The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนั่งถ่าน (นั่งโอ่ง)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2022-08-15 03:20:39

ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนั่งถ่าน (นั่งโอ่ง)

ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนั่งถ่าน (นั่งโอ่ง)

รายงานผลกิจกรรมการสืบสานวัฒนธรรมภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน
การน่ังถา่ น (น่งั โอ่ง)

จัดทาโดย
ศนู ย์การเรยี นรู้ทางภาษาดว้ ยตนเอง วิทยาลัยชมุ ชนตาก
ภายใต้โครงการจัดการความรู้ดา้ นศิลปวฒั นธรรมและ
ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ เพอ่ื ยกระดับสู่เศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์

วทิ ยาลัยชุมชนตาก สถาบนั วิทยาลัยชมุ ชน

สารบัญ หน้า

เรื่อง 1
1
การสืบสานวฒั นธรรมภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่นิ ด้านสมนุ ไพร 4
ความหมายของภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ 7
ประเภทของภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน 11
15
ภูมิปัญญาท้องถน่ิ อาเภอแม่สอด จังหวดั ตาก 16
ภมู ิปญั ญาท้องถน่ิ เร่ือง การน่ังถา่ น (น่ังโอง่ ) 17
17
ข้อมลู ทว่ั ไปบ้านแม่กึ๊ดหลวง หม่ทู ี่ 1 ตาบลแม่กาษา 18
การน่ังถา่ น (นั่งโอง่ ) 19
อปุ กรณ์การน่ังถ่าน (น่งั โอ่ง) 20
ตวั ยาและสรรพคุณทีใ่ ช้ในการนง่ั ถ่าน (นงั่ โอง่ ) 21
วธิ ีทาการนัง่ โอง่ (น่ังถา่ น)
ประโยชน์ของการนง่ั ถา่ น (น่งั โอง่ )
การทับหม้อเกลือและการอยูเ่ ส้า (หญงิ หลงั คลอด)
อา้ งองิ /แหลง่ ท่ีมา

การสืบสานวัฒนธรรมภมู ิปัญญาท้องถ่ินด้านสมุนไพร

ความหมายและความสาคญั ของภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาที่เป็นมรดกทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นแหล่งความรู้และ
สภาพแวดล้อมในท้องถิ่นทอี่ ยู่ใกล้กับสถานศึกษาและเด็กมากที่สุด ขณะท่ีสื่อพ้ืนบ้านสามารถช่วยส่งเสริม
การเรียนรู้และสร้างความสนใจในการปฏิบัติกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี การนําภูมิปัญญา
ท้องถิ่น และสื่อพื้นบ้านมาใช้ในการจัดประสบการณ์และกิจกรรมให้แก่เด็กปฐมวัยจึงมีความสอดคล้องกับ
วถิ ีชีวิต ความเปน็ อยู่และวิถกี ารเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ ที่เรียนรู้ผ่านการเล่น การมปี ระสบการณ์ตรง และการ
ใช้ประสาท สัมผัสทั้ง 5 ดังนั้น เพ่ือให้การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ครูจําเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในความหมายและความสําคัญของภูมิปัญญาท้องถ่ิน และส่ือพื้นบ้าน
ดงั มรี ายละเอียดต่อไปน้ี

1.ความหมายของภูมิปญั ญาท้องถิ่น

ในเร่ืองน้จี ะอธบิ ายความหมายของภูมิปญั ญาท้องถ่ินและสื่อพน้ื บา้ นในทัศนะของนักวิชาการ
ทีไ่ ด้ ให้ความหมายไว้อย่างหลากหลาย ท้งั ทม่ี ีลักษณะคลา้ ยคลงึ กันและแตกต่างกนั ดังน้ี

1.1 ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น คําว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีคําอ่ืนที่เกี่ยวข้องอีกหลายคํา
ซึง่ มคี วามหมายใกล้เคยี งกนั และใช้ในบรบิ ทท่ีคล้ายกนั เช่น ภูมิปัญญา ภูมิปญั ญาชาวบ้าน และภูมิปัญญา
ไทย นักศึกษาจึงควรศึกษาและทําความเข้าใจความหมายของคําดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
และสามารถนาํ มาใช้ได้อยา่ งถูกต้อง ซึง่ ความหมายของคําตา่ ง ๆ ดงั กล่าวมีผใู้ หค้ วามหมายไว้ในแง่มุมต่าง ๆ
ดังน้ี

1.1.1 ภูมิปญั ญา (Wisdom) พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2546
(ราชบัณฑิตยสถาน 2546) ให้ความหมายของภูมิปัญญาว่าหมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ ขณะที่
ประเวศ วะสี (2534 อ้างถึง ใน ปาน กิมปี 2557 น. 5-6) อธิบายภูมิปัญญาไว้ว่า เป็นสัจธรรมที่เด่นชัด
ไม่ว่าสังคมหรือชุมชนใด ก็ตามเม่ือเกิดข้ึนและดํารงอยู่มานาน ล้วนจะต้องมีภูมปิ ัญญาของตนเอง ไม่เช่นน้ันก็
อยู่ไม่ได้ ตัวภูมิปัญญา มีลักษณะเป็นกระบวนการที่สะสมเป็นระยะเวลายาวนานว่าทําอย่างไรประชาชนจึงมี
ชีวิตอยู่ได้โดย สอดคล้องกับธรรมชาติที่น่ัน ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสมประสบการณ์และการเรียนรู้มา
ยาวนาน ความรู้ด้านต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันไปหมด ไม่ได้แยกออกเป็นวิชา ๆ ตามที่ร่ําเรียนกัน ดังน้ัน ความรู้
เก่ียวกับเศรษฐกิจ อาชีพ ความเป็นอยู่ การใช้จ่าย การศึกษาและวัฒนธรรมจึงมีลักษณะผสมกลมกลืนหรือ
เช่ือมโยงกนั

เอกวิทย์ ณ ถลาง (2544, น. 11-12) อธิบายว่า ภูมิปัญญาเป็นความรู้ ความคิด ความเชื่อ
ความสามารถ ความชัดเจนที่กลมุ่ ชนไดจ้ ากประสบการณ์ทสี่ ่ังสมไวใ้ นการปรบั ตวั และดาํ รงชีพในระบบนเิ วศ
หรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางสังคม-วัฒนธรรมที่ได้มีพัฒนาการสืบสานกันมา
ภูมปิ ญั ญาเปน็ ความรู้ ความคิด ความเชือ่ ความสามารถ ความชัดเจนทีเ่ ป็นผลของการใช้สติปญั ญา ปรับตัว
กบั สภาวะต่าง ๆ ในพืน้ ที่ที่กลุ่มชนน้นั ต้ังหลักแหล่งถ่ินฐานอยู่ และได้แลกเปลี่ยนสงั สรรค์ทางวัฒนธรรมกับ
กลุ่มชนอื่น จากพื้นท่ีสิ่งแวดล้อมอ่ืนท่ีได้มีการติดต่อสัมพันธ์กัน แล้วรับเอาหรือปรับเปล่ียน มาสร้าง

ภูมิปัญญาท้องถนิ่ เรื่อง “การนั่งถา่ น (น่งั โอ่ง)” 1

ประโยชน์หรือแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมและบริบททางสังคม-วัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้น ภูมิปัญญา จึงมีท้ัง
ภูมิปัญญาอันเกิดจากประสบการณ์ในพื้นท่ี ภูมิปัญญาท่ีมาจากภายนอก และภูมิปัญญาท่ีผลิตใหม่ หรือ
ผลิตซ้าํ เพือ่ การแกป้ ัญหาและการปรบั ตวั ใหส้ อดคลอ้ งกับความจาํ เปน็ และความเปล่ยี นแปลง

สรุปได้ว่า ภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ ความคิด ความสามารถ ท่ีเป็นผลมาจากการใช้ความคิด
และสติปัญญาในการปรับตัวและดํารงชีวิตให้สอดคล้องกบั ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมของชมุ ชน เป็น
กระบวนการท่ีเกิดขึน้ เรียนรู้ และสะสมมาเปน็ ระยะเวลานาน สามารถใชห้ รือปรบั เปลี่ยนมาสรา้ งประโยชน์
และแก้ปัญหาในการดําเนินชีวิตของคนในสังคม ภูมิปัญญาอาจเกิดจากประสบการณ์ของกลุ่มชนในชุมชน
จากภายนอกชุมชน และ/หรือผลติ ใหม่ หรือผลิตซาํ้ ข้ึนมาก็ได้

1.1.2 ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Wisdom) สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชน (2538,
น. 248) ใหค้ วามหมายของภูมิปัญญาชาวบ้านว่าเป็นความรู้ของชาวบ้านท่ีสร้างข้ึนจากประสบการณ์และ
ความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน ซ่ึงได้เรียนรู้จากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้อง และผู้ท่ีมีความรู้ในชุมชน
ความรู้เหล่าน้ีเก่ียวข้องกับการดําเนินชีวิต เป็นแนวทางหลักเกณฑ์ มีวิธีปฏิบัติท่ีเก่ียวกับความสัมพันธ์
ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ความสัมพันธ์กับผู้ล่วงลับไปแล้วกับส่ิงศักดิ์สิทธ์ิและกับธรรมชาติ ความรู้ท่ี
สัง่ สมมาแตบ่ รรพบุรษุ สบื ทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสูค่ นอีกรุน่ หน่ึง ระหวา่ งการสบื ทอดมีการปรบั ปรุง ประยกุ ต์
และเปล่ียนแปลงจนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางวัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อม ขณะท่ี
สํานักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2538, น. 55) อธิบายว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นเพ
รากฐานความ รอบรู้ของชาวบ้าน หรือความรอบรู้ของชาวบ้านท่ีเรียนรู้และมีประสบการณ์สืบทอดกันมา
กล่าวอีกนัยหน่ึง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดได้เองและนํามาใช้แก้ปัญหา
เป็นสติปัญญา เป็น องค์ความรู้ท้ังหมดของชาวบา้ น ท้ังในแง่มุมท่ีกว้างและลกึ ที่ชาวบ้านสามารถทําได้เอง
โดยอาศัยศักยภาพ ที่มีอยู่แก้ปัญหาการดําเนินชีวิตในท้องถิ่นได้เหมาะสมกับกาลสมัย สอดคล้องกับท่ี
Orlando (1988 อา้ ง ถงึ ใน สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ, 2541, น. 13) อธบิ ายวา่
ภูมิปัญญาเป็นศาสตร์ ของประชาชน เป็นความรู้ชาวบ้านที่ผ่านการปฏิบัติมาแล้วอย่างโชกโชน เป็นส่วน
หนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ดังกล่าวไม่ได้ถูกเก็บไว้ แต่เป็นความรู้ท่ีปฏิบัติ มีพลังและสําคัญย่ิง
ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตอยู่รอด สร้างสรรค์การผลิต และช่วยในด้านการทํางาน เป็นส่ิงท่ีสะสมมานาน
เป็นโครงสร้างความรทู้ ่ีมีหลักการ มเี หตุและมีผลในตัวเอง

