The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

`รายงานเด็กออทิสติก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chainarong Phomchit, 2020-08-23 00:29:17

`รายงานเด็กออทิสติก

`รายงานเด็กออทิสติก

รายงาน
เรื่อง ลกั ษณะของความพิการ ประเภทเด็กออทิสติก

จดั ทำโดย
นายไชยณรงค์ พรหมจติ ร์ รหสั นกั ศึกษา 6020117112
นายศุภกรณ์ ชติ จนั ทร์ รหัสนกั ศึกษา 6020117120
นายณัฐพล คุรุวรรณพัฒน์ รหัสนกั ศึกษา 6020117203

เสนอ
อาจารย์ ดร.นทั ธี บญุ จนั ทร์

รายวิชา 281-178 Exercise Prescription for Special Population
สาขาวิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563

คำนำ

รายงานเล่มน้ีจัดทำข้ึนเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา 281-178 Exercise Prescription for Special
Population เพ่ือให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเรื่อง ลักษณะของความพิการ ประเภทเด็กออทิสติก
ซ่ึงจะมีเนื้อหาท่ีสามารถให้ผู้ท่ีมีความสนใจได้ศึกษา และเข้าใจเก่ียวกับประเภทของเด็กออทิสติก เพ่ือเป็น
ประโยชน์ใหแ้ ก่ผู้ทีส่ นใจอีกดว้ ย

ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์กับผูอ้ ่านหรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมลู เรือ่ งนี้
อยู่ หากมขี ้อแนะนำ หรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำข้อน้อมรับไว้ และขออภยั มา ณ ทน่ี ี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ หนา้

`เรอ่ื ง 1
1
ลกั ษณะของความพกิ าร ประเภทเด็กออทสิ ติ 1
- ความหมายของโรคออทิสตกิ 3
- การวินิจฉัยโรคออทสิ ติก 5
- อาการของโรคออทสิ ติก 6
- สาเหตขุ องโรคออทิสตกิ 7
- แนวทางในการชว่ ยเหลือเมื่อลูกเปน็ โรคออทิสติก
- การสรา้ งความเข้าใจใหก้ ับสมาชกิ ในบา้ น 9

อ้างอิง



1

ลักษณะของความพิการ ประเภทเดก็ ออทสิ ตกิ

ความหมายของโรคออทิสตกิ
โรคออทิสติก (Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม (Autism) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็ก

รูปแบบหน่ึง ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อ
ความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ ไม่ยืดหยุ่น
ปญั หาดังกลา่ วเป็นตั้งแตเ่ ล็กแสดงให้เห็นก่อนอายุ 3 ขวบ เป็นโรคท่ีรู้จกั มาเป็นเวลา 60 ปีแล้ว ซ่ึงนักวิชาการ
พยายามศึกษารายละเอียดตา่ ง ๆ ของโรคแต่ยังไมส่ ามารถหาสาเหตทุ แ่ี นช่ ดั ได้

คำว่า “Autism” มรี ากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “Auto” ซ่ึงแปลวา่ “Self” หมายถงึ แยกตัวอยู่ตาม
ลำพังในโลกของตวั เอง เปรียบเสมอื นมีกำแพงใส หรอื กระจกเงาทก่ี นั้ บคุ คลเหลา่ น้ีออกจากสงั คมรอบขา้ ง

ปี พ.ศ. 2486 มีการรายงานผู้ป่วยเป็นครั้งแรก โดยนายแพทย์ลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner)
จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา รายงานผู้ป่วยเด็กจำนวน 11 คน ท่ีมีอาการแปลก ๆ เช่น
พูดเลียนเสียง พูดช้า สื่อสารไม่เข้าใจ ทำซ้ำ ๆ ไม่ชอบการเปล่ียนแปลง ไม่สนใจคนอ่ืน เล่นไม่เป็น และได้
ตดิ ตามเดก็ อยู่นาน 5 ปี พบวา่ เด็กเหลา่ น้ีแตกตา่ งจากเด็กปัญญาอ่อน จึงเรียกช่ือเด็กที่มีอาการเช่นน้ีวา่ “เออร์
ลี อนิ แฟนไทล์ ออทิสซมึ ”

