ประจำ ปีก ปี ารศึกษา ปัจ ปั ฉิม ฉิ สาร 2565 โรงเรียรีนโนนปูนวิทวิยาคม สังสักัดองค์การบริหริารส่วส่นจังจัหวัดวัศรีสรีะเกษ สัญ สั ญาใจสายใย น้ำ เงิน-เหลือง
การศึกษาคือความมั่นคงของประเทศ ๑. สร้างคนไทยให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๒. นำ องค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างตรง เป้าหมายตามความต้องการของท้องที่ (เกาให้ถูกที่ คัน) ๓. พัฒนาระบบการศึกษา คุณภาพครูและโรงเรียน เพื่อถ่ายทอดความรู้และทัศนคติที่ดีสู่ผู้เรียน สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงสู่การเป็นพลเมืองดีของ ประเทศ ๔. บรรเทาปัญหาสังคมในปัจจุบันโดยการบ่มเพาะ เยาวชนให้มีระเบียบวินัย รักชาติ ศาสนาและพระมหา กษัตริย์ พระบรมราโชบายด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ปรัชญาโรงเรียน “ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต : ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” สีประจำ โรงเรียน น้ำ เงิน-เหลือง ต้นไม้ประจำ โรงเรียน คำ ขวัญโรงเรียน มีวินัย ใฝ่ศึกษา พัฒนาสิ่งแวดล้อม เพียบพร้อม คุณธรรม ต้นโมก
เพลงมาร์ชประจำ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม (น.ป.ว.) คำ ร้อง-ทำ นอง : ถาวรณ์ วังสำ เภา สถาบันสร้างหัวใจศรัทธา ซื่อสัตย์หาญกล้ารอบรู้ทุกสิ่งไป ศูนย์รวมผองเราซึ่งรวมเอาเผ่าไทย ไม่แบ่งเขาใครร่วมใจพัฒนา ถิ่นหล่อหลอมระเบียบประเพณี สามัคคีมุ่งมั่นร่วมกันศึกษา ทั่วถิ่นไทยสร้างชื่อระบือนานมา เรียกเราว่าโนนปูนวิทยาคม เกียรติศักดิ์ศรีเรามีก็เพราะระเบียบวินัย พวกเราน้อมจิตรำ ลึกมั่น ผองเราผูกพันเป็นข้าบาทองค์พระทรงชัย ขอรำ ลึกครูผู้สอนเราเข้าใจ จะสร้างเกียรติให้เกริกไกรสถาพร (ทั้งหมด ซ้ำ ๒ ครั้ง)
โอวาทจากผู้อำ นวยการสถานศึกษา โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม เนื่องในโอกาสวันปัจฉิมนิเทศ ประจำ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ โดย นายสุบัญชา สุระชาติ ผู้อำ นวยการโรงเรียนโนปูนวิทยาคม Educating the mine without educating the heart is no education at all "ให้ความรู้แก่สมอง โดย ปราศจากการเรียนรู้ มีค่า เท่ากับการไม่ได้เรียนรู้อะไร เลย." -Aristotle-
การศึกษานั้นมีความสำ คัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาตนเอง สังคม และ ประเทศชาติ สำ หรับลูกๆ ม.3,ม.6 ที่ ได้สำ เร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2565 นี้ ขอให้พึงระลึกอยู่เสมอว่า "การศึกษา คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ขอให้ลูกๆอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ เพื่อนำ ความรู้นั้นมาพัฒนาตนเองให้มีควม เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป เมื่อมีความรู้ จะต้องมีคุณธรรมด้วยควบคู่กันไป เมื่อ ก้าวพ้นจากสถาบันนี้แล้วขอให้ทุกคน เติบโตใช้ความรู้คู่คุณธรรมอย่าได้ ละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป สุดท้ายนี้ขอให้ลูกๆ ม.3,ม.6 ทุกคน จงประสบแต่ความสำ เร็จและ สมปรารถนาทุกประการ รักนะคะ โอวาทจากรองผู้อำ นวยการสถานศึกษา โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม เนื่องในโอกาสวันปัจฉิมนิเทศ ประจำ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ โดย นางสาวลภัสรดา ขจรโมทย์ รองผู้อำ นวยการโรงเรียนโนปูนวิทยาคม นางสาวลภัสรดา ขจรโมทย์ ั
สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูประยูร สายแก้ว ครูนารีรัตน์ ประทีปทอง ขอแสดงความยินดีกับทุก คนนะจ๊ะ ถึงจะเกรียนๆ แต่ก็เรียน จบน๊า กว่าจะจบได้แต่ละ คนครูก็พากันลุ้นเหนื่อย แทบแย่ ดีใจด้วยนะกับ ความสำ เร็จครั้งนี้และครั้ง ต่อๆไปจ๊ะ ด้วยรัก ขอให้คุณก้าวไปข้างหน้า ด้วยความกล้าหาญสู่ ความท้าทายใหม่ๆในชีวิต ขอแสดงความยินดีและ หวังว่าทุกความฝันของคุณ จะเป็นจริง ด้วยรักและห่วงใย
ครูนิตยา อุปชีวะ สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูทินกร ไชยพิมพ์ -ครูขอแสดงความยินดีกับ นักเรียนทุกคนด้วยนะคะ -ก้าวแรกแห่งความสำ เร็จ และขอให้นักเรียนทุกคน โชคดี -ครูรอความสำ เร็จจาก พวกเราอยู่นะ โชคดีทุกคน ขอให้ทุกการก้าว เดินให้มั่นคง รักและคิดถึงลูกๆ ทุกคน
ครูจีระจุลวัฏฏ ได้เลิศ สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ...ถึงนักเรียน ม.3และม.6 ที่น่า รัก... สิ่งที่ครูอยากบอกนักเรียนคือให้ นักเรียนมีความสุขบนโลกใบนี้มี สติในการใช้ชีวิตเห็นคุณค่าใน ตนเองและเวลาดูแลเอาใจใส่ ครอบครัวใส่ใจอนาคตและขอให้ นักเรียนโชคดีประสบสุขทุกคน ครูธิดารัตน์ เจตินัย ขอแสดงความยินดีกับความ สำ เร็จในวันนี้ จงมีความสุขให้ มาก คิดจะเป็นอะไรก็ขอให้ เป็นสมดั่งใจหวัง แต่อย่าลืม เป็นคนดีด้วยนะ Congratulation!