นอกจากนี้ เอกวทิ ย์ ณ ถลาง (2544, น. 8) ให้ความหมายของภูมปิ ญั ญาชาวบ้านวา่ หมายถงึ
ความรู้ ความสามารถ ความคิด ความเช่ือ ความชัดเจนท่ีกลุ่มชนได้จากประสบการณ์ที่สั่งสมกันไว้ใน การ
ปรบั ตัวและการดํารงชวี ติ ในระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาตแิ ละสังคมวฒั นธรรมที่ได้มี การสืบ
ทอดกนั มา และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกบั กล่มุ ชนอ่ืน ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาในส่วนท่ี เป็นบริบท
ของสงั คมและวัฒนธรรมของกล่มุ ชน

สรปุ ได้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง รากฐานความรู้ของชาวบา้ นทสี่ ร้างขึน้ จาก ประสบการณ์
และความรอบรู้ รวมทั้งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และท่ีได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับ
สภาพการณ์ทางแวดล้อม และวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อนํามาใช้ประโยชน์ ในการดํารงชีวิตได้อย่าง
เหมาะสม

ภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ เร่ือง “การนั่งถา่ น (นงั่ โอ่ง)” 2

1.1.3 ภูมิปัญญาท้องถ่ิน (Local wisdom) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2546
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) ได้ให้ความหมายของคําว่า “ภูมิปัญญาท้องถ่ิน” ไว้ โดยแยกให้ความหมาย
ของคําว่า “ภูมิปัญญา” ว่าหมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ และคําว่า “ท้องถิ่น” ว่าหมายถึง ท้องท่ีใด
ทอ้ งท่หี นงึ่ โดยเฉพาะ ดังน้ัน คาํ วา่ “ภูมิปัญญาท้องถนิ่ ” จึงหมายถงึ พื้นความรู้ ความสามารถของท้องที่ใด
ท้องที่หน่ึง สอดคล้องกับท่ีสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2553, น. 26) อธิบายความหมายของ
ภูมิปัญญาท้องถ่ินว่าหมายถึง ความรู้ทม่ี ีอยู่ทั่ว ๆ ไปในสังคม ชมุ ชน และในตัวผู้รเู้ อง เป็นความรทู้ ่ีเกิดจาก
ประสบการณใ์ นชวี ิตของคนคนนัน้ สิ่งท่ีเรยี นรู้ผา่ นกระบวนการศึกษา สังเกต คิดวิเคราะห์ และลงมอื ปฏิบตั ิ
จนเกิดปัญญาในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ จนกระท่ังสิ่งที่เรียนรู้มาจากหลาย ๆ เร่ืองได้ถูกประกอบกันข้ึนแล้ว
ตกผลึกเปน็ องค์ความรู้

นอกจากนี้ วิรุฬห์ นลิ โมจน์ (2558, น. 9-5) ได้สงั เคราะห์ความหมายของภมู ิปญั ญาท้องถิ่น
ไว้ในทํานองเดียวกับท่ีพัชรินทร์ สิรสุนทร (2552, น. 6) อธิบายความหมายของภูมิปัญญาท้องถ่ินไว้ว่า
เป็นองค์ความรู้อันลมุ่ ลึกหรือการหยัง่ รทู้ ่เี กิดจากการส่ังสมประสบการณก์ ารเรียนรู้ อันเปน็ ผลมาจากการใช้
ทักษะ ความชํานาญในการทํากิจกรรม การดําเนินชวี ิตของคนในแตล่ ะท้องถิ่นท่ีมีสมั พันธภาพอันแนบแน่น
ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอํานาจเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการ
เรียนรู้และถ่ายทอดสืบต่อกันมา จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจนเป็นวิถีชีวิต เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ท่ีมีคุณค่า และมีความหมายท่ีเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถ่ิน ภูมิปัญญาจึงไม่ใช่ส่ิงที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ
แต่เป็นผลของกระบวนการท่ีมนษุ ย์มีปฏิสัมพันธก์ ับสรรพส่ิงรอบ ๆ ตวั ภายในระบบนิเวศท้องถ่ิน ท้ังระบบ
นิเวศ ธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยาวัฒนธรรม สอดคล้องกับท่ีรุ่ง แก้วแดง (2546, น. 4) กล่าวว่า
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะของคนในท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสม
ประสบการณ์ที่ผ่าน กระบวนการเลือกสรรเรียนรู้ และถ่ายทอดสืบต่อกันมา เพ่ือใช้แก้ปัญหาและพัฒนา
ชวี ิตของคนในท้องถ่นิ ให้สมดลุ กบั สภาพแวดลอ้ มและยุคสมัย

สรุปไดว้ ่า ภมู ิปญั ญาทอ้ งถิน่ หมายถงึ องคค์ วามรทู้ ่เี กิดจากการส่ังสมความร้แู ละประสบการณ์
ของคนในชุมชนหรือท้องถ่ินท่ีมีการถ่ายทอดกันมาจากร่นุ ส่รู ุ่นจนเป็นวิถีชีวิต มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคณุ ค่า
และมีความหมายเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถ่ินท่ีนํามาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตของคนใน
ท้องถิ่น

1.1.4 ภูมิปัญญาไทย (Thai Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะของ
คนไทยที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ท่ีผ่านกระบวนการเลือกสรร เรียนรู้ ปรุงแต่ง และถ่ายทอดสืบต่อ
กันมา เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชวี ิตของคนไทย ให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย
และเปน็ ภูมิปญั ญาท่คี นท้งั ชาติใช้และปฏิบัตริ ว่ มกัน (สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, 2544)

ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน เรื่อง “การนงั่ ถา่ น (นงั่ โอ่ง)” 3

เสรี พงศ์พศิ (2536, น. 33) ได้อธบิ ายความหมายของภูมิปัญญาไทยวา่ เป็นองค์ความรู้ด้าน
ต่าง ๆ ของการดํารงชีวิตของคนไทยท่ีเกิดจากการสะสมประสบการณ์ท้ังทางตรงและทางอ้อม ประกอบกับ
แนวคิดวิเคราะห์ในการแกป้ ญั หาต่าง ๆ ของตนเอง จนเกิดหลอมตวั เปน็ แนวความคดิ ในการแก้ปัญหาที่เป็น
ลักษณะของตนเองท่ีสามารถพัฒนาความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับกาลสมัยในการแก้ปัญหาใน
การดาํ รงชวี ิต ขณะทเ่ี อกวิทย์ ณ ถลาง (2537 อ้างถึงในสํานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
, 2541, น. 15) ได้อธิบายคําว่า ภูมิปัญญาไทยว่าเป็นผลของประสบการณ์ส่ังสมของคน ที่เรียนรู้จาก
ปฏิสมั พนั ธ์ กบั ส่งิ แวดล้อม ปฏสิ มั พนั ธ์ในกลุ่มชนเดียวกนั และระหว่างกลุ่มชนหลาย ๆ ชาติพันธ์ุ รวมไปถึง
โลกทัศน์ท่ีมตี อ่ ส่ิงเหนือธรรมชาติ ภมู ิปญั ญาเหล่านีเ้ คยเออ้ื อาํ นวยใหค้ นไทยแกไ้ ขใหด้ าํ รงอยู่และสร้างสรรค์
อารยธรรมได้อย่างดุลยภาพกับส่ิงแวดล้อม โดยเฉพาะในระดับพื้นฐานหรือระดับชาวบ้าน ภูมิปัญญาใน
แผน่ ดนิ นมี้ ิไดเ้ กิดข้นึ เป็นเอกเทศ แต่มีสว่ นแลกเปลย่ี น เลือกเฟ้น และปรบั ใช้ภมู ปิ ญั ญาจากอารยธรรม

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถ และทักษะ
ของคนไทยในดา้ นต่าง ๆ ทเี่ กิดจากการสะสม เลือกสรร และพัฒนาปรับปรุงอย่างมรี ะเบียบแบบแผนและมี
รูปแบบทเ่ี ปน็ ทย่ี อมรับและได้รบั การถ่ายทอดกนั มาในสังคม เพื่อเอ้ือประโยชนต์ อ่ การดํารงชวี ิต และการอยู่
ร่วมกันของผู้คนแต่ละยคุ แตล่ ะสมยั

จากความหมายของภูมิปัญญา ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทย
ดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกันคือมี 2 มิติ ทั้งมิติที่เป็นรูปธรรมซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิควิธีการ เช่น วิธีการ
อนุรักษ์ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม การปรุงอาหาร ฯลฯ และมิติที่เป็นนามธรรมซ่ึงเป็นเร่ืองของปรัชญา
การดําเนินชีวิต ค่านิยม ความเช่ือ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ฯลฯ ที่เกิดจากการสั่งสม
ประสบการณ์ เลือกสรร สังเคราะห์ เพื่อพัฒนา ปรับปรุงและถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นองค์ความรู้ท่ี
สอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ บริบทของสังคม และวัฒนธรรมชมุ ชน ทส่ี ามารถนาํ มาใชป้ ระโยชนใ์ นการแก้ปัญหา
ในการดําเนินชีวิต เพียงแต่ระดับขององค์ความรู้ดังกล่าวมีความแตกต่างกัน ซึ่งมี 2 ระดับ คือ 1) ระดับ
บคุ คลหรือระดับทอ้ งถน่ิ ซึง่ นักวชิ าการหลายคนมีความเหน็ ว่าภมู ปิ ัญญาชาวบ้านและภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นเปน็
ส่งิ เดยี วกันเนอ่ื งจากอยใู่ นระดบั เดยี วกนั และ 2) ระดับชาติ ทีเ่ ปน็ ภมู ิปญั ญาไทย

ประเภทของภมู ิปัญญาท้องถิ่น
ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ มีหลากหลายประเภทข้ึนอยูก่ บั เกณฑ์ท่ใี ช้ในการจาํ แนก ซ่งึ นักวชิ าการใช้
เกณฑ์ในการจําแนกที่แตกต่างกันออกไป ดงั มรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี
1.1 การจําแนกตามแหล่งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถ่ิน ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ (2554, น. 7-49)
ได้จําแนกภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่นตามแหล่งถา่ ยทอดภมู ิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.1.1 ภูมิปัญญาท้องถ่ินประเภทบคุ คล ครอบคลุมบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ในเรื่อง
ใดเรือ่ งหนง่ึ บุคคลทีท่ ําหน้าท่ีเป็นผู้นําในเร่อื งพิธีกรรมสาํ คัญของท้องถ่ิน บคุ คลที่มีความรู้ความสามารถใน
การปฏิบัติ การประดิษฐ์ และการเกษตรกรรม โดยบุคคลที่เป็นภมู ิปัญญาท้องถิ่นอาจเปน็ ผู้ริเริ่มหรือเป็นผู้
สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ครูภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน พระภิกษุ ผู้นําชุมชน ผู้รู้ พ่อเฒ่า
แมเ่ ฒา่ ฯลฯ

1.1.2 ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ ประเภทสถานที่ ครอบคลุมสถานที่ท่มี ีความสาํ คญั กับท้องถ่ินในดา้ น
ประวัติศาสตร์ ศาสนา พิธีกรรม สถานท่ีทางธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แหล่งเพาะปลูก
ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี ง ท้ังทเี่ ปน็ บุคคล หนว่ ยงานราชการ และองคก์ รเอกชน

ภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ เรอ่ื ง “การน่ังถา่ น (นงั่ โอ่ง)” 4

1.1.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่นประเภทวัสดุอุปกรณ์ ครอบคลุมวัสดุอุปกรณ์ท่ีทําหน้าที่ถ่ายทอด
ความรูใ้ นรูปแบบของสอ่ื สิง่ พิมพ์ สือ่ ของจริง และของจําลองท่ีใชน้ าํ เสนอความรูเ้ กีย่ วกับภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ

1.2 การจาํ แนกตามศาสตร์สาขาวิชา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, น. 15-17) ได้
จาํ แนกประเภทของภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่ ตามศาสตร์สาขาวชิ าตา่ ง ๆ ออกเปน็ 9 สาขาวิชา ดังนี้

1.2.1 ด้านเกษตรกรรม ครอบคลุมความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และ
เทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานเกษตรดั้งเดิมที่ท้องถิ่นใช้พ่ึงพาตนเองใน
สภาวการณต์ ่าง ๆ เชน่ การทําเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแกป้ ัญหา
ด้านการผลติ (เชน่ การแกไ้ ขโรคและการกําจดั แมลง) และการปรบั ใช้เทคโนโลยที ่เี หมาะสม ฯลฯ

1.2.2 ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ครอบคลุมความสามารถในการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต การแก้ปัญหาด้านการบริโภคให้ปลอดภัย กระบวนการที่ชุมชน
ท้องถน่ิ ใชใ้ นการพง่ึ พาตนเองในการผลติ และจาํ หน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม

1.2.3 ด้านการแพทย์แผนไทย ครอบคลุมความสามารถในการจัดการป้องกัน และรักษา
สุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชมุ ชนสามารถพง่ึ พาตนเองทางดา้ นสุขภาพอนามัยได้ เช่น การนวด แผน
โบราณ การดูแลรกั ษาแบบพ้ืนบ้านโดยใชส้ มนุ ไพร หรือสงิ่ ท่หี าได้จากธรรมชาตใิ นการรกั ษา ฯลฯ

1.2.4 ดา้ นการจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ครอบคลุมความสามารถเกี่ยวกับ
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท้ังการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากคุณค่าของ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างสมดุลและย่ังยนื เช่น การอนรุ กั ษ์ปา่ ชายเลน การจัดการป่าต้นนา้ํ
และป่าชมุ ชน ฯลฯ

1.2.5 ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ครอบคลุมความสามารถในด้านการบริหารจัดการด้าน
การสะสมและบริหารกองทุน และธุรกิจชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพื่อเสริมชีวิตความเป็นอยู่
ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเร่ืองกองทุนของชุมชนในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคาร
หมูบ่ ้าน ฯลฯ

1.2.6 ด้านศิลปกรรมครอบคลุมความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ
เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ท่ีท้องถิ่นได้สั่งสมความรู้ ความชํานาญ และถ่ายทอด
ออกมาเปน็ งานศิลปะท่ีปรากฏในสถานทตี่ า่ ง ๆ ของทอ้ งถิ่น

1.2.7 ด้านภาษาและวรรณกรรม ครอบคลุมความสามารถผลิตผลงานเก่ียวกับด้านภาษา
ท้ังภาษาถ่ิน ภาษาโบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษาของแต่ละท้องถ่ิน ตลอดจนงานวรรณกรรม
ทกุ ประเภทที่เป็นเอกลักษณ์ของแตล่ ะท้องถิ่น เช่น เพลงพ้ืนบ้าน นิทาน เร่ืองเล่า คตชิ น คําประพนั ธ์ ร้อยแก้ว
และร้อยกรองประเภทต่าง ๆ

1.2.8 ดา้ นปรัชญา ศาสนา และประเพณี ครอบคลุมความสามารถในการประยุกต์และปรับ
ใชห้ ลักธรรมคําสอนทางศาสนา ความเชอ่ื และประเพณดี ้ังเดมิ ที่มีคณุ ค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤตปิ ฏิบตั ิ
ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา พิธีกรรมทางศาสนา และ
ประเพณีที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องแต่ละท้องถ่นิ ฯลฯ

1.2.9 ด้านโภชนาการ ครอบคลุมความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่ง
อาหารและยาให้เหมาะสมกบั ความต้องการของร่างกาย และการรกั ษาโรคตามอาการตา่ ง ๆ โดยอาศัยส่งิ ท่ีมี
อยูใ่ นท้องถ่ินผา่ นกระบวนการคดั สรร ทดลอง และเลอื กเฟ้นจนไดแ้ นวทางปฏบิ ัติทเี่ หมาะสม

ภูมิปญั ญาท้องถิ่น เร่ือง “การน่ังถา่ น (นั่งโอ่ง)” 5

1.3 การจาแนกตามความเกย่ี วข้องกบั การดาเนินชวี ิตของบุคคลในแต่ละท้องถนิ่ สามารถจาแนก
ออกได้เป็น 9 ประเภท (จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์, 2543, น. 4-7, เดชบดินทร์ รัตน์ปิยะภาภรณ์,
พัชรินทร์ จึงประวัติ, และสุมานิการ์ จันทร์บรรเจิด, 2550, น. 190-230; ชุติมา เวทการ, 2551, น.
51-70) ดังนี้

1.3.1 ด้านชีวิตความเป็นอยู่และวิทยาการ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะที่เก่ียวข้องกับ
การดําเนินชีวิตของกลุ่มคนในท้องถ่ินเพื่อเสริมความเป็นอยู่ให้ดีข้ึน โดยอาศัยปราชญ์ ผู้รู้ ผู้อาวุโสที่เป็นท่ี
เคารพของท้องถ่ินเปน็ ผู้กระทํา และถ่ายทอดจากรุ่นส่รู นุ่ เกย่ี วกบั ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่นิ ในเรอ่ื งชวี ประวตั ิบคุ คล
สําคัญ ท่อี ยอู่ าศัย การประดิษฐ์เคร่อื งมอื เคร่อื งใช้ การสาธารณสขุ และการประกอบอาชีพทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์
ของท้องถ่ิน

1.3.2 ด้านอาหารการกิน ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการแสวงหาอาหาร
การคัดสรรสิ่งท่ีใช้เป็นอาหารบริโภคได้หรือบริโภคไม่ได้ วิธีการทําและปรุงอาหารสําหรับชีวิตประจําวัน
และเทศกาลงานสําคัญต่าง ๆ วิธีการจัดหา ประดิษฐ์เคร่ืองมือประกอบอาหาร การจัดระเบียบในการใช้
ภาชนะใส่อาหาร การจดั ระเบยี บการกิน ตลอดจนคติความเชื่อในการบริโภค และการถนอมอาหาร

1.3.3 ด้านการแต่งกาย ครอบคลมุ องค์ความรู้และทักษะเกย่ี วกบั การแสวงหาวัสดุทนี่ าํ มาทํา
เคร่ืองนุ่งห่ม การย้อมสี การประดิษฐ์ลวดลาย การประดิษฐ์เครื่องมือและอุปกรณ์ และการจัดระเบียบ
วธิ ีการนุ่งห่มให้มเี อกลักษณ์ประจําท้องถิ่น

1.3.4 ด้านทอ่ี ยู่อาศัย ครอบคลุมองค์ความรูแ้ ละทักษะเก่ียวกับการนําวัสดุตามธรรมชาติมา
สร้างเปน็ ที่อยู่อาศยั การเลอื กภมู ิประเทศ สิ่งแวดลอ้ ม ทิศทางและลม และทีท่ ํามาหากนิ ท่ีเหมาะสม

1.3.5 ด้านสิ่งอุปโภคต่าง ๆ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเก่ียวกับความรู้ในการจัดหา
จัดทําส่ิงของเคร่ืองใช้ในชีวิตประจําวัน การจัดสร้างเคร่ืองมือสําหรับการประกอบอาชีพ การจัดสร้าง
ยานพาหนะและเครอื่ งท่นุ แรง และการประดษิ ฐ์ส่งิ อปุ โภคบรโิ ภคเพอ่ื สนองความเช่อื ของบุคคล

1.3.6 ด้านความบันเทิงใจ ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการสร้างแบบแผน
การละเล่น วิธีการเลน่ เคร่ืองเล่นต่าง ๆ กฎ กตกิ า ข้อตกลง โอกาสในการเล่น การจัดหาและการประดิษฐ์
เครื่องเลน่ ประกอบงานพิธีกรรมและเทศกาล และงานมหรสพต่าง ๆ

1.3.7 ด้านการละเล่นของท้องถ่ิน ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเก่ียวกับที่กลุ่มคนใน
ท้องถ่ินแสดงออกเพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของรา่ งกาย อารมณ์-จิตใจ เก่ยี วขอ้ งกบั ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ใน
เรื่องการละเล่นพ้ืนบ้าน เพลงเด็ก เพลงกล่อมเด็ก เพลงปฏิพากย์ การขับร้องดนตรี ระบํารําฟ้อน มหรสพ
กีฬา และนันทนาการ

