The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ae4515, 2024-02-27 21:57:43

Transport 925

Transport 925

กรรมการผู้จัดการใหญ่คนล่าสุด “เอสซีจี” ย�้ำเดินหน้า สร้างสังคม Net Zero ให้เติบโตอย่างยั่งยืน แก้วิกฤตโลกเดือด มุ่งสู่ยอดขายนวัตกรรมกรีนร้อยละ 67 ในปี 2573 พร้อมตอบโจทย์ ลูกค้ารวดเร็วและหลากหลายทั้งอาเซียนและโลก ด้วยแนวคิด “Passion for Inclusive Green Growth” ผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนองค์กร 1.องค์กรคล่องตัว 2.นวัตกรรมกรีน 3.องค์กร แห่งโอกาส และ 4.ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี คนล่าสุด ด�ำรงต�ำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 แถลงทิศทางและ ความมุ่งมั่นของธุรกิจว่า “อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สภาพ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างมาก กระทบรุนแรงต่อ เจาะลึกโลจิสติกส์ ไอที พลังงาน ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ การค้า ประกัน ยานยนต์ fb : Transport Journal Newspaper / www.trjournalnews.com ปีที่ 26 ฉบับที่ 925 • ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 PAGE 12 ‘ดีเอชแอลฯ’ ผนึก ‘กรีนสปอต’ เปิดตัวรถขนส่งไฟฟ้า เดินหน้าสู่โลจิสติกส์ที่ยั่งยืน ‘เอสซีจี’ สร้างสังคม Net Zero ด้วยนวัตกรรมกรีน ‘SJWD’ รุกโลจิสติกส์มาเลเซีย เพิ่ มสัดส่วนหุ้น ‘ANI’ ขยายธุรกิจขนส่งทางอากาศ PAGE 5 ปีที่ 26 หนังสือพิมพ์ ทรานสปอร์ต เจอร์นัล ‘เดอเบล’ ทุ่มกว่า 100 ลบ. เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับ การเติบโตของคู่ค้าทางธุรกิจ ผ่านแนวคิด ‘Passion for Inclusive Green Growth’ อ่านต่อหน้า...2 อ่านต่อหน้า...2 ธนะดีฯ กางแผนธุรกิจลุยตลาดรถบรรทุก ผนึก ‘ยูดี ทรัคส์’ เจาะภาคเหนือตอนบนรับขนส่งโต! “ธนะดีฯ“ ไพรเวท ดีลเลอร์ของ ยูดี ทรัคส์ กางแผน ธุรกิจรุกตลาดรถบรรทุกภาคเหนือตอนบน โชว์ผงานแกร่ง ขยายศูนย์บริการเป็น 3 แห่ง ในเวลา 3 ปี ในพื้นที่ ภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ และ เชียงราย ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เผยยอดการ เติบโตเพิ่ มขึ้นถึง 50% ในเวลา 3 ปี วางแผนขยายศูนย์ บริการเพิ่ ม สร้างความมันใจในบริการหลังการขายให้กับ่ ลูกค้าที่ขนส่งสินค้าในพื้นที่ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม SJWD ลงทุนรวมกว่า 2,470 ล้านบาท ปิด 2 ดีลขยายฐาน ธุรกิจโลจิสติกส์ เข้าซื้อหุ้น Swift Haulage Berhad ผู้ให้บริการ โลจิสติกส์แบบครบวงจรรายใหญ่ในมาเลเซีย 20.44% เพิ่ม ศักยภาพให้บริการขนส่งสินค้าในมาเลเซีย อ่านต่อหน้า...2 บริษัท ธนะดี ออโต้ ทรัค แอนด์ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จ�ำกัด เป็นตัวแทนจ�ำหน่ายและให้บริการ รถบรรทุกยูดี ทรัคส์ ครบวงจร โดยมีศูนย์บริการอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกและเชียงใหม่ ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 12 ไร่ งบลงทุนกว่า 170 ล้านบาท เปิดให้บริการเมื่อปี 2563 ภายใต้ การบริหารงานของ นางสาวอัยยริน มั่นคง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนะดี ออโต้ ทรัค แอนด์ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จ�ำกัด ธนะดีฯ เป็นบริษัทในเครือของบีอาร์เค ซึ่งถือเป็นบริษัทแม่ที่ด�ำเนินธุรกิจ ด้านโลจิสติกส์ ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยมและสินค้าอื่น สู่ Flagship Dealer นางสาวอัยยริน กล่าวว่า ทางธนะดีฯ ได้รับการแต่งตั้งจากยูดี ทรัคส์ ให้เป็นผู้รับผิดชอบ เขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 โดยเริ่มต้นจากแห่งแรกที่จังหวัดพิษณุโลก ต่อมา ได้ขยายสาขาไปที่จังหวัดเชียงใหม่ และในส่วนจังหวัดเชียงรายซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่า จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนสาขาเชียงใหม่ ใช้งบประมาณลงทุน ประมาณ 30 ล้านบาท บนพื้นที่ 12 ไร่ และสาขาเชียงราย ใช้งบประมาณลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท บนพื้นที่ 4 ไร่ และได้วางแผนเปิดสาขาที่อ�ำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า อัยยริน มั่นคง


