The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nitchakamon Ratsuwan, 2022-05-24 19:26:44

5D58342F-04BB-475F-9637-9C8C43DE1FF6

5D58342F-04BB-475F-9637-9C8C43DE1FF6

การร่วมกระทำความผิดด้วยกัน

จัดทำโดย

นางสาวณิชกมล ราชสุวรรณ์
รหัสนิสิต 631087012

คณะนิติศาสตร์(ภาคสมทบ)

เสนอ
อาจารย์ วีณา สุวรรณโณ

มหาวิทลัยทักษิณ



คำนำ

รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชา อาญา1 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องการ
ร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันโดยได้ศึกษาผ่าน
หนังสือกฎหมายอาญา1

ผู้จัดทำคาดหวังอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะมีข้อมูล
ที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับการ
ร่วมกระทำความผิดด้วยกันไม่มากก็น้อย

ผู้จัดทำ
นางสาวณิชกมล ราชสุวรรณ์

สารบัญ ข

คำนำ ก.
สารบัญ ข.
ความหมายการร่วมกระทำ 1
ความผิดด้วยกัน
ส่วนที่1ที่ได้ร่วมกระทำความ

ผิดด้วยกันเรียกว่าตัวการ 3
ส่วนที่2ผู้ที่ก่อให้ผู้อื่ นกระทำ
ความผิดเรียกว่าผู้ใช้

ส่วนที่3 ผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ 12
ความสะดวกในการที่ผู้อื่ น
กระทำความผิดเรียกว่าผู้

สนับสนุน 18
ส่วนที่4 ขอบเขตความรับผิด
ของผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือผู้

ประกาศและผู้สนับสนุน

ตัวอย่างคำพิพากษาการร่วม

กระทำความผิดด้วยกัน 22




28

1

การร่วมกระทำความผิดด้วยกัน

ในการกระทำความผิดอาญาความผิดอันหนึ่งอาจมี
ผู้กระทำคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ถ้าผู้กระทำความ
ผิดกระทำ คนเดียวโดยไม่มีผู้อื่นร่วมกระทำใช้ให้
กระทำหรือสนับสนุนในการทำความผิดอาญาแล้ว
ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็มีเพียงแต่ว่าบุคคลผู้กระทำ
นั้นกระทำความผิดฐานใดและจะต้องรับโทษเพียงใด
ถ้าการกระทำความผิดอาญานั้นมีผู้กระทำหลายคน
โดยมีผู้อื่นร่วมกระทำ ใช้ให้กระทำความผิดหรือให้
ความสะดวกหรือช่วยเหลือผู้อื่ นกระทำความผิดเช่น
นี้นอกจากจะต้องพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดฐาน
ใดและจะต้องรับโทษเพียงใดแล้วยังต้องพิจารณา
อีกว่าผู้ที่ร่วมกระทำผู้ที่ใช้ให้กระทำความผิดหรือผู้ที่
ให้ความสะดวกหรือช่วยเหลือผู้อื่ นกระทำความผิด
จะมีความผิดและต้องรับโทษเพียงใดด้วย

2

พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ไว้ในมาตรา 83 -88 อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

1. ผู้ที่ได้ร่วมมือกระทำความผิดด้วยกัน
เรียกว่าตัวการ(มาตรา 83)

2.ผู้ที่ก่อให้ผู้อื่ นกระทำความผิดเรียกว่าผู้
ใช้มาตรา (84 -85)

3.ผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการ
ที่ผู้อื่ นกระทำความผิดเรียกว่าผู้สนับสนุน
มาตรา (86)

4.ขอบเขตความรับผิดของผู้ใช้ผู้โฆษณา
หรือประกาศและผู้สนับสนุน(มาตรา 87
และมาตรา 88)

3

ส่วนที่1

ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเรียกว่าตัวการ

กฎหมายประมวลอาญามาตรา 83 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดใด
เกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วม
กระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมาย
กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

องค์ประกอบ3ประการคือ

ก.. ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป



ข. ต้องได้ร่วมกระทำความผิดด้วย

กัน



ค. ต้องได้มีเจตนาที่จะร่วมกระทำ
ความผิดด้วยกัน

4

ก. ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป

การกระทำความผิดที่จะเป็นตัวการตามมาตรา 83 นี้จะ
ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำถ้าหาก
ความผิดใดบุคคล
กระทำคนเดียวบุคคลนั้นต้องรับโทษตามบทบัญญัติของ
กฎหมายนั้นอยู่แล้วไม่เป็นกรณีที่จะนำมาตรา 83 มาอ้าง
แต่อย่างใดต่อเมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ร่วม
กระทำความผิดอย่างเดียวกันจึงถือเป็นตัวการด้วยกัน
ในกรณีบุคคลหลายคนกระทำความผิดอย่างเดียวกันนี้
ต่างคนต่างทำแม้จะเป็นเวลาเดียวกันสถานที่เดียวกัน
ก็ตามก็ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 83 ผู้กระทำความผิด
ต้องรับผิดในความผิดของตนที่ทำแยกกันไป

