หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เรื่อง อร่อยล้ำ วัฒนธรรมอาหารไทย จัดทำ ขึ้นเพื่อศึกษา หาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารไทยที่เป็นที่นิยมของนานาชาติ ทั้งในเรื่องประวัติความเป็นมาของ อาหารไทย เรื่องของส่วนผสม ของแต่ละเมนู เรื่องวิธีทำ ของแต่ละเมนู หนังสือเล่มนี้ป็นหนังสือที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยลดการใช้กระดาษและประหยัดต้นทุนในการจัดพิมพ์ และยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทางคณะผู้จัดทำ หนังสือจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจกำ ลังหา ข้อมูลเกี่ยวกับอาหรไทย ที่เป็นที่นิยมของนานาชาติและสามารถจุดประกายความคิดของผู้ เกี่ยวข้องให้หันมาสนใจเรื่องอาหารไทย
ผัดกะเพรา ผัดกะเพรา เป็นอาหารของไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจานหนึ่ง เป็นอาหารริมทางอาหารตามสั่ง ที่มีทั่วไปในประเทศไทย บางครั้งเรียกว่า เมนูสิ้นคิดเนื่องจากเมื่อจะสั่งอาหารแล้วไม่รู้ว่าจะรับประทาน อะไรก็มักจะสั่งผัดกะเพรา ผัดกะเพราน่าจะเกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะคนจีนนำ เอามาขายในร้านอาหารตามสั่งอย่างไรก็ดี ผัดกะเพราน่าจะเพิ่งนิยมราว พ.ศ. 2500 โดยน่าจะดัดแปลงจากอาหารจีน ที่ตำ รับจีน เอาเต้าเจี้ยวดำ ผัด กับกระเทียมเจียวให้หอม แล้วจึงเอาเนื้อสับหรือไก่หั่นเป็นชิ้น ๆ ลงไปผัดกับน้ำ ปลาและซีอิ๊วดำ บ้างก็ว่าเลียนแบบมาจากเนื้อผัดใบยี่หร่า ปัจจุบันวัตถุดิบประกอบด้วยเนื้อสัตว์ ใบกะเพรา พริก กระเทียม บ้างใส่ผักชนิดอื่นลงไปด้วยเช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน แครอท หอมหัวใหญ่ เนื้อสัตว์ที่ใช้ในการทำ ผัดกะเพรา ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง ปลาหมึก หรือแม้แต่ ปลา หอยแมลงภู่ เนื้อปู วิธีการปรุง ใช้วิธีการผัดวัตถุดิบเข้าไปด้วยกัน มีการปรุงรสด้วยน้ำ ปลา น้ำ ตาล บ้างใส่ผงชูรสซีอิ๊วดำ พริกไทยป่น เติมน้ำ พอให้ขลุกขลิก รับประทาน กับข้าวสวยอาจกินด้วยกับไข่ดาว มีน้ำ ปลาพริกเป็นเครื่องปรุงให้รสหอมและเผ็ดขึ้น
ส่วนผสม เนื้อหมู 400 กรัม ใบกะเพรา50 กรัม กระเทียม 2 หัว พริกแดงจินดา 12 เม็ด พริกแห้งแดงจินดา 6 เม็ด น้ำ ปลา 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ซอสหอย3 ช้อนโต๊ะ น้ำ ตาลทราย1/2 ช้อนโต๊ะ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. ไข่ไก่ 1 ฟอง วิธีทำ 1. โขลกพริกแห้งให้ละเอียดแล้วใส่พริกแดงจินดาและกระเทียม โขลกตามลงไปให้ละเอียด (สามารถปั่นแทนได้ตามความชอบ) 2.ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำ มันพืชลงไปพอประมาณ ผัดพริกและกระเทียมให้มีกลิ่นหอม 3.