The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี สุสานหอยแหลมโพธิ์ แหล่งรวมหอยน้ำจืดในทะเล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2023-01-11 03:37:01

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี สุสานหอยแหลมโพธิ์

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี สุสานหอยแหลมโพธิ์ แหล่งรวมหอยน้ำจืดในทะเล

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณีแหลมโพธ์ิแ ห ล ่ ง ร ว ม ห อ ย น�้ ำ จื ด ใ น ท ะ เ ลสุ ส า น ห อ ย

คู่มือผู้เล่าเร่ืองธรณี หอยขมชวนฉงน
สุสานหอยแหลมโพธิ์: แหล่งรวมหอยน�้ำจืดในทะเล
แหลมโพธิ์ เป็นแหล่งท่องเท่ียวส�ำคัญของจังหวัดกระบี่ ที่มีชื่อเสียงมานานจาก
อธิบดกี รมทรัพยากรธรณี นายสมหมาย เตชวาล “สุสานหอย 75 ล้านปี” แหลมโพธ์ิเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้ คือ ถ้าไม่ได้ไปเยือน
รองอธิบดกี รมทรัพยากรธรณี นายนิวัติ มณีขัติย์ ก็เหมือน “ไม่ถึงกระปี่”
รองอธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี นายมนตรี เหลืององิ คะสตุ ความอัศจรรย์ท่ีธรรมชาติได้จัดการผ่านช่วงธรณีกาลท่ียาวนาน ท�ำให้เกิดความ
ผู้อำ� นวยการส�ำนักงานทรพั ยากรธรณี เขต 4 นายสมชัย ชัยเสน นา่ พศิ วง สสุ านหอยอายหุ ลายสบิ ลา้ นปถี กู พบอยทู่ แี่ หลมโพธิ์ อยตู่ ดิ ทะเล ถา้ หากไมท่ ราบผล
เขียนเรอ่ื ง นายประชา คุตติกุล จากการศึกษาทางด้านบรรพชีววิทยา ผู้พบเห็นก็คงเข้าใจว่าหอยท่ีพบเป็นหอยทะเล
สนบั สนนุ ข้อมูล นายจิรศักดิ์ เจริญมิตร แต่ในความเปน็ จริงซากดึกดำ� บรรพ์ท่พี บทับถมกนั จนกลายเป็นชั้นหินกลับเป็นซากหอยขม
นายปรชี า สายทอง ซง่ึ มถี นิ่ ทอี่ ยอู่ าศยั ในบงึ นำ้� จดื คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรอ่ื งธรณเี ลม่ เลก็ ๆ นจ้ี ะชว่ ยคลายความนา่ ฉงนเหลา่ น้ี
ใหก้ บั ผ้อู า่ นทุกท่าน
¾ÔÁ¾ì¤ÃÑé§·Õè 1 ¨Ó¹Ç¹ 500 เล่ม à´×͹ กรกฎาคม 2562 หลายทา่ นทค่ี นุ้ เคยกบั แหลมโพธ์ิ จะเหน็ ถงึ ความเปลยี่ นแปลงทนี่ า่ เปน็ หว่ งจากปจั จยั
¨Ñ´¾ÔÁ¾ìâ´Â Êӹѡ§Ò¹·ÃѾÂÒ¡Ã¸Ã³Õ à¢µ 4 (ÊØÃÒÉ®Ãì¸Ò¹Õ) ¡ÃÁ·ÃѾÂÒ¡Ã¸Ã³Õ ทางธรรมชาติ ทเี่ ป็นไปในดา้ นการโถมท�ำลาย บางส่วนของแหล่งซากดกึ ด�ำบรรพถ์ ูกนำ้� ทะเล
2/7 ¶¹¹ÁØè§¾Ñ²¹Ò µ. ท่าขา้ ม Í. ¾Ø¹¾Ô¹ ¨.ÊØÃÒÉ®Ãì¸Ò¹Õ 84130 ทว่ มถึง บางสว่ นถูกคลน่ื ซดั ทำ� ลายในช่วงเวลาน้�ำขน้ึ และชว่ งฤดูมรสมุ
โทรÈѾ·ì 0 7731 1949 เพระาความอศั จรรย์ ความส�ำคัญ และความเสี่ยงต่อการถกู ท�ำลายดงั กล่าว จงึ เปน็
ข้อมูลทางºÃóҹءÃÁ หน้าทข่ี องกรมทรัพยากรธรณีในการให้ความคุม้ ครอง โดยประกาศใหแ้ หล่งซากดกึ ด�ำบรรพ์
¡ÃÁ·ÃѾÂҡøóÕ, 2562, แหลมโพธทิ์ งั้ 3 แหง่ เปน็ แหลง่ ซากดึกด�ำบรรพ์ขึน้ ทะเบยี น ตามพระราชบัญญตั คิ ุ้มครอง
¤ÙèÁ×ͼÙéàÅèÒàÃ×èͧ¸Ã³Õ ÊØÊÒ¹ËÍÂáËÅÁ⾸Ôì: áËÅè§ÃÇÁË͹éӨ״㹷ÐÅ, 50 ˹éÒ ซากดึกด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551
1.¸Ã³ÕÇÔ·ÂÒ 2.ซาก´Ö¡´ÓºÃþì 3.ÊØÊÒ¹ËÍ¢Á 4.áËÅÁ⾸Ôì กรมทรพั ยากรธรณหี วงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั จากคมู่ อื เลม่ เลก็ น้ี จะทำ� ให้
¾ÔÁ¾ì·Õè สำ� นกั พิมพฟ์ ิสกิ ส์เซ็นเตอร์ ผู้อา่ นเขา้ ใจถงึ ความอัศจรรย์ ความส�ำคัญ และความเสีย่ งตอ่ การถูกทำ� ลาย ของแหลง่
ซากดกึ ด�ำบรรพ์แหลมโพธ์ิ และร่วมเป็นสว่ นหนง่ึ ในการเผยแพร่ความรทู้ ่ไี ด้ เพอ่ื ใหค้ วาม
คุ้มครอง รักษาใหแ้ หลมโพธ์ิอย่คู จู่ งั หวดั กระบี่ และเมอื งไทย ต่อไปให้ยาวนาน

(นายสมหมาย เตชวาล)
อธิบดกี รมทรพั ยากรธรณี

สารบัญ เมื่อโลกเอาหอยน้�ำจืดไปแช่น้�ำเค็ม

เมอ่ื โลกเอาหอยนำ�้ จืดไปแชน่ �้ำเค็ม 1 ธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ท่ีศึกษาเก่ียวกับโลกผ่านธรณีกาลท่ียาวนาน จากปัจจุบัน
สุสานหอยแหลมโพธ์วิ นั นี้ 2 ย้อนกลับไปถึงช่วงการก�ำเนิดโลก เหตุการณ์ทางธรณีวิทยาบางอย่างด�ำเนินไปอย่างช้าๆ
หากมาที่นเี่ ม่อื หา้ -หกพันปกี ่อน 4 และใช้เวลาในการเกิดต่อเน่ืองยาวนานมาก จนยากที่จะสังเกตเห็นได้ช่ัวอายุขัยของคน
อะไรคือ...ซากดึกด�ำบรรพ?์ 6 แต่หลกั ฐานทางธรณีวิทยาท่ีจารึกเอาไว้ท�ำให้นักธรณีวิทยาได้ศึกษาย้อนรอยกลับสู่อดีต
การศกึ ษาซากดึกดำ� บรรพ์ 8 อันไกลโพ้น ปะติดปะต่อเรื่องราวจนสามารถทราบถึงวิวัฒนาการของโลกเราอย่างชัดเจน
ว่าด้วยเร่ืองหอย 10 และมองไปได้ถึงแนวทางที่จะเกิดข้ึนในอนาคต
ข้อมลู ลา้ นปที ีแ่ หลมโพธ์ ิ 12 แต่ก็ยังมีปริศนาทางธรณีวิทยาที่รอการศึกษาอีกมากมาย เพียงแค่ที่แหลมโพธิ์
กลุม่ หินกระบท่ี แี่ หลมโพธิ์ 14 ก็ท�ำให้ผู้ไปเยือนเกิดความอัศจรรย์ใจกับแผ่นหินบริเวณปลายแหลมริมทะเล ท่ีอัดแน่น
โครงสรา้ งธรณที ีแ่ หลมโพธิ์ 16 ไปดว้ ยซากดึกดำ� บรรพ์หอยน�้ำจืดจำ� นวนนับไม่ถ้วน แลว้ หอยน้ำ� จดื ไปอยใู่ นทะเลไดอ้ ย่างไร?
แอ่งกระบส่ี มยั Eocene-Oligocene 18 คมู่ ือผู้เล่าเรื่องธรณี สสุ านหอยแหลมโพธิ์: แหลง่ รวมหอยนำ�้ จืดในทะล จะนำ� ขอ้ มลู
แอ่งเทอรเ์ ชียรท่ี กี่ ระบี่ ทางธรณีวิทยา และบรรพชวี นิ วทิ ยา ทีไ่ ดจ้ ากการศึกษาของนักวชิ าการมาเสนออย่างเรยี บงา่ ย
หน้ากลางพิเศษ แลว้ จะคอ่ ยๆ นำ� ผอู้ า่ นยอ้ นกลบั ไปยงั อดตี เมอ่ื ครงั้ เหลา่ หอยขมยงั มชี วี ติ อยู่ พรอ้ มกบั เรอื่ งราว
แอ่งกระบใี่ นสมัย Miocene 21 ที่ท�ำให้หอยเหล่านีม้ าอย่คู ู่กบั จังหวดั กระบ่ี ท่ีแหลมโพธิ์
สมาชิกในสสุ านดกึ ด�ำบรรพ์ 24 คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรอ่ื งธรณเี ลม่ นไ้ี ดแ้ ทรกความรพู้ นื้ ฐานดา้ นธรณวี ทิ ยา และบรรพชวี นิ วทิ ยา
สมาชิกในแอง่ กระบ่ ี 26 ซ่ึงเป็นสิ่งจ�ำเป็นส�ำหรับผู้อ่านที่ไม่ใช่นักธรณีวิทยาในการติดตามเรื่องราวการเผชิญโลกของ
หลักฐานแวดลอ้ มระบุอายุหอยแหลมโพธิ ์ 28 เหลา่ หอยขมกบั ผรู้ ว่ มชะตากรรม และการบนั ทกึ ทางธรณวี ทิ ยาทเ่ี กบ็ เรอื่ งราวทง้ั หมดของเหลา่
ทีเ่ ดยี วในโลกเท่าน้ัน 30 หอยขมผา่ นการเปล่ียนแปลงของโลก ยคุ แล้วสมัยเลา่ มาจนถึงปัจจบุ นั และยังคงตอ้ งผจญกบั
จากวนั นนั้ ...ผา่ นวันนี้...จนถึงวันโนน้ 32 การถาโถมทำ� ลายของคลื่นทะเลตอ่ ไปอกี วนั แลว้ วนั เล่า
การข้นึ ทะเบยี นแหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ (แหลมโพธ์ิ 1-3) 34
เอกสารอา้ งอิง 42 1

แหลมโพธิ์อยู่ติดทะเลอันดามัน เป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ สุสานหอยแหลมโพธิ์วันนี้
ธารา-หมูเ่ กาะพีพี ชนั้ หนิ ตะกอนหลายแผ่นทีป่ ูลาดออกไปยงั ปลายแหลม มองคลา้ ยกบั แผ่น
ปนู ซเี มนต์ แตเ่ มอื่ ไดเ้ ขา้ ไปดใู กลๆ้ จงึ เหน็ วา่ เปน็ แผน่ หนิ ตะกอนทอ่ี ดั แนน่ ไปดว้ ยซากดกึ ดำ� บรรพ์ มองจากแผนทจ่ี ะเหน็ ไดช้ ดั เจนว่าแหลมโพธอิ์ ยเู่ ลยจากแหลมนางไปทางทิศตะวนั ออก
หอยจำ� นวนมากมายมหาศาล ความพเิ ศษนที้ ำ� ใหแ้ หลมโพธเิ์ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทส่ี ำ� คญั ของกระบ่ี ใกลๆ้ กันคือบา้ นแหลมโพธิซ์ ง่ึ อย่ตู ิดกบั ปากคลองจหิ ลาดทรี่ วมรวมน�้ำผ่านคลองสาขาจาก
ท่นี ักทอ่ งเท่ยี วมักมาเยอื นเพื่อจะได้ยล และสัมผัสกบั ....... แผน่ ดินทางเหนอื ออกสู่ทะเล ผา่ นพน้ื ทช่ี ุ่มน้ำ� คลองจหิ ลาดท่มี ีเนอื้ ทกี่ วา่ สิบตารางกโิ ลเมตร
ปัจจบุ นั มีสภาพเปน็ ป่าชายเลน สวนยาง และสวนปาลม์ น้ำ� มนั
หอยสองน้�ำแหง่ ยุคเทอร์เชยี รี่......ที่เดียวในโลก



ภาพโดย จิรศักด์ิ เจริญมิตร

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวน้อย อา่ วนาง วัดไสไทย แหลมโพธิ์ คลองจิหลาด จ.กระบี่ เหมอื งลิกไนตก์ ระบ่ี

เขาหางนาค แหลมนาง

ปจั จุบันแหลมโพธิอ์ ยู่ปริม่ ๆ ระดับทะเลปานกลาง เวลาน้ำ� ขน้ึ คลน่ื ทะเลกจ็ ะซัดกดั เซาะทำ� ลาย 3
ชายฝ่ัง ชว่ งเวลาน�ำ้ ลงจึงจะเผยใหเ้ หน็ แผ่นซากดกึ ดำ� บรรพ์หอยยุคเทอรเ์ ชียร่ี
เลยปากคลองจิหลาดเขา้ ไป ท้ังสองฝงั่ ยังมีสภาพเปน็ ปา่ ชายเลนร่มรนื่ สวยงาม