โรคออทิสติกจัดอยู่ในกลุ่มการวินิจฉัยโรค ท่ีเรียกว่า พีดีดี หรือ ความบกพร่องของพัฒนาการแบบ
รอบด้าน (Pervasive Developmental Disorders; PDDs) พบว่ามีแนวโน้มสูงข้ึนในทุกประเทศทั่วโลก พบ
ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ถึงแม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุท่ีแน่ชัด ก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย เน่ืองจากการดูแล
ช่วยเหลือในปัจจุบันสามารถช่วยให้เด็กกลุ่มนี้ดีขึ้นได้มาก โดยเฉพาะถ้าได้รับการวินิจฉัย และดูแลช่วยเหลือ
อย่างเหมาะสมตงั้ แตอ่ ายุน้อย ๆ และทำอยา่ งตอ่ เนอื่ ง

การวินิจฉัยโรคออทิสติก
คู่มือการวนิ จิ ฉยั โรคทางจิตเวช ดีเอสเอ็มโฟร์ (DSM-IV, 1994) โดยสมาคมจติ แพทยแ์ ห่งสหรฐั อเมริกา

จัดให้ “โรคออทิสติก” อยู่ในกลุ่ม “พีดีดี” (Pervasive Developmental Disorders; PDDs) หรือ “ความ
บกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน” ซึ่งแสดงอาการอย่างชัดเจนในวัยเด็ก ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้าน
ความสัมพันธ์ทางสังคม และการส่ือสาร ไม่เป็นไปตามปกติ มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมท่ีผิดไปจาก
ปกติ

2

ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน หรือ พดี ดี ี เทียบเคยี งไดเ้ ท่ากบั คำว่า “ออทสิ ติก
สเปก็ ตรมั ” (Autistic Spectrum Disorder) แบ่งออกเปน็ 5 กลมุ่ คือ

1. ออทสิ ตกิ (Autistic Disorder)
2. เร็ทท์ (Rett's Disorder)
3. ซีดดี ี (Childhood Disintegrative Disorder)
4. แอสเพอร์เกอร์ (Asperger's Disorder)
5. พดี ดี ี เอ็นโอเอส (Pervasive Developmental Disorder Not Otherwise Specified; PDD-NOS)
ซ่ึงในท่ีนจี้ ะกลา่ วถึงเฉพาะเกณฑก์ ารวินจิ ฉัยโรคออทสิ ตกิ เท่านนั้ ซง่ึ กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดงั นี้
A. เข้าเกณฑ์ต่อไปน้ี 6 ข้อหรอื มากกวา่ จากหวั ข้อ (1) (2) และ (3) โดยอยา่ งนอ้ ยต้องมี 2 ขอ้ จากหวั ขอ้
(1) และจากหวั ข้อ (2) และ (3) อีกหวั ข้อละ 1 ข้อ
1. มีคุณลักษณะในการเข้าสงั คมที่ผดิ ปกติ โดยแสดงออกอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้

1.1. บกพรอ่ งอยา่ งชัดเจนในการใชท้ า่ ทางหลายอยา่ ง เชน่ การสบตา การแสดงสหี น้า กิริยา หรือ
ท่าทางประกอบการเขา้ สงั คม

