The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by joemakson23, 2024-06-17 07:30:43

รายงานวิเคราะห์วรรณกรรม เรื่อง เจ้าหงิญ

เจ้าหงิญ

1 บทที่ ๑ บทน ำ 1.1 ภูมิหลัง วรรณกรรม หมายถึง งานเขียนในรูปบทกวีนิพนธ์ ร้อยกรองและ ข้อเขียนทั้งหมดที่ใช้ภาษา ร้อยแก้ว โดยมีเนื้อหาและความหมายประกอบด้วย เช่น บทความ สารคดีนวนิยาย เรื่องสั้น เรียงความ บทละคร บทภาพยนตร์ บทโทรทัศน์ คอลัมน์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ตลอดจนข้อเขียนอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาและความหมายเป็นที่เข้าใจได้ สื่อความหมายได้(สิทธา พินิจภูวดล,2520 : 25) วรรณกรรม หรือข้อเขียนต่าง ๆ นั้นนอกจากให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน ก่อให้เห็นความงามทางด้านภาและวรรณศิลป์แล้ว วรรณกรรมยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ท าให้ผู้อ่านมองเห็น สภาพบ้านเมืองในยุคสมัยนั้น ๆ ตลอดจนมองเห็นความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ร่วมในสมัยนั้น ดังที่จรรยวรรณ เทพศรีเมือง (2560 : 5) กล่าวว่า วรรณกรรมเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สามารถ แสดงออกถึงศิลปะอันประณีต การศึกษาหรือการอ่านวรรณกรรมจะท าให้ผู้อ่านมองสภาพสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่บรรดานักเขียน ได้บรรจงถ่ายทอดออกมาในแต่ละยุคสมัย นวนิยายแต่ละเรื่องจะมีองค์ประกอบที่ส าคัญ 5 ประการ ได้แก่ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉากหรือบรรยากาศ เรื่องสั้นก็เช่นเดียวกัน วรุณญา อัจฉริยบดี (2564 : 3-4) กล่าวถึงเรื่องสั้นว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของบันเทิงคดีร้อยแก้ว โดยเป็นเรื่องที่มีขนาดสั้น ในต่างประเทศ ก าหนดว่า เป็นงานเขียนตั้งแต่ ๑,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ค า ในไทยก าหนดไว้ประมาณ ๕-๘ หน้าหนังสือ องค์ประกอบของเรื่องสั้นเหมือนกับนวนิยาย คือ มีโครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ฉาก หรือบรรยากาศ ฯลฯ ความยาวจึงเป็นลักษณะหนึ่งที่เป็นความแตกต่าง ระหว่างนวนิยายกับเรื่องสั้น เรื่องสั้นจะต้องมีขนาดสั้นจึงถูกจ ากัดว่า ฉาก ตัวละคร แนวคิด จะต้อง ชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงฉากเดียว โครงเรื่องเดียว แนวคิดเดียว ตัวละครเด่นตัวเดียวหรือน้อยตัว บางครั้งผู้อ่านอาจจะไม่ทราบว่าตัว ละครเป็นใคร หรือมีภูมิหลังอย่างไร ส่วนที่ส าคัญที่สุดของเรื่องสั้น คือ แก่นเรื่อง (THEME) ส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นส่วนรองที่ท าให้แก่นเรื่องเด่นชัดขึ้น “เจ้าหงิญ” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น ของ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เจ้าของนามปากกา บินหลา สันคาราคีรีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2546 ส านักพิมพ์มติชน โดยถ่ายทอดเรื่องสั้น ผ่านกลวิธีการเขียนในรูปแบบนิทาน ภายในหนังสือเรื่อง เจ้าหงิญ จะประกอบไปด้วยเรื่องสั้นจ านวน 8 เรื่อง โดยจะมีเจ้าหญิงเป็นตัวละครที่อยู่ภายในเรื่องสั้นทั้ง 8 เสมอ อีกทั้งเมื่ออ่านจนจบแล้วเรื่อง สั้นทุกเรื่องจะกลายเป็นเรื่องสั้นที่อยู่ภายในเรื่องยาว ซึ่งสามารถร้อยเรียงรวมกันได้อย่างลงตัวและ แนบเนียน จากการศึกษานวนิยายเรื่องเจ้าหงิญพบว่า เจ้าหงิญ เป็นหนังสือที่สามารถอ่านได้ทุกเพศ ทุกวัย และไม่ใช่เพียงเรื่องสั้นที่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้อ่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เจ้าหงิญ ยังเป็นหนังสือที่ท าให้ผู้อ่านเห็นความเป็นจริงของมนุษย์และสังคมที่มนุษย์เหล่านั้นอาศัยอยู่ในทุกด้าน อีกทั้งยังเป็นหนังสือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจ าปี พ.ศ.2548 โดยคณะค าประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจ าปี พ.ศ.2548 ได้กล่าวว่า เจ้าหงิญ เล่าเรื่องด้วยน้ าเสียอ่อนหวานและ อ่อนโยน ให้เรารู้ว่าในโลกความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นไปดังหวัง หากด ารงอยู่ได้อย่างสันติก็ด้วยพลัง


2 ของความดีงามซึ่งกระตุ้นจิตใต้ส านึกของผู้อ่านให้มองโลกในแง่ดี เข้าใจ และรักเพื่อนมนุษย์ ผู้จัดท าจึงสนใจที่จะศึกษาการวิเคราะห์เรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ เพื่อเป็นประโยชน์ และเป็น การเผยแพร่วรรณกรรมต่อไป 1.2 เหตุผลที่เลือกวิเครำะห์เรื่องสั้น เรื่อง เจ้ำหงิญ เรื่องสั้นเรื่องเจ้าหงิญ เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ดูแปลกไม่เหมือนเรื่องอื่น ดึงดูดความสนใจให้อยากอ่าน อีกทั้งหน้าปกมีความน่ารักและมีสีสันที่ดึงดูดใจให้ผู้อ่านหลายคนหยิบ ขึ้นมาอ่าน ผู้จัดท าเป็นคนหนึ่งที่เมื่อได้ยินและไม้เห็นหนังสือเล่มนี้แล้วก็อยากเปิดอ่าน แต่หลายครั้ง หลายคราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เปิดอ่านสักครั้งเคยได้ยินแต่เรื่องเล่ามาบ้างว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่าน เป็น หนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ และเป็นหนังสือที่ดีจนกระทั่งได้มาอ่านด้วยตนเองตั้งแต่เปิดเล่มไปที่สารบัญ หนังสือก็ชวนให้น่าอ่านมากประกอบกับค าประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ที่อยู่ตรงหน้า แรกบวกกับค าน าของส านักพิมพ์และผู้เขียนก็ยิ่งท าให้หนังสือเล่มนี้มากยิ่งขึ้นเมื่ออ่านจนจบถึงพบว่า หนังสือเรื่องเจ้าหงิญเป็นหนังสือที่ผู้จัดท ารู้สึกว่าเป็นหนังสือที่มีความมหัศจรรย์เนื่องจากเป็นหนังสือที่ มีการใช้กลวิธีการเล่าเรื่อง ด าเนินเรื่องสั้นแบบการเล่านิทานจึงเป็นจุดหนึ่งที่ท าให้คนสามารถอ่านได้ ทุกเพศทุกวัย ประกอบกับภาษาที่ผู้เขียนใช้นั้นเป็นภาษาง่าย ๆ ที่เราใช้พูดกันในชีวิตประจ าวันเมื่อ อ่านแล้วท าให้รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินเกิดให้เห็นภาพ แต่ที่น่าอัศจรรย์กว่าคือเมื่อเราอ่านไปแล้ว ผู้เขียนสามารถท าให้เรื่องสั้นในรูปแบบนิทานนี้สะดุดใจผู้อ่านได้เพราะในเรื่องสั้นทุกเรื่องมีความเป็น จริงของโลกโลกแล่นอยู่ในจินตนาการเหล่านั้นด้วยเมื่ออ่านแล้วท าให้เรานึกไปถึงสังคมในปัจจุบันที่ทุก คนอาศัยอยู่ในทุกวันนี้ว่ามันมีคนมันมีบางอย่างที่มีลักษณะนิสัยคล้ายกับตัวละครในเรื่องอยู่ เช่นเดียวกัน เช่น ในเรื่องชายเดียวดายแห่งหุบเขาภาคเหนือท าให้เรารู้สึกสะกิดใจเป็นอย่างมากตอนที่ ชายคนนั้นห่อเมล็ดต้อยติ่งอย่างแน่นหนา และเอาไปวางไว้ใกล้ไฟเพื่อไม่ให้เมล็ดมันแตกออก ใน ขณะเดียวกันคืนนั้นเมล็ดต้อยติ่งก็บ่นกันโอดโอยว่าจะเอาเราไปเป็นของขวัญแต่กลับท าแบบนี้กับเรา ท าให้เรามองเห็นว่าจริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเราทั้งสิ้นบางคนต้องการที่จะได้ ประโยชน์จากผู้อื่นแต่กลับกดให้ผู้อื่นต่ าลงหรือท าให้ผู้อื่นเจ็บช้ าน้ าใจทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเหมือน ชายเดียวดายที่ท ากับเมล็ดต้อยติ่งแต่ท้ายที่สุดแล้วชายคนนั้นก็รู้สึกผิดและกลับใจให้เมล็ดต้อยติ่ง เหล่านั้นได้เติบโตเขาไปผู้ให้ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ได้รับความรักตอบแทน เรื่องแดฟโฟดิลแดนไกล ที่ผู้คน ต่างหัวเราะขบขันเรื่องที่เด็กชายปลุกดอกไม้ไว้และเหล่ากันอย่างสนุกปากตั้งแต่เด็กชายเป็นเด็กจน โดยไม่ได้สนใจเลยว่าดอกไม้นั้นมีความส าคัญกับเด็กชายเพียงไร ก็เหมือนคนเราที่บางครั้งก็เผลอไป หัวเราะเรื่องราวของคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจ แต่เรื่องเล็ก ๆ ส าหรับเราที่เราหัวเราะในบางครั้ง แล้วมันจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ส าหรับคนอื่นก็ได้หรือจะเป็นเรื่องสีที่แปดของรุ้งกินน้ าที่ท าให้เราการ แยกทางกันของพ่อแม่ การเลี้ยงดูลูกที่ตามใจไปหมดทุกทางจนบางครั้งคนเป็นพ่อแม่ก็ลืมว่าสิ่งที่ลูก ต้องการจริง ๆ แล้วไม่ใช่ของเล่นราคาแพงจ านวนมากชิ้นแต่เป็นการที่เขาได้รับความรัก ความอบอุ่น และอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เรื่องเจ้าหงิญจึงไม่ใช่เรื่องสั้นที่เป็นเพียงการเล่านิทานสนุกสนานเพื่อ ความเพลินเพลิดและมีกลวิธีการน าเสนอที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่เรื่องเจ้าหงิญยังเป็นเรื่อง ที่แฝงด้วยความจริงของคนในสังคมปัจจุบันที่ในบางครั้งความมีทุกสิ่งทุกอย่างได้บดบังความรักความมี น้ าใจของกันและกัน การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในการท างานอาจท าให้เราลืมเอาใจใส่คนรอบข้าง เรื่องเจ้า


3 หงิญจึงเป็นเรื่องนึงที่สามารถชวนให้ผู้อ่านตระหนักถึงการมองโลกในแง่ดีและการเข้าหาผู้อื่นด้วย หัวใจ ดังนั้นผู้จัดท าจึงเลือกที่จะวิเคราะห์เรื่องเจ้าหงิญเพราะเจ้าหงิญเป็นเรื่องที่สามารถอ่านได้ทุก เพศทุกวัย มีการน าเสนอที่น่าสนใจ เพลิดเพลิน เข้าใจได้ง่าย และท าให้ผู้อ่านเห็นภาพสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนท าให้ผู้อ่านหวนมานึกถึงการอยู่ร่วมกันภายในสังคม 1.2 เรื่องย่อ หนังสือเรื่องเจ้าหงิญ เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นจ านวน 8 เรื่องซึ่งเมื่ออ่านเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง จบแล้วจะพบว่าเรื่องเรื่องสั้นทุกเรื่องนั้นถูกเรียงร้อยอยู่ในเรื่องยาวหนึ่งเรื่องโดยเรื่องสั้นทั้งเรื่อง ประกอบด้วย เรื่อง ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ เรื่อง แดฟโฟดิลแดนไกล เรื่อง เจ้าหญิงเสียง เศร้าแห่งดาวดวงที่สี่ เรื่องเก้าอี้ดนตรี เรื่อง สีที่แปดของรุ้งกินน้ า เรื่อง นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ เรื่อง ‘ลูก หาม’ กับสามสหาย และเรื่อง ‘โลก’ ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา โดยเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องนั้นมีเรื่องย่อ ดังนี้ เรื่องที่ 1 ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ เรื่องเริ่มด้วยกระต่ายภูเขาตัวหนึ่งที่มาขุดโพรงใกล้โคนต้นไม้ที่มีนกน้อยเกาะกิ่งไม้ อยู่ทั้งคู่ได้สนทนากันเรื่องความโสดของเจ้ากระต่ายป่าว่าอยู่คนเดียวไม่เหงาหรอ กระต่ายจึงได้เล่า นิทานเรื่องชายผู้เดียวดายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนภูเขาภาคเหนือให้ฟัง ชายคนนี้เดิมที่อยู่ที่ภาคใต้เขามี หลานอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้กลับไปหาหลานนานแล้วจนกระทั่งใกล้จะถึงวันเกิดหลานสาว ประกอบ กลับเป็นช่วงปลายฤดูร้อนฝนจึงตกลงอย่างหนัก เมล็ดต้อยติ่งเมื่อโดนน้ าก็แตกและดีดออกเสียงดัง ชายเดียวดายได้ออกไปเก็บเมล็ดต้อยติ่งห่ออย่างแน่นหนาและเดินทางลงใต้เพื่อไปหาหลานสาวน า เมล็ดต้อยติ่งไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ระหว่างการเดินทางคืนแรกเขาหลับและได้ยินเสียงเมล็ด ต้อยติ่งคุยกันว่าอยากเล่นน้ าอยากกินน้ าและบอกว่าเขากีดกั้นไม่ให้พวกมันเติบโต วันต่อมาเขาเลย แกะเมล็ดต้อยติ่งออกจากห่อแล้วถือพวกมันไว้ในมือแบมือออกรอรับน้ าฝน เมล็ดต้อยติ่งถูกน้ าพวกมัน แตกออกและเขารอพวกมันเติบโตบนพื้นดินจึงค่อยเก็บเมล็ดใหม่และเดินทางไปเรื่อย ๆ จนถึงใต้เขา กลับไปถึงทันวันเกิดหลานสาวพอดีและได้น าเมล็ดต้อยติ่งไปให้เป็นของขวัญวันเกิด แต่เป็นหลานสาว ที่เติบโตและมีลูกสาวอีกคน ส่วนเขาก็กลายเป็นคุณตา ท้ายที่สุดเขากลับมาอยู่บนภูเขาเหมือนเดิมแต่ เขาไม่ได้เดียวดายอีกต่อไปในทุก ๆ ปีจะมีลูกหลานแวะมาหาเขาเสมอโดยเดินทางมาตามเส้นทางที่มี ต้นต้อยติ่งเติบโต เรื่องที่ 2 เรื่อง แดฟโฟดิลแดนไกล เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่น าเมล็ดของพืชที่เขาเข้าใจว่าเป็นต้นแดฟโฟดิลมา ปลุกไว้ในทุ่งว่าง ในทุก ๆ วันเมืองเขากลับจากโรงเรียนก็จะไปดูแลต้นไม้อยู่ที่ทุ่งร้างเหมือนเด็ก ๆ หลายคนรู้เข้าก็พากันมาดูและถามว่าคือต้นอะไร เขาก็ตอบว่าต้นแดฟโฟดิล เพื่อนถามว่าใครให้มาเขา ก็ไม่ยอมตอบจนมีคนล้อว่าแฟนเป็นคนเอามาให้เพราะเขาหน้าแดงหลังจากนั้นเรื่องของต้นไม้ต้นนี้ก็ แพร่กระจายออกไปรวมเร็วผู้ใหญ่หลายคนพากันมามองมุ่งดูแต่แล้วก็หัวเราะและบอกว่านี่ไม่ใช่ต้น แดฟโฟดิลใครที่ให้เด็กชายมาเป็นคนหลอกลวงและพากันนึกข าเด็กชายหลังจากนั้นเขาจึงขุดดินฝั่ง จดหมายของคนที่ส่งดอกไม้มาให้ปลูก เมื่อเวลาผ่านไปสิบปีเด็กชายเติบโตขึ้นแต่ผู้คนกลับยังไม่ลืม เรื่องราวของเขาแต่ก็ไม่มีใครจ าชื่อเขาได้ และเจ้าหญิงที่ไปเรียนต่างประเทศก็ยังคงไม่กลับมาจนผู้คน


