รายงาน
เรื่อง ศิลปะไทยและศิลปะตะวนั ตก
จดั ทาํ โดย
นางสาว กนกกร ทองอินทร์
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 5/1 เลขที่ 9
เสนอ
คุณครู เมธาสิทธ์ิ แกว้ อเยู่
รายงานฉบับนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าดนตรี
โรงเรียนพลูหลวงวทิ ยา(วดั โคกพลู)
ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564
คาํ นํา
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของวชิ าศิลปะช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี5
จดั ทาํ เพอ่ื หวงั จะนาํ ไปใชใ้ นการประกอบการคน้ ควา้ ได้ การ
จดั ทาํ รายงานไดท้ าํ การคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูลจากเวป็ ไซตแ์ ละ
บทความต่างๆ
ผเู้ ขียนรายงานหวงั วา่ จะเป็นประโยชน์แก่ผสู้ นใจบา้ งตาม
สมควรหากมีขอ้ ผดิ พลาดประการใดในรายงานเล่มน้ีกต็ อ้ งขอ
อภยั ไว้ ณ ที่น่ีดว้ ย
เรียบเรียงโดย
นางสาว กนกกร ทองอนิ ทร์
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5/1 เลขท่ี 9
23/12/2564
สารบญั หน้า
เรื่อง 3
4
ศลิ ปะไทย 6
ลกั ษณะ 8
หมวดหมขู่ องศลิ ปะไทย 21
ศลิ ปะตะวนั ตก
บรรณานกุ รม
ศิลปะไทย
ประวตั ิ
ศิลปะไทยไดร้ บั อทิ ธิพลจากตา่ งชาตมิ าชา้ นานและไดพ้ ฒั นาสบื เน่ือง
ผสมกบั ความเช่ือทอ้ งถ่ินจนกลายเป็นศิลปะท่ีเป็นเอกลกั ษณข์ อง
ตนเอง ราว พ.ศ. 300 จนถงึ พ.ศ. 1111 พระพทุ ธศาสนานาํ เขา้ มาโดย
ชาวอินเดีย แสดงใหเ้ หน็ อทิ ธิพลท่ีมีตอ่ ศิลปะไทยในยคุ หลงั ทงั้ ดา้ น
ภาษา วรรณกรรม ศลิ ปกรรม โดยกระจายเป็นกลมุ่ ศิลปะสมยั ตา่ ง ๆ
เรม่ิ ตงั้ แตส่ มยั ทวาราวดี ศรวี ชิ ยั ลพบรุ ี เม่ือกลมุ่ คนไทยตงั้ ตวั เป็น
ปึกแผน่ แลว้ ศิลปะดงั กลา่ วจงึ มีอิทธิพลตอ่ ศลิ ปะไทย ชา่ งไทยพยายาม
สรา้ งสรรคใ์ หม้ ีลกั ษณะพเิ ศษกวา่ งานศิลปะของชาตอิ ่นื ๆ มีการ
ประดษิ ฐลวดลายไทยเป็นเครอ่ื งตกแตง่ ทาํ ใหล้ กั ษณะศิลปะไทยมี
รูปแบบเฉพาะ และไดส้ อดแทรกวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี
และความรูส้ กึ ของคนไทยไวใ้ นงานเหลา่ นนั้ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากภาพฝา
ผนงั ตามวดั วาอารามตา่ ง ๆ ปราสาทราชวงั ตลอดจนเครอ่ื งประดบั และ
เครอ่ื งใชท้ ่วั ไป
ลักษณะ
ศิลปะไทยไดร้ บั อิทธิพลจากประเพณีและวฒั นธรรมใน
สงั คมไทย เชน่ ความเป็นอยแู่ ละการดาํ รงชีวติ ของคนไทยท่ีได้
สอดแทรกไวใ้ นผลงานท่ีสรา้ งสรรคข์ นึ้ โดยเฉพาะศิลปกรรมท่ี
เก่ียวกบั พระพทุ ธศาสนา อาจกลา่ วไดว้ า่ ศลิ ปะไทยสรา้ งขนึ้ เพ่ือ
สง่ เสรมิ พทุ ธศาสนา เป็นการเช่ือมโยงและโนม้ นา้ วจิตใจของ
ประชาชนใหเ้ กิดความเล่ือมใสศรทั ธาในพทุ ธศาสนา
จิตรกรรมไทย จดั เป็นภาพเลา่ เรอ่ื งท่ีเขียนขนึ้ ดว้ ยความคดิ
จินตนาการของคนไทย มีลกั ษณะตามอดุ มคติของกระบวนงาน
ชา่ งไทย คือ เขียนสีแบน ไมค่ าํ นงึ ถงึ แสงและเงา นิยมตดั เสน้ ให้
เห็นชดั เจน และเสน้ ท่ีใช้ จะแสดงความรูส้ กึ เคล่ือนไหวนมุ่ นวล
เขียนตวั พระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลา ทา่ ทางเหมือนกนั ผิดแผก
