The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sitthikorn5773, 2022-12-12 00:15:47

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)

Keywords: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)

โครงการเสนอบัณทิตนิพนธ์

หวั ขอ้ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
(Role Playing)
The Development of Mathayomsuksa 2 Students’ Learning
Achievement in the History Course by Using a Role-Playing.

อาจารยน์ ิเทศ ผศ.ดร.เพยี รพิทย์ โรจนปณุ ยา
อาจารย์ท่ปี รึกษา รศ.ดร.วทิ ยา วิสูตรเรอื งเดช

เสนอโดย นายสิทธิกร บุญรอด
รหัสประจำตวั 6321126043
หลักสตู ร ครศุ าสตรบณั ทติ
สาขาวิชา สังคมศกึ ษา
ปกี ารศกึ ษา 2565

โครงการเสนอบัณทิตนิพนธ์

หวั ขอ้ เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
(Role Playing)
The Development of Mathayomsuksa 2 Students’ Learning
Achievement in the History Course by Using a Role-Playing.

อาจารยน์ ิเทศ ผศ.ดร.เพยี รพิทย์ โรจนปณุ ยา
อาจารย์ท่ปี รึกษา รศ.ดร.วทิ ยา วิสูตรเรอื งเดช

เสนอโดย นายสิทธิกร บุญรอด
รหัสประจำตวั 6321126043
หลักสตู ร ครศุ าสตรบณั ทติ
สาขาวิชา สังคมศกึ ษา
ปกี ารศกึ ษา 2565



สารบัญ

สารบัญ ……………………………………………………………………………………………………………………… หน้า
สารบัญภาพ ………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ตาราง …………………………………………………………………………………………………………….. ค
บทที่ ง

1 บทนำ ......................................................................................................................... 1
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ............................................................. 1
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั …………………………………………………………………………. 3
สมมติฐานของการวจิ ัย ........................................................................................ 3
ขอบเขตของการวจิ ยั ........................................................................................... 4
ประโยชนท์ ี่จะได้รบั จากการวจิ ยั ......................................................................... 5
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ................................................................................................ 6
กรอบแนวคิดในการวิจัย ...................................................................................... 6
8
2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................................. 9
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 …………………………. 9
วิสยั ทศั น์ ………………………………………………………………………………………….. 9
หลักการ …………………………………………………………………………………………... 10
จดุ หมาย ………………………………………………………………………………………….. 10
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน ………………………………………………………………… 11
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ …………………………………………………………………. 11
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ………………………………………………………………………….. 12
กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ……………………….. 15
การจัดการเรยี นรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ ……………………………………………… 15
ความหมายของการจดั การเรียนรรู้ ูปแบบแสดงบทบาทสมมติ …………………. 17
องคป์ ระกอบของการจัดการเรยี นรรู้ ูปแบบแสดงบทบาทสมมติ ................... 19
ประเภทของการจัดการเรียนรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ ………………………
ขั้นตอนและกระบวนการการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้การจดั การเรยี นรรู้ ปู แบบ 21
แสดงบทบาทสมมติ ......................................................................................



สารบัญ (ตอ่ )

บทที่ หน้า
2 (ตอ่ )
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ……………………………………………………………………........ 24
ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น …………………………………………….. 24
องคป์ ระกอบของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ………………………………………….. 26
การสร้างแบบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น …………………………………………... 27
ความหมายและทฤษฎีทเี่ กย่ี วกับความพึงพอใจ ....…………………………………….. 31
ความหมายความพงึ พอใจ ......................................................................... 31
ทฤษฎีทเ่ี กี่ยวกบั ความพึงพอใจ …………………………………………………………. 32
การวดั ความพึงพอใจ ................................................................................. 31
งานวิจยั ทเี่ กยี่ วข้อง ……………………………………………………………………………….. 40
งานวิจยั ในประเทศ …………………………………………………………………………. 40
งานวจิ ัยต่างประเทศ ……………………………………………………………………….. 41
3 วธิ ีการดำเนินการวจิ ัย .............................................................................................. 43
ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ....................................................................... 44
แบบแผนการวิจัย ...................................................................................... 44
เคร่อื งมือท่ีใช้ในการวจิ ยั ............................................................................ 45
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ............................................................................... 51
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู .................................................................................... 53
55
บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………………………



สารบัญภาพ

ภาพที่ กรอบแนวคิดในการวิจัย ............................................................................. หน้า
1.1 ข้ันตอนการดำเนินการวจิ ัย ......................................................................... 7

3.1 43



สารบัญตาราง

ตาราง หน้า
3.1 แบบแผนของการวิจยั แบบ One-Group Pretest - Posttest Design ....... 1

1

บทท่ี 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่
แกไ้ ขเพิม่ เตมิ (ฉบบั อพั เดท) พ.ศ.2565 ทไ่ี ดก้ ำหนดแนวทางการจัดการศึกษาไวใ้ นหมวด 4 มาตรา 22
ไวว้ ่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผูเ้ รยี นทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือ
ว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ
เต็มศักยภาพ ซึ่งความสำคัญที่คาดหวังของการจัดการศึกษาตามลักษณะดังกล่าว ในเรื่องการจัดการ
เรียนการสอนจึงเป็นบทบาทหน้าที่หลักของครู ที่มีความจำเป็นและสำคัญในการปรับเปลี่ยน
พฤตกิ รรม กระบวนการจดั กิจกรรมในการเรียนการสอน นอกจากนี้ เม่ือพจิ ารณาจากพระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2556 และกรอบมาตรฐานตามหลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานน้นั เม่ือพจิ ารณา
จากตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้แกนกลาง ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ พบว่า มีความ
เกยี่ วข้องโดยตรงกับประวัติศาสตร์ ทก่ี ำหนดให้เปน็ สาระท่ี 4 ประวัติศาสตร์ โดยสรุปมุ่งหวงั ให้ผู้เรียน
ศึกษาเนื้อหาสาระ จนเกิดความรู้ ความเข้าใจเหตุการณ์ เรื่องราวประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลา
โดยเฉพาะการนำวิธีการศึกษาที่เน้นการสืบค้น ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ในลักษณะต่าง ๆ มาวิเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมี
เหตุผลตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตลอดจน สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์ได้อย่างเป็น
ระบบ รายวิชาประวตั ิศาสตร์จึงเป็นการศึกษาเพ่ืออธิบายเหตุการณ์สำคัญของสงั คมมนุษยใ์ นอดีตตาม
มิติเวลาจากร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และวิธีการทางประวัติศาสตร์สืบค้นอย่างเป็นระบบ
โดยมีนัยการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ชาติต้องให้ความสำคัญกับการจัดการ
เรยี นรปู้ ระวตั ิศาสตรแ์ ละประเทศไทยน้ัน กใ็ ห้ความสำคญั เชน่ กัน

"ครปู ระวตั ศิ าสตร์" ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เทา่ น้ันทีจ่ ะสามารถฉาย
ภาพอดตี เหล่าน้ีใหเ้ ห็นได้อย่างชัดเจน แต่ปัจจบุ นั การจดั การเรียนรู้ในรายวชิ าประวัติศาสตร์ ในระดับ
โรงเรยี นประสบปัญหาหลายประการ ปัญหาสำคัญ ประการหนึ่ง คอื ปญั หาจากตวั ครผู ู้สอน ครผู สู้ อน
วิชาประวัติศาสตร์ จำนวนไม่น้อยขาดความเข้าใจในวิธีการทางประวัติศาสตร์และความลึกซึ้งใน
เนื้อหา ครูยังใช้วิธีการสอนด้วยการ "เล่าเรื่องอดีตเพื่อให้ท่องจำ" มากกว่า "เล่าเรื่องอดีต เพื่อตอบ
คำถามว่าเพราะเหตุใด หรือ ทำไมจึงเกิดขึ้น หรือ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และที่เป็น เป็นอย่างไร คนใน

2

สังคมแก้ไขอย่างไร กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องการถาม เพื่อค้นหาคำตอบจากหลักฐาน"
มิใช่การเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ การจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ จึงกลายเป็นการ
เรียนรู้แบบท่องจำขาดการคิดวิเคราะห์มากกว่าให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากการต้ัง
คำถามทางประวัติศาสตร์ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเกิดน่าเบื่อหน่าย สง่ ผลให้ผูเ้ รียนไม่เข้าใจและ
ไม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ในท่ีสุด สำหรับครูสังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 จะเป็นอีกแนวทาง
หนึ่งในการกระตุ้นผู้เรยี นให้สามารถอยรู่ ว่ มกันอย่างสนั ติสขุ มีความเข้าใจ ความรกั และความภูมิใจใน
ชาติของตน เข้าใจลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของสงั คมมนุษยท์ ี่อยู่ในพ้ืนทีต่ ่าง ๆ กัน และที่สำคัญ
ผู้เรียนประวัติศาสตร์จะได้รับการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ (เพชรรัตน์ คำสมจิตร, 2557) การ
แยกแยะข้อเท็จจริง จากข้อมูลหลักฐานให้รู้จักคิดเป็นไม่หลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยมิได้พิจารณา
ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ได้ฝึกฝนการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง และการนำเสนออย่างมีเหตุผล อันเป็น
กระบวนการสร้างภูมิปญั ญาอย่างแท้จริง

จากสภาพปัญหาการเรียนการสอนรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียน โรงเรยี นปัญญาวรคุณ
เท่าที่ผ่านมามีปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนของผู้เรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์
มาตรฐานที่กำหนดไว้จากผลสัมฤทธิ์การสอบปลายภาคของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม ครูผสู้ อนจงึ ควรหาวิธกี ารสอนทจี่ ะช่วยให้ผู้เรยี นมผี ลการเรยี นทีด่ ีขึน้ โดยศึกษาหาแนวทาง
จากงานวิจัยหรือการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
(Role Play) แม้ไม่ใช่รูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่เป็นของใหม่ในยุคนี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่
สำคัญล้าสมัยหรือไม่เป็นที่นิยมในการนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนแต่อย่างใด และยังเป็น
รูปแบบการสอนหนึ่งที่อาจจัดได้ว่าเป็นศาสตร์การสอนได้ศาสตร์หนึ่ง เนื่องจากมีวัตถุประสงค์
องค์ประกอบ และขั้นตอนของวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็นระบบชัดเจน จึงมุ่งเน้นให้
ตระหนักถงึ ความสำคัญของรปู แบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีอยูเ่ ดมิ อย่างท่ีไมค่ วรมองข้าม
โดยใช้รูปแบบกิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติเป็นกรณีตัวอย่าง ด้วยการสะท้อนผ่านการนำบทบาท
สมมติไปใช้ในการเรียนการสอน และเพื่อกระตุ้นให้ผู้สอนได้เกิดความกระตือรือร้นความมั่นใจในวิธี
สอนแบบนี้หรือแมแ้ ต่กับวิธีสอนแบบอืน่ ๆ ที่จะนำมาปรับใช้ เพื่อการบรรลจุ ดุ มุง่ หมายทางการเรยี น
การสอนต่อไป บทบาทสมมติจะให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล บุคคลสามารถ
เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองได้จากการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและความรู้สึกนึกคิดค่านิยมต่าง ๆ ของบุคคลก็
เป็นผลมาจากที่บุคคลมีการปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และได้สั่งสมไว้ภายในลึก ๆ โดยท่ี
บุคคลอาจไม่รู้ตัวเลย ช่วยให้ผู้เรียนไม่เพียงแต่เข้าใจในตนเอง และยังสามารถเข้าใจในความคิด
ค่านิยมและพฤติกรรมของผู้อื่นผ่านการสวมบทบาทของผู้อื่น เป็นกระบวนการที่ผู้สอนช่วยให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับ
ความเป็นจริง และแสดงออกมาตามความรู้สึกนึกคิดของตน และนำเอาการแสดงออกของผู้แสดงท้ัง

3

ด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกตพบนำมาเป็นข้อมูลในการอธิบาย เพื่อให้
ผ้เู รยี นเกิดการเรียนรู้ตามวัตถปุ ระสงค์ (ทศิ นา แขมมณี, 2557)

การเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์จะมีประสิทธภิ าพ หากมีการพัฒนาหรือการเพิ่มการจดั
กิจกรรมรูปแบบการสอนแบบใหม่ ๆ โดยเฉพาะการจดั การเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ เพื่อให้
ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการคิด การตั้งคำถาม การได้มาของเนื้อหาข้อมูลทาง
ประวัติศาสตร์ และมีกระบวนการสืบค้น เพื่อเสริมสร้างและอธิบายถึงกระบวนการทีม่ าของการสร้าง
เนื้อหาเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง และการที่ครูมีความรู้ในเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และ
นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติในการตั้งข้อสงสัยทางประวัติศาสตร์ แล้วยัง
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองตามศาสตร์ของสาขาวิชา และความคาดหวังในการจัด
การศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ผ้วู จิ ัยจึงสนใจนำวิธกี ารน้ีมาทดลองสอนนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนปัญญาวรคุณ เพื่อศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
ประวัติศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาท
สมมติ และเป็นแนวทางในการพัฒนาแผนการจดั การเรยี นรวู้ ิชาประวัตศิ าสตรใ์ หม้ ีประสิทธิภาพต่อไป

วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั

1. เพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรายวชิ าประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักร
อยุธยา ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2

2. เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง
พัฒนาการของอาณาจักรอยธุ ยา โดยใช้การจดั การเรยี นรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)
ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2

สมมติฐานของการวจิ ยั

1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการของ
อาณาจักรอยุธยา โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียน

2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง
พฒั นาการของอาณาจักรอยธุ ยา โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)
อย่ใู นระดับมาก

4

ขอบเขตของการวิจัย

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
โรงเรียนปัญญาวรคุณ จำนวน 9 ห้อง รวมทัง้ ส้ิน 270 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2566 โรงเรยี นปญั ญาวรคุณ หอ้ ง ม.2/1 จำนวน 35 คน โดยใชว้ ิธีการสมุ่ ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster
Sampling)
ตวั แปรที่ศกึ ษา
ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ การจดั การเรยี นรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
เนื้อหา
ณฐมน จนั ทรเ์ พ็งเพ็ญ (2560 หน้า 18) ได้ให้ความหมายของการสอนโดยใช้การจดั การเรียนรู้
รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) ไว้ว่า หมายถึง การสอนที่ผู้สอนสร้างสถานการณ์ และ
บทบาทสมมติขึ้นมาที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทสมมตินั้น ๆ ตาม
วัตถุประสงคท์ ่ผี ูส้ อนไดก้ ำหนดไว้
บัวลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 35-36) ได้กล่าวเกี่ยวกับขั้นตอนของการจัดกิจกรรม
บทบาทสมมติจะเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด
ความสนใจต่อกจิ กรรม การใหข้ ้อมูลเนื้อหาทางดา้ นภาษาที่จำเปน็ ได้แก่ คำศพั ท์ โครงสรา้ งไวยากรณ์
สำนวนภาษา การจัดกลุ่มผู้เรียน การฝึกซ้อม และการแสดงบทบาทสมมติของผู้เรียน และหลังจาก
เสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมการแสดง ผู้เรียนและครูผู้สอนต้องร่วมกันอภิปรายผลการแสดง และเขียน
รายงานสรุปผลของการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข เพื่อการพัฒนา
ของผู้เรียน
Richards (2008). กลา่ วถงึ ข้ันตอนของการสอนโดยใช้กจิ กรรมบทบาทสมมติไว้ ดังน้ี
1. ขั้นเตรียม เป็นขั้นทบทวนคำศัพท์ให้ผู้เรยี น เพื่อนำความรูไ้ ปเชื่อมโยงกับเนื้อหาความรูใ้ น
โลกแห่งความจริง และบริบทของบทบาทสมมติระบุ ตีความปัญหา หรือแนะนำปัญหาให้ชัดเจน เปิด
ประเด็น อธบิ ายบทบาท ผ้สู อนและผเู้ รยี นนำเสนอสถานการณ์บทบาทสมมติ
2. ขั้นคัดเลือกตัวแสดง ผู้สอนและผู้เรียนอธิบายลักษณะของตัวละครวิเคราะห์บทผู้เรียน
กำหนดฉาก เลือกผูแ้ สดงบทบาท แต่ยังไม่ต้องสรา้ งบทสนทนา
3. ขั้นสาธติ และดึงความรู้ เปน็ ขั้นแบบอยา่ งที่มีส่วนเก่ียวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
เป็นการแนะนำ และดึงความรู้แต่ละขั้นออกมา และเป็นการสอนหน้าที่ของภาษาที่จำเป็นสำหรับแต่
ละข้นั ตอน

5

4. ขั้นฝึกและทบทวน เป็นการช่วยเหลือและฝึกผู้เรียน โดยใช้บัตรสนทนาที่เตรียมไว้บอก
บทบาท หรอื จดั เตรียมภาษา เพ่ือการการฝึกรวมถึงการช่วยเหลอื อ่นื ๆ ตามความเหมะสม

