The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้าวกั้นจิ้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2022-08-15 03:24:07

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้าวกั้นจิ้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้าวกั้นจิ้น

รายงานผลกจิ กรรมการสบื สานวฒั นธรรมภูมิปัญญาท้องถน่ิ
ข้าวกัน้ จน้ิ หรอื ข้าวเง้ยี ว อาหารของชาวไทใหญ่

จัดทาโดย
ศนู ย์การเรยี นรูท้ างภาษาดว้ ยตนเอง วิทยาลยั ชมุ ชนตาก
ภายใต้โครงการจัดการความรู้ด้านศลิ ปวัฒนธรรมและ
ภูมปิ ัญญาท้องถนิ่ เพอื่ ยกระดับสเู่ ศรษฐกิจสร้างสรรค์

วิทยาลัยชุมชนตาก สถาบันวิทยาลัยชมุ ชน

สารบัญ หนา้

เรอ่ื ง 1
1
การสบื สานวัฒนธรรมภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ด้านอาหาร 4
ความหมายของภมู ปิ ญั ญาท้องถ่นิ 7
ประเภทของภูมิปัญญาท้องถ่ิน 11
11
ภมู ิปญั ญาท้องถิน่ อาเภอแมส่ อด จงั หวัดตาก 16
ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ เร่ือง ข้าวกั้นจ้ินหรอื ขา้ วเงี้ยว 17
18
ขอ้ มลู ทว่ั ไปของตาบลท่าสายลวด อาเภอแม่สอด 19
การทาข้าวกน้ั จน้ิ หรอื ข้าวเงี้ยว
อุปกรณ์การทาขา้ วกนั้ จน้ิ หรือข้าวเงย้ี ว
วิธกี ารทาขา้ วกนั้ จิ้นหรือขา้ วเง้ยี ว
อ้างอิง/แหลง่ ท่ีมา

การสืบสานวฒั นธรรมภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ ด้านอาหาร

ความหมายและความสาคัญของภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่เป็นมรดกทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นแหล่งความรู้และ
สภาพแวดล้อมในท้องถ่ินทอี่ ยู่ใกล้กับสถานศึกษาและเด็กมากที่สุด ขณะที่สื่อพ้ืนบ้านสามารถช่วยส่งเสริม
การเรียนรู้และสร้างความสนใจในการปฏิบัติกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี การนาภูมิปัญญา
ทอ้ งถิ่น และส่ือพื้นบ้านมาใช้ในการจัดประสบการณ์และกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยจึงมีความสอดคล้องกับ
วถิ ีชีวิต ความเปน็ อยู่และวิถกี ารเรียนรู้ของเด็กวยั นี้ ทเ่ี รียนรู้ผ่านการเล่น การมปี ระสบการณ์ตรง และการ
ใช้ประสาท สัมผัสทั้ง 5 ดังน้ัน เพื่อให้การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ครูจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในความหมายและความสาคัญของภูมิปัญญาท้องถ่ิน และสื่อพื้นบ้าน
ดังมรี ายละเอียดต่อไปนี้

1.ความหมายของภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น

ในเรื่องน้จี ะอธบิ ายความหมายของภูมปิ ัญญาท้องถิน่ และสื่อพืน้ บ้านในทัศนะของนักวิชาการ
ทไี่ ด้ ใหค้ วามหมายไวอ้ ย่างหลากหลาย ทง้ั ที่มีลักษณะคลา้ ยคลงึ กนั และแตกตา่ งกนั ดังนี้

1.1 ความหมายของภูมิปัญญาท้องถ่ิน คาว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีคาอ่ืนท่ีเกี่ยวข้องอีกหลายคา
ซ่งึ มีความหมายใกล้เคยี งกันและใช้ในบรบิ ททีค่ ล้ายกัน เช่น ภูมปิ ัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน และภูมิปญั ญา
ไทย นักศึกษาจึงควรศึกษาและทาความเข้าใจความหมายของคาดังกล่าว เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
และสามารถนามาใชไ้ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ซึง่ ความหมายของคาตา่ ง ๆ ดงั กลา่ วมผี ู้ใหค้ วามหมายไวใ้ นแงม่ ุมตา่ ง ๆ
ดงั น้ี

1.1.1 ภมู ิปัญญา (Wisdom) พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2546
(ราชบัณฑิตยสถาน 2546) ให้ความหมายของภูมิปัญญาว่าหมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ ขณะท่ี
ประเวศ วะสี (2534 อ้างถึง ใน ปาน กิมปี 2557 น. 5-6) อธิบายภูมิปัญญาไว้ว่า เป็นสัจธรรมที่เด่นชัด
ไม่ว่าสังคมหรือชุมชนใด ก็ตามเม่ือเกิดข้ึนและดารงอยู่มานาน ล้วนจะต้องมีภูมิปัญญาของตนเอง ไม่เช่นน้ันก็
อยู่ไม่ได้ ตัวภูมิปัญญา มีลักษณะเป็นกระบวนการท่ีสะสมเป็นระยะเวลายาวนานว่าทาอย่างไรประชาชนจึงมี
ชีวิตอยู่ได้โดย สอดคล้องกับธรรมชาติท่ีนั่น ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสมประสบการณ์และการเรียนรู้มา
ยาวนาน ความรู้ด้านต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันไปหมด ไม่ได้แยกออกเป็นวิชา ๆ ตามท่ีร่าเรียนกัน ดังน้ัน ความรู้
เกี่ยวกับเศรษฐกิจ อาชีพ ความเป็นอยู่ การใช้จ่าย การศึกษาและวัฒนธรรมจึงมีลักษณะผสมกลมกลืนหรือ
เช่ือมโยงกนั

เอกวิทย์ ณ ถลาง (2544, น. 11-12) อธิบายว่า ภูมิปัญญาเป็นความรู้ ความคิด ความเช่ือ
ความสามารถ ความชัดเจนท่กี ลุ่มชนได้จากประสบการณ์ทสี่ งั่ สมไวใ้ นการปรบั ตวั และดารงชีพในระบบนิเวศ
หรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมทางสังคม-วัฒนธรรมที่ได้มีพัฒนาการสืบสานกันมา
ภูมิปัญญาเป็นความรู้ ความคดิ ความเชือ่ ความสามารถ ความชดั เจนท่เี ป็นผลของการใชส้ ติปัญญา ปรบั ตัว
กบั สภาวะตา่ ง ๆ ในพ้นื ทที่ ่กี ลุ่มชนน้นั ตั้งหลกั แหล่งถิ่นฐานอยู่ และได้แลกเปล่ียนสงั สรรค์ทางวฒั นธรรมกับ
กลุ่มชนอ่ืน จากพื้นที่สิ่งแวดล้อมอื่นที่ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กัน แล้วรับเอาหรือปรับเปลี่ยน มาสร้าง

ภูมิปัญญาท้องถน่ิ เรอ่ื ง “ข้าวก้ันจ้นิ หรอื ข้าวเง้ียว (อาหารไทใหญ)่ ” 1

ประโยชน์หรือแก้ปัญหาในส่ิงแวดล้อมและบริบททางสังคม-วัฒนธรรมของกลุ่มชนน้ัน ภูมิปัญญาจึงมีทั้ง
ภูมิปัญญาอันเกิดจากประสบการณ์ในพื้นที่ ภูมิปัญญาที่มาจากภายนอก และภูมิปัญญาท่ีผลิตใหม่ หรือ
ผลติ ซา้ เพอื่ การแกป้ ัญหาและการปรับตัวให้สอดคลอ้ งกบั ความจาเป็นและความเปล่ยี นแปลง

สรุปได้ว่า ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ ความคิด ความสามารถ ท่ีเป็นผลมาจากการใช้ความคิด
และสติปัญญาในการปรับตัวและดารงชีวิตให้สอดคล้องกบั ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมของชมุ ชน เป็น
กระบวนการท่ีเกดิ ข้นึ เรยี นรู้ และสะสมมาเปน็ ระยะเวลานาน สามารถใชห้ รือปรับเปลี่ยนมาสรา้ งประโยชน์
และแก้ปัญหาในการดาเนินชีวิตของคนในสังคม ภูมิปัญญาอาจเกิดจากประสบการณ์ของกลุ่มชนในชุมชน
จากภายนอกชมุ ชน และ/หรือผลติ ใหม่ หรือผลิตซา้ ขึน้ มาก็ได้

1.1.2 ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Wisdom) สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน (2538,
น. 248) ใหค้ วามหมายของภูมิปัญญาชาวบ้านว่าเป็นความรู้ของชาวบ้านที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และ
ความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน ซ่ึงได้เรียนรู้จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพ่ีน้อง และผู้ท่ีมีความรู้ในชุมชน
ความรู้เหล่านี้เก่ียวข้องกับการดาเนินชีวิต เป็นแนวทางหลักเกณฑ์ มีวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์
ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์กับผู้ล่วงลับไปแล้วกับสิ่งศักด์ิสิทธ์ิและกับธรรมชาติ ความรู้ท่ี
ส่งั สมมาแตบ่ รรพบุรษุ สบื ทอดจากคนรนุ่ หนง่ึ ไปสคู่ นอกี รุ่นหนึง่ ระหวา่ งการสืบทอดมีการปรบั ปรุง ประยกุ ต์
และเปล่ียนแปลงจนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขณะท่ี
สานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2538, น. 55) อธิบายว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นเพ
รากฐานความ รอบรู้ของชาวบ้าน หรือความรอบรู้ของชาวบ้านท่ีเรียนรู้และมีประสบการณ์สืบทอดกันมา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างท่ีชาวบ้านคิดได้เองและนามาใช้แก้ปัญหา
เป็นสติปัญญา เป็น องค์ความรู้ท้ังหมดของชาวบ้าน ท้ังในแง่มุมที่กว้างและลกึ ที่ชาวบ้านสามารถทาได้เอง
โดยอาศัยศักยภาพ ที่มีอยู่แก้ปัญหาการดาเนินชีวิตในท้องถิ่นได้เหมาะสมกับกาลสมัย สอดคล้องกับท่ี
Orlando (1988 อา้ ง ถึงใน สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541, น. 13) อธบิ ายวา่
ภูมิปัญญาเป็นศาสตร์ ของประชาชน เป็นความรู้ชาวบ้านท่ีผ่านการปฏิบัติมาแล้วอย่างโชกโชน เป็นส่วน
หน่ึงของมรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกเก็บไว้ แต่เป็นความรู้ท่ีปฏิบัติ มีพลังและสาคัญยิ่ง
ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตอยู่รอด สร้างสรรค์การผลิต และช่วยในด้านการทางาน เป็นสิ่งท่ีสะสมมานาน
เปน็ โครงสร้างความรูท้ ม่ี หี ลกั การ มีเหตุและมผี ลในตวั เอง