1.2. ไม่สามารถสร้างความสัมพนั ธ์กับเพ่ือนในระดับทเี่ หมาะสมกบั อายไุ ด้
1.3. ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก ร่วมทำส่ิงที่สนใจ หรอื ร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกบั คนอืน่ ๆ
เช่น ไม่แสดงออก ไม่เสนอความเหน็ หรอื ไม่ชวี้ า่ ตนสนใจอะไร
1.4. ไม่มอี ารมณห์ รือสมั พันธภาพตอบสนองกับสังคม
2. มีคณุ ลกั ษณะในการส่ือสารผิดปกติ โดยแสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
2.1. พฒั นาการในการพดู ช้าหรอื ไม่มีเลย โดยไม่แสดงออกวา่ อยากใช้การสือ่ สารวธิ ีอื่นมาทดแทน เชน่
แสดงทา่ ทาง
2.2. ในรายท่ีมีการพูดได้ ก็ไมส่ ามารถเริม่ พูดหรือสนทนาต่อเน่ืองกับคนอน่ื ได้
2.3. ใช้คำพูดซำ้ หรือใช้ภาษาท่ไี ม่มใี ครเขา้ ใจ
2.4. ไม่มีการเลน่ สมมตทิ หี่ ลากหลาย คิดเองตามจินตนาการ หรอื เลน่ เลียนแบบสิง่ ต่าง ๆ ตามสมควร
กบั พัฒนาการ
3. มีแบบแผนพฤตกิ รรม ความสนใจ หรอื กิจกรรมท่จี ำกดั ใช้ซำ้ และรักษาเป็นเช่นเดิม โดยแสดงออก
อยา่ งน้อย 1 ขอ้ ต่อไปนี้
3.1. หมกมนุ่ กบั พฤติกรรมซำ้ ๆ ตัง้ แต่ 1 อย่างข้ึนไป และความสนใจในสิง่ ตา่ ง ๆ มีจำกดั ซงึ่ เป็นภาวะ
ท่ผี ิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรอื ส่งิ ที่สนใจ
3.2. ติดกบั กิจวตั ร หรือยำ้ ทำกับบางสิ่งบางอย่างท่ีไมม่ ปี ระโยชนโ์ ดยไมย่ ืดหยุ่น

3

3.3. ทำกิริยาซ้ำ ๆ เช่น เล่นสะบัดมือ หมุนตวั โยกตวั
3.4. สนใจหมกมุ่นกับเพยี งบางสว่ นของวัตถุ
B. มีความล่าชา้ หรือความผดิ ปกติก่อนอายุ 3 ปี ในดา้ นตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี อย่างน้อย 1 ด้าน
(1) ปฏิสมั พันธ์กับสังคม
(2) ภาษาทใ่ี ช้ส่ือสารกับสังคม
(3) เลน่ สมมตหิ รือเล่นตามจนิ ตนาการ
C. ความผดิ ปกตไิ มเ่ ขา้ กับเร็ทท์ (Rett's Disorder) หรอื ซีดดี ี (Childhood Disintegrative Disorder) ได้
ดกี ว่า

อาการของโรคออทสิ ตกิ
เด็กท่ีเป็นออทสิ ติกจะมีอาการแตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ สิบคนก็สิบแบบ ร้อยคนก็ร้อยแบบ แต่

ก็มีลักษณะร่วมคล้ายกนั ท่ีเรียกวา่ “ ออทิสตกิ ” คือเด็กอยู่ในโลกของตวั เองมาก สนใจสงิ่ แวดล้อมน้อย เรียก
ไม่หัน ไม่สบตา ไม่สนใจใคร โต้ตอบไม่เป็น เลน่ ไม่เหมาะสม จินตนาการไม่เป็น ไมพ่ ูดหรือพูดไม่รู้เรื่อง พูดเป็น
ภาษาต่างดาว ทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นแบบแผน ไม่ยืดหยุ่น สนใจบางอย่างแบบหมกมุ่น ไม่มีประโยชน์ ในรายที่อยู่
ในโลกของตัวเองมาก จะกระตุ้นตัวเองเป็นระยะ เช่น หมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า สะบัดมือ เล่นมือ เล่นเสียง
เปน็ ตน้

การท่ีจะดูว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ ถ้าอาการมาก อาการรุนแรง จะดูออกได้ไม่ยาก แต่ถ้าอาการ
น้อย ๆ จะดูยากมาก ต้องอาศัยความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และบางคนอาจต้อง
ประเมนิ และติดตามระยะหน่ึง จงึ จะไดข้ ้อสรุปทแี่ นน่ อน

ในช่วงขวบปีแรกจะสังเกตได้ยาก เน่ืองจากเด็กมีหน้าตาน่ารัก ไม่มีลักษณะภายนอกผิดสังเกต เด็ ก
มักจะไม่สบตา เรียกช่ือก็ไม่สนใจหันมอง หน้าตาเฉยเมย ไม่ยิ้มตอบ หรือหัวเราะ ไม่ชอบให้อุ้ม ไม่แสดงท่าที
เรียกรอ้ งความสนใจใด ๆ ค่อนข้างเงียบ ไม่ส่งเสยี ง เล้ยี งง่าย

