¤Á‹Ù Í× ¹ÓªÁ
¹·Ô ÃÃÈ¡ÒÃ
áËŧ‹ »ÅÒâºÃÒ³À¹Ù éÓ¨é¹Ñ
¡ÃÁ·ÃѾÂҡøóÕ
¡ÃзÃǧ·ÃѾÂҡøÃÃÁªÒµáÔ ÅÐÊÔè§áÇ´ÅŒÍÁ
òõöô
คมู ือนำชมนิทรรศการ
แหลง ปลาโบราณภูนำ้ จัน้
อธบิ ดกี รมทรพั ยากรธรณี
นายสมหมาย เตชวาล
รองอธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี
นายนวิ ัติ มณีขัติย
รองอธิบดกี รมทรพั ยากรธรณี
นายมนตรี เหลืองอิงคะสตุ
ผอู ำนวยการกองคมุ ครองซากดกึ ดำบรรพ
นายอานนท นนทโส
คณะผูจ ดั ทำ
นางสาวณัฐธนากร สงประชา
นายภูเบศร สาขา
นางสาวฐานิชยา หอมสุด
นางสาวอุนเรือน พัวสุวรรณ
นางสาวฐาปนยี เพง็ ถา
นายกฤษณะ สุดชา
นายมานะ รกั บำรงุ
นายสาธติ สระตนั ต์ิ
นายฐิติวัฒน รัตนาภิรมย
นายประทุม ประเมินชยั
นายวิทยา เนคมานุรกั ษ
นายปราโมทย อภริ มยดี
พิมพค ร้งั ท่ี ๑ จำนวน ๑,๐๐๐ เลม
จดั พมิ พโดย กองคุม ครองซากดึกดำบรรพ กรมทรัพยากรธรณี
๗๕/๑๐ ถนนพระรามที่ ๖ เขตราชเทวี กรงุ เทพฯ ๑๐๔๐๐
โทรศพั ท ๐ ๒๖๒๑ ๙๘๔๗ Email : [email protected]
กนั ยายน ๒๕๖๔
สารบัญ ๒
๕
นทิ รรศการภูน้ำจ้นั ๗
๑๒
ความเปนมา ๑๖
นทิ รรศการ ๒๐
หอ งจัดแสดงภายใน ๒๒
๒๓
โซนที่ ๑ โลกของเรา ๒๘
โซนท่ี ๒ ซากดึกดำบรรพ ๓๑
โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพป ระเทศไทย ๓๔
โซนที่ ๔ ปลาโบราณประเทศไทย ๓๖
โซนท่ี ๕ ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น ๓๗
โซนที่ ๖ ปลาโบราณภูนำ้ จน้ั ท่ีขึ้นทะเบียน ๓๘
โซนท่ี ๗ ซากดกึ ดำบรรพในจงั หวดั กาฬสนิ ธุ ๔๐
โซนท่ี ๘ ไดโนเสาร ๔๑
โซนที่ ๙ ลำดับชน้ั หินกลมุ หินโคราช
โซนท่ี ๑๐ แหลงทอ งเท่ียวในจังหวัดกาฬสนิ ธุ
โซนท่ี ๑๑ นักสำรวจ
หอ งจัดแสดงภายนอก
โซนท่ี ๑๒ หว งเวลาภนู ำ้ จน้ั
โซนที่ ๑๓ พระราชบัญญตั ิคุมครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
โซนที่ ๑๔ หลมุ ขุดคน ปลาโบราณภนู ้ำจั้น
ความเปนมา
แหลงปลาโบราณภูน้ำจั้น จังหวัดกาฬสินธุ ถูกคนพบเมื่อป พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยชาวบาน ในพื้นที่
ตำบลเหลา ใหญแ ละใกลเ คยี งพบเปน เศษชน้ิ สว นของเกลด็ แขง็ รปู สเ่ี หลย่ี มขนมเปย กปนู สดี ำเปน เงามนั วาว
รวบรวมและเก็บรักษาไวที่วัดโพนวิมาน (วัดปาพุทธบุตร) และไดแจงใหหนวยงานทางราชการทราบ
กรมทรพั ยากรธรณี สง ผเู ชย่ี วชาญเขา มาตรวจสอบเบอ้ื งตน พบวา เปน ชน้ิ สว นของซากปลาโบราณจำพวก
เลปโ ดเทส ตอ มาในป พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะสำรวจไทย-ฝรัง่ เศส ไดดำเนนิ การสำรวจขดุ คน อยา งเปนระบบ
และถกู ตอ งตามหลกั วชิ าการ ผลการศึกษาวิจยั พบเปนปลาชนดิ ใหมของโลก ๓ ชนิด ไดแ ก ปลากนิ พืช
ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซิส ปลากินเนื้ออิสานอิกธิส พาลัสทริส และปลาปอดเฟอรกาโนเซอราโตดัส
มารต นิ ี นอกจากการคน พบปลาชนดิ ใหมแ ลว แหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จน้ั มคี วามสำคญั ตอ การศกึ ษาประวตั ิ
ของโลก บรรพชวี นิ บรรพชวี วทิ ยา และการลำดบั ชน้ั หนิ จนไดร บั การประกาศเปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ทข่ี น้ึ ทะเบยี นเมอ่ื ป พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมคี ณุ สมบตั ติ ามหลกั เกณฑก ารประกาศเปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ทข่ี น้ึ ทะเบยี น ดงั น้ี ๑) เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพช นดิ ใหมท ค่ี น พบเปน ครง้ั แรกของประเทศไทยหรอื ของโลก
๒) เปนแหลงซากดึกดำบรรพที่มีซากดึกดำบรรพด ัชนีทีใ่ ชอ างองิ ชว งอายขุ องชนั้ หินไดแนนอน และเปน
ทย่ี อมรบั ของประเทศไทยหรอื ระดบั สากล ๓) เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพท ม่ี จี ำนวนของซากดกึ ดำบรรพ
ในมิติของความกวาง ยาว หรือหนา มากที่สุดเทาที่คนพบในแตละภูมิภาคหรือในประเทศไทย
๔) เปนแหลง ซากดกึ ดำบรรพของสตั วมกี ระดูกสนั หลงั ท่ีมีลกั ษณะพิเศษ หรือครบถวนสมบูรณ
กรมทรัพยากรธรณีไดประกาศใหแหลงซากดึกดำบรรพปลาโบราณภูน้ำจั้น จังหวัดกาฬสินธุ
ซึ่งเปนพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่อนุญาตใหกรมทรัพยากรธรณี
เปน ผใู ชป ระโยชน เน้อื ท่ี ๑๔-๑-๑๗ ไร เปนแหลง ซากดกึ ดำบรรพท ขี่ ้นึ ทะเบยี น ตามพระราชบัญญตั ิ
คุม ครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เลม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๒๐๗ ง
วนั ท่ี ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๕๗ ในปง บประมาณ ๒๕๖๓ กองคมุ ครองซากดกึ ดำบรรพ ไดป รบั ปรงุ นทิ รรศการ
ดานซากดกึ ดำบรรพ เพือ่ ใหส ามารถใชงานนิทรรศการแหลง เรยี นรไู ดอ ยางเตม็ ประสิทธิภาพ
๐๒ คูมือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้
ราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศกรมทรพั ยากรธรณีเร่อื งใหแ หลงปลาโบราณภนู ำ้ จ้นั
เปนแหลงซากดึกดำบรรพทข่ี ้ึนทะเบยี น
กรมทรัพยากรธรณี ๐๓
แผนท่ที ายประกาศกรมทรัพยากรธรณีแสดงขอบเขตของแหลง ซากดึกดำบรรพทีข่ ึน้ ทะเบยี น
๐๔ คมู ือนำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จั้น
นิทรรศการ
นทิ รรศการแบง การจดั แสดงออกเปน ๒ สวน คอื สวนที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
ประกอบดวย ๑๑ โซน (๑ – ๑๑) และ สวนที่ ๒ นทิ รรศการภายนอกหองจัดแสดง ประกอบดวย ๓ โซน
จดั แสดง (๑๒ – ๑๔) โดยมีรายละเอียดการจดั แสดงทัง้ ๒ สวน ดงั น้ี
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจดั แสดง จำนวน ๑๑ โซน ไดแ ก
๑. โลกของเรา
๒. ซากดกึ ดำบรรพ
๓. ซากดึกดำบรรพประเทศไทย
๔. ปลาโบราณในประเทศไทย
๕. ปลาโบราณภนู ้ำจน้ั
๖. ปลาโบราณภนู ้ำจัน้ ทีข่ ้ึนทะเบียน
๗. ซากดึกดำบรรพใ นจังหวดั กาฬสินธุ
๘. ไดโนเสาร
๙. กลุม หินโคราช
๑๐. แหลง ทองเท่ยี วในจงั หวัดกาฬสนิ ธุ
๑๑. นกั สำรวจ
แผนผังนทิ รรศการภายในหองจัดแสดง และทศิ ทางการสัญจรภายในหอ งจัดแสดง
กรมทรพั ยากรธรณี ๐๕
สว นท่ี ๒ นทิ รรศการภายนอกหองจัดแสดง จำนวน ๓ เร่�อง ดังน้ี
๑๒. หว งเวลาภนู ำ้ จ้นั
๑๓. พระราชบญั ญัตคิ ุมครองซากดึกดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๔. หลมุ ขดุ คนปลาโบราณภูนำ้ จั้น
แผนผงั นิทรรศการภายนอกหอ งจัดแสดง
๐๖ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้นั
โซนท่ี ๑ โลกของเรา
โครงสรา งของเปลอื กโลก (The structure of the Earth) โลกแบง ออกเปน ๓ ช้ัน ดงั นี้
๑) ชัน้ เปลือกโลก (Crust) แบง ออกเปน ๒ ชน้ั มคี วามหนาประมาณ ๑๐๐ กโิ ลเมตร