2

หากมาทแี่ หลมโพธเ์ิ มอ่ื หา้ -หกพนั ปกี อ่ น เราคงตอ้ งพากนั มาทางเรอื เพราะวา่ ในเวลานนั้ หากมาท่ีนี่เมื่อห้า-หกพันปีก่อน
พืน้ ทบ่ี รเิ วณนี้ รวมถงึ ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยถูกนำ�้ ทะเลรกุ ทว่ มทงั้ หมด มีหลกั ฐานทาง
วทิ ยาศาสตรบ์ ่งช้วี ่าตลอดชัว่ อายุของโลกเราเคยเผชิญกบั ยุคน้ำ� แขง็ อย่างนอ้ ย 5 ครัง้ โดยคร้งั หอยตะโกรม หอยแครง หอยนำ้� พรกิ  หอยชกั ตนี  และหอยนมสาว
สดุ ทา้ ยเรมิ่ เกิดขน้ึ เมอ่ื เข้าสู่ยุคควอเทอร์นารี ประมาณ 2.588 ลา้ นปกี อ่ น และดำ� เนนิ ต่อเนื่อง ภาพจาก Songtham, W., Raksaskulwong, L., 2009
มาจนถงึ ทุกวนั นี้ (ดูข้อมูลเพม่ิ เตมิ ทหี่ นา้ กลางพเิ ศษ)
ในระหวา่ งยคุ น�ำ้ แขง็ ท่ยี าวนาน มชี ว่ งการเกดิ ข้ึนของธารนำ�้ แข็ง (glacial period) ภาพจาก https://www.thairath.co.th/content/6588 และ 7016
กบั ชว่ งการละลายของธารนำ้� แขง็ (interglacial period) สลบั กนั หลายรอบ โดยปจั จบุ นั โลก ซากปู และเปลือกหอยโบราณท้งั แบบฝาเดียว และสองฝาท่ีพบในถ�้ำทะเลบรเิ วณวัดไสไทย
กำ� ลงั อยูใ่ นช่วงการละลายของธารน้�ำแขง็ ซง่ึ เรม่ิ เกดิ ขนึ้ เมอ่ื ประมาณ 11,000 ปกี อ่ น สง่ ผลให้
นำ�้ ทะเลทว่ั โลกมรี ะดบั สงู ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ งประมาณ 120 เมตร จนกระทงั่ เมอื่ ประมาณ 5,700
ปกี อ่ นนำ�้ ทะเลบรเิ วณประเทศไทยไดเ้ พมิ่ สงู ขนึ้ จนเลยระดบั ปจั จบุ นั ไปถงึ ประมาณ 3-4 เมตร
ทำ� ให้แหลมโพธใิ์ นเวลานั้นจมลงไปอย่ใู ตร้ ะดับนำ�้ ทะเล จากนน้ั จึงค่อยๆ ลดลงมาจนมาอยู่ที่
ระดบั ทะเลปานกลางในปัจจุบัน ต้ังแตเ่ มื่อประมาณหนึง่ พันป่ีทผี่ ่านมา
หลักฐานการสูงข้ึนของระดับน้�ำทะเลในคร้ังนี้ ปรากฎชัดเจนหลายที่ท้ังในอ่าวไทย
และในทะเลอนั ดามนั แตห่ ลกั ฐานทส่ี ำ� คญั และอยใู่ กลแ้ หลมโพธมิ์ ากทสี่ ดุ คอื ชน้ั ซากเปลอื กหอย
ทะเลหลายชนดิ ทสี่ ะสมตวั หนาแนน่ ปนกบั ทราย และเศษดนิ อยบู่ นพนื้ ถำ้� หนิ ปนู บรเิ วณวดั ไสไทย
ซึ่งเปน็ ถ้�ำทะเลโบราณทเี่ กิดจากการกัดเซาะของคล่นื ทะเลเม่อื ราวห้า-หกพันปกี อ่ น

เกาะยาวใหญ่ เกาะยาวนอ้ ย อ่าวนาง วัดไสไทย แหลมโพธิ์ คลองจิหลาด จ.กระบ่ี เหมืองลกิ ไนต์กระบี่

เขาหางนาค แหลมนาง

เมือ่ ราวห้า-หกพันปกี ่อน แหลมโพธิ์ พน้ื ทชี่ มุ่ น้�ำคลองจิหลาด 5
และพื้นทโ่ี ดยรอบ รวมถงึ พื้นทีช่ ายฝง่ั ทะเลในปัจจุบัน ลว้ นจมอยู่ใต้ผวิ น้�ำ
เนื่องจากการรุกทว่ มเขา้ มาของน้ำ� ทะเล ซึง่ เปน็ ผลจากการละลายของธารน�ำ้ แขง็ ที่ข้ัวโลก

4

อะไรคือ....ซากดึกด�ำบรรพ์? ซากดึกด�ำบรรพ์....คืออะไร?
มาดตู วั อยา่ งซากดกึ ดำ� บรรพ์ หลากชนดิ กนั
มาเขา้ ใจคำ� วา่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ กนั กอ่ นดกี วา่
ซากดกึ ดำ� บรรพ์ หรอื ภาษาองั กฤษเรยี กวา่ fossil เปน็ คำ� ทพี่ จนานกุ รม ศพั ทธ์ รณวี ทิ ยา ฟอแรมมนิ ิเฟอรา สปอร์เฟริ ์น เรณูลำ� พู โคโนดอน
ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ใหค้ ำ� จำ� กดั ความไวว้ า่ “ซากและรอ่ งรอยของบรรพชวี นิ (ancient life) กรามสัตว์คล้ายหนอน
ทป่ี ระทบั อยใู่ นหนิ บางแหง่ เปน็ รอยพมิ พ์ บางแหง่ กม็ ซี ากเดมิ ปรากฏอยู่ รอยตนี สตั ว์ มลู สตั ว์
ถา่ นหนิ ไมก้ ลายเปน็ หนิ รวมอยใู่ นหมซู่ ากดกึ ดำ� บรรพน์ เี้ หมอื นกนั ถา้ เปน็ ไฟลมั หรอื ชนั้ ของ แบรคิโอพอด สตั ว์ทะเลคลา้ ยหอย
ชวี นิ ใดทส่ี ามารถใชบ้ ง่ บอกอายหุ นิ ได้ เรยี กวา่ ซากดกึ ดำ� บรรพด์ รรชนี (index fossil)”
อีกนยิ ามหนึง่ ของคำ� วา่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ จากหนงั สือ ทำ� เนียบซากดึกดำ� บรรพ์ไทย ปลาเกล็ดแเขง็ เลปิโดเทส
นามยกย่องบุคคล หมายถึง “ซาก หรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหิน
มหี ลากหลายชนิด และรูปแบบ เช่น ผนังเซลล์ เปลือกกระดองตา่ งๆ กระดูก ฟัน อุจจาระ ใบไม้
ส่วนต่างๆ ของพืช รหู นอน และรอยตนี เปน็ ต้น ซึง่ เป็นของส่งิ มีชวี ิตชั้นตำ�่ ไปจนถงึ สงิ่ มี กรามชา้ ง
ชีวิตชั้นสงู ส่งิ มีชีวิตเหล่านเ้ี ม่อื ลม้ ตายแล้วจะถกู รักษาหลักฐานไว้ในชนั้ หนิ ในสภาวะแวดล้อม
ท่เี หมาะสม” หอยขม หอยเจดีย์ มูลปลา
สรปุ ซากดึกดำ� บรรพ์กค็ อื ซากของพชื และสตั วใ์ นอดตี และหมายรวมถงึ รอ่ งรอย
ท่เี กิดจากการกระท�ำของสง่ิ มชี ีวิต (ยกเว้นมนุษย)์ แมม้ ิไดเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ส่วนใดของส่งิ มชี วี ิต ฟันสตั วก์ บี คู่ 7
ก็ตาม เช่น รอยตนี สตั ว์ รอยลากหาง รูหนอน ฯลฯ รูชอนไชของหนอน
นอกจากหลกั ฐานที่มองเห็นได้ดว้ ยตาเปลา่ แล้ว ยังมซี ากดกึ ด�ำบรรพ์ขนาดเล็กมาก
(ซากดกึ ดำ� บรรพจ์ ลุ ภาค หรอื Microfossil) ทต่ี อ้ งศกึ ษาผา่ นกลอ้ งจลุ ทรรศน์ เชน่ แพลงตอน
ละอองเรณขู องพืช และซากช้นิ ส่วนโครงสรา้ งของสัตว์ เชน่ โคโนดอน ซึ่งเข้าใจว่าเปน็ สว่ น
กรามของสตั วโ์ บราณที่มีลกั ษณะคล้ายหนอน
ส�ำหรบั แหล่งโบราณคดี แตกตา่ งจากแหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ตรงที่ต้องมีหลกั ฐาน
ท่ีเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เช่น ซากช้ินส่วนของมนุษย์ เคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ อาหาร ท่ีอยู่อาศัย
รวมถงึ หลักฐานด้านวฒั นธรรมด้วย
6

การศึกษาซากดึกด�ำบรรพ์ บรรพชีวินวทิ ยา (paleotology) ตามพจนานุกรมศพั ทธ์ รณวี ิทยา ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า “เปน็ วชิ าว่าด้วยลักษณะความเปน็ อยู่ของสตั ว์ และ
การศกึ ษาซากดกึ ด�ำบรรพ์ เป็นวทิ ยาศาสตร์แขนงหน่งึ ทเี่ รียกว่า บรรพชีวนิ วิทยา พืชในธรณกี าล ตลอดจนร่องรอยต่างๆ ของสตั ว์ และพชื น้นั ๆ โดยเอาความรู้ทางชีววทิ ยา
ปัจจุบันไปเปรียบเทียบกบั สภาพซากดกึ ด�ำบรรพ์ จดั เป็นแขนงหนึง่ ของวชิ าธรณปี ระวตั ิ”
นกั วิทยาศาสตร์ไดจ้ ัดสิ่งมีชวี ิตบนโลกออกเป็นกลมุ่ ๆ เพื่อชว่ ยในการจำ� แนกใหเ้ ปน็ ส่ิงมีชีวิตที่สูญพันธุ์แล้วก็ได้รับการจัดการเช่นเดียวกันกับส่ิงมีชีวิตท่ียังคงมีอยู่ใน
ระบบ สง่ิ มชี วี ติ ตา่ งๆ จะถกู จดั ใหอ้ ยใู่ น 2 อาณาจกั รหลกั คอื อาณาจกั รพชื และอาณาจกั รสตั ว์ ปัจจุบัน เพราะนักบรรพชีวินวิทยาถือว่าซากดึกด�ำบรรพ์เป็นส่ิงท่ีเคยมีชีวิตมาก่อนในอดีต
กบั ส่วนท่เี หลอื ทั้งหมดท่ีปัจจุบนั มกี ารศกึ ษาจนสามารถจ�ำแนกออกได้เปน็ อีกหลายอาณาจกั ร จึงเหน็ ว่าสามารถใช้หลักเกณฑ์ในการจำ� แนกส่งิ มชี ีวิตทเี่ ปน็ สากล เพ่อื จ�ำแนกซากดึกดำ� บรรพ์
เช่น อาณาจักรเห็ดรา และอาณาจกั รแบคทเี รยี ออกเป็นกลมุ่ ใหญ่ๆ และแยกไปเปน็ สาขายอ่ ยตามลักษณะความคลา้ ยกนั หรือตา่ งกันของ
จากอาณาจักร สง่ิ มชี ีวติ ตา่ งๆ จะถกู จดั จ�ำแนกยอ่ ยลงไปอีกเป็น ไฟลมั ชัน้ อนั ดับ ซากดึกดำ� บรรพน์ ั้นๆ เช่นเดยี วกบั การจำ� แนกทางอนุกรมวิธานของสิ่งมีชวี ติ
วงศ์ สกุล และชนดิ (Phylum-Class-Order-Family-Genus-Species) โดยอาศยั อย่างไรกต็ าม การศกึ ษาซากดึกด�ำบรรพ์เป็นเพยี งการศึกษารูปลกั ษณะสณั ฐาน
หลักฐานความสัมพนั ธ์ทางวิวัฒนาการ และการมลี กั ษณะรว่ มบรรพชนเดียวกนั และรปู แบบโครงสรา้ งช้นิ สว่ นท่หี ลงเหลอื ซึ่งถกู เกบ็ รกั ษาไวใ้ นชนั้ หินเทา่ นั้นเนอื่ งจาก
ซากดึกดำ� บรรพ์เปน็ ส่วนทถ่ี ูกเก็บรกั ษาไว้ด้วยกระบวนการทางธรณวี ทิ ยา ซ่ึงมักเป็นส่วนท่ี
ปัจจุบันพชื ถูกแบ่งออกเป็น 11 ดิวิช่นั (ค�ำว่า Division ใชส้ ำ� หรับอาณาจักรพืช มี ทนทาน แขง็ แรง ผพุ ังยาก
ระดบั เทา่ กับ Phylum) ส่วนสตั ว์แบ่งออกเปน็ 35 ไฟลมั แต่มเี พียง 9 ไฟลัมท่รี จู้ กั กนั ดงั น้นั จงึ มักจะแบ่งการศกึ ษาซากดึกด�ำบรรพ์สัตว์ออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ คือ พวกมี
มากท่สี ดุ ซงึ่ี ครอบคลมุ ชนิดสว่ นใหญใ่ นอาณาจกั รสตั ว์ ไดแ้ ก่ สัตวข์ าปล้อง, มอลลสั กา, กระดูกสันหลงั โดยอาศัยหลักฐานจากโครงกระดูก ฟัน เลบ็ และพวกทไ่ี ม่มกี ระดกู สนั หลงั
ฟองน้�ำ, ไนดาเรีย, หนอนตัวแบน, นมี าโทดา, หนอนปล้อง, เอคคิโนเดอร์มาทา และสัตว์ อาศยั หลักฐานจาก เปลอื ก กระดอง และโครงสรา้ งแข็งอนื่ ๆ
มแี กนสันหลัง ส�ำหรับพืชซึ่งมีองค์ประกอบหลักเปน็ เซลลโู ลส และลกิ นิน ที่ประกอบกนั เป็นผนัง
สตั วท์ ี่มมี ากชนิดที่สดุ ในโลกคือ สัตวจ์ �ำพวกแมลง ซึ่งอยู่ในไฟลัมสัตวข์ าปล้อง เซลล์พืช และมกั จะเป็นแบบพมิ พ์สำ� หรบั การซึมเขา้ ไปแทนทข่ี องน้�ำแร่ในธรรมชาติ ทำ� ให้
(Arthropoda) และรองลงมาคอื สตั วจ์ ำ� พวก มอลลสั กา (Mollusca) หรอื พวกทม่ี เี นอื้ ออ่ นนมุ่ เกิดเปน็ ซากดกึ ด�ำบรรพ์ไดแ้ ทบทุกส่วน ดังนัน้ จงึ พบซากดกึ ด�ำบรรพ์พืชท้ังทีเ่ ปน็ ล�ำต้น ใบ
เช่น หมกึ และหอยตา่ งๆ ซง่ึ เปน็ ตัวเอกในทนี่ ี้ เมล็ด รวมถึงสปอร์ และเรณู ทีม่ องไมเ่ ห็นดว้ ยตาเปล่า