5. ขั้นแสดง ผแู้ สดงแสดงตามบทบาทที่ไดร้ บั และสงั เกตพฤติกรรมทแ่ี สดงออก และ
6. ขั้นอภิปรายและประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ความรู้
ความคิด ความรู้สึก ตลอดถึงพฤติกรรมท่ีแสดงออกของผู้แสดงสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ อาจรวมถึง
ความถูกต้องในด้านการใช้ภาษาประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อความ
เข้าใจที่ชัดเจน ตลอดถึงปรับปรุงการแสดงคร้ังต่อไปของผ้เู รยี นในด้านภาษาอีกดว้ ย
เนื้อหาที่ใช้เป็นเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ จากหลักสูตรโรงเรียนปัญญาวรคุณ พ.ศ.
2562-2566 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พ.ศ. 2551 โดยมหี ัวขอ้ ย่อย ดงั น้ี
เรือ่ งที่ 1 พฒั นาการของไทยสมัยอยุธยา
เรอ่ื งที่ 2 พฒั นาการทางดา้ นเศรษฐกิจของอาณาจักรอยธุ ยา
เรื่องท่ี 3 การสรา้ งสรรคภ์ ูมปิ ัญญาและวฒั นธรรมไทยสมยั อยุธยา
เรอ่ื งที่ 4 วีรชนและบคุ คลสำคญั สมยั อยุธยา
เร่อื งที่ 5 การสถาปนาอาณาจกั รอยุธยา
เรอ่ื งที่ 6 การเส่อื มอำนาจของอาณาจักรอยธุ ยา
ระยะเวลาในการวจิ ัย
ระยะเวลาในการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ถึง
วันที่ 30 กนั ยายน 2566 ใช้เวลาในการวิจัยจำนวน 12 คาบ คาบละ 50 นาที

ประโยชน์ท่ไี ดร้ ับจากการวจิ ยั

1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา
ประวัติศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาประวตั ศิ าสตร์สูงขึน้

2. ครูผู้สอนรายวิชาประวัติศาสตร์ สามารถนำผลการวจิ ัยครั้งน้ี ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
สามารถทำให้ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรียนสูงข้ึนได้

3. ผู้บริหารสถานศึกษา สามารถนำแนวทางในการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ ที่ได้จากงานวจิ ัยนี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี น ในรายวิชาต่าง ๆ ภายในสถานศกึ ษาได้

6

นิยามศัพท์เฉพาะ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดง
บทบาทสมมติ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียน โดยวัดตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะ/กระบวนการ
(P) และดา้ นคณุ ลักษณะ (A) ดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นทผี่ ู้วิจัยสร้างข้นึ

วิธีการสอนแบบแสดงบทบาทสมมุติ หมายถึง กิจกรรม การพูดที่ครูเป็นผู้กำหนดให้
นักเรียนแสดงตามสถานการณ์ และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริง โดยนักเรียนแสดงบทบาท
ความรู้สึก เจตคติที่มีตอ่ บทบาทนั้น เป็นการนำประสบการณก์ ารเรียนรู้มา ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้อง
ใชก้ ระบวนการคดิ การปฏบิ ัตกิ ารเผชญิ สถานการณ์ซง่ึ เป็นการประยุกตค์ วามรขู้ องนักเรยี น

การประเมินสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ทผ่ี ูว้ ิจยั สร้างขนึ้

นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังศกึ ษาอยูใ่ นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนปญั ญาวร
คณุ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2566

ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ กึ ชอบหรอื ความรูส้ ึกในทางบวกท่ีมีผลต่อการจดั การเรียนรู้
รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
มี 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านกระบวนการจัดการเรยี นรู้ ด้านบรรยายกาศการเรียนการสอน ด้านการ
ใชส้ ่ือการเรียนการสอน ด้านการวัดผลประเมินผล

กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของรายวชิ าประวัติศาสตร์ เรือ่ ง พฒั นาการของอาณาจักร
อยุธยา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มเป้าหมายที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังนี้มีนักเรียน จำนวน 35 คน โดยใช้การจัดการเรยี นรู้รปู แบบแสดง
บทบาทสมมติ โดยใช้ทฤษฎีของ (Bonwell & Eison, 1991, p.47). แบบฝึกการแสดงบทบาทสมมติ
เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสวมบทบาทเป็นบุคคล หรือได้แสดงสถานการณ์ตามที่กำหนด
บทบาทเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งที่เป็นผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นรายบุคคล เป็นคู่ หรือเป็นกลุ่ม
ซึ่งสามารถเจาะจงแสดงสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น การแสดงบทบาทสมมติสามารถดึงดูดผู้เข้ารบั
การฝึกอบรมในสถานการณ์ กำหนดในชีวิตจริง หรือสถานการณ์ที่อาจ “เครียด ไม่คุ้นเคย ซับซ้อน
หรอื ขัดแยง้ ” ซ่งึ ต้องการให้พวกเขาตรวจสอบความรู้สึกสว่ นตัวต่อผู้อ่นื และสถานการณ์เฉพาะตัวของ
พวกเขาวดั ผลได้จากผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน นงลักษณ์ เขียวมณี (2562, หน้า 96) กล่าวว่าผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน คือ ความสำเร็จ ความสามารถของบุคคลในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ ทักษะ
กระบวนการ ตลอดจนค่านิยม ความเห็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจาก ผ่านกระบวนการเรียนการสอน

7

การฝึกฝนอบรมมาแล้วและระดับความพึงพอใจของนักเรียน ผู้วิจัยจึงได้นำมากำหนดเป็นกรอบ
แนวคดิ ในการวิจยั ได้ ดงั แผนภาพ 1.1 (บทท่ี 1 ภาพท่ี 1)

ตัวแปรอิสระ ตวั แปรตาม

การจดั การเรยี นรู้แบบแสดงบทบาท ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
สมมติ (Role Playing : Bonwell & พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา
ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2
Eison (1991)) ประกอบด้วย 3 ดา้ น

ขนั้ ตอนสำคัญของการสอน 1) ดา้ นความรู้ (K)
1. ผู้สอน / ผู้เรียน นำเสนอ 2) ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
3) ดา้ นคุณลักษณะ (A)
สถานการณส์ มมติและบทบาทสมมติ
2. ผู้สอน / ผู้เรียนเลือกผู้

แสดงบทบาท
3. ผสู้ อนเตรยี มผู้สังเกตการณ์
4. ผู้เรียนแสดงบทบาท และ

สังเกตพฤติกรรมทีแ่ สดงออก
5. ผู้สอนและผู้เรยี น อภปิ ราย

เกี่ยวกับความรู้ ความคิด ความรู้สึก
และพฤตกิ รรมท่ีแสดงออกของผแู้ สดง

6. ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการ
เรยี นรู้ทไี่ ด้รบั

7. ผู้สอนประเมินผลการ
เรยี นรูข้ องผู้เรยี น

ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย

8

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing : Bonwell & Eison,1991)
ผู้วจิ ัยไดศ้ กึ ษาเอกสารและวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง และได้นำเสนอตามหวั ขอ้ ดังต่อไปน้ี

1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
1.1 วสิ ัยทัศน์
1.2 หลกั การ
1.3 จดุ หมาย
1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1.5 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1.6 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
1.7 กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม

2. การจัดการเรียนร้รู ูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
2.2 องคป์ ระกอบของการจดั การเรียนร้รู ูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
2.3 ประเภทของการจัดการเรียนร้รู ูปแบบแสดงบทบาทสมมติ
2.4 ขั้นตอนและกระบวนการการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้การจัดการเรยี นร้รู ูปแบบแสดง

บทบาทสมมติ
3. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
3.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
3.2 องคป์ ระกอบของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
3.3 การสรา้ งแบบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
4. ความหมายและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับความพงึ พอใจ
4.1 ความหมายความพึงพอใจ
4.2 ทฤษฎีทีเ่ กยี่ วข้องกับความพงึ พอใจ
4.3 การวัดความพึงพอใจ

9

5. งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
5.1 งานวิจยั ในประเทศ
5.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551

การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ทุก
ฝา่ ยท่เี กีย่ วขอ้ งทง้ั ระดับชาติ ชมุ ชน ครอบครวั และบคุ คลตอ้ งร่วมรับผิดชอบ โดยรว่ มกนั ทำงานอย่าง
เป็นระบบ และต่อเนื่องในการวางแผนดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุง
แกไ้ ข เพื่อพัฒนาเยาวชนของชาติไปสู่คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูท้ ี่กำหนดไว้

วิสยั ทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น
มนุษยท์ ม่ี ีความสมดลุ ทงั้ ด้านรา่ งกาย ความรู้ คณุ ธรรม มจี ติ สำนกึ ในความเป็นพลเมืองไทย และเป็น
พลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี
ความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษา
ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนา
ตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
หลักการ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน มหี ลักการสำคัญ ดังน้ี
1. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษา เพือ่ ความเป็นเอกภาพของชาตมิ ีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเป็นไทยควบคกู่ บั ความเป็นสากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษา เพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ
ภาค และมคี ณุ ภาพ
3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ให้สอดคล้องกบั สภาพ และความต้องการของท้องถ่ิน
4. เปน็ หลักสูตรการศึกษาที่มโี ครงสรา้ งยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ
เรียน
5. เปน็ หลักสูตรการศึกษาทเี่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญ
6. เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุม
ทุกกลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์

10

จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี
ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ดงั น้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทีต่ นนับถือ ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแก้ปญั หา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ
ชีวติ
3. มสี ขุ ภาพและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนสิ ยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเปน็ พลเมอื งไทย และพลโลก ยึดมั่นในวิถชี ีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
5. มีจติ สำนึกในการอนรุ กั ษว์ ัฒนธรรม และภูมปิ ญั ญาไทย การอนรุ ักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม
มีจติ สาธารณะทีม่ ุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งท่ดี งี ามในสังคม และอย่รู วมกันในสังคมอย่างมคี วามสขุ
สมรรถะสำคัญของผูเ้ รียนและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ดังนี้
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน มงุ่ ให้ผเู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้ง การเจรจา
ต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับ หรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก
เหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบ
ท่ีมีต่อตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศ เพือ่ การตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั ตนเอง และสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พนั ธ์ และการเปลีย่ นแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ใช้

11

ในการป้องกัน และแก้ปัญหา และมีการตัดสนิ ใจทีม่ ีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่เกดิ ข้ึนตอ่
ตนเอง สังคม และส่ิงแวดล้อม

4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความ
ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม
และการรจู้ ักหลกี เลย่ี งพฤตกิ รรมไมพ่ ึงประสงค์ที่สง่ ผลกระทบตอ่ ตนเอง และผ้อู นื่

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเอง และสังคมในด้านการเรียนรู้ การ
สือ่ สาร การทำงานการแกป้ ญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม

คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก
ดังน้ี
1) รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2) ซอ่ื สัตย์สุจริต
3) มีวนิ ัย
4) ใฝเ่ รียนรู้
5) อยูอ่ ยา่ งพอเพียง
6) มุ่งม่นั ในการทำงาน
7) รักความเปน็ ไทย
8) มจี ิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บริบท และจุดเนน้ ของตนเอง
มาตรฐานการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานจึงกำหนดใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดงั นี้
1) ภาษาไทย
2) คณิตศาสตร์
3) วทิ ยาศาสตร์
4) สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

12

5) สขุ ศึกษาและพลศึกษา
6) ศลิ ปะ
7) การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8) ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
คา่ นยิ มทพ่ี ึงประสงค์ เม่อื จบการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน นอกจากนน้ั มาตรฐานการเรียนรู้ยงั เป็นกลไกสำคญั
สาระการเรยี นรกู้ ล่มุ สาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี
ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระตา่ ง ๆ ไว้ ดงั นี้
1. ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบตั ิในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมทง้ั บำเพญ็ ประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
2. หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชวี ิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครองใน
สังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะ และ
ความสำคัญ การเปน็ พลเมอื งดี ความแตกตา่ ง และความหลากหลายทางวฒั นธรรม คา่ นิยม ความเชื่อ
ปลูกฝังคำนิยมค้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการ
ดำเนนิ ชีวิตอยา่ งสันติสขุ ในสังคมไทย และสังคมโลก
3. เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสนิ ค้าและบริการ การบรหิ ารจดั การ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก
เศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
4. ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบท่ี
เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความ
เปน็ มาของชาตไิ ทย วฒั นธรรม และภูมปิ ัญญาไทย แหล่งอารยธรรมท่ีสำคัญของโลก
5. ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง

13

ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อการ
พฒั นาทย่ี ัง่ ยืน

สาระ และมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม

มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม
หลกั ธรรม เพื่ออย่รู ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ุข

มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนับถอื

สาระท่ี 2 หนา้ ที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจ และปฏบิ ัตติ นตามหนา้ ท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มีคา่ นยิ มท่ีดี

งาม และธำรงรกั ษาประเพณี และวฒั นธรรมไทยดำรงชวี ิตอยู่ร่วมกนั ในสังคมไทย และสงั คมโลกอย่าง
สนั ติสขุ

มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา
และธำรงรักษาไว้ซงึ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจ และสามารถบริหาร จัดการทรัพยากรในการผลิต และการ

บริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง เพื่อการดำรงชวี ิตอย่างมดี ลุ ยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ และความจำเป็นของการรว่ มมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก

สาระที่ 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทาง

ประวตั ศิ าสตร์ สามารถใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตรม์ าวิเคราะห์เหตุการณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจบถึงปัจจุบัน ในด้าน

ความสัมพนั ธ์ และการเปลยี่ นแปลงของเหตุการณ์อยา่ งต่อเน่ือง ตระหนกั ถึงความสำคญั และสามารถ
วิเคราะห์ผลกระทบท่เี กิดขึน้

มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
รัก ความภมู ิใจ และธำรงความเปน็ ไทย

14

สาระที่ 5 ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสมั พันธข์ องสรรพส่ิง
ซึ่งมีผลต่อกัน และกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนท่ี และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหา
วเิ คราะห์ สรุป และใชข้ ้อมูลภูมสิ ารสนเทศอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่
ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากร และ
สิ่งแวดล้อม เพอ่ื การพัฒนาทยี่ ่งั ยืน
สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ เรือ่ ง พฒั นาการของอาณาจักรอยธุ ยา
สาระการเรยี นรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 4 ประวัติศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเปน็ มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
รกั ความภูมใิ จ และธำรงความเป็นไทย
ตวั ช้ีวดั

ม.2/1 วิเคราะห์พฒั นาการของอาณาจักรอยุธยาและธนบรุ ใี นด้านต่าง ๆ
ม.2/2 วิเคราะห์ปจั จยั ทีส่ ่งผลตอ่ ความม่ันคงและความเจริญรุง่ เรอื งของ
อาณาจักรอยธุ ยา
ม.2/3 ระบภุ มู ปิ ญั ญาและวัฒนธรรมไทยสมัยอยธุ ยาและธนบรุ ี และอิทธิพล
ของภูมปิ ญั ญาดงั กล่าวต่อการพัฒนาชาตไิ ทยในยคุ ต่อมา
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
1) การสถาปนาอาณาจักรอยธุ ยา
2) ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความเจรญิ ร่งุ เรอื งของอาณาจกั รอยุธยา
3) พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยาในด้านการเมืองการปกครอง สังคม
เศรษฐกิจและความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ
4) การเสยี กรงุ ศรอี ยุธยาคร้ังท่ี 1 และการกเู้ อกราช
5) ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยา เช่น การควบคุมกำลังคน และ
ศิลปวัฒนธรรม
6) การเสียกรงุ ศรีอยุธยาครง้ั ท่ี 2 การกูเ้ อกราช

15

การจัดการเรียนรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ

ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติของ (Bonwell & Eison, 1991, p.47).
แบบฝึกการแสดงบทบาทสมมติเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสวมบทบาทเป็นบุคคล หรือได้
แสดงสถานการณ์ตามที่กำหนด บทบาทเหล่านี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งที่เป็นผู้เข้ารับการฝกึ อบรมเปน็
รายบุคคล เป็นคู่ หรือเป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถเจาะจงแสดงสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น การแสดง
บทบาทสมมติสามารถดึงดูดผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมในสถานการณ์กำหนด ในชวี ติ จริงหรอื สถานการณ์ท่ี
อาจ “เครียด ไม่คุ้นเคย ซับซ้อน หรือขัดแย้ง” ซึ่งต้องการให้พวกเขาตรวจสอบความรู้สึกส่วนตัวต่อ
ผู้อื่น และสถานการณ์เฉพาะตัวของพวกเขา

ความหมายของการจัดการเรยี นรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ
การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) คือ การสอนโดยใช้บทบาทที่
สมมติขึ้น จากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้
ผู้เรียนใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารตามบทบาทที่ตนได้รับ ซึ่งการให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมติน้ันผูเ้ รยี น
อาจได้รบั บท สนทนาและบทบาทของแตล่ ะคนที่กำหนดให้ โดยกำหนดว่าผเู้ รียนจะแสดงเป็นใครและ
จะพูดอย่างไรบ้าง พูดเกี่ยวกับอะไรแต่ส่ิงทีจ่ ะพูดผู้เรียนเปน็ ผู้คิดเองหรอื ผู้สอนเปน็ ผู้คิดให้ ขึ้นอยู่กับ
การปรับใช้ให้ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของบทบาทสมมติ
ไว้ ดงั น้ี
บัวลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 30) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติไว้ว่า เป็นกิจกรรม
การเรียนการสอนวิธีหนึ่งที่มุ่งเม้นให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็น
จริง เป็นกิจกรรมการสอนที่ครูผู้สอนเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกภาษาและ
ท่าทางตามลักษณะนิสัยของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์สมมติน้ัน นอกจากกิจกรรมบทบาทสมมติจะเอ้อื
ประโยชนใ์ หผ้ เู้ รียนมีพัฒนาการด้านความสามารถในการพูดแลว้ ยังเป็นเทคนิคการสอนวิธีหนึ่งที่ช่วย
ให้ผู้เรียนมีความสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศการเรียนเป็นไปด้วยดี ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการ
เรยี นอกี ดว้ ย
ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 18) ได้ให้ความหมายของการสอนโดยใช้วิธีการแสดง
บทบาทสมมติ (Role Play) ไวว้ ่า หมายถึง การสอนท่ีผสู้ อนสรา้ งสถานการณแ์ ละบทบาทสมมติขึ้นมา
ทใ่ี กล้เคียงกับความเป็นจรงิ โดยให้ผู้เรยี นเป็นผแู้ สดงบทบาทสมมตินัน้ ๆ ตามวตั ถปุ ระสงค์ที่ผู้สอนได้
กำหนดไว้
มสั ทนา ตุม่ ออ่ น (2557) กล่าวว่า วธิ ีสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ หมายถงึ การสอนท่ี
ผสู้ อนสรา้ งสถานการณ์ และบทบาทสมมตขิ ้ึนมาทใี่ กล้เคียงกับความเปน็ จรงิ โดยให้ผู้เรียนเปน็ ผู้แสดง
บทบาทสมมตินั้น ๆ ตามวัตถุประสงค์ท่ีผู้สอนไดก้ ำหนดไว้ เพื่อให้ผู้เรยี นได้แสดงออกทางคา้ นความรู้
ความคดิ ที่คิดว่าตนควรจะแสดงออก ซง่ึ การสอนโดยใชก้ ารแสคงบทบาทสมมติ มจี ุดมุ่งหมายที่สำคัญ

