The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพยาบาลผู้ป่วยใส่เครื่องช่ายหายใจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanaporn.kiea, 2021-10-19 11:57:18

การพยาบาลผู้ป่วยใส่เครื่องช่ายหายใจ

การพยาบาลผู้ป่วยใส่เครื่องช่ายหายใจ

การพยาบาลผูปวยใสเ ครือ่ งชว ยหายใจ
การปฏบิ ัติการพยาบาลการดูแลผูปวยที่ใชเครื่องชวยหายใจนัน้ ความปลอดภัยของผปู วยถือวาเปน หัวใจ
สำคัญ พยาบาลวิชาชีพตองมีความรูความสามารถในการใชกระบวนการพยาบาล การประเมินสภาพผูปวยและ
ปจ จยั เสย่ี ง ไดแก การประเมินความเส่ยี งในการดึงทอชวยหายใจ การประเมนิ ความเจ็บปวดจากการใสทอ ชวยหายใจ
การดูดเสมหะและลักษณะของเสมหะที่บงบอกถึงการติดเชื้อ การประเมินภาวะโภชนาการและความเสี่ยงในการเกิด
ภาวะทุพโภชนาการ การประเมินความพรอมในการหยาเครื่องชวยหายใจจนสำเร็จ การประเมินและรายงาน
แพทยเมื่อมีสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไป นำขอมูลมาวิเคราะหเพื่อใชในการวางแผนปฏิบัติการพยาบาลที่
สอดคลองกับขอวนิ ิจฉัยทางการพยาบาลและแผนการพยาบาล ประเมินผลการปฏิบัติการพยาบาลอยางตอเนื่อง
และการบันทกึ คาตางๆ จากการเฝาระวังลงในบนั ทึกทางการพยาบาลจะทำใหพ ยาบาลวิชาชพี มีความตระหนัก
และไวตอความผิดปกติที่เกดิ ข้ึนกบั ผูป วยที่ใชเครือ่ งชวยหายใจ ซึ่งถาพยาบาลวชิ าชีพไมสามารถประเมินสาเหตุ
และใหการพยาบาลเพื่อแกไขใหถูกตองทันเวลา ก็อาจทำใหผูปวยเกิดอันตรายได ซึ่งผูปวยที่ใชเครื่องชวย
หายใจจะพบปญหาทั้งในดานรา งกายและจิตสังคม ปญหาที่พบไดบอยคือความวติ กกังวลจากภาวะเจ็บปวย
โดยเฉพาะผทู ่ใี ชเ คร่ืองชวยหายใจเปนเวลานาน ทำใหรสู ึกพ่งึ พาผอู ื่น เกิดความเครียด และมคี วามรูสึกมีคุณคา
ในตัวเองลดลง การที่ผูปวยไดรับการเฝาติดตามอยางตอ เน่ืองและใกลช ิดจากพยาบาลจะทำใหสามารถทราบ
ปญหาทเ่ี กดิ ขึน้ และแกไขไดอ ยางทนั ทว งที
ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล การดูแลและชวยใหผูปวยอยูกับเคร่ืองชว ยหายใจไดอยางมีคุณคา มี