ภาพววิ ัฒนาการของส่งิ มีชีวิต คัดลอกจาก กรมทรพั ยากรธรณี, 2553, ทอ่ งโลกธรณี อทุ ยานแห่งชาติเขาใหญ่

89

หอยเปน็ สัตว์ไมม่ ีกระดกู สนั หลัง ท่ัวไปมกั พบว่าเป็นแบบฝาเดยี ว กบั สองฝา จดั อยู่ ว่าด้วยเรื่องหอย
ในไฟลัม มอลลสั กา ท่หี มายถึงผ้ทู ่ีมเี นอ้ื ออ่ นนม่ิ
มอลลสั บางกล่มุ มีเปลือกแขง็ หุ้มเนอื้ ทอ่ี อ่ นน่ิม และบางกล่มุ มแี กนแขง็ ภายในชว่ ย หอย ถูกจำ� แนกโดยอาศยั รปู รา่ งลกั ษณะ เป็น 2 ชน้ั (class) คือพวกฝาเดยี ว กบั
พยงุ ร่างกาย จำ� แนกออกเปน็ 7 ชั้น (class) ได้แก่ พวกสองฝา แต่ไม่ไดค้ ำ� นงึ ถึงทอ่ี ย่อู าศัย หอยอยู่ไดท้ ุกท่ี ทง้ั ในทะเล ในน้ำ� จดื และบนบก
(1) Monoplacophora เชน่ หอยฝาละมีโบราณ ดว้ ยสภาวะแวดลอ้ มทไ่ี มเ่ หมอื นกนั ทำ� ใหพ้ วกมนั มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั หลายประการ เชน่
(2) Polyplacophora เชน่ ลิ่นทะเล หรือหอยแปดเกล็ด
(3) Aplacophora เช่น หอยหนอน หอยบกมีตาอยู่บนปลายรยางค์ท่ีสามารถยืดหดได้ สว่ นหอยน้�ำจดื
(4) Gastropoda หอยฝาเดยี ว เชน่ หอยทาก หอยโข่ง หอยเชอรี่ และหอยทะเล สว่ นใหญ่มตี าติดอยู่กบั ท่ี
(5) Bivalvia หอยสองฝา เช่น หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยลาย ไมส่ ามารถยืดหดได้
(6) Scaphopoda เช่น หอยงาชา้ ง
(7) Cephalopoda เช่น หอยงวงช้าง และหมึกสายพนั ธต์ุ ่างๆ เปลือกหอยบก และหอยน้�ำจดื ส่วนใหญ่บางกวา่ เปลือกหอยทะเลมาก
ดว้ ยเหตุผลทว่ี ่า เปลอื กหอยทะลมีไว้ปอ้ งกนั ศัตรู และแรงคลน่ื ทะเล
มอลลัส ท่ีพวกเราคุ้นเคยคอื หมกึ กบั หอย 2 ชัน้ (class) คือ หอยฝาเดียว กบั สว่ นเปลือกหอยบกมีไว้เพ่ือเก็บรกั ษาความชื้น
หอยสองฝา ท่ีมีสมาชกิ แยกยอ่ ยลงไปสู่ อนั ดบั วงศ์ สกลุ และชนดิ ไดอ้ กี มากมายมหาศาล
10 หอยฝาเดยี วท่ีอาศยั บนบกส่วนใหญ่ไม่มฝี าปดิ
ส่วนหอยฝาเดียวที่อาศัยในน้�ำจดื และนำ้� ทะเลส่วนใหญ่มีฝาปิด

หอยน�้ำเค็มหายใจในน�ำ้ ด้วยเหงอื ก โดยดดู น�ำ้ เข้าไปในช่องวา่ ง
กลางลำ� ตัวเพ่อื แลกเปลีย่ นออกซเิ จนผ่านเหงือกที่อยใู่ นช่องว่างน้ัน

หอยบกหายใจดว้ ยปอด โดยดูดอากาศผ่านรูเปิดเข้าไปในช่องว่างกลางล�ำตัวเพ่ือ
แลกเปลี่ยนออกซิเจนผ่านปอดท่ีอย่ใู นช่องวา่ ง

หอยนำ�้ จืดบางชนิดมีท้งั เหงอื ก และปอด เช่น หอยโข่ง หอยปงั หอยเชอรี่ ซึ่งมักจะ
อาศัยอยู่ในน้ำ� ต้นื และสามารถขนึ้ ไปกนิ อาหาร และวางไข่เหนือน�้ำได้ดว้ ย
การหายใจด้วยปอดของหอยน�้ำจืดท�ำโดยดูดอากาศผ่านท่อเหมือน สน็อร์กเกิล
ทปี่ ดิ -เปิดได้ เข้าไปในช่องวา่ งกลางล�ำตวั เพอ่ื แลกเปลี่ยนออกซิเจนผา่ นปอดท่ีอยู่ในน้ัน

11

พื้นท่ีส่วนใหญ่ของจังหวัดกระบ่ีเป็นท่ีราบลุ่ม (ส่วนที่เป็นสีขาว-สีครีม ในแผนท่ี) ข้อมูลล้านปีที่แหลมโพธ์ิ
ปกคลมุ ดว้ ยตะกอนยคุ ควอเทอรน์ ารพี วกเศษหนิ เชงิ เขา ตะกอนตะพกั ลำ� นำ้� ตะกอนธารนำ�้ พา
และตะกอนชายฝงั่ ทะเล ถงึ แม้ว่าทางวชิ าการธรณีวิทยาในปจั จุบนั จะใช้ยุค Paleogene กับ Neogene
ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่สูงช้ันท่ีรองรับดัวยหินตะกอนพวกหินกรวดมน หินทราย แตใ่ นทางปฎบิ ตั ิวงการธรณีวิทยาท่ัวไปยงั คงนยิ มใช้ยุค Tertiary ควบค่กู ันไปด้วย เน่อื งจากเปน็ ยุคท่ีมีการ
หนิ ดินดาน หนิ โคลน และหินปูน ซ่ึงมีอายอุ ยูใ่ นชว่ งยคุ คาร์บอนเิ ฟอรัส เพอรเ์ มียน จแู รสซิก
และเทอรเ์ ชยี รี่ นอกจากนย้ี งั พบหนิ แกรนติ ทแี่ ทรกขน้ึ มาในยคุ ครเี ทเชยี สเปน็ ภเู ขาสงู อยบู่ รเิ วณ เกดิ ของแอง่ สะสมตัวของตะกอนทมี่ ซี ากพืช-สัตว์ มากมายจนกลายเป็นแหลง่ ทรพั ยากรเช้ือเพลิง
ตอนกลางของจงั หวดั กระบี่ ในโลกปจั จบุ นั ทง้ั ปิโตรเลยี ม และถา่ นหิน

พรแี คมเบรยี น มหายุค พาลีโอโซอกิ มหายุค มโี ซโซอิก ครเี ทเชยี ส มหายุค ซีโนโซอกิ
แคมเบรยี น ออรโ ดวิเชยี น ไซลูเรยี น ดีโวเนยี น คารบอนเิ ฟอรัส เพอรเมยี น ไทรแอสซกิ จแู รสซิก พาลีโอจนี นีโอจีน ควอเทอรนารี
หนวยเวลา ลานป 541.0 ปจ จุบนั
485.4 443.8 419.2 358.9 298.9 251.9 201.3 145.0 66.0 23.03 2.58

หินตะกอน ยุคเพอร์เมียน-คารบ์ อนิเฟอรัส หนิ ตะกอน ยุคจแู รสซกิ -ครีเทเชียส “กลมุ่ หนิ กระบ”่ี เปน็ กลมุ่ หนิ ยคุ เทอรเ์ ชยี รี่ ถกู จดั ตงั้ ขนึ้ โดยชมุ เจษฎ์ จรลั ชวนะเพท
หินแกรนติ ยุคครีเทเชียส กลุม่ หนิ กระบ่ี ยุคเทอรเ์ ชียรี่ นกั ธรณีวทิ ยาจากกรมทรพั ยากรธรณี ในปี 2512 เนอื่ งจากสามารถลำ� ดบั ชน้ั หินไดอ้ ยา่ ง
ละเอยี ดชดั เจนบรเิ วณบอ่ เหมอื งถา่ นหนิ บางปดู ำ� บอ่ เหมอื งบางหมาก บอ่ เหมอื งหวายเลก็
ตะกอน ยุคควอเทอร์นารี และบริเวณแหลมโพธิ์ โดยสามารถระบอุ ายุได้จากหลักฐานซากดกึ ดำ� บรรพ์ และหลกั ฐาน
แม่เหลก็ โลกโบราณในช้นั หนิ กล่มุ นี้
หินปูน ยุคเพอรเ์ มียน แหลมโพธ์ิ หลกั ฐานทางธรณวี ทิ ยาจากบอ่ เหมอื งถา่ นหนิ กระบบี่ ง่ ชวี้ า่ กลมุ่ หนิ กระบ่ี มกี ารสะสมตวั
อา่ วกระบ่ี ในยุคพาลโี อจีน ในสภาพทีเ่ ปน็ แอ่งนำ้� จืด มกี ารสะสมตวั ของตะกอนบนบก พรอ้ มกับซากพืช
ซากสัตว์ ในสภาพภมู อิ ากาศร้อนช้ืนคล้ายกับบา้ นเราในปัจจบุ ัน
เกาะลันตา แอง่ กระบ่เี ปน็ ทส่ี ะสมตะกอนท่ผี พุ งั และถูกพัดพามาจากทส่ี งู โดยรอบเป็นเวลากวา่
สิบล้านปี แอง่ จงึ ทรุดตวั ลงด้วยนำ้� หนกั ของตะกอนกดทบั ตวั เอง รวมกบั การเช่อื มประสานของ
แผนที่ธรณีวิทยาจังหวดั กระบี่ คดั ลอก และดัดแปลงจาก กรมทรพั ยากรธรณี, 2550 เมด็ ตะกอนดว้ ยสารละลายนำ� ป้ นู ทำ� ใหต้ ะกอนในแอง่ กลายเปน็ หนิ มคี วามหนารวมกวา่ รอ้ ยเมตร
วดั ได้โดยตรงจากบริเวณบ่อเหมืองลกิ ไนต์บางหมาก และหวายเล็ก
แหลมโพธิอ์ ยตู่ ิดกบั อา่ วกระบี่ อยทู่ างดา้ นตะวนั ตกเฉียงใตข้ องตวั จังหวัด การเปล่ียนแปลงของเปลือกโลก ท�ำให้กลุ่มหินกระบถี่ ูกยกตวั ขน้ึ สผู่ ิวโลก โดยเฉพาะ
บริเวณปลายแหลมรองรบั ด้วยชน้ั หนิ ตะกอนจาก “กลุ่มหินกระบ่ี” ทแี่ สดงด้วยสเี หลอื ง สว่ นชนั้ หนิ ดา้ นบนทโี่ ผลข่ น้ึ มา แลว้ บางสว่ นถกู กดั เซาะ และปดิ ทบั ดว้ ยตะกอนยคุ ตอ่ มา พรอ้ ม
กลุ่มหนิ กระบีพ่ บไดม้ ากท่ีสุดบรเิ วณด้านใต้-ตอนกลางของจงั หวัด ซึ่งเป็นบริเวณแหลง่ กนั นนั้ กลมุ่ หนิ กระบไ่ี ดถ้ กู แรงกระทำ� จนเกดิ การโกง่ งอ บดิ ตวั เกดิ รอยแยก (joint) ตามหลกั ฐาน
ถ่านหินลิกไนตก์ ระบ่ี ทีป่ รากฎเป็นแนวสองทศิ ทางเกอื บตง้ั ฉากกนั และรอยเลือ่ น (fault) ขนานไปกับแนวชายฝงั่
ต้ังแตแ่ หลมโพธ์ิ 1 ถึง แหลมโพธิ์ 3
12
13

ภาพโดย จิรศักด์ิ เจริญมิตร “กลุ่มหินกระบ่ี” ที่แหลมโพธิ์

แหลมโพธ์เิ คยเป็นสว่ นหน่งึ ของแอ่งกระบ่ี ถงึ แม้ “กลุม่ หินกระบี่ “จะมีความหนา แหลมโพธิ์ 3
รวมกว่าร้อยเมตร แตส่ ว่ นที่พบโผล่ผิวดนิ โดยวางตัวอยู่ในแนวค่อนข้างราบ เป็นระยะๆ จาก
แหลมโพธิ์ 1 จนถึง แหลมโพธ์ิ 3 เป็นระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตรน้ันเป็นเพียงส่วนหน่ึง • ชน้ั หินดา้ นบนสดุ มกี ารสลบั กนั ระหวา่ งชน้ั หิน
ของกลุ่มหินกระบี่เท่าน้ัน และเป็นส่วนที่ส�ำคัญมากเพราะมีหลักฐานทางธรณีวิทยา และ โคลนกบั ช้นั เปลือกหอยทีอ่ ดั ตวั กนั แนน่
ซากดึกด�ำบรรพ์ ท่ีสามารถระบุถึงสภาวะแวดล้อมของแอ่งสะสมตะกอนในยุคเทอร์เชียรี่
บรเิ วณแหลมโพธว์ิ า่ มกี ารเปลยี่ นแปลงจากหนองนำ้� จดื ไปเปน็ แบบชายฝง่ั ทะเล จากลำ� ดบั หนิ • ชนั้ เปลือกหอยด้านล่าง เป็นหอยมวนพลูหนา
ชนั้ ลา่ งไปสูช่ ัน้ บน ตามล�ำดบั จากแหลมโพธ์ิ 1 และ 2 ไปถงึ แหลมโพธ์ิ 3 แน่น สว่ นด้านบนพบหอยสองฝาหนาแนน่ กว่า

