The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายศรันย์ บัวศรี, 2020-11-05 04:05:07

อุทัยธานี

อุทัยธานี

Keywords: อุทัยธาน

อุทยั ธานี

นาย ศิวากร ศุขเกษม
เลขที่9 ม.4/10
เสนอ
คุณครู สุวารีย์ ยภี่ ู่

โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลยั จงั หวดั สุพรรณบุรี

คานา

จงั หวดั อุทยั ธานีถือเป็นอีกหน่ึงจงั หวดั ที่มีประวตั ิศาสตร์อยา่ งยาวนานและ
ยงั มีสถานที่ท่องเท่ียวทสี่ วยสดงดงาม เหมาะแก่การศึกษาและไปท่องเท่ียว ผจู้ ดั ทา
จึงขอนาเสนอจงั หวดั อทุ ยั ธานีท้งั ในดา้ นของประวตั ิศาสตร์ความเป็นมารวมไปถึง
สถานท่ีท่องเท่ียวตา่ งๆ ใหด้ ูชดั เจนและน่าศึกษา รวมไปถึงการใส่รูปภาพประกอบ
เพือ่ ใหด้ นู ่าศึกษามากข้ึน



สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์

จากหลกั ฐานทางโบราณคดีหลายสิง่ แสดงว่า พืน้ ท่ใี นเขตจงั หวดั อทุ ยั ธานี เคยเป็นท่ตี งั้ ถ่ิน

ฐานของมนษุ ยส์ มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ และมีการพฒั นาเป็นชมุ ชนขนาดใหญ่ขึน้ เรื่อย ๆ เชน่ เดียวกบั หลาย

จงั หวดั ในภาคกลางเช่น จงั หวดั กาญจนบรุ ี จงั หวดั ชยั นาท จงั หวดั นครสวรรค์ และจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี

บรเิ วณท่ีราบภาคกลางรวมทงั้ บรเิ วณจงั หวดั อทุ ยั ธานี เป็นแหลง่ อารยธรรมของมนษุ ยส์ มยั ก่อน

ประวตั ิศาสตร์ ดงั หลกั ฐานท่ีพบไดแ้ ก่ ภาพเขยี นสีกอ่ นประวตั ศิ าสตรท์ ่เี ขาปลารา้ อาเภอลานสกั โครง

กระดกู มนุษย์ ภาชนะดินเผา ลกู ปัดแกว้ ลกู ปัดหินสีต่าง ๆ ท่บี า้ นหลมุ เขา้ อาเภอหนองขาหยา่ ง โครง

กระดกู มนุษย์ ภาชนะดินเผา เครอื่ งมือท่ที าจากหนิ ท่เี ขานาค อาเภอทพั ทนั ชนิ้ สว่ นโครงกระดูกมนษุ ย์

ภาชนะดนิ เผา ชวนาหนิ ขดั ท่เี ขาปฐวี อาเภอทพั ทนั

ต่อมาชมุ ชนเหลา่ นไี้ ดพ้ ฒั นาขนึ้ เป็นชมุ ชนขนาดใหญ่ มีการจดั รูปแบบเมืองเป็นแบบมคี นู า้ คนั

ดินลอ้ มรอบ มีการกกั นา้ ไวใ้ ชเ้ พ่อื การบรโิ ภคและการเกษตร รูจ้ กั การทาเครื่องมือเคร่อื งใชท้ งั้ จากวสั ดุ

ธรรมชาติและจากการหล่อโลหะ รูจ้ กั การทอผา้ ต่อมารูจ้ กั สรา้ งอาคารประเภทตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอาคารท่ีใช้

ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา บรเิ วณจงั หวดั อทุ ยั ธานีมกี ารตงั้ ถ่ินฐานของมนษุ ยส์ มยั ก่อน

ประวตั ิศาสตรป์ ระมาณ ๕,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปี มาแลว้

สมยั สุโขทยั

ไดม้ ีการสารวจพบเครือ่ งสงั คโลกสโุ ขทยั จานวนไม่นอ้ ยในบรเิ วณจงั หวดั อทุ ยั ธานี แสดงถึง
ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกิจและวฒั นธรรม เพราะเมืองอทุ ยั ธานีเป็นทางผา่ นตามแนวลานา้ ท่ี
ใชข้ นถ่ายสินคา้ ท่มี าจากตอนเหนือสชู่ มุ ชนทางตอนใต้

กลา่ วกนั วา่ คาวา่ อไุ ทย นนั้ อาจจะมาจากคาว่า อไู่ ทย ซ่งึ หมายถงึ ถิ่นท่อี ย่ขู องชาว
ไทย เป็นคาท่สี อดคลอ้ งกบั คาท่นี ยิ มเรยี กช่อื เมืองว่า อู่ เช่น อ่บู นหรือเมืองบน ท่บี า้ นโคกไม้
เดน อาเภอพยหุ คีรี จงั หวดั นครสวรรค์ เมืองอ่ตู ะเภา ท่บี า้ นอ่ตู ะเภา อาเภอมโนรมย์ จงั หวดั
ชยั นาท เมอื งอทู่ อง ท่อี าเภออทู่ อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี

สว่ นเมืองอลู่ า่ ง คือ เมอื งลพบรุ ี ดงั มีคาพงั เพยว่า "ฝงู กษตั รยิ เ์ มืองบน ฝงู ชนเมือง
ลา่ ง" หมายถึง เมอื งสโุ ขทยั เป็นเมอื งหลวง มกี ษตั รยิ ป์ กครอง สว่ นเมืองลพบรุ ีเป็นเมอื งลา่ ง
ไม่ใชเ่ มอื งกษตั รยิ เ์ ป็นเมืองท่ขี อมสง่ คนมาปกครอง ถือเป็นท่อี ย่ขู องผคู้ น

ในตานานเมอื งอไุ ทย ไดม้ ีการทงิ้ รา้ งเน่ืองจากสายนา้ เปลี่ยนทางเดิน ทาใหผ้ คู้ นพา
กนั อพยพไปอย่ทู ่อี ่นื สภาพเมืองจงึ กลายเป็นชมุ ชนเลก็ ๆ จนไดม้ กี ารพฒั นาพนื้ ท่ใี หม่แกไ้ ข
ปัญหาขาดแคลนนา้ โดยมีการขดุ ทะเลสาบทางดา้ นทศิ ใตข้ องตวั เมอื ง และตงั้ เมอื งขนึ้ ใหม่
ปรากฎช่อื เจา้ เมอื งคนแรกตามตานานวา่ พะตะเบดิ

สมยั อยธุ ยา

สมยั อยธุ ยาตอนตน้ เมืองอไุ ทยเป็นเมอื งทม่ี คี วามสาคญั เพราะเป็นทางผ่านของกองทพั พม่า ทจ่ี ะเขา้ มาตี
เมอื งไทยทางด่านเจดยี ส์ ามองค์ ด่านเมาะตะมะและท่ผี ่านมาทางด่านหนองหลวง และดา่ นสลกั พระดว้ ย เมอื งอไุ ทยจงึ
เป็นเมอื งหนา้ ดา่ น มีเหตกุ ารณท์ ส่ี าคญั คือ

ในรชั สมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ไดโ้ ปรดใหจ้ ดั ตงั้ ดา่ นปอ้ งกนั ขนึ้ คอื ดา่ นเมอื งอไุ ทย (ท่บี า้ นคลองดา่ น) ดา่ น
แม่กลอง ดา่ นเขาปนู ดา่ นหนองหลวง ด่านสลกั พระ โดยมีเมืองอไุ ทยเป็นหวั เมอื งดา่ นชน้ั นอก เจา้ เมอื งอไุ ทยเป็นผดู้ แู ล
ด่านตา่ ง ๆ เมืองอไุ ทยในสมยั นนั้ มอี าณาเขตทางทศิ ตะวนั ออกตดิ ตอ่ กบั เมอื งแพรก (เมอื งสรรคบรุ )ี ทาง
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตดิ ต่อกบั เมอื งพระบาง (เมอื งพงั คา่ จงั หวดั นครสวรรค)์ ทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื ติดต่อกบั เมอื งแปน
(เมืองกาแพงเพชร) และเมืองฉอด (อยใู่ นเขตจงั หวดั ตาก) ถือแนวแม่นา้ และลาคลองเป็นแนวเขต เชน่ แมน่ า้ แมก่ ลอง
คลองหว้ ยแกว้ ลาหว้ ยเปิน

ต่อมาในรชั สมยั สมเด็จพระเอกาทศรถ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหบ้ ญั ญัตอิ านาจการใชต้ ราประจาตาแหนง่ โดยระบุอยใู่ น
กฎหมายเกา่ ลกั ษณะพระธรรมนญู ว่า เมืองอไุ ทยธานีเป็นหวั เมอื งขนึ้ แก่มหาดไทย

ในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณ์ กองทพั พมาไดล้ า้ เขา้ มาในดินแดนไทย ไดม้ ีการเกณฑผ์ คู้ นชาวด่านอไุ ทยธานไี ป
ทาการสรู้ บกบั พมา่ ท่ไี ทรโยค

ในรชั สมยั พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ เกดิ ศกึ กลางเมือง ไม่มไี พรพ่ ลปกป้องรกั ษาเมอื ง จึงไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ให้
เจา้ พระยาราชภกั ดถี ือตราพระราชสหี ์ ออกไปเกลยี้ กลอ่ มเลกพลท่พี ลดั อยู่ ณ หวั เมอื งวเิ ศษชยั ชาญ และเมืองอ่ืน ๆ มีเมอื ง
อไุ ทยธานีรวมอยดู่ ว้ ย

ในรชั สมยั พระเจา้ เอกทศั น์ เนเมียวสีหบดี แมท่ พั พมา่ คมุ พล ๔,๐๐๐ คน ยกมาทางเมืองนครสวรรค์ เมืองชยั นาท
เมอื งอไุ ทยธานี เมอื งสรรคบรุ ี เขา้ ประชิดกรุงศรีอยธุ ยา มงั มหานรธาเป็นแมท่ พั พม่าอกี คนหนงึ่ คมุ พล ๓,๐๐๐ คน มาตงั้
ค่ายอยทู่ ่วี ดั ป่าฝา้ ย ปากนา้ ประสบ ทางดา้ นเหนอื สรุ นิ ทจอข่อง คมุ กาลงั ๑,๐๐๐ คน ยกมาทางเมอื งเมาะตะมะ เขา้ มา
ทางดา่ นอไุ ทยธานี ตงั้ ทพั อยทู่ ่เี มอื งวิเศษชยั ชาญ พระยาเจง่ รามญั คมุ กาลงั ๒,๐๐๐ คน ยกเขา้ มาทางเมอื งกาญจนบรุ ี ตงั้