นอกจากน้ี เอกวทิ ย์ ณ ถลาง (2544, น. 8) ให้ความหมายของภมู ิปญั ญาชาวบา้ นวา่ หมายถึง
ความรู้ ความสามารถ ความคิด ความเชื่อ ความชัดเจนท่ีกลุ่มชนได้จากประสบการณ์ท่ีส่ังสมกันไว้ใน การ
ปรบั ตวั และการดารงชวี ติ ในระบบนิเวศหรือสภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาติและสังคมวฒั นธรรมท่ีได้มี การสืบ
ทอดกันมา และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับกลุ่มชนอื่น ก่อให้เกดิ การแกป้ ัญหาในส่วนท่ี เป็นบริบท
ของสังคมและวัฒนธรรมของกล่มุ ชน

สรุปไดว้ า่ ภูมปิ ญั ญาชาวบา้ น หมายถึง รากฐานความรขู้ องชาวบา้ นท่ีสรา้ งขน้ึ จาก ประสบการณ์
และความรอบรู้ รวมท้ังได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และท่ีได้มีการปรับปรุง เปล่ียนแปลงให้เข้ากับ
สภาพการณ์ทางแวดล้อม และวัฒนธรรมท่ีมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อนามาใช้ประโยชน์ ในการดารงชีวิตได้อย่าง
เหมาะสม

ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ เร่อื ง “ขา้ วก้นั จน้ิ หรือขา้ วเง้ียว (อาหารไทใหญ)่ ” 2

1.1.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2546
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) ได้ให้ความหมายของคาว่า “ภูมิปัญญาท้องถ่ิน” ไว้ โดยแยกให้ความหมาย
ของคาว่า “ภูมิปัญญา” ว่าหมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ และคาว่า “ท้องถิ่น” ว่าหมายถึง ท้องที่ใด
ท้องทีห่ นึง่ โดยเฉพาะ ดังน้ัน คาวา่ “ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ ” จงึ หมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถของท้องทใี่ ด
ท้องท่ีหน่ึง สอดคล้องกับที่สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553, น. 26) อธิบายความหมายของ
ภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ วา่ หมายถึง ความรู้ท่ีมีอยู่ทว่ั ๆ ไปในสังคม ชมุ ชน และในตัวผู้รู้เอง เป็นความรทู้ ่ีเกิดจาก
ประสบการณใ์ นชีวิตของคนคนนั้น สิ่งท่เี รยี นร้ผู า่ นกระบวนการศึกษา สงั เกต คดิ วเิ คราะห์ และลงมอื ปฏบิ ัติ
จนเกิดปัญญาในแต่ละท้องถิ่นน้ัน ๆ จนกระทั่งส่ิงที่เรียนรู้มาจากหลาย ๆ เร่ืองได้ถูกประกอบกันขึ้นแล้ว
ตกผลกึ เปน็ องคค์ วามรู้

นอกจากน้ี วริ ุฬห์ นิลโมจน์ (2558, น. 9-5) ได้สงั เคราะห์ความหมายของภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน
ไว้ในทานองเดียวกับที่พัชรินทร์ สิรสุนทร (2552, น. 6) อธิบายความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ว่า
เป็นองค์ความรอู้ นั ลมุ่ ลึกหรือการหย่งั รูท้ ่ีเกิดจากการส่ังสมประสบการณ์การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการใช้
ทกั ษะ ความชานาญในการทากิจกรรม การดาเนินชีวิตของคนในแต่ละท้องถ่ินท่มี ีสมั พันธภาพอันแนบแน่น
ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอานาจเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการ
เรียนรู้และถ่ายทอดสืบต่อกนั มา จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหน่ึงจนเป็นวิถีชีวิต เป็นมรดกทางวฒั นธรรม
ท่ีมีคุณค่า และมีความหมายที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ภูมิปัญญาจึงไม่ใช่ส่ิงที่เกิดข้ึนมาลอย ๆ
แต่เปน็ ผลของกระบวนการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสรรพส่ิงรอบ ๆ ตัวภายในระบบนิเวศท้องถิ่น ทั้งระบบ
นิเวศ ธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยาวัฒนธรรม สอดคล้องกับที่รุ่ง แก้วแดง (2546, น. 4) กล่าวว่า
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะของคนในท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสม
ประสบการณ์ที่ผ่าน กระบวนการเลือกสรรเรียนรู้ และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนา
ชวี ติ ของคนในท้องถนิ่ ใหส้ มดุลกับสภาพแวดล้อมและยคุ สมยั

สรุปไดว้ า่ ภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ หมายถึง องคค์ วามรูท้ เ่ี กิดจากการส่ังสมความรูแ้ ละประสบการณ์
ของคนในชุมชนหรือท้องถน่ิ ท่ีมีการถ่ายทอดกันมาจากร่นุ สูร่ ุ่นจนเปน็ วิถชี ีวติ มรดกทางวัฒนธรรมท่ีมีคุณค่า
และมีความหมายเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถ่ินท่ีนามาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนใน
ทอ้ งถ่ิน

1.1.4 ภูมิปัญญาไทย (Thai Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของ
คนไทยที่เกิดจากการส่ังสมประสบการณ์ท่ีผ่านกระบวนการเลือกสรร เรียนรู้ ปรุงแต่ง และถ่ายทอดสืบต่อ
กนั มา เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทย ให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกบั ยุคสมัย
และเป็นภูมปิ ญั ญาทีค่ นท้ังชาติใช้และปฏิบัติร่วมกนั (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ, 2544)

ภูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ เรอ่ื ง “ข้าวกัน้ จนิ้ หรอื ข้าวเงย้ี ว (อาหารไทใหญ่)” 3

เสรี พงศ์พิศ (2536, น. 33) ได้อธบิ ายความหมายของภมู ปิ ัญญาไทยว่า เปน็ องค์ความรู้ดา้ น
ตา่ ง ๆ ของการดารงชีวิตของคนไทยท่ีเกิดจากการสะสมประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางออ้ ม ประกอบกับ
แนวคิดวิเคราะห์ในการแกป้ ัญหาต่าง ๆ ของตนเอง จนเกดิ หลอมตัวเป็นแนวความคดิ ในการแกป้ ัญหาท่เี ป็น
ลักษณะของตนเองท่ีสามารถพัฒนาความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับกาลสมัยในการแก้ปัญหาใน
การดารงชวี ิต ขณะทเ่ี อกวทิ ย์ ณ ถลาง (2537 อา้ งถงึ ในสานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ
, 2541, น. 15) ได้อธิบายคาว่า ภูมิปัญญาไทยว่าเป็นผลของประสบการณ์สั่งสมของคน ท่ีเรียนรู้จาก
ปฏสิ มั พันธ์ กับสงิ่ แวดล้อม ปฏิสมั พนั ธใ์ นกลุ่มชนเดยี วกนั และระหวา่ งกลุ่มชนหลาย ๆ ชาตพิ นั ธ์ุ รวมไปถึง
โลกทัศน์ทม่ี ีตอ่ สิ่งเหนอื ธรรมชาติ ภูมปิ ัญญาเหลา่ นี้เคยเอ้อื อานวยให้คนไทยแก้ไขให้ดารงอย่แู ละสรา้ งสรรค์
อารยธรรมได้อย่างดุลยภาพกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระดับพื้นฐานหรือระดับชาวบ้าน ภูมิปัญญาใน
แผ่นดินนีม้ ิได้เกดิ ขึน้ เปน็ เอกเทศ แต่มสี ว่ นแลกเปล่ยี น เลือกเฟน้ และปรบั ใช้ภูมปิ ญั ญาจากอารยธรรม

จากท่ีกล่าวมาสรุปได้ว่า ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะ
ของคนไทยในด้านต่าง ๆ ทเ่ี กิดจากการสะสม เลือกสรร และพัฒนาปรับปรุงอย่างมรี ะเบียบแบบแผนและมี
รูปแบบที่เป็นท่ียอมรับและได้รบั การถ่ายทอดกนั มาในสงั คม เพอื่ เออื้ ประโยชน์ตอ่ การดารงชีวิต และการอยู่
รว่ มกันของผคู้ นแตล่ ะยุคแตล่ ะสมยั

จากความหมายของภูมิปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถ่ิน และภูมิปัญญาไทย
ดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกันคือมี 2 มิติ ท้ังมิติที่เป็นรูปธรรมซ่ึงเป็นเรื่องของเทคนิควิธีการ เช่น วิธีการ
อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การปรุงอาหาร ฯลฯ และมิติท่ีเป็นนามธรรมซ่ึงเป็นเร่ืองของปรัชญา
การดาเนินชีวิต ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ ท่ีเกิดจากการสั่งสม
ประสบการณ์ เลือกสรร สังเคราะห์ เพ่ือพัฒนา ปรับปรุงและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นองค์ความรู้ท่ี
สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ บริบทของสังคม และวัฒนธรรมชมุ ชน ท่ีสามารถนามาใชป้ ระโยชนใ์ นการแก้ปญั หา
ในการดาเนินชีวิต เพียงแต่ระดับขององค์ความรู้ดังกล่าวมีความแตกต่างกัน ซ่ึงมี 2 ระดับ คือ 1) ระดับ
บคุ คลหรือระดบั ทอ้ งถิ่น ซงึ่ นกั วิชาการหลายคนมีความเห็นวา่ ภูมิปญั ญาชาวบา้ นและภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ เปน็
สงิ่ เดียวกันเนื่องจากอยใู่ นระดับเดยี วกัน และ 2) ระดบั ชาติ ทเี่ ป็นภูมปิ ัญญาไทย

ประเภทของภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน
ภูมิปญั ญาท้องถิน่ มหี ลากหลายประเภทขึน้ อย่กู ับเกณฑท์ ่ีใช้ในการจาแนก ซงึ่ นักวชิ าการใช้
เกณฑ์ในการจาแนกที่แตกต่างกันออกไป ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1.1 การจาแนกตามแหล่งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ (2554, น. 7-49)
ได้จาแนกภมู ปิ ัญญาท้องถ่นิ ตามแหลง่ ถา่ ยทอดภมู ิปัญญาทอ้ งถน่ิ ออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี

1.1.1 ภมู ิปัญญาท้องถ่ินประเภทบคุ คล ครอบคลุมบุคคล หรือกล่มุ บุคคลที่มคี วามรู้ในเรื่อง
ใดเร่ืองหนึง่ บคุ คลทีท่ าหน้าที่เป็นผู้นาในเรอ่ื งพิธีกรรมสาคัญของทอ้ งถิ่น บคุ คลท่ีมคี วามรู้ความสามารถใน
การปฏิบัติ การประดิษฐ์ และการเกษตรกรรม โดยบุคคลท่ีเป็นภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นอาจเปน็ ผู้ริเริ่มหรือเป็นผู้
สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ครูภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน พระภิกษุ ผู้นาชุมชน ผู้รู้ พ่อเฒ่า
แม่เฒา่ ฯลฯ

1.1.2 ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ ประเภทสถานที่ ครอบคลมุ สถานที่ทมี่ คี วามสาคัญกับท้องถิ่นในดา้ น
ประวัติศาสตร์ ศาสนา พิธีกรรม สถานที่ทางธรรมชาติ สถานท่ีท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แหล่งเพาะปลูก
ตามแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพยี ง ทงั้ ท่เี ปน็ บุคคล หนว่ ยงานราชการ และองคก์ รเอกชน

ภูมปิ ัญญาท้องถิ่น เรือ่ ง “ขา้ วกั้นจ้นิ หรือขา้ วเง้ยี ว (อาหารไทใหญ)่ ” 4

1.1.3 ภูมิปัญญาท้องถ่ินประเภทวัสดุอุปกรณ์ ครอบคลุมวัสดุอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ถ่ายทอด
ความรใู้ นรปู แบบของสื่อสิง่ พิมพ์ สือ่ ของจรงิ และของจาลองทใ่ี ช้นาเสนอความรเู้ กย่ี วกับภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ

1.2 การจาแนกตามศาสตร์สาขาวิชา สานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, น. 15-17) ได้
จาแนกประเภทของภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่ ตามศาสตรส์ าขาวชิ าตา่ ง ๆ ออกเป็น 9 สาขาวิชา ดงั นี้

1.2.1 ด้านเกษตรกรรม ครอบคลุมความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และ
เทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานเกษตรด้ังเดิมที่ท้องถิ่นใช้พ่ึงพาตนเองใน
สภาวการณ์ต่าง ๆ เชน่ การทาเกษตรแบบผสมผสาน การแกป้ ัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแกป้ ัญหา
ด้านการผลติ (เช่น การแกไ้ ขโรคและการกาจัดแมลง) และการปรับใชเ้ ทคโนโลยที ่ีเหมาะสม ฯลฯ

1.2.2 ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ครอบคลุมความสามารถในการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต การแก้ปัญหาด้านการบริโภคให้ปลอดภัย กระบวนการท่ีชุมชน
ทอ้ งถนิ่ ใชใ้ นการพ่ึงพาตนเองในการผลติ และจาหนา่ ยผลผลติ ทางหัตถกรรม

1.2.3 ด้านการแพทย์แผนไทย ครอบคลุมความสามารถในการจัดการป้องกัน และรักษา
สขุ ภาพของคนในชมุ ชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึง่ พาตนเองทางดา้ นสุขภาพอนามยั ได้ เชน่ การนวด แผน
โบราณ การดแู ลรักษาแบบพ้ืนบา้ นโดยใช้สมุนไพร หรอื สิ่งทห่ี าไดจ้ ากธรรมชาติในการรักษา ฯลฯ

1.2.4 ดา้ นการจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ครอบคลุมความสามารถเก่ยี วกับ
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากคุณค่าของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยา่ งสมดุลและยัง่ ยืน เชน่ การอนุรักษ์ป่าชายเลน การจัดการป่าต้นนา้
และป่าชมุ ชน ฯลฯ

1.2.5 ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ครอบคลุมความสามารถในด้านการบริหารจัดการด้าน
การสะสมและบริหารกองทุน และธุรกิจชุมชน ทั้งท่ีเป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพ่ือเสริมชีวิตความเป็นอยู่
ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเร่ืองกองทุนของชุมชนในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคาร
หม่บู า้ น ฯลฯ

1.2.6 ด้านศิลปกรรมครอบคลุมความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ
เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ที่ท้องถ่ินได้สั่งสมความรู้ ความชานาญ และถ่ายทอด
ออกมาเป็นงานศิลปะทป่ี รากฏในสถานทตี่ า่ ง ๆ ของทอ้ งถ่ิน

1.2.7 ด้านภาษาและวรรณกรรม ครอบคลุมความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษา
ทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษาของแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนงานวรรณกรรม
ทกุ ประเภทท่ีเป็นเอกลักษณ์ของแตล่ ะท้องถิ่น เช่น เพลงพ้ืนบา้ น นิทาน เรอื่ งเล่า คติชน คาประพันธ์ รอ้ ยแก้ว
และร้อยกรองประเภทต่าง ๆ

1.2.8 ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ครอบคลุมความสามารถในการประยุกต์และปรับ
ใช้หลกั ธรรมคาสอนทางศาสนา ความเช่ือ และประเพณดี ั้งเดมิ ทม่ี ีคุณคา่ ใหเ้ หมาะสมตอ่ การประพฤติปฏิบตั ิ
ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา พิธีกรรมทางศาสนา และ
ประเพณที ่เี ปน็ เอกลกั ษณ์ของแตล่ ะทอ้ งถนิ่ ฯลฯ

1.2.9 ด้านโภชนาการ ครอบคลุมความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่ง
อาหารและยาใหเ้ หมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และการรกั ษาโรคตามอาการต่าง ๆ โดยอาศัยสงิ่ ท่ีมี
อยู่ในทอ้ งถนิ่ ผา่ นกระบวนการคัดสรร ทดลอง และเลอื กเฟ้นจนไดแ้ นวทางปฏบิ ัติที่เหมาะสม

ภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน เรอ่ื ง “ข้าวกั้นจิ้นหรือข้าวเง้ียว (อาหารไทใหญ)่ ” 5

1.3 การจาแนกตามความเกย่ี วข้องกับการดาเนินชวี ติ ของบคุ คลในแตล่ ะทอ้ งถิ่น สามารถจาแนก
ออกได้เป็น 9 ประเภท (จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์, 2543, น. 4-7, เดชบดินทร์ รัตน์ปิยะภาภรณ์,
พัชรินทร์ จึงประวัติ, และสุมานิการ์ จันทร์บรรเจิด, 2550, น. 190-230; ชุติมา เวทการ, 2551, น.
51-70) ดังน้ี

1.3.1 ด้านชีวิตความเป็นอยู่และวิทยาการ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะที่เก่ียวข้องกับ
การดาเนินชีวิตของกลุ่มคนในทอ้ งถิ่นเพื่อเสรมิ ความเป็นอยู่ให้ดีข้ึน โดยอาศัยปราชญ์ ผู้รู้ ผู้อาวุโสท่ีเป็นที่
เคารพของทอ้ งถ่ินเปน็ ผู้กระทา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุน่ เกีย่ วกับภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นในเรอ่ื งชวี ประวัติบคุ คล
สาคัญ ทอ่ี ยอู่ าศัย การประดษิ ฐ์เครอ่ื งมือเครอ่ื งใช้ การสาธารณสุข และการประกอบอาชพี ท่เี ป็น เอกลกั ษณ์
ของท้องถ่ิน

1.3.2 ด้านอาหารการกิน ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเก่ียวกับการแสวงหาอาหาร
การคัดสรรส่ิงท่ีใช้เป็นอาหารบริโภคได้หรือบริโภคไม่ได้ วิธีการทาและปรุงอาหารสาหรับชีวิตประจาวัน
และเทศกาลงานสาคัญต่าง ๆ วิธีการจัดหา ประดิษฐ์เคร่ืองมือประกอบอาหาร การจัดระเบียบในการใช้
ภาชนะใสอ่ าหาร การจัดระเบยี บการกิน ตลอดจนคตคิ วามเช่อื ในการบริโภค และการถนอมอาหาร

1.3.3 ด้านการแตง่ กาย ครอบคลุมองคค์ วามรแู้ ละทกั ษะเกยี่ วกับการแสวงหาวสั ดทุ ่ีนามาทา
เคร่ืองนุ่งห่ม การย้อมสี การประดิษฐ์ลวดลาย การประดิษฐ์เคร่ืองมือและอุปกรณ์ และการจัดระเบียบ
วิธกี ารนุ่งหม่ ให้มเี อกลกั ษณ์ประจาท้องถิน่

1.3.4 ด้านทอี่ ยู่อาศัย ครอบคลุมองค์ความรแู้ ละทกั ษะเกยี่ วกับการนาวัสดุตามธรรมชาติมา
สร้างเปน็ ที่อยู่อาศัย การเลือกภูมปิ ระเทศ สงิ่ แวดล้อม ทิศทางและลม และทท่ี ามาหากนิ ท่เี หมาะสม