ครูพิริยาพร ฉิมพาลี สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูสมพงษ์ วิทยา จากไปตามทางแห่งความฝัน... สถาบัน เหนื่อยล้า จนก้าวขา เดินไม่ไหว ก็หยุดพักสักนิด ค่อยคิดสู้ใหม่ ดีกว่าฝืน เดินต่อไป แล้วต้องล้มลง โชคดีทุกคนเด้อ ความสำ เร็จย่อมเป็น ของคนที่ใช้ความ พยายาม Congratulation!
ครูอำ ไพ คำ เคน สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูชัยยุทธ เสียงดี การศึกษาระดับมัธยมศึกษาคือ เป็นก้าวแรกของการก้าวไปสู่การ ศึกษาระดับอุดมศึกษาขอให้ลูกๆ นักเรียนทุกคนได้นำ ความรู้และ ประสบการณ์ที่ได้รับจากสถาน ศึกษาไปปรับใช้ในการดำ รางชีวิต ประจำ วันจงประสบความสำ เร็จใน การศึกษาถ้วนหน้ามีการมีงานทำ และเป็นคนดีของสังคม โชคดีทุกคนครับ Congratulation to ม.3,ม.6 จะจบการศึกษาแล้วนะ จง เดินตามเสียงของหัวใจ และสานฝันให้เป็นจริง ยินดีด้วยนะ โชคดีจ๊ะ
ครูนุจรีย์ ขุนอินทร์ สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูเปรมจิต ป้องปาน Congratulation! On your graduation and good luck in the future. "ยินดีกับความสำ เร็จทาวการ ศึกษาและขอให้ลูกๆ ม.3,6 ทุกคนโชคดีต่อไปในอนาคต See You Again! จงต่อเติมแรงใจไฟชีวิต จงลิขิตเส้นทางสร้างความฝัน มีน้ำ ใจเข้มแข็งและแบ่งปัน รู้ยึดมั่นคุณธรรมประจำ ตน เป็นก้าวแรกแห่งความสำ เร็จของ นักเรียนทุกคนครูขอแสดงความยินดี กับนักเรียนทุกคนขอให้นักเรียนทุกคน จดจำ สิ่งดีๆที่ได้จากโรงเรียนแห่งนี้และ จดจำ สิ่งที่ผิดพลาดซึ่งไม่อาจกลับไป แก้ไขได้ไว้เป็นบทเรียนจงขยันและ พากเพียรเพื่อความสำ เร็จของชีวิต
ครูหัทยา บุญสุข สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูปฤณ ทวีทองมนต์ โชคดี มีอนาคต ถึงพี่ๆ ม.3 และ ม.6 ครูขอแสดงความยินดีกับการ สำ เร็จการศึกษาของพี่ๆทุกคน และขอเป็นกำ ลังใจในก้าว ต่อๆไปของทุกๆคนที่จะมุ่งมั่น ด้วยพลังกายพลังใจ เพื่อ สร้างอนาคตของตนเอง "Success is your! Congratulation!"
สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูสุขเกษม คำ แพง ในทุกความสำ เร็จมี ความพยายาม มีความ อดทน เป็นพื้นฐานจง มุ่งมั่นและตั้งใจ เป้า หมายมีไว้มุ่งสู่ความรู้คือ ใบเบิกทาง ครูสุภิญริสา สุยไสย์ Congratulation! กับทุกๆความสำ เร็จของ ทุกคน หลังจากนี้ขอให้ เดินตามความฝันของ ตัวเองและนำ มันมาให้ ได้นะ
สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูธัญชนิต ฤทธิเดช จบแล้วอยินดีด้วยนะ ขอให้ประสบสิ่งที่ ตั้งใจหวัง พบแต่สิ่ง ดีๆ มีอนาคตที่สดใส มั่นคง ครูสุธารัตน์ เบ็ญมาศ Congratulation! ขอแสดงความยินดีกับ ความสำ เร็จของทุกๆคน ขอให้ทุกก้าวที่เดินมีแต่ ความสุข ประสบความ สำ เร็จในทุกๆสิ่ง โชคดีทุกๆคน
สารจากครูถึงศิษย์โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ครูชิยวัฒน์ แก้วกัณหา Success is your! Congratulation Graduate! ความสำ เร็จเป็นของ นักเรียนทุกคนแล้วนะ ขอแสดงความยินดีด้วย นะครับ
ทำ เนียบนักเรียน ม.๓ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม ภาวิน เพียรใจ ภานุพงศ์ ศรีพูล ปัณฑิตา เหลืองกระโทก พัชรีพร ฐานะวงศ์ สุนันทา ศรีพูล ยศพร สะใบ พีรณัฐ ทองบาง พิมลพรรณ ศรีพูล อริสา พลหนองคูณ
ทำ เนียบนักเรียน ม.๓ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม กรชุดากุล ทวี ธิดารัตน์ บุญชาติ สุจิตา ชินทอง พีรณัฐ วงศ์พินิจ นพรัตน์ ทวี น จิราพร เฉลิม สุพิชชา ภาษี ริศรา บัวจันทร์ กิตติกวิน คำ ผาง
ทำ เนียบนักเรียน ม.๓ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม เอกราช จันทร์เพ็ง ภูรินทร์ เฉลิม อนิรุทธ์ สว่างภพ พงศกร พานิช ณัชพล เฉลิม อดิศร วงพินิจ ยศกร สุระดะนัย
ทำ เนียบนักเรียน ม.๖ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม กรรญชฬณิดานันท์ สุยไสย์ อนันตศักดิ์ ธิมะดี สุรศักดิ์ จันทร์เพ็ง ธีรพงษ์ กุลบุตร นนภัทร แสนสนิท ธนาศักดิ์ เฉลิม วีรพล บุญมา นภา ทองแดง ธันยากร พานิช
ทำ เนียบนักเรียน ม.๖ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม อริษา ทำ พลกรัง อรจิรา เจียงเพ็ง สงกรานต์ ขันทอง จิรนันท์ วงพินิจ สุภาพร มั่นคง วราภรณ์ คุณล้าน สิริมา บุญส่ง สุทธฺดา ตอนศรี ปิยะพร ขันทอง
ทำ เนียบนักเรียน ม.๖ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม กรกนก ทองบาง บรรณสรณ์ กองแก้ว ศรายุทธ บุญมา นพรัตน์ ศรีบุญเรือง ชาญณรงค์ สุวรรณ ณัฐพล วงศ์พินิจ
อำ ลา-อาลัย นักเรียน ม.๓ โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม
อำ ลา-อาลัย นักเรียน ม.6 โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย 1. ค้นหาตัวเองให้เจอ มีนักเรียน ม.6 จำ นวนไม่น้อยที่อาจจะยังไม่รู้ว่าอยากเป็น อะไร หรืออยากเข้าคณะอะไร มีหน้าที่เรียนไปเรื่อยๆ คณะก็เลือก ตามเพื่อนๆเอา หรือเลือกตามที่พ่อแม่แนะนำ ให้เลือกเอา ซึ่งการ เลือกเช่นนั้นเป็นวิธีการที่ผิดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากว่าเมื่อ เข้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ ไม่ใช่ ก็อาจต้องเสียเวลา “ซิ่ว” มาเรียน คณะอื่น หรือต่อให้จบแล้วอาจจะต้องทนทำ งานนั้นไปตลอดชีวิตก็ คงจะไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นเราต้องค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าเราชอบคณะ อะไร ชอบทำ อาชีพอะไร ซึ่งอาจทำ ได้โดยดูจากลักษณะนิสัยของตัว เอง ถามรุ่นพี่คณะต่างๆ หรือเข้าร่วมค่ายที่จัดโดยคณะต่างๆเพื่อ ค้นหาตัวเองให้เจอว่าคณะไหนนั้น “ใช่” สำ หรับเรา 2. หาข้อมูลการสอบ วิธีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้นก็มี หลากหลายทางไม่ว่าจะเป็น รับตรงของมหาวิทยาลัยเอง โควต้า ชนิดต่างๆ หรือจะเป็นการรับผ่านระบบของการสอบกลาง ก็แล้วแต่ ดังนั้นเราก็ควรจะหาข้อมูลให้พร้อมว่าคณะที่เราอยากเข้านั้นรับ นักเรียนเข้าศึกษาต่อผ่านทางไหนบ้าง เพราะยิ่งเราทราบวิธีการรับ นักเรียนมากวิธีเท่าไรโอกาสในการที่จะได้เข้าคณะนั้นๆก็ยิ่งสูงขึ้น