แตกตา่ ง กนั ดว้ ยสีรา่ งกายและเครอ่ื งประดบั
เขียนแบบตานกมอง หรอื เป็นภาพต่าํ กวา่ สายตา โดยมมุ มองจาก
ท่ีสงู ลงสู่ ลา่ ง จะเหน็ เป็นรูปเรอ่ื งราวไดต้ ลอดภาพ
เขียนติดตอ่ กนั เป็นตอน ๆ สามารถดจู ากซา้ ยไปขวาหรอื ลา่ งและ
บนไดท้ ่วั ภาพ โดยขนั้ ตอนภาพดว้ ยโขดหิน ตน้ ไม้ กาํ แพงเมือง
และเสน้ สนิ เทาหรอื คชกรดิ เป็นตน้
เขียนประดบั ตกแตง่ ดว้ ยลวดลายไทย มีสที องสรา้ งภาพใหเ้ ดน่
เกิดบรรยากาศ สขุ สวา่ งและมีคณุ คา่ มากขนึ้
ลายไทย เป็นลายท่ีประดิษฐข์ นึ้ โดยมีธรรมชาตมิ าเป็นแรงบนั ดาล
ใจ โดยดดั แปลงธรรมชาติใหเ้ ป็นลวดลายใหม่ เชน่ ตาออ้ ย กา้ มปู
เปลวไฟ รวงขา้ ว และดอกบวั ฯลฯ ลายไทยเดิมทีเดียวเรยี กกนั วา่
"กระหนก" หมายถงึ ลวดลาย เชน่ กระหนกลาย กระหนกกา้ นขด
ตอ่ มามีคาํ ใชว้ า่ "กนก" หมายถงึ ทอง กนกปิด
ทอง กนกตลู้ ายทอง แตจ่ ะมีใชเ้ ม่ือใดยงั ไมม่ ี
หลกั ฐานแนช่ ดั ซง่ึ คาํ เดิม "กระหนก" นีเ้ ขา้ ใจ
เป็นคาํ แตส่ มยั โบราณท่ีมีมาตงั้ แตส่ มยั ทวา
ราวดี โดยเรยี กตดิ ตอ่ กนั จนเป็นคาํ เฉพาะ หมายถงึ
ลวดลายกา้ นขด ลายกา้ นปู ลายกา้ งปลา ลายกระหนก
เปลว เป็นตน้ ลายไทยท่ีจดั เป็นแมบ่ ทใชใ้ นการเขียน
ภาพมี 4 ลาย คือลายกระหนก ลายนารี ลายกระบ่ีและลายคชะ
หมวดหมู่ของศลิ ปะไทย
ช่างไทยโบราณแบง่ หมวดหมู่ของศิละไทยออกได้ 4 หมวด
คือ หมวดกระหนก หมวดนารี หมวดกระบ่ี และหมวดคชะ หรอื ท่ีชา่ งไทยรวมเรยี กวา่
กระหนก นาง ชา้ ง ลงิ แตล่ ะหมวดก็จะมีรายละเอียดปลีกยอ่ ยลงไป ดงั ตอ่ ไปนี้
หมวดกนก
• ภาษาสนั สกฤต แปลวา่ “หนาม”สาํ หรบั ชา่ งเขียนโบราณ กนกการฝึกรา่ ง
ลวดลาย ใหร้ ูจ้ กั ความประสานสมั พนั ธก์ นั ของเสน้ ท่ีผกู รวมกนั เป็นลาย
ไทย โดยเฉพาะกนกแบบตา่ งๆ
หมวดนารี
• การเรยี นรูฝ้ ึกฝนเก่ียวกบั การเขียนหนา้ มนษุ ย์ เทวดา นางฟา้ พระ และนางทงั้
ดา้ นหนา้ ตรงและดา้ นหนา้ เพล่ ภาพเหลา่ นีจ้ ะแสดงอารมณด์ ว้ ย กิรยิ า ใบหนา้
ของตวั ภาพจะไมแ่ สดงอารมณต์ ามแบบแผนของศลิ ปะ
หมวดกระบ่ี
• การฝึกเขียนภาพอมนษุ ยต์ า่ ง ๆ ไดแ้ ก่ พวกยกั ษ์ วานร เป็นตน้ ในการฝึกจะตอ้ งฝึก
จากภาพลิงหรอื กระบ่ีเป็นอนั ดบั แรก เม่ือเขียนไดแ้ มน่ ยาํ แลว้ จงึ ฝึกเขียนภาพอ่นื ตอ่ ไป
การฝึกเขียนภาพหมวดนีจ้ ะเป็นประโยชนใ์ นการเขียนภาพเรอ่ื งรามเกียรติ์
หมวดคชะ
• การฝึกเขียนภาพสตั วส์ ามญั และภาพสตั วป์ ระดษิ ฐ์ตา่ งๆ โดยเรม่ิ จากคชะหรอื ชา้ งซง่ึ
เป็นสตั วใ์ หญ่กอ่ น แลว้ จงึ ฝึกเขียนภาพสตั วเ์ ลก็ ๆ ตอ่ ไป
ศลิ ปะไทยถกู ยอ่ ยออกหลายประเภท
»ÃеÁÔ Ò¡ÃÃÁ
ä·Â
ʶһ˜µÂ¡ÃÃÁ
ä·Â
ศิลปะตะวันตก
หมายถงึ ศลิ ปกรรมของกลมุ่ ประเทศในยโุ รป (ปัจจบุ นั รวมถงึ สหรฐั อเมรกิ า
ดว้ ย) มีรากฐานมาจากศลิ ปะของอียิปต์ และกรกี ซง่ึ เป็นวฒั นธรรมยคุ โบราณ
ของโลก และพฒั นาขนึ้ มาภายใตอ้ ิทธิพลของครสิ ตศ์ าสนา เป็นตน้ แบบของ
ศิลปะสากลในปัจจบุ นั
ประวตั ศิ าสตรข์ องยโุ รปแบง่ อยา่ งกวา้ ง ๆ ไดเ้ ป็น 4 ยคุ คือ
ยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ ยคุ โบราณ ยคุ กลาง ยคุ ใหม่
1. ยุคก่อนประวัตศิ าสตร์ ประมาณ 40,000 ปี – 4,000 ปี ก่อน ค.ศ.
