The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by web takcc, 2022-07-13 21:10:32

วิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

วิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

รายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์

การพัฒนาเศรษฐกจิ ฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่มิ จากบวั หลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก

Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus
of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province

คณะผวู้ ิจยั

นางกรรณกิ าร์ บุญยงั นางสาวสายสุนีย์ ตนั แปง
นางสวาท ไพศาลศริ ิทรัพย์ นางสาวโสภา มุ่งเหมือย
นางสาววัชรนิ ทรร์ ัตน์ ศรสี มุทร นางสาววนั วิสา แก้วแสนตอ
นายเจริญ อา่ งคา นางสาวศรวนยี ์ อุดแคว
นายโปรด แยม้ แบน นางกนกวรรณ ทาป๋วิ
นายปรีดา ยะแก้ว นางอาไพ วนั ทพั
นายธวชั ชัย แกว้ ทรพั ย์ นางสาวอลิศรา หมุดเขยี ว
นางสาววิริญญา ทอิ ดุ นายพงษสิริ นนทะชยั
นางสาวรตั นาภรณ์ วงษ์คา

ไดร้ บั ทุนอดุ หนุนการวจิ ยั จากสานักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจาปีงบประมาณ 2564
พุทธศกั ราช 2565

พฤษภาคม 2565

เลขทส่ี ัญญา N73C640028

รายงานการวิจยั ฉบับสมบูรณ์

การพัฒนาเศรษฐกจิ ฐานราก ด้วยการสร้างมลู คา่ เพมิ่ จากบัวหลวงของชมุ ชน
ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก

Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus
of Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province

คณะผวู้ จิ ัย

นางกรรณกิ าร์ บุญยัง นางสาวสายสนุ ีย์ ตันแปง
นางสวาท ไพศาลศิริทรัพย์ นางสาวโสภา มุ่งเหมือย
นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางสาววันวสิ า แก้วแสนตอ
นายเจรญิ อา่ งคา นางสาวศรวนีย์ อุดแคว
นายโปรด แย้มแบน นางกนกวรรณ ทาปว๋ิ
นายปรีดา ยะแกว้ นางอาไพ วันทพั
นายธวชั ชัย แกว้ ทรัพย์ นางสาวอลศิ รา หมุดเขยี ว
นางสาววิรญิ ญา ทอิ ดุ นายพงษสิริ นนทะชัย
นางสาวรตั นาภรณ์ วงษ์คา

ไดร้ บั ทนุ อุดหนนุ การวิจัย จากสานกั งานการวจิ ัยแห่งชาติ ประจาปีงบประมาณ 2564
พุทธศกั ราช 2565

พฤษภาคม 2565



กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน
ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นกระบวนการวิจยั และพัฒนาการเรยี นรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง
ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจาปงงบประมา 2564 ขอขอบคุ
ทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก นาโดยนางอาวร ์ โอภาสพัฒนกิจ ท่ีกรุ าเติมเต็ม
องค์ความรู้ แนวคิดในการดาเนินงานวจิ ัย ขอขอบคุ ดร. อเนก หาลี อาจารย์ประจาหลักสูตร โปรแกรมวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ค ะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร
ที่กรุ าให้คาแนะนา พัฒนาผลิตภั ฑ์จนได้เป็นผลิตภั ฑ์ท่ีเหมาะกับชุมชนตาบลยกกระบัตร ขอขอบคุ
นางสาวธัญญาภักดิ์ ธิเดช อาจารย์สอน สาขาออกแบบอุตสาหกรรม ค ะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ท่ีกรุ าให้คาปรึกษา ร่วมออกแบบบรรจุภั ฑ์ ขอขอบคุ
นายอาเภอสามเงา นายกองค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร สานักงานเกษตรอาเภอสามเงา และสานักงาน
พัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา ที่ให้โอกาสชุมชนพัฒนาผลิตภั ฑ์ชุมชนที่มีวัตถุดิบในท้องถ่ิน รวมถึงขอขอบคุ
นายอารักษ์ อนุชปรีดา ผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชนตาก ท่ีส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในสังกัดได้ทางานวิจัย
อย่างเต็มศักยภาพ อีกท้ังยังได้รับคาปรึกษาจาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ท่ีช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ในการทางาน
วิจัย สามารถรวบรวมข้อมูลและสรุปข้อมูลได้อย่างราบร่ืน ซ่ึงการวิจัยคร้ังนี้สาเร็จลุล่วงด้วยดีจากการได้รับ
ความร่วมมือรว่ มใจจากกานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผนู้ าชุมชนกลุ่มตา่ งๆ ภาคีเครือขา่ ยท้ังภายในและภายนอกพื้นที่ ทใี่ ห้
ข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภั ฑ์ ค ะผู้วิจัยขอขอบคุ บุคคลและหน่วยงานที่ได้กล่าวมา

โอกาสน้ี

ค ะผู้วจิ ยั
พฤษภาคม 2565



แบบสรปุ ผู้บริหาร
[Executive Summary]

1. รายละเอยี ดเก่ียวกับแผนงานวจิ ัย / โครงการวจิ ยั
1.1 ชื่อเรอ่ื ง
การพั ฒ นาเศรษ ฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิ มจากบัวหลวงของชุมช น

ตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวดั ตาก จงั หวดั ตาก
Developing Grassroot Economy by Creating Value of Royal Lotus of

Communities in Yokkrabat Subdistrict, Samngao District, Tak Province.
1.2 ช่ือคณะผู้วิจยั (นาย นาง นางสาว) กรรณกิ าร์ บญุ ยัง
หนว่ ยงานที่สังกดั วิทยาลัยชมุ ชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 6926 9733 โทรสาร 055 897064
1.3 ชื่อคณะผูว้ จิ ยั (นาย นาง นางสาว) นางสวาท ไพศาลศิริทรพั ย์
หน่วยงานท่ีสังกดั วทิ ยาลยั ชุมชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 6328 7999 โทรสาร 055 897064
1.4 ชอ่ื คณะผู้วิจยั (นาย นาง นางสาว) นางสาววชั รินทร์รัตน์ ศรีสมทุ ร
หนว่ ยงานทีส่ ังกดั วทิ ยาลัยชุมชนตาก
หมายเลขโทรศัพท์ 08 8280 2653 โทรสาร 055 897064
1.5 งบประมาณและระยะเวลาทาวจิ ยั
ได้รับงบประมาณ ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบประมาณท่ีได้รบั 340,000 บาท
ระยะเวลาทาวิจยั ต้ังแต่ 29 มถิ ุนายน 2564 ถงึ 29 มิถุนายน 2565

2 สรุปโครงการวิจัย เขียนภาพรวมโครงการในลักษณะย่อและกะทัดรัดที่สามารถใช้ในการเผยแพร่
ผลงานวจิ ัยได้ โดยแสดงถึงความสาคญั และท่มี าของปัญหาในการวิจัย สรุปวัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยและ
ระเบียบวิธีการวิจัย ผลการวิจัย คุณสมบัติ/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ได้รับ กลุ่มเป้าหมาย
และประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ การนาไปใช้ประโยชน์ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย
(ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย ขอ้ เสนอแนะเชิงวชิ าการ ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้ประโยชน)์

ความสาคัญและท่ีมาของปญั หาการวิจยั
ตาบลยกกระบัตรเป็นที่ราบกว้าง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ใน
อดีตสภาพอากาศอดุ มสมบรู ณ์เกษตรกรทาการเพาะปลูกตลอดท้ังปี แตใ่ นสถานการณ์ภัยแล้งน้าไม่เพียงพอกับ
การเกษตร เปน็ เหตใุ ห้เกษตรกรทาการเกษตรไดเ้ พียงชว่ งฤดกู าลเดียว เกดิ ปญั หารายไดไ้ ม่เพยี งพอกับค่าใชจ้ ่าย
ในครัวเรือน รายไดต้ ่อครวั เรอื นตกเกณฑ์ และจากสถานการณ์โควิด-19 กลมุ่ ผู้ใช้แรงงานต่างถ่ินต่างถูกพักงาน



หยุดงานเกิดปัญหาคนว่างงานเพิ่มขึ้น ในพ้ืนท่ีมีทรัพยากรบัวหลวงจานวนมากในหนองจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ถึง
800 – 1,000 ไร่ แต่ชุมชนไม่ได้นามาใช้ประโยชน์ ปริมาณที่มีมากส่งผลให้น้าในหนองส่งกล่ินเหมนนก่อเกิด
ปัญหาแก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณของบัวหลวงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงได้นาบัวหลวงมาใช้ประโยชน์
อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน สร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพ่ือสุขภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ให้กับคนในพื้นท่ี
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คนในพ้ืนที่ไม่ตกงาน และแก้ปัญหาเรื่องการเน่าเสีย รวมถึงการส่งเสริมด้าน
การตลาดเพื่อการดาเนินการครบวงจรต่อเนื่องและย่ังยืน ตลอดจนการใช้กระบวนการงานวิจัยพัฒนาจนเกิด
เป็นสินค้าชุมชนที่ได้มาตรฐานพัฒนาชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนในพื้นที่ตาบล
ยกกระบัตร จึงเป็นท่ีมาของคาถามงานวิจัยว่า “แนวทางการสร้างมูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
ฐานรากชมุ ชน ตาบลยกกระบตั ร อาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก ควรเป็นอยา่ งไร ?”

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อศกึ ษาบริบทพื้นที่ และการจดั การทรัพยากรบัวหลวง ของเครอื ข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร

1) ศกึ ษาบริบทพืน้ ที่ ปัญหาท่เี กิดจากบวั หลวง และแนวทางการแก้ไขปัญหา
2) ศึกษาการจัดการทรัพยากรบวั หลวง การใช้ประโยชน์จากบวั หลวงของชมุ ชน
3) ศกึ ษาชอ่ งทางการสง่ เสริมการทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชน
2. เพอื่ ศกึ ษาความตอ้ งการของตลาด และแนวทางการสรา้ งมูลค่าเพิม่ จากบวั หลวง
3. เพือ่ พัฒนามาตรฐานของผลติ ภณั ฑ์ และการสรา้ งภาคเี ครอื ขา่ ยร่วมพฒั นามูลคา่ เพิม่ จากบัวหลวง
4. เพือ่ ศกึ ษาและพัฒนาชอ่ งทางการจดั จาหน่ายผลิตภณั ฑ์จากบวั หลวง
ประชากรหรอื กลุม่ ตัวอยา่ ง
1. ประชากร ได้แก่ ชุมชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก จานวน 12 หมู่บ้าน
ประกอบด้วย หมู่ 1 บ้านคลองไม้แกง, หมู่ 2 บ้านยกกระบัตร, หมู่ 3 บ้านท่าไผ่, หมู่ 4 บ้านสองแคว,
หมู่ 5 บ้านแม่ระวาน, หมู่ 6 บ้านหนองเชียงคา, หมู่ 7 บ้านแม่เชียงราย, หมู่ 8 บ้านใหม่สามัคคี, หมู่ 9
บา้ นหนองแม่ลา่ ง, หมู่ 10 บา้ นใหม่สามคั คีเหนอื , หมู่ 11 บา้ นหนองเชยี งคาใต้, หมู่ 12 บา้ นสองแควพัฒนา
2. กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วมโครง (ผู้ท่ีตกงานจากสถานการณ์โควดิ , เกษตรกร
ทตี่ อ้ งการอาชีพเสรมิ ), กลมุ่ ประชากรที่ไมเ่ ข้ารว่ มโครงการ (ประชากรโดยรอบ), กลุ่มทั่วไป (กลุ่มนกั ท่องเทยี่ ว, กลมุ่ ผู้
ประกอบธุรกจิ การทอ่ งเทีย่ ว, รา้ นค้าในสถานทที่ ่องเท่ยี ว)
รูปแบบการวจิ ยั
การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย
การวิจัยเชงิ ปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) ดงั นี้

1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การเกนบรวบรวมข้อมูล โดยใช้การสนทนากลุ่ม
(Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (Key Informants) จากคนในชุมชนจานวน 60 คน การศึกษา
วิเคราะห์ข้อมูลมือ 2 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางอินเทอร์เนนต และการลงพื้นท่ีเกนบข้อมูลโดยตรงจาก
แหลง่ ขอ้ มูล เพือ่ ให้ไดข้ ้อมลู ทถี่ ูกต้องและครบถ้วน



2. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการใช้แบบสารวจรายได้ครัวเรือน (ก่อน
ระยะดาเนินโครงการ) สอบถามกลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ จานวน 69 คน,
แบบสอบถามศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง สอบถามกลุ่มทั่วไป (กลุ่มนักท่องเท่ียว, กลุ่มผู้
ประกอบธรุ กจิ ท่องเท่ียว และรา้ นค้าในสถานท่ที อ่ งเที่ยว) จานวน 50 คน

วิธีดาเนินการวจิ ัย
ใช้กระบวนการงานวิจัยที่เน้นการมีส่วนรว่ มของคนในชมุ ชนตาบลยกกระบัตร อาเภอสามเงา

จงั หวดั ตาก โดยการดาเนินการวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) คน้ ควา้ หาข้อมลู รวบรวมเอกสาร และวางแผน
การศกึ ษา 2) สร้างเครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจัย 3) เกนบรวบรวมข้อมูล 4) วิเคราะห์และแปรผลข้อมูล 5) สรุปผล
และเขียนรายงานการวิจัย วิธีคัดเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งผู้วจิ ัยใช้วิธีการแบบเจาะจงกลุ่มตัวอย่างท่ีเกีย่ วข้องและมีความ
สนใจเขา้ รว่ มในการดาเนนิ การพฒั นาผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง

เครื่องมือการวิจยั
เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการเกบน ขอ้ มลู ประกอบดว้ ย
1. เคร่ืองมือการศึกษาบริบทชุมชน ประกอบด้วย ประชุมกลุ่ม, Time line, ปฏิทินอาหาร, ปฏิทิน
ประเพณีวัฒนธรรม, ปฏทิ ินพชื ผลทางการเกษตร
2. การสัมภาษณ์ ทมี นกั วจิ ัยชุมชนใช้การสมั ภาษณ์ 2 แบบ ดังนี้

1) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (In-depth interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มประชากรใน
พ้นื ท่ี เก่ยี วกับบริบทพื้นท่ี

2) การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (non-Structured interview) ใช้สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง
ประกอบดว้ ย ประชากรที่เขา้ รว่ มโครงการ และไม่เข้าร่วมโครงการ สัมภาษณ์เกี่ยวกบั ปญั หาทีเ่ กิดจากบัวหลวง
และแนวทางการแก้ไขปัญหา ช่วงเวลาที่บัวหลวงออก การจัดการทรัพยากรบัวหลวง การใช้ประโยชน์จากบัว
หลวงของชมุ ชม

3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observations) ใช้สังเกตกลุ่มประชากรท่ีเข้าร่วม
โครงการ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดประชุมสร้างการมีส่วนร่วม การระรมความคิดเหนน เวทีคืนข้อมูลชุมชน
ศักยภาพการท่องเท่ียว ศักยภาพโครงสร้างพ้ืนฐาน สภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติ วัฒนธรรมประเพณี
วถิ ีชวี ิต อุปกรณ์ทใี่ ช้ไดแ้ ก่ แผนที่ กลอ้ งถ่ายรปู สมดุ บันทึก เปน็ ตน้

3. แบบสอบถามก่ึงทางการ (Questionnaire) ประกอบด้วย แบบสอบถามท่ีมีคาถามแบบปลายปิด
(Close end) และแบบสอบถามที่มีคาถามแบบปลายเปิด (Open end) เพ่ือสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับ
รายได้ครัวเรือน (ตัวช้ีวัดความเหล่ือมล้ามิติเศรษฐกิจ) แบบสอบถามศึกษาความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัว
หลวง

4. อุปกรณ์สาหรบั งานสนาม ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ ใช้ในการบันทึกการสัมภาษณ์ ถ่ายรปู ถ่าย
วดี ีโอ, กลอ้ งถา่ ยรูป และสมุดจดบนั ทกึ



วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
สาหรับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ซ่ึงจะเป็น
ข้อมูลที่ใช้ในการนาเสนอรายงานการวิจัย และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ซึ่งเป็นข้อมูลท่ีได้จากการค้นคว้า
จากเอกสารและวารสารอื่น ๆ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการนามาอธิบายผลการวิจัยเพื่อให้งานวิจัย
นมี้ ีความถูกตอ้ งและน่าเชื่อถือ

สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉล่ีย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวเิ คราะหเ์ ชงิ เนอ้ื หา (Content
Analysis)

ผลการวิจยั
การศึกษาบริบทพื้นท่ี และการจัดการทรัพยากรบัวหลวง ของเครือข่ายชุมชนตาบลยกกระบัตร พบว่า
ชมุ ชนตาบลยกกระบัตร ส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพทาการเกษตร ส่วนใหญก่ ลุ่มเป้าหมายมีรายได้อยู่
ต่ากว่าเส้นความยากจน ในพื้นท่ีมีบัวหลวงเกิดข้ึนเองตามหนองน้าธรรมชาติ มีมากท่ีหนองจระเข้ ขนาด 1200 ไร่
คนในพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากบัวหลวงอย่างเตนมประสิทธิ มีเพียง 10 ครอบครัว ท่ีเกนบไหลบัวและ
ฝกั บวั มาจาหนา่ ยเป็นอาชีพเสริมในยามว่างจากการรบั จ้างเพือ่ เลี้ยงชีพ ปริมาณทมี่ ีมากสง่ ผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกลิ่น
เหมนน และหนองน้าตื้นเขิน เกิดเป็นขยะ สร้างปัญหาให้กับชุมชนรอบหนอง และชุมชนที่ใช้น้า รัฐต้องเสีย
งบประมาณในการจัดการปัญหาดังกล่าว ส่วนในด้านช่องทางส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุมชนสามารถนาบัวมา
ประกอบอาหารรับนักท่องเที่ยว เป็นกิจกรรม และเส้นทางการท่องเที่ยวตามฤดูกาล และทาการส่ือสาร
ประชาสัมพันธ์ผ่าน ส่ือส่ืออิเลนกทรอนิกส์ เช่น เวนบไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, Line, Instagram แผ่นพับ
เปน็ ต้น
ในการศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงทีมวิจัยได้ใช้
แบบสอบถามศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ส่งแบบสอบถามแบบเจาะจงไปยังกลุ่มเครือข่าย
ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยว และร้านค้าในสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดตาก จานวน 50 คน โดย
พิจารณาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์ 2 ลาดับ พบว่า กลุ่มผู้ตอบส่วนมากใหญ่ชื่นชอบบริโภคอาหารเพ่ือสุขภาพ
(ร้อยละ 84.44) เหตุผลท่ีชอบใช้สินค้าเพื่อสุขภาพ คือ ดูแล/รักษาสภาพตนเอง (ร้อยละ 44.74) มีประโยชน์และ
ปลอดภัยต่อร่างกาย (ร้อยละ 21.05) ส่วนของบัวหลวงท่ีชื่นชอบในการนามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลีบดอกบัว
(ร้อยละ 21.74) เมนดบัว (ร้อยละ 20.50) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวท่ีช่ืนชอบ ได้แก่ การแปรรูป (ร้อยละ 21.49)
ภาชนะ (ร้อยละ 15.70) คุณสมบัติจากบัวหลวงท่ีจะตัดสินใจซ้ือ ได้แก่ สรรพคุณ (ร้อยละ 19.05) ความสะอาด
(ร้อยละ 15.87) ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการเลือกซ้ือผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตนเอง (ร้อยละ 23.49) ราคา (ร้อยละ 17.74)
แหล่งข้อมูลท่ีทาให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และสรรพคุณบัวหลวง ได้แก่ อินเตอร์เนนต (ร้อยละ 42.86) การแนะนาบอก
ต่อ (ร้อยละ 33.77) เคยทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัวจากการเปิดบูทการแสดง หรือช่วงโอกาสสาคัญ (ร้อยละ 15.55) ใน
การหาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง ทีมวิจัยใช้การศึกษาดูงาน และการประชุมวิเคราะห์จาก
แบบสอบถามฯ ทาให้ได้แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม 2 รูปแบบ คือ 1) การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง โดยการ



นาดอกบัวหลวงมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนในระดับต้นก่อน แล้วจึงขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว 2) การนา
บัวหลวงมาทาเป็นกิจกรรม เส้นทางการท่องเท่ียว ประกอบด้วย เส้นทางชมดอกบัวหลวง ในช่วงที่บัวออกดอก
จานวนมาก ในเดือน มิถุนายน-กันยายน กิจกรรมพายเรือ ชมความงามของดอกบัว เกนบดอกบัว ไหลบัว
มาประกอบอาหารถิน่ เพ่ือสรา้ งการเรียนรวู้ ถิ ีวฒั นธรรมชุมชนแก่ผู้มาเยือน

ในการพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง
ทีมวิจัยได้ใช้กระบวน ดังน้ี 1) การประชุมกลุ่มผู้นาในระดับอาเภอเป็นการสร้างการรับรู้วัตถุประสงค์ของการ
ทางานวิจัยในพ้ืนที่เป็นอันดับต้น เพ่ือให้เกิดความสะดวกในการทางาน ท้ังหน่วยงานภาครัฐในพ้ืนที่ ภาคี
ภายในชุมชน 2) พูดคุยกับผู้นาชุมชนแต่ละหมบู่ ้าน ติดต่อชุมชนเป็นรายบุคคลบ้าง หรือบางคร้ังจัดกลุ่มเลนกๆ
ในบางหมู่บ้าน เพื่ออธิบายโครงการเน้นท่ีวัตถุประสงค์ คือ มุ่งแสวงหากลุ่มบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย
กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรที่ต้องการอาชีพเสริม และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนใน
พ้ืนที่ ที่จะมาเป็นผู้ร่วมดาเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3) ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภายนอก
ที่เก่ียวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร ช่วยในการวางแผนการปรับปรุงพ้ืนที่โดยรอบหนอง
จระเข้ ท่ีจะทาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏกาแพงเพชร ทาให้ได้ผลิตภัณฑ์บัวหลวงที่มี
มาตรฐาน ความหลากหลาย เกิดนวัตกรรมให้ในด้านอาหารของชุมชน และช่วยแก้ปัญหาผลิตภัณฑ์บวั หลวงท่ีชุมชน
เคยทา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาออกโลโก้ รูปแบบบรรจุภัณฑ์
และฉลากให้เป็นมาตรฐาน มีความน่าสนใจ ดึงดูใจผู้บริโภคมากขึ้น เกษตรอาเภอสามเงาให้คาแนะนาในการ
จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และสนับสนุนการพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนตามมาตรการที่คณะกรรมการ
ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกาหนด ซึ่งจะส่งผลทาให้ชุมชนมีความเข้มแขนงพ่ึงพาตนเองได้ และพัฒนาชุมชนให้
คาแนะนาการข้ึนทะเบียนและเข้ารับการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากทางราชการ
เครือข่าย OTOP จังหวัดตากในการร่วมวางแผนการตลาด และช่องทางจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ ยังมีทีมผู้
ประสานงานชดุ สนับสนุนโครงการคอยเติมเตนมความรู้ และตดิ ตามผลการขับเคล่ือนการทางานวจิ ัยในพื้นที่เป็น
ระยะ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ ในการทางานให้การทางานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ทาให้ทีมวิจัยเกิดภาคี
เครือข่ายการทางานทุกระยะในการทางานวิจัย 4) ประสานความร่วมมือกับร้านค้าในชุมชนในการวางจาหน่าย
ผลติ ภณั ฑ์ ไดแ้ ก่ รา้ นค้าศนู ย์ปราชญ์ชาวบา้ น, รา้ นขายของชา

ในการศึกษาและพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ทีมวิจัยได้ใช้กระบวนการ
มีส่วนของภาคีเครือข่ายภายในและภายนอกในการร่วมพัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ จากบัวหลวง
ดงั น้ี 4.1) ศึกษาความต้องการของตลาด ทีมวิจัยโดยส่งแบบสอบถามศึกษาความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวงไปยังกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักท่องเท่ียว ร้านค้าในสถานที่ท่องเท่ียว พบว่า ช่องทางการจัด
จาหน่ายสินค้าท่ีทาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า ได้แก่ Super Market และอ่ืน ๆ ระบุ (ร้านค้าออนไลน์, เพจ
Facebook, Line, ร้านขายของออนไลน์) (ร้อยละ 17.56) ส่ือประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมในการสร้างการรับรู้
คอื ส่ืออินเตอร์เนนต (ร้อยละ 27.91) 4.2) พัฒนาศกั ยภาพชุมชน ในการทาแผนธุรกิจชุมชน (CBMC) และการ
ทาการตลาด จากทีมผู้ประสานงานชุดสนับสนุนโครงการเศรษฐกิจฐานราก และวิทยาลัยชุมชนตาก 4.3) การ
บริหารจัดการ และการบริหารงานร่วมกันของชุมชน ได้ความร่วมมือจาก เกษตรอาเภอสามเงา พัฒนาชุมชน



และชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ในการวางโครงสร้างการทางานกลุ่ม จนทาให้ชุมชนจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ผลิตภัณฑ์แปรรูปบัวหลวงยกกระบัตร และย่ืนขอข้ึนทะเบียน OTOP จากพัฒนาชุมชนอาเภอสามเงา 4.4)
จัดทาแผนธุรกิจชุมชน (CBMC) และการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์ จากการได้รับพัฒนาศักยภาพทาให้ชุมชนมี
แผนธุรกิจชุมชน สามารถวิเคราะห์เสน่ห์ สโลแกนสินค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และช่องทางจัดจาหน่ายของตนได้
เสน่ห์ผลิตภัณฑ์: ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการผลิตที่สะอาด ใส่ใจทุกขึ้นตอน
สโลแกนสินค้า : “รักสุขภาพ ต้องผลิตภัณฑ์บัวหลวงยกกระบัตร” กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย : ผู้ท่ีมีภาวะหลับ หรือ
ถ่ายยาก วัยทางาน ผู้สูงอายุ กลุ่มคนท่ีชอบผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ กลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ ช่องทางการจัด
จาหน่ายผลิตภัณฑ์ : ศูนย์ปราชญ์ชุมชนบ้านแม่ระวาน, ร้านค้าในชุมชน, ร้านค้าสวัสดิการเขื่อนภูมิพล กาด
เกาะลอย, รา้ นคา้ ออนไลน์ เวนบแบ่งปน๋ั Shopee Facebook:บัวหลวงชมุ ชน ต.ยกกระบัตร Line: @0826206775

เม่ือสิ้นสุดโครงการ ทีมวิจัยได้เกนบแบบสารวจรายได้ครัวเรือน (ระยะหลังดาเนินการ) โดยเกนบข้อมูล
จากกลุ่มเดิม และนาผลจากแบบสอบถามด้านรายได้จากแบบสารวจรายไดค้ รวั เรอื นก่อนดาเนนิ การ และระยะ
หลังดาเนินการ มาวิเคราะห์ร่วมกัน พบว่า ส่วนใหญ่กลุ่มผเู้ ข้าร่วมโครงการมีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน
รายได้ระหว่าง 628 – 2,417 บาท/เดือน (ร้อยละ 41.66) มีหนี้สินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0–400,000 บาท
และกลุ่มผ้ไู มเ่ ข้ารว่ มโครงการ สว่ นใหญ่มรี ายได้อยตู่ า่ กว่าเสน้ ความยากจน รายไดร้ ะหวา่ ง 1,142–2,575 บาท/
เดือน (ร้อยละ 39.39) มีหน้ีสินของครัวเรือน อยู่ระหว่าง 0–170,000 บาท โดยพิจารณาเป็นด้าน ดังน้ี 1) มิติ
ดา้ นเศรษฐกิจ พบว่า รายได้ของกลุ่มผู้เข้ารว่ มโครงการ ไม่ได้เพ่ิมขึ้นจากเดมิ เนื่องจาก สถานการณ์น้ามัน และ
ปุ๋ยท่ีมีราคาแพงขึ้น แต่พืชผลทางการเกษตรไม่ได้ราคาเท่าที่ควร อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ท่ีผ่าน
กระบวนการคิดคน้ ปรับปรุงจนได้ผลติ ภณั ฑ์ที่มีสูตรเป็นมาตรฐาน อยู่ในช่วง 2 เดือนท้ายของโครงการ รวมทั้ง
การขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสานักงานพัฒนาชุมชน ต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและ
รับรองมาตรฐานตามลาดับการยื่นเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบมาตรฐาน อีกทั้งผลิตภัณฑ์บัว
หลวงยังเป็นนวัตกรรมใหม่ของชุมชนและผู้บริโภค ต้องใช้เวลาในการสร้างการรบั รู้ และประชาสัมพนั ธใ์ ห้เปน็ ที่
รับรู้ เช่ือม่นั ที่จะบริโภคสินค้าของชุมชน นอกจากนี้การดาเนินงานยังเป็นในรูปแบบกลุ่มมีการปันผลเป็นรายปี
จึงทาใหผ้ ูเ้ ข้าร่วมโครงการไมม่ รี ายได้เพิ่มจากผลติ ภัณฑ์บวั หลวงภายใต้โครงการฯ 2) มิติด้านสง่ิ แวดล้อม พบว่า
ในด้านการนาผลิตภัณฑ์บัวหลวงมาใช้ประโยชน์ พบว่า ชุมชนมีการนาบัวหลวงมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น (ร้อยละ
30.44) ทาให้ปริมาณบัวหลวงในแหล่งน้าธรรมชาติ การเน่าเสียของน้า และปริมาณขยะจากบัวหลวงลดลง ส่งผลดี
ต่อส่ิงแวดล้อม คนในชุมชน ผู้บริโภค และยังเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า 3) มิติด้านสังคม พบว่า คน
ในชุมชนมีระบบการส่ือสาร รวมกลุ่ม รวมพลังเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อยอดด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของคนใน
พ้ืนท่ี สร้างความรักความสามัคคีกันในชุมชนด้วยกระบวนการร่วมคิด ร่วมทาและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ท่ีจะ
ส่งเสริมการนาทรัพยากรในท้องถิ่นชุมชนมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม ตระหนัก รัก หวงแหน ทรัพยากรที่มีอยู่ใน
ชมุ ชน นามาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและเกดิ ประโยชน์กับคนในชมุ ชน



ขอ้ เสนอแนะ
1. ชมุ ชนควรหมน่ั เติมเตนมองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเพ่ิมศกั ยภาพให้กับตนเอง และสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่

ร่วมผู้ดูแลเพจ Facebook สร้างความเคลื่อนไหวข่าวสารที่เพจ Facebook รองรับผู้บริโภคท่ีสนใจผลิตภัณฑ์
ด้านสุขภาพ และรองรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปัจจุบันมีพฤติกรรมค้นหาข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ ท่ี
เขา้ ถึงได้อย่างรวดเรวน

2. ชมุ ชนควรถ่ายทอดองค์ความรไู้ ปยังสมาชกิ สนับสนุนใหค้ นร่นุ ใหม่เขา้ มาร่วมแปรรูปผลิตภัณฑ์จาก
บัวหลวง จัดวางระบบการผลิตให้มีการหมุนเวียนกันรับผิดชอบในกระบวนการผลิต เพื่อให้มีผลผลิตออกสู่
ตลาดอยา่ งต่อเนอื่ ง

3. การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ในรูปแบบชาหมัก หรือ Kombucha ที่เป็นนวัตกรรมใหม่
สาหรับชุมชนและผู้บริโภค อีกทั้งในสร้างการรับรู้ และวางจาหน่ายต้องใช้เวลาจึงจะสามารถสร้างรายได้ของ
ชมุ ชนได้ ซึ่งในระยะ 12 เดือน ไม่สามารถสร้างรายได้ใหก้ ับชุมชนได้ ควรงานวิจยั เพิม่ อีก 1 ปี จะทาให้เหนน การ
เปลี่ยนแปลงของรายได้ชมุ ชนจากโครงการได้

4. ชุมชนควรมีสถานที่การผลิตท่ีได้มาตรฐานของสานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อ
สร้างความม่ันใจให้กับผู้บริโภค และจะส่งผลให้มีโอกาสได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอุตสาหกรรม
จังหวัด ซ่งึ จะมโี อกาสในการพฒั นาผลิตภัณฑ์อย่างตอ่ เน่ืองจากหนว่ ยงานทีเ่ กย่ี วข้อง

5. องค์การบริหารส่วนตาบลยกกระบัตร ควรหาแนวทางสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น
การบรรจแุ ผนการโรงเรอื นให้ไดม้ าตรฐาน การบรรจุแผนการพัฒนาสง่ เสริมการท่องเที่ยวรอบหนองจระเข้

3 บทคดั ย่อภาษาไทยและบทคดั ย่อภาษาอังกฤษ (Abstract)
บทคัดย่อ

การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาบริบทพื้นที่ และการจัดการทรัพยากรบัวหลวงของเครือข่าย
ชุมชนตาบลยกกระบัตร 2) ศึกษาความต้องการของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง
3) พัฒนามาตรฐานของผลิตภณั ฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัวหลวง 4) ศึกษาและ
พัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง ใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) ทั้งใน
เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณอย่างมีส่วนร่วมมาประยุกต์ใช้เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
กลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มคนตกงานจากสถานการณ์โควิด กลุ่มเกษตรท่ีต้องการอาชีพเสริม) กลุ่มชุมชน
ท่ีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (ประชาชนในพื้นท่ีรอบข้าง) กลุ่มผู้ประกอบการท่องเท่ียว กลุ่มนักท่องเที่ยว และ
รา้ นค้าในสถานท่ีท่องเที่ยว จานวน 119 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เคร่ืองมือท่ีใช้ในงานวิจัยเป็นแบบ
สัมภาษณ์ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาความ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการพรรณนาโวหาร ผลการวิจยั สรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังน้ี 1) การศึกษาบริบทพ้ืนที่
และการจัดการทรัพยากรบวั หลวง ของเครือข่ายชมุ ชนตาบลยกกระบตั ร พบว่า พ้ืนที่ตาบลยกระบัตรเป็นพ้ืนท่ี
ราบกว้างในตอนกลางของตาบล ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวล้านนา ประกอบอาชีพเกษตรกร และเลี้ยงสัตว์
จากการเกนบข้อมูลด้านรายได้ พบว่า ส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายมีรายได้อยู่ต่ากว่าเส้นความยากจน ในพื้นที่มีบัว



หลวงเกิดข้ึนเองตามหนองน้าธรรมชาติ มีมากท่ีหนองจระเข้ ขนาด 1200 ไร่ คนในพ้ืนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้
ประโยชน์จากบัวหลวงอย่างเตนมประสิทธิ มีเพียง 10 ครอบครัว ท่ีเกนบไหลบัวและฝักบัวมาจาหน่ายเป็นอาชีพ
เสริมในยามว่างจากการรับจ้างเพ่ือเล้ียงชีพ ปริมาณท่ีมีมากส่งผลให้น้าเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหมนน และหนองน้าตื้นเขิน
เกิดเป็นขยะ สร้างปัญหาให้กับชุมชนรอบหนอง และชุมชนท่ีใช้น้า รัฐต้องเสียงบประมาณในการจัดการปัญหา
ดงั กลา่ ว ส่วนในดา้ นชอ่ งทางส่งเสริมการท่องเท่ยี ว ชุมชนสามารถนาบัวมาประกอบอาหารรบั นักท่องเที่ยว เป็น
กิจกรรม และเส้นทางการท่องเท่ียวตามฤดูกาล และทาการส่ือสารประชาสัมพันธ์ผ่าน ส่ือส่ืออิเลนกทรอนิกส์
เช่น เวนบไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ Facebook, Line, Instagram แผ่นพับ เป็นต้น 2) การศึกษาความต้องการ
ของตลาด และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวง พบว่า ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่นิยมบริโภคอาหารเพ่ือ
สขุ ภาพ (ร้อยละ 84.44) เหตุผลที่ชอบใช้สินค้าเพ่ือสุขภาพ คอื ดูแล/รักษาสภาพตนเอง (ร้อยละ 44.74) ส่วนของบัว
หลวงที่ช่ืนชอบในการนามาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ กลีบดอกบัว (ร้อยละ 21.74) รูปแบบผลิตภัณฑ์จากดอกบัวที่ชื่น
ชอบ คือ การแปรรูป (ร้อยละ 21.49) คุณสมบัติจากบัวหลวงท่ีจะตัดสินใจซื้อ คือ สรรพคุณ (ร้อยละ 19.05) ปัจจัย
ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ คือ ตนเอง (ร้อยละ 23.49) แหล่งข้อมูลท่ีทาให้ทราบถึงผลิตภัณฑ์และ
สรรพคุณบัวหลวง คือ อินเตอร์เนนต (รอ้ ยละ 42.86) แนวทางการสร้างมลู ค่าเพม่ิ มี 2 รูปแบบ ดงั นี้ 2.1) การนา
ดอกบัวหลวงมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วจึงขยายผลไปยังส่วนต่างๆ ของบัว 2.2) การนาบัวหลวงมาทาเป็น
กิจกรรม เส้นทางการท่องเที่ยว ประกอบด้วย เส้นทางชมดอกบัวหลวง ในช่วงเดือน มิถุนายน-กันยายน กิจกรรม
พายเรือชมความงามของดอกบัว เกนบดอกบัว ไหลบัว มาประกอบอาหารถ่ิน เพื่อสร้างการเรียนรู้วถิ ีวัฒนธรรมชุมชน
แก่ผู้มาเยือน 3) การพัฒนามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนามูลค่าเพ่ิมจากบัว
หลวง มีดังน้ี 3.1) การประชุมกลุ่มผู้นาในระดับอาเภอเป็นการสร้างการรับรู้วัตถุประสงค์ของการทางานวิจัย
3.2) พูดคุยเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย เพ่ือหากลุ่มเป้าหมายร่วมดาเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3.3) ประสานความ
ร่วมมือกับภาคีเครอื ข่ายภายนอกทเี่ กี่ยวข้องเข้ามามสี ่วนร่วมในการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน 3.4) ประสาน
ความร่วมมือทางการตลาดกบั ร้านค้าภายในและภายนอกชุมชนในการวางจาหน่ายผลิตภัณฑ์ 4) การศึกษาและ
พัฒนาช่องทางการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์จากบัวหลวง มีดังนี้ 4.1) ศึกษาความต้องการของตลาด 4.2) พัฒนา
ผลิตภัณฑ์ และศักยภาพชุมชน 4.3) การบริหารจัดการ และการบริหารงานร่วมกันของชุมชน 4.4) จัดทาแผน
ธุรกิจชมุ ชน (CBMC) และการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์

