“ผู้้�ที่่�เป็็นศิิลปิินจะเป็็นแขนงใดก็็ตาม เป็็นผู้้�ที่่�ศึึกษาจิิตใจและร่่างกายของมนุุษย์์และ แสดงออกเพื่่�อให้้ผู้้�อื่่�นได้้เห็็น เพราะว่่าคนทุุกคนอาจจะไม่่มีีความชำำ นาญความสามารถที่่�จะ ศึึกษาและแสดงออกมา ทั้้�งทุุกคนอาจจะไม่่มีีความสามารถที่่�จะสัังเกตสิ่่�งที่่�มีีอยู่่ในจิิตใจของตน ฉะนั้้�น ศิิลปิินมีีหน้้าที่่�ที่่�จะดููว่่ามีีความรู้้�สึึกอะไรที่่�จะเป็็นประโยชน์์ต่่อผู้้�อื่่�นและแสดงออกมา ในทางของตน ประโยชน์์ที่่�จะได้้ทางตรงและเป็็นที่่�ทราบกัันทั่่�วไปสำำหรัับศิิลปิิน คืือ ทำำให้้ผู้้�อื่่�น มีีความบัันเทิิงมีีความสุุขในการได้้เห็็น ได้้ดูู ได้้ฟััง ศิิลปะ ที่่�แสดงเป็็นประโยชน์์อย่่างอื่่�นคืือชี้้�ให้้ เห็็นว่่าสิ่่�งใดมีีอยู่่ในหััวใจของคน และเมื่่�อเห็็นแล้้ว ผู้้�ที่่�เห็็น ผู้้�ที่่�เรีียกว่่าผู้้�ชม ผู้้�ฟััง ก็็อาจจะนำำไปใช้้ เป็็นประโยชน์์ได้้มาก” พระราชดำำรััสพระบาทสมเด็็จพระบรมชนกาธิิเบศร มหาภููมิิพลอดุุลยเดชมหาราช รััชกาลที่่� ๙ พระราชทานแก่่คณะกรรมการตััดสิินภาพยนตร์์ไทยยอดเยี่่�ยมประจำำปีี ๒๕๑๘ ณ ศาลาดุสิุิดาลััย เมื่่�อวัันที่่� ๑๐ สิิงหาคม ๒๕๑๙
สังสม ส่ืบสาน สร้างสรรค์ พระพิฆเนศนำใจจุดประกายศิลปิน ถิ่นแคว้นแดนสถาน ทิพย์วิมานองค์พิฆเนศ ลูกหลานจากทุกถิ่นเขต ขอน้อมเกศฝากเป็นศิษย์ยา จะตั้งใจ ใฝ่ดี สามัคคี กันทุกทั่วหน้า มีน้ำ ใจใสเย็นศรัทธา น้อมบูชาคุณครูอาจารย์ อ้าองค์พระพิฆเนศนี้ ศูนย์รวมฤดีเป็นศรีสง่า โปรดประทานแผ่พระเมตตา ประสิทธิ์วิชาสร้างงานสานใจ ศิษย์ขอบูชาเหล่าคณาอาจารย์ ผู้ประทานวิทยาและกําลังใจ สมานไมตรี น้องพี่ร่วมใจ มอบจิตถวาย หลอมเทียนแห่งใจ เป็นเทียนชัยนำ ผองเรา ก่อเกียรติก้องไกลศิลปกรรม ณ มหาสารคาม 2
3 สาส์นจากคณบดี คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ โครงการอาศรมศึกษาทางศิลปะการแสดง ครั้งที่ ๔ ของนิสิตปริญญาโท เป็นกิจกรรมที่สำ คัญอย่างหนึ่ง ในการเรียนการสอนของหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่สะท้อนถึงพัฒนาการและศักยภาพของนิสิตในการ แสวงหาความรู้ การฝึกฝน ตลอดจนการได้รับการถ่ายทอดชั้นเชิงทางด้านศิลปะการแสดงจากศิลปินแห่งชาติ ปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ แบบราชสำ นักและพื้นเมือง ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้มานั้นได้สร้างคุณูปการต่อวงการ ศิลปะการแสดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมีนัยสำ คัญ นอกจากนั้นการนำ ความรู้มาขยายต่อยอด โดยผ่านกระบวนการวิจัย ยังเป็นการยกระดับความรู้ทางศิลปะการแสดงอีกด้วย ในนามของคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ผมมีความชื่นชมยินดีและภาคภูมิใจ ในศักยภาพของนิสิตปริญญาโท สาขาศิลปะการแสดง รุ่นที่ ๔ จึงขออำ นวยพรให้นิสิตทุกคนประสบ ความสำ เร็จเติบโต และสง่างามในความเป็นมหาบัณฑิตศิลปะการแสดงต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระ พันลูกท้าว คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์
4 สาส์นจากอาจารย์ประจำ หลักสูตร รองศาสตราจารย์ ดร.อุรารมย์ จันทมาลา อาจารย์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง โครงการอาศรมศึกษา เป็นโครงการที่เติมเต็มและพัฒนาผู้เรียนทางด้านศิลปะการแสดง ให้ได้ฝึกฝนตัวเองในชั้นเชิงอยู่เสมอ นอกจากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเชิงวิชาการและการวิจัย การเรียนรู้การฝึกฝนทางด้านศิลปะยังไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งการแสวงหาความรู้จากปรมาจารย์ บรมครูหรือศิลปิน ด้วยแล้ว ยิ่งถือว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดวิชาการแสดงขั้นสูงซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาอันล้ำ ค่าของชาติ ขอส่งกำ ลังใจและความปรารถนาดีมายังนิสิตปริญญาโท สาขาศิลปะการแสดง รุ่นที่ ๔ ทุกคน ขอจงประสบความสำ เร็จในการเป็นตัวแทนนำ เสนอ กลวิธีการแสดงของครูอย่างสง่างาม
5 สาส์นจากอาจารย์ประจำวิชา รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี ชาญสุวรรณ อาจารย์ประจำวิชาอาศรมศึกษา หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง อาศรมศึกษา เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้น ให้นิสิตได้ศึกษาและถอดความรู้ ความจัดเจน และเม็ดพรายของปรมาจารย์ทางด้านศิลปะการแสดง เพื่อนำ มาขยายผลและต่อยอดผ่านกระบวนการวิจัยและนำ เสนอสู่สาธารณชนอย่างมีระบบตามจารีต และแบบแผน ซึ่งเม็ดพรายของปรมาจารย์ถือเป็นสุดยอดของกระบวนการแสดงที่ไม่ได้ถูกบันทึกหรืออธิบาย ไว้เป็นองค์ความรู้ในเชิงวิชาการและบางชุดการแสดงยังไม่ได้ถูกส่งต่อหรือถ่ายโอนให้กับคนรุ่นหลังมากนัก อาศรมศึกษาจึงถือว่าเป็นการรวบรวมสรรพวิชาจากปรมาจารย์ที่มีคุณอเนกอนันต์ต่อวงการศิลปะการแสดง ขอบคุณนิสิตปริญญาโท สาขาศิลปะการแสดง รุ่นที่ ๔ ที่เป็นหน้าที่ ๔ ของประวัติศาสตร์โครงการ อาศรมศึกษา ครั้งที่ ๔ ขอจงภาคภูมิใจในโอกาสและความเป็นศิษย์ ที่ได้รับเมตตาคุณจากปรมาจารย์ ในการถ่ายทอดเม็ดพราย ขอจงงดงามในชั้นเชิงการแสดงที่ได้รับมาจากครู ขอจงกตัญญู ต่อบูรพาจารย์ และบูรพวิชาแห่งตน