ทพั ท่ขี นอนหลวงและวดั โปรดสตั ว์ พมา่ ไดอ้ อกเท่ยี วจบั คนทางเมอื งวเิ ศษชยั ชาญ เมืองสรรคบรุ ี เมอื งสพุ รรณ เมืองสงิ ห์
จนถงึ เมอื งอไุ ทยธานี กองทพั พมา่ ท่ยี กมาทง้ั หมดระดมกาลงั เขา้ ตกี รุงศรีอยธุ ยาไดใ้ นเดือนเมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ เม่ือ
ปลน้ ทรพี ยส์ นิ และกวาดตอ้ นผเู้ ป็นเชลยจานวนมากแลว้ ไดย้ กออกไปทางดา่ นเมืองอไุ ทยธานี

สมยั กรุงธนบรุ ี

สมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช ทรงเห็นความสาคญั ของเมืองอไุ ทยธานี จึงไดท้ รงแต่งต้งั ให้ ขนุ สรวิชิต (หน) ผู้
สามารถใชภ้ าษามอญ และภาษาจีนไดด้ ีเป็นนายด่าน ไปต้งั กองดา่ นรักษาเมืองอไุ ทยธานี เน่ืองจากพ้นื ที่น้ีเป็นเสน้ ทาง
เดินทพั ของพมา่ ท่เี ขา้ มาทางดา่ นหนองหลวง และดา่ นแมก่ ลอง เม่ือกองทพั พมา่ ส่งกาลงั เขา้ มาลาดตระเวณในเขตไทย ก็
มกั จะปลน้ ตี ชิง เสบียงอาหาร เผาบา้ นเรือนราษฎรเสียหายอยเู่ สมอ เขตเมืองอไุ ทยธานีมีกองอาสามอญ ดงั น้นั การต้งั ขนุ สร
วชิ ิต เป็นนายดา่ นทาให้สามารถตดิ ตอ่ กบั ชาวมอญ และพ่อคา้ ชาวจีนท่ีบา้ นสะแกกรังไดเ้ ป็นอยา่ งดี

เมืองอุไทยธานี มีท่ีราบทานาไดม้ าก มีธารน้าไหลมาจากภูเขา สามารถเกบ็ กกั นามาใชใ้ นการทานาไดต้ ลอด จึงมี
ผคู้ นมาต้งั บา้ นเรือนทากินกนั มากจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ อยหู่ ่างจากแมน่ ้าสะแกกรังประมาณ ๕๐๐ เส้น ต่อมาเม่ือลาหว้ ย
ที่มีอยแู่ ห้งลง เนื่องจากน้าเปลี่ยนทางเดิน เรือจงึ ข้นึ ไปไม่ถึง ขา้ วตอ้ งบรรทกุ เกวยี นลงมาท่ีแม่น้าสะแกกรัง ซ่ึงเป็นเส้นทาง
สายหลกั ในการขนส่งในเขตเมืองชยั นาท การขนส่งในเขตเมืองชยั นาทและเมืองมโนรมย์ ดงั น้นั บรรดาพ่อคา้ ชาวจีนท่ีรบั
ซ้ือผลผลิต และขา้ วจากชาวเมืองอไุ ทยธานี (เก่า) ส่วนใหญจ่ ึงพากนั ไปต้งั บา้ นเรือน และยงุ้ ฉางอยทู่ ่ีบา้ นสะแกกรังอยา่ ง
หนาแน่น จนกลายเป็นตลาดการคา้ ที่ใหญ่และสาคญั ท่ีสุด ของชาวเมืองอไุ ทยธานีและบริเวณใกลเ้ คียง เป็นท่ีรูจ้ กั กนั
โดยทว่ั ไปว่า บา้ นท่า

ในปี พ.ศ.๒๓๑๘ อะแซหวุ่นก้ี แม่ทพั พมา่ ยกกองทพั ใหญเ่ ขา้ มาทางดา่ นแม่ละเมา เพือ่ จะไปตีเมืองเชียงหใม่ ทพั
พม่าบางส่วนไดย้ กลงมาทางใต้ ถึงเมืองกาแพงเพชร เห็นกองทพั ไทยต้งั คา่ ยรักษาเมืองนครสวรรคอ์ ยู่ พมา่ จึงยกกาลงั เขา้
ลอ้ มเมืองนครสวรรค์ แลว้ ยกลงมาทางเมืองอไุ ทยธานีเขา้ ปลน้ เมือง และเผาเมืองเสีย เม่ืออะแซหวุ่นก้ียกทพั กลบั ไปทาง
เมืองตากและด่านแมล่ ะเมา กาลงั บางส่วนของพมา่ ยงั ตกคา้ งอยู่ กองทพั ไทยจึงเขา้ ขบั ไล่กองทพั พม่าออกไปจนหมด

สมยั กรุงรตั นโกสินทร์

สมเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนกฯ พระนามเดิม ทองดี เดิมทรงรับราชการในแผน่ ดินสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชท่ี 3 (พระเจา้ บรมโกศ) ไดด้ ารงตาแหน่งพระอกั ษรสุนทร เสมียนตรากรมมหาดไทย ถงึ รัชกาลสมเดจ็ พระบรม
ราชาท่ี 3 (พระเจา้ เอกทศั ) พมา่ ยกกองทพั มาลอ้ มกรุงศรีอยธุ ยา เกิดการระส่าระสายแตกสามคั คใี นพระนคร จึงทรงอพยพ
ครอบครัวไปรบั ราชการกบั เจา้ เมืองพษิ ณุโลก ไดร้ ับแตง่ ต้งั เป็นเจา้ พระยาจกั รีศรีองครักษ์ สมุหนายกอคั รมหาเสนาบดี
อภยั พริ ิยปรากรมพาหุ ตอ่ มาทรงพระประชวร สิ้นพระชนมใ์ นเมืองพิษณุโลก บตุ รชายช่ือ "ทองดว้ ง" ภายหลงั ไดร้ ับราชการ
เป็นสมเด็จเจา้ พระยามหากษตั ริยศ์ ึก ปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และสถาปนาเป็นกษตั ริยร์ าชวงศจ์ กั รีปกครองแผน่ ดินทรง
พระนามวา่ "พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก" ทรงอญั เชิญพระอฐั ิส่วนหน่ึงประดิษฐาน ณ หอพระใน
พระบรมมหาราชวงั เพ่อื ให้พระบรมวงศานุวงศแ์ ละขา้ ราชการถวายบงั คมในพระราชพธิ ีถือน้าพระพพิ ฒั นส์ จั จาในฐานะ
สมเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนกแห่งราชวงศจ์ กั รี พระอฐั ิอีกส่วนหน่ึง กรมพระราชวงั บวรมหาสุรสิงหนาท อญั เชิญเขา้
ประดิษฐานในพระเจดียท์ องในพระมณฑปวดั มหาธาตุยวุ ราชรังสฤษด์ิ มีประเพณีที่พระมหากษตั ริยท์ รงต้งั เคร่ืองทองนอ้ ย
เพอ่ื สกั การบูชาทุกคร้ังทเ่ี สด็จพระราชดาเนิน

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ในงานพระเมรุพระบรมศพพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก
มหาราช เมืองอไุ ทยธานไี ดร้ ว่ มจดั สง่ ไมช้ ่ือไมเ้ สา ไมไ้ ผ่ ไมอ้ โุ ลก หวาย นา้ มนั ยาง สผี งึ้ พรอ้ มกบั ผา้ ขาว ๒๐๐ ชิน้ และขมิน้
เพ่อื จดั ทาผา้ สบงถวายพระสงฆส์ ดบั ปกรณ์ และโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ ีตราถงึ เมืองอไุ ทย ฯ ใหเ้ จา้ เมือง กรรมการเมือง ฯ เลก
พลเมือง ฯ และราษฎรโกนผมไวท้ กุ ข์ ยกเวน้ กองสอดแนมลาดตระเวณไมต่ อ้ งโกน

นอกจากนยี้ งั ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ มืองอไุ ทยธานี จดั พธิ ถี อื นา้ พระพิพฒั สจั จา ตามประเพณีท่วี ดั ได้ สว่ นจะเป็น
วดั ใดนน้ั ไม่ปรากฎหลกั ฐานแน่ชดั

รชั สมยั พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อย่หู วั เมืองอไุ ทยธานเี ป็นเมอื งท่มี ปี ่ามากมาย สงิ่ ของท่ตี อ้ งส่งใหเ้ มอื งหลวงสว่ น
ใหญ่จึงเป็นของป่าเช่น กระวานปีละสองหาบ นอกจากนน้ั ยงั สง่ ไมเ้ พ่อื ใชท้ าโขนเรอื พระท่นี ่งั ไมซ้ อ่ มตาหนกั ใน ไมห้ ลกั เสา
โซ่เมอื งนครเข่อื นขนั ฑแ์ ละเรือมาด ยาว ๙ วา กวา้ ง ๕ ศอกเศษ

ในรชั สมยั นเี้ มอื งอไุ ทยธานีมีปัญหาเขตแดนทางชายแดนดา้ นตะวนั ตกท่ตี ดิ กบั ชายแดนพม่า และปัญหา
เร่อื งเขตแดนเมืองไชยนาทกบั เมอื งอไุ ทยธานี

ในสมยั ท่ีองั กฤษเขา้ มาปกครองพมา่ องั กฤษตอ้ งการทราบวา่ เขตแดนตดิ ต่อระหว่างพมา่ กบั ไทยอยทู่ ่ี
ใดบา้ ง พระยาอไุ ทยธานี พระยากาแพงเพชรและพระยาตากไดร้ บั คาส่งั ใหไ้ ปเจรจากบั องั กฤษ จนสามารถตกลงเร่อื งเขต
แดนเมืองอไุ ทยธานกี บั เมืองเมาะตาเลิมไดเ้ รยี บรอ้ ย

ปัญหาเขตแดนเมอื งไชยนาทกบั เมืองอไุ ทยธานีท่มี กี ารลว่ งลา้ เขตแดนกนั อยู่ ตกลงใหต้ ดั โอนดนิ แดนท่บี า้ น
สะแกกรงั ฝ่ังคลองสะแกกรงั ฝ่ังขวา ตงั้ แตท่ า้ ยบา้ นสะแกกรงั ไปจดเขตเมืองอทุ ยั ธานี (เก่า) เป็นเขตของเมอื งอไุ ทยธานี