2 ต่อจากหน้า...1 กองบรรณาธิการ สารจาก ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเข้ามา มีบทบาทส�ำคัญ ทุกธุรกิจจ�ำเป็นต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะ ธุรกิจ SME ถ้ายังท�ำธุรกิจแบบเก่าและตลาดเดิม ไม่เสาะหา ตลาดใหม่มีสิทธิ์ม้วนเสื่ออย่างแน่นอน ! ตลาดในอาเซียน ยังมีพื้นที่ส�ำหรับ SME ไทย โดยเฉพาะ ธุรกิจ SME กลุ่มสินค้า OTOP ที่นักท่องเที่ยวมักจะซื้อของฝาก หิ้วติดไม้ติดมือกลับประเทศกันอย่างมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้มองเห็นถึงโอกาสของตลาดในอาเซียน “Krungsri Plearn Plearn” ได้ออกบทวิเคราะห์ “5 เทรนด์ธุรกิจ SME ดาวรุ่ง มาแรงใน ASEAN รับปี 2024” ซึ่งสินค้าไทยที่ยังเป็นที่ต้องการ ของอาเซียน และนักท่องเที่ยวทั่วโลก คือสินค้า OTOP ซึ่งมี ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ SME ดาวรุ่งใน ASEAN ปี 2024 1. ธุรกิจเครื่องหอม : ยาดม/ก้านหอม ซึ่งธุรกิจเครื่องหอม ในประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเทศ ที่มีภูมิประเทศและ อากาศเหมาะแก่การเพาะพันธุ์สมุนไพรที่ หลากหลาย โดยสมุนไพรหลายชนิดสามารถน�ำไปแปรรูป ในการท�ำ เครื่องหอมได้ ที่ส�ำคัญเป็นสินค้าที่ชาวต่างชาติส่วนใหญ่นิยมซื้อ ไปเป็นของฝากเป็นจ�ำนวนมาก 2. ธุรกิจเสื้อผ้า : กางเกงช้าง เมื่อช่วงปี 1-2 ที่ผ่านมา กระแสของการใส่กางเกงช้างนับว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่นิยมในการใส่กางเกงประเภทนี้ แต่ ชาวต่างชาติที่ได้มาเยี่ยมเยียนประเทศไทยเองต่างก็ให้การยอมรับ ในคุณภาพของกางเกงช้างเช่นเดียวกัน ด้วยลวดลายที่มีความเป็น เอกลักษณ์สื่อถึงความเป็นไทยได้อย่างแท้จริง บวกกับความใส่สบาย ดูมีความบางแต่ไม่โป๊ ก็ยิ่งท�ำให้มันกลายเป็นกางเกงยอดฮิตที่ถูกใจ นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน หากเจ้าของธุรกิจ SME คนไหนอยาก สร้างความแตกต่าง อาจท�ำลวดลายอื่น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ จังหวัดนั้น ๆ หรือรูปสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจ�ำจังหวัด 3. ธุรกิจเครื่องนอน : หมอนยางพารา ส�ำหรับเรื่องของเครื่องนอน เช่น หมอน ก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แต่หนึ่งในประเภทของหมอน ที่ถูกใจนักท่องเที่ยว คงหนีไม่พ้น “หมอนยางพารา” เพราะสามารถ ตอบโจทย์ทั้งการอิง พิง และการนอนมากที่สุด แถมดีต่อสุขภาพ อีกด้วย ในประเทศไทยของเรา แน่นอนว่าธุรกิจยางพาราเป็นอีกหนึ่ง ธุรกิจที่สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับธุรกิจ SME อย่างมากมาย อีกทั้งหมอนยางพาราก็ยังเป็นหมอนที่มีความคงทน และไม่นิ่ม จนเกินไป เหมาะแก่การพักผ่อนและการนอนได้เป็นอย่างดี 4. ธุรกิจเพื่อความงาม : สบู่สปารูปทรงผลไม้ กระแสของธุรกิจ ดูแลเพื่อความงาม ในประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศล�ำดับต้น ๆ ของโลกที่เรื่องของการดูแลผิวและการนวดเพื่อผ่อนคลาย รวมไปถึง การท�ำสปานั้นได้รับความสนใจจากทั่วโลกเป็นอย่างมาก ไม่ว่าใคร ที่ได้มาเที่ยวที่ประเทศไทยถ้าไม่ได้ใช้บริการนวดแผนไทยก็ต้องยก ให้กับสปานี่แหละที่ครองใจชาวต่างชาติให้ได้รับความผ่อนคลาย มากที่สุด จึงเกิดเป็นสินค้า OTOP 5. สินค้า Handmade : กระเป๋า เครื่องหนังต่าง ๆ ตั้งแต่ อดีตที่ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่ผลิตเครื่องหนังได้ดีเป็น อันดับต้น ๆ ของโลก ในปัจจุบันมันก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เช่นเคย และยังมีการพัฒนาสู่เครื่องหนังที่มีความเข้ากับเทรนด์การแต่งตัว ของคนสมัยนี้ และมีความแฟชั่นมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น กระเป๋า แฮนด์แบค รองเท้าหนัง หรือกระเป๋าสตางค์ทั้งของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่มีดีไซน์แบบวัยรุ่น ทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะยิ่ง ดึงดูดให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น เมื่อรู้เทรนด์ของสินค้าแล้วเรื่องต่อไปที่ต้องศึกษาคือกลยุทธ์ ในการบุกตลาดอาเซียน และใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือ การพึ่งพาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมการค้าระหว่างประเทศ www.dft.go.th ,กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ www.dtn.go.th, กรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ www.ditp.go.th และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่าง ประเทศ www.sacit.or.th/th เป็นต้น ต่อมาต้องวางแผนสต๊อก สินค้าให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า ถ้าเจ้าของธุรกิจ SME อยากสร้าง ฐานลูกค้าที่ต่างประเทศ อยากแนะน�ำว่าควรท�ำการรีเสิร์ชข้อมูล ไลฟ์สไตล์การซื้อของคนที่ประเทศนั้น ๆ เพื่อหาสินค้า OTOP ที่ตอบโจทย์กับลูกค้าที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปกับสินค้าอื่น ๆ ที่อาจขายไม่ออก และสิ่งส�ำคัญคือต้องมีกระแสเงินสดให้พอหมุนเวียนในธุรกิจ เรื่องการเงินเป็นจุดส�ำคัญที่เจ้าของธุรกิจ SME ไม่ควรมองข้าม เพราะสินค้า OTOP มักเป็นสินค้าที่มีต้นทุนที่สูงพอสมควร ท�ำให้ ไม่สามารถปล่อยอยู่ในสต๊อกได้นาน การมีเงินส�ำรองเก็บจะท�ำให้ สภาพคล่องทางธุรกิจมีความลื่นไหล หากเจ้าของธุรกิจ SME ต้องการเงินสดเพื่อเสริมสภาพคล่องอาจลองปรึกษากับ ทางธนาคารที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้อย่างธนาคารกรุงศรี เพราะพร้อม ให้บริการสินเชื่อเพื่อการส่งออก ท้ายที่สุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคของการสื่อสาร ไร้พรมแดน คือ ต้องมีหน้าร้านบนแฟลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยจัดการ โดยแพลตฟอร์มมีหลากหลาย เช่น การเปิด หน้าร้านใน Shopee และ TikTok Shop เป็นต้น ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 ธนะดีฯ กางแผนธุรกิจ ข่าวต่อ ทางบริษัทได้ทุ่มงบประมาณการลงทุน เพื่อให้ ศูนย์บริการยูดี ธนะดี สาขาพิษณุโลกเป็น Flagship Dealer ที่มีช่องบริการรองรับมากถึง 10 ช่องบริการ ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่มี 8 ช่องบริการ และเชียงราย จะมี 6 ช่องบริการ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของ ลูกค้าในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมที่จะขยายพื้นที่ และช่องบริการเพิ่มเติมทันที หากมีความต้องการของ ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต นางสาวอัยยริน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ส�ำหรับการ เข้าร่วมธุรกิจกับยูดี ทรัคส์ โดยตั้งต้นมาจากหมุดหมาย ทางธุรกิจที่ส�ำคัญบริษัทแม่ กลุ่มบีอาร์เค เพราะถือเป็น บริษัทขนส่งที่เป็นผู้ใช้รถบรรทุกรายใหญ่ ซึ่งมีโอกาส ได้ใช้รถบรรทุกหลากหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะยูดี ทรัคส์ ที่ กลุ่มบีอาร์เค ได้ลองใช้และพบว่าเป็นรถบรรทุกที่มี สมรรถนะสูง คุณภาพเยี่ยม มีความทนทานต่อการใช้งานหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาที่ลาดชันสูงในเขตภาคเหนือ และที่ส�ำคัญ รถบรรทุกยูดี ยังเป็นรถบรรทุกที่มีอัตรา สิ้นเปลืองน�้ำมันเชื้อเพลิงดีกว่าหลายยี่ห้อในตลาด จึง เหมาะสมที่จะลงทุนธุรกิจด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ ยูดี ทรัคส์ ได้เปิดโอกาสรับสมัครตัวแทน ดังนั้น เราจึงมั่นใจที่จะ ขอเป็นดีลเลอร์ดูแลพื้นที่ที่เราถนัดคือภาคเหนือตอนบน และที่ผ่านมาเราสามารถสร้างผลประกอบการได้อย่าง เป็นที่น่าพอใจ คือมียอดเติบโตเมื่อปีที่แล้วถึง 50% และ ปีนี้ และสามารถขยายศูนย์บริการเป็น 3 แห่งได้ภายใน เวลาเพียง 3 ปี และเรายังตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ที่ 50% เช่นกันเพราะสาขาเชียงรายจะเปิดภายในเดือนเมษายนนี้” กางแผนธุรกิจขยายสาขาครอบคลุม ภาคเหนือตอนบน นอกจากนี้ทางธนะดีฯ ยังมีแผนที่จะให้บริการ หลังการขายรุกเข้าไปหากลุ่มลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จากสาขา โดยจะไปตั้งศูนย์บริการเคลื่อนที่ที่อ�ำเภอ เชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเขตการค้าข้ามแดน เชื่อมระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว และเป็นประตู สู่อินโดจีนของประเทศไทย และหากได้รับผลตอบรับที่ ดีในพื้นที่ดังกล่าว ทางธนะดีฯ ก็พร้อมที่จะลงทุนสร้าง ศูนย์บริการย่อยในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจ ในบริการหลังการขายให้กับลูกค้าที่ขนส่งสินค้าในพื้นที่ ดังกล่าว “เนื่องจากเราอยู่ในธุรกิจขนส่งมาเป็นเวลานาน เราเข้าใจดีว่างานบริการหลังการขาย เพื่อดูแลรถบรรทุก ส�ำหรับวิ่งงานขนส่ง ถือเป็นหัวใจส�ำคัญ เพราะหากล้อ หยุดหมุนจะกระทบต่อสินค้าและแผนงานทั้งหมด ดังนั้น แผนอนาคตของเรา นอกจากการบริการเคลื่อนที่เรามีแผน จะขยายสาขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สาขาถัดจากเชียงราย เราก�ำลังศึกษาพื้นที่ที่อ�ำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งถือ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความส�ำคัญในการสร้างความเติบโต ให้กับเราในอนาคตด้วย” นางสาวอัยยริน กล่าว เจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย การขนส่งที่เติบโต ย่อมสัมพันธ์กับยอดขายของ รถบรรทุกเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ นางสาวอัยยริน กล่าว เพิ่มเติมว่า การขนส่งและโลจิสติกส์ทางภาคเหนือค่อนข้าง เติบโต ไม่ว่าจะเป็นเป็นกลุ่มคอนสทรัคชั่น งานขนส่ง ทั่วไป พืชไร่ และสินค้าอุปโภคบริโภค การที่บริษัทเปิด สาขาให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ถือว่าเป็นการอ�ำนวย สะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ ส�ำหรับกลุ่มลูกค้าของธนะดีฯ ในปัจจุบันเป็นกลุ่ม ผู้ประกอบงานขนส่งรายย่อยและธุรกิจขนาดกลาง โดย ทางธนะดีฯ ค่อนข้างมีความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดกับ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ท�ำให้สามารถสร้างความมั่นใจ สิ่งแวดล้อม การด�ำรงชีวิตของผู้คน และเศรษฐกิจโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จึงเป็นภารกิจที่ทุกคนต้องเร่งมือ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะ เทรนด์โลกที่ผู้บริโภคต่างต้องการสินค้า บริการ โซลูชัน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยกู้โลกเดือด จึงน�ำมาสู่ โจทย์หลักของเอสซีจีต่อจากนี้ ที่จะมุ่งสร้างสังคม Net Zero ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมกรีน โดยไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง หรือแนวคิด “Passion for Inclusive Green Growth” ผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก ประกอบด้วย 1. องค์กรคล่องตัว ยืดหยุ่น (Agile Organization) ทรานส์ฟอร์มโครงสร้าง สร้างความคล่องตัว ดันธุรกิจใหม่ ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพื่อขยายขีดความสามารถของ แต่ละธุรกิจให้พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้า ยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างทันท่วงที และ ความผันผวนของสถานการณ์โลก ประกอบด้วยธุรกิจ “เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน” ธุรกิจวัสดุและ โซลูชันก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “เอสซีจี สมาร์ท ลีฟวิง” ธุรกิจนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง และโซลูชันเพื่อ การอยู่อาศัยที่ดีกว่า “เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล” ธุรกิจจัดจ�ำหน่ายวัสดุก่อสร้างและโซลูชันเพื่อการอยู่ อาศัยระดับอาเซียน “เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC” ผู้น�ำตลาดเคมีภัณฑ์ครบวงจรระดับภูมิภาค ซึ่งมุ่งเติบโต ทางธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน “เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่” ธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจรที่ก�ำลังขยายไปในอาเซียน โดยก่อนหน้านี้ได้ผลักดันธุรกิจในเอสซีจีที่มีศักยภาพสูง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้วอย่าง “บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SCGP” ผู้น�ำ บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน “บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดีโลจิสติกส์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD” ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ครบวงจรรายใหญ่สุดในอาเซียน และ “บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SCGD” ผู้น�ำธุรกิจ ตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจรระดับอาเซียน นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างการเติบโตด้วย “การลงทุน” (Investment & Holding) รวมทั้ง “เทคโนโลยีขั้นสูง และดิจิทัล” (Deep Technology & Digital) 2. นวัตกรรมกรีน (Green Innovations) เร่งพัฒนา นวัตกรรม โซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นที่ ต้องการสูงของตลาดโลก ให้ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างสังคม Net Zero เช่น นวัตกรรมปูนคาร์บอนต�่ำ สมาร์ทโซลูชัน เพื่อการอยู่อาศัย พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ที่ใช้ซ�้ำ รีไซเคิลได้ พลังงานสะอาดครบวงจร พร้อมขยาย เข้าสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมที่ เกี่ยวเนื่องกับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสร้าง เครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระดับโลกเพื่อพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน อาทิ Norner AS ศูนย์วิจัยและพัฒนาพลาสติก ประเทศนอร์เวย์ และ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยตั้งเป้า รายได้จากนวัตกรรมรักษ์โลก SCG Green Choice ร้อย ละ 67 จากยอดขายทั้งหมด ภายในปี 2573 พร้อมทั้ง พัฒนากระบวนการผลิตคาร์บอนต�่ำ ตามเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 (Net Zero 2050) ปัจจุบันคืบหน้าตามแผน 3. องค์กรแห่งโอกาส สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ (Organization of Possibilities) เปิดโอกาสให้พนักงาน ปล่อยแสงสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ๆ ผ่าน โครงการสตาร์ทอัพในเอสซีจี อาทิ พัฒนาแพลตฟอร์ม สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ “Prompt Plus” ยกระดับ การบริหารจัดการต้นทุนและสต๊อกสินค้าให้แก่ร้านค้า รายย่อยกว่า 10,000 ราย ในเครือข่ายเอสซีจี การบ่มเพาะ สตาร์ทอัพในโครงการ ZERO TO ONE by SCG สร้าง โอกาสให้พนักงานก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ ปั้นธุรกิจ และขนส่งข้ามแดน เตรียมต่อยอดผสานความร่วมมือ ขยายธุรกิจ พร้อมปิดดีลเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 20.12% ใน บมจ.เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ ANI ผู้ประกอบการรายใหญ่ 1 ใน 3 ของเอเชีย ในธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าแก่สายการบิน เพื่อ ขยายพอร์ตธุรกิจ เพิ่มศักยภาพบริหารต้นทุนและ ขยายการให้บริการแก่ลูกค้า คาดรับรู้ส่วนแบ่งก�ำไร จากทั้ง 2 บริษัทในปีนี้รวม 240 ล้านบาท นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ประชุมคณะ กรรมการบริษัทได้อนุมัติการลงทุน 2 โครงการ ซึ่งเป็น ก้าวส�ำคัญของการเข้าลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์ในมาเลเซีย และขยายฐานธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Freight) เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนแบบครบวงจรในระดับภูมิภาคให้ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดจนผสานความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ให้กับผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการด�ำเนินธุรกิจแบบ ทันสมัยและเปิดกว้าง มีการรวมตัวกันเพื่อสนับสนุน การท�ำธุรกิจซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทาง ธุรกิจ และองค์ความรู้หรือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างกัน และนี่คือจุดส�ำคัญที่ กลุ่มผู้ประกอบการได้แนะน�ำ รถบรรทุกยูดี ทรัคส์ ให้แก่กันเป็นการบอกต่อ ท้าทายแต่ไม่ใช่เรื่องยาก! ในฐานะที่เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่และบริหารงาน เกี่ยวกับธุรกิจรถบรรทุกซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็น งานของผู้ชาย ซึ่งเรื่องนี้ นางสาวอัยยริน กล่าวว่า ถือว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หนักใจ โดยใช้ หลักการบริหารจะดูจุดส�ำคัญของการท�ำธุรกิจก่อนคือ การท�ำก�ำไรสร้างรายได้และดูค่าใช้จ่ายควบคู่กันไป ต้อง พิจารณาองค์รวมของบริษัทว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ในส่วนของธนะดีฯ ประกอบไปด้วยทีมงาน บุคลากรทุกคน แหล่งที่มาของเงินทุน การสต็อกสินค้า ตนมีหลักการ การบริหารที่ชัดเจนคือแบ่งเป็นสาขา ตั้งเป้าที่ชัดเจน เช่นกัน และติดตามเป้าของแต่ละสาขา ถ้าสาขาไหนท�ำ ไม่ได้ตามที่วางไว้ ก็ต้องมาหาสาเหตุว่าเป็นเพราอะไร ต้องสร้างทีมงานที่มีความรู้ เน้นการบริหารศึกษาข้อมูล ข้อมูลเพิ่มเติม ระบบมีอยู่แล้ว การบริหารคนยากกว่า แต่ต้องสร้างให้ทุกคนมองเป้าหมายเดียวกัน เน้นการท�ำงาน เป็นทีม ในส่วนของ ยูดี ทรัคส์ การเข้ามาตีตลาดรถบรรทุก ถือว่ามีความท้าทายเช่นกัน บางคนคิดว่าเป็นแบรนด์ใหม่ แต่จริง ๆ แล้วได้รีแบรนด์มาจากนิสสัน พอได้ท�ำตลาด อย่างจริงจังก็ไม่ได้ยาก เพราะรถดี มีคุณภาพ ราคา สามารถแข่งขันกับรถยี่ห้ออื่นในท้องตลาดได้ เราเป็น ผู้เคยใช้รถเองมาก่อน พอได้ลองใช้รถยูดี สิ่งที่เห็นได้ ชัดเจนคือเรื่องการลดต้นทุนประหยัดน�้ำมัน พนักงาน ขับรถก็ชอบ เพราะขับสบาย จึงมีแนวคิดว่าถ้าเราเปิด ศูนย์บริการจะได้พันธมิตรและลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นไป ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุม นางสาวนริศรา คุ้มไข่น�้ำ รองประธานฝ่ายขาย พื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง บริษัท ยูดี ทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ให้ความส�ำคัญกับตัวแทนจ�ำหน่าย และการเพิ่ม ศูนย์บริการ มีการส่งเสริมการขายและให้บริการหลังการขาย ส�ำหรับธนะดีฯ ถือว่าเป็นตัวแทนจ�ำหน่ายที่ประสบความ ส�ำเร็จเพราะมีการขยายงานได้อย่างรวดเร็วซึ่งพื้นที่ ภาคเหนือ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ส�ำคัญต่อการเติบโต ของยูดี ทรัคส์ โดยในปีที่ผ่านมาเรายังมีตัวเลขจดทะเบียน รถยูดี ทรัคส์ ที่ลงตลาดในพื้นที่ภาคเหนือเติบโตมาขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งส่วนส�ำคัญเลยมาจากการ ท�ำงานร่วมกันกับพันธมิตรที่ดี และแบรนด์รถบรรทุกยูดี เป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด รวมถึงการบอกต่อของลูกค้า จนขณะนี้เรามียอดขายเป็นอันดับ 3 ของตลาดรถบรรทุก ในประเทศไทย ทางด้าน นางสาวนรมน พันเจริญ รองประธาน กรรมการฝ่ายบริการหลังการขายและพัฒนาเครือข่าย ศูนย์บริการ บริษัท ยูดี ทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของยอดขาย ท�ำให้เรามีรถบรรทุกยูดีวิ่งอยู่ในตลาดมากขึ้น เราจึงให้ ความส�ำคัญในการเพิ่มจ�ำนวนศูนย์บริการให้สอดคล้องกัน โดยในปีนี้ ยูดี ทรัคส์จะมีศูนย์บริการทั่วประเทศรวม จ�ำนวน 27 แห่ง พร้อมให้บริการ และมีแผนจะขยาย เพิ่มจ�ำนวนศูนย์บริการไปอีกเพื่อให้ครอบคลุมความ ต้องการของลูกค้า และในตอนนี้ทางบริษัทยังเปิดรับสมัคร บริษัทตัวแทนจ�ำหน่ายที่สนใจ และมีความพร้อมที่จะ มาร่วมเป็นครอบครัวยูดีกับเรา สามารถติดต่อได้ที่ ยูดี ทรัคส์ ประเทศไทย ในทุกช่องทาง ศักยภาพสูงมากมาย เช่น Dezpax.com แพลตฟอร์ม ออนไลน์แพคเกจจิ้งครบวงจรรายแรกในไทย ส�ำหรับ ธุรกิจร้านอาหาร ฟู้ดเดลิเวอรี่ และคาเฟ่ ในการสร้าง แพคเกจจิ้งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในจ�ำนวนน้อย ราคาเหมาะสมกับ SMEs ซึ่งเติบโตกว่าร้อยละ 300 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับจากผู้ประกอบการกว่า 10,000 รายทั่วประเทศ และ Urbanice แพลตฟอร์ม สื่อสาร บริหารจัดการ ส�ำหรับชุมชนที่อยู่อาศัยอย่าง คอนโดมิเนียมและหมู่บ้าน เพื่อการอยู่อาศัยแบบสมาร์ท สะดวก และมีความสุข มีผู้ใช้งานกว่า 250,000 คน ใน 850 โครงการทั่วประเทศ ตลอดจนสนับสนุนให้ พนักงานพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ตอบเทรนด์อนาคต ซึ่งได้ รับความสนใจจากนักลงทุนภายนอกเอสซีจี เช่น NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ที่ก�ำลังขยายธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียน 4. ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Society) ชวน ทุกคนในห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) เปลี่ยนผ่านสู่ สังคมคาร์บอนต�่ำไปพร้อมกัน ด้วยการผลักดัน “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ เมืองต้นแบบคาร์บอนต�่ำแห่งแรกของไทย” เพื่อเรียนรู้ปัจจัยความส�ำเร็จ ข้อจ�ำกัดในการเปลี่ยน ประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต�่ำ และส่งเสริม “การเกษตร คาร์บอนต�่ำ” เช่น การท�ำนาเปียกสลับแห้งและการปลูก พืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย “Big Brothers for SMEs” ใน จ.สระบุรี เพื่อส่งต่อความรู้ให้ผู้ประกอบการเปลี่ยน ผ่านสู่สังคมคาร์บอนต�่ำ ทั้งด้านพลังงานสะอาด นวัตกรรมรักษ์โลก การหาแหล่งเงินทุน ตลอดจนพัฒนา ทักษะอาชีพที่ตลาดต้องการ 50,000 คน ในปี 2573 ยกระดับแรงงานไทย มีอาชีพมั่นคง ลดเหลื่อมล�้ำ เช่น ช่างติดตั้งและท�ำความสะอาดหลังคาโซลาร์ และ นักเขียนแบบโดยใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modelling) รวมทั้งจับมือกับชุมชนดูแล ระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์และรักษาความหลากหลาย ทางชีวภาพผ่านโครงการรักษ์ภูผามหานที มุ่งสู่เป้าหมาย ปลูกต้นไม้ 1.5 ล้านไร่ ในปี 2593 ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ส่งต่อความยั่งยืน ให้คนรุ่นต่อไป เอสซีจี พร้อมน�ำความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี มาเร่งพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วย ให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย ปลอดภัย ตอบรับกับ ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เพื่อให้ทุกคนทั้งอาเซียนและระดับโลก มีคุณภาพชีวิตที่ดีบนสังคม Net Zero เอสซีจี ข่าวต่อ น�ำความเชี่ยวชาญร่วมมือขยายธุรกิจ การลงทุนทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1.การเข้า ซื้อหุ้น 20.44% ในบริษัท Swift Haulage Berhad หรือ SWIFT (สวิฟท์) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบ ครบวงจรรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มาเลเซีย โดย SWIFT ด�ำเนินธุรกิจโลจิสติกต์มากว่า 10 ปี มีความเชี่ยวชาญการขนส่งทางรถ เช่น การขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์ ขนส่งสินค้าในประเทศ ขนส่งสินค้า ข้ามแดน ขนส่งสินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย เป็นต้น มีการขยายธุรกิจคลังสินค้า รวมถึงเป็นตัวแทนผู้ส่งออก และน�ำเข้าสินค้า (Frieght Forwarder) โดยมีรายได้ ในปี 2565 ประมาณ 4,825 ล้านบาท และก�ำไรสุทธิ 369 ล้านบาท และ 2.เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จ�ำกัด (มหาชน) หรือ ANI จาก 8% เป็นประมาณ 20.12% ซึ่ง ANI เป็น ผู้ประกอบการรายใหญ่ 1 ใน 3 ของเอเชียในธุรกิจ ตัวแทนขายระวางสินค้าแก่สายการบินต่าง ๆ (General Sales Agent หรือ GSA) กว่า 20 สายการบิน ครอบคลุม เส้นทาง 8 ประเทศ เช่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น โดย ANI มีรายได้ในปี 2565 ที่ 6,029 ล้านบาท และก�ำไรสุทธิ 1,093 ล้านบาท และเข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา บริษัทจะใช้งบลงทุนส�ำหรับ 2 โครงการ รวม ประมาณ 2,470 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนใน SWIFT ประมาณ 850 ล้านบาท และ ANI อีกประมาณ 1,620 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากกระแสเงินสดจากการด�ำเนิน ธุรกิจ เงินกู้ยืมและการเสนอขายหุ้นกู้ คาดว่าบริษัท จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งก�ำไรจากทั้ง 2 บริษัทในไตรมาสแรก ปี 2567 เป็นต้นไป รวมประมาณ 240 ล้านบาทในปีนี้ นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารร่วม SJWD กล่าวว่า การเข้าถือหุ้นใน SWIFT เป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการขยายฐานธุรกิจ โลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาค อาเซียน ซึ่งเป็นการเพิ่มเครือข่ายการให้บริการในประเทศ มาเลเซียรวมถึงสิงคโปร์ ท�ำให้ SJWD มีเครือข่ายการให้ บริการครบทุกประเทศในอาเซียนรวมถึงจีนตอนใต้ โดยจะผสานความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพ การให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดนจากประเทศจีน มายัง ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยคาดว่าภาพรวมธุรกิจ โลจิสติกส์ในมาเลเซียจะเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 8% ส่วนการเพิ่มสัดส่วนลงทุนใน ANI จะท�ำให้บริษัท ขยายพอร์ตธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ อย่างรวดเร็ว เพิ่มศักยภาพการบริหารต้นทุน มุ่งสู่การเป็น ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอย่างครบวงจร ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ โดยบริษัทสามารถ เพิ่มรายได้จากการขยายบริการดังกล่าวแก่ลูกค้าของ บริษัท โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม และจีน รวมถึงน�ำเสนอบริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ต่าง ๆ ของบริษัทแก่ลูกค้าของ ANI สอดคล้องกับ ภาพรวมธุรกิจบริการตัวแทนขายระวางสินค้าแก่ สายการบินต่าง ๆ (ข้อมูลจากการวิจัยโดย ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน) มีแนวโน้มแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% นับจากปี 2565-2570 เนื่องจากสายการบินต่าง ๆ มีแนวโน้มจัดหาบริษัทภายนอกเพื่อให้บริการดังกล่าว มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจของ ANI และการเพิ่ม สัดส่วนลงทุนของบริษัทครั้งนี้ “บริษัทได้เดินหน้าแผนลงทุนขยายธุรกิจอย่าง ต่อเนื่องหลังจากที่รวมกิจการแล้วเสร็จ เพื่อเพิ่ม ศักยภาพการเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยการขยายเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุม ยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มมาร์เก็ตแคปเป็น 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 และเพิ่มอัตราก�ำไร สุทธิเป็น 15%” นายชวนินทร์ กล่าว SJWD ข่าวต่อ