6 สาส์นจากประธานโครงการ นายวรุธ วงษ์อิน ประธานโครงการ โครงการอาศรมศึกษา ครั้งที่ ๔ นี้ เป็นกระบวนการที่สำ คัญอย่างยิ่ง ที่ได้รับการถ่ายทอดจากศิลปิน แห่งชาติ ปรมาจารย์ด้านนาฏยศิลป์ในศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาส่งเสริมทักษะในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และมีกลวิธีเฉพาะตน ที่แสดงออกผ่านการรำ เดี่ยว รำ คู่ รำ อาวุธ การฟ้อน และเป็นการทบทวนฝึกฝนทักษะ การแสดงในรูปแบบนาฏยศิลป์ต่าง ๆ โดยนิสิตต้องเรียนรู้กระบวนการถ่ายทอดทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้ สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของการเรียน หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง ของคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นการสืบสาน อนุรักษ์นาฏยศิลป์มิให้สูญหาย และสามารถแสดงต่อสาธารณชน ได้อย่างงดงามตามแบบแผนตลอดจนจารีตในการแสดงนาฏยศิลป์ให้คงอยู่ ตามนโยบายของคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นิสิตปริญญาโท รุ่นที่ ๔ หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน คณาจารย์ประจำ หลักสูตร และผู้สนับสนุนในการดำ เนินโครงการในครั้งนี้ ที่กรุณาผลักดันและผลิตบัณฑิต ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จนนำ ไปสู่ปรัชญาของมหาวิทยาลัย “ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”
ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ 7 อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโส (โขนพระ) สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์ ดร.สมชาย ฟ้อนรำดี ครู วิทยฐานะ เชี่ยวชาญ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์เชิดชัย ไพรพฤกษ์ ผู้ช่วยผู้อำ นวยการ ฝ่ายบริหารทั่วไป โรงเรียนวรราชวิทยา กระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ 8 อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง ข้าราชการบำ นาญ สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์ภูกิจ พาสุนันท์ (โขนพระ) วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์ ดร.นันทวัน สังขะวร (ละครนาง) วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
กำ หนดการ โครงการอาศรมศึกษา ครั้งที่ ๔ วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๖ ณ โรงละครกันทราเธียร์เตอร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง) เวลา ๑๓.๐๐-๑๔.๐๐ น. ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เวลา ๑๔.๐๐-๑๗.๐๐ น. นำ เสนอโครงการอาศรมศึกษา การแสดงชุดที่ 1 พระรามลงสรง การแสดงชุดที่ 2 ฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง การแสดงชุดที่ 3 ฉุยฉายพญาครุฑแปลง การแสดงชุดที่ 4 รถเสนทรงเครื่อง การแสดงชุดที่ 5 พระลอเข้าห้อง Finale เวลา ๑๗.๐๐-๑๗.๓๐ น. รับฟังคำ แนะนำ จากอาจารย์ประจำ รายวิชา ปิดโครงการ หมายเหตุ : กำ หนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม 9
การแสดงชุดท ี่ ๑ พระรามลงสรง 11 แสดงโดย นายอนุชา ชังชั่ว ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโส (โขนพระ) สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประวัติความเป็นมา การแสดงชุดพระรามลงสรง เป็นผลงานภาคนิพนธ์ของอาจารย์สมรัตน์ ทองแท้ นาฏศิลปินอาวุโส สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร ขณะศึกษาในระดับปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชา นาฏยศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเรียนการสอนรายวิชาอาศรมศึกษา ปีพุทธศักราช 2537 การแสดงชุดพระรามลงสรง ได้ตัดตอนมาจากการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ชูกล่องดวงใจ บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เนื้อเรื่องกล่าวถึง การกระทำ ศึกระหว่าง พระรามกับทศกัณฐ์ครั้งสุดท้าย สืบเนื่องจากหนุมานทำ อุบายแปรพักตร์ไปร่วมกับฝ่ายลงกา เพื่อหลอกให้ ทศกัณฐ์ออกรบ และขโมยกล่องดวงใจของทศกัณฐ์มาถวายพระราม ครั้นฝ่ายลงกายกกองทัพมาถึงสนามรบ พระรามจึงให้จัดเตรียมไพร่พลสำ หรับการทำ ศึกสงคราม แล้วจึงลงสรงแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตรงดงาม และการเดินทางไปยังที่ประชุมพล