Abstract

This research aims to 1) Analyze the local environment and the Yok Krabat Subdistrict
Community Network's Royale Lotus Flower Resource Management 2) Research market needs
and potential solutions to make Royale Lotus Flower more valuable. 3) Create product
standards and network partners to create value-added products from Royale Lotus Flower.
4) Research and create Royale Lotus Flower product distribution channels. Utilizing a
participatory application and mixed research approach (Mixed Method), with a focus on
participatory processes Community organizations taking part in the project make up the



informant groups. Group of individuals who lost their jobs as a result of the COVID-19 issue,
agricultural groups in need of new careers, and community organizations that are not
involved in the project (People in the surrounding area) group of tour guides, travelers, and
merchants employing a certain technique in 119 tourist attractions Interviews and
questionnaires were the research's primary data collection methods. The mean, percentage,
and style description were the statistics employed in the data analysis. The following
objectives can be used to summarize the research findings.1) Royale Lotus Flower Resource
Management and Area Context Studies It was discovered from the community network in
Yokkrabat sub-district that the region was a large plain area in the middle of the sub-district.
Lanna people, who are employed in agriculture and animal husbandry, make up the majority
of the population. The majority of the target groups had incomes that were below the
poverty level, according to the income data collection. In local natural marshes, the lotus
blooms on its own. There are numerous 1200 rai-sized crocodiles at Nong Crocodile. The
majority of the locals don't fully benefit from the grilled lotus. Only 10 families do laundry
and take showers as a side job. In his free time after becoming employed. In his spare time
from being hired for a living The large amount of lotus flower resulted in waste water.
smelly and shallow swamps resulting in garbage causing problems for communities around
the swamp and communities that use water The state has to pay the budget to deal with
such problems. As for the tourism promotion channel, the community brought lotus to
cook for tourists. is an activity and seasonal tourism routes and make public relations
communications through Electronic media such as websites, social media, Facebook, Line,
Instagram, leaflets, etc. 2) A research of market demand Additionally, the Royale Lotus
Flower value-added approach discovered that the majority of respondents preferred
nutritious meals (84.44 percent). Like in product development, namely lotus petals (21.74%).
Favorite lotus product form is processing (21.49%). Properties from lotus flowers to make
a purchase decision are properties (19.05%). Factors influencing Product selection is self
(23.49%), the source of information about lotus products and properties is the Internet
(42.86%). There are 2 ways to create added value as follows: 2.1) Processing lotus flowers
into community products and then expand the results to different parts of the lotus. 2.2)
Bringing the lotus to make an activity Itineraries include the route to see the lotus flowers
during the months of June-September. boating activities Admire the beauty of lotus flowers,
collect lotus flowers, flow lotus and cook local food. to create learning about community
culture for visitors; 3) development of product standards and the creation of network



partners to develop added value from Royale Lotus Flower as follows: 3.1) Leadership group
meetings at district level to create awareness of research objectives 3.2) Individual
discussions and subgroups to find target groups to jointly develop Products 3.3) Collaborate
with related external network partners to take part in product development to meet
standards 3.4) Coordinate marketing cooperation with stores inside and outside the
community 4) Study and develop product distribution channels from Royale Lotus Flower as
follows: 4.1) Studying market demand 4.2) Developing products and community potential
4.3) Management and joint administration of the community. 4.4) Prepare a community
business plan (CBMC) and online and offline marketing.



สารบัญ

เรือ่ ง หนา้

กติ ติกรรมประกาศ.................................................................................................................................. ก
บทสรปุ ผบู้ ริหาร...................................................................................................................................... ข
บทคัดย่อ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ................................................................................................... ซ
สารบัญเรอ่ื ง............................................................................................................................................. ฎ
บทท่ี 1 บทนา.......................................………………………………………………………………….………………… 1

1 หลักการ เหตุผลและความเป็นมา………………………………………………..……….…………… 1
2 คาถามวิจัย................................................................................................................... 3
3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................. 3
4 ขอบเขตของการวจิ ยั .................................................................................................... 3
5 งบประมาณท่ใี ชใ้ นงานวิจยั .......................................................................................... 4
6 นิยามศัพท์เฉพาะ......................................................................................................... 5
7 ผลที่คาดวา่ จะได้รับ...................................................................................................... 5
8 กรอบปฏิบตั กิ ารในดาเนินการวจิ ัย............................................................................... 6
9 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................................................................... 7
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง…………………………………………………………………..………………. 12
1 แนวคิดงานวิจัยเพื่อทอ้ งถ่ิน..................................................…………..........……………… 12
2 แนวคิดดา้ นการพฒั นาผลิตภณั ฑ์...............................................................................................…. 13
3 แนวคดิ เรอื่ งการสรา้ งมูลค่าเพิ่ม...............…………………………………………….……………… 15
4 แนวคิดการทาการตลาดรูปแบบออนไลนแ์ ละออฟไลน์………………………….…..…………. 19
5 แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน..........................................................………………….…………….. 22
6 แนวคดิ ทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของผ้บู ริโภค.................................……….………………. 24
7 แนวคิดทฤษฏีเก่ยี วกบั การมสี ว่ นร่วม............................................................................ 25
8 ความหมายของความคดิ สร้างสรรค.์ ............................................................................. 32
9 องค์ความรู้ท่หี ลากหลายของบัวหลวง การใชป้ ระโยชนจ์ ากบวั หลวง.......................…. 34
10 งานวิจัยท่เี กยี่ วข้อง............………………………………………………………………….……………. 36
บทท่ี 3 ระเบยี บวธิ กี ารดาเนนิ งานวิจัย................................................................................................ 38
1 ประเภทของงานวจิ ัย................................................................................................... 38
2 กลมุ่ ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง.............................................................................. 41
3 เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจยั .............................................................................................. 41
4 ทดสอบเครื่องมือ......................................................................................................... 42



5 วธิ ีการเก็บขอ้ มลู และการวเิ คราะห์ข้อมลู ..................................................................... 43
6 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 43
บทท่ี 4 ผลการวิจยั ............................................................................................................................... 44
ผลการวจิ ัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1......................................................................................... 44
ขอ้ สรุปผลการวจิ ัยตามวตั ถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 1............................................................................. 55
ผลการวจิ ยั ตามวตั ถุประสงค์ข้อที่ 2......................................................................................... 58
ขอ้ สรุปผลการวิจัยตามวัตถปุ ระสงค์ข้อที่ 2............................................................................. 62
ผลการวจิ ัยตามวตั ถุประสงคข์ ้อที่ 3......................................................................................... 63
ขอ้ สรุปผลการวจิ ัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3............................................................................. 65
ผลการวจิ ัยตามวัตถุประสงคข์ ้อที่ 4......................................................................................... 66
ข้อสรุปผลการวจิ ัยตามวัตถปุ ระสงค์ข้อที่ 4............................................................................. 75
บทที่ 5 อภปิ รายและวิจารณ์ผล........................................................................................................... 77
อภิปรายผลการวจิ ยั ................................................................................................................. 78
วิจารณ์ผลการวจิ ยั ................................................................................................................... 79
บทที่ 6 สรุปผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ............................................................................................ 86
สรปุ ผลการวจิ ัย....................................................................................................................... 86
ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................................... 92
บรรณานกุ รม.............................................................................................................................. ............. 93
ภาคผนวก ……………………....................................................................................................................... 94
ภาคผนวก ก สรุปผลแบบสอบถาม........................................................................................ 94
ภาคผนวก ข ภาพกิจกรรม..................................................................................................... 164
ภาคผนวก ค เอกสารทีเ่ กยี่ วข้อง............................................................................................. 177
แบบฟอรม์ สรปุ ผลงานวจิ ยั /โครงการวจิ ัย 1 หน้า กระดาษ A4 (สาหรับประชาสัมพนั ธ)์ ........ 202
แบบฟอรม์ สรุปผลงานวจิ ยั /โครงการวิจยั 5 บรรทดั ............................................................... 204
แบบฟอร์มประเมนิ ผลการวิจัยในการนาไปใชป้ ระโยชนอ์ ย่างเปน็ รูปธรรมฯ.......................... 206

บทท่ี 1
บทนำ

1. หลักกำร เหตุผลและควำมเป็นมำ
ตำบลยกกระบัตรมีพนื้ ที่ติดกับดอยไม้แดง ดอยเม่น และดอยขุนห้วยห้ำมีลักษณะพ้ืนทเี่ ป็นที่รำบกว้ำง

มีแม่น้ำวังไหลผ่ำนและมีหนองธรรมชำติขนำดใหญ่ เช่น หนองจระเข้ หนองจะหลอดและหนองปู่เฮียน
ประชำกรส่วนใหญ่ประกอบอำชีพเกษตรกรรมและเล้ียงสัตว์ ในอดีตสภำพอำกำศอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรทำ
กำรเพำะปลูกตลอดท้ังปี แต่ในสถำนกำรณ์ภัยแล้งน้ำไม่เพียงพอกับกำรเกษตร เป็นเหตุให้เกษตรกรทำ
กำรเกษตร ได้เพียงช่วงฤดูกำลเดียว เกิดปัญหำรำยได้ไม่เพียงพอกับค่ำใช้จ่ำยในครัวเรือนประกอบกับ
สถำนกำรณ์โควิด-19 กลุ่มผู้ใช้แรงงำนต่ำงถิ่นต่ำงถูกพักงำน หยุดงำนเกิดปัญหำคนว่ำงงำนเพ่ิมข้ึนรำยได้ต่อ
ครัวเรือนตกเกณฑ์ จำกกำรสำรวจข้อมูลเบื้องต้นคนในพื้นที่ต้องกำรมีอำชีพเสริม เพื่อเป็นกำรสร้ำงรำยได้ต่อ
ครัวเรือนให้เพียงพอกับรำยจำ่ ยโดยเฉพำะในช่วงฤดูกำลท่ีไม่สำมำรถทำกำรเกษตรได้น้ัน ประกอบกับในพนื้ ท่ีมี
ทรัพยำกรบัวหลวงจำนวนมำกในบึงจระเข้ที่มีขนำดใหญ่ถึง 800 - 1,000 ไร่ ท่ีมีจำนวนมำกส่งกล่ินเหม็น
หน่วยงำนและชุมชนในพื้นที่ต้องใช้งบประมำณในกำรแก้ไขปัญหำส่งผลกระทบกำรใช้น้ำในกำรอุปโภคบริโภค
ปัญหำดังกล่ำวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อคนในพ้ืนที่มีรำยได้เสริม หลังกำรเก็บเกี่ยวช่วยกระตุ้น
เศรษฐกิจฐำนรำกให้คนในพ้ืนท่ีไม่ตกงำนและแก้ปัญหำเรื่องกำรเน่ำเสีย โดยกำรนำบัวหลวงมำใช้ประโยชน์
อยำ่ งค้มุ คำ่

จำกกำรศึกษำข้อมูลในเบ้ืองต้น พบว่ำบัวหลวงมีประโยชน์ต่อสุขภำพบัวหลวงถูกนำมำใช้ประโยชน์
ต้ังแต่อดีตเพรำะบัวเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับพุทธศำสนำมำยำวนำน เป็นสัญลักษณ์ของพุทธบูชำ จึงนิยมใช้
ดอกบัวในกำรไหว้พระ ทำบุญ และบูชำสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ และส่ิงที่เป็นมงคล อีกทั้งยังสำมำรถนำมำใช้ปรุงเป็น
อำหำรได้ท้ังคำวหวำน เชน่ เหงำ้ บัวผัดนำ้ มัน เหง้ำบัวออ่ นต้มหรอื ตุ๋นกระดูกหมูกับเคร่ืองยำจีน หรอื นำเหง้ำบัว
มำตม้ เปน็ น้ำสมุนไพรไทยรำกบวั ก็ได้ ไหลบัว สำมำรถนำมำประกอบอำหำรได้ท้งั สดและแห้ง เชน่ กำรนำมำทำ
แกงเลียง แกงส้ม ต้มกะทิ ผัดเผ็ดต่ำง ๆ สำยบัวนำมำปรุงเป็นอำหำรหรือใช้แทนผักได้หลำยชนิด เช่น แกงส้ม
สำยบัวกับปลำทู แกงส้มสำยบัว ต้มกะทิปลำทู กลีบดอกบัวนิยมนำไปทำเมี่ยงดอกบัว ยำดอกไม้ หรือทำเมนู
กลีบบัวชุบแป้งทอด เม็ดบัวทั้งอ่อนและแก่สำมำรถนำมำรับประทำนหรือใช้ทำน้ำ น้ำอำร์ซี ข้ำวอบใบบัว เม็ด
บัวต้มน้ำตำลทรำยแดงผสมในเตำ้ ฮวยหรือเต้ำทึง สังขยำเม็ดบัว เม็ดบัวเช่ือม สำคูเม็ดบัว ขนมหมอ้ แกงเม็ดบัว
เป็นต้น ใบบัวหลวงนำมำใช้สำหรับห่อข้ำว ห่ออำหำร ห่อขนม ซ่ึงจะช่วยเพ่ิมควำมหอมน่ำรับประทำนย่ิงข้ึน
หรอื ใช้ในงำนประดษิ ฐต์ ่ำง ๆ ส่วนใบออ่ นใช้รับประทำนเป็นผักสดแกลม้ กับนำ้ พรกิ ใบบัวแกเ่ มื่อนำมำตำกแห้ง
ใช้เป็นส่วนผสมของยำกันยุงได้ เปลือกบัวนำมำใช้เป็นวัสดุในกำรปลูกเห็ดชนิดหน่ึง หรือท่ีเรียกว่ำ "เห็ดบัว"

2

ส่วนเปลือกเมล็ดและฝักแก่ใช้ทำเป็นปุ๋ยนอกจำกนี้สำรสกัดจำกเกสรยังนำมำใช้ทำเป็นเคร่ืองสำอำงท่ีเป็นตัว
ชว่ ยชะลอกำรสรำ้ งเมด็ สีผิว ทำให้ผิวหนงั เต่งตึงและอ่อนนมุ่ เชน่ ครีมกันแดด ครมี บำรุงผวิ ทงั้ กลำงวันกลำงคืน
ได้อีกด้วยสรรพคุณทำงยำของบัวหลวงนั้นตำมตำรำยำไทยระบุว่ำ รำกและเม็ดบัว มีรสหวำนเย็นและมัน
เล็กน้อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เป็นยำชูกำลัง หรือใช้ปรุงเป็นยำหอมบำรุงหัวใจ บรรเทำอำกำรหน้ำมืด วิงเวียน
ทำใหช้ ่ืนใจเป็นยำสงบประสำท ขับเสมหะ เกสรบัวหลวง ใชบ้ ำรุงหัวใจ ทำให้ช่มุ ช่ืน บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุง
กำลังคุมธำตุ แก้ลม แก้ไข้ ตำมตำรำยำจีน ใช้แก้ปัสสำวะบ่อย แก้น้ำกำมเคล่ือน (ฝันเปียก) แก้ตกขำว
ประจำเดือนมำมำกกว่ำปกติ เลือดกำเดำไหล และแก้อำกำรท้องเสีย ดอก แก้อำกำรช้ำใน ช่วยให้นอนหลับ
ก้ำนใบ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลมพิษ ยำงจำกก้ำนใบ และก้ำนดอก แก้ท้องเดิน ใช้เป็นยำห้ำมเลือด ใบ ใช้ห้ำม
เลือด ใบอ่อนกินได้ เป็นผัก โบรำณใช้ใบแก่เอำดินหุ้ม อบในกองไฟ บดให้ละเอียด ผสมพิมเสน แทรกยำหอม
กนิ ให้มีลมเบ่งในกำรคลอดลูก แก้อำกำรปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องร่วง ไอมีเสมหะปนเลือด เลือดกำเดำไหล และ
ประจำเดอื นมำมำกผดิ ปกติ เมลด็ ได้จำกฝกั แก่ ใชร้ บั ประทำนเป็นอำหำร แก้อำกำรท้องร่วงดีบัว (ดีบัว คือต้น
อ่อนในเมล็ด) มีรสขมจัด ช่วยขยำยเส้นเลือดเลือดหัวใจ กรณีเส้นเลือดตีบเหง้ำ เป็นยำเย็น ใช้บำรุงกำลัง
แกร้ ้อนในกระหำยน้ำ แก้เสมหะ แก้พุพอง ฝักบัว ไดจ้ ำกฝักแก่ทแี่ กะเมลด็ และเอำก้ำนออก ใช้แก้ประจำเดอื น
มำมำกกว่ำปกติหรือตกเลือด แก้เป็นตะคริวท่ีท้อง และห้ำมเลือด นอกจำกนี้กำรวิจัยเกี่ยวกับบัญชียำจำก
สมุนไพร ยังปรำกฏกำรใช้เกสรบัวหลวง ร่วมกับสมุนไพรอ่ืน ๆ ใน “ตำรับยำเขียวหอม” สรรพคุณ บรรเทำ
อำกำรไข้ ร้อนในกระหำยน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส ส่วนในตำรำยำจีน ใช้บัวหลวง แก้ปัสสำวะบ่อย ช่วยแก้
น้ำกำมเคล่ือน (ฝันเปียก) ช่วยแก้ตกขำว แก้ประจำเดือนมำมำกกว่ำปกติ แก้เลือดกำเดำไหล และแก้อำกำร
ทอ้ งเสีย