พน้ื ผวิ ดานนอกสดุ มีความหนาราว ๕ - ๗๐ กโิ ลเมตร ตามลกั ษณะภูมปิ ระเทศ เชน พื้นท่ีราบ และ
เทอื กเขาสูง เปลอื กโลกเปนชั้นทบี่ างทส่ี ดุ ในชั้นโครงสรา งของโลก มีองคป ระกอบหลัก คือ ซลิ ิคอน (Si)
และอะลูมิเนยี ม (Al) โดยเปลือกโลกนั้น ประกอบไปดว ย เปลือกโลกทวปี (Continental crust)
และเปลือกโลกมหาสมทุ ร (Oceanic crust) หรือ สว นพ้นื ผวิ โลกทอ่ี ยูใตท อ งทะเล ซงึ่ มีความหนาเพยี ง
๕ - ๑๐ กิโลเมตร แตเปลือกโลกมหาสมทุ รมคี วามหนาแนน มากกวาเปลือกโลกทวปี
๒) ชั้นเนอ้ื โลก (Mantle) แบง เปน ๒ ชนั้ มคี วามหนาประมาณ ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร เร่ิมต้งั แต
ชน้ั ใตเ ปลอื กโลกจนถงึ ทร่ี ะดบั ความลกึ ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร มอี งคป ระกอบหลกั เปน ซลิ คิ อน (Si) แมกนเี ซยี ม
(Mg) และเหล็ก (Fe) โดยระหวางเนอ้ื โลก มชี น้ั การเปลย่ี นแปลง (Transition Zone) แทรกอยู ทำให
เนอ้ื โลกแยกออกเปน ๒ สวน ไดแก
- เน้อื โลกชั้นบน (Upper mantle) แบงออกเปน ๒ สวนยอย คือ หนิ เนื้อแข็งในเนือ้ โลก
ชั้นบนตอนบน ซึ่งเปนฐานรองรับเปลือกโลกสวนทวีป ที่เรียกรวมกันวา ธรณีภาค (Lithosphere)
แตมีหินหลอมเหลวหรือหินหนืด (Magma) ในเนื้อโลกชั้นบนตอนลาง ที่เรียกกันวา ฐานธรณีภาค
(Asthenosphere)
- เน้อื โลกช้นั ลาง (Lower mantle) มีสถานะเปนของแข็ง หรอื ท่เี รยี กวา มชั ฌิมภาค
(Mesosphere) ที่ระดับความลกึ ๗๐๐ - ๒,๙๐๐ กิโลเมตร
กรมทรัพยากรธรณี ๐๗
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหอ งจัดแสดง
๓) ชั้นแกนโลก (Core) โครงสรา งโลกชนั้ ในสุดอยูทีร่ ะดับความลึก ๒,๙๐๐ กโิ ลเมตร มรี ัศมี
ประมาณ ๓,๔๘๕ กโิ ลเมตร แบงออกเปน ๒ ชนั้ คือ แกนโลกช้ันใน และ แกน โลกชั้นนอก แกน โลก
ชั้นใน (Inner core) มเี หล็ก (Fe) และนิกเกลิ (Ni) เปน องคประกอบหลกั และมีอณุ หภูมิราว ๖,๐๐๐
องศาเซลเซียส ซ่งึ สามารถหลอมเหล็ก (Fe) และนกิ เกิล (Ni) เปนของเหลวได แตดว ยแรงดนั มหาศาล
ทำใหใจกลางของโลกเปนของแข็ง โดยมีเหล็ก (Fe) ในสถานะของเหลวเคลื่อนที่ลอมรอบในบริเวณ
แกน โลกช้ันนอก (Outer core) ซึง่ มีอุณหภมู ิต่ำกวาดว ยการพาความรอน และการเคลอื่ นที่นีย้ งั กอ
ใหเกดิ สนามแมเ หลก็ โลก (Magnetic field) อีกดว ย
แรในชวี ต� ประจำวัน
๑. กลุมแรรัตนชาติ
ป(SรiOะโ4)ย3ชกน(Cลเaปอlสนciซแuลูรmอารัญa(มlGuณrmoี sใinชsuuทmlำaเrป)sนสilเiตู cครaรเtืค่อeมง)ปี Cกรaาะ3รดAใับlช2
ทำหัวแหวน มีหลากสี เหลือง เขยี ว ชมพู แดง เชน
การเ นตสแี ดง มชี ื่อเรียกวา “โกเมน” พบมากที่
บา นบางกะจะ และเขาพลอยแหวน จงั หวดั จนั ทบุรี
๒. กลมุ แรอตุ สาหกรรมเซรามกิ
oxide) คคววออตตซซท (ีQ่มีสuีมaวrtงz)สีชสมูตรพเูคสมีคี SวiันOไ2ฟ(Sใiชlicเปoนn
รัตนชาติและหินประดับ แรควอตซที่อยูในรูปของ
ทรายถกู นำมาใชผ สมทำคอนกรตี ทำครก อตุ สาหกรรม
แกว พบท่ี อ.เถนิ จ.ลำปาง นา น ระนอง นครสวรรค
พังงา ภูเก็ต ฯลฯ
เฟลดส ปาร (Feldspar) เสปตู น รแเครโมพี แKทAสlSเซi3ยีOม8
(Potassium aluminium silicate)
สวนใหญใชในการทำน้ำเคลือบในอุตสาหกรรม
เซรามกิ เฟลดส ปารเ ปน แรป ระกอบหนิ ทม่ี มี ากทส่ี ดุ
พบไดท วั่ ไปในหินอัคนี หินแปร หนิ ตะกอน พบที่
จ.ระนอง ตาก ราชบรุ ี กาญจนบรุ ี และนครศรธี รรมราช
๐๘ คูม ือนำชมนิทรรศการแหลงปลาโบราณภนู ้ำจั้น
โซนท่ี ๑ โลกของเรา
๓. กลุม แรอ ตุ สาหกรรมเหล็ก แมกนไี ทต (Magnetite) ไพไรต (Pyrite)
แอนตโิ มนี (Antimony) แรทองแดง (Copper)
(Iron oฮxีมidาeไ)ทตใช ถ (ลHงุ eเอmาaโลtiหteะ)เหลสก็ ูตรเใคชมในี โรFงeง2าOน3
อตุ สาหกรรมทว่ั ไปโดยเฉพาะอตุ สาหกรรมเหลก็ กลา
และเหล็กแปรรปู ตา ง ๆ ใชท ำสีแดง และผงขัดมนั
ท่สี ำคัญ พบที่ จ.ลพบรุ ี นครสวรรค เพชรบรู ณ
อตุ รดิตถ อทุ ยั ธานี ฯลฯ
(Iron II,IIแI มoกxiนdไี eท)ตเป (น Mสaนิ gแnรeแ tมiเtหeล)ก็ สทตู ม่ี รคี เควมามี Fสeำค3Oญั 4
เปน แรเ หลก็ ตวั หลกั ทใ่ี ชใ นการถลงุ เหลก็ พบท่ี จ.ลพบรุ ี
นครสวรรค เลย ชลบรุ ี ระยอง กระบ่ีและ นครศรธี รรมราช
disulfatไeพs)ไรตใช ถ (ลPงุyเrพitื่อeเอ)าสกำูตมระเคถนัมแี ลFะeถSล2 ุง(เIหroลn็ก
ออกไซด พบที่ อ.ทา ศาลา จ.นครราชสมี า
๔. กลุมแรโลหะพื้นฐาน
กาลีนา (Galena) สูตรเคมี PbS (Lead)
เปน สนิ แรต ะกว่ั และเงนิ (ถา มปี นมากพอควร) โลหะ
ตะก่วั ทำแบตเตอรี่ หมุ สายเคเบลิ้ ใหญๆ ท่ฝี ง ใตดิน
ทำตะกวั่ บัดกรี ลกู ปน โลหะตัวพิมพ โลหะผสม
นานาชนดิ ใชใ นการทำเบา หลอ ยาง พบท่ี จ.เชยี งใหม
แมฮอ งสอน เชยี งราย ลำปาง แพร นา น ตาก ฯลฯ
แอนตโิ มนี (Antimony) สตู รเคมี Sb
เปนสินแรพ ลวงทสี่ ำคัญ ถลงุ เอาโลหะพลวงมาผสม
กบั ตะกว่ั ทำตัวพิมพหนงั สอื ทองเหลืองหลอตกุ ตา
โลหะ ทำสีทาบาน บรรจุในกระสุนกระทบแตก
ทำตะก่ัวแบตเตอรี่ พบที่ จ.แพร ลำพูน ลำปาง
แมฮอ งสอน เชียงใหม เชียงราย ฯลฯ
แรท องแดง (Copper) สตู รเคมี Cu (Copper)
ทองแดงเปน โลหะพน้ื ฐานชนดิ หนง่ึ โดยใชป ระโยชน
ในอตุ สาหกรรมไฟฟา และอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ ทบทกุ ชนดิ
ใชทำอาวธุ ยุทธภณั ฑ และเหรียญตราตา ง ๆ พบท่ี
จ.เชียงราย ลำปาง เชยี งใหม แพร ฯลฯ
กรมทรัพยากรธรณี ๐๙
สว นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหองจดั แสดง
(ทHอOงแ)2ด(งHมyาdลใชrาoทไuคำตsเค c(รoMื่อpงapปlaeรcrะhดciบัtaerแb)จoสกnตูนั aรtเคeเม)จีเียCปรuน ะ3สไ(Cนนิ Oรแปู)ร3
หลงั เบย้ี ทำหวั แหวน พบท่ี จ.นครราชสมี า อ.ฟากทา
จ.อตุ รดติ ถ เลย หนองคาย ขอนแกน และทั่ว ๆ ไป
ในแหลงแรทองแดง
๕. กลมุ แรท ่ใี ชในอุตสาหกรรมอื่นๆ
ใ(Aชlท Sำi3Oเป1น0ม)(ฉFสั น,โOควHนไว)ไ2ฟต(Hฟyา(dMทroำuuเsปscน poวovตั tiatถesุ s)โiuปmสรตูง aใรสlเuคใmนมกiีnาiKuรAmทlำ2)
ตะเกยี งและเตาเศษของไมกาทเ่ี หลอื จากการทำฉนวน
จะถูกนำมาใชทำกระดาษปดฝาผนัง ทำใหผนัง
มีความแวววาวขึน้ พบที่ จ.นครศรธี รรมราช และ
ในแหลง หินแกรนติ เพกมาไทตท ่วั ประเทศ
sulfatesแ)บใไชรมตา (ทBำaโrคitลeน)ผสงตู (รDเคriมllีinBagSmO4u(dB)arซiu่ึงmใช
ในการเจาะสำรวจน้ำมัน หรือน้ำบาดาล ใชใน
อตุ สาหกรรมทำแมส แี ละเนอ้ื สี อตุ สาหกรรมทำแกว
ทำยาง ผา นำ้ มนั พบท่ี จ.ชลบรุ ี กาญจนบรุ ี เพชรบรุ ี
นครศรีธรรมราช ฯลฯ
ฟลูออไรต (Fluorite) ใสนูตกราเรคถมลี ุงเCหaลFก็ 2
(Calcium fluoride) ใชเปนฟลักซ
เพอ่ื ชว ยใหส ง่ิ เจอื ปนในเหลก็ หลอมตวั เขา ไปรวมใน
ตะกรนั และชว ยใหต ะกรนั ไหลไดง า ยดว ย ใชใ นการทำ
Opalescent glass ทำกรดไฮโดรฟลอู อรกิ (HF)
พบที่ จ.เชียงใหม ลำพูน แมฮองสอน ลำปาง