16

คือ มุ่งฝึกการทำงานร่วมกัน กล้าคิด กล้าแสดงออกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ทำให้ผู้เรียนเกิด
ความเข้าใจในเนื้อมากย่งิ ขึ้น ลดความตงึ เครียด เพราะเปน็ การสอนท่ีใกล้เคยี งกับสภาพความเป็นจริง
มากทสี่ ุด

สุภาพรรณ ศรีสุข (2561) กล่าวว่า การเล่นบทบาทสมมติของลูกจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงวัย
เตาะแตะ (ตั้งแต่ 15-16 เดือน) และจะเริ่มซับซ้อนขึ้นตามพัฒนาการการเรียนรูแ้ ละช่วงวัย เช่น เร่ิม
นำตุ๊กตามาเล่นเป็นน้อง หรือเล่นเลียนแบบการทำกับข้าวของคุณแม่ ซึ่งการเล่นบทบาทสมมติใน
ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยบ่งชี้ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้ด้วยว่า ถูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ หรือ
ปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวเป็นปกติหรือไม่ และประโยชน์ของการเล่นบทบาทสมมติยัง
สามารถช่วยส่งเสริมพฒั นาการทัง้ 4 ดา้ นของลกู ได้ ดังตอ่ ไปน้ี

1. พฒั นาการดา้ นรา่ งกาย
2. พฒั นาการดา้ นอารมณ์
3. พฒั นาการด้านสังคม
4. พัฒนาการด้านสตปิ ญั ญา
Tayler และ Welford (1996 หน้า 19) ได้ให้ความหมายของบทบาทสมมติไว้ว่า เป็นการ
แสดงที่เปิดโอกาสให้ผู้แสดงได้สวมบทบาทในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อฝึกและตัดสินใจว่าตนควรมี
พฤตกิ รรมแบบใดจึงจะแก้ปญั หาได้ดีท่ีสดุ ผแู้ สดงต้องตระหนักในบทบาทของตนเองเพื่อให้เขา้ ใจและมี
อารมณ์ในการแสดง
Ladousse (1988) ให้เหตุผลในการนำกิจกรรมบทบาทสมมติมาใช้ในการจัดการเรียนการ
สอนว่า ผู้เรียนจะได้รับกิจกรรมที่หลากหลายจากกิจกรรมการเรียน เช่น ได้เรียนรู้หน้าที่และ
โครงสร้างทางภาษา ผู้เรียนมีโอกาสฝึกพูด ฝึกการใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้
การทำงานกลมุ่ ช่วยให้ผูเ้ รียนได้ฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์ทป่ี ลอดภยั และเรยี นรกู้ ารมีปฏิสัมพันธ์กับ
ผู้คนในสถานการณ์ต่าง ๆ และยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียนได้กล้าพูด กล้าแสดงออกซ่ึง
กอ่ ให้เกิดความสนกุ สนานในการเรียนอีกด้วย กิจกรรมบทบาทสมมติ เปน็ เทคนิคการสอ่ื สารท่สี ามารถ
พัฒนาความคล่องแคล่วในการใชภ้ าษาเพื่อการสื่อสารของผู้เรียน และยังเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการ
เรียน ครูผู้สอนและผู้เรียนต่างมีส่วนร่วมในกระบวนการ ในการนำกิจกรรมบทบาทสมมติมาใช้
ครูผู้สอนสามารถยืดหยุ่นสถานการณ์ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรมการสอนที่มี
ประสทิ ธภิ าพ
Nunan (2003) กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนแสดงบทบาทตามบริบททางสังคมท่ี
หลากหลายที่ผู้เรียนพบเจอในชีวิตประจำวัน โดยที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลในการแสดงแก่ผู้เรียนตาม
บทบาททไี่ ดร้ บั

17

Harmer J. (1984) กล่าวว่า เป็นการแสดงออกของแต่ละบุคคลที่มีต่อผู้อื่นที่เป็นไปอย่าง
ธรรมชาติในสถานการณ์ที่สมมติขึ้น เป็นกิจกรรมที่ผู้แสดงหรือผู้มีส่วนร่วมรู้เนื้อหาหรือหัวข้อที่จะ
แสดงว่าเกี่ยวข้องกับอะไร เพื่อแสดงออกมาในรูปแบบของการฝึกที่เน้นไปในการใช้ภาษาในการ
สือ่ สาร

Revell (1979) กล่าวถึงบทบาทสมมติว่า ผู้เรียนถูกกำหนดบทบาทให้แสดงเป็นบคุ คลอื่นใน
สถานการณ์ที่ต่างกันเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการพูดโดยผู้เรียนได้เรียนรู้การแสดงออกทาง
ความคดิ หรอื ความรูส้ กึ อนื่ ๆ โดยการใชเ้ สียงพดู เพ่ือส่อื ความหมาย

จากความหมายของบทบาทสมมติที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกิจกรรม
การพูดที่ครูเปน็ ผู้กำหนดให้นักเรียนแสดงตามสถานการณ์ และบทบาทซึ่งใกล้เคียงกับความจริง โดย
นักเรียนแสดงบทบาท ความรู้สึก เจตคติที่มีต่อบทบาทนั้น เป็นการนำประสบการณ์การเรียนรู้มา ใช้
ในการฝกึ ทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏบิ ัติการเผชญิ สถานการณซ์ ่ึงเปน็ การประยุกต์ความรู้
ของนกั เรยี น

องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ
องค์ประกอบที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ มีนักวิชาการหลาย
ท่านไดก้ ล่าวไว้ ดังนี้
บัวลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 31) กล่าวถึง องค์ประกอบของกิจกรรมบทบาทสมมติน้ัน
เริ่มต้นจากการสร้างสถานการณ์ การเลือกตัวละครที่เหมาะสม การเตรียมชุดภาษาหรือสำนวนภาษา
ทีจ่ ะนำมาใหผ้ ู้เรยี นได้ฝกึ พดู ซึ่งต้องเหมาะสมกับตัวผู้เรียน ตลอดจนความร้พู นื้ ฐานท่ผี ู้เรียนควรจะรับรู้
เกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆ เพื่อให้ชัดเจนเพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำกิจกรรม และประการสำคัญคือ
ในการทำกิจกรรมครูผู้สอนควรให้ความช่วยเหลือผู้เรียนทุกเมื่อ เมื่อผู้เรียนรู้สึกคับข้องใจ หรือ
ตอ้ งการความช่วยเหลือ
ณัฐสุดา สุภารัตน์ (2562 หน้า 39) กล่าวถึง องค์ประกอบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
การแสดงบทบาทสมมติประกอบด้วย สถานการณ์ บทบาท สำนวนประโยคหรือบทสนทนา ความรู้
พื้นฐานในเน้ือหาของสถานการณ์ และการเตรียมการที่ดีไม่ว่าจะเป็นการจัดกลุ่มผู้เรียน การให้สิทธ์ิ
ผู้เรียนไดเ้ ลือกบทบาทและทีมด้วยตวั เอง รวมไปถึงการสรา้ งบรรยากาศตาม สถานการณ์นั้น ๆ
ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 19) กล่าวถึง องค์ประกอบของกิจกรรมบทบาทสมมติท่ี
สำคัญ ไว้ว่า จะต้องมีสถานการณ์สมมติตัวละคร และบทสนทนา จึงจะทำให้การแสดงบทบาทสมมติ
นัน้ สมบรู ณ์
Littlewood (1981) ; Ments (1989) กล่าวถึง ลักษณะสำคัญของบทบาทสมมติไว้ว่า
บทบาทสมมติเป็นกจิ กรรมที่มลี กั ษณะสง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความคิดเชิงบวก และรูส้ กึ ปลอดภัยในการ
แสดงทศั นคติ และความรูส้ ึก เหตกุ ารณ์ เช่อื มโยงใกล้เคียงกับโลกภายนอกห้องเรียนของผเู้ รยี น ส่งผล

18

ให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในระดับสูงต่อการทำกิจกรรม โดยผู้เรียนสมมติตัวเองในสถานการณ์ใกล้เคียง
ความจรงิ ท่ีอาจจะเกิดขึ้นนอกห้องเรยี นหรอื อาจจะเปน็ สถานการณท์ ่ัว ๆ ไปทพี่ บเจอในชวี ิตประจำวัน
ซึ่งผู้เรียนปรบั ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์น้ัน ๆ บางทีอาจจะต้องสมมติตนเองเป็นผู้อ่ืน ผู้เรียนแสดง
บทบาทเสมือนสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง โดยจะเน้นการสื่อความหมายทางภาษามากกว่าการฝึก
รปู แบบของภาษา

Paulston and Bruder (1975) กลา่ วถึง องค์ประกอบของบทบาทสมมติไว้ 4 ประการ ดังน้ี
1. สถานการณ์ (Situation) เป็นการกำหนดสถานที่ ฉาก หรือ เค้า 40 โครงเรื่องรวมถึง
สถานการณ์อื่นที่ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนแสดงหรือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จซึ่งภาระงาน หรืองาน
จะมีความยากง่ายตามระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติรับโทรศัพท์ หรือการเจรจาที่
ซับซ้อนทางธุรกจิ ครผู สู้ อนควรจะมีการสอนสอดแทรกข้อมลู เก่ยี วกับวัฒนธรรมหรือธรรมเนยี มปฏิบัติ
เพิม่ เติมในส่วนนไี้ ด้
2. บทบาท (Role) เป็นสว่ นหน่งึ ท่ีกำหนดผ้แู สดง ลักษณะของตวั ละคร บทบาททีก่ ำหนดควร
แต่งชื่อขึ้นมา รวมถึงข้อมูลส่วนตัว ประสบการณ์ สถานภาพ และปัญหาส่วนตัว ความชอบ อาจจะ
เปน็ บทบาทง่าย ๆ ที่พบเจอในชวี ติ ประจำวนั โดยผู้เรียนจะตอ้ งมีความเขา้ ใจในบทบาทน้ัน
3. สำนวนที่ใช้ในการแสดงบทบาทสมมติ (Useful expressions) ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูล
ทางวัจนภาษา และอวัจนภาษา อาทิ เช่น วลีและศัพท์เฉพาะรวมถึงหลักโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่
ตอ้ งนำมาใชแ้ สดงบทบาทสมมติ
4. พื้นฐานความรู้เดิม (Background knowledge) ในบางกรณีที่ผู้เรียนต้องแสดงบทบาท
สมมติในสิ่งที่ผู้เรียนยังมีความรู้ไม่เพียงพอกับบทบาท หรือสถานการณ์ที่ได้รับ ผู้สอนจำเป็นต้องให้
ความรเู้ ก่ยี วกับสถานการณใ์ นการแสดงแก่ผูเ้ รียนกอ่ น ควรเรม่ิ จากเนอ้ื หาท่ไี ม่ซบั ซอ้ นมากนัก
Woodward (1991) ให้ความสําคัญของกิจกรรมบทบาทสมมติที่ต่างออกไป โดยกล่าวว่า
องค์ประกอบของกจิ กรรมบทบาทสมมติมี 3 สว่ น ดังนี้
1. วิธีสร้างสถานการณ์ ภาษา บรรยากาศ และตัวละครในกิจกรรมบทบาทสมมติ ได้แก่ การ
เลือกลักษณะ ตัวละคร ชุดภาษาที่ต้องนํามาฝึก สถานที่ในการแสดงกิจกรรม รายละเอียดของการ
แสดง ระยะเวลา บทสนทนาที่เหมาะสมกับเวลา และสถานท่ีดนตรปี ระกอบเพื่อสร้างบรรยากาศ
2. วิธีการที่แตกต่างกันในการให้บทแก่ผู้แสดง คือ การให้โอกาสแก่ผู้เรียนในการเลือกบทที่
อยากจะแสดง โดยครูผู้สอนจะใหค้ วามช่วยเหลือในการให้ขอ้ มลู และการตกแต่งบทสนทนา 3.
การจัดกลุ่มของผู้เรียนก่อนและระหว่างกิจกรรมบทบาทสมมติ ครูผู้สอนเป็นผู้เตรียมเนื้อหาในการ
สอน และกําหนดบทบาทในการแสดงโดยใช้บัตรบทบาท ทั้งนี้ในการฝึกหัดครูผู้สอนต้องให้ผู้เรียนมี
โอกาสแลกเปล่ยี นบทบาทในการแสดงซง่ึ กันและกัน ในระหว่างฝึกหดั ครูผูส้ อนต้องสงั เกต และบันทึก
ผลของกิจกรรมเพอื่ ปรับปรุงแก้ไข ใหด้ ยี ิง่ ขึ้นต่อไป

19

สรปุ ได้วา่ องคป์ ระกอบสำคญั ของวธิ สี อนแบบแสดงบทบาทสมมติ ไดแ้ ก่
1. มีผู้สอนและผู้เรียน
2. มสี ถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ
3. มีการแสดงบทบาทสมมติ
4. มีการอภิปรายเก่ียวกับความรู้ความคิดความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้แสดง
และสรุปการเรียนรู้ท่ไี ด้รบั
5. มีผลการเรยี นรูปของผู้เรียน
ประเภทของการจัดการเรียนรู้แบบแสดงบทบาทสมมติ
ชญาภา ลือวรรณ (2560 หน้า 41) ได้แบ่งประเภทของการสอนไว้แตกตา่ งกัน ซ่ึงพอจะสรุป
ไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. ผู้แสดงเป็นจะต้องเป็นผู้แสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดไว้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรู้
ความรูส้ กึ สว่ นตัว
2. ผแู้ สดงจะต้องแสดบทบาทตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง
3. การแสดงบทบาทท่ีผู้แสดงจะต้องเตรยี มตัวกอ่ นการแสดงละคร
4. การแสดงบทบาททผ่ี ู้แสดงต้องแสดงบทบาทโดยทนัทไี มม่ กี ารเตรียมตัวลว่ งหน้า
ณฐั ชญา บุปผาชาติ (2561 หน้า 39) กลา่ วถึง ประเภทของบทบาทสมมติ เปน็ บทบาทสมมติ
ที่มีบท และเป็นแบบเติมข้อมูลบางส่วนในเวลาทดสอบ เพื่อความเหมาะสมในการสอน และประเมิน
ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนวัยเยาว์ เปิดโอกาสในการฝึกปฏิบตั ิเพื่อให้เกิดความมั่นใจ และ
ความชำนาญในการใช้ภาษาก่อนภาษาไปใช้สถานการณจ์ ริง
ณฐมน จันทร์เพ็งเพ็ญ (2560 หน้า 19) กล่าวถึง ประเภทของการแสดงบทบาทสมมติ ไว้ว่า
แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1. บทบาทสมมตแิ บบมบี ทเตรยี มไว้
2. บทบาทสมมตแิ บบไมม่ บี ทเตรยี มไว้
3. บทบาทสมมติโดยกำหนดสถานการณ์ให้ ซึ่งสามารถเลือกนำแต่ละประเภทไปใช้ โดย
จะตอ้ งคำนึงถึง ความเหมาะสมตามสถานการณ์
Littlewood (1981) แบ่งประเภทของบทบาทสมมตอิ อกเป็น 4 ประเภท คือ
1. บทบาทสมมตทิ ่ีควบคุมผา่ นบทสนทนา
2. บทบาทสมมตทิ ่ีควบคุมผา่ นบทสนทนา และให้ข้อมลู บางสว่ น
3. บทบาทสมมตทิ ี่ควบคุมผา่ นสถานการณแ์ ละเปา้ หมายที่กำหนด และ

20

4. บทบาทสมมตใิ นรูปแบบของการโต้วาที และการอภปิ ราย โดยมีรายละเอียด ดังนี้
4.1 บทบาทสมมติท่ีควบคุมผ่านบทสนทนา (RolePlay controlled through

cued dialogues) เป็นบทบาทสมมติที่ผู้สอนเป็นผู้กำหนดรายละเอียด และจัดเตรียมรูปแบบหน้าท่ี
ของภาษาไว้ทั้งหมดผูเ้ รยี นมีหน้าท่ีเพยี งเรียนรู้ และฝึกภาษาเป้าหมายตามรูปแบบทีค่ รูผูส้ อนกำหนด
ไว้โดยผู้เรียนจะได้รับบัตรบทบาทพร้อมบทสนทนาฝึกปฏิบัติ จนเกิดความชำนาญก่อนนำภาษาไปใช้
แสดงตามบทบาทที่ไดร้ บั

4.2 บทบาทสมมติที่ควบคุมผ่านบทสนทนาและให้ข้อมูล (Role play controlled
through cues and information) เป็นบทบาทสมมติที่ผู้สอนกำหนดบทบาทให้บางส่วน เพื่อให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการหาข้อมูลในส่วนที่หายไปเป็นลักษณะที่นักเรียนต้องสนทนาถามตอบ เพื่อหา
ข้อมูลคนละส่วน โดยบัตรบทสนทนานักเรียนคนที่หน่ึงอาจมีข้อมูลคำถาม และบัตรสนทนาของ
นักเรียนคนที่สอง มีข้อมูลคำตอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดการสนทนา
ปฏิสมั พันธ์