ศลิ ปะอยี ปิ ต์ (Egyptian Art)
เรอ่ื งราวอารยธรรมของอียิปต์ เกิดขนึ้ เม่ือประมาณ 4,000 ปีก่อน ค.ศ.
เป็นยคุ ก่อน ประวตั ศิ าสตร์ และกอ่ นราชวงศ์ (Pre-dynastic) ของอียิปต์
ชาวอียิปตไ์ ดส้ รา้ งศิลปวฒั นธรรมขนึ้ เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกบั ปรชั ญาในดา้ น
คณุ ธรรม และตอบสนองความเช่ือวา่ วิญญาณของคนตายจะกลบั คืนสู่
รา่ งกายใหม่ จงึ เป็นมลู เหตขุ องการทาํ มมั ม่ี (mummy) หีบบรรจศุ พทาํ
ดว้ ยหนิ สรา้ งอาคารรูปทรงพีระมิด (Pyramids) ซง่ึ เป็นส่งิ ก่อสรา้ งท่ีใหญ่
ท่ีสดุ อยทู่ ่ีเมืองกีซา ในกรุงไคโร ภายในพีระมดิ เป็นท่ีบรรจพุ ระศพกษัตรยิ ค์ ฟู ู
(Khufu) ฐานพีระมดิ ยาวดา้ นละ 756 ฟตุ สงู 481 ฟตุ กินเนือ้ ท่ี 32 ไร่ สรา้ ง
ดว้ ยหนิ นกั กวา่ กอ้ นละ 2 ตนั จาํ นวน 2,500,000 กอ้ นประมาณวา่ ใชก้ าํ ลงั คม
1,000,000 คน ผลดั กนั สรา้ งทงั้ กลางวนั และกลางคืน ใชเ้ วลาราว 20 ปี จงึ
เสรจ็ ภายในหอ้ งพีระมดิ นอกจากจะบรรจพุ ระศพของกษัตรยิ แ์ ลว้ ยงั เป็นท่ี
เก็บทรพั ยส์ มบตั อิ นั มีคา่ ผนงั ภายในตกแตง่ ดว้ ยภาพเขียนสี บรรยายดว้ ย
อกั ษรโบราณ ทาํ ใหท้ ราบถงึ ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี และ
วฒั นธรรมของชาวอียิปตช์ าวอียปตย์ คุ ก่อนประวตั ศิ าสตรไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี
2. ยุคโบราณ (Ancient Age) ประมาณ 1,400 ปี ก่อน ค.ศ. –ค.ศ.
100
ศลิ ปะตะวันออกใกล้ (Ancient Near Eastem Aft)
อียปิ ตพ์ ฒั นาอารยธรรมเจรญิ รุง่ เรอ่ื งสดุ ขีดในลมุ่ แมน่ า้ํ ไนล์ สว่ นทางฝ่ัง
ตะวนั ออกของทะเล เมดเิ ตอรเ์ รเนียน ดินแดนแถบแมน่ า้ํ ไทกรสี และยเู ฟรทีส
ไดแ้ ก่ดินแดนบางสว่ นของประเทศอิหรา่ น ซีเรยี จอรแ์ ดน และซาอดุ ีอาระเบีย
ในปัจจบุ นั เรยี กวา่ แควน้ เมโสโปเตเมยี (Mesopotamia) หมายถงึ
ดินแดนในลมุ่ แมน่ า้ํ สองสาย ชนชาติดงั กลา่ วมีอารยธรรมท่ีเจรญิ รุง่ เรอื ง
เชน่ เดียวกนั ประเทศท่ีอยใู่ นวฒั นธรรมนีไ้ ดแ้ ก่ สเุ มเรยี น บาบิโลเนียน อสั ซิ
เรยี น เปอรเ์ ซีย
ลกั ษณะศลิ ปกรรมของสเุ มเรยี นมีความแตกตา่ งจากศิลปกรรมอียิปต์ คือ
อียิปตใ์ ชห้ นิ เป็นวสั ดกุ ่อสรา้ ง สว่ นสเุ มเรยี นใชอ้ ิฐเผากอ้ นใหญ่ ๆ มาเรยี งกนั
ดงั นนั้ สถาปัตยกรรมสว่ นใหญ่จงึ มีอิฐเป็นโครงสรา้ งหลกั สถาปัตยกรรมของสุ
เมเรยี นท่ีรูจ้ กั กนั มากท่ีสดุ คือวิหารใหญ่เรยี กวา่ ซกิ รู ตั (Zigurat) เป็นหอสงู
แบบตกึ ระฟา้ มีทางเดินเป็นบนั ไดวน เป็นสถานท่ีสาํ หรบั ทาํ พธิ ีทางศาสนา
ศลิ ปะบาบโิ ลน อยู่ช่วง 700 ปี ก่อน ค.ศ.