4 แทบลืมหน้าตา คนที่ให้เมล็ดดอกไม้นั่นแก่เขาคือเจ้าหญิงเธอบอกว่าจะกลับมาแต่เธอก็ยังไม่กลับมา จดหมายที่เธอส่งมาให้และเขาฝังดินไว้ย่อยสลายแล้วแต่เมล็ดดอกไม้นั้นกลับงดงามเต็มทุ่งรุ่งร้าง ชาย ที่เคยเป็นเด็กชายขุดดอกไม้มาไว้กับตัวเผื่อที่จะออกเดินทางไปตามหรือต้นแดฟโฟดิน หรืออาจจะไป ตามหาเจจ้าหญิง และต่อไปข้างหน้าดอกไม้นั้นก็ยังเติบโตเมื่อชาวต่างเมืองมาถามว่าต้นอะไร ชาวเมืองก็ยังคงตอบไม่ได้เหมือนครั้งแรกที่ตอบเด็กชายไม่ได้เช่นกัน เรื่องที่ 3 เรื่อง เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่ มีนกบันทึกสียงตัวหนึ่งบินมาหาเจ้าชายพร้อมกับเสียงเศร้าในนั้นที่ว่าฉันอยู่ที่นี่ที่ ดวงดาวที่สี่ เจ้าชายจึงตัดสินใจออกไปตามหาดาวที่สี่ตามระบบสุริยจักรวาลคือดาวอังคาร เมื่อคิดได้ จึงปรึกษาราชาและเดินทางไปเมื่อไปถึงเจ้าชายแทบหมดแรกเขาไม่เห็นเจ้าหญิงแต่กลับเจอผู้ชาย จ านวนมากหัวเราะเขาและเรียกเขาว่าหน้าโง่ ผู้ชายพวกนั้นมาตามหาเจ้าหญิงเช่นเดียวกันเมื่อผู้ชาย คนแรกมาไม่เจอเจ้าหญิงก็รอหัวเราะผู้ชายคนต่อไปจนมาถึงเจ้าชาย เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเจ้าชายจึง นึกได้ว่าดาวที่สี่ไม่ได้มีดวงเดียวเพราะอาจจะมีดาวที่สี่ของที่อื่นเจ้าชายชวนผู้ชายคนอื่นออกตามหาแต่ พวกเขาไม่เอาด้วยเพราะพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเนื่องจากดาวมีหลายดวงพวกเขาพากันขายของ ที่ตนไม่ใช้ให้กับเจาชายและพากันกลับเมืองเพราะคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ได้เงินกลับไปจนของเหล่านั้น กองเป็นภูเขา เจ้าชายไม่ได้กลับไปกลับพวกเขาด้วย และพระราชาก็เฝ้ามองท้องฟ้าเสมอ เจ้าชาย ประกอบของเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นจักรยานเดินทางไปยังดาวต่าง ๆ ท้ายที่สุดเจ้าชายก็เจอเจ้าหญิง เสียงเศร้า เอเล่าเรื่องของเธอให้ฟังว่าเธออยู่กับพ่อและพ่อของเธอเศร้ามาอาณาจักรล่มสลายและเธอ กับพ่อก็ย้ายดาวมาเรื่อย ๆ และพ่อของเธอมาตายที่ดาวที่สาม และนี่เป็นดาวที่สี่ของเธอ เจ้าชายร้อง เพลงให้เธอฟังเธอมีความสุขขึ้นและทั้งสองก็ขี่จักรยานนั้นกลับเมืองด้วยกัน ส่วนพระราชาเมื่อเห็น จักรยานนั้นจากไกล ๆ เลยนึกว่าเป็นดาวเป็นดาวที่เคลื่อนที่ผิดวงโคจรแต่พระองค์ก็ไม่ยอมยกกล้อง ส่องขึ้นดูเพราะมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ตนเองคิดถึงเจ้าชายและเพียงแค่ส่องกล้องดูก็อาจจะเจอ เจ้าชายที่มีเจ้าหญิงซ้อนท้ายอยู่ก็ได้ เรื่องที่ 4 เรื่อง เก้าอี้ดนตรี เป็นเรื่องของเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่สวยมากขณะสร้างชายผู้สร้างจะอัมเพลงให้เก้าอี้ฟัง เสมอเก้าอี้ตัวนั้นมีความสุขและชอบเสียงเพลงเมื่อเก้าอี้สร้างเสร็จมีแต่คนมายืนมุงและชื่นชมเก้าอี้ตัว นั้นจนครุใหญ่ของโรงเรียนได้ซื้อมันไปเป็นเก้าอี้ดนตรีมันมีความสุขมากที่จะได้เป็นเก้าอี้ดนตรีตอนเย้น มาถึงมันถูกน ามาวางเป็นวงรวมกับเก้าอี้ตัวอื่นในสนามมันตื่นเต้นมากพอเพลงขึ้นมันก็ฮัมเพลงตามแต่ เก้าอี้ตัวอื่นกลับเฉยชาเมื่อเพลงหยุดลงก็มีเด็กแย่งกันนั่งลงบนมันมันเจ็บและจุกแต่เมื่อบอกว่าเบา ๆ หน่อยก็ไม่มีใครฟัง มันจะเป็นเก้าอี้ดนตรีตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่เสมอและในทุกเย็นก็จะมีการเล่นเก้าอี้ ดนตรีเสมอมันขอร้องคนคนเหล่านั้นหยุดและเบาลงแต่ก็ไม่เป็นผลมันเลยเปลี่ยนวิธีขยับหนีบ้างดักขา เด็กบ้างจนท าให้เด็กทุกคนที่จะมานั่งมันหกล้ม ท้ายสุดมันจึงโดนกล่าวหาว่าเป็นเก้าอี้ไม่ดี ไม่มีใครเล่น มันมันถูกโยนไปไว้หลังโรงเรียนและถูกโยนออกไปนอนจมโคลนนอกโรงเรียนในท้ายที่สุด มันไม่ เหมือนความเป็นเก้าอี้ที่สวยงามอีกแล้ว จนกระทั่งเด็กหญิงคนหนึ่งผ่านมาเห็นน ามันกลับบ้านและเช็ด ท าความสะอาดเด็กหญิงผู้บอบบางเธอใฝ่ฝันจะนั่งเก้าอี้แต่เธอไม่สามารถท าได้เนื่องจากสู้คนอื่นไม่ได้ แค่ฝันเธอยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากเมื่อมาเจอเก้าอี้เธอเลยดีใจมากเมื่อเช็ดเสร็จเธอนั่งลงบน เก้าอี้ตัวนั้นพร้อมฮัมเพลงอย่างมีความสุขเก้าอี้ใกล้จะสิ้นลมหายใจเป็นแค่เศษไม้แล้วแต่เสียงเพลงของ


5 เธอท าให้มันรู้สึกตัวเมื่อลืมตาขึ้นมันรุ้สึกอบอุ่นเหมือนวันแรกที่มันได้ถูกสร้างขึ้นมันดีใจและนึกว่ามัน คือเก้าอี้ดนตรีที่แท้จริงตราบใดที่เจ้าหญิงของมันยังนั่งอยู่ตรงนี้ เรื่องที่ 5 เรื่อง สีที่แปดของรุ้งกินน้ า เรื่องราวของเจ้าหญิงเอาแต่ใจที่พระราชาและพระราชินีแยกปราสาทกันอยู่ในแต่ละ วันเจ้าหญิงต้องข้ามฝั่งแม่น้ าเพื่อไปอยู่กับพระราชาในตอนเช้าและกลับมาอยู่กับพระราชินีในตอนเย็น เจ้าหญิงเอาแต่ใจมากแต่พระราชาและพระราชินีก็ยังอยากอยู่กับเจ้าหญิงวันหนึ่งเกิดรุ่งกินน้ าขึ้นเจ้า หญิงอยากได้รุ้งกินน้ ามาเป็นของตนเองเลยอ้อนวอนให้พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงเอารุ้งมา ให้หากเอามาให้ไม่ได้เจ้าหญิงก็ขู่พระราชาว่าจะไม่มาหาพระราชาอีกเลย และขู่ราชินีว่าจะไม่มาหา ราชินีอีกเช่นกัน พระราชาและพระราชินีต่างหาวิธีจับรุ้งกินน้ าโดยให้รางวัลคนที่จับรุ่งกินน้ าได้ จนกระทั่งทั้งขู่ซูบผอมและหน้าด าคร่ าเครียดขึ้นจากแต่ก่อนเป็นอย่างมาก หลายปีต่อมา เจ้าหญิงเริ่มรู้ ด้วยตนเองว่า ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเอารุ้งมาได้ แต่พระองค์อยากให้พระราชบิดาและพระราชมารดา ทรงคืนดีกัน แต่ท่านทั้งสองก็บอกว่า "รอให้รุ้งมีแปดสีก่อนจึงจะคืนดีกัน" เจ้าหญิงจึงท าทุกทางเพื่อให้ ได้เจอรุ่งกินน้ าเพื่อหวังว่าจะอ้อนวอนจากรุ่งกินน้ าจนกระทั่งเจ้าหญิงได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ส าคัญไม่ใช่การ อยากได้หรือการเอาแต่ใจแต่สิ่งส าคัญคือการรอคอยเจ้าหญิงค่อย ๆ คอยรุ่งกินน้ าอยู่กลางฝนริมแม่น้ า จนกระทั่งรุ้งกินน้ าโผล่มามันซึมซับสีทั้ง 7 จากธรรมชาติและเมื่อมันเห็นเจ้าหญิงมันเลยดูดซับสีที่แปด เป็นสีชมพูอ่อนจากแก้มของเจ้าหญิง เธอสามารถท าให้รุ้งมีแปดสีได้เมื่อพระราชากับราชินีเห็นก็ทรง ตกใจ แต่ท้ายที่สุดปราสาทก็ยังคงแบ่งเป็นสองฝั่งดังเดิม เรื่องที่ 6 เรื่อง นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าปลาน้อยฝันจะเดินทางไปอาณาจักรอื่นและต้องการเดินทางไปตามหาเจ้าหญิง วันหนึ่งลูกปลาน้อยเตรียมของเรียบร้อยแล้วและจะเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้นแต่ลุกปลาน้อยกลับเกิด ความกลัวขึ้นและตั้งค าถามกับตนเองว่าถ้าไม่ได้กลับมาจะท าอย่างเมื่อตอนเช้ามาถึงปลาน้อยคิดหาวิธี โดยหาเกราะไว้คุมกันภัยในวันแรกลุกปลาน้อยไปหาเปลือกกุ้งมาสวมเมื่อตกดึกก็คิดเช่นเดิมวันที่สอง วันที่สาม และวันต่อ ๆ ไปจึงไปหา กระดองปู เปลือกหอย กระดองเต่ามาใส่จนท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใคร จ าลุกปลาน้อยได้และลุกปลาน้อยก็ยังคงไม่ได้ออกเดินทาง เรื่องที่ 7 เรื่อง ‘ลูกหาม’ กับสามสหาย ณ มหานครอันร่ ารวยแห่งหนึ่ง พระราชากับพระราชินีก าลังกลุ้มใจเกี่ยวกับเรื่องที่ เจ้าหญิง ธิดาองค์เดียวของทั้งสองพระองค์ ถูกพญางูยักษ์ลักพาตัวไป ซึ่งพญางูยักษ์ตัวนี้มีอิทธิฤทธิ์ มาก ที่ส าคัญมันมี 7 หัว ยากที่จะหาใครมาปราบมันได้ พระราชาจึงได้ป่าวประกาศหาผู้กล้าที่จะมา ปราบงูยักษ์ และช่วยชีวิตองค์หญิงกลับมาอย่างปลอดภัย และตั้งรางวัลเป็นทรัพย์สมบัติอันมหาศาล พร้อมทั้งพระราชทานองค์หญิงเป็นคู่ครอง ซึ่งก็มีผู้กล้าจากทั่วโลกมาสมัครมากมาย แต่ก็ไม่มีใคร ปราบเจ้างูยักษ์ได้ส าเร็จซักคน จนกระทั่งวันหนึ่ง มีผู้มาขันอาสาปราบงูยักษ์ ซึ่งพวกเขาเรียกตนเองว่า “ลูกหาม” และได้รับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากบรรดาชาวเมืองเป็นอย่างมาก เพราะคนทั้งหลายเห็น ว่า เขาเป็น “ลูกหมา”ดีๆนี่เอง เหล่าลูกหามทั้งสาม แนะน าตัวให้กับทุกคนได้รู้จัก โดยตัวแรกชื่อ หาม จั่ว ตัวที่สองชื่อ แบกหาม ตัวที่สามชื่อ หามรุ่งหามค่ า ทั้งสามยังมีเพื่อนมาด้วยอีก 3 ตัว คือ เจ้าลูกหีม ลูกหูม และลูกหูน เมื่อชาวเมืองได้ยินชื่อของเขาเหล่านี้ก็ยิ่งหัวเราะเยาะเย้ยกันใหญ่ แต่เมื่อทั้งหมดได้


