลึกไดม้ ากข้ึน
เม่ือเวลาผ่านไปท�ำนบหินปูน
สงู มากขน้ึ ทำ� ใหเ้ กดิ แอง่ นำ้� บรเิ วณตน้ นำ้�

(ที่มา:ค่มู อื ถ้�ำเลสเตโกดอน)

ในท�ำนบหินปูน ถ้าเราสงั เกตดีๆ จะพบกบั เมด็ ตะกอนกลมๆ
เลก็ ๆ จำ� นวนมากอยบู่ รเิ วณดา้ นในทำ� นบหนิ ปนู เมด็ ตะกอนเหลา่ น้ี เกดิ
จากการพอกของสารประกอบคารบ์ อเนต เรยี กวา่ ไข่มุกถ้�ำ

23

9. ลานแสงมรกต

ลานแสงมรกต เป็นท่ีโล่งกว้าง เกิดจากการถล่มลงมาของเพดานถ�้ำด้านบน ท่ีมีรอย
แตกจำ� นวนมาก ท�ำให้มีแสงสอ่ งลงมาภายในถำ้� เรยี กว่า ปล่องแสง และเพดานถ้�ำทีถ่ ลม่ ลงมา
นั้น เราจะเรยี กวา่ หนิ ถลม่ หรือ Rockfall
เม่อื เวลาผา่ นไปกจ็ ะเกดิ “สาหรา่ ยและไลเคน่ ” (algae & Lichen) ในบรเิ วณดงั กลา่ ว
เราจงึ เหน็ วา่ มสี เี ขยี วคลา้ ยกบั มรกตจงึ เรยี กวา่ ลานแสงมรกต นอกจากนี้ บรเิ วณผนงั ดา้ นซา้ ยมอื
ยงั พบกับซากดกึ ด�ำบรรพ์ทะเลโบราณดว้ ย

หินถล่มเกดิ ขึน้ ได้อยา่ งไร ?
หินถล่มหรือหินพัง คือหินท่ีพังตกลง
มาจากทสี่ งู ๆ เชน่ ผาชนั ผาลาด เพดานถำ้� หรอื
สะพานหนิ ธรรมชาติ
ถา้ เกดิ นอกถำ้� เกดิ จากบรเิ วณดงั กลา่ ว
มคี วามลาดชนั สูงหนิ มีรอยแตกมาก ไดร้ บั ความ
ร้อนจากแสงแดดและฝน ท�ำให้เกิดการผุกร่อน
มากขนึ้ เวลาผา่ นไปกเ็ สยี สมดลุ เกดิ ถลม่ ลงมาได้
ถา้ เกดิ ในถำ้� เกดิ จากเพดานถำ้� บางลง
และมีน้�ำหนักกดทับด้านบนท�ำให้เพดานถ�้ำรับ
น้ำ� หนกั ไม่ไหวกถ็ ลม่ ลงมาด้านล่าง

24

10. หอ้ งพญานาคพัน

ห้องพญานาคพนั
เปน็ หอ้ งดา้ นในสุดของถำ้� ภูผาเพชร มแี นวระดับนำ�้ โบราณแสดงให้เหน็ ชดั เจน จากภาพคือ
บรเิ วณท่ีเปน็ เสน้ ขนานกับพื้นถ้�ำ นอกจากนี้ ด้านในยงั มหี ินน้ำ� ไหล และกลุ่มหินยอ้ ยขนาดใหญ่ด้วย
ฮะ อะไรนะ!!!
บรเิ วณพน้ื ทางเดนิ กอ่ นถงึ หอ้ งพญานาคพนั พนื้ จะมลี กั ษณะเปน็ ตะปมุ่ ตะปำ่� ตามความเชอ่ื
ของชาวบา้ น สง่ิ นค้ี อื เกลด็ พญานาค แตถ่ า้ ในทางวทิ ยาศาสตร์ บรเิ วณพน้ื ถำ�้ นเี้ กดิ จากการไหลของนำ้�
หลายทศิ ทางตัดกัน ท�ำให้เกดิ เป็นรอ่ งท่เี กดิ จากทางนำ้� และเหลือเป็นตะป่มุ ตะป่ำ� บนพืน้ ถ้�ำขนึ้