มีสง่ิ ก่อสรา้ งท่ีมีช่ือเสยี งมาก และเป็นท่ีรูจ้ กั โดยท่วั ไปคือสวนลอยแหง่
บาบโิ ลน โดยสรา้ งสวนใหส้ งู จากพืน้ ดิน ใชอ้ ิฐซอ้ นกนั ขนึ้ ไป วางผงั ลดหล่นั กนั
และมีความสลบั ซบั ซอ้ น ตามซมุ้ ประตตู า่ ง ๆ ประดบั ดว้ ย ภาพสลกั ขนาด
มหมึ า ปัจจบุ นั สวนแหง่ นีถ้ กู ทบั ถมปรกั หกั พงั ไปหมดแลว้ เหลอื เฉพาะฐาน
รากบางสว่ นเทา่ นนั้
ศิลปะอสั ซเิ รยี น อยใู่ นชว่ ง 900 ปี ก่อน ค.ศ.
ศลิ ปกรรมงานแกะสลกั ท่ีมีช่ือเสียง เป็นรูปสงิ โตกาํ ลงั กดั เดก็ หนมุ่ พบใน
พระราชวงั เมืองนิมรุดในอสั ซเิ รยี งานชิน้ นีป้ ัจจบุ นั อยใู่ นพพิ ิธภณั ฑบ์ รติ ิซกรุ
งลอนดอนประเทศองั กฤษ ประตมิ ากรรมลอยตวั ชิน้ สาํ คญั ท่ีติดตงั้ ตาม
ทางเขา้ พระราชวงั มีขนาดใหญ่โต เป็นรูปสงิ โตมปี ีก (Winged Lion) สว่ น
งานสถาปัตยกรรมของอสั ซเิ รยี น มีอาคารก่ออิฐเป็นโครงสรา้ งหลกั เป็นรูปโคง้
รบั นา้ํ หนกั และใชอ้ ิฐและหนิ กอ่ เป็นกาํ แพง ตกแตง่ ภายในดว้ ยภาพจิตรกรรม
ฝาผนงั และกระเบอื้ งเคลอื บเป็นรูปสงิ โต
ศลิ ปะเปอรเ์ ซยี อย่ใู นช่วง 1,000 ปี ก่อน ค.ศ.
อารยธรรมของเปอรเ์ ซยี มีช่ือเสียงโดดเดน่ ในดา้ นสถาปัตยกรรมท่ีมีการ
ตกแตง่ ภายในอยา่ งสวยงาม มีงานประตมิ ากรรมใชใ้ นการตกแตง่
สถาปัตยกรรม
ศลิ ปะกรีก (Greek Art)
ชาวกรกี เป็นมนษุ ยเ์ ผา่ พนั ธอุ์ ินโด-ยโู รเปียนท่ีอพยพเคล่อื นยา้ ยลงสู่
แหลมบอลขา่ น ตงั้ แตย่ คุ ก่อนประวตั ิศาสตร์ จนกระท่งั 2,000 ปี ก่อน ค.ศ.
จงึ ไดต้ งั้ หลกั ท่ีเป็นประเทศกรซี ในปัจจบุ นั ประกอบดว้ ย 2 รฐั ใหญ่ท่ีสาํ คญั คือ
เอเธนส์ และสปาตา ชาวกรกี มีการศกึ ษาศลิ ปวิทยาจนมีความเจรญิ ทางดา้ น
วิทยาศาสตร์ อกั ษรศาสตร์ ปรชั ญา และการปกครอง ศลิ ปกรรมกรกี มีความ
เจรญิ สงู สดุ เป็นแบบฉบบั ในทางศลิ ปะของมนษุ ยชาติตงั้ แตย่ คุ โบราณจนถงึ
ปัจจบุ นั
ศิลปกรรมของกรกี ท่ีสาํ คญั ไดแ้ ก่ งานสถาปัตยกรรม อาทิ วิหาร สนามกีฬา
หอประชมุ และสถานท่ีแสดงอปุ รากร วหิ ารท่ีมีช่ือเสียงท่ีสดุ คือ วหิ ารพาร์
เธนอน (Parthenon) สรา้ งดว้ ยหินออ่ นสขี าว มีความงดงามมากแมจ้ ะ
สรา้ งมาแลว้ เป็นเวลานานกวา่ 2,000 ปี ก็ไมม่ ีท่ีตวิ า่ ควรจะ แกไ้ ข
ขอ้ บกพรอ่ งสว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของวหิ ารพารเ์ ธนอน ภายในวิหารตกแตง่ ดว้ ย
ภาพแกะสลกั อยา่ งวจิ ิตรงดงาม
ศลิ ปะโรมัน (Roman Art)
ศลิ ปะโรมนั สว่ นใหญ่ไดร้ บั อิทธิพลจากกรกี ซง่ึ มีองคป์ ระกอบท่ปี ระณีต
งดงาม แตศ่ ิลปะของโรมนั เนน้ ความใหญ่โตมโหฬาร มีความหรูหรา สงา่ งาม