เมื่อพริกกระเทียมหอมได้ที่แล้ว ใส่หมูสับลงไปผัดให้กระจายไม่เกาะกันเป็นก้อน ผัดให้เข้ากับพริกกระเทียม ให้หมูสุกในระดับนึงแล้วปรุงรสด้วย น้ำ มันหอย น้ำ ปลา ซอสปรุงรสและ น้ำ ตาลเล็กน้อยเร่งไฟผัดให้เข้ากัน ชิมรสชาติแล้วใส่ใบกะเพราลงไป ผัดให้เข้ากัน ปิดเตาตักเสิร์ฟ สาระน่ารู้ เพื่อสุขภาพที่ดีควรกินผักสด แตงกวา ผักสลัดต่างๆ ด้วย หากกินแต่ ผัดกะเพราจะได้รับใยอาหารน้อย ทำ ให้ท้องผูกได้ง่าย อีกทั้งใยอาหาร ยังช่วยจับคอเสลเตอรอล จับไขมันที่ไม่ดีออกจากร่างกาย นอกจากนี้ กะเพรา (Holy Basil) เป็นสมุนไพรไทยมีคุณสมบัติขับลม ลดท้องอืด ท้องเฟ้อ ส่วนพริกมีวิตามินซี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ช่วยกระตุ้น ความอยาก ช่วยให้เจริญอาหาร นอกจากนี้ พริกก็ช่วยลดอัตราการ เกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจากลิ่มเลือดแข็งตัวได้ช้ากว่าปกติทั้งพริกและ กะเพรามีสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว ช่วยลดปริมาณไขมันอุดตันใน เส้นเลือดช่วยลดระดับน้ำ ตาลในเลือดลดไขมันในเลือดได้
ยำ เนื้อหมูย่าง ยำ เนื้อหมูย่าง นั้นเป็นเมนูอาหารที่นิยมกันมากและส่วนใหญ่นั้นจะมีอยู่ในร้านขายส้มตำ เพราะคน กินส้มตำ นั้นจะสั่งอาหารอื่นๆมารับประทานควบคู่ไปด้วยกัน แต่ซึ่งด้วยอาหารเมนูนี้นั้นมีรสชาติที่อร่อย และเป็นอะไรที่ลงตัวมาก และในตอนนี้นิยมกินทั่วประเทศกันเลยทีเดียวอีกอย่างเป็นเมนูที่สามารถทำ กินได้ง่ายดายมากจึงเหมาะสมกับนักกินทุกเพศทุกวัยกันเลย
หมูสะเต๊ะ สะเต๊ะ มีจุดกำ เนิดมาจากเกาะชวาหรือเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาบันที่ เป็น อาหารพื้นเมืองของอินเดียภาคเหนือซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวเตอร์กอีกต่อหนึ่งตำ รับดั้งเดิมของ ชาวตุรกี เป็นเนื้อแพะหั่นเป็นชิ้นหมักแล้วเสียบเหล็กแหลมย่างไฟ ชาวเปอร์เซียและชาวอินเดียรับมา ดัดแปลง อาจใช้ เนื้อบดหรือเนื้อทั้งชิ้น จะเสียบหรือไม่เสียบไม้ก็ได้ เมื่อแพร่หลายมาถึงมลายู-ชวาจึงกลาย เป็นสะเต๊ะอย่างที่ เห็นในปัจจุบัน แต่ก็ยังได้รับความนิยมในประเทศอื่น ๆ ด้วย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์รวมทั้งประเทศไทยหรือแม้แต่เนเธอร์แลนด์ซึ่งรับเอาวัฒนธรรมไปกับอาณานิคมของตน ประเทศ ที่นิยมสะเต๊ะอีกแห่งหนึ่งคือสิงคโปร์มีการจำ หน่ายสะเต๊ะตั้งแต่ปลายปีค.ศ.1970โดยเป็นหาบเร่ตามท้อง ถนน ผู้ขายจะหาบ เตาถ่านเล็กๆ ไปตามแหล่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่ จากนั้นจะนำ เนื้อสัตว์ที่เสียบไม้แล้วมาชุบ น้ำ จิ้มถั่วจนทั่วแล้วย่างกันใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทาน หลังจากนั้นก็มีการเปิดเป็น ร้านสะเต๊ะโดยเฉพาะ
