The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือนำชม นิทรรศการแหล่งปลาโบราณภูน้ำจั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2022-01-13 07:05:59

คู่มือนำชม นิทรรศการแหล่งปลาโบราณภูน้ำจั้น

คู่มือนำชม นิทรรศการแหล่งปลาโบราณภูน้ำจั้น

¤Á‹Ù Í× ¹ÓªÁ

¹·Ô ÃÃÈ¡ÒÃ

áËŧ‹ »ÅÒâºÃÒ³À¹Ù éÓ¨é¹Ñ

¡ÃÁ·ÃѾÂҡøóÕ
¡ÃзÃǧ·ÃѾÂҡøÃÃÁªÒµáÔ ÅÐÊÔè§áÇ´ÅŒÍÁ

òõöô

คมู‹ ือนำชมนิทรรศการ

แหลง‹ ปลาโบราณภูนำ้ จัน้

อธบิ ดกี รมทรพั ยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล

รองอธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี
นายนวิ ัติ มณีขัติย

รองอธิบดกี รมทรพั ยากรธรณี
นายมนตรี เหลืองอิงคะสตุ
ผอู ำนวยการกองคมุ ครองซากดกึ ดำบรรพ

นายอานนท นนทโส
คณะผูจ ดั ทำ

นางสาวณัฐธนากร สงประชา
นายภูเบศร สาขา

นางสาวฐานิชยา หอมสุด
นางสาวอุนเรือน พัวสุวรรณ

นางสาวฐาปนยี  เพง็ ถา
นายกฤษณะ สุดชา
นายมานะ รกั บำรงุ
นายสาธติ สระตนั ต์ิ
นายฐิติวัฒน รัตนาภิรมย
นายประทุม ประเมินชยั
นายวิทยา เนคมานุรกั ษ
นายปราโมทย อภริ มยดี

พิมพค ร้งั ท่ี ๑ จำนวน ๑,๐๐๐ เลม
จดั พมิ พโดย กองคุม ครองซากดึกดำบรรพ กรมทรัพยากรธรณี
๗๕/๑๐ ถนนพระรามที่ ๖ เขตราชเทวี กรงุ เทพฯ ๑๐๔๐๐
โทรศพั ท ๐ ๒๖๒๑ ๙๘๔๗ Email : [email protected]

กนั ยายน ๒๕๖๔

สารบัญ ๒

นทิ รรศการภูน้ำจ้นั ๗
๑๒
ความเปนมา ๑๖
นทิ รรศการ ๒๐
หอ งจัดแสดงภายใน ๒๒
๒๓
โซนที่ ๑ โลกของเรา ๒๘
โซนท่ี ๒ ซากดึกดำบรรพ ๓๑
โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพป ระเทศไทย ๓๔
โซนที่ ๔ ปลาโบราณประเทศไทย ๓๖
โซนท่ี ๕ ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น ๓๗
โซนที่ ๖ ปลาโบราณภูนำ้ จน้ั ท่ีขึ้นทะเบียน ๓๘
โซนท่ี ๗ ซากดกึ ดำบรรพในจงั หวดั กาฬสนิ ธุ ๔๐
โซนท่ี ๘ ไดโนเสาร ๔๑
โซนที่ ๙ ลำดับชน้ั หินกลมุ หินโคราช
โซนท่ี ๑๐ แหลงทอ งเท่ียวในจังหวัดกาฬสนิ ธุ
โซนท่ี ๑๑ นักสำรวจ
หอ งจัดแสดงภายนอก
โซนท่ี ๑๒ หว งเวลาภนู ำ้ จน้ั
โซนที่ ๑๓ พระราชบัญญตั ิคุมครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
โซนที่ ๑๔ หลมุ ขุดคน ปลาโบราณภนู ้ำจั้น

ความเปšนมา

แหลงปลาโบราณภูน้ำจั้น จังหวัดกาฬสินธุ ถูกคนพบเมื่อป พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยชาวบาน ในพื้นที่
ตำบลเหลา ใหญแ ละใกลเ คยี งพบเปน เศษชน้ิ สว นของเกลด็ แขง็ รปู สเ่ี หลย่ี มขนมเปย กปนู สดี ำเปน เงามนั วาว
รวบรวมและเก็บรักษาไวที่วัดโพนวิมาน (วัดปาพุทธบุตร) และไดแจงใหหนวยงานทางราชการทราบ
กรมทรพั ยากรธรณี สง ผเู ชย่ี วชาญเขา มาตรวจสอบเบอ้ื งตน พบวา เปน ชน้ิ สว นของซากปลาโบราณจำพวก
เลปโ ดเทส ตอ มาในป พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะสำรวจไทย-ฝรัง่ เศส ไดดำเนนิ การสำรวจขดุ คน อยา งเปนระบบ
และถกู ตอ งตามหลกั วชิ าการ ผลการศึกษาวิจยั พบเปนปลาชนดิ ใหมของโลก ๓ ชนิด ไดแ ก ปลากนิ พืช
ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซิส ปลากินเนื้ออิสานอิกธิส พาลัสทริส และปลาปอดเฟอรกาโนเซอราโตดัส
มารต นิ ี นอกจากการคน พบปลาชนดิ ใหมแ ลว แหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จน้ั มคี วามสำคญั ตอ การศกึ ษาประวตั ิ
ของโลก บรรพชวี นิ บรรพชวี วทิ ยา และการลำดบั ชน้ั หนิ จนไดร บั การประกาศเปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ทข่ี น้ึ ทะเบยี นเมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมคี ณุ สมบตั ติ ามหลกั เกณฑก ารประกาศเปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ทข่ี น้ึ ทะเบยี น ดงั น้ี ๑) เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพช นดิ ใหมท ค่ี น พบเปน ครง้ั แรกของประเทศไทยหรอื ของโลก
๒) เปนแหลงซากดึกดำบรรพที่มีซากดึกดำบรรพด ัชนีทีใ่ ชอ างองิ ชว งอายขุ องชนั้ หินไดแนนอน และเปน
ทย่ี อมรบั ของประเทศไทยหรอื ระดบั สากล ๓) เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพท ม่ี จี ำนวนของซากดกึ ดำบรรพ
ในมิติของความกวาง ยาว หรือหนา มากที่สุดเทาที่คนพบในแตละภูมิภาคหรือในประเทศไทย
๔) เปนแหลง ซากดกึ ดำบรรพของสตั วมกี ระดูกสนั หลงั ท่ีมีลกั ษณะพิเศษ หรือครบถวนสมบูรณ

กรมทรัพยากรธรณีไดประกาศใหแหลงซากดึกดำบรรพปลาโบราณภูน้ำจั้น จังหวัดกาฬสินธุ
ซึ่งเปนพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่อนุญาตใหกรมทรัพยากรธรณี
เปน ผใู ชป ระโยชน เน้อื ท่ี ๑๔-๑-๑๗ ไร เปนแหลง ซากดกึ ดำบรรพท ขี่ ้นึ ทะเบยี น ตามพระราชบัญญตั ิ
คุม ครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๒๐๗ ง
วนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๕๗ ในปง บประมาณ ๒๕๖๓ กองคมุ ครองซากดกึ ดำบรรพ ไดป รบั ปรงุ นทิ รรศการ
ดานซากดกึ ดำบรรพ เพือ่ ใหส ามารถใชงานนิทรรศการแหลง เรยี นรไู ดอ ยางเตม็ ประสิทธิภาพ

๐๒ คูมือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้

ราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศกรมทรพั ยากรธรณีเร่อื งใหแ หลงปลาโบราณภนู ำ้ จ้นั
เปนแหลงซากดึกดำบรรพทข่ี ้ึนทะเบยี น

กรมทรัพยากรธรณี ๐๓

แผนท่ที ายประกาศกรมทรัพยากรธรณีแสดงขอบเขตของแหลง ซากดึกดำบรรพทีข่ ึน้ ทะเบยี น

๐๔ คมู ือนำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จั้น

นิทรรศการ

นทิ รรศการแบง การจดั แสดงออกเปน ๒ สวน คอื สวนที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
ประกอบดวย ๑๑ โซน (๑ – ๑๑) และ สวนที่ ๒ นทิ รรศการภายนอกหองจัดแสดง ประกอบดวย ๓ โซน
จดั แสดง (๑๒ – ๑๔) โดยมีรายละเอียดการจดั แสดงทัง้ ๒ สวน ดงั น้ี
สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจดั แสดง จำนวน ๑๑ โซน ไดแŒ ก‹

๑. โลกของเรา
๒. ซากดกึ ดำบรรพ
๓. ซากดึกดำบรรพประเทศไทย
๔. ปลาโบราณในประเทศไทย
๕. ปลาโบราณภนู ้ำจน้ั
๖. ปลาโบราณภนู ้ำจัน้ ทีข่ ้ึนทะเบียน
๗. ซากดึกดำบรรพใ นจังหวดั กาฬสินธุ
๘. ไดโนเสาร
๙. กลุม หินโคราช
๑๐. แหลง ทองเท่ยี วในจงั หวัดกาฬสนิ ธุ
๑๑. นกั สำรวจ

แผนผังนทิ รรศการภายในหองจัดแสดง และทศิ ทางการสัญจรภายในหอ งจัดแสดง

กรมทรพั ยากรธรณี ๐๕

สว‹ นท่ี ๒ นทิ รรศการภายนอกหŒองจัดแสดง จำนวน ๓ เร่�อง ดังน้ี
๑๒. หว งเวลาภนู ำ้ จ้นั
๑๓. พระราชบญั ญัตคิ ุมครองซากดึกดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๔. หลมุ ขดุ คนปลาโบราณภูนำ้ จั้น

แผนผงั นิทรรศการภายนอกหอ งจัดแสดง

๐๖ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้นั

โซนท่ี ๑ โลกของเรา

โครงสรา งของเปลอื กโลก (The structure of the Earth) โลกแบง ออกเปน ๓ ช้ัน ดงั นี้
๑) ชัน้ เปลือกโลก (Crust) แบง ออกเปน ๒ ชน้ั มคี วามหนาประมาณ ๑๐๐ กโิ ลเมตร

พน้ื ผวิ ดานนอกสดุ มีความหนาราว ๕ - ๗๐ กโิ ลเมตร ตามลกั ษณะภูมปิ ระเทศ เชน พื้นท่ีราบ และ
เทอื กเขาสูง เปลอื กโลกเปนชั้นทบี่ างทส่ี ดุ ในชั้นโครงสรา งของโลก มีองคป ระกอบหลัก คือ ซลิ ิคอน (Si)
และอะลูมิเนยี ม (Al) โดยเปลือกโลกนั้น ประกอบไปดว ย เปลือกโลกทวปี (Continental crust)
และเปลือกโลกมหาสมทุ ร (Oceanic crust) หรือ สว นพ้นื ผวิ โลกทอ่ี ยูใตท อ งทะเล ซงึ่ มีความหนาเพยี ง
๕ - ๑๐ กิโลเมตร แตเปลือกโลกมหาสมทุ รมคี วามหนาแนน มากกวาเปลือกโลกทวปี