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเราจะต้องแข่งขันกับนักเรียนทั้ง ประเทศ ดังนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น นักเรียน ม.6 จะมามัวแต่เล่น เที่ยว หรือเกเร ไม่ได้แล้ว จะต้องมีการจัด ตารางการอ่านหนังสือให้พร้อม โดยควรจัดตารางการอ่านหนังสือ ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะตั้งแต่เปิดเทอม และควรวางแผนให้อ่านจบ ทั้งหมดก่อนสอบประมาณ 1-2 เดือน ไม่ใช่จบในคืนก่อนสอบ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย 3. ถามรุ่นพี่คณะนั้นๆให้ชัวร์ การถามรุ่นพี่คณะนั้นๆถึงรูปแบบการเรียนในมหาวิทยาลัย ของคณะนั้นๆ งานที่รองรับเมื่อจบแล้ว เพื่อที่จะได้ทราบว่าการ เข้าไปเรียนนั้นเราจะเรียนได้รึป่าว เรียนไหวไหม หรือจบมาแล้ว รูปแบบการทำ งานลักษณะแบบนี้จะทำ ได้ไหม เป็นต้น 4. เตรียมจัดตารางการอ่านหนังสือ 5. ท้อได้ แต่อย่าถอย ในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นคงเป็นช่วงชีวิตในการ เรียนที่หนักที่สุดแล้ว เพราะต้องแข่งกับนักเรียนทั้งประเทศ หลาย ครั้งที่อ่านหนังสือเราอาจจะท้อ ซึ่งถ้าหากท้อก็อยากให้หยุดอ่านสัก พัก ไปทำ กิจกรรมอื่นๆที่อยากทำ และกลับมาอ่านหนังสือต่อ อย่า เพิ่งถอยจนเลิกอ่านไปเลย เพราะระหว่างที่เรากำ ลังเล่น คนอื่นอาจ จะกำ ลังอ่าน และระหว่างที่เรากำ ลังอ่าน คนอื่นอาจจะกำ ลังอ่าน มากกว่าก็ได้
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากเนื้อหาที่เราควรอ่านให้จบก่อนสอบ 1-2 เดือนแล้ว การทำ ข้อสอบก็สำ คัญไม่แพ้กัน โดยอาจทำ โจทย์ไปพร้อมกับการ อ่าน หรือทำ ในช่วง 1-2 เดือนที่เหลือจากการอ่านเนื้อหาก็ได้ แต่ ต้องทำ !! เพราะการทำ โจทย์นั้นจะทำ เหมือนเป็นการลงสนามจริง หลังจากที่อ่านเนื้อหามาอย่างพร้อมแล้ว เพื่อที่จะประเมินว่าเรายัง บกพร่องตรงจุดไหน หรือจริงๆแล้วที่เราอ่านมานั้นเราสามารถนำ มา ใช้ในการทำ ข้อสอบได้ดีแค่ไหน จะได้ปรับปรุงกันต่อไป 6. ทำ โจทย์นั้นสำ คัญ
มหาวิทยาลัยที่ต้องสอบเข้าไปศึกษาผ่านระบบแอดมิชชั่น ระบบรับตรง หรือระบบ TCAS ในปัจจุบัน และมีการรับจำ นวน นักศึกษาที่จำ กัด ซึ่งแตกต่างจากมหาวิทยาลัยเปิดที่เปิดรับนักศึกษา โดยไม่จำ กัดจำ นวน มหาวิทยาลัยปิดมีทั้งของรัฐและเอกชน โดย แต่ละแห่ง จะมีการเช็คชื่อเช็คเวลาเข้าชั้นเรียน และมีการเรียนโดย จำ กัดระเบียบของผู้เรียนที่เข้มงวดกว่ามหาวิทยาลัยเปิดหลายอย่าง ทั้งเรื่องการแต่งกายตามระเบียบของมหาวิทยาลัย การเข้าร่วม กิจกรรมพัฒนานักศึกษา (กิจกรรมรับน้องใหม่) และระบบชั้นปี มหาวิทยาลัยปิดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการสอบเข้าศึกษาต่อใน ประเทศไทย มหาวิทยาลัยปิด อย่างเช่นมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่ เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มราชภัฏ เป็นต้น การประเมินผลของมหาวิทยาลัยปิด จะเป็นไปตามความ ต้องการของผู้สอนในแต่ละรายวิชา แต่ระบบโดยทั่วไปที่ใช้กันคือ ระบบ 8 เกรด โดยใช้ตัวอักษรแทนเกรดต่าง ๆ การประเมินผลของ คะแนนเป็นเกรดนั้นอาจใช้เกณฑ์ที่กำ หนดโดยผู้สอน หรือที่เรียกกัน ว่า อิงเกณฑ์ และระบบ ที-สกอร์ (T-Score) ซึ่งประเมินจากค่า คะแนนเฉลี่ยของผู้เรียน หรือที่เรียกกันว่า อิงกลุ่ม โดยอ้างอิงหลักใด หลักหนึ่งหรือทั้งสองหลักผสมกันก็ได้ ตัวอักษรใช้แทนเกรดต่าง ๆ ที่ นิยมโดยทั่วไปมีดังนี้ A = 4 B = 3 B+ = 3.5 C+ = 2.5 C = 2 D+ = 1.5 D = 1 F = 0 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยปิด
ระบบการจัดการศึกษาที่เปิดโอกาสทางการศึกษาในระดับ อุดมศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป ผู้เรียนในมหาวิทยาลัยเปิดนั้นจะไม่ จำ กัด มีทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมือง นักการศึกษา หรือผู้ที่ ขาดโอกาสจากการศึกษาในระบบปกติ ผู้สำ เร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั่วไป หรือผู้ที่พลาดโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ หรือแม้กระทั้งผู้ที่ต้องการเพิ่มพูนหรือพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทางการศึกษาให้แก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้าเรียนนั้นไม่มี การสอบคัดเลือก ไม่มีการจำ กัดจำ นวนผู้เรียน แต่ให้โอกาสทุกคนได้ เรียนตามความพร้อมและความสามารถของตนเอง การประเมินผลของมหาวิทยาลัยเปิดจะมีความแตกต่างจาก มหาวิทยาลัยอื่น ๆ กล่าวคือ ใช้ "ระบบ 3 ขั้น" การวัดผลของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช มีการตัดแต้มและการให้ปริญญา เกียรตินิยมโดยใช้เกณฑ์การคิดคะแนนเฉลี่ยสะสมเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงใช้อักษร "H S U" H (Honour) เกียรตินิยม = สอบไล่ได้ 76 % ขึ้นไป S (Satisfactory) ผ่าน = สอบไล่ได้ 60-75 % U (Unsatisfactory) ไม่ผ่าน = สอบไล่ได้ต่ำ กว่า 60 % สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเปิด ปริญญาบัตร บัตรที่แสดงวิทยฐานะของผู้สําเร็จการศึกษาว่ามีศักดิ์และสิทธิ์ ระดับปริญญา มีไว้เพื อยืนยันการเลือกงานตามสาขาและระดับที่ ร่ำ เรียนมาต่ำ กว่านั้นไม่ได้