แผนภูมิแสดงการล�ำดับชั้นหินในพื้นที่สุสานหอยแหลมโพธิ์ คัดลอกจาก วิฆเนศ ทรงธรรม, 2554 • ชนั้ ถดั ลงไปเปน็ ชนั้ หินโคลนสีเทาจาง หนา
ประมาณ 0.8 เมตร มีเปลือกหอยคล้ายหอย
14 มวนพลู และหอยสองฝากระจัดกระจายห่างๆ

แหลมโพธิ์ 2
ดา้ นบนสดุ เป็นตะกอนดนิ ยคุ ปจั จุบนั ปดิ ทับอยู่

บนหนิ โคลนสีเทาเหลอื งออ่ น ท่มี ซี ากเรณูของกูด
เขากวางซึง่ เปน็ เฟริ ์นน้�ำจืดชนิดหนงึ่
• ถดั ลงไปพบชน้ั หอยขม-หอยคนั อดั แน่น หนา

ประมาณ 50 ซม. วางตัวอยูบ่ นชั้นถ่านหนิ
หนาประมาณ 10 ซม. ท่เี กดิ จากสาหรา่ ยน้�ำจดื
และกลุ่มพืชทีพ่ บในเขตร้อนช้นื

แหลมโพธิ์ 1

• พบช้ันหอยขม-หอยคันอัดแนน่ หนาประมาณ

30 ซม. วางตัวอยูบ่ นช้นั ถา่ นหินหนาประมาณ

10 ซม. ท่เี กดิ จากสาหร่ายนำ�้ จดื และกลุม่ พืชที่

พบในเขตร้อนชน้ื

• ชั้นล่างสดุ เปน็ หินโคลนสีเทาเขม้ ออ่ นนมุ่

คลา้ ยดนิ พบชนั้ เปลือกหอยตวั สมบรู ณ์

ภาพแหลมโพธ์ิ 1-3 โดย จิรศักด์ิ เจริญมิตร กระจัดกระจายตัวอย่หู ่างๆ กนั 15

ปจั จยั หนง่ึ ทก่ี ำ� หนดลกั ษณะภมู ปิ ระเทศชายฝง่ั บรเิ วณสสุ านหอยแหลมโพธ์ิ คอื โครงสร้างธรณีที่แหลมโพธ์ิ
โครงสรา้ งธรณวี ทิ ยา ซง่ึ เปน็ ผลมาจากธรณแี ปรสญั ฐาน (Tectonics) ทเี่ กดิ ขนึ้ กบั ชน้ั หนิ
ไมน่ อ้ ยกวา่ 2 ครง้ั ตามหลกั ฐานทปี่ รากฏบนหนิ โผล่ ซงึ่ ไดแ้ ก่ รอยเลอื่ น และรอยแยกของหนิ N
รอยเลอื่ นทพ่ี บเกดิ ขนานไปกบั แนวชายฝง่ั ผลของการเกดิ รอยเลอื่ นน้ี ทำ� ใหช้ นั้ หอย
โผลใ่ หเ้ หน็ เฉพาะบรเิ วณทเี่ ปน็ แหลมยนื่ ออกไปในทะเลเทา่ นนั้ การวางตัวของชั้นหนิ เมื่องมองไปทางทิศเหนอื ท่แี หลมโพธ์ิ 1-3 ตามล�ำดบั
สว่ นรอยแยกปรากฏใหเ้ ห็นเดน่ ชดั อยู่ทศิ ทางเดียว และมคี วามถี่ห่างต่างกัน ทงั้ นี้ แผ่นสีแดงแสดงการวางตัวของชั้นหิน ลูกศรสขี าวแสดงทศิ ทางท่ชี น้ั หนิ เอยี งเทไป
เนอ่ื งมาจากลกั ษณะของเนอ้ื หนิ เปน็ ตวั กำ� หนด โดยรอยแยกบรเิ วณแหลมโพธ์ิ 1 และ บรเิ วณ
แหลมโพธ์ิ 2 ค่อนขา้ งห่าง (กรมทรพั ยากรธรณี, 2538) เสน้ ตารางสีด�ำแสดงรอยแนวแยกสองทิศทางเกือบต้งั ฉากกัน

แบบจำ� ลองรอยเล่ือนบริเวณแหลมโพธิ์ คดั ลอก และดัดแปลงจาก กรมทรพั ยากรธรณี, 2ส5สุ 3า8นหอยยุคเทอร์เชียร่ี จากแหลมโพธิ์ 1 ทางตะวันตก ถึง แหลมโพธิ์ 3 ทางตะวันออก

แนวชายฝง่ั ทะเลแหลมโพธิ์ทปี่ รากฎ ก ารวา งตวั ขอบงรละ็อนการบอรยอเลยเือ่ ลนื่อนรดอา้ (ยนfเaบลuอ่ืนlนtเลวpอ่ืาlงนaตลnัวeงอไ)ยป่ใูเทอนายี แงงนทลวิศงตทเหะาวงนนัทือตศิ ตก4เะฉ5วยีนั งออใงอตศก้ดาเว้ฉยตยี มะงวมุในัตเอ้อียปองกรปเะฉรมียะามงณา(ณN640255Eํ อ)งอศงาศา

มุม และทิศทางของการเลือ่ น บนระนาบรอยเลือ่ น

16 17

แอง่ กระบสี่ มยั Eocene - Oligocene แ น ว ร อ ย เ ล่ื อ น ร ะ น อ ง ชุ ม พ ร ยอดเขาสงู ในสมยั นัน้ ปกคลุมดว้ ยป่าสนเขา ¶ดั ลงไปเปน็ ปา่ เขตรอ้ นชน้ื ทพี่ บหลกั ฐาน
ที่เกิดบนที่มีระดบั สูงกว่า 2,000 เมตร เปน็ เรณขู องตน้ ตะแบก ไมฝ้ าง ฯลฯ

ปลายแหลมไทยในชว่ งปลายสมยั อีโอซีน-โอลโิ กซนี มีสภาพเปน็ พนื้ ทร่ี าบสลับทวิ แ น ว ร อ ย เ ล่ื อ น ค ล อ ง ม ะ รุ ่ ย สว่ นทรี่ าบ และแอง่ นา้� เปน็ ทอ่ี าศยั ของพชื ขนาดเลก็
เขาสงู ที่ขนาบด้วยพน้ื ท่ีลมุ่ ต�่าทางด้านตะวันตก และตะวนั ออก ทิวเทือกเขาสงู ชนั ขนาดใหญ่ และพชื นา�้ เชน่ กก เตย กดู นา้� และสาหรา่ ย
ทวี่ างตัวในแนวเหนือ-ใต้ เหมาะส�าหรบั การเจริญเตมิ โตของป่าสนเขา สุ ร า ษ ® ร ์ ธ า นี
หลกั ฐานบรรพเรณขู องสนสปรซู และตน้ ออลเดอร์ (Alder) ชนั้ ดินคลุม
บ่งชี้ว่าเทอื กเขาเหล่านีม้ คี วามสูงกว่า 2,000 เมตร ชน้ั น้า� จืด
เนือ่ งจากไมใ้ หญ่เหลา่ นไี้ มส่ ามาร¶เตบิ โตได้ในบรเิ วณที่ต่า� กว่าระดบั ดังกล่าว
ชนั้ หนิ โคลนสีเหลืองเทา มีเปลือกหอย
เบื้องล่างเปน็ ป่าไม้เขตรอ้ นช้ืน เช่น ตะแบก ไม้ฝาง ชมพู่ ชบา ฯลฯ ช้นั เปลอื กหอยขม และหอยคนั อดั แนน่ หนา 50 ซม.
ปกคลมุ เร่อื ยไปจน¶งึ เขตท่ีล่มุ รอบแอ่งจึงเปล่ียน
เปน็ พชื เลก็ จา� พวก กก เตย และจิงจอ้ ขน ชน้ั ดนิ เหนียวสเี ทาด�า มลี กิ ไนตอ์ ยู่ด้านบนสดุ 10 ซม.

แ อ ่ ง เ คี ย น ซ า

นอกจากน้ีแลว้ ยังพบบรรพเรณูของ น ค ร ศ รี ธ ร ร ม ร า ช
พชื จา� พวกล�าพู และโกงกาง
ทา� ใหส้ ันนษิ ฐานได้วา่ พั ง ง า แ อ ่ ง สิ น ปุ น
มที ะเลอยหู่ ่างไป
ไมไ่ กลนัก แหลมโพธ์ิในสมยั น้นั เป็นสว่ นหน่งึ ของแอ่งกระบี่ โดย
มแี อง่ สนิ ปนุ และแอ่งเคียนซาอยเู่ ลยขึน้ ไปทางเหนือ ท้ังสามลว้ น
แ ห ล ม โ พ ธิ์
เปน็ แอ่งเทอร์เชยี รี่ ซ่ึงรองรับตะกอนท่¶ี กู พัดพาลงมาจากแนว
ภู เ ก็ ต เ ก า ะ ย า ว ใ ห ญ ่ แ อ ่ ง ก ร ะ บ่ี เทือกเขาที่ขนาบอยู่ทง้ั สองดา้ น ตลอดช่วงสมัยโอลโิ กซนี นอกจากหอยทัง้ หลายทเี่ ป็นตวั เอกในที่น้ีแล้ว ยงั มกี ารสา� รวจพบหลักฐานสัตว์
เล้ือยคลานพวก งู เตา่ จระเข้ และสตั ว์เลี้ยงลกู ดว้ ยน�า้ นมอกี รว่ ม 30 ชนิดในแอ่งกระบี่
หลักฐานบรรพเรณยู นื ยันวา่ พชื น�า้ ในแอ่งกระบอี่ ยา่ งนอ้ ย
ประกอบดว้ ย กูดเขากวาง (กูดน้า� ) และสาหร่ายสเี ขยี วจุลภาค เชน่ บ่าง ลิง หนู แมว รวม¶งึ ไพรเมทช้ันสูง สยามโมพิเทคัส อโี อซนี ัส ทค่ี อ่ นข้างสมบรู ณ์

ท่¶ี ูกทับ¶ม และเปลย่ี นสภาพเป็น¶่านหนิ ลกิ ไนต์ และน�าไปสกู่ ารเปล่ียนแนวคิดเร่อื งการกระจายของไพรเมทช้ันสูงท่ีเดิมเช่อื ว่าเรม่ิ จากอฟั ริกา

เ ก า ะ พี พี เ ก า ะ ลั น ต า 19 ต รั ง

18 20

45 ป หลงั กปาจรจุบพันชิ อติ ินยเดอียดยเขังคาเเทงอเคือเวลกออ่ื เรนขเทราสช่ี หนเกมิทับอืายกลูเเรขยั เซาหยี มิ ทาลวยั ปี ถยกู ูเดรันเซใหยี ส งู ขึ้นประมาณ 2 เมตร แองเทอรเชยี ร่ี
กลุมรอยเลื่อน ุอตร ิดตถ

ท ีวป ิอนเ ีดยเคล่ือนท่ี ดวยความเ ็รว 5-16 ซม. ตอป เกาะสุมาตราปลายสมัยไมโอซนี ผลกระทบทไี่ ทยไดร บั จากการชนกนั ของทวปี อนิ เดยี กับยเู รเซยี กลมุ รอยเลอ่ื นเจดียสามองค กลุมรอยเลื่อนแมปง แอง กระบี่ เปน หนงึ่ ในแองเทอรเชียร่ี
ตน สมยั โฮโลซนี กลุม รอยเลอื่ นระนอง
เสนศูนยส ตู ร เกาะบอรเ นยี ว

ปลายสมยั พาลีโอซนี ก ุลมรอยเล่ือนคลองมะ ุรย แอง เทอรเชียร่ี

ในประเทศไทย แรงจากการชนกันของทวีปอินเดยี และยูเรเซยี ท�าให้เกดิ รอยเล่อื น

ในแนวนอน 2 กล่มุ วางตัวเกอื บตั้งฉากกัน ไดแ้ ก่ กลมุ่ รอยเล่ือนแม่ปิง และเจดีย์สามองค์ แองกระบี่
ทวี่ างตวั ในแนวทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื กบั กลมุ่ รอยเล่อื นอุตรดิตถ์ ระนอง และคลองมะรุย่ ที่วางตัว

ในแนวทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนอื แองเมอรก ยุ

ตำแหนง ของ การเคลื่อนท่ขี องรอยเล่ือนทั้ง 2 กลุ่มนี้ สง่ ผลทา� ให้เกิดรอยเล่อื นในแนวดง่ิ ทว่ี างตัว สมัยไมโอซนี ตอนตน
น้ำทะเลเรมิ่ เออเขา ทวมอา วไทย
ทวปี อนิ เดีย ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ซ่ึงตอ่ มาในยุคเทอร์เชียรี*่ มกี ารทรดุ ตัวลงเป็นแอง่ มากมาย กระจายตวั
ต้งั แตเ่ หนือจรดใต้ รวมถึงในอา่ วไทย ซ่ึงในเวลานน้ั มสี ภาพเป็นทีล่ มุ่ ตา�่ ต่อเน่อื ง
ชวงปลายยุคครีเทเชยี ส

ไปจนถึงเกาะบอร์เนยี ว และเกาะสุมาตรา ของประเทศอินโดนเี ซีย จนกระท่งั เริ่มมี สมยั ไมโอซนี ตอนตน
น�้าทะเลรกุ เข้ามาในชว่ งตน้ สมยั ไมโอซีนเป็นตน้ มา ไมโอซนี

* ในอดีต นกั ธรณวี ทิ ยาเรียก ยคุ พาลีโอจีน และนีโอจีน รวมกันวา ยคุ เทอรเ ชียรี่ ชว งเวลาการเกดิ สุสานหอยแหลมโพธ์ิ
โอลโิ กซีน
(หมายเหตุ ความยาวของแทง อายุ ในแตละชว งธรณีกาล มีอตั ราไมค งท)ี่ พาลโี อซีน อีโอซีน