5

ตัวอย่าง
แดงต้องการค่าเหลืองแดงใช้ปืนยิงเหลืองถึงแก่
ความตายเช่นนี้แดงได้กระทำคนเดียวแดงต้องรับ
โทษฐานฆ่าเหลือตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
288 ไม่เรียกว่าแดงเป็นตัวการฆ่าเหลือง

ข. ต้องได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน

การที่จะร่วมกระทำความผิดนี้การกระทำความผิดนั้นจะต้องเป็นความผิดหาก
การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดผู้ที่ร่วมกระทำก็ไม่เป็นตัวการการร่วมกระทำความ
ผิดด้วยกัน จึงต้องประกอบด้วยสาระสำคัญสองประการคือ

1. การกระทำนั้นต้องเป็นความผิด



2.ความผิดนั้นต้องได้ร่วมกันกระทำ

6

1. การกระทำนั้นต้องเป็นความผิด

หมายความว่าต้องมีการกระทำโดยผ่านขั้นตระเตรียม
การถึงขั้นลงมือกระทำและการกระทำจะต้องเป็นความ
ผิดกล่าวคือมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความ
ผิดมีการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และการกระทำ
นั้นประกอบด้วยสภาพทางจิตใจ

ตัวอย่างที่1
บุญช่วยต้องการฆ่าตัวตายจึงบอกให้บุญส่งไปหยิบปืนใน
บ้านมาบุญส่งหยิบมาแล้วส่งให้บุญช่วยบุญช่วยให้
บุญส่งช่วยจับปืนแล้วขวัญก็บอกมาทางบุญช่วยโดย
บุญช่วยเป็นคนเหนี่ยวไกปืนเองดังนี้บุญช่วยได้ลงมือ
กระทำแล้วแต่การกระทำของบุญช่วยไม่มีกฎหมาย
บัญญัติเป็นความผิดเมื่อการกระทำของบุญช่วยไม่เป็น
ความผิดจะถือว่าบุญสูงเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดอันเป็น
ตัวการตามมาตรา 83 ไม่ได้

7

2. ความผิดนั้นต้องได้ร่วมกันกระทำ

หมายความว่าผู้กระทำแต่ละคนได้ร่วมกันกระทำการ
อันเป็นส่วนสำคัญหรือสาระสำคัญของความผิดนั้น
กรณีที่จะถือว่าเป็นตัวการร่วมกันมีดังนี้

(1) การกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของ
การกระทำทั้งหมดที่รวมเป็นความผิด
ขึ้นใครจะได้กระทำมากน้อยหนักเบา
เพียงใดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดใน
ผลที่เกิดขึ้นโดยมีเจตนาร่วมกัน
กระทำเช่น
ตัวอย่างที่1 ไก่และไข่ทะเลาะกับควาย
แล้วแยกกันไปควายเดินไปได้หนึ่งเส้น
ไก่และไข่วิ่งตามควายไปพอทันกันไก่
จับแขนควายขอใช้มีดแทงถูกแขน
ซ้ายและหน้าอกควายอยู่ได้สองคืนก็
ตายเช่นนี้การที่ไก่จับแขนควายก็เป็น
ส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐาน
ทำร้ายผู้อื่ นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความ
ตายไก่และไข่มีความผิดฐานเป็น
ตัวการฆ่าคนโดยไม่เจตนา

8

(2)กรณีการกระทำที่เป็นความ
ผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
ตรงๆได้แก่ร่วมกระทำความ
ผิดกันตรงตามมาตรา 83 เช่น
บุคคลหลายคนทำร้ายผู้ใด
ด้วยกันใครทำมากทำน้อยห
นักเบาเพียงใดทุกคนร่วมมือ
กันรับผิดในผลที่เกิดขึ้นโดย
การร่วมมือกันเสมือนทำด้วย
ตนเอง

(3) การแบ่งหน้าที่กันกระทำเพื่อ
ให้การกระทำ ความผิดเป็นผลสำเร็จ
หมายถึงการแบ่งหน้าที่กันทำในความ
ผิดอันนึงบุคคลที่กระทำตามหน้าที่ที่
แบ่งชั้นกันนั้นแต่ละคนย่อมกระทำ
ส่วนหนึ่งในการกระทำทั้งหมดที่รวม
กันเป็นความผิดขึ้นเช่นในการลัก
ทรัพย์คนร้ายแบ่งหน้าที่กันทำโดยคน
หนึ่งเข้าไปลักทรัพย์อีกคนหนึ่งดู
ต้นทางหรือคนหนึ่งยึดจักรยานที่เจ้า
ซับขี่ล้มลงแล้วขี่จักรยานไปอีกสอง
คนเข้าจีซับที่ยังนั่งอยู่เป็นการแบ่ง
หน้าที่กันทำเป็นปล้นทรัพย์ทั้งสามคน
เป็นต้น