การจัดการกับปญหาที่ซับซอนเปนสิ่งจำเปนอยางยิ่งสำหรับพยาบาลวิชาชีพที่ใหการปฏิบัติการพยาบาล
ผูปวยหนัก การพัฒนาศักยภาพใหมีความชำนาญ มีสมรรถนะเฉพาะในการดูแลผูปวยท่ีใชเครื่องชวยหายใจ
การเพม่ิ พูนความรู และทักษะอยา งตอเนือ่ งเพือ่ ใหเ ทาทันเทคโนโลยีทท่ี ันสมยั เน่ืองจากเครือ่ งชวยหายใจมีการ
พฒั นารูปแบบใหมๆ เพ่มิ ขึน้ ตลอดเวลา
ทกั ษะการปฏบิ ัติ การพยาบาลผปู ว ยท่ีใชเ ครอ่ื งชว ยหายใจ (ventilator round) ในแตล ะเวรมดี ังน้ี
1. การดูแลทอ ชว ยหายใจใหอยูในตำแหนงท่ี เหมาะสม ไมหัก พบั งอ ตรวจดเู บอรแ ละความลกึ ของ ET
tube (จากภาพถายรังสี) วัด cuff pressure ไมเกิน 25 mmHg เนื่องจากคา capillary pressure สูงกวา 25
mmHg มคี วามเสยี่ งตอการเกิด tracheal mucosal necrosis
2. การตรวจรางกายทั่วไปดูลักษณะการหายใจ อาการหอบเหนื่อย ปลายมือเทาเขียวคล้ำหรือไม
หายใจ สัมพันธกับเครื่องชวยหายใจหรือไม การฟงเสียงปอด ถาฟงไดเสียง wheezing มักเกิดจาก bronchospasm
เสียง crepitation มักเกิดจากเสมหะ หรือน้ำในปอด ขณะดูดเสมหะใหสังเกตถามีสีที่เจือจาง และมีปริมาณ
มากอาจจะสื่อถึงภาวะน้ำเกินแตถาสีที่ขุนขึ้นบงบอกวาเกิดปอดอักเสบจากการใชเครื่องชวยหายใจ
(ventilator associated pneumonia; VAP) ท้ังนีพ้ ยาบาลวชิ าชีพควรใชแนวปฏบิ ัตกิ ารพยาบาลในการดูแล
เพื่อลดการเกิดปอดอักเสบขณะใชเครื่องชวยหายใจ โดยศูนยควบคุมและปองกันโรค สหรัฐอเมริกา (Centers for
Disease Control and Prevention; CDC) ไดกำหนดไว 5 กิจกรรม ไดแ ก การดูแล ความสะอาดในชอ งปากและ
ฟน ของผูปวยทกุ 4 ชัว่ โมง โดยใช 0.12% chlorhexidine solution รวมกบั การใชแปรงสฟี นทีม่ สี ายพรอ มดูด
การดูแลจดั ทานอนและการพลิกตะแคงตัว การดแู ลใหอาหารทางสายยาง การดูดเสมหะ การดูดเสมหะอยาง
ถูกตองเปนวิธีการที่มีความจำเปนสำหรับผูปวยที่ใชเครื่องชวยหายใจ เพื่อชวยลดการสะสมของเสมหะใน
ทางเดินหายใจ พยาบาลวิชาชีพตอ งมีทักษะท่ีดี เนื่องจากในการดูดเสมหะอาจทำใหเกิดการปนเปอ นเชื้อโรค
เขาสูผูปวยได ดังน้ันการดูดเสมหะดวยระบบปด (closed system suction) จะชว ยลดการสัมผสั กบั ส่งิ แวดล

