ทฤษฎีการปรึกษาแบบวิเคราะห์
ความสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
Transactional Analysis ( TA )
นางสาวอภิญญา ทองทิพย์ รหัสนักศึกษา 651997074
อีริค เบิร์น (Eric Berne)
เป็นผู้ริเริ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบ
วิเคราะห์ความสัมพั นธภาพระหว่างบุคคล
เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1910 ที่มณฑลควิเบค
ประเทศแคนนาดา พ่ อเป็นนายแพทย์ แม่เป็นนักเขียน
เบิร์น มีพี่ น้องคนเดียวคือ เกรซ
จบแพทยศาสตร์และได้รับการอบรมเป็น
จิตแพทย์และนักจิตวิเคราะห์
ในระยะแรกๆ เบิร์นให้ความช่วยเหลือคนไข้
โดยวิธีการบำบัดรักษาแบบจิตวิเคราะห์ แต่ไม่
เป็นที่พอใจสำหรับเขา
จึงหันมาริเริ่มและพั ฒนาวิธีการปรึกษาเชิง
จิตวิทยาของตนเองเพื่ อช่วยเหลือผู้รับบริการ
เรียกว่า " Transactional Analysis " หรือ
เรียกสั้นๆ ว่า " TA "
เบิร์นได้เสนอผลงานเกี่ยวกับ TA เป็นครั้ง
แรกเมื่อ ค.ศ. 1957 ต่อมาผลงานเขียนของ
เบิร์นเกี่ยวกับ TA ได้รับการเผยแพร่และ
เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขว้าง
เบิร์นเป็นผู้ก่อตั้งสมาคม "The International
Analysis Association" ("ITAA") และได้
อุ ทิศตนเพื่ อวิชาชีพการให้ความช่วยเหลือผู้อื่ น
ตลอดจนเสียชีวิต
พัฒนาการของ (TA)
ช่วงที่ 1 (ค.ศ. 1955-1962)
เริ่มต้นด้วยการกำหนดสภาวะของบุคลิกภาพของบุคคลว่ามีส่วน
ประกอบ 3 ส่วน คือ (P-A-C)
ช่วงที่ 2 (ค.ศ. 1962-1966)
มุ่งเน้นที่ "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" และ "เกมทางจิตวิทยา"
พัฒนาการของ (TA)
ช่วงที่ 3 (ค.ศ. 1966-1970)
ให้ความสำคัญกับ "บทบาทชีวิต" และการวิเคราะห์บทบาทที่บุคคล
แสดงออก
ช่วงที่ 4 (ค.ศ. 1970-ปัจจุบัน)
เป็นการรวบรวมเทคนิคหลายประการมาใช้ และมีรูปแบบช่วยเหลือ
ซึ่งเน้นทั้งด้านความคิด และอารมณ์ของผู้รับบริการ
แนวคิดที่สำคัญ
ทรรศนะเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์
โครงสร้างของบุคลิกภาพ หรือสภาวะของบุคลิกภาพ (Ego States)
รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Transaction)
ตำแหน่งของชีวิต (Lift Positions)
บทชีวิต (Lift seript)
รูปแบบของการใช้เวลา (Structuring Time)
ทรรศนะเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์
1 บุคคลมีความสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้
2 บุคคลมีคุณค่าและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของตน
3 บุคลิกภาพของบุคคลได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากการเลี้ยงดู และประสบการณ์
จากวัยเด็ก
4 บุคคลสามารถตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตที่เหมาะสมสำหรับตนเองได้
5 บุคคลมีความประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง
สภาวะของบุคลิกภาพ (Ego States)
โครงสร้างของบุคลิกภาพ หรือสภาวะของบุคลิกภาพ (Ego States)
เบิร์นได้แบ่งโครงสร้างของบุคลิกภาพ หรือสภาวะของบุคลิกภาพ ออกเป็น 3 ส่วน
ใหญ่ ซึ่งนำมาจากโครงสร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์แล้วนำมาปรับให้เข้าใจง่ายขึ้น เรียกโดย
ย่อว่า P-A-C
P = Parent Ego State
A = Adult Ego State
C = Child Ego State
สภาวะของการเป็นพ่ อแม่ (Parent Ego State )