<< คมนาคม >> ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 3


4 << TRANSPORT >> ‘สุริยะ’ เดินเครื่อง ‘แลนด์บริดจ์’ เต็มสูบ “สุริยะ” ยืนยันเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” เต็มสูบ เผยอยู่ระหว่างรับฟังความคิด เห็นประชาชน ก่อนน�ามาหาแนวทางแก้ไขปัญหา ด้าน “โฆษกคมนาคม” เชือเป็นยุทธศาสตร์ ่ เชิงเศรษฐกิจก้าวส�าคัญของไทย ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ S-Curve หนุนพื้นทีภาคใต้่ สู่ฮับโลจิสติกส์ ดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก้าวส�าคัญของไทย หากมีการลงทุนตามสมมุติฐานวงเงิน 1 ล้านล้านบาท เชื่อว่า ภายใน 25 ปี จะได้ ผลตอบแทนจากการลงทุนได้หลายเท่า ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์มวลรวม ของประเทศ (GDP) ก็จะเพิ่ม สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึง การจ้างงานภายในประเทศ และการสร้างเม็ดเงินเข้า ประเทศในระดับสูงอีกด้วย นายกฤชนนท์ กล่าว อีกว่า ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการ หลายฝ่ายออกมากล่าวถึง ต้นทุนการเดินเรือ รวมถึง ความแออัดของท่าเรือ โดย กทท. อัปเดต ทลฉ. เฟส 3 เร่งเครื่องถมทะเลท่าเรือ F คืบหน้า 17.34% ยันเสร็จตามแผนเดือนมิถุนายน 2567 ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC บริหารภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ส่วนงาน 2 ก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ-ระบบถนน-ระบบ สาธารณูปโภคมูลค่า 7.3 พันล้าน เผยเอกชนยื่นประมูล 4 ราย คาดได้ตัวผู้ชนะในเดือนมกราคมนี้ เริ่มสร้างเดือนเมษายน 2567 แล้วเสร็จปี 2570 เพิ่มขีดความสามารถรองรับความจุตู้สินค้าเป็น 13 ล้าน ที.อี.ยู. นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อ�ำนวยการการท่าเรือแห่ง ประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ส�ำหรับความคืบหน้าการด�ำเนิน โครงการพัฒนา ทลฉ. ระยะที่ 3 โดยงานก่อสร้างทางทะเลของ ท่าเรือ F เดือนพฤศจิกายน 2566 ด�ำเนินการได้ 2.08% จาก แผนการปฏิบัติงานปัจจุบัน 1.90% ขณะที่เดือนธันวาคม 2566 ด�ำเนินการได้ 2% จากแผนการปฏิบัติงานปัจจุบัน 1.99% ทั้งนี้ แผนการปฏิบัติงานดังกล่าว ในปัจจุบันกิจการร่วมค้า ได้น�ำเครื่องจักรทางน�้ำเข้ามาปฏิบัตงานเพิ่มเติมอีกจ�ำนวน 30 ล�ำ จาก เดิมที่มีอยู่แล้วจ�ำนวน 37 ล�ำ รวมเป็นจ�ำนวนทั้งสิ้น 67 ล�ำ ในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา รวมถึงกิจการร่วมค้าได้น�ำบุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานเพิ่มเติมอีกจ�ำนวน 120 คน จากเดิมมีบุคลากรจ�ำนวน 400 คน รวมมีบุคลากรปฏิบัติงาน ทั้งสิ้นจ�ำนวน 520 คน อย่างไรก็ตาม นับเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นที่การก่อสร้างมีความ คืบหน้ามากกว่าแผนงาน และเป็นไปตามการเร่งรัดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้เร่งรัดให้ปฏิบัติงานในแต่ละเดือนเฉลี่ย อยู่ที่ 3% จากในอดีตอยู่ที่ 0.5% ต่อเดือน และในปัจจุบันอยู่ที่ 2% ต่อเดือน นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าของ โครงการฯ (ณ ธันวาคม 2566) กิจการร่วมค้า CNNC สามารถด�ำเนินงานได้ที่ 17.34% ล่าช้ากว่าแผน ในภาพรวมโครงการอยู่ที่ 1.67% อย่างไรก็ตาม ได้ติดตามเร่งรัดด�ำเนินงานให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถส่งมอบงาน พื้นที่ถมทะเลพื้นที่ 3 ให้ กทท. ได้ภายในเดือนมิถุนายน 2567 ตามก�ำหนด ก่อนจะส่งมอบให้ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จ�ำกัด (GPC) เอกชนคู่สัญญาตามก�ำหนดภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อเริ่มบริหารจัดการ ทลฉ. ระยะที่ 3 ต่อไป โดยยืนยันว่า การด�ำเนินงาน ในปัจจุบันยังไม่กระทบกับสัญญาของ GPC แต่อย่างใด ซึ่ง GPC จะได้ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี และจะเริ่มต้นสัญญา นับจากวันที่ กทท. ส่งมอบพื้นที่แล้วเสร็จ ขณะที่ส่วนงานที่ 2 งานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค วงเงิน 7,387 ล้านบาท นั้น ปัจจุบัน กทท. อยู่ระหว่างตรวจสอบ เอกสารรายละเอียดตาม พ.ร.บ. จัดจ้างฯ ภายหลังจาก กทท. ประกาศประกวดราคาหาผู้รับจ้าง ขณะนี้ได้ปิด รับซองการประมูลแล้ว พบว่า มีเอกชนสนใจจ�ำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ ITD, 2.บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ NWR, 3.บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จ�ำกัด และ 4.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จ�ำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ ทั้งนี้ งานส่วนที่ 2 ของโครงการฯ คาดว่า จะได้ผู้ชนะ การประมูลภายในปลายเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และลงนามสัญญา ก่อนจะเริ่มด�ำเนินการให้ผู้รับเหมาเข้า พื้นที่ด�ำเนินการ ก่อสร้างภายในเดือนเมษายน 2567 ใช้ระยะเวลา การก่อสร้างประมาณ 3 ปีกว่า หรือ 1,260 วัน คาดว่า จะแล้วเสร็จ ในปี 2570 โดยโครงการท่าเทียบเรือ F ส่วนที่ 1 (F1) แล้วเสร็จ จะสามารถรองรับความจุตู้สินค้าเพิ่มอีก 2 ล้าน ที.อี.ยู. โดยปัจจุบัน ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดสามารถรองรับความจุตู้สินค้าอยู่ที่ 11 ล้าน ที.อี.ยู. รวมเป็น 13 ล้าน ที.อี.ยู. จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้าน ที.อี.ยู. เมื่อด�ำเนินการท่าเทียบเรือ F ส่วนที่ 2 (F2) แล้วเสร็จในปี 2574 รวมเป็น 15 ล้าน ที.อี.ยู. และจะครบ 18.1 ล้าน ที.อี.ยู. ในปี 2581 เดินหน้าเร่งสร้าง ‘ท่าเรือ F’ เปิดใช้ในปี ’70 กทท. ยันถมทะเล ‘ทลฉ.เฟส 3’ เสร็จ มิ.ย. 67 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ยืนยัน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์เต็มที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนในพื้นที่ถึงข้อกังวล และข้อสังเกตในด้าน ต่าง ๆ โดยเมื่อรับฟังความเห็นแล้ว หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องจะน�ำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาถึง แนวทางการด�ำเนินการ รวมถึงหากมีปัญหาในจุดใด ก็จะหาแนวทางแก้ไข เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิด ความพึงพอใจ และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายในระดับ สูงสุด ขณะเดียวกันกรณีที่มีผู้ออกมาวิจารณ์เชิง คัดค้านนั้น แต่จากการส�ำรวจความคิดเห็นประชาชน ในพื้นที่พบว่า 99% ต้องการให้โครงการแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์โดยรวมของพื้นที่ภาคใต้ และ เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย ด้าน นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจ�ำกระทรวงคมนาคม และโฆษก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ นับเป็นอีกหนึ่งยุทธศาตร์ส�ำคัญทางเศรษฐกิจโซน ภาคใต้ของประเทศไทยที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่ง ระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งประเทศไทยตั้งอยู่ ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน จึงมีความได้เปรียบ เชิงภูมิศาสตร์ และได้รับผลประโยชน์ด้านการขนส่ง สินค้าของช่องแคบมะละกาที่ในปัจจุบันมีแนวโน้ม การขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงรัฐบาลยุคที่ผ่านมา โซนภาคใต้ของประเทศไทยยังไม่ได้มีการพัฒนา เชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยส�ำคัญ ซึ่งการผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลยุคปัจจุบันนั้น จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ที่มีความ เหมาะสมทั้งพื้นที่ภูมิศาสตร์ จ�ำนวนประชากร และ จ�ำนวนแรงงาน และหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้น จะสามารถสร้าง S-Curve ของอุตสาหกรรมขึ้นมา ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ความเป็นไปได้ของโครงการ แลนด์บริดจ์นั้น ยังคงต้องรอข้อสรุปจากผล การศึกษาวิจัยให้แล้วเสร็จ จึงจะมีการส่งต่อไปยัง ภาครัฐเพื่อพิจารณาถึงแผนการลงทุนต่อไป โดย “กรมรางฯ” แย้มข่าวดี จ่อประกาศเก็บค่ารถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสายเพิ่ม 2 เส้นทาง “สีเหลือง-ชมพู” ภายในปี 2567 คาดได้ ข้อสรุปภายในเดือนมกราคมนี้ เผยผู้โดยสารยังน้อย ส่งผลให้รัฐ ชดเชยการสูญเสียรายได้ให้เอกชนไม่มากนัก ส่วนยอดผู้ใช้บริการ รถไฟฟ้าสายสีแดง-ม่วง ช่วงเดือนตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 25% หลังได้รับอานิสงค์จากมาตรการ 20 บาท ตลอดสาย เล็งเสนอ “คมนาคม” ชง ครม. ขยายอายุมาตรการต่อไป นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคมได้มีการด�ำเนินตามมาตรการอัตรา ค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย น�ำร่อง 2 โครงการ คือ 1.โครงการ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และ 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566-17 มกราคม 2567 มีปริมาณผู้โดยสาร ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงในวันจันทร์-ศุกร์ เพิ่มขึ้น 10-12% และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เพิ่มขึ้น 25% ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสีม่วง ในวันจันทร์-ศุกร์ เพิ่มขึ้น 5% และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพิ่มขึ้น 12% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ก่อนการประกาศใช้มาตรการดังกล่าว ส�ำหรับมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสายนั้น ในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้น 25% ส่งผลให้การชดเชยรายได้ให้ผู้ได้รับสัมปทานลดลง 25% ตามไปด้วย จากเดิมคาดการณ์ไว้ว่า จะสูญเสียรายได้ทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาท ต่อปี อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหลังจากนี้จะมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่ม มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะท�ำให้การชดเชยรายได้น้อยลงไปอีก โดยจะมีการเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาต่อมาตรการดังกล่าว เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ขณะที่การประกาศใช้มาตรการค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสายในเส้นทางอื่น ๆ นั้น ขร. คาดว่าภายในปี 2567 นี้ จะสามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 เส้นทาง ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-ส�ำโรง และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี เนื่องจากพบว่าปริมาณผู้โดยสารของทั้ง 2 เส้นทาง ยังมีไม่มาก หรือยังมีจ�ำนวนไม่เกิน 3-4 แสนคนต่อวัน ท�ำให้สามารถ ก�ำหนดอัตราค่าโดยสารได้ง่าย ซึ่งจะใช้วิธีให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย (รฟม.) น�ำส่วนแบ่งรายได้ของโครงการรถไฟฟ้า สายสีน�้ำเงินที่จะได้รับถึงปี 2572 ซึ่งยืนยันว่า มีเพียงพอเพื่อน�ำมา ชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ข้อสรุป ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2567 หรือในช่วงที่กระทรวงคมนาคมจะมี โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมเพื่อ ความอุดมสุขชองประช่าชน ปี 2567 และปี 2568” “เบื้องต้นได้มีการสอบถามไปยังภาคเอกชน ซึ่งเอกชนไม่ได้ ขัดข้องกับการให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าว แต่รัฐบาลต้อง เพิ่ มอีก 2 เส้นทาง ‘ชมพู & เหลือง’ ภายในปีนี้ ‘กรมรางฯ’ จ่อใช้ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เคารพสัญญาสัมปทานเดิมของเอกชน ส่วนการน�ำมาตรการดังกล่าวมา ใช้กับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ นั้น จากการศึกษาในครั้งนี้ กรมฯ จะมุ่งเน้น ไปที่โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ ๆ ในอนาคตก่อน ส่วนโครงรถไฟฟ้า ในปัจจุบัน อาทิ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ปัจจุบันยังไม่สามารถด�ำเนินการได้ เนื่องจากยังติดสัญญาสัมปทานระหว่างเอกชนและกรุงเทพมหานคร จึงท�ำให้ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้” นายพิเชฐ กล่าว นายพิเชฐ ยังกล่าวภายหลังการสัมมนารับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 โครงการศึกษาก�ำหนดอัตราค่าโดยสารขั้นสูง ค่าแรกเข้าและ หลักเกณฑ์การขึ้นอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบราง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่า การสัมมนาดังกล่าว เพื่อศึกษาวิธีการก�ำหนดอัตรา ค่าโดยสารสูงสุดของระบบขนส่งทางราง อาทิ รถไฟฟ้าในเขตพื้นที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด สอดคล้อง กับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประชาชนหันมาเดินทางด้วย ระบบขนส่งสาธารณะทางราง ทั้งนี้ ขร. จะสรุปผลการเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดเสนอ ต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ส่วนจะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไหร่นั้น จะต้องรอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขนส่งทางราง พ.ศ…. ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเสนอ คณะรัฐมนตรี ผ่านการพิจารณาและมีการประกาศใช้อย่างเป็น ทางการก่อน อย่างไรก็ตาม จากการส�ำรวจความเห็นของประชาชน ที่ใช้รถไฟฟ้าในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เฉลี่ยการเดินทาง ต่อเที่ยวอยู่ 13 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยินดี ที่จะจ่ายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิด 42 บาทต่อเที่ยว (ครอบคลุมในทุก เส้นทาง) พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มองว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ซึ่งที่กล่าวมานั้น ยังไม่มีความ ชัดเจนแต่อย่างใด และ ไม่สามารถระบุได้แบบ ตรงไปตรงมา เป็นเพียงการ คาดเดาโดยการเปรียบเทียบช่วง 3 ปีก่อน จึงจ�ำเป็นต้องรอ ผลสรุป เพื่อน�ำมา ป ร ะ เ มิ น ต ่ อ ไ ป ซึ่งหากต้นทุนสูง เกินไป ผู้ประกอบ จะเป็นผู้พิจารณา เองว่า จะเข้ามาใช้ บริการหรือไม่ ส่วน ฝั่งผู้ลงทุนในโครงการฯ หากได้ข้อสรุปมาแล้วพบว่า ต้นทุนสูง เชื่อว่าก็คงไม่มีผู้ใด เข้ามาลงทุน แต่คาดว่าจะมี การปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสม กฤชนนท์ อัยยปัญญา กับสถานการณ์ ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567


<< AUTO & TRUCK >> 5 การเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้แสดงให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในการขนส่งสินค้าของกรีนสปอต เพื่อให้มั่นใจว่าการขนส่งสินค้าทั้งภายในและภายนอกบริษัท จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเส้นทางการขนส่งสินค้า จะครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบจากโรงงานผลิตขวด ไปยังโรงงานกรีนสปอต หนองแค และรังสิต และขนส่งสินค้า จากโรงงานทั้ง 2 แห่ง ไปยังคลังสินค้าคลองหลวง หลังจากนั้น สินค้าจะถูกขนส่งไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ต่าง ๆ อาทิ บิ๊กซี โลตัส และ 7-11 รถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้จะถูกบริหารจัดการโดยศูนย์ ควบคุมการปฏิบัติการด้านการขนส่งของดีเอชแอล (DHL Connected Control Tower) โดยมีการน�ำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยมากมายมาใช้ อาทิ Paragon Route Optimization System, Transport Management System, Telematics และ DHL’s MySupplyChain digital platform นายสตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า “เราก�ำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยให้ความส�ำคัญกับ การด�ำเนินงานด้วยพลังงานสะอาดและยั่งยืนในทุกขั้นตอน ความร่วมมือของเรากับกรีนสปอตในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ค่านิยมของทั้งสองบริษัทที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะความมุ่งมั่น อันแน่วแน่ต่อแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน การเปิดตัวรถขนส่ง CHO จัดงาน The Electric Bus Handover Ceremony เพื่อรับมอบและเปิดตัวรถบัสไฟฟ้า ยี่ห้อ “ANKAI” รุ่น HFF6122K10EV ซึ่งเป็น รถบัสไฟฟ้าที่น�ำเข้ามาตามสัญญาความร่วมมือกับ AVIC-INTL PROJECT ENGINEERING COMPANY “AVIC-INTL” บริษัทในเครือ AVIC รัฐวิสาหกิจ ขนาดใหญ่ของประเทศจีน และ ANHUI ANKAI AUTOMOBILE CO., LTD (ANKAI) บริษัท มหาชนสัญชาติจีนผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จาก ประเทศจีน ย�้ำถึงความร่วมมือในการเปิดตลาดรถ บัสไฟฟ้าในประเทศไทย นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHO เปิดเผยว่า CHO ได้มุ่งหน้าไปสู่ธุรกิจพลังงานใหม่ ไม่เพียงแต่เฉพาะการขายรถ EV Bus เท่านั้น เรายังมีธุรกิจการบริหารจัดการส�ำหรับการเดินรถ ที่มีลูกค้าไว้วางใจบริการของเรา CHO ได้เตรียม การรองรับในการขายรถ EV Bus และรวมถึง EV เพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย โดยมองว่าสิ่งส�ำคัญ ที่จะท�ำส�ำเร็จนั้น ไม่เพียงมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เท่านั้น แต่รวมถึงการจัดหาแหล่งทุนให้กับลูกค้า ของเรา โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ที่จะรองรับการน�ำ CHO รุกตลาดครั้งนี้ ประการที่สอง CHO ก�ำลังด�ำเนินการลงนาม สัญญาที่ผลิตภัณฑ์ EV ทั้งหมดของ CHO ในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าของเราไม่ต้องกังวล และ สบายใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ทางธุรกิจ และที่ส�ำคัญอีกประการหนึ่งคือ CHO ได้พัฒนา ระบบชาร์จพลังงานไฟฟ้า (Charging Station) ร่วมกับพันธมิตร เพื่อทดสอบระบบสนับสนุน (Backend System) ในการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านระบบ Block Chain เพื่อความสะดวกในการช�ำระ ค่าบริการได้ทันที หรือ “CHO’s Back End” ซึ่งมี สถานีชาร์จที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดระยอง และ จังหวัดขอนแก่น (ส�ำนักงานใหญ่) ที่ระบบเชื่อมโยง เข้าด้วยกัน Mr.Xiong Tao Vice President (AVIC-INTL Engineering Company) กล่าวว่า “ตลาด EV ในไทย มีแนวโน้มสดใส โดยเรามีเทคโนโลยีในการท�ำผลิต ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชันน�้าระดับโลก ร่วมกับกรีนสปอต ผู้ผลิตนมถั่วเหลืองชั้นน�าของประเทศไทย เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า 18 ล้อ เป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวส�าคัญส�าหรับความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทสู่การสร้างสรรค์อนาคตที่เป็นมิตรต่อ สิ่ งแวดล้อมและยั่งยืน รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนี้สามารถวิ่ งได้ในระยะทางสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึงครั่ง ซึ้ งใช้เวลาชาร์จพลังงานเต็มประสิทธิภาพประมาณ 2 ชั ่วโมง ่ โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 60 ตัน ต่อปี ‘ดีเอชแอลฯ’ ผนึก ‘กรีนสปอต’ พลังงานไฟฟ้าของเราถือเป็นเครื่องพิสูจน์อันเด่นชัดถึงความ ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะช่วยให้เราสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ผ่านการวางแผนเส้นทางการเดินรถที่มีประสิทธิภาพ และการส่งมอบสินค้าอย่างปลอดภัย โดยลูกค้าสามารถ ตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ในทุกขั้นตอนการท�ำงาน” นายโชติ โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรีน สปอต จ�ำกัด กล่าวว่า “แนวทางการด�ำเนินงานของเราจะมุ่งเน้น เรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยด้านอาหาร และมีคุณค่าทาง โภชนาการเป็นหลักเสมอ การเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อขนส่งเครื่องดื่มของเราในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ไปอีกก้าวต่อการปฏิบัติงานที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ตอกย�้ำ ถึงความทุ่มเทของเราในการด�ำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เราจะยังคงมุ่งมั่น น�ำโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการ ต่าง ๆ ของซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่องต่อไป” ความมุ่งมั่นของกรีนสปอตในด้านความยั่งยืน ยังครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด และลดอัตราการใช้พลังงาน ด้วยความพยายามอันเต็มเปี่ยมและจิตส�ำนึกในการรักษา สิ่งแวดล้อม บริษัทได้ก�ำหนดเป้าหมายที่จะสร้างเสริมสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้บริโภคและชุมชนในวงกว้าง นโยบายนี้สะท้อนผ่านการให้ความส�ำคัญต่อแนวทางปฏิบัติ ที่ยั่งยืน การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และการมี ส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกฝ่าย ปัจจุบัน ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มีการน�ำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้จ�ำนวนมากและมีแผน ที่จะเพิ่มจ�ำนวนอย่างต่อเนื่องในปี 2567 และปีต่อ ๆ ไป การน�ำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้ขนส่งสินค้าอย่าง ต่อเนื่องนี้ สอดคล้องกับนโยบายการขนส่งที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแผนงานเชิงกลยุทธ์ในการใช้โซลูชั่น เปิดตัวรถขนส่งไฟฟ้าเดินหน้าสู่โลจิสติกส์ทียั ่ งยืน ่ EV Buses จากประเทศจีน ที่ได้รับการยอมรับ และน�ำไปใช้งานในทวีปยุโรป เรายินดีที่จะสนับสนุน การท�ำตลาดนี้อย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าการเริ่มต้น วันนี้จะเป็นส่วนผลักดันการใช้งานผลิตภัณฑ์ EV ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมถึงโอกาสในการผลิตผลิตภัณฑ์ EV Buses ของ เราเป็นจ�ำนวนมากในอนาคต” Mr.Gu Tengfei Sales Manager (ANHUI ANKAI Automobile Co., Ltd.) กล่าวว่า “ถือเป็น การเริ่มต้นของความส�ำเร็จในโครงการ EV Buses และขอบคุณความร่วมมือของทุกฝ่ายในการผลักดัน ให้สามารถเกิดขึ้นในเวลาเพียง 7 เดือน และ ขอขอบคุณนโยบายสนับสนุนการใช้ EV ของ รัฐบาลไทย เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ “ANKAI” ของเรานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีคุณภาพสูงที่จะช่วยให้ CHO เดินหน้าตาม เป้าหมายในเวลาอันสั้น พร้อมกันนี้เรามั่นใจว่า ภายในปี 2567 เราจะส่งมอบรถ EV Buses จ�ำนวน 100 คัน ได้ในประเทศไทย” บริษัทเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ท�ำการส�ำรวจตลาด รถบัสไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 3 ปี ทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มผู้ประกอบการ เดินรถบัสในประเทศไทย ที่ต้องการรถบัสที่มีระบบ พร้อมส่งมอบรถให้ลูกค้า 100 คัน ใน Q1/67 CHO เผยโฉมรถบัสไฟฟ้า ANKAI จากจีน พร้อมส่งรถบรรทุก EV ให้ ‘นิปปอน เอ็กซ์เพรส’ NEX เดินหน้ามอบยานยนต์ไฟฟ้ารักษ์โลก การขนส่งที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตาม แผนงานความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท นโยบายนี้ยังท�ำหน้าที่ เป็นแบบแผนในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรถขนส่งโดยใช้ ทางเลือกต่างๆ เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อาทิ การน�ำน�้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (Hydrotreated Vegetable Oil) ก๊าซชีวภาพ พลังงาน ไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ไฮโดรเจน มาใช้ เป็นต้น ซึ่งในฐานะ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มนี้ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ตั้งเป้าที่จะปรับเปลี่ยนรถขนส่งประมาณ 2,000 คัน ทั่วโลก ใปใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้นในอนาคต NEX เร่งสปีดส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้ารักษ์โลก ประเดิมส่งมอบรถบรรทุก EV ให้ “บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด” เพื่อน�ำไปใช้ขนส่งสินค้าทุกรูปแบบ ช่วยลดปัญหา ก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต�่ำ ซีอีโอ “คณิสสร์ ศรีวชิระประภา” ระบุเดินหน้าร่วมลดมลพิษ และแก้ไขปัญหาคาร์บอนไดออกไซด์ ฝุ่น PM 2.5 ฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม และคืนอากาศบริสุทธิ์ให้สังคมไทย Mr.Masato Tanabe ต�ำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ให้ความส�ำคัญต่อปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมให้ การสนับสนุนและขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต�่ำ โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกด้วยการใช้ รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งแทนรถบรรทุกสันดาป เพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์ และ ฝุ่น PM 2.5 นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงใจ นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ NEX เปิดเผยว่า บริษัทได้ส่งมอบรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นรถบรรทุกพลังงานสะอาด ให้กับ บริษัท นิปปอน เอ็กซ์เพรส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จ�ำกัด เพื่อใช้ในกิจการขนส่งสินค้า ช่วยลด ปัญหาก๊าซเรือนกระจกจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทั้งยังช่วยประหยัด ค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และให้ความคุ้มค่าในระยะยาว “NEX มีเป้าหมายสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ภายใต้มาตรการประหยัด พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนารถบรรทุก EV เพื่อช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กับ สังคมไทย พร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและรักษาสภาพแวดล้อมที่ดี” นายคณิสสร์ กล่าว ที่ผ่านมา NEX ได้ส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ มากกว่า 3,000 คัน ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าจากตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา และทวีปแอฟริกาใต้ ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต และประกอบยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าน่าจะทยอยส่งค�ำสั่งซื้อเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และมีความคงทน ในการใช้งาน และมีการบ�ำรุงรักษาต�่ำเป็นล�ำดับสอง และระยะทางในการเดินรถบัสเชิงพาณิชย์ที่สัมพันธ์ กับแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ ซึ่งทาง บริษัทเล็งเห็นโอกาสจากที่บริษัทจีนผู้ผลิตแบตเตอรี่ ระดับโลกชื่อ CAT-L ได้มาตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ที่จังหวัดระยองในประเทศไทย ซึ่งแบตเตอรี่รุ่นที่ รถบัส ANKAI นี้เป็นแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟ ได้แบบรวดเร็ว Fast Charge และระบบชาร์จปกติ ซึ่งท�ำให้เกิดความสะดวกต่อผู้บริโภคในด้านบริการ หลังการขายอีกด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนระยะยาวในการ เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนเป็นตัวรถ และรับ ความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และจาก ANKAI เพื่อเพิ่มความสามารถในการ แข่งขันระยะยาว ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าว ส�ำคัญในการรุกตลาดรถบัสไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเติบโตก้าวกระโดด และ สอดคล้องแผนโรดแมปของบริษัทตามแผน “CHO Tech Riders 2030” มุ่งสู่การเป็นบริษัท Leading Technology บริษัท ช ทวี เป็น บริษัทชั้นน�ำด้านรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ใน ประเทศไทย ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567