เชยี งราย ฯลฯ
(Hydrouทsัลกm (aTganlecs)iuสmูตรsเคiliมcีaMteg)3(Sสiว 4Oนม10า)ก(OทHลั )ก2
หรือหนิ สบปู นเปนผงใชท ำสี เคร่ืองปน ดนิ เผา ยาง
ยาฆาแมลง กระเบ้อื งมงุ หลงั คา กระดาษ แปงฝุน
ทาหนา ฯลฯ พบอยใู นหนิ แปรพวกหินชิสตท ัว่ ไป
เชน ทพ่ี บใน จ.อุตรดิตถ
๑๐ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลงปลาโบราณภนู ำ้ จั้น
เลพโิ ดไลต (Lepidolite) สตู รเคมี K(Li,Al, โซนที่ ๑ โลกของเรา
Rlitbh)i2u(Aml,Sail)u4Om1i0n(Fiu,OmHs)2ili(cHayted)roเปuนsแpรทotีม่ aปี sรsมิiuาmณ
ธาตลุ ิเธียมทอี่ ุดมสมบรู ณ โดยถูกใชในการถลงุ เพอ่ื อัลคาไลน (High Alkaline)
นำโลหะดงั กลา วมาใช พบในหนิ เพกมาไทต (Pegma- ยปิ ซัม (Gypsum)
tites) ซงึ่ เปน หินอคั นที ่มี ีเนือ้ หยาบมาก และมผี ลึก
ขนาดใหญ เชน ท่พี บใน อ.พะโตะ จ.ชุมพร กรมทรัพยากรธรณี ๑๑
โวลาสโตไนต (Wollastonite) สูตรเคมี
CสำaหSรiOบั 3อตุ (สCาaหlcกiรuรmมเซsรiาliมcกaิ tรeว)มเทปง้ั นอวตุ ตัสถาหดุ กบิ รทร่ีสมำอคน่ื ญั ๆ
ที่เกี่ยวของ เชน วัสดุกอสราง พบมากแถบเขา
พระพุทธบาท จ.สระบรุ ี ลพบรุ ี บรเิ วณสมั ผสั ของ
หินปนู กับหนิ แกรนติ หรอื หนิ อัคนชี นิดอนื่ ๆ
๖. กลุม แรท ่ใี ชใ นอุตสาหกรรมอืน่ ๆ
(Calciumแคลcไaซrตbon(Catael)citแeค)ลไสซูตตรท เ่ีผคามนี กCระaบCวOน3
การบดละเอียดแลว ใชเปนตัวเติมในอุตสาหกรรม
การผลติ กระดาษ อตุ สาหกรรมปนู ซเี มนต พบทว่ั ไป
ในจังหวัดที่มีหินปูน ตั้งแตเชียงรายจนถึงยะลา
พบมากจงั หวดั ลพบรุ ี สระบรุ ี จนั ทบรุ ี กาญจนบรุ ี ฯลฯ แคลไซต (Calcite)
อัลคาไลน (High Alkaline) สูตรเคมี แ(CรlดaินyเหMนinยี วeแraดlง)
ก(Nรaะ,เKบ)้อืAงlSปiพู3O้ืน8 ใชในอุตสาหกรรมเซรามิค ประเภท
(Floor tile) โดยใหคณุ สมบัตชิ วย
ในการหลอมตัว ลดอุณภูมิในการสุกตัวของเนื้อ
กระเบื้อง และใชในอุตสาหกรรมซีเมนต พบท่ี
อ.พุแค จ.สระบรุ ี
แรด นิ เหนยี วแดง (Clay Mineral) สตู รเคมี
ปAlร2Sะiเ2ภOท5(กOรHะ)เ4บใชอื้ เงปปน ูพแรน้ื ด น(ิ Fหloลกัoใrนtอilตุeส)าแหลกะรรกมรเซะรเบาม้ือคิง
ปผู นงั (wall tile) เปน หลัก พบที่ อ.จัตรุ สั จ.ชยั ภมู ิ
(Hydratยeิปdซัมca(lcGiuypmsusmul)faสtูตeร) เคเมปีCน aยSปิ Oซมั4.ชHน2Oิด
ท่ไี มม ีสี มเี น้อื เปน แผน บางโปรง ใส ประโยชนส ำคญั
ใชใ นการทำปูนพลาสเตอร ทำกระเบอ้ื งปผู นงั ใชใน
การทำปุยพืช พบมากที่ จ. พิจิตร นครสวรรค
กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช ฯลฯ
สว นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหองจดั แสดง
โซนท่ี ๒ ซากดกึ ดำบรรพ
๑. การกลายเปนซากดกึ ดำบรรพ
เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม สวนที่เปนเนื้อหนังเนาเปอยผุพังเหลือเพียง
สว นโครงรา งทแ่ี ขง็ เชน กระดกู ฟน เปลอื ก กระดอง หรอื สว นทท่ี นทานตอ การผพุ งั ของพชื แลว ถกู ทบั ถม
ดว ยโคลนตะกอน ซง่ึ ปด กน้ั อากาศและออกซเิ จนจนแบคทเี รยี ไมส ามารถเจรญิ เตบิ โตได ทำใหส ว นโครง
รางแข็งถูกเก็บรักษาไวใหคงสภาพเดิม หรือบางครั้งหากถูกโคลนตะกอนทับถมอยางรวดเร็วกอนที่
ผวิ หนงั จะเนา เปอ ย อาจปรากฏรอยพมิ พผ วิ หนงั อยดู ว ย ซากสง่ิ มชี วี ติ กลายเปน ซากดกึ ดำบรรพไ ด ๒ วธิ ี
วธิ ีท่ี ๑ สารละลายแรธาตทุ ่ีอยใู นโคลนตะกอนแทรกซมึ เขา ไปในเนื้อกระดกู แลวแขง็ ตวั กลาย
เปน หนิ โดยมรี ูปราง โครงสรางและลกั ษณะตาง ๆ เหมือนกระดกู ทุกประการ
วิธีที่ ๒ โคลนตะกอนที่ทับถมกระดูกอยูแข็งตัวกลายเปนหิน เมื่อกระดูกสลายตัวไปจนเหลือ
โพรงที่มีรูปรางเหมือนกระดูกอยูในเนื้อหิน ภายหลังมีแรธาตุเขาไปแทนที่ในชองวางจนเต็มแลวแข็งตัว
กลายเปน รปู หลอ กระดกู ซากดกึ ดำบรรพท เ่ี กดิ ขน้ึ ดว ยวธิ นี จ้ี ะไมม โี ครงสรา งของกระดกู ใหเ หน็ อยา งซาก
ดึกดำบรรพท เ่ี กิดดวยวธิ ีแรก
๑๒ คมู อื นำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้
โซนท่ี ๒ ซากดกึ ดำบรรพ
๒. ความหมายของซากดกึ ดำบรรพ
ซากดกึ ดำบรรพ (Fossils) หมายถงึ ซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี ทอ่ี ยใู นชน้ั เปลอื กโลก
หรอื ทห่ี ลดุ หรอื ทน่ี ำออกจากชน้ั เปลอื กโลก โดยซากดกึ ดำบรรพอ าจพบอยใู นชน้ั หนิ อำพนั หรอื นำ้ แขง็ กไ็ ด
ทง้ั นไ้ี มร วมถงึ โบราณวตั ถุ ตามกฎหมายวา ดว ยโบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศลิ ปวตั ถุ และพพิ ธิ ภณั ฑสถาน
แหงชาติ
๓. ประเภทของซากดกึ ดำบรรพ
นกั บรรพชีวนิ วทิ ยานิยมจำแนกซากดึกดำบรรพออกเปน ๔ กลมุ ใหญๆ ไดแก
๓.๑) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วไ มม กี ระดกู สนั หลงั (Invertebrate fossils) ซากดกึ ดำบรรพข อง
สตั วที่ไมมแี กนกระดกู เริ่มเกดิ ขึ้นมาต้งั แตกอนยคุ แคมเบรยี น จนถึงยคุ ปจจุบัน เชน ฟอแรมมนิ ิเฟอรา
แบรคโิ อพอด แกรปโตไลต หอยกาบคู หอยกาบเด่ียว ปู และแมลงชนดิ ตา งๆ เปนตน
แอมโมนอยด
๓.๒) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วม กี ระดกู สนั หลงั (Vertebrate fossils) ซากดกึ ดำบรรพข องสตั ว
ที่มีแกนกระดูกพยุงรางกายใหคงรูปอยูไดเกิดขึ้นมาตั้งแตปลายยุคแคมเบรียน และมีการเปลี่ยนแปลง
มาเรอ่ื ยจนถงึ ปจ จบุ นั ไดแ ก ปลา นก สตั วส ะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก สตั วเ ลอ้ื ยคลานและสตั วท เ่ี ลย้ี งลกู ดว ยนม
ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซิส พระรามแบสซสิ พาลีโอสยามเอนซสิ
กรมทรพั ยากรธรณี ๑๓
สวนที่ ๑ นิทรรศการภายในหองจดั แสดง
๓.๓) ซากดกึ ดำบรรพพ ชื (Plant fossils) พบมาตง้ั แตช ว งพรแี คมเบรยี นจนถงึ ยคุ ปจ จบุ นั
เปนสง่ิ มีชวี ติ พวกยูคาริโอต (eukaryotes) ซง่ึ ไดว วิ ฒั นาการมาเปนพืชอาศยั ในทะเล แพรก ระจายและ
วิวฒั นาการมาเปนพืชบกในยุคไซลเู รยี นและมีความหลากหลายสงู ในยคุ คารบ อรน ิเฟอรสั สว นพชื ดอก
เริ่มมีขึ้นในยุคครีเทเชียส ซากดึกดำบรรพพืชสวนใหญพบในรูปของไมกลายเปนหินถานหิน สปอร
ละอองเรณู เมลด็ และผล
ไมกลายเปน หินบา นตาก รอยพมิ พใบไม
๓.๔) รอ งรอยสัตวดึกดำบรรพ (Trace fossils) รอ งรอยท่ีเกิดจากการกระทำของสตั ว
และถูกบันทึกไวในช้ันหิน รอ งรอยเหลาน้ีสามารถบอกเลา เร่ืองราวสภาพแวดลอม และพฤติกรรมของ
สตั วไ ด เชน รอยตนี หรอื แนวทางเดนิ ของสตั ว รหู รอื รอยชอนไชของสตั ว หรอื มลู สตั ว
รอยทางเดนิ ไดโนเสารทาอุเทน รอยตีนไดโนเสารภ แู ฝก
๔. ซากดึกดำบรรพบอกอะไรไดบาง
๔.๑) อายุของชัน้ หนิ (Rock Age)
ทราบอายขุ องชน้ั หนิ ไดจ ากซากดกึ ดำบรรพด ชั นี (index fossils) เชน คตขา วสาร (fusulinids)