ครเี ทเชียส พาลโี อจนี
มโี ซโซอกิ
66.0 56.0 33.9 23.03

ในสมัยโอลิโกซนี แหลมโพธ์เิ ป็นสว่ นหนึ่งของ แอง่ กระบี่ ที่ ปาสนเขา การสะสมตะกอนชว่ งสดุ ทา้ ยเกดิ ตอนตน้ สมยั ไมโอซนี โดยการ
เปน็ แหล่งสะสมตัวของตะกอนดินทราย พรอ้ มกับซากสงิ่ มี รกุ ทว่ มของนา�้ ทะเล ซง่ึ ตลอดชว่ งเวลาของการ สะสมตะกอน
ชีวติ ตา่ งๆ ทเ่ี กดิ อยใู่ นแอง่ และบรเิ วณโดยรอบ เชน่ หอย ปา เขตรอ นชน้ื แอง่ มกี ารทรดุ ตวั ลงดว้ ยนา้� หนกั ของตะกอน รว่ มกบั การชว่ ย
ขม และหอยมวนพลู รวมถึงละอองเรณูของพืช ทุงหญา
ต่างๆ ทีเ่ กดิ อยใู่ นแอง่ ทุ่งหญ้า ปา่ เขตรอ้ น ยดึ ประสานของสารละลายนา้� ปนู ทา� ใหช้ น้ั ตะกอน และ
และบนเขาสงู ตลอดถงึ ละอองเรณขู องพชื เปลอื กหอยแขง็ ตวั เปน็ หนิ
จากป่าชายเลน ทีอ่ ยไู่ มไ่ กลจากแอ่งมากนัก
แองเทอรเ ชียรี่ จนกระท่งั เข้าสู่ ยคุ น�า้ แข็งครั้งสดุ ท้าย ในสมยั
แองกระบ่ี ไพลสโตซนี ทม่ี กี ารเกดิ ขน้ึ และละลายลงของธารนา้� แขง็
หลายรอบ และกนิ เวลาตอ่ เนอ่ื งมาจนถงึ ทกุ วนั นี้
จำนวนมากมายทเี่ กดิ จากการชนกนั ของสองทวปี
สดุ ทา้ ยเมอ่ื ประมาณ 2.7-2.1 หมน่ื ปกี อ่ น มกี ารเกดิ
ธารนา้� แขง็ มากทสี่ ดุ (Last Glacial Maximum) จากนนั้
จงึ คอ่ ยๆ ลดลง และเรม่ิ ละลายจนทา� ใหร้ ะดบั นา�้ ทะเลทว่ั โลก
สงู ขนึ้ 120 เมตร ถงึ ระดบั ปจั จบุ นั โดยเมอ่ื ประมาณ 5,700 ปกี อ่ น
นา้� ทะเลขนึ้ สงู จนเลยระดบั ทะเลปานกลางไปถงึ 3-4 เมตร กอ่ นทจี่ ะ
ลดลงมาทร่ี ะดบั ปจั จบุ นั

ปา ชายเลน ชน้ั ตะกอนทปี่ ด ทบั ดานบน ระดับทะเลปานกลาง ปจ จบุ นั
ระดบั ทะเลสงู กวาปจจุบนั
ประมาณ 3-4 เมตร เมือ่ 5,700 ปกอน
ดำบรรพสัตวทะเล ใน
ประมาณ 120 เมตร
นำ้ ทะเลเออทว มแอง กระบ่ี พบหลักฐานซากดกึ ระดับทะเลเพ่ิมขึ้นอยางตอ เนอ่ื ง
เร่มิ เกดิ น้ำแข็งทขี่ ว้ั โลกใต หลงั ธารน้ำแข็งมากทสี่ ดุ ครั้งสดุ ทายเร่มิ ละลาย

ชว งเกิดธารนำ้ แขง็ ระดบั ทะเล เมื่อธารน้ำแข็งครง้ั สุดทายเรมิ่ ละลาย
(Glacial period) ชว งธารนำ้ แขง็ ละลาย

เรมิ่ เกดิ นำ้ แขง็ ที่ข้วั โลกเหนอื ธารนำ้ แข็งเกดิ ข้ึน และละลายสลับกันหลายรอบ เกดิ ธารนำ้ แขง็ มากที่สุดครัง้ สุดทาย (Interglacial period)
(Last Glacial Maximum)
เรมิ่ ยุคน้ำแข็ง ครั้งสดุ ทา ย
800 115 27-21 11.7 5.7 ยคุ น้ำแข็ง ยังไมสิ้นสุด
(พันป) ปจจุบนั
นีโอจีน ไพลโอซนี ไพลสโตซีน ควอเทอรนารี โฮโลซีน (ลานป)
สมยั
ซโี นโซอิก 2.588 1.8 0.0117 ยุค
14 5.333 มหายคุ

เทอื กเขำทงั้ หมดมีระดบั ลดต�่ำลงเพรำะถูกกดั เซำะทำ� ลำยกลำยเปน็ ตะกอน ในสมยั ไมโอซีนพืน้ ทีโ่ ดยรอบถกู น�ำ้ ทะเลท่วมถึง แ น ว ร อ ย เ ลื่ อ น ร ะ น อ ง ชุมพร แอ่งกระบ่ีในสมัย Miocene
ถูกพดั พำไปสะสมในแอง่ นำ� ้จดื และทีร่ ำบเบือ้ งลำ่ ง ท�ำใหแ้ อง่ กระบกี่ ลำยเป็นแอ่งน�้ำเคม็ แ น ว ร อ ย เ ลื่ อ น ค ล อ ง ม ะ รุ ่ ย
ปัจจบุ นั ไมพ่ บปำ่ สนในภำคใต้ของไทยเลย สุ ร า ษ ® ร ์ ธ า นี จากซากดึกด�าบรรพท์ ่ีพบในแอง่ กระบ่ที า� ให้ทราบวา่ ช่วงบนของตะกอน
ซงึ่ สำมำรถยืนยนั ได้จำกซำกเปลอื กหอยมวนพลู ในแอ่งซ่งึ สะสมตวั ภายหลังเกิดขึ้นในน�้าเคม็ ท่มี าจากการเพมิ่ ระดับของน�า้ ทะเลข้นึ
ชน้ั ดินคลุม ซ่งึ เป็นหอยที่อำศยั อยูใ่ นน�ำ้ เค็ม แ อ ่ ง เ คี ย น ซ า
ชั้นนำ้� ทะเลท่วม จนท่วมเข้ามาในแผ่นดนิ
ชนั้ หนิ โคลนสลับชน้ั เปลอื กหอยมวนพลู เ ก า ะ ส มุ ย
ชัน้ เปลือกหอยมวนพลู อัดแนน่ หนำ 80 ซม.
ช้นั ดินเหนียวสเี ทำดำ� มีเปลอื กหอยมวนพลู น ค ร ศ รี ธ ร ร ม ร า ช

พั ง ง า แ อ ่ ง สิ น ปุ น

วงจรชีวติ พืช และสตั ว์ มวี ิว²ั นาการตามธรรมชาติ สดุ ทา้ ยกล็ ม้ ตาย
เนา่ เปื่อย สว่ นที่ยงั หลงเหลอื กส็ ะสม¶มทับกันในแอ่ง และ¶กู
แ ห ล ม โ พ ธ์ิ ตะกอนปดิ ทบั ไปพรอ้ มกนั ขณะเดยี วกนั แอง่ กม็ กี ารทรดุ ตวั ดว้ ย เปลอื กโลก และสภาพอากาศมกี ารเปลย่ี นแปลงผา่ นชว่ งธรณกี าล เมอื่ สน้ิ สดุ ยคุ นโี อจนี
น้�าหนกั ของตะกอน เกิดการบีบอดั ด้วยแรงมหาศาล รว่ มกบั กา้ วเขา้ สยู่ คุ ควอเทอรน์ ารี สภาพแวดลอ้ มมกี ารเปลยี่ นแปลง ทา� ใหพ้ น้ื ทบี่ รเิ วณบา้ นแหลมโพธ์ิ
ภู เ ก็ ต เกาะยาวใหญ่ สารละลายนา�้ ปนู ที่เป็นตัวเชื่อมประสาน อกี นบั ล้านปตี ่อมา ¶ูกยกตวั สงู ข้นึ เปน็ ทีด่ อน จนเมอ่ื 10,000-6,000 ปที ี่ผ่านมา เกดิ ปรากฏการณ์ระดบั น�า้
กเ็ กดิ เป็นช้นั หนิ แข็งตามกระบวนการทางธรณีวิทยา ซากหอย ทะเลสูงข้นึ ทัว่ โลก จนทา� ใหบ้ รเิ วณสุสานหอยกลายเป็นพนื้ ที่ชายฝ่งั ทะเลดังเช่นปัจจุบนั
กลายเปน็ ฟอสซลิ หรอื ซากดกึ ดา� บรรพ์ สว่ นซากพชื กลายเปน็
¶่านหนิ ลิกไนต์ซ่ึงอย่ชู ัน้ ลา่ งซากหอยอกี ที

เ ก า ะ พี พี ต รั ง

21 22 เ ก า ะ ลั น ต า 23

สสุ านหอยแหลมโพธิเ์ คยเป็นส่วนหนึง่ ของแอ่งกระบใ่ี นชว่ งยุคเทอร์เชียรี่ โดยยนื ยัน สมาชิกในสุสานดึกด�ำบรรพ์
ไดจ้ ากหลักฐานทางธรณวี ิทยาต่างๆ ท้งั การล�ำดบั ช้ันหิน และซากดึกด�ำบรรพ์ ทร่ี ะบอุ ายุ และ ชื่อสามัญ
สภาพแวดลอ้ มที่สอดคล้องตรงกัน Class (ชนั้ )
ซากดกึ ดำ� บรรพท์ โี่ ดดเดน่ ในกลมุ่ หนิ กระบท่ี พี่ บบรเิ วณแหลมโพธคิ์ อื ซากดกึ ดำ� บรรพ์ Order (อนั ดบั )
เปลือกหอยฝาเดียว 3 ชนดิ และซากเปลือกหอยสองฝา 1 ชนิด ห อยส อ งBฝiาva l v ia ย(งัสไ อม ง่ทฝราา)บFam ily (G่วงeศn์)us
ชน้ั หนิ เหนอื รอยตอ่ ทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งแหลมโพธิ์ 3 กบั แหลมโพธ์ิ 1-2 เกดิ อยใู่ นสภาวะ (สกุล) (ชนดิ )
แวดล้อมใต้ผวิ นำ�้ ทะเล ทร่ี ุกทว่ มเขา้ มาในชว่ งต้นสมยั ไมโอซนี Species
หอยมวนพลู และหอยสองฝาอาศัยอยู่ในน้ำ� กรอ่ ย และนำ้� เคม็ อย่สู ลบั กบั ช้ันหิน
โคลน อยเู่ หนือชัน้ เปลอื กหอยมวนพลูท่อี ดั กนั แนน่ เปน็ แผน่ หนา 80 ซม. ห อยม ว น พล ู ยงั ไ มท่ ราบยงั ไมท่ ราบsp. (ยังไม่ทราบ)
Gastropoda (ฝาเดยี ว)
ช้ันหอยมวนพลู และชั้นหอยสองฝา สลับหนิ โคลน Cerithioidea (Superfamily เหนือวงศ์)
ชัน้ หอยมวนพลู T u rritelliTduaerritellasp. (ยงั ไมท่ ราบ)

ชนั้ หอยขมและหอยคัน หอยคนั รอยกตับอ่ แรหะหลวมา่ โงพธแิ์ห1ลแมลโะพธ2์ิ 3

ชั้นล่างบรเิ วณเกอื บถงึ กน้ แอง่ เป็นช้นั เปลือกหอยขม และหอยคัน ทอ่ี ดั กนั แนน่ เป็น Gastropoda (ฝาเดียว)
ชน้ั ๆ รวมกนั เปน็ แผน่ หนาประมาณ 50 ซม. อยูเ่ หนอื ช้นั ถ่านหินหนาประมาณ 10 ซม. Mesogastropoda
ท่ีถกู รองรับด้วยชัน้ ดินเหนียวสีเทาด�ำทก่ี ้นแอ่ง ซ่ึงชน้ั หินส่วนใตร้ อยต่อน้สี ะสมตัวในแอ่งนำ้� T hiaridaeMelanoides
จืดในชว่ งปลายสมยั อโี อซนี ถงึ สมยั โอรโิ กซีน tuberculata
24
หอยขม มีแนวสนั คู่ ขนานไปกับแนวการขดมว้ นของเปลอื กหอย 25

Gastropoda (ฝาเดียว)
Viviparoidea (Superfamily เหนือวงศ)์

Viv iparidMaeargarysap. (ยงั ไม่ทราบ)

ท่ีสุสานหอยแหลมโพธิ์ ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีเด่นที่สุดคือ หอยฝาเดียว ซ่ึงเป็นจุดเริ่ม สมาชิกในแอ่งกระบี่
ต้นท่ีท�ำใหม้ กี ารศึกษารายละเอียดดา้ นธรณวี ิทยาของแอ่งกระบี่เพิ่มเตมิ ประจวบกบั การผลิต
ถ่านหินเพื่อป้อนโรงไฟฟ้ากระบี่ในเวลาน้ัน ท�ำให้นักวิชาการได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอีกมากมาย ลงิ หวายเลก็ หวายเลก็ เกยี โอเรียนตาเล
จนสามารถสรุปสภาพสิ่งแวดล้อม และภูมิอากาศในอดีตได้ว่าเป็นแบบร้อนชื้นคล้ายกับบ้าน Wailekia orientale Ducrocq et al., 1995
เราในปจั จุบันน้ี
ส�ำหรบั ซากของส่งิ มีชวี ิต ทงั้ พชื และสัตว์มากมายหลายชนดิ ท่ีส�ำรวจพบ เชน่ พชื ใบ เป็นไพรเมตชนั้ ต่�ำ ขนาดเล็ก
เลยี้ งเด่ียว-ใบเลี้ยงคู่ รวมทัง้ สัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั จ�ำพวกสตั วเ์ ล้อื ยคลาน 6 ชนิด และสัตว์ หนกั ประมาณ 1.5 กก.
เล้ียงลกู ดว้ ยน�้ำนมอีกเกอื บ 30 ชนดิ นนั้ ปรากฎวา่ เปน็ สายพนั ธ์ใุ หมข่ องโลกหลายชนดิ เชน่
บา่ งกระบ่ี เดอร์โมเทอเรยี ม เมเจอร์ คลา้ ยบา่ งปัจจุบนั
ภาพจำ� ลองเสมอื นจรงิ ดว้ ยคอมพวิ เตอรส์ ามมติ ขิ อง Dermotherium majot Ducrocq et al., 1992
กรามลงิ กระบี่ ทเ่ี กดิ จากการประกอบกนั ของภาพ
ทส่ี แกนจากชนิ้ ตวั อยา่ งทแี่ ตกออกเปน็ ชนิ้ เลก็ ชน้ิ นอ้ ย สัตว์กีบคู่ แอนทาโคเทอเรยี ม ชยั มณอี ิ