อม ผูดูดเสมหะจะไมสัมผัสกับสารดูดเสมหะหรอื เสมหะผูปวยโดยตรง และการดูแลทอทางเดินหายใจ
ซึ่งการรักษาระดับ cuff pressure ที่ 20 - 30 mmHg ทุก 4 ชั่วโมง จะปองกันการสำลักได รวมทั้งการดูแล
สว นประกอบของเครอื่ งชวยหายใจ

3. การตรวจดูฟอรมปรอทถามีไขใหระวัง VAP ตรวจดู ventilator record ถาอัตราการหายใจ
(respiratory rate; RR) เร็วขึ้นนาจะมีปญหาของระบบหายใจ ประเมิน intake/output (I/O) ถา intake >
output มักจะพบวาน้ำที่เกิน มักจะซึมผานไปที่ปอดทำใหปอดแยล ง ทำใหพารามิเตอรของการหายใจตางๆ
เปลี่ยนแปลงในทางแยลงดวย

4. การดูแลใหผ ูป ว ยไดร ับออกซเิ จน และความชน้ื ทางเดนิ หายใจอยา งเหมาะสม ตรวจดูการปรับตง้ั คา
เครื่องชวยหายใจตรงกบั คำส่ังแพทยหรือไม กรณีไมตรงกนั ใหสอบถามแพทยเพื่อความถูกตอง ตรวจดูน้ำใน
circuit ถามีปริมาณมากเกินไปจะเปนตัว trigger inspiratory valve ทำใหผูปวยหายใจเร็วเกิดภาวะตาน
เคร่อื ง (patient-ventilator dyssynchrony) ได ตรวจดตู ัวควบคมุ ความชน้ื และอุณหภมู ิ (heated humidifier)
อณุ หภูมทิ เี่ หมาะสมประมาณ 32-34 องศาเซลเซยี ส ไมควรเกิน 37 องศาเซลเซียส

5. การดคู วามยืดหยุนของปอด (lung compliance) ดังน้ี
5.1 Volume control ventilation (VCV) เปนการปรับต้งั เคร่ืองท่กี ำหนด tidal volume (Vt) ไวคงที่ ถา

peak inspiratory pressure (PIP) ลดลง แสดงวา ความ ยดื หยุน ของปอดดีขึ้น ถา PIP สงู ขึน้ แสดงวา มพี ยาธิสภาพที่ปอด
5.2 Pressure control ventilation (PCV) เปนการปรับตั้งเครื่องที่กำหนด inspired pressure ไวคงที่

ถา exhaled tidal volume (Vte) เพม่ิ ขึ้น แสดงวา ความยืดหยุนของปอดดีขึน้ ถา Vte ลดลง แสดงวา มพี ยาธสิ ภาพท่ีปอด
6. การอานและแปลผล arterial blood gas (ABG) ในประเดน็ ดังน้ี
6.1 ระดับของออกซิเจน ใหดทู ี่ P/F ratio หรือ O2 sat ถา P/F ratio ดขี น้ึ กวาเดมิ หรอื O2 sat

ดีกวาเดิม รายงานแพทยเพื่อทำการลด FiO2 ลงเพื่อลดโอกาสเกิด oxygen toxicity ในการเลือกลดระหวาง
FiO2และ positive end expiratory pressure (PEEP) วาจะลดอะไรกอนนั้น ตองดูวาการปรับตั้งคาไหน
กอใหเกิดผลขางเคียงมากกวา กรณี FiO2 มากกวาหรือเทากับ 0.6 ใหพยายามลด FiO2 กอน แตถาในกรณี
FiO2 นอยกวา 0.6 ใหเริ่มลด PEEP โดย ลด PEEP 2-4 cm H2O ตอวัน การลดเร็วกวานี้ จะเสี่ยงตอการเกิด
ปอดแฟบ เนื่องจากเกิด alveolar derecruitment ถา P/F ratio แยลงกวาเดิม หรือ O2 sat แยลงกวาเดิม
อาจทำการเพม่ิ FiO2 ขึ้นและใชทางเลอื กอื่น เชน การใช PEEP ในกรณที เ่ี ปน bilateral alveolar infiltration
ถาผูปวยอาการ ไมดีใหเพิ่ม FiO2 เปน 1.0 ไปกอน กรณีเปน bilateral alveolar infiltration ใหพิจารณาเพ่ิม
PEEP ขึ้น ถาอาการผูปวยไมดีขึ้นอาจจัดทานอนคว่ำ (prone position) หรือ alveolar recruitment
maneuver ได