ทด่ี ำรงชวี ิตอยูใ นชว งยคุ คารบ อนิเฟอรสั ถงึ ยคุ เพอรเมียนเทา นั้น
๑๔ คูมอื นำชมนทิ รรศการแหลงปลาโบราณภนู ้ำจั้น
โซนท่ี ๒ ซากดึกดำบรรพ
๔.๒) ลำดับชัน้ หิน (Stratigraphy)
หากพบซากดกึ ดำบรรพใ นชน้ั หนิ สามารถทจ่ี ะเปรยี บเทยี บหรอื ลำดบั ชน้ั หนิ กบั ชน้ั หนิ ขา งเคยี งได
๔.๓) เทยี บเคยี งอายุชดุ หนิ (Rocks correlation)
ชน้ั หนิ ทม่ี ลี กั ษณะคลา ยคลงึ กนั และมซี ากดกึ ดำบรรพช นดิ เดยี วกนั แมว า พบในตา งบรเิ วณกนั
อาจถือไดวา ช้นั หนิ ทง้ั สองแหงนเ้ี กดิ ข้ึนในชวงเวลาเดียวกัน
๔.๔) ถน่ิ กำเนิดและววิ ฒั นาการของสง่ิ มชี ีวิต (Origin and Evolution of life)
ซากดกึ ดำบรรพท ำใหท ราบถงึ ววิ ฒั นาการและประวตั คิ วามเปน มาของสง่ิ มชี วี ติ เชน การคน พบ
ซากเอปทพ่ี บในประเทศไทย มลี กั ษณะคลา ยคลงึ กบั อรุ งั อตุ งั ปจ จบุ นั มาก จงึ สนั นษิ ฐานไดว า ประเทศไทย
อาจเปนแหลงกำเนดิ และววิ ฒั นาการของอรุ ังอุตงั ตงั้ แตสมยั ไมโอซีน หรอื ราว ๑๓ ลานปม าแลว
๔.๕) สภาพแวดลอ มและสภาพภมู อิ ากาศในอดตี (Paleoenvironment and paleoclimate)
การศึกษาชนิดและสภาพของซากดึกดำบรรพรวมทั้งชนิดหินที่มีซากดึกดำบรรพนั้น
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตปจจุบันทำใหสามารถแปลความหมายสภาพแวดลอมและสภาพ
ภมู ิอากาศในอดตี ได เชน พบซากปะการังในหนิ ปนู สามารถบอกไดวา บรเิ วณน้นั เคยเปนทะเลมากอ น
๔.๖) การเคลือ่ นที่ของเปลือกโลก (Plate tectonics)
การพบไดโนเสารย คุ ครเี ทเชยี สในประเทศไทยหลายชนดิ ซง่ึ เปน ไดโนเสารก ลมุ เดยี วกบั ทพ่ี บ
ในประเทศจนี จงึ สนั นษิ ฐานไดวา โลกเราเปนพลวตั และเปลอื กโลกมกี ารเคลื่อนทอี่ ยตู ลอดเวลา
๔.๗) ประโยชนใ นดานเศรษฐกิจ (Economic benefits)
ชวยในการคนหาแหลง แร แหลง ถานหิน และแหลงนำ้ มนั
๕. กระบวนการเกดิ ซากดึกดำบรรพ
การตาย สตั วต ายลงในทท่ี ม่ี นั อาศยั อยู ดว ยเหตกุ ารณท างธรรมชาตหิ รอื ถกู สงั หารโดยนกั ลา
การฝง ซากของสัตวท ีต่ ายจะถูกยอ ยสลายโดยแบคทีเรยี หรือนักลา เหลอื ไวเพยี งซากแขง็
เชน กระดกู หรอื ฟน จากนนั้ มตี ะกอนมาฝงกลบรา งอยางรวดเร็ว
การฝง ลกึ ตะกอนทส่ี ะสมตวั อยา งตอ เนอ่ื งเปน เวลาหลายลา นป ซากสตั วจ ะถกู ฝง อยใู ตผ วิ ดนิ
ระดับลึก แรธ าตใุ นน้ำใตดนิ จะแทรกเขา ไปแทนท่ใี นเนอ้ื กระดูก ทำใหกระดกู ของสตั วกลายเปน หนิ แขง็
และคงรปู รา งเดิมเอาไว
การปรากฏ การเปลีย่ นแปลงของเปลอื กโลก ทำใหเ กดิ การเคล่ือนทแี่ ละยกตัวของช้ันหนิ
ทฝ่ี งตวั อยดู านลา ง เมอ่ื ชัน้ หินถูกกัดกรอน โดย น้ำ ลม หรอื ฝน จะเผยใหเหน็ ซากสัตวท ี่ถกู ฝง อยู
ในชน้ั หินปรากฏขน้ึ มา
กรมทรัพยากรธรณี ๑๕
สว นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
โซนท่ี ๓ ซากดกึ ดำบรรพประเทศไทย
การจดั แสดงนิทรรศการซากดกึ ดำบรรพประเทศไทยเปน การจดั แสดงตัวอยา งซากดึกดำบรรพ
ท่พี บในประเทศไทยโดยจดั เรียงลำดับตามอายุจากแกไ ปออ น ดงั น้ี
๑๖ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจนั้
โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพประเทศไทย
๑. มหายุคพาลโี อโซอกิ ๕๔๒ – ๔๘๘ ลานป (Paleozoic Era)
ไทรโลไบต (Trilobites)
รีดอปส เซเลนิออมมา (Reedops seleniomma)
อายุ ยุคดโี วเนียนตอนตน (Early Devonian Period)
สถานที่พบ บานวงั ตง อ.ทงุ หวา จ.สตูล
นอตลิ อยด (Nautiloids)
Actinoceras sp. (แอคตโิ นเซอรสั )
อายุ ยคุ ดโี วเนยี นตอนกลาง (Middle Ordovician Period)
สถานที่พบ จงั หวัดสตลู
แบรคโิ อพอด (Brachiopods)
คิตากามิไธรสิ บุราวาสสิ (Kitakamithyris buravasi)
อายุ ยคุ คารบ อนเิ ฟอรสั ตอนตน (Early Carboniferous Period)
สถานทพี่ บ เกาะมุก อ.กันตงั จ.ตรงั
เทนทาคิวไลต (Tentaculites)
เทน็ ทาคิวไลเทส (Tentaculites sp.)
อายุ ยุคไซลูเรยี น (Silurian Period)
สถานท่ีพบ อ.ทุง สง จ.นครศรธี รรมราช
แกรปโตไลต (Graptolites)
ไคลมาโคแกรปตุส (Climacograptus sp.)
อายุ ยคุ ไซลเู รยี นตอนตน (Early Silurian)
สถานทพี่ บ บานปาเสมด็ อ.ระงู จ.สตูล
ไครนอยด (Crinoids)
อายุ ยคุ คารบอนเิ ฟอรสั –เพอรเมยี น (Carboniferous
–Permian)
สถานทพ่ี บ จ.สระแกว และ จ.กาญจนบรุ ี
กรมทรพั ยากรธรณี ๑๗
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจดั แสดง
๒. มหายคุ มีโซโซอกิ ๒๕๑ – ๖๖ ลา นป (Mesozoic Era)
สตั วเ ลอ้ื ยคลานในทะเล
ไทยซอรัส จงลกั ษณม ณอี ิ (Thaisaurus chonglakmanii)
อายุ ยคุ ไทรแอสสกิ ตอนตน (Early Triassic)
สถานท่พี บ จ.พทั ลงุ
สตั วครง่ึ บกคร่ึงนำ้ แพลกจิโอซอรอยด
(Amphibian: Plagiosauroid)
อายุ ยคุ ไทรแอสซิกตอนปลาย (Late Triassic)
สถานที่พบ จ.ชยั ภมู ิ
แอมโมนอยด (Ammonoids)
มโี ตเซอรัส ธนรตั นอ ิ (Tmetoceras dhanarajatai)
อายุ ยคุ ไทรแอสซิกตอนตน (Early Jurassic)
สถานทีพ่ บ บา นหวยหนิ ฝน อ.แมส อด จ.ตาก
หอยกาบคู (Pelecypods)
ยนู โิ อ (Unio sp.)
อายุ ยคุ จูแรสซิก (Jurassic period)
สถานทีพ่ บ อ.เมือง จ.ชมุ พร
ไดโนเสารก นิ ปลา
สยามโมซอรสั สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)
อายุ ยุคครีเทเชียสตอนตน (Early Cretaceous)
สถานท่พี บ จอ.ุบขลอรนาแชกธน านกี าฬสนิ ธุ สกลนคร, มกุ ดาหาร นครราชสมี า และ
ไดโนเสารกินเนอ้ื
กนิ รไี มมสั ขอนแกนเอนซสิ (Kinnareemimus khonkaenensis)
อายุ ยุคครีเทเชยี สตอนตน (Early Cretaceous)
สถานทีพ่ บ จ.ขอนแกน
๑๘ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จนั้
โซนที่ ๓ ซากดึกดำบรรพประเทศไทย
๓. มหายคุ ซโี นโซอกิ ๖๖ ลา นป ถึงปจ จุบนั (Cenozoic Era)
ไพรเมต
สยามโมพิเธคัส อีโอซีนัส (Siamopithecus eocaenus)
อายุ lยaุคteพาEลoีโcอeจnีนe)สมัยอีโอซีนตอนปลาย (Paleogene,
สถานทพ่ี บ เบหอ มเหอื งมถอื า งนบหาินงหกมระากบ่ี จบ.อกเรหะมบือี่ งหวายเล็ก และ
เอป โคราชพเิ ธคัส พริ ยิ ะอิ (Khoratpithecus piriyai)
อายุ (ยคุ นโี อจนี สมยั ไมโอซนี ตอนปลาย)
สถานท่พี บ บอ ทราย อ.เฉลมิ พระเกียรติ จ.นครราชสมี า
ฟน แพนดา ยกั ษ แอลูโรพอดา เมลาโนลกู า บาโคนี
(Ailuropoda melanoleuca baconi)
อายุ nยคุarคyวอ, Mเทiอdรdน leารPี lสeมisยัtoไพceสnโตeซ)นี ตอนกลาง (Quater-
สถานท่พี บ ถ้ำวมิ านนาคนิ จ.ชยั ภูมิ
ซากดกึ ดำบรรพพืช ถานหนิ ลิกไนต
อายุ ยMคุ idนdโี อleจนี Mสioมcยั eไnมeโอEซpนี oตcอhน)กลาง (Neogene Period,
สถานทพ่ี บ เหมอื งแมเ มาะ อ.แมเ มาะ จ.ลำปาง
หอยฝาเดียว (Gastropods) เบลลาเมยี (Bellamya sp.)