ส่วนผสมหมูสะเต๊ะ หมูส่วนสะโพกแล่บาง ๆ 500 กรัม ผงยี่หร่า ½ ช้อนโต๊ะ ลูกผักชีคั่ว 1 ½ ช้อนโต๊ะ ข่าสับ 1 ช้อนชา ตะไคร้ซอย1 ½ ช้อนโต๊ะ หัวกะทิ ½ ถ้วย ผงขมิ้น 1 ช้อนชา ผงกะหรี่ 1 ช้อนชา น้ำ ตาลทราย1 ½ ช้อนโต๊ะ เกลือ1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น ½ ช้อนชา หัวกะทิ 1 ถ้วย(สำ หรับทาหมูสะเต๊ะตอนย่าง) นมสด1 ถ้วย(สำ หรับทาหมูสะเต๊ะตอนย่าง) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. กะทิ 300 มิลลิลิตร ถั่วลิสงคั่วป่นละเอียด200 กรัม พริกแกงมัสมั่น 20 กรัม พริกแกงแดง 20 กรัม น้ำ ตาลปี๊บ 80 กรัม น้ำ มะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น ½ ช้อนชา 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. น้ำ ส้มสายชู ½ ถ้วย น้ำ ตาลทราย ¼ ถ้วย น้ำ ต้มสะอาด ⅓ ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา แตงกวาหั่นครึ่ง 20 กรัม ผักชี 15 กรัม พริกชีฟ้าหั่นเฉียง 15 กรัม หอมแดงซอย15 กรัม 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. ส่วนผสมน้ำ จิ้มหมูสะเต๊ะ ส่วนผสมน้ำ จิ้ม จิ้ อาจาด วิธีทำ นำ ลูกผักชีคั่ว ข่าสับ และตะไคร้ซอยโขลกให้ละเอียด นำ วัตถุดิบที่โขลกเตรียมไว้ผสมลงไปในชามผสม ใส่เนื้อหมูที่แล่ไว้ลงไป นำ หัวกะทิ น้ำ ตาล ผง กะหรี่ ผงขมิ้น ลูกยี่หร่า พริกไทยป่น และเกลือใส่ลงไปในชาม คลุกทุกอย่างให้เข้ากัน หมักใน ตู้เย็น 2 - 3 ชั่วโมง หัวกะทิ และนมสดสำ หรับทาหมูสะเต๊ะตอนย่างมาผสมให้เข้ากัน นำ หมูที่หมักไว้มาเสียบไม้ แล้ว นำ ไปย่าง ระหว่างที่ย่างให้นำ หัวกะทิและนมสดที่ผสมไว้มาทาเป็นระยะ ๆ เมื่อย่างสุกแล้ว จัดใส่ จานเตรียมไว้โขลกลูกผักชีคั่ว ข่าสับ และตะไคร้ซอยให้ละเอียดคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน หมักในตู้ เย็น 2 - 3 ชั่วโมง 1. ทำ หมูสะเต๊ะ นำ กะทิ น้ำ พริกแกงมัสมั่น และพริกแกงแดงลงไปผัดรวมกันจนกะทิเริ่มแตกมัน ใส่น้ำ ตาลปี๊บ น้ำ มะขามเปียก เกลือป่น เคี่ยวจนทุกอย่างเริ่มเข้ากันดีเติมถั่วลิสงป่นลงไป คน ให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ 2. ทำ น้ำ จิ้มหมูสะเต๊ะ ใส่น้ำ น้ำ ตาลทรายเกลือและน้ำ ส้มสายชู ขึ้นตั้งไฟเคี่ยวทุกอย่างละลายเข้ากันดีชิมรสชาติ พักไว้ให้เย็น แล้วใส่แตงกวาหั่นครึ่ง ผักชี พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียงและหอมแดงซอยลงไปในน้ำ จิ้ม จัดเสิร์ฟโดยนำ หมูสะเต๊ะใส่ในจาน กินคู่กับน้ำ จิ้มหมูสะเต๊ะและนำ้ จิ้มอาจาดเพียงเท่านี้ 3. ทำ น้ำ อาจาด ก็พร้อมกินแล้วจ้า!