6 คปภ. ส่งสัญญาณธุรกิจประกันภัยเข้มแข็ง Bangkok Life Agency Kick Off 2024 เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต เปิดศักราชใหม่ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัย ตั ้ งเป้าเบี ้ ยประกันภัยโต 1 ล้านล้านบาท จุดประกายความคิดตัวแทน “ใส่ใจ” ให้คุณค่ากับการสร้างคุณภาพชีวิตคนไทย จัดงาน ‘Agency Kick Off 2024’ ยกระดับตัวแทนพิชิตเป้าหมาย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการก�ากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดแถลงข่าวแนวนโยบายและทิศทางการด�าเนินงานของส�านักงานคณะกรรมการ ก�ากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (ส�านักงาน คปภ.) ประจ�าปี 2567 ภายหลังจากที่ตน เข้ารับต�าแหน่งเลขาธิการ คปภ. อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 จึงได้รวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและธุรกิจประกันภัยในมิติต่าง ๆ ตลอดจนโครงการและแนวนโยบายในการก�ากับ ดูแลธุรกิจประกันภัยก่อนหน้านี้ เพื่อน�ามาปรับปรุงและต่อยอดให้ดียิ่ งขึ้น ดังนั้น ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตนจึงให้ความส�ำคัญกับการท�ำงาน ร่วมกับพนักงาน คปภ. และได้รับความร่วมมือจากพนักงาน คปภ. อย่างดียิ่ง จึงสามารถก�ำหนดแนวนโยบายและทิศทางในการก�ำกับธุรกิจประกันภัย นับจากนี้ให้ออกมาชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ธุรกิจ ประกันภัยไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จากข้อมูลการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนว่าหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโควิด-19 และเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจประกันภัยมีความ เข้มแข็ง โดยเห็นได้จากการที่ธุรกิจมีก�ำไรสุทธิจากการด�ำเนินงาน และมี อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยของธุรกิจประกันชีวิต 3.92% ส่วนธุรกิจ ประกันวินาศภัย มีอัตราการเติบโต 5.16% โดยคาดการณ์ว่า สิ้นปี 2566 เบี้ยประกันภัยจะอยู่ที่ 891,621-927,377 ล้านบาท ส�ำหรับแนวโน้มและความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อส�ำนักงาน คปภ. และธุรกิจประกันภัยไทยมี 7 ประเด็นหลัก คือ ประเด็นแรก ตลาดรถยนต์ ไฟฟ้า EV ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนโครงสร้าง พื้นฐาน และสถานีหรือจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ก�ำลังถูกพัฒนาและเพิ่ม จ�ำนวนขึ้น ประเด็นที่ 2 สังคมผู้สูงอายุและชีวิตหลังเกษียณ ประเทศไทย จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2575 ถือเป็นโอกาสของภาคธุรกิจประกันภัยที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ประเภท ประกันภัยสุขภาพ ประกันชีวิตแบบบ�ำนาญ เพื่อรองรับความต้องการของ ตลาดผู้สูงอายุ ประเด็นที่ 3 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ นอกเหนือจากสังคมผู้สูงอายุที่เป็น ปัจจัยเร่งแล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 และ Medical Inflation ส่งผลให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความส�ำคัญของการประกันภัยสุขภาพ และมี ความต้องการประกันภัยสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ประเด็นที่ 4 ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี โจทย์คือท�ำอย่างไร ธุรกิจประกันภัยจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในระดับที่สูงขึ้น ภายใต้การดูแลลูกค้าที่เหมาะสมและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องได้ ประเด็นที่ 5 การเข้าถึงลูกค้า โดยสามารถตอบโจทย์ความ ต้องการของลูกค้าได้เฉพาะบุคคลมากขึ้น ประเด็นที่ 6 การด�ำเนินธุรกิจ อย่างยั่งยืน (ESG) และประเด็นที่ 7 การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย การออกกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่ ๆ เช่น PDPA TFRS17 ICPs และ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เลขาธิการ คปภ. กล่าวถึง แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย และทิศทางการด�ำเนินงานของส�ำนักงาน คปภ. ใน 5 มิติหลัก ๆ คือ มิติแรก การยกเครื่องการก�ำกับดูแลความเสี่ยงและการตรวจสอบบริษัทประกันภัย มุ่งสร้างความแข็งแกร่ง มั่นคง และความน่าเชื่อถือให้กับระบบประกันภัย เพื่อตอกย�้ำความมั่นใจและสร้างศรัทธาให้กับประชาชน โดยยกระดับ มาตรฐานการก�ำกับความมั่นคงและการตรวจสอบบริษัทประกันภัย มิติที่ 2 สร้างความแข็งแกร่ง มั่นคง และความน่าเชื่อถือให้กับระบบ ประกันภัย เพื่อตอกย�้ำความมั่นใจและสร้างศรัทธาให้กับประชาชน โดย ก�ำหนดหลักเกณฑ์เพื่อมุ่งสู่ Consolidation แก้ไขกฎหมายในกลุ่มที่ 2 และ 3 เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจประกันภัย และขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัย ไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน โดยการจัดท�ำ Service Level Agreement (SLA) ของธุรกิจประกันภัย มิติที่ 3 ผลักดันให้การประกันภัยเป็นกลไกขับเคลื่อนชีวิต เศรษฐกิจ กรุงเทพประกันชีวิต จัดงานยิ่งใหญ่แห่งปี Bangkok Life Agency Kick Off 2024 ภาย ใต้แนวคิด “Together Nothing is Impossible” งานรวมพลังตัวแทนประกันชีวิตและที่ ปรึกษาการเงินเพื่อพิชิตเป้าหมายความส�ำเร็จ และจุดประกายความคิดการมีส่วนร่วมในการ ดูแลคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านผลิตภัณฑ์ที่ ตอบโจทย์ทั้งการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และการดูแลสุขภาพ นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกัน ชีวิต จ�ำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการจัดงานเพื่อ จุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้ ตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินทุกคนได้ มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในปี 2567 ภาย ใต้แนวคิด “Together Nothing is Impossiเจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) เดินหน้า ลุยสร้างความแข็งแกร่งให้ช่องทางการจัดจ�ำหน่าย ผ่านตัวแทน จัดกิจกรรม “Agency Kick Off 2024” งานประชุมและวางแผนงานเริ่มต้นปี ของกลุ่มผู้บริหารตัวแทนทุกระดับและตัวแทน ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Agency RIGHT” เริ่มต้นปีด้วยการก�ำหนดทิศทางที่ถูกต้องเพื่อพิชิต เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ประจ�ำปี 2567 เน้นการรีครูท ตัวแทนใหม่ การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาตัวแทนอย่าง เป็นระบบ โดยการบูรณาการแบบ 360 องศา และ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอาร์ช คอลมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ร่วมแชร์ทิศทางด้านการบริหารปี 2567 พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ อรรถเสรีพงศ์ ประธาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายช่องทางการจัดจ�ำหน่ายผ่านตัวแทน ที่มาประกาศเป้าหมายและย�้ำกลยุทธ์ที่จะน�ำไปสู่ การเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทีมตัวแทนจ�ำหน่าย ภายใต้กลยุทธ์ “Agency RIGHT” เพื่อการพิชิต เป้าหมาย ได้แก่ R “Recruitment” การสรรหา คัดสรรตัวแทน ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ ความสามารถ เพื่อเสริมทัพ ตัวแทน และรองรับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น I “Infrastructure” สนับสนุนตัวแทน โดย สร้างความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ด้านประชาสัมพันธ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้ บริการไปจนถึงฝ่ายปฏิบัติการ เป็นต้น G “Growing Together” ให้ความส�ำคัญ ในการส่งเสริมการเติบโตของตัวแทน เพื่อการเติบโต อย่างยั่งยืนในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารฝ่ายขาย และสามารถพิชิตได้ในทุกเป้าหมายที่ต้องการ H “Habit” สร้างวินัยและความมุ่งมั่นในการ << BANKING & INSURANCE >> ble” หรือ “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ หากพวกเรามี ความพยายามและมีแรงบันดาลใจที่มากพอ” เพื่อ ให้สามารถรับมือกับการแข่งขัน น�ำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ตรงใจ ด้วยความใส่ใจลูกค้า สอดรับกับแนวโน้ม ของธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้ที่ยังเติบโตได้อย่างต่อ เนื่องจากปีก่อน นายโชน กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนตระหนัก เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่นับวันจะเป็น ภาระมากขึ้น หากไม่ได้มีการบริหารจัดการที่ดีไว้ล่วง หน้าอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ประเทศไทยได้เข้าสู่ การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มรูปแบบแล้ว และยังมีข้อมูลส�ำคัญที่คนไทยอีกกว่า 60% ยังไม่มี ความคุ้มครองหรือหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และไม่มีหลักประกันสุขภาพที่ดี จึงถือเป็นหน้าที่ของ ธุรกิจประกันชีวิตที่ต้องมีส่วนร่วมในการวางแผน บริหารจัดการทางการเงินของสังคมที่เหมาะสม ซึ่ง ถือเป็นภารกิจหลักของตัวแทนประกันชีวิตและที่ ปรึกษาการเงินที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อสร้างความ มั่นคงให้กับสังคมไทย “นับแต่นี้ คนในสังคมไทยต้องร่วมกันรับภาระ ในการดูแลและรักษาพยาบาลประชาชนกลุ่มผู้สูงวัย ที่นับวันจะมีจ�ำนวนสูงขึ้นตามกาลเวลาไปอีกหลาย สิบปี ด้วยเหตุนี้ระบบประกันชีวิต ตัวแทนประกัน ชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน จึงมีความส�ำคัญอย่าง ยิ่งที่จะช่วยแนะน�ำการวางแผนสุขภาพ และการ วางแผนเกษียณ ด้วยแบบประกันที่ตอบโจทย์ได้ ตรงจุด ซึ่งกรุงเทพประกันชีวิต ได้สร้างความ ตระหนักแก่ตัวแทนประกันชีวิต และที่ปรึกษา ทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง ให้ถือเป็นหน้าที่ส�ำคัญ ที่ต้องปฏิบัติด้วยความใส่ใจ และกระตือรือร้น เพื่อ ผลประโยชน์ต่อส่วนรวม และเกียรติภูมิที่ตัวแทน ประกันชีวิตทุกท่านจะได้รับ” นายโชน กล่าวพร้อม เพิ่มเติมว่า “เรามีเป้าหมายอยากเห็นคนไทยมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ซึ่งเมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เกิด ขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจประกันชีวิตจ�ำเป็นต้อง ปรับตัวให้ทัน เพื่อให้มีบทบาทส�ำคัญในการเป็น ส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เราจึงไม่หยุดนิ่ง ในการพัฒนาศักยภาพตัวแทนและที่ปรึกษาการ เงินให้มีความรู้ มีความใส่ใจในการให้บริการทั้ง ก่อนและหลังการขาย ด้วยแบบประกันที่ให้ความ คุ้มครองอย่างเพียงพอต่อการเกษียณอายุ รวมทั้ง ประกันสุขภาพที่สอดคล้องกับรายได้ เพื่อให้คน ไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี” นายโชน กล่าว ท�ำงาน พร้อมตั้งเป้ากิจวัตรประจ�ำวันเพื่อพิชิต เป้าหมาย สุดท้ายคือ T “Training Platform” เจนเนอราลี่มุ่งเน้นเสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับ ตัวแทนทุกระดับชั้น เพื่อให้เติบโตในสายงานได้อย่าง มืออาชีพ ด้วยมาตรฐานการเรียนรู้หลักสูตรสากล ระดับโลก พร้อมกันนี้ นางสาวช่อฟ้า ยุกตะนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและบริหารลูกค้า กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้ย�้ำถึงแนวคิด Customer FIRST และแผนการตลาดที่จะสนับสนุน ช่องทางตัวแทน ให้สามารถน�ำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรง โจทย์และบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้าได้ดี ยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การเป็น Lifetime Partner หรือเพื่อนผู้เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลา โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมส่งก�ำลังใจให้ตัวแทน จากทั่วประเทศให้พร้อมเดินหน้าพิชิตเป้าหมาย ประจ�ำปีอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ยังได้เชิญวิทยากรพิเศษ “แป้งกนกวรรณ กรรณิกา” ที่ปรึกษา High Valued Service & Experience Design มาร่วมพูด สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทางตัวแทน เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต ในหัวข้อ “Right Attitude การสร้าง ทัศนคติที่มุ่งสู่ความส�ำเร็จ” ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท และสังคมของคนในชาติ “ประชาชนท�ำประกันภัยด้วยความเชื่อมั่น บริษัท เติบโตอย่างมั่นคง ประเทศมีความมั่งคั่ง” โดยส่งเสริมให้การประกันภัย เป็น Financial Well-being ของประชาชนทุกคน “ประกันภัยที่ประชาชน เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย และอยากเข้าถึง” ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันภัย เข้าไปรองรับทุกช่วงการใช้ชีวิตของคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ และตาย อย่าง ตรงจุด ยุติธรรม เต็มไปด้วยคุณค่า และเปิดให้มีการลงทุนประเภทใหม่ของ บริษัทประกันภัย ภายใต้หลัก Risk Proportionality มิติที่ 4 ยกระดับประกันภัยไทยให้ก้าวล�้ำน�ำสมัยในระดับสากล โดยเตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการประเมินโครงการ Financial Sector Assessment Program หรือ FSAP และผลักดันให้มี Insurance Community หรือ Insurance Institute ระดับนานาชาติ และมิติที่ 5 การสร้างคนให้มีความสามารถอย่างโดดเด่น มีคุณภาพสูง และมีเป้าหมาย เดียวกันในการขับเคลื่อนให้ส�ำนักงาน คปภ. เป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ ของคนไทย โดยการปรับโครงสร้างการท�ำงานของส�ำนักงาน คปภ. ให้เป็น Team-based Structure หรือ Matrix Structure เพื่อให้การก�ำกับดูแล ธุรกิจประกันภัยในภาพรวมมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้บุคลากรแสดง ศักยภาพโดยมุ่งเน้นความส�ำเร็จของงานผ่านการวางเป้าหมายและวัดผล ที่ชัดเจน เลขาธิการ คปภ. เน้นย�้ำว่า ปัจจุบันธุรกิจประกันภัยมีความมั่นคงและ แข็งแกร่ง รวมถึงส�ำนักงาน คปภ. ให้ความส�ำคัญกับการเสริมสร้างความ แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย และมุ่งหวังให้บริษัทเติบโตอย่าง ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีบริษัทที่อาจมีความเสี่ยงด้านฐานะและ ความมั่นคงทางการเงิน ส�ำนักงาน คปภ. จะใช้มาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต “ในช่วง 4 ปี นับจากนี้ไป ผมอยากเห็นอุตสาหกรรมประกันภัย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้าน การประกันภัยของประชาชนอย่างยั่งยืน และสนับสนุนประกันภัยให้เป็น อีกหนึ่งเครื่องจักรส�ำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และ เป็นเครื่องมือที่จ�ำเป็นในการบริหารความเสี่ยงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนและประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย โชน โสภณพนิช ชูฉัตร ประมูลผล ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567