4.3 บทบาทสมมติที่ควบคุมผ่านสถานการณ์และเป้าหมายที่กำหนด (Role play
controlled through situation and goal) มีลักษณะกิจกรรมที่ครูกำหนดสถานการณ์และ
เป้าหมายไว้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์ภาษาในการสนทนาขึ้นเอง โดยมีแนวทางจาก
สถานการณแ์ ละจดุ มงุ่ หมายทางภาษาเป็นแนวทางในการแสดงบทบาทสมมติ และ

4.4 บทบาทสมมติในรูปแบบของโต้วาทีและอภิปราย (Role Play in the form of
debate or discussion) มกี ารกำหนดสถานการณท์ ่มี ีเน้ือหาบนพ้ืนฐานของความจรงิ เป็นลกั ษณะใน
การอภิปราย และเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดแ้ สดงความคดิ เหน็

Harper-Whalen and Morris (2005) กลา่ วว่า บทบาทสมมติมี 3 ประเภท ดงั น้ี
1. บทบาทสมมติที่มีบทบรรยาย (Fully scripted role play) คือ บทบาทสมมติที่มีบท
บรรยายที่ผู้สอนจัดเตรียมตัวแบบไว้อย่างสมบรู ณ์ ผู้เรียนมีหน้าที่เพียงอ่านและท่องจำ ซึ่งบทสนทนา
อาจได้มาจากหนังสือเรียน ซึ่งภายหลังจากการสนทนาแล้วหน้าที่ของภาษาจะถูกเรียนรู้ในรูปแบบ
ของการท่องจำบทบาทสมมติประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้เรียนที่อยู่ในระดับผู้เรียนภาษาที่มีพื้นฐาน
ความสามารถทางภาษาค่อนข้างน้อย
2. บทบาทสมมติกึ่งบรรยาย (Semi–scripted role play) คือ บทบาทสมมติที่ประกอบไป
ด้วยบทบรรยาย และการเติมข้อมูลในส่วนที่หายไปในบทสนทนา โดยผู้เรียนจะต้องเติมข้อมูลให้
เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้หากผู้เรียนมีความรู้ทางภาษาเพียงพอสามารถ
ปรับเปลี่ยนบทสนทนาต้นแบบหรือสร้างบทสนทนาขึ้นเองตามความเหมาะสมได้ (Livingstone,
1983) บทบาทสมมติประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานความรู้ภาษาในระดับที่สูงกว่าระดับ
ต้นถงึ ระดับกลาง และ

21

3. บทบาทสมมติที่ไม่มีบทบรรยายหรือบทสนทนา (Nonscripted role play) หมายถึง
บทบาทสมมติที่แนะบทสนทนา (cued dialogues) แนะข้อมูล (Littlewood, 1981) หรือแนะ
สถานการณ์ และจุดมุ่งหมายโดยผู้สอนมีบทบาทในการกำหนดโครงสร้างทางภาษากิจกรรมน้อยลง
ซึง่ ผู้เรียนกำหนดบทสนทนาตามสถานการณ์ท่ผี สู้ อนแนะไวเ้ บื้องตน้ บทบาทสมมตปิ ระเภทนีผ้ ูเ้ รียนได้
แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกออกมา บทบาทสมมติประเภทนี้เหมาะส ำหรับผู้เรียนที่มี
ความสามารถทางภาษาที่ค่อนขา้ งสงู

สรุปได้ว่า จากประเภทของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมตินั้น จะเห็นได้ว่า การสอน
โดยใช้บทบาทสมมติ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใชภ้ าษาในการสื่อสาร อีกทั้งเป็น กิจกรรมที่เน้น
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิบัติจริง และใช้สถานการณ์ ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน
โดยผู้แสดงอาจต้องแสดงตามบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ ตามแบบแผนพฤติกรรมของตนเอง ทั้งนี้ อาจ
ต้องเตรียมตัวกอ่ นหรือไม่มกี ารเตรยี มตวั ล่วงหนา้ กไ็ ด้

ขั้นตอนกระบวนการการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจดั การเรยี นรู้รปู แบบแสดงบทบาทสมมติ
บวั ลักษณ์ เพชรงาม (2562 หน้า 35-36) กลา่ วถงึ ขนั้ ตอนของการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติ
จะเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจต่อ
กจิ กรรม การให้ข้อมลู เนอื้ หาทางด้านภาษาท่จี ำเปน็ ได้แก่ คำศัพท์ โครงสร้างไวยากรณ์ สำนวนภาษา
การจัดกลุ่มผู้เรียน การฝึกซ้อม และการแสดงบทบาทสมมติของผู้เรียน และหลังจากเสร็จสิ้นการจัด
กิจกรรมการแสดง ผู้เรียนและครูผู้สอนต้องร่วมกันอภิปรายผลการแสดง และเขียนรายงานสรุปผล
ของการดำเนินกิจกรรม เพือ่ ให้ทราบถึงปัญหา และแนวทางการแก้ไข เพ่ือการพัฒนาของผเู้ รยี น
ณัฐชญา บุปผาชาติ (2561 หน้า 41) กล่าวถึง ขั้นตอนในการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาท
สมมตินั้น สามารถเริม่ จากขั้นเตรียมความพร้อมของผู้เรยี นในด้านคำศัพท์และพืน้ ฐานความรู้เดิม ขั้น
คัดเลือกนักแสดง ขั้นสอนหน้าที่ของภาษา และการสาธิตเป็นแบบอย่าง ขั้นการฝึกทบทวน ตลอดถึง
ขั้นการแสดง และขั้นอภิปรายประเมินผล เพื่อสรุปและข้อเสนอแนะแก้ไขในการแสดง และมากไป
กวา่ นัน้ เพอ่ื ประเมนิ ผลการเรียนรู้
กาญจนา คุณารักษ์ (2558) กล่าวถึง ขั้นตอนของการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติไว้
ดงั นี้
1. ขั้นเตรียม เป็นขั้นทบทวนคำศัพท์ใหผ้ ู้เรยี น เพื่อนำความรู้ไปเช่ือมโยงกับเนื้อหาความรูใ้ น
โลกแห่งความจริงและบริบทของบทบาทสมมติ ระบุ ตีความ ปัญหาหรือแนะนาปัญหาใหช้ ัดเจน เปิด
ประเด็น อธิบายบทบาทผสู้ อน และ ผู้เรยี นนำเสนอสถานการณ์และบทบาทสมมติ
2. ขั้นคัดเลือกตัวแสดง ผู้สอนและผู้เรียนอธิบายลักษณะของตัวละคร วิเคราะห์บทผู้เรียน
กำหนดฉาก เลือกผแู้ สดงบทบาท แตย่ ังไมต่ ้องสรา้ งบทสนทนา

22

3. ข้ันสาธติ และดงึ ความร้เู ปน็ ขั้นแบบอยา่ ง ทม่ี สี ่วนเกีย่ วขอ้ งกบั ความสมั พันธร์ ะหว่างบุคคล
เป็นการแนะนำและดึงความรู้แต่ละขั้นออกมา และเป็นการสอนหน้าที่ของภาษาที่จำเป็นสาหรับแต่
ละข้นั ตอน

4. ขั้นฝึกและทบทวน เป็นการช่วยเหลือและฝึกผู้เรียนโดยใช้บัตรสนทนาที่เตรียมไว้บอก
บทบาท หรือจดั เตรยี มภาษา เพอ่ื การการฝกึ รวมถงึ การชว่ ยเหลอื อนื่ ๆ ตามความเหมะสม

5. ขั้นแสดง ผู้แสดง แสดงตาม บทบาทที่ได้รับและสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออกและ
6. ขั้นอภิปรายและประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับ ประเด็นสำคัญ ความรู้
ความคิด ความรู้สึก ตลอดถึงพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้แสดง สรุปการเรียนรู้ที่ได้รับอาจรวมถึง
ความถูกต้องในด้านการใช้ภาษาประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อความ
เข้าใจท่ชี ัดเจนตลอดถึงปรับปรงุ การแสดงครง้ั ต่อไป
Richards (2008). กลา่ วถึง ข้ันตอนของการสอนโดยใชก้ ิจกรรมบทบาทสมมติไว้ ดงั น้ี
1. ข้นั เตรยี ม เปน็ ขัน้ ทบทวนคำศัพท์ให้ผู้เรียน เพื่อนำความรู้ไปเช่ือมโยงกับเน้ือหาความรู้ใน
โลกแห่งความจริงและบริบทของบทบาทสมมติระบุ ตีความปัญหา หรือแนะนำปัญหาให้ชัดเจน เปิด
ประเด็น อธบิ ายบทบาท ผสู้ อน และ ผู้เรยี นนำเสนอสถานการณแ์ ละบทบาทสมมติ
2. ขั้นคัดเลือกตัวแสดง ผู้สอนและผู้เรียนอธิบายลักษณะของตัวละครวิเคราะห์บทผู้เรียน
กำหนดฉาก เลอื กผูแ้ สดงบทบาท แต่ยงั ไมต่ อ้ งสรา้ งบทสนทนา
3. ขนั้ สาธิต และดงึ ความรู้เป็นขน้ั แบบอย่างท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
เป็นการแนะนำ และดึงความรู้แต่ละขั้นออกมา และเป็นการสอนหน้าที่ของภาษาที่จำเป็นสำหรับแต่
ละข้นั ตอน
4. ขั้นฝึกและทบทวน เป็นการช่วยเหลือและฝึกผู้เรียน โดยใช้บัตรสนทนาที่เตรียมไว้บอก
บทบาท หรือจดั เตรียมภาษา เพือ่ การการฝกึ รวมถึงการชว่ ยเหลืออน่ื ๆ ตามความเหมะสม
5. ขนั้ แสดง ผ้แู สดง แสดงตามบทบาทท่ไี ด้รับ และสงั เกตพฤติกรรมที่แสดงออกและ
6. ขั้นอภิปรายและประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ความรู้
ความคิด ความรู้สึก ตลอดถึงพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้แสดงสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ อาจรวมถึง
ความถูกต้องในด้านการใช้ภาษาประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การแก้ไขข้อผิดพลาด เพื่อความ
เขา้ ใจทชี่ ัดเจน ตลอดถงึ ปรบั ปรงุ การแสดงคร้ังต่อไปของผู้เรียนในด้านภาษาอีกดว้ ย
Livingstone (1985: 12-17) แบ่งขนั้ ตอนกจิ กรรมบทบาทสมมตไิ ว้ 5 ข้ันตอน ดังนี้
1. ขั้นเตรียมการของครูผู้สอน ในขั้นตอนนี้ครูผู้สอนจะคัดเลือกเนื้อหาการสอนที่สอดคล้อง
กับวัตุประสงค์ของการเรียน และเหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียน นอกจากนี้ยังต้อง
จดั เตรยี มอุปกรณ์และสือ่ การสอนใหพ้ ร้อมดว้ ย

23

2. ข้ันเตรยี มความพร้อมในห้องเรยี น ครูผสู้ อนจัดเตรียมความพร้อมแก่ผู้เรียนในด้านคำศัพท์
โครงสรา้ ง ไวยากรณ์ เพอื่ ให้ผูเ้ รียนได้เข้าใจหน้าทท่ี างภาษาและสถานการณ์การแสดง

3. ขั้นแสดงกิจกรรมบทบาทสมมติ ผู้เรียนออกมาแสดงตามบทบาทที่ได้เตรียมไว้อย่างเป็น
ธรรมชาติ และจะตอ้ งเตรียมอปุ กรณ์และจดั ฉากการแสดงให้พร้อม

4. ขั้นติดตามผล ในขั้นนี้ครูผู้สอนจะแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการแสดง ไม่ว่าจะเป็น
ด้านการใช้คำศพั ท์ โครงสรา้ งไวยากรณ์ หรอื การแสดงออกของผู้เรียนกต็ าม

5. ขั้นขยายผล หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาและแสดงกิจกรรมบทบาทสมมติไปแล้ว
ครูผู้สอนสามารถขยายผลของกิจกรรมการเรยี นออกไปได้อีก เชน่ ให้แบบฝึกเพิ่มเติม สอนเนื้อหาหาร
เรียนท่ีเกย่ี วข้อง หรือใหผ้ ู้เรยี นศึกษาตัวอยา่ งสถานการณ์ท่ตี อ่ เนื่อง เป็นต้น

Ments (1983: 16) ไดเ้ สนอแนะขั้นตอนการนาํ บทบาทสมมตไิ ปใชไ้ ว้ 7 ข้นั ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ต้งั จุดประสงค์และพิจารณาวิธกี ารใช้กจิ กรรมในการสอน การตง้ั จดุ ประสงค์ สามารถเขียน
เปน็ ขอ้ ความ เพอื่ บอกประโยชน์ หรือขอ้ ความท่เี ป็นปัญหาท่นี ํามาส่กู ารพิจารณาวางแผน
2. พิจารณาข้อจํากัดภายนอก การพิจารณาถึงปัจจัยที่ยับยั้งการดําเนินกิจกรรมบทบาท
สมมติเบ้ืองต้นเป็น สิ่งทีเ่ ป็นประโยชน์ ขอ้ ควรพจิ ารณาในเบ้ืองต้นคือ หอ้ งทีม่ ที ่ีว่างในการทํากิจกรรม
ทเ่ี หมาะสม และควรเปน็ ห้องเก็บ เสียง มีโต๊ะ เกา้ อี้ ในห้องหลายแบบ และสามารถเลื่อนได้ เวลาควร
มีเวลาเพียงพอในการนําเข้าสู่กิจกรรม การให้ข้อมูลที่จําเป็นแก่ผู้เรียน การดําเนินการแสดง การ
อภิปราย หลังจากพิจารณาข้อจาํ กดั แล้ว กลับไปทบทวนวตั ถุประสงคท์ ตี่ ้ังไว้ และส่งิ ทส่ี ามารถทําได้
3. รวบรวมปจั จยั สําคัญแห่งปัญญา การท่ีจะทําใหป้ ัญหาหรือสถานการณช์ ัดเจน จะต้องมอง
ไปที่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ จากนั้นร่างรายการของบทบาทที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็น
ขอบเขตทงั้ หมดของกจิ กรรม และบทบาทที่เลือกไว้
4. เลือกแบบ หรอื เขียนบทบาทโดยสรปุ ในทางปฏบิ ัตกิ จิ กรรมบทบาทสมมตหิ น่งึ ๆ จะเขียน
ขึ้นเพื่อ จุดประสงค์เฉพาะอย่าง ซึ่งการเขียนกิจกรรมบทบาทสมมติไมใ่ ช่เร่ืองยาก อย่างไรก็ตาม การ
ปรับจากบทบาททีม่ ีผู้เขียนไว้ หรือเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง จะดีกว่าการตัดสินใจเลือกจากบทบาท
ที่มีผเู้ ขียนไว้
5. ดําเนินกิจกรรม หลังจากสิ่งต่าง ๆ ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จึงปฏิบัติตามลําดับขั้นตอน
ของกิจกรรมบทบาทสมมติ
6. อภิปราย การอภิปรายมีประโยชน์ต่อครูผู้สอน เพื่อตรวจสอบว่าผูเ้ รียนได้เรยี นบทเรียนท่ี
ถูกต้องแล้ว และผู้เรียนได้ป้อนข้อมูลนั้นกลับมาสู่ครูผู้สอน การอภิปรายควรเป็นการสะท้อนความคิด
ของรายบุคคลมากกว่ากลุ่ม ข้อผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดต่าง ๆ สามารถนํามาอภิปรายได้ สิ่งที่
สาํ คัญท่ีสุดในการอภิปราย คอื การนาํ อภปิ รายทด่ี ี

24

7. ติดตามผล การแสดงบทบาทสมมติซ้ำ ๆ จนกระทั่งบรรลุระดับความสามารถ นับว่าเป็น
เหตุผลที่ดี ถ้ากิจกรรมบทบาทสมมตินั้นใช้เพื่อสอน หรือซักซ้อมสถานการณ์ใหม่ แต่ถ้าเป็นการยก
ประเด็นปัญหามาให้แสดงกิจกรรมบทบาทสมมติ ควรมีกิจกรรมติดตามผล หากใช้กิจกรรมบทบาท
สมมติ เพื่อกระตุ้นความตระหนักของปัญหา ควรมีการอภิปรายกลุ่ม ไม่ว่ากิจกรรมบทบาทสมมตินั้น
จะขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ใด สิ่งที่ควรพิจารณาคือ การโยงสู่กิจกรรมต่อไป เช่น การเขียนเรียงความ
การอา่ น การแสดงบทบาทสมมติ หรือสถานการณ์จาํ ลองต่อไป หรือแม้กระท้ังการฝึกฝนสิ่งที่เรียนไป
แล้ว

สรปุ ได้วา่ การสอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมตมิ ีจุดมุ่งหมายท่สี ำคญั คือ มุ่งฝึกการทำงาน
ร่วมกัน กล้าคิด กล้าแสดงออกในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหา
มากยิ่งขึ้น ลดความตึงเครียด เพราะเป็นการสอนที่ใกล้เคียงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุดสามารถ
สรุปข้นั ตอนได้ ดงั น้ี

