ᩮᩅᨿᩦ ᨦᨠᩩᨾᨠᩣᨾ
อาจารย์ ดร.ปานแพร เชาวน์ประยูร อดุ มรกั ษาทรพั ย์
เรือ่ ง เวยี งกุมกาม
รายวชิ า พท 330 ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยเพอ่ื การท่องเท่ยี ว
ภาคการศกึ ษาที่ 2 ปีการศึกษาท่ี 2564
จดั ทำโดย
6209101358 น.ส. พยิ ะดา แกว้ เล็ก
6209101367 น.ส. เมทินี แสงคำ
6209101368 น.ส. รวิสรา บัวสุวรรณ
6209101389 น.ส. อภิชญา เปง็ โต
6209101403 น.ส. โศภิตา แสงศรี
ก
คำนำ
เวียงกุมกามมีความสำคัญควบคู่กับเมืองเชียงใหม่และลำพูนทั้งในกิจกรรมทางการเมือง
และศาสนา นอกจากนั้นเวียงกุมกามยังเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ในช่วงต้น
ราชวงศ์มังราย พญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นในบริเวณในวัฒนธรรมหริภุญชัย เมืองโบราณ
แห่งนี้ หลักฐานจากตำนานพื้นเมืองทุกฉบับกล่าวพ้องกันว่าสร้างโดยพญามังรายในช่วงเวลา
หลังจากที่พระองค์ผนวกเอาเมืองหริภุญชัยไว้ในพระราชอาณาจักรได้สำเร็จ เวียงกุมกาม เป็น
เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ครอบคลุมพื้นที่ ๔ ตำบล ๒
อำเภอ ของจงั หวดั เชียงใหม่
เวียงกุมกามในหนังสือออนไลน์ (e-book) ผู้จัดทำ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ของเวียงกุมกาม เช่น ประวัติความเป็นมา สถานที่สำคัญ การสถาปนา
และการปฏิรูปของเวียงกุมกาม เป็นต้น เพื่อให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้ามีความรู้และ
ความเข้าใจเก่ียวกับเวยี งกุมกามมากข้ึน
เวียงกุมกามเป็นเมืองที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างมาก ผู้จัดจึงได้รวบรวมข้อมูลต่าง
ๆ เกี่ยวกับเวียงกุมกาม เพื่อหวังว่าเวียงกุมกามในหนังสือออนไลน์ (e-book) จะเป็นแหล่ง
ความรสู้ ำคญั สำหรับผ้สู นใจไม่มากก็น้อย
คณะผู้จดั ทำ
สารบญั ข
คำนำ ก
สารบัญ ข
ประวตั ศิ าสตร์ล้านนา ๑-๔
- ความหมาย ๕-๘
- การปฏิรูปการปกครองในเมอื งเชยี งใหม่
ประวตั ิศาสตรเ์ วียงกมุ กาม ๙
- การสถาปนา ๙
- การลม่ สลาย ๙
- การถกู คน้ พบ ๙
- ท่ตี ัง้ และลกั ษณะ ๑๐
- สถานที่สำคัญ ๑๐ - ๑๓
- โบราณสถาน ๑๔
กิจกรรมนักท่องเทีย่ ว ๑๕
บรรณานุกรม
๑
ประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนา
ล้านนาหมายถึงดินแดนที่มีนานับล้านคือมีที่นาจำนวนมาก เป็นคำคู่กับล้านช้างคือดินแดนที่มีช้างนับ
ล้านตัว (สรัสวดีอ๋องสกุล, 2539) อาณาจักรล้านนามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยเมือง
สำคัญกระจัดกระจายตามเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำสายสำคัญต่าง ๆจึงประกอบด้วยกลุ่มคนหลายเชื้อชาติเช่นลั๊วะ
ลื้อ ยอง มอญ ม่านหรือพม่า เงี้ยวหรือไทยใหญ่ เขินหรือขึน ครงหรือคง ยางหรือกะเหรี่ยง ถิ่นหรือขมุเป็น
ต้น (สุรพลทดำริห์กุล, 2542) คำว่า“ ล้านนา” ปรากฏขึ้นในสมัยพญากือนา (พ.ศ. 1898-1928)
เนื่องจากความหมายของพระนาม “กือนา” หมายถึงร้อยล้านนา (กือ หมายถึง ร้อยล้าน) ต่อมาคำว่าล้านนา
ใช้เรียกกษัตริย์ผู้ครองดินแดนล้านนาโดยใช้“ ท้าวล้านนา” หรือ“ ท้าวพญาล้านนา” และเรียกประชาชนของ
รัฐว่า“ ชาวล้านนา ลักษณะคำดังกล่าวใช้กันแพร่หลายในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030)
นอกจากนั้นยังมีธรรมเนียมการใชค้ ํา “ล้านนา” นําหน้าชื่อเมืองซึ่งพบหลักฐานในสมัยพญาสามประหาญฝั่ง
แกน (พ.ศ. 1945 1984) เช่นล้านนาเชียงแสน, ล้านนาเชียงใหม่โดยเน้นว่าเมืองนั้นอยู่ในอาณาจักรล้านนา
(สรสั วดีอ๋องสกลุ , 2539)
ดินแดนล้านนาอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทยประกอบด้วยเมืองต่าง ๆแบ่งตามสภาพ
ภูมิศาสตร์ออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มเมืองล้านนาตะวันตกซึ่งเป็นส่วนสำคัญมีเมืองเชียงใหม,่ ลำพูน, ลำปาง
, เชียงราย , พะเยา เนื่องจากถูกผนวกเข้าด้วยกันตั้งแต่สมัยราชวงศม์ งั รายตอนต้น จึงมีประวัติความเป็นมา
ร่วมกันในสมัยฟื้นฟูล้านนาเมืองดังกล่าวมีเจ้านายเชื้อสายเจ้าเจ็ดตน แยกย้ายกันเข้าปกครอง จึงมี
ความสัมพันธ์กันเรื่อยมาและกลุ่มเมืองล้านนาตะวันออกมีเมืองแพร่ , น่าน ทั้งสองเมืองตั้งอยู่บนที่ราบ
ขนาดเล็กในสมัยแรกต่างมีฐานะเป็นรัฐอิสระมีราชวงศ์ของตนซึ่งความใกล้ชิดกับอาณาจักรสุโขทัยและถูก
ผนวกดนิ แดนไดใ้ นสมัยพระเจา้ ตโิ ลกราชจงึ ไมค่ อ่ ยผกู พันกับล้านนาเชยี งใหม่
ปัจจุบันล้านนาหมายถึงดินแดน 8 จังหวัดภาคเหนือประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง,
เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่านและแม่ฮ่องสอน ซึ่งศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา
ต้ังแตอ่ ดีตถงึ ปจั จุบนั คอื เมอื งเชยี งใหม่
ประวัติศาสตร์ล้านนามีความซับซ้อนและเกิดเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆมากมายซึ่งประกอบด้วย 4
ช่วงเวลาคอื
1. ล้านนายุคต้น (พ.ศ. 1839-1898)
2. ล้านนายุครุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068)
3. ล้านนาภายใตก้ ารปกครองของพมา่ (พ.ศ. 2068-2101)
4. ล้านนากบั การเป็นส่วนหนึง่ ของอาณาจกั รสยาม
๒
1. ล้านนายุคต้น (พ.ศ. 1839-1898) ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พญามังราย ทรงรวบรวมเมือง
เล็กเมืองน้อยในเขตลุ่มแม่น้ำกกไว้ในอำนาจของเมืองเงินยางทั้งหมด พญามังรายมีดำริขยายอำนาจลงมา
ทางด้านใต้และย้ายศูนย์กลางอำนาจลงมาสู่เมืองเชียงราย ในพ.ศ. 1805 รวมตัวกันเป็นกลุ่มแคว้นโยนก
รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆในแอ่งเชียงรายและขยายอำนาจสู่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูนเมืองในอาณาจักรที่รวบรวมได้
ในสมัยน้ี ได้แก่ เชียงราย เชยี งแสน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา
พ.ศ. 1835 พญามังรายทรงนำทัพจากเมืองฝางเข้ายึดเมืองหริภุญไชยพระองค์ทรงประทับที่เมือง
หริภุญชัยเพียง 2 ปีเนื่องจากเมืองมีขนาดเล็กและทรงดำริให้เมืองหรภิ ุญไชยเป็นเมืองพุทธศาสนาและทรง
ย้ายมาสร้างเวียงกุมกามใน พ.ศ. 1837 หลังจากนั้นทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจใน
พ. ศ. 1839 ซึ่งในการสร้างเมืองเชียงใหม่พญามังรายทรงเชิญพญางำเมืองและพ่อขุนรามคําแหง มาร่วม
พิจารณาถึงชัยภูมิและการวางผังเมืองเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรอย่างแท้จริงส่วน
เมืองลำพูนอยู่ในฐานะเมืองบริวารของเชียงใหม่ลำพูนเป็นศูนย์กลางของศาสนาขณะที่เมืองเชียงใหม่เป็น
ศนู ย์กลางทางการเมืองการปกครองส่วนเมืองเชียงรายมีความสําคัญรองจากเมอื งเชยี งใหม่
2. ล้านมายุครุ่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) ความเจริญของอาณาจักรล้านนาเริ่มพัฒนาการขึ้น
อย่างเด่นชัดในสมัยพญากอื นา (พ.ศ. 1898-1928) จนถึงสมัยพญาแก้ว (พ.ศ. 2038-2068) สมัยรุ่ง
เรื่องเป็นเวลา 170 ปีความเจริญสูงสุดจะอยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) ซึ่งเป็นยุค
ทองของล้านนาในสมัยนี้อาณาจักรล้านนาแผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางไปถึงเมืองต่าง ๆเช่น เชียงตุง เมืองนาย
เมืองสีปอ้ เมอื งยองและเมอื งเชยี งรุ้งในเขตสบิ สองปันนาตลอดจนลาวหลวงพระบาง
สมัยพญามังรายดินแดนล้านนาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือตอนบน (แคว้นโยนก) มีเมืองเชียงรายเป็น
ศูนย์กลางส่วนตอนล่างมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาได้เด่นชัด
ตั้งแต่สมัยพญากือนา พระองค์ได้ส่งราชทูตไปอาราธนาพระสุมนเถระมาจากสุโขทัยเพื่อสืบศาสนาในเมือง
เชียงใหม่ใน พ.ศ. 1912 เรียกพุทธศาสนาสมัยนี้ว่ารามัญวงศ์หรือนิกายลังกาวงศ์เก่าซึ่งรุ่งเรืองเป็นอย่าง
มากโดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชที่มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจํานวนมากจนสามารถดำเนินการ
สังคายนาพระไตรปิกฏขึ้นที่วัดเจ็ดยอดในปี พ.ศ. 2020(ซึ่งเป็นการสังคายนาพระไตรปิกฎครั้งที่ 8 ของ
โลกครั้งแรกในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน) หลังจากนั้นในสมัยพระเมืองแก้วซึ่งเป็นยุคที่วรรณกรรม
ล้านนามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งอย่างยิ่งพระสงฆ์ซึ่งทรงความรู้ที่ได้รจนาคัมภีร์เป็นภาษาบาลีไว้หลายเรื่อง
เชน่ ชนิ กาลมาลี
3. ล้านนาภายใต้การปกครองของพมา่ (พ.ศ. 2068-2101) ความเส่อื มของอาณาจักรล้านนา
เกดิ ข้ึนในปลายสมยั ราชวงศ์มังราย ต้ังแต่สมยั พญาเกศเชษฐราช (พ.ศ. 2068-2081) จนกระท่ังตกเป็น
เมืองขน้ึ ของพม่า ในพ.ศ. 2101 สมัยเสอ่ื มและสลายตวั เปน็ ชว่ งเวลา 33 ปีสภาพบ้านเมอื งแตกวุ่นวาย
อยา่ งหนัก
เมอ่ื ส้นิ สมัยพระเมอื งแก้วเมืองเชียงใหม่ก็ไดเ้ ริ่มเส่อื มลง อำนาจการปกครองบา้ นเมอื งตกอยใู่ นมอื
ขนุ นางยุคของพระเจ้าเมกุฎฯิ เป็นกษัตริยป์ กครองเมอื งเชยี งใหมต่ อ่ มาในฐานะเจ้าประเทศราชเมือ่ ราชวงศม์ งั
รายสน้ิ อสิ รภาพเกดิ การแยกตัวกนั เปน็ อสิ ระเปน็ กล่มุ การเมืองใหญน่ ้อยจำนวนมาก
๓
เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการปกครองกษัตริย์พม่าทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนเจ้า
เมืองต่าง ๆ แต่ผู้ที่ได้มาครองเมืองเชียงใหม่มักมีความสำคัญมากกว่าผู้ที่ไปครองเมืองอื่น ๆ พม่ายังได้
ส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในระหว่างหัวเมืองจึงไม่อาจรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ประกอบกับสภาพ
ทางภูมิศาสตร์ของล้านนาที่ทำให้แต่ละเมืองแยกออกจากกันอีกด้วยการขยายอำนาจของฝ่ายสยามเข้ามา
แทนที่พม่าที่มี แต่เดิมประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เมื่ออำนาจพม่าค่อยๆลดลงผู้นำล้านนาทีเหลืออยู่จึงหันมาสวามิภักดิ์กับฝ่ายสยามอย่างแท้จริง (สรัสวดี อ๋อง
สกุล, 2539)
4. ล้านนากับการเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรสยาม
การฟ้นื ฟูอาณาจักรล้านนา
พระเจ้าตากสินย้ายเมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่กรุงธนบุรีได้รวบรวมกำลังผู้คนหมายจะ
ขึ้นมาโจมตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นพม่าแต่งตั้งโป๊มะยุง่วน หรือโป่หัวขาว เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่กดขี่ข่ม
เหงเอาเปรียบชาวล้านนาสร้างความไม่พอใจต่อพระยาจ่าบ้าน (บุญมา) พระยาจ่าบ้านจึงส่งคนถือหนังสือ
ลักลอบไปบอกข่าวแก่พระยากาวิละเจ้าเมืองลำปางว่าตนจะกบฏต่อพม่า ครั้นเสร็จสงครามเมืองเชียงใหม่
พ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสินทรงตอบแทนความดีความชอบ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระยาจ่า
บา้ นเป็น“ พระยาหลวงวชริ ปราการกำแพงเพชร” ครองเมืองเชียงใหม่ พระเจ้ากาวลิ ะครองเมืองลำปาง สว่ น
น้องของพระเจ้ากาวิละอีก 6 คนให้ช่วยราชการที่เมืองลำปางโดยมีเจ้าน้อยธรรมลังกาเป็นอุปราชเ จ้าบุญมา
เป็นราชวงศ์และผลจากการตัดสินใจเข้าสวามิภักดีต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ของพระยาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละ
ทำให้ฝ่ายธนบุรี สามารถขยายอำนาจสู่เมืองอื่น ๆของล้านนา โดยผ่านชักชวนของเจ้ากาวิละ ซึ่งผู้นำเมืองต่าง
ๆทางตอนบนของลา้ นนาเริ่มให้ความสนใจหันมาสวามภิ ักดิ์ต่อสยามดว้ ย
หลังจากพระเจ้ากรุงธนบุรียึดเชียงใหม่ได้แล้ว ได้ทำพิธีมอบอาญาสิทธิ์ให้พระยาจ่าบ้านเป็น "เจ้า
แผ่นดินเชียงใหม่” มีอำนาจปกครองตนเอง ในฐานะเมืองประเทศราช สภาพเมืองเชียงใหม่ในสมัยพระยาว
ชิรปราการปกครองมีปัญหาด้านกำลังคนอย่างยิ่ง เนื่องจากบ้านเมืองมีศึกสงครามต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่ากำลังคนในเมืองเชียงใหม่มีเพียง 1,900 คน ไม่อาจรักษาเมืองได้ พระยาว
ชิรปราการ จึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ โดยปล่อยให้เป็นเมืองร้าง ผู้คนที่เหลืออยู่เล็กน้อยต่างแยกย้ายกันไปตามที่
ต่าง ๆ พระยาวชิรปราการจึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2319 โดยพาครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่เมืองลำปาง