1.3.5 ด้านสิ่งอุปโภคต่าง ๆ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับความรู้ในการจัดหา
จัดทาสิ่งของเคร่ืองใช้ในชีวิตประจาวัน การจัดสร้างเครื่องมือสาหรับการประกอบอาชีพ การจัดสร้าง
ยานพาหนะและเครอ่ื งทุ่นแรง และการประดิษฐส์ ิง่ อุปโภคบรโิ ภคเพื่อสนองความเชื่อของบุคคล

1.3.6 ด้านความบันเทิงใจ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการสร้างแบบแผน
การละเล่น วิธกี ารเลน่ เครื่องเล่นตา่ ง ๆ กฎ กติกา ข้อตกลง โอกาสในการเล่น การจัดหาและการประดิษฐ์
เคร่อื งเล่นประกอบงานพิธีกรรมและเทศกาล และงานมหรสพต่าง ๆ

1.3.7 ด้านการละเล่นของท้องถ่ิน ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเก่ียวกับท่ีกลุ่มคนใน
ทอ้ งถน่ิ แสดงออกเพ่อื ตอบสนองความต้องการของร่างกาย อารมณ์-จิตใจ เก่ียวขอ้ งกบั ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ ใน
เร่ืองการละเล่นพ้ืนบ้าน เพลงเด็ก เพลงกล่อมเด็ก เพลงปฏิพากย์ การขับร้องดนตรี ระบาราฟ้อน มหรสพ
กฬี า และนันทนาการ

1.3.8 ด้านการดูแลรักษาตนเอง ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเก่ียวกับการตรวจ
การวินิจฉัย การรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย การตั้งครรภ์ การคัดสรรสมุนไพร การปรุงสมุนไพร
การเก็บรกั ษาสมุนไพร และการรกั ษาดว้ ยวธิ ีการนวด ประคบ การรกั ษาดว้ ยนา้ มนต์ และคาถาอาคม

1.3.9 ดา้ นจติ ใจของบุคคล ครอบคลมุ องค์ความรแู้ ละทักษะเกี่ยวกับส่ิงที่คนในทอ้ งถิ่นสร้าง
เพื่อความสุขและความสบายใจในการใช้ชีวิต และคลายความกังวลจากส่ิงท่ีไม่สามารถกาหนดคาดการณ์
หยังรู้ล่วงหน้า โดยใช้วิธีการพยากรณ์และการทานายในเร่ืองการกาหนดระเบียบของวัน เดือน ปี
ท่เี หมาะสม และเป็นฤกษ์ดสี าหรบั ทากิจกรรมต่าง ๆ การทานายฝัน การสะเดาะเคราะห์ และการเสีย่ งทาย
ในพธิ ีกรรมต่าง ๆ

ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ เร่ือง “ข้าวกน้ั จ้นิ หรือข้าวเง้ยี ว (อาหารไทใหญ)่ ” 6

สรปุ ได้ว่า ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่นสามารถจาแนกตามเกณฑ์ต่าง ๆ ได้เป็น 3 เกณฑ์ คือ 1) การจาแนก
ตามแหล่งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถนิ่ มี 3 ประเภท 2) การจาแนกตามศาสตรส์ าขาวชิ า มี 9 ประเภท และ
3) การจาแนกตามความเกย่ี วขอ้ งกับการดาเนนิ ชวี ติ ของบคุ คลในแต่ละทอ้ งถิน่ มี 9 ประเภท

ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ อาเภอแม่สอด

ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ
หมายถึง กระบวนการชาวบา้ นหรือกลุ่มชน คดิ ขนึ้ มาเพื่อแก้ไขปัญหา เป็นความรู้และประสบการณ์

ของชาวบ้านท่ีได้รับการถ่ายทอด ส่ังสมกันมานาน นอกจากน้ี ยังอาจหมายถึง แบบแผนการดาเนินชีวิตท่ีมี
คุณค่า ผ่านการพัฒนาให้เหมาะสมกับกาลเวลา ด้ังนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือความรู้ท่ีเกิดจากทักษะ
ความเชื่อ และพฤติกรรม ประสบการณ์จริงในการดาเนินชีวิตของบุคคลในแต่ละท้องถ่ิน ผ่านกระบวนการ
สังเกต ติดตาม ลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูก วิเคราะห์ แก้ไข จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่เพ่ือปรับใช้กับ
สภาพแวดลอ้ มและสังคมปจั จุบนั

ประเภทของภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลังคนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความ

นิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถิ่นมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น
สตู รทาอาหาร หรอื ตารบั ตาราต่าง ๆ ทาให้ไมเ่ ปน็ ท่ีรบั รู้กันโดยทัว่ ไป อาจจาแนกภูมิปัญญาท้องถ่นิ ออกเปน็
10 ลกั ษณะไดด้ งั น้ี

1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา - ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะท่ี
แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เน่ืองจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาท่ีแตกต่างกัน สาหรับภูมิปัญญา
ท้องถ่ินของไทยซึ่งเก่ียวกับความเช่ือในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักน้ันได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการ
ผสมผสานกับความเช่ือดังเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแตล่ ะทอ้ งถิ่น

2. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับประเพณีและพธิ ีกรรม - เนือ่ งจากประเพณีและพิธีกรรม
เป็นสิ่งท่ีดีงามที่คนในท้องถิ่นสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกาลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญา
ประเภทนี้จงึ มีความสาคัญต่อการดาเนนิ ชวี ิตในสังคมเปน็ อยา่ งมากดงั จะเห็นไดจ้ ากประเพณีและพิธีกรรมท่ี
สาคญั ในประเทศไทยลว้ นเก่ียวขอ้ งกับการดาเนนิ ชวี ิตของคนในสงั คมแทบท้ังส้ิน

3. ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่เก่ียวกับศิลปะพ้ืนบ้าน – เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะต่างๆโดย
การนาทรัพยากรที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันหลังจากนั้นได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาด
สายกลายเปน็ ศลิ ปะท่ีมคี ณุ คา่ เฉพาะถน่ิ

ภูมปิ ญั ญาท้องถนิ่ เรื่อง “ขา้ วกนั้ จิ้นหรอื ข้าวเง้ียว (อาหารไทใหญ่)” 7

4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีเกี่ยวกับอาหารและผักพ้ืนบ้าน - นอกจากมนุษย์จะนาอาหารมา
บริโภคเพอื่ การอยู่รอดแลว้ มนษุ ยย์ ังได้นาเทคนคิ การถนอมอาหารและการปรงุ อาหารมาใช้ เพอ่ื ให้อาหารท่ี
มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานซ่ึงถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งท่ี
สาคญั ต่อการดารงชวี ติ นอกจากนย้ี ังนาผักพ้ืนบา้ นชนิดต่างๆมาบรโิ ภคอกี ดว้ ย

5. ภูมิปัญญาท้องถ่ินทเ่ี ก่ียวกับการละเล่นพืน้ บ้าน - การละเล่นถือว่าเป็นการผ่อนคลาย
โดยเฉพาะในวยั เด็กซึง่ ชอบความสนุกสนานเพลดิ เพลิน ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นของไทยส่วนใหญ่จะใช้อปุ กรณใ์ น
การละเล่นที่ประดิษฐ์มาจากธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตท่ีผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้า
กบั สภาพแวดลอ้ มอย่างกลมกลนื

6. ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม - ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ซ่ึงเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมที่ปรากฏ
กระจายอยทู่ ั่วไป เชน่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จติ รกรรม เป็นต้น ซ่งึ แสดงให้เห็นถึงเทคนิค ความคิด
ความเช่ือของบรรพบรุ ษุ เปน็ อย่างดี

7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เก่ียวกับเพลงพ้ืนบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทน้ีส่วนมากแสดงออก
ถงึ ความสนุกสนาน และยังเปน็ คติสอนใจสาหรับคนในสังคม ซึ่งมีสว่ นแตกตา่ งกันออกไปตามโลกทัศน์ของ
คนในภาคตา่ งๆ

8. ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีเกี่ยวกับสมนุ ไพรและตารายาพื้นบ้าน - ภมู ิปัญญาประเภทน้ีเกิด
จากการส่ังสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังถือว่ามีความสาคัญเป็นอย่างมาก
เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสี่ ซึง่ มคี วามจาเป็นสาหรับมนุษย์ หากได้รับการพัฒนาหรอื ส่งเสริมจะเป็นประโยชน์
ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้

9. ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ินท่ีเกยี่ วกับการประดษิ ฐก์ รรม - เทคโนโลยีและสง่ิ ของเคร่ืองใชต้ ่างๆ
ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคน้ันถือเป็นการประดิษฐ์กรรมและหัตถกรรมช้ันเย่ียม ซึ่ง
ปจั จบุ ันไมไ่ ดร้ ับความสนใจในการพัฒนาและส่งเสริมภมู ปิ ญั ญาประเภทนีเ้ ทา่ ทค่ี วร หากมกี ารเรียนรู้และสบื
ทอดความคดิ เกี่ยวกับการประดิษฐก์ รรมและหัตถกรรมให้แกเ่ ยาวชน จะเป็นการรกั ษาภมู ิปัญญาของบรรพ
ชนได้อีกทางหนึง่

10. ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเกี่ยวกับการดารงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ -
เนื่องจากคนไทยมีอาชพี ท่เี กย่ี วกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทานา ทาไร่ จึงทาให้เกิดภูมิปัญญาท่ีเกี่ยวกับ
ความเช่ือและพิธีกรรมในการดารงชีวิตเพ่ือแก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการ
เพาะปลูกและเพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมท่ีเก่ียวกับการเกษตรทั่วทุกภูมิภาค
ของไทย

ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ เรื่อง “ข้าวก้นั จ้ินหรือขา้ วเง้ยี ว (อาหารไทใหญ่)” 8