วิทยำลัยชุมชนตำกและทีมนักวิจัยชุมชนได้ร่วมวิเครำะห์ข้อมูลในพ้ืนที่กับตัวแทนชุมชน ผู้นำชุมชน
หน่วยงำนทั้งภำครัฐ ภำคเอกชนในเบื้องต้น ประกอบกับกำรลงพื้นท่ีสำรวจข้อมูล พบว่ำ ดอกบัวหลวงที่มี
จำนวนมำกในหนองจระเข้ชุมชนไม่ได้นำมำใช้ประโยชน์ ส่งผลให้น้ำในหนองส่งกล่ินเหม็น ก่อเกิดปัญหำ
แก่ชุมชน ประกอบกับสรรพคุณของบัวหลวงท่ีมีประโยชน์ต่อสุขภำพ ดังน้ันเพ่ือเป็นกำรลดต้นทุน และ
แก้ปัญหำในชุมชน จึงไดน้ ำดอกบัวหลวงมำสรำ้ งเป็นผลิตภัณฑ์เพอ่ื สขุ ภำพ สร้ำงอำชพี สรำ้ งรำยได้ ลดรำยจำ่ ย
ให้กับคนในพื้นท่ี อีกทั้งได้เชื่อมโยงกับศูนย์ปรำชญ์ชำวบ้ำน เพื่อรับสินค้ำมำวำงจำหน่ำยและประชำสัมพันธ์ไป
ยังหน่วยงำนต่ำงๆ และซื้อสินค้ำท่ชี ุมชนผลิตข้ึน เป็นกำรกระตุ้นเศรษฐกจิ ฐำนรำก สร้ำงรำยได้กระจำยสูช่ ุมชน
ด้วยกำรนำบัวหลวงมำแปรรูป เช่น ชำดอกบัว, สบู่ดอกบัว, สปำดอกบัว เป็นต้น รวมถึงกำรส่งเสริมด้ำน
กำรตลำดเพื่อกำรดำเนินกำรครบวงจรต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนกำรใช้กระบวนกำรงำนวิจัยพัฒนำจนเกิด

3

เป็นสินค้ำชุมชนท่ีได้มำตรฐำนพัฒนำชุมชน (พช.) กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดเป็นธุรกิจชุมชนในพื้นท่ีตำบล
ยกกระบัตรจึงเป็นท่ีมำของคำถำมงำนวิจัยว่ำ “แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพื่อพัฒนำเศรษฐกิจ
ฐำนรำกชุมชนตำบลยกกระบัตร อำเภอสำมเงำ จังหวดั ตำกควรเปน็ อย่ำงไร ?”

2. คำถำมวจิ ัย
แนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวงเพื่อพัฒนำเศรษฐกิจฐำนรำกชุมชนตำบลยกกระบัตร

อำเภอสำมเงำ จงั หวดั ตำก ควรเปน็ อยำ่ งไร

3. วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวิจยั
3.1 เพอ่ื ศึกษำบริบทพนื้ ที่ และกำรจดั กำรทรพั ยำกรบัวหลวง ของเครอื ข่ำยชมุ ชนตำบลยกกระบตั ร
1) ศึกษำบริบทพนื้ ที่ ปัญหำทเี่ กดิ จำกบวั หลวง และแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ
2) ศึกษำกำรจดั กำรทรพั ยำกรบัวหลวง กำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกบวั หลวงของชุมชน
3) ศกึ ษำช่องทำงกำรสง่ เสรมิ กำรทอ่ งเท่ยี วโดยชมุ ชน
3.2 เพื่อศึกษำควำมต้องกำรของตลำด และแนวทำงกำรสร้ำงมลู ค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง
3.3 เพอ่ื พฒั นำมำตรฐำนของผลิตภัณฑ์ และกำรสร้ำงภำคเี ครือข่ำยร่วมพฒั นำมลู คำ่ เพิ่มจำกบัวหลวง
3.4 เพอื่ ศกึ ษำและพฒั นำชอ่ งทำงกำรจัดจำหนำ่ ยผลติ ภณั ฑ์จำกบวั หลวง

4. ขอบเขตของกำรวิจัย
ขอบเขตด้ำนพ้นื ท่ี
กำรวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษำประชำกรในเขตตำบลยกกระบัตร อำเภอสำมเงำ จังหวัดตำก จำนวน

12 หมบู่ ำ้ น จำนวน 2,571 ครวั เรอื น รวมประชำกรท้งั สิ้น 8,065 คน แบ่งเปน็ ชำย 3,941 คน หญงิ 4,124 คน
บ้ำนคลองไม้แดง หมู่ท่ี 1 มีจำนวนครัวเรือน 222 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 716 คน แบ่งเป็น

ชำย 358 คน หญิง 358 คน
บ้ำนยกกระบัตร หมู่ที่ 2 มีจำนวนครัวเรือน 184 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 573 คน แบ่งเป็น

ชำย 291 คน หญิง 282 คน
บ้ำนท่ำไผ่ หมู่ท่ี 3 มีจำนวนครัวเรือน 340 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 1,089 คน แบ่งเป็น

ชำย 519 คน หญงิ 570 คน
บ้ำนสองแคว หมู่ท่ี 4 มีจำนวนครัวเรือน 233 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังสิ้น 720 คน แบ่งเป็น

ชำย 321 คน หญงิ 399 คน

4

บ้ำนแม่ระวำน หมู่ที่ 5 มีจำนวนครัวเรือน 183 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 497 คน แบ่งเป็น
ชำย 230 คน หญิง 267 คน

บ้ำนหนองเชียงคำ หมู่ท่ี 6 มีจำนวนครัวเรือน 354 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 1,193 คน แบ่งเป็น
ชำย 588 คน หญงิ 605 คน

บ้ำนแม่เชียงรำย หมู่ท่ี 7 มีจำนวนครัวเรือน 162 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 484 คน แบ่งเป็น
ชำย 242 คน หญงิ 242 คน

บ้ำนใหม่สำมัคคี หมู่ที่ 8 มีจำนวนครัวเรือน 226 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 594 คน แบ่งเป็น
ชำย 296 คน หญิง 298 คน

บ้ำนหนองแม่ล่ำง หมู่ที่ 9 มีจำนวนครัวเรือน 80 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังส้ิน 251 คน แบ่งเป็น
ชำย 126 คน หญิง 125 คน

บ้ำนใหม่สำมัคคีเหนือ หมู่ท่ี 10 มีจำนวนครัวเรือน 200 ครัวเรือน ประชำกรรวมทั้งสิ้น 566 คน
แบ่งเปน็ ชำย 305 คน หญิง 261 คน

บ้ำนหนองเชียงคำใต้ หมู่ท่ี 11 มีจำนวนครัวเรือน 226 ครัวเรือน ประชำกรรวมท้ังสิ้น 783 คน
แบ่งเป็น ชำย 375 คน หญงิ 408 คน

บำ้ นสองแควพัฒนำ หมู่ท่ี 12 มจี ำนวนครวั เรือน 161 ครวั เรอื น ประชำกรรวมทั้งส้ิน 599 คน แบ่งเป็น
ชำย 290 คน หญงิ 309 คน

ขอบเขตด้ำนเน้ือหำ
มงุ่ ศกึ ษำปัญหำ ควำมตอ้ งกำร และแนวทำงกำรแก้ไขในกำรจดั กำรทรัพยำกรบวั หลวงให้เกดิ ประโยชน์
ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อมของชุมชน รวมถึงศึกษำแนวทำงกำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มและยกระดับ
ผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงให้ได้รับมำตรฐำน ช่องทำงกำรจำหน่ำยผลิตภัณฑ์ ตำมควำมต้องกำรของผู้บริโภค
รวมทั้งกำรสร้ำงภำคีเครือข่ำยร่วมกันพัฒนำผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง ตำบลยกกระบัตร อำเภอสำมเงำ
จงั หวดั ตำก ควรเป็นอยำ่ งไร
ขอบเขตด้ำนเวลำ
กำรวิจัยคร้ังน้ีจะใช้เวลำกำรศึกษำ 12 เดอื น ตัง้ แต่ 29 มิถุนำยน 2564 ถึง 29 มถิ นุ ำยน 2565

5. งบประมำณท่ใี ช้ในกำรวิจัย
งบประมำณที่ใช้ในกำรดำเนินโครงกำร = 340,000 บำท

5

6. นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ
6.1 กำรพัฒนำ หมำยถึง กระบวนกำรทำงำนท่ีมีกำรวำงแผน และก่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลง ควำมรู้

ทัศนคติ และพฤตกิ รรมของคนในชุมชนตำบลยกกระบตั ร
6.2 เศรษฐกิจฐำนรำก หมำยถึง ระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถ่ินท่ีสำมำรถพ่ึงตนเองได้อย่ำงยั่งยืน เป็นระบบ

เศรษฐกิจท่ีเอื้อให้เกิดกำรพัฒนำด้ำนอ่ืนๆ ในพ้ืนท่ี ท้ังเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน ชุมชน วัฒนธรรม ส่ิงแวดล้อม
ทรพั ยำกรธรรมชำติ ของคนในชมุ ชนตำบลยกกระบตั ร

6.3 กำรสร้ำงมูลค่ำเพิ่มจำกบัวหลวง หมำยถึง กำรนำบวั หลวงในพื้นท่ีตำบลยกกระบัตรมำแปรรูปเป็น
ผลิตภณั ฑ์ท่มี ปี ระสิทธิภำพ เพื่อใหเ้ กดิ ควำมพึงพอใจต่อผบู้ ริโภค

7. ผลที่คำดว่ำจะได้รับ
7.1 เกิดควำมรู้ ทักษะแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวงท่ีได้รับมำตรฐำนที่จะนำไปสู่กำรรับรอง

มำตรฐำน
7.2 เกิดช่องทำงกำรตลำดในรูปแบบต่ำงๆ ท้ังภำยในและภำยนอกชุมชน ที่ผู้บริโภคสำมำรถเข้ำได้

ง่ำยขึน้ และเปน็ ทำงเลอื กใหก้ ับผู้บรโิ ภค
7.3 เกิดภำคีเครือข่ำยควำมร่วมมือระหว่ำง กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จำกบัวหลวง แกนนำชุมชน และ

หน่วยงำนทงั้ ภำครฐั และเอกชน

6 กระบวนกำร
งำนวจิ ยั เพ่อื
8. กรอบปฏบิ ตั กิ ำรในกำรดำเนนิ กำรวิจัย
ขน้ั ตอนที่ 1 ทอ้ งถิ่น
(Communit
ประสำนเช่ือมโยงคนในพื้นท่ีเพ่ือเสนอกำรใช้
กระบวนกำรวจิ ัยเพอ่ื ทอ้ งถ่ินเป็นเครอ่ื งมอื ในกำรสร้ำง y-Based
Research)
เครือข่ำยแหลง่ ท่องเทย่ี วชมุ ชน

ข้นั ตอนท่ี 2
จดั ทำแผนปฏบิ ตั กิ ำรวจิ ยั ศึกษำสบื ค้นองค์ควำมรูแ้ ละ
ศกั ยภำพทำงกำรทอ่ งเท่ียวของแมร่ ะมำดในประเดน็ ตำ่ งๆ ท่ี
จะใช้เป็นทุนในกำรพัฒนำเสน้ ทำง/กจิ กรรมท่องเทยี่ ว

ข้ันตอนท่ี 3
ดำเนินกำรออกแบบเสน้ ทำงท่องเท่ียวเพอื่ เรยี นรู้

นเิ วศวัฒนธรรมของชุมชน

ขั้นตอนที่ 4
(Development in Action)
สรำ้ งเสน้ ทำงท่องเท่ียวเพอ่ื สร้ำงกำรเรยี นร้มู รดกวัฒนธรรม
ชมุ ชนและหำประสิทธิภำพของเส้นทำงท่องเทย่ี ว

ขนั้ ตอนท่ี 5
ประเมนิ ควำมพึงพอใจของนักเท่ียวทีม่ ีต่อกำรบรหิ ำรจัดกำร

และใหบ้ ริกำร CBT

ขัน้ ตอนท่ี 6
เวทีสรุปผลกำรทำงำน

สรุปผลกำรวจิ ยั และจดั ทำรำยงำน

9. กรอบแนวคิดกำรวจิ ยั

7

2

2

8

3

ปัญหา
- ขาดการสรา้ งมลู คา่ เพมิ่ จากบวั
ทีม่ ีปรมิ าณมากในพนื้ ท่ี

- ปัญหาดา้ นการศกึ ษา
(A1)

ขาดองคค์ วามรู้ รฐั หนนุ ไมต่ รงจดุ ยากจน ไมม่ ี
ทนุ เรยี นตอ่
ไมเ่ ห็น ไมม่ ีการรวมกลมุ่ ทยี่ ่งั ยนื ทาเกษ
คณุ คา่ การศกึ ษานอ้ ย

เก็บดอกบวั ขาย วิถีชมุ ชน เขา้ ไมถ่ งึ ตลาด ขาดโอกาสสรา้ ง หาอาชีพนอกพนื้ ท่ี
รายได้

3

- ปัญหาการกาจดั บวั
(A3)

วหลวง

งบนอ้ ย บวั ทาใหน้ า้ เนา่ บงึ ตืน้ เขิน

บงึ ขนาดใหญ่ มลพษิ ทางนา้ เก็บนา้ ไดน้ อ้ ย
ใชน้ า้ ไดไ้ มเ่ ตม็ ที่
- ปัญหาดา้ นอาชีพรายได้
(A2)

9

ษตรอยา่ งเดยี ว ตกงานจากโควดิ ตอ้ งการ
อาชีพเสรมิ
รายไดต้ ก รายไดล้ ด
เกณฑจ์ ปฐ หนสี้ นิ้ เพมิ่ รายไดไ้ มเ่ พยี งพอ

4

ปัญหา
- ขาดการสรา้ งมลู คา่ เพ่มิ จากบวั
หลวงทีม่ ีปรมิ าณมากในพนื้ ท่ี

- ปัญหาด้านการศกึ ษา
(A1)

ขาดองคค์ วามรู้ รฐั หนนุ ไมต่ รงจดุ ยากจน ไมม่ ี
ทนุ เรยี นตอ่
ไมเ่ หน็ ไมม่ กี ารรวมกลมุ่ ทย่ี ่งั ยืน ทาเกษต
คณุ คา่ การศกึ ษา รายไดต
เขา้ ไมถ่ งึ ตลาด ขาดโอกาสสรา้ ง นอ้ ย
เก็บดอกบวั วิถีชมุ ชน รายได้
ขาย หาอาชีพนอกพนื้ ที่

ชมุ ชน (B1)

ประชมุ ทีมวจิ ยั ศกึ ษาบรบิ ทพนื้ ที่ สงั เคราะหข์ อ้ มลู งานวจิ ยั ฯ ทเ่ี นน้ หารูปแบบการ
และการสรา้ งภาคี การปรบั โครงสรา้ งเศรษฐกิจสกู่ าร หลวงทเ่ี หมาะส
เครอื ข่ายรว่ ม พฒั นาอยา่ งย่งั ยนื โดยการมีสว่ น มาตรฐาน
พฒั นาการสรา้ ง รว่ มของชมุ ชนสกู่ ารถา่ ยทอดความรู้
มลู คา่ เพมิ่ จากบวั ใหก้ บั ประชาชนในชมุ ชนและชมุ ชน
หลวง

4

- ปัญหาการกาจดั บัว
(A3)

งบนอ้ ย บวั ทาใหน้ า้ เนา่ บงึ ตนื้ เขิน
มลพิษทางนา้ เก็บนา้ ไดน้ อ้ ย
บงึ ขนาดใหญ่ ใชน้ า้ ไดไ้ มเ่ ตม็ ที่
- ปัญหาดา้ นอาชพี รายได้

(A2)

ตรอยา่ งเดียว ตกงานจากโควดิ ตอ้ งการอาชีพเสรมิ
รายไดไ้ มเ่ พียงพอ
ต้ กเกณฑ์ จปฐ. รายไดล้ ด 10

หนีส้ นิ้ เพิ่ม

B ภาคเครอื ขา่ ย (B3)

องคค์ วามรู้ (B2)

รแปรรูปจากบวั พฒั นากลมุ่ แปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ าก หาชอ่ งทางการจดั จาหน่ายการ
สมเพื่อนาไปสู่ บวั หลวง และผลติ ภณั ฑใ์ หไ้ ด้ แปรรูปผลิตภณั ฑจ์ ากบวั หลวง
มาตรฐาน เพือ่ สรา้ งอาชีพและรายไดใ้ หก้ บั
ชมุ ชน ตาบลยกกระบตั ร

Outcome chain 5

1. ความรู้ ทกั ษะแปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวงทีไ่ ดร้ บั มาตรฐานทจ่ี ะ Actor B 2
นาไปสกู่ ารรบั รองมาตรฐาน
2. เกิดช่องทางการตลาดในรูปแบบตา่ งๆ ทงั้ ภายใน และภายนอก กลมุ่ /ขา่ ย
ชมุ ชน ที่ผบู้ รโิ ภคสามารถเขา้ ไดง้ า่ ยขนึ้ เป็นทางเลอื ก
3. เกิดภาคเี ครอื ขา่ ยความรว่ มมอื ระหวา่ ง กลมุ่ แปรรูปผลติ ภณั ฑจ์ าก Outcome
บวั หลวง แกนนาชมุ ชน และหนว่ ยงานทงั้ ภาครฐั และเอกชน

Actor B 1 1. ลดปัญหานา้ เนา่ เสยี อนั เน่อื งมาจากขยะ
2. ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการกาจดั ขยะบวั หลวง
ชมุ ชน 3. เกิดการรวมกลมุ่ ธรุ กิจชมุ ชนการแปรรูปผ
เป็นผลติ ภณั ฑข์ องชมุ ชน
Out put 4. เกิดความรู้ และทกั ษะในการนาบวั หลวง
5. เกิดรายไดเ้ พ่ิมขนึ้ อยา่ งเป็นรูปธรรม
6. เกิดตลาดและชอ่ งทางการจาหนา่ ยทงั้ ใน