9

(4) การกระทำส่วนหนึ่งแห่งการกระทำความผิด
อาจรวมถึงการที่อยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะที่
สามารถช่วยเหลือให้การกระทำความผิดสำเร็จ
ลุล่วงไปโดยที่ผู้นั้นไม่จำเป็นต้องกระทำอะไร
ลงมือด้วยตนเองเพียงแต่อยู่ในที่ใกล้พอจะช่วย
กันได้ทันท่วงทีก็พอแล้วเช่น

การอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมจะช่วย
เหลือกันได้
การอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะกระทำความผิดและหลบ
หนีไปด้วยกัน
การอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุและก่อให้ผู้อื่ นกระทำความ
ผิด

10

ค. ต้องได้มีเจตนาที่จะร่วมกระทำ
ความผิดด้วยกัน

หมายความว่าผู้ที่กระทำการร่วมกันนั้นจะต้องมีเจตนาร่วมกัน
กล่าวคือจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างต้องถือ
เอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วยการกระ
ทำโดยมีเจตนาร่วมกระทำด้วยกันต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์
ดังนี้

(1) ต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกัน
หมายความว่าผู้กระทำทุกคนจะต้องรู้
ถึงการกระทำของกันและกันและต่าง

ต้องประสงค์ถือเอาการกระทำของ
แต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย

11

(2) ต้องมีเจตนาร่วมกันในการกระทำ
ทั้งหมดหมายความว่าการกระทำมี
เจตนาร่วมกันนั้นจะต้องมีเจตนาร่วม
กันในการกระทำทั้งหมดถ้ามีเจตนา
ร่วมกันแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งการก
ระทำความผิดที่มีเจตนาร่วมกันก็ มีได้

เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดนั้น



(3) เจตนาร่วมกันนั้นต้องมีอยู่ตลอด
ไปหมายความว่าการกระทำความผิด
ที่มีเจตนาร่วมกันนั้นจะต้องกระทำ
โดยเจตนาร่วมกันอยู่ตลอดไปจนกว่า
การกระทำจะเกิดเป็นความผิดสำเร็จ
หากเจตนาร่วมกันนั้นสุดสิ้นลงก่อน
ถึงขั้นนั้นการร่วมกันกระทำความผิด

ก็มีได้เพียงนั้น

12

ส่วนที่2
ผู้ที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดเรียกว่าผู้ใช้

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 บัญญัติว่าผู้ใดก่อให้ผู้อื่น
กระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยง
ส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็น
ตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่
ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษ
เพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ตามบทบัญญัติในมาตรา 84 นี้แยก
พิจารณาได้2กรณีคือ

1. กรณีผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิด
2. กรณีผู้ถูกใช้มิได้กระทำลง

13

1.กรณีผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิด

ซึ่งต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.1 ต้องมีการกระทำอันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด
1.2 ต้องมีเจตนาก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด
1.3 ต้องมีผลคือมีความผิดกระทำลงตามที่ก่อนั้น

1.1 ต้องมีการกระทำอันก่อให้ผู้อื่นกระทำความ
ผิด
หมายความว่าเป็นการกระทำที่ผู้อื่ นยอมตกลงที่
จะไปกระทำความผิดหากผู้อื่ นนั้นมีเจตนาที่จะ
กระทำความผิดดูแล้วได้ไปกระทำให้ผู้อื่ นกระทำ
ความผิดอันเดียวกันนั้นอย่างนี้มิใช่เป็นการก่อให้
ผู้อื่ นกระทำความผิด
วิธีการก่อให้ผู้อื่ นกระทำความผิดแยกออกเป็น
สองประการคือ

14

ก. การก่อให้กระทำความผิดโดยตรงซึ่งได้แก่
การใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม

ข. การก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยทางอ้อม
ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหมายถึงการก่อ
ด้วยวิธีการอย่างอื่นนอกจากการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ
จ้าง วานหรือยุยงส่งเสริม ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าการ
ก่อให้กระทำความผิดนั้นผู้นั้นกระทำความผิด
เพราะบุคคลนั้นก่อขึ้นหรือไม่ผู้นั้นตกลงใจกระทำ
ความผิดขึ้นเพราะผู้ใช้ก่อให้ผู้นั้นตกลงใจกระทำ
เช่นนั้น

15

1.2 ต้องมีเจตนาก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด
หมายความว่าผู้ ก่อนนั้นจะต้องมีเจตนาจะเป็น
เจตนาโดยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
ก็ตามให้ผู้อื่ นกระทำความผิดหากผู้ก่อมิได้เจตนา
ก็ไม่ถือเป็นการก่อตามมาตรา 84

1.3 ต้องมีผลคือมีความผิดกระทำลงตามที่ก่อนั้น
หมายความว่าการก่อให้การกระทำผิดต้องมีผล
กล่าวคือมีการกระทำของผู้ก่อเป็นเหตุและมีการกระ
ทำความผิดเกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของผู้ก่อ
เป็นเหตุและมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเป็นผลจาก
การกระทำของผู้ก่อ