6 รู้ว่า เหล่าลูกหามและสหายมาจากโรงเรียนของคุณครูย่าฮูก ก็หายสงสัยในชื่ออันแปลกประหลาดของ เหล่าลูกหาม เพราะรู้ว่าคุณครูย่าฮูกมักจะเขียนค าสลับที่กันอยู่เรื่อยๆ ในตอนแรกชาวเมืองคัดค้าน ไม่ให้เหล่าลูกหามออกไปปราบงูยักษ์เพราะดูถูกในความสามารถของพวกเขา และส่งเสียงตะโกนไล่ เหล่าลูกหามออกจากเมืองไป แต่เมื่อพระราชาเห็นว่า นอกจากเหล่าลูกหามแล้วก็ไม่มีใครอาสาปราบงู ยักษ์อีก จึงยอมและเรียกเหล่าลูกหามกลับมาเพื่อรับค าสั่งให้ไปปราบงูยักษ์ แต่เหล่าลูกหามกับสาม สหายก็ไม่หันกลับมาจึงท าให้พระราชากับพระราชินีร่ าไห้ ห่วงใยเจ้าหญิงยิ่งนัก ส่วนลูกหามกับสาม สหายเมื่อเดินทางออกจากพระราชวังไปแล้วก็ตัดสินใจไปปราบงูยักษ์ และ ด้วยความรู้ที่มี ความเพียร พยายาม และความสามัคคีก็ท าให้พวกเขาสามารถปราบงูยักษ์ได้ส าเร็จ และพาตัวเจ้าหญิงกลับ พระราชวัง เมื่อกลับถึงพระราชวัง พระราชากับพระราชินีก็ดีใจเป็นอย่างมาก จึงได้จัดงานเลี้ยงให้ และมอบรางวัลให้ แต่เหล่าลูกหามปฏิเสธ ไม่รับรางวัลที่มหาศาลนั้นโดยจะขอรับแต่พอประมาณ พอเพียงต่อความต้องการ ที่จะน าไปศึกษาต่อของพวกเขาเท่านั้น และเหล่าลูกหามยังได้สอนให้ พระราชารู้จักความพอเพียงด้วย ฝ่ายเจ้าหญิงเองก็ยังไม่คลายสงสัยเกี่ยวกับเรื่องชื่อของพวกเขาทั้งหลาย ว่าไมถึงได้ เรียกตัวเองว่า ลูกหาม ลูกหีม ลูกหูม และลูกหูน ด้วยเจ้าหญิงมั่นใจว่า มันคงไม่ใช่แค่การสะกดค าผิด อย่างแน่นอน และเหล่าลูกหามก็ได้ให้ค าตอบเป็นนัย โดยชี้นิ้วออกไปไกลแสนไกลคือที่โรงเรียนของครู ย่าฮูก ท้ายที่สุดแล้วเจ้าหญิงจึงได้ไปตามหาค าตอบและไปเป็นครุอยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นแทนหลังจากครุ ย่าฮูกสิ้นใจ เรื่องที่ 8 เรื่อง ‘โลก’ ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา เล่าเรื่องความรักและการพบกันระหว่างนกบินหลายและนกบินหาโดยที่จริงแล้วทั้ง สองชื่อนี้เป็นเพียงฉายาเท่านั้นนกบินหลายคือนกบินหลาแต่เธอเป็นนกบินหลาที่รวยและพร้อมไปทุก อย่างอยากได้อะไรก็ได้จนคนเติม ย ไปให้เพราะมีทุกอย่างหลายอย่างเพียบพร้อม ส่วนนกบินหาก็เป็น นกบินหลาเช่นกันแต่ชีวิตของเขาตรงข้ามกับบินหลายอย่างสิ้นเชิงเขาจนและต้องดิ้นรนทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ทุกสิ่งมาชีวิตเขาเหมือนขายหายตัว ล ลิง จึงหายไปเหลือเพียงบินหา ทั้งคู่ที่ตรงข้ามกันทุก อย่างแต่กลับมารักกันได้เพราะเป็นนกดีเหมือนกันท้ายที่สุดจึงได้ลูกนกที่ยังอยู่ในไข่ออกมาทั้งคู่ตื่นเต้น และรอคอยวันที่ลูกนกจะฟักออกมา ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องสายสะดือของคนและพากันอิจฉา บินหลาย พยายามหาสายสะดือจากใยแมงมุมบ้างอย่างอื่นบ้าง จนกระทั่งดอกไม้สีเหลืองหล่นไปด้านล้างและ กระต่ายผ่านมาเก็บได้พอดีและมองขึ้นมายิ้มให้นกทั้งสองตัวพร้อมกล่าวขอบคุณ บินหลายจึงพบสาย สะดือที่แท้จริงที่เป็นการเชื่อถึงกันระหว่างแม่นกพ่อนกและลูกนกนั่นคือการเล่านิทานโดยเริ่มจาก นิทานที่มีกระต่ายตัวหนึ่งมาขุดโพลงใต้ต้นไม้และมีนกตัวหนึ่งเกาะกิ่งไม้อยู่ หลังจากนั้นพ่อนกก็เล่า เรื่องของดอกไม้แดฟโฟลิน ทั้งสองพลัดกันเล่าเรื่อย ๆ จนมาจบที่เรื่องที่มีพญางูเจ็ดตัว จนกระทั่งลูก นกฟักออกมาจนกระทั่งตอนนี้รังนั้นร้างและว่างเปล่าไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปไหนแต่มีคนเคยเห็นนกตัว หนึ่งที่ร้องไม้เป็นเป็นแต่เล่านิทาน


7 1.3 ประวัติผู้แต่ง ผู้แต่ง : วุฒิชาติ ชุ่มสนิท ประวัติส่วนตัว : วุฒิชาติ ชุ่มสนิท เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2508 เป็นบุตรของครูสอนภาษาไทย ชูชาติ และ อาวรณ์ ชุ่มสนิท จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ด้วยความที่อยากเป็น นักหนังสือพิมพ์ ใน พ.ศ. 2527 บินหลาเอ็นทรานซ์เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้พบกับรุ่นพี่ อาทิ ศุ บุญเลี้ยง, วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ และ ผศ.ดร.กฤษฎา เกิดดี ในช่วงเวลา หนึ่งพวกเขาได้เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน บินหลามักพูดถึงทั้งสามในฐานะพี่และเพื่อนที่มีบทบาททาง ความคิดต่อตัวเขา ปี พ.ศ. 2529 จิก - ประภาส ชลศรานนท์, อั๋น - วัชระ แวววุฒินันท์ และ จุ้ย - ศุ บุญเลี้ยง ซึ่งขณะนั้นเป็นนักร้องวงเฉลียงแล้ว ร่วมกันจัดท านิตยสารรายเดือนชื่อ ไปยาลใหญ่ (ชื่อเดิมคือ สะดือ แต่ไม่ผ่านการอนุญาตของสันติบาล) บินหลาซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ ปี 3 เป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมงานใน ฐานะพนักงานปรู๊ฟและเขียนคอลัมน์ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาได้เข้าท างานเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ของหนังสือพิมพ์มติชนประจ ากระทรวงพาณิชย์ หลังจากเป็นนักข่าว 2 ปี บินหลาลาออกจากมติชน เพื่อไปเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร "ไปยาลใหญ่" เขาเคยพูดถึงไปยาลใหญ่ว่าเป็นที่ที่ท าให้ เขารู้จักตัวเอง ที่นี่นอกจากผู้ก่อตั้งทั้งสามแล้ว ยังเป็นที่รวมของเด็กหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ทุกวันนี้มีชื่อเสียง อาทิ 'ปราย พันแสง, เพลงดาบแม่น้ าร้อยสาย, บัวไร, โน้ต - อุดม แต้พานิช, พิง ล าพระเพลิง, โอ๊ตส์, คันถ์ชิต วณิชดิลกกุล ฯลฯ และนามปากกา บินหลา สันกาลาคีรี ก็ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ เขาอธิบาย เหตุผลที่ใช้นามปากกานี้ว่า "เพราะอยากให้ทราบว่า ผมบินมาจากที่ไหน" บินหลาถูกรีไทร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2532 ในปี พ.ศ. 2533 บินหลาได้ กลับไปเป็นนักข่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยประจ าอยู่หนังสือพิมพ์ข่าวสด เขาท างานที่นี่เป็นเวลา 4 ปี และ ลาออกเพื่อเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัวโดยเลือกใช้ชีวิตอยู่จังหวัดเชียงใหม่ งานเขียนชุดแรกของเขาคือรวมเรื่องสั้นฉันดื่มดวงอาทิตย์ แต่งานที่สร้างชื่อเสียงให้กับบิน หลาคือบันทึกการเดินทางด้วยจักรยาน ชื่อว่า หลังอาน ท าให้บินหลาถูกพูดถึงในฐานะของนักเดินทาง นอกจากนั้นยังมีงานเขียนแนวนี้ตามมาอีกหลายเล่ม อาทิ ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย ซึ่งเป็นการ เดินทางคนเดียวในประเทศอินเดีย, บินทีละหลา, รอยย่ าที่น าเราไป และ คนรักกับจักรยาน แต่เขามัก


8 ปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่นักเดินทาง การเดินทางเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของงาน เขียน งานเขียนในรูปแบบอื่น ๆ ของบินหลา รวมเรื่องสั้นชุด คิดถึงทุกปี เคยได้รับรางวัลชมเชย ประเภทรวมเรื่องสั้นประจ าปี 2542 จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กรมวิชาการ, เรื่อง ชุด ปลาฉลามฟันหลอ ก็ถูกน าไปดัดแปลงเป็นละครเวทีหลายครั้งด้วยกัน และรวมเรื่องสั้นชุด เจ้า หงิญ ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจ าปี พ.ศ.2548 นอกจากนั้นเขายังเคยเขียนเพลง ญาติเยอะ ให้กับ ยุ้ย - จริยา ปรีดากูล จนเป็นที่มาของฉายา ยุ้ย ญาติเยอะ มีงานเขียนบทภาพยนตร์รวมทั้งบทกวีในนามปากกาอื่นด้วย นำมปำกกำ : บินหลา สันกาลาคีรี, กันดาร กุมารแพนด้า กำรศึกษำ : ระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา ปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รำงวัลที่ได้รับ : หนังสือ "เจ้าหงิญ" ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจ าปี 2548 หนังสือ "คิดถึงทุกปี" ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทรวมเรื่องสั้นประจ าปี 2542 จากคณะกรรมการ พัฒนาหนังสือแห่งชาติ กรมวิชาการ ผลงำน : งานเขียนครั้งแรก รวมเรื่องสั้นฉันดื่มดวงอาทิตย์ ผลงานรวมเล่ม ฉันดื่มดวงอาทิตย์ (2533) ดวงจันทร์ที่จากไป (2536) หลังอาน (2540) คิดถึงทุกปี (2541) ปี " ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทรวมเรื่องสั้นประจ าปี 2542 จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กรมวิชาการ ปลาฉลามฟันหลอ (2542) บินทีละหลา (2543) ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย (2544) รอยย่ าที่น าเราไป (2545) ทางกันดาร (ใช้นามปากกาว่า "กันดาร กุมารแพนด้า") (2545) เจ้าหงิญ (2546) ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจ าปี 2548 คนรักกับจักรยาน (2547) ภู-มิ-ศาสตร์


9 บทที่ 2 ยุควรรณกรรมของเรื่องเจ้ำหงิญ วรรณกรรมอยู่คู่กับสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย วรรณกรรมจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ท าให้ผู้อ่านทราบ สภาพบ้านเมืองสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ และทราบความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามช่วงเวลาวรรณกรรม จึงเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจึงสามารถแบ่งวรรณกรรมต่าง ๆ ตามเหตุการณ์หรือช่วงเวลาที่วรรณกรรมนั้นอยู่ร่วมสมัยได้ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถ แบ่งเป็นระยะเวลาได้หลายช่วง ดังนั้นยุคของวรรณกรรมก็สามารถที่จะแบ่งได้หลากหลายยุคเช่นกัน ดังนี้ จรรยวรรณ เทพศรีเมือง (2560 : 21) ได้แบ่งยุคของวรรณกรรมปัจจุบันออกเป็น 2 ยุคใหญ่ ได้แก่ 1.ยุคบุกเบิกจนถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.2587 - 2475) 2.ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการ ปกครองถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2476 จนถึงปัจจุบัน) ชมัยภร แสงกระจ่าง (2561 : ออนไลน์) เจ้าของนามปากกาไพลิน รุ้งรัตน์ ได้กล่าวถึงยุค สมัยของวรรณกรรมไทยปัจจุบัน ในบทปาฐกถา เรื่อง สัมพันธภาพระหว่างประวัติศาสตร์และ วรรณกรรมในประเทศไทยว่าสามารถแบ่งยุคได้ ๑๑ ยุค ได้แก่ ๑. ยุครุ่งอรุณ (พ.ศ.๒๔๔๓ - ๒๔๗๔) ๒. ยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.๒๔๓๕ - ๒๔๘๓) ๓. ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง หรือยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๔ - ๒๔๘๘) ๔. ยุคกบฏสันติภาพ (พ.ศ.๒๔๘๙ - ๒๕๐๐) ๕. ยุคสังคมอับแสง (พ.ศ.๒๕๐๑ - ๒๕๐๖) ๖. ยุคแสวงหา (พ.ศ.๒๕๒๗ - ๒๕๓๕) ๗. ยุคประชาธิปไตยดอกไม้บาน (พ.ศ.๒๕ด๖ - ๒๕๑๘) 8. ยุคมืดแห่งปัญญา (พ.ศ.๒๕๑๙ - ๒๕๒๓) 9. ยุคคืนสู่เหย้า-ปรับดุลชีวิต (พ.ศ.๒๕๒๔ - ๒๕๓๔) ๑๐. ยุคก าสรวลพฤษภาทมิฬสู่ก าสรวลการเงิน (พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) 1๑. ยุคแตกแยกและแตกต่าง (พ.ศ.๒๕๔๙ - ๒๕๕๗) มาโนช ดินลานสกุล (2565 : 10-20) ได้กล่าวถึงยุคสมัยของวรรณกรรมไทย ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงเพราะอิทธิพลของวัฒนธรรมแบบตะวันตกมาถึงปัจจุบัน เพื่อแสดงพัฒนาการที่สัมพันธ์กับสังคมไทยได้ 7 ยุค ได้แก่ 1. ยุควรรณกรรมแบบใหม่ (พ.ศ.2443-2486) 2. ยุคเริ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต (พ.ศ.2486-2501) 3. ยุควรรณกรรมแห่งรัก (พ.ศ.2501-2506) 4. ยุควรรณกรรมค้นค่า (พ.ศ.2506-2516) 5. ยุควรรณกรรมการเมือง (พ.ศ.2516-2523) 6. ยุควรรณกรรมเปลี่ยนแนว (พ.ศ.2523-2540)


