The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานอำเภอลับแล จ. อุตรดิตถ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by praewnaphtangthong.uttvc04, 2023-11-23 21:41:16

รายงานอำเภอลับแล จ. อุตรดิตถ์

รายงานอำเภอลับแล จ. อุตรดิตถ์

จัดท ำโดย นางสาว แพรวนภา แตงทอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 เสนอ ครู กมลพรรณ ค ามี รำยงำนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกำรเรียนสำขำวิชำกำรท่องเที่ยว ภำคเรียนที่ 2 ปีกำรศึกษำ 2566 วิทยำลัยอำชีวศึกษำอุตรดิตถ์


ชุมชนท่องเที่ยว อ ำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดท ำโดย นางสาวแพรวนภา แตงทอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 เลขที่ 4 เสนอ ครู กมลพรรณ ค ามี รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนสาขาวิชาการท่องเที่ยว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์


ค ำน ำ รายงานเล่มนี้จัดท าขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยว รหัสวิชา 20702 – 2009 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 เพื่อให้ได้ศึกษาหา ความรู้ในเรื่อง ชุมชนท่องเที่ยว อ าเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น ประโยชน์ ผู้จัดท าหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือ นักเรียน ที่ก าลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หาก มีข้อแนะน าหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดท าขอน้อมรับไว้และขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย นางสาว แพรวนภา แตงทอง


สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก สารบัญ ข บทน า ค ลักษณะภูมิประเทศ / ภูมิอากาศ / อาณาเขต 1 ประวิติความเป็นมา 2-3 ต านานเมืองลับแล 4-5 ศิลปวัฒนธรรม 6 สถานที่ท่องเที่ยว 7 บรรณานุกรม 8 ข


ชุมชนท่องเที่ยวเมืองลับแล อ ำเภอลับแล เป็นอ ำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นชุมชนโบรำณมีมำตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย 1 พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ได้เคยเสด็จมำเมื่อ ปี พ.ศ. 2444 ควำมเป็นมำของค ำว่ำ “ลับแล” นั้น ตำมข้อสันนิษฐำนของสมเด็จกรมพระยำด ำรงรำชำนุภำพว่ำ เดิมชำวเมืองแพร่ เมือง น่ำน หนีข้ำศึกและควำมเดือดร้อนมำซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจำกเป็นที่ป่ำรก หลบซ่อนตัว ง่ำยและ ภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขำมีที่เนินสลับกับที่ต่ ำ คนต่ำงเมืองถ้ำไม่คุ้นเคยกับภูมิ ประเทศจะหลงทำงได้ง่ำย อ ำเภอลับแลนอกจำกจะมีโบรำณสถำนที่น่ำสนใจมำกมำยแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้ำหัตถกรรม พื้นเมืองล้ำนนำ เช่น ผ้ำตีนจก ไม้กวำด เป็นแหล่งปลูกลำงสำด และทุเรียนหลง-หลินลับแล ซึ่งเป็น ผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ค


1 ลักษณะ อ ำเภอลับแล ภูมิประเทศ สภาพพื้นที่ มีลักษณะพื้นที่ราบลุ่มทางตอนใต้ ค่อนสูงขึ้นทางตอนกลางและเป็นภูเขาทางตอนเหนือ และทางตะวันตก มีพื้นที่ราบประมาณ 117 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ภูเขาประมาณ 306 ตาราง กิโลเมตร ไม่มีล้าน้้าสายใหญ่ไหลผ่าน แต่มีล้าน้้าที่เกิดจากเทือกเขาน้อยใหญ่ทางตอนเหนือ เช่น คลองแม่พร่อง หนองพระแล หนองนาเกลือ บึงมาย คลองพระเสด็จ ภูมิอำกำศ ลักษณะทางภูมิอากาศเป็นแบบมรสุม มี 3 ฤดู · ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ เดือนมีนาคม - เดือนมิถุนายน · ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม - เดือนตุลาคม · ฤดูหนำว เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์ อำณำเขต · ทิศเหนือ ติดต่อกับอ้าเภอเด่นชัย (จังหวัดแพร่) · ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ้าเภอเมืองอุตรดิตถ์ · ทิศใต้ ติดต่อกับ อ้าเภอตรอน และ อ้าเภอศรีสัชนาลัย (จังหวัดสุโขทัย) · ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อ้าเภอศรีสัชนาลัย (จังหวัดสุโขทัย)


