แผนการจดั การเรยี นรู้
วชิ าวทิ ยาศาสตร์
นางสาวสวุ นนั ท์ แนวศูนย์
วชิ าเอก วทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไป
เลขประจาตวั
091500578
ระดบั การศึกษา มธั ยมศึกษา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2
คำนำ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเอกสารแสดงข้อมูลประกอบการสอบสาธิตปฏิบัติการสอน การ
ประเมนิ ตำแหนง่ ครูผชู้ ่วย ภาค ค ความเหมาะสมกบั ตำแหนง่ วิชาชพี และปฏบิ ัตงิ าน ในสถานศึกษา
สำหรับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา
2564 ภายในเอกสารฉบับนี้ ประกอบด้วย คำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้
แผนการจัดการเรียนรู้ และสื่อการเรียนการสอน ซึ่งได้จัดเรียงหัวข้อไว้ตรงตามเกณฑ์การประเมิน
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ภาค ค ในครั้งน้ีข้าพเจ้าหวังว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ ในการประเมิน
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ภาค ค ของข้าพเจ้า หากมีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้
และขออภัยมา ณ ท่ีน้ี
สวุ นนั ท์ แนวศนู ย์
ผู้จัดทำ
สารบญั หนา้
1
เรื่อง 7
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 9
การวเิ คราะหห์ ลักสูตร 12
คำอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน 20
โครงสรา้ งรายวิชา 35
แผนการจัดการเรยี นรู้
สอ่ื ประกอบการจดั การเรียรู้
1
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
วสิ ยั ทัศน์
การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับความรู้ กระบวนการ และเจตคติผู้เรียนทุกคนควร
ได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ มีความสงสัย เกิดคำถามในสิ่งต่างๆ ท่ี
เกย่ี วกบั สิ่งมีชีวติ และสง่ิ แวดล้อมรอบตวั มคี วามม่งุ ม่นั และมีความสขุ ท่ีจะศึกษาค้นคว้า
สบื เสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมลู วิเคราะห์ผล นำไปสู่คำตอบของคำถาม สามารถตัดสินใจด้วยการใช้
ข้อมูลอย่างมรเหตุผล สามารถส่อื สารคำถาม คำตอบ ข้อมลู และสิง่ ทค่ี ้นพบจากการเรยี นรใู้ ห้ผอู้ ่ืนเขา้ ใจ
การเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์เป็นการเรยี นรู้ตลอดชีวิต เน่ืองจากความรูท้ างวิทยาศาสตร์มรการเปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลาและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จำเป็นท่ีทุกคนจะต้องเรียนรู้เพ่ือนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตและ
การประกอบอาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์โดยได้รับการกระตุ้นให้เกิดความเต้นต่ืน ท้าท้ายกับ
การเผชิญสถานการณ์หรอื ปญั หา มีการร่วมกนั คิด ลงมอื ปฏบิ ตั ิจริง ก็จะเข้าใจและเหน็ ความเช่ือมโยงของ
วิทยาศาสตร์กับวชิ าอื่น ๆ และชีวติ ทำให้สามารถอธิบาย ทำนาย คาดการณ์ สิง่ ต่าง ๆ ได้อย่างมเี หตผุ ล
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้องสอดคล้องกับสภาพจริงในชีวิต โดยใช้แหล่งการเรียนรู้
หลากหลายในทอ้ งถ่นิ และคำนงึ ถึงผู้เรยี นทีม่ ีวิธกี ารเรยี นรู้ ความสนใจ
และความถนดั แตกต่างกัน
หลักการ
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน มีหลกั การทส่ี ำคญั ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เปน็ เปา้ หมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความ
เปน็ ไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ทปี่ ระชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมีคณุ ภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของทอ้ งถน่ิ
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ
เรียนรู้
5. เปน็ หลักสตู รการศึกษาที่เน้นผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
6. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั
ครอบคลุมทุกกล่มุ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ
2
จุดหมาย
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน มงุ่ พัฒนาผ้เู รียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสขุ
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพ่ือให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาขน้ั พื้นฐาน ดังนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตน
ตามหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการ
พัฒนาผู้เรยี นตามหลักสูตร
2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชวี ิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ท่ดี ี มีสขุ นิสัย และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
5. มจี ิตสำนึกในการอนรุ กั ษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทยการอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดลอ้ ม มจี ิต
สาธารณะทีม่ ุ่งทำประโยชนแ์ ละสร้างสงิ่ ที่ดงี ามในสงั คม และอย่รู ่วมกันในสงั คมอย่างมคี วามสุข
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุง่ เน้นพฒั นาผู้เรยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
ที่กำหนด ซ่งึ จะช่วยให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะสำคญั และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ดงั น้ี
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ม่งุ ให้ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถา่ ยทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สกึ และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัด
และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใชว้ ิธีการสื่อสาร ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ตี อ่ ตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์
การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์
ความรู้หรือสารสนเทศเพอ่ื การตดั สินใจเกี่ยวกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ท่เี ผชิญ
ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน
และแกไ้ ขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดข้ึนต่อตนเอง สังคมและ
สิง่ แวดลอ้ ม
3
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆไปใช้ในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมดว้ ยการสรา้ งเสริมความสมั พันธ์อนั ดีระหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขดั แย้งต่าง ๆ อยา่ ง
เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเล่ียง
พฤติกรรมไมพ่ ึงประสงค์ทสี่ ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อนื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่างๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรยี นรู้
การสอ่ื สาร การทำงาน การแก้ปญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อื่นในสงั คมได้อย่างมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซ่อื สัตย์สจุ ริต
3. มวี ินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง
6. มุง่ มนั่ ในการทำงาน
7. รกั ความเป็นไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์เพ่มิ เติมใหส้ อดคล้องตามบริบท
และจุดเนน้ ของตนเอง
เป้าหมายของการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์
ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ มุ่งเน้นให้ผ้เู รียนไดค้ ้นพบความรู้ด้วยตนเองมากทส่ี ุด เพื่อให้ได้
กระบวนการและความรู้จากการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นำผลทีไ่ ด้มาจัดระบบเป็น
หลกั การ แนวคดิ และองคค์ วามรู้ การจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรม์ เี ปา้ หมายท่สี ำคัญ ดังน้ี
1. เพอ่ื ให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎแี ละกฎทเ่ี ปน็ พ้ืนฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษาวิชา
วิทยาศาสตร์
3. เพอื่ ใหม้ ที ักษะท่สี ำคัญในการศึกษาคน้ ควา้ และคดิ คน้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพอื่ ให้ตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธ์ระหว่างวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์
และสภาพแวดลอ้ มในเชิงทีม่ ีอิทธิพลและผลกระทบซงึ่ กนั และกัน
5. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
และการดำรงชีวิต
4
6. เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการ
ทกั ษะในการส่ือสารและความสามารถในการตัดสินใจ
7. เพอ่ื ให้เป็นผทู้ ี่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใชว้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์
เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีเน้นการเช่ือมโยง
ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบ
เสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการทำ
กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยได้กำหนดสาระสำคัญไว้
ดังน้ี
• สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าท่ี
ของระบบตา่ ง ๆ ของสิ่งมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพ การถา่ ยทอดทาง
พนั ธกุ รรม การทำงานของระบบต่าง ๆ ของส่ิงมีชีวิต ววิ ัฒนาการและความหลากหลายของส่ิงมีชวี ิต และ
เทคโนโลยชี วี ภาพ
• ชีวติ กับส่ิงแวดล้อมส่ิงมีชวี ิตที่หลากหลายรอบตวั ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช้และจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถิ่นประเทศและโลกปัจจัยท่ีมีผลต่อการอยู่รอดของส่ิงมีชีวิตใน
สภาพแวดล้อมตา่ งๆ
• สารและสมบัติของสาร สมบัติของวัสดุและสาร แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค การเปลี่ยน
สถานะ การเกิดสารละลายและการเกิดปฏกิ ิริยาเคมขี องสาร สมการเคมี และการแยกสาร
• แรงและการเคลือ่ นที่ ธรรมชาตขิ องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโนม้ ถว่ ง แรงนิวเคลียร์ การออกแรง
กระทำตอ่ วตั ถุ การเคลือ่ นทข่ี องวัตถุ แรงเสียดทาน โมเมนตก์ ารเคล่ือนทแ่ี บบต่าง ๆ ในชีวติ ประจำวัน
• พลังงาน พลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน สมบัติและปรากฏการณ์ของแสง
เสยี ง และวงจรไฟฟ้า คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า กมั มันตภาพรังสีและปฏิกิริยานิวเคลยี ร์ ปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งสาร
และพลงั งานการอนรุ ักษพ์ ลังงาน ผลของการใช้พลงั งานต่อชีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม
• กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก โครงสร้างและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากรทางธรณี
สมบัติทางกายภาพของดิน หิน น้ำ อากาศ สมบัติของผิวโลก และบรรยากาศ กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ของเปลือกโลก ปรากฏการณท์ างธรณี ปัจจยั ทมี่ ีผลตอ่ การเปลยี่ นแปลงของบรรยากาศ
• ดาราศาสตร์และอวกาศ วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี เอกภพ ปฏิสัมพันธ์และผลต่อ
สงิ่ มชี ีวติ บนโลก ความสมั พันธ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และโลก ความสำคญั ของเทคโนโลยีอวกาศ
• ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้
การแก้ปญั หา และจิตวทิ ยาศาสตร์
5
คุณภาพของผเู้ รยี น
จบชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3
• เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์ส่ิงมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการ ทำงานของ
ระบบตา่ ง ๆ ในรา่ งกายมนุษย์ การดำรงชีวติ ของพชื การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลยี่ นแปลง
ของยีนหรอื โครโมโซม และตัวอยา่ งโรคทเ่ี กดิ จากการเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบ
ของส่ิงมชี วี ติ ดัดแปรพนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสมั พันธ์ ขององค์ประกอบของระบบนิเวศ
และการถ่ายทอดพลังงานในสิ่งมีชีวติ
• เข้าใจองค์ประกอบและสมบัตขิ องธาตุ สารละลาย สารบริสุทธิ์ สารผสม หลักการแยกสาร การ
เปล่ียนแปลงของสารในรปู แบบของการเปลย่ี นสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ
สมบัติทางกายภาพ และการใช้ประโยชนข์ องวสั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ ส์ และวัสดผุ สม
• เข้าใจการเคลื่อนที่ แรงลพั ธ์และผลของแรงลัพธ์กระทำตอ่ วัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงท่ีปรากฏ
ในชวี ติ ประจำวนั สนามของแรง ความสมั พนั ธ์ของงาน พลงั งานจลน์ พลงั งานศักยโ์ นม้ ถ่วง
กฎการอนรุ ักษพ์ ลังงาน การถา่ ยโอนพลงั งาน สมดลุ ความร้อน ความสัมพนั ธ์ของปริมาณทางไฟฟา้ การต่อ
วงจรไฟฟ้าในบ้าน พลงั งานไฟฟา้ และหลักการเบอื้ งต้นของวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
• เขา้ ใจสมบตั ิของคล่นื และลักษณะของคลน่ื แบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหกั เหของแสงและ
ทศั นอุปกรณ์
• เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคล่ือนท่ี ปรากฏของดวง
อาทิตย์ การเกิดข้างข้ึนข้างแรม การข้ึนและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นน้ำลง ประโยชน์ของ
เทคโนโลยอี วกาศ และความกา้ วหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ
• เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยท่ีมีผลต่อลมฟ้าอากาศ การเกิดและ
ผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลง
ภูมิอากาศโลก กระบวนการเกิดเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพแ์ ละการใชป้ ระโยชน์ พลงั งานทดแทนและการใช้
ประโยชน์ ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลง ทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะช้ัน
หน้าตัดดิน กระบวนการเกิดดิน แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน กระบวนการเกิดและผลกระทบของภัย
ธรรมชาติ และธรณีพิบตั ิภัย
• เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบ ต่อชีวิต สงั คม และสิ่งแวดล้อม
ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้าง ผลงานสำหรับการแก้ปัญหาใน
ชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพ โดยใช้กระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม รวมท้ังเลือกใช้วัสดุ
อุปกรณ์ และเคร่อื งมอื ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม ปลอดภยั รวมท้ัง คำนงึ ถึงทรพั ยส์ ินทางปญั ญา
• นำข้อมูลปฐมภูมิเขา้ ส่รู ะบบคอมพวิ เตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูล และสารสนเทศได้
ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่าง
ง่ายเพ่ือช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อ
สังคม
6
• ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทาง วิทยาศาสตร์ท่ีมี
การกำหนดและควบคมุ ตัวแปร คดิ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมติฐาน
ที่สามารถนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครื่องมือ ท่ี
เหมาะสม เลือกใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งใน เชิง
ปริมาณและคณุ ภาพทีไ่ ด้ผลเท่ยี งตรงและปลอดภัย
• วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบ จาก
พยานหลักฐาน โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุป และ
สื่อสารความคิด ความรู้ จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ
เพอื่ ใหผ้ ู้อน่ื เขา้ ใจไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
• แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซ่ือสัตย์ ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิด
สรา้ งสรรค์เก่ยี วกับเรอ่ื งที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครอื่ งมือและวธิ กี าร ท่ใี ห้ได้ผลถูกต้อง
เชื่อถือได้ ศกึ ษาค้นควา้ เพิ่มเติมจากแหล่งความรูต้ ่าง ๆ แสดงความคดิ เห็นของ ตนเอง รับฟังความคิดเห็น
ผู้อนื่ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรทู้ ี่ค้นพบ เม่ือมีข้อมูล และประจกั ษพ์ ยานใหม่เพิ่มข้ึนหรอื โต้แย้ง
จากเดิม
• ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม
ยกย่อง และเคารพสทิ ธิในผลงานของผู้คิดค้น เขา้ ใจผลกระทบทั้งด้านบวกและ ด้านลบของการพัฒนาทาง
วทิ ยาศาสตร์ตอ่ สิง่ แวดล้อมและต่อบริบทอืน่ ๆ และศกึ ษาหาความรู้ เพ่มิ เติม ทำโครงงานหรอื สรา้ งชิ้นงาน
ตามความสนใจ
• แสดงถึงความซาบซ้ึง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุล ของระบบนิเวศ
และความหลากหลายทางชีวภาพ
การวิเคราะหห์
(วเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ของตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรยี นรู้ ท
แผนการ ตัวชว้ี ัด สาระการ จุดประสงค์ ทกั ษะ/
จัดการ เรียนรู้ การเรยี นรู้ กระบวนก
เรยี นรู้
แผนการ สาระท่ี 1 แรงเสยี ดทาน 1.นกั เรียน 1. การสงั เ
จดั การ วิทยาศาสตร์ สามารถสบื ค้น 2. การวดั
เรียนรทู้ ่ี 1 กายภาพ อธิบายปัจจัยท่ี 3. การ
เรื่อง ว 2.2 ม.2/7 มผี ลตอ่ ขนาด ทดลอง
แรงเสยี ดทาน ออกแบบการ ของแรงเสยี ด 4. การลง
ทดลองและ ทานได้ (K) ความเห็นจ
ทดลองดว้ ยวิธี 2.นักเรยี น ข้อมูล
ที่เหมาะสมใน สามารถทำการ 5. การ
การอธบิ ายปัจจัย ทดลอง ตีความหม
ทมี่ ีผลต่อขนาด เรอ่ื งแรงเสยี ด ขอ้ มลู และ
ของแรงเสยี ด ทานได้ (P) ลงขอ้ สรุป
ทาน
7
หลักสตู ร
ทกั ษะ/กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญ และคุณลักษณะอนั พึงประสงค)์
สมรรถนะที่ วิธกี าร ภาระ/ชิ้นงาน เครอ่ื งมือการ
/ สำคญั และ สอน/ วัดผล
การ คุณลกั ษณะ กิจกรรม
อันพึงประสงค์
เกต สมรรถนะ จัดกจิ กรรม ใบกจิ กรรมท่ี 1 1. แบบประเมนิ
ด ท่ีสำคญั การเรียนรู้ เรอ่ื ง ใบกจิ กรรม
1.ความ แบบสืบ แรงเสียดทาน 2. แบบ