อาเภอแม่สอด อาเภอแม่สอดเป็นอาเภออยู่ทางซีกตะวันตก (ของแม่น้าปิง) ของจังหวัดตาก
ประวตั ิความเป็นมามหี ลกั ฐานว่าเมื่อประมาณ 120 ปที ่ลี ่วงมา (ประมาณปี พ.ศ. 2404 – 2405) บรเิ วณ
ที่ต้ังอาเภอหรือชุมชนใหญ่ของอาเภอในปัจจุบันน้ี ได้มีชาวเขาเผ่ากะเหร่ียงต้ังถ่ินฐานทามาหากิจอยู่
เรียกช่ือหมู่บ้านว่า “บ้านพะหน่อแก” ต่อมามีคนไทยจากถ่ินอ่ืนหลายท้องท่ีทางภาคเหนือพากันอพยพลง
มาทามาหากิจในบริเวณหมู่บ้านนี้เป็นจานวนมาก และเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ ทาให้ชาวกะเหรี่ยงเจ้าของถิ่นฐาน
เดิมซ่ึงไม่ชอบอยู่ปะปนกับชนเผ่าอื่นต้องพากันอพยพไปอยู่ท่ีอ่ืน หมู่บ้านแห่งน้ีได้เจริญขึ้นตามลาดับ จน
ทางราชการได้ย้ายด่านเก็บภาษีอากรจากบ้านแม่ละเมา มาอยู่ที่หมู่บ้านพะหน่อแกแห่งน้ี จนถึงปี พ.ศ.
2441 ทางราชการจึงได้ยกฐานะหมู่บา้ นขึ้นเป็นอาเภอ เรียกชื่อว่า “อาเภอแมส่ อด” ให้อยู่ในเขตปกครอง
ของมณฑลนครสวรรค์ ตอ่ มาเมอื่ มกี ารมกี าร ปรับปรุงแก้ไขระบบบรหิ ารราชการสว่ นภมู ภิ าค อาเภอแมส่ อด
จงึ ไดเ้ ปลีย่ นมาขน้ึ กับจงั หวดั ตาก

ราชอาณาจักรสุโขทัย เมืองฉอดมีเจ้าเมืองชื่อพ่อขุนสามชนคาว่า เมืองฉอด เรียกกันนานเข้า
อาจเพี้ยนกลายมาเป็น “แม่สอด” ก็เป็นได้ อีกนัยหนึ่งอาเภอแม่สอดอาจได้ช่ือมาจากชื่อของลาห้วย
สายสาคัญท่ีไหลผ่านหมู่บ้านน้ี คือ ลาห้วยแม่สอดส่วนอีกนัยหน่ึงแม่สอดอาจมาจากคาว่า "เหม่ช็อค"
ในภาษามอญซึ่งแปลวา่ พม่าตาย

อาเภอแม่สอด ท่ีว่าการอาเภอปัจจุบันต้ังอยู่ในตาบลแม่สอด ซ่ึงอยู่ในเขตเทศบาลตาบลแม่สอด
ห่างจากแนวชายแดน 6 กิโลเมตร เป็นอาเภอท่ีมีความสาคัญทางยุทธศาสตร์ ด้วยเป็นอาเภอชายแดน
มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าตลอดแนวชายแดนด้านตะวันตกซึ่งมี
ปัญหาทางด้านการปกครอง เก่ียวกับชนกลุ่มน้อยภายในประเทศ และปัญหาเกี่ยวกับระบบการปกครอง
ภายใน ทาให้บุคคลสัญชาติพม่าพลัดถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยทามาหากินในประเทศไทย เขตอาเภอแม่สอดเป็น
จานวนมาก ทาให้เกิดปัญหาต่อประเทศไทยท้ังในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครองและการควบคุม
จนแม้ในปัจจุบันนี้ ทั้งอาเภอแม่สอดแต่เดิมนั้น เป็นเขตแทรกซึมและเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของ
ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จนต้องมีการจัดตั้งศูนย์อานวยการและประสานงานรักษาความม่ันคงภายใน
อาเภอแม่สอด (ศอป.รมน.อ.แม่สอด) ข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 2511 เพื่อดาเนินการป้องกันและปราบปราม
ผกู้ อ่ การรา้ ยคอมมวิ นสิ ต์ในพน้ื ท่ี ทาใหต้ อ้ งสญู เสียงบประมาณกาลงั คนและอาวุธเป็นจานวนไม่นอ้ ย และใน
ปัจจุบันการเคล่ือนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นท่ีอาเภอ ได้หยดุ การเคลื่อนไหวโดยเด็ดขาดแล้ว
ไม่ว่าทางด้านการเมืองหรือการทหารตั้งแต่ปลายปี 2542 เนื่องจากการดาเนินการปราบปรามของ
เจา้ หนา้ ท่ฝี ่ายรัฐบาลได้ผลตามเป้าหมาย

ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน เรอื่ ง “ข้าวก้ันจ้นิ หรือข้าวเงีย้ ว (อาหารไทใหญ)่ ” 9

ที่ตงั้ และอาณาเขต ตดิ ต่อกับ องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลแมป่ ะ ตาบลแม่ปะ
ทศิ เหนอื ติดตอ่ กับ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลแมป่ ะ ตาบลแมป่ ะ และ
ทิศตะวันออก
องค์การบริหารส่วนตาบลพระธาตุผาแดง
ทศิ ใต้ ตาบลพระธาตุผาแดง
ทิศตะวันตก ตดิ ต่อกับ เทศบาลตาบลแมต่ าว ตาบลแมต่ าว
ตดิ ต่อกับ เทศบาลตาบลทา่ สายลวด ตาบลท่าสายลวด

อาเภอแม่สอด เป็นอาเภอหน่ึงทางตอนกลางของจังหวัดตาก ได้รับการจัดต้ังเป็นอาเภอมา
ตงั้ แต่ พ.ศ. 2441 ตัวอาเภออยใู่ นทรี่ าบระหว่างภเู ขาระหว่างเทือกเขาถนนธงชัยทิวเขาในฝง่ั ประเทศ
ไทย อีกส่วนหน่ึงเป็นทิวเขาฝั่งประเทศพม่า อาเภอแม่สอดมีพื้นท่ีประมาณ 1,986 ตารางกิโลเมตร
ประชากรมีทั้งชาวเขาและคนที่อพยพจากอาเภอเมืองตากเข้าไปตั้งถ่ินฐานอยู่ รวมท้ังชาวพม่าท่ีมี
ภรรยาและบุตรเป็นคนไทยด้วย อาเภอแม่สอดอยหู่ ่างจากอาเภอเมืองตาก 86 กิโลเมตร แม่สอดเป็น
อาเภอท่ีมีการค้าระหว่างประเทศไทยกับพม่า เน่ืองจากเป็นอาเภอที่อยู่ติดชายแดน และเป็นที่ตั้งจุด
ผ่านแดนถาวรด่านพรมแดนแม่สอด เชื่อมโยงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ประวัติความ
เป็นมาของอาเภอแม่สอดนั้นยังไมป่ รากฏแน่ชดั ว่าจะเป็นเมืองฉอดของขุนสามชนท่ีเคยยกทัพไปตีกรุง
สุโขทัยหรือไม่ ยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ เมื่อดูตามสภาพบ้านเมืองของอาเภอแม่สอดน้ัน ไม่พบว่ามี
ส่ิงก่อสร้างที่เก่าแก่มีอายุอยู่ในยุคของสุโขทัยได้เลย ฉะน้ันจึงน่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน และ
ขณะนี้ได้มนี ักโบราณคดีพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทบึ ในท้องที่อาเภอแม่ระมาด ซ่ึงอาจจะเปน็ เมือง
ฉอดตามศิลาจารึกกรงุ สุโขทัยได้

ตามผังประเทศไทย พ.ศ. 2600 อาเภอแมส่ อดได้ถูกสนับสนุนใหเ้ ปน็ เขตเศรษฐกิจพิเศษตาม

หน่ึงในแนวทางของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก โดยเป็นศูนย์กลางการค้าท่ีติดต่อกับเมือง

เมยี วดใี นประเทศพม่า

วิถีการดาเนินชีวิตของคนในท้องถิ่นหรือชุมชน ผู้คนส่วนใหญ่ในอาเภอแม่สอดมีชีวิตและความ

เป็นอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นท่ีราบจานวนน้อย

ชาวบ้านทานาแบบนาปี พ้ืนที่สงู ปลูกข้าวไร่ พ้ืนท่ีท่ีราบในแอง่ เขาอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว และพืชอ่ืน ๆ ได้

คนในอาเภอแม่สอดนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้าน หากพื้นท่ีใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การ

ทานา มีแม่น้าไหลผ่าน ก็จะมีหมู่บ้านตั้งเป็นระยะ ๆ เร่ือยไปตามแม่น้า ลักษณะบ้านจะเป็นบ้านไม้ยกสูง

มีใต้ถุนโล่ง เป็นท่ีเก็บของเคร่ืองมือทาเกษตร และเป็นที่ทางานหรือพักผ่อนยามว่างได้ด้วย บ้านของ

ชาวบ้านนยิ มมงุ กระเบ้ืองและสังกะสีหรือบางครั้งก็มุงด้วยย่าคาและใบตองตึง ส่วนมากจะไม่ค่อยนิยมแล้ว

ถัดจากบ้านก็จะเป็นยุ้งข้าวขนาดใหญ่เล็กตามฐานะ นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์เล้ียง เช่น ไก่ เป็ด วัว ควาย

ชาวบ้านมีลักษณะเหมือนคนไทยท่ัวไป แต่เป็นเชื้อสายไทยยวน หรือโยนก คนแม่สอดเองเรียกคนกลุ่ม

เดียวกนั ว่า “คนเมือง” ลกั ษณะเดน่ กวา่ คนไทยกลมุ่ อื่นคือ ผวิ ค่อนขา้ งขาว รูปร่างสันทดั ไม่สงู ไม่เตีย้ เกนิ ไป