12 บทร้องและทำนองเพลง พระรามลงสรง ปี่ พาทย์ทำเพลงวา ร้องเพลงขึ้นพลับพลา เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี เสด็จเข้าที่สนานกาย ปี่ พาทย์ทำเพลงเสมอ ร้องเพลงโทน (ลงสรง) น้ำ ทิพย์ไขจากสุหร่ายรัตน์ ดั่งฝนโบกขรพรรษกระแสสาย ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุพรรณพราย กลิ่นขจายขจรวิญญาณ์ สอดใส่สนับเพลากระหนกหงส์ แล้วทรงโขมพัตถ์ภูษา ชายแครงชายไหวอลงการ์ ฉลององค์อินทราเครือสุวรรณ ตาบทิศทับทรวงมุกดาหาร สังวาลมรกตทับทิมคั่น ทองกรพาหุรัดนาคพัน ธำ มรงค์เครือสุบรรณกางกร ทรงมหามงกุฎกรรเจียกเพชร กุณฑลแก้วเก็จประภัสสร จับพระแสงพรหมาสตร์ฤทธิรอน บทจรมาขึ้นรถทรง ปี่ พาทย์ทำเพลงบาทสกุณี
13 คุณค่าของการแสดง การรำ ลงสรง เปรียบเสมือนเครื่องประดับของการแสดงโขน เป็นการร่ายรำ ที่มีความงดงาม กระบวนท่ารำ มีความสลับซับซ้อน ถือเป็นการรำ อวดฝีมือของผู้แสดง มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรยายลักษณะ การลงสรง ทรงสุคนธ์ ความวิจิตรของเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ โดยจะแทรกอยู่ในการแสดงโขนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของกรอบระยะเวลา การแสดงโขนนั้นมีหลายชุดหลายตอน ผู้กำ กับการแสดง มักจัดการแสดงไม่ซ้ำ ชุดหรือซ้ำ ตอนที่แสดงมาก่อน เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่อยู่เสมอ ทำ ให้การแสดง ชุดนี้ไม่ปรากฏมากนัก ตลอดจนไม่มีการบรรจุอยู่ในการสูตรการเรียนการสอนของวิทยาลัยนาฏศิลป รวมถึงสถานบันการศึกษาอื่น ๆ เนื่องจาก เป็นการรำ ที่ใช้ระยะเวลานาน โอกาสในการแสดงมีจำ กัด จึงมี ผู้ได้รับการถ่ายทอดไม่มาก แม้การแสดงชุดนี้เป็นการรำ ที่มีความงดงามในกระบวนท่ารำ กระบวนการใช้ อาวุธ (คันศร) และลีลาต่าง ๆ การแสดงชุดนี้จึงมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้คงไว้ การถ่ายทอดกระบวนท่ารำ การแสดงชุดพระรามลงสรง ประดิษฐ์ท่ารำ โดยอาจารย์ธงไชย โพธยารมย์ อดีตผู้เชี่ยวชาญ นาฏศิลป์ไทย สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร และได้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ให้อาจารย์สมรัตน์ ทองแท้ เป็นท่านแรก เมื่ออาจารย์สมรัตน์ ทองแท้ ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนาฏศิลปินขึ้นไปจึงมีโอกาสถ่ายทอดกระบวน ท่ารำ ให้กับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่าง ๆ และนาฏศิลปิน (โขนพระ) ของสำ นักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่งในปัจจุบันมีจำ นวนหนึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ให้แก่ศิษย์ในรุ่นถัดไป เช่น อาจารย์พงษ์ศักดิ์ บุญล้น อาจารย์วิศรุต อาษาศรี อาจารย์เอก อรุณพันธ์ นอกจากนี้มีนาฏศิลปิน สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร อีกจำ นวนหนึ่งเป็นผู้สืบทอดกระบวนท่ารำ การแสดงชุดนี้ คือ อาจารย์ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ และอาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ โดยก้าวเข้าสู่บทบาทผู้สืบทอดท่ารำ เมื่อพุทธศักราช 2555 เพื่อถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ให้กับ นิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นอาจารย์ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ เป็นผู้ถ่ายทอดท่ารำ และมอบหมาย ให้อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ เป็นผู้ช่วยถ่ายทอดท่ารำ ถือเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่อนุรักษ์การแสดง ชุดนี้ให้คงไว้ กลวิธีในการแสดง การแสดงชุดพระรามลงสรง ใช้กระบวนตัวพระแบบโขน กล่าวคือ ผู้รำ ต้องทรงตัวให้มั่นคง ทั้งการยืน การนั่ง ส่วนท่าทางการยักเยื้องไปทางใดก็กระทำ อย่างแช่มช้า นิ่ม ๆ แต่ให้ดูเป็นผู้ชายอย่างที่เรียกว่า “รำ ทีพระทีพระยา” คือ รำ ด้วยความสง่างาม มีเสน่ห์น่าชม ซึ่งร่ายรำ ตามเพลงหน้าพาทย์ และบทร้อง ที่มีแสดงออกถึงการอาบน้ำ แต่งตัว และการเดินทางไปยังที่ประชุมพล ผู้แสดงจะต้องมีความแม่นยำ ของ ท่ารำ มีความจำ ที่ดี มีปฏิภาณไหวพริบ มีกำ ลังแข็งแรง จึงจะสามารถการใช้เทคนิคต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่น เทคนิคการทอดสายตา เทคนิคการใช้ตัวตามลักษณะเฉพาะของทำ นองเพลง เทคนิคการเล่นเท้าอย่าง ชัดเจน