10 7. ยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) จากการแบ่งยุควรรณกรรมของนักวิชาการดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการแบ่งยุคตาม เวลาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยท าให้สามารถแบ่งยุคของวรรณกรรมออกมามีความใกล้เคียง กันทั้งระยะเวลาในการแบ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค เพียงแต่ชื่อยุคจะมีความแตกต่างกันไป เจ้าหงิญถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2546 หากดูตาม พ.ศ.ในการตีพิมพ์ครั้งแรกสามารถจัด เจ้าหงิญ ให้อยู่ในยุคของวรรณกรรมในวงกว้างตาม จรรยวรรณ เทพศรีเมือง ได้ว่าเจ้าหงิญ จะเป็น วรรณกรรมในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเรื่องเจ้าหงิญเกิดห่างจากยุคที่มี การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเวลานาน และหากจัดเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ ให้อยู่ในยุคของ วรรณกรรมที่มีวงแขบลงตามการแบ่งยุคของชมัยภร แสงกระจ่าง และมาโนชดินลานสกุล เจ้าหงิญ จึงเป็นวรรณกรรมที่อยู่ในยุคก าสรวลพฤษภาทมิฬสู่ก าสรวลการเงิน (พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) ตามการแบ่งยุควรรณกรรมไทยของชมัยภร แสงกระจ่าง และอยู่ในยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) ตามการแบ่งยุควรรณกรรมไทยของมาโนช ดินลานสกุล โดยทั้งสองยุคนั้น เป็นยุคที่มีช่วงเวลา และเหตุการณ์ต่าง ๆ คาบเกี่ยวกัน นวนิยายที่ปรากฎในก าสรวลพฤษภาทมิฬสู่ก าสรวลการเงิน(พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) ส่วนใหญ่ เป็นไปอย่างเสรี นักเขียนเลือกสะท้อนปัญหาได้อย่างเป็นอิสระและหลากหลาย แต่กระนั้นก็มี ข้อน่าสังเกตว่า ผลงานเขียนที่ขายดีมักจะเป็นผลงานที่เป็นไปตามกระแสการน าเสนอของสื่อ หรือเป็น ผลงานที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเชื่อของคน ผลงานเขียนคุณภาพที่เน้นความงามในด้านวรรณศิลป์ ลดปริมาณลง ผลงานประเภทเกี่ยวข้องกับดาราหรือบุคคลในข่าวเพิ่มปริมาณขึ้น รวมทั้งมีการน าเข้า วรรณกรรมแปลประเภทขายดีระดับโลกเป็นจ านวนมาก สอดคล้องกับยุคที่เงินเป็นใหญ่อย่างแท้จริง (ชมัยพร แสงกระจ่าง,2561 : ออนไลน์) สอดคล้องกับที่มาโนช ดินลานสกุล(2565 : 18-19) กล่าวถึงวรรณกรรมในยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) ว่าปัจจุบันวรรณกรรม กลายเป็น กิจกรรมเฉพาะกลุ่มสนใจประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มี ความ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ความสนใจของสังคมแบ่งแยกออกไป อย่างหลากหลาย วรรณกรรมประเภท ต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเครื่องมือส าหรับเปลี่ยนแปลงสังคม หรือเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ประชาชนมีความรู้และมีส่วนร่วมทางการเมือง หลายระดับ โดยเฉพาะหลังจากที่ประเทศไทยมีการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ด้วยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกส่วนเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการออกแบบและก าหนด สาระส าคัญในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีการกระจายอ านาจทางการเมืองออกไปสู่ท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ตัวแทนของประชาชนซึ่งท าหน้าที่แทนในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนมีหลายรูปแบบ บทบาทดังกล่าวซึ่งเคยอาศัยนักหนังสือพิมพ์ นักคิด นักเขียน กวี ท าหน้าที่แทนประชาชนอย่างชัดเจน มายาวนานก็คลี่คลายไป อาจกล่าวว่าบทบาทของนักเขียนหรือวรรณกรรมเปลี่ยนมาสู่การยกระดับ ทางจิตวิญญาณตามความคิดความเชื่อร่วมกันของผู้เขียนและผู้อ่าน เป็นบทบันทึกของ ยุคสมัยแบบ หนึ่งซึ่งอุดมด้วยชั้นเชิงทางศิลปะ และเป็นการแสดงออกทางรสนิยมของกลุ่มคนในสังคมที่ยังนิยม วรรณศิลป์ วรรณกรรมปัจจุบันจึงมีความหลากหลายออกไปตามความสนใจทั้งในด้านรูปแบบและ เนื้อหาซึ่งมุ่งตอบสนองปัจเจกบุคคลมากขึ้น โดยอาศัยการสร้างและเสพผ่าน ระบบออนไลน์ วรรณกรรมซึ่งเป็นหนังสือกระดาษที่เคยมีบทบาทในยุคก่อนหน้านี้ ก็หันมาสร้าง เสพผ่านหนังสือ


11 อิเล็กทรอนิกส์(e-books/ ท าให้ส านักพิมพ์และร้านขายหนังสือต้องยกเลิกกิจการ ไปจ านวนมาก รูปแบบและเนื้อหาของวรรณกรรมก็มีความหลากหลายอย่างมาก มีความยืดหยุ่น ด้านขนบการแต่ง และภาษาอย่างสูง เกิดรูปแบบการน าเสนอใหม่ ๆ ซึ่งใช้เทศโนโลยีสมัยใหม่เข้า มามีส่วนออกแบบให้ เป็นวรรณกรรมของยุคสมัยอย่างกลมกลืน วรรณกรรมเรื่องเจ้าหงิญมีลักษณะของวรรณกรรมที่อยู่ในยุคก าสรวลพฤษภาทมิฬสู่ก าสรวล การเงิน (พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) และอยู่ในยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องในเรื่องเจ้าหงิญเป็นเรื่องที่ท าให้ผู้อ่านเห็นมุมมองของคนในสังคม สิ่งที่คนหนึ่งคนในสังคมโดน กระท า และสภาพบ้านเมืองของสังคมในยุคปัจจุบัน เช่น การดูถูกผู้อื่น การหย่าร้างกันของพ่อแม่ สังคมเมืองและชนบท เป็นต้น โดยใช้ตัวละครที่เป็นสัตว์ สิ่งของ และคนในการน าเสนอเรื่องราว เหล่านี้ผ่านรูปแบบของนิทาน เรื่องราวที่ผู้เขียนถ่ายทอดลงไปในเรื่องสั้น เจ้าหงิญ นั้นแสดงให้เห็นถึง ความเป็นจริงของคนในสังคมมากกว่าการมุ่งเน้นไปในเรื่องการเมืองซึ่งจะต่างจากวรรณกรรมในช่วง ก่อน พ.ศ.2523 ที่ยังคงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการเมือง หรือวรรณกรรมเพื่อชีวิต ในช่วงแรกที่เรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ ถูกตีพิมพ์และวางขายไม่ได้มียอดขายที่ล้นหลามมากนัก จากการที่ทรงกลด บางยี่ขัน (2563 : ออนไลน์) ได้กล่าวจากการสัมภาษณ์ของวุฒิชาติ ชุ่มสนิท ว่า “ปัญหาเดิมๆ เรื่องขายไม่ได้ กลับมาทิ่มแทงผมอีกแล้ว เจ้าหงิญ (2546) พิมพ์ครั้งแรกสี่พันเล่ม สองปีผ่านไปขายได้สองพันเล่ม ส านักพิมพ์ก็ค่อนข้างกังวล พอได้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ ก็จะพิมพ์เพิ่ม แต่พิมพ์แค่พันเล่ม ผมเสียใจมาก และรู้สึกแย่มาก หนังสือเข้ารอบซีไรต์นะเว้ย พิมพ์พันเล่ม ผมน่าจะได้ค่าลิขสิทธิ์สักสามหมื่นบาท แล้ว ผมจะอยู่ยังไง สุดท้ายต่อรองจนได้พันห้าร้อยเล่ม” ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อาจท าให้ยอดขายเรื่องเจ้าหงิญไม่ได้มี ยอดพุ่งสูงในการตีพิมพ์ครั้งแรกนั้นอาจจะด้วยว่าผลงานเขียนที่ขายดีในช่วงนั้นมักจะเป็นผลงานที่ เป็นไปตามกระแสการน าเสนอของสื่อ ประกอบกับการที่มีงานเขียนออนไลน์เข้ามาเป็นจ านวนมาก จนกระทั่ง เจ้าหงิญ ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี2548 และอยู่ในการเป็นกระแสการน าเสนอของสื่อจึงท า ให้มีผู้คนสนใจหนังสือเล่มนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สิ่งที่ท าให้เห็นว่าเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ เป็นวรรณกรรมที่อยู่ในยุคก าสรวลพฤษภา ทมิฬสู่ก าสรวลการเงิน (พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) และอยู่ในยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540- ปัจจุบัน) คือรูปแบบการน าเสนอของเรื่อง ซึ่งในยุคนั้นจะมีวรรณกรรมที่มีรูปแบบการน าเสนอแบบ ใหม่เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมมีความหลากหลาย ตลอดจนภาษาที่ใช้ย่อมมีความยืดหยุ่น เรื่องเจ้าหงิญ ก็เช่นเดียวกัน โดยเรื่องเจ้าหญิงมีรูปแบบการน าเสนอเป็นเรื่องสั้นก็จริง แต่ภายในเรื่องสั้นนั้นเมื่ออ่าน จนจบเล่มจะพบว่าเรื่องเจ้าหญิงเป็นเรื่องสั้นที่อยู่ในเรื่องยาว มีการเล่าเรื่องเป็นนิทาน และเป็นนิทาน ที่ซ้อนนิทานถึงสามชั้น อีกทั้งวิธีการเขียนของผู้เขียนมีทั้งการเขียนในรูปแบบของร้อยแก้ว และในบาง เรื่องสั้นจะมีการเขียนในรูปแบบของกวีนิพนธ์ปะปนอยู่ด้วย นั่นท าให้ผู้อ่านเกิดความสับสนและไม่ สามารถบอกได้อย่างชัดเจนมากนักว่าวรรณกรรมเองเจ้าหงิญ เป็นเรื่องสั้น ซึ่งเมื่อพูดถึงรูปแบบการ เขียนของเรื่อง เจ้าหงิญที่มีรูปแบบการเขียนแบบใหม่เกิดขึ้นมากในช่วงนั้นแล้วเจ้าหงิญยังมีความเป็น วรรณกรรมที่อยู่ในยุคหลังสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน เสาวณิช จุลวงศ์ (2557 : 5) ได้กล่าวถึงกลวิธีการ แต่งที่พบในยุคหลังสมัยใหม่ ว่ากลวิธีหลังสมัยใหม่ที่พบว่าปรากฏในวรรณกรรมไทยช่วงทศวรรษ 2530-2540 ได้แก่ เรื่องแต่งที่เล่าถึงการแต่งเรื่อง การปฏิเสธรูปแบบเรื่องเล่าที่สมบูรณ์ การสร้าง ความเป็นสัมพันธบท การล้อ การผสมผสานความจริงกับความมหัศจรรย์ การใช้รูปแบบวรรณกรรม


12 ยอดนิยม ซึ่งเรื่องเจ้า หงิญ มีการปฏิเสธเรื่องเล่าที่สมบูรณ์ผู้แต่งมีการผสมผสานประเภทของ วรรณกรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกันโดยไม่สามารถบอกรูปแบบที่ชัดเจนของงานเขียนได้ มีการล้อ โดยการน าเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสังคมมาสร้างเป็นถ้อยค าค าพูดให้เกิดความตลกขบขัน ยก วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหญิงต่าง ๆ มาใส่ในเรื่องสั้นโดยกล่าวทางอ้อม เช่น ตอนสีที่แปดของรุ้ง กินน้ า มีการกล่าวถึงเรื่องเทพนิยายว่าเทพนิยายที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายจะจบอย่างมีความสุขที่การ แต่งงานแต่ไม่เคยพูดชีวิตหลังการแต่งงานหรือการหย่าเลย และการผสมผสานความจริงกับความหัศ จรรย์ หรือที่เรียกว่าสัจนิยมแนวมหัศจรรย์ โดยผู้เขียนน าเรื่องราวในสังคมมาถ่ายทอดผ่านตัวละคร หรือเมืองที่อยู่ในจินตนาการ เช่น เมล็ดต้อยติ่งและสัตว์พูดได้ เก้าอี้มีชีวิต เป็นต้น ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ เป็นวรรณกรรมที่อยู่ในยุคใหญ่ ๆ คือ ยุค หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และสามารถจัดเรื่อง เจ้าหงิญ ให้อยู่ในยุคย่อยได้ 3 ยุค คือ ยุคก าสรวล พฤษภาทมิฬสู่ก าสรวลการเงิน (พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๙) อยู่ในยุควรรณกรรมปัจเจกชน (พ.ศ.2540- ปัจจุบัน) และยุคหลังสมัยใหม่ ซึ่งทั้งสามยุคมีช่วงเวลา และเหตุการณ์ที่คาบเกี่ยวกัน อีกทั้งลักษณะ ของวรรณกรรมที่อยู่ในยุคนั้น ๆ ยังมีความคล้ายคลึงกัน คือ วรรณกรรมเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย มี รูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้คนสนใจวรรณกรรมหลากหลายประเภทมากขึ้น และมี วรรณกรรมออนไลน์เกิดขึ้น เป็นยุคที่มนุษย์เข้าสู่โลกแห่งยุคดิจิทัลและวิถีชีวิตของผู้คนมีการ ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสของวันเวลา


13 บทที่ 3 กลวิธีกำรแต่ง 3.1 กลวีธีด้ำนรูปแบบ เรื่องเจ้าหงิญมีรูปแบบการแต่งเป็นเรื่องสั้นแต่เป็นเรื่องสั้นที่มีลักษณะเป็นเรื่องสั้นในเรื่องยาว และใช้รูปแบบการแต่งแบบการเล่านิทาน โดยในบางตอนจะมีการแทรกบทกวีไปด้วย ดังนี้ 3.1.1 รูปแบบกำรเล่ำนิทำน เรื่องเจ้าหงิญมีลักษณะการเล่านิทานคือเป็นนิทานซ้อนนิทานคือทั้งยังเป็นการซ้อน สามตลบด้วยกันเริ่มจากเริ่มแรกคือนิทานที่พ่อนกและแม่นกเล่าให้ลูกในไข่ฟัง และนิทานที่แม่นกเล่า นั้นก็เป็นนิทานที่กระต่ายเล่าให้นกอีกตัวฟังอีกครั้งหนึ่ง ดังตัวอย่าง กระต่ายไม่คิดจะตอบค าถามของนกน้อย แต่ในเมื่อเธอเร่งเร้ามาอีกครั้ง มันจึงใช้เท้าปุย ๆ และฟูเหมือนดอกไม้บาน ชี้ไปที่อีกด้านหนึ่งของภูเขา ที่ซึ่งมีกระท่อมหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ปลุกอยู่ แล้วจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้นกน้อยฟัง (เจ้าหงิญ : 18) จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นการบรรยายการเริ่มเล่านิทานเรื่องชายผู้เดียวดาย ของกระต่ายตัวหนึ่งท าให้เห็นลักษณะของนิทานเรื่องหนึ่งซึ่งนิทานเรื่องกระต่ายเล่าให้นกฟังนี้ก็จะ ซ้อนนิทานอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการใช้ค าว่ากาลครั้งหนึ่ง เหมือนลักษณะการเล่านิทาน ดังตัวอย่าง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่ฤดูร้อนก าลังจะสิ้นสุด (เจ้าหงิญ : 17) 3.1.2 รูปแบบกวีนิพนธ์ ในเรื่องเจ้าหงิญจะมีบางเรื่องสั้นที่มีกวีนิพนธ์แทรกอยู่เพิ่มความหลากหลายของ การของรูปแบบการแต่ง ดังตัวอย่าง เจ้าหญิง เจ้าหญิง ระเบิดต้อยติ่งก าลังไปหา พลุสวรรค์สวยงามจับตา พาฉันย้อนเวลา ด้วยดวงตาของเธอ (เจ้าหงิญ : 20) จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นบทกวีที่อยู่ในตอนชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือตอนที่ ชายคนนั้นไปเก็บเมล็ดต้อยติ่งจะน าไปฝากเป็นของขวัญหลานสาวและก าลังจะเดินทาง 3.2 กลวิธีด้ำนกำรน ำเสนอ เรื่องเจ้าหงิญมีกลวิธีการน าเสนอที่หลากหลายในที่นี้ขอกล่าวถึงกลวิธีการน าเสนอในส่วนของ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง และตัวละคร โดยจะยกตัวอย่างในบางตอนดังนี้ 3.2.1 โครงเรื่อง โครงเรื่องคือ การด าเนินเรื่อง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนก าหนดไว้ว่าจะให้ใคร ท าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งในที่นี้ผู้จัดท าได้แยกองค์ประกอบของโครงเรื่องเป็น 4 ส่วน ได้แก่ การเปิดเรื่อง การด าเนินเรื่อง ความขัดแย้ง และการปิดเรื่อง ดังนี้ 3.2.1.1 กำรเปิดเรื่อง


14 การเปิดเรื่องเป็นการเริ่มต้นเรื่องของผู้เขียนโดยจากการศึกษาเรื่อง เจ้าหงิญ พบว่า มี วิธีการเปิดเรื่อง 3 วิธี คือ การเปิดเรื่องโดยการบรรยาย การเปิดเรื่องโดยการพรรณนา และการเปิดเรื่องโดยการตั้ง ค าถาม 1.การเปิดเรื่องโดยการบรรยาย หนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ พบการเปิดเรื่องโดยการบรรยาย ในเรื่อง นักเดินทางผู้ยิงใหญ่ ดังตัวอย่าง ตั้งแต่เกิดมาลูกปลาน้อยไม่เคยมีความฝันอื่นใดเลย นอกจากฝันที่จะเป็นนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่อาณาจักร สีครามคือแหล่งก าเนิดของลูกปลาน้อย กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล มากมีสิ่งสาราสัตว์ มีสิ่งละอัน พันละน้อย น่าตื่นตา แต่ไกลออกไปจากอาณาจักรแห่งนี้ยังมีแว่นแควันแดนน้ า กว้างใหญ่กว่า มีสิงสา หน้าตาแปลก ๆ มีสิ่งละอันพันละหมื่นตื่นตก มีความหลากหลายที่ไม่มีใครสามารถถ่ายทอดบอกเล่าได้ นอกจากได้ไปรู้ไปเห็นด้วยตน (เจ้าหงิญ : 87) จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นการเปิดเรื่องแบบบรรยายโดยการบรรยายถึง ความฝันของลูกปลาน้อย และอาณาจักรของลูกปลาน้อยที่ที่ลูกปลาน้อยอาศัยอยู่และอาณาจักร นอกเหนือจากอาณาจักของลูกปลาน้อยที่มีสิงสาหน้าตาแปลก ๆ แต่ไม่ได้มีการพรรณนาจนผู้อ่านเห็นภาพ ว่าสิงสาเหล่สานั้นมีหน้าตาแปลกอย่างไร และความหลากหลายของอาณาจักรอื่นนั้นเป็นอย่างไร 2. การเปิดเรื่องโดยการพรรณนา การเปิดเรื่องโดยการพรรณนาเป็นวิธีการเปิดเรื่องที่พบมากที่สุดในรวมเรื่อง สั้น เรื่องเจ้าหงิญ โดยจะมีการพรรณนาเรื่องราวของตัวละคร หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่จะน าไปสู่ การด าเนินเรื่อง ในที่นี้ข้อยกตัวอย่างการเปิดเรื่องโดยการพรรณนามาสองตอน คือ ตอน เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่ง ดวงดาวที่สี่ และตอน เก้าอี้ดนตรี ดังตัวอย่าง อย่าว่าแต่ชาวบ้านร้านตลาดอย่างพวกเราเลย... แม้แต่พระราชาก็ไม่รู้ว่านกอวกาศตัวนั้นมาอยู่ในมือ เจ้าชายได้ อย่างไร นกน้อยงดงามน่ารัก ปลายปีกแยกแฉกด้วยการตัดเล็มอย่าง ประณีต สองตาสดใส ดังประกายดาว ร่างจ้อยสีฟ้ามีรอยด่างเป็นดวง ตรงปลายแพนหาง ราวถูกเจ้าของสัมผัสเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยหยาดน้ าตา สกุณานี้คือนกบันทึกเสียง ผู้โบยบินน าสารมาจากแดนไกล มิใช่แค่ไกล หากแต่ไกล แสนไกล... (เจ้าหงิญ : 37) จากตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปิดเรื่องโดยการพรรณนาในเรื่อง เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดวงดาวที่สี่ เป็นการเปิดเรื่องโดยพรรณนาถึงลักษณะของนกว่านกอวกาศตัวนั้นมีลักษณะ เป็นเช่นไรจนผู้อ่านสามารถนึกภาพนกตัวนั้นออกได้ว่ามีความงดงามเช่นไร ถ้ามีใครสักคนภูมิใจในตัวเองมากๆ เก้าอี้ไม้สีเนื้อไม้ ก็มีความรู้สึก คล้ายใครคนนั้น เก้าอี้ไม้ลืมตาดูโลก ในโรงหลังบ้านของช่างไม้คนหนึ่ง ณ เวลาที่มันเกิด ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า แตดทอสีทอง และชายชรา ช่างไม้ ผู้ให้ก าเนิดก็ฮัมเพลงเบาๆ อย่างเป็นสุขขณะตรึงสลักตะปูแต่ ละตัวยึดติดกับเก้าอี้ เดิมที่ชายชราคิดจะ ทาสีเก้าอี้ให้เป็นสีฟ้าเหมือนท้องฟ้า หรือ ไม่ก็ทาสีเขียวเหมือนใบไม้ผลิ ทาสีแดงแบบดวงอาทิตย์ รวมทั้งจะ ลงสีทองเหมือนแสงแดด แต่ที่สุดแล้วเขาคิดว่า สีเนื้อไม้นั่นแหละ เหมาะกับเก้าอี้ที่สุดแล้ว (เจ้าหงิญ : 57) จากตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเปิดเรื่องโดยการพรรณนาในเรื่อง เก้าอี้ดนตรี เป็นการเปิดเรื่องโดยการพรรณนาถึงภาพครั้งแรกที่เก้าอี้ไม้ถูกสร้างขึ้นท าให้เราเห็นบรรยากาศใน ขณะนั้นอย่างชัดเจน 3. การเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถาม


15 การเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถาม คือการเปิดขึ้นมาโดยการตั้งค าถามชวนให้ ผู้อ่านสงสัย และคิดตามหนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ พบการเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถาม ในตอน ลูกหามกับ สามสหาย ดังตัวอย่าง เด็กๆ ทั้งหลาย เธอเคยโดนอย่างนี้ไหม? ผู้ใหญ่จ านวนหลายพันหลายหมื่นหรืออาจจะถึงแสนคนยืน รายล้อมตัวเธอ ทุกสายตาจ้องมาเป็นจุดเดียว ปากของพวกเขาอ้าค้าง นัยน์ตาเบิกกว้าง ใบหูสะบัดกาง และสั่นระริก เด็กๆ ทั้งหลาย เธอเคยยืนกลางจัตุรัสซึ่งรายล้อมด้วยอาดาร ร้านรวงอันแสนวิจิตร สูง ใหญ่หลายสิบชั้นอย่างนี้ไหม? ตรงหน้า เธอคือพระราชวังซึ่งกว้างขวางยิ่งกว่าวังใดในพื้นพิภพ พระราชวัง ประกอบด้วยปราสาทเจ็ดหลังด้วยกัน แต่ละหลังสร้างด้วยทองค า ประดับทับทิมกับมรกต แต่เพราะมันยังไม่เกี่ยวอะไรกับเหตุการณ์ใน ตอนนี้ เราจึงไม่ขอบอกว่า ที่รายล้อมทับทิมแต่ละเม็ดคือ บุษราคัมน้ างามอันประเมินราคาไม่ได้ (เจ้าหงิญ : 93) จากตัวอย่างข้างต้นท าให้เราเห็นถึงการเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถามโดยเป็น ค าถามที่ถามกับเด็ก ๆ ว่าเด็ก ๆ เคยโดนผู้ใหญ่หลายคนยืนรอบตัวไม เคยยืนกลางจัตุรัสที่รายล้อมดวงอาคารไหม ซึ่งการเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถามนี้เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างความสนใจให้กับผู้อ่านได้ จากตัวอย่างข้างต้นนั้นสามารถสรุปได้ว่าเรื่องเจ้าหงิญมีการเปิดเรื่องโดยการเปิดเรื่อง โดยการบรรยาย การเปิดเรื่องโดยการพรรณนา และการเปิดเรื่องโดยการตั้งค าถามซึ่งทั้งสามรูปแบบนั้นล้วนท าให้ ผู้อ่านต่างนึกภาพตามเรื่องราวที่จะด าเนินต่อไป 3.2.1.2 กำรด ำเนินเรื่อง เรื่องเจ้าหงิญมีการด าเนินเรื่อง 3 วิธี คือ การด าเนินเรื่องตามล าดับปฏิทิน การด า เนิน เรื่องย้อนกลับไปกลับมา และการเล่าเรื่อง การด าเนินเรื่องตามล าดับปฏิทินนั้นจะพบได้ในตอน เก้าอี้ดนตรี และตอน นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ โดยการด าเนินเรื่องตามปฏิทินนี้จะเป็นการด าเนินเรื่องที่พบน้อยที่สุดภายในเรื่อง เจ้าหงิญ ส่วนการด าเนินเรื่องแบบย้อนกลับไปกลับมา และการเล่าเรื่องนั้นจะเป็นวิธีการด าเนินเรื่องที่ พบมากที่สุดเท่า ๆ กัน ซึ่งจะขอยกตัวอย่างการด าเนินเรื่องแบบย้อนกลับไปกลับมา และการเล่าเรื่อง ดังนี้ 1. การด าเนินเรื่องแบบย้อนกลับไปกลับมา การด าเนินเรื่องเช่นนี้เป็นกลวิธีการหนึ่งที่ท าให้รวมเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ มีความน่าสนใจ เพิ่มความสนุกให้กับเรื่อง และเป็นจุดเด่นของหนังสือ ซึ่งจะสามารถพบได้ใน ตอน ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ ตอน แดฟโฟดิลแดนไกล ตอน เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดวงดาว ที่สี่ ตอน สีที่แปดของรุ้งกินน้ า ตอนนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ตอน ลูกหามกับสามสหาย และตอน ‘โลก’ ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา ดังตัวอย่าง พวกเขามาท าอะไรกันที่คาวดวงที่สี่ เขามาที่นี่ได้อย่างไร ความลับเปิดเผยในนาทีนี้เอง 2. คราวเจ้าชายฟังสารจากนกสีฟ้าวันนั้น พี่เลี้ยงของเจ้าชายก็แอบฟัง อยู่เช่นกัน พี่เลี้ยง จึงกระซิบส่งข่าวกับแม่พี่เลี้ยง แม่พี่เลี้ยงกระซิบต่อพ่อพี่เลี้ยง พ่อพี่เลี้ยงกระซิบต่อเพื่อน พ่อพี่เลี้ยง เพื่อนพ่อพี่เลี้ยงกระซิบ ต่อเพื่อนของเพื่อนพ่อพี่เลี้ยง เพื่อนของเพื่อนพ่อพี่เลี้ยง ตะโกนกรอก หูลูกชาย (เจ้าหงิญ : 42) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการด าเนินเรื่องของเรื่องเจ้าหญิงแสนเศร้าแห่ง ดวงดาวที่สี่ที่เล่าการเดินทางของเจ้าชายซึ่งได้เดินทางได้ตามหาเจ้าหญิงที่ดาวอังคารเพราะตามระบบสุริยจักรวาล แล้วดาวอังคารถือเป็นดาวที่สี่แต่เมื่อไปถึงก็กลับไม่พบเจ้าหญิงแต่กลับพบผู้ชายหลายคนที่มาอยู่ที่ดวงดาวนี้ก่อน หน้าเจ้าชายแล้วและเรื่องก็เล่ากลับไปว่าพวกเขามาอยุ่ที่นี่ได้อย่างไรเพราะเหตุใดพวกเขาจึงเดินทางมาที่ดาวแห่งนี้