สว่ นใหญ่รปู ร่างผอมบาง มีภาษาท่เี ป็นภาษาถิ่นของตวั เอง หรือท่ีเข้าใจกันว่า “คาเมือง” ภาษาไทยเหนือมี

ภูมิปัญญาท้องถน่ิ เรือ่ ง “ขา้ วกน้ั จนิ้ หรือขา้ วเง้ียว (อาหารไทใหญ่)” 10

ระบบตัวอักษรบันทึกท่ีเรียกว่า “อักษรล้านนา” บันทึกเร่ืองราวทางพุทธศาสนา คัมภีร์ต่าง ๆ ตลอดจน
กฎหมายและความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน อักษรล้านนานี้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญเดิม มีอายุรุ่นเดียวกับ
อักษรพ่อขุนรามคาแหง หรืออาจเก่ากว่านั้นอีก นอกจากนั้นชาวอาเภอแม่สอดยังมีหมู่บ้านที่ชาวบ้านเป็น
ชาวกะเหรย่ี งแยกหรือปะปนกันไปตามหมู่บา้ น ชุมชน ต่างๆ แต่ด้วยยุคสมัยและการเวลาท่เี ปลีย่ นแปลงไป
จงึ ทาให้อาเภอแม่ระมาด มีความเปลยี่ นแปลงไปมากข้ึนอย่างเหน็ ไดช้ ัด และมผี ู้คนที่ย้ายมาจากตา่ งถ่นิ ตา่ ง
อาเภอต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่อย่างไรนั้นความเป็นอาเภอแมส่ อดก็ยังคงไม่จางหายและ
ดาเนินอยู่ต่อไป

ภูมปิ ญั ญาท้องถิ่น เร่ือง การทาข้าวกนั้ จน้ิ (อาหารไทใหญ่)

บรบิ ทพน้ื ที่ตาบลท่าสายลวด
ตาบลท่าสายลวด ตั้งอยู่ในพื้นท่ีอาเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ

เกษตรกรรมเป็นหลัก ตาบลท่าสายลวดเกิดขึ้นจากการอพยพเข้ามาทาเกษตรกรรมริมแม่น้าเมยของชาวไทย
ในอดีต ต่อมามีการเดินสายโทรเลขจากไทยไปพม่า ชาวบ้านจึงใช้เส้นทางเดียวกันนี้ในเดินเท้า ต่อมามีการ
สร้างวัดและท่าข้ามเรือ จึงใช้ตั้งช่ือ เช่น “ท่าสายลวด” “วัดท่าสายโทรเลข” เม่ือมีจานวนบ้านเรือนเพิ่มขึ้น
จึงเรียกหมู่บ้านว่า “บ้านท่าสายลวด” ต่อมาได้ยกฐานะเป็นตาบลเม่ือปี พ.ศ. 2493 ใช้ชื่อว่า “ตาบลท่าสาย
ลวด” อย่ใู นความรบั ผดิ ชอบของอาเภอแมส่ อด

1.ขอบเขตพ้นื ที่
อาณาเขตตดิ ต่อตง้ั แต่เขตเทศบาลตาบลท่าสายลวด ไปทางทิศตะวนั ตกจดแม่น้าเมย
ซงึ่ เป็นเสน้ แบ่งเขตแดนระหวา่ งไทยกับสหภาพเมียนมา มเี ขตติดตอ่ กับสถานท่ีใกลเ้ คยี ง ดังน้ี

ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กับเขตองค์การบริหารส่วนตาบลท่าสายลวด
ทิศใต้ ตดิ ต่อกับเขตองค์การบริหารส่วนตาบลทา่ สายลวด
ทิศตะวนั ออก ติดต่อกับเขตเทศบาลเมืองแม่สอด
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอ่ กับเขตประเทศสหภาพเมยี นมา โดยมีแมน่ ้าเมยเปน็ เส้นกัน้
พรมแดน

2.ลักษณะภูมปิ ระเทศ
ลกั ษณะภูมิประเทศของเทศบาลตาบลท่าสายลวด เปน็ พื้นที่ราบท้ังหมด เทศบาลตาบลท่าสายลวด
มพี ้นื ที่ท้ังหมด 10.10 ตารางกโิ ลเมตร หรือประมาณ 6,312.50 ไร่ คิดเปน็ รอ้ ยละ 0.05 ของเน้ือทีอ่ าเภอแม่สอด

ภูมิปญั ญาท้องถิน่ เรื่อง “ข้าวกั้นจน้ิ หรอื ขา้ วเงย้ี ว (อาหารไทใหญ)่ ” 11

3.ลกั ษณะภูมิอากาศ ประกอบด้วยฤดูกาลตา่ ง ๆ 3 ฤดู ได้แก่
- ฤดฝู น ปกติ เริ่มตัง้ แต่เดือน พฤษภาคม - ตุลาคม
- ฤดหู นาว ปกติ เรม่ิ ต้ังแตเ่ ดือน พฤศจิกายน - กุมภาพนั ธ์
- ฤดูรอ้ น ปกติ เรมิ่ ตัง้ แตเ่ ดือน มนี าคม - เมษายน

อุณหภูมิ เฉลี่ยตลอดปี 27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิ เฉลย่ี เดือน มกราคม - มีนาคม 23.1 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิ เฉลี่ยเดือน เมษายน - มถิ ุนายน 28.9 องศาเซลเซียส
อณุ หภมู ิ เฉลี่ยเดือน กรกฎาคม - กันยายน 27.7 องศาเซลเซียส
อณุ หภมู ิ เฉล่ียเดือน ตลุ าคม - ธันวาคม 23.8 องศาเซลเซียส
ปรมิ าณนา้ ฝนเฉล่ยี 29.4 มม. / ปี
ปรมิ าณนา้ ฝน เฉล่ียเดือน มกราคม - มีนาคม 7.5 ม.ม.
ปริมาณน้าฝน เฉลยี่ เดอื น เมษายน - มิถนุ ายน 46.4 ม.ม.
ปริมาณน้าฝน เฉลย่ี เดอื น กรกฎาคม - กันยายน 48.8 ม.ม.
ปริมาณนา้ ฝน เฉล่ยี เดือน ตุลาคม - ธันวาคม 17.9 ม.ม.

4.เขตการปกครอง
การปกครอง
จานวนหมู่บ้านในเขตตาบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่

1.หมทู่ ่ี 1 บา้ นแมต่ าว
2.หม่ทู ี่ 2 บ้านรมิ เมย
3.หมทู่ ่ี 3 บ้านทา่ อาจ
4.หม่ทู ี่ 4 บ้านวงั ตะเคียน
5.หมทู่ ี่ 5 บา้ นหนองก่งิ ฟ้า
6.หมู่ที่ 6 บา้ นหว้ ยมว่ ง
7.หมู่ที่ 7 บ้านวังตะเคยี นใต้

การปกครองส่วนท้องถิ่น
ตาบลท่าสายลวด แบ่งการปกครองออกเป็นสองสว่ น ประกอบด้วยเทศบาลตาบลทา่ สายลวด และ

องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลทา่ สายลวด
1. เทศบาลตาบลทา่ สายลวด
พ้ืนที่เขตเทศบาลตาบลท่าสายลวด ประมาณ 10.10 ตารางกิโลเมตร มีประชากรท้ังส้ิน 6,603

คน จานวน 2,400 ครัวเรอื น ความหนาแน่นเฉลี่ย 654.76 คน/ตารางกิโลเมตร จานวนหมู่บา้ นในเขตเทศบาล
ตาบลท่าสายลวด จานวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่

1.หมู่ที่ 1 บ้านแม่ตาว (บางส่วน)
2.หมทู่ ่ี 2 บา้ นรมิ เมย (เต็มพืน้ ที่)
3.หมู่ท่ี 5 บ้านหนองกงิ่ ฟ้า (บางสว่ น)

ภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง “ข้าวกน้ั จนิ้ หรอื ขา้ วเงี้ยว (อาหารไทใหญ)่ ” 12

4.หมทู่ ่ี 6 บ้านหว้ ยมว่ ง (บางสว่ น)

2. องค์การบริหารส่วนตาบลทา่ สายลวด
พ้ืนท่ีเขตองค์การบริหารส่วนตาบลท่าสายลวดประมาณ 66.609 ตารางกิโลเมตร มีประชากร

ท้ังสิ้น 3,393 คน จานวน 1,097 ครัวเรือน ความหนาแน่นเฉล่ีย 50.94 คน/ตารางกิโลเมตร จานวน
หมบู่ ้านในเขตองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลทา่ สายลวด จานวน 6 หมูบ่ ้าน ไดแ้ ก่

1.หม่ทู ่ี 1 บ้านแม่ตาว (บางส่วน)
2.หมู่ที่ 3 บา้ นทา่ อาจ (เต็มพน้ื ที)่
3.หมทู่ ่ี 4 บา้ นวังตะเคยี น (เตม็ พื้นที่)
4.หมทู่ ่ี 5 บ้านหนองก่ิงฟ้า (บางส่วน)
5.หมูท่ ่ี 6 บา้ นหว้ ยมว่ ง (บางสว่ น)
6.หม่ทู ี่ 7 บ้านวังตะเคียนใต้ (เตม็ พืน้ ท่ี)

5.สภาพสงั คม

5.1 ศาสนา

- ประชาชนนบั ถือศาสนาพทุ ธ ร้อยละ 98.5

- ศาสนาคริสตร์ อ้ ยละ 1

- ศาสนาอสิ ลามรอ้ ยละ 0.5

- มีวดั 4 แห่ง สานักสงฆ์ 1 แห่ง โบสถค์ รสิ ต์ 1 แหง่

5.2 การศึกษา สถานศกึ ษาระดบั ต่าง ๆ ในพ้นื ทีเ่ ทศบาลตาบลทา่ สายลวดมีจานวน 5 แห่ง