14 เม็ดพรายท ี่ได้รับจากอาจารย์ผู้ถ่ายทอด อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ ในการรำ พระรามลงสรงท่ารำ ของครูมีความละเมียดละไมประณีต แบบโขน โดยลดทอนความซับซ้อนของท่ารำ อย่างละครใน โดยครูสามารถจัดวางสรีระร่างกายได้อย่าง ถูกต้องชัดเจน และปฏิบัติท่ารำ ได้อย่างเชี่ยวชาญ ด้วยความเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของการรำ ลงสรง เช่น การเคลื่อนกระดูกให้สอดรับกับการปฏิบัติท่ารำ ขณะนั่ง การยกเท้าต่ำ การทอดมือต่ำ การกดเกลียวข้างที่ เกินกว่ามาตรฐาน รวมถึงการนำ องค์ความรู้การรำ ลงสรงของพระโขนชุดอื่น ๆ ที่ได้รับถ่ายทอดมาปรับใช้ และถ่ายทอดให้แก่ผู้รำ เช่น เทคนิคการใช้คางสำ หรับสื่อถึงการดมกลิ่น เทคนิคการสร้างความมั่นคงก่อน ก้าวเท้าลงจากเตียงโดยการตั้งเข่าขึ้น เทคนิคการสร้างความมั่นคงขณะยกเท้าโดยการวางมือลงบนหัวเข่า เทคนิคการจับจังหวะเพื่อสะบัดมือ ยกเท้า เล่นเท้า ฉายเท้า สูดเท้า สืบเท้า กระทบจังหวะ สะดุ้งตัว ยุบตัว การกดเกลียวข้างให้สอดคล้องกับทำ นองเพลง ตลอดจนลีลาการถือคันศรด้วยความชำ นาญ นอกจากนี้ครูยังเน้นความสำ คัญของการสวมบทบาทเป็นพระราม หรือร่างอวตารของพระนารายณ์ ผ่านการร่ายรำ ด้วยความนิ่งและโอ่อ่าเสมือนกับเทพเจ้า ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเป็นมนุษย์ที่มี ชีวิตจิตใจ ผ่านการแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้าและแววตา กล่าวคือ เป็นการผสมผสานระหว่าง บุคลิกลักษณะของตัวละครกับบุคลิกลักษณะส่วนตัว จึงทำ ให้ครูเป็นนาฏศิลปินชั้นนำ ที่แพรวพราวไปด้วย เสน่ห์เป็นที่น่าดึงดูดยิ่ง
15
การแสดงชุดท ี่ ๒ ฉุยฉายหนุมานทรงเคร ื่ อง 17 แสดงโดย นายวรุธ วงษ์อิน ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ ดร.สมชาย ฟ้อนรำ ดี ครู วิทยฐานะเชี่ยวชาญ วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ประวัติความเป็นมา การแสดงชุดฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง เป็นการแสดงถึงความภาคภูมิใจของหนุมาน ที่ได้แต่งองค์ ทรงเครื่องของอินทรชิต เมื่อครั้งเป็นอุปราชแห่งกรุงลงกา บทประพันธ์ของอาจารย์เสรี หวังในธรรม มีลักษณะ เป็นฉุยฉายแบบเต็ม กระบวนท่ารำ มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นการผสมผสานระหว่างท่วงท่าที่สง่างาม กับลีลา คล่องแคล่วของวานร การแสดงชุดฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง ตัดตอนมาจากการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนชูกล่องดวงใจ เนื้อเรื่องกล่าวถึง หนุมานได้รับอาสาพระรามเพื่อไปล่อลวงเอากล่องดวงใจของทศกัณฐ์ อันพระฤาษีโคบุตรได้ทำ พิธีถอดออกจากร่างทศกัณฐ์แล้วเก็บรักษาไว้ โดยหนุมานทำ กลลวงพระฤษีโคบุตร ว่าตนถูกพระรามขับไล่ ทั้งยังร่ายเวทย์จนพระฤษียอมพาไปฝากเป็นข้าทหารของทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์ไม่รู้ใน กลลวงของหนุมาน ทั้งหวังว่าจะได้หนุมานช่วยตนทำ ศึกกับพระราม จึงรับหนุมานให้อยู่ในลงกา ซ้ำ ยังแต่งตั้ง ให้ดำ รงตำ แหน่งอุปราช เทียบเท่ากับอินทรชิตพระโอรส และประทานปราสาทราชฐาน สาวสรรค์กำ นัลใน ตลอดจนเครื่องทรงอสูรของอินทรชิตแก่หนุมานให้แต่งองค์ทรงเครื่อง
18 บทร้องและทำนองเพลง ฉุยฉายหนุมานทรงเคร ื่ อง ปี่ พาทย์ทำเพลงรัว ร้องเพลงฉุยฉาย ฉุยฉายเอย สวมทรงมงกุฎดูดุจพญายักษ์ ประดับอินทรธนูดูสมศักดิ์ ปักอุบะทัดหูดูพิลึก วางปึ่งผึ่งผายกรายกรีดหัด แต่พอหมัดกัดคันเข่าเกากึกกึก รับฉุยฉาย น่าขำ เอย ถึงทำ ผึ่งผายไม่วายหลุกหลิก มือไม่อยู่นิ่งสุขเกาขยุกขยิก ใจสั่นระริกระริกด้วยจะได้เมียยักษ์ ชั้นเชิงเจ้าชู้ดังขู่ตะคอก จะเย้าจะหยอกเหลือล้ำ เพราะรำ หนัก รับฉุยฉาย ร้องเพลงแม่ศรี แม่ศรีเอย แม่ศรีวานร ทรงพัสตราภรณ์ ผิดเพศผิดพันธุ์ ใครเห็นใครทัก ดูลักดูหลั่น ตัวเป็นกุมภรรณ หน้านั้นเป็นลิงเอย รับแม่ศรี น่าเอ็นดูเอย น่าเอ็นดูวายุบุตร องค์อาจผาดผุด ลุกลี้ลุกลน นวยนาถยาตรา ทีท่าพิกล ระงับซุกซน ทนข่มใจเอย รับแม่ศรี ปี่ พาทย์ทำเพลงพญาเดิน
19 คุณค่าของการแสดง ฉุยฉายเป็นการรำ อวดฝีมืออย่างหนึ่ง ด้วยผู้แสดงต้องมีทักษะในการปฏิบัติท่ารำ การถ่ายทอด อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจที่ตนได้แปลงกาย หรือแต่งกายได้อย่าง สวยงาม หรืออื่น ๆ ซึ่งจำ แนกประเภทออกเป็น ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง แต่ละประเภทมีรูปแบบ การร่ายรำ ที่มีลักษณะเฉพาะตามชาติพันธุ์ และเพศสภาพ สำ หรับฉุยฉายตัวลิงในปัจจุบันมีจำ นวนน้อย ชุด จำ นวนหนึ่งได้รับการสืบทอดรวมถึงบรรจุอยู่ในหลักสูตรของวิทยาลัยนาฏศิลป แต่มีจำ นวนหนึ่งที่ไม่ ปรากฏการสืบทอดมากนัก แม้การแสดงจะมีความโดดเด่น เช่น ฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง บทประพันธ์ ของอาจารย์เสรี หวังในธรรม การแสดงชุดนี้มีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ กระบวนท่ารำ เต็มไปด้วยลีลา ของลิง ซึ่งผู้แสดงต้องมีทักษะโขนลิงขั้นสูง จึงจะสามารถแสดงได้อย่างสวยงาม การแสดงชุดนี้จึงมีคุณค่า ต่อการอนุรักษ์ให้คงไว้ การถ่ายทอดกระบวนท่ารำ การแสดงชุดฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง ประดิษฐ์ท่ารำ โดยครูกรี วรศะริน ศิลปินแห่งชาติ ปี 2531 ถ่ายทอดให้อาจารย์ประสิทธิ์ ปิ่นแก้ว ศิลปินแห่งชาติ ปี 2551 เป็นคนแรก แต่ติดราชการไปต่างประเทศ จึงมอบให้ ครูวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ เป็นผู้รำ แทน ในงานศรีสุขนาฏกรรมครั้งที่ 52 ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2523 นับจากนั้นเป็นต้นมา การแสดงชุดนี้ได้ถูกถ่ายทอดมายังศิลปินสำ นัก การสังคีต กรมศิลปากร เช่น อาจารย์สุรเดช เผ่าช่างทอง อาจารย์พรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง ตลอดจนนิสิต นักศึกษาสถาบันต่าง ๆ นอกจากนี้มีข้าราชการครู วิทยาลัยนาฏศิลป อยู่จำ นวนหนึ่งเป็นผู้สืบทอดกระบวนท่ารำ การแสดง ชุดนี้ เช่น อาจารย์ ดร.สมชาย ฟ้อนรำ ดี ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการแสดงโขนลิงเป็นอย่างมาก ได้รับ ให้แสดงตัวลิงหลากหลายตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวหนุมาน ท่านจึงสามารถสืบทอดกระบวนท่ารำ และถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ เพื่ออนุรักษ์การแสดงชุดนี้ให้คงอยู่ กลวิธีในการแสดง การแสดงชุดฉุยฉายหนุมานทรงเครื่อง ใช้กระบวนตัวลิง กล่าวคือ ปรุงแต่งกิริยาท่าทางต่าง ๆ ให้ดู ราวกับว่าเป็นลิง ที่มีอุปนิสัยซุกซน ขี้เล่น และมักแสดงอากัปกิริยาหยอกล้อสนุกสนานไม่อยู่นิ่ง โดยปรับ ลดให้เกิดกระบวนท่าที่งดงามตามแบบนาฏยศิลป์เป็นพื้นฐาน มารวมกันได้อย่างลงตัว ผู้แสดงจะต้องแสดง ให้เห็นถึงความเป็นลิงอย่างชัดเจน ผ่านกิริยาที่รวดเร็ว หลุกหลิก ซุกซนขณะปฏิบัติท่ารำ ตามบทร้องและ ทำ นองเพลง ซึ่งท่ารำ จะมีลักษณะเฉพาะไม่เน้นความสง่างามเทียบเท่าตัวพระ หรือตัวยักษ์ เช่น การตีบท จะต้องฉับไวและเรียบง่าย ไม่เน้นลีลาของกระบวนท่า รวมถึงการปฏิบัติท่าเฉพาะของลิง คือ ท่าหย่อง จะต้องย่อลงให้มากกว่าตัวพระจนถึงระดับที่ถูกต้อง จึงจะเกิดความงาม
20 เม็ดพรายท ี่ได้รับจากอาจารย์ผู้ถ่ายทอด อาจารย์ ดร.สมชาย ฟ้อนรำ ดี ในการรำ ฉุยฉายหนุมานทรงเครื่องท่ารำ ของครูมีความคล่องแคล่ว ด้วยลักษณะกายภาพของครูเป็นคนตัวเล็ก ในแวดวงนาฏศิลป์ให้คำ นิยามว่าเป็นลิงเล็ก กอปรกับการฝึกฝน จนสามารถจัดวางสรีระร่างกายให้ถูกต้องแบบอย่างโขนลิง จึงทำ ให้ท่านปฏิบัติท่ารำ อย่างรวดเร็วฉับไว ด้วยความชำ นาญ เช่น การเกาโดยใช้พลังจากข้อมืออย่างรวดเร็ว การก้มเงยหรือเอียงศีรษะซ้ายขวาต่อ เนื่องกันหลายครั้งอย่างรวดเร็ว การโย้ตัวไปด้านหน้าและด้านหลังอย่างรวดเร็ว การเชื่อมท่าที่คล่องแคล่ว โดยยืดหยุ่นการจัดวางสรีระร่างกายจากระเบียบมาตรฐาน ด้วยเทคนิคเหล่านี้จึงทำ ให้ครูสามารถร่ายรำ ด้วยความซุกซน ขี้เล่นราวกับเป็นลิงไปในที
21
การแสดงชุดท ี่ ๓ ฉุยฉายพญาครุฑแปลง 23 แสดงโดย นายวชิรวิชญ์ มิ่งแม้น ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโส (โขนพระ) สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์เชิดชัย ไพรพฤกษ์ ผู้ช่วยผู้อำ นวยการ ฝ่ายบริหารทั่วไป โรงเรียนวรราชวิทยา ประวัติความเป็นมา พญาครุฑได้ลักพานางกากีมเหสีท้าวพรหมทัต ผู้มีรูปงามและกลิ่นกายหอมดังดอกไม้ไปสมสู่ บนวิมานฉิมพลี ท้าวพรหมทัตทรงสงสัยมานพผู้ที่มาเล่นสกากับพระองค์จะเป็นผู้ลักพานางไป และมานพนั้น อาจจะแปลงร่างมาจากพญาครุฑ ประสงค์จะประจักษ์ข้อเท็จจริงจึงให้คนธรรพ์รอเวลาที่มานพมาเล่นสกา แล้วแปลงกายเป็นตัวไรแทรกขนพญาครุฑดูให้รู้แน่ในข้อสงสัยนั้น คนธรรพ์ได้พบนางกากีผู้ที่มีกลิ่นกายหอม อยู่กับมานพบนวิมานฉิมพลี จึงเฝ้ารอโอกาสที่จะปรากฏกายให้นางเห็น ครั้นมานพแปลงร่างเป็นพญาครุฑ ออกไปหาอาหาร คนธรรพ์ซึ่งบังเกิดความเสน่หาในกลิ่นกายของนางกากีจึงปรากฏกายแล้วเข้าไปเล้าโลม สมปรารถนา
24 บทร้องและทำนองเพลง ฉุยฉายพญาครุฑแปลง ปี่ พาทย์ทำเพลงรัว ร้องเพลงฉุยฉาย ฉุยฉาย แปลงจากพญาครุฑเป็นมนุษย์เลิศชาย สลัดปีกหางเรือนร่างพริ้งพราย นวยนาดกรายด้วยหมายเล่นสกา กับท้าวพรหมทัตโยนซัดลูกบาศก์ มิได้คร้ามขลาดเก่งกาจเหลือคณา รับสร้อยตุ้งติ้ง ๑ คมสัน พักตรารูปทรงประดุจองค์เทวัญ ทรงเครื่องแดงสดงามงดสารพัน ยามมองต้องหันหวิวหวั่นหฤทัย สบเนตรกากีทวีรุ่มร้อน โฉบนางมาแนบนอนออดอ้อนสมใจ รับสร้อยตุ้งติ้ง ๒ ร้องเพลงแม่ศรี พญาครุฑสุดสวย แสนจะกระชุ่มกระชวยเมื่ออยู่ด้วยนางกากี กลิ่นกายหอมหวานให้ซาบซ่านฤดี สุขเกษมเปรมปรีดิ์บนฉิมพลีวิมานเอย รับสร้อยตุ้งติ้ง ๑ มานพจำ แลง บินผงาดทั่วหนแห่งกล้าแข่งสุริยา แต่กลับพ่ายรักสิ้นศักดิ์ครุฑา คนธรรพ์แทรกขนมาเป็นชู้สุดากากีเอย รับสร้อยตุ้งติ้ง ๒ ปี่ พาทย์ทำเพลงเร็ว