อายุ Mยคุ idนdโี อleจนี Mสioมcยั eไnมeโอEซpนี oตcอhน)กลาง (Neogene Period,
สถานทีพ่ บ เหมอื งแมเมาะ อ.แมเ มาะ จ.ลำปาง
หอยนางรมยกั ษ (Oysters) คราสซอสเทรยี ไจกสั (Crassostrea gigas)
อายุ HยคุoคloวcอeเทnอeรEนpาoรcี สhม)ยั โฮโลซนี (Quaternary period,
สถานทพ่ี บ วัดเจดยี หอย ต.ดอนตูม จ.นครปฐม
กรมทรพั ยากรธรณี ๑๙
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหอ งจัดแสดง
โซนท่ี ๔ ปลาโบราณในประเทศไทย
ปลาโบราณในประเทศไทยมกี ารคน พบทง้ั หมด ๑๑ จงั หวดั ไดแ ก จงั หวดั หนองบวั ลำภู สกลนคร
มุกดาหาร กาฬสินธุ อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครศรีธรรมราช กระบี่ นครราชสีมา ขอนแกน เพชรบูรณ
ซึ่งมรี ายละเอียด ดงั นี้
๑) จังหวดั หนองบัวลำภู พบฟน ปลาฉลามนำ้ จดื เฮเทอโรไทโคดสั คลา ยคลงึ สไตนแ มนน่ี (Heter-
optychodus aff. Steinmanni) ในหมวดหนิ เสาขวั กลมุ หนิ โคราช
ยคุ ครีเทเซยี สตอนตน
๒) จงั หวดั สกลนคร พบเกล็ดปลากระดูกแข็ง สยามมาเมีย นาคา (Siamamia naga)
ในหมวดหนิ เสาขวั กลุมหนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซียสตอนตน
๒๐ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจัน้
โซนท่ี ๔ ปลาโบราณในประเทศไทย
๓) จังหวัดมุกดาหาร พบฟน ปลาฉลามนำ้ จดื เฮเทอโรไทโคดสั คลา ยคลงึ สไตนแ มนน่ี (Heter-
๔) จังหวดั กาฬสนิ ธุ optychodus aff. Steinmanni) ในหมวดหินเสาขัว กลมุ หนิ โคราช
ยุคครีเทเซียสตอนตน
พบปลาน้ำจืดโบราณ ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซิส (Thaiichthys
buddhabutrensis) ในหมวดหินภกู ระดึง กลุมหนิ โคราช ยุคจูแรสซกิ
ตอนปลาย - ครีเทเซียสตอนตน
๕) จังหวัดอุบลราชธานี พบฟน ฉลามน้ำจืด ไทยโอดสั รุจาอิ (Thaiodus ruchae) ในหมวด
หินโคกกรวด กลุมหนิ โคราช ยคุ ครีเทเซียสตอนตน
๖) จงั หวดั ชัยภมู ิ พบแผงฟนปลาปอด ไซโคเซอราโตดัส คลา ย เสฉวนเอนซสิ (Ptycho-
ceratodus cf. szechuanensis) ในหมวดหนิ หว ยหนิ ลาด กลมุ หนิ โคราช
ยุคไทรแอสซิกตอนปลาย
๗) จงั หวดั นครศรธี รรมราช พบครีบฉลามน้ำจืด สกลุ ไฮโบดสั (Hybodus) ในหมวดหินคลองมีน
กลมุ หนิ ทงุ ใหญ ยคุ จูแรสซิกตอนกลาง - ตอนปลาย
๘) จังหวดั กระบ่ี พบฟนฉลาม สกุล แอสเทอราแคนธัส (Asteracanthus) ในหมวด
หนิ คลองมนี กลมุ หินทงุ ใหญ ยุคจูแรสซิกตอนกลาง – ตอนปลาย
๙) จังหวัดนครราชสีมา พบฟนฉลามน้ำจืด ไทยโอดัส รุจาอิ (Thaiodus ruchae) ในหมวด
หนิ โคกกรวด กลมุ หินโคราช ยุคครเี ทเซียสตอนตน
๑๐) จังหวัดขอนแกน พบฟนฉลามน้ำจืด อะโครไรโซดัส โคราชเอนซิส (Acrorhizodus
khoratensis) ในหมวดหนิ โคกกรวด กลมุ หนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซยี สตอนตน
๑๑) จงั หวดั เพชรบรู ณ พบปลาในวงศป ลาตะเพยี น โปรลซู โิ อโซมา ปา สกั เอนซสิ (Proluciosoma
pasakensis) ในหมวดหนิ โคกกรวด กลมุ หนิ โคราช ยคุ ครเี ทเซยี สตอนตน
กรมทรัพยากรธรณี ๒๑
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจดั แสดง
๑๒๓
โซนที่ ๕ ปลาโบราณภูน้ำจน้ั
๑. ตน กำเนิดปลา (หวั ปลา ดังเคิลออสเตรยี ส)
หวั ปลาจำลองโบราณ ดงั เคลิ ออสเตยี ส ปลายคุ กอ นประวตั ศิ าสตรท เ่ี คยมชี วี ติ อยใู นชว ง (๓๘๐-
๓๖๐ ลา นปม าแลว) เปนปลาทมี่ ขี ากรรไกรแบบด้งั เดิมและเปนปลานักลา คแู ขงตวั ฉกาจของปลาฉลาม
ในยุคตน ของการววิ ัฒนาการ “ดังเคลิ ออสเตยี ส” หมายถึงช่อื สกุลของปลาท่มี ขี นาดใหญท ่สี ดุ ในอนั ดับ
Arthrodira ปลาสกุลนี้มีรปู ลกั ษณภายนอกแลดูดดุ นั นากลวั ลักษณะเดนชัดคือมขี ากรรไกรทแ่ี ข็งแรง
ไมมีฟนแตมีขอบปากคลายเขี้ยวทั้งดานบนและดานลาง ลำตัวยาว ๓ – ๙ เมตร และหนักไดถึง
๓.๖ – ๔ ตนั โครงสรางของรา งกายประกอบดว ยเกลด็ หนาและแข็งคลายชดุ เกราะ (คลายกบั ปลา
โบราณภนู ำ้ จน้ั ) ซากดกึ ดำบรรพป ลา ดงั เคลิ ออสเตยี ส พบมากในบรเิ วณอเมรกิ าเหนอื โปแลนด เบลเยยี ม
และโมรอ็ กโก
๒. ปลาโบราณภนู ้ำจ้ัน
๑) อิสานอกิ ธิส พาลสั ทรสิ (Isanichthys palustris) ปลากระดกู แขง็ จากอิสาน เกล็ดเปน
รปู สเี่ หล่ียมขนมเปย กปนู มนั วาว ลำตวั ยาวเรยี วประมาณ ๙๖ เซนติเมตร ฟนแหลมคมและแขง็ แรง
เปนปลากนิ เน้อื ขนาดใหญ
๒) ไทยอิกธิส พทุ ธบตุ รเอนซิส (Thaiichthys buddhabutrensis) ปลากระดูกแขง็
สายพันธไุ ทย เกลด็ เปนรปู สเ่ี หลย่ี มขนมเปยกปูน หนา แขง็ และมนั วาว ความยาวลำตวั ประมาณ ๔๐
เซนตเิ มตร ฟน และขากรรไกรมีลักษณะเฉพาะแสดงถึงการใชฟ นครดู กนิ พืชเปน อาหาร
๓) เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini) ปลาปอดภนู ำ้ จน้ั เกลด็ เปน
รูปครงึ่ วงกลม รูปรา งเรียวยาวคลายปลาไหล กรามและฟน แขง็ แรง กนิ ไดท้งั พชื และสัตว
๒๒ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น
โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ำ้ จั้นที่ขนึ้ ทะเบยี น
โซนท่ี ๖ ปลาโบราณภนู ้ำจัน้ ทขี่ ้�นทะเบยี น
ปลาโบราณภนู ้ำจ้นั ท่ีขน้ึ ทะเบยี นมที งั้ หมด ๑๓ ตวั อยา ง ดงั น้ี
๑) ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหสั ประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๒
ช้ินสว น : ปลาเลปโ ดเทสเต็มตัวดานซา ย
หนว ยหนิ : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภูกระดึง
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานท่เี กบ็ : พิพธิ ภณั ฑส ิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จังหวัดกาฬสนิ ธุ
กรมทรพั ยากรธรณี ๒๓
สว นที่ ๑ นิทรรศการภายในหองจดั แสดง
๒) ไทยอิกธิส พทุ ธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๓
ชิ้นสว น : สว นหวั
หนวยหนิ : กลุมหนิ โคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วัน/เดือน/ป/ ทีพ่ บ : มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สุธธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พพิ ธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จังหวดั กาฬสนิ ธุ
๓) ไทยอิกธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหัสประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๔
ช้นิ สวน : สว นหัว
หนวยหนิ : กลมุ หินโคราช หมวดหนิ ภูกระดึง
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วัน/เดือน/ป/ ทีพ่ บ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานทีเ่ ก็บ : พพิ ิธภณั ฑสิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ
๔) ไทยอกิ ธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๕
ชิ้นสวน : สว นหวั
หนว ยหนิ : กลุมหนิ โคราช หมวดหินภูกระดึง
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานท่ีเกบ็ : พิพิธภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขันธ จังหวดั กาฬสนิ ธุ
๒๔ คมู ือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ้ำจนั้
โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ้ำจน้ั ทีข่ ึน้ ทะเบยี น
๕) ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๖
ช้นิ สว น : สว นหัว
หนว ยหนิ : กลุมหินโคราช หมวดหินภกู ระดงึ
อายุ : จูแรสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดือน/ป/ ท่ีพบ : มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สธุ ีธร และคณะ
สถานท่เี กบ็ : พพิ ิธภัณฑส ริ ินธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ
๖) ไทยอิกธิส พุทธบุตรเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๕ ๑ ๐๐๐๕๗
ช้ินสวน : สวนหัวเเละลำตัว
หนว ยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ทพี่ บ : มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวุธ สุธธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พิพิธภัณฑส ิรนิ ธร อำเภอสหสั ขันธ จังหวัดกาฬสินธุ
๗) เฟอรก าโนเซอราโตดัส มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)
รหสั ประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๔
ชิน้ สวน : กระดูกกะโหลกดานบนและแผนฟน
หนวยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดอื น/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานที่เก็บ : พพิ ิธภัณฑสิรนิ ธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ
กรมทรัพยากรธรณี ๒๕
สวนที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
๘) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารตนิ ี (Ferganoceratodus martini)
รหัสประจำซากดึกดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๕
ชิ้นสวน : กระดูกกรามลา ง