2 ประวัติเมืองลับแล ที่ตั้งของลับแลได้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองทุ่งยั้งมาโดยตลอด ในด้านชาติพันธ์คนลับแลที่ใช้ ภาษาถิ่นล้านนานั้น จากข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาด้ารงราชานุภาพได้สันนิษฐานจากชาติ พันธ์และภาษาของผู้คนในที่ตั้งเมืองลับแลในปัจจุบัน ว่าเดิมเป็นชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึก และความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่ายและ ภูมิ ประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่้า คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทาง ได้ง่าย ประกอบกับต้านานท้องถิ่น ระบุว่าได้มีผู้คนจากอาณาจักรโยนกเชียงแสน อพยพหลบภัย สงครามเข้ามาตั้งรกรากอยู่บริเวณที่ราบเขาแถบลับแล และตั้งชื่อว่า บ้านเชียงแสน ต่อมาคนกลุ่มนั้น ก็แยกย้ายกันไปหักล้างถางดงสร้างบ้านเมือง ขึ้นกระจัดกระจายตามที่ราบและไหล่เขาต่าง ๆ ซึ่ง ปรากฏว่าได้มีต้านานการอัญเชิญ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าเรืองชัยธิราช จาก อาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสน ถูกสร้างขึ้นอีกในช่วงหลัง ประกอบกับชุมชน ลับแลมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังปรากฏหลักฐานการสร้างศาสนาสถานวัดป่าสัก ซึ่งมีศิลปะ เอกลักษณ์แบบอยุธยาผสมล้านนา ท้าให้เมืองลับแล กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ที่มีผู้ใช้ภาษาถิ่น ล้านนามาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ครั้นต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ในราว พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองอุตรดิตถ์ และได้เสด็จมาถึงเมืองลับแล ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2444 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายศาลากลางจังหวัดจากเมืองพิชัยมาตั้งที่บางโพ และยุบเมืองทุ่งยั้งรวมกับลับแล และสถาปนาเมืองลับแลขึ้นเป็นอ้าเภอ ส่วนอาคารที่ท้าการยังตั้งอยู่ที่ เมืองทุ่งยั้ง บริเวณใกล้เวียงเจ้าเงาะ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าเรืองชัยธิราช


3 ต่อมาพระพิศาลคีรี ได้ย้ายอาคารที่ท้าการไปตั้งที่ม่อนจ้าศีลในปีเดียวกันนี้ (ห่างจากที่ว่าการ อ้าเภอ ปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร) ครั้นถึง พ.ศ. 2457 สมัย พระศรีพนมมาศ (เมื่อครั้ง เป็นหลวงศรีพนมมาศ) เห็นว่าห่างไกลจากตัวเมืองล้าบากแก่ราษฎรไปติดต่อ ประกอบกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะสงวนที่ ม่อนจ้าศีล เป็นที่ประดิษฐาน พระเหลือ (พระพุทธรูปที่สร้างจากทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก) เพราะ ทรงเห็นว่าทิวทัศน์ของม่อนจ้าศีลคล้ายกับเมืองชวาจึงได้ย้ายอาคารที่ท้าการจากม่อนจ้าศีล มาอยู่ที่ ม่อนสยามินทร์ (ชาวบ้านเรียกม่อนสามินทร์) เพราะเคยเป็นที่ตั้งพลับพลารับเสด็จพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอ้าเภอในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมุดไทยโบราณบัญชีถือสังกัดมูลนายประจ้าแขวงเมืองลับแล (สมบัติเก่ำของต้นตระกูลมำกคล้ำย ได้มำจำกเมืองทุ่งยั้ง) ที่ จัดแสดงในวัดคุ้งตะเภา บ้านคุ้งตะเภา ต้าบลคุ้งตะเภา อ้าเภอ เมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์.