25 คุณค่าของการแสดง การแสดงละครนั้นมีด้วยกันหลายประเภท และหลายชุด หลายตอนการแสดง ทำ ให้ผู้กับการแสดง คิดหาวิธีเพื่อนำ เสนอชุดการแสดงใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงทำ ให้การแสดงชุดฉุยฉายพญาครุฑแปลง ในการละคร เสภา เรื่องกากี นั้น ไม่ค่อยปรากฎการแสดงมากนัก ตลอดจนไม่มีการบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน ของสถาบันการศึกษา จึงมีผู้ได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ไม่มากนัก และการแสดงชุดฉุยฉายพญาครุฑ แปลง นั้น มีเทคนิคการแสดงต่าง ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในการแสดง อาทิ ลีลา ความอ่อนช้อย ความละเมียด ละไมและแอบแฝงไปด้วยความสง่างามแข็งแรงอย่างพญาครุฑ การถ่ายทอดกระบวนท่ารำ การแสดงชุดรำ ฉุยฉายพญาครุฑแปลง เป็นการแสดงรำ เดี่ยวที่นางสาววันทนีย์ ม่วงบุญ เมื่อครั้ง ดำ รงตำแหน่งนักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ ประพันธ์บทขับร้อง นายไชยยะ ทางมีศรี ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดุริยางค์ไทย สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร บรรจุเพลงประดิษฐ์ท่ารำ โดยนายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ เมื่อครั้งดำ รงตำแหน่งผู้อำ นวยการสำ นักการสังคีต และถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ให้กับนายธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโสสำ นักการสังคีต กรมศิลปากร แสดงครั้งแรกในรายการศรีสุขนาฏกรรม ณ โรงละครแห่งชาติ ภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเสาร์ที่ 1 กันยายน 2555 และการแสดงในโอกาสทั่วไป กลวิธีในการแสดง ฉุยฉายพญาครุฑแปลง เป็นการรำ เดี่ยวประกอบการแสดงละครเสภา เรื่องกากี หรือแสดงเป็นชุด เอกเทศ เพื่ออวดฝีมือการรำ ลีลา กิริยา ท่าทาง หรือบรรยายลักษณะความเป็นมา นิสัย และความสามารถ ตลอดจนความสง่างามของ พญาครุฑ ซึ่งเป็นตัวสำ คัญในเรื่องกากี ลักษณะเฉพาะของการรำ ฉุยฉาย คือ ทำ นองเพลงขับร้อง ที่มีชื่อว่า เพลงฉุยฉาย กับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ที่มีชื่อว่า ปี่ใน ซึ่งจะใช้เป่า แทนเสียงขับร้องซ้ำ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้รำ ได้แสดงฝีมือตามบทร้อง
26 เม็ดพรายท ี่ได้รับจากอาจารย์ผู้ถ่ายทอด อาจารย์ธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโส สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร ในการรำ ฉุยฉาย พญาครุฑแปลง นอกจากท่ารำของครูที่มีความสง่า มีความละเมียดละไมแล้วยังเน้นถึงการถ่ายทอดอารมณ์ และความรู้สึกของตัวละครออกมาจากกระบวนท่ารำ จึงมีลีลาลักษณะเฉพาะทาง ที่สำ คัญลีลาท่ารำ ของ อาจารย์ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ เป็นผสมระหว่างบุคลิกลักษณะส่วนตัวกับบุคลิกของตัวละครเข้าด้วยกัน ได้อย่างงดงาม เช่น เทคนิคในการจับจังหวะเพื่อใช้เทคนิคการเล่นเท้า การกระโดด การย่อแล้วบินของ พญาครุฑ การกดเกลียวข้าง ตลอดจนลีลาในการผสมผสานระหว่างกึ่งมนุษย์กึ่งพญาครุฑ
27
การแสดงชุดท ี่ ๔ รถเสนทรงเคร ื่ อง 29 แสดงโดย นายพีรนันต์ เจือจันทร์ ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง ข้าราชการบำ นาญ สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประวัติความเป็นมา การแสดงชุด รถเสนทรงเครื่อง เป็นการแสดงที่ประดิษฐ์ขึ้นโดย อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง ข้าราชการบำ นาญ สำ นักการสังคีต กรมศิลปากร บทที่ใช้ในการแสดงเป็นบทที่ประพันธ์ขึ้นใหม่โดย นายสมรัตน์ ทองแท้ ส่วนเพลงที่ใช้ในการแสดง นายสมชาย ทับพร ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย สำ นักการสังคีต เป็นผู้บรรจุเพลง การแสดงรำ ชุดรถเสนทรงเครื่อง เกิดขึ้นจากที่พระรถเสนนำ สารไปให้นางเมรี โดยได้รับคำ สั่งจาก นางสมุดชา แต่ในระหว่างทางได้เจอกับพระฤๅษี พระฤๅษีเลยแอบแปลงสารไปเสียใหม่ว่า “ถึงกลางวันให้แต่ง กลางวัน ถึงกลางคืนให้แต่งกลางคืน” ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ดร.พัชรา บัวทอง เห็นถึงความสำ คัญของพระรถเสน ที่กำ ลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับนางเมรี จึงแต่งการแสดงชุดรถเสนทรงเครื่องขึ้นมาออกแสดงครั้งแรก ในรายการศรีสุขนาฏกรรม พ.ศ. 2555 เรื่อง พระรถเมรี ตอนเข้าห้องนางเมรี ที่โรงละครแห่งชาติ การแสดงชุดรถเสนทรงเครื่อง ถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูงอีกระดับหนึ่ง ที่มีกระบวนท่ารำ ประณีต แสดงให้เห็นลีลากระบวนท่ารำ ในลักษณะอย่างละครชาตรี อันมีความงดงามและสมบูรณ์ตามแบบ นาฏศิลป์ไทยการแสดงรำ ชุดรถเสนทรงเครื่อง เป็นการรำแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อที่จะไปเข้าพิธีอภิเษกสมรส กับนางเมรี