1.3.8 ด้านการดูแลรักษาตนเอง ครอบคลุมองค์ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการตรวจ
การวินิจฉัย การรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย การตั้งครรภ์ การคัดสรรสมุนไพร การปรุงสมุนไพร
การเกบ็ รกั ษาสมุนไพร และการรักษาด้วยวธิ ีการนวด ประคบ การรกั ษาด้วยน้าํ มนต์ และคาถาอาคม

1.3.9 ด้านจติ ใจของบุคคล ครอบคลุมองคค์ วามรู้และทกั ษะเกี่ยวกบั ส่ิงท่ีคนในทอ้ งถ่ินสรา้ ง
เพื่อความสุขและความสบายใจในการใช้ชีวิต และคลายความกังวลจากสิ่งที่ไม่สามารถกําหนดคาดการณ์
หยังรู้ล่วงหน้า โดยใช้วิธีการพยากรณ์และการทํานายในเรื่องการกําหนดระเบียบของวัน เดือน ปี
ที่เหมาะสม และเป็นฤกษ์ดีสําหรับทาํ กิจกรรมต่าง ๆ การทาํ นายฝัน การสะเดาะเคราะห์ และการเสย่ี งทาย
ในพธิ ีกรรมต่าง ๆ

ภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน เรื่อง “การนัง่ ถา่ น (นัง่ โอ่ง)” 6

สรุปได้ว่า ภูมปิ ัญญาท้องถิ่นสามารถจาํ แนกตามเกณฑ์ต่าง ๆ ได้เป็น 3 เกณฑ์ คือ 1) การจําแนก
ตามแหล่งถา่ ยทอดภูมิปญั ญาท้องถิ่น มี 3 ประเภท 2) การจําแนกตามศาสตรส์ าขาวชิ า มี 9 ประเภท และ
3) การจําแนกตามความเกยี่ วข้องกบั การดําเนนิ ชีวิตของบุคคลในแต่ละท้องถน่ิ มี 9 ประเภท

ภูมิปัญญาท้องถน่ิ อาเภอแม่สอด

ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น
หมายถึง กระบวนการชาวบ้านหรือกลุ่มชน คิดขึ้นมาเพ่ือแก้ไขปัญหา เป็นความรู้และ

ประสบการณ์ ของชาวบ้านท่ีได้รับการถ่ายทอด สัง่ สมกันมานาน นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึง แบบแผนการ
ดําเนินชีวิตที่มีคุณค่า ผ่านการพัฒนาให้เหมาะสมกับกาลเวลา ดั้งน้ัน ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คือความรู้ท่ีเกิด
จากทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม ประสบการณ์จริงในการดําเนินชีวิตของบุคคลในแต่ละท้องถิ่น ผ่าน
กระบวนการสังเกต ติดตาม ลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูก วิเคราะห์ แก้ไข จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่เพื่อ
ปรับใช้กบั สภาพแวดล้อมและสงั คมปัจจุบนั

ประเภทของภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายหลายแขนง แต่มักจะถูกมองว่าล้าหลงั คนบางกลุ่มจึงไม่ค่อยให้ความ

นิยมและสืบสานกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วภูมิปัญญาท้องถ่ินมักสืบทอดบอกกล่าวกันเป็นการภายใน เช่น
สูตรทําอาหาร หรอื ตํารบั ตําราตา่ ง ๆ ทําใหไ้ มเ่ ปน็ ทรี่ ับร้กู ันโดยทว่ั ไป อาจจําแนกภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ ออกเป็น
10 ลักษณะไดด้ งั นี้

1. ภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา - ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะท่ี
แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เน่ืองจากมีพื้นฐานทางความเช่ือในศาสนาท่ีแตกต่างกัน สําหรับภูมิปัญญา
ท้องถิ่นของไทยซ่ึงเก่ียวกับความเช่ือในทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักน้ันได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการ
ผสมผสานกับความเช่ือดังเดมิ จนกลายเป็นลกั ษณะเฉพาะของแต่ละทอ้ งถิ่น

2. ภูมิปัญญาท้องถ่ินที่เก่ียวกับประเพณีและพธิ ีกรรม - เน่ืองจากประเพณีและพิธีกรรม
เป็นส่ิงที่ดีงามท่ีคนในท้องถ่ินสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเป็นการเพิ่มขวัญและกําลังใจคนในสังคม ภูมิปัญญา
ประเภทน้ีจงึ มีความสําคญั ต่อการดําเนินชีวติ ในสังคมเปน็ อย่างมากดังจะเห็นไดจ้ ากประเพณแี ละพธิ ีกรรมที่
สําคัญในประเทศไทยล้วนเกยี่ วขอ้ งกับการดาํ เนนิ ชวี ิตของคนในสังคมแทบท้ังสิ้น

3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีเก่ียวกับศิลปะพ้ืนบ้าน – เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะต่างๆโดย
การนําทรัพยากรท่ีมีอยู่มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันหลังจากน้ันได้สืบทอดโดยการพัฒนาอย่างไม่ขาด
สายกลายเป็นศิลปะทีม่ คี ณุ คา่ เฉพาะถนิ่

ภูมปิ ญั ญาท้องถิ่น เรอื่ ง “การนัง่ ถ่าน (น่ังโอ่ง)” 7

4. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เก่ียวกับอาหารและผักพ้ืนบ้าน - นอกจากมนุษย์จะนําอาหารมา
บริโภคเพ่อื การอยรู่ อดแลว้ มนษุ ยย์ ังไดน้ าํ เทคนคิ การถนอมอาหารและการปรุงอาหารมาใช้ เพอ่ื ให้อาหารที่
มีมากเกินความต้องการสามารถเก็บไว้บริโภคได้เป็นเวลานานซ่ึงถือว่าเป็นภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งที่
สาํ คญั ตอ่ การดํารงชวี ิต นอกจากนยี้ งั นําผักพนื้ บา้ นชนิดตา่ งๆมาบริโภคอีกดว้ ย

5. ภูมิปัญญาท้องถิ่นทเ่ี ก่ียวกับการละเล่นพื้นบ้าน - การละเล่นถือว่าเป็นการผอ่ นคลาย
โดยเฉพาะในวยั เด็กซง่ึ ชอบความสนกุ สนานเพลิดเพลิน ภูมิปญั ญาท้องถนิ่ ของไทยสว่ นใหญจ่ ะใชอ้ ปุ กรณ์ใน
การละเล่นที่ประดิษฐ์มาจากธรรมชาติซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และรู้จักปรับตัวให้เข้า
กับสภาพแวดล้อมอยา่ งกลมกลืน

6. ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเก่ียวกับศิลปวัฒนธรรม - ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของแต่ละภาคเราสามารถพบหลักฐานจากร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมท่ีปรากฏ
กระจายอยทู่ ่ัวไป เช่น สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นถึงเทคนิค ความคิด
ความเชอ่ื ของบรรพบรุ ุษเป็นอยา่ งดี

7. ภูมิปัญญาท้องถิ่นท่ีเก่ียวกับเพลงพ้ืนบ้าน - ภูมิปัญญาประเภทน้ีส่วนมากแสดงออก
ถึงความสนุกสนาน และยังเปน็ คติสอนใจสําหรับคนในสังคม ซึ่งมีส่วนแตกต่างกันออกไปตามโลกทัศน์ของ
คนในภาคตา่ งๆ

8. ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเกี่ยวกับสมนุ ไพรและตาํ รายาพื้นบ้าน - ภมู ิปัญญาประเภทนี้เกิด
จากการส่ังสมประสบการณ์ของคนในอดีตและถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่างมาก
เพราะถือว่าเป็นปัจจัยส่ี ซ่ึงมคี วามจําเป็นสาํ หรับมนุษย์ หากได้รับการพฒั นาหรือสง่ เสริมจะเป็นประโยชน์
ทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้

9. ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นท่ีเก่ียวกับการประดษิ ฐ์กรรม - เทคโนโลยีและส่งิ ของเคร่ืองใช้ต่างๆ
ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละภาคนั้นถือเป็นการประดิษฐ์กรรมและหัตถกรรมชั้นเยี่ยม ซึ่ง
ปจั จบุ ันไมไ่ ด้รับความสนใจในการพฒั นาและสง่ เสรมิ ภูมิปัญญาประเภทน้เี ทา่ ท่คี วร หากมกี ารเรียนร้แู ละสบื
ทอดความคิดเกี่ยวกบั การประดษิ ฐก์ รรมและหัตถกรรมใหแ้ กเ่ ยาวชน จะเป็นการรกั ษาภมู ิปัญญาของบรรพ
ชนไดอ้ กี ทางหน่ึง

10. ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เก่ียวกับการดํารงชีวิตตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ -
เน่ืองจากคนไทยมอี าชพี ทเี่ ก่ยี วกับเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทํานา ทาํ ไร่ จึงทําให้เกิดภูมปิ ัญญาที่เก่ียวกับ
ความเช่ือและพิธีกรรมในการดํารงชีวิตเพ่ือแก้ปัญหาหรืออ้อนวอนเพ่ือให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการ
เพาะปลูกและเพ่ือเพ่ิมผลิตผลทางการเกษตรดังจะเห็นได้จากพิธีกรรมท่ีเก่ียวกับการเกษตรทั่วทุกภูมิภาค
ของไทย