7 ‘กรุงศรี คอนซูมเมอร์’ เดินหน้ายกระดับบริการ ปี ’67 ไตรมาสแรกตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 393,000 ล้านบาท นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวถึงผลการด�ำเนินงานของธนาคาร ปี 2566 และภาพรวมตลอด 4 ปี (2563-2566) ว่า จากจุดยืนการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่พร้อมเคียงข้างส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีไทยให้เติบโตยั่งยืน ด้วยแนวทาง “เติมทุน คู่พัฒนา” ประกอบกับความมุ่งมั่น ทุ่มเทของ คณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่รวมพลัง เป็น ONE Team ส่งผลให้ปี 2566 ที่ผ่านมา SME D Bank สร้างสถิติใหม่สูงสุด (New High) นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาใน 22 ปี สามารถพา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 70,695 ล้านบาท และยังเป็นการสร้าง New High ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน (2563-2566) อีกทั้ง ช่วยสร้างประโยชน์เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจไทยกว่า 323,780 ล้านบาท รักษา การจ้างงานประมาณ 123,200 ราย นอกจากนั้น ช่วยพัฒนาเสริมแกร่งธุรกิจอีกกว่า 24,000 ราย ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2563-2566) ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 SME D Bank ช่วยเหลือดูแล ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ให้สามารถประคับประคองธุรกิจ และข้ามผ่าน กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลประกอบการปี 2566 เติบโต ต่อเนื่อง โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 365,000 ล้านบาท (+10%) ยอดสินเชื่อใหม่ 92,000 ล้านบาท (+6%) ยอดสินเชื่อคงค้าง 148,400 ล้านบาท (+3%) ชี้ยอดใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยวเติบโตสูง การบริโภคฟื้นตัว คาดธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตต่อเนื่อง เดินหน้ารุกตลาด ยกระดับบริการ พร้อมจับมือพันธมิตรขยาย ธุรกิจ สร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน เตรียมอัดโปรสุดพิเศษ กระตุ้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรไตรมาสแรก ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 393,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 151,000 ล้านบาท ในปี 2567 นางสาวณญาณี เผือกข�ำ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อันประกอบไปด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส กล่าวว่า “ผลประกอบการของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2566 ที่ผ่านมา เติบโตเป็นที่น่าพอใจ สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยมี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 365,000 ล้านบาท เติบโต 10% ยอดสินเชื่อใหม่ 92,000 ล้านบาท เติบโต 6% ยอดสินเชื่อคงค้าง 148,400 ล้านบาท เติบโต 3% เทียบกับปีก่อน อันเป็นผลจากความส�ำเร็จในการน�ำ นวัตกรรมและข้อมูลมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและ โปรโมชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับคุณภาพการบริการต่อเนื่อง รวมถึงการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในเครือกรุงศรีผ่าน กลยุทธ์ Krungsri One Retail และพันธมิตรชั้นน�ำในธุรกิจอื่น ๆ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจและผลิตภัณฑ์การเงินที่ตรงใจลูกค้ายิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน” ส�ำหรับอัตราส่วนคงค้างของสินเชื่อของลูกหนี้ที่มีค่างวด ค้างชาระเกินกว่า 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.1% ส� ํำหรับบัตรเครดิต และ 2.5% ส�ำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนช�ำระ ซึ่งนับว่า ต�่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจ สืบเนื่องจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ทั้งนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังคงยึดมั่นในนโยบายการให้สินเชื่อ อย่างรับผิดชอบ เพื่อดูแลช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง จากข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2566 หมวดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ 1.ประกันภัย 2.ปั๊มน�้ำมัน 3.ช้อปออนไลน์และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ 4.ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน 5.ไฮเปอร์มาร์ทและ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนหมวดที่เติบโตสูง ได้แก่ 1.ตัวแทนท่องเที่ยว (+83%) 2.สายการบิน (+53%) 3.รถเช่า (+30%) และโรงแรม ประกาศปี 2567 ยกระดับสู่ยุคดิจิทัลโดยสมบูรณ์ SME D Bank สร้างสถิติใหม่รอบด้าน! SME D Bank เผยปี 2566 สร้างสถิติใหม่รอบด้าน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร พาเอสเอ็มอี ถึงแหล่งทุนกว่า 7.06 หมื่นล้านบาท และตลอด 4 ปี กว่า 2.3 แสนล้านบาท สร้างเงินหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท พัฒนาเสริมแกร่งกว่า 7.5 หมื่นราย รักษาการจ้างงานได้กว่า 7.5 แสนราย ขณะที่บริหาร NPL มีประสิทธิภาพ เหลือต�่ าสุดในรอบ 22 ปี ประกาศปี 2567 ยกระดับ สู่ยุคดิจิทัลโดยสมบูรณ์ คิกออฟใช้ระบบ CBS พร้อมแพลตฟอร์ม DX มั่นใจเดินหน้าไร้รอยต่อ << BANKING & INSURANCE >> ช่วงเวลายากล�ำบากไปให้ได้ โดยเติมทุนช่วย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 231,250 ล้านบาท ก่อให้เกิดประโยชน์สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ เศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท และช่วยรักษา การจ้างงานได้ประมาณ 752,345 ราย ควบคู่กับ ช่วยพัฒนาเสริมศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการ สามารถปรับตัวและกลับมาฟื้นธุรกิจได้อย่าง รวดเร็ว ผ่านการด�ำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อบรม สัมมนา ช่วยขยายตลาด ยกระดับมาตรฐาน สนับสนุนเข้าถึงนวัตกรรม พาจับคู่เพิ่มช่องทาง ขายในและต่างประเทศ เป็นต้น มีผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีเข้าร่วมและได้รับประโยชน์มากกว่า 75,000 ราย นอกจากนั้นยังดูแลลูกค้าได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาตรการปรับ โครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (ฟ้า-ส้ม) ของธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 83,520 ราย วงเงิน รวมกว่า 145,240 ล้านบาท อีกทั้ง สามารถ บริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ ลงลด 4 ปีติดต่อกัน เหลือ เลข 1 หลัก 2 ปีซ้อน โดยปี 2566 ลดเหลือ ประมาณ 8,690 ล้านบาท คิดเป็น 8.3% ซึ่ง ต�่ำที่สุดในรอบ 22 ปี “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา SME D Bank เพิ่ม ประสิทธิภาพ ยกระดับการท�ำงาน อีกทั้ง พัฒนา ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อตอบความต้องการ ปรับปรุง หลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องเหมาะสม กับสถานการณ์จริง ควบคู่กับสร้าง DNA แห่ง การเป็น “นักพัฒนา” หรือ DEVELOPER ใน หัวใจของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อจะพา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโตอย่างเข้มแข็งและ ยั่งยืน” นางสาวนารถนารี กล่าว ส�ำหรับปี 2567 การท�ำงานของ SME D Bank ยกระดับไปอีกขั้น น�ำระบบดิจิทัลใหม่ หรือ Core Banking System (CBS) ที่พัฒนามาอย่าง ต่อเนื่องกว่า 2 ปี มาใช้งานอย่างเป็นทางการ สามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีได้ครบวงจร ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวด รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนั้นยังมีแพลตฟอร์ม DX (Development Excellent) ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใน เดือนมีนาคม 2567 ซึ่งเป็นระบบพัฒนา ผู้ประกอบการอัจฉริยะ สร้างสังคมของการเรียนรู้ e-Learning ศึกษาได้ด้วยตัวเอง 24 ชั่วโมง สามารถปรึกษาโค้ชมืออาชีพแบบตัวต่อตัว รวมถึงยังช่วยเพิ่มช่องทางขยายตลาด นอกจากนั้นยังน�ำหลัก ESG (การดูแล สิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบ ต่อสังคม (Social) และมีการก�ำกับดูแลกิจการ ที่ดี (Governance)) มาขับเคลื่อนในทุกมิติของ นารถนารี รัฐปัตย์ ณญาณี เผือกข�า องค์กร สร้างความเชื่อมั่น โปร่งใส ลดความ เหลื่อมล�้ำ สร้างโอกาส สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นางสาวนารถนารี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้ จะครบวาระการ ท�ำงาน 4 ปี ในต�ำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่ ด้วยรากฐานมั่นคงขององค์กร อีกทั้งทีมผู้บริหาร ระดับรองกรรมการผู้จัดการ และผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ ล้วนเป็นบุคลากรภายในที่ร่วมผลักดัน ยกระดับองค์กรมาด้วยกัน และยังอยู่เป็นก�ำลัง ส�ำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อเนื่อง ท�ำให้ การท�ำงานทุกด้านของ SME D Bank สามารถ เดินหน้าได้ดีอย่างไร้รอยต่อ และเชื่อมั่นว่า SME D Bank พร้อมเป็นก�ำลังส�ำคัญในการ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง และมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ความมั่นคง และยั่งยืนแก่ประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยตลอดไป (+30%) แสดงให้เห็นถึงการท่องเที่ยวและการบริโภคที่เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลขยายตัว ในปี 2566 ที่ผ่านมา กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้น�ำเสนอ ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ โดยมุ่งเน้นด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ดิจิทัล เช่น การขยายตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อผ่านช่องทาง ดิจิทัล ด้วยการสมัครผ่านช่องทาง U CARD & LOAN และ U CASH ในแอป UCHOOSE, การพิจารณาสินเชื่อด้วยข้อมูลทางเลือก ส�ำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เฟิร์สช้อยส์ สแนปแคช, สินเชื่อ HomePay by Krungsri Genesis ที่ช่วยเพิ่ม โอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้ครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ ยิ่งขึ้น, การน�ำเอา เทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพบริการให้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น AI Manow ผู้ช่วยอัตโนมัติซึ่งช่วยรับสายลูกค้า และเป็นผู้ช่วย ในการโทรแจ้งเตือนในการช�ำระบัตรเครดิตและสินเชื่อ พร้อมพัฒนา บริการแชทผ่าน Chatbot ในแอป UCHOOSE รวมทั้งพัฒนาแอป UCHOOSE ให้มีบริการแบบ Self-Service ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่ออ�ำนวยความสะดวกให้ลูกค้า นอกจากนี้ยังได้ประสานความ ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในเครือกรุงศรี ผ่านกลยุทธ์ Krungsri One Retail และพันธมิตรชั้นน�ำในธุรกิจอื่น ๆ เพื่อน�ำเทคโนโลยีทางการ เงินไปต่อยอดสร้างธุรกิจและผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2567 ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อ ส่วนบุคคลจะเติบโตต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อ น่าจะเติบโตได้ดี จากการจับจ่ายและการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจาก มาตรการลดหย่อนภาษีภาครัฐ รวมถึงเทศกาลจับจ่าย เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน และการท่องเที่ยว เป็นต้น ttb ผนึก Google Pay และ Visa เปิดฟีเจอร์ช�าระเงิน แตะจ่ายไร้สัมผัสผ่านสมาร์ทโฟนรับเครดิตคืนสูงสุด 1,200 บาท ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี เดินหน้าสร้างชีวิตทางการเงิน ที่ดีขึ้นรอบด้านให้กับผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ Google ผู้ให้บริการ Google Pay ระบบรับช�ำระเงิน ออนไลน์ และ Visa ขยายฟีเจอร์ช�ำระเงินแบบไร้สัมผัสด้วย สมาร์ทโฟน แตะง่าย จ่ายเร็ว สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องพกบัตร พร้อมมอบเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 1,200 บาท ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี ที่ผูกบัตรใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2567 นางสาวนันทพร ตั้งเจริญศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร หัวหน้าบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ลูกค้า บุคคล ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ทีทีบี มุ่งมั่นพัฒนาโซลูชัน การเงินอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับ ลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต โดยเฉพาะยุคดิจิทัล ที่คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการจับจ่ายที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ทันสมัย แต่ยังมีความปลอดภัยสูงสุด ทีทีบี จึงร่วมกับ Google และ Visa พลิกโฉมการช�ำระเงินซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์ ด้วยการช�ำระเงินรูปแบบใหม่ผ่านสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ที่ผูกบัตรเครดิต ทีทีบี กับแอปพลิเคชัน Google Wallet เพื่อยกระดับชีวิตทางการเงินของผู้ถือบัตรให้สะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย ไม่ต้องพกบัตรเครดิต เพียงผูกการใช้จ่าย ด้วยบัตรเครดิต บนแพลตฟอร์มที่เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล และใช้ การแตะจ่ายด้วยสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือนาฬิกาแอนดรอยด์ โดยสามารถใช้บริการได้แล้วตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นายกิตติพงษ์ หยู Finance Industry Lead Google ประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2023 พบว่า การช�ำระเงินแบบดิจิทัลได้รับความ นิยมเพิ่มขึ้น รวมถึงความนิยมช�ำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือของ คนไทย จะส่งผลให้มูลค่าธุรกรรมรวมของการช�ำระเงินแบบ ดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึง 1.76 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้ของ Google และ ทีทีบี จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี สามารถ ใช้บริการช�ำระเงินผ่านบัตรบนสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม ช่วยลดโอกาส การโจรกรรมที่ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ สแกนใบหน้า หรือ การตั้งค่าด้วยรหัส PIN ในการช�ำระเงิน โดยผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี สามารถดาวน์โหลดแอป Google Wallet ได้จาก Google Play Store และเพิ่ม บัตรเครดิต ทีทีบี ใน Google Wallet เพื่อแตะ จ่าย ช�ำระเงินแบบไร้สัมผัสได้อย่างง่ายและรวดเร็วด้วย Google Pay ทุกจุดบริการที่มีสัญลักษณ์ Contactless นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี Head of Products & Solutions Visa กล่าวว่า ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีและ นวัตกรรมด้านการช�ำระเงิน จึงเป็นเรื่องส�ำคัญที่ทาง Visa ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมการช�ำระเงิน ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ลดการใช้เงินสด เน้นความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยผ่านการช�ำระเงินแบบ ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Visa เรื่องทัศนคติ การช�ำระเงินของผู้บริโภคที่พบว่า มากกว่าครึ่งของผู้บริโภค ชาวไทย หรือคิดเป็น 55% ถือเงินสดน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และกว่า 92% มีความสนใจที่จะช�ำระเงินในรูปแบบไร้สัมผัส (Contactless) ซึ่งผู้ถือบัตรเครดิต Visa ที่ออกโดย ทีทีบี สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยผ่าน Google Wallet ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์ ที่รองรับระบบปฏิบัติการ Android และ Wear OS ในสมาร์ท วอทช์ และอุปกรณ์พกพาในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ทีทีบี ยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้แก่ ผู้ถือบัตรเครดิต ttb อย่างต่อเนื่อง ทั้งแคมเปญดี ๆ และ ผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ทันสมัย และในโอกาส เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของบัตรเครดิต ทีทีบี ครั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิต ทีทีบี ที่ลงทะเบียนผูกบัตรกับระบบ Google Pay และท�ำ ธุรกรรมช�ำระเงินผ่านระบบ Google Pay ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 - 30 เมษายน 2567 ใช้จ่ายสะสมทุก 1,000 บาท จะได้รับเครดิตเงินคืน 100 บาท สูงสุด 1,200 บาท ตลอดแคมเปญ