30 บทร้องและทำนองเพลง รถเสนทรงเคร ื่ อง ปี่ พาทย์ทำเพลงรัวชาตรี ร้องเพลงเทพชาตรี เมื่อนั้น รสเสนพริ้งเพริศเฉิดฉวี เสด็จมาทรงเครื่องเรืองรูจี เข้ามงคลกับโฉมศรีเมรีนุช ร้องเพลงร่ายชาตรี บรรจงสอดสนับเพลาเงางามงอน ภูษาซ้อนยกทองผ่องผุด ฉลององค์ผจงถ้วนล้วนเลิศชุด ปักลวดลายคล้ายโกมุทบุษบัน ชายแครงชายไหวฉายวะวับ รัดสะเอวเปลวปรับสลับสรรค์ กนกแขนกรองคอล้อรับกัน ทับทรวงดวงกุดั่นคั่นเพชรรุ้ง สวมสังวาลตาบทิพย์ระยิบแถว ทองกรวาวแววแก้วพลอยหุง ธำ มรงค์นพรัตน์จรัสกรุง ข้อบาททองถลุงรุ่งเรืองตา มงกุฎเทริดเพริศวิไลดอกไม้ทัด เจิดจรัสพวงอุบะระนาสา แล้วเสด็จลีลายาตรา ดำ เนินมาสู่สถานงานพิธี ปี่ พาทย์ทำเพลงเสมอ
31 คุณค่าของการแสดง อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง เห็นถึงความสำ คัญของพระรถเสนที่กำ ลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรส กับนางเมรี จึงแต่งการแสดงชุดรถเสนทรงเครื่องขึ้นมา ออกแสดงครั้งแรกในรายการศรีสุขนาฏกรรม พ.ศ. 2555 เรื่อง พระรถเมรี ตอนเข้าห้องนางเมรี ที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งการแสดงชุดรถเสนทรงเครื่อง ถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูงอีกระดับหนึ่ง ที่มีกระบวนท่ารำ ประณีต แสดงให้เห็นลีลากระบวนท่ารำ ในลักษณะ อย่างละครชาตรี อันมีความงดงามและสมบูรณ์ตามแบบนาฏศิลป์ไทย การถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์พัชรา บัวทอง ได้คิดประดิษฐ์ท่ารำ ชุด รถเสนทรงเครื่อง ได้ถ่ายทอดท่ารำ ให้แก่ อาจารย์มณีรัตน์ มุ่งดี ออกแสดงครั้งแรกในรายการศรีสุขนาฏกรรม พ.ศ. 2555 เรื่อง พระรถเมรี ตอน เข้าห้องนางเมรี ที่โรงละครแห่งชาติ และมีโอกาสถ่ายทอดกระบวนท่ารำ ให้กับอาจารย์นิสิตนักศึกษา สถาบันต่าง ๆ กลวิธีในการแสดง การแสดงชุดรถเสนทรงเครื่อง มีรูปแบบการรำ แบบละครชาตรีของกรมศิลปากร คือ ละครที่มี ลักษณะร่วมระหว่างละครนอกกับละครชาตรี กล่าวคือ ดำ เนินเรื่องอย่างละครนอกมุ่งเน้นความกระชับ กระฉับกระเฉง แต่มีกระบวนท่าร่ายรำ ที่ประณีตงดงาม และมีการซัดท่าอย่างละครชาตรี ดังนั้นการรำชุดนี้ จึงมีกระบวนรำ ซัดที่นุ่มนวล แต่มีการใช้จังหวะที่คมชัด ประกอบการร่ายรำ ตามบทร้องและทำ นองเพลง ซึ่งต้องอาศัยกลวิธีในการแสดงจึงจะทำ ให้การแสดงสวยงาม เช่น การใช้จังหวะ การใช้ทิศทางที่ชัดเจน การใช้พื้นที่โดยรอบเวทีอย่างคุ้มค่า การใช้สายตาที่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทร้อง
32 เม็ดพรายท ี่ได้รับจากอาจารย์ผู้ถ่ายทอด อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง ในการรำ รถเสนทรงเครื่องท่ารำ ของคุณครูมีการใช้จังหวะที่คมชัด แต่ดูละเมียดละไม จัดวางสรีระร่างกายแบบตัวพระได้อย่างถูกต้องสวยงาม โดดเด่นในด้านความแข็งแรง ในการซัดท่า ความหนักแน่นของจังหวะเข่า การเชื่อมท่าอย่างฉับไว นอกจากนี้ครูยังเน้นถึงการสวมบทบาท พระรถเสน ด้วยต้องระลึกว่าตนคือ พระเอกของเรื่อง ไม่รำ ฟาดจนเกินงาม จัดระเบียบร่างกายให้เกิด ความสง่างามภูมิฐาน จนดูราวกับไม่ใช่ตัวตน ตลอดจนใส่ลีลาความสุข และที่สำ คัญที่สุด คือ ความมั่นใจ ปฏิภาณไหวพริบขณะแสดง ทั้งหมดเหล่านี้จึงทำ ให้อาจารย์ ดร.พัชรา บัวทอง เป็นนาฏศิลปินที่มากด้วย ความสามารถทางด้านการแสดง จนได้รับการนับถืออย่างแพร่หลาย
33
การแสดงชุดท ี่ ๕ พระลอเข้าห้อง 35 แสดงโดย นายตฤณสิษฐ์ จิตโชติ ผู้ถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ภูกิจ พาสุนันท์ (โขนพระ) วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม อาจารย์ ดร.นันทวัน สังขะวร (ละครนาง) วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ประวัติความเป็นมา บทละครเรื่องพระลอในพระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งจัดทำ ขึ้น เพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งได้หม่อมหลวงต่วนเป็นผู้ คิดเรื่องเพลงร้องและเพลงดนตรี เจ้าจอมมารดาเขียนในสมัยรัชกาล ที่ 4 เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ซึ่งต่อมา มีการแสดงเผยแพร่สู่สาธารณะชนจัดแสดงให้ประชาชนเข้าถึงการชมได้ จึงทำ ให้การแสดงละครเรื่องพระลอ เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ได้รับความนิยมสืบมา การแสดงชุดพระลอเข้าห้อง กล่าวถึงพระลอผู้เป็นเจ้าชายรูปงามมีกิตติศักดิ์ล่ำ ลือถึง เมืองสรอง ทราบไปจนถึงพระเพื่อนพระแพง นางจึงเกิดความหลงไหลพระลอพี่เลี้ยงทั้งสองจึงอาสาไปขอ ให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำ เสน่ห์ ด้วยอำ นาจแห่งเวทมนต์จึงต้องเดินทางมาพบกับพระเพื่อนพระแพง