ภมู ิปญั ญาท้องถ่นิ เรอื่ ง “การน่งั ถ่าน (นง่ั โอ่ง)” 8

อําเภอแม่สอด อําเภอแม่สอดเป็นอําเภออยู่ทางซีกตะวันตก (ของแม่น้ําปิง) ของจังหวัดตาก
ประวตั คิ วามเปน็ มามีหลกั ฐานว่าเม่ือประมาณ 120 ปีท่ีลว่ งมา (ประมาณปี พ.ศ. 2404 – 2405) บรเิ วณ
ท่ีตั้งอําเภอหรือชุมชนใหญ่ของอําเภอในปัจจุบันนี้ ได้มีชาวเขาเผ่ากะเหร่ียงต้ังถิ่นฐานทํามาหากิจอยู่
เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านพะหน่อแก” ต่อมามีคนไทยจากถ่ินอื่นหลายท้องท่ีทางภาคเหนือพากันอพยพลง
มาทํามาหากิจในบริเวณหมู่บ้านนี้เป็นจํานวนมาก และเพ่ิมขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้ชาวกะเหร่ียงเจ้าของถ่ินฐาน
เดิมซ่ึงไม่ชอบอยู่ปะปนกับชนเผ่าอื่นต้องพากันอพยพไปอยู่ที่อ่ืน หมู่บ้านแห่งน้ีได้เจริญขึ้นตามลําดับ จน
ทางราชการได้ย้ายด่านเก็บภาษีอากรจากบ้านแม่ละเมา มาอยู่ที่หมู่บ้านพะหน่อแกแห่งน้ี จนถึงปี พ.ศ.
2441 ทางราชการจึงไดย้ กฐานะหมู่บา้ นขึ้นเปน็ อําเภอ เรียกชื่อว่า “อาํ เภอแม่สอด” ใหอ้ ยู่ในเขตปกครอง
ของมณฑลนครสวรรค์ ต่อมาเมอื่ มีการมีการ ปรบั ปรงุ แก้ไขระบบบรหิ ารราชการส่วนภูมิภาค อําเภอแมส่ อด
จึงไดเ้ ปลี่ยนมาข้ึนกบั จงั หวัดตาก

ราชอาณาจักรสุโขทัย เมืองฉอดมีเจ้าเมืองชื่อพ่อขุนสามชนคําว่า เมืองฉอด เรียกกันนานเข้าอาจ
เพี้ยนกลายมาเป็น “แม่สอด” ก็เป็นได้ อีกนัยหนง่ึ อําเภอแม่สอดอาจได้ชื่อมาจากชอ่ื ของลําหว้ ยสายสําคัญ
ทไ่ี หลผ่านหมู่บ้านนี้ คือ ลาํ ห้วยแมส่ อดสว่ นอีกนยั หนึง่ แม่สอดอาจมาจากคาํ ว่า "เหมช่ ็อค" ในภาษามอญซ่ึง
แปลวา่ พม่าตาย

อําเภอแม่สอด ท่ีว่าการอําเภอปัจจุบันตั้งอยู่ในตําบลแม่สอด ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตําบลแม่สอด
ห่างจากแนวชายแดน 6 กิโลเมตร เป็นอําเภอที่มีความสําคัญทางยุทธศาสตร์ ด้วยเป็นอําเภอชายแดน
มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าตลอดแนวชายแดนด้านตะวันตกซ่ึงมี
ปัญหาทางด้านการปกครอง เก่ียวกับชนกลุ่มน้อยภายในประเทศ และปัญหาเกี่ยวกับระบบการปกครอง
ภายใน ทําให้บุคคลสัญชาติพม่าพลัดถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยทํามาหากินในประเทศไทย เขตอําเภอแม่สอดเป็น
จํานวนมาก ทําให้เกิดปัญหาตอ่ ประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองการปกครองและการควบคุม จน
แม้ในปจั จุบันน้ี ทั้งอําเภอแมส่ อดแตเ่ ดิมน้ัน เป็นเขตแทรกซึมและเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของผู้ก่อการร้าย
คอมมิวนิสต์ จนต้องมีการจัดตั้งศูนย์อํานวยการและประสานงานรักษาความมั่นคงภายในอําเภอแม่สอด
(ศอป.รมน.อ.แม่สอด) ขึ้นเม่ือปี พ.ศ. 2511 เพ่ือดําเนินการป้องกันและปราบปรามผู้ก่อการร้าย
คอมมิวนสิ ตใ์ นพืน้ ท่ี ทําให้ต้องสญู เสียงบประมาณกาํ ลังคนและอาวธุ เป็นจํานวนไม่น้อย และในปัจจบุ ันการ
เคล่ือนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพ้ืนที่อําเภอ ได้หยุดการเคลื่อนไหวโดยเด็ดขาดแล้ว ไม่ว่า
ทางด้านการเมืองหรือการทหารต้ังแต่ปลายปี 2542 เน่ืองจากการดําเนินการปราบปรามของเจ้าหน้าท่ี
ฝา่ ยรัฐบาลได้ผลตามเปา้ หมาย

ภมู ิปัญญาท้องถิน่ เร่อื ง “การนัง่ ถ่าน (น่งั โอ่ง)” 9

ท่ตี ั้งและอาณาเขต ติดต่อกับ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตําบลแม่ปะ ตาํ บลแม่ปะ
ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กับ องค์การบรหิ ารส่วนตาํ บลแมป่ ะ ตาํ บลแม่ปะ และ
ทิศตะวันออก
องค์การบริหารสว่ นตําบลพระธาตผุ าแดง
ทศิ ใต้ ตําบลพระธาตุผาแดง
ทิศตะวนั ตก ติดตอ่ กับ เทศบาลตาํ บลแม่ตาว ตาํ บลแมต่ าว
ตดิ ต่อกับ เทศบาลตาํ บลทา่ สายลวด ตําบลทา่ สายลวด

อําเภอแม่สอด เป็นอําเภอหนึ่งทางตอนกลางของจังหวัดตาก ได้รับการจัดต้ังเป็นอําเภอมา
ตงั้ แต่ พ.ศ. 2441 ตวั อําเภออยใู่ นท่รี าบระหว่างภเู ขาระหวา่ งเทอื กเขาถนนธงชัยทิวเขาในฝัง่ ประเทศ
ไทย อีกส่วนหนึ่งเป็นทิวเขาฝ่ังประเทศพม่า อําเภอแม่สอดมีพ้ืนที่ประมาณ 1,986 ตารางกิโลเมตร
ประชากรมีท้ังชาวเขาและคนท่ีอพยพจากอําเภอเมืองตากเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ รวมท้ังชาวพม่าท่ีมี
ภรรยาและบุตรเปน็ คนไทยดว้ ย อําเภอแม่สอดอย่หู ่างจากอําเภอเมืองตาก 86 กโิ ลเมตร แม่สอดเป็น
อําเภอท่ีมีการค้าระหว่างประเทศไทยกับพม่า เน่ืองจากเป็นอําเภอท่ีอยู่ติดชายแดน และเป็นที่ต้ังจุด
ผ่านแดนถาวรด่านพรมแดนแม่สอด เช่ือมโยงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ประวัติความ
เป็นมาของอําเภอแม่สอดน้ันยังไม่ปรากฏแน่ชดั ว่าจะเป็นเมืองฉอดของขุนสามชนที่เคยยกทัพไปตีกรุง
สุโขทัยหรือไม่ ยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ เมื่อดูตามสภาพบ้านเมืองของอําเภอแม่สอดน้ัน ไม่พบว่ามี
สิ่งก่อสร้างท่ีเก่าแก่มีอายุอยู่ในยุคของสุโขทัยได้เลย ฉะนั้นจึงน่าเช่ือได้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน และ
ขณะน้ีได้มนี ักโบราณคดีพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทึบในทอ้ งท่ีอาํ เภอแมร่ ะมาด ซงึ่ อาจจะเป็นเมือง
ฉอดตามศลิ าจารกึ กรุงสุโขทยั ได้

ตามผังประเทศไทย พ.ศ. 2600 อําเภอแมส่ อดไดถ้ ูกสนบั สนุนใหเ้ ป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตาม

หนึ่งในแนวทางของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก โดยเป็นศูนย์กลางการค้าท่ีติดต่อกับเมือง

เมยี วดใี นประเทศพมา่

วิถีการดําเนินชีวิตของคนในท้องถิ่นหรือชุมชน ผู้คนส่วนใหญ่ในอําเภอแม่สอดมีชีวิตและความ

เป็นอยู่โดยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบจํานวนน้อย

ชาวบ้านทํานาแบบนาปี พ้ืนที่สงู ปลูกข้าวไร่ พ้ืนที่ท่ีราบในแอ่งเขาอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว และพชื อ่ืน ๆ ได้

คนในอําเภอแม่สอดนิยมปลูกบ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่บ้าน หากพืน้ ที่ใดอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การ

ทํานา มีแม่นํ้าไหลผ่าน ก็จะมีหมู่บ้านต้ังเป็นระยะ ๆ เร่ือยไปตามแม่น้ํา ลักษณะบ้านจะเป็นบ้านไม้ยกสูง

มีใต้ถุนโล่ง เป็นท่ีเก็บของเครื่องมือทําเกษตร และเป็นที่ทํางานหรือพักผ่อนยามว่างได้ด้วย บ้านของ

ชาวบ้านนิยมมุงกระเบื้องและสังกะสหี รือบางคร้ังกม็ ุงด้วยยา่ คาและใบตองตึง ส่วนมากจะไม่ค่อยนิยมแล้ว

ถัดจากบ้านก็จะเป็นยุ้งข้าวขนาดใหญ่เล็กตามฐานะ นอกจากนั้นก็จะมีสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ เป็ด วัว ควาย

ชาวบ้านมีลักษณะเหมือนคนไทยทั่วไป แต่เป็นเชื้อสายไทยยวน หรือโยนก คนแม่สอดเองเรียกคนกลุ่ม

เดียวกนั ว่า “คนเมอื ง” ลักษณะเดน่ กว่าคนไทยกลุ่มอื่นคอื ผวิ คอ่ นข้างขาว รปู รา่ งสนั ทัดไม่สูง ไมเ่ ต้ยี เกินไป

ส่วนใหญ่รูปร่างผอมบาง มีภาษาท่เี ป็นภาษาถ่ินของตวั เอง หรือที่เข้าใจกันว่า “คําเมือง” ภาษาไทยเหนือมี

ภูมิปญั ญาท้องถนิ่ เร่อื ง “การนงั่ ถ่าน (นง่ั โอ่ง)” 10

ระบบตัวอักษรบันทึกท่ีเรียกว่า “อักษรล้านนา” บันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนา คัมภีร์ต่าง ๆ ตลอดจน
กฎหมายและความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน อักษรล้านนานี้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญเดิม มีอายุรุ่นเดียวกับ
อกั ษรพ่อขุนรามคําแหง หรืออาจเก่ากว่านั้นอีก นอกจากนั้นชาวอําเภอแม่สอดยังมีหมู่บ้านท่ีชาวบ้านเป็น
ชาวกะเหรี่ยงแยกหรือปะปนกันไปตามหมู่บา้ น ชุมชน ต่างๆ แต่ด้วยยุคสมัยและการเวลาท่เี ปล่ยี นแปลงไป
จึงทําให้อาํ เภอแม่ระมาด มีความเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นอย่างเห็นไดช้ ัด และมีผู้คนท่ียา้ ยมาจากต่างถิน่ ต่าง
อาํ เภอต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นเร่อื ย ๆ แต่อย่างไรนั้นความเป็นอําเภอแมส่ อดก็ยังคงไม่จางหายและ
ดําเนนิ อยู่ต่อไป

ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน เรือ่ ง การนง่ั ถา่ น (นงั่ โอ่ง)

บริบทพ้ืนที่ตาบลแม่กาษา

ตําบลแม่กาษาพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาท่ีเหลือเป็นป่าไม้ ภูเขา แหล่งน้ํา
ประชากรสว่ นใหญ่ประกอบอาชีพหลัก คือทาํ นา ทาํ ไร่ รองลงมาคือ เล้ียงสัตว์ รับจ้าง คา้ ขาย รับราชการ/
พนักงานของรัฐ ตามลําดับ ผู้ท่ีอยู่อาศัยจะเป็นเครือญาติ ดังนั้นการปลูกบ้านเรือนจะปลูกรวมกันในกลุ่ม
ญาติลอ้ มรอบบ้านพ่อแมห่ รือปู่ ยา่ ตา ยาย ทําใหก้ ลุ่มทีอ่ ยู่อาศัยจงึ หนาแนน่ เป็นหยอ่ ม ประชากรส่วนใหญ่
นับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมประเพณีด้ังเดิมที่ถ่ายทอดมายังรุ่นปัจจุบัน เช่น เลี้ยงผีปู่ย่า ประเพณี
บวงสรวงพ่อหลวงพะวอ เจ้าแม่อุษา ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แข่งกลองอึดและ ประเพณีจ่ีข้าวหลามเป็นต้น
ตําบลแมก่ าษาอย่หู า่ งจากอําเภอแมส่ อด 26 กโิ ลเมตร ไปทางทศิ เหนือถนนสายแม่สอด-แม่ระมาด

1. ขอบเขตพ้นื ที่
ทิศเหนือ ติดต่อกบั อาํ เภอแม่ระมาด
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกบั ตําบลแมป่ ะ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตาํ บลพะวอ
ทิศตะวันตก ติดต่อกบั สาธารณรัฐสงั คมนิยมแห่งสหภาพพมา่

2. สภาพภมู ิประเทศ
สภาพพื้นทโ่ี ดยท่วั ไปเป็นพนื้ ที่ราบลุม่ ระหว่างภเู ขา ลักษณะดนิ เปน็ ดนิ รว่ นปนทราย บางแห่ง

เปน็ เนนิ สูง ภูมปิ ระเทศเปน็ ท่ีราบลมุ่ ระหว่างภเู ขาเหมาะแก่การทาํ การเกษตร

3. สภาพภมู อิ ากาศ
ฤดรู ้อน ตงั้ แต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิเฉลีย่ 33 องศาเซลเซียส
ฤดฝู น ตั้งแตเ่ ดือนมิถนุ ายน-กันยายน อณุ หภมู ิเฉลย่ี 27 องศาเซลเซยี ส
ฤดูหนาว ต้งั แตเ่ ดือนตุลาคม-กุมภาพนั ธ์ อุณหภูมิเฉลีย่ 29 องศาเซลเซียส

ภูมิปัญญาท้องถนิ่ เรอ่ื ง “การนง่ั ถ่าน (นั่งโอ่ง)” 11

4. เขตการปกครอง
การแบ่งเขตการปกครองตําบลแมก่ าษาแบง่ ออกเป็น 16 หมูบ่ า้ นประกอบดว้ ยหม่ทู ่ี 1

บา้ นแมก่ ดื้ หลวง, หมู่ที่ 2 บ้านแม่กาษา, หมู่ท่ี 3 บา้ นแมก่ ื้ดใหม่, หมู่ท่ี 4 บ้านโกกโก,่ หม่ทู ่ี 5
บ้านแม่ก้ืดสามท่า, หมู่ท่ี 6 บา้ นนํ้าดิบ, หมทู่ ี่ 7 บ้านหว้ ยบง, หมู่ที่ 8 บ้านแมก่ ื้ดสามท่าใหม,่ หมู่ที่ 9
บ้านไทยสามัคคี, หมทู่ ี่ 10 บา้ นใหม่รมิ เมย, หมทู่ ี่ 11 บา้ นโพธิ์ทอง, หม่ทู ี่ 12 บ้านใหม่พฒั นา,
หมู่ท่ี 13 บ้านแม่กาษาใหม่ไหล่ท่า, หมู่ท่ี 14 บ้านแม่กาษาโพธ์ิเงิน, หมู่ท่ี 15 บ้านแม่ก้ืดใหม่ดอน
สวา่ งหมทู่ ี่ 16 บ้านแมก่ าษานสุ รณ์

5. สภาพสังคม
5.1 การศกึ ษา
- โรงเรียนประถม 4 แหง่
- ศูนย์เรียนรรู้ ฐั วิสาหกิจชุมชน 1 แหล่ง

5.2 สถาบนั และองคก์ รทางศาสนา
- วดั 11 วัด
- สุสาน 1 แหง่
- ศาลหลักเหมอื ง
- ศาลเจ้าแมอ่ ุษา 1 แห่ง
- สาํ นักสงฆ์ 2 แหง่

6. สภาพเศรษฐกิจ

6.1 อาชพี

ประชาชนในพน้ื ทสี่ ว่ นใหญป่ ระกอบอาชีพเกษตร และรองลงมาการประมงและการปศสุ ตั ว์
ภายในพื้นท่ี รบั จ้าง ท่วั ไป และรบั ราชการ

6.2 หนว่ ยธรุ กิจในเขตหมู่บา้ น

- ห้างห้นุ สว่ นจาํ กัด น้ําแข็งธารา ผลติ นํา้ แขง็
- รา้ นขายของชําภายในหมบู่ า้ น
- ร้านอาหารตามสั่ง
- โรงสขี ้าว
- บรกิ ารเสริมสวย จํานวน 12 แหง่
- บริการซ่อม จาํ นวน 13 แหง่
- บริษทั ไทวา มหาชน จํากัด
- ไซโลขา้ วโพด หจก.เอนกธญั กิจ
- โรงงานโอเมก้า
- เครอื สหพัฒน์
- แพ้นปนู ซีแพ็คหา้ แยก

ภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่ เร่อื ง “การนัง่ ถ่าน (น่ังโอ่ง)” 12

- แมป่ ะรไี ซเคลิ
- โรงงานแอลฟา่
- ท่าทราย

7. การคมนาคม
การเดนิ ทางเขา้ หมู่บ้านน้ันสามารถใช้รถจกั ยานยนต์และรถยนต์สามารถเขา้ ถึงพืน้ ที่ได้ทั่วหมู่บ้าน

สว่ นใหญเ่ ปน็ ถนนคอนกรตี เปน็ เส้นทางสญั จรหลกั ทจ่ี ะไปสถานทท่ี อ่ งเท่ียวต่าง ๆ ของตาํ บลแม่กาษา

8. สาธารณปู โภคขัน้ พืน้ ฐาน
8.1 ไฟฟ้า
การขยายเขตไฟฟ้า ปัจจุบันมีไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาคือไฟฟา้ ส่อง

สว่างทางหรือมาสาธารณะ ยังไม่สามารถดําเนินการครอบคลุมทุกพื้นทีไ่ ด้ เนื่องจากพื้นที่มคี วามตอ้ งการให้
ตดิ ตัง้ ให้คลอบคลุมทุกพ้ืนท่ี แต่บางพืน้ ที่ยังไม่เป็นพื้นทสี่ าธารณะ องค์การบริหารส่วนตําบลแม่กาษาจงึ ไม่
สามารถดําเนินการได้เช่นเดียวกับถนน จํานวนครัวเรือนท่ีใช้ไฟฟ้าจํานวน 2,752 หลังคาเรือน และมีไฟ
สาธารณะจาํ นวน 188 จดุ แตไ่ ม่ครอบคลุมถนนทกุ สายในเขตตําบลแม่กาษา

8.2 เครอื ขา่ ยระบบอินเตอร์เนต็
มบี รษิ ทั ผูใ้ ห้บริการอนิ เตอร์เน็ตครอบคลุมพน้ื ทีท่ ้ังจงั หวดั ตากดังนี้

- บรษิ ทั ทโี อทจี าํ กดั (มหาชน) (TOT)
- บรษิ ัท กสท.ไทยคมนาคมจํากัด (Cat Telecom)
- บรษิ ัททริปเปิลทีบรอดแบรนด์ จาํ กัด (มหาชน) (BBB)
- บรษิ ัททรู คอรป์ อเรช่ัน จาํ กัด (มหาชน) (TRUE)
- บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วสิ จํากัด (AIS)
- บริษัทไทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน่ จาํ กดั (DTAC)
- มีหอกระจายเสียงตามสาย จํานวน 16 แห่ง
8.3 การประปา
การประปาในตาํ บลแม่กาษา มีการประปาหม่บู า้ นใชเ้ อง สามารถให้บริการคลบุ คลุมทุกพ้นื ที่
ในตาํ บลแมก่ าษา ปัจจุบันประชาชนมนี ้ําประปาใช้ ดังน้ี
1. จํานวนครัวเรอื นทใ่ี ช้นํ้าประปา จาํ นวน 2,335 ครวั เรือน
2. ปรมิ าณการใช้น้ําเฉล่ีย 500-550 ลบ.ม. ตอ่ วนั
3. แหลง่ น้าํ ดบิ ทใ่ี ช้ในการผลติ นาํ้ ประปาได้จากแม่น้ํา น้ําภูเขา บอ่ นํา้ ต้ืน และสระหนองใหญ่

ภูมิปญั ญาท้องถิ่น เรอ่ื ง “การนั่งถา่ น (นง่ั โอ่ง)” 13

9. สาธารณสขุ และความปลอดภัย 4 แห่ง
9.1 สาธารณสุข 16 แห่ง
- โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตําบล
- ศนู ยส์ าธารณสขุ มูลฐานชุมชน

9.2 ด้านความปลอดภยั ในชุมชน/ ตาบล

- ปอ้ มบริการประชาชน 409 1 แหง่

- ทท่ี ําการกํานัน 1 แหง่

- ทีท่ าํ การผูใ้ หญบ่ า้ น 15 แหง่

- ชุดเฝ้าตรวจชายแดน รอ้ ย ตชด.346 1 แหง่

- ชุดกชู้ พี ตาํ บลแม่กาษา 1 แหง่

10. ทรพั ยากรธรรมชาติ
10.1 ป่าชมุ ชนแม่กด้ึ หลวง
10.2 น้ําตกแม่กาษา
10.3 อโรคยาศาลโปง่ คาํ ราม หรือ บอ่ นา้ํ แรโ่ ป่งคาํ ราม
10.4 ถํา้ แม่อุษา