แต่ถ้าการกระทำของผู้ถูกใช้ที่เป็นผลของการก
ระทำของผู้ก่อไม่เป็นความผิดตามกฏหมายผู้ก่อให้
เกิดการกระทำนั้นก็ไม่เป็นผู้ก่อให้เกิดความผิดเช่น
เดียวกัน

16

2.กรณีผู้ถูกใช้มิได้กระทำลง

1. ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
2.1ต้องมีการกระทำอันก่อให้ผู้อื่ นกระทำความผิด
2.2ต้องมีเจตนาก่อให้ผู้อื่ นกระทำความผิด
2.3ความผิดมิได้กระทำลง เพราะ
ก.ผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ
ข.ผู้ถูกใช้ยังไม่ได้กระทำ
ค.เหตุอื่ นใด

ความผิดมิได้กระทำลงหมายความว่าการกระทำ
ความผิดยังไม่ได้เริ่มต้นกล่าวคือยังไม่ได้ลงมือ
หรือพยายามกระทำตามมาตรา 80 ถ้าได้ลงมือ
กระทำแม้เพียงแต่พยายามกระทำก็ถือว่าความ
ผิดได้กระทำลงแล้วผู้ถูกใช้มิได้กระทำความผิด
มี3กรณีคือ

17

1.ความผิดมิได้กระทำลงเพราะ
ผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำคือผู้ถูก
ใช้ไม่ยอมรับว่าจะกระทำตามที่
ใช้หรือผู้ถูกใช้ยอมรับว่าจะ
กระทำตามที่ใช้แล้วแต่ภาย
หลังกับใจไม่ยอมกระทำตามที่
ใช้

2.ความผิด ที่ไม่ได้กระทำ
ลงเพราะผู้ถูกใช้ยังไม่ได้
กระทำซึ่งหมายความว่าผู้
ถูกใช้ยอมรับว่าจากกระทำ
แต่ยังไม่ได้กระทำ

3.ความผิดมิได้กระทำลง
เพราะเหตุอื่นเช่น ผู้ถูกใช้
ตายเสียก่อนที่จะได้กระทำ
ความผิดตามที่ใช้ ผู้ใช้ขัด
ขวาง หรือผู้ชายบอกเลิก
การใช้

18

ส่วนที่3



ผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่
ผู้อื่นกระทำความผิดเรียกว่าผู้สนับสนุน




ประมวลอาญามาตรา 86 บัญญัติ
ว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อัน
เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความ
สะดวกในการที่ผู้อื่ นกระทำความ
ผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
แม้ผู้กระทำ ความผิดจะมิได้รู้ถึง
การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก
นั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุน
การกระทำความผิด ต้องระวาง
โทษสองในสามส่วนของโทษที่
กำหนดไว้สำหรับความผิดที่
สนับสนุนนั้น

19

ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจะต้องประกอบด้วย
หลักเกณฑ์3ประการคือ

1. ต้องมีการกระทำความผิด 1.ต้องมีการกระทำความผิด
เกิดขึ้นและมีเจตนา เกิดขึ้นและมีเจตนา
สนับสนุนความคิดที่ผู้อื่ น สนับสนุนความคิดที่ผู้อื่นจะ
จะก่อขึ้น ก่อขึ้น

2. ต้องกระทำใดใดเป็นอำนาจ แยกออกเป็น2กรณีคือ
การช่วยเหลือหรือให้ความ ก.เราต้องมีการกระทำความผิด
สะดวกในการที่ผู้อื่ นกระทำ เกิดขึ้นจะเป็นขั้นพยายามหรือ
ความผิดโดยผู้กระทำ ความผิดสำเร็จก็ได้ถ้าความผิด
ความผิดจะได้รู้หรือมิได้รู้ นั้นไม่เข้าขั้นลงมือกระทำการ
ถึงการช่วยเหลือหรือให้ สนับสนุนก็ยังไม่มีโทษเว้นแต่
ความสะดวกนั้นก็ไม่เป็น ความผิดลหุโทษตามมาตรา
ข้อสำคัญ 102 แม้จะได้ลงมือกระทำความ
ผิดแล้วผู้สนับสนุนก็ไม่ต้องรับ
3. การช่วยเหลือหรือให้ความ โทษตามมาตรา 105
สะดวกในการที่ผู้อื่ นกระทำ
ความผิดนั้นจะต้องกระทำ
ก่อนหรือขณะกระทำความ
ผิด

ข. มีเจตนาสนับสนุนความผิดของผู้อื่นจะก่อขึ้นการสนับสนุนก็เช่นเดียวกับการใช้ให้
กระทำความผิดผู้กระทำต้องกระทำด้วยเจตนาเช่นเดียวกันเจตนาในที่นี้หมายถึงเจตนา
ตามมาตรา 59 วรรคสองคือกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้

กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้นด้วยส่วนการประสงค์ต่อผล
หรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้นก็จำกัดเพียงประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลใน
การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่ นกระทำความผิดเท่านั้นเจตนาของผู้
สนับสนุนนี้อาจกระทำโดยผู้สนับสนุนเจตนาฝ่ายเดียวผู้กระทำความผิดที่ได้รับการ

สนับสนุนไม่จำเป็นต้องรู้ถึงการสนับสนุนด้วยเช่นคนใช้ในบ้านแกล้งเปิดประตูหน้าต่าง
ทิ้งไว้เพื่อแกล้งเลยคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ของนายโดนคนร้ายไม่รู้ว่าประตูหน้าต่างที่
เปิดไว้นั้นได้มีผู้เปิดทิ้งไว้โดยเจตนาให้คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในกรณีที่ผู้กระทำความ
ผิดกระทำความผิดไปเกินกว่าเจตนาที่สนับสนุนผู้สนับสนุนก็คงรับผิดทางอาญาเพียง

สำหรับความผิดที่อยู่ในขอบเขตสนับสนุนเท่านั้น

20

2.ต้องกระทำใดใดอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความ
สะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้กระทำความผิด
จะได้รู้หรือไม่รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ไม่
เป็นข้อสำคัญ

แยกออกเป็น2กรณีคือ

ก. ต้องกระทำใดใดอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก
ซึ่งเป็นการจำกัดการกระทำของผู้สนับสนุนว่าจะทำได้เฉพาะ
แต่การกระทำอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการ
ที่ผู้อื่ นจะกระทำความผิดสำหรับการช่วยเหลือหรือให้ความ
สะดวกนั้นจะด้วยประการใดใดก็ได้กฎหมายไม่ได้จำกัดไว้อาจ
จะกระทำโดยการหาช่องทางเช่นช่วยเปิดประตูหน้าต่างไว้ให้
ช่วยบอกเวลาปลอดคนหรือหลอกคนในบ้านให้หนีไปหรือให้
ยืมเครื่องมือเครื่องใช้อาวุธโดยให้ความรู้อันเป็นอุปการะใน
การกระทำความผิดเช่นบอกช่องทางเข้าออกทางหนีทีไล่
ฉะนั้นถ้าเห็นการกระทำความผิดแล้วนิ่งเสียหรือไม่ขัดขวาง
หรือเพียงห้ามคนอื่ นไม่ให้เข้าช่วยเหลือการกระทำความผิด
นั้นเพราะชอบดูเพียงเท่านี้ไม่ถือว่าเป็นการสนับสนุนด้วยการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกเพราะไม่มีการกระทำใดใด
แสดงออกมาให้เห็นเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแต่
อย่างใด

21

ข. โดยผู้กระทำความผิดจะได้รู้หรือไม่รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความ
สะดวกนี้ก็ไม่เป็นข้อสำคัญกล่าวคือการสนับสนุนนี้อาจเป็นเจตนาฝ่าย
เดียวผู้กระทำจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามเช่นคุณรับใช้เปิดประตูหน้าต่างบ้าน
นายจ้าง ทิ้งไว้ให้คนร้ายเข้ามาลักทรัพย์คนน้อยเข้าทางประตูโดยไม่รู้ว่ามี
คนเปิดทิ้งไว้ให้แล้วเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านนั้นดังนี้คนรับใช้มีความผิดฐาน
เป็นผู้สนับสนุน

3.การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำ
ความผิดนั้นจะต้องกระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิด

การกระทำความผิดเครื่องต้นตั้งแต่ลงมือ
หรือพยายามกระทำความผิดและสิ้นสุดลง
เมื่อการกระทำความผิดเสร็จสิ้นลงดังนี้การ
สนับสนุนจะต้องกระทำก่อนที่มีการลงมือ
กระทำความผิดหรือขณะที่กระทำความผิด
หากกระทำภายหลังไม่เป็นความผิด ฐาน
สนับสนุนแต่อาจเป็นความผิดฐานอื่ นเช่น
ความผิดฐานรับของโจร

22

ส่วนที่4
ขอบเขตความรับผิดของผู้ใช้ผู้โฆษณา

หรือผู้ประกาศและผู้สนับสนุน

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 87 บัญญัติว่า ในกรณีที่มี
การกระทำความผิดเพราะมีผู้ใช้ให้กระทำตามมาตรา 84

เพราะมีผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำ
ความผิดตามมาตรา 85 หรือโดยมีผู้สนับสนุนตาม
มาตรา 86 ถ้าความผิดที่เกิดขึ้นนั้นผู้กระทำได้กระทำไป
เกินขอบเขตที่ใช้หรือที่โฆษณาหรือประกาศ หรือเกินไป

จากเจตนาของผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้

โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด
หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แล้วแต่กรณีต้องรับ

ผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่

ใช้ หรือที่โฆษณาหรือประกาศ หรืออยู่ในขอบเขตแห่ง

เจตนาของผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเท่านั้น แต่ถ้า
โดยพฤติการณ์อาจเล็งเห็นได้ว่า อาจเกิดการกระ