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ไดม้ ีพระบรมราชโองการใหเ้ มอื งอทุ ยั ธานี จดั ขา้ ราชการคอยฟัง
เหตกุ ารณช์ ายแดนอย่าใหข้ าด ใหซ้ ่อมแซมคา่ ย คู ประตหู อรบ ใหแ้ ข็งแรง ตรวจดอู าวธุ ปืนใหญ่ กระสนุ ดินดา ดินประสิว
ใหอ้ ย่ใู นสภาพพรอ้ มใชง้ าน ใหส้ ารวจเลกไพรพ่ ลเมืองใหแ้ น่นอน เม่ือถงึ คราวเกณฑจ์ ะไดเ้ กณฑไ์ ดส้ ะดวก ห้ามมกี ารซอื้
ขายของตอ้ งหา้ มผดิ กฎหมาย

ในปี พ.ศ.๒๔๐๔ และปี พ.ศ.๒๔๐๗ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระราชทานผา้ พระกฐินแกว่ ดั ขวิด ซง่ึ มพี ระครู
สนุ ทรมนุ ี เจา้ คณะเมอื งอไุ ทยธานีเป็นเจา้ อาวาส

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ในปี พ.ศ.๒๔๕๐ พระไชยนฤนาท (ม.ล.
อนั้ เสนวี งศ)์ ผวู้ า่ การเมอื งอไุ ทยธานี ไดจ้ ดั การยา้ ยทว่ี า่ การเมอื งอไุ ทยธานีจากท่ีเกา่ ไปสรา้ งใหม่ ทางทิศใตข้ องท่วี า่ การ
เดิม ศาลากลางท่สี รา้ งใหม่ กวา้ ง ๖ วา ยาว ๒๒ วา ๒ ศอก เป็นเงนิ ๒๒,๕๐๐ บาท เป็นอาคารไมย้ าว ยกใตถ้ นุ กอ่ อฐิ เสา
ไม้ มมี ขุ ย่ืนเป็นนอกชานอยตู่ รงกลาง

พ.ศ.๒๔๕๓ ไดม้ ีการจดั ทาถนนและรางนา้ กอ่ อิฐในตลาดสะแกกรงั ใหม่ ดว้ ยเงินบรจิ าคของขา้ ราชการและ
ราษฎร สนิ้ เงนิ ๒,๙๒๕ บาท

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู วั ในปี พ.ศ.๒๔๕๕ กรมหลวงดารงราชานภุ าพ ไดร้ บั ใบบอกท่พี ระยาศริ ิ
ไชยบรุ นิ ทร์ ส่งรายงานพระวเิ ชยี รปราการวา่ ทอ้ งท่อี าเภอหนองหลวงไกลจากเมืองอทุ ยั ธานี ตอ้ งใชเ้ วลาเดนิ ทาง ๔ วนั
การท่จี ะตรวจทอ้ งท่ไี ดส้ ะดวก ขออนญุ าตยกอาเภอแม่กลองจากเมอื งอทุ ยั ธานีขนึ้ ไปเมืองกาแพงเพชร และจดั ตาบลใน
อาเภอแมก่ ลองใหมไ่ ปรวมกบั ตาบลลานสกั เป็น ๔ ตาบล ตงั้ ท่วี า่ การอาเภอหนองหลวง ในตาบลคอกควายใต้

ปี พ.ศ.๒๔๖๐ มีการเปล่ยี นเขตการปกครอง จากแขวงเป็นอาเภอ ในครงั้ นน้ั จงั หวดั อทุ ยั ธานี มีหา้ อาเภอคอื
อาเภอนา้ ซมึ อาเภอคอกควาย อาเภอทพั ทนั อาเภออไุ ทยเกา่ และอาเภอหนองพลวง

ปี พ.ศ.๒๔๖๑ ยา้ ยท่วี ่าการอาเภอหนองหลวงไปตงั้ ท่เี นินปอ แลว้ เปลีย่ นช่ือเป็นอาเภอหนองขาหยา่ ง

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ โอนก่งิ อาเภอหว้ ยแหง้ ของจงั หวดั
ชยั นาท มารวมกบั อาเภอคอกควาย จงั หวดั อทุ ยั ธานี และยา้ ยทว่ี ่าการอาเภอคอกควายมาตงั้ ท่ตี าบลบา้ นไร่ และเปล่ยี น
ช่ือใหมเ่ ป็นอาเภอบา้ นไร่

พ.ศ.๒๔๗๐ ยา้ ยท่วี า่ การอาเภออไุ ทยเกา่ มาสรา้ งใหมท่ ่ตี าบลหนองฉาง แลว้ เปล่ยี นช่ือใหมเ่ ป็นอาเภอ
หนองฉาง

รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั อานนั ทมหดิ ล พ.ศ.๒๔๘๒ เปลย่ี นช่ืออาเภอนา้ ซมึ เป็นอาเภอเมือง ฯ
พ.ศ.๒๔๘๘ โอนตาบลทา่ ซงุ ตาบลเกาะเทโพ ตาบลหาดทนง ในเขตอาเภอมโนรมย์ จงั หวดั ชยั นาท มา

ขนึ้ กบั อาเภอเมือง ฯ

พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
พ.ศ.๒๕๐๔ ตงั้ ก่งิ อาเภอสวา่ งอารมณ์ โดยแยกจากอาเภอทพั ทนั
พ.ศ.๒๕๐๖ ยกฐานะก่ิงอาเภอสวา่ งอารมณเ์ ป็นอาเภอสวา่ งอารมณ์
พ.ศ.๒๕๐๘ สรา้ งศาลากลางจงั หวดั แทนอาคารหลงั เดิม
พ.ศ.๒๕๑๘ ตงั้ ก่งิ อาเภอลานสกั แยกออกจากอาเภอบา้ นไร่
พ.ศ.๒๕๒๔ ยกฐานะก่งิ อาเภอลานสกั เป็นอาเภอลานสกั
พ.ศ.๒๕๒๗ ตงั้ กง่ิ อาเภอหว้ ยคต แยกจากอาเภอบา้ นไร่ และยกฐานะเป็นอาเภอในปี พ.ศ.๒๕๓๖

ประเพณีจงั หวดั อทุ ยั ธานี

• งานตักบาตรเทโว วดั สังกัสรัตนครี ี ถือเป็นประเพณีสาคญั ในวนั ออกพรรษาของจงั หวดั อทุ ยั ธานี ซ่ึงจะจดั ข้ึนใน
วนั แรม 1 ค่า เดือน 11 (ตลุ าคม) ของทุกปี พระสงฆท์ กุ รูปที่จาพรรษาในเขตอาเภอเมอื งอทุ ยั ธานีประมาณ
200-300 รูป จะออกรับบิณฑบาตโดยเดินลงบนั ไดจากยอดเขาสะแกกรังนาดว้ ยพระพทุ ธรูปปางเสดจ็ จาก
ดาวดึงส์ลงมารับบิณฑบาตขา้ วสารจากพทุ ธศาสนิกชนท่ีลานวดั โดยสมมติมณฑปบนยอดเขาสะแกกรังเป็น "สิริ
มหามายากฎู คาร" ที่พระพุทธเจา้ ทรงเทศนโ์ ปรดมารดา แลว้ เสดจ็ กลบั สู่โลกมนุษยล์ งบนั ได 339 ข้นั ซ่ึงถือเป็น
บนั ไดแกว้ สู่กสั นคร คอื บริเวณวดั สังกสั รัตนคีรี ในวนั น้นั ประชาชนจะแต่งกายสวยงามและมาร่วมทาบญุ กนั อยา่ ง
พร้อมเพรียง นบั เป็นงานประเพณีที่มีช่ือเสียงไดร้ ับความนิยมจากนกั ท่องเท่ียวทกุ ปี

• งานไหว้พระพทุ ธมงคลศักด์สิ ิทธ์ิ วัดสังกสั รัตนครี ี เป็นงานทอ้ งถ่ิน จดั ข้นึ ในวนั ข้ึน 3-8 ค่า เดือน 4 ของทกุ ปี
เป็นงานประเพณีไหวพ้ ระคบู่ า้ นคูเ่ มืองอทุ ยั ธานี ซ่ึงเดิมน้นั เป็นงานนมสั การปิ ดทองพระพุทธบาทจาลองบนยอดเขา
สะแกกรัง ในระยะหลงั จึงจดั งานในคราวเดียวกนั ท่ีวดั น้ีในวนั ข้นึ 5 ค่า เน่ืองจากเป็นวนั ที่พทุ ธศาสนิกชนส่วน
ใหญ่มาไหวพ้ ระพุทธมงคลศกั ด์สิ ิทธ์ิและข้ึนยอดเขาเพ่อื ปิ ดทองพระพุทธบาทจาลองมากที่สุด และไดจ้ ดั ให้มี
การละเลน่ สนุกสนานควบคกู่ นั ไปทกุ ปี

• งานประจาปี วดั หนองขนุ ชาติ อาเภอหนองฉาง โดยจดั ให้มีงานในวนั ข้ึน 12 ค่า - วนั แรม 5 ค่า เดือน 3 ของทุก
ปี เดิมเป็นงานนมสั การพระพทุ ธบาทจาลอง ตอ่ มาการจดั งานไดร้ ับความนิยมมาก จึงไดจ้ ดั ใหม้ ีข้ึนเป็นประจาทุกปี

• การละเล่นพืน้ เมืองทบ่ี ้านท่าโพ อาเภอหนองขาหย่าง จดั ข้ึนในเทศกาลตรุษสงกรานต์ คือระหว่างวนั ที่ 13-14
เมษายน โดยชาวบา้ นในหมบู่ า้ นท่าโพและหม่บู า้ นพนั สี จะมาร่วมกนั จดั การละเลน่ พ้นื เมืองข้ึนท่ีวดั ท่าโพ โดยจะ
เกบ็ ดอกไมแ้ ห่เขา้ โบสถแ์ ลว้ ร้องเพลงพิษ ฐานในโบสถ์ เสร็จแลว้ จะออกมาเล่นเพลงชกั กะเยอ่ เพลงโลม เพลงราวง