ลงิ กระบ่ี สยามโมพเิ ทคสั อีโอซีนสั มีลกั ษณะพเิ ศษคือ กรามค่อนขา้ งใหญ่ และหนา เปน็ สตั ว์กีบคขู่ นาดใหญ่ เทา่ ฮปิ โปเตมสั ในปจั จบุ นั
Siamopithecus eocaenus Chaimanee et al., 1997
Anthracotherium chaimanei Ducrocq, 1999
มขี นาดใกลเ้ คียงกับชะนใี ปจจุบัน จดั เป็นไพรเมตชน้ั สูง ชนดิ ใหมข่ องโลก เกิดในสมยั อโี อซนี แมวป่า ไมอาซิส ไทแลนดิคัส ถอื ว่าเปน็ กลุ่มทวี่ วิ ัฒนาการมาเป็นแมวปัจจบุ นั
เป็นหลกั ฐานบ่งช้วี า่ ทวปี เอเชียเคยเป็นศูนยก์ ลางววิ ัฒนาการของไพรเมตชั้นสงู ของโลก Miacis thailandicus Ducrocq et al., 1992
26
รูปจาก https://www.britannica.com/media/full/topic/379658/126789

หนกู ระบี่ บาลูชีมิส กระบเ่ี อนซี 27
Baluchimys krabiense Marivaux et al., 2000

ในชว่ งยคุ เทอร์เชียรี่ แหลมโพธ์ิเปน็ หน่ึงในจำ� นวนแอ่งเล็กหลายแอ่งทีต่ อ่ เช่อื มกัน หลักฐานแวดล้อมระบุ อายุหอยแหลมโพธ์ิ
เปน็ แอ่งกระบ่ี ทกุ แอ่งลว้ นมกี ารสะสมตัวของตะกอน และซากพชื -สตั ว์ ท่ภี ายหลงั เปลีย่ น
สภาพเปน็ ถา่ นหนิ ลกิ ไนต์ ซง่ึ ไดม้ กี ารทำ� เหมอื งถา่ นหนิ เพอ่ื ปอ้ นโรงไฟฟา้ กระบี่ จากบอ่ เหมอื ง การศกึ ษาซากดึกด�ำบรรพใ์ นวงการบรรพชีวนิ วิทยา นอกจากจะมีการศึกษาจำ� แนก
บางปูดำ� บ่อบางหมาก และบ่อหวายเล็ก (ปจั จบุ นั ผลิตถ่านหนิ จนหมดทั้ง 3 บอ่ แล้ว) ตามระบบอนกุ รมวิธานแลว้ ยังมีการศึกษาชว่ งเวลาการด�ำรงชีวติ ของสงิ่ มชี ีวติ แตล่ ะชนดิ
การเปิดหนา้ ดนิ เพอ่ื การผลิตถา่ นหนิ เป็นการเปิดโอกาสใหน้ ักธรณีวิทยาไดศ้ ึกษา ตามภูมภิ าคของโลกในแตล่ ะยคุ สมยั ตามธรณกี าลอกี ด้วย ทง้ั นี้เพ่อื เป็นขอ้ มูลเพือ่ การอ้างองิ
สภาพธรณวี ทิ ยาของแอง่ เทอรเ์ ชยี รท่ี ง้ั 3 อยา่ งละเอยี ด และทำ� ใหส้ ามารถคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพ์ และเปรยี บเทียบ กับผลศกึ ษาด้านบรรพชีวินทพ่ี บในภายหลงั ซงึ่ ท�ำให้โยงยึดถึงกนั ไดท้ ัว่ โลก
ของพชื และสตั ว์ รวมถงึ มกี ารตรวจความเปน็ แมเ่ หลก็ ของชน้ั หนิ เพอื่ ศกึ ษาชว่ งเวลาการสะสมตวั นอกจากซากดึกด�ำบรรพ์สิง่ มชี ีวติ แลว้ ซากดกึ ดำ� บรรพข์ องส่งิ ไม่มีชีวติ บางชนดิ ก็
ตลอดจนสภาวะแวดล้อมบรรพกาลของแอ่งกระบีไ่ ด้อย่างสมบูรณี สามารถเป็นตัวช่วยในการศึกษาหาอายขุ องซากดกึ ดำ� บรรพต์ า่ งๆ ได้ เช่น การหาซากของ
การคน้ พบ และศึกษาซากดกึ ด�ำบรรพ์สตั วม์ ีกระดูกสนั หลังกวา่ 30 ชนิด จากแอ่ง ธาตุท่เี กิดจากการสลายตวั ของสารกัมมันตรังสี หรอื การวัดค่าของซากความเปน็ แมเ่ หล็ก
เทอเชยี รกี่ ระบี่ ตง้ั แต่ พ.ศ. 2531-2535 ทงั้ จากนกั บรรพชวี นิ ชาวไทย และตา่ งชาติ โดยการ บรรพกาล
เปรียบเทยี บช่วงเวลาการด�ำรงชีวติ ของสัตวเ์ หล่าน้นั ท�ำให้สามารถสรุปอายุของแอ่งกระบีไ่ ด้ เม่ือนำ� ข้อมูลวทิ ยาศาสตรห์ ลายๆ สาขาเหลา่ นี้มาประมวลผลร่วมกนั หากไดผ้ ลท่ี
วา่ อยใู่ นสมัยอีโอซีนตอนปลาย (37-34 ลา้ นปี หรอื ประมาณ 35 ล้านป)ี สอดคล้องกัน ย่อมท�ำให้ไดผ้ ลลพั ธ์ท่ีน่าเชื่อมากยิ่งข้ึน และสามารถอธิบายความเป็นมาของ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 มีการศึกษาบรรพเรณวู ิทยาทงั้ จากชัน้ หินในสุสานหอย ธรณปี ระวัตไิ ดอ้ ยา่ งลงตวั
แหลมโพธ์ิ และจากชัน้ หินในเหมอื งลกิ ไนตก์ ระบ่ี ให้อายุเป็นสมยั ไมโอซนี ตอนตน้ (23-16
ล้านปี หรือประมาณ 20 ลา้ นปี) ภาพบนแสดงทศิ ทางของเส้นแรงสนาม
หกปตี อ่ มามกี ารศึกษาสนามแม่เหลก็ บรรพกาลจากช้นั หินในแอง่ กระบี่ ไดอ้ ายุอยู่ แม่เหล็กโลกในสภาวะปัจจบุ นั ซึ่งเรียกวา่ สภาวะ
ในช่วง 34-31 ล้านปี หรือประมาณ 33 ล้านปี ปกติ (normal) กบั สภาวะกลับขั้ว (reverse)
จากผลการศกึ ษาหาอายุของแอง่ กระบ่ดี ้วยวธิ กี ารทั้งสาม ดร. วฆิ เนศ ทรงธรรม ภาพด้านขา้ งเปน็ ข้อมูลท่ีได้จากการตรวจวดั ความเปน็
ผูท้ ำ� การสำ� รวจตรวจสอบสุสานหอยแหลมโพธ์ิในปี พ.ศ. 2554 จงึ เห็นควรก�ำหนดอายแุ อ่ง แมเ่ หลก็ บรรพกาลในหนิ ทเี่ กดิ ตงั้ แตย่ คุ จแู รสซกิ
กระบี่ใหอ้ ยู่ในช่วง 35-20 ลา้ นปี ต่อเนื่องถงึ ปจั จุบัน ซ่ึงแสดงสภาวะปกติเปน็ แถบสดี �ำ
28
และสถาวะกลบั ขั้วเปน็ แถบสีขาว
แปรผันกลบั ไป-กลบั มาหลายครง้ั ตามธรณีกาล

29รปู จาก http://roma2.rm.ingv.it/en/themes/5/internal_origin_time_variations/20/geomagnetic_polarity_reversals

ท่ีเดียวในโลกเท่านั้น ..... ที่ อื่ น แ ค ่ ค ล ้ า ย ๆ . . . . . .

การสะสมตัวของหอยขม จำ� นวนมหาศาล จนเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยา ที่เดน่ ชัด นอกท่ีญ่ีปุ่นแลว้ ยังมีการค้นพบเนนิ เปลอื กหอยโบราณในประเทศ ตา่ งๆ ท่วั โลก
ท้ังอายุ ส่งิ แวดลอ้ มท่อี ยู่อาศัย ตลอดจนวิวัฒนาการของกระบวนการทางธรณวี ิทยา จนเกิด เช่น อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บลาซลิ แคนาดา และสหรฐั อเมรกิ า อีกด้วย
เป็นแหล่งสุสานหอยขมแหลมโพธิ์ แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์หอยน้�ำจืดยุคเทอร์เชียรี่แห่งเดียว
ในโลก เนนิ เปลือกหอยในอารเ์ จนตนิ า ภาพจาก
เคยมกี ารอ้างวา่ พบแหล่งสุสานหอยอกี หลาย ttps://en.wikipedia.org/wiki/Midden#Examples
แหง่ ท่วั โลก เช่นทีญ่ ่ปี นุ่ และสหรฐั อเมรกิ า แต่จากการ
ศกึ ษาพบวา่ สุสานหอยทพ่ี บในประเทศอ่นื ไมใ่ ช่ เนนิ เปลือกหอยในญ่ีปนุ่ ภาพจาก
สุสานหอยน้�ำจืดยคุ เทอรเ์ ชียรี่ แบบทแี่ หลมโพธิ์ http://archaeology.jp/sites/2015/odake.htm

ส�ำหรับท่ีประเทศญ่ปี ่นุ พบซากเนิน เปลอื กหอย
เปน็ หยอ่ มๆ (จุดสแี ดง) ตามแนวชายฝ่ังทะเล โบราณ ตง้ั แต่
เกาะฮอกไกโดท่อี ยูเ่ หนือสดุ ถึงเกาะคิวชู ทีอ่ ยู่ใตส้ ุดของ เนนิ เปลอื กหอยในรฐั Maine สหรฐั อเมรกิ า
ประเทศ ภาพจาก https://maineanencyclopedia.com/shell-middens/

เนินเปลือก หอยเหลา่ น้ไี ม่ไดเ้ ปน็ สว่ นสสุ านหอยทเ่ี มอื งชคิ าโก มลรฐั อลิ ลนิ อยส์ ประเทศสหรั ฐอเมรกิ า เปน็ ซากหอย
แหล่งสะสม ตัวตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ท่ีสะสมตัวในช่วง 10,000-5,000 ปีก่อน ซึ่งนับได้ว่ามีอายุอ่อนกว่า
แตเ่ กิดจาก การที่ผคู้ นในอดีต ซากดึกด�ำบรรพ์หอยแหลมโพธิ์หลายสิบล้านปี
ช่วงยุค โจมง (Jomon period) ซง่ึ หมายถึง
ช่วงยคุ กอ่ น ประวตั ิศาสตร์ของญีป่ นุ่ ประมาณ 16,000 ถึง 31
2,300 ปี ก่อน แกะเน้อื หอยไปบริโภคแลว้ ท้ิงเปลือกทับถมกันไว้
เปน็ เวลานานจนพูนข้นึ เปน็ เนนิ เปลอื กหอย เรยี กว่า shell
midden นอกจากนี้ยงั มีการสำ� รวจพบเศษเคร่อื งดนิ เผาใน
กองเนนิ เปลอื กหอยดว้ ย ดังนนั้ จงึ ถอื วา่ เป็นแหล่งโบราณคดี ท่ี
สามารถบง่ บอกวิถีชวี ิตของบรรพบรุ ษุ ชาวญป่ี นุ่ และระบตุ ำ� แหนง่
ของชายฝ่ังทะเลในอดีตท่อี ยู่ลกึ ข้นึ ไปบนเกาะไดเ้ ปน็ อยา่ งด ี

30

จ า ก วั น น้ั น . . ผ ่ า น วั น นี้ . . ไปถึงวันโน้น ธรรมชาติสร้าง. . ราษฎรเสริม. . รัฐเติมแต่ง

การเคลอื่ นทขี่ องทวปี อนิ เดยี จากซกี โลกใต้ ขา้ มเสน้ ศนู ยส์ ตู รขนึ้ มาชนกบั ทวปี ยเู รเซยี ทกุ วนั นี้เหล่าซากหอยขม หอยคนั หอยมวนพลู และหอยสองฝาที่อยู่ในสุสานหอย
ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เศษส่วนเสี้ยวหน่ึงของผลกระทบทางด้าน แหลมโพธิต์ ้องโตค้ ลนื่ ทะเลในชว่ งเวลาน�ำ้ ขนึ้ และโดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสมุ ตะวันตกเฉียงใต้
ธรณีวิทยาในบ้านเรา คอื การเกิดสสุ านหอยแหลมโพธ์ิ ระหวา่ งเดอื นพฤษภาคม ถงึ เดอื นตลุ าคม ซง่ึ เปน็ สาเหตใุ หช้ นั้ สสุ านหอยทม่ี รี อยแยก ทลายลง
กวา่ สามสบิ ลา้ นปี จากวนั นนั้ จนถงึ วนั นี้ จากวนั ทเ่ี รม่ิ เกดิ แอง่ กระบใ่ี นแนวรอยเลอื่ น สใู่ ตผ้ ิวน�ำ้ ทะเลวนั แล้ววันเล่า
เม่ือปลายสมัยอีโอซีน กระบวนการทางธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตต่างด�ำเนินไป นบั จากวันท่ี คณุ ภุมวาร โกมลารชนุ พบสสุ านหอยแหลมโพธ์ิ ในปี พ.ศ. 2507
อย่างอิสระสมบูรณ์แบบ โดยปราศจากการรบกวนแทรกแซงจากไพรเมตชั้นสูงสุด
• พ.ศ. 2526 สสุ านหอยแหลมโพธไ์ิ ดร้ บั การคมุ้ ครองโดยเปน็ สว่ นหนงึ่ ของอทุ ยาน
แห่งชาตหิ าดนพรัตนธ์ ารา-หมู่เกาะพพี ี

