1 รายงาน เรื่อง นิทานพื้นทาน โดย นางสาว ศุภกานต์ มานาดี ม5/8 เลขที่23 เสนอ คุณครู พิสมัย สืบเลย รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท32102 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสีชมพูศึกษา อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
2 คำนำ รายงานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ วิชาภาษาไทย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษารวบรวม และวิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากนิทาน พื้นบ้านภาคอีสานรางงานนี้มีเนื้อหาประกอบไปด้วย ข้อมูลพื้นฐานภาคอีสานศิลปะและ วัฒนธรรมของอีสานประเพณีสำคัญของภาคอีสานและนิทาน พื้นบ้านของภาคอีสาน จำนวน 5เรื่อง พร้อมข้อคิดคติสอนใน ซึ่งได้ค้นคว้าและรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ผู้เขียนตระหนักในนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทาน พื้นบ้านภาคอีสาน นำเสนอรายงานเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักนิทานภาคอีสานและวัฒนธรรมและ ประเพณีและประโยชน์ของนิทานภาคอีสาน และคติสอนใจในนิทาน ทั้ง5 เรื่อง ขอบคุณ คุณครูพิสมัย สืบเลย คุณครูนพคุณ สืบเลย และนางสาวกฤติกา หันยะ ที่ ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดผู้จักทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์ แก่ผู้อ่าน ศุภกานต์ มานาดี 13 กุมภาพันธ์ 2567
3 สารบัญ เรื่อง หน้า บทนำ 4 ศิลปะและวัฒนธรรมของภาคอีสาน 6 ประเพณีท้องถิ่นภาคอีสาน 7 1.เรื่อง ตำนานผาแดงนาไอ่ 8 2. เรื่อง พญาคันคาก 9 3. เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ 10 4. เรื่อง ยายหมาขาว 11 5. เรื่อง ปู่ปะหลาน 12 บทสรุป 13 บรรณานุกรม 14
4 บทนำ ภาคอีสาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช มีแม่น้ำโขง กั้นเขตทางตอนเหนือ และตะวันออกของภาค โดยทางด้านใต้จรดชายแดนกัมพูชา ทาง ตะวันตกมีเทือกเขาเพชรบูรณ์ และเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นแนวกั้นแยกจากภาคเหนือ และ ภาคกลาง ซึ่งเทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคอีสานคือ ยอดภูกระดึง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ สายสำคัญของชาวอีสาน เช่น ลำตะคอง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลอีสาน มีเนื้อที่ประมาณ 170,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเทียบได้กับหนี่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่ง ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ กว่า 20 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดกาฬสินธุ์จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชัยภูมิจังหวัด นครพนม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัด ยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดเลย จังหวัดสกลนคร จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดหนองคาย จังหวัด หนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานีจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งนี้ในเรื่องของภาษาอีสานนั้น