แกงเผ็ดไก่ย่างนั้นถือว่าเป็นแกงโบราณที่เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารจีนและอาหารไทย ที่น่าจะมีมาตั้งแต่ปลายสมัยใหม่อยุธยาถึงต้นยุครัตนโกสินทร์ โดยใช้เป็ดย่างแบบ จีน และเครื่องแกงเผ็ด แบบไทย(บางสูตรจะเพิ่มเครื่องยาจีนเข้าไปด้วย) เป็นแกงเผ็ดที่มี ความเป็นจีนค่อนข้างสูงกว่า แกงอื่นๆ จึงไม่ได้มีความเผ็ดมากนัก (แกงเผ็ดที่ไม่ค่อยเผ็ดงง มั้ย) ปรุงรสให้มีรสชาดครบรสมากขึ้น ด้วยการใส่ ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน เช่น ระกำ ลิ้นจี่องุ่น หรือสัประรด
1. ไก่ย่าง 250 กรัม 2. กะทิ 1 ถ้วยตวง 3. มะเขือเทศราชินี 7ลูก 4. ใบโหระพา 1 ช้อนโต๊ะ 5.สับปะรด 60 กรัม 6. พริกชี้ฟ้าแดง 1เม็ด 7. ใบมะกรูด 2 ใบ 8. มะเขือพวง 50 กรัม 9. น้ำ ตาลปี๊บ 1 ช้อนชา 10. พริกแกงเผ็ด 60 กรัม 11. น้ำ ปลา 1 ช้อนโต๊ะ 12. น้ำ มันพืช 1 ช้อนโต๊ะ 1. ผัดพริกแกงตั้งกระทะโดยใช้ไฟกลาง พอกระทะร้อนใส่น้ำ มันลงไป ตามด้วยพริกแกง ผัดให้เข้ากัน จนหอม นำ หัวกะทิใส่ลงไป อย่าใส่จนหมดเก็บหางกะทิไว้ ผัดจนกะทิแตกมัน 2.ลงมือผัดเมื่อผัดจนพริกแกงกับกะทิได้ที่แล้ว ใส่มะเขือพวงสับปะรด มะเขือเทศราชินี ใบมะกรูดฉีก และพริกชี้ฟ้าแดงหลังจากนั้นปรุงรสด้วยน้ำ ตาลปี๊บ น้ำ ปลาคนให้เข้ากัน รอจนน้ำ แกง เดือดอีกครั้ง ใส่เป็ดย่างตามลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดีแล้วปิดไฟ ใส่ใบโหระพาได้เลย 3. จัดเสิร์ฟนำ แกงเผ็ดเป็ดย่างตักใส่ชาม ตกแต่งด้วยใบโหระพาให้สวยงาม ก็ขึ้นโต๊ะพร้อมเสิร์ฟได้เลย
ต้มข่าไก่ เป็นอาหารไทยชื่อดังที่คนทั่วโลกรู้จัก เป็นอาหารประจำ ชาติไทยที่ได้ชื่อว่าอร่อยจน ชาวต่างชาติถามหาทุกครั้งที่มาเที่ยวประเทศไทยซึ่งต้มข่าไก่จัดเป็นอาหารประเภทต้มยำ คล้ายกับ ต้มยำ กุ้ง รสชาติจัดจ้านมีส่วนผสมของสมุนไพรแต่ใส่กะทิทำ ให้ต้มข่าไก่มีรสชาติที่กลมกล่อมกว่าเผ็ด และเปรี้ยวน้อยกว่าจึงเป็นเหตุผลสำ คัญให้เมนูอาหารไทยจานนี้ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ เป็นอย่างมากนั่นเองแม้ต้มข่าไก่จะไม่มีประวัติความเป็นมาว่ามีจุดเริ่มต้นในสมัยใดแต่เมนูอาหารไทย จานนี้ ก็อยู่คู่ครัวไทยมานาน นิยมทำ รับประทานในครอบครัว เลี้ยงแขกและทำ บุญงานมงคล
ส่วนผสม สันคอหมู300 กรัม แตงกวาปอกเปลือกหั่นบางๆ70 กรัม หอมใหญ่ปอกเปลือกหั่นเสี้ยวบางๆ70 กรัม มะเขือเทศหั่นเสี้ยวบางๆ70 กรัม ต้มหอมหั่นท่อน คึ่นฉ่ายหั่นท่อน50 กรัม พริกขี้หนูกับกระเทียมโขลกหยาบๆ1 ช้อนโต๊ะ น้ำ ตาลทรายสำ หรับหมักคอหมู1 ช้อนโต๊ะ ซิอิ๊วขาวสำ หรับหมักคอหมู1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น1 ช้อนชา น้ำ ตาลทรายสำ หรับน้ำ ยำ 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำ มะนาวสำ หรับน้ำ ยำ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำ ปลาสำ หรับน้ำ ยำ 3 ช้อนโต๊ะ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. วิธีทำ หมักสันคอหมูกับน้ำ ตาลทราย พริกไทยป่น และซีอิ๊วขาว นวดเบาๆให้เข้าเนื้อและเพื่อให้หมู นุ่ม หมักไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย30 นาที เอาออกมาย่างในฝาอบลมร้อน หรือถ้าจะให้ดีก็ย่าง บนเตาถ่าน จะได้หอมๆ กะว่าเอาแค่พอสุก ไม่ต้องให้สุกมาก นำ หมูออกมาพักไว้ให้คลายตัวแล้วหั่นชิ้นบางๆ พักไว้ ทำ น้ำ ยำ โดยการผสมพริกขี้หนูกับกระเทียมโขลกหยาบๆกับน้ำ ตาลทราย น้ำ มะนาว น้ำ ปลา ชิมรสดูตามชอบครั้งหนึ่งก่อน ตั้งพักไว้ให้น้ำ ตาลทรายละลายจนหมดจริงๆ รสจะเปลี่ยนไป นิดหน่อย พอจะยำ ค่อยปรุงรสน้ำ ยำ อีกที เคล้าน้ำ ยำ กับเนื้อสันคอหมูที่หั่นเป็นชิ้นๆแล้วให้เข้ากัน ใส่หอมใหญ่ มะเขือเทศแตงกวา เคล้าให้น้ำ ยำ เคลือบผักจนทั่วๆ ใส่ต้นหอมและคึ่นฉ่ายคลุกเบาๆจนต้นหอมและตั้งฉ่ายช้ำ น้ำ ยำ จะได้เข้าเนื้อ 1. 2. 3. 4. 5.