หนว ยหิน : กลมุ หินโคราช หมวดหินภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วนั /เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สธุ ีธร และคณะ
สถานทเ่ี กบ็ : พพิ ิธภัณฑส ิรนิ ธร อำเภอสหสั ขันธ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ
๙) เฟอรก าโนเซอราโตดัส มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)
รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๖
ชิน้ สวน : กระดูกบรเิ วณจมูก
หนว ยหิน : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดือน/ป/ ท่ีพบ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวุธ สุธีธร และคณะ
สถานที่เก็บ : พพิ ิธภัณฑสิรินธร อำเภอสหสั ขันธ จงั หวดั กาฬสินธุ
๑๐) เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารตินี (Ferganoceratodus martini)
รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๗
ชน้ิ สว น : กระดกู ฐานกลอ งสมอง “พาราสฟนอยด”
หนวยหิน : กลุมหนิ โคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ที่พบ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผคู น พบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานทีเ่ ก็บ : พพิ ิธภณั ฑสิรินธร อำเภอสหสั ขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ
๒๖ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้ัน
โซนที่ ๖ ปลาโบราณภนู ำ้ จนั้ ทีข่ ึ้นทะเบยี น
๑๑) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารต นิ ี (Ferganoceratodus martini)
รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๘
ชิ้นสวน : กระดูกซีโ่ ครง
หนวยหิน : กลุมหินโคราช หมวดหนิ ภูกระดงึ
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลา นป)
วัน/เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคน พบ : วราวุธ สุธีธร และคณะ
สถานทเ่ี กบ็ : พิพธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ
๑๒) เฟอรกาโนเซอราโตดัส มารต ินี (Ferganoceratodus martini)
รหสั ประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๗๙
ช้ินสว น : กระดูกบรเิ วณตา “เดอรโ มสฟโ นติค” ขางขวา
หนวยหนิ : กลมุ หนิ โคราช หมวดหินภกู ระดึง
อายุ : จูแรสซิกตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดือน/ป/ ทพี่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูค นพบ : วราวธุ สธุ ธี ร และคณะ
สถานทเ่ี ก็บ : พิพิธภณั ฑส ิรนิ ธร อำเภอสหัสขันธ จงั หวดั กาฬสินธุ
๑๓) เฟอรกาโนเซอราโตดสั มารตนิ ี (Ferganoceratodus martini)
รหัสประจำซากดกึ ดำบรรพ : THF ๒๕๕๖ ๑ ๐๐๐๘๐
ชิน้ สว น : กระดูกบริเวณตา “เดอรโมสฟโนตคิ ” ขางซาย
หนวยหนิ : กลมุ หินโคราช หมวดหนิ ภกู ระดงึ
อายุ : จแู รสซกิ ตอนปลาย (ประมาณ ๑๕๐ ลานป)
วนั /เดอื น/ป/ ทีพ่ บ : เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ผูคนพบ : วราวธุ สุธีธร และคณะ
สถานที่เกบ็ : พิพธิ ภัณฑสริ นิ ธร อำเภอสหัสขนั ธ จังหวัดกาฬสินธุ
กรมทรัพยากรธรณี ๒๗
สว นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
โซนท่ี ๗ ซากดกึ ดำบรรพในจงั หวัดกาฬสนิ ธุ
ซากดึกดำบรรพในจังหวัดกาฬสินธุ เปนการจัดแสดงนิทรรศการดวยตัวอยางซากดึกดำบรรพ
ของจรงิ และตวั อยา งซากดึกดำบรรพจ ำลองรวมทง้ั สิน้ จำนวน ๒๐ ตัวอยา ง มีรายละเอียดดังน้ี
กระดกู หนา แขง สว นตน
หมวดหิน เสาขัว
สถานทีพ่ บ ภูผาโง ต.กุดหวา อ.กุฉนิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดูกสันหลงั (จระเข)
หมวดหิน เสาขัว
สถานทพี่ บ บานโคกโกง ต.กุดหวา อ.กฉุ ินารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู คอไดโนเสาร
หมวดหนิ เสาขวั
สถานทพี่ บ ภูกมุ ขา ว ต.โนนบุรี อ.สหสั ขนั ธ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดูกสันหลังสเตโกซอร
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานท่พี บ บานโคกสนาม ต.ดนิ จี่ อ.คำมวง จ.กาฬสินธุ
๒๘ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จ้นั
โซนที่ ๗ ซากดกึ ดำบรรพใ นจงั หวดั กาฬสนิ ธุ
รอยตนี ไดโนเสาร
หมวดหนิ พระวหิ าร
สถานท่พี บ ภูแฝก อ.นาคู จ.กาฬสินธุ
เศษกระดกู
หมวดหนิ ภูกระดึง
สถานที่พบ ภูไมป อ อ.กฉุ นิ ารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กลอ งสมองของ ภเู วียงโกซอรสั สริ ินธรเน
หมวดหนิ เสาขัว
สถานท่พี บ บานนาไคร ต.นาไคร อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสินธุ
ไทยอิกธิส พทุ ธบตุ รเอนซสิ
หมวดหนิ ภกู ระดึง
สถานทพี่ บ ภนู ้ำจั้น ต.เหลาใหญ อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดกู สันหลังไดโนเสาร
หมวดหนิ ภูกระดึง
สถานท่ีพบ บา นบอนเขยี ว ต.นาขาม อ.กุฉินารายณ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดูกซโี่ ครงบรเิ วณกระเบนเหนบ็
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานทีพ่ บ บา นบอนเขยี ว ต.นาขาม อ.กุฉนิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
กระดูกขาหนาทอ นบนไดโนเสาร
หมวดหิน เสาขัว
สถานทพ่ี บ ภูเปง อ.สหัสขันธ จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู หางไดโนเสาร
หมวดหนิ โคกกรวด
สถานทพ่ี บ ภูสงิ ห ต.ภูสงิ ห อ.สหสั ขนั ธ จ.กาฬสนิ ธุ
กรมทรพั ยากรธรณี ๒๙
สว นท่ี ๑ นิทรรศการภายในหอ งจดั แสดง
กระดูกหนาแขง สว นตน
หมวดหนิ เสาขัว
สถานทีพ่ บ ต.ทา คันโท อ.กฉุ นิ ารายณ จ.กาฬสินธุ
เปลือกหอยสองฝา
หมวดหนิ เสาขัว
สถานที่พบ ภบู านภสู ิงห ต.ภูสิงห อ.สหัสขนั ธ จ.กาฬสินธุ
กระดกู หางไดโนเสาร
หมวดหนิ โคกกรวด
สถานท่ีพบ ขือ่ นลำปาว ต.ลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสนิ ธุ
กระโหลกจระเข
หมวดหนิ ภกู ระดงึ
สถานทพ่ี บ ภูนอ ย ต.ดนิ จ่ี อ.คำมว ง จ.กาฬสินธุ
กระดกู ตน ขาสว นปลาย
หมวดหิน ภกู ระดงึ
สถานท่พี บ ภนู อ ย ต.ดนิ จี่ อ.คำมวง จ.กาฬสนิ ธุ
กรามไดโนเสาร
หมวดหิน -
สถานที่พบ บา นเขาวงพรหมวหิ าร ต.กดุ ปลาคา ว อ.เขาวง จ.กาฬสนิ ธุ
กระดกู ขอน้ิวไดโนเสาร
หมวดหนิ -
สถานที่พบ บา นเขาวงพรหมวหิ าร ต.กดุ ปลาคา ว อ.เขาวง จ.กาฬสนิ ธุ
ชิ้นสวนหัวจระเข
หมวดหิน พระวิหาร
สถานท่พี บ บานสรา งคอ ต.สรา งคอ อ.นาคู จ.กาฬสนิ ธุ
๓๐ คูมือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จ้ัน
โซนท่ี ๘ ไดโนเสาร
โซนที่ ๘ ไดโนเสาร
จัดแสดงขอมูลเนื้อหาของไดโนเสารและสัตวรวมยุคของไดโนเสารสำคัญที่พบในประเทศไทย
พรอ มแบบจำลองกระดูกไดโนเสาร มรี ายละเอียดดังนี้
อิสานโนซอรัส อรรถวภิ ชั นชิ (Isanosaurus attavipachi)
พบในหมวดหนิ นำ้ พอง อำเภอหนองบวั แดง จังหวดั ชัยภูมิ
ภูเวยี งโกซอรสั สริ นิ ธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae)
พบในหมวดหนิ เสาขัว จังหวดั ขอนแกน กาฬสินธุ และชัยภูมิ
สยามโมไทรันนัส อสิ านเอนซสิ (Siamotyrannus isanensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวดั ขอนแกน กาฬสนิ ธุ ชยั ภมู ิ สกลนคร อดุ รธานี และนครราชสมี า
กรมทรัพยากรธรณี ๓๑
สว นท่ี ๑ นทิ รรศการภายในหอ งจัดแสดง
สยามโมซอรัส สธุ ธี รนิ (Siamosaurus suteethorni)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวัดขอนแกน กาฬสินธุ ชยั ภูมิ และอุบลราชธานี
กนิ รมี มิ ัส ขอนแกนเอนซิส (Kinnareemimus khonkaenensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั จงั หวัดขอนแกน และกาฬสนิ ธุ
ภเู วยี งเวเนเตอร แยมนิยมมิ (Phuwiangvenator yaemniyomi)
พบในหมวดหินเสาขวั อำเภอเวียงเกา จงั หวดั ขอนแกน
วายแุ รปเตอร หนองบัวลำภูเอนซิส (Vayuraptor nongbualamphuensis)
พบในหมวดหนิ เสาขวั อำเภอโนนสัง จงั หวัดหนองบวั ลำภู
ซติ ตะโกซอรัส สัตยารักษก ิ (Psittacosaurus sattayaraki)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด จงั หวดั ชยั ภมู ิ และขอนแกน
สยามโมดอน นมิ่ งามมิ (Siamodon nimngami)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จงั หวัดนครราชสมี า
ราชสีมาซอรสั สุรนารีเอ (Ratchasimasaurus suranareae)
พบในหมวดหินโคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จังหวัดนครราชสมี า
สริ ินธรนา โคราชเอนซสิ (Sirindhorna khoratensis)
พบในหมวดหินโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสมี า จังหวดั นครราชสีมา
สยามแรปเตอร สุวจั นติ (Siamraptor suwati)
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอเมอื งนครราชสีมา จงั หวดั นครราชสมี า
โปรกาโนเชลิส รุจาเอ (Proganochelys ruchae)
พบในหมวดหนิ หว ยหนิ ลาด จงั หวัดขอนแกน และเพชรบรู ณ
คอมพซ อกนาธสั (Compsognathus sp.)