6.2 ภาวะกรด-ดางจากการหายใจ ประเด็นหลักอยูที่ pH ถา pH อยูในเกณฑดีไมตองทำอะไร
แมวา PaCO2 หรือ HCO3 จะเปนเทาไหรก็ตาม ดังตัวอยาง เชน 1) pH = 7.39, PaCO2 = 18, HCO3 = 12; 2)
pH = 7.28, PaCO2 = 55, HCO3 = 28 ในผูปวยกลุมอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS) ไมตองปรับ Vt
หรือ RR เพราะถือวาเปน permissive hypercapnia ซึ่งเปนเทคนิคของการชวยหายใจในผูปวยกลุมนี้ 2) pH =
7.28, PaCO2 = 55, HCO3 = 28 ในที่ผูปวยเปนโรคหลอดลมอุดก้ันเรื้อรัง (COPD) หรือหอบหืด (asthma) ท่ี
กำลังมีหลอดลมหดเกรง็ รนุ แรง 3) กรณีผูปวยมีภาวะ metabolic acidosis โดยที่ pH < 7.25 ใหทำการเพ่มิ
minute ventilation ขึน้ ไป โดยปรบั Vt ขึ้นเทา ท่ีสามารถยอมรับ PIP ไดตามแตละ mode (VCV mode PIP ไม
เกิน 35, PCV mode PIP ไมเกิน 30) ถา PIP เกินแลว ใหทำการเพิ่ม RR โดยใชสูตร (PaCO2) 1 x MV1 =
(PaCO2) 2 x MV2 4) กรณเี ปน PaCO2คั่ง และมี respiratory acidosis ท่ไี มมี auto-PEEP หลักการทั่วไปคือ
ใหเพิ่ม minute ventilation โดยจะเพิ่ม Vt หรือ RR ก็ได โดยใชสูตร (PaCO2) 1 x MV1 = (PaCO2) 2 x
MV2 5) กรณเี ปน PaCO2 ค่งั ทีม่ ี respiratory acidosis ที่มี auto-PEEP ใหด ู flow-time curve วา ทจี่ ุด

end of expiration วา ไมแ ตะทศ่ี นู ย ใหแ กไขสาเหตุ ของ auto-PEEP นัน้ ๆ เชน แพทยอ าจพิจารณา
พนยา หรือ ใหยาขับปสสาวะ แลวแตสาเหตุ ถาตองทำการปรบั เครื่องชวยหายใจใหปรบั ลด Vt เพิ่ม E-time
ลด RR ถาผูปวยอาการไมดีขึ้น แพทยอาจใหยาคลายกลามเนื้อตามความเหมาะสม 6) กรณีเปน PaCO2 ต่ำ
และเปน respiratory alkalosis และผูป ว ยหายใจตามเครือ่ งสุดๆ เชน มอี าการซึม หรือมโี รคของระบบประสาท
ใหปรับ minute ventilation โดยใชสูตร (PaCO2) 1 x MV1 = (PaCO2) 2 x MV2 โดยจะเลือกปรับเปน Vt
หรอื RR กไ็ ด 7) ผปู วยมี PaCO2 ต่ำ รว มกับ respiratory alkalosis ถาผูปว ยหายใจไมเขาเคร่ือง หรือหายใจ
เรว็ กวา RR ท่ีต้งั ไว หา มใชสูตร (PaCO2) 1 x MV1 = (PaCO2) 2 x MV2 เพราะการลด minute ventilation จะทำ
ใหผูปวยหายใจเร็วขึ้นไป ใหหาสาเหตุและแกไข ถาไมพบสาเหตแุ พทยอาจพิจารณาใหย าคลายกลามเนือ้ พึง
ระลกึ ไวเสมอวา คา pH เปน คา ท่ีสำคัญในการปรบั เคร่อื ง ถา pH อยูในเกณฑท ่ยี อมรับได การปรับ ventilator
ใหไ ด “optimal arterial blood gas” ไมใชใหได “normal arterial blood gas”

7. กรณผี ปู วยหายใจเร็วหรือไมสมั พนั ธก ับเครื่อง (patient-ventilator dyssynchrony) มักมีสาเหตุ
จ า ก D-O-P-E (D = Tube displacement ; O = Tube obstruction; P = Pneumothorax; E = Equipment
error) วิธีแกไ ข disconnect เครอื่ งชว ยหายใจใหบีบ ambu bag ตอ Oxygen 100% ถา ผูปว ยอาการดีข้ึนแสดง
วา ปญหาอยูท ี่ setting หรือเกิดจาก equipment error แตถา ผปู วยไมด ีใหหาสาเหตุตอ เชน บีบ ambu bag
ไมลงใหคิดถึง tube obstruction พยาบาลวิชาชีพควรปฏิบัติดังนี้ 1) กรณีผูปวยกัดทอชวยหายใจใหใส oral
airway 2) กรณีเสมหะอุดกั้นใหดูดเสมหะ 3) กรณีฟงปอดได wheezing ใหคิดถึงหลอดลมหดเกร็ง รายงาน
แพทยพิจารณาใหพ นยา bronchodilator 4) กรณฟี ง ปอดได crepitation อาจเกดิ จากน้ำทวมปอด (pulmonary
edema) รายงานแพทยพิจารณาใหยาขับปสสาวะ 5) กรณีบีบ ambu bag ฟงปอดไดยินเสียงลดลง นาจะเกิดจาก
ภาวะปอดร่ัว (pneumothorax) รายงานแพทย พิจารณาใส intercostal drainage (ICD)

8. การประเมินความพรอมของผูปว ยในการหยาเคร่ืองชวยหายใจไดในเวลาที่เหมาะสม ถาผูปวยถึง
จดุ ท่ตี องหยา เคร่ืองชวยหายใจได ใหทำการหยาเครอื่ งชวยหายใจทันที อยาปลอยใหผูป ว ยใชเครื่องชวยหายใจ
นาน เพราะเพ่ิมความเส่ียงของการเกดิ VAP ทำใหสน้ิ เปลืองคารกั ษา โดยเฉพาะการใชยาปฏิชวี นะและยังตอง
เผชญิ กับเชอ้ื ดือ้ ยา พยาบาลวชิ าชพี จึงเปน ผูมบี ทบาทสำคญั ในการเตรียมความพรอ มใหกับผูปวย และจัดการ
กับปจจัยที่เปนสาเหตุ ใหหยาเครื่องชวยหายใจไมสำเร็จ เพื่อลดภาวะแทรกซอนที่เกิดจากการใชเครื่องชวย
หายใจเปน เวลานาน ถึงแมว าพยาบาลวชิ าชีพไมไ ดมีหนาที่ปรับตงั้ คาเคร่อื งชวยหายใจ หรือตัดสินใจรักษาแต
ถา พยาบาลวิชาชพี ท่มี ีความรูในพยาธิสภาพของโรค มีทักษะในการดแู ล สามารถประเมนิ ความผิดปกติ รวมถึง
ทราบขั้นตอนการดูแลรักษาผูปวยท่ีใชเครื่องชวยหายใจ จะชวยใหการดูแลผูปวยมปี ระสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให
ผูป วยปลอดภยั รอดพน จากภาวะวิกฤตของชวี ติ ได

การกำกบั การทำงานของเครื่องชว ยหายใจ การเตรียมเครอ่ื งชวยหายใจและอปุ กรณไดอยางถูกตอง
และ ครบถวนเปนสิ่งจำเปนพยาบาลวิชาชีพตองสามารถแกปญหาเบื้องตนเมื่อเครื่องชวยหายใจมีสัญญาณ
เตือน มีการตรวจสอบการตั้งคาตางๆ รวมทั้งการตั้งคาสัญญาณเตือนได รวมทั้งการบำรุงรักษาอุปกรณและ
เครื่องชว ยหายใจใหพ รอ มใชอ ยูเสมอ โดยการปรบั ต้งั คาเครื่องชว ยหายใจเบอื้ งตน ดงั น้ี

1. การเลือก mode มใี หเ ลือก 2 แบบ ไดแ ก 1) Full support mode มใี หเ ลือก 2 อยางคอื VCV และ PCV
ใชตอนทผ่ี ปู วยเพงิ่ ใสเคร่ืองชวยหายใจใหมๆ มีภาวะหายใจลมเหลว (respiratory failure) หรือ hemodynamic
ไมดี 2) Spontaneous mode คือ PSV (pressure support ventilation) ใชในชวงเตรียมหยาเครื่องชวย
หายใจ

2. การปรับตั้งคา ไดแก 1) Volume control ventilation (VC-CMV, V-CMV, CMV, (s) CMV) ใหดู
PIP เปนหลักเอาไมเกิน 35 ท่ีเหลือดู Vte, RR, และ O2 sat 2) PCV (PC-CMV, P-CMV) ใหดู Vte เปนหลัก