ม่นั คงแข็งแรง สถาปัตยกรรมโรมนั มีช่ือเสียงมาก โรมนั เป็นชาติแรกท่ีคิดคน้
สรา้ งคอนกรตี ได้ สามารถใชค้ อนกรตี หลอ่ ขนึ้ เป็นโครงสรา้ งรูปโดมชว่ ยทาํ ให้
การก่อสรา้ งอาคารมีขนาดใหญ่ขนึ้ สถาปัตยกรรมของโรมนั ท่ีมีช่ือเสยี งไดแ้ ก่
วหิ ารแพนเธออน (Pantheon) โคลอสเซยี ม (Colosseum) เป็นสนาม
กีฬารูปกลมรขี นาดใหญ่มหมึ าสามารถจคุ นดไู ดถ้ ึง 50,000 คน นอกจาก
งานสถาปัตยกรรมดงั กลา่ วแลว้ ชาวโรมนั ยงั สรา้ งสะพานโคง้ ขา้ มแมน่ า้ํ และ
สง่ นา้ํ ขา้ มหบุ เขาตา่ ง ๆ เป็นจาํ นวนมาก สง่ิ ก่อสรา้ งท่ีมีช่ือเสียงและเป็นท่ีรูจ้ กั
กนั ท่วั โลก คือ ประตชู ยั (Arch of Triumph) สรา้ งขนึ้ เพ่ือสรรเสรญิ และ
ฉลองชยั ของทหารโรมนั โดยสรา้ งเป็นประตโู คง้ ขนาดใหญ่สาํ หรบั ใหท้ หาร
เดินทพั ผา่ นเม่ือออกสงครามหรอื ภายหลงั ไดร้ บั ชยั ชนะ ประดบั ดว้ ยภาพ
ประติมากรรมนนู สงู อยา่ งสงา่ งาม
งานประติมากรรมของโรมนั มีไมม่ าก สว่ นใหญ่ขนยา้ ยมาจากกรกี มีการ
สรา้ งสรรคข์ นึ้ เองบา้ งแตเ่ ป็นสว่ นนอ้ ยนอกนนั้ ทาํ เลียนแบบกรกี ทงั้ หมด
ผลงานท่ีพบในกรุงโรมไดแ้ ก่ ภาพเลาคนู กบั บตุ รชายกาํ ลงั ถกู งกู ดั เป็นผลงาน
ท่ีนาํ มาจากกรกี นอกนนั้ ไดแ้ ก่ภาพประตมิ ากรรมของบคุ คลสาํ คญั ในยคุ นนั้
เชน่ รูปจเู ลยี สซซี าร์ รูปจกั รพรรดิออกสั ตสั รูปจกั รพรรดิคาราคลั ลา รูป
จกั รพรรดเิ นโร เป็นตน้
งานจิตรกรรมของโรมนั มีการคน้ พบภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนงั ท่ียงั อยใู่ น
สภาพดีมากมาย สว่ นใหญ่เป็นภาพท่ีแสดงถงึ เรอ่ื งราวในชีวติ ประจาํ วนั ของ
ชาวโรมนั นอกนนั้ เป็นภาพในเทพนิยาย เหตกุ ารณใ์ นประวตั ศิ าสตรล์ กั ษณะ
ของภาพยงั มีความงามท่ีสมบรู ณ์ เป็นภาพเขียนสแี ละประดบั ดว้ ยหินสี
(Mosaic) อยา่ งประณีต สวยงาม
ศลิ ปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art) ประมาณ ค.ศ. 455
ศลิ ปะไบแซนไทนเ์ ป็นศิลปะท่ีมีลกั ษณะเช่ือมโยงความคิด และรูปแบบ
ระหวา่ งตะวนั ตกกบั ตะวนั ออกเขา้ ดว้ ยกนั มีศนู ยก์ ลางอยทู่ ่ีกรุงคอนสแตนติโน
เปิล ศลิ ปะมีลกั ษณะใหญ่โต คงทนถาวร ประดบั ตกแตง่ ดว้ ยการใชพ้ ืน้ ผิว
(Texture) อยา่ งหลากหลาย งานสถาปัตยกรรมท่ีโดดเดน่ ท่ีสดุ ของไบแซน
ไทน์ คือการทาํ หลงั คาเป็นรูปกลม (Cupula) ตา่ งจากหลงั คาของศลิ ปะ
โรมนั ท่ีทาํ เป็นรูปโคง้ (Arch) หลงั คา
กลมแบบไบแซนไทน์ ภายนอกเรยี กวา่
โดม (Dome) หลงั คากลมชว่ ยให้
สามารถสรา้ งอาคารไดใ้ หญ่โตมากขนึ้
ส่งิ กอ่ สรา้ งท่ีเป็นแบบฉบบั ของศิลปะ
ดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ โบสถเ์ ซนตโ์ ซเฟี ย ในกรุง