อาจแตกต่างกันในแต่ล่ะพื้นที่ อาทิ เป็นภาษาหลักที่ ใช้คือ ภาษาอีสาน ซึ่งถือว่า เป็นสำเนียงลาวสำเนียงหนึ่งแต่ในตัวเมืองใหญ่ๆ มักนิยมใช้ ภาษากลางขณที่บริเวณอีสานใต้นิยมใช้ภาษาเขมรและยังมีภาษาถิ่นอื่นๆ เช่นภาษาภูไท ภาษาใส้ ภาษาไทยโคราช ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีเนื้อที่มากที่สุดของประเทศไทย ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือมีเนื้อที่ร้อยละ 33.17 เทียบได้กับหนี่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดของ ประเทศไทย ได้จัดว่าเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคอีสาน คือ ยอดภูลมโล ภูหลวง และภูกระดึง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำ สายสำคัญของชาวอีสาน ในหลายจังหวัดด้วยกัน เช่น แม่น้ำห้วยหลวง แม่น้ำชีลำตะคอง แม่น้ำพอง แม่น้ำเลย แม่น้ำ พรม แม่น้ำมูล แม่น้ำสงคราม ภาษาหลักของภาคนี้ คือ ภาษาลาวอีสาน ซึ่งเป็นภาษาสำเนียงหนึ่งทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ส่วน ภาษาไทยนิยมใช้กันทั่วไปโดยเฉพาะในเมืองใหญ่และจังหวัดนครราชสีมาแต่ไม่ถือเป็นภาษา หลัก ขณะเดียวกันยังมีภาษาเขมรที่ใช้กันมากในบริเวณอีสานใต้ นอกจากนี้ มีภาษาถิ่นอื่น ๆ อีกมาก เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาโส้ภาษาไทโคราช ภาษากวย (ส่วย) ภาษาแสก ภาษาข่า ภาษา กะเลิง ภาษาโย้ย ภาษายอ เป็นต้น ภาคอีสานยังมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่น อาหารอีสาน ภาษา อักษร เช่น อักษรไทน้อย ดนตรีหมอลำ ดนตรีกันตรึม ดนตรีเจรียง และ ศิลปะการฟ้อนรำ การเซิ้ง ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นต้น อาณาเขต ทิศเหนือ - ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันออก - ติดแม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขง คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาว
5 ทิศใต้ – ติดประเทศกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงรักกั้นเขตแดน ทิศตะวันตก - ปิดภาคกลางและบางส่วนของภาคเหนือ การแบ่งเขตการปกครอง ภาคอีสานตอนบน : กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอด็ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภูอุดรธานี เลย ภาคอีสานตอนล่าง : ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี บึงกาฬ ( แบ่งตามที่ตั้ง ภาคอีสานตอนบนตั้ง อยู่บนแอ่งสกลนคร ส่วนภาค อีสานตอนล่างตั้งอยู่บนแอ่งโคราช) ประชากร ด้วยความที่ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีขนาดพื้นที่มากที่สุดของประเทศไทย ทำให้มี ประชากรมาก ที่สุด และมีความหลากหลายทางด้านกลุ่มชาติพันธ์ประชากรกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค คือ ชาวไทยอีสาน ซึ่งคือประชากรทั่วไปปที่อาศยั อยู่ในภาคอีสานและใช้ภาษาไทยอีสาน เป็นภาษาพดู หลกั นอกจากนอกจากจะมีกลุ่มชนเผ่าต่างๆอีกมากมาย เช่น ชาวภูไท ไทโซ่ กะเลิ้ง แสก กุลา ญวน (คือ ชาวเวียดนามอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ ในนประเทศไทยตั้งแต่ สงครามเวียดนาม) ลาว ฯลฯ กลุ่มคนเหล่านี้จะมีภาษาพดู