๒) ชั้นเนอ้ื โลก (Mantle) แบง เปน ๒ ชนั้ มคี วามหนาประมาณ ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร เร่ิมต้งั แต
ชน้ั ใตเ ปลอื กโลกจนถงึ ทร่ี ะดบั ความลกึ ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร มอี งคป ระกอบหลกั เปน ซลิ คิ อน (Si) แมกนเี ซยี ม
(Mg) และเหล็ก (Fe) โดยระหวางเนอ้ื โลก มชี น้ั การเปลย่ี นแปลง (Transition Zone) แทรกอยู ทำให
เนอ้ื โลกแยกออกเปน ๒ สวน ไดแก

- เน้อื โลกชั้นบน (Upper mantle) แบงออกเปน ๒ สวนยอย คือ หนิ เนื้อแข็งในเนือ้ โลก
ชั้นบนตอนบน ซึ่งเปนฐานรองรับเปลือกโลกสวนทวีป ที่เรียกรวมกันวา ธรณีภาค (Lithosphere)
แตมีหินหลอมเหลวหรือหินหนืด (Magma) ในเนื้อโลกชั้นบนตอนลาง ที่เรียกกันวา ฐานธรณีภาค
(Asthenosphere)

- เน้อื โลกช้นั ลาง (Lower mantle) มีสถานะเปนของแข็ง หรอื ท่เี รยี กวา มชั ฌิมภาค
(Mesosphere) ที่ระดับความลกึ ๗๐๐ - ๒,๙๐๐ กิโลเมตร

กรมทรัพยากรธรณี ๐๗

สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหอŒ งจัดแสดง
๓) ชั้นแกนโลก (Core) โครงสรา งโลกชนั้ ในสุดอยูทีร่ ะดับความลึก ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร มรี ัศมี

ประมาณ ๓,๔๘๕ กโิ ลเมตร แบงออกเปน ๒ ชนั้ คือ แกนโลกช้ันใน และ แกน โลกชั้นนอก แกน โลก
ชั้นใน (Inner core) มเี หล็ก (Fe) และนิกเกลิ (Ni) เปน องคประกอบหลกั และมีอณุ หภูมิราว ๖,๐๐๐
องศาเซลเซียส ซ่งึ สามารถหลอมเหล็ก (Fe) และนกิ เกิล (Ni) เปนของเหลวได แตดว ยแรงดนั มหาศาล
ทำใหใจกลางของโลกเปนของแข็ง โดยมีเหล็ก (Fe) ในสถานะของเหลวเคลื่อนที่ลอมรอบในบริเวณ
แกน โลกช้ันนอก (Outer core) ซึง่ มีอุณหภมู ิต่ำกวาดว ยการพาความรอน และการเคลอื่ นที่นีย้ งั กอ
ใหเกดิ สนามแมเ หลก็ โลก (Magnetic field) อีกดว ย

แร‹ในชวี ต� ประจำวัน

๑. กลุมแรรัตนชาติ
ป(SรiOะโ4)ย3ชกน(Cลเaปอlสนciซแuลูรmอารัญa(มlGuณrmoี sใinชsuuทmlำaเrป)sนสilเiตู cครaรเtืค่อeมง)ปี Cกรaาะ3รดAใับlช2
ทำหัวแหวน มีหลากสี เหลือง เขยี ว ชมพู แดง เชน
การเ นตสแี ดง มชี ื่อเรียกวา “โกเมน” พบมากที่
บา นบางกะจะ และเขาพลอยแหวน จงั หวดั จนั ทบุรี

๒. กลมุ แรอตุ สาหกรรมเซรามกิ
oxide) คคววออตตซซท (ีQ่มีสuีมaวrtงz)สีชสมูตรพเูคสมีคี SวiันOไ2ฟ(Sใiชlicเปoนn
รัตนชาติและหินประดับ แรควอตซที่อยูในรูปของ
ทรายถกู นำมาใชผ สมทำคอนกรตี ทำครก อตุ สาหกรรม
แกว พบท่ี อ.เถนิ จ.ลำปาง นา น ระนอง นครสวรรค
พังงา ภูเก็ต ฯลฯ

เฟลดส ปาร (Feldspar) เสปตู น รแเครโมพี แKทAสlSเซi3ยีOม8
(Potassium aluminium silicate)
สวนใหญใชในการทำน้ำเคลือบในอุตสาหกรรม
เซรามกิ เฟลดส ปารเ ปน แรป ระกอบหนิ ทม่ี มี ากทส่ี ดุ
พบไดท วั่ ไปในหินอัคนี หินแปร หนิ ตะกอน พบที่
จ.ระนอง ตาก ราชบรุ ี กาญจนบรุ ี และนครศรธี รรมราช

๐๘ คูม ือนำชมนิทรรศการแหลงปลาโบราณภนู ้ำจั้น

โซนท่ี ๑ โลกของเรา

๓. กลุม แรอ ตุ สาหกรรมเหล็ก แมกนไี ทต (Magnetite) ไพไรต (Pyrite)
แอนตโิ มนี (Antimony) แรทองแดง (Copper)
(Iron oฮxีมidาeไ)ทตใช ถ (ลHงุ eเอmาaโลtiหteะ)เหลสก็ ูตรเใคชมในี โรFงeง2าOน3
อตุ สาหกรรมทว่ั ไปโดยเฉพาะอตุ สาหกรรมเหลก็ กลา
และเหล็กแปรรปู ตา ง ๆ ใชท ำสีแดง และผงขัดมนั
ท่สี ำคัญ พบที่ จ.ลพบรุ ี นครสวรรค เพชรบรู ณ
อตุ รดิตถ อทุ ยั ธานี ฯลฯ
(Iron II,IIแI มoกxiนdไี eท)ตเป (น Mสaนิ gแnรeแ tมiเtหeล)ก็ สทตู ม่ี รคี เควมามี Fสeำค3Oญั 4
เปน แรเ หลก็ ตวั หลกั ทใ่ี ชใ นการถลงุ เหลก็ พบท่ี จ.ลพบรุ ี
นครสวรรค เลย ชลบรุ ี ระยอง กระบ่ีและ นครศรธี รรมราช
disulfatไeพs)ไรตใช ถ (ลPงุyเrพitื่อeเอ)าสกำูตมระเคถนัมแี ลFะeถSล2 ุง(เIหroลn็ก
ออกไซด พบที่ อ.ทา ศาลา จ.นครราชสมี า

๔. กลุมแรโลหะพื้นฐาน
กาลีนา (Galena) สูตรเคมี PbS (Lead)
เปน สนิ แรต ะกว่ั และเงนิ (ถา มปี นมากพอควร) โลหะ
ตะก่วั ทำแบตเตอรี่ หมุ สายเคเบลิ้ ใหญๆ ท่ฝี ง ใตดิน
ทำตะกวั่ บัดกรี ลกู ปน โลหะตัวพิมพ โลหะผสม
นานาชนดิ ใชใ นการทำเบา หลอ ยาง พบท่ี จ.เชยี งใหม
แมฮอ งสอน เชยี งราย ลำปาง แพร นา น ตาก ฯลฯ

แอนตโิ มนี (Antimony) สตู รเคมี Sb
เปนสินแรพ ลวงทสี่ ำคัญ ถลงุ เอาโลหะพลวงมาผสม
กบั ตะกว่ั ทำตัวพิมพหนงั สอื ทองเหลืองหลอตกุ ตา
โลหะ ทำสีทาบาน บรรจุในกระสุนกระทบแตก
ทำตะก่ัวแบตเตอรี่ พบที่ จ.แพร ลำพูน ลำปาง
แมฮอ งสอน เชียงใหม เชียงราย ฯลฯ

แรท องแดง (Copper) สตู รเคมี Cu (Copper)
ทองแดงเปน โลหะพน้ื ฐานชนดิ หนง่ึ โดยใชป ระโยชน
ในอตุ สาหกรรมไฟฟา และอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ ทบทกุ ชนดิ
ใชทำอาวธุ ยุทธภณั ฑ และเหรียญตราตา ง ๆ พบท่ี
จ.เชียงราย ลำปาง เชยี งใหม แพร ฯลฯ

กรมทรัพยากรธรณี ๐๙

สว‹ นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจดั แสดง

(ทHอOงแ)2ด(งHมyาdลใชrาoทไuคำตsเค c(รoMื่อpงapปlaeรcrะhดciบัtaerแb)จoสกnตูนั aรtเคeเม)จีเียCปรuน ะ3สไ(Cนนิ Oรแปู)ร3
หลงั เบย้ี ทำหวั แหวน พบท่ี จ.นครราชสมี า อ.ฟากทา
จ.อตุ รดติ ถ เลย หนองคาย ขอนแกน และทั่ว ๆ ไป
ในแหลงแรทองแดง

๕. กลมุ แรท ่ใี ชในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ใ(Aชlท Sำi3Oเป1น0ม)(ฉFสั น,โOควHนไว)ไ2ฟต(Hฟyา(dMทroำuuเsปscน poวovตั tiatถesุ s)โiuปmสรตูง aใรสlเuคใmนมกiีnาiKuรAmทlำ2)
ตะเกยี งและเตาเศษของไมกาทเ่ี หลอื จากการทำฉนวน
จะถูกนำมาใชทำกระดาษปดฝาผนัง ทำใหผนัง
มีความแวววาวขึน้ พบที่ จ.นครศรธี รรมราช และ
ในแหลง หินแกรนติ เพกมาไทตท ่วั ประเทศ

sulfatesแ)บใไชรมตา (ทBำaโrคitลeน)ผสงตู (รDเคriมllีinBagSmO4u(dB)arซiu่ึงmใช
ในการเจาะสำรวจน้ำมัน หรือน้ำบาดาล ใชใน
อตุ สาหกรรมทำแมส แี ละเนอ้ื สี อตุ สาหกรรมทำแกว
ทำยาง ผา นำ้ มนั พบท่ี จ.ชลบรุ ี กาญจนบรุ ี เพชรบรุ ี
นครศรีธรรมราช ฯลฯ