ที่เหลือดู PIP ไมเกิน 30 cmH2 O, RR, และO2 sat, 3) PSV ใหดู RR เปนหลัก (เพราะเปน mode ที่ไมได
ตง้ั RR ไว) ท่เี หลือใหดู Vte, PIP และ O2 sat

3. การปรับตั้งคา เคร่อื งชว ยหายใจสงิ่ ที่ พยาบาลวิชาชพี ตองคำนึงถงึ ดังนี้
3.1 จุดประสงคข องการชวยหายใจคอื ใหก ารชว ยหายใจเพื่อทำใหม กี ารแลกเปลีย่ นกาซทีเ่ พียงพอ

ลดงานซึง่ เกดิ จากการหายใจ ประเมนิ การหายใจมปี ฏสิ มั พันธกบั เครอ่ื งชวยหายใจ หลกี เลย่ี งการใชค วามดัน ขนาดสงู
3.2 ดูแลใหผูปวยไดรับออกซิเจนที่เพียงพอโดยติดตามคา O2 sat เปนหลักโดยทั่วไปกำหนดคา

O2 sat > 92-94% หรือตามพยาธิสภาพของโรคตางๆ คือ 1) กลุมภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและ post
cardiac arrest keep O2 sat > 94% 2) กลุมภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน keep O2 sat > 88 - 92% 3)
โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังหรือโรคปอดเรื้อรัง keep O2 sat > 88% 4) ภาวะช็อคใช FiO2 > 0.6 กอนในชวงแรก เพื่อ
เพิ่ม O2delivery 5) พิษจากพาราควอท ในขณะใหยา amiodarone ทางหลอดเลือดพยายามลด FiO2 เทาที่จะ
maintain O2 sat ได เพอ่ื ลดการ เกิด lung injury ถาพยาธิสภาพของปอดดใี หเ ริม่ FiO2 ท่ี 0.4 ไวกอ น และไม
ควรเกิน 0.6 6) ในรายทีม่ ีความผิดปกติของปอดรนุ แรง เชน ภาวะ ARDS อาจยอมรับทคี่ า O2 sat > 88%

3.3 การตั้งปริมาตร tidal volume (Vt) ประมาณ 8-10 มล.ตอน้ำหนกั ตวั 1 กิโลกรัม ในกรณี
ทวั่ ไป ควรคำนวณ predicted body weight (PBW) ผูช าย PBW = 50.0 + 0.91 (ความสงู เปน ซม. - 152.4)
ผหู ญิง PBW = 45.5 + 0.91 (ความสงู เปน ซม. - 152.4)

3.3.1 การตั้งในขนาดสูง 10-12 มล.ตอ นำ้ หนกั ตัว 1 กโิ ลกรัม ในผปู ว ย neuromuscular
disease เพื่อใหการหายใจไดตามเครื่อง และในภาวะ metabolic acidosis สวนในกรณีผูปวยมีภาวะช็อค
พยาบาลตองระวัง การใช Vt สูงๆ ในชวงแรก เนื่องจากการใช Vt สูง จะทำให เพิ่มความดันในชองอกทำให
การไหลเวียนเลือดลดลงทำให stroke volume ลดลงไดใหทำการ resuscitate กอน ถา BP ดีขึ้น คอยปรับ
Vt เพม่ิ หากมคี วามจำเปน ทต่ี อ งใช Vt สงู

3.3.2 ในกลุมที่มีความผิดปกติที่ปอด เชน ARDS, CHF, pneumonia, pleural disease,
increase intraabdominal pressure อาจเริ่มตั้งที่ขนาด 5-8 มล.ตอ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และความดัน
ชวง plateau pressure นอ ยกวา 30 ซม.น้ำ