เป็นของตัวเอง สามารถสื่อสาร ภาษาไทยอีสานได้ (เดินพดู ภาษาไทยอีสานได้เป็นบางคนเท่านั้น ) และในปัจจุบัน ประชากร ของเผ่าต่างๆ ยังสามารถพูดภาษาไทยกลางได้อยู่ด้วย ศิลปะและวัฒนธรรมของภาคอีสาน ศิลปะและวัฒนธรรมของภาคอีสานโดยภาพรวมมีดั้งนี้ การทอผ้า มีการสืบทอดการทอผา้ ต่อๆกนั มาไม่ขาดสาย ชนิดของผา้ เป็นประเภทผา้ ไหม และผ้าฝ้าย เช่น ผ้าไหมมดั หมี่ (หมายเหตุ คำว่า มัดหมี่ คือ กรรมวิธีทอผ้าชนิดหนึ่ง โดยวิธี กานมัดเส้นด้ายก่อนนำมายอมสีเพื่อนำไปทอเป็นผ้า ต่อไป) เพลงพื้นบ้าน แบ่งแยกได้เป็น ๒ ประเภทคือ เพลงพิธีกรรม และ เพลงการละเล่น ๑) เพลงพิธีกรรม ได้แก่ เพลงที่ใช้ในการขับประกอบพิธีบวงสรวงเซ่นไหวหรือใชประกอบใน การแสดงหรือเทศนาธรรม เช่น ลำพระเวส (เทศน์เร่ืองพระเวสสันดรชาดกหรือเทศนม์ หา ชาติ) หรือเรียกว่าเทศน์แหล่, ลำผีฟ้าซึ่งเป็นพิธีกรรมเพื่อรักษาคนป่วย และเพลงที่ใช้ ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ ๒) เพลงการละเล่น มีหมอลำพื้น หมอลำกลอน หมอลาํ เพลิน และเพลงโคราชเป็นต้น การฟ้อนรำ ประเภทฟ้อนรำใช้ในพิธีกรรม ได้แก่ ฟ้อนผีฟ้า, ฟ้อนภูไท, ฟ้อนไทยดำ, เซิ้งบัง ไฟ, รำบายศรี เป็นต้น เครื่องดนตรีอีสาน เครื่องเป่า ได้แก่ แคน, โหวด และปี่ ไสล เครื่องดีด ได้แก่ พิณ, กระจับปี่ และเครื่องสี เช่น ซอกันตรึม เป็นต้น
6 ประเพณีท้องถิ่นอีสาน ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เข้าสู่สังคมรับเอาเป็นแบบปฏิบัติที่ หลากหลายเข้ามาผสมผสานในการดำเนินชีวติ ประเพณีจึงเรียกได้ว่า เป็น วิถีแห่งการดำเนิน ชีวติ ของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อประเพณีไทยมากที่สุดวดัวาอารามต่างๆใน ประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย และชี้ให้เห็นว่า ชาว ไทยให้ความสำคัญในการบำรุงพุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรมทาง ศาสนาตั้งแต่โบราณกาล เป็นต้น ประเพณีที่สำคัญของภาคอีสานมีดังนี้ ๑. ประเพณีฮีตสิบสอง ของจังหวัดกาฬสินธุ์ คำว่า “ฮีต” หมายถึง จารีต ขนบธรรมเนียม ประเพณี แบบแผนฮีตที่ถือปฏิบัติกัน อยู่ ๑๒ อย่าง ภาษาพื้นบ้านเรียกวา่ “บุญ” ดังนี้ - บุญข้าวกรรมเกี่ยวกับพระภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นอาบัติถือว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์ในระหว่างภิกษุเข้ากรรม ญาติ โยม สาธุชน ผู้หวังบุญกุศล จะไปร่วมทำบุญบริจาค ทาน รักษาศีลเจริญภาวนาแล้ว ฟังธรรมเป็นการร่วมทำบุญระหว่างพระภิกษุ สามเณร และ ชาวบ้าน กำหนดวันขึ้น ๑๕ ค่ำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนอ้าย” - บุญคูณลาน จะทำที่วัด หรือที่บ้านก็ได้โดยชาวบา้ นจะเอาข้าวมารวมกันแล้ว นิมน์ตพระ ภิกษุมาเจริญพระพทุ ธมนต์ จดั น้ำอบน้ำหอมไว้ปะพรม มวนด้ายยสายสิญจน์บริเวณรอบ กองข้าว ตอนเช้า มีการถวายอาหาร บิณฑบาต และนำเอาน้ำพระพุทธมนต์โปรดกองข้าว ถ้า ทำที่บ้านเรียกวา่ “บุญกมุข้าว” กำหนดในเดือนยี่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“บุญเดือนยี่”” - บุญข้าวจี่ เดือน ๓ บ้านนิยมทำบุญข้าวจี่ เพื่อถวายพระ เป็นการละทานชนิดหนึ่งและถือว่า ได้รับอานิสงส์มากงานหนึ่ง กำหนดทำบุญในเดือนสาม - บุญพระเวสบุญที่มีการเทศน์พระเวส หรือบุญมหาชาติ หนังสือมหาชาติเป็นหนังสือชาดกที่ แสดงจริยวัตรของพระพุทธเจ้าเมื่อเสวยชาติเป็นพระเวสสันดร กำหนดทำบุญเดือนสี่ จึงเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนสี่” - บุญสรงน้ำ มีการรดน้ำ หรือสรงน้ำพระพทุ ธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ มีการทำบุญทำ ทานเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญตรุษสงกรานต”์ กำหนดทำบุญในเดือนห้า - บุญบัง ไฟ ก่อนทำนาชาวบา้ นในจงั หวดั ในภาคอีสาน จะมีการฉลองอย่างสนุกสนาน โดย การจุดบังไฟเพื่อไปบอกพญาแถน เชื่อว่า จะทำให้ฝนตกถกู ต้องตามฤดูกาล มีการตกแต่ง บ้านให้สวยงาม นำมาประกวดแห่แข่งขนั กนั ในวนั รุ่งขึ้น กำหนดทำบุญในเดือนหก - บุญซำฮะ ซำฮะ คือ การชำระล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดหมดจด เมื่อถึงเดือน ๗ ชาวบ้านจะ ร่วมกันทำบุญโดยดึงเอา “ผาม หรือศาลากลางบ้าน” เป็นสถานทที่ทำบุญ ชาวบ้านจะเตรียม ดอกไม้ธูปเทียน โอน้ำฝ้ายใน ไหมหลอด ฝ้ายผกู แขน แห่ทรายมารวมกันที่ถามหรือศาลา กลางบ้านตอนเย็น นิมนต์พระสงฆ์มา เจริญพระพุทธมนต์ นอนเช้า ถวายอาหาร เมื่อเสร็จพิธี ทุกคนจะทำน้ำพระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขน แห่ซ้ายของตนกลับบ้านนำน้ำมนต์ไปรดลกู หลาน
7 ทราบนำไปหว่านรอบบ้าน ฝ้ายผูกแขนนำไปผูก ข้อมือลูกหลานเพื่อให้เกิดสวัสดีมงคล ตลอดไป ถา้ มีการเจ็บได้ป่วยต้องมีการสวดถอด เป็นต้น นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน 1. เรื่อง ตำนานผาแดงนางไอ่ นางไอ่เป็นธิดาพระยาขอมผู้ครองเมืองชะธีตา นางไอ่เป็นสตรีที่มีสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือไปในนคร ต่าง ๆ ทั้งโลกมนุษย์และบาดาล มีชายหนุ่มหมายปองจะได้อภิเษกกับนางมากมาย ในจำนวนผู้ที่มา หลงรักนางไอ่ มีท้าวผาแดงและท้าวพังคีโอรสสุทโธนาค เจ้าผู้ครองนครบาดาล ท้าวทั้งสองต่างเคยมี ความผูกพันกับนางไอ่มาแต่อดีตชาติ จึงต่างช่วงชิงจะได้เคียงคู่กับนาง แต่ก็พลาดหวัง จึงมิได้อภิเษก ทั้งคู่เพราะแข่งขันบั้งไฟแพ้ท้าวพังคีนาคไม่ยอมลดละ แปลงกายเป็นกระรอกเผือกคอยติดตามนางไอ่ สุดท้ายถูกฆ่าตาย พญานาคผู้เป็นพ่อจึงขึ้นมาถล่มเมืองล่มไป กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ คือ หนองหาน อย่างไรก็ตาม ในตำรา อ้างอิงถึงเรื่องผาแดงนางไอ่จบลงด้วยการเกิดเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ จากการ ต่อสู้ของพญานาคกับท้าวผาแดง ต่างก็มีข้อมูลอ้างอิงถึง หนองน้ำที่ชื่อหนองหาน แต่กล่าวต่างกันไป ในตำราแต่ละเล่มถึงหนองน้ำ ทั้ง 3 แห่ง หนองหาน ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และหนอง หาน อำเภอกุมภวาปี ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่แรกมากนัก และอีกที่หนึ่งก็คือหนองหาร จังหวัดสกลนคร