ฟลูออไรต (Fluorite) ใสนูตกราเรคถมลี ุงเCหaลFก็ 2
(Calcium fluoride) ใชเปนฟลักซ
เพอ่ื ชว ยใหส ง่ิ เจอื ปนในเหลก็ หลอมตวั เขา ไปรวมใน
ตะกรนั และชว ยใหต ะกรนั ไหลไดง า ยดว ย ใชใ นการทำ
Opalescent glass ทำกรดไฮโดรฟลอู อรกิ (HF)
พบที่ จ.เชียงใหม ลำพูน แมฮองสอน ลำปาง
เชยี งราย ฯลฯ

(Hydrouทsัลกm (aTganlecs)iuสmูตรsเคiliมcีaMteg)3(Sสiว 4Oนม10า)ก(OทHลั )ก2
หรือหนิ สบปู นเปนผงใชท ำสี เคร่ืองปน ดนิ เผา ยาง
ยาฆาแมลง กระเบ้อื งมงุ หลงั คา กระดาษ แปงฝุน
ทาหนา ฯลฯ พบอยใู นหนิ แปรพวกหินชิสตท ัว่ ไป
เชน ทพ่ี บใน จ.อุตรดิตถ

๑๐ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลงปลาโบราณภนู ำ้ จั้น

เลพโิ ดไลต (Lepidolite) สตู รเคมี K(Li,Al, โซนที่ ๑ โลกของเรา
Rlitbh)i2u(Aml,Sail)u4Om1i0n(Fiu,OmHs)2ili(cHayted)roเปuนsแpรทotีม่ aปี sรsมิiuาmณ
ธาตลุ ิเธียมทอี่ ุดมสมบรู ณ โดยถูกใชในการถลงุ เพอ่ื อัลคาไลน (High Alkaline)
นำโลหะดงั กลา วมาใช พบในหนิ เพกมาไทต (Pegma- ยปิ ซัม (Gypsum)
tites) ซงึ่ เปน หินอคั นที ่มี ีเนือ้ หยาบมาก และมผี ลึก
ขนาดใหญ เชน ท่พี บใน อ.พะโตะ จ.ชุมพร กรมทรัพยากรธรณี ๑๑

โวลาสโตไนต (Wollastonite) สูตรเคมี
CสำaหSรiOบั 3อตุ (สCาaหlcกiรuรmมเซsรiาliมcกaิ tรeว)มเทปง้ั นอวตุ ตัสถาหดุ กบิ รทร่ีสมำอคน่ื ญั ๆ
ที่เกี่ยวของ เชน วัสดุกอสราง พบมากแถบเขา
พระพุทธบาท จ.สระบรุ ี ลพบรุ ี บรเิ วณสมั ผสั ของ
หินปนู กับหนิ แกรนติ หรอื หนิ อัคนชี นิดอนื่ ๆ

๖. กลุม แรท ่ใี ชใ นอุตสาหกรรมอืน่ ๆ

(Calciumแคลcไaซrตbon(Catael)citแeค)ลไสซูตตรท เ่ีผคามนี กCระaบCวOน3
การบดละเอียดแลว ใชเปนตัวเติมในอุตสาหกรรม
การผลติ กระดาษ อตุ สาหกรรมปนู ซเี มนต พบทว่ั ไป
ในจังหวัดที่มีหินปูน ตั้งแตเชียงรายจนถึงยะลา
พบมากจงั หวดั ลพบรุ ี สระบรุ ี จนั ทบรุ ี กาญจนบรุ ี ฯลฯ แคลไซต (Calcite)
อัลคาไลน (High Alkaline) สูตรเคมี แ(CรlดaินyเหMนinยี วeแraดlง)
ก(Nรaะ,เKบ)้อืAงlSปiพู3O้ืน8 ใชในอุตสาหกรรมเซรามิค ประเภท
(Floor tile) โดยใหคณุ สมบัตชิ วย
ในการหลอมตัว ลดอุณภูมิในการสุกตัวของเนื้อ
กระเบื้อง และใชในอุตสาหกรรมซีเมนต พบท่ี
อ.พุแค จ.สระบรุ ี

แรด นิ เหนยี วแดง (Clay Mineral) สตู รเคมี
ปAlร2Sะiเ2ภOท5(กOรHะ)เ4บใชอื้ เงปปน ูพแรน้ื ด น(ิ Fหloลกัoใrนtอilตุeส)าแหลกะรรกมรเซะรเบาม้ือคิง
ปผู นงั (wall tile) เปน หลัก พบที่ อ.จัตรุ สั จ.ชยั ภมู ิ
(Hydratยeิปdซัมca(lcGiuypmsusmul)faสtูตeร) เคเมปีCน aยSปิ Oซมั4.ชHน2Oิด
ท่ไี มม ีสี มเี น้อื เปน แผน บางโปรง ใส ประโยชนส ำคญั
ใชใ นการทำปูนพลาสเตอร ทำกระเบอ้ื งปผู นงั ใชใน
การทำปุยพืช พบมากที่ จ. พิจิตร นครสวรรค
กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช ฯลฯ

สว‹ นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจดั แสดง

โซนท่ี ๒ ซากดกึ ดำบรรพ

๑. การกลายเปนซากดกึ ดำบรรพ
เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม สวนที่เปนเนื้อหนังเนาเปอยผุพังเหลือเพียง
สว นโครงรา งทแ่ี ขง็ เชน กระดกู ฟน เปลอื ก กระดอง หรอื สว นทท่ี นทานตอ การผพุ งั ของพชื แลว ถกู ทบั ถม
ดว ยโคลนตะกอน ซง่ึ ปด กน้ั อากาศและออกซเิ จนจนแบคทเี รยี ไมส ามารถเจรญิ เตบิ โตได ทำใหส ว นโครง
รางแข็งถูกเก็บรักษาไวใหคงสภาพเดิม หรือบางครั้งหากถูกโคลนตะกอนทับถมอยางรวดเร็วกอนที่
ผวิ หนงั จะเนา เปอ ย อาจปรากฏรอยพมิ พผ วิ หนงั อยดู ว ย ซากสง่ิ มชี วี ติ กลายเปน ซากดกึ ดำบรรพไ ด ๒ วธิ ี
วธิ ีท่ี ๑ สารละลายแรธาตทุ ่ีอยใู นโคลนตะกอนแทรกซมึ เขา ไปในเนื้อกระดกู แลวแขง็ ตวั กลาย
เปน หนิ โดยมรี ูปราง โครงสรางและลกั ษณะตาง ๆ เหมือนกระดกู ทุกประการ
วิธีที่ ๒ โคลนตะกอนที่ทับถมกระดูกอยูแข็งตัวกลายเปนหิน เมื่อกระดูกสลายตัวไปจนเหลือ
โพรงที่มีรูปรางเหมือนกระดูกอยูในเนื้อหิน ภายหลังมีแรธาตุเขาไปแทนที่ในชองวางจนเต็มแลวแข็งตัว
กลายเปน รปู หลอ กระดกู ซากดกึ ดำบรรพท เ่ี กดิ ขน้ึ ดว ยวธิ นี จ้ี ะไมม โี ครงสรา งของกระดกู ใหเ หน็ อยา งซาก
ดึกดำบรรพท เ่ี กิดดวยวธิ ีแรก

๑๒ คมู อื นำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้

โซนท่ี ๒ ซากดกึ ดำบรรพ
๒. ความหมายของซากดกึ ดำบรรพ
ซากดกึ ดำบรรพ (Fossils) หมายถงึ ซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี ทอ่ี ยใู นชน้ั เปลอื กโลก
หรอื ทห่ี ลดุ หรอื ทน่ี ำออกจากชน้ั เปลอื กโลก โดยซากดกึ ดำบรรพอ าจพบอยใู นชน้ั หนิ อำพนั หรอื นำ้ แขง็ กไ็ ด
ทง้ั นไ้ี มร วมถงึ โบราณวตั ถุ ตามกฎหมายวา ดว ยโบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศลิ ปวตั ถุ และพพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แหงชาติ
๓. ประเภทของซากดกึ ดำบรรพ

นกั บรรพชีวนิ วทิ ยานิยมจำแนกซากดึกดำบรรพออกเปน ๔ กลมุ ใหญๆ ไดแก
๓.๑) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วไ มม กี ระดกู สนั หลงั (Invertebrate fossils) ซากดกึ ดำบรรพข อง
สตั วที่ไมมแี กนกระดกู เริ่มเกดิ ขึ้นมาต้งั แตกอนยคุ แคมเบรยี น จนถึงยคุ ปจจุบัน เชน ฟอแรมมนิ ิเฟอรา
แบรคโิ อพอด แกรปโตไลต หอยกาบคู หอยกาบเด่ียว ปู และแมลงชนดิ ตา งๆ เปนตน

แอมโมนอยด

๓.๒) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วม กี ระดกู สนั หลงั (Vertebrate fossils) ซากดกึ ดำบรรพข องสตั ว
ที่มีแกนกระดูกพยุงรางกายใหคงรูปอยูไดเกิดขึ้นมาตั้งแตปลายยุคแคมเบรียน และมีการเปลี่ยนแปลง
มาเรอ่ื ยจนถงึ ปจ จบุ นั ไดแ ก ปลา นก สตั วส ะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก สตั วเ ลอ้ื ยคลานและสตั วท เ่ี ลย้ี งลกู ดว ยนม

ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซิส พระรามแบสซสิ พาลีโอสยามเอนซสิ

กรมทรพั ยากรธรณี ๑๓

ส‹วนที่ ๑ นิทรรศการภายในหŒองจดั แสดง
๓.๓) ซากดกึ ดำบรรพพ ชื (Plant fossils) พบมาตง้ั แตช ว งพรแี คมเบรยี นจนถงึ ยคุ ปจ จบุ นั

เปนสง่ิ มีชวี ติ พวกยูคาริโอต (eukaryotes) ซง่ึ ไดว วิ ฒั นาการมาเปนพืชอาศยั ในทะเล แพรก ระจายและ
วิวฒั นาการมาเปนพืชบกในยุคไซลเู รยี นและมีความหลากหลายสงู ในยคุ คารบ อรน ิเฟอรสั สว นพชื ดอก
เริ่มมีขึ้นในยุคครีเทเชียส ซากดึกดำบรรพพืชสวนใหญพบในรูปของไมกลายเปนหินถานหิน สปอร
ละอองเรณู เมลด็ และผล

ไมกลายเปน หินบา นตาก รอยพมิ พใบไม

๓.๔) รอ งรอยสัตวดึกดำบรรพ (Trace fossils) รอ งรอยท่ีเกิดจากการกระทำของสตั ว
และถูกบันทึกไวในช้ันหิน รอ งรอยเหลาน้ีสามารถบอกเลา เร่ืองราวสภาพแวดลอม และพฤติกรรมของ
สตั วไ ด เชน รอยตนี หรอื แนวทางเดนิ ของสตั ว รหู รอื รอยชอนไชของสตั ว หรอื มลู สตั ว