25

สง่ิ มีชวี ติ ภายในถำ้� ยุคปจั จบุ นั

สง่ิ มชี ีวติ ในยุคปัจจุบนั มวี ิวัฒนาการมาจากสิ่งมชี ีวิตในอดตี โดยใครท่สี ามารถปรบั
ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มในยคุ ปจั จบุ นั ได้ กส็ ามารถมชี วี ติ อยตู่ อ่ ได้ แตถ่ า้ ไมส่ ามารถปรบั ตวั ได้
กต็ ้องสูญพนั ธไ์ ปจากโลกของเรา
สงิ่ มชี วี ติ ในภายในถำ้� กเ็ ชน่ เดยี วกบั ยอ่ มมกี ารปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม เพอ่ื การ
ดำ� รงชวี ติ และเพอื่ ความอยรู่ อด โดยสง่ิ มชี วี ติ ในถำ�้ จะมลี กั ษณะพเิ ศษทแี่ ตกตา่ งกบั สง่ิ มชี วี ติ นอก
ถ�้ำ เช่น ค้างคาวสามารถอยู่ในความมืดและเคลื่อนที่โดยการส่งคลื่นเสียงส�ำหรับรับรู้ถึงส่ิงกรีด
ขวางต่างๆ จิง้ หรีดทม่ี หี นวดยาวกวา่ จ้ิงหรดี นอกถำ้� เปน็ ต้น นอกจากคา้ งคาวและจ้ิงหรดี แลว้
สิง่ มีชวี ิตทสี่ ามารถพบภายในถำ้� ได้บ่อยๆ คอื แมงมมุ แส้ และตุ๊กกาย

คา้ งคาว แมงมมุ แส้

จง้ิ หรดี ถำ�้ ตกุ๊ กาย

“สิ่งมีชวี ติ ทุกชนิดมีคา่ ชว่ ยสรา้ งห่วงโซอ่ าหาร
ปรบั สมดุลให้กบั ธรรมชาติ ควรคา่ แกก่ ารอนรุ ักษ”์

26

อดตี กาลกบั สง่ิ มชี วี ิตดกึ ด�ำบรรพ์

สง่ิ มีชวี ติ ดึกดำ� บรรพ์ หรือทางวชิ าการเรียกว่า ซากดึกด�ำบรรพ์หรือฟอสซลิ (Fossil)
เปน็ สิง่ ที่นา่ สนใจมากอีกอยา่ งหนงึ่ ภายในถ�ำ้ ไม่แพ้กบั ประติมากรรมถ�ำ้ เลย
ซากดกึ ด�ำบรรพ์คอื อะไร? ใครรูบ้ า้ ง ?
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ คอื ซากหรอื รอ่ งรอย
ของสิ่งมีชีวิตสมัยดึกด�ำบรรพ์ที่อยู่ในช้ันเปลือก
โลก (ตง้ั แตธ่ รณกี าลตา่ งๆ ในอดตี หรอื ตงั้ แตก่ อ่ น
ประวัติศาสตร์) หรือ ที่หลดุ หรอื ที่น�ำออกมา
จากชั้นเปลอื กโลก เปน็ หลกั ฐานของสิ่งมชี ีวติ ใน
อดตี

แลว้ ในถ้ำ� ภผู าเพชร มีตวั อะไรบ้างหรอ ? ในภูผาเพชรมีซากดึกด�ำบรรพ์ที่
สำ� คัญมาก คอื นอตลิ อยด์ (Nautiloid) หรือ
หมึกทะเลโบราณ สามารถบอกอายุของชั้น
หินปนู ภายในถ้ำ� ไดว้ า่ อายปุ ระมาณ 495 ลา้ น
ปีก่อน นอกจากน้ียังพบช้ันเศษเปลือกหอย
ขนาดเลก็ ดว้ ย
ส่วนอีกชนิดหน่ึง คาดว่าน่าจะเป็น
ไทรโลไบต์ (Trilobite) ? แตย่ งั ไม่มรี ายงาน
วชิ าการทีแ่ น่ชดั ออกมา

27

แนวทางการอนรุ ักษถ์ ำ้� ให้ยงั่ ยนื ควบคู่กบั การพัฒนา

การออกแบบโครงสร้างภายในถำ�้
เป็นส่ิงท่ีส�ำคัญอย่างหน่ึงในการอนุรักษ์ถ�้ำให้อยู่คู่กับชุมชนไปได้นานๆ เน่ืองจากทุก
อย่างภายในถ�้ำมีความเปราะบางมาก การวางแผนและสร้างโครงสร้างภายในถ�้ำท่ีเหมาะสมจึง
เป็นสิง่ ส�ำคัญ เพ่ือเป็นการควบคมุ และดแู ลนักท่องเทยี่ วได้ ซ่ึงมผี ลต่อการอนุรกั ษ์ถำ้� ใหย้ ั่งยนื