คอนสแตนติโนเปิล โบสถเ์ ซนตม์ ารโ์ ค ท่ี
เมืองเวนิส ประเทศอติ าลี
3. ยุคกลาง (Middle Age) ประมาณ ค.ศ. 300 – ค.ศ. 1300
ความเจรญิ ทางดา้ นศิลปะในยคุ กลาง เป็นการสรา้ งสรรคโ์ ดยวดั และ
ครสิ ตศ์ าสนิกชน ซง่ึ มีความม่นั คงทางเศรษฐกิจและศลิ ปวทิ ยา ศลิ ปะของ
ครสิ ตศ์ าสนาจงึ เจรญิ รุง่ เรอื ง โดยเฉพาะสง่ิ กอ่ สรา้ งท่ีเก่ียวกบั วดั คาทอลกิ มี
ลกั ษณะแตกตา่ งกนั ออกไปตามแตล่ ะทอ้ งถ่ิน
ศลิ ปะโกตกิ (Gothic Art)
ศลิ ปะโกตกิ นิยมแสดงเรอ่ื งราวทางศาสนาในแนวเหมือนจรงิ
(Realistic Art) ไมใ่ ชส้ ญั ลกั ษณเ์ หมือนศลิ ปะยคุ ก่อน งานสถาปัตยกรรม
มีโครงสรา้ งทรงสงู มียอดหอคอยรูปทรงแหลมอยขู่ า้ งบน ทาํ ใหต้ วั อาคารมี
รูปรา่ งสงู ระหงขนึ้ สเู่ พดาน ซมุ้ ประตู หนา้ ตา่ ง ชอ่ งลม มีสว่ นโคง้ แปลกกวา่
ศลิ ปะแบบใด ๆ
ศลิ ปะสมัยฟื้ นฟศู ลิ ปวทิ ยา (Renaissance Art)
สงครามครูเสดนาํ ความเปล่ียนแปลงมาสยู่ โุ รปตะวนั ตกอยา่ งใหญ่
หลวง ระบอบการปกครองแบบศกั ดินาหมดสนิ้ ไป แวน่ แควน้ ตา่ ง ๆ เรม่ิ มีความ
เป็นอิสระ ศลิ ปินไดน้ าํ เอาแบบอยา่ งศลิ ปะชนั้ สงู ในสมยั กรกี และโรมนั มา
สรา้ งสรรคไ์ ดอ้ ยา่ งอสิ ระเตม็ ท่ี งานสถาปัตยกรรมมีการก่อสรา้ งแบบกรกี และ
โรมนั เป็นจาํ นวนมาก ลกั ษณะอาคารมีประตหู นา้ ตา่ งเพ่ิมมากขนึ้ ประดบั
ตกแตง่ ภายในดว้ ยภาพจิตรกรรมและประติมากรรมอยา่ งหรูหรา สงา่ งาม งาน
สถาปัตยกรรมท่ี ย่ิงใหญ่ในสมยั นนั้ ฟื้นฟศู ิลปวิทยา ไดแ้ ก่ มหาวิหารเซนต์
ปีเตอร์ ในกรุงโรม เป็นศนู ยก์ ลางของครสิ ตศ์ าสนาโรมนั คาทอลกิ วหิ ารนีม้ ี
ศิลปินผอู้ อกแบบควบคมุ งานก่อสรา้ งและลงมือตกแตง่ ดว้ ยตนเอง ตอ่ เน่ืองกนั
หลายคน เชน่ โดนาโต บรามนั โต (Donato Bramante ค.ศ. 1440 –
1514) ราฟาเอล (Raphel ค.ศง 1483 – 1520) ไมเคิล แองเจลโล
(Michel Angelo ค.ศ. 1475 – 1564) และโจวนั นิ เบอรน์ ินี
(Giovanni Bernini ค.ศ. 1598 – 1680)
งานจิตรกรรมและประติมากรรมในสมยั ฟื้นฟศู ิลปวทิ ยา ศิลปินสรา้ งสรรคใ์ น
รูปความงามตามธรรมชาติ และความงามท่ีเป็นศิลปะแบบคลาสสกิ ท่ีเจรญิ
สงู สดุ ซง่ึ พฒั นาแบบใหมจ่ ากศิลปะกรกี และโรมนั ความสาํ คญั ของศลิ ปะสมยั
ฟื้นฟู มีความสาํ คญั ตอ่ การสรา้ งสรรคศ์ ลิ ปะเกือบทกุ สาขา โดยเฉพาะเทคนิค
การเขียนภาพ การใชอ้ งคป์ ระกอบทางศลิ ปะ หลกั กายวิภาค การเขียนภาพ
ทศั นียวิทยา การแสดงออกทางศิลปะมีความสาํ คญั ในการพฒั นาชีวิต สงั คม
ศาสนาและวฒั นธรรม จดั องคป์ ระกอบภาพใหม้ ีความงาม มีความเป็นมิติ มี
ความสมั พนั ธก์ บั การมองเหน็ ใชเ้ ทคนิคการเนน้ แสงเงาใหเ้ กิดดลุ ยภาพ มี