โบราณอยา่ งสนุกสนานแตล่ ะเพลงมีทา่ ราประกอบเฉพาะ ผลดั กนั เล่นมอญซ่อนผา้ เจี๊ยบๆ จอ้ ย ช่วงชยั เสือกินววั
และแมศ่ รี ตามแตจ่ ะแขง่ ขนั กนั ซ่ึงเป็นประเพณีของชาวไทยท่ีรักษาไวแ้ ละปฏิบตั ิกนั มาหลายชวั่ อายคุ น การละเล่น
ตา่ งๆ ในหมบู่ า้ นแห่งน้ีส่วนใหญย่ งั คงเน้ือเพลงที่ร้องแบบของเดิมไว้

• การละเล่นของชาวกะเหร่ียง อาเภอบ้านไร่ ยงั คงรักษาประเพณีเดิมไว้ มีเตน้ ราเชอโฮเตตามจงั หวะ การร้องเพลง
กล่อมลูก เป็นตน้ ประเพณีการแต่งงานและการหยา่ ร้าง การนบั ถือผี งานบญุ เจา้ วดั และการทอผา้ พ้นื เมือง เป็นตน้
ปัจจุบนั ยงั สามารถศึกษาไดจ้ ากหมบู่ า้ นกะเหรี่ยง ตาบลคอกควาย และตาบลแก่นมะกรูด

• งานแห่เจ้าของชาวจีนในอทุ ยั ธานี เป็นประเพณีของชาวจนี ในอทุ ยั ธานีที่จะจดั พธิ ีแห่เจา้ พ่อและเจา้ แมซ่ ่ึง
ประดิษฐานอยตู่ ามศาลต่างๆ โดยกาหนดมีงานตามการครบปี ของเจา้ แต่ละองค์ ซ่ึงบางองค์ 5 ปี แห่คร้ังหน่ึง บาง
องค์ 12 ปี แห่คร้ังหน่ึง บางองค์ 14 ปี แห่คร้ังหน่ึง ไมเ่ หมือนกนั การแห่เจา้ พอ่ ปุงเถา่ กง เจา้ พ่อหลกั เมือง
อทุ ยั ธานี จะมีขบวนสาวงามถือธงร่วมขบวนเป็นแถวยาวผา่ นตลอดไปตามถนนรอบเมือง และจะมีสิงโตคณะต่างๆ
ของชาวจีนในอุทยั ธานีร่วมใหพ้ รตามร้านคา้ คนจีนในตลาด ซ่ึงทุกร้านจะต้งั โตะ๊ บชู าประดบั ดว้ ยงาชา้ งขนาดใหญ่
สวยงาม ถา้ เป็นงานของเจา้ แมท่ บั ทิม "จุย้ บว้ ยเน้ียว" จะมีพธิ ีเปล่ียนเครื่องทรงเจา้ แม่เม่ือครบ 12 ปี และเขา้ ทรงทา
การลุยไฟดว้ ย

ภมู ิศาสตร์

แม่น้าและแหล่งนา้ ท่ีสาคญั [แก]้

• แมน่ ้าสะแกกรัง มตี น้ กาเนิดจากเขาโมโกจใู นจงั หวดั กาแพงเพชร ไหลผา่ นอาเภอลาดยาว จงั หวดั นครสวรรค์ ผ่านอาเภอสว่าง
อารมณ์ อาเภอทพั ทนั และอาเภอเมืองอุทยั ธานี กอ่ นไปบรรจบกบั แมน่ ้าเจา้ พระยาทที่ ี่บา้ นทา่ ซุง ตาบลท่าซุง อาเภอเมืองอทุ ยั ธานี

จงั หวดั อทุ ยั ธานี มคี วามยาวประมาณ 225 กิโลเมตร โดยในแมน่ ้าบริเวณตลาดหนา้ วดั อุโปสถาราม มชี ุมชนชาวแพซ่ึงอยอู่ าศยั กนั มาหลายชว่ั อายคุ น มี

การทาสวนตน้ เตยและเพาะเล้ยี งปลาแรดในกระชงั ซ่ึงเป็นปลาทมี่ ีชื่อของจงั หวดั ดว้ ย
• แม่น้าเจา้ พระยา ไหลมาจากจงั หวดั นครสวรรคผ์ ่าน ต.หาดทนง (เกาะเทโพ) อ.เมอื งอทุ ยั ธานี จงั หวดั อุทยั ธานี

• ลาหว้ ยคลองโพ เกิดจากเทอื กเขาในเขตอาเภอชุมตาบง อาเภอแมเ่ ปิ น จงั หวดั นครสวรรค์ และอาเภอสวา่ งอารมณ์ จงั หวดั อทุ ยั ธานี ไหลมาบรรจบแม่น้า
สะแกกรัง(แควตากแดด) ทตี่ าบลสว่างอารมณ์ อาเภอสวา่ งอารมณ์ จงั หวดั อุทยั ธานี มคี วามยาวประมาณ 30 กิโลเมตร

• ลาห้วยขนุ แกว้ เกิดจากเทอื กเขาในเขตอาเภอบา้ นไร่ และอาเภอหว้ ยคต ไหลผ่านอาเภอหว้ ยคต อาเภอลานสกั อาเภอหนองฉาง อาเภอหนองขาหยา่ ง
จงั หวดั อทุ ยั ธานี และอาเภอวดั สิงห์ จงั หวดั ชยั นาท มาบรรจบแม่น้าทา่ จีนที่ตาบลวดั สิงห์ อาเภอวดั สิงห์ จงั หวดั ชยั นาท มีความยาวประมาณ 60
กิโลเมตร

• ลาหว้ ยทบั เสลา หว้ ยทบั เสลาเป็นลาห้วยสาขาของแม่น้าสะแกกรงั ห้วยทบั เสลา มตี น้ น้าเกิดจากเทอื กเขาในเขตอาเภอบา้ นไร่ อาเภอลานสกั ทางทิศ
ตะวนั ตกของจงั หวดั อทุ ยั ธานี ไหลผา่ นอาเภอลานสกั อาเภอหนองฉาง อาเภอหนองขาหยา่ ง มาบรรจบแมน่ ้าสะแกกรงั ท่ตี าบลน้าซึม อาเภอเมอื ง จงั หวดั
อุทยั ธานี มคี วามยาวจากทา้ ยเขื่อนทบั เสลาถงึ จุดทบ่ี รรจบกบั แม่น้าสะแกกรงั ประมาณ 90 กิโลเมตร

• ลาห้วยกระเสียว เป็นลาหว้ ยสาขาใหญข่ องแม่น้าทา่ จีน ตน้ น้าอยรู่ ะหวา่ งเขาแหละกบั เขาใหญใ่ นเขตอาเภอบา้ นไร่ จงั หวดั อทุ ยั ธานี ไหลผ่านทอ้ งทอี่ าเภอ
บา้ นไร่ จงั หวดั อทุ ยั ธานี อาเภอดา่ นชา้ ง อาเภอเดิมบางนางบวช จงั หวดั สุพรรณบรุ ี มาบรรจบแมน่ ้าท่าจีนที่บา้ นทึง อาเภอสามชุก จงั หวดั สุพรรณบุรี รวม
ความยาวประมาณ 140 กิโลเมตร

สถานท่ที อ่ งเท่ยี ว

วดั ทา่ ซงุ เดมิ เป็ นวัดทสี่ รา้ งในสมัยอยธุ ยา มโี บสถข์ นาดเล็ก ภายในมจี ติ รกรรมฝาผนังภาพพทุ ธประวัติ
ฝีมอื ชา่ งพน้ื บา้ นเขา้ ใจว่าเขยี นในสมัยหลัง บางภาพต่อเตมิ จนผดิ สว่ น สมบัตอิ กี ชนิ้ หนง่ึ ของวัด คอื ธรรมาสนท์ ่ี
หลวงพ่อใหญ่สรา้ ง ทว่ี หิ ารมพี ระปนู ปั้น มลี วดลายไมจ้ าหลักขอบหนา้ บนั เหลอื อยู่ 2-3 แหง่ ดา้ นตรงขา้ มกบั วัดเป็ น
ปชู นยี สถานแหง่ ใหม่ มบี รเิ วณกวา้ งขวางมาก พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลงิ ดา) พระเถระผมู ้ ชี อื่ เสยี งไดส้ รา้ ง
อาคารตา่ ง ๆ มากมาย เชน่ พระอโุ บสถใหม่ ภายในประดบั และตกแตง่ อยา่ งวจิ ติ ร บานหนา้ ตา่ งและประตูดา้ นใน
เขยี นภาพเทวดาโดยจติ รกรฝีมอื ดี พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ฯ เสดจ็ พระราชดาเนนิ มาตดั ลกู นมิ ติ พระอโุ บสถ
แหง่ นี้ บรเิ วณโดยรอบสรา้ งกาแพงแกว้ และมรี ูปหลอ่ หลวงพ่อปาน และหลวงพ่อใหญข่ นาด 3 เทา่ อยมู่ มุ กาแพง
ดา้ นหนา้ มณฑป และ พระวหิ าร ทป่ี ระดษิ ฐานพระพุทธชนิ ราชจาลอง และศพของหลวงพ่อฤาษีลงิ ดาทไ่ี มเ่ น่า
เป่ือย อาคารเหลา่ นีส้ ว่ นใหญม่ ลี ักษณะภายนอกคลา้ ยคลงึ กนั คอื สรา้ งดว้ ยโมเสกสขี าวใสเหมอื นแกว้ นอกจากน้ียงั
มศี าลาหลายหลังใชเ้ ป็ นสถานทฝ่ี ึกสมาธแิ ละมที พ่ี กั ใหด้ ว้ ย อาคารแตล่ ะหลังจะมเี วลาเปิด-ปิดไมต่ รงกันและปิด
ชว่ งกลางวนั โดยอาคารแตล่ ะหลังจะทยอยเปิดตงั้ แตเ่ วลา 10.30 น. และจะเปิดใหช้ มโดยพรอ้ มเพรยี งกันอกี ครงั้
ตงั้ แตเ่ วลา 14.00 น. เป็ นตน้ ไป