หมวดหมู่ของวิชา เลือกเรียนได้ตามความถนัด สนใจ พอใจ คะแนนและความพอใจ สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างทางความคิด คิดได้ อย่างเดียว คิดเข้าไป แต่อย่าทำ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย คณะ รับน้องใหม่ กิจกรรมหนึ่ง มักมีขึ้นช่วงก่อนมหาวิทยาลัยเปิดภาคเรียนที่ หนึ่งเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคีและความสนิทสนมให้ แก่รุ่นน้องและรุ่นพี่ถ้ามีหลังเปิดภาคเรียนเรียกว่า ว้าก เสรีภาพ เสมอภาค สิ่งที่ถูกอ้างว่ามีอยู่จริงในมหาวิทยาลัย แต่ถูกจำ กัดด้วยคำ ว่า Seniority และ Instructor ภราดรภาพ สิ่งที่อาจมีอยู่จริง แต่ยังไม่มีใครมองเห็นและนำ มาใช้
ผ้าขาว สดใส น่ารัก หน้าตาอ่อนใส ไร้เดียงสา ที่สำ คัญต้อง ใส่รองเท้าสีขาว เป็นคำ จำ กัดความของเด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ยังไม่ แก่โลก และถูกชักจูงง่ายมาก บอกอะไรเชื่อหมด สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เฟรชชี่ ประชุมเชียร์ โดยปกติมักจัดเวลากินข้าวเย็นถึงเวลานอน เรียกมาให้พร้อม หน้ากัน แล้วร้องเพลงเชียร์ มักอยู่คู่กับประเพณีว้าก เพลงเชียร์ สิ่งปลุกใจเฟรชชี่ให้เกิดความรักพวกพ้อง รักรุ่นพี่ รักคณะตัว เอง คณะอื่นไม่เกี่ยว ไม่ดี ไม่ได้เรื่อง คณะเราดีที่สุด
เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูก ระเบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำ เป็นต้องใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ ยับยู่ยี่ สำ หรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำ ให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้ หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำ เป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย การแต่งกาย ควรเตรียมอะไรไปบ้าง เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์ ไม่ใช่ไป เตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำ ให้เราไปสายได้ การเตรียม เอกสารก็ควรหาแฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละ ชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำ ออกมาใช้ รูปถ่าย GPA หลักฐาน ต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำ ผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่น เหมือนตอนอยู่โรงเรียน เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้า มืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำ ได้ สร้างขวัญและกำ ลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำ ไม่ได้ ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ อย่า เพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำ เชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้า รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้ว เราควรขออนุญาตนั่ง ก็ได้ กล่าวขอบคุณ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อน สัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำ คัญ ยิ้มสยาม
ทำ หน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมอง เพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงก์ พันก็ได้ ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึง ด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วาง แขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำ ถามควรลงท้ายด้วย "ครับ" , "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำ ถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรก ในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำ ลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำ ตัวเองด้วย การบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำ ให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของ อาจารย์ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย การวางตัวในขณะสัมภาษณ์ เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์ ไม่ใช่ไป เตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำ ให้เราไปสายได้ การเตรียม เอกสารก็ควรหาแฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละ ชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำ ออกมาใช้ รูปถ่าย GPA หลักฐาน ต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำ ผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่น เหมือนตอนอยู่โรงเรียน การตอบคำ ถามขณะสอบสัมภาษณ์ จงตอบคำ ถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติ ด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำ เป็น อย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูด ถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับคำ ถามและเป็นประโยชน์ สำ หรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจก เพื่อจะได้ไม่ประหม่า และ ก็หลีกเลี่ยงการใช้คำ ศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ่ดจริง เกรียน แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะ สอบไม่ติดได้ การตอบคำ ถามทุกคำ ถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เยอะ