3.4 เลือกอัตราการหายใจ (respiratory rate; RR) ที่เหมาะสมเพื่อใหไดการหายใจตอนาทีที่
เหมาะสมกับโรคและลักษณะทางคลนิ กิ โดยปรับผลตามคากา ซในเลอื ด ปกตติ ้งั RR เทา กับ 10-15 ครง้ั ตอนาที กลุม
ทต่ี ั้ง RR ตำ่ 8-12 คร้งั ตอ นาที เชน COPD และ asthma เพ่อื ใหผ ูป วยหายใจออกไดหมด จะไดไ มเกิด auto-
PEEP กลุมที่ตั้ง RR สูง คือ 16-24 ครั้งตอนาทีหรือสูงกวา ใชในกรณีตอไปนี้ 1) Restrictive lung โดยสูงสุดไมเกิน
35 ครั้งตอนาที 2) Metabolic acidosis แตโดยทั่วไปมักปรับไมเกิน 30 ครั้ง ตอนาที 3) Increased
intracranial pressure ใชในการ hyperventilate ชวงแรก

3.5 การตั้ง Positive End Expiratory Pressure (PEEP) คือ ลมที่ถางปอดอยูเสมอในชวงหายใจ
ออก ใหไปเพื่อชวยถาง alveoli โดยหลกั ต้ังไมเกิน 5 cmH2O ใชเพ่ือปอ งกนั ปอดแฟบ (lung atelectasis) การ
ใช PEEP ที่ต่ำกวา 5 cmH2O ใชในกรณี COPD เนื่องจากทำใหเกิด barotrauma ได สวนการใช PEEP ที่
มากกวา 5 cmH2O ใชในกรณตี อไปน้ี 1) ARDS ใช PEEP เพอื่ ปองกัน lung atelectasis 2) Left sided heart
failure (cardiogenic pulmonary edema) ใช PEEP เพื่อลด preload จากการเพิ่ม intrathoracic
pressure ทำให venous return ทำใหอาการของ heart failure ดีขึ้น 3) Intraabdominal hypertension
หรือ abdominal compartmental syndrome ใช PEEP เพื่อปองกัน lower lung atelectasis 4) Auto-
PEEP โดยใช PEEP เพื่อลด work of breathing ในชว ง start of inspiration พยาบาลควรตดิ ตามผลท่ีไมพึง
ประสงคจาก PEEP เชน barotrauma ความดันเลือดต่ำ หรือการแลกเปล่ยี นกาซแยล งในกรณี overinflation

3.6 การตั้งคาความไวของ trigger ที่เหมาะสมโดยพยายามใหมีปฏิสัมพันธระหวางผูปวยกับ
เคร่ืองชวยหายใจมากที่สดุ โดยทไี่ มต้ังตำ่ เกนิ ไปจนกระทง่ั เกิดเครื่องชว ยหายใจทำงานเอง (autocycling)

3.7 ควรระมัดระวังในการใชอัตราสวนของระยะเวลาหายใจออกทีเ่ หมาะสม ในผูปวยซ่ึงมีความ
เส่ยี งตอการเกดิ air trapping เนอื่ งจากการเกดิ auto PEEP ที่ไมตองการได การตั้งใน PCV mode โดยปกติ
ตั้ง I:E ประมาณ 1:2 - 1:3 (ถาดู flow-time curve เปนจะตั้งคา I:E เทาใดก็ได เทาที่ flow ที่จุด end of
expiration แตที่ศนู ย กอ นหายใจเขา breath ถัดไป)

3.8 การตัง้ Peak inspiratory flow rate (PIFR) ปกติ ตง้ั คา ท่ี 40-60 LPM ถา ตง้ั flow คอ นขา ง
สงู อากาศจะเขาไปเรว็ I-time จะสั้น E-time จะยาว เหมาะสำหรบั ผูปวยกลมุ obstructive lung ถา ต้ัง flow
คอนขางต่ำ อากาศจะเขาไปชา I-time จะยาว เหมาะสำหรับในกลุม restrictive lung ดังนั้นพยาบาลตอง
ประเมนิ โดยการฟง ปอด และติดตามผลการตรวจเอกซเ รยป อดเปน ระยะ