สภาวะของการเป็นพ่ อแม่ (Parent Ego State เรียกย่อๆว่า P) เป็นภาวะที่
บุคคลมีพฤติกรรมเสมือนเป็นพ่ อแม่ หรือเจ้าของชีวิตผู้อื่น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. สภาวะของความเป็นพ่ อแม่ชอบวิจารณ์ (Critical Parent) เรียกย่อๆว่า CP
เป็นสภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรมมักจะประเมินและวิจารณ์การกระทำของลูก ใช้อำนาจใน
การออกคำสั่งและกำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูกปฎิบัติ ชอบจับผิด ตำหนิ ฯลฯ
2. สภาวะของความเป็นพ่ อแม่ช่างทะนุถนอม (Nurturing Parent) เรียกย่อๆว่า
NP เป็นสภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรมเสมือนพ่ อแม่ที่คอยคุ้มครองลูก สนับสนุน มีเมตตา
ทะนุถนอม เอื้ออาทร ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ฯลฯ
สภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ (Adult Ego State)
สภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ (Adult Ego State เรียกย่อๆว่า A) เป็นภาวะที่บุคคล
มีพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติสิ่งใดอย่างมีเหตุผล ใช้ความคิด เหตุผล และข้อเท็จ
จริงในการพิ จารณาและตัดสินใจเป็นหลักสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึก
A มักจะมีบุคลิกภาพขาดชีวิตชีวา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
สภาวะของความเป็นเด็ก (Child Ego State)
สภาวะของความเป็นเด็ก (Child Ego State เรียกย่อๆว่า C) เป็นภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรม
เสมือนกับยังอยู่ในวัยเด็ก มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรก็จะแสดงออกเช่นนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. สภาวะของความเป็นเด็กเจ้าปัญญา (Little Professor เรียกย่อๆว่า LP) เป็นเด็กที่มี
ความเฉลียวฉลาด มีความคิดริเริ่ม เริ่มใช้ความคิดและเหตุผลเหมือนกับผู้ใหญ่
LP เป็นผู้ที่รู้ว่าควรจะจัดการกับบางสิ่งด้วยวิถีการอย่างไรด้วยตนเองแม้จะอยู่ในขอบเขต
ของโลกความเป็นเด็ก
2. สภาวะของความเป็นเด็กที่ได้รับการขัดเกลา (Adepted Child เรียกย่อๆว่า AC) เป็น
เด็กที่ได้รับการขัดเกลามาแล้วตั้งแต่วัยเยาว์ จากการอบรมเลี้ยงดู และการสั่งสอนพ่ อแม่ ผู้
ปกครอง ญาติผู้ใหญ่ ครู
AC เป็นผู้ที่เข้าสังคมได้ดี มีกริยามารยาทเหมาะสมกับกาลเทศะ หรือในทางตรงกันข้ามอาจ
ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
3. สภาวะของความเป็นเด็กตามธรรมชาติ (Natural Child เรียกย่อๆว่า NC) เป็นเด็กที่ขาด
การขัดเกลา มีความต้องการอะไร หรืออารมณ์ความรู้สึกอย่างไร จะแสดงพฤติกรรมนั้นอย่างเปิด
เผย ปราศจากการควบคุมตนเอง
NC เป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Transaction)
สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทั้งการใช้คำพู ด และกริยาท่าทางในการติดต่อสื่อสาร
สัมพันธ์ระหว่างกัน แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ
1.สัมพันธภาพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือสอดคล้องกัน (Complementary Transaction)
2.สัมพันธภาพแบบขัดแย้งกันหรือไม่สอดคล้องกัน (Crossed Transaction)
3.สัมพันธภาพแบบเคลือบแฝง (Ulterior Transaction)