เพื่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าเจ็ดตน พระยาวชิรปราการในฐานะเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้เคลื่อนไหวจาก
ลำปางมาที่ท่าวังพร้าวใน พ.ศ. 2320 ต่อมาตั้ง มั่นที่เวียงหนองล่อง จากนั้นย้ายไปวังสะแกงสบลี้ ในราว
พ.ศ. 2322 เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ สั่งให้ข้าหลวงยกพล 300 คน จากเวียงจันทร์เพื่อมา
ตรวจหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งข้าหลวงดังกล่าวได้ปฏิบัติมิชอบต่อชาวล้านนา ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างพระ
ยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิละ กับข้าหลวงกลุ่มดังกล่าว จนเป็นเหตุให้พระยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิ
ละถูกลงโทษ โดยการถูกเฆี่ยนคนละ 100 ครั้ง และพระเจ้ากาวิละยังถูกลงโทษโดยการถูกปาดขอบหูทั้ง
สองข้าง เพราะเคยถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าแต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม หลังจากถูกลงโทษทั้งสองพระองค์ถูกจำคุกใน
กรุงธนบุรี ภายหลังพระเจ้ากาวิละจึงทูลขอไปตีเชียงแสนเพื่อแก้โทษของตนเองซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีก็โปรด
ให้คืนฐานันดรศักดิ์และขึ้นมาทำราชการเช่นเดิม แต่พระยาจ่าบ้านไม่ได้กลับมาด้วย เนื่องจากล้มป่วยและ
เสยี ชีวิตในคกุ ธนบุรี เจ้ากาวลิ ะเม่อื ขึ้นมาถึงลำปางแล้วคมุ กองกำลงั 300 คน
๔
ขึ้นไปรบเชียงแสนได้ชาวเชียงแสนกับชาวจีนและชาวไทลื้อลงมายังเมืองลำปาง พ.ศ. 2325 นั้นมี
การผลัดแผ่นดินคือ เจ้าพระยาจักรี ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และมีพระยาสุรสีห์ฯ
เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อเจ้ากาวลิ ะนำข้าวของและเชลยไปถวายเช่นนั้น พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงถือ
เป็นความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆให้กับกลุ่มเชื้อสาย
ตระกูลเจา้ เจด็ คนดังนี้
เจ้ากาวลิ ะ เป็นพระยามงั ราวชิรปราการกำแพงแกว้ ครองเมืองเชียงใหม่
เจา้ ธมั มลงั กา ผู้นอ้ งลำดับท่ี 3 เปน็ อุปราชเมอื งเชียงใหม่
เจา้ คำสม ผนู้ ้องลำดบั ที่ 2 เปน็ พระยานครลำปาง
เจ้าดวงทพิ ผู้นอ้ งลำดบั ท่ี 4 เปน็ อปุ ราชเมืองลำปาง
เจ้าหมหู ล้า ผนู้ ้องลำดับท่ี 5 เป็น เจา้ ราชวงศ์เมอื งลำปาง
เจ้าคำฝน้ั ผนู้ อ้ งลำดับท่ี 6 เป็น พระยานครลำพูน
เจ้าบุญามา ผนู้ อ้ งลำดบั ที่ 7 เปน็ อุปราชเมืองลำพูน
พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าประเทศราช ทุกประการ “เจ้ากาวิละ” และน้อง ทั้งหลายพัก
อยใู่ นกรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง แล้วจึงขึ้นมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่แต่เมืองเชียงใหม่ใน ขณะนั้นมีสภาพเป็นเมืองร้าง
การฟื้นฟูเชียงใหม่เป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากกำลังคนขาดแคลนอย่างหนัก พระเจ้ากาวิละเริ่มต้นด้วยวิธี
ขอกำลังไพร่จากเมืองลำปาง 300 คน แล้วมารวบรวมไพร่ เดิมของพระยาวชิรปราการจ่าบ้านบริเวณสะแกง
อีก 700 คน เป็นหนึ่งพันคนเข้าไปตังมันที่ป่าซางสร้างเวียงป่าซางใน พ.ศ.2325 ให้เป็นเมืองชั่วคราว
ภายในเวียงมีวัดเพียง 2 แห่ง เพราะเป็นที่นมัชั่วคราวจึงไม่คิดสร้างถาวรวัตถุ สาเหตุที่เลือกสร้างเวียงป่า
ซางเป็นที่มัน ด้วยเหตุผล 2 ประการประการแรกบริเวณป่าซางเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก และสอง หาก
เกิดสงครามกับพม่าก็สามารถขอความช่วยเหลือไปยังลำปางได้สะดวก เพราะป่าซางอยู่ระหว่างลำปางกับ
เชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละตั้งมันที่เวียงป่าซางโดยใช้เป็นที่ “เก็บฮอมตอมไพร่” นับตั้งแต่ พ.ศ. 2325ถึง
พ.ศ. 2339 รวม 14 ปี จงึ เข้าไปฟื้นฟูและตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ พระเจ้ากาวิละจึงมีบทบาทความสำคัญในการ
ฟื้นฟูล้านนา เพราะได้รวบรวมพลเมืองเข้ามาไว้ในเมืองเชียงใหม่ เรียกสมัยพระเจ้ากาวิละวายุค “เก็บผักใส่
ซา้ เกบ็ ข้าใส่เมือง” (ไกรศรี นมิ มานเหมนิ ท,์ 2525)โดยพระเจ้ากาวลิ ะทำการกวาดต้อนชาวเมืองเชียงใหม่ท่ี
หลบหนีเข้าป่าให้กลับสู่เมืองเชียงใหม่ และเริ่มกวาดต้อนผู้คนจากแค้วนสิบสองปันนา ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ไท
ลื้อ ไทเขิน และยอง ซึ่งผู้คนที่กวาดต้อนมาถ้าเป็นไพร่ชั้นดีประเภทช่างฝีมือต่างๆ จะให้ตั้งถิ่นฐานในตัวเมือง
ส่วนท่เี หลือจะให้ตั้งถ่นิ ฐานอยู่นอกเมอื งเป็นแรงงานภาคการเกษตร
ในสมัยเจา้ เจ็ดตนฟน้ื ฟบู า้ นเมืองนนั้ เจ้านายท้ังเจ็ดคนพน่ี อ้ งแยกย้ายกนั ครองเมืองเชยี งใหม่ ลำพนู
ลำปาง ตา่ งให้ความชว่ ยเหลือกน ในสภาวะบา้ นเมอื งทุกขย์ าก ในเมืองลำปางการ ฟั น้ื ฟเู มอื งช่วง พ.ศ.
2325-2337 ส่วนเมืองลำพูนไดร้ ับการจดั ต้งั ขึ้นใหม่ พ.ศ. 2348 ส่วนเมอื งอืน่ ในลา้ นนากไ็ ด้รบั การฟืน้ ฟู
ในเวลาต่อมาตามลำดบั เช่น เมอื งนา่ นน้นั ใน พ.ศ. 2331 เมืองเชียงรายไดร้ บั การฟน้ื ฟเู ช่นกนใน พ.ศ.
2346 สำหรบั เมอื งพะเยาน้ันก็ได้รบั การฟืน้ ฟใู นชว่ งเวลาเดียวกันกบั เมอื งเชียงราย คอื ใน พ.ศ. 2346
เชยี งใหม่ถูกรวบรวมเปน็ สว่ นหน่งึ ของไทยในสมยั รัชกาลที่ 5 ซ่งึ เปน็ ยคุ แหง่ การปรบั ปรุงประเทศ
ตามแบบตะวนั ตก ดา้ นการปกครองหัวเมืองมีการยกเลิกระบบการปกครองเมอื งประเทศราชซงึ่ เคยปฏบิ ตั ิ
กนมาช้านาน โดยจดั ตั้งการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลข้ึนแทน มีข้าหลวงเทศาภบิ าลท่ีรัฐบาลกรุงเทพฯ
ส่งไปปกครองและขึ้นสงั กดระทรวงมหาดไทย ระบบมณฑลภบิ าลที่จัดตงั้ ขึ้นจงึ เปน็ การสรา้ งความเป็น
อนั หนง่ึ อนั เดียวกนั ของชาตริ ฐั ซง่ึ มอี ำนาจรวมศูนย์ท่ีองคพ์ ระมหากษตั รยิ ์
๕
การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองเพื่อสร้างเอกภาพ ซึ่งมีองค์
พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงผู้เดียว (เชียงใหม่สมัยปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ พ.ศ.