5

Actor B 2 11

กลมุ่ /ขา่ ย

impact

2 1. เกิดทางเลอื กและทางรอดในการสรา้ งอาชีพและรายไดใ้ หก้ บั
ประชาชน ในตาบลยกกระบตั ร
1 2. สรา้ งความสามคั คใี นชมุ ชนใหม้ สี ว่ นรว่ มและมีวงสนทนาพดู คยุ
ไดท้ างเลอื กในการแกไ้ ขปัญหาแบบมสี ว่ นรว่ ม
ะบวั หลวง 3. เกิดกลมุ่ ชมุ ชนทมี่ ีพลงั คานงดั ทจ่ี ะตอ่ รองกบั บคุ คลหรอื
ผลติ ภณั ฑจ์ ากบวั หลวง เพอื่ หนว่ ยงานภายนอกทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม
งมาใชป้ ระโยชน์ 4.เกิดแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเพื่อการเรยี นรูท้ ี่เป็นตน้ แบบในการแกป้ ัญหาท่ี
นและนอกชมุ ชน เกิดจากการมสี ว่ นรว่ มจากทกุ ภาคสว่ นในชมุ ชน

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง

การวิจัยเร่ือง “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบัวหลวงของชุมชน ตาบล
ยกกระบัตร อาเภอสามเงา จังหวัดตาก” ครั้งน้ี ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพ่ือ
เป็นพน้ื ฐานในการกาหนดกรอบแนวคดิ ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยซงึ่ ประกอบดว้ ยหวั ข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. แนวคดิ งานวจิ ัยเพ่ือทอ้ งถ่นิ
2. แนวคดิ ด้านการพัฒนาผลติ ภัณฑ์
3. แนวคดิ เรอ่ื งการสรา้ งมูลคา่ เพมิ่
4. แนวคดิ การทาการตลาดรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์
5. แนวคดิ เศรษฐกจิ ชมุ ชน
6. แนวคดิ ทฤษฏีเกย่ี วกบั พฤตกิ รรมของผู้บรโิ ภค
7. แนวคดิ ทฤษฏเี ก่ียวกับการมสี ่วนร่วม
8. ความหมายของความคดิ สร้างสรรค์
9. องคค์ วามรทู้ ่หี ลากหลายของบัวหลวง/การใชป้ ระโยชนจ์ ากบัวหลวง
10. งานวิจัยที่เกยี่ วข้อง

1. แนวคิดงานวจิ ัยเพ่ือท้องถน่ิ (Community-Based Research)
ช่วง พ.ศ.2541-2551 สังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับสายพันธุ์ใหม่ของงานวิจัยรุ่นล่าสุดคือ “งานวิจัย

เพื่อท้องถิ่น” ซ่ึงประเด็นหัวข้องานวิจัยท่ี CBR สนใจน้ันจะครอบคลุม 9 ประเด็น คือ การท่องเที่ยว เกษตร
สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน เศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการท้องถ่ิน เด็ก/เยาวชน
การศึกษาชุมชน และชุมชนกับการจัดการทรัพยากร โดยท่ีทั้ง 9 ประเด็นน้ีเป็นปัญหาพื้นฐานของท้องถิ่น
ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นนักวิจัย คือ “ชาวบ้านและบุคคลท่ัวไป” ที่ยังมิได้มีความเข้าใจงานวิจัยอย่างถ่องแท้
แต่สามารถเข้ามาร่วมวงไพบูลย์เป็นนักวิจัยได้ ซ่ึงโดยปกติบุคคลเหล่านี้เป็นเพียง “กลุ่มตัวอย่าง” เท่านั้น แต่ใน
การน้ีงานวิจัยได้มีการสร้างกลไกลขึ้นมาเพื่อเป็นตัวช่วยเสริม คือ การมีพี่เลี้ยงเป็นตัวหนุนเสริมความเข้าใจให้
นักวิจัย (ชาวบ้าน) ระหว่างทางของการวิจัย 10 ปี ที่ผ่านมา งานวิจยั เพ่ือท้องถ่ินได้พิสูจน์ตัวเองแล้ววา่ เป็นงานวิจัย
ท่ีกินได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหากุ้งหอยปูปลาท่ีหายหน้าไปจากท้องทะเลได้ เป็นงานวิจัยที่แก้ปัญหาหน้ีสินของ
นักวิจัยชาวบ้านได้อย่างแท้จริงเป็นงานวิจัยที่พัฒนาให้ชาวบ้านได้จัดการท่องเที่ยวได้ งานวิจัยเหล่านี้จึงเรียกได้ว่า
เป็นงานวจิ ัย ท่ีมีพลังในการเปลยี่ นแปลงชวี ติ นสิ ยั เปลีย่ นกลมุ่ เป็นชมุ ชนและความสมั พันธข์ องชมุ ชน

13

แนวคิดกระบวนการงานวิจัยเพ่ือชาวบ้าน (Community-Based Research) มุ่งให้คนในชุมชน
รว่ มกระบวนการการคดิ ต้ังคาถาม วางแผนและทาวิจัยเพ่ือหาคาตอบอย่างเป็นระบบได้เรียนรู้การทางานวิจัย
เพ่ือท้องถ่ินผ่านการปฏิบัติจริงอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพ่ือแก้หาของตัวเอง เป็น
กระบวนการทางานอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลท่ีคาดหวังจากการวิจัย ไม่เน้น
การค้นพบองค์ความรู้ใหม่ หากแต่เน้นกระบวนการสร้างเคร่ืองมือวิจัยให้ เป็นเคร่ืองมือเพื่อเพิ่มพลัง
(Empower) หรือเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนและชุมชนให้สามารถสร้างกลไกในการแก้ปัญหาของชุมชน
ทง้ั ในปัจจบุ ันและพร้อมรับมือกบั ปัญหาทเี่ กิดขึ้นในอนาคต สามารถรเู้ ทา่ ทันการเปล่ียนแปลงของชมุ ชนได้อย่าง
เหมาะสม โดยมพี ่เี ลยี้ งเปน็ ผูห้ นุนเสริม

สรุปได้ว่า กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือที่ทีมนักวิจัยชุมชนตาบลยกกระบัตร
นามาใช้ในการสร้างการเปล่ียนแปลงของคนในชุมชนให้มาร่วมคิด ร่วมทา ร่วมหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ
ด้วยการพูดคุย ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดยใช้กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
เพื่อให้เกิดพลังการเปล่ยี นแปลง สร้างความเขม้ แขง็ ของคนในชุมชนในการแกป้ ญั หาและพัฒนาชมุ ชนต่อไป

2. แนวคิดด้านการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์
ความหมายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Fuller, G.W. (1994) ไต้ให้ความหมายว่า การพัฒนา

ผลิตภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์มากมายและ มีลักษณะครอบคลุมกว้างขวาง แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการ
ผลิตภณั ฑ์ใหม่ที่สร้างผลกาไร และเพ่ือความอยู่รอดของบริษัท โดยท่ัวไปสามารถรวบรวมความหมายของคาว่า
ผลติ ภณั ฑ์ใหม่ ออกเป็น 7 ประเภท ดังน้ี

1. ผลติ ภัณฑท์ เี่ กดิ จากการขยายสายการผลติ โดยใชก้ ระบวนการผลิตที่มีอยู่ (line extensions)
2. การสร้างแนวคิดใหม่ในผลิตภัณฑ์เดิม (repositioned existing product) เป็นการปรับ
ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในแง่ของการใช้งาน โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติหลัก ซ่ึงบางครั้งเป็นไปตามข้อเสนอของ
ผ้บู รโิ ภค
3. ผลติ ภัณฑ์ทีม่ ีอยเู่ ดิมแตป่ รับเปล่ียนรูปแบบใหม่ (new form of existing products)
4. ผลติ ภณั ฑ์ใหม่ทีเ่ กดิ จากการปรบั ปรงุ สูตรท่ีมีอยู่แลว้ (reformulation of existing
5. ผลิตภณั ฑใ์ หม่ในบรรจภุ ณั ฑใ์ หม่ (new packaging of existing products)
6. ผลิตภั ณ ฑ์ ท่ี เป็ นน วัตกรรม (innovative products/ make changes in an existing
product) เปน็ การเปล่ียนแปลงเพ่อื ให้ได้ผลิตภณั ฑ์แปลกใหม่ทแ่ี ตกต่างจากผลิตภณั ฑ์ที่มีอยเู่ ดิม

14

7. ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ (creative product/ bring into existence the
rare, never before-seen product)

นอกจากนี้ สุดาดวง เรืองรุจิระ (2538) ยังได้ให้ความเก่ียวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ว่าเป็น ผลิตภัณฑ์
ใดๆ ที่กิจการนาเสนอต่อตลาดแล้วทาให้ตลาดมีโอกาสเลือกเพิ่มข้ึน ผลิตภัณฑ์ใหม่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ียัง
ไม่เคยมีผู้ผลิตมาก่อน เริ่มมีผู้ผลิตรายแรกของโลกจัดเป็นนวัตกรรม (Innovation)หรืออาจเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
ของกิจการที่เพ่ิงนาออกจาหน่ายเป็นครั้งแรก หรืออาจตัดแปลงปรับปรุง จากผลิตภัณฑ์ท่ีเคยจาหน่ายอยู่เดิม
การพฒั นาผลติ ภัณฑใ์ หม่มีเหตผุ ลและความสาคญั ดงั น้ี

1. เพื่อรักษาสถานภาพการแช่งขัน ปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันในตลาดธุรกิจมีความรุนแรง
มากขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคู่แช่งที่เพ่ิมขึ้นได้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาด ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดที่
ถูกช่วงชิงไป การออกผลิตภัณฑ์ใหมส่ ู่ตลาดจะชว่ ยรกั ษาฐานการแขง่ ชนั และส่วนแบ่งตลาดไว้ได้

2. เพ่ือทดแทนผลิตภัณฑ์เดิม วัฎจักรวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปจะมีช่วงเวลาที่ส้ัน
เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายของวงจรชีวิต หมายความว่า ผลิตภัณฑ์นั้นไม่ก่อประโยชน์หรือมียอดขายที่
ตกลง การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์เก่าจะช่วยรักษาช่ือเสียงของบริษัททดแทน
ปริมาณขายกาไรของผลิตภณั ฑ์เดิม และสามารถนาทรพั ยากรจากผลิตภัณฑเ์ ดิมมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้

3. เพ่ือใช้สมรรถนะส่วนเกินให้เกดิ ประโยชน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้สมรรถนะทางการตลาด
การขาย และการผลิตท่ีเหลือให้เกิดประโยชน์ เหตุผลสาคัญ คือ การกระจายต้นทุนคงท่ีไปยังจานวนผลิต
ท่ีมากข้ึน เพ่ือให้ต้นทุนรวมต่อหน่วยทั้งผลิตภัณฑ์เดิม และผลิตภัณฑ์ใหม่ลดลงมากพอที่จะเสนอราคาขายท่ี
ตา่ กวา่ คู่แข่งและมกี าไรท่มี ากข้นึ

4. เพื่อปรับการเคลื่อนไหวเนื่องจากฤดูกาลให้น้อยลง ฤดูกาลท่ีแปรผันอาจส่งผลต่อทรัพยากร
ต่างๆ ของธุรกิจที่อาจไม่เพียงพอ หรืออาจเหลือใช้การเพ่ิมผลิตภัณฑ์ใหม่ท่ีสามารถขายหรือผลิตได้เมื่อ
พน้ ฤดกู าลไปแล้วย่อมทาใหก้ ารผนั แปรต่างๆ ลดลง และเป็นการใช้ทรัพยากรของกจิ การใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสดุ

5. เพ่ือลดการเส่ียงภัย เช่น ผลิตภัณฑ์ล้าสมัย ลูกค้าเส่ือมความนิยม ปริมาณขายไม่มากพอ
กิจการมีผลิตภัณฑ์จาหน่ายในตลาดน้อย เป็นต้น สถานการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนการเพิ่ม
ผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ การเพิ่มปริมาณการขายให้ครอบคลุมตลาด ย่อมช่วยกระจายความเสี่ยงภัยจาก
ความผนั ผวนในตลาดทมี่ คี วามเปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา

6. เพื่อการใช้ผลพลอยได้ให้เกิดประโยชน์ สนิ ค้าใหม่ท่ีพฒั นาจากผลพลอยไดห้ รอื ของทท่ี ้ิงแล้วใน
ธุรกจิ อาจนามาซ่ึงยอดขายหรือกาไรทเี่ พิ่มข้นึ

15

7. เพ่ือโอกาสใหม่ จากการท่ีธุรกิจเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด อาจทาให้เกิดความต้องการ
ผลิตภัณฑ์จากผู้บริโภค จนกิจการสามารถผลิตและดาเนินงานการตลาด และความต้องการเช่นนี้ จึงถือเป็น
โอกาสอันดีท่ีธุรกิจจะเข้าไปตอบสนองความต้องการด้วยผลิตภัณฑ์ของตนเอง นามาซึ่งกาไรและส่วนครอง
ตลาดทม่ี ากข้ึน

พรสนอง วงศ์สิงห์ทอง (2545) กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเปล่ียนแปลง
ผลิตภัณฑ์ท่ีมีอยู่เดิม จะเร่ิมตันด้วยความคิดท่ีไขว้เขว ความคิดอาจมาจากใครก็ได้ในองค์กรที่ไม่ได้มีความ
รับผิดชอบต่อความคิดใหม่ๆเลย แต่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี มักจะมีแนวโน้มท่ีจะเป็นผู้ที่มีความคิดใหม่ๆ
บ่อยครั้งเหมือนกันท่ีความคิดมาจากนอกองค์กร เช่น เมื่อนักคิดคันเขามาเสนอขายความคิดให้กับบริษัท
ความคิดเก่ียวกับผลิตภัณฑใ์ หม่ บางทีอาจเกดิ ขึ้นในงานวิจัยผลิตภัณฑ์นน้ั เองและบ่อยครั้งเป็นผลพลอยได้ของ
การวจิ ยั เพื่อวตั ถุประสงค์อย่างอืน่

สรุปได้ว่าแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่ีมีอยู่เดิมให้มีการเปล่ียนแปลงที่
ส่งผลดีต่อผู้ผลิตต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์เดิมให้ทันสมัย มีคุณภาพและสามารถสร้างผลกาไรให้กับบริษัทหรือ
ผู้ผลิตเพ่ิมมากข้ึน และเพ่ือเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการตลาดให้คงความนิยม ทันสมัยอย่างต่อเน่ืองและ
เป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆในการขยายช่องทางการตลาดมากยิ่งขึ้น ซึงทีมนักวิจัยชุมชนตาบลยกกระบัตรจะได้
นาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์บวั หลวงเพื่อสร้างรายไดใ้ ห้คนในชุมชนพ้ืนท่ีและใช้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรท่ีมี
ในชุมชนอย่างคุม้ คา่ และเกิดประโยชนต์ ่อชุมชน

3. แนวคดิ เรอื่ งการสรา้ งมูลคา่ เพมิ่
แนวคิดเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคน้ันมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งมีอีก

สง่ิ หนง่ึ ท่เี มื่อก่อนอาจเล่นบทเป็นแคต่ ัว ประกอบเท่านั้น แต่ปจั จุบนั กา้ วข้ึนมามคี วามสาคัญไม่แพ้กันเลยทีเดยี ว
ที่จะมีส่วนช่วยท้ังดึงผู้บรโิ ภคกลุ่ม ใหม่ๆ เขา้ มา รวมถึงรักษาผูบ้ ริโภครายเดิมให้อยไู่ ปนานๆ ก็คือ เรื่องของการ
สร้างมูลค่าเพ่ิม โดยในอดีตนั้น หากผลติ ภัณฑ์ หรือบรกิ ารหนึ่งจะประสบความสาเร็จไดใ้ นทอ้ งตลาดสิ่งที่สาคัญ
ที่สุดก็คงจะเป็นตัว ผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักน่ันเองท่ีต้องมีคุณภาพที่เยี่ยมยอดกว่าคู่แข่ง และสามารถ
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า อย่างไรก็ดีในปัจจุบันจะพบว่า จริงอยู่ที่บ่อยครั้งคุณภาพของ
ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการหลักอาจจะยังเป็นเร่ืองสาคัญมาก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ก้าวขึ้นมามีส่วนสาคญั มากขึ้นเรื่อย ๆ
ก็คือ เรื่อง ของ “มูลค่าเพ่ิม” ที่ติดมากับตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักน้ัน ๆ ในบางกรณีส่วนของมูลค่าเพ่ิม
ก็จะเปน็ ตัวดึงดดู ผู้บริโภคให้หันมามอง หรือตัดสินใจที่จะซ้ือผลิตภณั ฑ์ หรือบริการหลัก ดังนั้นธุรกิจในปัจจุบัน

16

เราจะเห็นว่า ไม่ใช่เป็นการขายเพียงตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการหลักอย่างเดียว แต่จะต้องมีส่วนเพิ่มมูลค่าที่จะ
ทาให้ผู้บรโิ ภคร้สู ึกไดป้ ระโยชน์มากขึน้ ดว้ ย (พนู ลาภ ทิพชาติโยธนิ , 2553, หนา้ 87-88)

1. ความหมายการสร้างมูลค่าเพ่ิม (Value Added Creation) ในการให้ความหมาย และคา
จากดั ความของการสรา้ งมลู ค่าเพิ่ม ไดม้ กี ารใหน้ ิยามไว้ในหลายๆ ด้าน ดังตอ่ ไปน้ี

ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ (2542, หน้า 868) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพ่ิม
หมายถงึ ความพยายามในการพัฒนาผลิตภณั ฑใ์ นด้านตา่ ง ๆ ให้มีคุณค่าในสายตาของลกู ค้ามากขึน้

Louis (อ้างถึงใน ดนัย จันทร์ฉาย, 2547 หน้า 239) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่ม
หมายถงึ การน าเสนอผลติ ภณั ฑ์ หรอื บรกิ ารท่ีครบถ้วนสมบรู ณ์ดว้ ยคุณภาพ บรกิ าร และราคา เพ่อื ตอบสนอง
ความต้องการของลกู ค้าใหเ้ กิดความพึงพอใจในการซอื้ ครอบครอง และใช้ประโยชน์