อาการผิดปกติเริ่มสังเกตได้ชัดเจนขึ้นในช่วงขวบปีท่ีสอง เด็กยังไม่พูดเป็นคำ แต่จะพูดเป็นภาษาต่าง
ดาวท่ีไม่มีความหมาย ไม่สนใจของเล่น ไม่สนใจในเรื่องที่คนรอบข้างกำลังสนใจอยู่ ไม่ช้ีนิ้วบอกความต้องการ
ของตนเอง เวลาอยากได้อะไรมักจะทำเอง หรือจูงมือพ่อแม่ไปหยิบโดยไม่ส่งเสียง ชอบจ้องมองส่ิงของท่ีเป็น
แสงวาววับ แสงไฟ เงาท่ีกระเพ่ือมไปมา หรือของหมุนๆ เช่น พัดลม ล้อรถท่ีกำลังหมุน เริ่มเล่นมือ สะบัดมือ
หมุนตัว โยกตวั เขย่งเท้า

นับจากขวบปีที่สามเป็นต้นไป อาการจะชัดเจนข้ึน และรุนแรงมากข้ึน ถ้าไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการ
ดแู ลช่วยเหลอื อยา่ งต่อเนื่อง

4

ในด้านสังคม เด็กจะไมส่ บตา ไม่เข้าใจสีหนา้ อารมณ์ของผู้อื่น เดก็ จะเล่นกับเดก็ คนอ่ืนในวัยเดยี วกัน

ไม่เป็น แต่มักจะเลน่ กับเด็กท่ีโตกวา่ หรือผใู้ หญ่ ไม่สนใจของเล่นที่เด็กท่ัวไปสนใจ แตจ่ ะไปเล่นของท่ีไม่ควรเล่น

เล่นจินตนาการไม่เป็น ไม่สามารถสมมติของอย่างหน่ึงเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ เช่น บล็อกไม้เรียงกันเป็นรถไฟ

ก้อนหินเปน็ ขนม ไม่ร้จู กั แยกแยะหรือหลกี หนจี ากอันตราย เชน่ เห็นสุนขั ทด่ี ุ ๆ เห่าเสียงดัง ก็ว่งิ เขา้ ไปจบั

ในด้านภาษา เด็กหลายคนเร่ิมพูดได้ แต่เป็นลักษณะพูดซ้ำ ๆ พูดเลียนแบบโดยไม่เข้าใจความหมาย

พดู เรียงประโยคไมถ่ ูกตอ้ ง หรือตอบคำถามไมเ่ ปน็ ยงั มภี าษาต่างดาวอยู่มาก

ในด้านพฤติกรรม เด็กจะมีท่าทางแปลกๆ ท่ีเป็นลักษณะเฉพาะตัว กระโดดสะบัดมือเวลาดีใจหรือ

ตน่ื เต้น เดินเขย่งหรือซอยเท้า สนใจของบางอย่างแบบหมกมนุ่ เกินความพอดี เช่น ชอบดูโลโกส้ นิ คา้ สะสมขวด

ดูรูปภาพเดิมซ้ำ ๆ จ้องมองพัดลมหมุนได้นาน สะบัดแผ่นซีดีไปมาเพื่อดูแสงเงา ทานอาหารเมนูซ้ำเดิมไม่ยอม

เปลีย่ น ใสเ่ สือ้ ตวั เดมิ หรือสเี ดมิ ตลอด ถา้ กจิ วตั รทเ่ี คยทำเปลยี่ นไปจากเดิม จะอารมณ์เสีย หงดุ หงิด โวยวาย

ถึงแม้ว่าเด็กออทิสติกจะไม่เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนอ่ืน จากการสังเกตสีหน้าและท่าทาง

แต่ตัวเด็กเองมีอารมณ์ ความรู้สึกของเขาเอง รู้สึกโกรธ เศร้า เหงา อิจฉา ดีใจ ต้องการความรัก ความสนใจ

เช่นเดียวกบั เดก็ ท่วั ไป

เด็กที่ขาดการกระตุ้นมาก ๆ เช่น เด็กในสถานสงเคราะห์ หรือบ้านเด็กกำพร้าต่าง ๆ อาจมีลักษณะ

คล้ายออทิสติก เช่น แยกตัว หรือเข้าหาแบบไม่เหมาะสม แต่เม่ือมีการกระตุ้นอย่างเต็มท่ี อาการก็จะเป็นปกติ