2427 -2476) ซ่ึงมูลเหตขุ องการปฏริ ปู การปกครองคอื
1. ปัญหาเกี่ยวกับกิจการป่าไม้ เมื่ออังกฤษเข้ามาทำการค้าขายในล้านนาช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ป่าไม้ ซึ่ง
เดิมที่ไม่มีมูลค่า กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล มกี ารทำสัมปทานซ้ำซ้อนเกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าอินทรวิ
ชยานนท์ เจา้ เมืองเชยี งใหม่กบกงสลุ องั กฤษจนรัฐบาลกลางต้องเข้ามาแก้ปัญหา
2. ปัญหาความวุ่นวายหัวเมืองชายแดนด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเดิมทีหัวเมืองชายแดน
เหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองในสมัยพระเจ้ากาวิละสมัยฟื้นฟูบ้านเมืองโดยให้ปกครองตนเองภายหลังเกิด
ปัญหาขึ้นเมืออังกฤษเข้ามาครอบครองพม่า หัวเมืองชายแดนพยายามแยกตัวเป็นอิสระ เกิดความวุ่นวาย
และสง่ ผลกระทบกระเทอื นต่อรัฐบาลองั กฤษซง่ึ เจา้ เมอื งเชยี งใหม่สามารถจัดการปญั หาตา่ ง ๆ ได้
จากปัญหาทั้งสองประการเป็นมูลเหตุสำคัญที่รัฐบาลกลางต้องเข้ามาจัดการและเกิดการปฏิรูปการ
ปกครองในมณฑลพายัพในเวลาต่อมา หลังจากนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลอังกฤษได้ทำสนธิสัญญากน 2 ฉบับ
และย่นย่อมให้รัฐบาลอังกฤษตั้งกงสุลประจำเชียงใหม่ และจากการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ทั้งสองครั้งแสดง
ให้เห็นถึงอิทธิ พลของชาติตะวันตกที่เข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะอังกฤษที่มีผลประโยชน์ผูกพักนี้เป็นอันมาก จน
รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ การปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพจึงเกิดขึ้นตั้งแต่
พ.ศ. 2427 ซ่งึ พรอ้ มกบเมืองลำปาง และลำพูนรวมเรยี กวาหัวเมืองลาวเฉียง
การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ ซึ่ง
เป็นกระบวนการรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทยเข้ากับส่วนกลาง มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวม
อำนาจเพียงแห่งเดียว ในการดำเนินการจะต้องกระทำสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ยกเลิกฐานะหัว
เมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ส่งข้าหลวงมาปกครอง
ขณะเดียวกันก็พยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองเสีย โดยรัฐบาลกลางลิดรอนอำนาจของเจ้าเมือง อย่างค่อย
เป็นค่อยไป ซึ่งในที่สุดตำแหน่งเจ้าเมืองก็สลายตัวไป ประการที่สอง การผสมกลมกลืนชาวพื้นเมืองให้มี
ความรู้สึกเป็นพลเมืองไทยเช่นเดียวกับพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ กล่าวคือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันของชนในชาติ รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูปการศึกษาในล้านนาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทย
ซึ่งเป็นระบบ การศึกษาแบบใหม่เข้าแทนที่การเรียนในวัดและกำหนดให้เรียนภาษาไทยกลางแทนภาษาไทย
ยวน การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่ใช้เวลานานถึง 49 ปี ( พ.ศ.2427 - 2476) โดยมีการ
เปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร การคลัง การศึกษาและอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเชยี งใหม่ รฐั บาลไม่ยกเลิกในทนั ทียงั คงให้ดำรงตำแหนง่ อยางมีเกียรติ
๖
ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปคงจะ
เห็นว่าในช่วงแรกที่รัฐบาลกลางส่งข้าหลวงสามหัวเมืองขนมาแกไขปัญหาที่เมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2417 -
2426 ยังไม่ควบคุมเจ้าเมืองเชียงใหม่โดยตรงเพียงแต่ส่งข้าหลวงขึ้นไปแนะนำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ ปฏิบัติ
ให้ถูกต้องตามสนธิสัญญาเชียงใหม่และตามคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น ครั้นต่อมาในช่วง พ.ศ. 2427 -
2442 รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการปกครองซึ่งเริ่มเข้าควบคุมอำนาจและผลประโยชน์บางอย่างและเป็นการ
วางรากฐานก่อนการจัดการปกครองงแบบมณฑลเทศาภิบาล เพราะเมื่อจัดการปกครองแบบมณฑล
เทศาภิบาล ในพ.ศ. 2442 เป็นเวลาที่รัฐบาลสามารถดำเนินการขั้นตอนยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช
พร้อมกับเข้าควบคุมอำนาจทางการปกครองและผลประโยชน์จาก เจ้าเมืองเหนือได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ
หลงั กบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445
ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 (ปี พ.ศ. 2451) เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.
2445 – 2452) ขอรับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำจึงเริ่มมีฐานะเหมือนข้าราชการทั่วไปและสมัย
รัชกาลที่ 6 เจ้าเมืองเหนือที่เหลืออยู่ก็ขอรับพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกันหมด ในสมัย รัชกาลที่ 7
พระองค์ทรงดำเนินการในขั้นต่อมาคือ ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยกำหนดว่าหากเจ้าเมืององค์ใดถึงแก่
พิราลัยแล้วจะไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอีก เท่ากับยกเลิกตำแหน่งไปโดยปริยาย
สัญลักษณ์ของเมืองประเทศราชจึงค่อยสลายตัวลง ครั้นเมื่อคณะราษฎรยกเลิกการปกครองแบบมณฑล
เทศาภิบาลใน พ.ศ. 2476 มณฑลพายัพจึงถูกยุบ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงในช่วงการปฏิรูปการ
ปกครองเป็นรากฐานสบื มาถงึ ปัจจุบัน
ผลกระทบของการปฏิรูปการปกครองที่มีต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมวิหารล้านนาในจังหวัดเชียงใหม่
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2481 - 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางไป
ตรวจราชการทางจังหวัดทางภาคใต้ ท่านได้ปรารภว่าการออกแบบวัดวาอารามต่าง ๆ ตามระยะทางที่ผ่านไป
นั้นมีลักษณะทรวดทรงไม่สวยงาม ไม่เหมาะที่จะเป็นเครื่องแสดงวัฒนธรรมของชาติดังนั้นรัฐบาลจึงได้
มอบหมายงานมายังกรมศิลปากร เพื่อทำการออกแบบพระอุโบสถที่ได้มาตรฐานทางสถาปัตยกรรมไทยขึ้น
โดยแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ขึ้นอยู่กับงบประมาณในการก่อสร้างเพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ ให้ประชาชนได้
เห็นเป็นตัวอย่างในการนำไปใชก้ อ่ สรา้ งต่อไป
กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ พระพรหมพิจิตรเป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถทั้งสามแบบดังกล่าว ซึ่ง
รู้จักกันในเวลาต่อมาในชื่อว่า“ พระอุโบสถแบบ ก.ข.ค. รูปแบบพระอุโบสถดังกล่าวทั้งสามถูกคิดขึ้นจาก
รูปทรงพระอุโบสถแบบภาคกลางเพียงอย่างเดียวและทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นงานสถาปัตยกรรมไทย
เครื่องคอนกรีตทั้งสิ้นรูปแบบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดชาตินิยมทางศิลปะ ณ ขณะนั้นที่นิยมยกย่อง
ศิลปะแบบภาคกลางเพียงแบบเดียวเท่านั้นว่ามีความเป็นไทยและสร้างทัศนะคติต่องานท้องถิ่นทั้งหมดว่าไม่
สวยงามและไม่มีคณุ คา่ ทางศิลปะเพยี งพอ
รูปแบบมาตรฐานดังกล่าวได้กลายเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดการรื้อถอนทำลายพระอุโบสถแบบ
ดั้งเดิมที่ถูกออกแบบด้วยศิลปะแบบท้องถิ่นลงไปอย่างมากมาย รูปแบบพระอุโบสถฉบับมาตรฐานภาค
กลางจากกรุงเทพฯ ของพระพรหมพิจิตรได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยและสวยงามแบบใหม่ใน
สายตาของชนช้ันนำท้องถน่ิ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสตามวัดต่าง ๆนบั ตงั้ แต่น้นั เป็นต้นมา
๗
แม้ว่าในยุคสมัยปัจจุบันกระแสเรียกร้องสำนึกท้องถิ่นและความงดงามแบบท้องถิ่นกำลังเฟื่องฟู
อย่างเต็มที่ แต่ความนิยมในศิลปกรรมแบบกรุงเทพฯ ก็ยังคงลงหลักปักแน่นอยู่ในสำนึกของชาวบ้านและ
เจ้าอาวาสวัดตามชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆอยู่เช่นเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิทธิพลของรูปแบบพระ
อุโบสถ ก. ข. ค. ของพระพรหมพิจิตรยังคงมีอิทธิพลในการโน้มนำรสนิยมทางศิลปะในสังคมไทยอยู่ไม่
เสื่อมคลายและยังคงถูกผลิตสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากอยู่เช่นเดิม แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดไป
บ้างในแต่ละท้องถิ่นก็ตาม แต่โครงสร้างทางรูปแบบและแผนผังโดยรวมยังกล่าวได้ว่าไม่หนีไปจากสิ่งที่พระ
พรหมพิจติ รไดค้ ิดขึ้นเลยแมแ้ ต่นิดเดยี ว (สจู บิ ัตรนทิ รรศการสถาปตั ยกรรมไทยเฉลมิ พระเกยี รต,ิ 2548)
หลังจากการปฏิรูปการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2427 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มสร้างเอกภาพให้กับประเทศโดย
มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงผู้เดียวพัฒนาประเทศโดยใช้“ รัฐนิยม” เพื่อสร้าง
วัฒนธรรมของชาติให้มีความเป็นหนึ่งเดียวการรับวัฒนธรรมจากภาคกลางในลักษณะการปฏิรูปทั้งการ
ปกครอง ศาสนา การศึกษา ที่สง่ ผลกระทบตอ่ วัฒนธรรมท้องถ่ินทำใหเ้ กดิ เปลีย่ นแปลงคือ
1. การปฏิรูปการศึกษาในล้านนาโดยจัดระบบโรงเรียนซึ่งเป็นระบบการศึกษาแบบใหม่เข้าแทนที่การ
เรียนในวัดส่งผลกระทบด้านการถ่ายทอดและสืบทอดกระบวนการช่างจากการมีวัตเป็นศูนย์กลางเน้นความรู้
ทางศาสนาเป็นสำคัญเพื่อการพัฒนาจิตใจไปพร้อมกับการพัฒนาชีวิตประเพณีพิธีกรรมในสังคมต่อมาเปลี่ยน
ไปสกู่ ารเรยี นเพ่อื นำความรู้ไปประกอบอาชพี รับราชการเป็นหลัก
2. การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรให้ขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคมทำให้นิกายสงฆ์
และการจัดการศึกษาในเชิงช่างโดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในท้องถิ่นหมดไป การถ่ายทอดและสืบทอด
สถาปัตยกรรมทอ้ งถ่ินไดส้ ูญหายไป
3. ผลกระทบด้านบทบาทของคณะศรัทธาที่มีต่อการสร้างจากสภาพสังคมที่ขยายใหญ่ขึ้นบทบาท
ของคนในสังคมจึงซับซ้อนการร่วมแรงกันสร้างผลงานด้านศิลปะสถาปัตยกรรมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาได้
หมดไปเหลือเพียงการหาปจั จยั เพ่อื ใชใ้ นการจ้างชา่ งอาชพี มาเป็นผสู้ รา้ ง
4. ผลกระทบด้านการจัดการองค์ความรู้ทางพุทธศิลป์ที่สูญหายไปกว่าร้อยปีนับตั้งแต่การปฏิรูป
การศึกษาทำให้วิชาช่างทางพุทธศาสนาที่ได้มาจากการเรียนรู้ในวัดสูญหายไปปัจจุบันจึงพบการนำผลงานพุทธ
ศิลป์และองค์ประกอบสถาปตั ยกรรมตา่ ง ๆมารับใช้สังคมในเชิงพาณชิ ย์
๘
การปฏิรูปการปกครองในเชียงใหม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบของสถาปัตยกรรมวิหาร
ลา้ นนาเชยี งใหมค่ อื
1. ภายใต้การนำของจอมพลป. พิบูลสงครามได้มีการจัดทำแบบพระอุโบสถเพื่อก่อสร้างต่างจังหวัด
ขึ้นจำนวน 3 แบบคือพระอุโบสถ ก. ข. ค. ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2483 เป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่
รูปแบบสถาปตั ยกรรมไทยสภู่ ูมิภาคต่าง ๆทว่ั ประเทศไทย
2. ด้านการเผยแพร่รูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยจากหน่วยงานของรัฐสู่ท้องถิ่นในลักษณะของ
แบบแปลนเอกสารทำใหเ้ กิดความสะดวกในการนำมาเป็นแบบก่อสรา้ ง
3. การเปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้างจากอาคารไม้เป็นอาคารที่ใช้วัสดุประเภทคอนกรีตเสริมเหล็กใน
การก่อสร้างเนอื่ งจากความสะดวกรวดเรว็ ไดอ้ าคารทม่ี ขี นาดใหญ่
4. การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างมีการสร้างอาคารที่ปิดล้อมทุกด้านมีการเจาะช่องประตูหน้าต่างท่ี
ใหญ่ขึ้นโครงสร้างแบบม้าต่างไหมหายไปส่วนอาคารที่สร้างขึ้นโดยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไม่มีรูปแบบของ
โครงสร้างหลงั คาที่ชัดเจน
5. การเปลี่ยนแปลงขนาดอาคารที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าอุโบสถและวิหารล้านนาเดิมส่งผลต่อการจัด
วางผังวัดที่ไม่มีการแบ่งเขตพุทธาวาสสังฆาวาสเป็นการใช้พื้นที่ร่วมกันอาคารที่มีขนาดใหญ่ทำให้ใช้เวลาในการ
ระดมทุนซ่งึ เปน็ ปจั จยั ในการสร้างมากใหญท่ ำใหใ้ ชเ้ วลามากของอาหารไดค้ รองให้
6. การเปลี่ยนแปลงส่วนประดับตกแต่งองค์ประกอบต่างๆของอาคาร ได้แก่ เครื่องบนหน้าบันและ
ลวดลายซุ้มประตูและหนา้ ต่าง
7. การเปลี่ยนแปลงด้านหน้าที่ใช้สอยจากการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่างอุโบสถและวิหารล้านนา
ตอ่ มาเมอื งเปล่ยี นเปน็ อุโบสถวหิ ารเป็นการกำหนดหน้าทีใ่ ช้สอยใหม่โดยใช้พ้นื ทรี่ ว่ มกนั
8. ด้านความรู้ ความเขา้ ใจ และขอ้ กำหนดเกีย่ วกับสถาปตั ยกรรมภายในวดั ทีล่ ดลงเนือ่ งจากวดั ไม่ได้
เป็นศนู ย์กลางหรือแหล่งเรียนรู้ดังเชน่ อดตี
http://cmuir.cmu.ac.th/bitstream/6653943832/20642/5/ar
c30355pp_ch2.pdf?fbclid=IwAR3hfn4_7TLFKxO7vDZ9UbjGDEE