ไดแ้ ก่

1. สถานศึกษาในสงั กดั ของเทศบาลฯ มีศนู ย์พัฒนาเดก็ เลก็ จานวน 2 แห่ง

- จานวนนกั เรียนในศนู ยพ์ ัฒนาเด็กเลก็ ศูนย์ท่ี 1 จานวน 60 คน

- จานวนนักเรยี นในศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ ศนู ย์ท่ี 2 จานวน 26 คน

2. สถานศกึ ษาในพนื้ ที่ (สงั กัดสานกั งานเขตการศึกษาตากเขต 2) จานวน 2 แห่ง

3. สถานศกึ ษาเอกชน จานวน 1 แหง่

5.3 สาธารณสขุ

- โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบล จานวน 1 แห่ง

- แมต่ าวคลนิ กิ จานวน 1 แห่ง

5.4 ความปลอดภัย

ความปลอดภยั ในชีวิตและทรัพยส์ ิน มีหน่วยงาน องคก์ รและประชาชนทผี่ า่ นการฝึกอบรม ดงั น้ี

1) ป้อมตารวจจานวน 1 แหง่ ได้แก่ สามแยกวดั ไทยวฒั นาราม

2) อาสาสมคั รป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ศนู ย์ อปพร. 1 แหง่

3) ชุดรกั ษาความปลอดภยั ประจาหมบู่ ้าน จานวน 11 แหง่

ภูมปิ ัญญาท้องถิ่น เรือ่ ง “ข้าวกนั้ จ้ินหรอื ขา้ วเงย้ี ว (อาหารไทใหญ่)” 13

5.5 อาชีพ
ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลท่าสายลวด ประกอบอาชีพค้าขาย รับจ้าง เกษตรกรรม และธุรกิจ
ส่วนตัวประกอบอุตสาหกรรมในครัวเรือน,รับจ้างทั่วไปและบริการอื่น ๆ รายได้ประชากรต่อคนเฉล่ียแล้ว
96,009.42 บาท/ปี

6.การคมนาคม/ขนสง่

1) การคมนาคมทางบก

การคมนาคมขนส่งทางบก กรมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A1 (105 เดิม ) จากเทศบาลตาบล

ทา่ สายลวด อาเภอแม่สอด ถึงจังหวัดตาก ระยะทาง 91 กิโลเมตร ซึ่งมีการบริการขนส่งทางบกภายในประเทศ

แยกเปน็

รถปรบั อากาศชน้ั 1 (V.I.P)

- แม่สอด - กรุงเทพฯ วิ่งวนั ละ 7 เที่ยว

รถปรบั อากาศชน้ั 1 (พเิ ศษ)

- แมส่ อด - กรุงเทพฯ วิง่ วันละ 6 เที่ยว

- แมส่ อด - แหลมงอบ วิ่งวนั ละ 4 เท่ยี ว

- แม่สอด - มกุ ดาหาร วง่ิ วนั ละ 1 เที่ยว

- แม่สอด - ขอนแกน่ วิ่งวนั ละ 1 เทีย่ ว

- แมส่ อด - ราชบุรี วง่ิ วนั ละ 1 เทยี่ ว

รถปรับอากาศชัน้ 1

- แมส่ อด - เชยี งใหม่ วิ่งวนั ละ 2 เทย่ี ว

- แม่สอด - แมส่ าย ว่งิ วันละ 1 เท่ยี ว

รถปรบั อากาศชน้ั 2

- แมส่ อด - กรงุ เทพฯ วงิ่ วนั ละ 2 เที่ยว

รถโดยสารปรบั อากาศ (รถตู้)

- แม่สอด - พิษณโุ ลก วิ่งวนั ละ 5 เที่ยว

- แมส่ อด - ตาก บรกิ ารทุก 30 นาที / เทยี่ ว

- แมส่ อด - นครสวรรค์ วิ่งวนั ละ 6 เทย่ี ว

การคมนาคมขนส่งทางบกภายในจงั หวัดตาก (ซีกตะวนั ตก 5 อาเภอ) ซ่งึ มกี ารบริการขนสง่

ทางบกแยกเป็น

รถโดยสารธรรมดา (สองแถว)

- แม่สอด - แม่สะเรียง วิ่งวนั ละ 7 เทยี่ ว

- แมส่ อด - วงั ผา วิ่งวันละ 3 เทีย่ ว

- แมส่ อด - แม่ระมาด วง่ิ วันละ 18 เท่ยี ว

- แม่สอด - ท่าสองยาง วิง่ วันละ 8 เทย่ี ว

- แม่สอด - แมห่ ละ วง่ิ วนั ละ 4 เทย่ี ว

- แม่สอด - แม่ระเมิง ว่งิ วันละ 6 เทย่ี ว

ภูมิปญั ญาท้องถ่นิ เรอื่ ง “ขา้ วกั้นจิ้นหรอื ข้าวเงีย้ ว (อาหารไทใหญ)่ ” 14

- แมส่ อด - แมอ่ สุ ุ ว่ิงวันละ 6 เทย่ี ว
- แม่สอด - แมเ่ มย วง่ิ วนั ละ 3 เทีย่ ว

- แมส่ อด - แมส่ ลดิ ว่งิ วันละ 4 เท่ียว

2) การคมนาคมทางอากาศ

เทศบาลตาบลท่าสายลวด มีท่าอากาศยานนานาชาติ 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่บ้านสหกรณ์ หมู่ที่ 1
ตาบลท่าสายลวด สงู จากระดับนา้ ทะเล 196.72 เมตร มพี น้ื ท่ี 673 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา สังกัดกรมการบิน
พาณิชย์ กระทรวงคมนาคม ซ่ึงมีการบริการขนส่งทางอากาศ ซ่ึงมีเท่ียวบินของสายการบิน 2 สายการบิน คือ

สายการบินนกแอร์ เปิดบรกิ ารทกุ วนั และสายการบินวิสดอม แอรเ์ วย์ เปิดบริการเฉพาะวันเสารแ์ ละวนั จนั ทร์
3) การคมนาคมทางน้า
การคมนาคมทางน้า เป็นการติดต่อระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมา ท่ีท่าเรือริมน้าเมย

ตาบลท่าสายลวด อาเภอแม่สอด เป็นจุดท่ีนักท่องเที่ยว และประชาชนทั้งสองฝ่ังแม่น้าข้ามไปมาเพื่อหาซื้อ
สินคา้ เคร่อื งอุปโภคบรโิ ภค และอญั มณปี ระมาณจานวนประชาชนท่ผี า่ นเขา้ -ออกเฉลยี่ เดอื นละ 20,000 คน

7.สาธารณูปโภคข้นั พื้นฐาน
7.1 การไฟฟา้

ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลท่าสายลวด มีไฟฟ้าใช้ จานวน 4,480 ครัวเรือน โดยใช้
อาเภอแม่สอด อาเภอแมร่ ะมาด อาเภออมุ้ ผาง อาเภอพบพระและอาเภอท่าสองยาง

7.2ระบบประปาและแหล่งนา้ ในพ้ืนที่
ประชาชนในเขตเทศบาลตาบลทา่ สายลวด มกี ารใช้บรกิ ารประปาจากการประปาสว่ นภมู ิภาค

สาขาแมส่ อด โดยอาศยั แหล่งดิบจากแม่นา้ เมย สามารถผลติ นา้ ประปาได้ทง้ั หมด 78,240 ลบ.ม /วัน จานวน
ครัวเรือนท่ีใช้ 4,215 ครัวเรือน จานวนประชากรจานวน 24,515 คน

7.3ระบบการสือ่ สารและโทรคมนาคม
1) การบรกิ ารโทรศัพท์ ปัจจุบนั เทศบาลตาบลท่าสายลวด ไดใ้ ชบ้ ริการโทรศัพท์ของ

องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สาขาแม่สอดและเครือข่ายโทรศัพท์เคล่ือนที่ ได้แก่ AIS, DTAC, TRUE,
CAT

2) การบรกิ ารไปรษณียโ์ ทรเลข เทศบาลตาบลท่าสายลวดใช้บรกิ ารการไปรษณยี โ์ ทรเลขของ
สาขาแมส่ อด ซ่ึงมีสถานทต่ี ัง้ อยใู่ นเขตอาเภอแม่สอด หา่ งจากเทศบาล ประมาณ 1 กิโลเมตร

3) ขา่ ยวิทยสุ ือ่ สาร ขา่ ยวทิ ยสุ อื่ สารภายในเขตเทศบาลและหนว่ ยงานขา้ งเคยี ง

8.สาธารณสุขและความปลอดภัย จานวน 1 แหง่
8.1 สาธารณสขุ จานวน 1 แหง่

 โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบล
 แม่ตาวคลนิ กิ

ภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ เร่ือง “ขา้ วก้นั จ้นิ หรือขา้ วเง้ยี ว (อาหารไทใหญ)่ ” 15

8.2 ความปลอดภัยในชีวติ และทรัพยส์ ิน มีหนว่ ยงาน องคก์ รและประชาชนทผี่ า่ นการ
ฝกึ อบรม ดงั นี้

1) ปอ้ มตารวจจานวน 1 แหง่ ได้แก่ สามแยกวัดไทยวัฒนาราม
2) อาสาสมัครป้องกนั ภัยฝ่ายพลเรอื น (อปพร.) ศนู ย์ อปพร. 1 แห่ง
3) ชุดรักษาความปลอดภัยประจาหมบู่ า้ น จานวน 11 แหง่

ภมู ิปัญญาท้องถ่ินด้านอาหาร การทาข้าวกนั จิ้น หรือ ขา้ วเงี้ยว (อาหารชาวไทใหญ่)