ทำความผิดเช่นที่เกิดขึ้นนั้นได้จากการใช้ การโฆษณา
หรือประกาศ หรือการสนับสนุนผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้

โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด
หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิด แล้วแต่กรณี ต้ อง

รับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นนั้น

23

ในกรณีที่ผู้ถูกใช้ ผู้กระทำตามคำโฆษณา หรือประกาศแก่บุคคล
ทั่วไปให้กระทำความผิด หรือตัวการในความผิด จะต้องรับผิด
ทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้นเพราะอาศัยผลที่เกิดจากการกระ
ทำความผิด ผู้ใช้ให้กระทำความผิดผู้โฆษณาหรือประกาศแก่
บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนการกระทำความ
ผิด แล้วแต่กรณี ต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกำหนด
โทษสูงขึ้นนั้นด้วย แต่ถ้าโดยลักษณะของความผิด ผู้กระทำจะ
ต้องรับผิดทางอาญามีกำหนดโทษสูงขึ้นเฉพาะเมื่อผู้กระทำต้อง
รู้ หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นนั้นขึ้น ผู้ใช้ให้กระทำความ
ผิด ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด หรือ
ผู้สนับสนุนการกระทำความผิด จะต้องรับผิดทางอาญาตาม
ความผิดที่มีกำหนดโทษสูงขึ้นก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้ หรืออาจเล็ง
เห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น

มาตรา 88 บัญญัติว่า ถ้าความผิดที่ได้ใช้ ที่ได้โฆษณาหรือ
ประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำ หรือที่ได้สนับสนุนให้กระทำ
ได้ก ระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่เนื่องจากการเข้าขัด
ขวางของผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือประกาศ หรือผู้สนับสนุน ผู้กระทำ
ได้กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้น
ไม่บรรลุผล ผู้ใช้หรือผู้โฆษณาหรือประกาศ คงรับผิดเพียงที่
บัญญัติไว้ในมาตรา 84 วรรคสอง หรือมาตรา 85 วรรคแรก
แล้วแต่กรณี ส่วนผู้สนับสนุนนั้นไม่ต้องรับโทษ

24

ตามบทบัญญัติมาตรา 87,88 มีแยก
พิจารณาได้2ประการ คือ

1. กรณีที่มีการกระทำความผิดเกินขอบเขตที่ใช้
หรือโฆษณาหรือที่สนับสนุน

2. กรณีที่ผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือผู้สนับสนุนขัดขวางมิ
ให้กระทำความผิดเป็นผลสำเร็จ

1 กรณีที่มีการกระทำความผิดเกินขอบเขตที่
ใช้หรือที่โฆษณาหรือที่สนับสนุน

ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเพราะมีผู้ใช้ให้กระทำความผิดและผู้ถูกใช้ได้
กระทำความผิดเกินกว่าขอบเขตที่ได้ใช้ก็ดีหรือได้มีการโฆษณาหรือประกาศ
แก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดแต่ผู้กระทำความผิดตามโฆษณาหรือ
ประกาศได้กระทำเกินไปกว่าที่โฆษณาหรือประกาศก็ดีการที่สนับสนุนให้
กระทำความผิดแต่ตัวการผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดเกินไปกว่าที่ผู้
สนับสนุนเจตนาก็ดีมาตรา 87 วรรคแรกได้บัญญัติให้ผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุน
การกระทำความผิดต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ใน
ขอบเขต ที่ใช้หรือที่โฆษณาประกาศหรืออยู่ในขอบเขตแห่งเจตนาของผู้
สนับสนุนการกระทำความผิดเท่านั้น

25

หลักดังกล่าวข้างต้นนี้มีข้อยกเว้น
อยู่2ประการคือ

ก. ถึงแม้จะได้มีการกระทำความผิดเกินไปกว่า
ขอบเขตที่ได้ใช้โฆษณาหรือประกาศหรือเกินกว่า
เจตนาที่สนับสนุนก็ตามโดยพฤติการณ์อาจเล็ง
เห็นได้ว่าอาจเกิดการกระทำความผิดเช่นที่เกิดขึ้น
ได้นั้นจากการใช้การโฆษณาหรือประกาศแก่
บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดหรือการสนับสนุนผู้
ใช้ให้กระทำความผิดผู้โฆษณาหรือประกาศแก่
บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดหรือผู้สนับสนุน
การกระทำความผิดแล้วแต่กรณีต้องรับผิดทาง
อาญาตามความผิดที่เกิดขึ้น

ข. ในกรณีที่ผู้ถูกใช้ผู้กระทำตามคำโฆษณาหรือ
ประกาศแก่บุคคลทั่วไปกระทำความผิดหรือ
ตัวการในความผิดจะต้องรับผิดทางอาญามี
กำหนดโทษสูงขึ้นเพราะอาศัยผลที่เกิดจากการก
ระทำความผิดผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือประกาศหรือผู้
สนับสนุนต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่
กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย

26

2.กรณีที่ผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือผู้ประกาศหรือผู้สนับสนุนขัด
ขวางไม่ให้กระทำเป็นผลสำเร็จ

ได้กล่าวมานี้เรื่องพยายามกระทำความผิดว่าเมื่อได้มีการ
ลงมือกระทำความผิดแต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จถือว่าอยู่ในขั้น
พยายามกระทำความผิดผู้กระทำจะต้องรับโทษสองในสาม
ส่วนของโทษที่ กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นกรณีผู้
ใช้ผู้โฆษณาหรือประกาศเมื่อผู้ถูกใช้หรือบุคคลผู้กระทำความ
ผิดตามโฆษณาหรือประกาศก็ทำความผิดขั้นพยายามรับโทษ
สองในสามผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือประกาศจะต้องรับโทษสองใน
สามของโทษสำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้ลงมือกระทำ
ความผิดนั้นและผู้ที่สนับสนุนก็จะต้องรับโทษสองในสามของ
สองในสามความผิดที่ได้สนับสนุนให้กระทำนั้น หากในระหว่าง
ที่ลงมือกระทำความผิดกันยังไม่ถึงขั้นเป็นผลสำเร็จผู้ใช้ผู้
โฆษณาหรือผู้สนับสนุนได้เข้าขัดขวางผู้กระทำได้กระทำไปไม่
ตลอดหรือจะกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล
ผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือผู้สนับสนุนจะต้องรับโทษอย่างไรคงเป็นไป
ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 88

ซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ก. ความผิดที่ใช้โฆษณาคือสนับสนุนให้กระทำได้
ลงมือกระทำแต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ
ข. ผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือประกาศหรือสนับสนุนขัดขวาง
ค. การขัดขวางเป็นเหตุให้ผู้กระทำได้กระทำไปไม่
ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่
บรรลุผล

27

เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามประการแล้วโทษของผู้ขัดขวางมีดังนี้

1. ผู้ขัดขวางเป็นผู้ใช้ผู้โฆษณาหรือประกาศ
จะต้องรับโทษสำหรับความผิดที่ถูกใช้ผู้
กระทำความผิดตามโฆษณาหรือประกาศ
ได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด
เพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้
สำหรับความผิดที่ใช้และกึ่งของโทษที่
กำหนดไว้สำหรับความผิดที่โฆษณาหรือ
ประกาศ

2. ผู้ขัดขวางเป็นผู้สนับสนุนผู้สนับสนุน
ต้องได้รับโทษ

28

ตัวอย่างคำพิพากษา
การร่วมกระทำความผิดด้วยกัน

ตัวอย่างที่ 1พูดว่ายิงมันเลย จำเลยเมาสุราถือมีดมายืน
ท้าทายจะทำร้ายผู้เสียหายอยู่คนละฟากรั้ว ข. พวกของ
จำเลยถือปืนวิ่งมายืนข้างจำเลยและบอก
ให้ผู้เสียหายกลับไปนอน พอผู้เสียหายหันตัวจะกลับบ้าน
จำเลยก็พูดว่ายิงมันเลย ข.ก็ยิงผู้เสียหาย แล้วจำเลยยัง
พูดอีกว่าตายแล้วยังมาสู้กันอีก เป็นการสำทับให้เห็น
เจตนาของจำเลยว่าจะทำร้ายผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยได้
ร่วมในการยิงผู้เสียหายด้วย
(คำพิพากษาฎีกาที่ 1306/2513)

ตัวอย่างที่ 2 คำพิพากษาฎีกาที่ 407/2509 ร่วมกับเจ้า
พนักงานออก
ใบสุทธิปลอม จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานออกใบสุทธิในหน้าที่
โดยจดเปลี่ยนแปลงข้อความไม่ตรงต่อความจริงและผิด
ระเบียบ เพื่อให้จำเลยที่ 3 นำไปแสดงต่อผู้บังคับบัญชาในการ
ขอบำเหน็จความชอบนั้น จำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิ
ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายนเป็นความผิดตามมาตรา 157
แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการนี้เมื่อได้
ร่วมกับเจ้าพนักงานกระทำความผิด จำเลยที่ 3 ย่อมมีโทษผิด
ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 86

29

ตัวอย่างที่3 ก. ข. นั่งรถสามล้อเครื่องมาด้วยกัน ก. ลง
จากรถเดินตาม ส. ซึ่งเดินสวนทางมา แล้ว ข. ขับรถคัน
นั้นแล่นกลับตามมาช้า ๆ พอ ก. กระซากสร้อยคอ ส. ได้
แล้ว ก็โดดขึ้นรถสามล้อเครื่องแล่นหนีไปกับ ข. แล้ว
ส.กับตำรวจไล่ตามไปจับ ข. ได้ดังนี้แม้ ข. จะมิได้กระชาก
สร้อยด้วย แต่ได้นั่งคอยอยู่ที่รถสามล้อเครื่องและขับ
แล่น
ตามไปช้า ๆ ในขณะที่ ก. กระชากสร้อย การกระทำดัง
กล่าวจึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นการร่วมมือกัน ข.
จึงเป็นตัวการวิ่งราวทรัพย์ด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่
641/2508และที่ 1600/2511)