G0FzpCYKB2CELlf6SwqKWwobvX7RsObs
ประวตั ิศาสตร์
เวียงกมุ กาม
๙
เป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนา ที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1829 โดยโปรด
ให้ขุดคูเวียงทั้ง 4 ด้าน ไขน้ำแม่ปิงให้ขังไว้ ในคูเมืองโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในเวียงกุมกามและใกล้เคียง
เป็นเวียง (เมือง) ทดลองที่สร้างขึ้น ก่อนที่จะมาเป็นเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี
จงั หวดั เชียงใหม่ โดยมีระยะห่างจากตัวเมืองเชยี งใหมไ่ ปทางทิศตะวนั ออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร
การสถาปนา
หลงั จากทีพ่ ญามงั รายไดป้ กครองและพำนกั อยใู่ นนครหรภิ ุญชยั (ลำพนู ) อยู่ 2 ป ี พ ร ะ อ ง ค ์ ท ร ง
ศึกษาสิ่งหลาย ๆ อย่าง และมีพระราชดำริที่จะลองสร้างเมืองขึ้น เมืองนั้นก็คือ เวียงกุมกาม แต่พระองค์ก็
ทรงสร้างไม่สำเร็จ เพราะเวียงนั้นมีน้ำท่วมอยู่ทุกปี จนพญามังรายจึงทรงต้องไปปรึกษาพระสหาย คือพ่อขุน
รามคำแหงแห่งสุโขทัย และพญางำเมืองแห่งอาณาจักรพะเยา หลังจากทรงปรึกษากันแล้วจึงทรงตัดสินใจไป
หาที่สร้างเมืองใหม่ ในที่สุดจึงได้พื้นที่นครพิงค์เชียงใหม่เป็นเมืองใหม่ และ เป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักร
ล้านนาตอ่ มา จงึ สรปุ ได้ว่าเวียงกุมกามนัน้ เป็นเมอื งท่ีทดลองสร้าง
การล่มสลาย
เวียงกุมกามล่มสลายลงเพราะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยช่วงเวลานี้อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2101 -
2317 ซึ่งตรงกับสมัยพม่าปกครองล้านนา พม่าปกครองล้านนาเป็นเวลาสองร้อยกว่าปี แต่ไม่ปรากฏ
หลักฐานที่กล่าวถึงเวียงกุมกามทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากและสมควรที่จะ
บันทึกไว้ แต่ก็ไม่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ใดเลย ผลของการเกิดน้ำท่วมนี้ทำให้เวียงกุมกามถูกฝังจม
ลงอยู่ใต้ตะกอนดินจนยากที่จะฟื้นฟูกลับมา สภาพวัดต่าง ๆ และโบราณสถานที่สำคัญเหลือเพียงซากวิหาร
และเจดีย์ร้างที่จมอยู่ดินในระดับความลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ 1.50 -2.00 เมตร โดยวัดที่จมดินลึก
ท่ีสุดคอื วดั อีคา่ ง รองลงมาคือ วัดปเู่ ปยี้ และวดั กู่ปา่ ดอ้ ม
การขุดคน้ พบ
ใน พ.ศ. 2527 เรื่องราวของเวียงกุมกามก็เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ทำให้
หน่วยศิลปากรที่ 4 ขุดแต่งบูรณะวัดร้าง (ขุดแต่งวิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ) และบริเวณโดยรอบเวียงกุม
กามอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2545 ปัจจุบันเวียงกุมกามก็ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
แห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เพราะเห็นว่าเวียงกุมกามมีความสมบูรณ์ และเป็นแหล่งความรู้ การศึกษาใน
แบบของเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาต่าง ๆ โดยศูนย์กลางของ
การนำเที่ยวชมโบราณสถานต่าง ๆ ในเขตเวยี งกุมกามอยู่ทีว่ ัดชา้ งค้ำ
ที่ต้ัง และ ลกั ษณะ
เวียงกุมกามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความยาวประมาณ 850 เมตร ไปตามแนวทิศตะวันออก
เฉียงใต้สู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และกว้างประมาณ 600 เมตร ตัวเมืองยาวไปตามลำน้ำปิงสายเดิมที่เคย
ไหลไปทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ดังนั้นในสมัยโบราณตัวเวียงกุมกามจะตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกหรือ
ฝั่งเดียวกับเมืองเชียงใหม่ แต่เชื่อกันว่าเนื่องจากกระแสของแม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง จึงทำให้เวียงกุมกาม
เปล่ียนมาตัง้ อยู่ทางฝั่งด้านตะวันออกของแมน่ ้ำด่ังเชน่ ปัจจบุ นั
ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำดังกล่าวคาดว่าน่าจะอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 23 การ
เปล่ียนแปลงของกระแสน้ำครงั้ นั้น ทำให้เกดิ นำ้ ทว่ มเวียงกมุ กามครง้ั ใหญจ่ นเวียงกุมกามล่มสลาย และวัดวา
อารามจมอยู่ใต้ดินทราย จนกลายเป็นเมืองร้างไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า อีก
หนึ่งสมมติฐานที่เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างนั้นอาจเป็นได้ว่าเกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่าทำให้ผู้คนหลบหนี
ออกจากเมืองไปกเ็ ป็นได้
๑๐
ปัจจุบันเวียงกุมกามอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ประมาณ ก.ม. 3-4 ถนน
เชียงใหม่-ลำพูน ด้านขวามือ ในเขตตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี และอยู่ใกล้ฝั่งด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำ
ปงิ
สภาพทั่วไปทางภูมิศาสตร์ของเวียงกุมกามตั้งอยู่บริเวณแอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน มีแม่น้ำปิงเป็น
แม่น้ำสายสำคัญ โดยมีต้นน้ำอยู่ที่ดอยถ้วย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณแอ่งที่ราบแห่งนี้ซึ่งเป็น
ที่ราบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน เป็นที่ราบระหว่างภูเขา มีอาณาบริเวณครอบคลุมเขตจังหวัด
เชียงใหม่ และลำพูนรวม 13 อำเภอ (โดย 10 อำเภออยู่ในจังหวัดเชียงใหม่คือ แม่แตง แม่ริม สันทราย
ดอยสะเกด็ สนั กำแพง เมอื ง สารภี หางดง สนั ป่าตอง และจอมทอง และอีก 3 อำเภออยู่ในจังหวัดลำพูนคือ
เมอื ง (ลำพนู ) ป่าซาง และบ้านโฮ่ง) โดยมีพ้ืนทรี่ วมทั้งหมดประมาณ 940,000 ไร่
สถานทีส่ ำคัญ
จากการสำรวจพบว่ามีอยู่มากกว่า 40 แห่ง ทั้งที่เป็น ซากโบราณสถาน และเป็นวัดที่มีพระสงฆ์
โบราณสถานที่สำคัญ ได้ แก่วัดเจดีย์เหลี่ยม วัดช้างค้ำและซากเจดีย์วัดกุมกาม วัดน้อย วัดปูเ่ ปี้ย วัดธาตุขาว
วัดอีค่างซึ่งรูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมนี้ มีทั้งแบบรุ่นเก่าและสมัยเชียงใหม่ รุ่งเรืองปะปนกัน
ไป โดยเฉพาะที่วัดธาตุขาวนั้น มีเรื่องเล่าของว่าพระมเหสีของพญามังรายได้มาบวชชีและสิ้นพระชนม์ที่นี่ด้วย
สาเหตุก็คือพญามังรายได้มีพระมเหสีพระองค์ใหม่ เมื่อครั้งยกทัพไปตีพม่า พม่ายอมสวามิภักดิ์และถวาย
พระนางพายโคมาเป็นมเหสี แต่สิ่งนี้ทำให้พระนางทรงเสียพระทัยมาก เนื่องจากพระนาง และพญามังรายได้
เคยสาบานกันในขณะที่พำนักอยู่ในเมืองเชียงแสนว่าจะมีมเหสีเพียงแค่พระองค์เดียว พระนางจึงเสียพระทัย