สามารถในการ เสาะหา ประเมนิ ทักษะ
ส่อื สาร ความรู้ กระบวนการ
จาก 2. ความ 5 ข้ัน ทาง
สามารถในการ วทิ ยาศาสตร์
คิด 3. แบบประเมิน
มาย 3. ความ คณุ ลักษณะอนั
ะการ สามารถในการ พงึ ประสงค์
ป แก้ปญั หา
แผนการ ตัวชีว้ ัด สาระการ จุดประสงค์ ทักษะ/
จัดการ เรียนรู้ การเรยี นรู้ กระบวนก
เรียนรู้
3.นกั เรียนมี
แผนการ ความ
จดั การ รับผิดชอบตอ่
เรยี นร้ทู ่ี 1 หน้าท่ขี อง
เรอื่ ง ตนเองในการ
แรงเสยี ดทาน ทำงานกลมุ่
(A)
(ตอ่ )
8
สมรรถนะที่ วิธกี าร ภาระ/ชน้ิ งาน เครือ่ งมอื การ
/ สำคญั และ วดั ผล
การ คุณลักษณะ สอน/
กจิ กรรม
อนั พงึ ประสงค์
4. แบบประเมิน
คณุ ลักษณะ สมรรถนะที่
อันพงึ ประสงค์ สำคญั ของ
1. ซื่อสตั ย์ ผู้เรียน
สุจรติ
2. มีวนิ ัย
3. ใฝ่เรียนรู้
4. มงุ่ มนั่ ในการ
ทำงาน
5. มีจิต
สาธารณะ
9
คำอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
รหัสวชิ า ว22102 วิชาวิทยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต
ศึกษาเก่ียวกับแรงและการเคล่ือนที่ แรง แรงดันในของเหลว แรงพยุง แรงเสียดทาน
โมเมนต์ของแรง แรงในธรรมชาติ การเคลื่อนท่ี ระยะทางและการกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว
ศึกษาเก่ียวกบั งานและพลังงาน งาน กำลัง เครื่องกล พลังงาน ประเภทของพลังงาน กฎการอนุรักษ์
พลังงาน ศึกษาเก่ียวกับโลกและการเปลี่ยนแปลง เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ถ่านหิน หินน้ำมัน
ปโิ ตรเลียม พลังงานทดแทน โครงสร้างของโลก การเปล่ยี นแปลงของโลก ทรัพยากรดิน กระบวนการ
เกดิ ดนิ หน้าตัดข้างของดิน ปัจจยั ในการเกดิ ดนิ สมบตั ิของดิน การปรบั ปรุงคุณภาพของดิน แหลง่ น้ำ
นำ้ บนดนิ น้ำใตด้ ิน การใชป้ ระโยชน์จากแหลง่ น้ำ ภัยพิบัติท่ีเกิดจากน้ำ
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ
การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการ
ทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้าน
การคิดและการแก้ปัญหา ด้านการส่ือสาร สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ใน
ชีวติ ประจำวนั ชีวติ ประจำวันของตนเอง มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรมและคา่ นยิ มท่เี หมาะสม
ตวั ช้ีวัด
ว 2.2 ม.2/1 พยากรณก์ ารเคล่ือนทขี่ องวตั ถทุ เ่ี ปน็ ผลของแรงลัพธท์ เี่ กิดจากแรงหลายแรงทกี่ ระทำ
ตอ่ วัตถใุ นแนวเดยี วกนั จากหลักฐานเชิงประจักษ์
ว 2.2 ม.2/2 เขยี นแผนภาพแสดงแรงและแรงลพั ธ์ท่ีเกิดจากแรงหลายแรงท่ีกระทำตอ่ วัตถุในแนว
เดียวกัน
ว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธีทเ่ี หมาะสมในการอธิบายปจั จัยทม่ี ีผลต่อ
ความดนั ของของเหลว
ว 2.2 ม.2/4 วเิ คราะหแ์ รงพยุงและการจม การลอยของวตั ถใุ นของเหลวจากหลักฐานเชิงประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงทีก่ ระทำต่อวัตถใุ นของเหลว
ว 2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรงเสียดทานจลน์จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีทเี่ หมาะสมในการอธบิ ายปจั จยั ที่มีผลต่อ
ขนาดของแรงเสียดทาน
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงอื่น ๆ ที่กระทำตอ่ วัตถุ
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนกั ถงึ ประโยชน์ของความรูเ้ รือ่ งแรงเสียดทาน โดยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปัญหา
และเสนอแนะ วิธีการลดหรือเพิ่มแรงเสียดทานทีเ่ ป็นประโยชนต์ ่อการทำกจิ กรรม
ในชีวติ ประจำวัน
ว 2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวธิ ีที่เหมาะสมในการอธบิ ายโมเมนตข์ องแรง
เมือ่ วตั ถุอย่ใู นสภาพสมดุลต่อการหมนุ และคำนวณการใชส้ มการ M = Fl
10
ว 2.2 ม.2/11 เปรียบเทียบแหล่งของสนามแม่เหลก็ สนามไฟฟ้าและสนามโน้มถ่วง และทิศทาง
ของแรงทกี่ ระทำตอ่ วัตถทุ อี่ ย่ใู นแต่ละสนาม จากขอ้ มูลทรี่ วบรวม
ว 2.2 ม.2/12 เขยี นแผนภาพแสดงแรงแมเ่ หลก็ แรงไฟฟา้ และแรงโนม้ ถว่ งทก่ี ระทำตอ่ วตั ถุ
ว 2.2 ม.2/13 วเิ คราะห์ความสมั พันธ์ระหวา่ งขนาดของแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟา้ และแรงโนม้ ถ่วง
ที่กระทำต่อวัตถทุ ่อี ยูใ่ นสนามนั้น ๆ กบั ระยะห่าง จากแหล่งของสนามถงึ วตั ถุ
จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้
ว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคำนวณอตั ราเร็วและความเรว็ ของการเคล่อื นที่ของวัตถุโดยใช้สมการ
v=s s
t และ v = t จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
ว 2.2 ม.2/15 เขยี นแผนภาพแสดงการกระจัดและความเรว็
ว 2.3 ม.2/1 วิเคราะห์สถานการณ์และคำนวณเกย่ี วกับงาน และกำลงั ท่เี กิดจากแรงท่กี ระทำ
w
ต่อวัตถุ โดยใช้สมการ W = Fs และ P= t จากข้อมูลท่ีรวบรวมได้
ว 2.3 ม.2/2 วเิ คราะห์หลกั การทำงานของเคร่อื งกลอย่างง่ายจากขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้
ว 2.3 ม.2/3 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องความรขู้ องเครอ่ื งกลอยา่ งง่าย โดยบอกประโยชน์และ
การประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตประจำวัน
ว 2.3 ม.2/4 ออกแบบและทดลองดว้ ยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปจั จัยทีม่ ีผลต่อพลังงานจลน์
และพลังงานศักยโ์ น้มถว่ ง
ว 2.3 ม.2/5 แปลความหมายขอ้ มลู และอธบิ ายการเปลย่ี นพลังงานระหวา่ งพลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง
และพลงั งานจลน์ของวัตถุโดยพลงั งานกลของวตั ถุ มคี ่าคงตวั จากขอ้ มูลที่รวบรวมได้
ว 2.3 ม.2/6 วิเคราะหส์ ถานการณแ์ ละอธิบายการเปลี่ยนและการถา่ ยโอนพลังงานโดยใชก้ ฎ
การอนรุ ักษพ์ ลงั งาน
ว 3.2 ม.2/1 เปรยี บเทยี บกระบวนการเกดิ สมบตั ิ และการใชป้ ระโยชน์ รวมท้งั อธิบายผลกระทบ
จากการใช้เชือ้ เพลิงซากดกึ ดำบรรพ์ จากขอ้ มลู ที่รวบรวมได้
ว 3.2 ม.2/2 แสดงความตระหนักถงึ ผลจากการใช้เชอ้ื เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์ โดยนำเสนอ
แนวทางการใชเ้ ช้อื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์
ว 3.2 ม.2/3 เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของพลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการรวบรวม
ขอ้ มลู และนำเสนอแนวทางการใชพ้ ลงั งานทดแทน ที่เหมาะสมในทอ้ งถนิ่
ว 3.2 ม.2/4 สรา้ งแบบจำลองท่อี ธิบายโครงสรา้ งภายในโลกตามองคป์ ระกอบทางเคมจี ากขอ้ มูล
ทร่ี วบรวมได้
ว 3.2 ม.2/5 อธบิ ายกระบวนการผพุ งั อยู่กับท่ี การกร่อน และการสะสมตวั ของตะกอน
จากแบบจำลอง รวมท้งั ยกตวั อยา่ งผลของกระบวนการดังกลา่ วท่ีทำใหผ้ ิวโลก
เกิดการเปลยี่ นแปลง
ว 3.2 ม.2/6 อธิบายลกั ษณะของชน้ั หน้าตัดดินและกระบวนการเกิดดิน จากแบบจำลอง
รวมท้งั ระบุปัจจัยทีท่ ำใหด้ นิ มีลักษณะและสมบตั ิแตกต่างกนั
ว 3.2 ม.2/7 ตรวจวดั สมบัตบิ างประการของดิน โดยใชเ้ คร่ืองมือทเ่ี หมาะสมและนำเสนอ
แนวทางการใชป้ ระโยชน์ดินจากขอ้ มลู สมบตั ิของดนิ
11
ว 3.2 ม.2/8 อธบิ ายปจั จัยและกระบวนการเกดิ แหล่งน้ำผวิ ดินและแหลง่ น้ำใตด้ นิ จากแบบจำลอง
ว 3.2 ม.2/9 สร้างแบบจำลองท่ีอธบิ ายการใชน้ ำ้ และนำเสนอแนวทางการใชน้ ำ้ อยา่ งย่งั ยนื
ในทอ้ งถน่ิ ของตนเอง
ว 3.2 ม.2/10 สรา้ งแบบจำลองที่อธิบายกระบวนการเกิดและผลกระทบของน้ำท่วม
การกัดเซาะชายฝง่ั ดนิ ถล่ม หลุมยุบ แผ่นดินทรดุ
รหัสตัวชวี้ ัด ว 2.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8,
ม.2/9, ม.2/10, ม.2/11, ม.2/12, ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15
ว 2.3 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
ว 3.2
ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8,
รวม 31 ตัวช้วี ดั ม.2/9, ม.2/10
12
โครงสรา้ งรายวิชา
รหสั วิชา ว2210๒ วชิ าวิทยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 60 ช่ัวโมง
ท่ี ชือ่ หน่วย มาตรฐาน สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง เวลา นำ้ หนัก
การเรียนรู้ การเรยี นร้/ู (ชวั่ โมง คะแนน
ตัวชว้ี ัด )
1. 4. ว 2.2 ม.2/1 • แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เม่ือมแี รงหลาย ๆ แรงกระทำ 20 15
แรงและการ ว 2.2 ม.2/2 ต่อวัตถุ แล้วแรงลัพธ์ท่ีกระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์
เคล่อื นท่ี วัตถุจะไม่เปล่ียนแปลงการเคลื่อนที่ แต่ถ้าแรงลัพธ์ท่ี
กระทำต่อวัตถุมีค่าไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปล่ียนแปลงการ
เคลอ่ื นท่ี
ว 2.2 ม.2/3 • เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงท่ีของเหลว กระทำต่อ
วัตถุในทุกทิศทาง โดยแรงที่ของเหลวกระทำต้ังฉากกับ
ผิววัตถุต่อหน่ึงหน่วยพื้นที่ เรียกว่า ความดันของ
ของเหลว
• ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึก จาก
ระดับผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณท่ีลึกลงไปจาก
ระดับผิวหน้าของของเหลวมากข้ึน ความดันของ
ของเหลวจะเพิ่มข้ึน เนื่องจากของเหลวทีอ่ ยู่ลึกกว่า จะมี