จนั ทาราม ตงั้ อยเู่ ลขท่ี 60 บา้ นทาน หมทู่ ่ี 1 ตาบลบา้ นทาน อาเภอบา้ นลาด จงั หวัดเพชรบรุ ี สงั กัดคณะ
สงฆม์ หานกิ าย ทดี่ นิ ตัง้ วัดมเี นื้อท่ี 11 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา อาณาเขต ทศิ เหนือจดถนน ร.พ.ช. ทศิ ใต ้ ทศิ
ตะวันออกและทศิ ตะวันตกจดทางเดนิ สาธารณะ มที ธ่ี รณีสงฆ์ จานวน 5 แปลง เนอ้ื ที่ 36 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา
โฉนดทด่ี นิ เลขท่ี 18390 16727 14519 14526 14476 และ 14438 อาคารเสนาสนะ ประกอบดว้ ย อโุ บสถ กวา้ ง
7.30 เมตร ยาว 16.30 เมตร สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2442 เป็ นอาคารคอนกรตี เสรมิ เหล็ก มจี ติ รกรรมฝาผนัง มภี าพ
ลายเสน้ เพยี งเล็ก ๆ อยใู่ นสภาพชารดุ หอสวดมนต์ กวา้ ง 4.80 เมตร ยาว 13.30 เมตร สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2542 เป็ น
อาคารไมท้ รงไทย กฏุ สิ งฆ์ จานวน 4 หลัง เป็ นอาคารไมท้ รงไทย สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2540 ไดย้ า้ ยทต่ี งั้ เดมิ เพราะ
พนื้ ทเี่ อยี งมาก ศาลาอเนกประสงค์ กวา้ ง 17.50 เมตร ยาว 37.20 เมตร สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2545 เป็ นอาคารไมท้ รง
ไทย ศาลาบาเพ็ญกศุ ล จานวน 1 หลงั เป็ นอาคารครง่ึ ตกึ ครง่ึ ไม ้ นอกจากนี้มี คอื ศาลาฌาปนสถาน 1 หลงั ศาลา
พกั รอ้ น 2 หลัง และศาลาเกบ็ ศพ 1 หลัง ปชู นยี วัตถุ มพี ระประธานประจาอโุ บสถ ปัน้ ดว้ ยปนู สรา้ งพรอ้ มกับอโุ บสถ
เจดยี แ์ ละพระพทุ ธรูป 1 องค์ วัดจนั ทาราม ตงั้ เมอ่ื พ.ศ. 2400 หลวงพอ่ เรมิ่ อยวู่ ัดโพธเิ์ รยี งเหน็ สถานทเี่ หมาะสมตอ่
การสรา้ งวดั จงึ มอบทดี่ นิ ใหส้ รา้ งวดั และนมิ นตพ์ ระลมิ มาอยจู่ าพรรษา พระลมิ ไดก้ อ่ สรา้ งเสนาสนะตา่ ง ๆ เชน่ กฏุ ิ
อโุ บสถ ศาลาการเปรยี ญ หอสวดมนต์ ทา่ นเป็ นเจา้ คณะตาบลทา่ ชา้ ง ตอ่ มาทา่ นไดม้ รณภาพลง พอถงึ พระอธกิ าร
ไล ไดส้ รา้ งอาคารเรยี นประถมศกึ ษา แตไ่ ดร้ อ้ื โดยไปซอื้ ทดี่ นิ 2 แปลง ยา้ ยโรงเรยี นไปอยู่สว่ นหนง่ึ ตอ่ มากฏุ ทิ รดุ

โทรมจงึ ยา้ ยมาปลกู ในทปี่ ัจจุบันน้ี ปี พ.ศ. 2540 ไฟไหมก้ ฏุ ิ จานวน 12 หอ้ ง สว่ นทเ่ี หลอื ยา้ ยมาสรา้ งเป็ นศาลา
บาเพ็ญกศุ ล 1 หลงั ไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสมี าเมอ่ื พ.ศ. 2442 เขตวสิ งุ คามสมี า กวา้ ง 7.20 เมตร ยาว 16.30
เมตร การบรหิ ารและการปกครอง มเี จา้ อาวาส เทา่ ทท่ี ราบนาม คอื รปู ที่ 1 พระลมิ อนิ ทโชโต รปู ที่ 2 พระผอ่ ง รูปที่
3 พระไล รูปท่ี 4 พระผา่ ว รปู ท่ี 5 พระเตมิ รปู ที่ 6 พระครูมงคลวัชรคณุ พ.ศ. 2513 – ปัจจบุ ัน การศกึ ษา มโี รงเรยี น
พระปรยิ ตั ธิ รรมแผนกธรรม เปิดสอนเมอื่ พ.ศ. 2500

บรเิ วณทา่ น้าวดั ทา่ ซงุ มเี รอื นาเทย่ี วขนาด 40 ทนี่ ั่ง บรกิ ารนาเทยี่ วเสน้ ทางวดั ทา่ ซงุ -หมบู่ า้ นกลางน้า แวะ
ซอื้ ของทร่ี ะลกึ และผักปลอดสารพษิ จากชาวบา้ น ใชเ้ วลาประมาณ 40 นาที ราคาคนละ 40 บาท ตดิ ต่อคณุ นดิ
โทร. 08 9958 1479, 08 7527 2243

วดั ถ้าเขาวง เป็นธรรมสถานเพอื่ การปฎิบตั ิธรรมที่อยบู่ นเขา ลกั ษณะเป็นศาลาทรงไทยประยกุ ต์ 4 ช้นั สร้างดว้ ยไมส้ กั ไมม้ ะค่า
ไมท้ ่ีไดร้ ับบริจาคจากชาวบา้ น รวมถึงไมเ้ ก่าจากเรือนไทยท่ีมาจากหลายจงั หวดั อาทิ จงั หวดั อยธุ ยา จงั หวดั อา่ งทอง และจงั หวดั ลาพนู

นอกจากน้ียงั มีลกั ษณะพิเศษ คอื ภายในอาคาร มีท้งั ศาลา วหิ าร กฎุ ิ หอระฆงั และโบสถท์ สี่ ร้างอยใู่ นสถานที่เดียวกนั
นกั ทอ่ งเที่ยวท่ีไดม้ าชมวดั แห่งน้ี เมื่อดูจากภายนอกจะเห็น เรือนไมข้ นาดใหญ่ โอบลอ้ มดว้ ยเขาหินปูนสูงตระหง่าน เสมือนเป็นรีสอร์
ทสุดหรู แตแ่ ทท้ ่ีจริงแลว้ สถานท่ีแห่งน้ีเป็นศาสนสถาน ที่ใหผ้ คู้ นเขา้ มาทาสมาธิ เจริญภาวนา และเคารพสกั การะองคพ์ ระพุทธรูป
ตา่ งๆ ที่ประดิษฐานอยโู่ ดยรอบ

หุบป่ าตาด ต้งั อยใู่ นอาเภอลานสกั จงั หวดั อุทยั ธานี ข้ึนช่ือวา่ เป็น ดินแดนจรู าสสิคเมืองไทย ชมความมหศั จรรยข์ อง
ผนื ป่ าดึกดาบรรพ์ บริเวณโดยรอบของหุบป่ าตาดน้ีเป็นระบบนิเวศคอ่ นขา้ งปิ ดเน่ืองจากมีทางเขา้ ออก ทางเดียว แสงแดดจะส่อง
ถึงเฉพาะช่วงเวลาเที่ยงวนั เท่าน้นั เป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ียวท่ีนกั ผจญภยั ลสิ ไวว้ า่ ตอ้ งมาให้ได้ เป็นอกี หน่ึงท่ที อ่ งเท่ียว Unseen
ของเมืองไทยอกี ดว้ ย ใหค้ วามรู้สึกเหมือนเราเขา้ ไปอยใู่ นยคุ จรู าสิคอยา่ งง้นั เลย

ไฮไลทส์ าคญั ของหุบป่ าตาด ไดแ้ ก่ “ต้นตาด” ท่ีเป็นพืชตระกลู ปาลม์ ดึกดาบรรพท์ ี่พบมากในบริเวณหุบเขาหินปูนน้ี
และ “กงิ้ กือมงั กรสีชมพ”ู สตั วห์ ายากของโลกทใ่ี นประเทศไทยสามารถพบเห็นไดท้ ่นี ี่ที่เดยี วเทา่ น้นั ซ่ึงหุบป่ าตาดจะเปิ ดให้
เขา้ ชมทุกวนั ต้งั แตเ่ วลา 8.00-17.00 น.

เมอื งอไุ ทยธานเี ป็นเมอื งทอ่ี ยบู่ นท่ดี อน ไมม่ ีแม่นา้ สายใหญ่ ในอดตี จึงตอ้ งคา้ ขายกนั โดยการพายเรอื ชาวเมอื ง
ตอ้ งขนขา้ วบรรทกุ เกวยี นมาลงท่แี ม่นา้ จึงทาใหพ้ อ่ คา้ พากนั ไปตงั้ ยงุ้ ฉางรบั ซอื้ ขา้ วท่รี มิ แม่นา้ จนเป็นหมบู่ า้ นใหญ่
เรยี กว่า “หมู่บ้านสะแกกรัง” เน่อื งจากเป็นพนื้ ท่มี ปี ่าสะแกขนึ้ เตม็ รมิ นา้ และมีตน้ สะแกใหญอ่ ยกู่ ลางหม่บู า้ น

หาเรามาเยอื นท่ีแห่งน้ีก็จะไดช้ มภาพชีวติ ของชาวแพ ซ่ึงไดส้ ร้างบา้ นคร่อมไวบ้ นแพลกู บวบไมไ้ ผ่ และตลอดลาน้ายงั จะไดเ้ หน็
การปลูกพชื ผกั ลอยน้าทีส่ วยงาม โดยเฉพาะเตยแพ และพุทธรักษาทีช่ าวบา้ นปลกู ไวอ้ ยา่ งมากมาย รวมไปถึงการเล้ียงปลาใน
กระชงั ท่ีทากนั ทกุ แพ สาหรับส่ิงที่ถือว่าเป็นความโดดเด่นของแม่น้าสายน้ี คอื ปลาแรดท่ีมีรสชาติดกี วา่ แหลง่ อนื่ ๆ ดว้ ยความ
อดุ มสมบรู ณ์ของทรัพยากรจงึ มีการทาประมงน้าจืดจานวนมาก และในบางฤดูจะมีกงุ้ แม่น้าขนาดใหญ่ ใหก้ บั คนทอ้ งถิ่นไดต้ ก
ข้นึ มาเป็นอาชีพเสริมมีรายไดด้ ี