16 2. การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องเป็นการน าเสนออย่างหนึ่งที่ท าให้รวมเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญ มีความน่าสนใจ ด้วยการด าเนินเรื่องแบบการเล่าเรื่องนี้ท าให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนว่าก าลังอ่าน นิทานอยู่ และมีการเล่าเรื่องที่เหมือนการเล่านิทาน ดังตัวอย่าง ดูเหมือนเมื่อครู่ผมได้หลุดปากไปบางด า ประมาณว่า 'เจ้าหญิงน้อย ที่น่ารักที่สุดคนหนึ่ง ของโลก' ขออนุญาตแก้ไข เอาเป็น 'เจ้าหญิง น้อยที่ควรจะน่ารักที่สุดคนหนึ่งของโลก' น่าจะดีกว่า (เจ้าหงิญ : 69) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการด าเนินเรื่องของเรื่องสีที่แปดของรุ้งกินน้ าโดย เป็นการเล่าเรื่องโดยดวงตาที่สามคือตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในเรื่องดูจากการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ว่าผม และมีการใช้ค าว่าหลุดปากไปบางค าเหมือนกับบุคคลนั้นก าลังเล่าเรื่องอยู่ จากตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าเรื่องเจ้าหงิญมีวิธีการด าเนินเรื่องอย่าง หลากหลายและไม่จ าเจท าให้เกิดความตื่นเต้นกับผู้อ่านและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น 3.2.1.3 ควำมขัดแย้ง เรื่องเจ้าหงิญ มีลักษณะของความขัดแย้ง 2 ประเภท คือ ความขัดแย้งระหว่างบุคคล และความขัดแย้งกับตัวเองดังนี้ 1. ควำมขัดแย้งระหว่ำงบุคคล ความขัดแย้งระหว่างบุคคลเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง บุคคลสองคนขึ้นไปซึ่งอาจจะเป็นการขัดแย้งในระดับที่ถกเถียงกันหรือความขัดแย้งที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ ดังตัวอย่าง "แกน่ะเรอะมาก่อน ไอ้ไง่ ไอ้งุ่มง่ามเอ๋ย ฉันน่ะจ าแกได้ ฉัน เป็นคนโห่แกกับปากของฉัน เอง" อ๋า..ไฮ้โง่ แกเองเรอะโห่ฉัน งั้นก็สวยชี อยากซกหน้ามานานแล้ว” ก าปั้นปะทะก าปั้นดังถนัดถนี่ เจ้าชายแนบตัวนิ่งขณะที่คนอัด อั้นทั้งหลายฟาดฟันไม่เลือก หน้า เสียงโอดโอยแผดดังยิ่งกว่าเสียงโห่ฮาทับถมเมื่อแรกมาถึง ในเงาราตวี ไม่ปรากฏว่ามี ผู้ใดชนะ นอกจาก พื้นทรายสีแดงของดาวอังดารได้หยาดแดงๆ กระเซ็นเติมความเข้ม คืน สู่ความสงัดอีกคราว ครู่หนึ่งเสียงหนึ่งจึงครางยากเย็น “อูย....ไอ้ไง่ ไอ้หน้าไหนวะ เป็นคน พูดว่าเห็นเจ้าหญิง" (เจ้าหงิญ : 45) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเรื่อง เจ้าหญิงเสียง เศร้าแห่งดวงดาวที่สี่ โดยเป็นความขัดแย้งของผู้ชายทุกคนที่เดินทางมาตามหาเจ้าหญิงและเมื่อมีคน บอกว่าเจอเจ้าหญิงแล้วก็ถกเถียงกันว่าใครเป็นคนเจอก่อนต่างแก่งแย่งกันเพื่อที่จะเป็นคนแรกที่เจอ เจ้าหญิงจากการถกเถียงก็น ามาซึ่งการใช้ก าลังในการทะเลาะวิวาท 2. ควำมขัดแย้งกับตัวเอง


17 ความขัดแย้งกับตัวเองเป็นความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจของ ตนเอง ภายในใจของคนหนึ่งคนซึ่งอาจจะเกิดจากความลังเล หรือความรู้ผิดชอบชั่วดีภายในใจของ ตนเองเป็นการทะเลาะกับตนเองเกิดขึ้นเมื่อตัวละครลังเลในการท าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็พร้อมจะเดินทางอยู่แล้วเซียว ถ้าไม่เพราะคืนนั้น เขานอน ไม่หลับ กลับคิดตั้งค าถามให้ ตัวเองตอบ "กลัวไหมว่าจะไม่ได้กลับมา?" (เจ้าหงิญ : 89) จากตัวอย่างดังกล่าวเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวละครในใน เรื่องนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ที่ในตอนแรกตนเองตั้งใจจะออกเดินทางแล้วเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วแต่ท้ายที่สุดแล้วก็ ดันเกิดความกลัวขึ้นภายในใจตนเองว่าถ้าไม่ได้กลับมาหรือข้างหน้ามีอันตรายจะท าเช่นไรท าให้การเดินทางนั้น หยุดชะงักลง จากตัวอย่างข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าเรื่องเจ้าหงิญ มีความขัดแย้งภายในเรื่องโดยมี ความขัดแย้งระหว่างบุคคล และความขัดแย้งภายในตนเองวึ่งเป็นการเพิ่มสีสันและความสนุกให้กับเรื่อง 3.2.1.4 กำรปิดเรื่อง เรื่องสั้น เจ้าหญิง มีวิธีการปิดเรื่อง 2 วิธี คือ การปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม และการ ปิดเรื่องเรื่องแบบทิ้งไว้ให้คิด 1. การปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม เป็นการปิดเรื่องแบบมีความสุขและสมหวัง ซึ่งการปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม เป็นการปิดเรื่องที่นักเขียนส่วนใหญ่จะใช้ และเป็นการจบที่ท าให้ผู้อ่านรู้สึกสบายใจ ดังตัวอย่าง เพียงแต่ในกาลต่อมา เขาไม่เคยเหงาอีกเลย ด้วยทุกๆ ปีจะ มีเด็กหญิงเด็กชายตัวเล็ก ๆ ผลัดเวียน เปลี่ยนหน้าเดินทางมาหาเขา มิได้ขาด มาช่วยปลูกผัก มาฟังนิทาน มาให้เขาจูงมือน้อยๆ พาไป.. แม้จะ ก้าวเตาะแตะ แต่เท้าเล็กๆ หลายคู่นั้นก็ไม่มีวันหลง จะยาก อะไรในการเดินทางจากภาคใต้ขึ้นมา เสาะหาบ้านของชายผู้เคยเดียว ตายแห่งภูเขาภาคเหนือ...ก็แค่มาตามเส้นทางสายเล็กๆ ที่มีต้อยติ่ง สะพรั่งสองข้างทางเท่านั้นเอง (เจ้าหงิญ : 25) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการปิดเรื่องในเรื่องชายเดียวดายแห่งภูเขา ภาคเหนือ ซึ่งเป็นการปิดเรื่องที่ท้ายที่สุดแล้วชายเดียวดายก็ไม่เดียวดายอีกต่อไปเพราะเขาได้ให้ของขวัญผู้อื่นได้ แบ่งปันให้กับธรรมชาติไม่กดขี่หรือบังคับใครแต่เขามอบความสุขและความสบายใจให้ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาท านั้นจะท าให้ ถึงเป้าหมายช้าไปบ้างแต่ท้ายที่สุดแล้วเขากลับไม่ต้องเดินทางไกลและไม่ต้องเดียวดายอีกต่อไป 2. การปิดเรื่องเรื่องแบบทิ้งไว้ให้คิด การปิดเรื่องแบบทิ้งไว้ให้คิดคือการปิดเรื่องโดยตั้งเป็นค าถาม ปลายเปิด หรือการบรรยายปลายเปิดไว้ โดยให้ผู้อ่านไปคิดต่อเองว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องจบลงได้อย่างไร หลังจากใช้ความพยายามยากเย็น ยัดเยียดตัวเองลงในกระดอง ซึ่งหนาและหนักที่ไม่เคย ขยับเขยื้อนนับแต่ปีแรกเริ่มสร้างโลก ลูก ปลาน้อยบอกตัวเองอย่างอหังการว่า..เกาล่ะ ขณะนี้ทุกอย่างพร้อม แล้ว เขาไม่ต้องการความพร้อมยิ่งกว่านี้อีกแล้ว กับค าถามที่เคยครุ่น กังวล ถึงวันนี้กลายเป็นไว้สาระ ขอเพียงวันพรุ่งนี้เท่านั้น เจ้าหญิง เธอยังคงรอดอยใช่ไหม พรุ่งนี้ ฉันจะออกเดินทาง อย่าลืมว่า ฉันคือนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่!! หลายปีต่อมา... (เจ้าหงิญ : 91)


18 จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการปิดเรื่องในเรื่องนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ โดยจบไว้ว่าหลายปีต่อมา... ซึ่งเป็นการจบเพื่อให้ผู้อ่านคิดต่อว่าหลายปีต่อมาลูกปลาน้อยจะได้ เดินทางหรือไม่และจะได้เจอเจ้าหญิงของเขาหรือไม่ จากตัวอย่างที่กล่าวถึงองค์ประกอบของโครงเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นทั้งการ เปิดเรื่อง การด าเนินเรื่อง ความขัดแย้ง และปิดเรื่องนั้นท าให้เห็นกลวิธีการสร้างดครงเรื่องที่มีความ หลากหลาย 3.2.2 แก่นเรื่อง แก่นเรื่องเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดความคิดใดความคิดหนึ่งให้สื่อไปถึงตัว ผู้อ่าน เป็นทัศนะหรือแนวคิดส าคัญที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อออกมาผ่านองค์ประกอบทั้งหมดของเรื่อง สั้นไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก บทสนทนา ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันเพื่อให้ได้มาซึ่งแก่นเรื่อง โดยเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องหนึ่งจะมีแก่นเรื่องหลักเพียงแก่นเรื่องเดียวเท่านั้น ขจิตขวัญ กิจวิสาละ (2564 : 39) กล่าวว่าแก่นเรื่องคือ ความคิดหลักในการเล่าเรื่อง เป็นความคิดรวบยอดที่เจ้าของ เรื่องต้องการน าเสนอ ในการ สร้างสรรค์เรื่องเล่าประเภทต่างๆ แก่นเรื่องเป็น จุดรวมที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง เรื่องสั้นเรื่องเจ้าหงิญ เป็นเรื่องสั้นที่เมื่ออ่านจบแล้วเราจะพบว่าเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องนั้นอยู่ในเรื่องยาวเรื่อง เดียว ดังนั้นเรื่องเจ้าหงิญจึงมีแก่นเรื่องของเรื่องยาว 1 เรื่อง และมีแก่นเรื่องที่อยู่ในเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องเช่นกัน โดย แก่นเรื่องของรวมเรื่องสั้น เรื่อง เจ้าหงิญนั้นเราจะสามารถพบได้ในเรื่องสั้นเรื่องที่ 8 หรือเรื่องท้ายสุดของเล่ม คือ เรื่อง ‘โลก’ ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา ซึ่งเป็นเรื่องที่สรุปเรื่องใหญ่ทั้งหมดว่าเรื่องสั้น 7 เรื่อง ด้านหน้านั้นเป็นเพียงนิทานที่แม่นกและพ่อนกเล่าในลูกนกที่อยู่ในไข่ใบหนึ่งฟังเพื่อรอให้เขาลืมตามาดูโลก ท าให้เรา ทราบแก่นเรื่องของเรื่องยาวที่รวมเรื่องสั้นทั้งหมดเข้าไว้ด้วยว่า โลกในความเป็นจริงมีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งสมหวัง และผิดหวัง และทุกอย่างมีสองด้านเสมอแต่การที่เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้นั้นคือการที่เราใช้ความรักและ เข้าเข้าใจเข้าหากัน ซึ่งผู้เขียนได้ถ่ายทอดแก่นเรื่องนี้ไว้ในบทบรรยายถึงความรักของแม่นกและพ่อนก จากตัวอย่าง ความว่า บินหลายกับบินหากลายเป็นคู่รักกันได้อย่างไร ใครกันรู้ความจริงเรื่องนี้ จะเพราะความโหยหาชีวิตอีก ซีกส่วนที่ตนไม่เคยสัมผัสหรือไร? เธออ่อนหวาน ขณะที่เขาแข็งแกร่ง เธอใจดี ขณะที่เขาใจเย็น เธอรู้ รอบ ขณะที่เขารู้สึก เธอมีความทันสมัย ขณะที่เขาเข้าใจประวัติศาสตร์ เธอมีความสามารถ ขณะที่เขามี ความเชื่อมั่น หรือด้วยเหตุผลที่ส าคัญกว่านั้น เธอเป็นนกดี และเขาก็เป็นนกดี (เจ้าหงิญ : 118-119) จากตัวอย่างดังกล่าวท าให้เห็นแก่นของเรื่องว่าใครโลกมีคนหลากหลายรูปแบบ ทุกคนล้วน แตกต่างกันไปแต่สิ่งที่ท าให้เรารักกันได้หรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขคือการที่เราใช้ความดีเข้าหากัน ใช้ความรัก และความเข้าใจเข้าหากันเพียงเท่านั้นสันติก็จะเกิดขึ้นบนโลกของเรา ดังนั้นแก่นเรื่องหลังของรวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญทั้ง 8 เรื่อง คือการการที่ผู้เขียนต้องการที่จะให้ผู้อ่านเห็น ความจริงของโลก เข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น และมองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในในทางที่ดีและเข้าหากันด้วยความรักความ เข้าใจแทนการซัดซาดหรือปาอารมณ์ความรุนแรงฉุนเฉียวเข้าหากัน 3.2.3 ตัวละคร ตัวละครเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความส าคัญต่อการด าเนินเรื่องในนวนิยายจะพบ ตัวละครจ านวนมากซึ่งตัวละครแต่ละตัวจะสงผลต่อการด าเนินเรื่องไม่มากก็น้อยและตัวละครแต่ละ ตัวย่อมมีภูมิหลัง เอกลักษณ์เป็นของตนเองแต่ในเรื่องสั้นนั้นจ านวนของตัวละครจะน้อยกว่านวนิยาย ตัวละครในเรื่องสั้นจะมีเพียงหนึ่งหรือสองตัว หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยหรือในบางเรื่องอาจจะ ไม่มีตัวละครแต่เป็นเพียงแค่การเล่าเรื่องสั้น ๆ เพียงเท่านั้น โดยการสร้างตัวละครนั้นสามารถแบ่งตาม