รอยทางเดนิ ไดโนเสารทาอุเทน รอยตีนไดโนเสารภ แู ฝก

๔. ซากดึกดำบรรพบอกอะไรไดบาง
๔.๑) อายุของชัน้ หนิ (Rock Age)
ทราบอายขุ องชน้ั หนิ ไดจ ากซากดกึ ดำบรรพด ชั นี (index fossils) เชน คตขา วสาร (fusulinids)
ทด่ี ำรงชวี ิตอยูใ นชว งยคุ คารบ อนิเฟอรสั ถงึ ยคุ เพอรเมียนเทา นั้น

๑๔ คูมอื นำชมนทิ รรศการแหลงปลาโบราณภนู ้ำจั้น

โซนท่ี ๒ ซากดึกดำบรรพ
๔.๒) ลำดับชัน้ หิน (Stratigraphy)
หากพบซากดกึ ดำบรรพใ นชน้ั หนิ สามารถทจ่ี ะเปรยี บเทยี บหรอื ลำดบั ชน้ั หนิ กบั ชน้ั หนิ ขา งเคยี งได
๔.๓) เทยี บเคยี งอายุชดุ หนิ (Rocks correlation)
ชน้ั หนิ ทม่ี ลี กั ษณะคลา ยคลงึ กนั และมซี ากดกึ ดำบรรพช นดิ เดยี วกนั แมว า พบในตา งบรเิ วณกนั
อาจถือไดวา ช้นั หนิ ทง้ั สองแหงนเ้ี กดิ ข้ึนในชวงเวลาเดียวกัน
๔.๔) ถน่ิ กำเนิดและววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิต (Origin and Evolution of life)
ซากดกึ ดำบรรพท ำใหท ราบถงึ ววิ ฒั นาการและประวตั คิ วามเปน มาของสง่ิ มชี วี ติ เชน การคน พบ
ซากเอปทพ่ี บในประเทศไทย มลี กั ษณะคลา ยคลงึ กบั อรุ งั อตุ งั ปจ จบุ นั มาก จงึ สนั นษิ ฐานไดว า ประเทศไทย
อาจเปนแหลงกำเนดิ และววิ ฒั นาการของอรุ ังอุตงั ตงั้ แตสมยั ไมโอซีน หรอื ราว ๑๓ ลานปม าแลว
๔.๕) สภาพแวดลอ มและสภาพภมู อิ ากาศในอดตี (Paleoenvironment and paleoclimate)
การศึกษาชนิดและสภาพของซากดึกดำบรรพรวมทั้งชนิดหินที่มีซากดึกดำบรรพนั้น
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตปจจุบันทำใหสามารถแปลความหมายสภาพแวดลอมและสภาพ
ภมู ิอากาศในอดตี ได เชน พบซากปะการังในหนิ ปนู สามารถบอกไดวา บรเิ วณน้นั เคยเปนทะเลมากอ น
๔.๖) การเคลือ่ นที่ของเปลือกโลก (Plate tectonics)
การพบไดโนเสารย คุ ครเี ทเชยี สในประเทศไทยหลายชนดิ ซง่ึ เปน ไดโนเสารก ลมุ เดยี วกบั ทพ่ี บ
ในประเทศจนี จงึ สนั นษิ ฐานไดวา โลกเราเปนพลวตั และเปลอื กโลกมกี ารเคลื่อนทอี่ ยตู ลอดเวลา
๔.๗) ประโยชนใ นดานเศรษฐกิจ (Economic benefits)
ชวยในการคนหาแหลง แร แหลง ถานหิน และแหลงนำ้ มนั
๕. กระบวนการเกดิ ซากดึกดำบรรพ
การตาย สตั วต ายลงในทท่ี ม่ี นั อาศยั อยู ดว ยเหตกุ ารณท างธรรมชาตหิ รอื ถกู สงั หารโดยนกั ลา
การฝง ซากของสัตวท ีต่ ายจะถูกยอ ยสลายโดยแบคทีเรยี หรือนักลา เหลอื ไวเพยี งซากแขง็
เชน กระดกู หรอื ฟน จากนนั้ มตี ะกอนมาฝงกลบรา งอยางรวดเร็ว
การฝง ลกึ ตะกอนทส่ี ะสมตวั อยา งตอ เนอ่ื งเปน เวลาหลายลา นป ซากสตั วจ ะถกู ฝง อยใู ตผ วิ ดนิ
ระดับลึก แรธ าตใุ นน้ำใตดนิ จะแทรกเขา ไปแทนท่ใี นเนอ้ื กระดูก ทำใหกระดกู ของสตั วกลายเปน หนิ แขง็
และคงรปู รา งเดิมเอาไว
การปรากฏ การเปลีย่ นแปลงของเปลอื กโลก ทำใหเ กดิ การเคล่ือนทแี่ ละยกตัวของช้ันหนิ
ทฝ่ี งตวั อยดู านลา ง เมอ่ื ชัน้ หินถูกกัดกรอน โดย น้ำ ลม หรอื ฝน จะเผยใหเหน็ ซากสัตวท ี่ถกู ฝง อยู
ในชน้ั หินปรากฏขน้ึ มา

กรมทรัพยากรธรณี ๑๕

สว‹ นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจัดแสดง

โซนท่ี ๓ ซากดกึ ดำบรรพประเทศไทย

การจดั แสดงนิทรรศการซากดกึ ดำบรรพประเทศไทยเปน การจดั แสดงตัวอยา งซากดึกดำบรรพ
ท่พี บในประเทศไทยโดยจดั เรียงลำดับตามอายุจากแกไ ปออ น ดงั น้ี

๑๖ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจนั้

โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพประเทศไทย

๑. มหายุคพาลโี อโซอกิ ๕๔๒ – ๔๘๘ ลานป (Paleozoic Era)

ไทรโลไบต (Trilobites)
รีดอปส เซเลนิออมมา (Reedops seleniomma)
อายุ ยุคดโี วเนียนตอนตน (Early Devonian Period)
สถานที่พบ บานวงั ตง อ.ทงุ หวา จ.สตูล
นอตลิ อยด (Nautiloids)
Actinoceras sp. (แอคตโิ นเซอรสั )
อายุ ยคุ ดโี วเนยี นตอนกลาง (Middle Ordovician Period)
สถานที่พบ จงั หวัดสตลู
แบรคโิ อพอด (Brachiopods)
คิตากามิไธรสิ บุราวาสสิ (Kitakamithyris buravasi)
อายุ ยคุ คารบ อนเิ ฟอรสั ตอนตน (Early Carboniferous Period)
สถานทพี่ บ เกาะมุก อ.กันตงั จ.ตรงั
เทนทาคิวไลต (Tentaculites)
เทน็ ทาคิวไลเทส (Tentaculites sp.)
อายุ ยุคไซลูเรยี น (Silurian Period)
สถานท่ีพบ อ.ทุง สง จ.นครศรธี รรมราช
แกรปโตไลต (Graptolites)
ไคลมาโคแกรปตุส (Climacograptus sp.)
อายุ ยคุ ไซลเู รยี นตอนตน (Early Silurian)
สถานทพี่ บ บานปาเสมด็ อ.ระงู จ.สตูล
ไครนอยด (Crinoids)
อายุ ยคุ คารบอนเิ ฟอรสั –เพอรเมยี น (Carboniferous

–Permian)
สถานทพ่ี บ จ.สระแกว และ จ.กาญจนบรุ ี

กรมทรพั ยากรธรณี ๑๗

สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจดั แสดง

๒. มหายคุ มีโซโซอกิ ๒๕๑ – ๖๖ ลา นป (Mesozoic Era)

สตั วเ ลอ้ื ยคลานในทะเล
ไทยซอรัส จงลกั ษณม ณอี ิ (Thaisaurus chonglakmanii)
อายุ ยคุ ไทรแอสสกิ ตอนตน (Early Triassic)
สถานท่พี บ จ.พทั ลงุ
สตั วครง่ึ บกคร่ึงนำ้ แพลกจิโอซอรอยด
(Amphibian: Plagiosauroid)
อายุ ยคุ ไทรแอสซิกตอนปลาย (Late Triassic)
สถานที่พบ จ.ชยั ภมู ิ
แอมโมนอยด (Ammonoids)
มโี ตเซอรัส ธนรตั นอ ิ (Tmetoceras dhanarajatai)
อายุ ยคุ ไทรแอสซิกตอนตน (Early Jurassic)
สถานทีพ่ บ บา นหวยหนิ ฝน อ.แมส อด จ.ตาก
หอยกาบคู (Pelecypods)
ยนู โิ อ (Unio sp.)
อายุ ยคุ จูแรสซิก (Jurassic period)
สถานทีพ่ บ อ.เมือง จ.ชมุ พร
ไดโนเสารก นิ ปลา
สยามโมซอรสั สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)
อายุ ยุคครีเทเชียสตอนตน (Early Cretaceous)
สถานท่พี บ จอ.ุบขลอรนาแชกธน านกี าฬสนิ ธุ สกลนคร, มกุ ดาหาร นครราชสมี า และ
ไดโนเสารกินเนอ้ื
กนิ รไี มมสั ขอนแกนเอนซสิ (Kinnareemimus khonkaenensis)
อายุ ยุคครีเทเชยี สตอนตน (Early Cretaceous)
สถานทีพ่ บ จ.ขอนแกน

๑๘ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จนั้

โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพประเทศไทย

๓. มหายคุ ซโี นโซอกิ ๖๖ ลา นป ถึงปจ จุบนั (Cenozoic Era)

ไพรเมต
สยามโมพิเธคัส อีโอซีนัส (Siamopithecus eocaenus)
อายุ lยaุคteพาEลoีโcอeจnีนe)สมัยอีโอซีนตอนปลาย (Paleogene,
สถานทพ่ี บ เบหอ มเหอื งมถอื า งนบหาินงหกมระากบ่ี จบ.อกเรหะมบือี่ งหวายเล็ก และ
เอป โคราชพเิ ธคัส พริ ยิ ะอิ (Khoratpithecus piriyai)
อายุ (ยคุ นโี อจนี สมยั ไมโอซนี ตอนปลาย)
สถานท่พี บ บอ ทราย อ.เฉลมิ พระเกียรติ จ.นครราชสมี า