1. ขั้นเตรียมการผู้สอน เป็นผู้กำหนดสถานการณ์ หรือช่วยกันวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือ
ประเด็นตา่ ง ๆ ร่วมกับผเู้ รียน แล้วกำหนดผแู้ สดงบทบาทหรือประเด็นต่าง ๆ รว่ มกบั ผู้เรยี น ท้ังน้ีส่วน
ใหญ่การแสดงบทบาทสมมติจะแสดงทนั ทีทนั ใด โดยไม่ต้องมีการฝึกซอ้ มมากอ่ น โดยผู้สอนเพียงเป็นผู้
อธิบายหรือซักซ้อมคร่าว ๆ เท่านั้น บางครั้งการแสดงบทบาทสมมติ อาจจะใช้วิธีการทันทีทันใดแต่
กำหนด หรือเลือกให้แสดงทันทีทันใด ผู้สอนต้องกำหนดผู้สังเกตการณ์ และมอบหมายประเด็นที่จะ
สงั เกตการณใ์ หช้ ดั เจน

2. ขน้ั ดำเนนิ การ (แสดงขัน้ ดำเนินการแสดง) ใหผ้ ูเ้ รียนได้แสดงบทบาทตามทีไ่ ด้รับมอบหมาย
หรือเตรียมมาซ่งึ บางครัง้ ก็แสดงทันทีทนั ใด

3. ขนั้ สรปุ เมอื่ การแสดงจบลงผู้เรยี นควรจะวิเคราะห์อภิปราย และสรุป ด้วยตัวนักเรียนเอง
ทั้งนี้ อาจจะมีรูปแบบการอภิปรายตามความเหมาะสม บางครั้งการแสดงบทบาทสมมติอาจจะต้อง
แสดงซ้ำ เพราะวา่ การแสดงในคร้งั แรกเร็วเกินไปหรือไม่ชัดเจน

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน

ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (Leaning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจยั ตา่ ง ๆ ในการจดั
การศึกษา นักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน จึงได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจาก
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษา ซึ่งนักการศึกษา
หลายทา่ น ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นไว้ ดังนี้
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ
รวมถงึ ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรยี นการสอน หรอื มวลประสบการณ์ท้ัง

25

ปวงท่ีบคุ คลไดร้ ับจากการเรียนการสอน ทำใหบ้ คุ คลเกดิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของ
สมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่า
เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน
การฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก
คา่ นยิ ม จริยธรรมตา่ ง ๆ ก็เปน็ ผลมาจากการฝกึ ฝนดว้ ย

จิดาภา ภุมรินทร์ (2559 หน้า 5) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไว้ว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ และความสามารถของบุคคล ในด้านความรู้ ความจำ
ความเข้าใจการคิดวิเคราะห์ และการนำไปใช้ในการแก้ปัญหาทางการเรียน ซึ่งเป็นคุณลักษณะหรือ
ความสามารถอันเกิดจากการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยการทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน

กันต์กนิษฐ์ พลพิพัฒน์ (2560 หน้า 45) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความสำเร็จ สมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของ
ผเู้ รียน ซึง่ เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน จนผู้เรยี นเกดิ ความเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม

นงลักษณ์ เขียวมณี (2562, หน้า 96) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ความสำเร็จ
ความสามารถของบุคคลในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้ทักษะกระบวนการ ตลอดจนค่านิยม ความเห็น
ตา่ ง ๆ ท่เี กิดขึน้ หลังจาก ผา่ นกระบวนการเรียนการสอน การฝึกฝนอบรมมาแล้ว

กดู (Good, 1993, p. 7 อา้ งถงึ ใน รสริน พันธุ, 2550, หนา้ 42) กลา่ ววา่ ผลสมั ฤทธิ์ คอื การ
ทำให้สำเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทำที่กำหนดให้ หรือในด้าน
ความรู้ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้ (knowledge attained) การพัฒนา
ทกั ษะในการเรียน ซง่ึ อาจจะพจิ ารณาจากคะแนนสอบท่ีกำหนดให้คะแนนท่ีไดจ้ ากงานทคี่ รูมอบหมาย
ให้ หรือท้งั สองอย่าง

Eysenck, Arnold and Meili (1972) ไดใ้ ห้ความหมายคำวา่ ผลสัมฤทธ์ิ หมายถงึ ขนาดของ
ความสำเรจ็ ท่ไี ดจ้ ากการทำงานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ซ่ึงเปน็ ผลมาจากการกระทำที่ต้อง
อาศยั ความสามารถท้ังทางรายกายและทางสตปิ ญั ญา

จากแนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ
ความรู้ หรือทักษะที่ต้องใช้สติปัญญา และสมรรถภาพทางสมองที่ได้รับมาจากการสั่งสอน แสดง
ออกมาในรูปความสำเร็จสามารถวัดได้ โดยตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ (K)
ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะ (A) และใช้แบบทดสอบความสามารถในการ
เรียนร้เู กีย่ วกบั เนอ้ื หาวิชาที่เรยี น

26

องคป์ ระกอบของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
จันทิมา เมยประโคน (2555 หน้า 28 ) กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน แบ่งออกเป็นองค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ ด้านตัวนักเรียน ด้านตัวครู และสังคม ปัจจัยอีก
ประการที่จะส่งผลโดยตรงตอ่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน คอื คณุ ลักษณะของผสู้ อน วธิ กี ารสอน และการ
จดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหน้ า่ สนใจของตัวผู้สอนนนั่ เอง
แววดาว บุญตา (2558 หน้า 37) กล่าวว่า การเรียนการสอนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น
จะขน้ึ อยูก่ บั องค์ประกอบ ดา้ นตัวนักเรียน ดา้ นตัวครู ด้านสงั คม และปัจจยั ที่สง่ ผลโดยตรงท่ีสำคัญอีก
ประการ คอื วิธกี ารสอนของครู
Jean Piaget (พรรณี ชูทัย เจนจิต. 2550 : 64 - 67) นักจิตวิทยาชาวสวิส เป็นผู้ที่สนใจ
ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเด็กและมีความเห็นเก่ียวกับเด็กว่า คือ ผู้ที่พยายามศึกษาสํารวจโลกของตนเอง
ทั้งที่เป็นวัตถุสิ่งของและบุคคล จากการที่เด็กได้มีโอกาสปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ทำให้
เดก็ เกิดความคิดเก่ียวกับส่งิ ต่าง ๆ ทีเ่ ปน็ รูปธรรมและมีพัฒนาการต่อไปเร่ือย ๆ จนในทส่ี ุดสามารถคิด
ในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ทฤษฎีการพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจ มีความเชื่อว่าเป้าหมายของ
พัฒนาการ นั้นคือ ความสามารถที่จะคิดอยางมีเหตุผลกับสิ่งที่เป็นนามธรรม ความสามารถที่จะคิด
ตง้ั สมมตฐิ านอยางสมเหตสุ มผล และความสามารถทจี่ ะตงั้ กฎเกณฑแ์ ละการแก้ปญั หา
John B. Watson (พรรณี ช. เจนจิต. 2550 หน้า 64 - 67) เป็นผู้ที่ทำให้เกิดทฤษฎีการ
เรียนรู้ของ Pavlov เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางมาก Watson เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันเปน็ ผู้
ต้ังศัพท์ “Behaviorism” เพราะเหน็ ว่าจิตวิทยา ซ่งึ จะถอื ว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงนั้น จะต้อง
ศึกษาพฤติกรรมเฉพาะในสิ่งที่สังเกตได้อย่างเด่นชัด มีความเห็นว่าการศึกษาทางจิตวิทยาควรเป็น
การศกึ ษาส่ิงท่ีเป็นปรนัย มใิ ช่ เปน็ อัตนยั ซ่ึงเก่ียวกบั ความรสู้ กึ นึกคดิ ของคน
บลูม (Bloom. 1976: 139) กล่าวถึง สิ่งที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่ามีอยู่ 3 ตัว
แปร คือ
1. พฤติกรรมด้านสติปัญญา เป็นพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หมายถึง การ
เรียนรู้ที่จำเป็นต่อการเรียนเรื่องนั้น ๆ และมีมาก่อนเรียน ได้แก่ ความถนัด และพื้นฐานความรู้เดิม
ของผู้เรยี น
2. ลักษณะทางอารมณ์ เป็นตัวกำหนดด้านอารมณ์ หมายถึง แรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ ความ
กระตือรือร้นที่มีต่อเนื้อหาการเรียน รวมถึง ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อเนื้อหาวชิ าต่อโรงเรียน ระบบ
การเรียน และมโนภาพเก่ียวกับตนเอง
3. คุณภาพของการสอน เปน็ ตัวกำหนดประสทิ ธิภาพในการเรียนของผ้เู รียน ซงึ่ ประกอบด้วย
การชี้แนะ หมายถึง การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน และงานที่จะต้องทำให้นักเรียนทราบ

27

อย่างชัดเจน การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การให้การเสริมแรงของครู การใช้ข้อมูล
ยอ้ นกลับ หรอื การให้ผเู้ รียนร้ผู ลว่าตนเองกระทำไดถ้ กู ต้องหรือไม่ และการแก้ไขข้อบกพร่อง

เพรสคอร์ท (Presscott. 1961: 14-44) กล่าวว่า การเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จนนั้
ต้องมีการกำหนดจดุ มงุ่ หมายเชิงพฤติกรรมของผู้เรยี นใหช้ ัดเจน การกำหนดจุดม่งุ หมายเชิงพฤติกรรม
ของผู้เรียนให้ชดั เจนนี้ จะช่วยใหก้ ารจดั การเรียนการสอน และการวดั ผลประเมินผลทางการเรียนของ
ผู้เรียนถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยสรุปองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นกั เรยี นไว้ 6 ด้าน ดงั น้ี

1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพ
ขอ้ บกพร่อง และลักษณะท่าทางของรา่ งกาย

2. องค์ประกอบทางด้านความรัก ได้แก่ ความสัมพันธ์ของบิดามารดา และความสัมพันธ์
ระหวา่ งสมาชิกในครอบครัว

3. องค์ประกอบด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว
การอบมและฐานะทางบ้าน

4. องค์ประกอบในดา้ นความสัมพนั ธใ์ นกลุม่ เพ่อื น ได้แก่ ความสัมพันธก์ ับเพื่อนวยั เดยี วกนั
5. องค์ประกอบทางการพฒั นาแหง่ ตน ได้แก่ สตปิ ญั ญา และความสนใจในสง่ิ ตา่ ง ๆ
6. องค์ประกอบการปรับตัว ได้แก่ ปัญหาการปรับตัว การแสดงอารมณ์ โดยที่เพรสคอร์ทมี
ความเหน็ ว่า ทกุ ๆ องค์ประกอบมคี วามสำคัญเทา่ กัน
สรุปได้ว่า องค์ประกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง การจัดการเรียนการสอนตาม
ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนครบ ทั้ง 3
ด้าน คอื ดา้ นพุทธิพิสัย ทกั ษะพิสยั และจิตพิสัย
การสรา้ งแบบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
ศิริชัย กาญจนวาสี (2556, หน้า 173-190) กล่าวถึง ขั้นตอนของการสร้างและพัฒนา
แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ ดงั นี้
1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสอบโดยต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ และ
จุดมงุ่ หมายของหลักสูตร
2. ออกแบบการสร้างแบบทดสอบ เป็นการกำหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการสร้าง
เพือ่ ให้ไดม้ าซึ่งข้อสอบท่มี ีคณุ ภาพ ประกอบด้วย

2.1 การวางแผนการทดสอบ ควรมีการทดสอบอยา่ งนอ้ ย ภาคเรยี นละ 2 ครง้ั
2.2 การกำหนดรปู แบบของแบบทดสอบ ไดแ้ ก่ แบบสอบอิงกลุ่ม แบบสอบข้อเขียน
แบบสอบเสนอคำตอบ แบบสอบความเรว็ และแบบสอบเป็นกล่มุ

28

2.3 การสร้างแผนผังการทดสอบ เพื่อให้จุดมุ่งหมายการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียน
การสอนและการสรา้ งแบบทดสอบมีความสมั พันธก์ ัน

2.4 การสร้างผังข้อสอบ เพื่อเสนอรายละเอียดของการทดสอบแต่ละครั้งว่าจะวัด
เนื้อหาอะไร และจะวัดจุดมุ่งหมายของการเรยี นรู้อะไร ขอบเขตของเนื้อหาวชิ า ตลอดจนการกำหนด
น้ำหนักความสำคญั หรือสัดส่วนขอ้ สอบสาหรบั วัดพฤติกรรมทต่ี ้องการทดสอบแตล่ ะคร้ัง

3. เขียนข้อสอบ โดยผเู้ ขยี นจำเป็นต้องมีความรู้ในเน้ือหาวชิ าเป็นอยา่ งดี และต้องมีความรู้ใน
เทคนคิ การเขยี น โดยมลี ำดับข้ันตอนการเขียน ดังนี้

3.1 กำหนดแบบแผนข้อสอบ
3.2 ร่างขอ้ สอบ
3.3 ทบทวนร่างข้อสอบโดยผู้เขียนข้อสอบและโดยผู้อื่น เช่น อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
เปน็ ตน้
3.4 บรรณาธกิ ารข้อสอบ โดยการปรับปรงุ ข้อบกพรอ่ ง รวมท้ังขัดเกลาข้อความ และ
ภาษาใหเ้ หมาะสมกับผู้เรยี น
4. ทดลองใช้ข้อสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ ควรระมัดระวังในการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การทดสอบข้อสอบ ไม่ควรใชก้ ลุ่มตัวอย่างท่ีแตกต่างจากกลุ่มเป้าหมายอย่างสุดขวั้ เมื่อทดลองใช้แล้ว
นำมาวิเคราะห์ และคัดเลือกข้อสอบ โดยการหาความยากง่ายและอำนาจจำแนกที่เหมาะสมข้อสอบ
มานำรวมกนั เป็นแบบทดสอบ และทำการวิเคราะหแ์ บบทดสอบโดยการหาความเที่ยงและความตรง
5. นำแบบทดสอบไปใช้
6. วเิ คราะหค์ ุณภาพของแบบทดสอบดา้ นความเท่ยี งตรง
7. ปรบั ปรุงแบบทดสอบ
กันต์กนิษฐ์ พลพิพัฒน์ (2560 หน้า 50) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนไวว้ ่า การสร้างแบบทดสอบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีดี ควรเริ่มต้น
ดว้ ยการวเิ คราะหห์ ลักสูตรกำหนดประสงค์การเรยี นรู้ เน้ือหาวิชากำหนด ชนดิ ของข้อสอบ และศึกษา
วิธีการสร้าง ต้องวัดผลได้ถูกต้องตรงกับจุดมุ่งหมาย มีความคงที่ในการวัดและใช้คำถามที่ชัดเจน
ครอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้สามารถแยกความสามารถของนักเรียนได้และมีความยากง่าย
พอเหมาะ เขียนขอ้ สอบตรวจทานและทดลองใชแ้ ลว้ จงึ นำไปใช้
ธนพร พีขุนทด (2562 หน้า 30) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนนั้นไว้ว่า ควรจะสร้างตามลำดับขั้นตอน เริ่มจากการวิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชา
ชนิดของขอ้ สอบ และทำตารางวเิ คราะห์ ขอ้ สอบทกี่ ำหนด ศกึ ษาวิธีการสร้าง ตอ้ งวดั ผลได้ถูกต้องตรง
กบั จุดมุ่งหมาย ใช้คำถามท่ชี ดั เจน ครอบคลุมพฤตกิ รรมท้ัง 6 ด้านได้แก่ ดา้ นความรู้ ด้านความเข้าใจ

29

ด้านการนำไปใช้ ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสังเคราะห์ และด้านการประเมินค่า รวมถึงสามารถแยก
ความสามารถของนกั เรียนได้

สุวรรณโณ ยอดเทพ (2562 หน้า 46) กล่าวว่า การสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี
หลกั การสำคัญ คือ ต้องสรา้ งใหส้ อดคล้องกบั จุดมุ่งหมายของการเรยี นรู้ และจดุ มงุ่ หมายของหลักสูตร
เพื่อวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และดำเนินการตามขั้นตอนการสร้างข้อสอบ จนได้ข้อสอบมีความ
เหมาะสมต่อการนำไปใช้ ซึ่งในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความสำเร็จ ความรู้
ความจำทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการสอน โดยวัดตาม
จดุ ม่งุ หมายของการสอนซึง่ การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสามารถวดั ได้ 2 แบบ ตามจดุ มงุ่ หมาย และ
ลักษณะวิชาที่สอน คือ การวัดด้านปฏิบัติตรวจสอบระดับความสามารถของผู้เรียน และการวัดด้าน
เนอื้ หาโดยใช้ขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธิ์

Hopkins and Antes, (1990 : 153 - 155) การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นใหค้ รอบคลมุ และถกู ตอ้ งตามหลักวิชานน้ั มหี ลักการสร้างแบบทดสอบ ดงั น้ี

1. ควรเขียนแบบทดสอบในระหว่าง หรือเพิ่งเสร็จการเรียนการสอนในเรื่องนั้น ๆ เพราะจะ
ทำใหผ้ เู้ ขียนแบบทดสอบยงั จำ และเข้าใจเน้อื หานั้นดีอยู่