19 ความส าคัญของตัวละครได้เป็นตัวละครหลัก และตัวละครรอง แบ่งตามลักษณะนิสัยได้เป็นตัวละคร มิติเดียว และตัวละครหลายมิติ โดยในเรื่องเจ้าหงิญมีกลวิธีการสร้างตัวละครทั้งตัวละครหลัก ตัวละคร รอง ตัวละครมิติเดียว และตัวละครหลายมิติ แต่จะเป็นตัวละครที่ไม่มีความซับซ้อนหรือซับซ้อนน้อย กว่านวนิยาย นอกจากนี้แล้วเรื่องเจ้าหงิญยังกลวิธีการสร้างตัวละครที่มีความน่าสนใจคือการสร้างตัว ละครเหนือจริง ดังนั้นเรื่องเจ้าหงิญจึงมีการสร้างตัวละคร 5 แบบ ดังนี้ 3.2.3.1 ตัวละครหลัก ตัวละครหลักเป็นตัวละครที่มีความส าคัญภายในเรื่อง ส่งผลให้เรื่องสามารถ ที่จะด าเนินต่อไปได้ ซึ่งในเรื่องเจ้าหงิญมีตัวละครหลักหลายตัวแต่จะขอยกตัวอย่างตัวละครที่ปรากฏ และมีอยู่ในทุกเรื่องสั้นอีกทั้งยังเป็นตัวละครที่อยู่ในชื่อเรื่องนั่นก็คือตัวละคร เจ้าหญิง ซึ่งเจ้าหญิงใน แต่ละเรื่องสั้นจะมีความส าคัญต่อการด าเนินเรื่อง อีกทั้งยังเป็นตัวละครส าคัญที่ไม่สามารถขาดได้ ดัง ตัวอย่าง การมีเด็กขี้เอาแต่ใจตัวเองอยู่ร่วมบ้าน เป็นเรื่องน่าเหน็ดเหนื่อยใจเอามาก ๆ แต่ถึงอย่างไร ก็ยังเหนื่อยน้อยกว่า การมีเจ้าหญิงที่เอาแต่พระทัยอยู่ร่วมชายคา (เจ้าหงิญ : 67) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นบทบรรยายที่แสดงให้เห็นตัวละครเจ้าหญิงในเรื่อง สั้น เรื่องสีที่แปดของรุ้งกินน้ า ซึ่งเป็นเจ้าหญิงที่เอาแต่ใจและเป็นตัวละครหลักหรือตัวละครส าคัญ ภายในเรื่องที่ท าให้เรื่องสามารถด าเนินไปได้ด้วยการที่เป็นเจ้าหญิงที่เอาแต่ใจจึงเป็นเรื่องจ าเป็นที่ ราชาและราชินีต้องหารุ้งกินน้ ามาให้เจ้าหญิงให้ได้ท าให้ผุ้อ่านได้เห็นวิธีการเลี้ยงเจ้าหญิงของทั้งสอง พระองค์และเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เจ้าหญิงจะเจอรุ้งกินน้ าได้คือการรอคอย ฉันจะท าอะไรอย่างนั้นหรือ? เจ้าชายตกใจเมื่อคิดมาถึงตรงนี้..ฉันจะท าอะไรล่ะ เธอไม่ใช่ เจ้าหญิงใกล้ ๆ อย่างองค์อื่น ๆ เสียที่ไหน แต่เราจะไม่ท าอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?...เจ้าชาย ได้แต่ถอนหายใจ (เจ้าหงิญ : 38) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นบทบรรยายในเรื่องเจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่ สี่ โดยเป็นบทความรู้สึกและค าพูดของเจ้าชายที่ได้บ่นกับตนเองที่ไม่รู้จะช่วยเจ้าหญิงได้อย่างไรซึ่งบท บรรยายดังกล่าวท าให้เราได้เห็นการมีอยู่ของตัวละครอีกตัวหนึ่งนอกจากเจ้าชายนั่นก็คือเจ้าหญิง ซึ่ง การมีอยู่ของเจ้าหญิงนี่เองเป็นจุดส าคัญให้เรื่องนี้เกิดขึ้นคือผู้ชายในเมืองทุกคนล้วนไปตามหาเจ้าหญิง รวมถึงเจ้าชายด้วยเช่นกันการมีอยู่ของเธอจึงท าให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น จากตัวอย่างที่กล่าวถึงตัวละครเจ้าหญิงข้างต้นท าให้เห็นถึงความส าคัญของตัวละคร เจ้าหญิงและท าให้เห็นว่าตัวละครเจ้าหญิงเป็นตัวหลักที่มีความส าคัญกับการด าเนินเรื่องไม่เพียงแต่ สองเรื่องนี้เท่านั้นแต่เรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน 3.2.3.2 ตัวละครรอง ตัวละครรองเป็นตัวละครที่มีความส าคัญรองลงมาจากตัวละครหลัก ซึ่งใน เรื่องสั้นต่าง ๆ ที่อยู่ในเรื่องเจ้าหงิญนั้นมีตัวละครรองที่พบอยู่ในเรื่องสั้นต่าง ๆ ดังตัวอย่าง “อ้อ อย่างนี้นี่เอง แฟนส่งมาให้เสียด้วย” เด็กรุ่นโตมีอายุมากกว่าเขาหน่อยจะพูดยิ้ม ๆ


20 (เจ้าหงิญ : 29) จากตัวอย่างข้างต้นท าให้ผู้อ่านเห็นตัวละครเด็กรุ่นโตคนหนึ่ง เป็นตัวละคร ที่เข้ามาในเรื่องแดฟโฟดิลแดนไกลเพียงช่วงหนึ่งของเรื่องเข้ามาเผื่อมาถามตัวละครหลักของเรื่องและ ท าให้เรารู้ว่าคนที่ให้ดอกไม้แต่ตัวละครหลักนั้นก็คือแฟนของเขา 3.2.3.3 ตัวละครมิติเดียว ตัวละครมิติเดียวคือตัวละครที่มีลักษณะนิสัยแบบเดียวตลอดทั้งเรื่องจนจบ เรื่อง ซึ่งผู้เขียนก็มีการสร้างตัวละครที่อยู่ในเรื่องสั้นที่อยู่ในเรื่องเจ้าหงิญให้มีลักษณะเป็นตัวละครมิติ เดียวเช่นกัน ดังตัวอย่าง ลูกปลาน้อยเป็นชายหนุ่มรูปร่างเพรียวสมส่วน เกล็ดเล็ก ๆ สีเงินของเขายามโดนแสงแดด ทะลุสายน้ าลงมาจะพร่างประกานสวยงาม นอกจากรูปร่างอันเป็นคุณสมบัติภายนอก ส าคัญกว่านั้นคือเขามีความรอบคอบซึ่งเป็นอุปนิสัยจ าเป็นส าหรับนักเดินทางเขาจึงครุ่นคิด อย่างถี่ถ้วนว่า สมควรพกพาสัมภาระใดไปบ้างบนเส้นทางอันยาวไกลเที่ยวนี้ (เจ้าหงิญ : 88) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการบรรยายถึงรูปร่างและลักษณะของตัวละครลูก ปลาน้อย ในเรื่องนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งผู้เขียนสร้างตัวละครลูกปลาน้อยให้มีอุปนิสัยครุ่นคิดถี่ถ้วน ซึ่งอุปนิสัยนี้เองที่ท าให้ลูกปลาน้อยกลัวว่าตนเองจะไม่ปอดภัยต้องหาเกราะป้องกันและคิดเช่นนี้เสมอ ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การสร้างตัวละครแบบลุกปลาน้อยเช่นนี้เป็น การสร้างให้ตัวละครมีมิติเดียวคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงนิสัยของตัวละคร 3.2.3.4 ตัวละครหลำยมิติ ตัวละครหลายมิติจะเป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับตัวละครมิติเดียว คือ ตัว ละครหลายมิติจะมีการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเองคือจากดีเป็นร้ายจากร้ายเป็นดีในเรื่องสั้นที่อยู่ ในเรื่องเจ้าหงิญก็มีการสร้างตัวละครเช่นนี้ ดังตัวอย่าง นับแต่นั้นเก้าอี้ก็เปลี่ยนไป ในเมื่อขอร้องดี ๆ ไม่มีใครฟัง มันจึงตัดสินใจตอบโต้ด้วยวิธีการ ของมัน เก้าอี้ไม่ยอมอีกแล้วที่จะให้นั่งบนตัวมันง่าย ๆ เวลาใครถลาเข้ามาด้วยความเร็วสูง มันพบขาตัวเองเพียงนิดเดียว น้ าหนักที่โถมขึ้นไปนั้นก็พาให้เจ้าของน้ าหนักล้มกลิ้งลงกอง กับพื้น (เจ้าหงิญ : 61) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการบรรยายถึงเก้าอี้ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องเก้าอี้ ดนตรี แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของเก้าอี้ที่จากตอนแรกพูดดี ๆ และยอมให้คนอื่น นั่งบนเก้าอี้อย่างง่ายดายตอนนี้มันกลับเปลี่ยนพฤติกรรมและท าให้คนที่มานั่งนั้นหกล้ม เป็นการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวละครที่จากตอนแรกมีนิสัยที่ดีอ่อนโยนกลับเปลี่ยนเป็นตัวละครที่มีนิสัย ก้าวร้าว และรังแกผู้อื่น 3.2.3.5 ตัวละครเหนือจริง ตัวละครเหนือจริงเป็นตัวละครที่เกิดขึ้นจากจินตนาการเป็นตัวละครที่ไม่มี จริงในโลกเป็นตัวละครที่ผู้เขียนได้สร้างขึ้นมาเองจากจินตนาการของตน เช่นการสร้างสิ่งของให้มีชีวิต การสร้างสัตว์ให้พูดได้ สร้างพืชให้พูดได้ ดังตัวอย่าง


21 “เขาไม่ได้ย่าง” อีกเสียงขัดขึ้น “เขาแค่ต้องการให้มั่นใจว่าพวกเราตัวแห้งสนิทเท่านั้น” “มันเรื่องอะไรล่ะ โธ่เอ๋ย ฝนตกเปาะแปะรอบตัว ฉันได้กลิ่นหอมของน้ าฝน แต่กลับออกไปเล่นไม่ได้” (เจ้าหงิญ : 21) จากข้างต้นเป็นบทสนทนาระหว่างเมล็ดต้อยติ่งในเรื่องสั้น เรื่องชาย เดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ โดยชายเดียวดายได้เก็บเมล็ดต้อยติ่งมาและห่อไว้ในกระดาษแน่นหนา เพื่อที่จะเอาไปฝากหลาน ผู้เขียนจึงสร้างให้เมล็ดต้อยติ่งมีชีวิตมีความรู้สึกสามารถพูดได้ผู้อ่านจึงทราบ ความรู้สึกของเล็ดต้อยติ่งผ่านบทสนทนาที่เมล็ดต้อยติ่งสนทนากัน จากตัวอย่างที่กล่าวมาดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่าในรวมเรื่องสั้นเจ้าหงิญ มีการสร้าง ตัวละคร 5 แบบได้แก่ ตัวละครหลัก ตัวละครรอง ตัวละครมิติเดียว ตัวละครหลายมิติ และตัวละคร เหนือจริง โดยผู้เขียนใช้กลวิธีการสร้างตัวละครหรือท าให้ผู้อ่านรู้จักตัวละครนั้น ๆ ผ่านการบรรยาย เรื่องและบทสนทนา 3.2.4 ฉำกหรือบรรยำกำศ ฉากเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเรื่องสั้นที่ส่งให้เรื่องราวภายในเรื่องมีความสมจริงมาก ยิ่งขึ้น สายทิพย์นุกูลกิจ (2543: 185-194) ได้ให้ความหมายของฉากไว้ว่า ฉากหมายถึง เวลา และสถานที่รวมทั้ง สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่ช่วยบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน ที่นั้นมีลักษณะอย่างไร นว นิยายโดยทั่ว ไป จะสร้างฉากให้เป็นส่วนประกอบของเรื่อง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความ เข้าใจในเหตุการณ์และเวลาที่ ก าหนดไว้ในเนื้อเรื่อง หรือช่วยก าหนดบุคลิกลักษณะของตัวละคร ช่วยสื่อความคิดของผู้แต่ง หรือช่วยให้เรื่อง ด าเนินไป แต่นวนิยายบางเรื่องอาจใช้ฉากให้เป็นส่วนส าคัญของเรื่อง หรือเป็นเนื้อเรื่อง ในเรื่องเจ้าหงิญเราสามารถรู้ฉากหลักของเรื่องยาวที่รวมเรื่องสั้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้จากเรื่องสั้นเรื่องที่ 1 คือเรื่อง ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ และเรื่องที่ 8 คือเรื่อง ‘โลก’ ของ เจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา ดังตัวอย่าง ในวันที่ฤดูร้อนก าลังจะสิ้นสุด ขณะกระต่ายภูเขาตัวหนึ่งขุดโพรงใกล้โคนต้นไม้อย่าง ขะมักเขม้น นกน้อยซึ่งเกาะกิ่งไม้เฝ้ามอง (เจ้าหงิญ : 17) จากตัวอย่างข้างต้นเป็นฉากที่อยู่ในเรื่องที่ 1 จะเห็นฉากคือต้นไม้ต้นหนึ่ง ใต้ โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง และกิ่งของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งเห็นได้จากการบรรยายซึ่งฉากนี้จะไปสอดคล้องกับ ฉากในเรื่องที่ 8 ดังตัวอย่าง ขณะนั้นเขาก าลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้เล็ก ๆ กิ่งหนึ่ง เมื่อลมเบา ๆ พัดมา ดอกไม้ดอกหนึ่งก็ หมุนคว้างร่วงหล่น นกทั้งคู่ไล่สายตาตามลงไป เห็นกระต่ายป่าตัวหนึ่งคว้าดอกไม้เอาไว้ (เจ้าหงิญ : 121) จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นฉากที่ปรากฏคือฉากต้นไม้ เช่นเดียวกันกับฉาก ที่ปรากฏในเรื่องที่ 1 ดังนั้นฉากหลักของเรื่องยาวทั้งเรื่องคือฉากต้นไม้ต้นหนึ่ง นอกจากฉากต้นไม้ที่เป็นฉากหลักของเรื่องยาวเจ้าหงิญและเป็นฉากในเรื่องสั้นเรื่องเรื่องที่ 1 คือเรื่อง ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ และเรื่องที่ 8 คือเรื่อง ‘โลก’ ของเจ้าหญิงนกบินหลายกับ เจ้าชายนกบินหาแล้วยังมีฉากต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่องสั้นทั้งแปดเรื่องซึ่งสามารถรู้ฉากนั้น ๆ ได้จาก การบรรยายเรื่องที่อยู่ภายในเรื่องสั้นต่าง ๆ เรื่องสั้นที่ 1 ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือเป็นการ เล่านิทานซ้อนนิทานอีกชั้นหนึ่งท าให้มีฉากอื่นนอกจากต้นไม้ นั่นก็คือฉากภูเขาลูกทางภาคเหนือ