เที่ยว ถนนคนเดิน ตรอกโรงยา หรือ เซ็กเกยี๋ ก้งั ไปสมั ผสั ผคู้ นในชุมชนท่ียงั คงผกู พนั กบั วถี ีชีวติ ในอดตี เสน่ห์ของ
ที่นี่กค็ อื บา้ นเรือนไมเ้ ก่าๆ ท่ีทกุ วนั เสาร์ บนถนนสายเลก็ ๆ แห่งน้ี จะมีนกั ทอ่ งเท่ยี วต่างพากนั มาเดินเที่ยว กินอาหารอร่อยๆ ข้นึ
ช่ือของเมืองอทุ ยั ฯ ผคู้ นในชุมชนจะเปิ ดบา้ นชาวจีนในสมยั ก่อนหลายหลงั รวมถึงมีการเล่าถึงประวตั ิของตรอกโรงยาใน
สมยั ก่อน ใหน้ กั ท่องเทีย่ วรุ่นใหม่ไดท้ ราบกนั นอกจากจะอ่ิมความรู้กนั แลว้ แถมยงั ไดช้ ๊อบของฝากเลก็ ๆ นอ้ ยๆ กลบั มาฝากคน
ท่ีบา้ นอกี ดว้ ยนะ

บา้ นไร่ปลายนา

เปลีย่ นบรรยากาศมาพกั ใจกนั ที่คาเฟ่ บา้ นนาแห่งน้ี ถอื ไดว้ า่ เป็นคาเฟ่ ที่มีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั ท่ีหน่ึง เพราะบา้ นไร่ ปลายนา ไม่เพยี งให้บริการ
อาหารและเคร่ืองดื่มเหมือนคาเฟ่ ทวั่ ไป แตย่ งั มพี ้นื ท่ีทาการเกษตร เอาไวป้ ลูกพืชผกั ผลไมเ้ ปิ ดให้นกั ทอ่ งเท่ียวไดม้ าเท่ียวชมกนั ดว้ ย เรื่องวิว
ทิวทศั น์รไดส้ มั ผสั ทุ่งนาเขยี วขจี ออกเดินชมทุง่ ดอกดาวกระจายบนสะพานไมไ้ ผท่ ี่ทอดยาวมาตลอดแนว หรือจะนอนรับลมรับแดดบนเปลตา
ขา่ ย เมนูกาแฟเป็นกาแฟดริป และมเี คร่ืองดื่มอน่ื ใหบ้ ริการ ใครที่ชื่นชอบขนมไทยตอ้ งลองทองหยบิ ทองหยอด และขนมสอดไส้ หรือถา้ อยาก
ไดข้ องหนกั กต็ อ้ งไม่พลาดขา้ วมนั ไก่ฝี มือคณุ ยาย

พกิ ดั 55 ตาบล หนองยายดา อาเภอ ทพั ทนั อุทยั ธานี 61120

เปิ ดใหบ้ ริการ เสาร์-อาทิตย์ 09.00 น. – 18.00 น.

Facebook บา้ นไร่ ปลายนา

บา้ นชายเขา

บา้ นชายเขา อีกหน่ึงจุดท่องเท่ียวที่สวยงามของอทุ ยั ธานี มีววิ ทิวทศั น์โดยรอบรายลอ้ มไปดว้ ยหุบเขาหินปูนสูงสลบั ซบั ซอ้ นเขียวชะอมุ่ ที่
ทอดตวั เป็นแนวยาวบรรยากาศคลา้ ยกบั สวดิ เซอร์แลนด์ มีการจดั ทาระเบียงชมวิวยกสูง สาหรับให้ข้ึนไปชมววิ ทิวทศั น์โดยรอบ รวมถงึ ถ่ายภาพ
เช็คอนิ สุดเก๋แบบไม่เหมือนใคร นอกจากน้ียงั มีร้านอาหาร ท่ีมีท้งั อาหารจานเดียว ส้มตา ลาบหมู น้าตก ไวบ้ ริการอีกดว้ ย

หุบป่ าตาด ต้งั อยใู่ น ตาบลทุ่งนางาม อาเภอลานสกั อทุ ยั ธานี อยใู่ นความดแู ลของเขตห้ามล่าสตั วป์ ่ าถ้าประทุน เป็นสถานท่ีท่ีเต็ม
ไปดว้ ยความสวยงามปลกตาของทางธรรมชาติ หุบป่ าตาด ไดถ้ ูกประกาศจากกรมอุทยานแห่งชาติ ให้เป็นพ้ืนท่ีอนุรักษ์ เนื่องจากมีสภาพทาง

ภูมศิ าสตร์ท่ีแปลกตาดว้ ยพนั ธุ์ไม้ หายากมากมายหลายชนิด เช่น เต่าร้าง เปลา้ คดั คา้ วเลก็ ขนุนดิน เป็นตน้ โดยหุบป่ าตาดมีลกั ษณะเป็นโถงถ้า
ขนาดใหญท่ ่ีภายในคือผนื ป่ าท่ีเตม็ ไปดว้ ยตน้ ตาดและพืชพนั ธุ์โบราณแปลกตา ถ้าหุบป่ าตาดน้นั คน้ พบโดยพระครูสนั ติธรรมโกศล (หลวงพอ่
ทองหยด) เจา้ อาวาสวดั ถ้าทอง เมอื่ ปี พ.ศ. 2522 คร้ังน้นั พระครูไดป้ ี นลงไปในหุบเขาน้ีแลว้ พบว่ามีตน้ ตาดข้ึนอยา่ งดาษด่ืน ซ่ึงตน้ ตาดน้นั
จดั เป็นไมด้ ึกดาบรรพต์ ระกูลเดียวกบั ปาลม์ ทา่ นจึงไดเ้ จาะถ้าเพ่ือเป็นทางเขา้ ไปสู่หุบป่ าตาดน้นั ในปี พ.ศ. 2527

เขาสะแกกรัง เป็นภเู ขาทีต่ งั้ กนั้ เมอื งอทุ ยั อย่ทู างทศิ ตะวนั ตก ยอดเขาสะแกกรงั เป็นดนิ แดนท่ีชาวอทุ ยั ยกใหเ้ ป็นสถานท่ี
ศกั ดส์ิ ิทธิ์ เป็นทต่ี งั้ ของวดั สงั กสั รตั นคีรี เป็นวดั เกา่ แกส่ รา้ งขนึ้ เมอื่ ปี พ.ศ.2443 ภายในวดั เป็นที่ประดิษฐานของพระพทุ ธมงคลศกั ดิ์สิทธิ์
เป็นพระพทุ ธรูปปางมารวชิ ยั ซง่ึ เป็นพระค่บู า้ นคเู่ มอื งของเมอื งอทุ ยั มาตงั้ แตส่ มยั กรุงรตั นโกสินทรต์ อนตน้ ท่ชี าวเมอื งต่างใหค้ วามเคารพศรทั ธา
เป็นจานวนมาก

ทางขึน้ สยู่ อดเขาสะแกกรงั ขนึ้ ไปไดส้ องทาง คือทางรถยนต์ และจากบริเวณลานวดั จะมีบนั ได 449 ขนั้ ตดั ตรงขนึ้ ส่ยู อดเขาสะแก
กรงั ถา้ ไมอ่ ยากเดนิ ขนึ้ บนั ไดก็สามารถใชท้ างรถได้ โดยขนึ้ ทางดา้ นขา้ งสนามกฬี าจงั หวดั ซง่ึ บ ยอดเขานนั้ บนเขาสะแกกรงั มีศาสนสถานที่
สาคญั หลายแห่งคือพระมณฑปทรงไทยสวยงามมีนามว่าสริ ิมหามายากฎุ าคาร ซ่งึ ทบี่ นนีเ้ ขาเปรยี บใหเ้ ป็นสถานท่ีทพี่ ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปเทศนา
โปรดพระพทุ ธมารดาบน สรวงสวรรคช์ นั้ ดาวดงึ ส์ แลว้ เสด็จกลบั สโู่ ลกมนษุ ย์ ซง่ึ ตามพทุ ธประวตั กิ ล่าววา่ พระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงมาทเ่ี มือง กัสนคร
และกลายมาเป็นช่อื วดั สงั กสั รตั นคีรี

จากบนยอดเขาสามารถมองเหน็ ทิวทศั นเ์ มืองอทุ ยั ธานไี ดก้ วา้ งขวาง มจี ดุ น่งั พกั ผ่อนชมวิวหลายจดุ และมี ศาสนสถาน ทใ่ี ห้
เขา้ ไปไหวพ้ ระทาบญุ หลายแห่ง ทงั้ วิหารพระพทุ ธรูปสาคญั วหิ ารพระบรมสารีริกธาตุ ศาลเจา้ จนี นอกจากนีย้ งั เป็นท่ีตง้ั ของมณฑปประดษิ ฐาน
รอยพระพทุ ธบาทจาลอง ซง่ึ ยา้ ยมาจากวดั จนั ทาราม สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2448 ดา้ นหนา้ มีระฆงั ใบใหญท่ ่พี ระปลดั ใจและชาวอทุ ยั ธานรี ว่ มกนั
สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. 2443 ถือกนั วา่ เป็น ระฆงั ศกั ด์ิสทิ ธิใ์ ครมาแลว้ ตอ้ งตเี พื่อความเป็นสิรมิ งคล

หากถามหาท่ีเท่ียวอทุ ยั ธานีแบบชุ่มฉ่าก็ตอ้ งที่น้าตกผาร่มเยน็ ท่ีไดช้ ื่อวา่ เป็นน้าตกที่สวยที่สุดในอทุ ยั ธานี เราจะ
ไดพ้ บกบั น้าตกไหลเยน็ สูงกวา่ 100 เมตร ที่ทิง้ ตวั ลงมายงั เบ้ืองล่างเป็นสายยาว พร้อมหนา้ ผาดินท่ีปกคลุมไปดว้ ยตน้ มอสและ
เฟิ ร์นสีเขยี วโดยทว่ั ซ่ึงน้าตกแห่งน้ีจะสวยมากๆ ในช่วงปลายฝนตน้ หนาว โดยการเขา้ ไปน้นั จะเดินเขา้ ไปเองหรือจะให้เจา้ หนา้ ท่ีนา
ทางไปก็ได้ ซ่ึงใชเ้ วลาการเดินไปยงั น้าตกประมาณ 20 นาที แต่เพอื่ นๆ จะไดช้ มธรรมชาติสองขา้ งทางอยา่ งฟิ นสุดๆ เลยล่ะ

• ท่ีอยู่ : บา้ นใหม่ร่มเยน็ ต.เจา้ วดั อ.บา้ นไร่ จ.อทุ ยั ธานี
• เวลาเปิ ด – ปิ ด : ทุกวนั 8.30 – 17.00 น.
• ค่าเข้า : ฟรี