1. กุ้งสด8ตัว 2. กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ 3. ไชโป๊ 1 ช้อนโต๊ะ 4. เต้าหู้แข็งหั่นแท่ง 3 ช้อนโต๊ะ 5. มันกุ้ง 1ช้อนโต๊ะ 6. เส้นผัดไทยแช่น้ำ 150 กรัม 7. น้ำ ผัดไทย2 ทัพพี 8. ถั่วงอก 100 กรัม 9. ใบกุ้ยช่าย30 กรัม 10. ไข่ไก่ 3 ฟอง 11. ถั่วงอก (สำ หรับทานเคียง) 12. กุ้ยช่าย(สำ หรับทานเคียง) 13. ถั่วลิสงป่น (สำ หรับทานเคียง) 14. น้ำ ตาลทราย(สำ หรับทานเคียง) 15. พริกป่น (สำ หรับทานเคียง) 16. มะนาว (สำ หรับทานเคียง) วัตถุดิบน้ำ ผัดไทย น้ำ ตาลมะพร้าว 200 กรัม น้ำ ปลา 200 มิลลิลิตร น้ำ มะขามเปียก 200 มิลลิลิตร 1. ทำ ซอสผัดไทยเคี่ยวน้ำ ผัดไทยโดยการนำ น้ำ ตาลมะพร้าว น้ำ ปลาและมะขามเปียกตั้งไฟ เคี่ยวให้ละลายเข้ากัน แล้วพักไว้ 2. ผัดเครื่องตั้งกระทะใส่น้ำ มัน ใส่มันกุ้ง หอมแดง ไชโป๊ และเต้าหู้ผัดให้สุกหอม จากนั้นใส่กุ้ง ลงไปผัดเมื่อกุ้งสุกดีใส่เส้นผัดไทยลงไป ผัดให้เส้นสุกนุ่ม แล้วใส่ซอสลงไปผัดให้เข้ากัน 3.คลุกกับไข่และจัดเสิร์ฟหลังจากผัดเส้นเข้ากับน้ำ ซอสดีแล้ว จากนั้นใส่ถั่วงอก ใบกุ้ยช่าย ตอกไข่เป็ดตามลงไป รอจนไข่ไก่เริ่มสุกจึงผัดให้ทุกอย่างเข้ากันตักขึ้นจัดเสิร์ฟ พร้อมเครื่องสำ หรับทานเคียง
สำ หรับประวัติของอาหารชนิดนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่บอกถึงจุดกำ เนิดของอาหารชนิดนี้ แต่อาจารย์สุ จิตต์ วงษ์เทศได้เขียนถึง ต้มยำ กุ้ง ไว้ว่า “เมื่อรับข้าวเจ้าจากอินเดียเข้ามาพร้อมกับการค้าทางทะเล อันดามันและศาสนาพราหมณ์-พุทธทำ ให้ “กับข้าว”เปลี่ยนไปเริ่มมี “น้ำ แกง” เข้ามาหลากหลาย ทั้งแกงน้ำ ข้นใส่กะทิแบบอินเดียกับแกงน้ำ ได้แบบจีน“ ปะทานุกรม การทำ ของคาวหวานอย่างฝรั่งแลสยาม (พ.ศ. 2441) มีสูตรต้มยำ กุ้งทรงเครื่อง ซึ่งจะแตกต่างมากจากต้มยำ กุ้งในปัจจุบัน ระบุว่า "เนื้อหมูต้มแล้วฉีกหนักสามบาท ปลาใบไม้เผาแล้วทุบ ฉีกสองบาท ปลาแห้งเผาแล้วฉีกสองบาท กระเทียมดองปอกเอาแต่เนื้อซอยสามบาท แตงกวา ปอกเปลือกแล้วซอยสามบาท มะดันซอยสามบาท พริกชี้ฟ้าหั่นหนึ่งบาท ผักชีเด็ดหนึ่งบาท…" ส่วนวิธีทำ ระบุว่า "เอากุ้งสดมาต้มกับน้ำ ท่า ใส่น้ำ ปลาหนักสองบาท ต้มไปจนเนื้อกุ้งสุก…ตักเอาน้ำ ต้มกุ้งสามสิบแปด บาทใส่ลงในชามแล้วเอากุ้งปอก เอาแต่เนื้อฉีกเป็นฝอยหนักสี่บาท น้ำ กระเทียมดองหนึ่งบาท น้ำ ปลาเจ็ด บาท น้ำ ตาลทรายหกสลึง ใส่ลงในน้ำ ต้มกุ้งแล้วเอาของที่ชั่งไว้ใส่ลงด้วย…ถ้าไม่เปรี้ยว เอาน้ำ มะนาวเติมอีกก็ได้เมื่อรศดีแล้วเอาพริกชี้ฟ้ากับผักชีโรย