ทางเดิน ระยะห่าง ราวไมธ้ รรมชาติ ไฟสอ่ ง
บริเวณยนื ชม แสงส่องไปยงั หิน ป้ายขอ้ มูลวชิ าการ

ท่มี า:ขอ้ มลู งานน�ำเสนอ เร่อื ง การสำ� รวจถ�ำ้ :โอกาสทองของนกั ธรณีวทิ ยาไทย ของนายชยั พร ศริ พิ รไพบลู ย์ ปรบั ปรุงโดย นางสาวอมุ าพร เจรญิ คุณธรรม

ถา้ คนเราเขา้ ไปในถ�ำ้ เยอะๆ จะมผี ลกับถ้ำ� หรือเปล่านะ ?

การทค่ี นเราเข้าไปในถ้ำ� มากๆ ย่อมมผี ลต่อถ้ำ� อยา่ งแน่นอน เน่ืองจากเม่ือเราเดินเข้าไป
ในถำ้� เราหายใจเอากา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซต์ออกมา ซึ่งกา๊ ซตวั นม้ี ผี ลกบั หนิ งอก หินยอ้ ย และส่งิ
อน่ื ๆ ภายในถำ้� อยา่ งแน่นอน

ควรทำ� ยงั ไงใหถ้ ำ�้ อยไู่ ดน้ านๆ ?

ในการเข้าถ้�ำ ควรมกี ารกำ� หนดจ�ำนวนคน ในการเดนิ เข้าถ�ำ้ ในแตล่ ะครัง้ เพอื่ การดแู ล
ความปลอดภยั และควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์

28

แนวทางการอนรุ กั ษ์ถ�้ำใหย้ ั่งยืนควบคู่กบั การพัฒนา

ถา้ มกี ารเปลยี่ นแปลงทรี่ วดเรว็ เกนิ ไป กจ็ ะทำ� ใหถ้ ำ้� ตายได้ (ไมเ่ กดิ หนิ งอกหนิ ยอ้ ยอกี เลย)
หรือถ้าอุณหภูมิภายในถ้�ำเปล่ียนแปลงเร็วเกินไปเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียส อาจท�ำให้ส่ิงมีชีวิต
ภายในถ้�ำไม่สามารถด�ำรงชีวิตอยู่ได้ ดังน้ันควรมีการควบคุมและดูแลทุกอย่างเท่าท่ีจะสามารถ
ทำ� ได้ แม้กระทัง้ การติดไฟฟ้าภายในถ้ำ� ส�ำหรบั การมองเห็น

ตวั อยา่ งการเดินสายไฟและวางไฟในตำ� แหน่งต่างๆ
การเดินสายไฟในระดบั ต่างๆ ตัวอยา่ งของการวางไฟในต�ำแหน่งต่างๆ

ไฟส่องจากด้านบนมอง ไฟส่องจาก
เหน็ เงาของหินยอ้ ย ด้านหลังมองเห็น
ทีต่ กลงบนผนงั ถ้�ำ หนิ ยอ้ ย เปน็ สีด�ำ
ตำ� แหน่งของ
ไฟลกั ษณะน้อี าจ
ท�ำใหเ้ งาของวตั ถุดู

ขนาดใหญ่และสงู ข้ึนได้

การเดนิ สายในระดับสงู ทัง้ สองลกั ษณะน้เี หมาะส�ำหรบั หนิ ยอ้ ยทีโ่ ปร่งแสง
จะมีปญั หาในเรอื่ งทัศนียภาพ การเนน้ ให้เห็นโครง หรอื รปู รา่ งของหินยอ้ ย มากกวา่
การมองเห็นรายละเอียดของผิว สี หรือลวดลายของหิน

ไฟสอ่ งจากดา้ นล่าง ไฟสอ่ งจาก
อาจใชด้ วงไฟดวงเดียว ดา้ นบน

หรอื หลายดวงก็ได้

สายไฟคู่ขนานกบั สายไฟอยใู่ ต้ ท้ังสองลักษณะน้ี เหมาะส�ำหรบั
ทางเดินคอนกรีด ทางเดินไม้ การเนน้ ใหเ้ หน็ รายละเอียดของผิว สหี รือิ ลวดลายของหิน
หรือ แอสฟสั ท์