ในขณะท่ีเด็กออทสิ ตกิ ถงึ แม้จะกระตนุ้ เต็มที่แล้ว ก็ยังมีอาการบางอย่างหลงเหลอื อยู่

อาการซนมาก อยู่ไม่นิ่ง วิ่งวุ่นตลอด นั่งไม่ติดท่ี หรือท่ีเรียกว่าไฮเปอร์แอคทีฟ (Hyperactive) เป็น

อาการทีพ่ บร่วมไดใ้ นเด็กออทสิ ติก

มักพบมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ร้อยละ 50-70 แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามี

ความสามารถพเิ ศษถงึ รอ้ ยละ 10

สรุปอาการสำคัญทพ่ี บรว่ มด้วยในเด็กออทิสติก มีดังน้ี

ภาวะปัญญาอ่อน ร้อยละ 50-70

สมาธสิ ั้น อยไู่ ม่น่งิ รอ้ ยละ 40-60

ซมึ เศรา้ /อารมณ์แปรปรวน ร้อยละ 44

ลมชัก รอ้ ยละ 25-40

ทำรา้ ยตนเอง ร้อยละ 25-40

ปญั หาการนอน รอ้ ยละ 10-30

ปญั หาการกิน พบบ่อยมาก

พฤติกรรมกา้ วรา้ ว รนุ แรง พบบอ่ ย

5

ลอร์น่า วิง (Lorna Wing) แบ่งเดก็ ออทิสติกออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะของพฤติกรรรม และการมี
ปฏิสัมพนั ธ์ทางสงั คม ดังน้ี

1. กลุ่มท่แี ยกตัว (Aloof)
2. กลมุ่ ที่นง่ิ เฉย (Passive)
3. กลุม่ ทเี่ ข้าหาคน (Active but Odd)
พบว่าการแบ่งกลุ่มดังกล่าวมีความสมั พนั ธ์กับระดับสตปิ ัญญากลมุ่ ที่แยกตัวมักมีความบกพร่องทาง
สติปัญญารว่ มด้วย สว่ นกลุ่มที่เขา้ หาคนมักมีระดบั สติปญั ญาดี

สาเหตขุ องโรคออทิสตกิ

ในการศึกษาถึงสาเหตุของออทิสติก แต่ยังไม่ทราบสาเหตุของความผิดปกติที่แน่ชัดได้ ในปัจจุบันมี
หลักฐานสนับสนนุ ชัดเจนวา่ เกดิ จากการทำงานของสมองท่ีผดิ ปกติ มากกว่าเป็นผลจากส่งิ แวดล้อม

ในอดีตเคยเช่ือว่าออทิสติก เกิดจากการเล้ียงดูในลักษณะท่ีเย็นชา (Refrigerator Mother) แต่จาก
หลักฐานข้อมูลในปัจจุบันยืนยันได้ชัดเจนว่า รูปแบบการเลี้ยงดูไม่ใช่สาเหตุท่ีทำให้เป็นออทิสติก แต่ถ้าเล้ียงดู
อย่างเหมาะสมก็จะชว่ ยใหเ้ ดก็ พัฒนาดขี ึ้นได้มาก

ในปัจจุบันพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมสูงมาก มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลาย
ตำแหนง่ เชน่ ตำแหน่งท่ี 15q 11-13, 7q และ 16p เป็นต้น คาดวา่ ในอนาคตอันใกล้จะมีความชัดเจนในเร่ือง
นเ้ี พิ่มข้ึน และจากการศึกษาในฝาแฝด พบว่าแฝดเหมือน ซ่ึงมีรหัสพันธกุ รรมเหมือนกัน มีโอกาสเป็นออทิสติก
ท้ังคสู่ งู กวา่ แฝดไม่เหมือนอยา่ งชดั เจน

คลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography; EEG) พบว่ามีความผิดปกติมากกว่าในกลุ่มประชากร
ปกติ แตไ่ มพ่ บลักษณะจำเพาะทอ่ี ธิบายความผดิ ปกติของการทำงานของสมอง