ประวตั ิความเป็นมาของชมุ ชนตาบลแมก่ าษา
ที่มาของช่ือ (ช่ือบ้านนามเมือง) มีเร่ืองเล่าว่า มีครอบครัวหน่ึง คือครอบครัวของ นายม่ังมีและ

นางร่ํารวย มีลูกสาว 2 คน คือ นางบัวเหลียว และนางอุษา เป็นครอบครัวท่ีมีสมบัติมากมาย ด้วยเหตุน้ี
ครอบครัวจึงมีแตค่ วามวิตกกังวลกลัวถกู ปลน้ จ้ี เพราะโจรผู้รา้ ยชุกชุมมากในสมยั น้ัน เป็นที่หวาดกลวั ของผู้คน
ทุก ๆ หมู่บ้านในละแวกน้ัน รวมไปถึงบ้านของเศรษฐีมั่งมีด้วยจนทําให้นางรํ่ารวยผู้เป็นภรรยาป่วยเป็นโรค
ประสาทและถึงแก่ความตายไปในที่สุด เศรษฐีผู้เป็นพ่อก็ได้ปรึกษาลูก ๆ ตกลงกันย้ายไปอยู่ประเทศพม่า คือ
“เมืองเมียวดี” เป็นอําเภอหนึ่งของประเทศพม่าอยู่บริเวณตําบลท่าสายลวดในปัจจุบัน และได้ให้คนใช้เก็บ
ทรัพย์สมบัติท้ังหมดของตน โดยใช้พาหนะเป็นช้าง ม้า วัวและควายในการขนทรัพย์สมบัติก่อนออกจากบ้าน
นางบัวเหลียวได้สัจจะไว้ว่าจะไม่เหลียวหลังกลับมามองบ้านเก่าเกิน 3 ครั้ง เพราะยังอาลัยในตัวของมารดาท่ี
เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นให้ตกหลังช้างที่ตนข่ีอยู่จนถึงแก่ความตาย ส่วนนางอุษาขอไปตายเอาดาบหน้า
เพราะในขณะนั้นนางได้ตั้งท้องแก่แล้ว เศรษฐีได้พาทุกคนเดินทางมาพักที่ห้วยแก้วแห่งเขาล้นซ่ึงมีนํ้าเย็นใส
สะอาด (เป็นต้นนํ้าที่มาของน้ําตกแม่กาษา) พอรุ่งเช้าก็ต้องเดินทางต่อ โดยจะต้องข้ึนเขาล้นและเดินหมุนรอบ
ตามไหล่เขาเพราะไมส่ ามารถเดินทางตรงได้ ดว้ ยสามาเหตุน้ี จึงให้นางบวั เหลยี ว จึงเผลอกลบั ไปมองทางทต่ี นได้
ผา่ นมาโดยไม่เจตนาถงึ 3 ครั้ง ซึ่งตรงกับสัจจะทีไ่ ด้ให้ไว้ จงึ ตกลงจากคอช้างตาย เขาลกู ทนี่ างไดต้ กลงไป จงึ ได้
มีช่ือว่า “ม่อนนางเหลียว” ตั้งแต่บัดน้ันมาพวกเขาเดินทางต่อมายังที่แห่งหน่ึง เรียกว่า “ดอยหลวง” ข้างล่าง
ดอยหลวงเป็นที่ราบมีน้ําเย็นใสสะอาด ภาษาชาวบ้าน เรียกที่แห่งนั้นว่า “ปางควาย” คนใช้ทเ่ี ดินทางล่วงหน้า
มาก่อนได้มารายงานท่านเศรษฐีว่า ได้มีพวกโจรป่ารวมกลุ่มกันดักปล้อนที่ห้วย “แม่งืด” (บ้านแม่ก้ืดใน
ปจั จบุ ัน) ซงึ่ อยขู่ า้ งหน้าท่านเศรษฐจี ึงไดส้ ง่ั การให้คนใชน้ าํ ทรพั ยส์ มบัตขิ ึ้นซ่อนไว้ในถํา้ แห่งหน่งึ และคิดวา่ ควร

ภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ เรอื่ ง “การน่ังถา่ น (นัง่ โอ่ง)” 14

มีใครเฝ้าสมบัตินี้ไว้ก่อนแล้ว ภายหลังจะกลับมาเอา แต่คิดแล้วว่าคงไม่มีใครกล้าเฝ้า จึงถามคนใช้ว่าใครจะ
อาสาเฝ้าสมบัติ ทันใดนั้นทางนางอุษาได้ขออาสาเฝ้าสมบัติเอง โดยเหตุผลที่นางไม่สามารถเดินทางไปต่อได้
เพราะตนเองท้องแก่จวนจะคลอดแล้วทําให้เดินทางต่อไปไม่ไหว ท่านเศรษฐจี ึงตัดสินใจอยู่นานเพราะการท่ีจะ
เฝ้าสมบัตไิ ด้ดีนั้นต้องตายเปน็ ผี ถึงจะมีคนกลัวแลว้ ไม่กล้ามาเอาสมบัติ ดังนั้นท่านเศรษฐจี ึงกล้ันใจชักดาบฟัน
ลงทีค่ อลูกสาวถงึ ก่ีความตาย และจดั การเผาศพลกู สาวโดยใหค้ นใช้หาก้อนหินมา 3 ก้อน มาวางแล้วจุดไฟและ
เอาหม้อใส่นํ้าตั้งไว้ น้ําในหม้อเดือดและร้อนนานเข้า หินก็แตกและหม้าล้มลง เทราดกลายเป็นลําห้วยน้ําร้อย
(บ่อนาํ้ พุร้อนในปจั จบุ นั ) ทีด่ อยหลวงนั้นเอง ต่อมานางอุษาท่ตี ายไปแลว้ ด้วยความดที ีไ่ ดก้ ระทาํ โดยยอมสละตน
เพื่อเฝ้าสมบัติจนทําให้นางได้กลายเป็น “เจ้าแม่อุษา” ที่คอยคุ้มครองชาวบ้านในละแวกน้ันด้วย ต่อมาเจ้าแม่
อุษาได้เข้าทรงชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ให้เปลี่ยนช่ือจากหมู่บ้าน “ปางควาย” เป็นหมู่บ้าน “แม่กาษา” และ
เร่อื งราวของทา่ นก็เป็นท่ีเล่าขาน และเปน็ ทม่ี าของสถานท่ที อ่ งเทย่ี ว ตา่ ง ๆ ในตาํ บลแม่กาษาในปัจจบุ นั

ข้อมูลท่ัวไปของบ้านแม่กื๊ดหลวง หมู่ที่ 1 ตาบลแม่กาษา อาเภอแม่สอด จังหวัดตาก เม่ือ
ประมาณปี พ.ศ.2468 มีราษฎรอพยพมาจากภาคเหนือ คือลําพูน ลําปาง ต้ังใจไปต้งั รกรากท่ีประเทศพม่า
เม่ือเดินทางมาถึงแม่สอดเจ้าเมืองฉอดไม่ให้ไปประเทศพม่า แต่กลับพามาดูสถานท่ีแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้าน
กะเหรี่ยง แต่หนีไปหมดแล้วเหลือเพียง 2 ครอบครัว จึงปรึกษาหารือกันว่าพักอยู่ที่นี่ก่อน ทางราชการได้
มอบพื้นท่ีให้ คือ ทุ่งหลวง ทุ่งใต้ ไว้เป็นสมบัติของหมู่บ้าน จึงได้ตัดสินใจตั้งถิ่นฐานและตั้งช่ือหมู่บ้านว่า
“แม่กึด๊ หลวง” (“ก๊ึด” ภาษาพ้ืนเมอื ง หมายถึง คดิ , หลวง คือทุ่งหลวง) ตอ่ มาได้เปล่ียนชอ่ื เป็น “แม่ก๊ืดหลวง”
เริ่มแรกมีจํานวนครัวเรือนประมาณ 70 หลังคาเรือน โดยมีผู้นําคนแรก คือ กํานันจินะ ปันสา ได้ดํารง
ตาํ แหน่งจนเกษยี ณอายุ ในระหวา่ งดํารงตําแหนง่ ไดส้ รา้ งวัด โรงเรยี น ต่อมาจํานวนครวั เรอื นเพิม่ ขนึ้ จงึ แยก
หมบู่ า้ นใหมเ่ ป็นหมทู่ ่ี 3 ชื่อบา้ นแมก่ ๊ืดใหม่ สว่ นบ้านแมก่ ้ืดหลวง เปน็ หม่ทู ่ี 1

ขนาดและพน้ื ท่ี
บ้านแม่ก๊ืดหลวง ห่างจากจังหวัดตาก 97 กิโลเมตร ห่างจากอําเภอแม่สอด 10 กิโลเมตร

สภาพพ้ืนที่เป็นท่ีราบ พ้นื ท่ีส่วนใหญ่ทาํ การเกษตร ปลกู พืชไร่-นา-สวน มพี ื้นท่ีหมู่บา้ นรวม 3,438 ไร่
เป็นท่ีอยู่อาศัย 393.75 ไร่ พนื้ ทท่ี าํ การเกษตร 3,044 ไร่

ทต่ี ั้งและอาณาเขต ติดต่อกับ บา้ นแม่กด็ สามท่า หม่ทู ่ี 5 ต.แมก่ าษา
ทศิ เหนือ ติดต่อกบั บา้ นไทยสามัคคี หมู่ที่ 19 ต.แมก่ าษา
ทิศใต้ ตดิ ตอ่ กบั บา้ นใหมพ่ ัฒนา หมู่ที่ 12 ต.แม่กาษา
ทศิ ตะวนั ออก ติดต่อกบั บ้านแม่กค็ ใหม่ หมทู่ ี่ 3 ต.แม่กาษา
ทิศตะวนั ตก

จานวนครวั เรือนและประชากร
มีจํานวนครวั เรอื น 244 ครัวเรือน ประชากร 1,026 คน เป็นชาย 502 คน หญิง 524 คน

มเี ช้ือชาตแิ ละสัญชาตไิ ทย นบั ถือศาสนาพทุ ธ

ภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่ เร่อื ง “การนัง่ ถา่ น (นั่งโอ่ง)” 15