ฟน แพนดา ยกั ษ แอลูโรพอดา เมลาโนลกู า บาโคนี
(Ailuropoda melanoleuca baconi)
อายุ nยคุarคyวอ, Mเทiอdรdน leารPี lสeมisยัtoไพceสnโตeซ)นี ตอนกลาง (Quater-
สถานท่พี บ ถ้ำวมิ านนาคนิ จ.ชยั ภูมิ
ซากดกึ ดำบรรพพืช ถานหนิ ลิกไนต
อายุ ยMคุ idนdโี อleจนี Mสioมcยั eไnมeโอEซpนี oตcอhน)กลาง (Neogene Period,
สถานทพ่ี บ เหมอื งแมเ มาะ อ.แมเ มาะ จ.ลำปาง
หอยฝาเดียว (Gastropods) เบลลาเมยี (Bellamya sp.)
อายุ Mยคุ idนdโี อleจนี Mสioมcยั eไnมeโอEซpนี oตcอhน)กลาง (Neogene Period,
สถานทีพ่ บ เหมอื งแมเมาะ อ.แมเ มาะ จ.ลำปาง
หอยนางรมยกั ษ (Oysters) คราสซอสเทรยี ไจกสั (Crassostrea gigas)
อายุ HยคุoคloวcอeเทnอeรEนpาoรcี สhม)ยั โฮโลซนี (Quaternary period,
สถานทพ่ี บ วัดเจดยี หอย ต.ดอนตูม จ.นครปฐม

กรมทรพั ยากรธรณี ๑๙

สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหอŒ งจัดแสดง

โซนท่ี ๔ ปลาโบราณในประเทศไทย

ปลาโบราณในประเทศไทยมกี ารคน พบทง้ั หมด ๑๑ จงั หวดั ไดแ ก จงั หวดั หนองบวั ลำภู สกลนคร
มุกดาหาร กาฬสินธุ อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครศรีธรรมราช กระบี่ นครราชสีมา ขอนแกน เพชรบูรณ
ซึ่งมรี ายละเอียด ดงั นี้

๑) จังหวดั หนองบัวลำภู พบฟน ปลาฉลามนำ้ จดื เฮเทอโรไทโคดสั คลา ยคลงึ สไตนแ มนน่ี (Heter-
optychodus aff. Steinmanni) ในหมวดหนิ เสาขวั กลมุ หนิ โคราช
ยคุ ครีเทเซยี สตอนตน

๒) จงั หวดั สกลนคร พบเกล็ดปลากระดูกแข็ง สยามมาเมีย นาคา (Siamamia naga)
ในหมวดหนิ เสาขวั กลุมหนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซียสตอนตน

๒๐ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจัน้

โซนท่ี ๔ ปลาโบราณในประเทศไทย

๓) จังหวัดมุกดาหาร พบฟน ปลาฉลามนำ้ จดื เฮเทอโรไทโคดสั คลา ยคลงึ สไตนแ มนน่ี (Heter-
๔) จังหวดั กาฬสนิ ธุ optychodus aff. Steinmanni) ในหมวดหินเสาขัว กลมุ หนิ โคราช
ยุคครีเทเซียสตอนตน
พบปลาน้ำจืดโบราณ ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซิส (Thaiichthys
buddhabutrensis) ในหมวดหินภกู ระดึง กลุมหนิ โคราช ยุคจูแรสซกิ
ตอนปลาย - ครีเทเซียสตอนตน

๕) จังหวัดอุบลราชธานี พบฟน ฉลามน้ำจืด ไทยโอดสั รุจาอิ (Thaiodus ruchae) ในหมวด
หินโคกกรวด กลุมหนิ โคราช ยคุ ครีเทเซียสตอนตน

๖) จงั หวดั ชัยภมู ิ พบแผงฟนปลาปอด ไซโคเซอราโตดัส คลา ย เสฉวนเอนซสิ (Ptycho-
ceratodus cf. szechuanensis) ในหมวดหนิ หว ยหนิ ลาด กลมุ หนิ โคราช
ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย

๗) จงั หวดั นครศรธี รรมราช พบครีบฉลามน้ำจืด สกลุ ไฮโบดสั (Hybodus) ในหมวดหินคลองมีน
กลมุ หนิ ทงุ ใหญ ยคุ จูแรสซิกตอนกลาง - ตอนปลาย

๘) จังหวดั กระบ่ี พบฟนฉลาม สกุล แอสเทอราแคนธัส (Asteracanthus) ในหมวด
หนิ คลองมนี กลมุ หินทงุ ใหญ ยุคจูแรสซิกตอนกลาง – ตอนปลาย

๙) จังหวัดนครราชสีมา พบฟนฉลามน้ำจืด ไทยโอดัส รุจาอิ (Thaiodus ruchae) ในหมวด
หนิ โคกกรวด กลมุ หินโคราช ยุคครเี ทเซียสตอนตน

๑๐) จังหวัดขอนแกน พบฟนฉลามน้ำจืด อะโครไรโซดัส โคราชเอนซิส (Acrorhizodus
khoratensis) ในหมวดหนิ โคกกรวด กลมุ หนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซยี สตอนตน

๑๑) จงั หวดั เพชรบรู ณ พบปลาในวงศป ลาตะเพยี น โปรลซู โิ อโซมา ปา สกั เอนซสิ (Proluciosoma
pasakensis) ในหมวดหนิ โคกกรวด กลมุ หนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซยี สตอนตน

กรมทรัพยากรธรณี ๒๑

สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจดั แสดง

๑๒๓

โซนที่ ๕ ปลาโบราณภูน้ำจน้ั

๑. ตน กำเนิดปลา (หวั ปลา ดังเคิลออสเตรยี ส)
หวั ปลาจำลองโบราณ ดงั เคลิ ออสเตยี ส ปลายคุ กอ นประวตั ศิ าสตรท เ่ี คยมชี วี ติ อยใู นชว ง (๓๘๐-
๓๖๐ ลา นปม าแลว) เปนปลาทมี่ ขี ากรรไกรแบบด้งั เดิมและเปนปลานักลา คแู ขงตวั ฉกาจของปลาฉลาม
ในยุคตน ของการววิ ัฒนาการ “ดังเคลิ ออสเตยี ส” หมายถึงช่อื สกุลของปลาท่มี ขี นาดใหญท ่สี ดุ ในอนั ดับ
Arthrodira ปลาสกุลนี้มีรปู ลกั ษณภายนอกแลดูดดุ นั นากลวั ลักษณะเดนชัดคือมขี ากรรไกรทแ่ี ข็งแรง
ไมมีฟนแตมีขอบปากคลายเขี้ยวทั้งดานบนและดานลาง ลำตัวยาว ๓ – ๙ เมตร และหนักไดถึง
๓.๖ – ๔ ตนั โครงสรางของรา งกายประกอบดว ยเกลด็ หนาและแข็งคลายชดุ เกราะ (คลายกบั ปลา
โบราณภนู ำ้ จน้ั ) ซากดกึ ดำบรรพป ลา ดงั เคลิ ออสเตยี ส พบมากในบรเิ วณอเมรกิ าเหนอื โปแลนด เบลเยยี ม
และโมรอ็ กโก
๒. ปลาโบราณภนู ้ำจ้ัน
๑) อิสานอกิ ธิส พาลสั ทรสิ (Isanichthys palustris) ปลากระดกู แขง็ จากอิสาน เกล็ดเปน
รปู สเี่ หล่ียมขนมเปย กปนู มนั วาว ลำตวั ยาวเรยี วประมาณ ๙๖ เซนติเมตร ฟนแหลมคมและแขง็ แรง
เปนปลากนิ เน้อื ขนาดใหญ
๒) ไทยอิกธิส พทุ ธบตุ รเอนซิส (Thaiichthys buddhabutrensis) ปลากระดูกแขง็
สายพันธไุ ทย เกลด็ เปนรปู สเ่ี หลย่ี มขนมเปยกปูน หนา แขง็ และมนั วาว ความยาวลำตวั ประมาณ ๔๐
เซนตเิ มตร ฟน และขากรรไกรมีลักษณะเฉพาะแสดงถึงการใชฟ นครดู กนิ พืชเปน อาหาร
๓) เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini) ปลาปอดภนู ำ้ จน้ั เกลด็ เปน
รูปครงึ่ วงกลม รูปรา งเรียวยาวคลายปลาไหล กรามและฟน แขง็ แรง กนิ ไดท้งั พชื และสัตว

๒๒ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น

โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ำ้ จั้นที่ขนึ้ ทะเบยี น

โซนท่ี ๖ ปลาโบราณภนู ้ำจัน้ ทขี่ ้�นทะเบยี น

ปลาโบราณภนู ้ำจ้นั ท่ีขน้ึ ทะเบยี นมที งั้ หมด ๑๓ ตวั อยา ง ดงั น้ี

๑) ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหสั ประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๒
ช้ินสว น : ปลาเลปโ ดเทสเต็มตัวดานซา ย
หนว ยหนิ : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภูกระดึง
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานท่เี กบ็ : พิพธิ ภณั ฑส ิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จังหวัดกาฬสนิ ธุ

กรมทรพั ยากรธรณี ๒๓

สว‹ นที่ ๑ นิทรรศการภายในหŒองจดั แสดง

๒) ไทยอิกธิส พทุ ธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๓
ชิ้นสว น : สว นหวั
หนวยหนิ : กลุมหนิ โคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วัน/เดือน/ป/ ทีพ่ บ : มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สุธธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พพิ ธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จังหวดั กาฬสนิ ธุ

๓) ไทยอิกธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหัสประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๔
ช้นิ สวน : สว นหัว
หนวยหนิ : กลมุ หินโคราช หมวดหนิ ภูกระดึง
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วัน/เดือน/ป/ ทีพ่ บ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานทีเ่ ก็บ : พพิ ิธภณั ฑสิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ

๔) ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๕
ชิ้นสวน : สว นหวั
หนว ยหนิ : กลุมหนิ โคราช หมวดหินภูกระดึง
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานท่ีเกบ็ : พิพิธภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขันธ จังหวดั กาฬสนิ ธุ

๒๔ คมู ือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ้ำจนั้

โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ้ำจน้ั ทีข่ ึน้ ทะเบยี น

๕) ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๖
ช้นิ สว น : สว นหัว
หนว ยหนิ : กลุมหินโคราช หมวดหินภกู ระดงึ
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดือน/ป/ ท่ีพบ : มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานท่เี กบ็ : พพิ ิธภัณฑส ริ ินธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ

๖) ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)

รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๗
ช้ินสวน : สวนหัวเเละลำตัว
หนว ยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ทพี่ บ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวุธ สุธธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พิพิธภัณฑส ิรนิ ธร อำเภอสหสั ขันธ จังหวัดกาฬสินธุ

๗) เฟอรก าโนเซอราโตดัส มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)

รหสั ประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๔
ชิน้ สวน : กระดูกกะโหลกดานบนและแผนฟน
หนวยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดอื น/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานที่เก็บ : พพิ ิธภัณฑสิรนิ ธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ

กรมทรัพยากรธรณี ๒๕

ส‹วนที่ ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจัดแสดง

๘) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารตนิ ี (Ferganoceratodus martini)

รหัสประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๕
ชิ้นสวน : กระดูกกรามลา ง
หนว ยหิน : กลมุ หินโคราช หมวดหินภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สธุ ีธร และคณะ
สถานทเ่ี กบ็ : พพิ ิธภัณฑส ิรนิ ธร อำเภอสหสั ขันธ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ

๙) เฟอรก าโนเซอราโตดัส มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)

รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๖
ชิน้ สวน : กระดูกบรเิ วณจมูก
หนว ยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดือน/ป/ ท่ีพบ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวุธ สุธีธร และคณะ
สถานที่เก็บ : พพิ ิธภัณฑสิรินธร อำเภอสหสั ขันธ จงั หวดั กาฬสินธุ

๑๐) เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารตินี (Ferganoceratodus martini)

รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๗
ชน้ิ สว น : กระดกู ฐานกลอ งสมอง “พาราสฟนอยด”
หนวยหิน : กลุมหนิ โคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานทีเ่ ก็บ : พพิ ิธภณั ฑสิรินธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ

๒๖ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้ัน

โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้ ทีข่ ึ้นทะเบยี น

๑๑) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)

รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๘
ชิ้นสวน : กระดูกซีโ่ ครง
หนวยหิน : กลุมหินโคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สุธีธร และคณะ
สถานทเ่ี กบ็ : พิพธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ

๑๒) เฟอรกาโนเซอราโตดัส มารต ินี (Ferganoceratodus martini)

รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๙
ช้ินสว น : กระดูกบรเิ วณตา “เดอรโ มสฟโ นติค” ขางขวา
หนวยหนิ : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จูแรสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พิพิธภณั ฑส ิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จงั หวดั กาฬสินธุ

๑๓) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารตนิ ี (Ferganoceratodus martini)

รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๘๐
ชิน้ สว น : กระดูกบริเวณตา “เดอรโมสฟโนตคิ ” ขางซาย
หนวยหนิ : กลมุ หินโคราช หมวดหนิ ภกู ระดงึ
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ทีพ่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สุธีธร และคณะ
สถานที่เกบ็ : พิพธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จังหวัดกาฬสินธุ

กรมทรัพยากรธรณี ๒๗

สว‹ นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจัดแสดง

โซนท่ี ๗ ซากดกึ ดำบรรพในจงั หวัดกาฬสนิ ธุ

ซากดึกดำบรรพในจังหวัดกาฬสินธุ เปนการจัดแสดงนิทรรศการดวยตัวอยางซากดึกดำบรรพ
ของจรงิ และตวั อยา งซากดึกดำบรรพจ ำลองรวมทง้ั สิน้ จำนวน ๒๐ ตัวอยา ง มีรายละเอียดดังน้ี

กระดกู หนา แขง สว นตน
หมวดหิน เสาขัว
สถานทีพ่ บ ภูผาโง ต.กุดหวา อ.กุฉนิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดูกสันหลงั (จระเข)
หมวดหิน เสาขัว
สถานทพี่ บ บานโคกโกง ต.กุดหวา อ.กฉุ ินารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู คอไดโนเสาร
หมวดหนิ เสาขวั
สถานทพี่ บ ภูกมุ ขา ว ต.โนนบุรี อ.สหสั ขนั ธ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดูกสันหลังสเตโกซอร
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานท่พี บ บานโคกสนาม ต.ดนิ จี่ อ.คำมวง จ.กาฬสินธุ

๒๘ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จ้นั

โซนที่ ๗ ซากดกึ ดำบรรพใ นจงั หวดั กาฬสนิ ธุ

รอยตนี ไดโนเสาร
หมวดหนิ พระวหิ าร
สถานท่พี บ ภูแฝก อ.นาคู จ.กาฬสินธุ
เศษกระดกู
หมวดหนิ ภูกระดึง
สถานที่พบ ภูไมป อ อ.กฉุ นิ ารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กลอ งสมองของ ภเู วียงโกซอรสั สริ ินธรเน
หมวดหนิ เสาขัว
สถานท่พี บ บานนาไคร ต.นาไคร อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสินธุ
ไทยอิกธิส พทุ ธบตุ รเอนซสิ
หมวดหนิ ภกู ระดึง
สถานทพี่ บ ภนู ้ำจั้น ต.เหลาใหญ อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดกู สันหลังไดโนเสาร
หมวดหนิ ภูกระดึง
สถานท่ีพบ บา นบอนเขยี ว ต.นาขาม อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดูกซโี่ ครงบรเิ วณกระเบนเหนบ็
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานทีพ่ บ บา นบอนเขยี ว ต.นาขาม อ.กุฉนิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดูกขาหนาทอ นบนไดโนเสาร
หมวดหิน เสาขัว
สถานทพ่ี บ ภูเปง อ.สหัสขันธ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู หางไดโนเสาร
หมวดหนิ โคกกรวด
สถานทพ่ี บ ภูสงิ ห ต.ภูสงิ ห อ.สหสั ขนั ธ จ.กาฬสนิ ธุ

กรมทรพั ยากรธรณี ๒๙

สว‹ นท่ี ๑ นิทรรศการภายในหอŒ งจดั แสดง

กระดูกหนาแขง สว นตน
หมวดหนิ เสาขัว
สถานทีพ่ บ ต.ทา คันโท อ.กฉุ นิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
เปลือกหอยสองฝา
หมวดหนิ เสาขัว
สถานที่พบ ภบู านภสู ิงห ต.ภูสิงห อ.สหัสขนั ธ จ.กาฬสินธุ
กระดกู หางไดโนเสาร
หมวดหนิ โคกกรวด
สถานท่ีพบ ขือ่ นลำปาว ต.ลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสนิ ธุ
กระโหลกจระเข
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานทพ่ี บ ภูนอ ย ต.ดนิ จ่ี อ.คำมว ง จ.กาฬสินธุ
กระดกู ตน ขาสว นปลาย
หมวดหิน ภกู ระดงึ
สถานท่พี บ ภนู อ ย ต.ดนิ จี่ อ.คำมวง จ.กาฬสนิ ธุ
กรามไดโนเสาร
หมวดหิน -
สถานที่พบ บา นเขาวงพรหมวหิ าร ต.กดุ ปลาคา ว อ.เขาวง จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู ขอน้ิวไดโนเสาร
หมวดหนิ -
สถานที่พบ บา นเขาวงพรหมวหิ าร ต.กดุ ปลาคา ว อ.เขาวง จ.กาฬสนิ ธุ
ชิ้นสวนหัวจระเข
หมวดหิน พระวิหาร
สถานท่พี บ บานสรา งคอ ต.สรา งคอ อ.นาคู จ.กาฬสนิ ธุ

๓๐ คูมือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้ัน

โซนท่ี ๘ ไดโนเสาร

โซนที่ ๘ ไดโนเสาร

จัดแสดงขอมูลเนื้อหาของไดโนเสารและสัตวรวมยุคของไดโนเสารสำคัญที่พบในประเทศไทย
พรอ มแบบจำลองกระดูกไดโนเสาร มรี ายละเอียดดังนี้

อิสานโนซอรัส อรรถวภิ ชั นชิ (Isanosaurus attavipachi)
พบในหมวดหนิ นำ้ พอง อำเภอหนองบวั แดง จังหวดั ชัยภูมิ
ภูเวยี งโกซอรสั สริ นิ ธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae)
พบในหมวดหนิ เสาขัว จังหวดั ขอนแกน กาฬสินธุ และชัยภูมิ
สยามโมไทรันนัส อสิ านเอนซสิ (Siamotyrannus isanensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวดั ขอนแกน กาฬสนิ ธุ ชยั ภมู ิ สกลนคร อดุ รธานี และนครราชสมี า

กรมทรัพยากรธรณี ๓๑

สว‹ นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหอŒ งจัดแสดง

สยามโมซอรัส สธุ ธี รนิ (Siamosaurus suteethorni)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวัดขอนแกน กาฬสินธุ ชยั ภูมิ และอุบลราชธานี
กนิ รมี มิ ัส ขอนแกนเอนซิส (Kinnareemimus khonkaenensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวัดขอนแกน และกาฬสนิ ธุ
ภเู วยี งเวเนเตอร แยมนิยมมิ (Phuwiangvenator yaemniyomi)
พบในหมวดหินเสาขวั อำเภอเวียงเกา จงั หวดั ขอนแกน
วายแุ รปเตอร หนองบัวลำภูเอนซิส (Vayuraptor nongbualamphuensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั อำเภอโนนสัง จงั หวัดหนองบวั ลำภู
ซติ ตะโกซอรัส สัตยารักษก ิ (Psittacosaurus sattayaraki)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด จงั หวดั ชยั ภมู ิ และขอนแกน
สยามโมดอน นมิ่ งามมิ (Siamodon nimngami)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จงั หวัดนครราชสมี า
ราชสีมาซอรสั สุรนารีเอ (Ratchasimasaurus suranareae)
พบในหมวดหินโคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จังหวัดนครราชสมี า
สริ ินธรนา โคราชเอนซสิ (Sirindhorna khoratensis)
พบในหมวดหินโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสมี า จังหวดั นครราชสีมา
สยามแรปเตอร สุวจั นติ (Siamraptor suwati)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จงั หวดั นครราชสมี า
โปรกาโนเชลิส รุจาเอ (Proganochelys ruchae)
พบในหมวดหนิ หว ยหนิ ลาด จงั หวัดขอนแกน และเพชรบรู ณ
คอมพซ อกนาธสั (Compsognathus sp.)
พบในหมวดหินเสาขวั อำเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน
ปลาปอดเซอราโตดัส (Ceratodus)
พบในหมวดหินหว ยหนิ ลาด อำเภอคอนสาร จังหวดั ชยั ภมู ิ
ไทยอิกธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
พบในหมวดหนิ ภูกระดงึ อำเภอกุฉนิ ารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ

๓๒ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจัน้

โซนที่ ๘ ไดโนเสาร
อิสานอิกธสิ พาลัสทรสิ (Isanichthys palustris)
พบในหมวดหินภูกระดึง อำเภอกุฉินารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ
เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารตินี (Ferganoceratodus martini)
พบในหมวดหิน ภกู ระดึง อำเภอกุฉนิ ารายณ จังหวัดกาฬสินธุ
ชาละวนั ไทยแลนดคิ สั (Chalawan thailandicus)
พบในหมวดหินภูกระดงึ จงั หวัดหนองบวั ลำภู
บาสโิ ลคลี ิส มาโครไบออส (Basilochelys macrobios)
พบในหมวดหินภกู ระดงึ อำเภอหนองสูง จังหวดั มกุ ดาหาร