ทั้งน้ีในความหมายด้านการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ให้เกิดความ
พึง พอใจต่อผู้บริโภคสูงสุด และเกินความคาดหมายของผู้บริโภค อีกทั้งมูลค่าเพ่ิมอาจเกิดจากการเพิ่มส่ิงที่
นอกเหนือจากส่ิงท่ีผู้บริโภคคาดว่าจะได้รับ (Nilson, 1992) นอกจากน้ีการสร้างมูลค่าเพ่ิมท่ีเป็นการเพ่ิม หรือ
เสรมิ ส่ิงใหม่ๆ สู่ตัวผลติ ภัณฑ์ ควรมีความเกยี่ วข้อง และเป็นส่งิ ที่ลูกคา้ ต้องการ (Chematony & Harris, 1998)

2. ความสาคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในปัจจุบันการดาเนินธุรกิจมีการแข่งขันอย่างรุนแรง และ
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ธุรกิจต่าง ๆ จึงต้องมีการปรับปรุงแนวคิด กลยุทธ์ให้ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กลยุทธ์การสร้าง มูลค่าเพิ่ม สามารถทาให้ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ซ่ึงการ
สร้างมูลคา่ เพ่ิมมคี วามสาคัญตอ่ การ ดาเนินธรุ กิจ (พนิ พัสนยี ์ พรหมศริ ิ, 2547, หนา้ 20) ดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 การสร้างมูลค่าเพ่ิมที่มากกว่าคู่แข่ง จะทาให้สามารถตอบสนองความต้องการและทาให้
ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจมากยิ่งข้ึน ซึ่งการสร้างมูลค่าเพ่ิมอาจทาได้ด้วยการเสนอผลประโยชน์ที่ผู้บริโภค
ตอ้ งการ

2.2 การสร้างมูลค่าเพ่ิมสามารถสร้างความเชื่อม่ัน และความไว้วางใจจากผู้บริโภคที่ดีท่ีสุด
เพราะ ทาให้ผบู้ ริโภคเชอ่ื ม่นั ในคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ หรือบริการทธ่ี ุรกิจมอบให้

2.3 การสร้างมูลค่าเพิ่มทาให้ธุรกิจสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในภาวะท่ีมีการแข่งขันอย่าง
รุนแรงได้ และทาใหธ้ ุรกจิ มคี วามไดเ้ ปรยี บทางการแขง่ ขัน

3. การสร้างมูลค่าเพ่ิม (Value Adder Creation) ในตลาดท่ีมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และ
อตุ สาหกรรมอยู่ในภาวะอ่ิมตัว ซึ่งจะเห็นวา่ ผลิตภัณฑ์ หลัก จะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเทา่ ใดนกั ดังน้ันธรุ กิจ
แต่ละรายจึงพยายามหาโอกาสพัฒนา และยกระดบั คณุ ลักษณะตา่ ง ๆ ของผลิตภัณฑ์เสนอแก่ลกู ค้า (ศิรวิ รรณ

17

เสรีรัตน์ และคณะ,2541, หน้า 45) เคร่ืองมือ ที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโต โดยสามารถสร้างความ
พงึ พอใจแกล่ ูกค้าเหนือคู่แข่ง ในภาวะท่ีมีการ แขง่ ขันอย่างรุนแรงได้ นั่นกค็ ือ การดึงดูดด้วยการสร้างมูลค่าเพ่ิม
ทม่ี อบให้แก่ผู้บรโิ ภค ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มท่ีทา ให้ลูกค้ามีความรู้สึกมากกว่าความพอใจ (ฉตั ยาพร เสมอใจ, 2547,
หน้า 79) การสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ผู้ประกอบการจะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการให้มีคุณค่าในสายตาของ
ลูกค้าทั้ง 4 ด้าน ซึ่งคุณค่าท้ัง 4 ด้านนี้เรียกว่าคุณค่ารวมสาหรับลูกค้า (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, 2541,
หน้า 46) ไดแ้ ก่

3.1 คุณคา่ ด้านผลติ ภณั ฑ์ (Product Value)
3.2 คณุ ค่าดา้ นบรกิ าร (Service Value)
3.3 คณุ คา่ ดา้ นบุคลากร (Personnel Value)
3.4 คณุ ค่าด้านภาพลกั ษณ์ (Image Value)
4. การสร้างมูลค่าเพ่ิมโดยการสร้างคุณค่า การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ในสภาวะการแข่งขันท่ีรุนแรง น่ันคือการดึงดูด ด้วยการสร้างคุณค่าเพ่ิมท่ีมอบให้แก่ลูกค้า ซ่ึงถือได้ว่าเป็น
เครอ่ื งมือท่จี ะช่วยใหธ้ ุรกจิ สามารถแข่งขนั เตบิ โต และอยู่รอดในตลาดได้
4.1 การสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ศิริวรรณ เสรีรัตน์ (2539, หน้า 204) กล่าวถึง การสร้างคุณค่า
ใหก้ บั ลูกคา้ ไว้ดังน้ี
4.1.1 กาหนดโมเดลของลูกค้า (Defining the Customer Value Model) ในขั้นน้ี เริ่มต้น
ดว้ ยการท่บี รษิ ัทจะระบุปัจจยั เกี่ยวกบั ผลติ ภัณฑ์ และบริการท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การรับร้ใู นคณุ ค่าของ ลกู ค้า
4.1.2 กาหนดลาดับข้ันตอนของคุณค่าในสายตาลูกค้า (Building the Customer Value
Hierarchy) ในกรณนี ีแ้ ต่ละปัจจยั จะแยกเป็น 4 ประเภทด้วยกนั ดงั นี้

4.1.2.1 ผลติ ภณั ฑ์พืน้ ฐาน (Basic Product)
4.1.2.2 ผลติ ภณั ฑท์ คี่ าดหวงั (Expected Product)
4.1.2.3 ผลิตภณั ฑ์ท่ีปรารถนา (Desired Product)
4.1.2.4 ผลติ ภัณฑ์ท่ีไม่ไดค้ าดหวังไว้ (Unanticipated Product)
4.1.3 การตัดสินใจเกี่ยวกับส่วนประกอบในคุณค่าทั้งหมดท่ีจะจัดให้สาหรับลูกค้า (Deciding
on the Customer Value Package) เป็นการตัดสินใจเลือกส่วนประกอบต่าง ๆ เพ่ือเอาชนะ คู่แข่ง และ
สามารถตอบสนองความพึงพอใจ และสร้างความภกั ดีจากลูกคา้

18

4.2 คุณค่าในใจผู้บริโภค (Insight Value) แนวคิดในการสร้างคุณค่าเป็นการมองในทัศนะของ
ผู้บริโภค โดยค้นหาความต้องการทล่ี ึกอย่ใู นใจของผู้บริโภค โดยวิลัดดา เตชะเวช (2547, หน้า 28) ได้ กล่าวถึง
ความเขา้ ใจเรอื่ งคณุ คา่ ในความต้องการ และในใจผบู้ รโิ ภค วา่ มปี ัจจัยท่เี กย่ี วข้องดังนี้ 7

4.2.1 ปัจจัยเพิ่มคุณค่า (Value enhancers) ได้แก่ การผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีไม่เคยมีบริษัทใด
นาเสนอในตลาดมาก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เป็นจุดขายที่ลูกค้าสนใจ บริษัทท่ีนาเสนอผลิตภัณฑ์
ที่เพ่ิมคุณค่าจะสามารถสร้างขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีจุดขายท่ีมีความได้เปรียบด้าน
การแขง่ ขนั เหนือค่แู ข่ง

4.2.2 ปัจจัยรักษาคุณค่า (Value maintainers) จะทาหน้าท่ีรักษาคุณค่าให้คงอยู่ในใจ
ของลกู คา้ ต่อไป ซง่ึ จะทางานควบคู่กับปัจจัยเพมิ่ คณุ คา่ จนพฒั นากลายเปน็ ปจั จยั เพิ่มคณุ ค่าในทส่ี ดุ

4.2.3 ปัจจัยที่ทาลายคุณค่า (Value destroyers) การลดคุณค่าในความรู้สึก ในสายตา หรือ
ในใจของลูกค้า ซ่ึงเป็นจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ บริการ ด้านภาพพจน์ และตราสินค้า เป็นต้น ซึ่งบริษัท
จาเปน็ ต้องเร่งแก้ไข

4.3 การสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค (Value Creation) กลยุทธ์การตลาดในการสร้างคุณค่าในใจ
ผู้บริโภคปัจจุบันเป็นการบริหารทรัพยากรท่ีมีคุณค่าของบริษัท เพ่ือตอบสนองความต้องการ ความคาดหวัง
และเกิดคุณค่าในใจผู้บริโภค ซ่ึงแนวคิดในการสร้างคุณค่าที่สาคัญ (วิลัดดา เตชะเวช, 2547, หน้า 30)
ประกอบด้วย

4.3.1 กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือปรับปรุง ผลิตภัณฑ์
เดิมใหม้ ีคุณสมบตั ิดขี ้นึ หรอื เป็นการออกแบบผลิตภัณฑใ์ หม่

4.3.2 กลยุทธ์ตราสนิ ค้า มีความสาคญั ในขบวนการสรา้ งคณุ ค่าในใจผู้บริโภคปจั จบุ ัน ผบู้ รโิ ภค
จะเช่ือมความคิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพ กับตราสินค้า สัญลักษณ์ ภาพพจน์ และความรู้สึกในใจ ผู้บริโภค
เพอื่ สร้างภาพพจน์ทีด่ ี และมีคุณค่าในความรสู้ ึกของผู้บริโภคซึง่ เป็นกลยุทธ์การตลาดทส่ี าคญั ใน ปจั จบุ ันน้ี

4.3.3 กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า มีความสาคัญในขบวนการสร้างคุณค่าในใจผู้บริโภค เช่นกัน
โดยท่ีราคามีความสัมพันธ์สูงกับคุณภาพ และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการในใจผู้บรโิ ภค ซ่ึง ผู้บริโภคจะมี
ความเชอ่ื ว่าผลติ ภณั ฑท์ ม่ี ีราคาสูงควรจะเปน็ ผลิตภณั ฑ์ทม่ี คี ณุ ภาพและคณุ ค่าสูงดว้ ยเช่นกนั

สรุปได้ว่า การสร้างมูลคา่ เพมิ่ หมายถงึ สงิ่ ท่ชี ่วยสร้างความ ไดเ้ ปรียบทางการแข่งขันโดยผ่านการ
สร้างคุณค่าสาหรับลูกค้าที่ดีขึ้น (Customer Value) โดยมีขั้นตอนการ ผลิต หรือบริการท่ีดีกว่า เพ่ือการเป็น
ผู้นาในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ นอกจากการสร้างความแตกต่างในตลาดแล้ว มูลค่าเพ่ิมจะเป็นตัวช่วยในการสร้าง

19

คุณค่าที่ส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคท่ีสูงกว่า ซึ่งนาไปสู่ความม่ันใจในการตัดสินใจเลือก หรือซื้อผลิตภัณฑ์
และบรกิ ารตอ่ ไป

4. แนวคิดการทาการตลาดรปู แบบออนไลน์ และออฟไลน์
Marketin Oops (2552) อธิบายเรอ่ื งการใช้งาน Social Media ไวว้ ่า เป็นกลมุ่ สังคมท่มี ีกลุ่มคน
ผู้ใช้งานเป็นผู้ส่ือสารในสารนั้นๆ หรือการบอกต่อเร่ืองราว การเขียน ประสบการณ์ รูปภาพหรือบันทึก
เคลื่อนไหว ที่ผูใ้ ชเ้ ป็นผู้เขียน ข้ึนเอง โดน นามากระจายถา่ ยทอกบอกต่อบนพนื้ ท่ีของตัวเองในโลกออนไลน์หรือ
Social Media ที่ให้บริการ เพ่อื นาพาสารมาเผยแพร่ Thump อธิบายเร่ือง Social Media เอาไว้ว่าเป็นการใช้
Webbased ผสมผสานกับเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือ ถือ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการสื่อสารให้เกิดการ
ปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบไดใ้ นทันที (Thumbsup, 2554) SEO (2554) ได้พูดถงึ เร่ือง Social Media ว่าหมายถึง
เป็นสื่อในสังคมออนไลนป์ ัจจุบันท่ีเป็นท่ีใชง้ านอย่าง แพร่หลาย ด้วยรูปแบบการสื่อสารแบU Interactive หรือ
Two Way Communications ทาให้ผู้ใช้สามารถเข้า ถึงโลก Social Media ประเภทต่างๆ อย่างรวดเร็วและ
เข้าถึง โดยผูใ้ ชง้ านสามารถใชพ้ ้ืนท่ี เผยแพรโตต้ อบได้ อยา่ งทนั ทที ันใด
ธัญวัฒน์ กาบคา (2553) กล่าวถึง Social Media ว่าเป็นสังคมออนไลน์ที่ตอบสนองได้ทุกทิศ
ทุกทาง โดยผ่านตัวกลางเป็นส่ือออนไลน์ซึ่งสามารถทาให้มีการโต้ตอบกันได้จากการให้ความหมายข้างบนนี้
สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า Social Media เป็นสื่อสังคมออนไลน์บนเครือข่าย ออนไลน์ หรือมีการทากิจกรรมใด
ร่วมกันบนอินเทอร์เน็ต โดยหัวใจสาคัญคือการส่ือสารท่ีสามารถโต้ตอบได้ท้ังสองฝ่ายได้โดยมีบุคคลใช้การ
สื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ หรือรูปภาพตัวอักษร เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นรับรู้ ได้ถึงการกระทาของตัวเอง
โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างเน้ือหาสาระเพ่ือชักจูงให้ผู้ท่ีอยู่ในโลกออนไลน์น้ันได้เข้าถึง กลายเป็นสถานท่ีพบปะ
ผคู้ นโดย จะสรา้ งประวตั ขิ องตัวเองและสร้างเครือข่ายของบุคคลเพ่ือตดิ ต่อและส่ือสารกับผูอ้ ่ืน เช่น My Space
Facebook Line Instragram Twitter Google+ YouTube เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้ว แต่เป็น เว็บที่สร้าง
ข้ึนมาเพ่ือการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อนบนโลกไซเบอร์ ทั้งสิ้น คาว่า Social
Media ไม่มีคาไทยอย่างเป็นทางการ แต่มีการใช้คาว่า "เครือข่ายสังคมออนไลน์" มาแทนท่ี ทาให้เราเกิดการ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งเราเรียกว่า Participation หรือการมีส่วนร่วมนั่นเอง ปัจจุบันผู้ใช้เครือข่ายสังคม
ออนไลน์ (Social Media! ท่ัวโลกมีจานวนมากดังน้ันการจัดอันดับเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงเปิดเผยว่า
Facebook มีบัญชีผู้ใช้งานมากเป็นอับดัน 13 ของโลก และกรุงเทพฯ ติดเป็นอันดับเมืองท่ีมีผู้คนใช้
Facebook มากท่ีสุดในโลกอีกเช่นกัน ด้วยจานวนในประเทศไทยสูถึง 128 ล้านบัญชี จากจานวนของคนใช้
งานทั่วประเทศ 18.3 ล้านบัญชีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีส่ือสังคมยังมี Twitter, YouTube , Line และ

20

Instragram ที่มาแรงและเร่ิมเป็นท่ีนิยมข้ึนเร่ือย ๆ ท้ังนี้สาเหตุที่สังคมออนไลน์นั้นมีการเติบโตพัฒนาได้อย่าง
รวดเร็วเพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์จะช่วยให้เกิดประโยชน์รวมถึงการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็วได้
ในทันที สื่อสังคมออนไลน์น้ันล้วนมีความแตกต่างและจุดเด่นที่ไม่เหมือนกันและมีเทคโนโลยีเกิดข้ึนใหม่ๆ
ตลอดเวลาเม่ือโลกแห่งการส่ือสารพัฒนาข้ึนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปัจจัยโดยรอบต่างก็มีความเปลี่ยนแปลง
เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่าง ๆ ทาให้ตลาดในปัจจุบันนั้นส่ือต่าง ๆ จาเป็นจะต้องอาศัยการปรับตัวให้ทันท่วงที
ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ วารสาร ไปจนถึงสื่อภาพยนตร์ การแข่งขันในตลาดปัจจุบันของผู้ให้บริการภาพยนตร์
รูปแบบสตรีมมิ่งนั้นถือเป็นช่วงท่ีเร่ิมต้นทาความเข้าใจให้กับผู้บริโภค ดังน้ันเพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับ
ความต้องการของผู้ประกอบการ การใช้การทาการตลาดในรูปแบบออนไลน์จงึ เป็นเครื่องมือสาคัญเพือ่ เพ่ิมการ
เติบโตในแวดวงของธรุ กจิ

นักการตลาดช่ือ Smith และ Chaffey (2005) ได้กล่าวว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกิจ
ในรูปแบบการทาการตลาดอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะส่งผลดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เน่ืองจากความสามารถในการ
จาแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร มีจุดประสงค์อะไรต่อความต้องการผ่านจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา จึงสามารถเก็บบันทึกข้อมูลขอผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการของ
ผู้บริโภคได้ (Anticipating) ทาให้สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ (Satisfy) เพื่อเกิดประโยชน์
สูงสุด (Effectively) นอกจากนี้แล้วนักการตลาดช่ือ Smith และ Chaffey (2005) ยังได้กล่าวไว้ถึง
คุณประโยชน์จากการทาตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ดงั ต่อไปน้ี

1) การขาย (Sell) ช่องทางการขายที่เพ่ิมมากข้ึน ส่งผลให้รองรับลูกค้าเก่าและใหม่ที่ จะ
เกดิ ขน้ึ ได้

2) การบรกิ าร (Service) ผบู้ รโิ ภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา
3) การพูดคุย (Speak) ช่วยลดพ้ืนที่วา่ งตรงกลางระหว่างสินคา้ กับผู้บริโภค ทาให้เกิดการเข้าถงึ ท่ี
งา่ ยขึ้น ผู้บรโิ ภคจงึ มีพน้ื ทีส่ าหรับการพูดคยุ มากข้นึ
4) ประหยัด (Save) ช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการดาเนินงานต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่นการสง่ จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์แทนการส่งจดหมายแบบเดมิ
ส่งผลในการทากลยุทธ์การทาตลาดแบบออนไลน์เป็นสิ่งสาคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสินค้าหรือ
ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจาเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการทาตลาดรูปแบบใหม่ เพ่ือให้ทันกับการ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเข้าถึง
ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จึงจาเป็นจะต้องมีหลักการในการทาการตลาดออนไลน์หลักในการทาการตลาด