4 ต ำนำนเมืองลับแล เมืองลับแลนั้นเป็นอ้าเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่เดิมคงเป็นเมืองที่การเดินทางไปมาไม่ สะดวก เส้นทางคดเคี้ยว ท้าให้คนที่ไม่ช้านาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับแล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น มีเรื่องเล่ากันว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึงเมืองลับแล ต้านานนี้เล่ากันสืบมาว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่ง (น่าจะเป็นคนเมืองทุ่งยั้ง) เข้าไปในป่า ได้เห็น หญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมา ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตกบ่ายหญิง สาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป มีหญิงสาวคน หนึ่งหาใบไม้ไม่พบ เพราะชายหนุ่มแอบหยิบมา นางวิตกเดือดร้อนมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็น และคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ขอติดตามนางไปด้วยเพราะปรารถนาจะได้เห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็ยินยอม นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมืองซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นาง อธิบายว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดา ของนาง ชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับ แลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คนวันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้พ่อเลี้ยงบุตรอยู่ บุตรน้อย เกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า "แม่มาแล้ว ๆ" มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธ


5 มากที่บุตรเขยพูดเท็จ เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่ รักษาวาจา นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่ จ้าเป็นให้สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจ้านวนมาก จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้วนางก็กลับไปเมืองลับแล ชายหนุ่มไม่รู้จะท้าอย่างไรก็จ้าต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทาง ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ และหนทางก็ไกล มาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด ครั้นเดินทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิม บรรดา ญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้ง เรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่ เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองค้าทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดู ก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทอง แต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทาง กลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้าน ของตนตามเดิม การแต่งกายของชาวลับแลในสมัยรัชกาลที่ 5 จากต้านานหลักฐานจึงท้าให้ทราบว่ากลุ่ม ชนส่วนใหญ่ที่มาอยู่ในบริเวณเมืองลับแลในปัจจุบันนั้นอพยพมาจากอาณาจักรเชียงแสน โบราณ


6 ศิลปวัฒนธรรม ชาวเมืองลับแลดั้งเดิม มีภาษาถิ่นแบบส้าเนียงสุโขทัยโบราณ คือในชุมชนรอบพระบรมธาตุ ทุ่งยั้ง ต้าบลทุ่งยั้ง ต้าบลไผ่ล้อม ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ปรากฏหลักฐานในสมัยสุโขทัย และชุมชนเดิมใน พื้นที่ตั้งตัวอ้าเภอลับแล ก่อนที่จะถูกทิ้งร้าง ปรากฏหลักฐานศิลาจารึกการสถาปนาพระธาตุเจดีย์ พิหารในสมัยพระยาลิไทย สันนิษฐานว่าแถบที่ตั้งเมืองลับแลทั้งหมด เป็นชุมชนที่ใช้ภาษาถิ่นแบบ ส้าเนียงสุโขทัยโบราณมาก่อนนับ ๗๐๐ ปี ก่อนที่จะมีการอพยพชาวไทยวนจากอาณาจักรโยนกนาค นครเชียงแสนมาในสมัยหลัง ซึ่งปัจจุบันชาวไทยวนในอ้าเภอลับแลส่วนใหญ่อยู่ในเขตตอนเหนือของอ้าเภอ และที่ตั้งตัว อ้าเภอ ส่วนเขตทางใต้ของอ้าเภอลับแล ยังคงเป็นชุมชนภาษาถิ่นแบบส้าเนียงสุโขทัยโบราณอยู่ ดังนั้น ชาวลับแล จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ทั้ง 2 วัฒนธรรม คือชุมชนภาษาถิ่นแบบส้าเนียง สุโขทัยโบราณ และชุมชนภาษาถิ่นล้านนา มีภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่งกาย อาหารการกิน เป็น แบบล้านนา ที่มีใช้อยู่ในแถบล้านนาตะวันออก เช่น แพร่ น่าน เชียงราย และพะเยา เป็นต้น ศิลาจารึกเจดีย์พิหาร ขุดได้ที่หน้าวิหารวัดเจดีย์คีรี วิหาร มหาอ้ามาตย์ตรี พระยานครพระราม ส่งเข้า หอสมุดวชิรญาณ กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2473 ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ความเห็นว่า เนื้อหาจารึกน่าจะกล่าวตั้งแต่ครั้งเมื่อพระยาลิไทยขึ้น เสวยราชย์ เป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันว่าอาณาบริเวณ เมืองลับแลปัจจุบัน เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่ สมัยอาณาจักรสุโขทัย อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระ ศรีพนมมาศ นามเดิม "นายทองอิน" นายอากรสุรา เชื้อสายจีน ผู้ทุ่มเทกับการพัฒนาเมืองลับแล และ เป็นผู้น้าชุมชนที่ชาวลับแลให้ความเคารพนับถือ ใน สมัยรัชกาลที่ 5 ท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิศาลจี นะกิจ และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระศรีพนมมาศ เมื่อปี พ.ศ. 2451