รอยตีนไดโนเสาร
พบในหมวดหนิ พระวหิ าร กิ่งอำเภอนาคู จังหวดั กาฬสินธุ
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอทา อุเทน จงั หวัดนครพนม
พบในหมวดหินพระวหิ าร อำเภอนาดี จังหวดั ปราจนี บุรี
พบในหมวดหินพระวิหาร อำเภอโนนสัง จังหวดั หนองบัวลำภู
พบในหมวดหนิ ภูพาน อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

กรมทรพั ยากรธรณี ๓๓

สว‹ นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหŒองจัดแสดง

โซนท่ี ๙ ลำดับช้นั หินกลุม‹ หนิ โคราช

นิทรรศการนีจ้ ดั แสดงแบบจำลองลำดับชัน้ หินของ กลมุ หนิ โคราช แผก ระจายครอบคลมุ พนื้ ท่ี
สว นใหญข องทร่ี าบสงู โคราช โดยประกอบดว ย ๙ หมวดหนิ เรยี งจากอายแุ ก( ดา นลา ง) ไปออ น(ดา นบน) ดงั นี้

หมวดหนิ ภูทอก
ความหนาประมาณ ๒๐๐ – ๗๓๐ เมตร เปน หมวดหนิ ชน้ั บนสดุ ของกลมุ หนิ โคราช ประกอบดว ย
หินทรายสีแดงเนอ้ื ละเอียดเมด็ ขนาดเทากนั หนิ ทรายแปง และหินดนิ ดานสีนำ้ ตาลแดงสด

หมวดหนิ มหาสารคาม
ความหนาประมาณ ๖๑๐ – ๑,๐๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ โคลน หนิ ทรายแปง สนี ำ้ ตาลแดง
ชน้ั เกลอื หนิ ทม่ี ยี ปิ ซมั ปะปน พบซากดกึ ดำบรรพล ะอองเรณโู บราณ

หมวดหินโคกกรวด
ความหนาประมาณ ๔๓๐ – ๗๐๐ เมตร ประกอบดว ย หินทรายเน้ือละเอยี ด หินทรายแปง
สนี ำ้ ตาลแดง หินโคลน และหินกรวดมน พบซากดึกดำบรรพห อยน้ำจืด ฟนปลาฉลามน้ำจืด ไทยโอดัส
รจุ าเอ (Thaiodus ruchae) หอยกาบคนู ้ำจืด ซากดึกดำบรรพปลาน้ำจดื กระดูกไดโนเสาร เชน
สิรนิ ธรนา โคราชเอนซิส (Sirindhorna khoratensis) ซติ ตะโกซอรัส สตั ยารกั ษกิ (Psittacosaurus
sattayaraki) หมวดหนิ โคกกรวดวางตวั ไมต อเนือ่ งกับหมวดหินมหาสารคาม
หมวดหินภพู าน
ความหนาประมาณ ๘๐ – ๑๔๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสเี ทาปนขาว ขนาดเมด็ ปานกลาง
ถงึ หยาบ หนิ กรวดมน หนิ ทรายแปง หนิ ดนิ ดาน หนิ กรวดมนกระเปาะปนู และหนิ ทรายสนี ำ้ ตาลแกมแดง
พบรอยตนี ไดโนเสารก นิ เนอ้ื ทเ่ี ขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ภหู ลวง จงั หวดั เลย หมวดหนิ ภพู านวางตวั ตอ เนอ่ื ง
กบั หมวดหนิ โคกกรวดทีอ่ ยดู านบน

๓๔ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจนั้

โซนท่ี ๙ ลำดับชนั้ หนิ กลุม หนิ โคราช

หมวดหินเสาขวั
ความหนาประมาณ ๒๐๐ – ๗๖๐ เมตร ประกอบดวย หินโคลนปนทรายแปง สนี ำ้ ตาลแดง
สลับกับหินทรายแปง หินทรายสีน้ำตาลแกมเหลือง และหินกรวดมน โดยทั่วไปหมวดหินเสาขัว
มแี คลครตี (calcrete) และซลิ ครตี (silcrete) หนาเดน ชดั พบซากดกึ ดำบรรพพ ชื หอยขมนำ้ จดื หอยกาบคู
สัตวมีกระดูกสันหลัง เชน ปลาฉลาม เตา จระเข ไดโนเสารกินเนื้อ สยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส
(Siamotyrannus isanensis) ไดโนเสารกนิ พืช ภูเวียงโกซอรัส สริ นิ ธรเน (Phuwiangosaurus
sirindhornae) หมวดหินเสาขัววางตวั ตอเนือ่ งกับหมวดหินภพู านท่ีอยูดา นบน

หมวดหินพระวิหาร
ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๒๕๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสเี ทาขาวเนอ้ื ปานกลางถงึ หยาบ
แสดงชั้นเฉียงระดับ หินทรายแปง หินโคลน เปนชั้นบางแทรกสลับบาง ชวงบนของลำดับชั้นหิน
พบกรวดของแรควอตซและหินเชิรต เม็ดกรวดเรียงตามแนวชั้นหินหรือตามระนาบของชั้นเฉียงระดับ
พบซากดึกดำบรรพรอยตีนไดโนเสารในชั้นหินทรายของหมวดหินพระวิหาร เชน รอยตีนไดโนเสารที่
วนอุทยานภแู ฝก และรอยตนี ไดโนเสารบ รเิ วณหนิ ลาดปาชาด อทุ ยานแหง ชาตภิ เู วียง

หมวดหนิ ภกู ระดึง
ความหนาประมาณ ๘๐ – ๑,๒๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายแปง มชี ั้นหินกรวดมนแทรก
หินโคลน หนิ ทราย พบซากดึกดำบรรพห อยกาบคู จระเขน ้ำจดื ชาละวัน ไทยแลนดิคัส (Chalawan
thailandicus) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วม กี ระดกู สนั หลงั หลายชนดิ รวมถงึ ปลา ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบตุ รเอนซสิ
(Thaiichthys buddhabutrensis) อิสานอิกธิส พาลัสทริส (Isanichthys palustris) เเละ
เฟอรกาโนเซอราโตดัส มารตินี (Ferganoceratodus martini) หมวดหินภูกระดึงวางตัวตอเนื่อง
กับหมวดหนิ พระวหิ ารทีอ่ ยูดา นบน

หมวดหนิ นำ้ พอง
ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๑,๕๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสลบั หนิ ทรายแปง หนิ โคลนสแี ดง
หนิ ทราย และหนิ กรวดมน พบซากดกึ ดำบรรพค ลา ยฟน สตั ว กระดกู ขนาดใหญข องไดโนเสาร อสิ านโนซอรสั
อรรถวิภัชนชิ (Isanosaurus attavipachi)

หมวดหินหว ยหนิ ลาด
เปนหมวดหินฐานของกลมุ หนิ โคราช ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๔๐๐ เมตร ประกอบดว ย
หินกรวดมนเนื้อปูนสีน้ำตาลอมแดง หินกรวดมน หินทรายสลับหินโคลน หินทรายสีเทาดำ มีแรยิปซัม
สลบั เปน ชน้ั บาง พบซากดกึ ดำบรรพพ ชื กระดองเตา โปรกาโนเชลสิ รจุ าเอ (Proganochelys ruchae)
และสตั วมีกระดูกสันหลงั อ่ืนๆ รวมถึงปลาปอดในสกลุ Ceratodus หมวดหินหว ยหินลาดมรี อยสมั ผัส
แบบคอ ยๆ เปลย่ี นแปลงกับหมวดหนิ นำ้ พองทว่ี างตัวปด ทบั อยูดานบน

กรมทรัพยากรธรณี ๓๕

ส‹วนที่ ๑ นิทรรศการภายในหอŒ งจัดแสดง

โซน ๑๐ แหลง‹ ทอ‹ งเท่ยี วในจงั หวดั กาฬสนิ ธุ

นิทรรศการนี้นำเสนอแหลงทองเที่ยวสำคัญในจังหวัดกาฬสินธุทั้งที่เปนแหลงทองเที่ยวทาง
ธรรมชาตแิ ละศลิ ปะวฒั นธรรมโยมีรายการดงั ตอ ไปนี้

๑) ภูแฝก ตำบลภแู ลนชา ง อำเภอนาคู
๒) ภนู อย ตำบลดนิ จี่ อำเภอคำมว ง
๓) ภูนำ้ จนั้ ตำบลเหลา ใหญ อำเภอกฉุ นิ ารายณ
๔) พระธาตุยาคู ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย
๕) เขอ่ื นลำปาว ตำบลลำคลอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ
๖) พระยาไชยสุนทร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกาฬสนิ ธุ
๗) พพิ ธิ ภัณฑสริ ินธร ตำบลโนนบรุ ี อำเภอสหสั ขันธ
๘) แพรวาบา นโพน ตำบลโพน อำเภอคำมวง
๙) วดั วังคำ ตำบลสงเปอ ย อำเภอเขาวง
๑๐) วัดปา พุทธบตุ ร ตำบลกดุ สมิ คมุ ใหม อำเภอเขาวง

๓๖ คมู ือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น

โซน ๑๑ นักสำรวจ

โซน ๑๑ นักสำรวจ

ในสวนของนิทรรศการนี้จัดแสดงอุปกรณ เครื่องมือที่ใชในการสำรวจทางธรณีวิทยาและซาก
ดกึ ดำบรรพ ซ่ึงประกอบดวยอปุ กรณต า ง ๆ ดังนี้

๑. แฮนดเลนส หรือแวนขยาย ๗. คอ นธรณี
๒. กลองถา ยรปู ๘. ถุงเกบ็ ตวั อยาง
๓. เคร่อื งบอกพกิ ัด ๙. กรด HCL
๔. กลองเกบ็ ตัวอยา ง ๑๐. เขม็ ทิศ
๕. แผนท่ภี ูมิประเทศ ๑๑. สเกล
๖. สมุดสนาม