พบในหมวดหินเสาขวั อำเภอภูเวียง จงั หวดั ขอนแกน
ปลาปอดเซอราโตดัส (Ceratodus)
พบในหมวดหินหว ยหนิ ลาด อำเภอคอนสาร จังหวดั ชยั ภมู ิ
ไทยอิกธิส พุทธบตุ รเอนซสิ (Thaiichthys buddhabutrensis)
พบในหมวดหนิ ภูกระดงึ อำเภอกุฉนิ ารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ
๓๒ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจัน้
โซนที่ ๘ ไดโนเสาร
อิสานอิกธสิ พาลัสทรสิ (Isanichthys palustris)
พบในหมวดหินภูกระดึง อำเภอกุฉินารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ
เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารตินี (Ferganoceratodus martini)
พบในหมวดหิน ภกู ระดึง อำเภอกุฉนิ ารายณ จังหวัดกาฬสินธุ
ชาละวนั ไทยแลนดคิ สั (Chalawan thailandicus)
พบในหมวดหินภูกระดงึ จงั หวัดหนองบวั ลำภู
บาสโิ ลคลี ิส มาโครไบออส (Basilochelys macrobios)
พบในหมวดหินภกู ระดงึ อำเภอหนองสูง จังหวดั มกุ ดาหาร
รอยตีนไดโนเสาร
พบในหมวดหนิ พระวหิ าร กิ่งอำเภอนาคู จังหวดั กาฬสินธุ
พบในหมวดหนิ โคกกรวด อำเภอทา อุเทน จงั หวัดนครพนม
พบในหมวดหินพระวหิ าร อำเภอนาดี จังหวดั ปราจนี บุรี
พบในหมวดหินพระวิหาร อำเภอโนนสัง จังหวดั หนองบัวลำภู
พบในหมวดหนิ ภูพาน อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
กรมทรพั ยากรธรณี ๓๓
สว นที่ ๑ นทิ รรศการภายในหองจัดแสดง
โซนท่ี ๙ ลำดับช้นั หินกลุม หนิ โคราช
นิทรรศการนีจ้ ดั แสดงแบบจำลองลำดับชัน้ หินของ กลมุ หนิ โคราช แผก ระจายครอบคลมุ พนื้ ท่ี
สว นใหญข องทร่ี าบสงู โคราช โดยประกอบดว ย ๙ หมวดหนิ เรยี งจากอายแุ ก( ดา นลา ง) ไปออ น(ดา นบน) ดงั นี้
หมวดหนิ ภูทอก
ความหนาประมาณ ๒๐๐ – ๗๓๐ เมตร เปน หมวดหนิ ชน้ั บนสดุ ของกลมุ หนิ โคราช ประกอบดว ย
หินทรายสีแดงเนอ้ื ละเอียดเมด็ ขนาดเทากนั หนิ ทรายแปง และหินดนิ ดานสีนำ้ ตาลแดงสด
หมวดหนิ มหาสารคาม
ความหนาประมาณ ๖๑๐ – ๑,๐๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ โคลน หนิ ทรายแปง สนี ำ้ ตาลแดง
ชน้ั เกลอื หนิ ทม่ี ยี ปิ ซมั ปะปน พบซากดกึ ดำบรรพล ะอองเรณโู บราณ
หมวดหินโคกกรวด
ความหนาประมาณ ๔๓๐ – ๗๐๐ เมตร ประกอบดว ย หินทรายเน้ือละเอยี ด หินทรายแปง
สนี ำ้ ตาลแดง หินโคลน และหินกรวดมน พบซากดึกดำบรรพห อยน้ำจืด ฟนปลาฉลามน้ำจืด ไทยโอดัส
รจุ าเอ (Thaiodus ruchae) หอยกาบคนู ้ำจืด ซากดึกดำบรรพปลาน้ำจดื กระดูกไดโนเสาร เชน
สิรนิ ธรนา โคราชเอนซิส (Sirindhorna khoratensis) ซติ ตะโกซอรัส สตั ยารกั ษกิ (Psittacosaurus
sattayaraki) หมวดหนิ โคกกรวดวางตวั ไมต อเนือ่ งกับหมวดหินมหาสารคาม
หมวดหินภพู าน
ความหนาประมาณ ๘๐ – ๑๔๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสเี ทาปนขาว ขนาดเมด็ ปานกลาง
ถงึ หยาบ หนิ กรวดมน หนิ ทรายแปง หนิ ดนิ ดาน หนิ กรวดมนกระเปาะปนู และหนิ ทรายสนี ำ้ ตาลแกมแดง
พบรอยตนี ไดโนเสารก นิ เนอ้ื ทเ่ี ขตรกั ษาพนั ธสุ ตั วป า ภหู ลวง จงั หวดั เลย หมวดหนิ ภพู านวางตวั ตอ เนอ่ื ง
กบั หมวดหนิ โคกกรวดทีอ่ ยดู านบน
๓๔ คมู อื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจนั้
โซนท่ี ๙ ลำดับชนั้ หนิ กลุม หนิ โคราช
หมวดหินเสาขวั
ความหนาประมาณ ๒๐๐ – ๗๖๐ เมตร ประกอบดวย หินโคลนปนทรายแปง สนี ำ้ ตาลแดง
สลับกับหินทรายแปง หินทรายสีน้ำตาลแกมเหลือง และหินกรวดมน โดยทั่วไปหมวดหินเสาขัว
มแี คลครตี (calcrete) และซลิ ครตี (silcrete) หนาเดน ชดั พบซากดกึ ดำบรรพพ ชื หอยขมนำ้ จดื หอยกาบคู
สัตวมีกระดูกสันหลัง เชน ปลาฉลาม เตา จระเข ไดโนเสารกินเนื้อ สยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส
(Siamotyrannus isanensis) ไดโนเสารกนิ พืช ภูเวียงโกซอรัส สริ นิ ธรเน (Phuwiangosaurus
sirindhornae) หมวดหินเสาขัววางตวั ตอเนือ่ งกับหมวดหินภพู านท่ีอยูดา นบน
หมวดหินพระวิหาร
ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๒๕๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสเี ทาขาวเนอ้ื ปานกลางถงึ หยาบ
แสดงชั้นเฉียงระดับ หินทรายแปง หินโคลน เปนชั้นบางแทรกสลับบาง ชวงบนของลำดับชั้นหิน
พบกรวดของแรควอตซและหินเชิรต เม็ดกรวดเรียงตามแนวชั้นหินหรือตามระนาบของชั้นเฉียงระดับ
พบซากดึกดำบรรพรอยตีนไดโนเสารในชั้นหินทรายของหมวดหินพระวิหาร เชน รอยตีนไดโนเสารที่
วนอุทยานภแู ฝก และรอยตนี ไดโนเสารบ รเิ วณหนิ ลาดปาชาด อทุ ยานแหง ชาตภิ เู วียง
หมวดหนิ ภกู ระดึง
ความหนาประมาณ ๘๐ – ๑,๒๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายแปง มชี ั้นหินกรวดมนแทรก
หินโคลน หนิ ทราย พบซากดึกดำบรรพห อยกาบคู จระเขน ้ำจดื ชาละวัน ไทยแลนดิคัส (Chalawan
thailandicus) ซากดกึ ดำบรรพส ตั วม กี ระดกู สนั หลงั หลายชนดิ รวมถงึ ปลา ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบตุ รเอนซสิ
(Thaiichthys buddhabutrensis) อิสานอิกธิส พาลัสทริส (Isanichthys palustris) เเละ
เฟอรกาโนเซอราโตดัส มารตินี (Ferganoceratodus martini) หมวดหินภูกระดึงวางตัวตอเนื่อง
กับหมวดหนิ พระวหิ ารทีอ่ ยูดา นบน
หมวดหนิ นำ้ พอง
ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๑,๕๐๐ เมตร ประกอบดว ย หนิ ทรายสลบั หนิ ทรายแปง หนิ โคลนสแี ดง
หนิ ทราย และหนิ กรวดมน พบซากดกึ ดำบรรพค ลา ยฟน สตั ว กระดกู ขนาดใหญข องไดโนเสาร อสิ านโนซอรสั
อรรถวิภัชนชิ (Isanosaurus attavipachi)
หมวดหินหว ยหนิ ลาด
เปนหมวดหินฐานของกลมุ หนิ โคราช ความหนาประมาณ ๑๐๐ – ๔๐๐ เมตร ประกอบดว ย
หินกรวดมนเนื้อปูนสีน้ำตาลอมแดง หินกรวดมน หินทรายสลับหินโคลน หินทรายสีเทาดำ มีแรยิปซัม
สลบั เปน ชน้ั บาง พบซากดกึ ดำบรรพพ ชื กระดองเตา โปรกาโนเชลสิ รจุ าเอ (Proganochelys ruchae)
และสตั วมีกระดูกสันหลงั อ่ืนๆ รวมถึงปลาปอดในสกลุ Ceratodus หมวดหินหว ยหินลาดมรี อยสมั ผัส
แบบคอ ยๆ เปลย่ี นแปลงกับหมวดหนิ นำ้ พองทว่ี างตัวปด ทบั อยูดานบน
กรมทรัพยากรธรณี ๓๕
สวนที่ ๑ นิทรรศการภายในหอ งจัดแสดง
โซน ๑๐ แหลง ทอ งเท่ยี วในจงั หวดั กาฬสนิ ธุ
นิทรรศการนี้นำเสนอแหลงทองเที่ยวสำคัญในจังหวัดกาฬสินธุทั้งที่เปนแหลงทองเที่ยวทาง
ธรรมชาตแิ ละศลิ ปะวฒั นธรรมโยมีรายการดงั ตอ ไปนี้
๑) ภูแฝก ตำบลภแู ลนชา ง อำเภอนาคู
๒) ภนู อย ตำบลดนิ จี่ อำเภอคำมว ง
๓) ภูนำ้ จนั้ ตำบลเหลา ใหญ อำเภอกฉุ นิ ารายณ
๔) พระธาตุยาคู ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย
๕) เขอ่ื นลำปาว ตำบลลำคลอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ
๖) พระยาไชยสุนทร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกาฬสนิ ธุ
๗) พพิ ธิ ภัณฑสริ ินธร ตำบลโนนบรุ ี อำเภอสหสั ขันธ
๘) แพรวาบา นโพน ตำบลโพน อำเภอคำมวง
๙) วดั วังคำ ตำบลสงเปอ ย อำเภอเขาวง
๑๐) วัดปา พุทธบตุ ร ตำบลกดุ สมิ คมุ ใหม อำเภอเขาวง
๓๖ คมู ือนำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภนู ำ้ จั้น
โซน ๑๑ นักสำรวจ
โซน ๑๑ นักสำรวจ
ในสวนของนิทรรศการนี้จัดแสดงอุปกรณ เครื่องมือที่ใชในการสำรวจทางธรณีวิทยาและซาก
ดกึ ดำบรรพ ซ่ึงประกอบดวยอปุ กรณต า ง ๆ ดังนี้
๑. แฮนดเลนส หรือแวนขยาย ๗. คอ นธรณี
๒. กลองถา ยรปู ๘. ถุงเกบ็ ตวั อยาง
๓. เคร่อื งบอกพกิ ัด ๙. กรด HCL
๔. กลองเกบ็ ตัวอยา ง ๑๐. เขม็ ทิศ
๕. แผนท่ภี ูมิประเทศ ๑๑. สเกล
๖. สมุดสนาม
กรมทรพั ยากรธรณี ๓๗
สว นที่ ๒ นิทรรศการภายนอกหอ งจัดแสดง
โซน ๑๒ หว งเวลาภูนำ้ จ้นั