นำ้ หนกั ของของเหลวดา้ นบน กระทำมากกว่า
ว 2.2 ม.2/4 • เม่ือวัตถุอยู่ในของเหลว จะมีแรงพยุงเนื่องจาก
ว 2.2 ม.2/5 ของเหลว กระทำต่อวัตถุ โดยมีทิศข้ึนในแนวด่ิง การจม
หรือการลอยของวัตถุขึ้นอยู่กับน้ำหนักของวัตถุและแรง
พยุง ถ้าน้ำหนักของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมีค่า
เท่ากัน วัตถุจะลอยน่ิงอย่ใู นของเหลว แต่ถา้ น้ำหนักของ
วตั ถุมีคา่ มากกวา่ แรงพยุง ของของเหลววัตถจุ ะจม
ว 2.2 ม.2/6 • แรงเสียดทานเป็นแรงท่ีเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของ
วัตถุ เพื่อต้านการเคล่ือนท่ีของวัตถุน้ัน โดยถ้าออกแรง
กระทำต่อวัตถุท่ีอยู่นิ่งบนพ้ืนผิวให้เคลื่อนที่ แรงเสียด
ทานก็จะต้านการเคล่ือนท่ีของวัตถุ แรงเสียดทานท่ี
เกดิ ขึ้นในขณะทีว่ ัตถยุ ังไม่เคล่อื นทีเ่ รียกว่า แรงเสียดทาน
สถิต แต่ถ้าวัตถุกำลังเคล่ือนท่ี แรงเสียดทานก็จะทำให้
วัตถนุ ้ันเคลอ่ื นทช่ี า้ ลงหรอื หยดุ นง่ิ เรียกว่า แรงเสียดทาน
จลน์
13
ท่ี ชื่อหนว่ ย มาตรฐาน สาระการเรียนร้แู กนกลาง เวลา น้ำหนัก
การเรยี นรู้ การเรยี นร้/ู (ช่วั โมง คะแนน
ตวั ช้วี ัด )
ว 2.2 ม.2/7 • ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ
ว 2.2 ม.2/8 ข้นึ อยกู่ ับลักษณะผวิ สัมผัสและขนาดของแรงปฏกิ ิรยิ าต้ัง
ว 2.2 ม.2/9 ฉาก
ระหว่างผวิ สมั ผัส
• กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางกิจกรรมต้องการแรง
เสียดทาน เช่น การเปิดฝาเกลียวขวดน้ำ การใช้แผ่นกัน
ล่นื ในห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการแรงเสียดทาน เช่น
การลากวตั ถบุ นพน้ื การใช้น้ำมนั หลอ่ ลน่ื ในเคร่อื งยนต์
• ความรู้เรื่องแรงเสียดทาน สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ใน
ชวี ิตประจำวนั ได้
ว 2.2 ม. • เมอ่ื มแี รงทีก่ ระทำต่อวตั ถุโดยไม่ผ่านศนู ย์กลางมวลของ
2/10 วัตถุ จะเกิดโมเมนต์ของแรง ทำให้วัตถุหมุนรอ บ
ศูนย์กลางมวลของวัตถุนนั้
• โมเมนตข์ องแรงเป็นผลคูณของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุกับ
ระยะทางจากจุดหมุนไปต้ังฉากกับแนวแรง เมื่อผลรวม
ของโมเมนต์ของแรงมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะอยู่ในสภาพ
สมดุลต่อการหมุน โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็ม
นาฬิกาจะมีขนาดเท่ากับโมเมนต์ของแรง ในทิศตามเข็ม
นาฬิกา
• ของเล่นหลายชนิด ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนท่ี
ใช้หลักการโมเมนต์ของแรง ความร้เู ร่ืองโมเมนต์ ของแรง
สามารถนำไปใช้ ออกแบบและประดษิ ฐ์ของเลน่ ได้
ว 2.2 ม. • วัตถุที่มีมวลจะมีสนามโน้มถ่วงอยู่โดยรอบแรงโน้มถ่วง
2/11 ท่ีกระทำต่อวัตถุที่อยู่ในสนามโน้มถ่วงจะมีทิศพุ่งเข้าหา
ว 2.2 ม. วตั ถุทเ่ี ปน็ แหล่งของสนามโน้มถ่วง
2/12 • วัตถุท่ีมีประจุไฟฟ้าจะมีสนามไฟฟ้าอยู่โดยรอบแรง
ไฟฟา้ ที่กระทำตอ่ วัตถทุ มี่ ีประจุจะมที ิศพงุ่ เขา้ หาหรือออก
จากวตั ถุที่มปี ระจุทเี่ ปน็ แหล่งของสนามไฟฟา้
• วัตถุที่เป็นแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กอยู่โดยรอบแรง
แม่เหล็กที่กระทำต่อขั้วแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือ
ออกจากขว้ั แม่เหลก็ ท่เี ปน็ แหลง่ ของสนามแมเ่ หล็ก
14
ท่ี ช่อื หนว่ ย มาตรฐาน สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง เวลา น้ำหนัก
การเรียนรู้ การเรยี นร้/ู (ชั่วโมง คะแนน
ตัวชว้ี ัด )
ว 2.2 ม. • ขนาดของแรงโน้มถ่วง แรงไฟฟ้า และแรงแม่เหล็กที่
2/13 กระทำต่อวัตถุ ท่ีอยู่ในสนามน้ัน ๆ จะมีค่าลดลง เมื่อ
วัตถุอยู่ห่างจากแหล่งของสนามนั้น ๆ มากขนึ้
ว 2.2 ม. • การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุ
2/14 เทียบกบั ตำแหน่งอ้างองิ โดยมีปรมิ าณทีเ่ กย่ี วข้องกับการ
ว 2.2 ม. เคล่ือนท่ีซึ่งมีท้ังปริมาณสเกลาร์และปริมาณเวกเตอร์
2/15 เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว ปริมาณ
สเกลาร์เป็นปริมาณที่มีขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว
ปริมาณเวกเตอร์เป็นปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง
เช่น การกระจดั ความเร็ว
• เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศร โดย
ความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัวลูกศรแสดง
ทศิ ทางของเวกเตอรน์ ้ัน ๆ
2 5. ว 2.3 ม.2/1 • เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนท่ี 10 10
งานและ ว 2.3 ม.2/2 โดยแรงอยู่ในแนวเดียวกับการเคล่ือนท่ีจะเกิดงาน งาน
พลงั งาน ว 2.3 ม.2/3 จะมีค่ามากหรือน้อยข้ึนกับขนาดของแรงและระยะทาง
ในแนวเดยี วกนั
• งานท่ที ำในหนึ่งหนว่ ยเวลา เรียกว่า กำลงั หลักการของ
งานนำไปอธิบายการทำงานของเคร่อื งกลอยา่ งงา่ ย ได้แก่
คาน พ้ืนเอียง รอกเด่ียว ล่ิม สกูร ล้อและเพลา ซ่ึง
นำไปใช้ ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ในชีวติ ประจำวนั
ว 2.3 ม.2/4 • พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่เคลื่อนที่ พลังงาน
ว 2.3 ม.2/๕ จลน์จะมีค่ามากหรือน้อยข้ึนกับมวลและอัตราเร็ว ส่วน
พลังงานศักย์โน้มถ่วงเกีย่ วข้องกบั ตำแหน่งของวัตถุ จะมี
คา่ มากหรือน้อยขึ้นอย่กู ับมวลและตำแหน่งของวัตถุ เมื่อ
วัตถุอยู่ในสนามโน้มถ่วง วัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง
พลังงานจลนแ์ ละพลงั งาน ศักย์โนม้ ถว่ งเปน็ พลังงานกล
• ผลรวมของพลังงานศักย์โนม้ ถว่ งและพลังงานจลน์ เป็น
พลังงานกล พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของ
วัตถุหน่ึงๆสามารถเปล่ียนกลับไปกลับมาได้โดยผลรวม
ของพลงั งานศักยโ์ นม้ ถ่วงและพลงั งานจลนม์ ีค่าคงตวั นั่น
คอื พลงั งานกลของ วตั ถุมีคา่ คงตัว
15
ท่ี ชอื่ หน่วย มาตรฐาน สาระการเรียนรู้แกนกลาง เวลา น้ำหนัก
การเรียนรู้ การเรยี นร/ู้ (ชัว่ โมง คะแนน
ตัวชวี้ ัด )
ว 2.3 ม.2/6 • พลังงานรวมของระบบมีค่า คงตัวซึ่งอาจเปลี่ยนจาก
พลังงานหน่ึงเป็นอีกพลังงานหน่ึง เช่น พลังงานกล
เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานจลน์เปล่ียนเป็น
พ ลังงาน ความร้อ น พ ลังงาน เสียง พ ลังงาน แสง
เน่ืองมาจากแรงเสียดทาน พลังงานเคมีในอาหาร
เปลี่ยนเป็นพลงั งานทีไ่ ปใชใ้ นการทำงานของสง่ิ มชี ีวิต
• นอกจากน้ีพลังงานยังสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบ
หนงึ่ หรอื ไดร้ ับพลังงานจากระบบอ่ืนได้ เช่น การถ่ายโอน
ความร้อนระหวา่ งสสาร การถา่ ยโอนพลังงานของการส่ัน
ของแหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง ทั้งการเปล่ียนพลังงาน
และการถ่ายโอนพลังงาน พลังงานรวมท้ังหมดมีค่าเท่า
เดิมตามกฎการอนรุ ักษ์พลงั งาน
สอบกลางภาค 1 20
3. 6. ว 3.2 ม.2/1 • เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลง 28 25
กระบวนการ สภาพของซากส่ิงมชี ีวติ ในอดตี โดยกระบวนการทางเคมี
เปล่ียนแปลง และ ธรณีวทิ ยา เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ได้แก่ ถ่านหิน
ของโลก หินน้ำมัน และปิโตรเลียม ซ่งึ เกิดจากวตั ถุต้นกำเนิดและ
สภาพแวดล้อมการเกิดที่แตกต่างกัน ทำให้ได้ชนิดของ
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะสมบัติและการ
นำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกนั สำหรับปิโตรเลียมจะต้อง
มีการผ่านการกลั่นลำดับส่วนก่อนการใช้งานเพื่อให้ได้
ผลิตภัณฑ์ท่ีเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ เชื้อเพลิงซาก
ดึกดำบรรพ์ เป็นทรัพยากรท่ีใช้แล้วหมดไป เน่ืองจาก
ตอ้ งใชเ้ วลานานหลายล้านปีจึงจะเกิดข้ึนใหม่ได้
ว 3.2 ม.2/2 • การเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ในกิจกรรมต่าง ๆ
ข อ ง ม นุ ษ ย์ จ ะ ท ำ ใ ห้ เกิ ด ม ล พิ ษ ท า ง อ า ก า ศ ซึ่ ง ส่ ง ผ ล
กระทบต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม นอกจากนี้แก๊สบาง
ชนิดที่เกดิ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เช่น
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไนตรัสออกไซด์ ยังเปน็ แก๊ส
เรือนกระจก ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ของโลกรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรใช้เช้ือเพลิงซากดึกดำ
บรรพ์ โดยคำนึงถึง ผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตและ
ส่ิงแวดล้อม เช่น เลือกใช้พลังงานทดแทน หรือเลือกใช้
เทคโนโลยที ี่ลดการใช้เช้อื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์
16
ท่ี ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง เวลา นำ้ หนกั
การเรียนรู้ การเรยี นร/ู้ (ชั่วโมง คะแนน
ตวั ชวี้ ัด )
ว 3.2 ม.2/3 • เช้อื เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์เป็นแหล่งพลงั งานทีส่ ำคัญ ใน
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ เน่อื งจากเชื้อเพลงิ ซากดึกดำ
บรรพ์ มีปริมาณจำกดั และมักเพิ่มมลภาวะในบรรยากาศ
มากขึ้นจึงมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พลงั งาน
แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล
พลังงานคล่ืน พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงาน
ไฮโดรเจน ซ่ึงพลังงานทดแทนแต่ละชนิดจะมีข้อดีและ
ข้อจำกดั ท่ีแตกต่างกนั
ว 3.2 ม.2/4 • โครงสร้างภายในโลกแบ่งออกเป็นช้ันตามองค์ประกอบ
ทางเคมี ได้แก่ เปลือกโลก ซ่ึง ซิลิกอน และอะลูมิเนียม
เป็นหลัก เน้ือโลกคือส่วนท่ีอยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึง
แ ก่ น โ ล ก มี อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ห ลั ก เป็ น ส า ร ป ร ะ ก อ บ ข อ ง
ซลิ ิกอน แมกนีเซียม และเหล็กและแกน่ โลกคือส่วนท่อี ยู่
ใจกลาง ของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและ
นกิ เกลิ ซ่งึ แตล่ ะชนั้ มลี กั ษณะแตกต่างกัน
ว 3.2 ม.2/5 • การผุพังอยู่กับที่ การกร่อนและการสะสมตัวของ
ตะกอน เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่
ทำให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นภมู ิลักษณ์แบบต่าง
ๆ โดยมีปัจจยั สำคัญ คอื นำ้ ลม ธารน้ำแข็ง แรงโนม้ ถ่วง
ของโลก สงิ่ มชี ีวิต สภาพอากาศและปฏิกริ ยิ าเคมี
• การผุพังอยู่กับที่ คือ การที่หินผุพังทำลายลงด้วย
กระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ลมฟ้า อากาศกับน้ำฝน และ
รวมท้ัง การกระทำของต้นไมก้ บั แบคทีเรยี ตลอดจนการ
แ ต ก ตั ว ท า ง ก ล ศ า ส ต ร์ ซึ่ ง มี ก าร เพิ่ ม แ ล ะ ล ด อุ ณ ห ภู มิ
สลับกนั เปน็ ตน้
• ก ารก ร่อ น คือ ก ระ บ ว น ก าร ห น่ึ งห รือ ห ลาย
กระบวนการท่ีทำให้สารเปลือกโลกหลุดไป ละลายไป
หรือกร่อนไปโดยมีตัวนำพาธรรมชาติ คือ ลม น้ำ และ
ธารน้ำแข็ง ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศ
สารละลาย การครูดถู การนำพา ทั้งน้ีไม่รวมถึงการ
พังทลายเป็นกลมุ่ กอ้ น เช่น แผ่นดนิ ถล่ม ภูเขาไฟระเบิด
• การสะสมตวั ของตะกอน คอื การสะสมตัวของวตั ถุจาก
การนำพาของน้ำ ลม หรอื ธารนำ้ แข็ง
17
ท่ี ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระการเรยี นรู้แกนกลาง เวลา น้ำหนกั
การเรยี นรู้ การเรยี นรู/้ (ช่ัวโมง คะแนน
ตัวช้วี ัด )
ว 3.2 ม.2/6 • ดินเกิดจากหินท่ีผุพังตามธรรมชาติผสมคลุกเคล้ากับ
อินทรียวัตถุที่ได้จากการเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์
ทับถมเป็นช้ัน ๆ บนผิวโลก ช้ันดินแบ่งออกเป็นหลายชั้น
ขนานหรือเกือบขนานไปกับผิวหน้าดิน แต่ละชั้นมี
ลักษณะแตกต่างกันเน่ืองจากสมบัติทางกายภาพ เคมี
ชีวภาพและลกั ษณะอื่น ๆ เช่น สี โครงสร้าง เน้ือดนิ การ
ยึดตัว ความเป็นกรด-เบส สามารถ สังเกตได้จากการ
สำรวจภาคสนาม การเรียกชื่อชั้นดินหลักจะใช้อักษฤ
ภาษาองั กฤษตวั ใหญ่ ไดแ้ ก่ O, A, E, B, C, R
• ชั้นหน้าตัดดิน เป็นช้ันดินที่มี ลักษณะปรากฏให้เห็น
เรยี งลำดับเป็นชัน้ จากชั้นบนสุดถึงช้ันล่างสดุ
• ปัจจัยที่ทำให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและสมบัติ
แตกตา่ งกนั ได้แก่ วตั ถตุ น้ กำเนิดดนิ
ภูมอิ ากาศสงิ่ มชี ีวิตในดนิ สภาพภูมปิ ระเทศ
ว 3.2 ม.2/7 • สมบัติบางประการของดิน เช่น เนื้อดิน ความชื้นดิน
ค่าความเป็นกรด-เบส ธาตุอาหารในดิน สามารถนำไปใช้
ในการตัดสินใจถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยอาจ
นำไปใช้ประโยชน์ ทางการเกษตรหรืออ่ืน ๆ ซึ่งดินที่ไม่
เหมาะสมต่อการทำการเกษตร เช่น ดินจืด ดินเปร้ียว
ดินเค็มและดินดาน อาจเกิดจากสภาพดินตามธรรมชาติ
หรือการใช้ประโยชน์จะต้องปรับปรุงให้มีสภาพเหมาะสม
เพอ่ื นำไปใชป้ ระโยชน์
ว 3.2 ม.2/8 • แหลง่ นำ้ ผิวดินเกดิ จากนำ้ ฝนทีต่ กลงบนพน้ื โลก ไหลจาก
ทสี่ ูงลงสูท่ ต่ี ่ำดว้ ยแรงโน้มถว่ ง การไหลของนำ้ ทำให้พ้ืนโลก
เกิดการกัดเซาะเป็นร่องน้ำ เช่น ลำธาร คลอง และแม่น้ำ
ซ่ึงร่องน้ำจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ
ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะชนิดดินและหิน
และลักษณะภูมิประเทศ เช่น ความลาดชั้น ความสูงต่ำ
ของพ้นื ที่ เมือ่ ไหลไปยังบริเวณทเ่ี ป็นแอ่ง จะเกิดการสะสม
ตัวเปน็ แหลง่ นำ้ เช่น บึง ทะเลสาบ ทะเล และมหาสมุทร
• แหล่งน้ำใต้ดินเกิดจากการซึมของน้ำผิวดินลงไปสะสม
ตัวใต้พ้ืนโลก ซ่ึงแบ่งเปน็ น้ำในดินและน้ำบาดาล น้ำในดิน
เป็นน้ำที่อยู่ร่วมกับอากาศตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน
ส่วนน้ำบาดาลเป็นน้ำท่ีไหลซึม ลึกลงไปและถูกกักเก็บไว้
18
ท่ี ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระการเรยี นรู้แกนกลาง เวลา นำ้ หนกั
การเรียนรู้ การเรียนร/ู้ (ช่วั โมง คะแนน
ตัวชว้ี ัด )
ในช้ันหินหรือช้นั ดนิ จนอิ่มตัวไปด้วยนำ้
ว 3.2 ม.2/9 • แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินถูกนำมาใช้ในกจิ กรรม
ต่าง ๆ ของมนุษย์ ส่งผลตอ่ การจัดการ การใช้ประโยชนน์ ้ำ
และคุณภาพของแหล่งน้ำ เน่ืองจากการเพิ่มข้ึนของ
จำนวนประชากร การใช้ประโยชน์พ้นื ท่ีในด้านตา่ ง ๆ เช่น
ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และการเปลีย่ นแปลง
ภูมิอากาศ ทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงปริมาณน้ำฝนใน
พื้นท่ีลุ่มนำ้ และแหล่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอสำหรับกิจกรรม
ของมนุษย์ น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดิน จึงถูกนำมาใช้มากข้ึน
สง่ ผลให้ ปริมาณนำ้ ใต้ดินลดลงมาก จึงตอ้ งมีการจดั การใช้
น้ำอย่างเหมาะสมและย่ังยืนซึ่งอาจทำได้โดยการจัดหา
แหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต
การจัดสรรและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์
และฟ้ืนฟูแหล่งน้ำ การป้องกันและการแก้ปญั หาคุณภาพ
น้ำ
ว 3.2 ม. • น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝ่ัง ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดิน
2/10 ทรุด มีกระบวนการเกิดและผลกระทบที่แตกต่างกนั ซึ่ง
อาจสร้างความเสียหายรา้ ยแรงแก่ชีวติ และทรพั ยส์ นิ
• น้ำท่วม เกดิ จากพ้นื ทีห่ นงึ่ ไดร้ ับปริมาณน้ำเกินกว่าท่จี ะ
กักเก็บได้ ทำให้แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ โดยข้ึนอยู่กับปริมาณ
น้ำและสภาพทางธรณวี ิทยาของพนื้ ท่ี
• การกัดเซาะชายฝ่ังเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของ
ชายฝ่ังทะเลท่ีเกิดข้ึนตลอดเวลาจากการกัดเซาะของคล่ืน
หรือลม ทำให้ตะกอนจากท่ีหนึ่งไปตกทับถมในอีกบริเวณ
หนง่ึ แนวของชายฝั่งเดิมจงึ เปล่ียนแปลงไป บริเวณทมี่ ีตะกอน
เคล่ือนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่ตะกอน เคล่ือนออกไปถือว่า
เปน็ บรเิ วณ ทมี่ ีการกดั เซาะชายฝั่ง
• ดินถลม่ เปน็ การเคลื่อนทขี่ องมวลดินหรอื หนิ จำนวนมากลง
ตามลาดเขา เนื่องจากแรงโนม้ ถว่ งของโลกเป็นหลักซง่ึ เกดิ จาก
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความลาดชันของพื้นท่ี สภาพธรณีวิทยา
ปริมารนำ้ ฝน พชื ปกคลมุ ดิน และการใชป้ ระโยชนพ์ ื้นท่ี
• หลุมยุบ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาดต่าง ๆ ที่อาจ
เกิดจากการถล่มของโพรงถ้ำหินปูน เกลือหินใต้ดิน หรือเกิด
จากนำ้ พดั พาตะกอนลงไปในโพรงถ้ำหรือธารนำ้ ใตด้ นิ
19
ท่ี ช่อื หนว่ ย มาตรฐาน สาระการเรียนรู้แกนกลาง เวลา น้ำหนกั
การเรยี นรู้ การเรยี นร/ู้ (ช่ัวโมง คะแนน
ตัวชีว้ ัด )
• แผ่นดินทรุดเกิดจากการยุบตัวของช้ันดิน หรือหินร่วน
เมื่อมวลชองแข็งหรือของเหลว ปรมิ าณมากที่รองรับอยู่ใต้ช้ัน
ดนิ บริเวณนั้นถูกเคล่ือนยา้ ยออกไปโดยธรรมชาตหิ รือโดยการ
กระทำของมนษุ ย์
สอบปลายภาค 1 30
รวมท้งั สิน 60 100
20
แผนการจดั การเรยี นรู้ ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2
เวลา 20 ช่ัวโมง
รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน รหสั วิชา ว 22102 เวลา 1 ชั่วโมง
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 แรงและการเคล่อื นที่
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 1 แรงเสยี ดทาน
ครูผสู้ อน นางสาวสุวนันท์ แนวศูนย์
วนั ท่.ี ............เดอื น..................................พ.ศ. ...............
1. สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำ
ตอ่ วตั ถลุ กั ษณะการเคลอ่ื นที่แบบตา่ งๆของวตั ถรุ วมท้ังนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตัวชี้วดั
ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยท่ีมี
ผลต่อขนาดของแรงเสยี ดทาน
2. จุดประสงค์การทดลอง
2.1 นกั เรยี นสามารถสบื คน้ อธิบายปัจจยั ทีม่ ีผลตอ่ ขนาดของแรงเสยี ดทานได้ (K)
2.2 นักเรยี นสามารถทำการทดลองเรือ่ งแรงเสยี ดทานได้ (P)
2.3 นักเรียนมคี วามรบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่ของตนเองในการทำงานกลุ่ม (A)
3. สาระการเรียนรู้
แรงเสียดทาน
4. สาระสำคญั
แรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสจะมีค่ามากหรือน้อยขนึ้ อยู่กบั ขนาดของแรงปฏกิ ิรยิ าตั้งฉาก
ระหว่างผวิ สมั ผสั ซึ่งเป็นแรงทีพ่ ืน้ กระทำตอ่ วตั ถุ ถ้าหากมแี รงทว่ี ัตถกุ ระทำตอ่ พ้นื มาก แรงปฏิกริ ยิ าตง้ั