21

ออนไลน์การทาการตลาดน้ันไม่ใช่เพียงแค่มีเว็บไซต์ หรือเฟสบุค หรือเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์รูปแบบ
ใดแบบหน่ึงเท่าน้ัน สิ่งสาคัญคือจะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ
ซึ่งขั้นตอนการทาการตลาดแบบอิเล็กทรอนิกส์ SOSTAO เพ่ือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงท่ีสุดรวมถึง
เกดิ ประโยชน์สูงสดุ โดยมีขั้นตอนในการทาการตลาดดังต่อไปนี้ (Smith & Chaffey.2005)

1) วิเคราะห์สถานการณ์ (Situation) โดยพิจารณาว่าปัจจุบันองค์กรหรือตัวสินค้าของเราน้ันอยู่
บริเวณตาแหน่งใดของตลาดในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ทราบถึงตาแหน่งปัจจบุ ันขององค์กร ท้ังทางด้านสถานการณ์
ทางการตลาดด้านสินค้า ด้านการแข่งขัน ด้านการจัดจาหน่าย รวมถึงปัจจัยโดยนาข้อมูลท่ีได้มาทาการ
วิเคราะห์หาโอกาสและรู้ทัน อุปสรรคเพ่อื เปน็ ตัวช่วยในการกาหนดทิศทางการพฒั นาแผนการตลาด

2) วัตถุประสงค์ (Objective) ตาแหน่งของสิ่งท่ีองค์กรต้องการจะเป็น ซ่ึงเกิดจากการกาหนด
ทิศทางวตั ถุประสงค์ โดยวัตถุประสงคจ์ ะต้องอธิบายเหตุผล หรือผลประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึนจากการทาการตลาด
แบบอเิ ล็กทรอนิกสอ์ ยา่ งชดั เจน

3) กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึงวิธีการโดยใช้แผนกลยุทธ์เป็นตัวผลักดันให้องค์กรไป
สู่วัตถุประสงค์หรือตามความสาเร็จในข้ันตอนที่ได้ตั้งเอาไว้ โดยเครื่องมือท่ีจะนามาใช้นั้นจะต้องเป็นตาม
กลยทุ ธ์ทีว่ างเอาไว้

4) วางกลยุทธ์ (Tactics) หมายถึงการวางแผนการดาเนินงานโดยใช้เคร่ืองมือและการตลาด
แบบผสม (Marketing Mix) เปน็ แนววิธีคิดที่จะช่วยใหน้ ักการตลาดสามารถสร้างโครงสรา้ งรวมถึงวธิ กี ารเพอื่ ให้
ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย

5) การดาเนินการ (Action) หมายถึง การดาเนินงาน การบริหารโครงการท่ีจะต้องแสดงให้เห็น
ถึงศักยภาพของแผนการตลาดที่วางเอาไว้ไปจนถึงการบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของการตลาด ท่ีต้ังเอาไว้
และเพ่ือแสดงถึงแผนวิธกี ารทางานที่ชัดเจนว่าจะเร่ิมทาอะไร เม่ือไหร่ ด้วยใคร ต้นทุน ไปจนถึงผู้รับผิดชอบใน
สว่ นงานตา่ ง ๆ

6) การควบคุม (Control ) ถือเป็นส่วนสุดท้ายของแผ่นการตลาดเพื่อเป็นการตรวจสอบ
ความก้าวหน้าหรือการดาเนินงานของแผนการตลาดเพ่ือใช้ในการวัดผลโดยจาเป็นจะต้องใช้การคิด วิเคราะห์
ส่วนต่าง ๆ ของตลาดประกอบกันไปด้วย เพ่ือให้ควบคุมแผนการดาเนินงานใช้เงินไปตามเป้าหมายรวมถึงการ
ตดิ ตามการเปล่ยี นแปลง

สรปุ ได้ว่า การใช้แนวคิดการประกอบธุรกจิ ในรูปแบบการทาการตลาดอิเล็กทรอนกิ ส์น้ันจะสง่ ผล
ดีกับองค์กรเป็นอย่างสูง เนื่องจากความสามารถในการจาแนก (identity) ผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนว่าเป็นใคร

22

มีจุดประสงค์อะไร สง่ ผลให้เกิดการรู้ทันความต้องการของผู้บรโิ ภคได้ (Anticipating) ทาให้สามารถตอบสนอง
ความพึงพอใจของลูกค้า เกิดช่องทางการขายที่เพิ่มมากข้ึน ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ลดพ้ืนที่ว่าง
ตรงกลางระหว่างสินค้ากับผู้บริโภค ทาให้เกิดการเข้าถึงท่ีง่ายขึ้น ลดค่าใช้จ่ายหรือทดแทนค่าใช้จ่ายจากการ
ดาเนินงานต่าง ๆ การทากลยุทธ์การทาตลาดแบบออนไลน์เป็นส่ิงสาคัญเป็นอย่างย่ิงโดยเฉพาะสินค้าหรือ
ผู้ให้บริการประเภทออนไลน์ยิ่งจาเป็นจะต้องมีความเข้าใจในการทาตลาดรูปแบบใหม่ เพ่ือให้ทันกับการ
เปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของบริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งสาคัญ
คอื จะต้องมขี อ้ มลู ต่าง ๆ ทตี่ อบสนองความต้องการของผูบ้ ริโภคได้ทุกรูปแบบ

5. แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน
(1) แนวคิดท่ัวไปของเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจชุมชนถือเป็นรูปแบบการดาเนินกิจกรรมทาง

เศรษฐกิจท่ีเริ่มต้ังแต่ในระดับฐานล่าง โดยมีชุมชนเป็นแหล่งตั้งต้นของการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มีครอบครัวเป็นหน่วยการผลิตท่ีสาคัญของชุมชน ซึ่งแนวคิดในเร่ืองเศรษฐกิจชุมชนมีผู้ให้แนวคิดไว้อย่าง
หลากหลาย ดังนี้

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้ให้แนวคิดเก่ียวกับเศรษฐกิจชุมชนไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชนมีครอบครัว เป็น
หน่วยการผลิต แรงงานของสมาชิกในครอบครัวเป็นปัจจัยทีส่ าคัญท่ีสุด เพราะแรงงานเป็นสิ่งท่ีครอบครัว มีอยู่
โดยธรรมชาติ ไม่ต้องจ้าง เป็นส่ิงที่มีมากับสถาบันครอบครัวโดยท่ัวไปครอบครัวคิดถึงการอยู่รอดก่อนแล้ว จึง
สะสมและค้าขาย พึง่ แรงงานในครอบครวั พึ่งทรัพยากรท้องถิ่น พึง่ ตัวเองและพ่ึงชุมชนกอ่ นและหากจะขาย ซ่ึง
เป็นขั้นตอนที่สูงก็จะขายในตลาดใกล้ตัวตลาดภายในประเทศ แนวคิดน้ีมุ่งให้คานึงถึงชุมชน ศีลธรรม
ครอบครวั เพอื่ นบ้านและทอ้ งถ่ินเปน็ หลัก

เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตการบริโภค การ
จาหน่ายจ่ายแจกท่คี นในทอ้ งถิ่นชุมชนได้มีสว่ นรว่ มคิดร่วมทาร่วมรับประโยชน์ของประชาชน และร่วมกัน เป็น
เจ้าของ เศรษฐกิจชุมชนมีรากฐานมาจากศักยภาพของชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน อาทิ
วัฒนธรรม ประเพณี สภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายทางทรัพยากรที่มีอยู่ (ศิริพร สัจจานันท์, “แนวคิด
เศรษฐศาสตร์ทางเลือก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน,”สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Alternative/home.html (สื บ ค้ น เ มื่ อ วั น ที่
4 กุมภาพนั ธ์ 2565).

เป้าหมายสาคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพต้ังแต่ระดับบุคคล
ครอบครัว และชุมชน โดยใช้กิจกรรมเศรษฐกิจสร้าง “กระบวนการเรียนรู้” ซึ่งจะทาให้ชุมชนพ่ึงตนเองได้

23

ในขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม อนุรักษ์วัฒนธรรม
และภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ หรืออีกนัยหน่ึง เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างบูรณาการ (สยามรัฐออนไลน์,
“ประเทศไทย 4.0 อยา่ ลมื เศรษฐกิจชมุ ชน,” https://siamrath.co.th/n/9124(สืบคน้ เมือ่ วันที่ 4กมุ ภาพนั ธ์ 2565).

(2) ความหมายของเศรษฐกิจชมุ ชน
เศรษฐกิจชมุ ชนน้ันมีผูใ้ หค้ วามหมายไว้อยา่ งหลากหลาย ดงั น้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 “เศรษฐกิจ” หมายถึง งานอันเกี่ยวกับการผลิต

การจาหนา่ ยจ่ายแจก และการบริโภค ใชส้ อย ส่ิงต่าง ๆ ของชุมชน
“ชุมชน” หมายถึง หมู่ชน กลุ่มคนท่ีอยู่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณ

เดียวกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวา่ ด้วยการดาเนินงานโครงการเศรษฐกจิ ชุมชน
พ.ศ. 2541 ได้ให้ความหมายไว้ว่า เศรษฐกิจชุมชน หมายถึง เศรษฐกิจทุกสาขาของชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่ง
ดาเนินอยู่บนพื้นฐานการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมอย่างเหมาะสม คุ้มค่าและยั่งยืน เป็นการ
ผลิตท่ีเลี้ยงชีวิต ครอบครัวและชุมชนได้อยา่ งพอเพียง ส่วนเกินแห่งผลผลิตนี้เป็นเศรษฐกิจแห่งการแลกเปล่ียน
ซอ้ื ขายหรอื แปรรปู ตามกาลงั และวัฒนธรรมของชุมชนเอง

สัมพันธ์ เตชะอธิก เสนอคาว่าเศรษฐกิจชุมชนที่มีความหมายครอบคลุมคาอ่ืน เช่น เศรษฐกิจ
ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพ่ึงตนเอง มีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และนาไปสู่การพัฒนา
ทย่ี ง่ั ยืนของชุมชนนี้ มนี ยั ของความยง่ั ยืน 6 ประการ ดังนี้

1) การพึง่ ตนเองได้ทางเศรษฐกิจ เรม่ิ จากสิ่งที่มีอย่ไู มเ่ ป็นหนี้หรือเป็นหนีน้ ้อย ๆ ลดความตอ้ งการ
วัตถุเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถทางการผลติ โดยการศึกษา เรยี นรู้ แบ่งปันความรู้ เทคนิคและทรัพยากรด้วยกัน
เองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม มีความขยันหม่ันเพียร ดารงชีวิตอย่างมีอิสระและศักด์ิศรี มีความ
สมดลุ ท่วั ภายในครอบครัวและการรวมกลมุ่ เป็นเครือข่ายเก้ือกูลกัน

2) การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้ รู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ ศึกษา
หาความรู้ สาเหตอุ าการทางสขุ ภาพ

3) การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนนาไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เน้นการมีส่วนร่วม
ของประชาชนในหลากหลายกลุ่ม เปิดเวทสี ารวจปัญหาและทางเลอื กที่แก้ไขไดจ้ รงิ รว่ มกัน

4) การจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มโดยชุมชน ด้วยจติ สานกึ ความเปน็ เจ้าของ และ
มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาฟ้ืนฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยมีหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติ และ
ส่ิงแวดล้อมได้

24

5) การดารงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถ่ินเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวการอยู่ร่วมกัน
ในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความสาคัญกับความเป็นท้องถิ่นท่ีมีองค์ความรู้ในการดารงความ
เปน็ ชุมชนอยา่ งย่ังยืน

6) การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน เน้นกระบวนการผลิต การแปรรูป ลดการใช้สารเคมี
การนาเขา้ เครอื่ งจกั รกล พันธุพ์ ชื พนั ธ์ุสตั ว์ และสง่ เสรมิ เทคโนโลยพี ้นื บ้าน

(สัมพันธ์ เตชะอธิก, การวิจัยเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในเอกสารประกอบการ
เสวนา ทางวิชาการ เรื่อง “การวิจัยเศรษฐกิจชุมชนท้องถ่ิน : ภาคเหนือ” จัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัย
แห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และสานักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วนั พฤหัสบดีท่ี 4 กรกฎาคม 2545 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร: 4, อ้างถึงใน อัครเจตน์ ชัยภูมิ, “แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน: เหลียวหลัง แลหน้า นาพา
เศรษฐกิจชุมชนสู่ทางรอด The economic community concept: Look back, Go forward, Bring
Economic Community to survive,” http://202.28.109.66/journalfiles/mcu59_2_04.pdf html
(สืบคน้ เมื่อวันที่4 กมุ ภาพันธ์ 2565)

(3) รูปแบบการดาเนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของเศรษฐกจิ ชมุ ชน
ด้วยเศรษฐกิจชุมชนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและครอบคลุมการดา เนิน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งการผลิต การบริโภค การแปรรูป และการขาย ซึ่งกิจกรรมใน
กระบวนการน้อี าจจาแนกได้ดงั ตอ่ ไปนี้

1) การเกษตรต่อเนื่องการเกษตร และนอกการเกษตร ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์จากผ้า เช่น
การทาผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผ้าไหม มัดหม่ี เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่และหวาย เช่น ตะกร้า เข่ง
กระจาด เปน็ ต้น ผลติ ภัณฑอ์ าหารและการแปรรูป เช่น ไวน์จากผลไม้ตา่ ง ๆ เป็นตน้

2) กิจกรรมลานค้าชุมชน ได้แก่ การจัดหาพื้นท่ีท่ีชาวบ้านนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดซึ่งลานค้า
อาจตั้งในตลาดชนบท ตลาดเมือง โดยปลอดการเสยี คา่ ธรรมเนยี มต่าง ๆ

3) กิจกรรมร้านค้าชุมชน ได้แก่ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันตั้งร้านค้าเพื่อขายผลิตภัณฑ์
ของตน ซึ่งมักมีความเกี่ยวพันกับกิจกรรมการออมทรัพย์ การระดมหุ้น ระดมทุน การผลิต และการแปรรูป
ซ่ึงถือว่าเปน็ วงจรท่กี ลุ่มเกษตรกรผู้มีประสบการณ์จัดต้ังข้ึน

25

4) การท่องเที่ยว ประเทศไทยอุดมไปด้วยแหล่งโบราณสถาน น้าตก แมน่ ้า ลาคลอง และทิวทัศน์
ธรรมชาติ ซ่ึงการฟ้ืนฟูความสาคัญของส่ิงเหล่านี้ จะทาให้ผู้คนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเท่ียว
เป็นโอกาสให้คนในชมุ ชนสามารถเกบ็ เงนิ คา่ ขนส่งและการขายผลิตภณั ฑเ์ พื่อเป็นของฝากหรือของทรี่ ะลึกได้

5) ศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือเรียกว่า ศูนย์ One-Stop-Service เป็นการจัดต้ังเพื่อ
เจริญรอยตามพระราชดาริท่ีว่าควรมีสถานที่ท่ีเกษตรกรสามารถแสวงหาข้อมูล คาแนะนาในการปลูกพืช เลี้ยง
สัตว์บก สัตว์น้า การใช้น้า บารุงดิน การป้องกันและปราบศัตรูพืช การลงทุน การตลาด การแปรรูปผลผลิต
เป็นต้น ไดอ้ ย่างครบถ้วน

นอกจากนนั้ ยังมกี ารแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงการหนึ่งตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tampon One Product) ซ่ึงเป็นนโยบายของ
รัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถพ่ึงตนเองได้
ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการสร้างงาน สรา้ งรายได้ดว้ ยการนาทรัพยากร และภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินมาพฒั นาเป็น
สินค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นและมีมูลค่าเพิ่มเป็นท่ีต้องการของตลาด ซ่ึงสามารถแบ่งผลิตภัณฑ์ของโครงการนี้
ออกได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทอาหาร ประเภทเคร่ืองด่ืม ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ประเภทของใช้
ของตกแต่ง และของท่ีระลึก และประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร (ขวัญกมล ดอนขวา, รายงานการวิจัย เร่ือง
“การพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,”https://core.ac.uk/download/pdf/70938311.pdf (สืบค้นเมื่อวันท่ี
4กมุ ภาพนั ธ์ 2565).