มาก จึงตัดสินใจไปบวชชี และ ยังมีเรื่องอีกว่า สาเหตุที่พญามังรายสวรรคตอสนีบาตในระหว่างที่เสด็จไป
ตลาดนั้น กเ็ พราะสาเหตุนี้
โบราณสถาน
หลังจากที่หน่วยกรมศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่ได้ไปทำการขุดค้นหาซากเมืองและโบราณสถานเพิ่มเติม
ก็ได้ค้นพบเจอวดั ตา่ ง ๆ ทจี่ มอยู่ใต้พืน้ ดนิ เปน็ จำนวนหลายวัดอกี ดังตอ่ ไปน้ี
วัดกานโถม (ช้างค้ำ) พญามังรายได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1833 ประกอบด้วยฐานเจดีย์ฐาน
กว้าง 12 เมตร สูง 18 เมตร มีซุ้มคูหาสี่ทิศ มีการใช้พระพุทธรูปซ้อนเป็น 2 ชั้น (ชั้นล่าง-มีพระพุทธรูปนั่ง
4 องค์ ชั้นบน-มีพระพุทธรูปยืน 2 องค์) วิหารและเจดีย์ทรงมณฑปบนฐานลานประทักษิณเตี้ย บริเวณฐาน
วิหารพบพระพิมพ์ดินเผาแบบหริภุญไชยฝังไว้โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์อีก 1 องค์ลักษณะเป็นเจดีย์ทรง
มณฑปยอดระฆัง ในบรเิ วณวัดกานโถมยังมตี น้ พระศรีมหาโพธิ์ที่ได้อัญเชิญเมลด็ จากเมอื งลังกามาไวด้ ้วย
วัดปู่เปี้ย ถือเป็นวัดที่มีความงดงามแห่งหนึ่งในเวียงกุมกาม รูปแบบผังการสร้างวัด และ รูปแบบ
เจดีย์ประธานมณฑปมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โบราณสถานประกอบด้วยวิหารสร้างยกพื้นสูง เจดีย์ อุโบสถ
ศาลผีเสอ้ื และแท่นบูชา พรอ้ มทง้ั มลี วดลายปูนปน้ั ประดบั เจดยี ์ทส่ี วยงามมาก
วัดเจดีย์เหลี่ยม (วัดกู่คำ) แต่เดิมวัดนี้ชื่อวัดกู่คำ กู่ หมายถึง พระเจดีย์ คำ หมายถึง ทองคำ
พญามังรายโปรดให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1831 โบราณวัตถุที่สำคัญของวัดคือ องค์พระเจดีย์ประธาน
รูปทรงมณฑปปลด 5 ชั้น วัดนี้มีความโดดเด่นคือ เป็นวัดที่กษัตริย์สร้าง และมีรูปแบบเจดีย์ที่แสดงถึง
อทิ ธิพลรปู แบบของรัฐหรภิ ญุ ไชย โดยท่ีพญามงั รายโปรดให้เอามากอ่ สร้างไว้ในเวียงกุมกามระยะแรก ๆ
๑๑
วัดอีก้าง (วัดอีค่าง) ที่เรียกว่าวดั อีค่างหรืออีก้างนั้นเพราะเดิมบริเวณวัดเป็นป่ารกร้างและมีฝูงลิงฝูง
ค่างใช้ซากวัดแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งค่างในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “อีก้าง” โบราณสถานประกอบด้วยวิหาร
และเจดยี ต์ ง้ั อย่บู นฐานเดียวกัน วิหารมีขนาดใหญ่ 20 × 13.50 เมตร เจดยี เ์ ป็นแบบองคร์ ะฆังทรงกลม
วัดพระธาตุขาว (วัดธาตุขาว) ที่เรียกกันว่าวัดธาตุขาวเนื่องมาจากแต่เดิมนั้นตัวเจดีย์ยังคงปรากฏผิว
ฉาบปูนสีขาวนั่นเอง โบราณสถานประกอบด้วยวิหาร เจดีย์ อุโบสถ และมณฑป โดยมีการก่อสร้างขึ้นมา 2
ระยะคือ ระยะแรกก่อสร้างเพียงเจดีย์ วิหาร อุโบสถ แต่ต่อมาเกิดการชำรุดจึงต่อเติมฐานเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น
ระยะท่ีสองมีการก่อสรา้ งมณฑปสำหรบั ประดษิ ฐานพระพุทธรูป
วัดพระเจ้าองค์ดำ ตั้งอยู่ภายในเวียงกุมกาม โดยอยู่ใกล้กับกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกเฉียง
เหนือ ก่อนมีการขุดแต่งนั้นเป็นสวนลำไย มีพื้นที่เป็นเนินดิน 2 แห่ง ชาวบ้านเรียกว่า เนินพญามังราย และ
เนินพระเจ้าดำ และสันนิษฐานว่าที่เรียกวัดพระเจ้าองค์ดำนี้ เพราะวัดแห่งนี้เคยมีพระพุทธรูปสีดำประดิษฐาน
อยู่ โบราณสถานที่พบส่วนใหญ่เป็นวิหารหลายหลัง มีซุ้มประตูโขงและแนวกำแพง ถัดจากซุ้มโขงเข้ามามี
วหิ ารและเจดีย์
วัดพญามังราย ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับวัดพระเจ้าองค์ดำทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อวัดพญามัง
รายนี้เป็นชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดยกรมศิลปากร เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงประวัติความเป็นมา
ของวัดนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากการที่เห็นว่าตั้งอยู่ใกล้วัดพระเจ้าองค์ดำมากที่สุดจนดูเหมือนเป็นวัดเดียวกัน
เอกลักษณ์ของวัดนี้อยู่ที่การสร้างพระวิหารที่ไม่มีทางขึ้นลงหลักไว้ที่ด้านหน้า แต่สร้างไว้ที่ด้านซ้าย (กรณีท่ี
หนั หนา้ ไปทางหน้าวดั ) ในส่วนพระเจดียพ์ บร่องรอยการตกแตง่ ปนู ปน้ั ลายชอ่ งกระจกสอดไส้
วัดหัวหนอง ตั้งอยู่ภายในเวียงกุมกามใกล้กับกำแพงเมืองทางด้านเหนือ ภายในประกอบด้วยซุ้มโขง
ประตูใหญ่ อุโบสถ มณฑป วิหารและเจดีย์ มีลวดลายปูนปั้นประดับซุ้มประตูวัดเป็นรูปกิเลน สิงห์ หงส์ที่มี
ความงดงาม
วัดกุมกาม ตั้งอยู่ภายในเวียงกุมกามด้านทิศเหนือของวัดกานโถม สิ่งก่อสร้างภายในวัดประกอบด้วย
วิหารพรอ้ มหอ้ งมูลคนั ธกุฏี และเจดียท์ รงแปดเหลย่ี ม
วัดน้อย (วัดธาตุน้อย) ตัง้ อยูท่ างทศิ ตะวนั ตกของวดั กานโถม กอ่ นการขุดแตง่ เปน็ เนนิ ดินสองแหง่ มี
ชาวบ้านเข้ามาปลูกบ้านอาศัยบนโบราณสถานแห่งนี้ และยังพบร่องรอยกสารขุดหาทรัพย์สินด้วย
โบราณสถานประกอบด้วยวิหารและเจดีย์ วิหารตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีแผนผังเป็นรูป
สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าและด้านข้าง 1 แห่ง พื้นวิหารปูอิฐ ด้านหลังวิหารเป็นซุ้มประดิษฐาน
พระประธานปูนปั้น เจดีย์มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 13.35 × 13.35 เมตร สูง 1.64 เมตร ต่อขึ้น
ไปเป็นองค์เจดีย์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 6.20 × 6.20 เมตร ลักษณะเจดีย์มีฐานใหญ่แต่องค์เจดีย์
เลก็
วัดไม้ซ้ง ตั้งอยู่มุมตะวันออกเฉียงใต้ภายในเวียงกุมกาม บริเวณรอบวัดเป็นทุ่งนา สถาพก่อนการขุด
แต่งเป็นเนินดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีต้นไม้ใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกว่าไม้ซ้งอยู่ (เป็นที่มาของชื่อวัด) โบราณสถาน
ประกอบดว้ ยวหิ ารเจดยี ์แปดเหลีย่ ม และฐานซ้มุ ประตูโขงพร้อมกำแพง
วัดกู่ขาว ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่-ลำพูน ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สภาพรอบ ๆ
วัดก่อนการขุดแต่งพบเจดีย์มีความสูงประมาณ 5 เมตร และรอบ ๆ องค์เจดีย์เป็นเนินดิน หลังจากขุดลอก
ดินที่ทับถมอยู่ได้พบโบราณสถาน 3 แห่งคือ กำแพงแก้วและซุ้มประตูอยู่หลังเจดีย์, เจดีย์ประธานเป็น
ศิลปะล้านนา เรือนธาตุมีลักษณะสูงก่อทึบตันทั้ง 4 ด้าน (ไม่ทำซุ้มพระ) ส่วนยอดเจดีย์เป็นฐานบัวแปด
เหลี่ยมรองรบั องคร์ ะฆงั และวิหารท่ีมีมมุ ฐานบัวลกู แก้ว ฐานชกุ ชีเดมิ และลายกลีบบวั
๑๒
วัดกู่ป่าด้อม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้นอกเวียงกุมกาม ชื่อของวัดนี้ได้ตั้งชื่อตามเจ้าของที่ดิน