ฉากระหว่างผวิ สัมผัสจะมคี ่ามาก ส่งผลให้เกดิ แรงเสยี ดทานมีขนาดมากข้นึ และลกั ษณะของผวิ สัมผัส
ขน้ึ อย่กู บั ชนิดของพน้ื ผิววตั ถุ ถ้าวตั ถุมีผวิ สมั ผัสท่ีหยาบ ขรุขระจะเกิดแรงเสียดทานมาก
5. สมรรถนะที่สำคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
- การตอบคำถาม
5.2 ความสามารถในการคิด
- การคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
5.3 ความสามารถในการใชแ้ ก้ปญั หา
- การแกป้ ัญหาในกระบวนการทำงานกลุ่ม
21
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
6.1 มีวินยั
6.2 ใฝเ่ รยี นรู้
6.3 มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
7. ชนิ้ งานและภาระงาน
- ใบกิจกรรมท่ี 1 เรอื่ งแรงเสยี ดทาน
8. วิธีการประเมิน
สิ่งทีป่ ระเมนิ วธิ ีการ เครื่องมอื เกณฑ์
- คำถาม ร้อยละ 75
1. นักเรียนสามารถสืบค้น อธิบาย - การตอบคำถาม ผ่านเกณฑ์
ปัจจัยท่ีมีผลต่อขนาดของแรงเสียด
ทานได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถทำการทดลอง - ตรวจการสง่ - การส่งใบกจิ กรรมท่ี รอ้ ยละ 75
1 ผา่ นเกณฑ์
เรอื่ งแรงเสยี ดทานได้ (P) ใบกจิ กรรมที่ 1
3. นักเรยี นมีความรับผดิ ชอบต่อ สังเกตพฤตกิ รรม แบบสังเกตพฤติกรรม เกณฑอ์ ยใู่ น
หนา้ ที่ของตนเองในการทำงานกลุม่ รายบคุ คล และกลุ่ม รายบคุ คล และกล่มุ ระดบั ดี
(A)
9. กระบวนการจดั การเรียนรู้
โดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
1. ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement) (5 นาท)ี
1.1 ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยนำนมกล่องข้ึนมา 2 กล่อง แล้วให้
นักเรียนหนึ่งคนด่ืมนมใหห้ มด จากนัน้ ครใู ช้เชอื กมัดกลอ่ งนมทงั้ ที่มนี มเต็มกลอ่ งและกล่องนมทไ่ี มม่ ีนม
จากน้ันลากบนพนื้ โต๊ะให้นักเรยี นสังเกต ความแตกต่างและถามนักเรียนว่าแตกต่างกันอยา่ งไร (1 นาท)ี
- นกั เรยี น (แนวตอบ กลอ่ งนมที่ไม่มีนมลากงา่ ยกวา่ ครับ)
1.2 ครูถามนกั เรียน เพราะอะไรทำไมถงึ ลากกลอ่ งนมท่ีไมม่ ีนม ไดง้ ่ายกว่ากล่องนม
ทมี่ นี มเต็มกล่อง (1 นาที)
- นกั เรยี น (แนวตอบ เพราะกล่องนมทไี่ มม่ ีนมนำ้ หนกั เบากวา่ ครบั คุณคร)ู
1.3 ครถู ามคำถามนกั เรียน ขณะลากกลอ่ งนมบนพื้นแล้วกลอ่ งนมเคลือ่ นท่ีเกิดแรง
ใดบา้ งทก่ี ระทำกับกลอ่ งนม (1 นาที)
- นักเรยี น (แนวตอบ แรงโนม้ ถว่ งของโลก แรงเสยี ดทานทพ่ี นื้ กระทำกบั กลอ่ งนม)
1.4 ครถู ามนกั เรียนถา้ ครนู ำกล่องนมที่มนี มเต็มกล่องท้ังสอง ไปลากบนพน้ื ท่ีผวิ
เรยี บกับพ้นื ที่ผวิ ขรขุ ระนักเรียนคิดวา่ พื้นผิวใดจะมแี รงเสียดทานมากกวา่ (1 นาท)ี
- นกั เรียน (แนวตอบ พืน้ ผวิ ขรุขระเพราะมันลากยากกวา่ ) (ครูยังไม่เฉลย)
22
1.5 ครูแจ้งจุดประสงค์ และเน้ือหาทจ่ี ะสอน เรอ่ื ง แรงเสยี ดทาน (1 นาที)
- วันน้คี รจู ะพานกั เรียนทำกิจกรรมการทดลองเพือ่ ศึกษาว่าปัจจัยใดมีผลต่อแรงตา้ น
การเคล่ือนท่ี ท่ีทำให้วตั ถุเคลอ่ื นท่ีไดง้ า่ ยและเคล่อื นท่ีไดย้ าก
2. ขน้ั สำรวจและคน้ พบ (Exploration) (30 นาท)ี
2.1 ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยแต่ละกลุ่มจะมีนักเรียน เก่ง
ปานกลาง ออ่ น ให้อยูก่ ลุ่มเดียวกนั (5 นาที)
2.2 ครอู ธิบายจดุ ประสงคข์ องการทดลอง (5 นาท)ี
2.3 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารับอุปกรณ์การทดลอง ใบความรู้
และใบกิจกรรมเรื่อง แรงเสยี ดทาน (5 นาที)
(อุปกรณก์ ารทดลอง ถงุ ทราย มวล 500 กรัม จำนวน 3 ถุง, เครอ่ื งชง่ั สปริง 2 อัน,
กระดานท่ีมีพ้ืนผิวต่างกนั 1 แผ่น)
2.4 ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกันศึกษาใบความรู้ และทำการทดลอง บันทึกผลการ
ทดลองลงในใบกจิ กรรม (15 นาที)
3. ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (10 นาท)ี
3.1 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรม เรื่อง
แรงเสียดทาน หนา้ ชั้นเรียน (5 นาท)ี
(สรปุ ผลการทดลอง พบว่าแรงเสยี ดทานจะมีค่ามากหรือน้อย ขึ้นอยกู่ ับมวลของวัตถุ
ถ้าวัตถุมีมวลมากค่าแรงเสียดทานจะมีค่ามาก และข้ึนอยู่กับพ้ืนผิวสัมผัสของวัตถุ ถ้าวัตถุเคล่ือนท่ี
บนผิวทขี่ รุขระแรงเสยี ดทานจะมคี ่ามาก)
3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันอธิบายข้อสรุปเก่ียวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อขนาดของแรง
เสยี ดทานโดยครูใช้คำถามหลังกจิ กรรมดังนี้ (5 นาที)
- จากการทำกิจกรรมนักเรียนคิดว่า มวลของวัตถุมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน
หรอื ไม่อย่างไร
(มวลของวัตถุมีผลต่อขนาดของแรงเสยี ดทานโดยมวลของวตั ถุมีผลต่อแรงกดบนพื้น
ถา้ มวลของวัตถมุ ากจะทำให้แรงกดบนพ้นื มาก ส่งผลให้แรงเสยี ดทานมคี า่ มากขน้ึ )
- และจากการทำกจิ กรรมนักเรียนคิดว่าพ้ืนผิวสัมผัสมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน
หรือไม่อย่างไร
(พ้ืนผิวสัมผัสมีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานโดยผวิ สัมผัสท่ีเรียบจะมีแรงเสียดทาน
น้อยกวา่ พื้นผวิ สัมผัสทีห่ ยาบ)
4. ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (5 นาที)
4.1 ครูอธิบายการเพิม่ แรงเสียดทานและการลดแรงเสียดทาน (2 นาที)
4.2 ครูแสดงภาพเกี่ยวกับการเกิดแรงเสียดทาน เช่น ภาพยางรถยนต์ การเล่นสกี
รองเท้าผ้าใบ เป็นต้น แล้วให้นักเรียนตอบว่าเป็นการเพ่ิมแรงเสียดทานหรือการลดแรงเสียดทาน (3
นาที)
- โดยครูมีอุปกรณ์ให้นักเรียน คือ ป้ายสำหรับตอบคำถาม มีหน้าย้ิมและหน้าหัวใจ
แล้วให้นักเรียนชูป้ายเช่น ชูหน้าย้ิมเมื่อตอบว่าหน้าย้ิมเป็นการเพ่ิมแรงเสียดทานและหน้าหัวใจเป็น
การลดแรงเสียดทาน
23
5. ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation) (10 นาท)ี
5.1 ครูถามคำถามนักเรียนเกี่ยวกับปัจจัยใดบ้างท่ีมีผลต่อแรงเสียดทานแล้วให้
นกั เรียนชูป้ายเพอื่ ตอบคำถามและตรวจใบกิจกรรม เรือ่ ง แรงเสียดทาน (10 นาท)ี
5.2 สังเกตและให้คะแนนการทำการทดลองของนักเรียนแต่ละคน
5.3 สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ และความรบั ผดิ ชอบของนกั เรยี น
10. หลกั ฐานการเรียนรู้ (ช้นิ งาน/ร่องรอย)
9.1 ใบกิจกรรม เรอ่ื ง แรงเสียดทาน
- บันทกึ ผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง เรือ่ ง แรงเสียดทาน
11. สอื่ / แหล่งการเรยี นรู้
10.1 ใบความรู้ เร่ือง แรงเสียดทาน
10.2 ใบกิจกรรมที่ 1 เรอื่ งแรงเสยี ดทาน
10.3 อุปกรณ์การทดลอง
- ถงุ ทราย มวล 500 กรมั จำนวน 3 ถุง
- เครื่องชัง่ สปริง 2 เครื่อง
- กระดานทีม่ พี นื้ ผวิ ตา่ งกนั 1 แผ่น
24
แบบประเมินใบกจิ กรรม
เรอ่ื ง แรงเสยี ดทาน
คำชี้แจง ให้ผู้สอนตรวจให้คะแนนใบกิจกรรม เรื่องแรงเสียดทานของผู้เรียนแล้วบันทึก
คะแนนโดยทำเครื่องหมาย ✓ ลงในชอ่ งคะแนน
รายการประเมนิ /ระดับคะแนน
การตอบ
เล ช่อื -สกุล ตอบคำถาม คำถามตรง ผลงานมี ผลงานเสรจ็ คะแนนรวม
ขที่ ครบถกู ต้อง ประเดน็ ความเป็น ทนั เวลาที่ ผลการ ัตด ิสน
สมบูรณ์ ระเบยี บ กำหนด
ตาม
วัตถุประสง
ค์
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 12
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
ลงชอ่ื …………………………………ผู้ประเมนิ
(นางสาวสวุ นันท์ แนวศนู ย์)
25
เกณฑ์การประเมนิ การตอบคำถามจากใบกิจกรรม
คำอธบิ ายระดับคุณภาพ
มติ /ิ องคป์ ระกอบ 3 ระดบั คะแนน 1
2
1. ตอบคำถามครบ ตอบคำถามครบทุกข้อ ตอบคำถามครบทกุ ข้อ ตอบคำถามไม่ครบทุกขอ้
ถกู ต้อง สมบูรณ์ เน้ือหาสาระถูกต้อง เน้ือหาสาระยังมี เนื้อหาสาระยงั มี
ครบถว้ นสมบูรณ์
ขอ้ บกพรอ่ งบางประการ ขอ้ บกพรอ่ งเปน็ สว่ นใหญ่
ไม่สมบรู ณ์ ไมส่ มบูรณ์
2. การตอบคำถาม ตอบคำถามไดต้ รงตาม ตอบคำถามไดต้ รงตาม การตอบคำถามไม่ตรง
ตรงประเดน็ ตาม วตั ถปุ ระสงค์ทกุ วัตถปุ ระสงค์บางประเด็น ตามประเด็น
วัตถปุ ระสงค์ ประเด็น
3. ผลงานมีความเปน็ ผลงานสว่ นใหญ่มคี วาม ผลงานส่วนใหญ่มคี วาม ผลงานสว่ นใหญไ่ ม่เปน็
ระเบียบ เป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย เปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย ระเบียบและมี
แต่มีขอ้ บกพรอ่ งบางสว่ น ขอ้ บกพรอ่ ง
4. ผลงานเสรจ็ ส่งงานทันเวลาที่ ส่งงานชา้ กว่าเวลา สง่ งานชา้ กวา่ เวลา
ทนั เวลาทกี่ ำหนด กำหนด กำหนดไม่เกิน 1 วนั กำหนดหลายวัน
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
10-12 ดีมาก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
ตำ่ กว่า 4 ปรบั ปรงุ
เกณฑก์ ารผา่ น
ผ่าน ตั้งแต่ระดบั คุณภาพพอใช้ข้ึนไป
ไม่ผ่าน ตำ่ กว่าระดบั คณุ ภาพพอใช้
26
แบบประเมินผลแบบทดสอบ
เรื่อง แรงเสียดทาน
คำชแี้ จง ผู้สอนตรวจใหค้ ะแนนแบบทดสอบ เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน แลว้ ทำเครอื่ งหมาย✓ ลงใน
ช่องว่าง
เลขที่ ช่อื - สกุล 1 แบบทดสอบขอ้ ที่ 5 รวมคะแนน หมายเหตุ
234 5
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
ลงชอื่ …………………………………ผปู้ ระเมิน
(นางสาวสุวนันท์ แนวศนู ย์)
27
แบบประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่ม …………………………………………………………ช้นั ……………………………………………………………..