ทำ หน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมอง เพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงก์ พันก็ได้ ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึง ด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วาง แขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำ ถามควรลงท้ายด้วย "ครับ" , "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำ ถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรก ในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำ ลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำ ตัวเองด้วย การบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำ ให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของ อาจารย์ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย การวางตัวในขณะสัมภาษณ์ การตอบคำ ถามขณะสอบสัมภาษณ์ จงตอบคำ ถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติ ด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำ เป็น อย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูด ถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับคำ ถามและเป็นประโยชน์ สำ หรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจก เพื่อจะได้ไม่ประหม่า และ ก็หลีกเลี่ยงการใช้คำ ศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ่ดจริง เกรียน แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะ สอบไม่ติดได้ การตอบคำ ถามทุกคำ ถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เยอะ
เทคนิคการสอบสัมภาษณ์เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ คำ ถามที่พบบ่อย 1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำ ตัวให้ กรรมการฟังหน่อย ที่คนสัมภาษร์ถามก็เพื่อดูภาพรวม การแสดง ความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัด ลำ ดับคำ ตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆ ประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถ พิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเอง ดังนั้นควน จะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้าน 2. เหตุผล ทำ ไมถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละ คนอาจจะมีลักษณะคำ ตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำ ตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำ คัญ ควรตอบคำ ถามทุกคำ ถามด้วยถ้อยคำ ชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดง ความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ 3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ 4. อาชีพในฝัน 5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน 6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำ อย่างไร 7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้ โอกาสเข้าเรียน
การเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยสำ หรับนักเรียน ม.6 วันและเวลาเข้าเรียนไม่เหมือนโรงเรียน จากปกติทุกวัน จันทร์ - ศุกร์ ที่ต้องไปถึงโรงเรียนก่อน 8 โมงเช้า เพื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ เมื่อเลิกแถวต้องเข้าโฮมรูม เพื่อพบครูที่ปรึกษาทำ กิจกรรมจิตปัญญาศึกษาก่อนเข้าเรียนในภาคเช้า แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย กันแล้ว จะไม่มีการเข้าแถวเคารพธงชาติแล้วจ้า และเวลาเข้าเรียนจะเริ่มเป็น คาบ ราวๆ 2 - 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังแบ่งเรียนแต่ละวันไม่เหมือนกัน บาง วันเรียนแค่ช่วงเช้า หรือบางวันเรียนแค่ช่วงบ่าย ส่วนวันหยุดปกติจะหยุด เสาร์ – อาทิตย์ การเรียนมหา ’ลัยในบางครั้งอาจมีเรียนวันเสาร์อาทิตย์ และ มีวันหยุดเป็นวันธรรมดาอีกด้วย ข้อสอบอัตนัย! ส่วนใหญ่ข้อสอบจะเป็นอัตนัย หรือข้อเขียน คนไหนที่เขียนไม่เก่ง ควรเตรียมฟิตเรื่องการเขียนให้ดี เพราะเป็น Skill ที่มีประโยชน์ต่อการสอบ ในระดับมหาวิทยาลัยมากๆ ลายมือก็เหมือนกัน การเขียนคำ ตอบในข้อสอบ ควรเขียนบรรจง ให้อาจารย์อ่านได้ง่ายๆ รูปแบบการตัดเกรดที่เปลี่ยนไป เกรดในมหาวิทยาลัยรายวิชาจะออกมาเป็นตัวอักษร ดังนี้ A= 4.00 B+ = 3.5 B= 3.00 C+ = 2.5 C= 2.00 D+ = 1.5 D= 1.00 F= สอบตก (ต้องลงทะเบียนเรียนใหม่) นอกจากนี้ เกรดรวมในชีวิตมหาวิทยาลัยก็สำ คัญเช่นกัน หากต่ำ กว่า มาตรฐานที่มหาวิทยาลัยกำ หนด จะทำ ให้ "ติดโปร" และเสี่ยงที่จะถูก พิจารณา “รีไทร์” เพราะฉะนั้น เข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ควรเก็บเกรด A B C อย่าต่ำ กว่านี้
การเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยสำ หรับนักเรียน ม.6 กิจกรรม “น้องเฟรชชี่” หรือ "น้องปี 1” นักศึกษามหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรมเยอะเป็นพิเศษ กิจกรรมแรกใน ชีวิตมหา 'ลัยที่ต้องเจอก็คือ “กิจกรรมรับน้อง” ตามด้วย “กิจกรรมเฟรชชี่ เกมส์” ที่นักศึกษาใหม่ทุกคณะจะต้องมาแข่งสารพัดกิจกรรมกัน ไม่ว่าจะ เป็น หลีด กีฬา แสตนด์เชียร์ พาเหรด นอกจากนี้ยังมี “กิจกรรมห้องเชียร์” หรือ “กิจกรรมสันทนาการ” ที่ให้ออกมาร้องเพลงเชียร์ ยังมีกิจกรรมย่อยๆ ให้ ได้ร่วมอีกหลายๆกิจกรรม ประหนึ่งว่ามีกีฬาสีทุกเดือนเลยก็ว่าได้ ซึ่งเข้า ทางของเด็กสายกิจกรรมเลย เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม! สำ หรับเรียนรู้และปรับตัวสำ หรับชีวิตในรั้ว มหาวิทยาลัย เมื่อเข้ามหา ’ลัยแล้ว อาจมีการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปบ้าง แต่รับรอง เลยว่าจะได้พบกับช่วงเวลาดีๆ ที่สำ คัญกับชีวิตมากๆ ขอแสดงความยินดี และเป็นกำ ลังใจให้ทุกคนไปให้สุดฝัน!