ระยะตืน้ ลกึ ตดั กนั และความกลมกลนื เนน้ รายละเอียดไดอ้ ยา่ งสวยงาม
ศลิ ปินท่ีสาํ คญั ในสมยั ฟื้นฟศู ลิ ปวิทยาท่ีสรา้ งสรรคง์ านไวเ้ ป็นอมตะเป็นท่ีรูจ้ กั
กนั ท่วั โลก ไดแ้ ก่ เลโอนารโ์ ด ดาวนิ ชี ผเู้ ป็นอจั รยิ ะทงั้ ในดา้ นวิทยาศาสตร์
แพทย์ กวี ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ผลงานท่ีมี
ช่ือเสยี งของดาวนิ ชี ไดแ้ ก่ ภาพอาหารมือ้ สดุ ทา้ ยของพระเยซภู าพพระแมบ่ น
กอ้ นหินภาพพระแมก่ บั เซนตc์ vo และภาพหญิงสาวผมู้ ีรอยยิม้ อนั ลกึ ลบั ท่ี
โดง่ ดงั ไปท่วั โลก คอื ภาพโมนาลซิ า
ศลิ ปะบารอกและรอกโกโก (Baroque and Rococo Art)
คาํ วา่ Baroque และ Rococo ในปัจจบุ นั หมายถึง สง่ิ ท่ีมีการ
ตกแตง่ ประดบั ประดาดว้ ยเครอ่ื งอลงั การ วจิ ิตรพสิ ดารจนเกินงาม เป็นศลิ ปะ
ตอนปลายสมยั ฟื้นฟศู ิลปวิทยาเช่ือมตอ่ กบั ศลิ ปะยคุ ใหม่ ศิลปะแบบบารอก
และรอกโกโก เป็นลกั ษณะการจดั องคป์ ระกอบของศลิ ปะท่ีเนน้ รายละเอียด
สว่ นยอ่ ยอยา่ งฟ่ มุ เฟือย โดยเฉพาะการใชส้ ว่ นโคง้ สว่ นเวา้ งานจิตรกรรม และ
ประติมากรรม ยงั คงเนน้ รูปรา่ ง รูปทรงธรรมชาติ แตใ่ ชส้ ีรุนแรงขนึ้ งาน
สถาปัตยกรรมประกอบดว้ ยเสน้ โคง้ มนตกแตง่ โครงสรา้ งเดิม มีลวดลายออ่ น
ชอ้ ย งดงาม อาคารท่ีถือเป็นแบบฉบบั ของศลิ ปะบารอก และรอกโกโก ไดแ้ ก่
โบสถเ์ ซนตแ์ อกเนส โบสถเ์ ซนตค์ ารโ์ ล ท่ีกรุงโรม พระราชวงั แวรซ์ าย ใน
ประเทศฝร่งั เศส โบสถท์ ่วั ไปในยโุ รปตอนเหนือ เชน่ ในประเทศเนเธอรแ์ ลนด์
และประเทศเยอรมนี เป็นตน้
4. ยุคใหม่ (Modern Age) ค.ศ. 1800 - ปัจจุบัน
ศลิ ปะสมยั ใหม่ เรม่ิ ขนึ้ ตอนปลายศตวรรษท่ี 18 ในประเทศฝร่งั เศส
สบื เน่ืองจากความเจรญิ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มีผลทาํ ใหเ้ กิดการ
เปล่ียนแปลงทางศิลปะอยา่ งขนานใหญ่ทงั้ รูปแบบและจดุ ประสงค์ โดยเฉพาะ
สรา้ งสรรคง์ านจิตรกรรม ศลิ ปินยคุ ใหมต่ า่ งพากนั ปลีกตวั ออกจากการยดึ หลกั
วิชาการซง่ึ เป็นกฎเกณฑท์ ่ีมีรากฐานมาจากศิลปะกรกี และโรมนั มาใช้
ความรูส้ กึ นกึ คดิ และความคดิ สรา้ งสรรคข์ องแตล่ ะคนอยา่ งอสิ ระ
ศลิ ปะแบบนีโอคลาสสกิ (Neo-Classic)
นีโอคลาสสกิ เป็นรูปแบบศิลปะท่ีอยใู่ นระยะหวั เลยี้ วหวั ตอ่ ระหวา่ ง
สมยั ใหมก่ บั สมยั เก่า ภาพเขียนจะสะทอ้ นเรอ่ื งราวทางอารยธรรม เนน้ ความ
สงา่ งามของรูปรา่ งทรวดทรงของคนและสว่ นประกอบของภาพ มีขนาด
ใหญ่โต แข็งแรง ม่นั คง ใชส้ กี ลมกลืน มีดลุ ยภาพของแสง และเงาท่ีงดงาม
ศลิ ปินท่ีสาํ คญั ของศลิ ปะแบบนีโอคลาสสกิ ไดแ้ ก่ ชาก – ลยุ ดาวิด (ค.ศ.
1748-1825) ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เป็นผวู้ างรากฐานของศิลปะแบบนีโอ
คลาสสกิ ผลงานจิตรกรรมท่ีมีช่ือเสียง เชน่ การสาบานของโฮราตี (The
Oath of Horatij) การตายของมาราต์ (The Death of Marat)
การศกึ ระหวา่ งโรมนั กบั ซาไบน์ (Battle of the Roman and
Sabines) เป็นตน้
ศลิ ปะแบบโรแมนตกิ (Romanticism)
ศลิ ปะแบบโรแมนติก เป็นศิลปะรอยตอ่ จากแบบนีโอคลาสสกิ แสดงถงึ
เรอ่ื งราวท่ีต่ืนเตน้ เรา้ ใจ สะเทอื นอารมณแ์ ก่ผพู้ บเหน็ ศลิ ปินโรแมนติกมีความ
เช่ือวา่ ศลิ ปะจะสรา้ งสรรคต์ วั ของมนั เองขนึ้ ไดด้ ว้ ยคณุ คา่ ทางอารมณข์ องผดู้ ู
และผสู้ รา้ งสรรค์ ศิลปินท่ีสาํ คญั ของศลิ ปะโรแมนติก ไดแ้ ก่ เจรโิ คต์ ผลงาน
จิตรกรรมท่ีมีช่ือเสียงมาก คือ การอบั ปางของเรอื เมดซู า เดอลาครวั ชอบเขียน
ภาพท่ีแสดงความต่ืนเตน้ เชน่ ภาพการประหารท่ี ทิชิโอ ความตายของชาดาร์
นาปาล การฉดุ ครา่ ของนางรเี บกกา เป็นตน้ ฟรานซสิ โก โกยา ชอบเขียนภาพ
แสดงการทรมาน การฆา่ กนั ในสงคราม คนบา้ ตลอดจนภาพ
ศลิ ปะแบบเรียลสิ ม์ (Realism)
ศลิ ปินกลมุ่ เรยี ลสิ มม์ ีความเช่ือวา่ ความจรงิ ทงั้ หลายคือความเป็นอยจู่ รงิ
ๆ ของชีวิตมนษุ ย์ ดงั นนั้ ศลิ ปินกลมุ่ นีจ้ งึ เขียนภาพท่ีเป็นประสบการณต์ รงของ
ชีวิต เชน่ ความยากจน การปฏิวตั ิ ความเหล่อื มลา้ํ ในสงั คม โดยการเนน้
รายละเอียดเหมือนจรงิ มากท่ีสดุ ศลิ ปินสาํ คญั ในกลมุ่ นี้ ไดแ้ ก่ โดเมียร์
(Daumier) ชอบวาดรูปชีวติ จรงิ ของความยากจน ครู เ์ บต์ (Courbet)
ชอบวาดรูปชีวิตประจาํ วนั และประชดสงั คม มาเนต์ (Manet) ชอบวาดรูป
ชีวิตในสงั คมเชน่ การประกอบอาชีพ
ศลิ ปะแบบอมิ เพรสชันนิสม์ (Impressionism)
กลมุ่ ศลิ ปินอิมเพรสชนั นิสมเ์ รม่ิ เบ่ือรูปแบบท่ีมีหลกั ความงามแบบ
เหมือนจรงิ ตามธรรมชาติ เปล่ียนเป็นสง่ิ เช่ือมโยง เนน้ ดว้ ยแสง สี บรรยากาศ
ศิลปินท่ีสาํ คญั ของกลมุ่ อิมเพรสชนั นิสม์
ศลิ ปะแบบโพสต์ – อมิ เพรสชันมสิ ม์ (Post-Impressionism)
ศลิ ปะแบบโพสต-์ อิมเพรสชนั นิสมจ์ ะไมเ่ ลียนแบบจากส่งิ ท่ีเป็นจรงิ โดย
การสรา้ งรูปทรงใหม่ แตน่ าํ วิธีการทางวิทยาศาสตรม์ าประยกุ ตใ์ ช้ เชน่ การ
ระบายสีดว้ ยเทคนิคขีด ๆ จดุ ๆ เนน้ สี แสง เงาใหเ้ กิดมติ ิ บรรยากาศ ความงาม
และความประทบั ใจ ศิลปินในกลมุ่ นี้ ไดแ้ ก่ แวนโกะห์ (Van Gogh) มา
ตสิ (Matisse) บงนารด์ (Bonnard เซซาน (Cezanne) โกแกง
(Gauguin) เซอราต์ (Seurat)
ศลิ ปะสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20
ลทั ธิโฟวิสซมึ เป็นศลิ ปะท่ีแสดงออกในเรอ่ื งสีท่ีสดใสรุนแรงศิลปินท่ี
สาํ คญั ในลทั ธินี้ ไดแ้ ก่ อองรี มาติส
ศลิ ปะนามธรรม เป็นศิลปะท่ีไมแ่ สดงรูปทรงเหมือนจรงิ แตแ่ สดงเรอ่ื งสแี ละ
พลงั ทางอารมณแ์ ละความรูส้ กึ
ศลิ ปะควิ บสิ ม์ เป็นศิลปะก่งึ นามธรรม แสดงออกดว้ ยการเช่ือมโยง
ความสมั พนั ธก์ นั ของปรมิ าตร มีความงามตามหลกั ของสนุ ทรยี ศาสตรอ์ ยา่ ง
แทจ้ รงิ ศิลปินผนู้ าํ ศิลปะคิวบิสม์ ไดแ้ ก่ ปิกาสโซ
¨º¡ÒùÒí àʹÍàÃÍ×è § ÈÅÔ »Ðä·ÂáÅÐ
ÈÅÔ »ÐµÐÇѹµ¡áÅÇŒ ¨ÒŒ
¼¨ŒÙ Ñ´·Òí ËÇѧÇÒ‹ à¹Í×é ¤ÇÒÁº·¹¨Õé Ð໹š
»ÃÐâª¹á ¡¼‹ ŒÍÙ Ò‹ ¹áÅм¤ŒÙ ¹Œ ¤ÇÒŒ
¤ÇÒÁÃàŒÙ ¡ÂÕè ǡѺ
บรรณาณุกรม
[ศลิ ปะไทย]อ้างองิ โดย:
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%
B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E
0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
[ศลิ ปะตะวนั ตก]อ้างองิ โดย:
http://www.digitalschool.club/digitalschool/art/
art2_2/lesson2/mor1/unit3_3.php