ในการศึกษาเร่ืองของสมองและระบบประสาท พบว่ามีความผิดปกติหลายรูปแบบ มีปริมาตรของ
สมองเพิม่ ขึน้ ยกเว้นสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) และพบว่าเสน้ รอบวงของศีรษะปกติในตอนแรกเกดิ แล้ว
เริ่มมากผิดปกติในช่วงวัยเด็กตอนต้นถึงตอนกลาง และในระดับเซลล์ พบว่าเก่ียวข้องกับจำนวน เซลล์เพอร์
กนิ ส์ (Purkinje Cell) ทล่ี ดลง

ภาพฉายระบบประสาท (Neural Imaging) พบความผิดปกติหลากหลายรูปแบบ แต่ยังคลุมเครืออยู่
ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน เช่น แกนซีลีเบลลัม (Cerebellar Vermis) มีความหนาแน่นผิดปกติ Third
Ventricle มีขนาดใหญ่ สมองส่วน caudate มีขนาดเลก็ เป็นตน้

6

ด้านเภสัชวิทยาของระบบประสาท พบว่ามีความเก่ียวข้องกับสารเคมีสื่อประสาทท่ีช่ือ เซโรโทนิน
(Serotonin) โดยมรี ะดับในเกล็ดเลือดสูงขน้ึ แตย่ งั ไมส่ ามารถอธิบายไดช้ ดั เจนวา่ เกดิ จากอะไร

แนวทางในการช่วยเหลอื เม่ือลกู เป็นโรคออทิสติก

ถงึ แม้ว่าในปัจจุบันยังไมม่ ีวิธกี ารรักษาออทสิ ติก ทจี่ ำเพาะเจาะจงให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถช่วยเหลือ
ใหล้ ูกมีพัฒนาการดขี ้ึนไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพของเขา สามารถเรยี นรู้ และใช้ชวี ติ อยรู่ ว่ มในสงั คมไดอ้ ย่างปกตสิ ขุ

แนวทางการดูแล ไม่ว่าจะไปในทิศทางใดก็ตาม ถ้าเร่ิมต้นจากการดูแลด้วยความรัก แล้วค่อย ๆ
พัฒนาด้วยความเข้าใจ ก็จะไปสู่จุดหมายปลายทางของการทำให้ลูกมีการพัฒนาเต็มตามศักยภาพท่ีมีอยู่ได้ไม่
ยาก

การดูแลด้วยความรัก ก็คือส่ิงท่ีพ่อแม่ทุกคนมีเต็มเป่ียมอยู่แล้ว แต่มักจะถูกบดบังด้วยความเครียด
ความวิตกกังวล ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้ และความรู้สึกอื่น ๆ อีกมากมายในบางช่วงเวลา ซ่ึงเป็นเรื่อง
ธรรมดาท่ีจะเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ข้ึนมาได้ในช่วงการดูแล แต่จำเป็นต้องหาวิธีจัดการความรู้สึกต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสมต่อไป

การมีความรักอยู่เต็มเปี่ยมอาจจะไม่เพียงพอในการช่วยเหลือลูก ถ้าขาดความเข้าใจ เนื่องจากในการ
ดแู ล ต้องมีกระบวนการพัฒนาแบบพิเศษ การมีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ถูกต้อง มีทักษะท่ีดี และพัฒนา
เทคนคิ วิธอี ยา่ งต่อเน่ือง เปน็ สิ่งทพ่ี อ่ แม่ควรมี

การดูแลช่วยเหลือจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยทีมงานผู้เช่ียวชาญจากหลากหลายวิชาชีพ วาง
แผนการดูแลตามสภาพปัญหาของเด็กแต่ละคน เพื่อให้มีประสิทธิผลสูงสุด สำหรับแนวทางหลักในการดูแล
ชว่ ยเหลอื มีดังนี้

1. ส่งเสริมพลังครอบครัว (Family Empowerment)
2. ส่งเสรมิ ความสามารถเดก็ (Ability Enhancement)
3. สง่ เสริมพฒั นาการ (Early Intervention)
4. พฤตกิ รรมบำบดั (Behavioral Therapy)
5. การฟ้นื ฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation)
6. การฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation)
7. การฟน้ื ฟสู มรรถภาพทางสงั คม (Social Rehabilitation)
8. การฟน้ื ฟสู มรรถภาพทางอาชพี (Vocational Rehabilitation)
9. การรักษาดว้ ยยา (Pharmacotherapy)
10. การบำบดั ทางเลอื ก (Alternative Therapy)