สัมพั นธภาพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือสอดคล้องกัน
(Complementary Transaction)
PP
AA
CC
เด่น : ฉันใช้เวลาดูหนังสือสอบวิชาภาษาอังกฤษอยู่ 1 สัปดาห์ แล้วเธอล่ะ ดี
ดี : ฉันก็เตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษมาพอสมควรเหมือนกัน
สัมพั นธภาพแบบขัดแย้งกันหรือไม่สอดคล้องกัน
(Crossed Transaction)
PP
AA
CC
เด่น : วันเสาร์หน้าหลังจากที่สอบเสร็จแล้วเราไปช้อปปิ้ งกันนะ
ดี : เธอไม่ควรจะมาคิดเรื่องช้อปปิ้ งตอนนี้นะ แต่น่าจะเอาใจใส่เรื่องการเตรียมตัว
สอบเสียก่อน
สัมพั นธภาพแบบเคลือบแฝง
(Ulterior Transaction)
PP
AA
CC
เด่น : น่าปลืมใจนะดีที่เธอสอบผ่านทุกวิชา (โธ่ ก็สอบวิชาง่ายๆ เธอก็ผ่านนะซิ)
ดี : ขอบใจนะเด่น (เด่นก็พู ดไปงั้นเอง เขาไม่เคยจริงใจกับฉันเลย)
หมายเหตุ : ลูกศรประ ( ) แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์ซึ่งมีสิ่งที่เคลือบแฝงซ่อนเร้นในใจ
ตำแหน่งของชีวิต (Lift Positions)
ตำแหน่งของชีวิตคือ เจตคติที่บุคคลมีต่อตนเองและต่อผู้อื่นในแง่ ดี หรือ แย่
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลจะเป็นไปในรูปแบบได ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกวาง
ตำแหน่งชีวิตของแต่ละคน มีอิทธิพลจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก
แบ่งเป็น 4 แบบ ดังนี้
1. "ฉันก็ดี-เธอก็ดี" (I'm OK.-You're OK.)
2. "ฉันนั้นดี-เธอซิแย่" (I'm OK.-You're not OK.)
3. "ฉันสิแย่-เธอนั้นดี" (I'm not OK.-You're OK.)
4. "ฉันก็แย่-เธอก็แย่" (I'm not OK.-You're not OK.)
แบบที่หนึ่ง "ฉันก็ดี-เธอก็ดี" (I'm OK.-You're OK.)
เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีสุขภาพจิตดี เข้าใจและยอมรับตนเองตาม
ความเป็นจริง เป็นตัวของตัวเอง เห็นคุณค่าของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เห็น
คุณค่าของผู้อื่น ยอมรับและให้เกียรติผู้อื่น ไว้วางใจผู้อื่น
เมื่อประสบปัญหา มักจะไม่หนีปัญหา แต่จะพยายามแก้ปัญหาด้วยความรู้
ความสามารถของตน และปรับตัวได้ดี
แบบที่สอง "ฉันนั้นดี-เธอซิแย่" (I'm OK.-You're not OK.)
เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีเจตคติว่า ตนเองถูกและผู้อื่นผิด ไม่มีผู้ใด
เก่งหรือดีเท่ากับตนเอง ยึดมั่นความคิดตนเองเป็นใหญ่ ไม่ไว้วางใจผู้อื่น มองผู้
อื่นในแง่ลบ
เมื่อประสบปัญหา มักจะโทษหรือตำหนิคนอื่น และเข้าข้างตนเอง มองว่า
ตนเองเหนือผู้อื่น อาจจะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง เพื่ อให้ตนเองได้รับการ
ยอมรับและการเอาใจใส่ แม้ว่าจะมาจากความไ่ม่จริงใจก็ตาม
แบบที่สาม "ฉันสิแย่-เธอนั้นดี" (I'm not OK.-You're OK.)
เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีเจตคติว่า ตนเองด้อยกว่าคนอื่น มีความ
สามารถน้อยกว่าคนอื่น ต้องพึ่ งพาผู้อื่น ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าแสดงออก ชอบ
ปลีกตัวอยู่ตามลำพั ง และเก็บกดความรู้สึกของตนเองไว้
เมื่อประสบปัญหา มักจะหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่พยายามหาแนวทางแก้ไข
นี่คือ ตำแหน่งชีวิตของผู้ที่ควรรับการปรึกษา
แบบที่สี่ "ฉันก็แย่-เธอก็แย่" (I'm not OK.-You're not OK.)
เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีเจตคติไม่ดีทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ไม่
เห็นคุณค่าของชีวิต ท้อแท้สิ้นหวัง ดำรงชีวิตอย่างเศร้าหมอง หมดอาลัยตาย
อยาก
มักเป็นผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาท ที่สามารถทำร้ายหรือทำลายชีวิตตนเอง
และของผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกผิด
บทชีวิต (Lift seript)
บทชีวิตคือ บทบาทซึ่งบุคคลใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งเป็นผลมาจากการ
อบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ในวัยเด็ก จำแนกออกเป็น 3 แบบ ดังนี้
1. บทบาทเป็นผู้กล่าวหา (Persecutor)
2. บทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ (Rescuer)
3. บทบาทเป็นผู้เคราะห์ร้ายหรือตกเป็นเหยื่อ (Victim)
บทบาทเป็นผู้กล่าวหา (Persecutor)
บุคคลที่ชอบแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น ชอบควบคุมบังคับ ตำหนิติ
เตียนผู้อื่น และชอบประเมิน ตัดสิ้นผู้อื่นตามเกณฑ์ของตนเอง
มักพบในบุคคลที่มีตำแหน่งชีวิตแบบ "ฉันนั้นดี - เธอซิแย่"
บทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ (Rescuer)
บุคคลที่ชอบให้ความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ ปกป้องผู้อื่น
มักพบในบุคคลที่มีตำแหน่งชีวิตแบบ "ฉันก็ดี - เธอก็ดี"
บทบาทเป็นผู้เคราะห์ร้ายหรือตกเป็นเหยื่อ (Victim)
บุคคลที่มักถูกผู้อื่นรังแก ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องขอความ
ช่วยเหลือจากผู้อื่น
มักพบในบุคคลที่มีตำแหน่งชีวิตแบบ "ฉันสิแย่ - เธอนั้นดี"
รูปแบบของการใช้เวลา (Structuring Time)
รูปแบบของารใช้เวลาในชีวิตประจำวันของแต่ละคนนั้น มีแนวคิดว่า บุคคลโดยทั่วไป
ต้องการได้รับ การยอมรับและเอาใจใส่ (Stroke) ด้วยเหตุนี้ จึงมีแรงจูงใจผลักดันให้
บุคคลแสวงหาการยอมรับและการเอาใจใส่ตามที่ตนต้องการ ด้วยการใช้เวลาติดต่อ
สัมพันธ์กับผู้อื่น แบ่งออกเป็น 6 แบบ ดังนี้
1. แบบเลี่ยงหนี (Withdrawal)
2. แบบพิธีการ (Rituals)
3. แบบฆ่าเวลา (Pastimes)
4. แบบกิจกรรม (Activities)
5. แบบเกม (Games)
6. แบบใกล้ชิด (Intimacy)
แบบเลี่ยงหนี (Withdrawal)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลไม่ต้องการติดต่อสัมพั นธ์กับบุคคลอื่น
อาจใช้วิธีการหลีกเลี่ยง หรือ บางคนใช้วิธีการเลี่ยงหนีไม่สนใจและไม่
รับรู้ต่อสภาพแวดล้อมนั้นๆ
อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตใจทางลบได้ เช่น มีอาการของโรคจิต
โรคประสาท เป็นต้น
แบบพิ ธีการ (Rituals)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลติดต่อสัมพั นธ์กับบุคคลอื่นอย่างมีพิ ธีการ
เป็นไปตามมารยาทที่ดีในการเข้าสังคม หรือทำตามธรรมเนียมซึ่งยึด
ถือปฎิบัติสืบทอดกันมา เช่น เมื่อพบกันกล่าวสวัสดี หรือถามทุกข์สุข
กัน
การติดต่อสัมพั นธ์ดำเนินไปตามพิ ธีการ และเป็นเพี ยงผิวเผิน
เท่านั้น
แบบฆ่าเวลา (Pastimes)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลติดต่อสัมพั นธ์กับผู้อื่นอย่างไม่ลึกซึ้งนัก