กรมทรพั ยากรธรณี ๓๗

สว‹ นที่ ๒ นิทรรศการภายนอกหอŒ งจัดแสดง

โซน ๑๒ หวŒ งเวลาภูนำ้ จ้นั

ป ๒๕๔๑ พระอาจารยศักดดิ์ า ธมั มรโต ไดคน พบซากดึกดำบรรพข องปลาโบราณท่ีภนู ้ำจ้นั
บา นดงเหนือ ตำบลเหลา ใหญ อำเภอกุฉินารายณ จังหวดั กาฬสินธุ และแจง ไปยงั กรมทรพั ยากรธรณี
ซ่ึง ดร.วราวุธ สธุ ีธร เดนิ ทางไปตรวจสอบซากดึกดำบรรพด ังกลา ว ทำใหท ราบวา เปนซากดกึ ดำบรรพ
ของปลาโบราณชนดิ หนง่ึ ของสกลุ “เลปโ ดเทส” (Lepidotes) ทป่ี จ จบุ นั ไดส ญู พนั ธไุ ปแลว ในชน้ั หนิ ทราย
เน้อื ละเอียด สแี ดงปนมว งของหมวดหนิ ภกู ระดึง ยคุ จูแรสซิก อายุ ๑๕๐ ลานป ปลาเลปโ ดเทส
กินพืชเปนอาหาร มีเกล็ดแข็งรูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน มีขากรรไกรคอนขางสั้นและไมเชื่อมตอกับ
กระดกู แกม ทำใหก ารอา ปากคลา ยรปู ทอ ซง่ึ แตกตา งกบั ปลาในยคุ ปจ จบุ นั ทม่ี กี ระดกู แกนกลางไวค ำ้ จนุ ลำตวั

นอกจากนย้ี งั พบปลากนิ เนอ้ื ทม่ี คี วามยาวประมาณ ๙๕ เซนตเิ มตร โดยพบชน้ิ สว นของหวั กะโหลก
และแผนกระดกู ฟน ของปลาปอด (lungfish) ซ่ึงมลี กั ษณะใกลเ คียงกับปลายุคไทรแอสซิกถึงครีเทเซยี ส
ตอนตน เรยี กวา เฟอรกาโนเซอราโตดสั จแู รสซคิ ัส (Ferganoceratodus jurassicus)

ป ๒๕๔๔ คณะสำรวจไดโนเสารไ ทย – ฝรง่ั เศส นำทมี โดย ดร.วราวธุ สธุ ธี ร และ ดร.เลยี วเนล เควนิ
ไดท ำการสำรวจและขดุ คน อยา งเปน ระบบ ไดนำซากดกึ ดำบรรพและไมกลายเปนหินบางสวนจากการ
ขุดคน มาเก็บรกั ษาไวท ว่ี ัดโพนวมิ าน และ จดั ทำขอ มูลเก่ยี วกบั การศึกษาซากดกึ ดำบรรพดงั กลา วใหแก
ทางวดั ปจ จบุ นั ซากดกึ ดำบรรพแ ละขอ มลู ไดจ ดั แสดงอยทู ่ี “ศาลาพพิ ธิ ภณั ฑป ลาหนิ อายุ ๑๖๐ ลา นป”

๓๘ คูมอื นำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจ้นั

โซน ๑๒ หวงเวลาภูนำ้ จ้ัน

ป ๒๕๔๕ คณะสำรวจไดโนเสารไทย – ฝรัง่ เศส ไดจ ัดทำแผนผังการคน พบปลาบรเิ วณแหลง
ภูน้ำจนั้ พรอ มทั้งเขา สูก ระบวนการอนุรกั ษและศกึ ษาวิจยั พบเปน ปลาชนดิ ใหมข องโลกสกุล เลปโ ดเทส
พทุ ธบตุ รเอนซิส (Lepidotes buddhabutrensis) และปลาปอดสกุล เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารต นิ ี
(Ferganoceratodus martini) โดยสามารถเทยี บเคยี งกบั ซากดกึ ดำบรรพใ นประเทศจนี และเอเชยี กลาง
ซง่ึ แสดงถงึ การตดิ กนั ของแผน ทวปี ชานไทย – อนิ โดจนี กบั แผน ทวปี ของลอเรเซยี ในชว งปลายยคุ ไทรแอสซกิ

ป ๒๕๔๗ เรม่ิ มีการศกึ ษาวจิ ยั เพม่ิ มากข้นึ อาทเิ ชน Cavin., L, and suteethorn., V, (2006)
พบซากดึกดำบรรพปลาชนดิ ใหม คือ อสิ านอกิ ธสิ พาลสั ทริส (Isanichthys palustris) จากหมวด
หินภกู ระดึง บริเวณภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของไทย โดยสามารถสรุปไดวา เปน Lepisosteidea และ
Semionotidea ที่มีบรรพบุรุษรวมกันและเปนชนิดเดียวกันกับที่พบบริเวณแหลงปลาโบราณภูน้ำจั้น
Deesri., U, and other (2009) ศึกษาลกั ษณะสณั ฐานท่ีพบ การเจรญิ เตบิ โต และความสัมพนั ธร ะ
หวา งรปู รา งและขนาดของปลาโบราณ เลปโ ดเทส พุทธบุตรเอนซสิ (Lepidotes buddhabutrensis)
และไดเ ปลย่ี นชอ่ื จากสกลุ เลปโ ดเทส พทุ ธบตุ รเอนซสิ (Lepidotes buddhabutrensis) เปน ไทยอกิ ธสิ
พทุ ธบุตรเอนซิส (Thaiichthys buddhabutrensis)

ป ๒๕๕๔ เรม่ิ กอ สรา งอาคารแหลง เรยี นรทู างซากดกึ ดำบรรพ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาตวิ ทิ ยา
บริเวณแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จั้น อำเภอกุฉนิ ารายณ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ

ป ๒๕๕๗ ประกาศให “แหลงปลาโบราณภูนำ้ จ้นั จงั หวัดกาฬสินธุ “เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ท่ีข้นึ ทะเบยี น” ตามพระราชบัญญตั ิคุมครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑

ป ๒๕๖๓ ทางกรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่จะสงมอบอาคารแหลงเรียนรูทางซากดึกดำบรรพ
ธรณวี ิทยาและธรรมชาติวทิ ยา แหลง ปลาโบราณภูนำ้ จน้ั อำเภอกฉุ ินารายณ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ ใหก ับ
เทศบาลตำบลเหลา ใหญ ตำบลเหลาใหญ อำเภอกุฉินารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ โดยกรมทรพั ยากรธรณี
รวมสนบั สนุนขอ มลู และการบริหารจดั การแหลงซากดกึ ดำบรรพ

กรมทรัพยากรธรณี ๓๙

สว‹ นที่ ๒ นทิ รรศการภายนอกหอŒ งจดั แสดง

โซน ๑๓ พระราชบัญญตั ิ
คมŒุ ครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑

ในสวนนิทรรศการนี้จัดแสดงเกี่ยวกับสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุมครองซากดึกดำบรรพ
พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมรี ายละเอียด ดงั นี้

“ซากดกึ ดำบรรพ” หมายความวา ซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มชี วี ติ ในสมยั ดกึ ดำบรรพท อ่ี ยใู นชน้ั
เปลอื กโลก หรอื ทห่ี ลดุ หรอื ทน่ี ำออกมาจากชน้ั เปลอื กโลก ทง้ั น้ี ไมร วมถงึ โบราณวตั ถตุ ามกฎหมายวา ดว ย
โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุ และพิพธิ ภัณฑสถานแหง ชาติ

“แหลงซากดกึ ดำบรรพ” หมายความวา บริเวณท่ีมีการคน พบหรือเคยมซี ากดกึ ดำบรรพ
“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ขาราชการหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐซึ่งดำรงตำแหนง
ไมต่ำกวาขาราชการพลเรือนระดับสามหรือเทียบเทา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งจากผูที่มีคุณสมบัติตามที่
รฐั มนตรปี ระกาศกำหนดเพ่ือใหปฏิบตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
“เจา พนกั งานทอ งถนิ่ ” หมายความวา
(๑) นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล
(๒) ผวู าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรบั ในเขตกรุงเทพมหานคร
(๓) นายกเมอื งพัทยา สำหรับในเขตเมืองพทั ยา
(๔) นายกองคก ารบรหิ ารสว นตำบล สำหรับในเขตองคก ารบริหารสว นตำบล
(๕) หัวหนาผูบริหารทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่นที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ
จัดตั้งขึ้นกำหนดใหเปน ราชการสวนทอ งถ่ิน สำหรับในเขตองคกรปกครองสว นทอ งถ่ินนั้น
“คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการคุมครองซากดกึ ดำบรรพ
“อธิบดี” หมายความวา อธบิ ดกี รมทรพั ยากรธรณี
“รฐั มนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรผี รู กั ษาการตามพระราชบัญญตั ินี้
โดยที่มีการคนพบซากดึกดำบรรพที่สำคัญในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นสมควรอนุรักษไว
เพื่อการศึกษาวิจัยในการสืบคนความเปนมาของประวัติของโลก อีกทั้งยังเปนมรดกทางธรรมชาติของ
แผน ดนิ และมศี กั ยภาพในการพฒั นาเปน แหลง เรยี นรแู ละเปน แหลง ทอ งเทย่ี วทส่ี รา งรายไดใ หก บั ประเทศ
แตโดยที่ในปจจบุ นั ยงั ไมม ีกฎหมายเพ่อื คมุ ครอง อนุรกั ษ และการบริหารจัดการซากดึกดำบรรพไ วเ ปน
การเฉพาะ เปนเหตุใหมีการลักลอบขุดคนซากดึกดำบรรพ หรือขุดคนโดยไมถูกหลักวิชาการทำใหซาก
ดึกดำบรรพเหลานั้นถูกทำลาย หรือนำไปเพื่อประโยชนทางการคา ทำใหสูญเสียมรดกของแผนดิน
ทม่ี คี ณุ คา ยง่ิ เปน จำนวนมาก สมควรกำหนดใหม กี ฎหมายเพอ่ื ใหก ารคมุ ครองอนรุ กั ษ และบรหิ ารจดั การ
ซากดึกดำบรรพเ ปน ไปอยา งมีประสิทธิภาพ จึงจำเปน ตองตราพระราชบญั ญัตินี้

๔๐ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จัน้

โซน ๑๔ หลุมขดุ คนปลาโบราณภนู ้ำจน้ั

โซน ๑๔ หลุมขด� คนŒ ปลาโบราณภนู ้ำจ้ัน

แบบจำลองหลมุ ขดุ คน ปลาโบราณภนู ำ้ จน้ั โดยจดั ตวั อยา งจำลองของปลา ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบตุ รเอนซสิ
และ อิสานอิกธิส พาลัสทริส ตามตำแหนงจริงในหลุมขุดคน รวมทั้งมีการจำลองตัวอยางของเฝอก
เพ่อื สรางบรรยากาศของการขดุ คน

กรมทรพั ยากรธรณี ๔๑

สอบถามขŒอมูลเพ�มเตมิ ไดทŒ ่ี
กองคŒุมครองซากดกึ ดำบรรพ กรมทรพั ยากรธรณี
๗๕/๑๐ ถนนพระรามท่ี ๖ เขตราชเทว� กรุงเทพ ๑๐๔๐๐

โทรศัพท ๐ ๒๖๒๑ ๙๘๔๗
Email : [email protected]

www.dmr.go.th


Click to View FlipBook Version