8 ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 << ENERGY >> นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ผลประกอบการปี 2566 มั่นคง แม้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจีน และ อาเซียนชะลอตัว ตลาดปิโตรเคมียังอ่อนตัว ความ ต้องการใช้ปูนซีเมนต์ลดลง มีรายได้ 499,646 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจาก ราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง และการไม่รวม ยอดขายของ SCG Logistics ก�ำไร 25,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อน สาเหตุหลักจากก�ำไร ของการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในช่วง ครึ่งแรกของปี 2566 ไตรมาส 4 ปี 2566 มีรายได้ 120,618 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขาย ที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์และธุรกิจซีเมนต์และ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก�ำไรจากการด�ำเนินงาน ซึ่งไม่รวม รายการพิเศษ 502 ล้านบาท ทั้งนี้ มีขาดทุนส�ำหรับ งวด 1,134 ล้านบาท จากการด้อยค่าสินทรัพย์ของ โรงงานซีเมนต์ในประเทศเมียนมา และรวม ผลประกอบการของโรงงานปิโตรเคมี ลองเซิน ปิโตร เคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals-LSP) ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ อย่างไรก็ตาม เอสซีจียังคง รักษาความมั่นคงของสถานะการเงินได้อย่างต่อเนื่อง สิ้นปี 2566 มีเงินสดคงเหลือ 68,000 ล้านบาท ปี 2567 เอสซีจีทุกกลุ่มธุรกิจเร่งเครื่องสร้าง การเติบโตอย่างเต็มที่ทั้งไทยและภูมิภาคอาเซียน ด้วยนวัตกรรมปูนคาร์บอนต�่ำ สมาร์ทโซลูชันเพื่อ บริษัท เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จ�ำกัด หรือ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ลงนามข้อตกลงระหว่าง ผู้ถือหุ้นกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เซอร์วิส (แหลมฉบัง) บริษัทย่อยของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM หนึ่งในผู้บุกเบิก อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อร่วมลงทุนพัฒนาเครื่องทดสอบแผงโซลาร์เซลล์ ตอบโจทย์ เทรนด์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน นายสุทธิศักดิ์ แก้วมีแสง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จ�ำกัด หรือ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก กล่าวว่า ESCO เป็นบริษัทที่ EGCO Group ถือหุ้น 100% โดยมีความ เชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการให้บริการงานเดินเครื่องและบ�ำรุง รักษาวิศวกรรม และการฝึกอบรมแก่โรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และ โรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ มากว่า 29 ปี การลงนามข้อตกลง ระหว่างผู้ถือหุ้นเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อลงทุนเครื่องมือทดสอบ ตรวจวัดประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ที่มีความยาวเกิน 2 เมตร นับเป็นความร่วมมือครั้งส�ำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ ด้านวิศวกรรมเพื่อสนับสนุนและต่อยอดธุรกิจการตรวจสอบ ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ โดย ESCO จะร่วมลงทุน และ สนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เช่น อุปกรณ์และเครื่องมือ ทดสอบหรือซอฟต์แวร์ รวมทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการ ด�ำเนินงานร่วมกัน ESCO เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างมูลค่า เพิ่มและความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย นายดอน ทยาทาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานลูกค้า สัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า 2 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จ�ำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานทดแทนได้รับความสนใจ จากผู้ใช้งานทั้งภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนเป็นอย่างมาก โดยเห็น ได้จากจ�ำนวนของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่เพิ่มขึ้นทั้งการใช้งานของ โรงงานอุตสากรรม นิคมอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นการตอบโจทย์การใช้พลังงานทางเลือกที่มี ประสิทธิภาพทั้งในเรื่องการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน ไฟฟ้าที่สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมถึง ยังเป็นการตอบโจทย์การด�ำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนที่ค�ำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทาง บี.กริม มีความมุ่งมั่น ในการพัฒนาการใช้งานพลังงานทางเลือกอยู่เสมอ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเสริมศักยภาพการใช้งานของแผงโซลาร์เซล์เพื่อเป็น การตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านการใช้พลังงานทางเลือก อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันหากพิจารณาการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จะเห็นได้ว่า มีความยาวมากกว่า 2 เมตร ซึ่งเกินกว่าที่เครื่องทดสอบแผงโซลาร์ ‘เอสซีจี’ สู้ทุกความท้าทาย เร่งเครื่องธุรกิจปี ’67 การอยู่อาศัย พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ที่ใช้ซ�้ำ รีไซเคิลได้ พลังงานสะอาดครบวงจร และ นวัตกรรมเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงจากโครงการ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ เน้นบริหารต้นทุนอย่าง มีประสิทธิภาพ คว้าโอกาสจากการฟื้นตัวของภาค การท่องเที่ยวและการบริการของไทย คาดว่าตลาด อาเซียนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม มุ่งสู่ผู้น�ำธุรกิจกรีนที่สร้างการเติบโต ให้ธุรกิจพร้อมสร้างสังคม Net Zero ที่น่าอยู่ส�ำหรับ รุกธุรกิจกรีน มุ่งสร้างการเติบโตพร้อมสังคม Net Zero เซลล์ที่ศูนย์ทดสอบ CES Solar Cells Testing Center (CSSC) จะสามารถรองรับได้ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือของพันธมิตร ในโครงการนี้เพื่อร่วมลงทุนและพัฒนาเครื่องทดสอบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นเครื่องทดสอบแผงโซลาร์เซลล์แห่งเดียวในประเทศไทยและ ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยทาง บี.กริม พร้อมสนับสนุนการลงทุน และการจัดซื้อเครื่องมือทดสอบเพื่อเสริมการด�ำเนินงานให้บรรลุ เป้าหมายโครงการ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า มจธ. ถือเป็นสถาบันการศึกษา ที่ให้ความส�ำคัญต่อการพัฒนาและส่งเสริมด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากผลงานด้านวิชาการและการผลิตนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อ ตอบโจทย์การใช้งานของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ส�ำหรับ ความร่วมมือในครั้งนี้ มจธ. ได้จัดเตรียมคณาจารย์และนักศึกษาผู้มี ประสบการณ์เพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยได้จัดเตรียมระบบการเดินเครื่อง และการบ�ำรุงรักษาเครื่องมืดทดสอบ ขั้นตอนในการตรวจสอบ การใช้งานซึ่งได้รับมาตรฐานห้องปฏิบัติการทดสอบ ISO/IEC17025 ถือเป็นการใช้ความเชี่ยวชาญของทางสถาบันเพื่อพัฒนาการใช้งาน พลังงานทางเลือกให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ในการด�ำเนินโครงการร่วมกับหน่วยงาน ชั้นน�ำซึ่งจะเป็นการพัฒนาบุคลากรของ มจธ.ด้วยเช่นกัน ส�ำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากลงทุนในเครื่องทดสอบ แผงโซลาร์เซลล์แล้ว ทั้ง 3 องค์กรจะร่วมกันท�ำการตลาดและ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าสามารถใช้บริการและ ท�ำการทดสอบได้ที่ศูนย์ทดสอบ CSSC โดยเครื่องทดสอบแผง โซลาร์เซลล์นี้จะถูกติดตั้งที่ศูนย์ทดสอบ CSSC โดยมีผู้ปฏิบัติการ ของศูนย์ทดสอบ CSSC เป็นผู้ท�ำการทดสอบและบ�ำรุงรักษา (ผู้ปฏิบัติการและห้องปฏิบัติการของศูนย์ทดสอบ CSSC ผ่าน การรับรองระดับสากลแล้ว) โดยความร่วมมือทั้งหมดมีระยะเวลา ในการด�ำเนินงาน 10 ปี ผนึก ‘บี.กริม’ ร่วมพัฒนา ‘เครืองทดสอบแผงโซลาร์เซลล์’่ ‘เอ็กโก’ ตอบโจทย์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ปตท.สผ. พร้อมน�ำองค์ความรู้และประสบการณ์ ร่วมศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บ คาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบนกับ บริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือระดับ ประเทศของหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วยสนับสนุน การลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการพัฒนา โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในรูปแบบ CCS Hub ในเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.ส�ำรวจและผลิตปิโตรเลียม จ�ำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. สผ. เปิดเผยว่า จากการที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ลงนาม ในขอบเขตความร่วมมือ (Term of Collaboration) ระดับรัฐ ในโครงการศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อ กักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน (Northern Gulf of Thailand CCS Exploration project) กับ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ซึ่งเป็นหน่วยงาน ภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น ปตท.สผ. ในฐานะอนุกรรมการ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนการลดก๊าซ เรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ของประเทศไทย พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยจะเป็น ผู้ด�ำเนินการศึกษาร่วมกับ บริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (INPEX CORPORATION) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากการศึกษาประสบ ผลส�ำเร็จ ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนา การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทย “ปตท.สผ. มีความยินดีที่จะได้น�ำความรู้ด้านธรณีวิทยา ตลอดจนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการส�ำรวจและ ผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทย และจากการศึกษาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ มาท�ำงานร่วมกับพันธมิตรจาก ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีประสบการณ์ในการท�ำ CCS มาแล้วในต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส�ำหรับ CCS โดยเฉพาะในรูปแบบ CCS Hub ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางส�ำคัญที่จะ สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซ ศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของอ่าวไทยตอนบน ปตท.สผ. สู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ “หลังคาเอสซีจี เมทัลรูฟ รุ่น คอมฟอร์ท ลอน Snap Lock” นวัตกรรมหลังคาช่วยป้องกันเสียง จากภายนอก และกันความร้อน ประหยัดการใช้ พลังงานภายในบ้าน และ “SCG Solar Roof Solutions” ซึ่งมียอดขายเติบโตโดดเด่น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 105 จากปีก่อน ทั้งยังมุ่งขยายสมาร์ทโซลูชัน สู่ตลาดใหม่ ๆ ธุรกิจเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล เร่งขยาย ความแข็งแกร่งสู่ตลาดที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ สูง อย่างภูมิภาค SAMEA (เอเซียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) โดย SCG International ตั้งส�ำนักงานในกรุงริยาด ซาอุดิอาระเบียอย่างเป็น ทางการ พร้อมเป็น International Supply Chain Partner บริหารจัดการตั้งแต่การหาแหล่งผลิตสินค้า จนถึงการสร้างตลาดให้คู่ค้าจากทั่วทุกมุมโลก ธุรกิจเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ พลังงานสะอาดครบ ปี 2566 มีก�ำลังการผลิตที่อยู่ระหว่างการด�ำเนินการ รวม 450 เมกะวัตต์ ล่าสุด ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในหลายพื้นที่ อาทิ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่ม บริษัทสหยูเนี่ยน บางปะกง นิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล เตรียมขยายไปยังตลาดอาเซียน ทั้งประเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในปี 2567 นายธรรมศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “เศรษฐกิจ ไทยเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี ซึ่งมีโอกาสเติบโต อีกมาก หากเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานพร้อมเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และอ�ำนวยความสะดวกในการลงทุนเพื่อดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ จะช่วยให้เศรษฐกิจ ไทยเดินหน้าและเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขัน นอกจากนี้ควรส่งเสริมการด�ำเนินธุรกิจ ตาม ESG ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ เพื่อ สร้างการเติบโตระยะยาว” เอสซีจี แถลงผลประกอบการปี 2566 ธุรกิจมั่นคง แม้ยอดขายลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เผยแผนเร่งเครื่องธุรกิจปี 2567 สู้ทุกความท้าทาย รุกธุรกิจกรีน มุ่งสร้างการเติบโตพร้อมสังคม Net Zero งบลงทุน 40,000 ล้านบาท ดันนวัตกรรมรักษ์โลก-ลุยพลังงานสะอาด-ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งออกปูนคาร์บอนต�่ าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ปิโตรเคมีเวียดนาม LSP เตรียมป้อนนวัตกรรมเม็ดพลาสติก คุณภาพสูงสู่ตลาดโลก ปักหมุดซาอุดิอาระเบียเชือมต่อการค้าทั่วโลก เดินหน้าทรานส์ฟอร์มโครงสร้างธุรกิจ ่ สร้างความคล่องตัว แข็งแกร่ง เติบโตไกล สูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดมีความต้องการ มากขึ้น ส่งผลให้มียอดขายร้อยละ 39 เพิ่มขึ้นจาก ปีก่อน ซึ่งจะช่วยหนุนความสามารถการแข่งขัน ในภาวะตลาดฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี ล่าสุด “โครงการ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์” ด�ำเนินการก่อสร้างลุล่วง ตามแผนภายใต้งบประมาณที่ก�ำหนดไว้ การเดิน เครื่องจักรและทดสอบประสิทธิภาพการเดินโรงงาน ทั้งระบบเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง ไตรมาสแรกของปี 2567 ส�ำหรับนวัตกรรมพลาสติก รักษ์โลก “SCGC GREEN POLYMERTM” ในปี ที่ผ่านมามียอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ อยู่ที่ 218,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 56 จากปีก่อน โดย มุ่งสู่ Green Polymer 1 ล้านตัน ในปี 2573 นายธรรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน บริหารต้นทุนพลังงานได้ดี ปี 2566 เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนมาอยู่ที่ ร้อยละ 40 ส�ำหรับปี 2567 พร้อมเดินหน้าการผลิต และส่งมอบโซลูชันรับการฟื้นตัวของตลาดไทย ทั้งส่วนของอสังหาริมทรัพย์และโครงการก่อสร้าง ต่าง ๆ ควบคู่กับตอบสนองความต้องการของตลาด อาเซียนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น โดยมุ่งน�ำเสนอ โซลูชันการออกแบบอาคารที่ช่วยค�ำนวณการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ในการก่อสร้าง ด้วยแพลตฟอร์ม “KITCARBON” พร้อมทั้งเดินหน้า “ปูนคาร์บอน ต�่ำ” ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง เติบโตต่อเนื่อง เน้นบริหารจัดการต้นทุนด้วยการปรับใช้พลังงาน สะอาดในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งพัฒนาสมาร์ท โซลูชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ต้องการ ประหยัดพลังงาน มีสุขอนามัยที่ดี ห่างไกล PM 2.5 และมีความปลอดภัยในการใช้ชีวิต เช่น “SCG Active Air Quality” นวัตกรรมเติมอากาศดีให้บ้าน ป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส คาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ” นายมนตรี กล่าว ปัจจุบัน ปตท.สผ. ร่วมมือกับบริษัทภายในกลุ่ม ปตท. ศึกษาความเป็นไปได้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ภายใต้ โครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ ของกลุ่ม ปตท. ใน EEC จังหวัดระยอง และชลบุรี เพื่อลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมในกลุ่ม ปตท. และ อุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดย ปตท.สผ. เป็น ผู้รับผิดชอบหลักในการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนา โครงการดังกล่าว นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ถือได้ว่าเป็น โครงการน�ำร่องในการพัฒนา CCS ครั้งแรกของประเทศไทย โดย ได้เสร็จสิ้นขั้นตอนของการออกแบบด้านวิศวกรรม (FEED) แล้ว ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซ ธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกจากกระบวนการผลิตได้ประมาณ 700,000-1,000,000 ตันต่อปี ผลการศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง Eastern Thailand CCS Hub ของกลุ่ม ปตท. และผลการด�ำเนินโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ รวมทั้งโครงการศึกษาและประเมินศักยภาพ ชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน ใน (Northern Gulf of Thailand CCS Exploration project) ครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีข้อมูลด้านธรณีวิทยา ที่จ�ำเป็นต่อการวางแผนพัฒนาโครงการ CCS ในอ่าวไทย เพื่อ สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emissions) ในปี 2608 ทุกคน ตั้งงบลงทุน 40,000 ล้านบาท เน้นลงทุน นวัตกรรมรักษ์โลก พลังงานสะอาด และลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ SCGC ตลาดปิโตรเคมี คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2567 จากความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นและ อุปทานที่ลดลง โดยธุรกิจเร่งพัฒนาพลาสติกรักษ์โลก รวมทั้งสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High-Value Added Products & Services-HVA) ให้มีสัดส่วน


<< TRADE, INDUSTRY >> 9 เร่งเครืองโครงการลงทุน 1.1 พันล้าน เพิ ่ ่ มก�าลังการผลิต เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทยน�ำคณะผู้แทนหน่วยงาน ภาครัฐของไทย ประกอบด้วยองค์การตลาดเพื่อการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย พบหารือกับผู้น�ำหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน ภายหลังการหารือผู้แทนการค้าเปิดเผยว่า ได้เข้าพบหารือกับ นาย Zhang Xingwang รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ จีน โดยทั้งสองฝ่ายให้ความส�ำคัญ ในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การน�ำเข้า-ส่งออกสินค้าการเกษตรระหว่างสองประเทศ อีกทั้งเศรษฐกิจจีนได้มีการฟื้นฟูเเละพัฒนาภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ท�ำให้สินค้า การเกษตรมีการน�ำเข้าจากไทยมากถึง 30% ส�ำหรับสินค้าเกษตรที่ส�ำคัญในการส่งออก ของไทยมายังจีน ได้เเก่ ทุเรียน เเละสับปะรด ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เล็งเห็นที่จะเพิ่มคุณภาพ สินค้าเกษตรของไทยในการส่งออกมายังจีน เพื่อเพิ่มโอกาสเพิ่มจ�ำนวนการส่งออก สินค้าเกษตรมากยิ่งขึ้น ผู้แทนการค้า กล่าวว่า การขนส่งสินค้าโดยระบบรถไฟมีการพัฒนาที่ดีท�ำให้ขนส่ง สินค้าได้สะดวกเเละรวดเร็ว โดยการน�ำส่งผ่านเส้นทางประเทศลาวเข้ามายังนครเฉิงตู เพื่อขยายการน�ำเข้าเเละส่งออกผ่านระบบขนส่งทางราง โดยมีเป้าหมายในการยกระดับ เศรษฐกิจ นอกจากนี้ต้องการส่งเสริมการส่งออกยางไทยมายังจีน ผู้แทนการค้า กล่าวต่อไปว่า ได้เข้าพบหารือกับ นาย Yu Jianlong รองประธาน สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจีน (CCPIT) ประจ�ำกรุงปักกิ่ง โดยเห็นชอบที่จะ ผลักดันความร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน รวมถึงการน�ำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่าง ไทยกับจีน ทั้งนี้ รองประธาน CCPIT ได้แจ้งว่าจะด�ำเนินการและมีความสนใจจะจัด กิจกรรมชักจูงการลงทุน (RoadShow) ในไทย พร้อมกล่าวย�้ำว่า ไทยเป็นเเหล่งท่องเที่ยว ที่ส�ำคัญอันดับ 1 ของจีน “รัฐบาลไทยพร้อมที่จะสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างไทยและจีน และสนับสนุนการลงทุนจากภาคเอกชนจีนในทุกด้าน รวมถึงการพัฒนาและขยาย ตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ในโอกาสนี้ต้องการส่งเสริมการส่งออกไม้ไผ่จาก ไทยไปจีน เเละพร้อมจะเรียนรู้ระบบการเกษตรสีเขียวจากจีนเพื่อผลักดันไม้ไผ่ไทย ให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ในภาคเกษตรกรไทย ขอให้จีนช่วยดูแลนักลงทุนไทยด้วย และขอเชิญช่วยจีนเข้าร่วมในการจัดตั้งกองทุนเพื่อ Green Investment ในไทย ซึ่งการลงทุนจากจีนจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเเละภูมิภาคพัฒนายิ่งขึ้น” ผู้แทนการ ค้าย�้ำ SCGD แถลงผลประกอบการไตรมาส 4 และปี 2566 ก�าลังซือในตลาดต่างประเทศ รวมไปถึงความผันผวนของ้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเวียดนามและราคาพลังงาน ส่งผลต่อรายได้และก�าไร มั่นใจเศรษฐกิจไทยและ อาเซียนทยอยฟื้ นตัว เร่งเครืองโครงการลงทุนกระเบื่องขนาดใหญ่ราคาสูงรุกตลาดเวียดนาม 1.38 ล้านตารางเมตร ้ เดินหน้าจับมือพันธมิตรเสริมความแข็งแกร่งช่องทางจัดจ�าหน่าย ขยายโครงการลงทุนเพื่อช่วยลดต้นทุนด้าน พลังงาน พร้อมรับมือและเติบโตทุกสถานการณ์ตลาด หวังกระตุ้นยอดการส่งออกสินค้าเกษตร!! นายน�ำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้น�ำธุรกิจวัสดุตกแต่ง พื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผย ผลการด�ำเนินงานของ SCGD ไตรมาส 4 ประจ�ำปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขาย 6,802 ล้านบาท และก�ำไรสุทธิ 179 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 และ 26 จากไตรมาสก่อนตามล�ำดับ ทั้งนี้ สอดคล้องกับ ความต้องการกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทยที่ยัง ทรงตัวในปีที่ผ่านมา จากการที่ก�ำลังซื้อยังกลับมา ไม่เต็มที่ รวมถึงยอดขายในภูมิภาคอาเซียนที่ปรับตัว ลดลงจากปีก่อนหน้า สืบเนื่องจากสถานการณ์ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเวียดนาม และ ก�ำลังซื้อที่หดตัวลงในประเทศฟิลิปปินส์และ อินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ตลาดเซรามิกจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้านผลประกอบการปี 2566 ซึ่งหากไม่รวม ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างและค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้อง บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 28,312 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีก�ำไร 817 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 30 จาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน จากก�ำลังซื้อในตลาด ต่างประเทศ รวมไปถึงความผันผวนของตลาด อสังหาริมทรัพย์ในประเทศเวียดนาม ประกอบกับ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง ครึ่งปีแรก 2566 แต่ยังมีปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่อ ต้นทุนการผลิต คือ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัว SCGD ย�า ้ แบรนด์แข็งแกร่ง พร้อมโตทุกสถานการณ์ ลดลงตั้งแต่ประมาณกลางปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถคงราคาขายเฉลี่ยของกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ในระดับที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของ ปีก่อนด้วย โดยรายได้หลักจากการขายปี 2566 มาจากยอดขายในประเทศไทย นายน�ำพล กล่าวว่า “SCGD มีจุดแข็งเรื่อง แบรนด์สินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น COTTO, PRIME, MARIWASA และ KIA ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ท�ำให้เราเป็นผู้น�ำ ธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องเซรามิกเป็นอันดับ 1 ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ และ ครองส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์เป็นอันดับ 1 ในไทย ประกอบกับการที่บริษัทมีช่องทางการจัดจ�ำหน่าย ที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผู้จัด จ�ำหน่ายกว่า 800 ราย ร้านค้าเครือข่ายรวมทั้งสิ้น กว่า 10,000 ร้าน ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ช่องทาง จัดจ�ำหน่ายของบริษัทและช่องทางออนไลน์ โดยมี ตลาดส่งออกกว่า 57 ประเทศ ท�ำให้เรายังคงพร้อม เติบโต และคงสถานะความเป็นผู้น�ำธุรกิจวัสดุ ตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนได้ ในทุกสถานการณ์ตลาด” LINE for Business ตอกย�้ำพันธกิจเพื่อนร่วมทางเคียงข้าง SME ไทย เตรียม จัดงาน BOOTCAMP DAY 2024 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Treasure Map of Success ชวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร่วมเป็นนักผจญภัย ส�ำรวจเส้นทางพิชิตขุมทรัพย์ ในการท�ำธุรกิจบนโลกดิจิทัล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแขนงที่จะมาแบ่งปัน ความรู้ ประสบการณ์ น�ำพาผู้ประกอบการฟันฝ่ามิชชั่นในเชิงธุรกิจไปด้วยกัน พร้อม กิจกรรมเวิร์คช้อปแบบจับมือท�ำ ช่วยแก้ทุกปัญหา ไขทุกค�ำตอบที่ SME ต้องรู้ เพื่อ เดินหน้าภารกิจพิชิตยอดขายด้วยโซลูชั่นจาก LINE งานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 19 มีนาคมนี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ งาน BOOTCAMP DAY 2024 เป็นงานสัมมนาครั้งใหญ่แห่งปีจาก LINE for Business ที่รวบรวมทุกองค์ความรู้ล่าสุดที่น่าสนใจส�ำหรับ SME ไทยโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสัมมนากับการเปิดข้อมูลเทรนด์การตลาดเชิงดิจิทัลที่ส�ำคัญ ข้อมูลสถิติ การท�ำธุรกิจในปัจจุบัน จากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐ LINE ประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านมากมาย ครอบคลุมทุกเนื้อหาตั้งแต่ภาพรวมสถานการณธุรกิจ SME ไทย เทรนด์ใหม่ในการด�ำเนินธุรกิจออนไลน์ พร้อมถอดรหัสเคสความส�ำเร็จของ SME ทั้งในไทยและต่างประเทศ และช่วงเวิร์คช้อปซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ให้ผู้ประกอบการ SME ได้เลือกเรียนรู้การท�ำธุรกิจด้วยเครื่องมือออนไลน์ตามหัวข้อที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น คลาสส�ำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ ช่วยไขปริศนาในการหาลูกค้าได้รวดเร็ว ฉับไว การปั้นยอดขายด้วยการยิงโฆษณาบน LINE Ads รวมถึงแนะน�ำการใช้งานโซลูชั่นต่าง ๆ จาก LINE อย่างครบครัน เปิดแผนที่ สู่ขุมทรัพย์ความส�ำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที และคลาสส�ำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ งาน LINE อยู่แล้ว ด้วยฮาวทูสูตรลับใหม่ ๆ ที่จะช่วยสร้างลูกค้าประจ�ำ สร้างยอดขาย แบบซ�้ำ ๆ โตแล้วโตอีกไม่รู้จบ พิเศษสุด! กับคลาสเวิร์คช้อปเปิดสอนการใช้งาน MyCustomer-CRM เครื่องมือเชิงดาต้าเพื่อการท�ำ CRM ใหม่ล่าสุดจาก LINE สุดเอ็กซ์คลูซีฟแบบออฟไลน์เป็นครั้งแรกในงานนี้โดยเฉพาะ! เรียกได้ว่า SME ไทย ไม่ควรพลาด! ทั้งความรู้เรื่องเทรนด์การตลาด และการใช้งานเครื่องมือใหม่ ๆ ให้เรียนรู้กัน เต็มอิ่มอย่างแน่นอน! อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ขาดไม่ได้กับบูธกิจกรรมสุดพิเศษมากมายภายในงาน ขนทัพมาให้ ชาว SME ผู้ร่วมงานได้มาร่วมสนุก ผจญภัยกับมิชชั่นต่าง ๆ เพื่อล่าสมบัติ รับโชค รับสิทธิประโยชน์กันไปเต็ม ๆ ทั้งบูธจากโซลูชั่นต่าง ๆ ของ LINE ที่เปิดให้ผู้ร่วมงาน ได้ลุ้นรับสิทธิประโยชน์ตลอดวัน พร้อมโปรโมชั่นเด็ด อาทิ สิทธิ์หมุนวงล้อรับของรางวัล สุดพิเศษเมื่อซื้อแพคเกจ LINE Official Account พรีเมียมไอดี หรือสมัครบัญชีรับรอง สมัครใช้ MyCustomer-CRM ภายในงาน สิทธิ์รับส่วนลดค่าโฆษณาสูงสุด 5,000 บาท LINE เตรียมจัดงาน BOOTCAMP DAY 2024 เปิดเส้นทางสู่ขุมทรัพย์ความส�าเร็จ พิชิตยอดขายด้วยโซลูชันจาก LINE่ ส�ำหรับผู้เปิดบัญชี LINE Ads ภายในงาน และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงบูธกิจกรรมจาก เหล่าองค์กรพันธมิตร อาทิ บูธจาก สสว. ธนาคารไทพาณิชย์ ไปรษณีย์ไทย LINE MAN Wongnai และเอเจนซี่ชั้นน�ำมากมาย พิเศษสุด! 40 ท่านแรกที่ลงทะเบียนร่วมงานและ ผ่านการคัดเลือก จะได้รับสิทธิพิเศษเข้ารับค�ำปรึกษากับ LINE Certified Coach สุดเอ็กซ์คลูซีฟแบบตัวต่อตัว ฟรี! (ผู้ผ่านการคัดเลือก ทีมงานจะมีการติดต่อกลับเพื่อ ยืนยันผ่านอีเมลล์ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน) อย่าพลาดโอกาสครั้งใหญ่ ที่จะท�ำให้ธุรกิจคุณเจอขุมทรัพย์แห่งความส�ำเร็จ และการเติบโต! ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2567 จ�ำนวนจ�ำกัด 1,800 ที่นั่งเท่านั้น! แล้วพบกันที่ BOOTCAMP DAY 2024 วันอังคารที่ 19 มีนาคมนี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติมพร้อมลงทะเบียน ได้ที่ https://lin.ee/hITdklH/wcvn ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 กระเบื้องพอร์ซเลนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะเริ่มเดินสาย การผลิตได้ในช่วงปลายปี 2567 ด้านโครงการลงทุนในประเทศไทยที่คาดว่า จะแล้วเสร็จในปี 2567 ได้แก่ การลงทุนเพิ่มสาย การผลิต “กระเบื้องไวนิล SPC” ด้วยเงินลงทุน 138 ล้านบาท โดยมีก�ำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตร ต่อปี คาดว่าจะสามารถป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดใน ประเทศไทยได้ในช่วงกลางปีนี้ ทั้งนี้ ตลาด SPC/LVT เป็นตลาดที่ยังมีการเติบโตค่อนข้างสูงในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีมูลค่าตลาด รวมกว่า 8,000 ล้านบาท ในปี 2565 และคาดการณ์ ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10,000 ล้านบาท ในปี 2569 (อ้างอิงจากข้อมูล Euromonitor) นายน�ำพล กล่าวว่า “บริษัทยังมุ่งเน้นและ ให้ความส�ำคัญในส่วนของโครงการลงทุนเพื่อ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานซึ่งนอกจากจะเป็น การด�ำเนินการตามแนวทาง ESG แล้ว ยังเป็น โครงการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและ ความสามารถในการสร้างรายได้ โดยในปีที่ผ่านมา ได้ด�ำเนินโครงการแล้วเสร็จ อาทิ โครงการลงทุน ปรับปรุงสายการผลิตกระเบื้องขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่ม เดินสายการผลิตตั้งแต่กลางปี 2566 ตั้งเป้าช่วย ลดต้นทุนกว่า 40-50 ล้านบาทต่อปี โครงการ ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มเติมที่ประเทศไทยและ เวียดนามประมาณ 14.3 MW คาดว่าจะช่วยลด ต้นทุนเพิ่มเติมได้กว่า 50 ล้านบาทต่อปี ส�ำหรับ ปี 2567 นี้ บริษัทยังคงมีแผนการลงทุนและ การด�ำเนินงานลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะด�ำเนินการติดตั้ง Hot Air Generator ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าที่โรงงาน 3 แห่ง ใน ประเทศไทย ซึ่งหากแล้วเสร็จทั้ง 3 โครงการ จะช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานได้ประมาณ 60-70 ล้านบาทต่อปี” น�ำพล มลิชัย ผู้แทนการค้าไทยน�าหน่วยงานรัฐเยือนจีน นายน�ำพล กล่าวว่า “บริษัทยังคงเชื่อมั่นใน ศักยภาพของตลาดทั้งไทยและอาเซียนแม้ว่าจะต้อง ใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสที่ต้องเร่ง ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรและเพิ่มก�ำลังการผลิต เพื่อ เตรียมไว้ส�ำหรับรองรับความต้องการในอนาคต ตาม กลยุทธ์ที่จะต่อยอดความแข็งแกร่งของธุรกิจตกแต่ง พื้นผิวสู่ผู้น�ำในอาเซียน โดยมีประเทศเวียดนามเป็น ฐานการผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังที่มีศักยภาพ ด้านการบริหารต้นทุนและการส่งออกในภูมิภาค อาเซียนเช่นเดียวกับประเทศไทย” โดยการลงทุนในประเทศเวียดนามมีเป้าหมาย ที่จะขยายตลาดระดับกลาง-บน จากโครงการเพิ่มก�ำลัง การผลิตสินค้ากลุ่ม “กระเบื้องเซรามิกพอร์ซเลน” และกระเบื้องขนาดใหญ่ อีก 1.38 ล้านตารางเมตร ต่อปี ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาขายเฉลี่ยสูงกว่ากระเบื้อง ทั่วไปและก�ำลังได้รับความนิยม โดยใช้งบลงทุนรวม 142 ล้านบาท ในการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักร ที่โรงงานในภาคกลางของประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ SCGD ยังได้รับอนุมัติโครงการลงทุน มูลค่ากว่า 693 ล้านบาท เพื่อทดแทน และเพิ่มก�ำลัง การผลิตกระเบื้องพอร์ซเลนเป็น 9.1 ล้านตารางเมตร ต่อปี ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนาม เพื่อ รุกขยายตลาดและตอบสนองความต้องการใช้สินค้า SME ไทย เตรียมตัวให้พร้อม!!