หากอยากสมั ผสั ความชิลและธรรมชาติกต็ อ้ งไปท่ีเท่ียวอทุ ยั ธานีอยา่ งเกาะเทโพ เมืองเลก็ ๆ ที่เหมาะกบั การใชช้ ีวิตสโลไลฟ์
และเป็นเมืองแห่งการปั่นจกั รยาน โดยเกาะเทโพเป็นแหลมย่ืนออกมาคนั่ ระหว่างแมน่ ้าเจา้ พระยาและแม่น้าสะแกกรัง มีสะพาน
แขวนเกาะเทโพเป็นไฮไลท์ ซ่ึงเชื่อมตอ่ ระหว่างตลาดสดเทศบาลและวดั อโุ บสถาราม สองขา้ งทางเป็นป่ าไผ่ ไร่ขา้ วโพด และท่งุ นา
บรรยากาศร่มรื่น บอกเลยว่าตอ้ งไปเช็คอินถา่ ยรูปสุดฮิป สุดชิคกนั ให้ได้

• ท่ีอยู่ : อ.เมือง จ.อุทยั ธานี
• เวลาเปิ ด – ปิ ด : 24 ชวั่ โมง
• ค่าเข้า : ฟรี

ห้วยขาแขง้ หลายๆ คนคงคุน้ ชื่อน้ีกนั อยู่ โดยเขตรักษาพนั ธุส์ ตั วป์ ่ าห้วยขาแขง้ มีพ้นื ท่ีครอบคลุม 6 อาเภอ 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ อ.บา้ น
ไร่ อ.ลานสกั อ.ห้วยคต จ.อุทยั ธานี อ.สงั ขละบรุ ี อ.ทองผาภมู ิ จ.กาญจนบรุ ี และ อ.อมุ้ ผาง จ.ตาก ไดร้ ับการข้ึนทะเบียนเป็นมรดก
โลกทางธรรมชาติ จาก UNESCO อกี ดว้ ย เรียกไดว้ ่าไม่ธรรมดาจริงๆ ดว้ ยความอดุ มสมบูรณข์ องผืนป่ าแห่งน้ีทาให้มีสตั ว์
เกือบ 800 ชนิด อาศยั อยู่ รวมถึงสัตวป์ ่ าสงวนที่เสี่ยงตอ่ การสูญพนั ธุ์ดว้ ย เราสามารถไปเดินศกึ ษาธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธ์ิ
ส่องสัตว์ ชมนก ชมนิทรรศการของสืบ นาคะเสถียร หรือจะไปพกั ในบา้ นพกั ของเขตรักษาพนั ธุส์ ตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ กส็ ามารถทาได้

• ท่ีอยู่ : อ.ลานสัก จ.อทุ ยั ธานี 61160
• เวลาเปิ ด – ปิ ด : ทกุ วนั 8.00 – 17.00 น.
• ค่าเข้า : ฟรี

วดั อโุ ปสถาราม เป็นวดั ริมแมน่ ้าสะแกกรัง ที่เพือ่ นๆ จะไดช้ ื่นชมกบั สถาปัตยกรรมอนั งดงามริมแม่น้า ภายในวดั มีสิ่งที่น่าสนใจ
หลายแห่ง ไมว่ า่ จะเป็นจิตรกรรมฝาผนงั ภายในโบสถแ์ ละวิหาร ซ่ึงเป็นภาพเขียนสมยั รัตนโกสินทร์ตอนตน้ , เสมาหินสีแดงบริเวณ
หนา้ โบสถ,์ บาตรฝาประดบั มกุ ที่ไดร้ ับพระราชทานจาก ร. 5, เจดียย์ ่อมมุ ไมส้ ิบสองทรงรัตนโกสินทร์, แพโบสถน์ ้าหนา้ วดั ฯลฯ

• ท่อี ยู่ : ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทยั ธานี
• เวลาเปิ ด – ปิ ด : ทุกวนั 8.00 – 16.30 น.
• ค่าเข้า : ฟรี

วดั ผาทงั่ กอ่ ต้งั ในปี ใดไม่ปรากฏแน่ชดั แต่เดิมต้งั อยบู่ ริเวณท่าน้าเชิงสะพานเขา้ หมูบ่ า้ น ซ่ึงคบั
แคบ และเป็นทลี่ ่มุ ทาใหน้ ้าทว่ มอยเู่ รื่อยๆ จนในปี พ.ศ. 2471 ชาวบา้ นจึงพร้อมใจกนั ยา้ ยวดั ไปอยทู่ ี่วดั ผาทงั่ ซ่ึงปัจจุบนั เป็นที่ต้งั
ของ “ศนู ยผ์ า้ ทอลายโบราณบา้ นผาทงั่ ” อกี ดว้ ย

ในช่วงปี พ.ศ. 2532-2540 คณะศิษยานุศิษยข์ องสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังษ)ี
และชาวบา้ น ร่วมกนั สร้างพระพทุ ธรูป “หลวงพ่อโต” ปางประทานพร ท่ีมีหนา้ ตกั กวา้ ง 23 เมตร สูง 52 เมตร ที่ใหญท่ ่ีสุดของ
จงั หวดั อุทยั ธานี และใตฐ้ านหลวงพ่อโต ไดจ้ ดั ทาเป็นอาคารเอนกประสงค์ เป็นท่ีประดิษฐานรูปเสมือนสมเดจ็ พระพทุ ธาจารยโ์ ต
หลวงป่ ทู วด และหลวงป่ ูศขุ ให้ประชาชนทวั่ ไปไดก้ ราบสกั การะบชู า เพื่อความเป็นสิริมงคลแกช่ ีวติ (สามารถศกึ ษาขอ้ มูลเพม่ิ เติมได้
ที่เวบ็ ไซต:์ http://thebest.uthaithani.go.th/th/home.html)

ตราประจาจงั หวดั

รูปพลบั พลาจตรุ มขุ หนา้ บรรณศาลาตราจกั รีตงั้ อย่บู นยอดเขาแกว้ ความหมายของตราประจาจงั หวดั อทุ ยั ธานี
พลบั พลาจตุรมขุ หนา้ บรรณศาลาตราจกั รี เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเดจ็ พระปฐม บรมมหาชนกนาถ แห่ง
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ดว้ ยมีหลกั ฐานจากจดหมายเหตวุ า่ บา้ นสะแกกรัง อนั เป็นท่ีต้งั
ของจงั หวดั อทุ ยั ธานี เป็นบา้ นเกิดของสมเดจ็ พระปฐมมหาชนกนาถฯ ดงั กล่าว ซ่ึงมีพระนามเดิมวา่ "ทองดี" รบั ราชการมี
ตาแหน่งเป็น พระอกั ษรสุนทรศาสตร์เสมียนตรากรมมหาดไทย และเป็นเจา้ พระยาจกั รีศรีองครักษ์ สมหุ นายกเสนาบดี ใน
สมยั กรุงศรีอยธุ ยา คร้ันเม่ือพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช (ทองดว้ ง) บตุ รชายคนโต ไดส้ ถาปนาเป็น
"พระบรมราชจกั รีวงศ"์ ไดส้ ถาปนาพระอฐั ิพระบิดา เป็นที่ "สมเดจ็ พระชนกาธิบดี" เมื่อ พ.ศ.2338 ตราน้ีเป็นรูปพลบั พลา
จตรุ มุข หนา้ บรรณศาลาตราจกั รี ต้งั อยบู่ นยอดเขาแกว้
(เขาสะแกกรัง) อาเภอเมือง จงั หวดั อทุ ยั ธานีจงั หวดั อทุ ยั ธานี ใชอ้ กั ษรยอ่ วา่ "อน"

ความเป็นมาของอาเภอตา่ งๆ

อาเภอเมืองอุทัยธานี เดิมคือหมบู่ า้ นสะแกกรัง สมยั สุโขทยั เรียก "อู่
ไทย" หมายถึงท่ีอยขู่ องคนไทย เป็นเมืองหนา้ ด่านสมยั กรุงศรีอยธุ ยา เป็นสมรภมู ิสาคญั ในการ
ขบั ไล่พม่า สมยั กรุงธนบรุ ี เมืองอู่ไทยยา้ ยมาต้งั อยทู่ ี่บา้ นสะแกกรัง จนกลายเป็นชุมชนเติบโตถึง
ปัจจุบนั อน่ึง บา้ นสะแกกรังยงั เป็นที่ประสูติของพระราชบิดาของรัชกาลท่ี 1 มีพระบรมรูป
ของพระองคป์ ระดิษฐานในพลบั พลาจตั ุรมุขบนยอดเขาสะแกกรัง ในปัจจุบนั มีวดั สงั กสั รัตนคีรี
ต้งั อยทู่ ีเชิงเขาสะแกกรัง ภายในวหิ ารเป็นท่ีประดิษฐานพระพทุ ธมงคลศกั ด์ิสิทธ์ิเป็นระยะ
เวลานาน 214 ปี

ชื่อ “ทพั ทนั ” ปรากฎในพงศาวดารในสมยั กรุงธนบรุ ี โดยกองทพั ไทยท่ีมีเจา้ พระยายมราช เจา้ พระยาราช
สุภาวดี และเจา้ พระยารามญั วงศ์ เป็นนายทพั ทาการขบั ไลท่ หารพมา่ ท่ีมีนายทพั ช่ือ กะละโม่ ถอยร่นจากเมือง
กาแพงเพชรมาทางเมืองอุทยั ธานี ซ่ึงฝ่ ายไทยไดย้ กทพั ติดตามมาทนั ทหารพม่าท่ีหมู่บา้ นแห่งหน่ึง ทาการรบพุ่ง
โจมตีจนฝ่ ายพม่าแตกพา่ ยไปชาวบา้ นจึงไดข้ นานนามหมบู่ า้ นน้ีวา่ “บา้ นทพั ทนั ” จึงเป็นท่ีมาของช่ืออาเภอทพั ทนั
ในปัจจุบนั

อาเภอทพั ทนั เป็นพ้ืนที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ามีปลา ในนามีขา้ ว ประชากรส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพ
เกษตรกรรม คา้ ขาย และเล้ียงสัตว์ มีชีวิตเรียบงา่ ย ท่ีต้งั ของอาเภออยบู่ ริเวณทางทิศเหนือของจงั หวดั อุทยั ธานี ไป
ตามทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข 3013 ระยะทาง 19 กิโลเมตร