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี หลักสูตรสายสามัญ จัดการเรียนการสอนใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก และสาระเพิ่ม เติม เพื่อเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถให้ครบทุกด้าน ตาม ลำ ดับขั้น ประกอบด้วย ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาต่าง ประเทศ, สังคม ศาสนา วัฒนธรรม, สุขศึกษาและพละศึกษา, การงานอาชีพ และเทคโนโลยี, ศิลปะ แผนการเรียน แต่ละโรงเรียนมีแบ่งแผนการเรียน หลัก ๆ มีดังนี้ - วิทย์- คณิต - ศิลป์ - คำ นวณ - ศิลป์ - ภาษา - ไทย - สังคม หลักสูตรสายอาชีพ - หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เป็นระดับการฝึกวิชาชีพ ระดับพื้นฐานในงานสายอาชีพสาขาต่าง ๆ ซึ่งผู้ทีเรียนจบสามารถนำ ความรู้ที่ ได้ไปประกอบอาชีพได้ - หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นระดับความรู้ที่สูง ขึ้นจาก ปวช. โดยเน้นความรู้เฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น ทำ ให้ผู้เรียนมีความรู้ ความชำ นาญพิเศษมากขึ้น ทั้งนี้ทั้ง 2 สาย น้อง ๆ สามารถศึกษาต่อถึงระดับสูงสุดได้เหมือนกัน คือ ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งเป็นการพัฒนาการศึกษาตาม ลำ ดับขั้น สำ หรับผู้สนใจศึกษาต่อระดับสูงขึ้นไป เพื่อยกระดับความรู้ความ สามารถ โดยน้อง ๆ ที่เรียนจบชั้น ม. 3 สามารถเลือกเรียนได้ทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี ข้อดีสายสามัญ - ได้ความรู้พื้นฐานทั่วไปมากกว่าสายอาชีพ (เน้นทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ จริง) - สามารถเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ทั่วประเทศ หลาก หลายโครงการ คณะ และสาขา - มีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ในต่างประเทศ หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้มากกว่าสายอาชีพ - สังคมการเรียน สังคมเพื่อนจะกว้างและสามารถเชื่อมต่อกันได้หลาก หลายสาขา ข้อดีของการเรียนสายอาชีพ - มีความรู้เฉพาะด้านค่อนข้างแน่น ถ้าคนที่เลือกเรียนต่อในสาขาที่ เรียนมาจะได้เปรียบกว่าสายสามัญ เมื่อเข้าไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย - ถ้าไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็สามารถทำ งานได้เลย ทั้ง ภาครัฐที่มีเปิดสอบราชการหรือภาคเอกชน และสามารถทำ งานไปด้วย เรียน ต่อไปด้วยควบคู่กันได้ ข้อเสียของการเรียนสายสามัญ - ความรู้เฉพาะด้านอาจไม่แน่นเท่าสายอาชีพ (ในบางกรณี) - เรียนจบ ม.6 ถ้าไม่ต่อปริญญาตรี จะไม่มีความหมาย เพราะวุฒิ ม.6 หางานทำ ค่อนข้างยาก และเงินเดือนน้อยกว่า ทั้งที่ใช้เวลาเรียนเท่ากัน - สายสามัญส่วนใหญ่จะไม่เจอวิชาชีวิต เจอแต่บทเรียนและตำ รา
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี ข้อเสียการเรียนสายอาชีพ - มีข้อจำ กัดในการศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง ไม่ค่อยมีคณะ/สาขาวิชาที่เปิดรับเด็กสายอาชีพ - วิชาการพื้นฐานและทฤษฎีอาจไม่แน่นและละเอียดเท่าสายสามัญ เหตุผลที่เลือกเรียนสายอาชีพ - ชอบเรียนภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี - เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน จบออกมามีงานทำ ทันที - การเรียนไม่ยาก การแข่งขันไม่สูง - ได้รับอิทธิพลจากผู้ปกครอง ญาติ เพื่อน - ค่าใช้จ่ายในการศึกษาไม่สูงมากนัก - สถานศึกษามีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย - เรียนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เหตุผลที่ไม เลือกเรียนสายอาชีพ - โอกาสก้าวหน้าในอนาคตจำ กัด เพราะวุฒิไม่สูง ทำ งานระดับแรงงาน - ปัญหาความรุนแรง ยกพวกตีกัน โดนลูกหลง - หางานทำ ยาก เพราะหลาย ๆ บริษัทรับปริญญาตรีขึ้นไป - ค่านิยมของสังคม ทำ ให้เด็กรู้สึกว่าสังคมไม่ยอมรับ / รู้สึกไม่น่าภาค ภูมิใจ
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับ ปวช. ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ·สาขาวิชาช่างยนต์ ·สาขาวิชาช่างกลโรงงาน ·สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ ·สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำ ลัง ·สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ·สาขาวิชาช่างก่อสร้าง ·สาขาวิชาช่างเครื่องเรือนและตกแต่งภายใน ·สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ·สาขาวิชาสำ รวจ ·สาขาวิชาช่างเขียนแบบเครื่องกล ·สาขาวิชาช่างซ่อมบำ รุง ·สาขาวิชาช่างพิมพ์ ·สาขาวิชาเทคนิคแว่นตาและเลนส์ ·สาขาวิชาช่างต่อเรือ ·สาขาวิชาช่างโทรคมนาคม ·สาขาวิชาช่างเครื่องมือวัดและควบคุม ·สาขาวิชาโยธา ·สาขาวิชาอุตสาหกรรมยาง ·สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ ·สาขาวิชาช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ ·สาขาวิชาเทคโนโลยีฟอกหนัง ·สาขาวิชาช่างเครื่องทำ ความเย็นและปรับอากาศ ·สาขาวิชาช่างซ่อมบำ รุงเรือ ·สาขาวิชาเครื่องกลเกษตร
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับ ปวช. ประเภทวิชาพาณิชยกรรม · สาขาวิชาการบัญชี · สาขาวิชาการตลาด · สาขาวิชาการเลขานุการ · สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ · สาขาวิชาธุรกิจสถานพยาบาล · สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ · สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก · สาขาวิชาภาษาต่างประเทศ · สาขาวิชาโลจิสติกส์ · สาขาวิชาการจัดการสำ นักงาน · สาขาวิชาการจัดการด้านความปลอดภัย · สาขาวิชาธุรกิจการกีฬา