ป ๒๕๔๑ พระอาจารยศักดดิ์ า ธมั มรโต ไดคน พบซากดึกดำบรรพข องปลาโบราณท่ีภนู ้ำจ้นั
บา นดงเหนือ ตำบลเหลา ใหญ อำเภอกุฉินารายณ จังหวดั กาฬสินธุ และแจง ไปยงั กรมทรพั ยากรธรณี
ซ่ึง ดร.วราวุธ สธุ ีธร เดนิ ทางไปตรวจสอบซากดึกดำบรรพด ังกลา ว ทำใหท ราบวา เปนซากดกึ ดำบรรพ
ของปลาโบราณชนดิ หนง่ึ ของสกลุ “เลปโ ดเทส” (Lepidotes) ทป่ี จ จบุ นั ไดส ญู พนั ธไุ ปแลว ในชน้ั หนิ ทราย
เน้อื ละเอียด สแี ดงปนมว งของหมวดหนิ ภกู ระดึง ยคุ จูแรสซิก อายุ ๑๕๐ ลานป ปลาเลปโ ดเทส
กินพืชเปนอาหาร มีเกล็ดแข็งรูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน มีขากรรไกรคอนขางสั้นและไมเชื่อมตอกับ
กระดกู แกม ทำใหก ารอา ปากคลา ยรปู ทอ ซง่ึ แตกตา งกบั ปลาในยคุ ปจ จบุ นั ทม่ี กี ระดกู แกนกลางไวค ำ้ จนุ ลำตวั
นอกจากนย้ี งั พบปลากนิ เนอ้ื ทม่ี คี วามยาวประมาณ ๙๕ เซนตเิ มตร โดยพบชน้ิ สว นของหวั กะโหลก
และแผนกระดกู ฟน ของปลาปอด (lungfish) ซ่ึงมลี กั ษณะใกลเ คียงกับปลายุคไทรแอสซิกถึงครีเทเซยี ส
ตอนตน เรยี กวา เฟอรกาโนเซอราโตดสั จแู รสซคิ ัส (Ferganoceratodus jurassicus)
ป ๒๕๔๔ คณะสำรวจไดโนเสารไ ทย – ฝรง่ั เศส นำทมี โดย ดร.วราวธุ สธุ ธี ร และ ดร.เลยี วเนล เควนิ
ไดท ำการสำรวจและขดุ คน อยา งเปน ระบบ ไดนำซากดกึ ดำบรรพและไมกลายเปนหินบางสวนจากการ
ขุดคน มาเก็บรกั ษาไวท ว่ี ัดโพนวมิ าน และ จดั ทำขอ มูลเก่ยี วกบั การศึกษาซากดกึ ดำบรรพดงั กลา วใหแก
ทางวดั ปจ จบุ นั ซากดกึ ดำบรรพแ ละขอ มลู ไดจ ดั แสดงอยทู ่ี “ศาลาพพิ ธิ ภณั ฑป ลาหนิ อายุ ๑๖๐ ลา นป”
๓๘ คูมอื นำชมนทิ รรศการแหลง ปลาโบราณภูน้ำจ้นั
โซน ๑๒ หวงเวลาภูนำ้ จ้ัน
ป ๒๕๔๕ คณะสำรวจไดโนเสารไทย – ฝรัง่ เศส ไดจ ัดทำแผนผังการคน พบปลาบรเิ วณแหลง
ภูน้ำจนั้ พรอ มทั้งเขา สูก ระบวนการอนุรกั ษและศกึ ษาวิจยั พบเปน ปลาชนดิ ใหมข องโลกสกุล เลปโ ดเทส
พทุ ธบตุ รเอนซิส (Lepidotes buddhabutrensis) และปลาปอดสกุล เฟอรก าโนเซอราโตดสั มารต นิ ี
(Ferganoceratodus martini) โดยสามารถเทยี บเคยี งกบั ซากดกึ ดำบรรพใ นประเทศจนี และเอเชยี กลาง
ซง่ึ แสดงถงึ การตดิ กนั ของแผน ทวปี ชานไทย – อนิ โดจนี กบั แผน ทวปี ของลอเรเซยี ในชว งปลายยคุ ไทรแอสซกิ
ป ๒๕๔๗ เรม่ิ มีการศกึ ษาวจิ ยั เพม่ิ มากข้นึ อาทเิ ชน Cavin., L, and suteethorn., V, (2006)
พบซากดึกดำบรรพปลาชนดิ ใหม คือ อสิ านอกิ ธสิ พาลสั ทริส (Isanichthys palustris) จากหมวด
หินภกู ระดึง บริเวณภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของไทย โดยสามารถสรุปไดวา เปน Lepisosteidea และ
Semionotidea ที่มีบรรพบุรุษรวมกันและเปนชนิดเดียวกันกับที่พบบริเวณแหลงปลาโบราณภูน้ำจั้น
Deesri., U, and other (2009) ศึกษาลกั ษณะสณั ฐานท่ีพบ การเจรญิ เตบิ โต และความสัมพนั ธร ะ
หวา งรปู รา งและขนาดของปลาโบราณ เลปโ ดเทส พุทธบุตรเอนซสิ (Lepidotes buddhabutrensis)
และไดเ ปลย่ี นชอ่ื จากสกลุ เลปโ ดเทส พทุ ธบตุ รเอนซสิ (Lepidotes buddhabutrensis) เปน ไทยอกิ ธสิ
พทุ ธบุตรเอนซิส (Thaiichthys buddhabutrensis)
ป ๒๕๕๔ เรม่ิ กอ สรา งอาคารแหลง เรยี นรทู างซากดกึ ดำบรรพ ธรณวี ทิ ยา และธรรมชาตวิ ทิ ยา
บริเวณแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จั้น อำเภอกุฉนิ ารายณ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ
ป ๒๕๕๗ ประกาศให “แหลงปลาโบราณภูนำ้ จ้นั จงั หวัดกาฬสินธุ “เปน แหลง ซากดกึ ดำบรรพ
ท่ีข้นึ ทะเบยี น” ตามพระราชบัญญตั ิคุมครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
ป ๒๕๖๓ ทางกรมทรัพยากรธรณีมีแผนที่จะสงมอบอาคารแหลงเรียนรูทางซากดึกดำบรรพ
ธรณวี ิทยาและธรรมชาติวทิ ยา แหลง ปลาโบราณภูนำ้ จน้ั อำเภอกฉุ ินารายณ จงั หวัดกาฬสนิ ธุ ใหก ับ
เทศบาลตำบลเหลา ใหญ ตำบลเหลาใหญ อำเภอกุฉินารายณ จงั หวดั กาฬสินธุ โดยกรมทรพั ยากรธรณี
รวมสนบั สนุนขอ มลู และการบริหารจดั การแหลงซากดกึ ดำบรรพ
กรมทรัพยากรธรณี ๓๙
สว นที่ ๒ นทิ รรศการภายนอกหอ งจดั แสดง
โซน ๑๓ พระราชบัญญตั ิ
คมุ ครองซากดกึ ดำบรรพ พ.ศ. ๒๕๕๑
ในสวนนิทรรศการนี้จัดแสดงเกี่ยวกับสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุมครองซากดึกดำบรรพ
พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมรี ายละเอียด ดงั นี้
“ซากดกึ ดำบรรพ” หมายความวา ซากหรอื รอ งรอยของสง่ิ มชี วี ติ ในสมยั ดกึ ดำบรรพท อ่ี ยใู นชน้ั
เปลอื กโลก หรอื ทห่ี ลดุ หรอื ทน่ี ำออกมาจากชน้ั เปลอื กโลก ทง้ั น้ี ไมร วมถงึ โบราณวตั ถตุ ามกฎหมายวา ดว ย
โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ศิลปวตั ถุ และพิพธิ ภัณฑสถานแหง ชาติ
“แหลงซากดกึ ดำบรรพ” หมายความวา บริเวณท่ีมีการคน พบหรือเคยมซี ากดกึ ดำบรรพ
“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ขาราชการหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐซึ่งดำรงตำแหนง
ไมต่ำกวาขาราชการพลเรือนระดับสามหรือเทียบเทา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งจากผูที่มีคุณสมบัติตามที่
รฐั มนตรปี ระกาศกำหนดเพ่ือใหปฏิบตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
“เจา พนกั งานทอ งถนิ่ ” หมายความวา
(๑) นายกเทศมนตรี สำหรับในเขตเทศบาล
(๒) ผวู าราชการกรุงเทพมหานคร สำหรบั ในเขตกรุงเทพมหานคร
(๓) นายกเมอื งพัทยา สำหรับในเขตเมืองพทั ยา
(๔) นายกองคก ารบรหิ ารสว นตำบล สำหรับในเขตองคก ารบริหารสว นตำบล
(๕) หัวหนาผูบริหารทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่นที่มีกฎหมายโดยเฉพาะ
จัดตั้งขึ้นกำหนดใหเปน ราชการสวนทอ งถ่ิน สำหรับในเขตองคกรปกครองสว นทอ งถ่ินนั้น
“คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการคุมครองซากดกึ ดำบรรพ
“อธิบดี” หมายความวา อธบิ ดกี รมทรพั ยากรธรณี
“รฐั มนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรผี รู กั ษาการตามพระราชบัญญตั ินี้
โดยที่มีการคนพบซากดึกดำบรรพที่สำคัญในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นสมควรอนุรักษไว
เพื่อการศึกษาวิจัยในการสืบคนความเปนมาของประวัติของโลก อีกทั้งยังเปนมรดกทางธรรมชาติของ
แผน ดนิ และมศี กั ยภาพในการพฒั นาเปน แหลง เรยี นรแู ละเปน แหลง ทอ งเทย่ี วทส่ี รา งรายไดใ หก บั ประเทศ
แตโดยที่ในปจจบุ นั ยงั ไมม ีกฎหมายเพ่อื คมุ ครอง อนุรกั ษ และการบริหารจัดการซากดึกดำบรรพไ วเ ปน
การเฉพาะ เปนเหตุใหมีการลักลอบขุดคนซากดึกดำบรรพ หรือขุดคนโดยไมถูกหลักวิชาการทำใหซาก
ดึกดำบรรพเหลานั้นถูกทำลาย หรือนำไปเพื่อประโยชนทางการคา ทำใหสูญเสียมรดกของแผนดิน
ทม่ี คี ณุ คา ยง่ิ เปน จำนวนมาก สมควรกำหนดใหม กี ฎหมายเพอ่ื ใหก ารคมุ ครองอนรุ กั ษ และบรหิ ารจดั การ
ซากดึกดำบรรพเ ปน ไปอยา งมีประสิทธิภาพ จึงจำเปน ตองตราพระราชบญั ญัตินี้
๔๐ คูมอื นำชมนิทรรศการแหลง ปลาโบราณภูนำ้ จัน้
โซน ๑๔ หลุมขดุ คนปลาโบราณภนู ้ำจน้ั
โซน ๑๔ หลุมขด� คน ปลาโบราณภนู ้ำจ้ัน
แบบจำลองหลมุ ขดุ คน ปลาโบราณภนู ำ้ จน้ั โดยจดั ตวั อยา งจำลองของปลา ไทยอกิ ธสิ พทุ ธบตุ รเอนซสิ
และ อิสานอิกธิส พาลัสทริส ตามตำแหนงจริงในหลุมขุดคน รวมทั้งมีการจำลองตัวอยางของเฝอก
เพ่อื สรางบรรยากาศของการขดุ คน
กรมทรพั ยากรธรณี ๔๑
สอบถามขอมูลเพ�มเตมิ ไดท ่ี
กองคุมครองซากดกึ ดำบรรพ กรมทรพั ยากรธรณี
๗๕/๑๐ ถนนพระรามท่ี ๖ เขตราชเทว� กรุงเทพ ๑๐๔๐๐
โทรศัพท ๐ ๒๖๒๑ ๙๘๔๗
Email : [email protected]
www.dmr.go.th