ใช้ไฟหลายดวงประกอบกนั ไฟส่องทวี่ ตั ถุ
ทง้ั สอ่ งจากด้านลา่ งและดา้ นบน จะสว่างเป็นจุดเปน็ บรเิ วณ
โดยทีไ่ ฟทัง้ สามดวง ไมจ่ �ำเป็นต้องมีกำ� ลงั ท�ำใหม้ องเห็นรายละเอียดทตี่ วั วัตถุได้
สอ่ งสว่างเทา่ กัน หรืออาจมสี คี นละสีกไ็ ด้ โดยมีผนงั ถำ�้ เป็นสีดำ� อยเู่ ป็นฉากหลงั ให้

ทีม่ า:ขอ้ มลู งานน�ำเสนอ เร่ือง การส�ำรวจถ้�ำ:โอกาสทองของนกั ธรณวี ิทยาไทย ของนายชยั พร ศริ ิพรไพบูลย์ ปรบั ปรงุ โดย นางสาวอมุ าพร เจริญคุณธรรม

เพยี งแคเ่ รามกี ารวางแผนทดี่ ี เรากส็ ามารถใชท้ รพั ยากรธรรมชาตทิ อ่ี ยรู่ อบตวั เราไดอ้ ยา่ ง
ยัง่ ยืนควบคูก่ บั การพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
ถ�้ำก็เช่นเดียวกันเราสามารถใช้ประโยชน์จากถ้�ำได้เพียงแต่เราควรร่วมใจกันดูแลรักษา
เชน่ อาจมกี ารวางแผนการบรหิ ารจดั การนกั ทอ่ งเทยี่ ว วางแผนในการจดั การขยะ การหาแนวทาง
ปอ้ งกันการท�ำลายประติมากรรมภายในถ้�ำ เป็นตน้

“เมอ่ื เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ
เราตอ้ งรว่ มกันดแู ลรักษา และปอ้ งกนั ไม่ใหธ้ รรมชาตถิ ูกทำ� ลาย”

29

บรรณานุกรม

กรมทรัพยากรธรณ.ี (2560). ค่มู อื ผู้เลา่ เรือ่ งธรณี ถ�้ำเลสเตโกดอน ฉบับหินประดบั ถ�ำ้ .
ชยั พร ศิรพิ รไพบูลย.์ รวมค�ำศัพท์เร่อื งถำ้� คาสต์ และคำ� ศพั ท์อ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง (Cave, Karst and
Other Related Terms), ส�ำนกั อนรุ ักษแ์ ละฟื้นฟูทรพั ยากรน�้ำบาดาล กรมทรัพยากรน�ำ้ บาดาล.
ปรบั ปรุงล่าสุด (12 มกราคม 2552).
ชัยพร ศริ ิพรไพบูลย์. ข้อมูลงานนำ� เสนอ เรอื่ ง การสำ� รวจถ�ำ้ :โอกาสทองของนักธรณีวิทยาไทย.
บรรยายพเิ ศษ ณ กรมทรัพยากรธรณี.(27 กันยายน 2554).
ชัยพร ศริ ิพรไพบลู ย.์ ข้อมูลงานนำ� เสนอ เรอ่ื ง ถ้�ำหนิ ปนู : การกำ� เนิด การพฒั นา และการอนรุ ักษ.์
บรรยายพเิ ศษ ณ กรมทรัพยากรธรณี.(27 กันยายน 2554).
รัสรนิ ทร์ ศริ ิภัทรภูรีนนทแ์ ละคณะ.(2558). รายงานผลการส�ำรวจและจัดท�ำแผนผังถำ้� ภูผาเพชร,
สำ� นกั งานทรพั ยากรธรณีเขต 4 กรมทรพั ยากรธรณ.ี

ถ้�ำไม่ใชแ่ คร่ ูในภเู ขา
สงิ่ มีชีวิตเรากพ็ บได้หลากหลาย
สร้างประโยชนใ์ หผ้ ้คู นต้งั มากมาย
ยังไมส่ ายจงร่วมใจรกั ษากนั

จดุ ชมววิ บรเิ วณด้านบน
ปล่องแสงมรกต





ถ้ำ� ภูผาเพชร

กรมทรพั ยากรธรณี
75/10 ถนนพระรามท่ี 6 เขตราชเทวี กรงุ เทพฯ

10400
www.dmr.go.th
www.Satun-Geopark.com


Click to View FlipBook Version