7 สถำนที่ท่องเที่ยว ลับแล เมืองไม่ลับ 3 จุดเที่ยว ที่น่ำสนใจ หากพูดถึงแง่มุมของการท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์นั้น เชื่อว่าหลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่เมืองผ่าน ไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือที่น่าสนใจน่าเที่ยวมากกว่า แต่ถ้าลองมาท้าความรู้จักอย่างแท้จริง จะตื่น ตาตื่นใจไม่คิดว่า อุตรดิตถ์มีอะไรมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะอ้าเภอที่มีชื่อสุดลับอย่าง ลับแล อ้าเภอ เล็กๆ ในอุตรดิตถ์ 1) ซุ้มประตูเมืองลับแล ก่อนเข้าไปในตัวเมืองลับแลนั้น เราต้องลอดผ่านซุ้มประตูเมือง แลดูยิ่งใหญ่ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ผสมผสาน ด้านข้างมีอนุสาวรีย์แม่ม่ายเมืองลับแล เป็นรูปปั้นหญิงสาวอุ้มลูกน้อย ข้าง ๆ มีสามีนั่งคอ ตก ในมือถือย่ามใส่ขมิ้น บริเวณฐานจารึกข้อความ "ขอเพียงสัจจะวาจา" สัญลักษณ์ส้าคัญของเมือง ลับแล เมืองที่มักถูกเรียกกันติดปากว่า ลับแล-แม่ม่าย เป็นซุ้มประตูเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งเป็น สัญลักษณ์ของเมืองลับแล ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะประยุกต์แบบสุโขทัยมีขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 41 เมตร ออกแบบโดยกรมศิลปากร ที่ด้านข้างของซุ้มประตูมีประติมากรรมรูปปั้นหญิง สาวยืนอุ้มลูกน้อยสีหน้าเศร้าสร้อย ข้าง ๆ


8 2) พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล ติดกับซุ้มประตูเมือง คือ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองลับแล อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาด พิพิธภัณฑ์เมือง ลับแล เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติของเมือง วิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมการใช้ชีวิตของผู้คน ในเมืองลับแล อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านไม้ยกสูงแบบไทยโบราณตามแบบฉบับของเมืองลับแล มี สะพานไม้ข้ามไปยังตัวบ้าน ใต้ถุนบ้านจัดแสดงเครื่องปั่นฝ้าย กี่ทอผ้าขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงวิถีการทอ ผ้าของสาวเมืองลับแล ในปัจจุบันอ้าเภอลับแล ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าตีนจก ไม้ กวาด ติดอันดับของประเทศ


9 3) วัดพระบรมธำตุทุ่งยั้ง ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ คือ วิหารหลวง มีอายุเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาก่อ ด้วยศิลาแลงและอิฐ หลังคาลดหลั่น 3 ชั้น หน้าบันแกะสลักลงรักปิดทองสวยงามมาก ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงหลวงพ่อหลักเมือง หรือหลวงพ่อโต องค์พระประธานประดิษฐานในพระวิหาร หลวง ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อหลวงพ่อหลักเมืองว่าหลวงพ่อประธานเฒ่า หลวงพ่อหลักเมือง เป็น พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน เพราะได้รับสิ่งพึงปรารถนาตามอธิษฐาน


บรรณานุกรม อ าเภอลับแล. (2551). สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2566, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ ลับแลเมือง ไม่ลับ. (2561). สืบค้น 22 พฤศจิกายน 2566, จาก https://www.paiduaykan .com/travel/ ซุ้มประตูเมืองลับแล. สืบค้น 15 พฤศจิกายน 2566, จาก https://www 2.uttaradit.go.th/ travel/detail/3


Click to View FlipBook Version