10 << CSR >> ‘อีซูซุ’ จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการก�ำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ฐานะประธาน ในพิธีเปิดโครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจ�ำปี 2567 ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธกิจกรรม ของ บริษัท วิริยะประกันภัย จ�ำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ รักษาการผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมสนับสนุนการออกบูธกิจกรรม น�ำเกมที่สอดแทรกความรู้เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน มาสร้างสีสันและความสนุกสนานภายในงานอีกด้วย ณ ส�ำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ส�ำหรับโครงการดังกล่าว ส�ำนักงาน คปภ. จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในช่วง เทศกาลปีใหม่ 2567 พร้อมกันนี้ ส�ำนักงาน คปภ. ร่วมกับ ภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจ ยังได้ ร่วมกันส่งมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนผ่าน 2 กรมธรรม์ ได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มปีใหม่เที่ยวได้อุ่นใจ (ไมโคร อินชัวร์รันส์) และกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ปีใหม่สุขใจ ฝากบ้านไว้กับประกันภัย (ไมโครอินชัวร์รันส์) ด้วยเบี้ยประกันภัย เพียง 10 บาท ภายใต้แนวคิด “SMART” (Smart Drive Arrive Safe) เพื่อเป็นการส่งมอบความห่วงใยให้ประชาชนได้เลือกบริหาร ความเสี่ยงด้วยประกันภัย และกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม รวมถึงการศึกษาสภาพจราจรและเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนเดินทางถึงที่หมายด้วยความ อุ่นใจและปลอดภัยตลอดเส้นทาง วิริยะประกันภัย ร่วมกับ คปภ. และภาคอุตสาหกรรมประกันภัย Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จ�ำกัด (มหาชน) ผู้ด�ำเนินธุรกิจค้าส่ง “แม็คโคร” และค้าปลีก “โลตัส” เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ ความยั่งยืนครอบคลุมทุกมิติ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคง ผ่านการจัดโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยแม็คโคร-โลตัสผนึกก�ำลังจัดกิจกรรม “ล�ำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” ปีที่ 4 ที่ช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีรายได้ เปิดพื้นที่ จ�ำหน่ายล�ำไยผ่านห้างแม็คโคร-โลตัสทุกสาขากว่า 2,800 แห่ง โดยทุกยอดการจ�ำหน่ายล�ำไย 1 กิโลกรัม ร่วมบริจาค 1 บาท น�ำ ไปสนับสนุนเป็นวัตถุดิบอาหารและอาหารสดให้กับโรงเรียน 72 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่ากว่า 720,000 บาท เพื่อเป็นมื้ออาหาร กลางวัน สนับสนุนน้อง ๆ นักเรียนให้บริโภคอาหารดี มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน รณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจ�าปี 2567 กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จ�ำกัด จัดกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ชวนครอบครัวรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ALL-NEW ISUZU MU-X ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop “Be Uncharted…Be Dazzling” เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วิธีการขับรถระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างถูกต้อง จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ณ สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ “Isuzu 4x4 Land” จังหวัดปทุมธานี พร้อมเทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ ง่าย ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการรังสรรค์น�้ำมันหอมระเหยสูตรเฉพาะตัวที่มีกลิ่นเดียวในโลก “DIY Perfume Workshop” และผ่อนคลายกับการนวด Aromatherapy ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Mt.Sapola แบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาจากธรรมชาติ ปิดทริปด้วยมื้อเย็นแบบ Fine Dining จากเชฟ Michelin Star ชาวฝรั่งเศส ชื่อดังด้านการรังสรรค์เมนูฟิวชั่นที่มีส่วนผสมจากดอกไม้ พร้อมชม Cooking Show จาก Open Kitchen ที่ห้องอาหาร Signature Bangkok โรงแรม VIE Hotel Bangkok MGallery พร้อมดื่มด�่ำบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จ�ำกัด เผยว่า “Isuzu MU-X The Exclusive Dining & Aroma Workshop “Be Uncharted…Be Dazzling” เป็นกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่เราตั้งใจจัดขึ้นให้กับท่านเจ้าของรถยนต์ อเนกประสงค์ ออลนิว อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ โดยยึดตามคอนเซ็ปต์งานโฆษณาตัวใหม่ “เดอะ นิว มิว-เอ็กซ์” be UNCHARTED… หมุดหมายใหม่กับ Passion ไม่สิ้นสุด” เราอยากให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสกับกลิ่นอายความหอม และลิ้มรสชาติอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากเชฟ Michelin Star ชื่อดัง พร้อมกิจกรรมพิเศษให้ลูกค้าได้เรียนรู้การขับรถระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างถูกต้องจากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัวให้กับลูกค้าคนส�ำคัญอีกด้วย” ผ่านโครงการ ‘ล�ำไย ปันสุข คืนสุข สู่ชุมชน’ ‘Be Uncharted…Be Dazzling’ ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567