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับ ปวช. ประเภทวิชาศิลปกรรม ·สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ·สาขาวิชาการออกแบบ ·สาขาวิชาศิลปหัตถกรรม ·สาขาวิชาศิลปกรรมเซรามิก ·สาขาวิชาศิลปหัตถกรรมรูปพรรณเครื่องถม ·และเครื่องประดับ ·สาขาวิชาถ่ายภาพและมัลติมีเดีย ·สาขาวิชาเทคโนโลยีศิลปกรรม ·สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ·สาขาวิชาอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ·สาขาวิชาเครื่องประดับอัญมณี ·สาขาวิชาช่างทองหลวง ·สาขาวิชาการพิมพ์สกรีน ·สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ ประเภทวิชาคหกรรม ·สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ·สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ·สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ·สาขาวิชาธุรกิจเสริมสวย ·สาขาวิชาธุรกิจคหกรรม
จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับ ปวช. สาขาวิชาการโรงแรม สาขาวิชาการท่องเที่ยว สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ สาขาวิชาอุตสาหกรรมบันเทิง สาขาวิชาการดนตรี สาขาวิชาการสร้างเครื่องดนตรีไทย ประเภทวิชาเกษตรกรรม · สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ประเภทวิชาประมง · สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประเภทวิชาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ประเภทวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประเภทวิชาอุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี การตัดสินใจเลือกสายการศึกษาต่อไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็เลือกได้ โดยไม่มีข้อมูล ประกอบ ครอบครัว ครูอาจารย์ เพื่อน และที่สำ คัญที่สุดคือตัวเราเอง ต้องรู้จักหา ข้อมูล ตัวเอง และความต้องการในอนาคต เพื่อวางแผนออกแบบเส้นทางการ ศึกษาต่อให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด
เลือกแผนการเรียนอย่างไร แผนการเรียน ม.ปลาย มีอะไรบ้าง 1. แผนวิทย์ – คณิต “สายเนิร์ด” พระ-นางของคู่นี้คือ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ กลุ่ม วิทยาศาสตร์ยกพลมาครบ ทั้ง ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา โดยจะได้เรียนทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ ทดลอง ค้นคว้ากันอย่างสนุกสนาน เนื้อ ๆ เน้น ๆ หนัก ๆ แน่น ๆ ส่วนอีกหนึ่งวิชา คือ คณิตศาสตร์ จะมีทั้งคณิตศาสตร์พื้นฐานและเพิ่มเติม ที่เพิ่ม รสชาติความเข้มข้นของเนื้อหามากขึ้นตามลำ ดับชั้น ส่วนวิชาภาษาไทย ภาษา อังกฤษ สังคมศึกษา และวิชาอื่น ๆ ยังคงเรียนอยู่ แต่สัดส่วนไม่มากนัก 2. แผนศิลป์ – คำ นวณ “สายผสม” เป็นความกลมกล่มของการประกบคู่กัน ระหว่างพระเอกสุด ฮ็อต คณิตศาสตร์ และนางเอกตัวแม่อย่างภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์มีทั้งคณิต หลักและเสริมหนัก ๆ แน่น ๆ เหมือนสายวิทย์ทุกอย่าง ส่วนภาษาอังกฤษจัดไป ทุกวัน เพราะมีทั้งภาษาอังกฤษหลักและอังกฤษเสริมสลับกันไป แถมแยกเป็น ทักษะเพิ่มเติมด้วย เช่น ทักษะการอ่าน การเขียน การแปลภาษา ส่วนพระรองและตัวประกอบอื่น ๆ มากันพร้อมหน้า ทั้งภาษาไทย สังคมฯ วิทยาศาสตร์ทั่วไป และวิชาเพิ่มเติมอื่น ๆ 3. แผนศิลป์ – ภาษา “สายอาร์ตภาษา” สายนี้พระเอกคือภาษาที่ 3 (ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน บาลี อาหรับ เกาหลี สเปน) ควงคู่มากับนางเอกหลายคน เพราะเรียน เน้นทักษะทางด้านภาษาต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นับเป็นสาย เฉพาะทางจริง ๆ ส่วนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ยังคงต้องเรียน แต่จะเป็น ในระดับวิทยาศาสตร์ทั่วไปและคณิตศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น ส่วนวิชาต่าง ๆ ที่ เป็นความรู้พื้นฐานทางด้านศิลปศาสตร์มีครบถ้วน
เลือกแผนการเรียนอย่างไร แผนการเรียน ม.ปลาย มีอะไรบ้าง 4. แผนศิลป์ – สังคม “สายสังคม” สายนี้ออกแนวบอยแบนด์หรือเกิร์ลแก๊ง คือเน้นวิชาหลัก ๆ เป็นกลุ่มวิชา เน้นเรียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา โดย เฉพาะสังคม จะเน้นมาก ครอบคลุมทุกมิติทั้งศาสนา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และการเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ได้ร่วมคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และมองโลกผ่านมุมมองปรัชญา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ ว่าที่เด็ก นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ น่าจะถูกอกถูกใจแผนนี้เป็นพิเศษ 5. แผนศิลป์ – ทั่วไป "สายกลาง" เป็นทางกว้าง ๆ ที่ออกแบบแผนการเรียนให้หลากหลาย ประยุกต์ ไปตามความต้องการของแต่ละโรงเรียน โดยนำ ความเป็นศิลปศาสตร์ไปผนวก กับวิชาเรียนแขนงต่าง ๆ เช่น ศิลป์ – สถาปัตย์ ศิลป์ – ธุรกิจ ศิลป์ – คหกรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดหลักสูตรของแต่ละโรงเรียน