เพราะเป็นการพู ดคุยเรื่องทั่วๆไป หรือเรื่องห่างไกลตัว ไม่จำเป็นต้อง
มีจุดหมายที่ชัดเจน เช่น ดินฟ้าอากาศ แหล่งท่องเที่ยว
จะได้รับการยอมรับและเอาใจใส่จากผู้ติดต่อมสัมพั นธ์กัน
มากกว่าแบบพิ ธีการ แต่เป็นการยอมรับและการเอาใจใส่ที่มีคุณค่าไม่
มากนัก
แบบกิจกรรม (Activities)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลติดต่อสัมพั นธ์กับผู้อื่นอย่างมีเป้าหมายและ
ได้สาระประโยชน์ เช่น การติดต่อสัมพั นธ์กับเพื่ อนร่วมงาน การทำงาน
อดิเรก หรือการทำกิจกรรมต่างๆเพื่ อสังคม เป็นต้น
การติดต่อสัมพั นธ์อย่างคุ้นเคย ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
หรือกิจกรรม ได้รับการยอมรับและการเอาใจใส่จากผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่ง
ผลให้บุคคลตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง
แบบเกม (Games)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลมีโอกาศระบายความรู้สึกของตนที่สะสมไว้
(มักเป็นความรู้สึกในเชิงลบ) กับบุคคลที่ติดต่อสัมพั นธ์ด้วย เพื่ อให้
ตนได้รับการยอมรับและการเอาใจใส่ตามที่ต้องการ
การติดต่อสัมพั นธ์ค่อนข้างใกล้ชิดและยาวนาน แต่มักเป็นความ
สัมพั นธภาพที่ไม่จริงใจต่อกัน และอาจก่อผลเสียต่อสุขภาพจิตได้
แบบใกล้ชิด (Intimacy)
เป็นรูปแบบซึ่งบุคคลติดต่อสัมพั นธ์กับผู้อื่นอย่างใกล้ชิดสนิท
สนม ไว้วางใจกัน และจริงใจต่อกัน เช่น สัมพั นธภาพระหว่างคู่หู คู่รัก
สามี ภรรยา รวมทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เป็นต้น
ได้รับการยอมรับและการเอาใจใส่จากผู้ที่ติดต่อสัมพั นธ์ด้วย
มากกว่าแบบอื่นๆ มักจะเป็นไปในทางบวกซึ่งก่อให้เกิดความพึ งพอใจ
และมีคุณค่า
เป้าหมายของการให้คำปรึกษา
ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถแก้ไขปัญหา โดยผ่านกระบวนการ
ดังต่อไปนี้
การควบคุมทางสังคม (Social Control) ความสามารถในการควบคุม
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่มีสัมพั นธภาพกับผู้อื่น
การบรรเทาอาการของปัญหา (Symptomatic relief) ลดความรู้สึกไม่
สบายใจจากปัญหา
เป้าหมายของการให้คำปรึกษา
การรักษาโดยการถ่ายโอน (Transference cure) โดย ผู้ให้คำปรึกษา
ช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาเลิกเล่นบทชีวิตที่กำหนดขึ้นในวัยเด็ก
การเลิกจากบทชีวิต (Scrip Cure) การที่ผู้รับคำปรึกษาใช้ภาวะการเป็น
ผู้ใหญ่มาทดแทนและทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ที่หลุดออกจากบทชีวิตเดิม
ขั้นตอนการให้คำปรึกษา
1. การสร้างสัมพั นธภาพที่ดี
2. การกำหนดข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับ
คำปรึกษา ในเป้าหมายของการให้คำปรึกษา
3. ดำเนินการแก้ไขโดยวิเคราะห์โครงสร้างบุคลิกภาพ
สัมพั นธภาพระหว่างบุคคล เกมทางจิตวิทยา และบทชีวิต
4. การยุติให้คำปรึกษา
เทคนิคการให้คำปรึกษา
1. เทคนิคการกำหนดข้อตกลง
2. เทคนิคการแสดงบทบาทสมมุติ
3. เทคนิคเก้าอี้ว่าง
บทบาทของผู้ใ้ห้คำปรึกษา
1. สร้างสัมพั นธภาพที่มีความเท่าเทียมกันในกระบวนการ
ปรึกษา ระหว่างผู้ให้และผู้รับคำปรึกษา