1.กุ้ง ขนาดแล้วแต่ชอบ 6 ขีด 2.ข่าตระไคร้ ใบมะกูด1 มัด 3.พริกขี้หนู10 เม็ด 4.พริกจินดา7 เม็ด 5.น้ำ พริกเผา1 ช้อน 6.นมสด7 ช้อน 7.น้ำ ปลา2 ช้อน 8.น้ำ ตาล1 ช้อน 9.มะนาว2 ช้อน 10.หอมแดง6 หัวเล็ก 11.ผักชีฝรั่งแล้วแต่ชอบ 12.เห็ดแล้วแต่ชอบ 1. นำ กุ้งมาปลอกเปลือกและผ่าหลังเอาเส้นดำ ๆออก 2. เอาข่าตะไคร้ ใบมะกูดมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเตรียมไว้ ปลอกหอมแดงแล้วนำ มาล้างให้สะอาดแล้ว นำ ไปทุบให้แตกเล็กน้อย ล้างพริกให้สะอาดแล้วเอาพริกจินดามาตำ ให้แหลก ผักชีฝรั่งล้างสะอาดแล้วนำ มาซอย หั่นเห็ดและนำ มาล้างให้สะอาด 3. น้ำ 400 mlตั้งไฟให้เดือดจากนั่นใส่ข่าตะไคร้ ใบมะกูด หอมแดงต้มสักพักแล้ว แล้วใส่เห็ดลงไป พอเดือดตามด้วยกุ้ง 4. กุ้งเริ่มออกสีแดงก้อเริ่มปรุงรสกันเลยใส่พริกเผา 1 ช้อน นมสด7 ช้อน แล้วตามด้วย ใส่พริก แล้วแต่ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อยตามด้วยน้ำ ปลา 2 ช้อน น้ำ ตาล1 ช้อน น้ำ มะนาว 2 ช้อน ชิมตามรสชาติ ที่ชอบ โรยด้วยพริกขี้หนูและผักชีฝรั่ง
1.อกไก่ 300 กรัม 2. เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 1/2 ถ้วย 3.พริกแห้งเม็ดใหญ่ 15เม็ด 4.พริกชี้ฟ้าสีแดง 2 เม็ด 5.แป้งสาลี 1/2 ถ้วย 6.กระเทียมไทย 3 กีบ 7.เกลือป่นธรรมดา 1/4 ช้อนชา 8. น้ำ ตาลทราย 1 1/4 ช้อนโต๊ะ 9.น้ำ มันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ 10. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา 11.น้ำ มันหอย 2 ช้อนโต๊ะ 12.ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ 13.ต้นหอม 2ต้น 1 .คลุกไก่เตรียมทอดเทเนื้อไก่ลงในถ้วยที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นใส่แป้งสาลีลงไป ตามด้วยพริกไทย เกลือป่น คลุกเคล้าให้เข้า 2 . ทอดไก่ +เม็ดมะม่วง+ พริกแห้งนำ ไก่ไปทอดในน้ำ มันร้อน ๆ ให้เนื้อไก่เหลืองสวย และ ใช้กระชอนตักออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ มันนำ เม็ดมะม่วงทอดต่อใช้ไฟอ่อน ๆ ทอดแค่พอเหลือง และรีบตักขึ้นจากนั้นก็หั่นพริกแห้งเป็นชิ้นพอคำ และนำ ลงทอดต่อระวังอย่าใช้ไฟแรง ทอดให้พอกรอบสีเปลี่ยนนิดหน่อย ก็ตักขึ้นพักไว้เช่นกัน 3 . ผัด+จัดเสิร์ฟตั้งไฟ และใส่น้ำ มันลงไป ใส่กระเทียมลงไปผัดให้หอม จากนั้นใส่ไก่และเม็ดมะม่วง ลงไปผัดปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรส น้ำ มันหอยซีอิ๊วขาว น้ำ ตาลทรายและน้ำ มันงา ผัดให้เข้ากันดี จาก นั้นใส่ต้นหอม พริกชี้ฟ้าและพริกทอด ผัดต่อเล็กน้อยจัดเสิร์ฟใส่จาน โรยด้วยต้นหอม พร้อมรับประทาน