8 2. เรื่อง พระยาคันคาก "คันคาก" ในภาษาอีสานที่แปลว่า "คางคก" เรื่อง "พญาคันคาก" อันเป็นต้นกำเนิดของประเพณีบุญบั้ง ไฟ ซึ่งเป็นบุญเดือนหกในฮีตสิบสองคองสิบสี่ของชาวอีสาน ณ เมืองชมพู พระนางสีดา มเหสีของพญาเอกราชผู้ครองเมือง ได้ให้กำเนิดโอรสลักษณะแปลก ประหลาด คือผิวกายเหลืองอร่ามดั่งทองคำ แต่เป็นตุ่มตอเหมือนผิวคางคก คนทั้งหลายจึงขนานนาม พระกุมารว่า ท้าวคันคาก ซึ่งคันคาก แปลว่าคางคก เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พระกุมารประสงค์จะได้พระ ชายาที่มีสิริโฉมงดงาม แต่พญาเอกราชได้ห้ามปรามไว้ ด้วยทรงอับอายในรูปกายของท้าวคันคาก แต่ ท้าวคันคากก็ไม่ย่อท้อ ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระอินทร์ ด้วยบุญบารมีแต่ชาติปางก่อนของท้าว คันคาก พระอินทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อมทั้งประทานนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่ให้เป็นชายา ส่วน ท้าวคันคากเอง ก็ถอดรูปกายคันคากออกให้ กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม พญาเอกราชยินดีกับ พระโอรส จึงสละราชบัลลังก์ให้ครองเมืองต่อ ทรงพระนามว่า พญาคันคาก พญาคันคากตั้งอยู่ใน ทศพิธราชธรรม มีเดชานุภาพเป็นที่เลื่องลือ จนเมืองน้อยใหญ่ต่างมาสวามิภักดิ์ แต่ก็ทำให้มีผู้ เดือดร้อน คือพญาแถน ผู้อยู่บนฟากฟ้า เพราะมนุษย์หันไปส่งส่วยให้พญาคันคากจนลืมบูชาพญาแถน จึงแกล้งงดสั่งพญานาคให้ไปให้น้ำในฤดูทำนา ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ชาวเมืองจึง ไปร้องขอพญาคันคากให้ช่วย พญาคันคากจึงเกณฑ์กองทัพสัตว์มีพิษทั้งหลาย ได้แก่ มด ผึ้ง แตน ตะขาบ กบ เขียด เป็นอาทิ ทำทางและยกทัพขึ้นไปสู้กับพญาแถน โดยส่งมดปลวกไปกัดกินศัตราวุธ ของพญาแถนที่ตระเตรียมไว้ก่อน ทำให้เมื่อถึงเวลารบ พญาแถนไม่มีอาวุธ แม้จะร่ายมนต์ ก็ถูกเสียง กบ เขียด ไก่ กา กลบหมด เสกงูมากัดกินกบเขียด ก็โดนรุ้ง (แปลว่าเหยี่ยว) ของพญาคันคากจับกิน ทั้งสัตว์มีพิษก็ยังไปกัดต่อยพญาแถนจนต้องยอมแพ้ในที่สุด พญาคันคากจึงเริ่มเจรจาต่อพญาแถน ขอให้เมตตาชาวเมือง ประทานฝนตามฤดูกาลทุกปี พญาแถนแสร้งว่าลืม พญาคันคากจึงทูลเสนอว่า จะให้ชาวบ้านจุดบั้งไฟขึ้นมาเตือน พญาแถนก็เห็นชอบด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุก ๆ เดือนหกซึ่ง เป็นช่วงเริ่มฤดูทำนา ชาวอีสานจึงมีประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน เพื่อ จะได้อำนวยความ สะดวกตลอดฤดูเพาะปลูก และเมื่อพญาแถนประทานฝนลงมาถึงพื้นโลกแล้ว บรรดากบเขียดคางคกที่ เป็นบริวารของพญาคันคาก ก็จะร้องประสานเพื่อแสดงความขอบคุณต่อพญาแถน
9 3. เรื่อง กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ โดยใจความสำคัญอย่างย่อของนิทานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมามีดังนี้…. หนุ่ม ชาวนาชื่อทอง (บางแห่งก็ไม่กล่าวถึงชื่อ) ทองออกไปทำนาตั้งแต่เช้าจนสาย แต่แม่ก็ยังไม่มา ส่งข้าวสักที ทองหิวข้าวจนตาลายด้วยอารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำการมาตุฆาตมารดา ด้วย สาเหตุเพียงแค่ว่า ก่องข้าวที่แม่เอามาส่งนั้นดูเหมือนจะน้อยไป ไม่น่าจะพอกิน แต่เมื่อทอง กินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดทองจึงได้สติสำนึกผิดที่ฆ่าแม่ตนเอง จึงสร้างธาตุก่องข้าวน้อย ขึ้นมา เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำ ครั้งหนึ่งเมื่อหลาย ร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ยโสธรในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถ นาเตรียมการเพาะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อไม่ปรากฏชื่อหลักฐานก็ ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาไถนาอยู่จนสาย ตะวันสูงขึ้นแล้วรู้สึกเหน็ด เหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งข้าว กล่องให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติ เขาจึงหยุดไถนาเข้าพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยเจ้า ทุยไปกินหญ้า สายตาเหม่อมองไปทางบ้าน รอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อน ความหิวกระหายก็ยิ่งทวีคูณ ขึ้น ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบตามคันนาพร้อมกล่องข้าวน้อยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่บน เสาแหรกคาน เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอากล่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจน ตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าข้าวในกล่องน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของ ตนว่า “อีแก่ ไปทำอะไรอยู่จึงมาส่งข้าวให้กูช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกิน อิ่มหรือ“ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า “ถึงก่องข้าวจะน้อยก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูก เอ๋ย…ลองกินเบิ่งก่อน”ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียง ใดๆ เกิดความโมโหหิว คว้าไม้แอกน้อยเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลง แล้วก็เดินไปกินข้าว กิน ข้าวจนอิ่มแล้ว แต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการแม่ และเข้า สวมกอดแม่…อนิจจา แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว!! ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนเอง ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้ากราบ นมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ ท่านฟังโดยละเอียด สมภารสอนว่า “การฆ่าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของตนเองนั้นเป็น บาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจีตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีทางเดียว จะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็น การไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้” เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตร ชาวบ้านมาช่วยกันปั้นอิฐก่อนเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้างน้อยฆ่าแม่” ตราบจนทุกวันนี้
10 4. เรื่องยายหมาขาว นิทานเรื่องยายหมาขาว เป็นนิทานสอนใจเยาวชนชาวอีสานมาช้านาน หมอลำหมู่นิยมเอามาแสดง เสมอ ในตอนจบเรื่องก็จะมีคำกลอนสอนใจให้ทุกคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ไม่เฉพาะเป็นคนแม้เป็นสัตว์ที่ทำ คุณให้กับตนยังต้องรู้จักบุญคุณด้วย ยังมีสองผัวเมียอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจันทคาม ซึ่งฝ่ายเป็นเมียนั้นได้ท้องแก่ จวนคลอดแล้วในตอนนั้นเกิดโรคระบาด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก สองผัวเมียจึงอพยพหนีจากหมู่บ้านมาอยู่ กลางป่า ต่อมาเมียคลอดลูกแล้วก็ตาย ผัวเห็นก็ตรอมใจตายตามด้วย ปล่อยให้เด็กทารกเกิดใหม่ร้องไห้อยู่ใน ป่าอย่างนั้น ต่อมายังมีหมาขาวตัวหนึ่งเป็นตัวเมียออกมาหากิน มาเห็นเด็กทั้งสองก็เกิดสงสาร จึงเอาไป เลี้ยงเป็นลูก ให้กินนมของตัวและหาอาหารเลี้ยงมาจนเติบโตเป็นสาวสวย ทุกวันนางหมาขาวตัวนี้จะพาลูก สาวทั้งสองออกไปหากินในป่า ในวันหนึ่งเกิดพายุพัดให้นางหมาขาวต้องพลัดพรากจากลูกไป ลูกสาวทั้งสองก็ โดนลมพัดไปถึงเขตบ้านนายพราน เมื่อนายพรานเห็นหญิงสาวทั้งสองงดงามมาก อยากได้รางวัลจึงนำหญิง สาว ทั้งสองขึ้นถวายแก่พระราชาซึ่งยังโสด พระราชามีพระอนุชาซึ่งยังโสดเหมือนกัน ฝ่ายพระราชาก็ได้ผู้พี่ เป็นมเหสี ฝ่ายอนุชาก็รับผู้น้องเป็นชายา กล่าวถึงนางหมาขาว เมื่อพลัดพรากจากลูกแล้ว นางก็ติดตามหาลูก จนได้ยินข่าวว่านายพรานเป็นผู้อุปการะจึงมาหานายพรานเพื่อถามหาลูกสาว เมื่อนายพรานรู้ก็บอกความจริง นางหมาขาวจึงขอร้องให้นายพรานพาไปหาลูกสาวที่ในวัง เมื่อพามาถึงพระราชวัง นายพรานก็ทูลพระราชา ตามความจริง แต่พระมเหสีนั้นอับอายขายหน้าเกรงว่าคนจะรู้ว่าตนเป็นลูกของหมาขาว จึงทูลเท็จต่อพระ สวามีไปว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งขับไล่นายพรานและหมาขาวตัวนั้นไป แต่นางหมาขาวไม่ยอมไป นาง จึงเอาน้ำร้อนเทสาดใส่กลางหลังนางหมาขาว นางหมาขาวถูกน้ำร้อนลงกลางหลังทำให้นางบาดเจ็บสาหัส นางก็ซัดเซพเนจรไปล้มลงที่วังของลูกสาวคนเล็ก เมื่อลูกสาวคนเล็กมาพบมารดา ก็จำได้ จึงอุ้มมารดามาเพื่อ จะรักษา แต่นางทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นใจตาย ก่อนตายนางบอกว่าห้ามเผาหรือฝัง ให้เก็บกระดูกไว้ บูชาในวัง ลูกสาวก็ทำตาม จากนั้นไม่นานก็เกิดเป็นทองคำ ข่าวนั้นเลื่องลือไปถึงผู้พี่สาว พี่สาวก็มาขอส่วน แบ่งทองคำ แต่น้องไม่ยินยอมให้จึงเกิดโต้เถียงกัน จนดังขึ้นไปถึงหูพระราชา พระราชาจึงได้เรียกทั้งสองเข้า มาถามความจริง ในที่สุดเรื่องจริงก็ปรากฏ พระราชาก็โกรธที่พระมเหสีของพระองค์นั้นทูลเท็จและอกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ จึงตัดสินให้ประหารชีวิตเสีย...
11 5.เรื่องปู่ปะหลาน ปู่กับหลานได้เดินทางไกลผ่านมายังทุ่งกุลาร้องไห้นี้ เดินข้ามอย่างไรก็ไม่พ้นสักที ปู่ก็จวนเจียนจะหมดแรงอยู่ รอมร่อ ส่วนหลานนั้นก็ได้เอาแต่ร้องไห้งอแง ด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งยังกระหายน้ำจนดูท่าว่าจะเดินทางไปต่อ ไม่ไหว จนกระทั่งได้พล่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย (แต่ก่อนนี้ทุ่งกุลาร้องไห้นี้มีความทุรกันดารมาก ทั้งยังมี พื้นที่ที่กว้างใหญ่มีอาณาเขตติดต่อกันถึงห้าจังหวัด) ปู่จึงได้ใช้ผ้าขาวม้าห่อหุ้มหลานเอาไว้ แล้วนำไปไว้ยังโคน ของพุ่มไม้แห่งหนึ่งเพื่อบังแดดให้แก่หลานน้อยนั้นไว้ ปู่จึงได้รีบเดินทางต่อโดยความหวังว่า จะได้พบกับหมู่บ้าน ที่ใกล้ที่สุดที่ซึ่งมีน้ำเพื่อที่จะนำไปให้หลานดื่มได้ เมื่อปู่เดินทางจนมาถึงตีนบ้าน ปู่ก็ได้รีบเขาไปขอน้ำดื่มจาก ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น พร้อมกับได้รีบนำน้ำใส่บั้งทิง