สมาชิกในกลุ่ม 1. …………………………………………… 2. .…………………………………………………
3. …………………………………………... 4. ………………………………………………….
5. …………………………………………… 6. ………………………………………………….
คำช้แี จง : ให้นักเรยี นทำเครอ่ื งหมาย ✓ ในชอ่ งทต่ี รงกับความเป็นจรงิ
พฤติกรรมท่ีสังเกต 5 คะแนน 1
432
1. มกี ารวางแผนรว่ มกนั
2. มีการแบง่ หนา้ ท่อี ยา่ งเหมาะสมและทำตามหน้าที่ทุกคน
3. มีการใหค้ วามชว่ ยเหลอื กัน
4. การรบั ฟังความคิดเห็นและแกป้ ญั หารว่ มกนั
5. สามารถให้คำแนะนำกลุม่ อน่ื ได้
6. เลือกใช้อปุ กรณ์ได้อย่างถูกต้อง
7. ปฏิบัตกิ ารทดลองตามข้ันตอนทก่ี ำหนดให้
8. ทำความสะอาด/เก็บอุปกรณ์เรยี บร้อย
9. ร่วมกันอภิปรายและสรปุ ผลงานของกลุ่ม
10. รว่ มกนั ปรับผลงานของกลมุ่
รวม
คะแนนรวมท้งั หมด
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
พฤตกิ รรมทที่ ำเปน็ ประจำสม่ำเสมอ ให้ 5 คะแนน
พฤติกรรมทีท่ ำเปน็ ประจำ ให้ 4 คะแนน
พฤติกรรมท่ที ำเป็นบางคร้ัง ให้ 3 คะแนน
พฤตกิ รรมท่ที ำนอ้ ยครงั้ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ทำนอ้ ยครั้งหรอื ไม่ทำเลย ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
1-10 ตก
11-20 ควรปรบั ปรุง
21-30 พอใช้
31-40 ดี
41-50 ดีมาก
28
แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
คำชแ้ี จง พิจารณาความสอดคลอ้ งของพฤตกิ รรมที่แสดงออกกบั รายการประเมินต่อไปนแี้ ล้วพจิ ารณา
คะแนนที่เหมาะสมแบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล
พฤตกิ รรม
ท่ี ชอื่ -สกุล ซือ่ สัตย์ มีวนิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ ม่งุ ม่นั ในการ มีจิต รวม
สจุ รติ ทำงาน สาธารณะ
1 2 3 1 2 3 1 2 3 1 2 3 1 2 3 12
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
ลงชอื่ …………………………………ผปู้ ระเมิน
(นางสาวสวุ นนั ท์ แนวศนู ย์)
29
เกณฑก์ ารแบบประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ตอ้ งผ่านเกณฑ์ในระดบั ดี ไดค้ ะแนน 7-9 คะแนน
ประเด็นท่ี ระดับคะแนน
ประเมนิ 3 2 1
ปฏบิ ัติได้ 1 ข้อ
1. ซ่ือสัตย์ 1. ให้ข้อมูลท่ีถูกต้องและเป็นจริงต่อ ปฏบิ ตั ิได้ 2 ขอ้ ใน 3 ข้อ
สุจริต ตนเองและผอู้ น่ื ทั้งกายวาจาใจ ใน 3 ขอ้ ปฏิบตั ไิ ด้ 1 ขอ้
ใน 3 ข้อ
2. ปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความถูกต้อง ปฏิบัตไิ ด้ 1 ข้อ
ใน 3 ข้อ
ละอายและเกรงกลวั ตอ่ การทำผิด
ปฏิบตั ไิ ด้ 1 ข้อ
3. ไมถ่ อื เอาสิ่งของหรอื ผลงานของผอู้ น่ื มา ใน 3 ขอ้
เป็นของตนเอง ปฏิบัติได้ 1 ข้อ
ใน 3 ข้อ
2. มีวินัย 1. ทำงานตามที่ได้รบั มอบหมาย ปฏบิ ตั ไิ ด้ 2 ขอ้
2. ทำงานเสร็จตามกำหนด ใน 3 ขอ้
3. สง่ งานตรงตามเวลา
3. ใฝ่เรียนรู้ 1. กระตอื รอื รน้ ตง้ั ใจมุ่งม่ันในการทำงาน ปฏิบตั ไิ ด้ 2 ขอ้
2. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อการ ใน 3 ขอ้
เสนอความรู้
3. ค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งเรียน รู้ท้ัง
ภายในและภายนอกโรงเรยี น
4. มุ่งมั่นในการ 1. ทำงานอยา่ งมีความสุข กบั การทำงาน ปฏิบัตไิ ด้ 2 ขอ้
ทำงาน 2. เห็นประโยชนต์ อ่ การทำงาน ใน 3 ข้อ
3. แสวงหางานและวิธีการทำงานให้มี
ประสิทธิภาพ
5. มีจิต 1. ชว่ ยเหลือผู้อนื่ ดว้ ยความเตม็ ใจ ปฏบิ ตั ิได้ 2 ขอ้
สาธารณะ
2. รกั ษาความสะอาดของห้องเรยี น ใน 3 ข้อ
3. รักษาของส่วนรวม ปิดไฟและพัดลม
ก่อนออกจากหอ้ งเรยี น
เกณฑก์ ารประเมนิ ระดบั คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ดเี ยี่ยม
10-12 ดี
7-9 พอใช้
4-6 ปรบั ปรุง
1-3
ความสามารถใน 30
การ ื่สอสาร
แบบประเมนิ สมรรถนะทีส่ ำคัญของผเู้ รียน
ความสามารถใน
การ ิคด สมรรถนะท่ีสำคัญของผูเ้ รียน
ความสามารถในเลขท่ี ชอื่ -สกุล
การไขแก้ ัปญหา
1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 12
คะแนนรวม
ผลการ ัตด ิสน1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
ลงชอื่ …………………………………ผูป้ ระเมนิ
(นางสาวสวุ นันท์ แนวศนู ย์)
31
เกณฑ์การแบบประเมินสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรยี น
ประเดน็ ที่ ระดบั คะแนน/เกณฑ์การให้คะแนน
ประเมิน
ความสามารถ 4 3 21
ในการสื่อสาร
พดู และเขียน พดู และเขียน พดู และเขยี น พูดและเขยี น
ความสามารถ
ในการคดิ ถ่ายทอดความรู้ ถา่ ยทอดความรู้ ถา่ ยทอดความรู้ ถา่ ยทอดความรู้
ความเขา้ ใจจาก ความเขา้ ใจจาก ความเขา้ ใจจาก ความเข้าใจจาก
สารทอ่ี า่ น ฟัง หรอื สารที่อ่าน ฟัง หรอื สารทอ่ี า่ น ฟัง หรอื สารท่ีอ่าน ฟัง
ดู ตามทีก่ ำหนดได้ ดู ตามที่กำหนดได้ ดู ตามที่กำหนดได้ หรือดู ตามที่
อยา่ งถกู ตอ้ ง อยา่ งถูกตอ้ ง ไม่ชดั เจน กำหนดไม่ได้
ครบถ้วน ชัดเจน ครบถ้วน ชัดเจน
และมนั่ ใจ
ระบุรายละเอียด ระบรุ ายละเอยี ด ระบุรายละเอยี ด ระบุรายละเอยี ด
คุณลักษณะ และ คณุ ลกั ษณะ และ คุณลักษณะ และ คณุ ลกั ษณะ และ
ความคิดรวบยอด ความคิดรวบยอด ความคดิ รวบยอด ความคดิ รวบยอด
ของข้อมูลตา่ ง ๆ ของขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ของข้อมูลต่าง ๆ ของขอ้ มลู ตา่ ง ๆ
ท่พี บเหน็ ใน ทพี่ บเหน็ ใน ท่พี บเหน็ ใน ทพ่ี บเหน็ ใน
ชีวติ ประจำวันได้ ชวี ิตประจำวนั ได้ ชวี ติ ประจำวนั ได้ ชีวิตประจำวันได้
ถูกตอ้ งและ ถกู ตอ้ งแตไ่ ม่ ถกู ต้องเปน็ บางส่วน ไมไ่ ดร้ วบรวม
ครบถว้ น ครบถว้ น และไมค่ รบถว้ น ข้อมลู จดั กระทำ
รวบรวมขอ้ มูล รวบรวมขอ้ มลู และ รวบรวมข้อมลู จดั ขอ้ มลู และนำ
นำมาหลอมรวม นำขอ้ มลู ท่เี กี่ยวขอ้ ง กระทำขอ้ มูลและ ข้อมูลท่ีเกย่ี วข้อง
สรปุ เป็นองคค์ วามรู้ มาหลอมรวม นำขอ้ มลู ท่เี ก่ยี วข้อง มาหลอมรวมกัน
หรอื สารสนเทศ สรุปเป็นองคค์ วามรู้ มาหลอมรวมกนั ได้ ไม่ได้
เพอื่ วางแผน หรือสารสนเทศ
ประกอบการ เพ่อื วางแผน
ตัดสนิ ใจทเี่ กี่ยวกบั ประกอบการ
ตนเองและสงั คมได้ ตัดสนิ ใจทเ่ี กย่ี วกับ
ตนเองหรอื สงั คมได้
32
ประเดน็ ที่ ระดบั คะแนน/เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ประเมิน
4 32 1
ความสามารถ
ในการไข แกไ้ ขปญั หาโดยใช้ แก้ไขปัญหาโดยใช้ แกไ้ ขปญั หาโดยใช้ แกไ้ ขปญั หาโดย
แก้ปญั หา เหตุผล ใชเ้ หตุผล
หลกั คุณธรรม เหตุผล เหตุผล หลักคุณธรรม
จรยิ ธรรมและ จริยธรรมไมไ่ ด้
ขอ้ มูลสารสนเทศ หลักคุณธรรม หลกั คุณธรรม
ประกอบการ
ตัดสินใจโดย จรยิ ธรรมและ จรยิ ธรรม
คำนงึ ถึงผลกระทบ
ตอ่ ตนเองและผู้อน่ื ข้อมูลสารสนเทศ ประกอบการ
ประกอบการ ตดั สนิ ใจโดย
ตดั สินใจโดย คำนึงถึงผลกระทบ
คำนงึ ถงึ ผลกระทบ ตอ่ ตนเอง
ตอ่ ตนเอง
เกณฑ์การประเมนิ ระดับคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ดีเยยี่ ม
10-12 ดี
7-9 พอใช้
4-6 ปรับปรงุ
1-3
33
บนั ทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ ขาด (คน) ปว่ ย (คน) ลา (คน) สาย (คน)
1. จำนวนนกั เรียนที่ใช้สอน
ระดับชนั้ จำนวนนักเรยี น (คน)
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2
2. ผลการจัดการเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
ด้านทักษะ (P)
ด้านคุณลักษณะ (A)
3. ปัญหาและอปุ สรรค
4. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
ลงชื่อ...........................................ผู้สอน
(นางสาวสุวนันท์ แนวศูนย์)
………./…………………/……….
34
5. ความคดิ เหน็ ของหวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ลงช่อื
……………/……………./…………….
6. ความคิดเห็นของรองผู้อำนวยการกลุ่มบรหิ ารวิชาการ
ลงชอ่ื
……………/……………./…………….
7. ความคดิ เหน็ ของผ้อู ำนวยการโรงเรยี น
ลงชอ่ื
……………/……………./…………….
35
สอื่ ประกอบ
การจัดการเรียรู้
36
รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน(ว22102) ใบความรู้ ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 แรงและการเคล่ือนที ท่ี 1 ใชป้ ระกอบแผนจดั การเรียนรู้ที่ 1
เรื่อง แรงเสยี ดทาน
แรงเสียดทาน
แรงเสยี ดทาน (frictional force ; f) เป็นแรงทเี่ กิดขน้ึ ระหว่างผวิ สัมผัสของวัตถุ เพือ่ ต้าน
ความพยายามในการเคล่ือนที่ของวัตถุ หรือกำลังเคล่ือนที่ไปบนผิวของอีกวตั ถุหนงึ่ เนอ่ื งจากมีแรงมา
กระทำตอ่ วตั ถุ มีลักษณะทส่ี ำคัญ ดงั น้ี
1. เกิดข้นึ ระหวา่ งผิวสัมผัสของวตั ถุ
2. มีทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุพยายามเคลื่อนท่ีหรือตรงข้ามทิศทางของแรงที่
พยายามทำใหว้ ัตถุเคลื่อนท่ีดงั รปู NF
A
mg f B
รูปแสดงลักษณะของแรงเสยี ดทาน
ถ้าวางวัตถุ A อยู่บนวัตถุ B ออกแรง F ลากวัตถุ A วัตถุ A จะเคลื่อนท่ีหรือไม่เคลื่อนที่
จะมีแรงเสียดทานเกิดขึ้นระหว่างผิวสมั ผัสของวัตถุ A และวัตถุ B แรงเสียดทานมีทิศทางตรงกันข้าม
กบั แรง F ท่ีพยายามต่อตา้ นการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ A
ประเภทของแรงเสยี ดทาน แรงเสยี ดทานมี 2 ประเภท คือ
1. แรงเสียดทานสถิต (static frictional force ; f s ) คือ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้น