แกงพะแนง เป็นอาหารไทยประเภทแกงข้นที่เน้นรสชาติเค็มและหวาน โดยมีส่วนผสม หลักของเครื่องแกงคือ พริก ข่าตะไคร้ รากผักชี เมล็ดผักชี เมล็ดยี่หร่า กระเทียม อบเชย และเกลือใส่เนื้อสัตว์ได้ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และอื่นๆ แกงพะแนงปรากฏครั้งแรกเท่าที่พบได้ในหนังสือตำ รากับเข้าของหม่อมซ่มจีน ราชานุประพันธ์ ภรรยาคนหนึ่งของพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ บุนนาค)ตีพิมพ์เมื่อร.ศ.109 (พ.ศ.2433) ในเวลานั้นสะกดว่า ผะแนง โดยมีอาหารชื่อ"ไก่ผะแนง" (ไก่พะแนง)คือไก่ทาพริกขิง (เครื่องพริกแกง)ที่ผสมน้ำ กะทิแล้วนำ ไปย่างไฟ ต่อมาการทำ ไก่พะแนงแบบนั้นอาจไม่สะดวก ด้วยประการทั้งปวง เพราะต้องกินเวลานานมาก จึงได้ปรับเปลี่ยนมาใช้เนื้อเป็ดหรือไก่สับชิ้นโตๆ เอาลงผัดกับเครื่องแกงและกะทิในกระทะหรือหม้อ กลายเป็นไก่พะแนงหรือเป็ดพะแนงอย่าง ที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน
1.สันคอหมูสไลด์ 2 ขีด 2.พริกแกงพะแนงสำ เร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ 3.มะเขือพวง 1 ถ้วย 4.กะทิสำ เร็จรูป 250 มล. 5.น้ำ ปลา 1 ช้อนโต๊ะ 6.น้ำ ตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา 7.มะเขือเปราะ 50 กรัม 8.ใบมะกรูด 1.เทกะทิประมาณ 100 มล.ลงกระทะตั้งไฟอ่อนถึงปานกลาง จนกะทิเดือดแล้วใส่พริกแกง พะแนง เคล็ดลับ: พริกแกงพะแนงใช้ตราน้ำ ใจ 1 ช้อนโต๊ะพูนๆ 2.ผัดพริกแกงกับกะทิจนละลายเข้ากันดีจากนั้นใส่สันคอหมูสไลด์หั่นชิ้นลงไปผัด เคล็ดลับ: เลือกสันคอหมูมาทำ เพราะเนื้อนุ่มอร่อย มีมันแทรกไม่เยอะเกินไป 3.นำ ใบมะกรูด2 ใบกรีดแกนกลางออก ฉีกและขยี้ใบมะกรูดด้วยมือและใส่ลงผัดพร้อมหมู เคล็ดลับ: ขยี้ใบมะกรูดด้วยมือ จะหอมกว่าใช้มีดหั่น 4.เมื่อผัดเนื้อหมูเกือบสุก ลดไฟเป็นไฟอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำ ปลา 5.เติมน้ำ ตาลมะพร้าวและผัดให้น้ำ ตาลละลาย 6.ใส่มะเขือพวงลงผัดเริ่มเปิดเตาไฟปานกลาง ผัดมะเขือพวง กับหมูและเครื่องแกงให้เข้ากัน เติมกะทิ 150 มล หรือส่วนที่เหลือลงกะทะ ใช้ตะหลิวผัดทุกอย่างให้เข้ากัน 7.รอจนกะทิเดือด ปิดไฟ ตักใส่ชาม โรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอยและยกเสิร์ฟ เคล็ดลับ: หากต้องการเพิ่มความเผ็ดให้ซอยพริกชี้ฟ้าเป็นเส้นๆ โรยหน้า