เพื่อที่จะนำไปให้หลานดื่ม ส่วนหลานนั้น เมื่อตื่นขึ้น มาแล้วก็ไม่พบปู่ ก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจ และด้วยความกลัวตามประสาของเด็ก และจึงได้ออกวิ่ง ทั้งเดินเพื่อ ตามหาปู่ของตนว่าอยู่ไหน ทั้งยังพร่ำบ่นว่า ปู่นั้นได้ทิ้งตนเองไปแล้ว ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าปู่นั้นไม่รัก ตนเอง ปล่อยทิ้งให้หลานนั้นอยู่เพียงลำพังคนเดียวด้วยความไม่ไยดีซึ่งมีปรากฏเป็นบทกลอนของการลำอยู่ ใน ที่สุดนั้นหลานก็ได้หมดแรง และล้มลง ปู่นั้นเมื่อได้น้ำมาแล้ว ก็ได้รีบนำกลับมาให้หลานด้วยความเป็นห่วง แต่ เมื่อมาถึงพุ่มไม้ที่ได้วางหลานเอาไว้ ก็กลับไม่พบหลานเลย ปู่จึงได้รีบออกค้นหาหลานไปทั่วบริเวณนั้น จนกระทั่งปู่ก็ได้มาพบหลานนอนตายอยู่กลางแดดจ้าของท้องทุ่งอันแสนกันดารแห่งนี้ มีทั้งมด แมลง ไต่ชอนไช อยู่ตามรูจมูก ใบหูและปากไปทั่ว ครั้นเมื่อปู่เห็นสภาพหลานดังนั้นแล้วก็แทบใจขาด น้ำตาร่วงหล่นด้วยความ สงสารในชะตากรรมของหลานที่ต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมาน ทั้งยังโทษตัวเองว่าทำไมจึงได้ทิ้งหลานไว้ให้อยู่ คนเดียว ปู่ได้ค่อย ๆ อุ้มศพของหลานขึ้นแล้วเดินพาหลานกลับไปยังตีนบ้านแห่งนั้น ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ดังกับว่าหัวใจของปู่นั้นจะแตกสลายเสียให้ได้ ต่อมาเมื่อมีความเจริญขึ้นตรงบริเวณนั้น บริเวณบ้านแห่งนั้นก็ถูก เรียกว่าเป็นบ้าน ปะหลาน ซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านที่ปู่นั้นได้พบกับศพของหลานนั่นเอง บริเวณนี้เรียกว่า บ้านป๋าหลาน เพราะคำว่าป๋านั้นหมายถึงการทิ้ง เช่น ผัวป๋าเมีย เป็นต้น ซึ่งในบริเวณจังหวัดมหาสารคามนั้น ก็ มีชื่อหมู่บ้านนี้ว่าเป็นบ้านป๋าหลานอยู่ ในท้องที่ใกล้ ๆ กับอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามในปัจจุบัน
12 บทสรุป นอกจากศิลปะวัฒนธรรมในภาคอีสาน นอกจากการฟ้อนรำและเครื่องแต่งกายอันเป็น เอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ถือว่ามีโดดเด่นเฉพาะด้าน คือ นิทานพนื้บ้านของภาคอสีาน ซึ่งเป็น การเล่าสืบต่อกันมา บ้างเป็นนิทานที่ให้คติสอนใจ บ้างเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีและ ขนบธรรมเนียม บ้างก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของสถานที่ต่าง ๆ จนทำให้มีนิทานพื้นบ้าน อีสานมากมายและในปัจจุบันกลายเป็นที่ท่องเที่ยวไปแล้วเช่น พิพิธภัณฑ์พญาคันคากที่ จังหวัดยโสธรอีกด้วยตามนิทานที่เราได้อ่านกันหรืออีกนิทานผาแดงนางไอ่ที่เกิดอยู่บริเวณบึง หนองหาน จังหวัดสกลนคร
13 บรรณณานุกรม นิรนามภูมิภาคอีสาน (ออนไลน์)แหล่งที่มา: https://th.m.wikipedia.org. (วันที่ค้นหา : 15 กุมภาพันธ์2567). นิรนาม วัฒนธรรมประเพณีภาคอีสาน. (ออนไลน์) . แหล่งที่มา: https://sites.google.com. (วันที่ค้นหา : 15 กุมภาพันธ์2567). นิรนามนิทานพื้นบ้านอีสาน (ออนไลน์) แหล่งที่มา: https://stbuu.blogspot.com. (วันที่ค้นหา : 15 กุมภาพันธ์2567). นิรนาม. รวมเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านภาคอีสาน. (ออนไลน์) . แหล่งที่มา: https://hilight.kapook.com. (วันที่ค้นหา : 15 กุมภาพันธ์2567).