เทศบาลตาบลทพั ทนั แต่เดิมเป็นสุขาภิบาล จดั ต้งั ข้นึ เป็นเทศบาลตาบลทพั ทนั ตามพระราชบญั ญตั ิการจดั ต้งั เทศบาล
พ.ศ. 2542 เม่ือวนั ที่ 13 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2542 เดิม เทศบาลตาบลทพั ทนั มีพ้ืนท่ี 7.70 ตารางกิโลเมตร

ตอ่ มาไดม้ ีประกาศจากกระทรวงมหาดไทย เรื่องการยบุ รวมสภาตาบลและองคก์ ารบริหารส่วนตาบลหรือหน่วยการ
บริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่น ลงวนั ท่ี 1 กรกฎาคม 2547 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบงั คบั ใชว้ นั ที่ 9
กรกฎาคม 2547 ใหส้ ภาตาบลทพั ทนั และสภาตาบลหนองหญา้ ปลอ้ งยบุ รวมกนั

ต่อมาไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงเพ่ิมเขตพ้ืนที่ โดยการประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการดาเนินการยบุ รวมสภาตาบล
และองคก์ ารบริหารส่วนตาบลหรือหน่วยการบริหารราชการส่วนทอ้ งถิ่น ไดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบิกษา ฉบบั

ประกาศทว่ั ไป เล่ม 121 ตอนพเิ ศษ 108 ง ลงวนั ที่ 29 กนั ยายน 2547 รวม 2 ตาบล คอื ตาบลทุ่งนาไทย
ตาบลเขาข้ฝี อย โดยครอบคลมุ พ้ืนท่ีท้งั หมด 57.97 ตารางกโิ ลเมตร จนถึงปัจจุบนั

ประวัติความเป็ นมา
ตาบลสวา่ งอารมณ์ เป็นท่ีต้งั ของ อ.สวา่ งอารมณ์ มีเร่ืองเล่าสืบต่อกนั มาวา่ ในสมยั ก่อนมีการสูร้ บกนั กบั ทพั
ของพม่า กองทพั ฝ่ายพมา่ แตกหนีกองทพั ไทยมาถึงบริเวณน้ีเวลาชา้ หรือสวา่ งของวนั ใหม่ และติดตามกนั ไป
ทนั กนั ที่อาเภอทนั จึงเรียกบริเวณน้ีวา่ สวา่ งอารมณ์ เร่ือยมาจนถึงทุกวนั น้ี และกลายเป็นชื่อเรียก ต. สวา่ ง
อารมณ์ ปัจจุบนั แบ่งการปกครองเป็น 9 หมู่บา้ น
พน้ื ท่ี
ต. สวา่ งอารมณ์ ต้งั อยทู่ ี่เดียวกบั ท่ีต้งั อ.สวา่ งอารมณ์ มีพ้นื ที่ท้งั หมด 95 กิโลเมตร อยหู่ ่างจากตวั จงั หวดั
33 กิโลเมตร พ้นื ท่ีส่วนใหญ่เป็นที่ราบลมุ่
เขตพน้ื ที่
ทิศเหนือ ติดต่อกบั ตาบลบอ่ ยาง อาเภอสวา่ งอารมณ์ จงั หวดั อทุ ยั ธานี
ทิศใต้ ติดต่อกบั ตาบลหนองยายดา อาเภอทพั ทนั จงั หวดั อุทยั ธานี
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกบั ตาบลหนองหลวง อาเภอสวา่ งอารมณ์ จงั หวดั อทุ ยั ธานี
ทิศ ตะวนั ตก ติดต่อกบั ตาบลพลวงสองนางและตาบลบ่อยาง อาเภอสวา่ งอารมณ์ จงั หวดั อุทยั ธานี

ประวตั คิ วามเป็ นมา

ตาบลหนองฉาง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทานา เนื่องจากพ้ืนท่ีมีแหลง่ น้าอดุ มสมบรู ณ์ ในอดีตทา
นาดว้ ยน้าฝน ซ่ึงในเขตตาบลหนองฉางจะทานาก่อนตาบลอื่นๆ ผลผลิตมีความอุดมสมบูรณ์มีหนองน้ามาก
จึงไดช้ ื่อวา่ ตาบล "หนองฉาง" แต่ในปัจจุบนั แหลง้ น้าเพอื่ การเกษตรไดล้ ดนอ้ ยลงมาก เน่ืองจากฝนขาดช่วง
และมีการกกั เก็บน้า ทาใหต้ าบลหนองฉางขาดแคลนแหล่งน้าเพื่อการเกษตร

พน้ื ที่

สภาพพ้นื ท่ีทว่ั ไปเป็นพ้นื ที่ทานา เน่ืองจากประชากรประกอบอาชีพทานาเป็นส่วนใหญ่

เขตพนื้ ที่

ทิศเหนือ ติดตอ่ กบั ต.ทุง่ พง อ.หนองฉาง จ.อทุ ยั ธานี
ทิศใต้ ติดต่อกบั ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทยั ธานี
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกบั ต.หว้ ยรอบ อ.หนองขาหยา่ ง จ.อุทยั ธานี
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกบั ต.อทุ ยั เก่า อ.หนองฉาง จ.อทุ ยั ธานี

อาเภอหนองขาหยา่ ง เป็นเขตปกครองทอ้ งท่ีในปี พุทธศกั ราช 2444 ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลที่ 5 แต่เดิมมีชื่อเรียกวา่ แขวงหนองพลวง ต้งั อยทู่ ิศตะวนั ออกของท่ีต้งั
อาเภอปัจจุบนั ประมาณ 1 กิโลเมตร มีหลวงทิพยโ์ พธ์ิ เป็นนายอาเภอคนแรกปี 2462 พระยาสัจจาภิรมย์
ภกั ดี ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั และรองอามาตยเ์ อกหลวงธญั ผลพิทกั ษ์ นายอาเภอคนที่ 3 ไดย้ า้ ยท่ีวา่ การอาเภอมา
ไวท้ ี่ต้งั ปัจจุบนั เพราะท่ีเดิมเป็นท่ีลมุ่ และมีบริเวณคบั แคบ ห่างไกลชุมชน การก่อสร้างท่ีวา่ การอาเภอแห่ง
ใหม่เสร็จสิ้นลงในเดีอนมกราคม 2462 ใชเ้ วลาในการก่อสร้าง 1 เดีอนเศษ โดยอาศยั แรงงานจาก
ประชาชนและเปล่ียนช่ีอใหม่วา่ อาเภอหนองขาหยา่ ง

คาวา่ "หนองขาหยา่ ง" มาจากในพ้ืนท่ีมีหนองน้ามาก ประชาชนไดต้ ้งั เคร่ืองมือใชส้ าหรับวิดน้า คอื
"ขาหยงั่ " เป็นไม้ 3 ขาผกู ติดกนั มีตวั กระโซส้ านดว้ ยไมไ้ ผผ่ กู ติดกบั ไมเ้ ป็นดา้ มมีเชือกผกู ติดไมส้ ามขา หอ้ ย
ลงมาอยรู่ ะหวา่ งไมส้ ามขาใชใ้ นการวดิ น้า เม่ือเลิกใชจ้ ะเกบ็ กระโซไ้ ว้ เหลือแตไ่ มส้ ามขาทิง้ ไวต้ ามหนองน้า
ทว่ั ไป จึงเรียกช่ือวา่ "หนองขาหยงั่ " และต่อมาเรียกเพ้ยี นเป็น "หนองขาหยา่ ง" ในปัจจุบนั [1]

อาเภอบา้ นไร่ เป็นพ้นื ที่ท่ีมีความอดุ มสมบูรณ์ ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีผลกระวาน มูล
คา้ งคาว และชา้ งป่ า และไดจ้ ดั ส่งไปยงั เมืองหลวงมาจนถึงยคุ กรุงรัตนโกสินทร์ ทอ้ งที่อาเภอบา้ นไร่เดิมเป็น
ด่านสาตญั ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา มีนายด่านช่ือพระอินทร์ ด่านหนองหลวง ไดป้ รากฏในพงศาวดารวา่ สมเดจ็
พระนเรศวรมหาราชยกกองทพั ติดตามกองทพั พระเจา้ หงสาวดี ไปจนถึงหนองหลวงแลว้ กลบั คนื พระนคร

ในปี พ.ศ. 2440 ไดม้ ีการจดั รูปแบบการปกครองแบบเทศาภิบาลเมืองอทุ ยั ธานี ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั
มณฑลนครสวรรค์ และแบ่งการปกครองออกเป็น 4 แขวง คือ แขวงอุทยั เก่า แขวงหนองหลวง แขวงแม่
กลอง แขวงหนองกระด่ี ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2442 ไดเ้ พ่มิ เขตการปกครองข้ึนอีก 2 แขวง คอื แขวงในเมือง
และแขวงหนองหลวง ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2454 ไดแ้ บ่งแขวงแมก่ ลอง และแขวงหนองหลวงใหม่ โดยแบง่
ตาบลละมลู ตาบลโมโกร ตาบลอมุ้ ผาง ตาบลหนองหลวง ตาบลแม่จนั ตาบลแมก่ ลอง เป็นแขวงแมก่ ลอง
ข้นึ อยกู่ บั เมืองกาแพงเพชร และใหต้ าบลคอกควายเหนือ ตาบลคอกควายใต้ ตาบลแก่นมะกรูด ตาบลลานสัก
เป็นแขวงหนองหลวง ข้ึนอยกู่ บั เมืองอุทยั จึงเหลือ 5 แขวง คอื แขวงในเมือง แขวงอุทยั เก่า แขวงหนอง
พลวง แขวงทพั ทนั แขวงหนองหลวง ข้นึ อยกู่ บั เมืองอุทยั [1]

ในปี พ.ศ. 2460 แขวงหนองหลวงไดย้ า้ ยท่ีทาการแขวงมาต้งั ที่บา้ นหนองหลวง และไดเ้ ปล่ียนช่ือ
มาเป็นอาเภอลานสกั ประกอบดว้ ย 3 ตาบล คือ ตาบลคอกควาย ตาบลลานสกั ตาบลแก่นมะกรูด ต่อมาใน
ปี พ.ศ. 2468 ไดม้ ีการโอนก่ิงอาเภอหว้ ยแหง้ อาเภอบา้ นเช่ียน จงั หวดั ชยั นาท มารวมกบั อาเภอคอกควาย
และไดย้ า้ ยท่ีทาการอาเภอมาไวท้ ี่ตาบลบา้ นไร่ และไดเ้ ปล่ียนช่ือใหม่ เป็นอาเภอบา้ นไร่ สืบเน่ืองมาจนถึง
ปัจจุบนั [2]


Click to View FlipBook Version