และนบั จากวนั ทแี่ หลมโพธโ์ิ ผลพ่ น้ ผวิ นำ้� ทะเลอกี ครง้ั เหลา่ ซากดกึ ดำ� บรรพห์ อยกต็ อ้ ง • พ.ศ. 2537 กรมทรพั ยากรธรณี วา่ จา้ ง ใหส้ ถาบนั AIT สำ� รวจศกึ ษาหาแนวทาง
ผจญกบั กระบวนการทางธรณวี ิทยาในรปู แบบใหม่ น่ันคอื “การกดั เซาะทำ� ลาย” และวิธีการอนุรักษ์ สสุ านหอยแหลมโพธิ์ พบว่าวธิ ีปอ้ งกนั และแก้ไขการพังทลาย
ท่ีถูกต้องที่สุดคือ การลดแรงปะทะจากคล่ืน ซ่ึงสามารถกระท�ำได้โดยการสร้าง
นไี่ มใ่ ชค่ รงั้ แรกทห่ี อยเหลา่ นต้ี อ้ งเผชญิ กบั คลนื่ ทะเล ครงั้ แรกคอื ชว่ งตน้ สมยั ไมโอซนี แนวคนั หินป้องกันคล่ืน แต่อาจมีผลกระทบตอ่ สภาพแวดล้อมบรเิ วณสุสานหอย
คร้ังต่อมาคือชว่ งกลางสมัยโฮโลซีน เม่อื ประมาณหา้ -หกพันปีกอ่ น และมาครัง้ นี้เป็นการ
ผจญคลื่นทะเล ในชว่ งเวลาท่สี ภาวะแวดล้อมของโลกรอ้ นข้นึ เปน็ ชว่ งเวลาทธี่ ารนำ้� แขง็ ทวั่ โลก • พ.ศ. 2540 พฒั นาสสุ านหอยแหลมโพธิ์ เปน็ พพิ ธิ ภณั ฑเ์ ปดิ เพอ่ื เผยแพรค่ วามรแู้ ก่
กำ� ลงั ละลาย ซึง่ สง่ ผลให้ระดับนำ้� ทะเลท่ัวโลกสงู ข้ึนอยา่ งต่อเนือ่ ง นกั ทอ่ งเที่ยวทัว่ ไป

• พ.ศ. 2560 ประกาศเปน็ แหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพข์ นึ้ ทะเบยี น ตามพระราชบญั ญตั ิ
45 ป หลงั กปาจรจุบพันชิ อติ ินยเดอียดยเขังคาเเทงอเคือเวลกออ่ื เรนขเทราสชี่ หนเกมิทับอืายกลูเเรขยั เซาหยี มิ ทาลวยั ปี ถยกู เูดรันเซใหียส งู ข้ึนประมาณ 2 เมตร คมุ้ ครองซากดึกด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551
แองเทอรเ ชียรี่ ปา สนเขา
กลุมรอยเลื่อน ุอตรดิตถ
แองกระบ่ี ปาเขตรอ นชืน้ แองเทอรเ ชียร่ี
ทุงหญา
ผลกระทบทไ่ี ทยไดร บั จากการชนกนั ของทวปี อนิ เดยี กับยเู รเซยี กลุมรอยเลื่อนเจดียส ามองค กลมุ รอยเลอ่ื นแมป ง แอง กระบ่ี เปน หนงึ่ ในแองเทอรเชียร่ี จำนวนมากมายทเ่ี กดิ จากการชนกนั ของสองทวปี

ทวีป ิอนเ ีดยเคล่ือน ่ที ดวยความเ ็รว 5-16 ซม. ตอป ปลายสมัยไมโอซนี เกาะสุมาตรา ปา ชายเลน
ตนสมัยโฮโลซนี
เสน ศนู ยสูตร เกาะบอรเนียว กลมุ รอยเล่อื นระนอง

ปลายสมยั พาลีโอซีน ก ุลมรอยเ ื่ลอนคลองมะ ุรย แอง เทอรเ ชียร่ี ชน้ั ตะกอนทป่ี ด ทบั ดานบน ระดับทะเลปานกลาง ปจ จบุ ัน
ระดับทะเลสงู กวาปจจุบัน
ดำบรรพสัตวทะเล ใน ประมาณ 3-4 เมตร เม่ือ 5,700 ปกอ น
แองกระบ่ี ประมาณ 120 เมตร

แองเมอรก ยุ ระดับทะเลเพิ่มขน้ึ อยา งตอ เน่อื ง
หลงั ธารน้ำแขง็ มากทส่ี ดุ ครั้งสดุ ทา ยเริม่ ละลาย
นำ้ ทะเลเออทว มแอง กระบ่ี พบหลักฐานซากดกึ
ตำแหนง ของ สมัยไมโอซนี ตอนตน เริ่มเกดิ น้ำแขง็ ท่ขี ้วั โลกใต
น้ำทะเลเรม่ิ เออ เขาทว มอา วไทย
ทวีปอินเดยี
สมยั ไมโอซนี ตอนตน
ชว งปลายยุคครีเทเชยี ส

ชวงเกิดธารน้ำแข็ง ระดับทะเล เมอื่ ธารน้ำแขง็ ครัง้ สุดทา ยเร่ิม ละลาย
(Glacial period) ชว งธารน้ำแขง็ ละลาย

เรม่ิ เกดิ น้ำแข็งทีข่ ้ัวโลกเหนอื ธารน้ำแขง็ เกดิ ขึน้ และละลายสลับกันหลายรอบ เกิดธารนำ้ แขง็ มากทีส่ ุดครงั้ สดุ ทา ย (Interglacial period)
(Last Glacial Maximum)
* ในอดีต นกั ธรณวี ิทยาเรยี ก ยุคพาลโี อจีน และนโี อจนี รวมกันวา ยคุ เทอรเชยี รี่ เริม่ ยุคนำ้ แขง็ คร้ังสดุ ทาย
ชว งเวลาการเกิดสสุ านหอยแหลมโพธิ์ 800 115 27-21 11.7 ยคุ น้ำแข็ง ยังไมส้ินสุด
5.7 (พนั ป) ปจ จุบนั
32 (หมายเหตุ ความยาวของแทง อายุ ในแตล ะชวงธรณกี าล มีอตั ราไมคงท)ี่ พาลโี อซีน อีโอซีน โอลิโกซนี ไมโอซีน ไพลโอซีน ไพลสโตซนี โฮโลซนี (ลานป) สมยั 33
พาลีโอจนี นีโอจนี ควอเทอรน ารี ยคุ
ครเี ทเชียส ซโี นโซอกิ มหายุค
มโี ซโซอกิ 66.0 56.0 33.9 23.03 14 5.333 2.588 1.8 0.0117

พระราชบัญญัติ การขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์

คมุ ครองซากดึกดาํ บรรพ และด้วยอ�ำนาจของพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551
พ.ศ. ๒๕๕๑ ซากดึกด�ำบรรพ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังกว่า 30 ชนิดที่ถูกค้นพบในแอ่งกระบี่ เช่น บ่าง ลิง
งู หนู เต่า แมว ฯลฯ ได้รับการข้ึนทะเบียน คุ้มครอง และเก็บรักษาไว้โดยกรมทรัพยากรธรณี
พระราชบัญญตั ิ ค้มุ ครองซากดกึ ด�ำบรรพ์ พ.ศ. 2551 ถกู ตราขึ้นเน่อื งจากมกี ารค้น เพ่ือการศึกษาอ้างอิง ทางด้านบรรพชีวินวิทยาส�ำหรับคนท้ังโลก

กศพากับรยซสภาบื ากพคดน้ใกึ นดคกำ�วบาามรรพเรปพฒั น็ ท์ นมส่ี าาำ�เขใปคหอญั็นงไ ปแใวนหรณลภะปว่งรมูตัเะวรขิเพินัยีทอนทศงลโี่รไลทอ๓ู้ กยแด๐ลเอพุละมกี มิ่เปทยกมง้ัรน็เายดากแคงั ขหชเมปน้ึลน็่งพสปทม.มศ่อร.คงร.ดวเกท.๒รที่ยอ๕าวนง๕ทรุธ่ีส๑กัรรษร้ามไ์งวชร้ าาเพตยขิอื่ไดอกใ้งาหแรผ้กศน่ับกึ ษดปนิ ารวะแจิเทยัลศใะนมี นอกจากซากดึกด�ำบรรพ์แล้ว แหล่งท่ีพบ หรือแหล่งที่มีซากดึกด�ำบรรพ์อยู่ ก็ได้รับ
การอนุรักษ์โดย พระราชบัญญัติฉบับน้ีเช่นกัน
และเน่ืองจากก่อนหนเป้านนป้ันท ยี่ ัง๖ไม๓่มีกในฎหรชัมกาายลเพปื่อจ คจบุุ้มนัครอง อนุรักษ์ และการบริหาร หนงึ่ ในวธิ กี ารอนรุ กั ษ์ แหลง่ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ คอื การประกาศใหแ้ หลง่ ทม่ี คี ณุ สมบตั ิ
จดั พการระซบากาทดกึสดมำ� เบดร็จรพพรไ์ ะวปเ้ ปรน็ มกินาทรเรฉมพหาะาภเูมปิพ็นลเหอตดใุ ุลหยม้ เีกดาชรลมักีพลอรบะบขดุรคม้นรซาชากโดอึกงดกำ� าบรรโรปพร์ดหเกรลอื า ฯ ตรงตามเกณฑ์ท่ีคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกด�ำบรรพ์ก�ำหนด เป็น “แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์
ใหป ระขกดุ าคศน้ วาโดยไมถ่ กู หลกั วชิ าการ ทำ� ใหซ้ ากดกึ ดำ� บรรพเ์ หลา่ นน้ั ถกู ทำ� ลาย หรอื นำ� ไปเพอ่ื ประโยชน์ ท่ีขึ้นทะเบียน” ตามมาตรา 14 ซึ่งมีมาตรการทางกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มงวด
ซ่งึ มาตทปมราีการโพงฎะ๒ดกสรหยาทิะ๙มรทรธาคี่เาปภิปย้าชารเน พพบะกท่ืกอัญา�ำอใรใญหบสห้กัตกม้สาินับคูญรมวี้มคเราีสบุ้มมตียทครกี มราบฎรอัหญ๓ดงมกญ๓าขอัตยอนมวิบงาาุรแาดตัผกงวรปษ่นยารด์ก๔ะินาแรก๑ทลคา่ีมะมุรมบีคเคากุณรรต่ียิหอรควางา่ากรซยั๔จบา่ิงัดก๒กเปกดาาึก็นรแรดจจลซํา�ํำาาะบนกกมรัดวดรานสึกตพมิทดร า�ำธากบิแร๔ลสระ๓พมเสค์เปขรว็รีนอภกงาไ�ำปรพหัฐอขนธยอดร่างใรงบหมมุค้ี นคูญล
แหง ราช อาณาจักอราไศทยั ยอำ�บนัญาญจตตั าใิ มหกมราตะทราํ ไ2ด6โดแยหอง่าพศัยรอะราํ นาชาบจตญั าญมบตั ทฉิ บบัญนญี้ ัตอิแธหบิ งดกกี ฎรหมมทารยพั ยากรธรณี มาตรา ๑๔ เม่ือปรากฏว่าพื้นท่ีบริเวณใดเป็นแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีมีความส�ำคัญ
มีอจ�ำึงนทารจใงนพกราะรกปรรุณะากโาปศขรึ้นดเทกะลเบาียฯนซใาหกตดกึราดพำ� บระรราพช์ทบ่สี ัญำ� คญญั ัติขแึ้นละไมวคีโดณุ ยคคา่ ําแตนามะหนลําแักเลกะณยิ์ทน่คียณอมะของ ต่อการศึกษาประวัติของโลก บรรพชีวินวิทยา บรรพชีววิทยา หรือการล�ำดับชั้นหิน ตามหลัก
สภานิตกบิ รญัรมญกัตาิแรหคงุ้มชคารตอิ งดซังาตกอดไดปึกนดี้�ำบรรพ์ก�ำหนด เกณฑ์ ทค่ี ณะกรรมการกำ� หนด ไมว่ า่ จะไดม้ กี ารประกาศเปน็ เขตสำ� รวจและศกึ ษาวจิ ยั ตามมาตรา
ประกา ศในห ตมมนา้ันราารมือเตตาปหมรรช็นลีคาากซกัุณจิ เากคจกม๒๑ณ่าาดาในตฑึกนุเรดท์บกาพพ�ำาค่ีกบรรรณ๒ษะศระ๖ะารรึกรเกาพษปาชรเ์ทาชมนรบปี่ขมื่อบตัญ้ึรนกอนัญะญาทธวไริบญะตั ัตกปเดินบัิขำต� ีเหียีเ้อหินรนนง็นยี้ีใโดกวลหแว่าใกลใหซา ะชบอ้าเ“กสบรธพรบิดนังรพึกดอคะชดปีใรับหีว�ำารเชบ้คินะมกบณรว่ือาริทัญะศพพยกญใ์ใานรนดตัรรบกทมคิารํ่ีพากชุมรหบากคพรนจิใรชพนจอดีวริจางวหานซาิทชรเุนาบยณอก่ึงากาดารณษึกหอาดารยใจือาํ หแบักกซ้ ปราามรรดกพลีคดส�ำว กึดิบพาดับม.วำศ� สชันบ.�ำ้ันรน๒คหรัญับพ๕ิน์แ๕ต๑ว”ัน ๑๒ หรือไม่ก็ตาม ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอ�ำนาจประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาให้พื้นที่บริเวณน้ันเป็นแหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีขึ้นทะเบียน พร้อมด้วยแผนที่แสดงเขต
มาตรา เ๓มื่อคณในะกพรรระมรกาาชรบเหัญ็นญว่าตั ซนิ าี้ กดึกด�ำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนตามวรรคหน่ึงเป็นส่ิงท่ีหายาก แหล่งซากดึกด�ำบรรพ์ที่ข้ึนทะเบียนน้ันแนบท้ายประกาศด้วย

และมีคุณค่าเป็นพิเศษ สมควรเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ให้อธิบดีประกาศรายละเอียดของ สุสานหอยแหลมโพธิ์ ท้ัง 3 แห่ง ได้รับการพิสูจน์จากอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
ซากดึกด�ำบรรพ์ดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา และคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกด�ำบรรพ์แล้วว่ามีความส�ำคัญต่อการศึกษาประวัติของโลก
บรรพชีวินวิทยา บรรพชีววิทยา และการล�ำดับช้ันหิน จึงได้รับการประกาศให้เป็นแหล่ง
34 ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 246 ง.
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2560

35

เลม่ ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๔๖ ง หนา้ ๑๖ ๕ ตลุ าคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

ประกาศกรมทรัพยากรธรณี

เรอ่ื ง ใหแ้ หล่งซากดกึ ดําบรรพเ์ ปน็ แหล่งซากดกึ ดาํ บรรพท์ ข่ี ้ึนทะเบยี น

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๔ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์
พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อ ๒ (๓) แห่งประกาศคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ เร่ือง หลักเกณฑ์
การประกาศเป็นแหล่งซากดึกดําบรรพ์ที่ข้ึนทะเบียนและเป็นซากดึกดําบรรพ์ท่ีข้ึนทะเบียน พ.ศ. ๒๕๕๒
อธบิ ดีกรมทรพั ยากรธรณี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุม้ ครองซากดึกดําบรรพ์ กําหนดให้แหล่ง
ซากดกึ ดาํ บรรพ์ รหสั ประจาํ แหลง่ ซากดกึ ดําบรรพ์ THS ๒ ๕ ๖ ๐ ๒ ๐ ๐ ๐ ๐ ๒
ชื่อแหล่งซากดึกดําบรรพ์ แหลง่ ซากสุสานหอยแหลมโพธ์ิ (แหลมโพธิ์ ๑) จังหวดั กระบี่
สถานทต่ี ั้ง บรเิ วณชายฝ่งั ดา้ นใตข้ องแหลมโพธิ์ หมทู่ ่ี ๖ ตําบล ไสไทย
อําเภอ เมอื ง จงั หวดั กระบ่ี จาํ นวนพ้นื ท่ี ๘,๐๐๐ ตารางเมตร
กวา้ ง ๘๒.๓๗๗ เมตร (DMR๐๖๕-DMR๐๖๑)
๕๘.๗๒๖ เมตร (DMR๐๖๔-DMR๐๖๓)
ยาว ๖๑.๗๐๘ เมตร (DMR๐๖๕-DMR๐๖๔)
๑๕๓.๔๘๗ เมตร (DMR๐๖๑-DMR๐๖๓)
ลักษณะของซากดกึ ดําบรรพ์ท่ีปรากฏ ซากเปลอื กหอยทที่ ับถมกนั และเชื่อมประสานยึดตดิ กนั แนน่ เปน็ แผ่นหิน
สภาพทางภมู ิศาสตรข์ องแหลง่ ซากดกึ ดําบรรพ์ ปรากฏเป็นแผ่นหินแผอ่ อกไปเป็นลานกว้างยื่นออกไปในทะเล
ช่ือผคู้ ้นพบ นายภุมวาร โกมลารชุน วันเดือนปีท่ีพบ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗
ชือ่ เจา้ ของ/ผู้ครอบครอง/ผู้มสี ิทธใิ นทด่ี นิ โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทยานแหง่ ชาตหิ าดนพรตั นธ์ ารา -
หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบ่ี
ตามรปู ถ่ายและแผนทแี่ นบท้ายประกาศนี้ เปน็ แหลง่ ซากดึกดําบรรพ์ทีข่ ้นึ ทะเบียน
ท้งั นี้ ตั้งแต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาเป็นตน้ ไป

ประกาศ ณ วันท่ี ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ทศพร นุชอนงค์

อธิบดกี รมทรัพยากรธรณี

36 37

เล่ม ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๔๖ ง หนา้ ๑๗ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐
ราชกจิ จานุเบกษา

ประกาศกรมทรพั ยากรธรณี

เรื่อง ใหแ้ หล่งซากดึกดาํ บรรพเ์ ป็นแหล่งซากดึกดําบรรพท์ ่ขี นึ้ ทะเบยี น

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๔ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์
พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อ ๒ (๓) แห่งประกาศคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ เร่ือง หลักเกณฑ์
การประกาศเป็นแหล่งซากดึกดําบรรพ์ท่ีข้ึนทะเบียนและเป็นซากดึกดําบรรพ์ท่ีข้ึนทะเบียน พ.ศ. ๒๕๕๒
อธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ กําหนดให้แหล่ง
ซากดกึ ดําบรรพ์ รหสั ประจําแหล่งซากดึกดาํ บรรพ์ THS ๒ ๕ ๖ ๐ ๒ ๐ ๐ ๐ ๐ ๓
ชือ่ แหล่งซากดกึ ดาํ บรรพ์ แหล่งซากสสุ านหอยแหลมโพธิ์ (แหลมโพธ์ิ ๒) จงั หวดั กระบี่
สถานที่ต้ัง บริเวณชายฝ่ังด้านตะวนั ออกของแหลมโพธิ์ หมู่ท่ี ๖ ตาํ บล ไสไทย
อําเภอ เมอื ง จงั หวดั กระบี่ จาํ นวนพน้ื ท่ี ๓๘,๔๐๐ ตารางเมตร
กวา้ ง ๑๒๗.๐๘๑ เมตร (DMR๐๕๔-DMR๐๕๕)
๒๙.๐๒๑ เมตร (DMR๐๕๐-DMR๐๕๘)
ยาว ๓๒๙.๔๘๗ เมตร (DMR๐๕๐-DMR๐๕๔)
๕๔๓.๐๔๕ เมตร (DMR๐๕๘-DMR๐๕๕)
ลกั ษณะของซากดกึ ดําบรรพ์ที่ปรากฏ ซากเปลอื กหอยท่ีทับถมกันและเชือ่ มประสานยึดติดกันแน่นเป็นแผน่ หิน
สภาพทางภูมิศาสตรข์ องแหลง่ ซากดึกดําบรรพ์ ปรากฏเป็นแผ่นหนิ แผ่ออกไปเปน็ ลานกว้างย่นื ออกไปในทะเล
ช่อื ผูค้ น้ พบ นายภุมวาร โกมลารชนุ วนั เดือนปที ีพ่ บ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗
ชือ่ เจา้ ของ/ผู้ครอบครอง/ผู้มสี ิทธิในท่ีดินโดยชอบดว้ ยกฎหมาย อุทยานแหง่ ชาติหาดนพรตั นธ์ ารา -
หมเู่ กาะพพี ี จังหวดั กระบ่ี
ตามรูปถ่ายและแผนที่แนบท้ายประกาศนี้ เป็นแหลง่ ซากดึกดําบรรพท์ ขี่ น้ึ ทะเบียน
ทงั้ น้ี ตั้งแตว่ นั ถดั จากวันประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเป็นตน้ ไป

ประกาศ ณ วันท่ี ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ทศพร นุชอนงค์

อธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี

38 39

เลม่ ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๒๔๖ ง หนา้ ๑๘ ๕ ตลุ าคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

ประกาศกรมทรัพยากรธรณี

เร่อื ง ให้แหล่งซากดึกดําบรรพ์เปน็ แหล่งซากดกึ ดําบรรพท์ ี่ข้ึนทะเบยี น

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์
พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อ ๒ (๓) แห่งประกาศคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ เร่ือง หลักเกณฑ์
การประกาศเป็นแหล่งซากดึกดําบรรพ์ที่ข้ึนทะเบียนและเป็นซากดึกดําบรรพ์ท่ีข้ึนทะเบียน พ.ศ. ๒๕๕๒
อธบิ ดีกรมทรัพยากรธรณี โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ กําหนดใหแ้ หล่ง
ซากดกึ ดาํ บรรพ์ รหัสประจาํ แหลง่ ซากดึกดําบรรพ์ THS ๒ ๕ ๖ ๐ ๒ ๐ ๐ ๐ ๐ ๔
ชื่อแหล่งซากดึกดาํ บรรพ์ แหล่งซากสสุ านหอยแหลมโพธ์ิ (แหลมโพธ์ิ ๓) จังหวัดกระบี่
สถานท่ีต้ัง บริเวณชายฝง่ั ด้านตะวนั ออกของแหลมโพธ์ิ หมทู่ ่ี ๖ ตาํ บล ไสไทย
อาํ เภอ เมอื ง จังหวดั กระบี่ จํานวนพนื้ ที่ ๓,๒๐๐ ตารางเมตร
กวา้ ง ๒๐.๓๕๐ เมตร (DMR๐๔๙-DMR๐๖๕)
๑๘.๐๕๑ เมตร (DMR๐๖๙-DMR๐๗๑)
ยาว ๑๗๐.๑๒๒ เมตร (DMR๐๖๙-DMR๐๔๙)
๑๗๖.๓๘๔ เมตร (DMR๐๗๑-DMR๐๖๕)
ลักษณะของซากดึกดําบรรพท์ ีป่ รากฏ ซากเปลือกหอยท่ีทับถมกนั และเชอ่ื มประสานยึดติดกนั แนน่ เป็นแผน่ หนิ
สภาพทางภูมิศาสตรข์ องแหล่งซากดกึ ดําบรรพ์ ปรากฏเปน็ แผ่นหนิ แผอ่ อกไปในทะเล
ชอื่ ผคู้ ้นพบ นายภุมวาร โกมลารชุน วันเดอื นปีท่พี บ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗
ช่อื เจา้ ของ/ผู้ครอบครอง/ผู้มีสทิ ธใิ นทด่ี ินโดยชอบดว้ ยกฎหมาย อทุ ยานแหง่ ชาติหาดนพรตั นธ์ ารา -
หมู่เกาะพีพี จังหวดั กระบี่
ตามรูปถ่ายและแผนท่แี นบทา้ ยประกาศนี้ เปน็ แหลง่ ซากดึกดําบรรพ์ที่ขนึ้ ทะเบียน
ท้ังนี้ ต้งั แต่วนั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ทศพร นุชอนงค์

อธบิ ดกี รมทรัพยากรธรณี

40 41

เอกสารอ้างอิง Habu, J., Matsui, A., Yamamoto, N., Kanno T., 2011, Shell midden archaeology
in Japan: Aquatic food acquisition and long-term change in the Jomon
กรมทรัพยากรธรณี, 2538, สุสานหอยแหลมโพธ์ิ จังหวัดกระบ่ี, ฝ่ายเผยแพร่ และ culture, Quaternary International, Vol 239, Issues 1–2, pp. 19-27.
ประชาสัมพันธ์ ส�ำนักงานเลขานุการกรม Morley ,C. K., Racey, A., Tertiary Stratigraphy/ In: Ridd, M. F., Barber, A. J.
กรมทรัพยากรธรณ,ี 2549, ทำ� เนยี บซากดกึ ด�ำบรรพไ์ ทย นามยกย่องบคุ คล & Crow, M. J. (eds) The Geology of Thailand. Geological Society,
กรมทรพั ยากรธรณี, 2550, ความหลากหลายทางชีวภาพของสง่ิ มชี ีวติ ดึกดำ� บรรพ์ในประเทศไทย, London, 223-271
พิมพ์ครง้ั ท่ี 1 กรงุ เทพฯ: อมรินทร์พริ้นตง้ิ แอนด์พับลิชชง่ิ Scheffers, A, Brill, D, Kelletat, D, Bruckner, H, Scheffers, S & Fox, K 2012,
กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2550, แผนทธ่ี รณวี ทิ ยาจังหวดั กระบี่ Holocene sea levels along the Andaman Sea coast of Thailand,
กรมทรัพยากรธรณ,ี 2550, ธรณีวทิ ยาประเทศไทย, พมิ พ์ครั้งที่ 2 สำ� นักธรณวี ทิ ยา, The Holocene, vol. 22, no. 10, pp. 1169-1180.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพด์ อกเบีย้ Songtham, W., and Raksaskulwong, L., 2009, Evidence of Molusk Shel Deposit,
กรมทรพั ยากรธรณ,ี 2553, ทอ่ งโลกธรณี อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ ความมหศั จรรยแ์ หง่ มรดกโลก Middle Holocene Marine Regression, Wat Sai Thai, Muang, Krabi,
พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชงิ่ Thailand, Journal of the Geological Society of Thailand, no. 1, pp 17-22.
ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2544, พจนานกุ รมศพั ทธ์ รณวี ทิ ยา ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน, พมิ พค์ รง้ั ท่ี 1 Terry, S., 2013, Land and Sea Snails: Separate Creations.
กรงุ เทพฯ: 384 หนา้ , กรุงเทพฯ: อรณุ การพมิ พ์ https://www.thairath.co.th/content/6588
วิฆเนศ ทรงธรรม, 2538, เรณูวิทยา และอายุของสุสานหอยบา้ นแหลมโพธิ์ อ�ำเภอเมือง https://www.thairath.co.th/content/7016
จังหวัดกระบ,ี่ ฝ่ายโบราณชีววิทยา กองธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณี https://en.wikipedia.org/wiki/Last_Glacial_Maximum
วฆิ เนศ ทรงธรรม, 2554, สสุ านหอย 75 ลา้ นปี บา้ นแหลมโพธิ์ ตำ� บลไสไทย อำ� เภอเมอื ง http://www.antarcticglaciers.org/2017/06/global-last-glacial-maximum/
จงั หวัดกระบี่, ส�ำนักคมุ้ ครองซากดกึ ด�ำบรรพ,์ กรมทรัพยากรธรณี ttps://en.wikipedia.org/wiki/Midden#Examples
อรกลุ โภคากรวจิ ารณ,์ 2538, โครงการอนุรักษ์สุสานหอย บ้านแหลมโพธ์ิ จังหวัดกระบ,่ี http://archaeology.jp/sites/2015/odake.htm
การประชมุ ผลงานทางวชิ าการกองธรณวี ิทยา ประจ�ำปี 2538 หน้า, 150-166 https://maineanencyclopedia.com/shell-middens/
https://th.wikipedia.org/wiki/มอลลสั กา
ภาพสุสานหอยแหลมโพธิ์ 2 เมือ่ นำ้� ลงต�่ำสดุ คดั ลอกจาก กรมทรัพยากรธรณี, 2538 https://www.britannica.com/media/full/topic/379658/126789
http://roma2.rm.ingv.it/en/themes/5/internal_origin_time_variations/20/
42 geomagnetic_polarity_reversals


Click to View FlipBook Version