เลือกแผนการเรียนอย่างไร เลือกจากความชอบ ความสนใจ ในแต่ละแผนการเรียน จะมีวิชาหลักที่ต้องเผชิญหน้าด้วยหลายวิชา ดัง นั้นลองนึกภาพดูว่าถ้าเราต้องเจอหน้าใครบ่อย ๆ เราอยากเจอหน้าคนที่เรา รัก ชอบ สนใจ หรืออยากเจอคนที่ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่สนใจ แถมเหม็นขี้หน้า ด้วยซ้ำ การเลือกแผนการเรียนโดยใช้ความชอบ ความสนใจ จะทำ ให้เรา อยากใช้เวลาอยู่ด้วย มีความกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนรู้ ในวิชาเหล่านั้น ดังนั้นก่อนเลือกแผน เปิดดูรายวิชาของแต่ละแผนก่อนว่าต้องพบเจอกับวิชา อะไร แล้วชอบสนใจในวิชาของแผนการเรียนไหนมากกว่ากัน ถ้าพบคำ ตอบ แล้วก็จัดการเลือกแผนนั้นได้เลย เลือกตามความถนัด ความสามารถ วิธีนี้ใช้ตัวช่วยคือคะแนนจากตอน ม.ต้น ดูจากคะแนนสอบในรายวิชา ต่าง ๆ มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ ตรวจสอบความสำ เร็จของการเรียน เกรดวิชาไหนดีกว่ากัน เรียนแล้วประสบความสำ เร็จทำ แต้มได้มี เรียนแล้ว รู้สึกเข้าใจ จดจำ เนื้อหาได้ง่าย รวมไปถึงตรวจสอบจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ชอบการทดลอง ได้ลงมือปฏิบัติการจริงเพื่อค้นคว้าหาคำ ตอบ แบบนี้ก็ อาจจะเหมาะกับแผนวิทย์ – คณิต ชอบแต่งกลอน ประกวดสุนทรพจน์ ก็ อาจจะเหมาะกับสายศิลป์ – ภาษา หรือเน้นกิจกรรมเป็นหลัก วิชาการไม่ ต้องแน่น ขอเบา ๆ แบบนี้ก็อาจจะไปทางศิลป์ทั่วไป หรือศิลป์ – สังคม เป็นต้น
เลือกแผนการเรียนอย่างไร เลือกจากคณะที่อยากเข้า การเลือกแนวนี้ เป็นการมองอนาคตก่อน แล้วย้อนกลับมาหาปัจจุบัน เรา จำ เป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีกหน่อย ว่าอยากเข้าคณะไหน คณะนั้น เรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วต้องใช้วิชาใดในการสอบคัดเลือก จากนั้นก็เลือก แผนการเรียนที่สอดคล้องกับวิชาที่จะสอบ เพื่อจะได้ความรู้สอดคล้องกับการ สอบและการเลือกคณะ เลือกจากอาชีพที่อยากเป็น วิธีนี้ถือเป็นขั้น Advance สำ หรับเด็ก ม.ต้น ที่จะต้องออกแบบชีวิต ตนเองไปไกลถึงการประกอบอาชีพ แต่ถ้าใครสามารถทำ ได้ ก็คือว่าเป็นเด็ก ที่มีความชัดเจน สามารถออกแบบตนเองในอนาคตได้ เรียกได้ว่าผ่าน กระบวนการค้นหาตัวตนจนได้ค้นพบตัวเองแล้ว การเลือกแบบนี้ ถือว่า เป็นการเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีความคมชัด คือเลือกจากสิ่งที่เราอยากเป็น คืออาชีพ แล้ววางแผนไปสู่คณะที่เราอยากศึกษาต่อ แล้วค่อยเลือกแผนการ เรียน แต่ทั้งนี้ในระหว่างทางหากเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวตน ก็ยังสามารถ ขยับปรับความฝันในระดับอุดมศึกษาได้ เลือกแผนผิด...แต่ไม่ยอมให้ผิดแผน ทำ อย่างไร กรณีที่เราค้นพบตัวเองและค้นหาจนเจอเป้าหมายในการเข้ามหาวิทยาลัย แล้วแต่ปรากฏว่าตอน ม.4 เลือกแผนการเรียนที่ไม่สอดคล้องกับ คณะที่อยากเข้า เราจะทำ อย่างไร ถ้าเลือกแผนผิดไปแล้ว แต่ยังต้องการให้ แผนการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเป็นไปตามแผน ซึ่งมีเทคนิค ดังนี้
เลือกแผนการเรียนอย่างไร เตรียมการอพยพ หากใครรู้ตัวแล้วว่า มาอยู่ผิดทิศ ผิดที่ ผิดทาง ต้องเตรียมการอพยพหา ที่อยู่ใหม่ เช่น เรียนแผนวิทย์ – คณิต แต่เกรดกลุ่มวิทยาศาสตร์ ได้ 0 สลับกับ 1 คณิตศาสตร์ยังต้องสอบแก้ตัวซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า แบบนี้ถ้าจะต้องไป เรียนต่อคณะที่ต้องใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์อาจไปไม่รอด ตกม้าตายในระดับอุดมศึกษา ดังนั้นต้องวางแผนตรวจสอบข้อมูลราย ละเอียดคณะ/สาขาต่าง ๆ เพื่อหาลู่ทางเข้ามหาวิทยาลัยโดยเลี่ยงใช้วิชาที่ เป็นจุดอ่อนของเรา ยอมรับ ปรับสภาพ ปราบจุดอ่อน ไม่ได้เรียนในสิ่งที่รัก ก็ต้องรักในสิ่งที่เรียน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เรา ไม่ได้ เป็นในสิ่งที่รัก ก็ต้องยอมรัก ในสิ่งที่ได้เป็น ไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ้าไม่สมใจหวังแล้ว จะต้องแปลว่าผิดหวังเสมอไป ถ้าเรา ยอมรับ ปรับตัว ปรับใจได้ และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนั้นได้ อย่างมีความสุข ค่อย ๆ ซ่อมแซมตัวเองในรายวิชาที่อาการหนัก แสนสาหัส ไม่ให้บานปลาย กลายเป็นเนื้อร้ายในการเข้ามหาวิทยาลัย ค่อย ๆ เสริมเติมความรู้ อาจจะ ไม่ได้อยู่ในแผนการเรียนของเรา แต่เราสามารถเรียนเพิ่มได้ เช่น เด็กวิทย์ หลายคน มารู้ตัวทีหลังว่าเรียนวิทย์ไม่ไหว ก็จะแบ่งเวลาไปเรียนพิเศษ ภาษาต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น แล้วไปใช้สอบ PAT 7 เพื่อใช้คะแนนยื่น เข้าคณะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คณะด้านวิทยาศาสตร์
เลือกแผนการเรียนอย่างไร แผนการเรียนไหน เลือกเรียนอะไรได้บ้าง ปัจจุบันการเลือกคณะในการเข้ามหาวิทยาลัยเปิดกว้างและปลดล็อกจาก แผนการเรียนมากขึ้น การเลือกสาขา ต่าง ๆ จึงไม่ได้เลือกจากแผนการ เรียน แต่เลือกจากคณะที่น้องอยากเข้า อยากเข้าคณะอะไร ก็ต้องมีคะแนน สอบที่เป็นองค์ประกอบของคณะนั้นครบถ้วน ส่วนแผนการเรียนจะไปปรากฏ อยู่ในคุณสมบัติเพิ่มเติม ที่บางคณะระบุไว้ว่ารับเฉพาะแผนการเรียนนี้ เท่านั้น การวางแผนที่ดี เป็นหัวใจแห่งความสำ เร็จในการเข้ามหาวิทยาลัย แต่การเลือกผิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดทุกช่วงของชีวิต ดังนั้นนอกจากมี การวางแผนที่ดีแล้ว ต้องรู้จักปรับแผนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ด้วย การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งผิด แต่สิ่งที่ผิดคือการไม่สามารถปรับตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงได้ต่างหาก