<< LOGISTICS >> 11 นอกจากนี้ยังชี้แนวโน้มการแข่งขันและ การลงทุนคลังสินค้าในกลุ่มจังหวัดเศรษฐกิจ ที่จะมีไม่น้อยกว่า 1.1-1.3 ล้านตารางเมตร หรือ เฉลี่ย 5.8% ต่อปี ครอบคลุมทั้งคลังสินค้าแบบ ดั้งเดิมและคลังสินค้าสมัยใหม่ พร้อมมอบส่วนลด ส�ำหรับผู้ใช้บริการรายใหม่ รับฟรีค่าเก็บสินค้า ในคลังเดือนแรก และค่ารับสินค้าเข้าคลังครั้งแรก และโปรโมชันราคาพิเศษให้ผู้ใช้บริการได้รับ ส่วนลดสูงสุด 30,000 บาท ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จ�ำกัด เปิดเผยว่า จากทิศทางการเติบโตของภาค การผลิต การส่งออก และการเติบโตที่ต่อเนื่อง ของธุรกิจการค้าออนไลน์-โลจิสติกส์ ส่งผลให้ ความต้องการเช่าคลังสินค้ามีแนวโน้มเติบโต มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง รายใหญ่ที่มีแนวโน้มขยายพื้นที่เก็บสินค้าเพิ่ม มากขึ้น ไปรษณีย์ไทยจึงมีการรองรับกับความ ต้องการใช้งานคลังสินค้าผ่านการเดินหน้า ขยายบริการคลังสินค้าครบวงจร หรือ “THP Fulfillment-เก็บ แพ็ก ส่ง เก็บเงินปลายทาง” ตั้งแต่การเก็บรักษาสินค้า การบรรจุ การจ่าหน้า ตลอดจนถึงบริการบรรจุภัณฑ์ พร้อมการจัดส่ง ในระบบงานไปรษณีย์ด้วยบริการ EMS ส่งด่วน ไปรษณีย์ไทยรุก 8 จังหวัดยุทธศาสตร์ เปิดคลังสินค้ารับอีคอมเมิร์ซขยายตัวปี ’67 การด�ำเนินธุรกิจแบบครบวงจรเพื่อให้บริการลูกค้าตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงปลายทาง จบเบ็ดเสร็จในที่เดียว เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและมีเสน่ห์ ส�ำหรับธุรกิจเอ็กซ์เพรสหรือขนส่งพัสดุด่วนเป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกิจขนส่ง พัสดุด่วนในปัจจุบันยังคงเป็นเทรนธุรกิจที่ผู้ประกอบการหลายคนเลือก เข้ามาลงทุนต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ ค้าขายออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งการขนส่งนับเป็นส่วนส�ำคัญที่ท�ำให้ ธุรกิจเหล่านี้เติบโต โดยแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุด่วน BEST Express (เบสท์ เอ็กซ์เพรส) เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาบริหาร พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแล ภายใต้การชี้แนะและควบคุมดูแลของ บริษัท เบสท์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จ�ำกัด อรณัฐ อานามวัฒน์ ผู้บริหารแฟรนไชส์ BEST Express สาขา จันทบุรี เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มเข้ามาลงทุนแฟรนไชส์หลักของ BEST Express เคยเป็นจุดรับพัสดุของขนส่งเจ้าอื่น ๆ และของ BEST Express มาก่อน แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาฟังการสัมมนาในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี จึงได้ความรู้ เพิ่มเติมในหลาย ๆ ด้าน เกี่ยวกับธุรกิจขนส่งว่าจะต้องท�ำอะไรบ้าง มีจุดไหน ที่เราต้องมาแนะน�ำกับพนักงานหน้าร้าน หรือแม้กระทั้งการจัดการปัญหา ต่าง ๆ ทั้งหน้าร้านสาขา และระบบหลังบ้าน เป็นต้น หลังจากพิจารณาดูแล้ว ทั้งเรื่องต้นทุน การบริหารงาน และการเติบโตของธุรกิจ ท�ำให้เราตัดสินใจ เข้ามาร่วมธุรกิจกับ BEST Express “เราเริ่มมาจากธุรกิจขายส่งกล่องพัสดุ และเห็นว่าธุรกิจขนส่งเป็นธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจของเราในปัจจุบัน ลูกค้าที่มาซื้อกล่องก็สามารถจบขั้นตอน ทุกอย่างที่หน้าร้านเราได้เลย เราจึงคิดว่า จะดีกว่าถ้าให้ลูกค้าที่ปกติซื้อกล่อง พัสดุจากเรา สามารถเข้ามาส่งของที่ร้านเราได้โดยตรง ถือเป็นการดึงลูกค้า และเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น นอกจากนี้การเริ่มต้นท�ำธุรกิจกับทาง BEST Express จากเป็นจุดรับพัสดุต่อยอดมาเป็นแฟรนไชส์หลัก เนื่องจากเรา รู้สึกว่า เรามีความพร้อมในเรื่องพนักงาน แค่ต้องปรับรูปแบบการท�ำงาน จากรับพัสดุอย่างเดียว มาเป็นการกระจายพัสดุให้กับลูกค้าปลายทางด้วย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งท้าทายใหม่ในการขนส่งพัสดุว่าจะท�ำอย่างไรให้พัสดุไปถึง มือลูกค้าอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด” อรณัฐ กล่าว การบริการลูกค้าจะต้องเริ่มตั้งแต่ลูกค้าเดินมาที่หน้าร้านสาขา พนักงานต้องเข้ามาช่วยแพ็คหรือช่วยหาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมให้กับลูกค้า เพราะสินค้าบางประเภทอาจจะเกิดความเสียได้ง่าย อย่างในพื้นที่จังหวัด จันทบุรี ลูกค้าส่วนมากจะมาส่งผลไม้โดยเฉพาะในหน้าทุเรียน ดังนั้น หน้าที่ของฝ่ายบริการลูกค้าจะต้องช่วยในการหาอุปกรณ์เสริมเพื่อไม่ให้ เรียนรู้การท�าธุรกิจขนส่งแบบครบจบในที่เดียว แฟรนไชส์ขนส่ง BEST Express สาขาจันทบุรี รายใหม่มาใช้บริการ รับส่วนลดค่าเก็บสินค้า ในคลัง 1 เดือน มูลค่าส่วนลดไม่เกิน 1,200 บาท ลูกค้าสมาชิกใหม่ ฟรีค่าจัดเก็บสินค้าในคลัง นาน 1 ปี ฟรีขนย้ายของจากคลังสินค้าเดิม ในครั้งแรก และโบนัสจากยอดใช้บริการสะสม รับส่วนลดสูงสุด 3% ตามยอดใช้บริการ ที่ก�ำหนด ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อใช้บริการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ [email protected] หรือ โทร. 0-2831-3095 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จ�ากัด เดินหน้าขยายคลังสินค้าครบวงจร หรือ “THP Fulfillment-เก็บ แพ็ก ส่ง เก็บเงินปลายทาง” ในพื้นที่ 8 จังหวัดยุทธศาสตร์ พื้นที่รวมกว่า 3,235 ตารางเมตร เพื่อรองรับการเติบโต ของกลุ่มอีคอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการรายย่อย ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค โดดเด่นด้วยการอยู่ใกล้ตลาดผู้ บริโภค ใกล้แหล่งผลิต ใกล้กับเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ส�าคัญ ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมาย ของผู้ใช้บริการ อัปเดตสถานะการจัดส่งได้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ บริการสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายส�ำหรับ ค่าเช่าโกดังหรืออาคารเก็บสินค้า และไม่ต้องจ้างคน ช่วยแพ็กเพิ่มเติม ประหยัดเวลาในส่วนการจัดส่ง เพราะไปรษณีย์ด�ำเนินการให้ครบวงจร ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้จัดโปรโมชันพิเศษ ส�ำหรับลูกค้า LINE Shopping ทดลองใช้ฟรี 1 เดือนแรก เมื่อท�ำสัญญาใช้บริการ 1 ปี (จ�ำกัดจ�ำนวนสิทธิ์) โปรโมชัน Member get Member ลูกค้าปัจจุบันบอกต่อ/แนะน�ำลูกค้า มีพื้นที่เหลือในกล่อง เพราะการขนส่งต้องเคลื่อนย้ายหลายที่ หากสินค้า ที่ได้รับความเสียหาย คงไม่มีลูกค้าคนไหนชอบใจ จึงต้องพยายามเตือน ให้น้อง ๆ พนักงานดูแลใส่ใจการแพ็คให้ดี นับเป็นจุดเด่นด้านการบริการ สาขาของแฟรนไชส์ BEST Express สาขาจันทบุรี “ด้วยความที่ว่าธุรกิจของ BEST Express บริหารงานโดยการที่ให้ แฟรนไชส์เข้ามามีอิสระในการดูแลพื้นที่ ซึ่งตนมองว่าเป็นจุดเด่นหลัก ของ BEST Express เพราะรูปแบบการบริหารงานแบบนี้จะท�ำให้เกิด ความสะดวกรวดเร็ว สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ถ้าลูกค้ามาตาม งานเราสามารถตอบได้ชัดเจน เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างลูกค้า ต้นทางและลูกค้าปลายทาง ท�ำให้เราสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึง และครอบคลุม จากที่เราอยู่กับ BEST Express มาปีกว่า เรามองเห็น การเติบโตในหลาย ๆ ด้าน ที่ส�ำนักงานเองพยายามปรับปรุงและพัฒนา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในยุคนี้ ท�ำให้มั่นใจว่าเราเองก็จะไม่หยุด พัฒนา และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปในธุรกิจขนส่ง ตนขอเป็นตัวแทน สาขาจากภาคตะวันออกและจังหวัดจันทบุรี อวยพร BEST Express เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ให้ประสบความส�ำเร็จในธุรกิจขนส่ง เราจะพัฒนาก้าวไปพร้อมกันค่ะ” อรณัฐ กล่าวปิดท้าย สนใจลงทุนเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุด่วนกับ BEST Express ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนทั่วไทย ติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนที่ BEST Express ติดต่อได้ที่ Call Center 0-2108-8000 หรือ LINE Official Account : @BESTEXPRESSTH (มี@ด้วย) หรือคลิก https://lin.ee/jj3oCAb และค้นหาสาขา ตรวจสอบราคาเบื้องต้น เช็คสถานะพัสดุ ได้ที่ www.best-inc.co.th บมจ.อาม่า มารีน (AMA) ฉายภาพธุรกิจ ปี 2567 สดใส ธุรกิจขนส่งน�้ำมันพืชและสารเคมี ทางเรือ รวมถึงน�้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเคมี ทางบก ฟื้นตัวชัด! กองเรือ-รถขยาย ฟากเอ็มดี “พิศาล รัชกิจประการ” ระบุรับอานิสงส์เรือ “ญาณี” และรถบรรทุกใหม่เสริมทัพ ตั้งเป้า รายได้โตเกิน10 % นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จ�ำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการด�ำเนินงานในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับปัจจัย สนับสนุนจากธุรกิจโลจิสติกส์ที่ฟื้นตัว และกองเรือ-รถ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-15% ตามล�ำดับ ผลักดันธุรกิจขนส่งน�้ำมันพืชและสารเคมีทางเรือ มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจขนส่งน�้ำมันทางบก ที่เติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา “เราวางเป้าหมายรายได้ในปี 2567 เติบโตเกิน 10% หลังจากในปีที่ผ่านมาเราซื้อเรือมือสอง ล�ำใหม่ ชื่อญาณี ระวางบรรทุก 12,999 DWT และ รถบรรทุกใหม่ 40 คัน ใช้ขนส่งในเชิงพาณิชย์ เพื่อ รองรับตามความต้องการลูกค้า” นายพิศาล กล่าว ส�ำหรับการลงทุนซื้อเรือบรรทุกน�้ำมันและ สารเคมี เป็นไปตามแผนการขยายธุรกิจ รองรับ การให้บริการขนส่งสินค้าเหลวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และ บังคลาเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการให้บริการขนส่ง สินค้าทางเรือเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางเรือระหว่าง ประเทศ โดยปัจจุบันกองเรือบรรทุกน�้ำมันมีจ�ำนวน 9 ล�ำ น�้ำหนักบรรทุกรวม 96,420 เดทเวทตัน ขณะที่ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าเหลว ทางบกปลายปี 2566 ได้มีการขยายเพิ่มจ�ำนวน รถบรรทุกให้บริการขนส่งสินค้าเหลวอีก 40 คัน ประกอบไปด้วยรถบรรทุกจ�ำนวน 10 คัน และ รถกึ่งพ่วงจ�ำนวน 30 คัน ส่งผลให้มีกองรถ ทั้งหมด 304 คัน “ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่บริษัทรุกขยายธุรกิจ อย่างเข้มข้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และความต้องการการขนส่ง โดยได้ขยายการลงทุน ในเรือ และรถบรรทุก รวมถึงการขยายธุรกิจใหม่ เช่น การขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ หรือ Cold Chain Logistics ซึ่งเป็นการเดินตามแผนงาน ที่วางไว้ เชื่อว่าจะสนับสนุนผลการด�ำเนินงาน เติบโตอย่างมีนัยส�ำคัญ และสร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับผู้ถือหุ้น” นายพิศาล กล่าว เผยแนวโน้มธุรกิจขนส่งเดินเรือ–ทางบก ขาขึ้น AMA ปักหมุดปี ’67 รายได้เติบโต ทุกปลายทาง “เพื่อขานรับเทรนด์ธุรกิจคลังสินค้า ครบวงจรซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มความต้องการ ของตลาดในธุรกิจนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปรษณีย์ไทยจึงได้เปิดให้บริการคลังสินค้า รองรับในพื้นที่รวมจ�ำนวน 8 แห่ง ทั่วประเทศ ขนาดพื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 3,235 ตารางเมตร ประกอบด้วย คลังสินค้ากรุงเทพฯ (แจ้งวัฒนะ) คลังสินค้าศรีราชา (ชลบุรี) คลังสินค้าอุดรธานี คลังสินค้าเชียงใหม่ คลังสินค้าราชบุรี คลังสินค้า นครศรีธรรมราช คลังสินค้านครราชสีมา และ ล่าสุดได้ขยายคลังสินค้าครบวงจร อ�ำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นแห่งที่ 8 โดยเชื่อมั่นว่า จะสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาค เศรษฐกิจช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ ในการลงทุนพื้นที่คลังสินค้า อีกทั้งยังเป็นการตอกย�้ำศักยภาพบริการ ของไปรษณีย์ไทยที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ ได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้คลังสินค้าทั้ง 8 แห่ง ยังมีความโดดเด่น ได้แก่ ใกล้แหล่งผลิต อาทิ นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ช่วยให้ธุรกิจที่ต้องการ ใช้ส่วนประกอบและวัตถุดิบด�ำเนินได้อย่าง ต่อเนื่องใกล้ตลาดผู้บริโภค ซึ่งจะตอบรับ การเติบโตของภาคการค้าออนไลน์ ท�ำให้สินค้า ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ แต่ละประเภทสามารถจัดส่งได้ทันที ใกล้กับ เส้นทางคมนาคมขนส่งที่ส�ำคัญ ท�ำให้สินค้าต่าง ๆ ถูกรับ-ส่งอย่างรวดเร็ว และสะดวกต่อการเปลี่ยน ถ่ายรูปแบบการขนส่งสิ่งของ อีกทั้งยังอยู่ในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ที่มีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ลงทุน มีการเติบโตและขยายตัวของธุรกิจขนาด เล็ก-กลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อ ต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายของผู้ใช้บริการ ได้อีกด้วย ” ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส�ำหรับบริการ คลังสินค้าครบวงจร “THP Fulfillment” มีอัตราค่าบริการเช่าในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 300 บาท / ลูกบาศก์เมตร สามารถเข้าตรวจเช็ก ข้อมูลสินค้าได้ตลอดเวลา และเข้าชมสรุปรายงาน ยอดขาย ค�ำสั่งซื้อ หรือรายการสินค้าคงเหลือ พร้อมด้วยเมนูรายการสินค้าใกล้หมด รวมถึง ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567


12 เตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของคู่ค้าทางธุรกิจ << LOGISTICS >> ‘เดอเบล’ ทุ่มกว่า 100 ลบ. เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ ของเดอเบลทั่วประเทศ ที่มีศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง (บางบอนและวังน้อย) ส�ำนักงานสาขา 22 แห่ง ทั่วประเทศ มีความสามารถรองรับได้มากกว่า 54,000 พาเลต SINO ประเมินสถานการณ์การโจมตีเรือบรรทุก ขนส่งสินค้าในทะเลแดง ดันค่าระวางเรือไตรมาสแรก ปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นรอบใหม่ หลังปรับเพิ่มเกือบเท่าตัว ภายใน 1 เดือน พร้อมน�ำศักยภาพการด�ำเนินธุรกิจช่วย ผู้ส่งออกขนส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศตรง ตามก�ำหนด เตรียมตู้คอนเทนเนอร์เปล่าลดความเสี่ยง การขาดแคลนหากเหตุการณ์ยืดเยื้อ มั่นใจปีนี้ มีปริมาณขนส่งสินค้าเพิ่มเป็น 53,000 ตู้ นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จ�ำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า ค่าระวางเรือ ในช่วงไตรมาส 1/2567 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องจากช่วงกลางเดือนธันวาคม 2566 หลัง สถานการณ์การโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีค่าระวางเรือ Shanghai Containerized Freight Index ปรับ เพิ่มขึ้นเป็น 2,206 จุด (12 มกราคม 2567) หรือสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับ ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา (15 ธันวาคม 2566) อยู่ที่ประมาณ 1,100 จุด โดยอัตรา ค่าบริการขนส่งสินค้าทางทะเลในเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกา สูงขึ้นถึง 5,000- 6,000 เหรียญสหรัฐ จากเดิมอยู่ที่ 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ปัจจัย ดังกล่าวยังก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจาก ผู้ประกอบการสายเดินเรือต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทาง ดังกล่าวในการขนส่งสินค้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ท�ำให้ระยะเวลาเดินทาง และต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทพร้อมน�ำศักยภาพการด�ำเนินธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่าง ประเทศอย่างครบวงจร (Integrated Logistics Service Provider) ทั้งทางทะเล ทางอากาศ และทางบก โดยเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีความ ช�ำนาญในการให้บริการบนเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล ที่มี ปริมาณการขนส่งสินค้าทางเรือในเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกาสูงเป็นอันดับ 1 ของ ผู้ให้บริการสัญชาติไทยและเป็นอันดับ 4 ของผู้ให้บริการของโลก รวมถึงการให้บริการ ที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์อย่างครบวงจรเพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เนื่องจาก SINO มีความสัมพันธ์ที่ดีและมีการท�ำสัญญาการให้บริการกับผู้ประกอบการ สายเดินเรือ จึงมีความสามารถจัดหาพื้นที่ระวางเรือเพื่อตอบสนองความต้องการ ของลูกค้า รวมถึงเตรียมน�ำตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทเข้ามาให้บริการเพิ่มเติม SINO ประเมินค่าระวางเรือเข้าสู่ช่วงขาขึ้นรอบใหม่ แก่ลูกค้า หากเกิดกรณีตู้เปล่า คอนเทนเนอร์ขาดแคลน เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งสินค้า ได้ตรงตามระยะเวลาที่ก�ำหนด “ค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ ไม่กระทบต่อความต้องการ ส่งออกสินค้าของลูกค้า ใ ห ้ ล ด ล ง อ ย ่ า ง มี นั ย เนื่องจากเราได้น�ำเสนอ โซลูชันการให้บริการ โลจิสติกส์ที่ครบวงจร เพื่อบริหารจัดการ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ขณะที่ SINO ได้รับ ป ร ะ โ ย ช น ์ เชิ ง บ ว ก จ า ก ค่าระวางเรือ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อ รายได้มากยิ่งขึ้น” นายนันท์มนัส กล่าว ส่วนแนวโน้มปริมาณการให้ บริการขนส่งสินค้าในช่วงไตรมาสแรก ของปีนี้ คาดว่าจะท�ำได้ตามเป้าหมาย จากปัจจัยบวกของเศรษฐกิจโลก ที่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดี ส่งผล ให้มีการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึง แผนกลยุทธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ SINO ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลาง (Hub) ในการขนส่งสินค้า ทางทะเลให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนที่ต้องการส่งออกสินค้า ไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา บริษัทจึง ตั้งเป้าหมายในปี 2567 ว่าจะมีปริมาณ การขนส่งสินค้าเพิ่มเป็น 53,000 ตู้ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 46,000 ตู้ นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “การเปิดศูนย์ กระจายสินค้าแห่งที่ 2 ของเดอเบลนี้ ตอกย�้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ให้ทันสมัยและครบวงจร ผ่านคลังสินค้าอัจฉริยะ และการให้บริการในรูปแบบ Omnichannel เชื่อมโยงทั้ง Offline และ Online ให้คู่ค้าได้รับ ประสบการณ์เดียวกันจากทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ บวกกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีการขยายตัว ต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว ตนเชื่อมั่นว่า “เดอเบล” จะขับเคลื่อนตลาดขนส่งให้เติบโตอย่าง แข็งแกร่ง ตั้งเป้าขยายการเติบโต 2 เท่า โดยจะเน้น เพิ่มพอร์ตโฟลิโอลูกค้านอกกลุ่มธุรกิจ TCP หรือ Non-TCP ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 25% และกลุ่มธุรกิจ TCP 75% โดยในปีที่ผ่านมา เดอเบลให้บริการคู่ค้า 13 ราย รายได้เติบโตกว่า 20%” เดอเบล เตรียมความพร้อมรองรับเทรนด์ การเติบโตของ Omnichannel และความต้องการ ของลูกค้า Non-TCP รายใหม่ ๆ ด้วยบริการครบวงจร การผลิต นอกจากนี้ยังได้ชูกลยุทธ์ “เข้าใจ-เข้าถึง” สร้างแต้มต่อการแข่งขันของ เดอเบล โดยมีความ เชี่ยวชาญ ให้บริการคู่ค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน�้ำถึงปลายน�้ำ อาทิ การรับสินค้า การกระจาย สินค้า การให้ค�ำปรึกษา วางแผนการตลาด ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และวางแผนที่แม่นย�ำ อย่างมืออาชีพ ช่วยให้คู่ค้าท�ำตลาดและขยายฐาน ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว มีความพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้า รายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาใช้บริการใหม่ ๆ ซึ่งครอบคลุม ทั้งบริการคลังสินค้า บริการ Fulfillment และ บริการ Co-Packing ตอบโจทย์เทรนด์การเติบโต ของช่องทาง Omnichannel เชื่อมต่อประสบการณ์ ไร้รอยต่อระหว่าง Offline และ Online และมี ช่องทางการจัดจ�ำหน่าย มีหน่วยรถและทีมรถที่ หลากหลาย ช่วยกระจายสินค้าได้กว้างและรวดเร็ว สร้างประสิทธิภาพสูงสุดแก่ลูกค้า โดยเฉพาะ การกระจายสินค้าใหม่ หรือ NPD ที่เดอเบลสามารถ กระจายได้ทั่วถึงทั้งประเทศภายในระยะเวลาเพียง 12 วัน เข้าถึงกว่า 140,000 ร้านค้า “เดอเบล มุ่งมั่นพัฒนาต่อเนื่องตลอดระยะ เวลา 21 ปี เพื่อให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร สร้างแต้มต่อในการแข่งขัน ยกระดับคู่ค้าทางธุรกิจ ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นก�ำลังส�ำคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นายสราวุฒิ กล่าว จึงได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งที่ 2 ที่วังน้อย ตั้งอยู่ ในท�ำเลยุทธศาสตร์ มีการคมนาคมที่สะดวก เชื่อมต่อ ทั้งกรุงเทพฯ และภาคอื่น ๆ สามารถขนส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง สู่สาขาของเดอเบลทั่วประเทศ มีความ พร้อมเติมสินค้ารองรับความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ขาดตอน ส�ำหรับจุดเด่นของศูนย์กระจายสินค้าเดอเบล วังน้อย ได้แก่ ภาพรวมของศูนย์กระจายสินค้า มีพื้นที่ 11 ไร่ ประกอบด้วย 4 อาคาร จัดเก็บสินค้า ได้ถึง 5 ชั้น และพื้นคลังสินค้ารองรับน�้ำหนัก 3 ตัน ต่อตารางเมตร ตามมาตรฐานคลังสินค้า สามารถ รองรับได้มากกว่า 10,000 พาเลต ส่งผลให้ในภาพรวม ไม่กระทบต่อความต้องการส่งออกสินค้าของลูกค้า ประจำ�วันที่ 1 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 “เดอเบล” ผู้น�าด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าขยาย ความส�าเร็จตามกลยุทธ์ปลุกพลังธุรกิจเติบโต (Growing) เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพิ่ มศักยภาพคลังสินค้า เตรียมความพร้อมรองรับ การเติบโตของคู่ค้าทางธุรกิจ ชูท�าเลยุทธศาสตร์ บริการครบวงจร เชื่อมโยง Offline-Online เครือข่าย หน่วยรถและร้านค้าที่แข็งแกร่ง ตั้งเป้ารายได้เติบโต 50% ภายใน 5 ปี (ระหว่างปี 2566-2571) มีเทคโนโลยีมาตรฐานสากลที่ช่วยส่งเสริม งานต่าง ๆ ของระบบคลังสินค้าให้มีการจัดการที่แม่นย�ำ และติดตามได้แบบเรียลไทม์ อาทิ WMS, DMS และ ePOD เน้นความยั่งยืน ค�ำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและ ความยั่งยืน ทั้งมลพิษด้านอากาศและเสียง ตลอดจน ลดความแออัดในชุมชนเมือง ใช้รถ Forklift ไฟฟ้า, นันท์มนัส วิทยศักดิ์ พันธ์ หลอดไฟ LED และมีแผนจะใช้รถขนส่ง EV ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบ มีการจัดระบบ การขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนทุกกระบวน


Click to View FlipBook Version