2. แบบทดสอบนนั้ ตอ้ งสอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคก์ ารศึกษา และตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตร
3. แบบทดสอบต้องถามในเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่ถามในรายละเอียดปลีกย่อย หรือเรื่องที่
ไม่ใช่แก่นสาระเนือ้ หา
4. แบบทดสอบตอ้ งถามใหผ้ ู้สอบตอบ โดยสะท้อนถึงความรทู้ ไ่ี ดศ้ กึ ษา
5. การเลือกของประเภทแบบทดสอบต้องคำนึงว่า แบบทดสอบจะทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่
ตอ้ งการแบบทดสอบทน่ี ำมาสอบตอ้ งตรงกบั สิ่งท่ีจะวัดให้มากที่สดุ
6. ควรมกี ารศกึ ษาวธิ ีการสร้างแบบทดสอบจากแหล่งตา่ ง ๆ เช่น จากแบบทดสอบมาตรฐาน
คำสั่งต้องกะทัดรัด ชัดเจน ว่าจะให้ผู้สอบทำอะไร ตอบอย่างไร ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และถูกต้อง ไม่
ควรลอกขอ้ ความโดยตรงจากหนงั สอื มาสร้างเปน็ แบบทดสอบ เพราะจะทำให้ผู้สอบตอบง่าย
7. หลีกเส่ียงข้อคำถามขอ้ ใดข้อหนึ่งไปแนะคำตอบอีกขอ้ หนึ่ง
8. ควรมีการตรวจสอบและวิจารณ์ข้อสอบ โดยผู้สอนในรายวิชานั้น เพื่อปรับปรุง
แบบทดสอบใหด้ ีขึน้
นอกจากนี้ Hopkins and Antes (1990: 153) ได้เสนอประกอบอื่น ๆ ที่ควรพิจารณาก่อน
การสร้างแบบทคสอบ ได้แก่ ความถขี่ องการสอบ เชน่ รายภาค รายเดือน หรอื รายสัปดาห์ระยะเวลา
ที่ใช้สอบ การกำหนควันสอบ การให้คะแนน การแปลผลคะแนน การรวบรวมแบบทดสอบ
กระบวนการสอบ เปน็ ต้น

30

Rose. (1954: 103) ได้กล่าวถึง ข้ันตอนในการสร้างข้อสอบ 4 ขน้ั คือ
1. ข้ันวางแผน สง่ิ ทคี่ วรปฏบิ ตั ิในการวางแผนสร้างขอ้ สอบ

1.1 กำหนดจุดมุ่งหมาย ในการสร้างข้อสอบทกุ คร้งั ต้องกำหนดจุดมงุ่ หมายให้ชัดเจน
และแนน่ อนวา่ เพือ่ วัตถปุ ระสงคใ์ ด

1.2 กำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด ในชั้นนี้หากกำหนดขอบข่ายของ
เนอื้ หา และพฤตกิ รรมที่จะออกข้อสอบไดเ้ หมาะสม ก็จะช่วยให้ข้อสอบมคี วามเท่ียงตรง

1.3 กำหนดชนิดและรูปแบบของข้อสอบ ในการสอบวัดต้องเลือกใช้ชนิด และ
รปู แบบของข้อสอบให้เหมาะสม

1.4 กำหนดส่วนประกอบอ่นื ๆ ที่จำเป็นในการออกข้อสอบ และในการเลือกข้อสอบ
คือ การกำหนดเวลาในการสร้างข้อสอบ บุคลากรในการสร้างข้อสอบ จำนวนข้อของข้อสอบ เวลาใน
การทดสอบ วธิ ีการตรวจ และให้คะแนน เปน็ ตน้

2. ชั้นเตรียมงาน เป็นการเตรียมส่ิงที่เอื้ออำนวยต่อการ์สร้างข้อสอบ ได้แก่ หลักสูตรหนังสอื
แบบเรยี น ทำการวเิ คราะหห์ ลกั สูตร อุปกรณใ์ นการพิมพ์ การอัดสำเนา ฯลฯ

3. ขั้นลงมือปฏิบัติ เป็นขั้นลงมือเขียนข้อสอบ ในกรณีการสร้างข้อสอบนั้นทำในรูป
คณะกรรมการ คณะกรรมการแบ่งงานกนั เขียนข้อสอบ แลว้ นัดหมายหรือมาประชุมวิเคราะห์ข้อสอบ
ที่สร้างขึ้น 4 ขั้นประเมินหรือตรวจสอบคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลไปปรับปรุงข้อสอบ มี
ขัน้ ตอน ดงั น้ี

4.1 ขั้นประเมนิ เบื้องต้น คือการวิจารณ์ข้อสอบ โดยพิจารณาในประเด็นตอ่ ไปน้ี คือ
4.1.1 ข้อคำถามวัด วดั ในสิง่ ท่ีตอ้ งการวัดหรือไม่
4.1.2 ข้อคำถามชัดเจนเข้าใจตรงกนั หรือไม่
4.1.3 ขอ้ คำถามมีคำตอบท่ีแนน่ อนเพียงคำตอบเดียวหรือไม่
4.1.4 ขอ้ คำถามในภาษารดั กุมเหมาะสมกบั ระดบั ชนั้ ของนกั เรียนหรือไม่
4.1.5 ในกณีเปน็ ขอ้ สอบเลอื กตอบ พจิ ารณาวาตวั ลวงเหมาะสมหรอื ไม่ เช่น

เรียงลำดับเนื้อหา เรียงจากง่ายไปหายาก และการเรียงตัวเลือกในแต่ละข้อเหมาะสมสวยงามหรือไม่
เป็นต้น

4.2 ข้ันตรวจสอบคุณภาพหลงั การทดสอบ ข้อสอบทีผ่ ่านการวเิ คราะห์และปรับปรุง
แก้ไขแล้วนำไปพิมพ์ เพื่อนำไปทดลอง (Try Out) เมื่อนำไปทดลองแล้วนำมาตรวจให้คะแนนและ
ตรวจสอบคุณภาพ โดยพจิ ารณาในเร่อื งตอ่ ไปน้ี

4.2.1 ความยากง่ายของขอ้ สอบ
4.2.2 อำนาจจำแนกของขอ้ สอบ
4.2.3 ค่าความเท่ยี ง

31

4.2.4 หาคา่ สถิตพิ ื้นฐานของข้อสอบ ได้แก่ คา่ เฉลยี่
สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นพฤติกรรม หรือความสามารถของบุคคล ที่เกิดจาก
การเรียนการสอน เป็นพฤติกรรมที่พัฒนามาจากการฝึกอบรมสั่งสอนโดยตรง อันประกอบด้วย
พฤติกรรม 6 ประการ คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์
และการประเมินคำ ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอน และการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรให้
ครอบคลมุ พฤติกรรมทั้ง 6 ดา้ น

ความหมายและทฤษฎีเกย่ี วกบั ความพงึ พอใจ

ความหมายของความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจ เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ที่มีผลต่อความสำเร็จของงานที่บรรลุ
เป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลจากการได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือความ
ต้องการของแต่ละบุคคลในแนวทางท่ีเขาประสงค์ ความพึงพอใจ โดยท่ัวไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษ
วา่ Satisfaction และยงั มผี ู้ให้ความหมายคำวา่ "ความพงึ พอใจ" พอสรปุ ได้ ดงั น้ี
ผสุ ดี แสงหล่อ (2555, หนา้ 14) ไดก้ ลา่ วว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความร้สู ึกรวมของบคุ คล
ที่มีต่อการทำงานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคลทีเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมันที่จะ
ทำงาน มีขวัญกำลังใจ ส่ิงเหล่านี่มีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน รวมทั้งการ
สง่ ผลตอ่ ความสำเรจ็ และเป็นไปตามเปา้ หมายขององคก์ ร
ศิริพรรณ ประจงกิจ (2555, หน้า 47) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีของ
บุคคลทีมีต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึงอนั เน่ืองมาจากสิ่งเร้าและแรงจูงใจ ซึ่งปรากฎออกมาทางพฤตกิ รรมและเป็น
องค์ประกอบที่สำคญั ในการทำกจิ กรรมต่าง ๆ ของบุคคล
ศุภกร แก้วละเอียด (2558) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจไว้ว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ
อารมณ์ ความรู้สกึ และทัศนคตขิ องบุคคลที่ได้รับการตอบสนองตรงความต้องการของตนเอง จงึ ทำให้
เกิดความรู้สึกที่ดี แสดงออกมาทางพฤติกรรมที่ทำให้ปฏิบัติงานหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ประสบ
ความสำเรจ็
ชาบฟิน (Chaphin, 1994. p. 256) กล่าวว่า ความพึงพอใจ ตามคำจำกัดความทางด้าน
จติ วทิ ยา หมายถงึ ความร้สู ึกในขนั้ แรกทแ่ี รงกระต้นุ บรรลถุ งึ จดุ ม่งุ หมาย
สเดียรส์ (Steers, 1991, p. 256) ได้ให้ความหมาย ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกรวม
ของบุคคลท่ีมีตอ่ การทำงานในทางบวกทบี่ ุคคลให้คุณค่ากับสวัสดิการที่ได้รับ ความพึงพอใจเป็นผลมา
จากการรับรู้ที่บุคคลน้ันประมาณการให้คุณค่ากับสวัสดิการที่ได้รับความพึงพอใจมีความหมายใน
แนวทางแรก คือ ความพึงพอใจในสวัสดิการ เป็นความรู้สึกสนองตอบต่อด้านต่าง ๆ ซ่ึงสามารถคาด
เดาได้จากการแสดงออกและพฤติกรรมของบุคคลในองค์กร ในแนวทางท่ีสอง ความพึงพอใจเป็นผล

32

ของความต้องการ หรือคาดหวังของบุคคลที่เกิดการเปรียบเทียบกับการกระทำบุคคลได้รับความ
คาดหวงั ในสวสั ดกิ าร

มอร์ส (Mors, 1953. pp. 357 - 359) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจในงาน หมายถึง ทุกสิ่งทุก
อย่างท่ีลดความตึงเครียดของผู้ทำงานให้น้อยลง ถ้ามีความดึงเครียดมากก็จะเกิดความไม่พึงพอใจใน
การทำงาน ความตึงเครียดเป็นผลรวมจากความต้องการของมนุษย์ เมื่อคราวใดความต้องการได้รับ
การตอบสนองก็จะทำให้ความเครยี ดนอ้ ยลง ซ่ึงเป็นผลทำให้เกิดความพึงพอใจ

วอลแมน (Wolman. 1973: 384 ) ไดก้ ล่าวว่า ความพงึ พอใจ หมายถึง ความรู้สึก (Feeling)
มคี วามสขุ เมอื่ คนเราไดร้ บั ผลสำเรจ็ ตามความมงุ่ หมาย (Goals) ความต้องการ (Wants) หรอื แรงจงู ใจ
(Motivation)

วอลเลอร์สเตน (Wallerstein. 1971: 256) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่
เกิดขึ้นเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย และอธิบายว่า ความพึงพอใจเป็นกระบวนการทาง
จิตวิทยาไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่สามารถคาดคะเนได้ว่ามีหรือไม่มีจากการสังเกตพฤติกรรม
ของคนเท่าน้ัน การทจ่ี ะทำให้คนเกิดความพึงพอใจจะต้องศึกษาปจั จยั และองค์ประกอบท่ีเป็นสาเหตุ
ของความพงึ พอใจน้นั

สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก หรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีผลต่อสิ่งใดสิ่งหน่ึง
ความพึงพอใจ จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนอง หรือบรรลุจุดมุ่งหมายใน
ระดบั หนง่ึ

ทฤษฎีทีเ่ ก่ยี วข้องกบั ความพงึ พอใจ
สมุทร ชานาญ (2556, หน้า 268-294) กล่าวถึง กลุ่มทฤษฎีที่เน้นการศึกษาเนื้อหา
(Contents theories) เป็นกลุ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ จึงมีการเรียกชื่อหนึ่งว่า
ทฤษฎีที่เน้นความต้องการ (Need theories of work motivation) เป็นทฤษฎีที่มุง่ ศึกษาเพ่ือหา คา
ตอบของมนุษย์แต่ละคนมีความต้องการอะไร ตลอดจนมีความต้องการอยู่ในระดับใด ทฤษฎีที่เน้น
การตอบสนองความต้องการของมนุษย์มีการนาเสนอไว้หลากหลาย ส่วนทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับ ใน
ปัจจบุ ัน มีดังนี้
1. ทฤษฎีความต้องการของ มาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of need) มาสโลว์ มีหลักที่
สำคญั เก่ียวกบั แรงจูงใจ โดยเนน้ ในเรื่องลำดบั ข้ันความต้องการ เขามคี วามเช่ือว่ามนษุ ย์มีแนวโน้มท่ีจะ
มีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้น แรงจูงใจของคนเรามาจากความ ต้องการพฤติกรรมของคนเรามุ่งไปสู่
การตอบสนอง ความพอใจ มาสโลว์ (Maslow) แบง่ ความต้องการพนื้ ฐานของมนุษย์ออกเป็น 5 ระดับ
ด้วยกนั ไดแ้ ก่

1.1 ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological needs) เปน็ ความต้องการ ปจั จยั 4
เช่น ตอ้ งการอาหารใหอ้ ่ิมท้อง เคร่ืองนงุ่ ห่มเพือ่ ป้องกันความรอ้ น หนาวและอุจาดตา ยา รักษาโรคภัย

33

ไข้เจ็บ รวมทั้งที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันแดด ฝน ลม อากาศหนาวและสัตว์ร้าย ความต้องการเหล่านี้มี
ความจำเปน็ ต่อการดำรงชีวิตของมนษุ ย์ทุกคน ตอ้ งบรรลใุ ห้ไดก้ ่อน

1.2 ความต้องการความปลอดภัย (Safety needs) หลังจากที่มนุษย์บรรลุความ
ตอ้ งการดา้ นรา่ งกาย ทำใหช้ วี ิตสามารถดำรงอยูใ่ นขั้นแรกแล้ว จะมคี วามตอ้ งการดา้ นความ ปลอดภัย
ของชวี ติ และทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขนึ้ ต่อไป เชน่ หลงั มนุษยม์ อี าหารรับประทานจนอิม่ ท้อง แล้วได้
เริ่มหันมาคำนึงถึงความปลอดภัยของอาหารหรือสุขภาพ โดยหันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง สารพิษท่ี
ตดิ มากบั อาหาร ซ่ึงสารพษิ เหล่านอ้ี าจสร้างความไมป่ ลอดภยั ให้กับชวี ิตของเขา เป็นต้น

1.3 ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ (Belonging and love needs)
เป็นความต้องการท่ีเกิดขึ้นหลังจากการที่มชี วี ิตอย่รู อดแลว้ มคี วามปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว
มนุษย์จะเริ่มมองหาความรักจากผู้อื่น ต้องการที่จะเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองครอบครองอยู่
ตลอดไป เช่น ต้องการให้พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก รักเราและต้องการให้เขาเหล่านั้นรักเราคนเดียว ไม่
ตอ้ งการให้เขาเหลา่ น้นั ไปรักคนอน่ื โดยการแสดงความเป็นเจา้ ของ เป็นตน้

1.4 ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น (Esteem needs) เป็นความต้องการ
อีกขั้นหนึ่งหลังจากได้รับความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรัก และเป็นเจ้าของแล้ว
จะต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อืน่ ต้องการได้รับเกียรติจากผู้อื่น เช่น ต้องการการเรียกขาน จาก
บุคคลทั่วไปอย่างสุภาพให้ความเคารพนับถือตามควรไม่ต้องการการกดขี่ข่มเหงจากผู้อื่น เนื่องจาก
ทุกคนมีเกยี รติและศกั ดศิ์ รีของความเปน็ มนุษยเ์ ท่าเทยี มกนั

1.5 ความต้องการความเป็นตัวตนอันแท้จริงของตนเอง (Self - actualization
needs) เป็นความต้องการขั้นสุดท้าย หลังจากที่ผ่านความต้องการความเป็นส่วนตัว เป็นความ
ต้องการที่แท้จริงของตนเอง ลดความต้องการภายนอกลง หันมาต้องการสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่ ซึ่ง
เปน็ ความตอ้ งการขัน้ สูงสุดของมนุษย์ แตค่ วามต้องการในข้ันน้ีมักเกิดขนึ้ ได้ยาก เพราะต้องผ่านความ
ตอ้ งการในขน้ั อน่ื ๆ มาก่อนและจะต้องมีความเข้าใจในชีวติ เปน็ อย่างยิง่

พัทธนันท์ อึ้งรัก (2556, หน้า 14) กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานหรือความพึง
พอใจ ในการทางานเป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์โดยตรงซึ่งมีความ
เกี่ยวข้องกับ ขวัญ ทัศนคติ การจูงใจในการปฏิบัติงานในองค์การความพึงพอใจในการทำงานของ
บุคคล จะมีผลเป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติงาน คือ ผู้ที่ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในการทางานสูง
ยอ่ มปฏบิ ัติงานได้ สำเรจ็ และมีประสทิ ธิภาพมากกวา่ ผทู้ ปี่ ฏบิ ตั งิ านทมี่ คี วามพงึ พอใจ ในการปฏบิ ตั ิงาน
ตา่ ง ๆ

ฤทธิชัย แสนกลาง (2561 หน้า 10) กล่าวไว้ว่า ความต้องการทั้ง 5 ขั้นของ มนุษย์มี
ความสำคัญไม่เท่ากันการจูงใจตามทฤษฎีนี้จะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมี

34

ความต้องการที่แตกต่างกันไป และความต้องการในแต่ละขั้นจะมีความสำคัญแก่บุคคลมากน้อย
เพียงใด ย่อมข้ึนอย่กู ับความพึงพอใจท่ีได้รบั จากการตอบสนองความต้องการในลำดับขนั้ นั้น ๆ

Maslow. (1970 : 69-80) กล่าวไว้ว่า ทฤษฏีลำดับขั้นของความต้องการ Maslow (Needs-
Herarchy Theory) เป็นทฤษฏีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางโดยตั้งอยู่บนสมมติฐา น
เกีย่ วกบั พฤติกรรมของมนษุ ย์ ดงั น้ี

1. ลักษณะความตอ้ งการของมนุษย์ได้แก่
1.1 ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้นความสำคัญ โดยเริ่มระดับความ

ตอ้ งการขน้ั สงู สดุ
1.2 มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนอง

แล้วกม็ คี วามต้องการสง่ิ ใหม่เข้ามาแทนท่ี
1.3 เมือ่ ความตอ้ งการในระดับหนึ่งไดร้ ับการตอบสนองแลว้ จะไมจ่ งู ให้เกิดพฤติกรรม