7

การสรา้ งความเขา้ ใจใหก้ บั สมาชกิ ในบ้าน

ทุกคนในครอบครัว ควรมีการรับรู้ร่วมกัน มีการพูดคุยกันเพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และช่วยกัน
หาขอ้ มูลเพิ่มเติมจากหลายๆ แหลง่ วา่ ออทิสติกคืออะไร แต่ละคนสามารถมีบทบาทในการชว่ ยเหลอื ไดอ้ ย่างไร
การสุมหัวเข้าหากัน ปรึกษากัน จะช่วยให้วางแผนการช่วยเหลือเด็กเป็นไปในแนวทางเดียวกันได้เหมาะสม
ขอ้ สงสยั ตา่ ง ๆ ท่ยี งั สับสน อาจเก็บไว้ไปปรกึ ษาแพทย์ทีด่ ูแลต่อไปได้ เม่ือมีนัดตรวจประเมินครงั้ ต่อไป

การทำความเข้าใจกับสมาชิกในบ้าน เช่น การบอกน้องว่าพ่ีเป็นออทิสติก หรือบอกพี่ว่าน้องเป็น
ออทิสติก ก็มีความสำคัญเช่นกัน สำหรับน้องที่เล็กยังมีความเข้าใจในเร่ืองน้ีไม่เต็มที่ ก็ควรบอกตาม
ความสามารถในการรบั รู้ตามวัย ใช้ภาษาทีเ่ ข้าใจง่าย และเน้นการมีสว่ นร่วม วา่ ตัวน้องเองจะช่วยเหลือพ่ีท่เี ป็น
ออทสิ ติก อย่างทีค่ นอื่นในบา้ นชว่ ยเหลือได้อย่างไรบา้ ง

ชมเชยเมื่อพี่หรือน้องทำในสิ่งที่เหมาะสม และแสดงให้เด็กรู้ว่าเราภูมิใจที่เขาได้ทำส่ิงน้ัน แต่สิ่งท่ี
สำคัญคือ ต้องไมค่ าดหวัง หรอื บงั คับจนเกินระดับความสามารถของเดก็ ไมท่ ำใหเ้ ด็กรูส้ ึกว่าตอ้ งรับภาระในการ
ดูแล แตใ่ ชก้ ารสร้างแรงจงู ใจใหเ้ ขารู้สึกอยากชว่ ยเหลอื จะดกี ว่า เด็กออทสิ ตกิ เป็นอัจฉรยิ ะด้วยหรอื ไม่

เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ภาพยนตร์เร่ือง เรนแมน (Rain Man) ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลออทิสติก
ทม่ี ีความเป็นอัจฉริยะ ให้โลกได้รูจ้ ัก โดยสร้างจากข้อมูลจรงิ ของบุคคลออทิสติกที่มีความเป็นอัจฉริยะหลาย ๆ
คนมารวมกันเป็นคนเดียว โดยมีความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้จากการอ่านหรือมองเห็นเพยี งครั้งเดยี ว
จำหมายเลขโทรศัพท์จากสมุดรายนามผู้ใช้ได้ท้ังเล่ม จำข้อมูลเคร่ืองบินตกได้แม่นยำทุกสายการบิน ว่าตก
เมือ่ ไหร่ เสียชีวติ ก่รี าย คำนวณตัวเลขหลายหลกั ไดร้ วดเร็วโดยคิดในใจ ฯลฯ

จากภาพยนตร์เรื่องน้ีทำให้หลาย ๆ คนติดภาพความเป็นอัจฉริยะของออทิสติก ซ่ึงไม่ได้มีทุกคน แต่ก็
พบว่ามีเกือบร้อยละ 10 ที่มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว อาจเป็นอัจฉริยะเฉพาะด้าน หรือหลายๆ ด้านพร้อม
กัน ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และศิลปศาสตร์ เป็น
ต้น บางคนแสดงออกมาใหเ้ ห็นชดั เจนต้ังแต่เด็ก แตบ่ างคนก็รอจังหวะเวลา และโอกาสในการแสดงออก