แกงเขียวหวาน” เป็นอาหารไทยประเภทแกง ที่นิยมรับประทานคู่กับข้าวสวยหรือขนมจีน มีประวัติมาตั้งแต่ สมัยอยุธยา เป็นภูมิปัญญาอาหารของคนไทยในสมัยก่อนที่เริ่มจากแกงเลียงและแกงป่าที่ไม่ใส่กะทิ ต่อมาได้มีการ ดัดแปลงโดยใส่กะทิและพริกแห้งลงไปทำ ให้เกิด“แกงแดง” หรือ“แกงเผ็ด”และได้มีการประยุกต์มาเป็น “แกงเขียวหวาน” แท้จริงของชื่อ “แกงเขียวหวาน” นั้น เขามีความหมายว่า เป็นแกงที่มีสีเขียวแบบหวาน หมายถึง เป็นแกงที่มีสีเขียวนวลเขียวสะอาดหรือเขียวแบบนุ่มนวลไม่ใช่เขียวเสียจนจัดจ้านน่ากลัวและที่แน่ๆไม่ใช่แกง สีเขียวที่มีรสหวานเพราะแกงเขียวหวานต้องไม่หวานเป็นนำ แต่ต้องเป็นเค็มนำ แล้วหวานตาม แกงเขียวหวาน” แกงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพราะน้ำ แกงเป็นสีเขียวอ่อน ที่ได้จากสีของพริกชี้ฟ้าสดสีเขียวกับพริกขี้หนูสดสีเขียว เมื่อนำ พริกแกงไปผัดกับน้ำ กะทิ น้ำ แกงจะออกเป็นสีเขียวอ่อนตามสีของพริก จึงเรียกว่า “แกงเขียวหวาน”
• พริกชี้ฟ้าสีเขียว 7 เม็ด • พริกขี้หนูสีเขียว 10 เม็ด • หอมแดงซอย2 1/2 ช้อนโต๊ะ • กระเทียมไทย3 ช้อนโต๊ะ • ตะไคร้หั่นฝอย1 ช้อนโต๊ะ • ข่าหั่นบาง 1/2 ช้อนโต๊ะ • รากผักชีหั่นฝอย1 ช้อนโต๊ะ • ลูกผักชีคั่วป่น 1 1/2 ช้อนชา • ยี่หร่าคั่วป่น 1/2 ช้อนชา • พริกไทยเม็ด7 เม็ด • เกลือป่นหยาบ 1/2 ช้อนชา • กะปิ 1/2 ช้อนชา • โขลกพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูกับเกลือป่นให้ละ เอียดค่อยๆใส่ส่วนผสมที่เหลือโขลกให้ละเอียด เป็นเนื้อเดียวกัน พริกแกงเขียวหวาน 70 กรัม เนื้อสะโพกไก่ 300 กรัม หัวกะทิ 250 มิลลิลิตร หางกะทิ 400 มิลลิลิตร มะเขือเปราะหั่น 100 กรัม มะเขือพวง50 กรัม ใบมะกรูด3 ใบ พริกชี้ฟ้าแดงซอย2 เม็ด ใบโหระพา 15 กรัม น้ำ ปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ ตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. ตั้งกระทะทรงสูง ใส่หัวกะทิลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนแตกมัน แล้วจึงใส่พริกแกงเขียวหวานลง ไปผัดให้ส่งกลิ่นหอม ปรับไฟเป็นไฟกลาง จากนั้นใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้เข้ากับพริกแกง จนเนื้อไก่พอสุก เมื่อผัดเนื้อไก่จนเข้ากับพริกแกงแล้ว เติมหางกะทิลงไป รอจนกะทิเดือดจึงปรุงรสด้วยน้ำ ปลา และน้ำ ตาลปี๊บ คนให้ละลายเข้ากัน ใส่ใบมะกรูด มะเขือเปราะและมะเขือพวงลงไป รอจนเดือดอีกครั้ง จึงปิดไฟ ใส่พริกชี้ฟ้าแดง และใบโหระพาลงไป และคนให้เข้ากัน ตักแกงเขียวหวานไก่ใส่ชาม ตกแต่งด้วยใบโหระพาและพริกชี้ฟ้าแดง พร้อมรับประทาน