ตัวอย่างที่ 4 บริษัทจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็น
กรรมการผู้จัดการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินในเช็คแทนบริษัทร่วม
กับจำเลยที่ 3 กรรมการของบริษัทอีกคนหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2
กับที่ 3 ได้เซ็นชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่า
เงินในบัญชีโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คแล้ว จำเลย
ทั้ง 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการ (คำพิพากษาฎีกาที่59/2507)

30

ตัวอย่างที่ 5 จำเลยหลอกลวงว่าน้ำที่พุขึ้นนั้นเจ้าแม่สำโรง
บันดาลให้มีขึ้น และอ้างว่าน้ำพุนั้นศักดิ์สิทธิใช้เป็นยารักษาโรค
ภัยไข้เจ็บได้ ประชาชนคนดูหลงเชื่อได้เอาน้ำนั้นไปใช้กินและทา
รักษาโรค แต่ไม่หายเพราะเป็นน้ำธรรมดาในลำคลองนั้นเอง
และได้ให้เงินแก่จำเลยไปประมาณหนึ่งหมื่นบาทโดยหลงเชื่อว่า
น้ำนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้ แต่ความจริงนั้นจำเลยที่ 1
เอาเท้าพัยน้ำในคลองทำให้ผุดขึ้นมาเอง ไม่เกี่ยวกับเจ้าแม่อะไร
เลย จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบิดาได้ร่วมกระทำผิดด้วยโดยอ้างว่าเจ้า
แม่บันดาลให้เกิดขึ้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่ง
เป็นการปกปิดความจริงและแสดงข้อความเท็จ ถือว่าจำเลยทั้ง
สองสมคบกัน และมีความผิดฐานฉ้อโกง (คำพิพากษาฎีกาที่
557/2502)

ตัวอย่างที่ 6 จำเลย 3 คนสมคบกันไปทำร้ายผู้เสียหาย โดย
จำเลยที่ 1 ใช้ไม้ตีบาดเจ็บ 1 แห่ง อีกสองคนคอยขัดขวางมิให้
พวกของผู้เสียหายจับจำเลยที่ 1 ได้ ดังนี้เป็นการแบ่งหน้าที่กัน
ทำ จึงเป็นตัวการร่วมกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 998/2497)

31

ตัวอย่างที่ 7 จำเลยฟันผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนี อีกประมาณ 3 กลั้น
ใจ ก. ข. ค. ง. และฉ. เข้ากลุ้มชุมทำร้ายผู้ตายด้วยไม้และขวาน
ฟัน น้องชายผู้ตายวิ่งมา ฉ.จำเลยจึงใช้ไม้ตีผู้ตายล้มลง ต่อมา
ผู้ตายตายแพทย์เบิกความว่าบาดแผลทุกแผลช่วยให้ตายได้
วินิจฉัยว่าไม่จำเป็นจะต้องได้ความชัดว่าจำเลยบได้คบคิดรู้เห็น
กันมาแต่ต้น เมื่อปรากฎว่าจำเลยเป็นพวกเดียวกัน ร่วมมือกัน
กระทำผิดอย่างเดียวกัน ในขณะเดียวกันจึงถือว่าเป็นตัวการ
ด้วยกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 859/2477)

ตัวอย่างที่ 8 คำพิพากษาฎีกาที่ 528/2480 ก. ได้รับอนุญาต
ให้มีอาวุธปืนโดยชอบ ด้วยกฎหมายแล้วได้น้ำปืนของตนออก
ไปฝ้าสวนกับ ข. คอยดักยิงสุกรบำา ก.กลับเช้าบ้านจึงมอบปืน
ไว้กับ ข. โดยตั้งใจจะกลับออกไปอีก แต่ ก. ไม่ได้กลับออกไป
ข. ได้ใช้ปืนนั้นยิงสุกรป๋าแล้ว ข.ถูกจับกุมมาฟ้องฐานมีปืนและ
ใช้ปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนี้วินิจฉัยว่า ข. มีความผิดฐานมี
ปืนและใช้ปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วน ก. ไม่มีความผิด
ฐานสนับสนุน ข. ให้กระทำความผิดเพราะที่ ก. ให้ปืน ข. ไว้นั้น
ก็ได้ยินยอมให้ ข. ใช้ปืนนั้นด้วย การกระทำเป็นความผิดเฉพาะ
ข. ส่วน ก. แม้จะมีหรือครอบครองไว้เองก็ย่อมไม่มีความผิด
ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ใข้ให้กระทำความผิดด้วย (และดูคพิพากษา
ฎีกาที่ 803/2481, 745/2480, 1301/2480, 1578/2495,
1824/2499)


Click to View FlipBook Version