แต่เม่ือถูกระบุว่าเป็นออทิสติกแล้ว บางคร้ังความเป็นอัจฉริยะ จะถูกมองข้ามไป ไม่สามารถนำมาใช้
ให้เกิดประโยชน์ได้ เนื่องจากเราไปให้ความสำคัญกับความผิดปกติมากกว่าความเป็นอัจฉริยะ ไปมุ่งเน้นการ
แกไ้ ขความผดิ ปกตจิ นลืมส่งเสรมิ ความเป็นอจั ฉรยิ ะ

8

แนวทางดูแลช่วยเหลือท่ีถูกต้อง คือ การส่งเสริมความสามารถที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการแก้ไขความ
บกพรอ่ ง จึงจะสามารถดึงศกั ยภาพท่มี อี ยู่ในตวั เด็กมาใช้ได้เตม็ ที่

เม่อื เด็กออทสิ ตกิ ไดร้ ับการแกไ้ ขความบกพร่อง ส่ิงหนง่ึ ท่ีมักจะถูกแนะนำใหแ้ ก้ไขดว้ ย คือการลดความ
หมกมุ่นในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งท่ีมากเกินไป ซึ่งก็เป็นส่ิงท่ีถูกต้องตามแนวทางการรักษาในปัจจุบัน แต่ใน
บางครั้ง ความหมกมุ่นในบางเรื่อง นำมาซึ่งความรู้จริง ความรอบรู้ในเร่ืองนั้น ๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นแนวทางการ
แก้ไขความหมกมุ่น อาจไม่ใช่การห้าม งดทำ หรือเบี่ยงเบนเท่านั้น แต่ควรเน้นการขยายขอบเขตความสนใจใน
เร่ืองเดิมให้กว้างข้ึน ให้มีมิติ มุมมองใหม่ๆ เพ่ิมข้ึน ก็สามารถลดความหมกมุ่น โดยไม่ปิดกั้นความสนใจได้

สำหรบั ระบบ วธิ คี ดิ ในเด็กอัจฉรยิ ะท่ีเปน็ ออทสิ ตกิ แยกออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ คือ กล่มุ ท่ีคิดด้วยภาพ
(Visual Thinker) กับกลุ่มที่คิดโดยไมใ่ ชภ้ าพ (Music, Math and Memory Thinker)

กลุม่ ท่ีคิดดว้ ยภาพ เม่ือเขาคิดถึงสนุ ัขกจ็ ะมภี าพของสุนัขประเภทต่าง ๆ ในอริ ิยาบถต่าง ๆ อยู่ในหัว รู้
วา่ สุนขั แตล่ ะตัวมีอะไรทีเ่ หมือนกนั และมีความแตกต่างจากแมวอยา่ งไร จากนั้นกจ็ ะค่อยๆ สรา้ งภาพเฉพาะ
ของสุนขั เปน็ ความคดิ รวบยอดเกี่ยวกบั สนุ ัข หรือทเี่ รียกว่า การคดิ แบบอปุ นัย

ในทางตรงกันขา้ ม กลุ่มทคี่ ิดโดยไมใ่ ช้ภาพ จะเร่ิมคิดจากลกั ษณะทั่วไปท่เี หมือนกันของสนุ ัข แล้วค่อย
แตกย่อยเป็นลกั ษณะเฉพาะแต่ละสายพนั ธ์ุ หรอื ท่ีเรยี กว่า การคิดแบบนริ นัย เม่อื เราทราบวา่ เด็กมรี ะบบ วธิ ี
คดิ แบบไหนแล้ว กส็ ามารถหาวิธีสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ที่เหมาะสมกับเด็กได้

9

อา้ งองิ

ทรงภมู ิ เบญญากร. (2559). โรคออทสิ ตกิ คืออะไร. สบื คน้ วนั ท่ี 18 เดือนสงิ หาคม 2563, จาก
http://www.thaihealth.or.th

ทวีศกั ดิ์ สิรริ ตั น์เรขา. (2549). ออทสิ ติก 10 คำถาม. สืบคน้ วันท่ี 18 เดือนสงิ หาคม 2563, จาก
http://www.happyhomeclinic.com/au21-autistic10faq.htm


Click to View FlipBook Version