22 และบ้านทางภาคใต้เรื่องสั้นเรื่องที่ 2 แดฟโฟดิลแดนไกล ปรากฏฉากทุ่งว่างกว้างซึ่งอยู่ในเมืองเมือง หนึ่ง เรื่องสั้นเรื่องที่ 3 เจ้าหญิงแสนเศร้าแห่งดวงดาวที่สี่ ปรากฏฉากหลายแกเนื่องจากเป็นการ เดินทางของเจ้าชายที่ไปหาเจ้าหญิง โดยฉากหลัก คือดาวของเจ้าชาย ดาวอังคาร และดาวที่สี่ของเจ้า หญิง เรื่องสั้นเรื่องที่ 4 เก้าอี้ดนตรี ปรากฏฉาก 3 ที่ คือร้านขายเก้าอี้ โรงเรียน และบ้านหลังเล็กตรง ชายทุ่ง เรื่องสั้นเรื่องที่ 5 สีที่แปดของรุ้งกินน้ า ปรากฏแกปราสาทของพระราชา และปราสาทของ ราชินี เรื่องสั้นเรื่องที่ 6 นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ ปรากฏฉากอาณาจักรสีครามอาณาจักรของลุกปลาน้อย เรื่องสั้นเรื่องที่ 7 ‘ลูกหาม’ กับสามสหาย ปรากฏฉากมหานครร่ ารวย และถ้ าของพญางูทั้งเจ็ด จะสังเกตได้ว่าฉากต่าง ๆ นั้นล้วนส่งผลต่อการด าเนินเรื่องหากเรื่องใดที่มีการเดินทางฉากก็ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยฉากแต่ละเรื่องสั้นนั้นย่อมแตกต่างกันเนื่องจากมีเนื้อเรื่องและการด าเนิน เรื่องที่ต่างกันทั้งนี้ฉากที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นเพียงตัวอย่างฉากสถานที่หลักภายในเรื่องเท่านั้นหากแต่ ฉากยังรวมถึงช่วงเวลาต่าง ๆ ในการด าเนินเรื่องด้วย


23 บทที่ 4 คุณค่ำของวรรณกรรม วรรณกรรมไม่ได้เป็นเพียงแต่เครื่องประเทืองอารมณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่วรรณกรรมยัง ชี้ให้เห็นข้อคิดและการใช้ชีวิต ตลอดจนสะท้อนสังคมในแต่ละยุคสมัยด้วยซึ่งสามารถแบ่งคุณค่าของ วรรณกรรมได้ 2 ด้าน คือ คุณค่าของวรรณกรรมด้านปัจเจก และคุณค่าของวรรณกรรมด้านสังคม ดังนี้ 4.1 คุณค่ำของวรรณกรรมด้ำนปัจเจก เรื่องสั้น เรื่องเจ้าหงิญ เป็นเรื่องสั้นที่ก่อให้เกิดคุณค่าด้านปัจเจกบุคคล หรือคุณค่าที่ เกิดขึ้นกับผู้อ่านเอง คือ การท าให้ผู้อ่านเห็นมุมมองการใช้ชีวิตภายในสังคมมากยิ่งขึ้น และตระหนัก การใช้ชีวิตของตนเองในสังคมมากยิ่งขึ้น หันมามองตัวเองว่าตนที่เราอยู่ในสังคมหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น นั้นเราเคยท าพฤติกรรมไม่ดีไม่ควรใส่ผู้อื่นหรือไม่ เช่น การหัวเราะเยอะคนอื่นเห็นเรื่องของคนอื่นเป็น เรื่องตลกเหมือนในเรื่องแดฟโฟดินแดนไกล เคยหวาดกลัวหรือลังเลจนไม่ได้ท าอะไรหรือไม่ได้ท าในสิ่ง ที่หวังเหมือนในเรื่องนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ไหม เคยดูถูกคนอื่นว่าเขาท าไม่ได้โดยที่ยังไม่ได้ลองให้เขาลง มือท าหรือดูถูกคนที่ยากจนกว่าเหมือนในเรื่อง ‘ลูกหาม’ กับสามสหายหรือไม่ เคยเอาความผิดของคน อื่นมากลบเกลื่อนความผิดของตนเหมือนในเรื่องเจ้าหญิงแสนเศร้าแห่งดวงดาวที่สี่ไหม หรือเคยเห็น แก่ตัวไม่ท าอะไรหากไม่ได้รับผลประโยชน์หรือเริ่มจะเป็นคนแบบนั้นรึเปล่า เรื่องราวภายในเรื่องสั้น เหล่านี้ท าให้ผู้อ่านได้หันกลับมามองตัวเองมากขึ้น และถ้าหากรู้ตัวว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวหรือก าลังจะ เป็นเช่นนั้นเราสามารถที่จะยับยั้งการกระท าเหล่านั้นได้ก่อนที่จะเผลหรือตั้งใจท าสิ่งที่ท าให้ผู้อื่นหรือ ท าให้ตนเองเสียใจทั้งกับครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก หรือคนที่อยู่ร่วมในสังคมเดียวกันก็ตาม และหาก คนที่มีครอบครัวก าลังมีลูกหรือมีลูกอยู่แล้วเรื่องเจ้าหงิญยังเป็นเรื่องที่ท าให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้เห็นถึง ความรัก การเอาใจใส่ และการดูแลลูกมากยิ่งขึ้น เหมือนพระราชาราชินีในเรื่องสีที่แปดของรุ้งกินน้ า หรือการเลี้ยงลูกดูแลลูกเหมือนนกบิน หลายและนกบินหา นอกจากนี้สิ่งที่ผู้อ่านได้รับจากเรื่องสั้น เรื่องเจ้าหงิญ ก็คือความสนุกสนาน เพลิดเพลินเป็นเครื่องจรรโลกใจและท าให้เห็นโลกนี้สดใสงดงามมากยิ่งขึ้น และด้วยกลวิธีของเรื่องสั้น ที่เป็นรูปแบบของการเล่านิทานเจ้าหงิญยังเป็นหนังสือที่เหมาะที่ให้ความเพลิดเพลินแก่เด็กโดยมีแง่คิด ที่แฝงอยูในเรื่องทั้งแปดเรื่องด้วย 4.2 คุณค่ำของวรรณกรรมด้ำนสังคม เรื่องสั้นเรื่องเจ้า หงิญ แสดงให้เห็นกฎเกณฑ์ทางสังคม หรือการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ อยู่ในยุคของหนังสือเรื่องเจ้าหงิญซึ่งกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นยังคงอยู่จนถึง ปัจจุบัน อย่างการการใช้ท าว่าการนั่งเก้าอี้ในเรื่องเก้าอี้ การน าเสนอว่า ในความเป็นจริง เก้าอี้มีไว้ ส าหรับผู้ชนะ ท าให้เห็นการแบ่งชนชั้นแบ่งระดับในสังคมว่าผู้ที่เป็นผู้ชนะหรือผู้ที่เหนือกว่าคนอื่น เท่านั้นจึงจะได้นั่งเก้าอี้หากคนที่มี่แรงอ่อนแอหรือบอบบางการที่จะได้เข้าไปนั่งเก้าอี้นั้นก็เป็นเพียง ความที่แค่ฝันก็ยังคงไกลเกินเอื้อม แสดงให้เห็นความเป็นไปของสังคมที่ในปัจจุบันนี้มีครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่แยก ทางกันเป็นจ านวนมาก บ้างไม่ได้หย่าร้างแต่แยกทางกันอยู่ซึ่งส่งผลให้เด็กที่เกิดขึ้นนั้นหากไม่ได้รับการ


24 เลี้ยงดูที่ดีหรือไม่ได้รับการเอาใจใส่ก็จะเป็นเด็กเอาแต่ใจหรือเกิดปัญหาหลายอย่างตามมาได้ ตลอดจน การน าเสนอเรื่องราวที่เป็นการ์ตูนหรือละคร เช่น เจ้าชายเจ้าหญิงจะจบแบบมีความสุขเสมอทั้งคู่ได้ ครองรักกันเป็นการสร้างภาพฝันที่สวยงามให้กับคนที่ดูสร้างความจรรโลงใจแต่ท้ายที่สุดแล้วชีวิตใน ความเป็นจริงไม่ได้สวยงานเลิศหรูเหมือนในการ์ตูนและไมใช่คู่รักทุกคู่ที่จะอยู่กันอย่างยืดยาวแต่อยู่ ที่ว่าเมื่อแยกทางกันแล้วจะท าเช่นไรให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เรื่อง ‘ลูกหาม’ กับสามสหายยังท าให้เห็นภาพของการแบ่งชนชั้นกันของคนในสังคม โดยลูกหามก็เปรียบเสมือนคนจน และคนที่อยู่ในเมืองมหานครร่ ารวยก็เหมือนกับคนรวยที่อยู่ในสังคม มหานครร่ ารวยก็เปรียบได้กับเมืองหลวงที่ซึ่งมีคนมากมายประดับด้วยทับทิมกับมรกตผู้คนในเมืองก็มี มากมายคนจนในเมืองก็มีมากมาย แต่คนรวมส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็นคนจนที่อาศัยอยู่ในเมือง เหล่านั้นเลย อีกทั้งเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาของการศึกษาว่าลูกของคนที่ไม่มีเงินส่วนใหญ่แล้ว ไม่ได้เรียนหนังสือหรือถ้าหากได้เรียนก็จะต้องไปเรียนโรงเรียนที่ห่างไกล ซึ่งโรงเรียนที่ห่างไกลนั้นก็มี ครูที่ประจ าอยู่จ านวนน้อย โดยสื่อเรื่องราวเหล่านี้ผ่านตัวของครูย่าฮูกที่ประจ าอยู่ในโรงเรียนเพียงคน เดียวและไม่มีค่าตอบแทนให้ครูย่าฮูกแต่ครูย่าฮูกอยู่ด้วยใจจริงส่วนคนอื่นเมื่อเห็นว่าไกล ไม่ได้ ประโยชน์และไม่ได้ค่าตอบแทนก็ไม่ลงใจลงแรงและไม่เข้าไปประจ าไม่เข้าไปช่วยเหลือ เรายังเห็นการ แบ่งชนชั้นวรรณะหรือความไม่เท่าเทียมของคนในสังคมได้จากนกบินหลายและนกบินหา ซึ่งผู้เขียน สร้างตัวละครนกบินหลายให้เป็นนกที่มีทุกอย่างครอบถ้วยอยากเรียนที่ไหนก็ได้เรียนอยากไปไหนก็ได้ ไปอยากท าอะไรก็ได้ท า แตกต่างจากบินหาที่กว่าจะได้เรียนนั้นก็จะต้องหาทุนการเรียน หาทุนอาหาร กลางวัน และยังต้องท างานทุกอย่างต้องแลกมาด้วยหลายเหนื่อยและความพยายาม นอกจากนี้เรื่องเก้าอี้ดนตรี ในตัวของเก้าอี้นั้นยังเป็นตัวแทนของคนในสังคมที่เมื่อ เกิดมาก็มีแต่ความสดใสมองทุกอย่างในแง่ดีแต่สิ่งที่ท าให้เก้าอี้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวนั้นก็คือคนรอบ ข้างแสดให้เห็นว่าในบางครั้งสังคมก็โหดร้ายจากเรา เก้าอี้เป็นตัวแทนของคนที่ท าดีมาเสมอแต่ไม่มีใคร มองเห็นและไม่มีใครให้รางวัลคนดีนั้นเลยมีแต่ซัดแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้าหาจนท าให้จากคนหนึ่งคนที่เป็นคน สดใสร่าเริงทนทุกอย่างไม่ทนอีกต่อไปและหันมาท าร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องตนเองหลังจากนั้นคนคนนั้นก็ ถูกตีตราว่าเป็นคนไม่ดี เหมือนที่เราเคยได้ยินมาเสนอมาว่าท าดีเป็นร้อยเขาก็มองไม่ชัดเท่าท าผิดครั้ง เดียว จากคุณค่าของวรรณกรรมทางด้านปัจเจกบุคคลและด้านสังคมที่มีอยู่ในเรื่องสั้น เรื่องเจ้า หงิญท าให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสังคมมาทุกยุคทุกสมัยทั้งการดูถูกคนที่ด้อยกว่า การหย่าร้าง การศึกษาที่เข้าไม่ถึงเด็กยากจน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนภายที่ฉายซ้ าวนอยู่ภายในสังคมอย่างไม่มีที่ สิ้นสุดสิ่งที่เราในฐานะคนในสังคมคนหนึ่งจะท าได้คือการใช้ใจและน้ าใจเข้าหาผู้อื่นเอาความดีเข้าใจ กันหากทุกคนเป็นเช่นนั้นสังคมอาจจะน่าอยู่ขึ้นกว่าในเรื่องสั้นบางเรื่อง


25 เอกสำรอ้ำงอิง ขจิตขวัญ กิจวิสาละ.(2564). “ศาสตร์การเล่าเรื่องในสื่อสารศึกษา” วำรสำรศำสตร์. จรรยวรรณ เทพศรีเมือง. (2560). ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณกรรม. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาวรรณกรรมไทยปัจจุบัน. ชมัยภร แสงกระจ่าง. (2561). 11 ยุค นวนิยำยไทยร่วมสมัยหลัง พ.ศ. 2475. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 256๕, จาก https://www.isranews.org/isranews-article/68160-novel68160.html ชลธิรา กลัดอยู่. (2517). กำรใช้ภำษำ. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย. บินหลา สันคาราคีรี. (2548). เจ้ำหงิญ. พิมพ์ครั้งที่ 9.กรุงเทพฯ. มติชน. ,มาโนช ดินลานสกุล. (2565). เอกสำรค ำสอน 0111362 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2565 วรรณกรรม ปัจจุบัน Contemporary Literature. สิทธา พินิจภูวดล. (2520). ควำมรู้ทั่วไปทำงวรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : ดวงกมล. ส านักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ชุมชนคนรักการอ่าน.วุฒิชำติ ชุ่มสนิท.สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 256๕, จาก https://www.praphansarn.com/home/detail_author_th/87 เสาวณิช จุลวงศ์. (2557). “วงวรรณกรรมไทยในกระแสหลังสมัยใหม่ (จบ)”. ปีที่ 20 (ฉบับที่ 1) วรุณญา อัจฉริยบดี. (2565). เรื่องสั้น วิชำวรรณกรรมปัจจุบัน.สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2565. จาก https://elfhs.ssru.ac.th/warunya_aj/


Click to View FlipBook Version