ตอ่ สิง่ นั้นแตจ่ ะมีความต้องการในระดบั สูงเข้ามาแทน และเป็นแรงจงู ใจให้เกดิ พฤตกิ รรมนนั้
1.4 ความต้องการที่เกิดขึ้นอาศัยซึ่งกันและกันมีลักษณะควบคู่ คือ เมื่อความ

ต้องการอย่างหน่ึงยงั ไมห่ มดสนิ้ ไปกจ็ ะมีความต้องการอีกอยา่ งหน่ึงเกิดข้ึนมา
2. ลำดับขนั้ ความตอ้ งการของมนษุ ย์มี 5 ระดับ ไดแ้ ก่
2.1 ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความ

ต้องการเบื้องต้น เพื่อความอยู่รอดของชีวิต เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เครื่องนุ่งห่ม ยา
รักษา โรค ที่อยู่อาศัย และความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมของคนก็ตอ่ เม่ือความต้องการทง้ั หมดของคนยงั ไม่ไดร้ บั การตอบสนอง

2.2 ความต้องการความม่ันคงปลอดภยั (Security Needs) เปน็ ความรู้สึกที่ต้องการ
ความมนั่ คงปลอดภยั ในปจั จบุ นั และอนาคตซง่ึ รวมถงึ ความก้าวหน้า และความอบอุ่นใจ

2.3 ความต้องการทางสงั คม (Social or Belonging Needs) ได้แก่ ความต้องการที่
จะเข้าร่วม และได้รับการยอมรับในสงั คมความเปน็ มิตร และความรักจากเพือ่ น

2.4 ความต้องการที่จะไดร้ ับการยกยอ่ งหรอื มีชื่อเสียง (Esteem Needs) เป็นความ
ต้องการระดับสูง ได้แก่ ความต้องการอยากเด่นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถ
ความเป็นอสิ รภาพ และเสรแี ละการเปน็ ที่ยอมรับนับถอื ของคนทั้งหลาย

2.5 ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต (Self Actualization Needs) เป็น
ความต้องการระดับสูงของมนุษย์ส่วนมากจะเป็นการนึกอยากจะเป็นอยากจะได้ตามความคิดเห็น
ของตวั เอง แต่ไม่สามารถแสวงหาได้

35

ทฤษฎีแรงจูงใจด้านความสำเร็จของแมคคลีแลนด์ (McClelland's achievement
motivation theory)

แมคคลแี ลนด์ (McClelland, 1975, pp. 43-168) เปน็ ผู้สรา้ งทฤษฎีการจูงใจในความสำเร็จ
หรือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ โดยศึกษาระดับความต้องการในความสำเร็จของมนุษย์ ซึ่งมาจากความ
ต้องการสำคัญ 3 ประการ คือ

1. ความต้องการความสัมพันธ์หรอื แรงจูงใจใฝส่ มั พันธ์
2. ความต้องการมอี ำนาจหรอื แรงจงู ใจใฝ่อำนาจ
3. ความตอ้ งการความสำเร็จหรอื แรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธ์ิ
แมคคลีแลนด์ เน้นสาระสำคัญด้านแรงจูงใจว่า ผู้ที่จะทำงานได้ประสบความสำเร็จต้องมี
แรงจูงใจด้านความต้องการสัมฤทธิ์ผลอยู่ในระดับสูงจะเห็นได้ว่า ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของแมก
คลีแลนด์ สามารถนำไปใช้กระตุ้นหรือเพ่ิมแรงผลักดัน เพ่ือให้งานประสบความสำเร็จ ทำได้โดยสรุป
ได้ ดังน้ี
1. เขียนเปา้ หมายในการทำงานของตนเองให้ชดั เจน
2. วางเปา้ หมายท่ีทา้ ทายความสำเรจ็
3. มีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง
4. กำหนดเป้าหมายลงตาราง โดยมีระยะเวลาที่แน่นอนว่างานจะประสบผลสำเรจ็ เม่ือใด
5. จัดลำดบั เป้าหมาย ตอ้ งจัดลำดบั ความสำคญั ของเปา้ หมายในการทำงานวา่ อะไร
6. ทบทวนและปรับปรงุ เป้าหมาย มกี ารทบทวนเป้าหมายเป็นระยะ ๆ
7. ใหร้ างวัลตนเอง ถา้ ทำงานประสบความสำเร็จสำคัญกว่ากัน
ทฤษฎีสองปจั จยั ของเฮอรซ์ เบอร์ก
เฮอร์ซเบอร์ก (Herzberg, 1959, p. 186 อ้างถึงใน พัทธนันท์ อึ่งรัก, 2556. หน้า 15) ได้
ศึกษาทคลองเกี่ยวกับการจูงใจในการทำงาน โดยการสัมภาษณ์วิศวกรในเมืองพิทส์เบอร์ก ประเทศ
สหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาทดลอง สรุปได้ว่า สาเหตุที่ทำให้วิศวกรและนักบัญชีเกิด ความพึงพอใจ
และไมพ่ ึงพอใจในการทำงานนั่น มี 2 องคป์ ระกอบ คือ
1. องค์ประกอบกระตุ้น (Motivation factors) หรือปัจจัยจูงใจ มีลักษณะสัมพันธ์กับเร่ือง
ของงานโดยตรง เป็นสิ่งทีจูงใจบุคคลให้มีความดั่งใจในการทำงานและเกิดความพอใจในการทำงาน
ปัจจัยน้ี ได้แก่

1.1 ความสำเร็จของงาน หมายถึง การที่บุคคลสามารถทำงานได้เสร็จส้ินและ
ประสบผลสำเร็จ

1.2 การไดก้ ารยอมรับนบั ถือ หมายถึง การที่บุคคลได้รับการยอมรับนับถือไม่ว่าจาก
กลุม่ เพื่อน ผูบ้ ังคบั บญั ชา หรอื จากกลมุ่ บคุ คลอื่น

36

1.3 ลักษณะของงาน หมายถึง ความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีของบุคคลทีมีต่อลักษณะของ
งาน

1.4 ความรับผิดชอบ หมายถึง ความพงึ พอใจทเ่ี กิดข้ึนจากการทไ่ี ดร้ ับการมอบหมาย
ใหร้ บั ผิดชอบงานใหม่ ๆ และมอี ำนาจรบั ผิดชอบอยา่ งเต็มที่

1.5 ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในสถานะ
หรือตำแหนง่ ของบุคลากรในองคก์ ร

2. องค์ประกอบค้ำจุน (Hyeine factors) หรือปัจจัยค้ำจุน เป็นปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับ
สิ่งแวดลอ้ มในการทำงานหรือส่วนประกอบของงาน ทำหน้าที่ป้องกันไม่ใหค้ นเกดิ ความไม่พึงพอใจใน
การทำงาน กล่าวคือ หากขาดปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในการทำงาน แต่แม้ว่าจะมี
ปัจจัยเหล่านี้อย่กู ไ็ มอ่ าจยนื ยันได้วา่ เป็นส่ิงจงู ใจของผปู้ ฏบิ ัติงาน ปัจจัยน้ี ไดแ้ ก่

2.1 เงนิ เดือน หมายถงึ ความพงึ พอใจและไม่พึงพอใจในเงนิ เดือนหรืออัตราการเพิ่ม
เงนิ เดอื น

2.2 โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต นอกจากจะ หมายถึง การที่บุคคล
ได้รับการแต่งต้ังโยกย้ายตำแหน่งภายในองค์กรแล้วยัง หมายถึง สถานการณ์ที่บุคคลสามารถได้รับ
ความก้าวหน้าในทักษะหรือวิชาชีพของเขา ดังนั้น จึงหมายถึงการที่บุคคลได้รับสิงใหม่ ๆ ในการ
เพม่ิ พูนทกั ษะท่จี ะช่วยเอ้ือต่อวชิ าชีพของเขา

2.3 ความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หมายถึง การติดต่อไม่ว่าจะเป็นกิริยาหรือ
วาจาท่ีแสดงถึงความสัมพันธ์อนั ดีตอ่ กนั

2.4 สถานะของอาชีพ หมายถึง ลักษณะของงาน หรือสถานะท่ีเป็นองคป์ ระกอบทำ
ให้บุคคลเกิดความรสู้ กึ ต่องาน เชน่ การมีรถประจำตำแหน่ง เปน็ ต้น

2.5 ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา หมายถึง การติดต่อพบปะกัน โดยกิริยาหรือ
วาจาแตม่ ิได้รวมถงึ การยอมรับนับถือ

2.6 นโยบายและการบริหารงานขององคก์ ร หมายถึง การจัดการและการบรหิ ารงาน
ขององคก์ ร

2.7 ความสัมพนั ธก์ ับเพ่ือนรว่ มงาน
2.8 สถานภาพการทำงาน ได้แก่ สถานภาพทางกายภาพที่เอื้อต่อความเป็นสุขใน
การทำงาน
2.9 ความเปน็ ส่วนตวั หมายถงึ สถานการณซ์ ึ่งลกั ษณะบางประการของงานส่งผลต่อ
ชีวิตส่วนตัวในลักษณะของผลงานน้ัน เป็นองค์ประกอบหน่ึงที่ทำให้บุคคลมีความรู้สึกอย่างใดอย่าง
หน่ึงต่องานของเขา

37

2.10 ความมน่ั คงในงาน หมายถึง ความรสู้ กึ ของบุคคลที่มีความม่ันคงของงานความ
มน่ั คงในองคก์ ร

2.11 วิธีการปกครองบงั คับบัญชา หมายถึง ความรู้ความสามารถของผู้บงั คับบัญชา
ในการดำเนนิ งานหรือความยุติธรรมในการบริหารงาน

สรุปได้ว่า ทฤษฎีลำดับความต้องการของมนุษย์ เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงความต้องการของ
มนุษย์ที่เริ่มจากระดับต่าง ๆ หากได้รับการตอบสนองในระดับที่พึงพอใจแล้วก็จะเป็นไปหาความ
ต้องการในขั้นที่สูงขึ้นไป ซึ่งสามารถนามาประยุกต์ใช้กับการสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองได้
และหากโรงเรียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการ หรือความคาดหวังขั้นพื้นฐานของผู้ปกครอง
นักเรียนได้เป็นที่พึงพอใจแล้วก็ย่อมเป็นแนวทางสร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่ง เพื่อจะสามารถสร้างความ
พึงพอใจในระดับสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญ ในการกำหนดนโยบายการบริหารงานของโรงเรียน
เพอื่ พัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา ท้ังต่อตัวนกั เรยี นและการให้บรกิ ารของโรงเรียน

การวัดความพึงพอใจ
การวัดความพึงพอใจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการให้ความสนใจของผู้วิจัยประกอบกับ
ระดับความรสู้ กึ ของผูเ้ รียนในมิติตา่ ง ๆ ของแต่ละบุคคล ดังนน้ั การวัดระดับความพึงพอใจสามารถทำ
ได้หลายวธิ ี ดังน้ี
อัจฉรา บญุ ชุม (2559 หน้า 10) กล่าวไว้ว่า ความพงึ พอใจผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
หมายถึง ความรู้สึกของผู้รับบรกิ าร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจหรือไม่ประทับใจ
ภายหลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการโดยเปรียบเทียบกับความคาดหวังที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือ
บริการ ดงั ความสัมพันธ์ ความพึงพอใจลกู ค้า = ความคาดหวัง = บริการทไ่ี ด้รบั
พัชริยา แก่นสา (2555, หน้า 46-48) กล่าวถึง การวัดความพึงพอใจไว้ สรุปได้ว่า ในการวัด
ความรู้สึกในทางที่ดี ไม่ดีหรือไม่พอใจ ซึ่งวิธีการวัดนั้นมีอยู่หลายวิธี เช่น วิธีการสังเกต วิธีการ
สมั ภาษณ์ วิธกี ารใชแ้ บบสอบถาม เปน็ ตน้ ซึ่งมีรายละเอียด ดงั นี้
1. วิธกี ารสงั เกตุ เป็นวิธกี ารใชต้ รวจสอบบุคคลอน่ื โดยการเฝา้ มองและจดบันทึกอย่างมีแบบ
แผน วธิ เี ปน็ วิธีการศึกษาทเ่ี กา่ แก่และยังเป็นทนี่ ิยมใช้อยา่ งแพร่หลายจนถึงปจั จุบัน แต่ก็เหมาะสมกับ
การศึกษากับขอ้ มลู จานวนน้อยเทา่ นนั้
2. วธิ กี ารสมั ภาษณ์ เปน็ วิธกี ารที่ผวู้ ิจยั จะตอ้ งออกไปสอบถามโดยการพูดกบั บุคคลน้นั ๆ โดย
มกี ารเตรยี มแผนงานลว่ งหนา้
3. วธิ ีการใช้แบบสอบถาม วธิ ีการน้จี ะเปน็ การใชแ้ บบสอบถามที่มีข้อคาอธิบายไว้อยา่ งชัดเจน
เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมีความเขา้ ใจตรงกนั มักใช้ในกรณที ีต่ ้องการข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก ๆ
วิธีน้ีนับเป็นวิธีนิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนประมาณค่าแบบลิเคิร์ท (Likert scales)

38

ประกอบด้วย ข้อความที่แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมี คำตอบท่ี
แสดงถึงระดับความร้สู ึก 5 คำตอบ ได้แก่ มากที่สดุ มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยท่ีสุด

สุชาดา เนตรฉัยยา (2555, หน้า 49) กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจต่อการให้บริการ
สาธารณะ (Public service satisfaction) จะเป็นการประเมินค่าโดยลูกค้าหรือผู้รับบริการ ต่อ
กิจกรรมสาธารณะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือชุดของการให้บริการสาธารณะใด ๆ ก็ตาม ตัวชี้วัดความ
พึงพอใจส่วนใหญ่จะวัดที่พฤติกรรมของผู้ให้บริการ กระบวนการให้บริการหรือผลผลติ ที่ได้รับ ดังนั้น
การวัดระดับความพึงพอใจจึงน่าจะหมายถึงปฏิกิริยาด้านความรู้สึกของประชาชน ในฐานะ
ผู้รับบริการว่ามีความรู้สึกเช่นไรตอ่ งานหรือต่อบริการน้ัน ๆ ซึ่งอาจจะประเมินว่า ชอบมาก ชอบน้อย
พอใจหรือไม่พอใจเช่นไร โดยที่ความรู้สึกนี้น่าจะเป็นความรู้สึกสุดท้าย ภายหลังจากที่ประชาชน
เหลา่ นน้ั ไดต้ ัดสนิ ใจประเมนิ ออกมาแล้ว ขณะทพี่ ฤตกิ รรมของผ้ใู ห้บริการ กระบวนการบรหิ าร ผลผลติ
ทีไ่ ด้รับจะเปน็ สาเหตขุ องการทำให้เกดิ ความรสู้ กึ พงึ พอใจ หรอื ไมพ่ งึ พอใจออกมา

มิลเลต (Millet, 1954, p. 357) กล่าวไว้ว่า ซึ่งศึกษาความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการ
ให้บริการหรือความสามารถในการที่จะพิจารณาว่าการบริการทีใ่ ห้น้ันเปน็ เพียงความพึงพอใจหรือไม่
พจิ ารณาไดจ้ ากสิง่ ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. การให้บริการอย่างเท่าเทียมกัน (Equitable service) หมายความว่า ความยุติธรรม ใน
การบริหารงานภาครัฐ ท่ีมฐี านคตวิ ่าคนทกุ คนเท่าเทียมกัน ดังนั้น ประชาชนทกุ คนจะได้รับการปฏิบัติ
อย่างเท่าเทียมกันในแง่ของกฎหมาย ไม่มีการแบ่งแยกกีดกันในการให้บริการประชาชนจะ ได้รับการ
ปฏบิ ัตใิ นฐานะทเี่ ปน็ ปจั เจกบุคคลทใ่ี ช้มาตรฐานการใหบ้ ริการเดียวกัน

2. การให้บริการอย่างรวดเร็ว (Timely service) หมายความว่า การให้บริการตาม ลักษณะ
ความจำเป็นเรง่ ดว่ น และความต้องการของประชาชนผู้ใชบ้ รกิ าร

3. การใหบ้ รกิ ารอยา่ งเพยี งพอ (Ample service) หมายความวา่ การใชบ้ ริการสาธารณะต้อง
มลี กั ษณะ มจี ำนวน มีการใหบ้ รกิ ารและสถานทีใ่ ห้บรกิ ารอย่างเหมาะสม สรา้ งความยุติธรรมใหเ้ กิดขึ้น
แกผ่ ู้รับบรกิ าร ความเพียงพอในสถานที่ บคุ ลากร วัสดุ อุปกรณ์ ท่ใี ช้ในการปฏบิ ตั ิหน้าที่ ตลอดจนการ
พัฒนาระบบบริการของราชการให้มีคุณภาพเพียงพอตามความจำเป็น และความต้องการของ
ประชาชน

4. การให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Continuous service) หมายความว่า การให้บริการ ตั้งแต่
เรม่ิ ตน้ และต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยยดึ ประโยชนส์ าธารณะเป็นหลักไม่ใช่ยึดความพอใจของหน่วยงานท่ี
ใหบ้ รกิ ารว่าจะให้ หรือหยุดบรกิ ารเมอ่ื ใดก็ได้

5. การให้บริการอย่างก้าวหน้า (Progressive service) หมายความว่า การพฒั นาการบริการ
ดา้ นปรมิ าณและคุณภาพให้มคี วามเจริญกา้ วหน้าไปเร่ือย ๆ โดยใช้ทรัพยากรเทา่ เดมิ