สรุปได้ว่า แนวคิดเศรษฐกิจชุมชน หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของชุมชน
ซ่ึงประกอบด้วยกิจกรรมทางการผลิต การบริโภค การจาหน่ายจ่ายแจกท่ีคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมทา
ร่วมรับประโยชน์ และร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีฐานมาจากศักยภาพของ
ชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน หรือทุนในชุมชน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ของคนในชุมชน โดยการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน จะมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
เศรษฐกจิ ชุมชนเปน็ เร่ืองกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ต่าง ๆ ท้งั ในดา้ นการผลติ การบริโภค การใชส้ อยสง่ิ ต่าง ๆ และ
การจาหนา่ ยผลผลิตของชมุ ชน นาไปสู่การพฒั นาทย่ี ัง่ ยนื ของชุมชน

6. แนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกับ พฤติกรรมของผบู้ ริโภค
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค จะทาให้สามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดท่ีสร้างความพึงพอใจ

ให้แก่ผู้บริโภคและความสามารถในการค้นหาทางแก้ไข พฤติกรรมในการตัดสินใจซ้ือสินค้าของผู้บริโภคใน
สังคมได้ถูกต้องและสอดคล้องกันความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากย่ิงข้ึน ท่ีสาคัญจะช่วยในการ

26

พัฒนาตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ในตลาดปัจจุบันถือว่าผู้บริโภคเป็นใหญ่ และมีความสาคัญท่ีสุดของ
นักธุรกิจ จึงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีผู้บริหารการตลาด จะต้องศึกษากลุ่มผู้บริโภคให้ละเอียด ถึงสาเหตุของการซื้อ
การเปล่ียนแปลงการซ้ือ การตัดสินใจซื้อ ฯลฯ จะช่วยให้ผู้บริหารทายใจหรือเดาใจกลุ่มผู้บริโภคของกิจการได้
ถูกต้องว่ากลุ่มผู้บริโภคเหล่าน้ันต้องการอะไร มีพฤติกรรมการซ้ืออย่างไร แรงจูงใจในการซื้อเกิดจากอะไร
แหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคนามาตัดสินใจซ้ือคืออะไร รวมทั้งกระบวนการตัดสินใจซ้ือข้อมูลต่างๆ เหล่าน้ีเป็น
ประโยชนต์ อ่ การวางแผนทางการตลาด ซงึ่ จะขอกลา่ วเปน็ ตอน ๆ ดงั นี้

ความหมายของพฤติกรรมผู้บรโิ ภค
ฉัตยาพร เสมอใจ (2550 : 18) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง กระบวนการ หรือ พฤติกรรมการ
ตัดสินใจ การซื้อ การใช้ และการประเมินผลการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล ซ่ึงจะมีความสาคัญต่อการซ้ือ
สนิ คา้ และบรกิ ารท้ังในปัจจบุ ันและอนาคต
สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง การกระทาหรืออาการท่ี
แสดงออกทางกล้ามเนอื้ ความคดิ และความรู้สกึ เพอ่ื ตอบสนองสิ่งเร้า
สวุ ัฒน์ ศิรินิรนั ดร์ และภาวนา สวนพลู (2552 : 241) ได้กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง
ความต้องการ ความคิด การกระทา การประเมินผล การตัดสินใจซื้อ และการใช้สินค้าหรือบริการของบุคคล
เพือ่ ตอบสนองความพึงพอใจของบคุ คลนั้น ๆ
ธนกฤต วันต๊ะเมล์ (2554 : 90) พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกในการ
ค้นหา การซอื้ การใช้ การประเมนิ และการกาจดั ทง้ิ ซ่ึงสินคา้ บริการ และแนวคิดต่าง ๆ ของผู้บริโภค
ชูชัย สมทิ ธไิ กร (2554 : 6) พฤติกรรมผบู้ ริโภค หมายถึง การกระทาของบุคคลทเี่ กย่ี วข้องกับการ
ตัดสินใจเลือก (Select) การซ้ือ (Purchase) การใช้ (Use) และการกาจดั สว่ นท่ีเหลอื (Dispose) ของสนิ ค้าหรือ
บรกิ ารต่าง ๆ เพ่อื ตอบสนองความต้องการของตน
ปณิศา มีจินดา (2553:10) พฤติกรรมของผู้บริโภค หมายถึง เป็นกระบวนการท่ีเก่ียวข้อง กับ
บุคคลหรือกลุ่มในการจัดหา การเลือกสรร การซื้อ การใช้ และการจัดการภายหลังการบริโภคผลิตภัณฑ์/
บริการ เพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของผู้บริโภคในชว่ งเวลาหนง่ึ ๆ
พฤติกรรมผู้บริโภค คือ กระบวนการที่เก่ียวกับการค้นหาข้อมูล การซ้ือ การใช้การประเมินผล
ในสินค้าหรอื บริการ จากความหมายของพฤติกรรมผ้บู ริโภคนี้ สามารถแยก ไดด้ ังน้ี มกี ารแสดงกิรยิ าอาการของ
บุคคล ด้วยการเดินทางไปจับจ่ายหาซื้อและใช้สินค้าหรือบริการตามความต้องการของบุคคล พฤติกรรม
ผูบ้ ริโภคเปน็ กระบวนการทเี่ ก่ยี วกับการเปิดรบั สื่อ การพิสจู นค์ วามต้องการ การตรวจสอบ การแสวงหาข่าวสาร

27

การจับจ่าย และการพูดคุยเพ่ือค้นหาคายืนยัน บุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้บริโภคคนสุดท้ายที่เป็น
ครอบครวั แมบ่ ้าน หรอื ซื้อไปเปน็ ของขวัญให้บุคคลอื่น

กัลป์ยกร วรกุลลัฎฐานีย์ และพรทิพย์ สัมปัตตะวนิช (2553 : 90) ได้อธิบายถึง พฤติกรรม
ผู้บริโภคว่า หมายถึง กิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับความคิดและความรู้สึกท่ีผู้บริโภคมี 3 รูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภค
แปรเปล่ียนได้ (Dynamic) เน่ืองจากความเปล่ียนแปลง ของสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น การสื่อสาร
เทคโนโลยี สังคม ฯลฯ ทาให้มีผลกระทบต่อปัจจัยด้านความคิด ความรู้สึกของผู้บริโภคด้วย และพฤติกรรม
ผู้บริโภค ได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยภายใน และภายนอก จึงทาให้พฤติกรรมผู้บริโภคไม่หยุดนิ่งอยู่
เหมือนเดิม แต่อาจมีการเปล่ียนแปลงเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลาพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์
(Interaction) ระหว่างความคิดความรู้สึกและการกระทา กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ดังน้ัน ความเข้าใจ
พฤติกรรมผู้บริโภคจึงต้องศึกษาท้ังปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกว่า ผู้บริโภคตัดสินใจซ้ือสินค้า/บรกิ ารอะไร
อย่างไร และทาไม

พฤติกรรมบริโภคเกี่ยวข้องกบั การแลกเปลี่ยน (Exchanges) หมายความว่า ผู้บรโิ ภคมีพฤติกรรม
เพ่ือแลกเปลี่ยนคุณค่าบางอย่างกับบางคน ในกรณีน้ีคือการแลกเปล่ียนระหว่างผู้ซื้อ(ผู้บริโภค) กับผู้ขาย
(เจา้ ของสินค้า) เพื่อตอบสนองความตอ้ งการของตนเอง

สุปัญญา ไชยชาญ (2550 : 51-57) ให้กล่าวเก่ียวกับพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ว่า อาการท่ีแสดงออก
ในการซื้อของผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้พฤติกรรมการซ้ือแบบเป็นปกติกิจ หมายถึง
พฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนเมื่อผู้บริโภคทาการซ้ือผลิตภัณฑ์ที่จะต้องซ้ือถี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะท่ัวไป มีราคา
ต่อหน่วยต่า มีวางจาหน่ายท่ัวไป ผู้ซ้ือจะตัดสินใจซ้ือโดยไม่ยุ่งยากแต่อย่างใดพฤติกรรมการซื้อแล้วลดความ
กังวลใจ เป็นผลิตภัณฑ์ท่ี ผู้บริโภค รู้จักดี และรู้ว่ามีความแตกต่างระหว่างตราย่ีห้อ น้อยมาก แต่ผู้บริโภค
กย็ งั คงตัดสินใจไดย้ ากในการซ้ือ เพราะเป็นประเภทท่มี รี าคาและความเสยี่ งสงู มีการซือ้ เปน็ ครงั้ คราว

พฤติกรรมการซ้ือแบบซับซ้อน (complex buying behavior) เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีผู้บริโภค
มีความคุ้นเคย มีราคาสูง มีความเส่ียงสูง แต่มีความถ่ีในการซื้อต่ามาก บางครั้งมีการซ้ือเพียงครั้งเดียวตลอด
อายุของผู้บริโภค ก่อนการลงมือซ้ือ ผู้บริโภคต้องเสาะแสวงหาสารสนเทศ เพิ่มเติมอีกจานวนมากเกี่ยวกับ
ประเภทและตราผลิตภัณฑ์ เพ่ือให้ทราบถึงคุณลักษณะของ ผลิตภัณฑ์น้ัน ๆ เช่น บริโภคที่จะลงมือซื้อเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ เป็นต้น พฤติกรรมการซื้อแบบแสวงหาความหลากหลาย ผู้บริโภคบางกลุ่มเมื่อ
จะซื้อผลิตภัณฑ์ท่ีมีความยุ่งยากน้อย ก็ยังถือว่าตราผลิตภัณฑ์มีความสาคัญอยู่ ไม่อยากซ้ือตราเดิม พฤติกรรม
การซ้อื จึงมกี ารเปลย่ี นเป็นตราใหม่เสมอ ๆ เพราะอยากหลุดพ้นจากความจาเจ ซา้ ซากอยากลองของใหม่

28

สรุปได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค คือ “อาการแสดงออกเก่ียวกับพฤติกรรมการซื้อ การใช้ ของ
ผู้บริโภคโดยการประเมินผลสินค้าหรือบรกิ าร จากการได้มาตามความตอ้ งการและคาดหวงั ของผบู้ ริโภค”

7. แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับการมีสว่ นร่วม
1) ความหมายของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) ถือได้ว่าเป็น

ขั้นตอน และกระบวนการที่สาคัญที่มีพลังส่งผลให้การดาเนินโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐประสบ
ผลสาเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน รวมถึงประชาชนมีความสานึกร่วมในการเป็น
เจ้าของโครงการด้วย ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนท่ีเข้ามา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ แก้ไขปัญหา
รว่ มกันพฒั นานัน้ ได้มีนักวชิ าการ ไดใ้ ห้นิยามความหมายของการมีส่วนร่วมเปน็ จานวนมาก ดงั น้ี

ถวิลวดี บุรีกลุ ได้กล่าวว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ กระบวนการซ่ึงประชาชนผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียไดม้ ีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ท่ีมีผลต่อชวี ิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึง
การนาความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณากาหนดนโยบายและตัดสินใจของ ภาครัฐ การมีส่วนร่วมของ
ประชาชน เป็นการสื่อสารสองทาง คืออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย การแบ่งสรร
ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ท่ีมีส่วนได้ส่วนเสียและเป็นการเสริมสร้างความ สามัคคีในสังคม ท้ังนี้เพราะการมี
ส่วนร่วมของประชาชน

เป็นการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เป็นการสร้างฉันทา
มติและทาให้ง่ายต่อการนาไปปฏิบัติอีกท้ังหลีกเล่ียงการเผชิญหน้าใน กรณีที่ร้ายแรงท่ีสุด ช่วยให้เกิดความ
น่าเช่ือถือและความชอบธรรม และช่วยให้ทราบความห่วงกังวลของประชาชนและค่านิยมของสาธารณชน
รวมทงั้ เปน็ การพฒั นาความเช่ียวชาญและความคดิ สร้างสรรค์ของสาธารณชน

สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2 ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของ
ประชาชน ดงั นี้

1. กระบวนการซ่ึงประชาชน หรือผูท้ ี่มสี ว่ นได้เสียที่เกีย่ วขอ้ งมีโอกาสเข้ารว่ มในกระบวนการหรือ
ขั้นตอนต่างๆ ของการบริหาร ต้ังแต่การรับรู้ข้อมูลการปฏิบัติงาน การร่วมแสดง ทัศนะแสดงความคิดเห็น
การร่วมเสนอปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถ่ิน การร่วมคิด แนวทางแก้ไขปัญหา การร่วม
ในกระบวนการตัดสินใจ การร่วมในการดาเนินการ และการร่วมติดตาม ประเมินผล รวมทั้งการร่วมรับ
ผลประโยชน์จาการพัฒนา

2. กระบวนการสานสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อสร้างความความ เข้าใจร่วม
และเพ่ือให้การพัฒนานโยบายและบริการสาธารณะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และสนองความ

29

ต้องการของประชาชนมากข้ึนโดยเน้นท่ี กระบวนการท่ีเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้องในการ
ตัดสินใจของรฐั กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นวิธีการที่ ภาครฐั ภาค ประชาสงั คม และผทู้ ่ีเกย่ี วขอ้ ง
มโี อกาสเรียนรู้ทาความเข้าใจประเด็นนโยบายสาธารณะร่วมกัน ปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อแสวงหาทางเลือกที่ดี
ท่ีสุด ทกุ ฝ่ายยอมรับมากที่สุด และมีผลกระทบเชิงลบ น้อยที่สุด

3. กระบวนการท่ีประชาชนและผมู้ ีส่วนเกยี่ วข้องทุกภาคส่วนเข้ารว่ มในการหาวิธีแก้ไข ปัญหาที่
ยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกันหาทางออกสาหรับการแก้ปัญหาต่างๆ ในทางสันติเป็นที่ยอมรับหรือ เป็นฉันทามติของ
ประชาสังคม และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ โดยนาความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ที่
เก่ียวข้องทุกภาคส่วนมาเป็นองค์ประกอบสาคัญในการตัดสินใจ และกาหนดแนวทางหรือนโยบายสาธารณะท่ี
ภาครัฐจะดาเนนิ การ

อรทัย ก๊กผล กล่าวว่า ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนเปล่ียนแปลงไป ตามบริบท
ทางสังคมและการเมือง ในอดตี การมสี ่วนร่วมของประชาชนมักหมายถงึ การมสี ่วนร่วมทางการเมือง แต่ปัจจุบัน
สังคมให้ความสาคัญกับประชาธิปไตยทางตรง ส่งผลให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนมีขอบเขต
กว้างข้ึน การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เปิดให้ประชาชนเข้าไปร่วมในการกาหนดกฎเกณฑ์ นโยบาย กระบวนการบรหิ ารและตัดสินใจของท้องถ่ินเพ่ือ
ผลประโยชนข์ องประชาชนโดยสว่ นรวมอย่างแทจ้ ริง ท้ังนีต้ ้องอยู่บนพ้ืนฐานของการท่ีประชาชนจะต้องมีอิสระ
ทางความคิด โดยหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องมีลักษณะการเข้าร่วมอย่างครบวงจรตั้งแต่
ตน้ จนถึงสนิ้ สดุ ไม่ใชเ่ ป็นการจัดเวทีการมสี ่วนร่วมคร้ังเดยี ว ซึ่งมขี ้นั ตอน ดังตอ่ ไปนี้

(1) การเกิดจิตสานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าท่ีของตนในฐานะที่เป็นส่วน หน่ึงของสังคม
หรอื ชุมชนที่ตนอยู่

(2) ร่วมกันคิดเร่ืองสาเหตุปัญหาของชุมชน และลาดับความสาคัญของปัญหา กาหนดเป้าหมาย
และควรลาดับความสาคัญกับปญั หากอ่ นหลงั

(3) ร่วมมือวางแผนการดาเนินงานในการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ และแบ่ง งานกันทา
ในเรอ่ื งกาหนดงบประมาณ การจดั หางบประมาณ และมอบหมายใหม้ ีผดู้ ูแลรักษา

(4) ให้ประชาชนเขา้ รว่ มดาเนินกิจกรรมด้วยความเตม็ ใจ ด้วยความรู้ความสามารถ ของตนเอง
(5) ร่วมติดตามและประเมินผล ในการตรวจสอบปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาทางแก้ไข
ปัญหา ตลอดเวลาทท่ี างานร่วมกันกบั ประชาชน เพื่อให้งานหรือภารกิจสามารถสาเรจ็ ลลุ ่วงตามเป้าหมาย
(6) ร่วมรับผลประโยชนป์ ระชาชนท่เี ขา้ มามีส่วนรว่ มกิจกรรมของชุมชนแล้วยอ่ มที่จะไดร้ บั

30

(7) เร่ิมตั้งแต่การมีจิตสานึกในตนเองและถือเป็นภาระหน้าท่ีของตนในฐานะท่ีเป็นส่วนหนึ่งของ
สงั คมหรือชมุ ชนที่ตนอยู่

(8) ร่วมกันคิดถึงสาเหตุของปัญหาชุมชน ว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไร และลาดับ ความสาคัญของ
ปญั หา พรอ้ มกาหนดเป้าหมาย และดาเนินการแกไ้ ขกับปญั หากอ่ น-หลัง

(9) ร่วมวางแผนในการดาเนินกิจกรรม การแบ่งงานกันทา กาหนดงบประมาณ จะจัดหาแหล่ง
งบประมาณ และมอบหมายผู้ดูแลรกั ษา

(10) ประชาชนจะต้องเข้าร่วมดาเนินกิจกรรมด้วยความเต็มใจ ด้วยกาลังความรู้ ความสามารถ
ของประชาชนเอง

(11) ร่วมติดตามประเมินผล ในการตรวจสอบถึงปัญหาอุปสรรคและร่วมกันในการ หาแนวทาง
แกไ้ ขปัญหาตลอดเวลาท่ีทางานรว่ มกนั ประชาชน เพอื่ ให้งานหรือภารกิจสามารถสาเรจ็ ลุล่วงตามเป้าหมาย

(12) ประชาชนที่ เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมของชุมชนสมควรที่จะได้รับผลประโยชน์ ร่วมกัน
ซ่ึงอาจไม่จาเป็นจะต้องอยู่ในรูปของเงิน วัตถุส่ิงของ แต่อาจเป็นความสบายใจ ความพึงพอใจ ในสภาพของ
ความเป็นอยูท่ ด่ี ขี ้ึนกไ็ ด้

การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทางานนั้น จาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องคานึงถึง เงื่อนไขหรือ
หลักการสาคัญ 3 ประการ คือการมีส่วนร่วมต้องเกิดจากความเต็มใจและความต้ังใจท่ี จะเข้าร่วมเพราะจะทา
ให้เกิดความรู้สึกเปน็ ส่วนหน่ึงของชุมชนในการแกไ้ ขปัญหาตัดสินใจในเรอ่ื งนัน้ ๆ กระบวนการมีสว่ นร่วมนัน้ ต้อง
อยู่บนพ้ืนฐานของความเสมอภาค และขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วม
ตอ้ งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ อิสรภาพท่ีจะตัดสินใจว่าจะเลือกหรือจัดให้มีการมีส่วนร่วมหรือไม่ ข้อสาคัญคือ
การมีส่วนร่วมน้ันต้องไม่เกิดจากการบังคับ หรือขู่เข็ญจากผู้ที่เหนือกว่าเมื่อพิจารณาจากความหมายท่ีองค์การ
ระหวา่ งประเทศ บุคคลผู้มีบทบาททางดา้ นการพฒั นาสงั คมทั้งในและตา่ งประเทศ รวมท้ังนักวิชาการทง้ั ในและ
ตา่ งประเทศที่ได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมหรือได้ให้ความหมายหรือได้ให้นิยามคาว่าการมีส่วนร่วมไว้
หลากหลาย ข้างต้นแล้วเห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนน้ันข้ันแรกจะต้อง
เกิ ด ขึ้ น จ า ก จิ ต ส า นึ ก ข อ งป ร ะ ช า ช น ใน ชุ ม ช น ท่ี จ ะ ร่ ว ม มื อ ร่ ว ม ใจ กั น อ ย่ า งเต็ ม ใจ เต็ ม ก า ลั งต า ม ค ว า ม รู้
ความสามารถของตนเองในการเขา้ แก้ไขปญั หาทเี่ กิดข้นึ แก่ชุมชน โดยร่วมกนั วางแผน จัดรูปแบบ วางเป้าหมาย
รวมถึงการจัดหางบประมาณในการแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองตลอดจนร่วมรับ ผลประโยชน์ที่ได้เข้าไปมี
ส่วนรว่ มกจิ กรรมของชุมชน


Click to View FlipBook Version
Previous Book
LKPD PERBANDINGAN FASE A (WIDODO) FIX.
Next Book
KEJOHANAN BOLA SEPAK DAERAH MSSDHL 22