36 บทร้องและทำนองเพลง พระลอเข้าห้อง ปี่ พาทย์ทำเพลงฉิง,ลา่ ร้องเพลงแพนน้อย พระเอยพระลอเจ้า ยลสองเยาวมิตรยวนธสรวลสันต์ กรตระกองกอดน้องร่วมชีวัน เฝ้ารับขวัญแฉล้มรื่นชื่นพระทัย ร้องเพลงสร้อยลาว สองเอยสองธิดา วันทายิ้มย่องสนองไข เชิญเสด็จพระลอหน่อไท้ เข้าในแท่นที่มณีพราว ปี่ พาทย์ทำเพลงเสมอลาว ร้องเพลงเส ี่ ยงเทียน เถลิงบัลลังก์สุวรรณรัตน์ชัชวาล ภายใต้เพดานร่มขาว ห้อยพวงคำ จำ ปาดาราพราว สองพระสาวหมอบเมียงเคียงองค์ ร้องเพลงลาวดำ เนินทราย สามกษัตริย์โสมนัสแย้มสรวลยวนเสน่หา สามปรีดาร่าเริงบันเทิงสมร แสนสุดรักรักน้องสองบังอรสองฉะอ้อนน้อ สองฉะอ้อนอ่อนคลอจ้อจำ นรรจ์ โอ้พระทองของสองยุพราช พระแสนสุดสวาทสองสาวสวรรค์ ได้ชื่นได้ชมภิรมย์ขวัญ บุญเพรงหากสรรสมเอย พระเชยโฉมพระโลมวรนุช สองนางเอยแสนรักสาว สองสาวสวยสุด เอ๊ะ สวยยอดมนุษย์ หยุดลม บ่ หยุดรักเอย พระเพื่อนไท้วอนไหว้ถวายสลาพระลอสรวล พระแพงชวนชื่นชู้หยิบพลูป้อน พระเชยปรางนางแนบแอบกำ กรจุมพิตสมรน้อ จุมพิตสมรเมาสวาทไม่คลาดคลอ โอ้อกใครในพิภพ อกเอ๋ยไม่ลบพระลอแล้ว เสียวซ่านร่านจิตเชยชิดพระน้องแก้ว เป็นตายไม่แคล้วองค์เอย โฉมส่องฟ้าชื่นหล้าฤาจาง สองสาวเอยถึงสูญดิน สูญดินสิ้นฟ้า เอ๊ะ ความรักสองรา ไฉนรู้ซาสร่างเอย ปี่ พาทย์ทำเพลงตระนอน
37 คุณค่าของการแสดง ละครพันทางเรื่องพระลอ ตอนเข้าห้อง เป็นการรำ ตีบทตามบทร้องและทำ นองเพลงประกอบด้วย กระบวนท่ารำ ที่มีท่ารำ ประกอบเพลงจำ นวน 2 เพลง คือ เพลงเสมอลาวและเพลงตระนอน และเป็นท่ารำ ที่มีท่ารำ ประกอบบทร้องจำ นวน 4 เพลง คือ เพลงแพนน้อยเพลงสร้อยลาว เพลงเสี่ยงเทียน และเพลงลาว ดำ เนินทราย โดยปรากฏการรำ เกี้ยวพาราสีในบทร้อง และการรำ เกี้ยวพาราสีในทำ นองเพลงโดยมีรูปแบบ การนั่งเกี้ยว การเกี้ยวพาราสีระหว่างพระลอกับพระเพื่อนพระแพงในการแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ โดยตัวแสดงฝ่ายชายเป็นผู้เกี้ยวฝ่ายหญิงทั้งสองคนในรูปแบบการนั่งเกี้ยว โดยฝ่ายชายจะนั่งอยู่ตรงกลาง ระหว่างฝ่ายหญิงทั้งสอง เป็นการเกี้ยวที่ฝ่ายหญิงยินยอมและปรากฏการรำ เพลงตระนอน การถ่ายทอดกระบวนท่ารำ อาจารย์ภูกิจ พาสุนันท์ (โขนพระ) วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวง วัฒนธรรม ได้รับถ่ายทอดกระบวนท่ารำ จากท่านอาจารย์เวณิกา บุนนาค ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งท่านได้รับ การถ่ายทอดการแสดงละครพันทางเรื่องพระลออีกหลายชุดการแสดง อีกทั้งยังได้รับเลือกให้เป็นผู้แสดง อีกหลายครั้งจากท่านหม่อมครูต่วน ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก ปรมาจารย์ด้านนาฏศิลป์ไทย กลวิธีในการแสดง การแสดงละครพันทางเรื่องพระลอ ตอนเข้าห้อง กลวิธีในการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้าและ แววตา เป็นการแสดงออกตามบทร้องและทำ นองเพลงอย่างสมจริง บทร้องใดท่ารำ ใดที่ต้องมีการมอง ตัวนางก็จะมองไปที่หน้าของตัวนางพร้อมกับการแสดงสีหน้าในรูปแบบการยิ้มในหน้า และแววตาที่เต็ม ไปด้วยความพึงพอใจ ความรัก และการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านท่าทางอย่างสมจริงและแสดงออกในท่าที ที่อ่อนหวาน นุ่มนวล กลวิธีในการรำ ได้แก่การแสดงที่สมจริงและเข้าถึงบทบาทของตัวละคร การรำ แบบ นุ่มนวลแต่ลงจังหวะให้พอดีเพลงการปรับท่ารำ ให้สวยงาม การนั่งของผู้แสดงและการใช้อุปกรณ์ประกอบ การแสดง
38 เม็ดพรายท ี่ได้รับจากอาจารย์ผู้ถ่ายทอด อาจารย์ภูกิจ พาสุนันท์ ได้ถ่ายทอดกระบวนการเกี้ยวในการแสดงชุดพระลอเข้าห้อง สามารถ ถ่ายทอดการสื่ออารมณ์ออกมาได้ดียิ่ง และยังสามารถสอดแทรกลีลาท่ารำ ได้เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่กระทบต่อ กระบวนท่ารำ หลักที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านอาจารย์เวณิกา บุนนาค ได้แก่ ลักษณะการนั่งเกี้ยวในท่า พิเศษ และลักษณะการเกี้ยวด้วยกระบวนท่ารำแบบละครรำ และรูปแบบการเกี้ยวโดยใช้ท่าทางเสมือนจริง ได้แก่ บทบาทการเกี้ยวด้วยสายตา และบทบาทการเกี้ยวด้วยกิริยา โดยใช้โครงสร้างท่ารำ กระบวนการ เกี้ยวพาราสีมีการใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นหลักในการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกสู่กระบวนท่า รำ ประกอบด้วย 1) การสื่ออารมณ์ ศึกษาอารมณ์และพฤติกรรมของตัวละครเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก 2) การรำ ถ่ายทอดกระบวนการรำ เทคนิควิธีต่าง ๆ เสมือนจริงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้ชมให้รู้สึก อารมณ์คล้อยตาม นอกจากนี้ครูยังเน้นความสำ คัญของการสวมบทบาทเป็นพระลอ ในด้านของตัวละครพระลอ ถือได้ว่าเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีลักษณะการเข้าเกี้ยวพาราสีที่มีความพิเศษจากตัวละครอื่น ๆ เพราะลักษณะ การเกี้ยวจะต้องเข้าเกี้ยวทั้งสองฝั่งผู้แสดงจะต้องคำ นึงถึงความสอดคล้องพร้อมกับให้มีความสัมพันธ์กัน ทั้งสองฝั่งจึงจะเกิดกระบวนท่ารำ ที่มีความงดงาม
39
40 นิสิตปริญญาโท หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง รุ่นที่ ๔