3.9 การตั้ง Pressure rise time (PRT, P-ramp) คอื การกำหนดความชันของการเพม่ิ แรงดันใน
หลอดลม หนวยเปน millisecond ซึ่งถาตั้งไวต่ำมาก ความชันจะสูง จะเพิ่มแรงดันในหลอดลมอยางรวดเร็ว
ปกติ ตง้ั ไวประมาณ 50 msec P-ramp เปน สว นหนึง่ ของ I-time ตั้งสงู เชน 75-100 msec กรณที ่ตี อ งการให
อากาศเขาไปชา เชน upper airway obstruction ตั้งต่ำ เชน 25 msec กรณีที่ ตองการใหอากาศเขาไปเร็ว เชน
severe metabolic acidosis

3.10 การตั้ง Pressure support (PS) ตั้งใน PSV mode หลักคือ ตั้ง PS มาก ได Vt มาก ตั้ง PS
นอย ได Vt นอย โดยทว่ั ไปปรบั เรมิ่ ท่ี 15 cmH2O กอ นแลว คอ ยปรบั ลดลง

3.11 การตั้ง Expiratory trigger sensitivity (ETS, E-trigger, % cycling) ตั้งใน PSV mode
ปกติจะตั้ง ETS ที่ 25% การตั้ง ETS > 25% ทำใหเครื่องตัดเปนชวง หายใจออกเร็ว > I-time สั้น ทำให Vt
ลด การตงั้ ETS < 25% ทำใหเ ครอ่ื งตัดเปน ชว งหายใจออกชา > I-time ยาว ทำให Vt เพิ่มขนึ้

การสือ่ สาร การดูแลผปู ว ยในภาวะวิกฤตหรือภาวะเจ็บปวยที่เกิดขนึ้ อยางกะทันหนั ตอ งการการดูแล
ที่เรงดวน รวดเร็ว และถูกตองทันเวลา เพื่อมุงหวังใหผูปวยผานพนภาวะวิกฤตของชีวิตอาจทำใหพยาบาลวิชาชีพ
มองขาม การดูแลทางดา นจิตใจและความตองการของญาติ การสื่อสารเปนปจ จัยทีม่ คี วามสำคัญและมีผลตอ
งานบริการพยาบาล คุณภาพ และการบรรลุเปา หมายของวิชาชีพ ความผิดพลาดจากการสอื่ สาร บางครั้งอาจ
ทำใหเกดิ อบุ ัติการณท่ีไมพงึ ประสงค ซ่งึ บอ ยครั้งนำมาซึ่งการฟองรอง/รอ งเรียน หรอื เกดิ ความขัดแยงระหวาง
ผูใชบ ริการ ผปู ฏบิ ัติงานท้ังในทมี การพยาบาล และสหสาขาวิชาชพี การขาดสมั พันธภาพทด่ี กี ับผูปวยและญาติ
การใหขอ มูลทไ่ี มช ดั เจน ตอ งประสานความรว มมอื กับบคุ ลากรในทีมสขุ ภาพยอมรับและรับฟง เมือ่ มีการแสดง
ความคิดเห็นของผูปวย ญาติและทีมสุขภาพ มีการประเมินขอจำกัดในการสื่อสารกับผูปวยที่ใชเครื่องชวย
หายใจ รวมถึง การเลือกวิธีและเครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสม เชน การสื่อสารดวยวัจนภาษา (verbal
communication) ไดแก การเขียนคำพูด และอวัจนภาษา (non-verbal communication) ไดแ ก พฤติกรรม ทาทาง
การใชสายตา การแสดงออกทางใบหนา การใชมือ รวมทั้งการใชสัญลักษณสิ่งของ รูปภาพ เพื่อใหเกิดความ
เขา ใจตรงกนั และไมสับสน

ที่มา......การพฒั นาระบบบริการพยาบาลผูป้ ่ วยโรคไมต่ ิดตอ่ เร้ือรงั ในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโควิด-19 ของนาง
ประภา ราชา:2563


Click to View FlipBook Version