2. วิเคราะห์ปัญหาของผู้รับการปรึกษาโดยการวิเคราะห์
โครงสร้างของบุคลิกภาพ สัมพั นธภาพระหว่างบุคคล และ
ตำแหน่งชีวิต เพื่ อใช้ในการปรับเปลี่ยนและพั ฒนาตนเอง
บทบาทของผู้ใ้ห้คำปรึกษา
4. ช่วยผู้รับการปรึกษาค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงเพื่ อนำไปสู่การ
จัดการกับบทบาทชีวิต
5. ร่วมกับผู้รับการปรึกษาสร้างข้อตกลงร่วมกันต่อการมี
พฤติกรรมใหม่
6. กระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาวางตำแหน่งชีวิตของตนแบบ
I’m OK – You’re OK ให้เป็นผู้เห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น
ตัวอย่างการประเมินตนเอง
ตัวอย่างการประเมินตนเอง
ตัวอย่าง
“หญิง” มาขอรับการปรึกษาด้วยท่าทางที่หงอยเหงา หญิง
เล่าว่าเพื่ อนๆ หลายคนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกันกับเธอเคยบอก
ว่า หญิงคือหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญที่ทำให้ งานของกลุ่มสำเร็จ
ลุล่วงได้ตามเป้าหมาย แต่เมื่องานเสร็จสิ้นแล้วไม่มีเพื่ อนคนใด
อยากจะคบหาและให้ความสนิทสนมอย่างต่อเนื่องและจริงใจอีก
เลย หญิงต้องการมีเพื่ อนสนิทสัก 2 – 3 คน
ตัวอย่าง
หลังจากที่ได้สร้างสัมพั นธภาพที่ดีต่อกัน ได้มีการกำหนด
ข้อตกลงร่วมกันว่า หญิงจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
เพื่ อที่จะ ได้มีเพื่ อนใหม่ที่มีความสนิทสนมกันอย่างน้อย 2 คน
ก่อนปิดเทอมในปีการศึกษานี้
อธิบายให้หญิงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของ
บุคลิกภาพ พร้อมกับให้ศึกษาเอกสาร และทำแบบฝึกปฏิบัติเกี่ยว
กับเรื่องนี้ประกอบไปด้วย รวมทั้งใช้เทคนิคการแสดงบทบาท
สมมติช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างรวดเร็ว และสามารถบ่งชี้ได้ว่า
สภาวะของบุคลิกภาพส่วนใดที่เป็นลักษณะเด่น
ตัวอย่าง
ซึ่งหญิงมักใช้ในการติดต่อสัมพั นธ์กับเพื่ อน คือสภาวะของ
ความเป็นพ่ อแม่ที่ชอบวิจารณ์ (CP) ด้วยเหตุนี้จึงมีพฤติกรรมที่
ชอบเป็นเจ้าชีวิตของเพื่ อน ชอบปฏิบัติต่อเพื่ อนเหมือนเขาเป็นเด็ก
ชอบใช้อำนาจวิจารณ์การกระทำของเพื่ อน และว่ากล่าวตักเตือน
เพื่ อนอยู่เสมอ
ตัวอย่าง
หลังจากนั้น เราต้องอธิบายให้หญิงมีความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ
ของสัมพั นธภาพระหว่างบุคคล แล้วเปิดโอกาสให้วิเคราะห์การ
ติดต่อสัมพั นธ์ของตนกับเพื่ อน โดยใช้เทคนิคเก้าอี้ว่าง เพื่ อช่วยให้
หญิงเกิดความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ตระหนักว่า เพื่ อให้การติดต่อ
สัมพั นธ์ระหว่างเธอกับเพื่ อนให้ดีขึ้น เธอควรปรับเปลี่ยนรูปแบบ
ของ สัมพั นธภาพแบบขัดแย้งกันที่เธอมักใช้อยู่เสมอ
ตัวอย่าง
เป็นสัมพั นธภาพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย รวมทั้งควร ปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมให้มีสภาวะของความเป็นผู้ใหญ่ (A) และสภาวะของ
ความเป็นเด็ก (C) ผสมผสาน ไปอย่างเหมาะสมกับสภาวะของความ
เป็นพ่ อแม่ (P) และสามารถแสดงพฤติกรรมได้อย่างสอดคล้อง
กับบุคคลและกาลเทศะ หญิงจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเธอใหม่
THANK YOU