การประกอบอาชพี และรายได้
ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทําไร่-นา 90% รับราชการ 5% ค้าขาย 5% อาชีพ

เสริม หัตถกรรม ได้แก่ การเจียระไนพลอย และต้นไม้หยก, จักรสาน, ผลิตภัณฑ์จากกล้วย รายได้
เฉลีย่ ของคนในหมบู่ ้าน 62,729.73 บาท / คน / ปี ตามขอ้ มูล จปฐ. ปี2554

สถานการณ์สุขภาพในชมุ ชนบ้านแม่กด๊ึ หลวง
สถานการณ์สุขภาพสถานการณ์การเจ็บป่วยของคนในชุมชนมีเพ่ิมมากขึ้นและการใช้ยาใน

ปัจจุบันมีจํานวนมากเกนิ ไปซง่ึ มีผลต่อสุขภาพและยังทําให้มีค่าใชจ้ ่ายสงู จากการท่ีทีมงานอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจําหมู่บ้านได้มีการคัดกรองเช่นวัดความดันเจาะนํ้าตาลในเลือดออกสํารวจคนใน
ชมุ ชนท้ังหมดจาํ นวน 342 คน

- พบกลมุ่ เสี่ยงจาํ นวน 148 คน
- กลุม่ ปกติ 116 คน
- ความดนั โลหิตสูง 54 คน
- โรคเบาหวานจาํ นวน 15 คน
- ไขมัน 9 คน
นอกจากน้ียังได้รับข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ มีการตรวจพบสารพิษตกค้างใน
ร่างกาย เชื้อราในช่องคลอด และอาการปวดเม่ือยตามร่างกาย ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพได้มี
แผนงานโครงการหมู่บ้านปรับเปล่ียนพฤตกิ รรม โดยให้คนในชุมชนท่ีเป็นโรคอยู่แลว้ และกลุ่มเส่ียงให้
มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เช่น การกินอาหาร การออกกําลังกาย การดูแลอารมณ์ของ
ตนเอง เป็นต้น จึงได้มีการนําภูมิปัญญาท้องถิ่นตามตําราหมอพ้ืนบ้าน เช่น การใช้สมุนไพรการนวด
ไทย เป็นการดูแลรักษาสุขภาพอาการเจ็บป่วย เบ้ืองต้น รวมถึงการทับหม้อเกลือ และการอยู่เส้า
(หญิงหลงั คลอด) และการน่ังถ่าน (น่งั โอง่ ) อีกดว้ ย

การน่งั ถา่ น (นั่งโอ่ง)

การนั่งถ่าน เป็นการรักษาท่ีเหมือนเป็นการอยู่ไฟของหญิงหลังคลอดในสมัยโบราณ การน่ัง
ถ่านจะใช้โอ่งมังกรที่มีขนาดน่ังได้พอดี นําถ่านท่ีร้อนใส่เตาถ่านขนาดเล็ก แล้วเอาใส่ในโอ่ง โรยยา
สมนุ ไพร 1 หยิบมอื บนถ่านไฟ รองผ้าขนหนูท่ปี ากโอ่ง แลว้ น่ังเป็นเวลา 15 – 20 นาทีเป็นการรักษา
อาการต่างๆ ได้ทัง้ ผู้หญิงและผู้ชาย

ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ เรอื่ ง “การนัง่ ถ่าน (นง่ั โอ่ง)” 16

อปุ กรณ์ 4. ตวั ยาสมนุ ไพร 1 หยิบมอื
1. โอ่งมังกร จํานวน 1 ลกู ขนาดนงั่ ได้พอดี 5. ผา้ ขนหนู

2. เตาถา่ น 1 ใบ ขนาดเลก็

3. ถา่ นไฟ

ตวั ยาทใ่ี ช้และสรรพคณุ สรรพคณุ
แก้อ่อนเพลยี บาํ รุงธาตุ
ตวั ยา
1. อบเชยเทศ

2. แสมสาร ชว่ ยขับนาํ้ คาวปลา

3. แสมทะเล ชว่ ยขบั ลมในกระดูก ช่วยขบั ถ่ายโลหติ ระดูสตรใี ห้ปกติ
4. เปลอื กชะลูด กลนิ่ หอม บํารุงหัวใจ

ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ เร่ือง “การน่งั ถา่ น (น่ังโอ่ง)” 17

ตวั ยา สรรพคณุ
5.สารส้ม สมานแผล ชาํ ระระดูขาว

6. กาํ ยาน ขับเสมหะ สมานแผล บาํ รงุ หวั ใจ
7. เทียนคํา ขับลมในลําไส้

วธิ ที า
1. นําสมนุ ไพรทง้ั หมดมาตากแหง้ แล้วนํามาบดรวมกัน
2. เตรยี มโอ่งมังกรไว้
3.นําผา้ ขนหนูมาวางบนขอบปากโอง่
4. นําเตาไฟไปไวใ้ นโอง่
5. นาํ ถ่านไฟที่แดงด้วยความรอ้ นพอประมาณใส่ในเตา
6. หยบิ ตวั ยา 1 หยิบมือ โรยบนถา่ นไฟ
7. ให้ผ้ปู ่วยน่ังปากโอ่ง ให้ตัวยาซึมเข้าผวิ หนังเพื่อรักษาอาการทีเ่ ป็นอยู่ ใชเ้ ลานั่งประมาณ 15-20 นาที
ติดต่อกนั ประมาณ 3-5 วัน

ภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน เรือ่ ง “การนั่งถ่าน (น่งั โอ่ง)” 18

ภาพขนั้ ตอนการเตรียมอปุ กรณแ์ ละวธิ กี ารน่ังถ่าน

ประโยชนข์ องการนัง่ ถา่ น (นั่งโอง่ )
1. ในหญิงหลังคลอด คลอดโดยปกติ 20 วันขนึ้ ไป คลอดโดยการผ่าตัด 45 วันขน้ึ ไป

- ชว่ ยให้มดลกู เขา้ อ่เู รว็
- ช่วยขบั นํ้าคาวปลา
- ชว่ ยดบั กลนิ่ เหมน็ คาว
- ขับลมในลําไส้
- ขับลมในกระดูก
- ช่วยให้หน้าท้องยุบเร็วขน้ึ

2. ในบุคคลทว่ั ไป
- รักษาเช้อื ราในชอ่ งคลอด ตกขาว คนั
- ลดอาการมดลูกอักเสบ
- รักษาพยาธิในช่องคลอด
- ลดอาการปวดประจาํ เดอื น
- ช่วยใหป้ ระจาํ เดอื นมาปกติ

ภูมปิ ญั ญาท้องถิ่น เร่อื ง “การนง่ั ถา่ น (นง่ั โอ่ง)” 19

- ช่วยลดอาการรดิ สดี วงทวาร
- แก้โรคผิวหนงั

* อาหารทคี่ วรงดในช่วงเวลาการรักษา คือ ของหมักของดองทุกชนิด

ทับหม้อเกลือและการอย่เู ส้า (หญิงหลังคลอด)

การนาบหรือทับหม้อเกลือ จะทําหลังจากคลอด 7-8 วัน โดยการนําเกลือบรรจุลงในหม้อ
ตาลมฝี าปดิ ต้ังบนไฟเผาจนรอ้ นจัด จนเกลือในหมอ้ แตกปะทุ ยกหมอ้ วางบนใบพลบั พลึงหรือใบละหุ่ง
แล้วแต่จะหาได้ในท้องถ่ิน ใช้ผ้าห่อหม้อตาลให้คลุมท้ังใบพลับพลึงหรือใบละหุ่งท่ีรองไว้ ให้เหลือชาย
ผ้าพอจะจับรวมกันเป็นกระจุก สําหรับถอื นําหม้อเกลือไปนาบและประคบตามตัวของหญิงหลังคลอด
และหัวเหน่า เช่ือว่าจะทําให้มดลูกหดตัวเข้าอู่เร็ว ป้องกนั ไม่ให้ท้องครากหลวม ทําวันละ 2 คร้ัง เวลา
เช้ามืด และเวลาบ่าย จนกว่าจะออกไฟหรือตามความสะดวก การทับหม้อเกลือคล้ายกับการนาบอิฐ
หรือหินเผาไฟให้ร้อนและราดน้ําให้ระอุ ห่อด้วยผ้าแล้วนํามาวางทับหน้าท้อง เพ่ือให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
แต่บางคนอาจไม่ใช้วิธีนาบหม้อเกลือ เพียงแต่ใช้วิธีประคบเท่าน้ันก็เพียงพอ หรือบางคนจะไม่เข้า
กระโจมและประคบตัว แต่ใช้วิธีนาบหม้อเกลือ ซ่ึงแล้วแต่ความสะดวกและความเป็นไปได้ในการ
ปฏิบตั หิ รอื ตามธรรมเนียมทีป่ ฏบิ ตั ิกนั ในทอ้ งถิ่น ซึ่งมีวิธีการทาํ ดงั ตอ่ ไปนี้

อปุ กรณ์การทับหม้อเกลอื 3. ถ่าน
4. เกลือเม็ด (เตมิ ในหม้อทะนน) ตงั้ ไฟ 15 นาที
1. ผา้ รูปส่เี หลี่ยมด้านเท่าหมอ้ ทะนน
2. เตา (ขนาดพอดีกบั หม้อ)

ภูมิปญั ญาท้องถิ่น เรื่อง “การนง่ั ถ่าน (นง่ั โอ่ง)” 20

ตวั ยาทีใ่ ช้ในการทับหม้อเกลือ

1. ไพลสด 1 สว่ น 2. ว่านนางคา 1/2 สว่ น 3. ว่านชกั มดลูก 1/2 ส่วน

4. ใบพลับพลงึ หรือใบละหงุ่ 5. การบูร

อ้างอิง / แหล่งทมี่ า
การนง่ั ถ่าน (น่ังโอง่ ) และ การทบั หมอ้ เกลือ
ช่อื นางอญั ชนา กุลฤทธชิ ยั
ท่ีอยู่ บ้านเลขท่ี 94 หม่ทู ่ี 1 ตําบลแมก่ าษา อาํ เภอแมส่ อด จงั หวดั ตาก
โทรศัพทม์ อื ถอื 085-728-5709

ภูมิปัญญาท้องถนิ่ เร่อื ง “การนงั่ ถา่ น (นั่งโอ่ง)” 21


Click to View FlipBook Version