ระหวา่ งผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะที่วตั ถไุ ด้รับแรงกระทำแลว้ อย่นู ่ิงหรือกำลงั เคล่อื นท่ี ขนาดของแรง
เสียดทานสถิตจะเพิ่มข้ึนตามขนาดของแรงที่กระทำต่อวัตถุ จะมีค่ามากท่ีสุดขณะท่ีวัตถุเร่ิมเคลื่อนท่ี
เรียกวา่ แรงเสียดทานสถิตสูงสุด เขียนแทนดว้ ยสญั ลกั ษณท์ ่ีใช้ คอื f s,max
สมการแรงเสียดทานสถติ
fs = sN หรอื fs,max = sN
เม่ือ fs คือ แรงเสียดทานสถิต มีหนว่ ยเปน็ นิวตัน
fs,max คอื แรงเสยี ดทานสถิต มีหนว่ ยเป็น นวิ ตนั
s คอื คา่ สัมประสิทธ์คิ วามเสยี ดทานสถติ
N คือ แรงปฏิกริ ยิ าตั้งฉากหรือแรงตง้ั ฉาก มีหน่วยเปน็ นวิ ตนั
2. แรงเสียดทานจลน์ (kinetic frictional force ; f k ) คือ แรงเสียดทานท่ีเกิดข้ึน
ระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ ในสภาวะทวี่ ัตถุไดร้ ับแรงกระทำแล้ววัตถุเกดิ การเคลือ่ นทีด่ ้วยความเร็วคงที่
ไปบนผวิ ของอกี วัตถหุ นงึ่
37
สมการแรงเสียดทานสถติ
fk = kN
เม่ือ fk คอื แรงเสียดทานจลน์ มหี น่วยเปน็ นวิ ตนั
k คือ ค่าสัมประสิทธ์ิความเสยี ดทานจลน์
N คือ แรงปฏกิ ริ ยิ าต้ังฉากหรือแรงตั้งฉาก มหี น่วยเปน็ นวิ ตนั
ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ แรงเสียดทาน
แรงเสียดทานระหว่างผวิ สมั ผัสจะมคี า่ มากหรือน้อยข้ึนอย่กู บั
1. ขนาดของแรงปฏกิ ริ ิยาต้ังฉากระหว่างผิวสัมผสั ซง่ึ เป็นแรงที่พน้ื กระทำต่อวัตถุ ถา้ หาก
มีแรงทว่ี ัตถุกระทำต่อพื้นมาก แรงปฏิกิรยิ าต้ังฉากระหว่างผวิ สมั ผัสจะมีค่ามาก ส่งผลให้เกิดแรงเสียด
ทานมขี นาดมากขึ้น ถ้าหากมแี รงที่วัตถุกระทำต่อพ้ืนน้อย แรงปฏกิ ริ ิยาต้ังฉากระหวา่ งผวิ สัมผัสจะมีค่า
น้อย สง่ ผลให้เกดิ แรงเสยี ดทานมขี นาดนอ้ ยลง ดังรปู
รูป ก แรงเสยี ดทานน้อย รปู ข แรงเสียดทานมาก
2. ลักษณะของผิวสัมผัส ข้ึนอยู่กับชนิดของพื้นผิววัตถุ ถ้าวัตถุมีผิวสัมผัสที่หยาบ ขรุขระ
จะเกดิ แรงเสยี ดทานมาก ดังรปู ก สว่ นผวิ สัมผสั เรยี บลื่นจะเกดิ แรงเสยี ดทานนอ้ ยดงั รูป ข
รปู ก แรงเสยี ดทานมาก รูป ข แรงเสียดทานน้อย
3. ชนิดของผิวสัมผัส เช่น คอนกรีตกับเหล็ก เหล็กกับไม้ จะเห็นว่าผิวสัมผัสแต่ละคู่
มีความหยาบ ขรุขระ หรอื เรียบลื่น เป็นมันแตกต่างกนั ทำให้เกิดแรงเสียดทานไม่เทา่ กนั
การลดแรงเสยี ดทาน การลดแรงเสียดทานสามารถทำได้หลายวธิ ีดังน้ี
1. การใช้น้ำมันหล่อล่นื ในเคร่อื งยนต์
2. การเลน่ สเกตน้ำแข็ง ฮอกกี้นำ้ แข็ง เลน่ บนพ้ืนท่ีมลี กั ษณะเรยี บและล่นื
3. การใชอ้ ปุ กรณต์ ่างๆ เช่น ตลบั ลกู ปืน
38
รูปแสดงการใชน้ ้ำมนั หล่อลื่น เพ่อื ลดแรงเสียดทานของกระบอกสบู เคร่ืองยนต์
การเพ่ิมแรงเสียดทาน
แรงเสียดทานจะทำให้สิ้นเปลอื งพลังงานมากในการทำให้วัตถุเคล่ือนท่ี แต่ในบางกรณีแรง
เสียดทานก็มปี ระโยชน์ต่อการเคลือ่ นทีข่ องยานพาหนะ เช่น
1. ยางรถยนต์จำเป็นต้องมดี อกยางเป็นลวดลาย เพอ่ื เพ่ิมแรงเสียดทานระหวา่ งผิวถนนกับ
ยาง และชว่ ยให้รถยนต์เกาะถนนไดด้ ี ไม่ลืน่ ไถล ดังรูป
รูปแสดงยางรถยนต์ท่ีมีลวดลาย
2. ขณะหยุดรถหรือเบรกใหร้ ถหยุดหรือแล่นช้าลง จะต้องเพ่ิมแรงเสียดทาน เพ่อื ทำให้ลอ้
หยดุ หมนุ หรอื หมุนช้าลง
3. รองเทา้ บรเิ วณพื้นตอ้ งมลี วดลาย เพื่อชว่ ยเพ่มิ แรงเสยี ดทานระหวา่ งพน้ื กบั รองเทา้
ช่วยใหท้ รงตวั และเคล่อื นไหวไดส้ ะดวก เวลาเดนิ ไมล่ ่ืนหกล้มได้ง่าย ดงั รปู
รปู แสดงพน้ื รองเท้าที่มีลวดลาย
4. การปูพื้นห้องน้ำควรใช้กระเบื้องท่ีมีผิวขรขุ ระ เพื่อช่วยเพ่ิมแรงเสียดทาน เวลาเปียกน้ำ
จะไดไ้ มล่ ่นื ลม้ ดังรปู
รูปแสดงการปพู ื้นด้วยกระเบอื้ งยาง
39
สมบตั ิของแรงเสยี ดทาน
1. แรงเสยี ดทานมคี ่าเป็นศนู ย์ เมือ่ วตั ถุไมม่ แี รงภายนอกมากระทำ
2. ขณะท่ีมีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุและวัตถยุ ังไม่เคล่ือนท่ี แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นมี
ขนาดต่างๆ กัน ตามขนาดของแรงที่มากระทำ และแรงเสียดทานท่ีมีค่ามากที่สุดคือ แรงเสียดทาน
สถติ เปน็ แรงเสยี ดทานทเี่ กิดขนึ้ เมือ่ วตั ถุเร่มิ เคล่อื นที่
3. แรงเสียดทานมที ศิ ทางตรงกันขา้ มกับการเคลือ่ นทขี่ องวตั ถุ
4. แรงเสียดทานสถิตสูงสดุ มคี ่าสูงกวา่ แรงเสยี ดทานจลน์เลก็ นอ้ ย
5. แรงเสียดทานจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะของผิวสัมผัส ผิวสัมผัสหยาบหรือ
ขรุขระจะมแี รงเสียดทานมากกว่าผิวเรียบและลืน่
6. แรงเสียดทานขึ้นอยู่กับแรงปฏิกิรยิ าตั้งฉากของที่กระทำต่อวัตถุ ถา้ แรงปฏิกิรยิ าต้งั ฉาก
มากแรงเสียดทานกจ็ ะมากข้ึนด้วย
7. แรงเสียดทานไมข่ ึ้นอยู่กบั ขนาดหรอื พืน้ ท่ีของผิวสัมผสั
40
รายวชิ าวิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน(ว22102) ใบกิจกรรม ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงและการเคลอ่ื นท่ี ท่ี 1 ใชป้ ระกอบแผนจดั การเรยี นรู้ท่ี 1
เร่ือง แรงเสยี ดทาน
ชื่อสมาชิก
1. ……………………………………………………………………………. ชัน้ .............เลขท่ี...........
2. ……………………………………………………………………………. ชั้น.............เลขที่...........
3. ……………………………………………………………………………. ชั้น.............เลขที.่ ..........
4. ……………………………………………………………………………. ชนั้ .............เลขท่ี...........
5. ……………………………………………………………………………. ชั้น.............เลขท่.ี ..........
จุดประสงค์ของกจิ กรรม
1. นกั เรียนสามารถอธบิ ายปจั จัยท่ีมผี ลตอ่ ขนาดแรงเสียดทานได้
2. นกั เรียนสามารถทำการทดลองเร่ืองแรงเสยี ดทานได้
อุปกรณ์
1. ถุงทราย มวล 500 กรัม จำนวน 3 ถุง
2. เครอ่ื งชง่ั สปริง 1 เคร่ือง
3. กระดานท่มี พี ืน้ ผวิ ตา่ งกัน 1 แผน่
วธิ ที ำกิจกรรม
1. ออกแรงดงึ กล่องนมจนกลอ่ งนมเริ่มเคลือ่ นที่ บันทกึ คา่ ของแรงลงในตารางการทดลอง
2. ทำกิจกรรมซำ้ แตเ่ พ่มิ ถงุ ทรายเปน็ 2 ถงุ และ 3 ถุง ตามลำดับ
3. ทำเหมอื นข้อ 1 แตเ่ ปล่ียนพน้ื ผิวต่างกนั
4. ทำกจิ กรรมซำ้ แต่เพ่มิ ถุงทรายเป็น 2 ถุง และ 3 ถุง ตามลำดับ
41
ตารางบนั ทึกผลจากการทำกิจกรรม
จำนวนถงุ ทราย มวล (กรัม ) ขนาดของแรงดึง (นิวตนั )
พน้ื เรียบ พื้นระนาด พื้นหญา้ เทยี ม
1. ถงุ ทราย 1 ถุง
2. ถุงทราย 2 ถุง
3. ถุงทราย 3 ถงุ
สรปุ ผลจากการทำกิจกรรม
คำถามหลงั การทดลอง
1. ขณะทถ่ี งุ ทรายวางนง่ิ อยู่บนพ้ืนโตะ๊ มีแรงกระทำต่อถงุ ทรายหรือไม่
2. แรงเสยี ดทานเกิดขึน้ ตรงสว่ นใดของถุงทรายและมีทศิ ทางอยา่ งไร
3. การเพมิ่ จำนวนถงุ ทราย มผี ลตอ่ แรงเสยี ดทานหรือไม่ อยา่ งไร
42
รายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน(ว22102) เฉลย ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
ใชป้ ระกอบแผนจัดการเรยี นรู้ท่ี 1
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 4 แรงและการเคล่อื นท่ี ใบกจิ กรรม
ท่ี 1
เร่ือง แรงเสียดทาน
ช่อื สมาชกิ
1. ……………………………………………………………………………. ชน้ั .............เลขท.่ี ..........
2. ……………………………………………………………………………. ช้ัน.............เลขที่...........
3. ……………………………………………………………………………. ชน้ั .............เลขท.ี่ ..........
4. ……………………………………………………………………………. ชั้น.............เลขที่...........
5. ……………………………………………………………………………. ชนั้ .............เลขที่...........
จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม
1. นักเรียนสามารถอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อขนาดแรงเสยี ดทานได้
2. นกั เรียนสามารถทำการทดลองเร่ืองแรงเสยี ดทานได้
อุปกรณ์
1. ถงุ ทราย มวล 500 กรมั จำนวน 3 ถุง
2. เครื่องชงั่ สปริง 1 เครือ่ ง
3. กระดานท่ีมพี ้นื ผิวต่างกนั 1 แผ่น
วธิ ีทำกจิ กรรม
1. ออกแรงดึงกล่องนมจนกลอ่ งนมเริ่มเคลือ่ นท่ี บนั ทึกคา่ ของแรงลงในตารางการทดลอง
2. ทำกจิ กรรมซ้ำแต่เพ่ิมถงุ ทรายเป็น 2 ถุง และ 3 ถุง ตามลำดับ
3. ทำเหมอื นข้อ 1 แตเ่ ปลีย่ นพื้นผวิ ตา่ งกนั
4. ทำกจิ กรรมซ้ำแต่เพมิ่ ถุงทรายเป็น 2 ถุง และ 3 ถุง ตามลำดับ
43
ตารางบนั ทึกผลจากการทำกจิ กรรม
จำนวนถุงทราย มวล (กรมั ) ขนาดของแรงดึง (นวิ ตนั )
พื้นเรียบ พ้ืนระนาด พ้นื หญา้ เทยี ม
1. ถงุ ทราย 1 ถงุ
2. ถงุ ทราย 2 ถงุ 500 g
3. ถงุ ทราย 3 ถงุ
1000 g
1500 g
สรุปผลจากการทำกิจกรรม
จากการทดลองพบวา่ แรงเสียดทานจะมีคา่ มากหรือน้อยข้ึนอยกู่ ับมวลของวตั ถุ ถ้าวตั ถมุ ีมวล
มากค่าแรงเสียดทานจะมีค่ามาก และขึ้นอยู่กับพื้นผิวสัมผัสของวัตถุ ถ้าวัตถุเคล่ือนที่บนผิวท่ีขรุขระ
แรงเสียดทานจะมีค่ามาก
คำถามหลงั การทดลอง
1. ขณะทถ่ี งุ ทรายวางนิง่ อยู่บนพ้นื โต๊ะ มีแรงกระทำต่อถงุ ทรายหรือไม่
มี 2 แรง คอื แรงโนม้ ถ่วงของโลกและแรงปฏิกริ ิยาต้ังฉาก
2. แรงเสยี ดทานเกิดขึ้นตรงส่วนใดของถงุ ทรายและมีทศิ ทางอย่างไร
ระหว่างผิวถงุ ทรายกบั พน้ื และมีทศิ ทางตรงข้ามกับทศิ ทางการเคล่ือนท่ีของถงุ ทราย
3. การเพิม่ จำนวนถงุ ทราย มีผลตอ่ แรงเสียดทานหรือไม่ อย่างไร
การเพิ่มจำนวนถุงทรายมีผลทำให้แรงเสียดทานมคี า่ มากข้นึ เนื่องจากเมอ่ื เพิม่ จำนวนถงุ ทราย
จะทำใหแ้ รงกดบนพ้ืนมากขนึ้ ในขณะเดยี วกนั แรงท่พี ้ืนกระทำตอ่ ถุงทรายจะมีค่ามากขึ้น ดังน้นั ขนาด
ของแรงเสียดทานจงึ มีค่าเพ่มิ ขนึ้