ตาบลท่าสายลวด อาเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมท่ีมีความไทใหญ่ และ
ผสมผสานกับการเป็นเมอื งชายแดนเสนห่ ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ท่มี ีความผกู พนั กันท้ังด้านการค้า
และสังคมท่ีต่างไปมาหาสู่กันเปรียบเสมือนบ้านพ่ีเมืองน้องและเป็นพื้นท่ีจับจ่ายซื้อของสินค้าชายแดนสัมผัส
วัฒนธรรมไทยใหญ่ท่ียังคงโดดเด่นควบคู่กับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของชาวเมียนมาท่ีงดงามประณีต
ละเอียดอ่อน และสัมผัสวัฒนธรรมไทยใหญ่ได้ตลอดท้ังปีมีอาหารพื้นถ่ินท่ีเป็นอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณี
การแต่งกายท่ียังคงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง แต่ชุมชนท่าสายลวดชาวไทใหญ่ก็ยังคงเอกลักษณ์ท่ีงดงาม
รกั ษาศลิ ปวฒั นธรรมที่น่าภมู ใิ จจนถงึ ปจั จุบนั

อาหารพืน้ เมอื งของคนทางภาคเมืองเหนือท่ีได้รับอิทธิพลมาจากพวกเง้ียว (ชาวไทใหญ่ หรอื ชาวไต ซ่ึง
เป็นชาติพันธุ์ไททีน่ ิยมกินข้าวเจ้า (ข้าวสวย) แตกต่างไปจากชาติพันธ์ุไทอื่น ๆ ที่มักจะกินข้าวนึง่ (ข้าวเหนียว)
เปน็ อาหารหลกั ดงั นัน้ ข้าวก้นั จนิ้ จึงทาจากขา้ วเจา้ ซง่ึ เป็นอาหารไม่กชี่ นิดในล้านนาทีท่ ามาจากขา้ วเจ้า)

ข้าวกั้นจิ้น นั้น บางครั้งเรียกว่า ข้าวเง้ียว เพราะเป็นอาหารของชาวไทใหญ่ ในอดีตชาวล้านนามักจะ
เรียกชาว ไทใหญ่วา่ เงี้ยว ซง่ึ มีนัยของการดูถูกชาติพันธ์ุว่า เป็นชนชาติท่ีเจ้าเลห่ ์ คบไม่ได้ และเรียกส่ิงต่าง ๆ
ทีเ่ ปน็ ของชาวไทใหญ่ว่า เงี้ยว เชน่ ฟ้อนเง้ียว หรอื ข้าวเง้ียว เป็นต้น

ท่ีเรียก ข้าวกั้นจ้ิน นั้นเพราะคาว่า กั้น เป็นคากริยาในภาษาล้านนา แปลว่า นวด เพราะข้ันตอนของ
การทาน้ันต้องนวดข้าวให้เข้ากับเลือดด้วย (แต่บางคนเข้าใจว่าเป็นข้าว ก้ันจ้ิน หรือขา้ วท่ีไม่มีเน้ือสัตว์ เพราะ
คดิ ว่าคาว่า กั้น นั้นคือ อดอยากก็มี) สาหรับข้าวกั้นจ้ิน เป็นอาหารของชาวไทใหญ่ที่แพร่หลายในล้านนา และ
ดว้ ยเพราะเป็นอาหารทม่ี รี สชาติอร่อย สามารถทจ่ี ะพกพาเดนิ ทางไปไหน ๆ ได้สะดวกอีกด้วย

ภูมปิ ัญญาท้องถนิ่ เรือ่ ง “ขา้ วกนั้ จ้นิ หรือข้าวเงยี้ ว (อาหารไทใหญ)่ ” 16

ข้าวกั้นจิน้ เมนูนจี้ ัดเป็น ข้าวตอน (อาหารกลางวัน กิ๋นข้าวตอนแล้วกา๋ หมายถึง กินข้าวเท่ียงแล้วหรือ
ยงั ) ยอดนิยมของคนเหนือเลยก็ว่าได้ ซึ่งต้นตาหรับด้ังเดิมน้ันเขาจะใช้เนื้อวัวทา แต่ปัจจุบันผูค้ นไม่ค่อยกินเนื้อ
ววั กนั แลว้ บรรดาร้านอาหารจึงดัดแปลงมาใช้เน้ือหมูแทน

สาหรับอาหารเมนูนี้ จะเป็นการนาน้าเลือดหมูและเน้ือหมูมาค้ันกับใบตะไคร้ และนามาผสมกับข้าว
สวยแล้วจึงนาไปน่ึง และต้องกินกับกระเทียมหรือหอมเจียว หัวหอมแดงซอย แตงกวา ต้นหอม ผักชีและพริก
แห้งทอด

เครอ่ื งปรุงของขา้ วกน้ั จิ้น
1.ขา้ วสวยหงุ ร้อนๆ ไมแ่ ฉะ
2.หมูสบั
3.น้าเลอื ดหมู (น้าเลือดใส่เพื่อย้อมสีใหข้ า้ วดูน่ากนิ หลังสุกแล้ว ถา้ ใชม้ ากไปพอสุกแล้วจะทาให้

ข้าวดาสีคลา้ ไมส่ วย เคลด็ ลบั สาหรบั วธิ ีทาท่ไี ม่ใหเ้ ลือดหมคู าว คอื ให้ใชใ้ บตะไคร้หน่ั เปน็ ท่อน ๆ มา
ขยากบั นา้ เลือดหมู จากนนั้ ค่อยเอาใบตะไคร้ออก)

4.มะเขือเทศลูกเลก็ (มะเขือส้ม) มะเขือส้มนัน้ ใหน้ าไปตม้ กับเกลอื ก่อนสกั ประมาณ 1-2 นาที
5.เกลือป่น
6.น้าปลา
7.พริกไทยป่น
8.น้ามนั หอมเจียว (สาหรับคลกุ ขา้ ว)
9.ใบตอง

เครือ่ งเคียง
1.พรกิ ขหี้ นูแหง้ ทอด
2.ต้นหอม ผักชี
3.กระเทียมเจยี ว
4.หอมหวั ใหญ่
5.แตงกวา

วสั ดุทีใ่ ช้
1.ใบตอง
2.ตอกหรอื ไมก้ ลดั (ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใชห้ นงั ยางแทนเพื่อความสะดวกให้การทา)

ภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ เรอื่ ง “ข้าวก้นั จิ้นหรอื ขา้ วเงย้ี ว (อาหารไทใหญ)่ ” 17

ขั้นตอน/วิธีการทา
ให้เอาข้าวสวย หมูสับ เลือดหมู คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่หนังหมูต้ม มะเขือส้ม เกลือป่น

น้าปลา น้ามันหอมเจียว รสชาติจะออกเค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ แล้วคลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
อีกครั้ง เสร็จแล้วนาไปห่อกับใบตอง (ฉีกใบตองแผ่นใหญ่ๆ ซ้อนกัน 2 ช้ัน ห่อข้าวที่คลุกเป็นทรงเต้ียๆ
คลา้ ยๆ ห่อหมก แลว้ กลัดดว้ ยไมก้ ลดั เมื่อห่อข้าวก้นั จิ้นจนหมดแล้ว นาไปนึ่งในลงั ถงึ ใหส้ ุก

ภูมิปัญญาท้องถิน่ เรอื่ ง “ข้าวกั้นจิน้ หรอื ขา้ วเงย้ี ว (อาหารไทใหญ่)” 18

ระหว่างท่ีรอข้าวก้ันจิ้นท่ีนึ่งอยู่น้ัน ก็ทาน้ามันกระเทียมเจียวรอไว้ และทอดพริกแห้งให้กรอบ
ซอยหวั หอมแดงหรือหอมหัวใหญ่ หัน่ แตงกวาเป็นแว่นๆ เมื่อข้าวกน้ั จนิ้ ที่น่ึงไว้สุกดีแล้ว เขาจะแกะข้าวจาก
ใบตองมาคลุกกับน้ามันกระเทียมเจียวให้หอม แล้วนามากินแหนมกับพริกทอด หวั หอมซอย ต้นหอม ผักชี
และแตงกวา

สาหรับอาหารท่ีต้องห่อด้วยใบตองเป็นสารับคนเหนือท่ีเราคุ้นเคยกัน เช่น ข้าวนึ่ง ไก่ทอด หมูยอ
แหนม เป็นต้น ส่วนมากเขาจะไม่ใช้ใบตองตานี หรือใบตองกล้วยน้าว้า ใบตองป่า และเห็นจนชินตา
กลายเป็นอัตลกั ษณข์ องคนเมอื งเขาจะใชใ้ บตองตึง (ลกั ษณะคลา้ ยใบของต้นสักแตผ่ วิ จะเกลยี้ งเปน็ มัน)

ข้าวกั้นจ้ิน ส่วนมากเขาจะกินกับเคร่ืองเคียงอย่าง ผักชี ต้นหอม แตงกวา หัวหอมแดงเจียว และ
พริกข้ีหนูแหง้ ทอด สาหรับรสชาติของ ขา้ วกน้ั จิ้น น้ันจะมีรสชาติมัน ๆ จืด ๆ ซึ่งสว่ นหนึ่งอาจจะเปน็ เพราะ
ได้รับอิทธิพลมาจากทางพม่า และ ข้าวกั้นจิ้น จึงต้องกินกับเครื่องเคียงเพ่ือเสริมรสชาติ หรือในปัจจุบันน้ี
เขาอาจจะนาไปกินกับขนมจีนน้าเง้ียว และแหนมหม้อ (แหนมที่ไม่ได้ห่อใบตอง แต่จะทาใส่ในหม้อ) และ
สม้ ตาชนดิ ต่าง ๆ ท่ีไปด้วยกันไดด้ ที ีเดียว
อา้ งอิง / แหลง่ ทม่ี า

ข้าวกนั จน้ิ หรอื ข้าวเงีย้ ว (อาหารชาวไทใหญ่)
ช่ือ นางสาวคาแป อุปรี (ยายแป) อายุ 83 ปี
ท่อี ยู่ บ้านเลขที่ 199 ถนนอินทรคีรี ตาบลแมส่ อด อาเภอแม่สอด จงั หวดั ตาก
โทรศัพทม์ อื ถอื -

ภูมปิ ัญญาท้องถิ่น เรอื่ ง “ข้าวก้ันจนิ้ หรอื ขา้ วเงีย้ ว (อาหารไทใหญ่)” 19


Click to View FlipBook Version