39

สกนิ เนอร์ (ภพ เลาหไพบูลย.์ 2540 : 193; อ้างองิ มาจาก Skinner. n.d.) ไดก้ ลา่ วถงึ วิธีการ
สร้างความพึงพอใจไว้ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ เป็นการให้สิ่งเร้า เพื่อให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมใด
พฤติกรรมหนึ่งต่อไป ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระว่างสิ่งเร้ากับพฤติกรมที่เกิดขึ้น สิ่งเร้าเป็นสัญญาณให้
นักเรียนรู้ว่าควรจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดยการแลกเปลี่ยนเนื้อหาสาระประสบการณ์ ความ
คิดเห็น ความรู้สึก อารมณ์ ความสนใจ ความพึงพอใจ เจตคติ ค่านิยม ตลอดจนทักษะ และความ
ชำนาญระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยมีสถานการณ์หรือสัญลักษณ์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ดังนั้น
กระบวนการเรียนรู้จะต้องมีสื่อที่ดี ถ้าเลือกการใช้สื่อการเรียนรู้เป็นไปในแนวทางท่ี เหมาะสมแล้ว
ความรู้ความเข้าใจการแสวงหาความรู้และความพึงพอใจจะสะสมเป็นระบบแล้ว ผลของการของ
ผู้เรียนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อการเรียนรู้ก็จะทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความ
พึงพอใจ

ไวทเ์ ฮด (Whitehead. 1967 : 1) ไดก้ ลา่ วถงึ จังหวะของการศึกษามี 3 ขัน้ ตอน ดังนี้
1. การสร้างความพึงพอใจ โดยให้นักเรียนได้รับสิ่งใหม่ ๆ มีความตื่นเต้น พอใจใน

การไดพ้ บและเกดิ สิง่ ใหม่ ๆ
2. การทำความกระจ่าง โดยมีการจัดระบบระเบียบ ให้คำจำกัดความ มีการกำหนด

ขอบเขตทีช่ ดั เจน
3. การนำไปใช้โดยนำสิ่งใหม่ที่ได้มาไปจัดสิ่งใหม่ ๆ ที่จะได้พบต่อไป เกิดความ

ตืน่ เตน้ ที่จะเอาไปจัดส่ิงใหม่ ๆ เข้ามา
Parasuraman, Zeithaml & Berry, 1988 ( อ้างถึงใน ปราณี เอี่ยมลออภักดี, 2550) ได้

กล่าวถึง การวัดคุณภาพบริการ (SERVQUAL) ในกระบวนการของการให้บริการสิ่งที่ธุรกิจคาดหวัง
คอื ความพึงพอใจของลูกค้าท่ีมตี ่อการบริการทีไ่ ดร้ ับ ดงั นน้ั เพื่อใหผ้ ใู้ ช้บรกิ ารรบั รู้ถงึ คุณภาพของการ
บริการ ธรุ กจิ สามารถพจิ ารณาตวั ชี้วัดคณุ ภาพของบรกิ าร ซ่งึ สรุปได้ ดังน้ี

1. ความสามารถ (Competence) หมายถึง ความสามารถ ทักษะ และความรู้ ของผู้
ใหบ้ ริการ และสามารถใชส้ ่งิ เหลา่ นัน้ ในการดำเนินการด้านบรกิ าร

2. ความนา่ เชอื่ ถือ (Reliability) หมายถึง ความสมำ่ เสมอในการบริการได้อย่างถูกต้องเป็นท่ี
น่าเชอ่ื ถอื หรือเปน็ ทไ่ี ว้วางใจของผรู้ บั บริการ

3. การตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง ความพร้อมที่จะให้บริการ เพื่อเป็นการ
ตอบสนองลกู ค้าได้ตรงเวลา หรือภายในเวลาทล่ี ูกคา้ ต้องการ

4. ความเข้าถึงได้ (Accessibility) หมายถึง ผู้รับบริการสามารถที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการได้
สะดวก

5. ความเข้าใจผู้รับบริการ (Understanding) หมายถึง ผู้ให้บริการจะต้องมีความเข้าใจ
ความตอ้ งการของผ้รู ับบรกิ าร และพรอ้ มที่จะเสนอตอบความต้องการดงั กล่าว

40

6. การติดต่อสื่อสาร (Communication) หมายถึง ผู้รับบรกิ ารจะต้องเป็นผู้ฟงั ถึงปัญหาของ
ผู้รับบริการ และมีความสามารถที่จะแจ้งให้เกิดความเข้าใจได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้ให้บริการต้อง
เข้าใจภาษาของผู้รับบริการ เพื่อจะได้สื่อสารระหว่างกันได้เข้าใจ และเกิดความพึงพอใจที่จะรับ
บริการต่อไป

7. ความไว้วางใจ (Creditability) หมายถึง ผู้ให้บริการควรให้บริการด้วยความซื่อสัตย์ ไม่
ปิดบัง แต่ต้องโปรง่ ใสตรวจสอบได้

8. ความปลอดภัย (Security) หมายถึง การให้บริการด้วยความปลอดภัยต่อผู้รับบริการ ท้ัง
ทางด้านกายภาพและการเงนิ

9. ความสุภาพออ่ นโยน (Courtesy) หมายความรวมถงึ มารยาทท่ีดีงาม ความออ่ นน้อม การ
พดู จาทไ่ี พเราะ ความเปน็ มติ ร และความเอาใจใส่ดแู ลเป็นอยา่ งดี ในขณะท่ใี หบ้ รกิ ารผรู้ บั

10. การจับต้องได้ (Tangibility) หมายความรวมถึง เครื่องมือและอุปกรณ์ในการให้บริการ
บุคลิกภาพและการแสดงออกของผใู้ หบ้ รกิ าร สง่ิ อาํ นวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นตน้

สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจ เป็นการตรวจสอบทัศนคติของบุคคลที่มีตอ่ สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซ่ึง
สามารถใชเ้ ครอื่ งมอื วัดไดห้ ลายแบบ เชน่ การสังเกตการสมั ภาษณ์ และการใชแ้ บบสอบถาม เปน็ ต้น

งานวิจยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง

งานวจิ ยั ในประเทศ
ยุทธพล เติมสมเกตุ (2555) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การแก้ไขพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียนในวิชา
ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตร รุ่นที่ 121 ในกลุ่ม
สายงานอำนวยการด้วยวิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติผลการวิจัย พบว่าการเรียนการสอนโดยใช้
บทบาทสมมติสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ และตั้งใจเรียนมากขึ้น หากเนื้อหาวิชาที่เรียนมี
ความนา่ เบอ่ื และแยกตอ่ การมองเห็นสภาพปัญหา สาเหตุ และสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทีอ่ าจเกิดขนึ้ จริงได้
ชัดเจน และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นเหมาะแก่การฝึกทักษะการคิด และการตัดสินใจแก้ไขปัญหาตาม
สถานการณ์ไดเ้ ปน็ อย่างดี การสอนโดยใช้บทบาทสมมติจึงเป็นเคร่ืองมือท่ีสามารถนำไปปรับใช้ในการ
เรียนการสอนวิชาอ่ืน ๆ ไดด้ ี
อรพิน แก่นบุดดี (2556) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง ผลการใช้วิธีสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง หลัก
ประชาธปิ ไตย กลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ท่มี ีตอ่ ความสามารถในการคิด
แก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบ
บทบาทสมมติ มคี วามสามารถในการคดิ แก้ปญั หามผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน
และมคี วามคงทนในการเรยี น

41

อดิศักดิ์ หวังจิตต์ (2556) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
ประวัติศาสตร์ไทย ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ที่สอนด้วยวิธีการบรรยาย และ
วิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเรียนด้วยวิธีการใช้
บทบาทสมมติ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยวิธีการ
บรรยาย อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05 ซึง่ เปน็ ไปตามสมมติฐานท่กี ำหนดไว้

กรรณิการ์ ถรี าวฒุ ิ (2560) ไดศ้ ึกษาวจิ ัยเร่ือง การศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความพึง
พอใจในการจดั การเรยี นการสอน รายวชิ า 0109431 นิทานสภุ าษติ จนี โดยใช้บทบาทสมมติ ของนิสิต
หลักสตู รวิชาภาษาจีน ช้ันปีที่ 3 มหาวทิ ยาลยั ทักษิณ ผลการวจิ ัย พบว่า ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลัง
เรียนโดย ใช้การเรียนการสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ ในรายวิชา 0109431 นิทานสุภาษิตจีน สูง
กว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05

งานวจิ ัยต่างประเทศ
เซียว เฮาจัง (Xiao Haozhang, 1997,p. 76) ไดศ้ กึ ษาการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติและการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลช่วยในการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกทักษะการฟัง พูดของผู้เรียน ผลการศึกษา
พบว่า ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยการสอนภาษาอังกฤษที่ใช้เทคนิคกิจกรรม
บทบาทสมมติที่นนั ความถูกตอ้ ง ความคล่องแคล่ว และการปฏิสัมพันธ์ที่มคี วามหมายผู้เรียนมีโอกาส
ริเริ่มการสื่อสารด้วยความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ภาษาอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันครูก็ได้รับข้อมูลย้อนกลับ และสามารถแก้ไข ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ทันที สรุปได้ว่า
กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นเทคนิคที่สามารถพัฒนาทักษะฟัง พูดภาษาอังกฤษ และกระตุ้นให้ผู้เรียน
เกดิ แรงจูงใจในการเรยี น
ซิกเลอร์และออดเคย์ (Siglier & Ockey, 1998, p. 68) ได้ศึกษาการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางและการสอนที่เห็นความสำคัญของการสื่อสารโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ ผลจาก
การศึกษา พบว่า การเรียนโดยใชเ้ ทคนิคกิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกจิ กรรมที่มคี วามยืดหยุ่น ผู้เรียน
สามารถคิดแนวทางในการสื่อสารที่เหมาะกับความสนใจของคน และช่วยครูในการควบคุมและ
กำหนดทศิ ทางการเรียนได้ นอกจากนี้ ครยู งั สามารถตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรยี น และได้รับข้อมูล
ย้อนกลับด้วย และในกิจกรรมการเรียนนั้นผู้เรียนได้สร้างสรรค์สถานการณ์สื่อสารที่มีความหมาย มี
โอกาสใช้ความรู้ความสามารถในสถานการณ์เเทจ้ รงิ สามารถสร้างองค์ความรู้ คำศัพท์ ได้เรียนรู้ และ
ยังสามารถเอาชนะอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ภาษา และตอบสนองความต้องการที่แท้จริง ดังน้ัน
ผู้เรียนส่วนใหญ่ จึงมีความกระตือรือร้นในการเรียนสนใจการเรียนภาษาอังกฤษในบริบทที่พวกเขามี
ประสบการณ์เปลี่ยนมุมมองแนวคิดจากประสบการณ์ที่เรียน และประสบความสำเร็จในการพัฒนา
ความสามารถในการสื่อสาร

42

รชิ ารด์ และรอดเจอร์ส (Richards and Rodgers, 2000. p. 68) ไดใ้ ชก้ ิจกรรมบทบาทสมมติ
เพื่อให้นักเรียนมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนวิชาท่องเท่ียวของนักศกึ ษาปีที่ 1 มหาวิทยาลยั James
Cook ประเทศออสเตรเลีย และ เพื่อให้นักศึกษามีทักษะการคิดริเริ่มในด้านการเขียน การสื่อสาร
และการแสดงความคิดอย่างเป็นเหตุและผล การคิดวิเคราะห์การทำงานวิจัย และการทำงานกลุ่ม
กจิ กรรมบทบาทสมมตเิ อื้อประโยชนใ์ นด้านการเรยี น การฝึกทักษะ และยงั ส่งผลต่อการเรียน คือ ช่วย
ใหน้ ักศึกษาได้เข้าใจในกระบวนการเรยี น มีทศั นคติต่อการเรยี น รู้จักแก้ไขปัญหา และก่อให้เกิดความ
ร่วมมือในด้านการเรียนจากแบบสอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียน และทัศนดติของ
นักศึกษาต่อกิจกรมผลปรากฏว่า นักศึกษาคิดว่าตนเองมีพัฒนาการด้านการเรียน มีทัศนคติ และ
แรงจูงใจในการเรียนในภาพรวมในระดับพอใจ ผู้วิจัยสรุปว่า การใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ ทำให้
นักศึกษามีพัฒนาการในทักษะกระบวนการเรียน นักศึกษามีผลการเรียนที่ดีในวิชาและมีความพึง
พอใจในระดับสูงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้แนะนำให้ใช้กิจกรรมบทบาทสมมดิใน
หลกั สตู รวิชาทอ่ งเที่ยว ซงึ่ จะทำใหก้ ระบวนการเรียน และการวัดประเมินผลมปี ระสิทธภิ าพ

โรบินสัน (Robinson. 2000) ทำวิจัยเรื่อง "การหาประสิทธิภาพของสภาพแวดล้อมที่ใช้
บทบาทสมมติในการเตรียมกิจกรรมสำหรับการเขียนเนื้อเรื่อง" โรบินสันใช้บทบาทสมมตใิ นห้องเรยี น
เพอ่ื เตรียมความพร้อมในการเขียนเน้ือเร่ือง โดยให้นักเรียน 2 คนแสดงบทบาทสมมติผา่ นการเล่นเกม
ทางคอมพิวเตอร์ นอกจากนักเรียนจะได้รับความสนุกสนานแล้ว นักเรียนยังเข้าถึงอารมณ์และ
ความรู้สึกของตัวละครทางคอมพวิ เตอร์ด้วย เสมอื นตวั เองเปน็ ตัวละครนน้ั จรงิ ๆ เปน็ การเตรียมความ
พร้อมก่อนจะเขียนเนื้อเรื่อง เพราะนักเรียนจะมีจินตนาการในการเขียนอย่างมีความสุข มีความคิด
สรา้ งสรรค์ มอี สิ ระในการเขยี นอย่างต่อเนือ่ ง

จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติมา
ประกอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า นักเรียนที่ได้รับ
การสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ มีพัฒนาด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์
พัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้สูงขึ้น และจัดการ
เรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติยังมีส่วนช่วยให้นักเรียนเรียนเกิดความมั่นใจในการเรียนและใน
สถานการณจ์ ริง และสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้นักเรยี นสามารถพัฒนาด้านการ
เรียน และสามารถใช้เทคนิคในการสื่อสารกับบุคคลอื่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้สามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตลอดจน มีเจคติที่ดีต่อการเรียนการสอนต่อไป ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำ
การจัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติมาประกอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกับ
นกั เรยี นชัน้ มยั ธมศกึ ษาปที ่ี 2 เพอ่ื พัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนในรายวชิ าประวัติศาสตร์

43

บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนินการวจิ ยั

การวิจัยน้ี เป็นวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
รายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 2) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้รูปแบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมี
ขั้นตอนการดำเนนิ การวจิ ัย ดังภาพที่ 3.1

ขนั้ ศกึ ษาขอ้ มลู เบือ้ งตน้ ข้ันออกแบบการทดลองและเครอ่ื งมือการวิจยั
1. ศึกษาค้นคว้าแนวคดิ 1. วิเคราะหเ์ น้ือหา
ทฤษฎหี ลักการ 2. ออกแบบเคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
2. วเิ คราะห/์ สงั เคราะห์ 3. กําหนดเกณฑ์การแปลผล

สรุปผลการวจิ ยั ขั้นการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมอื
1. วเิ คราะหข์ อ้ มูล/แปลผลการวจิ ัย 1. เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ยั
2. สรปุ ผลการวิจยั
3. ขอ้ เสนอแนะการวิจยั 1.1 แผนการจดั การเรยี นรู้
4. นำเสนอผลการวจิ ัย 1.2 แบบทดสอบ
1.3 แบบประเมนิ ผลงาน/ชน้ิ งานเชงิ
ข้นั ดําเนินการทดลอง ประจักษ์
1. นําเครื่องมือวจิ ยั ไปทดลองใช้ 1.4 แบบสงั เกตพฤติกรรม
2. เก็บรวบรวมขอ้ มลู 1.5 แบบประเมินความพงึ พอใจ
3. ตรวจสอบความสมบรู ณ์ 2. ตรวจสอบความตรงเชิงเนอ้ื หา
3. หาค่าความเช่อื ม่ัน

ภาพท่ี 3.1 ขนั้ ตอนการดำเนินการวจิ ัย

44

การวจิ ัยนี้ เป็นวจิ ัยประเภทเชิงทดลอง ดำเนินการวจิ ัย ดังน้ี
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั
3. แบบแผนการวจิ ยั
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู

ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง

ประชากร คือ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2566 โรงเรยี นปัญญาวรคุณ จำนวน 9 หอ้ ง รวมท้งั ส้ิน 270 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ เปน็ นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 กำลังศึกษาในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา
2566 โรงเรียนปญั ญาวรคุณ ห้อง ม.2/1 จำนวน 35 คน โดยใช้วิธีการสมุ่ ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster
Sampling)

แบบแผนการวจิ ัย

การวิจัยนี้ เป็นการวจิ ัยเชงิ ทดลอง แบบทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้รปู แบบแสดง
บทบาทสมมติ (Role Playing ) โดยใช้แบบแผนของการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest
Design (Fitz-Gibbon,1987 : 113) ดังตารางที่ 3.2

ตารางท่ี 3.2 แบบแผนของการวิจัยแบบ One-Group Pretest - Posttest Design
ทดสอบก่อนเรยี น การจดั การเรียนรแู้ บบแสดง ทดสอบหลังเรียน
บทบาทสมมติ
T1 X T2

สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในแบบแผนการวจิ ยั
T1 คอื การทดสอบกอ่ นการจัดการเรยี นรู้
X คือ การจดั การเรียนรแู้ บบแสดงบทบาทสมมติ
T2 คือ การทดสอบหลงั การจัดการเรียนรู้


Click to View FlipBook Version