โบราณสถานของวัดมีขนาดใหญ่ประกอบด้วย วิหารฐานใหญ่ มีบันไดทางขึ้นวิหาร มีราวบันไดด้านปลายเป็น
รูปตัวเหงา ส่วนเจดีย์เหลือเพียงฐานเท่านั้น มีกำแพงแก้วก่อล้อมรอบโบราณสถาน กำแพงแก้วด้านหน้า
ทางเข้าวิหารมซี ุม้ โขง วดั แห่งนมี้ อี ายุอย่ใู นราวพทุ ธศตวรรษท่ี 21-22
วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกนอกเวียงกุมกาม โบราณสถานประกอบด้วยวิหารซึ่งเหลือเพียง
ฐาน และเจดยี ม์ ีฐานเปน็ รปู สี่เหลี่ยมจตั รุ สั
วัดกู่อ้ายหลาน เป็นวัดขนาดเล็กตั้งอยู่ทางด้านเหนือของเวียงกุมกาม ชื่อวัดเรียกตามเจ้าของที่ที่ชื่อ
อ้ายหลาน โบราณาสถานประกอบด้วยวิหารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เจดีย์ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
แท่นบชู า กำแพงแก้ว และซมุ้ ประตทู างเขา้ ดา้ นทิศตะวันออก
วดั ก่อู ้ายสี เป็นวัดขนาดเลก็ โบราณสถานประกอบด้วย วิหาร เจดีย์ ซึ่งเหลือเพียงฐาน และแท่นบชู า
วัดกู่มะเกลือ ตั้งอยู่ภายในเวียงกุมกามด้านทิศตะวันออก เรียกชื่อวัดตามชื่อต้นไม้ที่ขึ้นบน
โบราณสถาน หลังจากทำการขุดลอกดินออกแล้ว พบเจดีย์และวิหารตั้งอยู่บนฐานเดียวกันและหันหน้าไปทาง
ทิศตะวนั ออก
วัดกู่ลิดไม้ ตั้งอยู่ภายในเวียงกุมกามด้านใต้ วัดนี้เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรีกกันเนื่องจากมีต้นเพกา (ต้นลิด
ไม้) ขึ้นอยู่บนเนินวัด โบราณสถานประกอบด้วยวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เจดีย์ด้านหลังวิหารเหลือ
เพยี งฐาน และเจดยี ์รปู แปดเหล่ยี ม มซี ุ้มประตโู ขงและกำแพงแกว้
วัดกู่จ๊อกป๊อก ตั้งอยู่นอกกำแพงเวียงกุมกามทางทิศตะวันออกฉียงใต้ โบราณสถานประกอบด้วย
วิหารและเจดยี ์ ซงึ่ เหลือเพียงฐาน
วัดหนานช้าง ตั้งตามชื่อเจ้าของที่ดิน ด้านหน้าของวัดอยู่ใกล้แม่น้ำปิง ซุ้มโขงมีลายปูนปั้นประดับ
เล็กน้อย ถัดจากซุ้มโขงลงไปมีทางเดินและมีวิหาร ซึ่งที่ฐานพระประธานมีลายปูนปั้น ด้านหลังวิหารมีเจดีย์
ฐานทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกันสองชั้น เรือนธาตุได้พังเสียหายไปแล้วเยื้องกับเจดีย์เป็นมณฑ ถัดไปเป็น
อโุ บสถ
วัดเสาหิน ตั้งอยู่เขตท้องที่ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบันยังไม่พบ
หลกั ฐานที่บนั ทกึ ทางประวตั ิศาสตรท์ ี่กล่าวถึงเรอ่ื งราวของวัดนีใ้ นอดตี
วัดหนองผึ้ง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกถนนเชียงใหม่-ลำพูน ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัด
เชียงใหม่ เดิมเป็นวัดในสมัยเวียงกุมกาม-เชียงใหม่ หรือบางทีอาจจะมีสภาพเป็นวัดดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว
ตั้งแต่สมัยหริภุญไชย มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณวัตถุประเภทพิมพ์แบบลำพูน สิ่งก่อสร้างที่สำคัญของ
วัดนี้คือ วิหารพระนอน เปน็ องค์พระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์ขนาดยาว 38 ศอก (39 เมตร)
๑๓
วัดศรีบุญเรือง ตั้งอยู่เขตตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่ได้รับการฟื้นฟู
บูรณะขึน้ มาใหม่ในสมัยหลัง ปัจจุบนั วัดน้ีมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่
วัดข่อยสามต้น อยู่ในบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเขตเวียงกุมกาม ชื่อวัดนี้ตั้งตามจุดสังเกต
ที่เป็นต้นข่อยจำนวน 3 ต้น ที่ขึ้นเจริญเติบโตในพื้นที่บริเวณวัด และไม่ปรากฏความเป็นมาในเอกสารและ
ตัวแทนทางประวตั ศิ าสตร์
วัดพันเลา อยู่ในท้องที่ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดร้างขื่อดั้งเดิมที่ชุมชน
เรียกสืบทอดต่อกันมา คาดว่ามาจากชื่อวัดที่มีคำนำหน้าว่า “พัน” นำหน้านั้น น่าจะหมายถึง ยศทางทหาร
หรือขุนนาง ที่เดิมวัดนี้อาจเป็นวัดอุปถัมภ์ของนายทหารหรือขุนนางชื่อ “เลา” ตั้งอยู่ริมถนนท่าวังตาลซึ่งอยู่
นอกเวียงกุมกามทางด้านทิศเหนือ สภาพโบราณสถานมีการก่ออิฐกระจายหลายแห่ง พบชิ้นส่วนของ
พระพุทธรูป และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นอะไร และยังคงคาดว่ามีอีกหลายวัดที่จม
อยู่ใต้พื้นดิน และบา้ นเรอื นของชาวบา้ นทก่ี ำลงั รอการบรู ณะขนึ้ มา
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B
8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%
A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1
๑๔
กิจกรรมนกั ทอ่ งเท่ียว
เวียงกุมกามเริ่มมีการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ มีสถานที่ท่องเที่ยวภายในหลายจุด ได้แก่ วัดธาตุ
น้อย วัดช้างค้ำ(กานโถม) วัดอีค่าง วัดหนานช้าง วัดปู่เปี้ย วัดธาตุขาว วัดพญามังราย วัดพระเจ้าองค์ดำ วัด
เจดีย์เหลี่ยม(กู้คำ) เวียงกุมกามสามารถเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี มีรถรางและรถม้าคอยให้บริการเที่ยวชม
เมืองเกา่ ตง้ั แตเ่ วลา 08.30 น.–17.00 น. ทกุ วัน หรอื จะเช่าจกั รยานเท่ียวชมได้
https://www.chiangmaipao.go.th/tourism/place_detail.php?id=169&ar
ea=3 6 &fbclid=IwAR1 ELEeNsgbHEK1 - CqRxRHMonumPn1 W-
m2bFulaZMAtuK6pxY_BoNJnMKeo
๑๕
บรรณานกุ รม
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. (๒๕๕๗).ประวตั ศิ าสตร์ลา้ นนา.[ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก :
http://cmuir.cmu.ac.th/bitstream/6653943832/20642/5/arc30355pp_ch
2.pdf?fbclid=IwAR3hfn4_7TLFKxO7vDZ9UbjGDEEG0FzpCYKB2CELlf6SwqKW
wobvX7RsObs . (วนั ทค่ี ้นข้อมูล : ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕).
วิกพิ เิ ดยี . (แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕).เวยี งกมุ กาม. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8
%A2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%
B2%E0%B8%A1 . (วนั ท่ีคน้ ขอ้ มลู : ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕).
เทีย่ วเกไ๋ ก๋สไตลค์ นเจยี งใหม่เจ้า. (๒๕๕๕).กิจกรรมนักท่องเทย่ี ว. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.chiangmaipao.go.th/tourism/place_detail.php?id=169&area=36
&fbclid=IwAR1ELEeNsgbHEK1-CqRxRHMonumPn1W-
m2bFulaZMAtuK6pxY_BoNJnMKeo. (วันทีค่ ้นขอ้ มลู : ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕).