ชวนชิมขนมไทย พร้อมสูตร วิธีทำ�ทุกขั้นตอน สูตรขนมไทยดังเดิม ประวัติขนม
ชวนชิมขนมไทย พร้อมสูตร วิธีทำ�ทุกขั้นตอน สูตรขนมไทยดังเดิม ประวัติขนม
คำ�นำ� หนังสือเล่มนี้ทำ�ขึ้นเพื่ออยากให้ทุกคนหันมาอนุรักษ์ขนมไทยสืบต่อไปมี ขนมไทยอร่อยหลากหลายสนิทพร้อมวิธีทำ�เพื่อนำ�ไปปรับใช้ทำ�เป็นกิจกรรม เวลาว่างในครอบครัวหรือทำ�ขายเป็นอาชีพทั้งนี้อยากให้ทุกท่านมองเห็นความ สำ�คัญของขนมไทยและอนุรักษ์ต่อไป
สารบัญ หน่วยที่ 1 ขนมไทย ขนมต้มใบเตย ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน ลูกชุบ ขนมลืมกลืน วุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน ตะโก้เผือก ขนมถ้วยโบราณ ข้าวเหนียวเปียกลำ�ไย ขนมดอกจอก ตะโก้สาคูอัญชัน ฟักทองแกงบวด กล้วยไข่เชื่อม ขนมปลากริมไข่เต่า บัวลอยแก้วฟักทองมะ พร้าวอ่อน ขนมชั้น ถังแตก ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวต้มมัด ขนมใส่ไส้ ทับทิมกรอบ ข้าวเหนียมสังขยา ขนมอินทนิล หน่วยที่ 2 ฅนทำ�คนดู หน่วยที่ 3 เทคโนโลยีสมัยใหม่ หน่วยที่ 4 เข้าพรรษา หน่วยที่ 5 อาสาฬบูชา หน่วยที่ 6 วันสำ�คัญที่ 28 ก.ค หน่วยที่ 7 โฆษณา SIBA
ขนมต้มใบเตย วิธีทำ� เวลาเตรียมส่วนผสม: 55 นาที เวลาปรุงอาหาร: 30 นาที อ่านต่อได้ที่ 1 ทำ�ไส้ขนมโดยนำ�น้ำ�ตาลปี๊บมาตั้งไฟให้ละลายแล้วใส่มะพร้าวขูดลงไป เคี่ยวจนเหนียว ปั้นได้ จึงปั้นเป็นลูก กลมๆ เคล็ดลับ: แบ่งมะพร้าวไว้สำ�หรับคลุกขนมนิดหน่อย 2 ทำ�ตัวขนมโดยการนำ�แป้งข้าวเหนียวมาผสมน้ำ�ใบเตยทีละนิดแล้วนวดจนแป้งไม่ติดมือ 3 นำ�แป้งมาแบเป็นวงกลม แล้วนำ�ไส้มาวางตรงกลางแล้วห่อปิดให้มิด 4 แล้วนำ�ไปต้มน้ำ�เดือด จนแป้งลอยขึ้นมาเป็นอันสุก ตักมาใส่น้ำ�เย็น แล้วเอาขึ้นให้สะเด็ดน้ำ� 5 นำ�มะพร้าวขูดส่วนที่เหลือมาคลุกเกลือนิดหน่อยแล้วนำ�แป้งที่สุกแล้วมาคลุกให้ทั่วทั้งลูก อ่านต่อได้ที่ https://www.wongnai.com/recipes/ugc/7e5a0a1a43c646eb99f3a827c1945b9c?ref=ct ขนมต้มเป็นขนมที่มีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เข้ามาพร้องกับศาสนาพราหมณ์และลัทธิความเชื่อ เกี่ยวกับเทพเจ้า โดยเชื่อกันว่าพระพิฆเนศโปรดขนมนี้ มาก ครั้งหนึ่งเสวยเข้าไปจนเต็มพุง เมื่อขี่หนูกลับวิมาน ระหว่างทางหนูมาเจองู ตกใจจึงหยุดทันที พระพิฆเนศ ตกจากหลังหนู พุงแตก พระพิฆเนศเสียดายขนมจึง กอบเข้าใส่พุงใหม่แล้วเอาซากงูที่ตีตายแล้วมาพันพุง ไว้ แล้วจึงกลับไปวิมาน ต่อมาได้มีบทบาทสำ�คัญในพิธี บวงสรวงเทวดา ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ยกเสาเอก ตั้ง ศาลพระภูมิ ในประเพณีสู่ขอแต่โบราณในบางท้องที่ใช้ ขนมต้มด้วย
ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน ที่มาของชื่อ “บ้าบิ่น” มีที่มาด้วยกันสองกระแส บ้างก็ ว่ามาจากผู้ที่เป็นเจ้าของตำ�รับซึ่งเป็นชาวชุมชนกุฎีจีน ชื่อ “แม่บิ่น” โดยครั้งแรกใช้ชื่อว่า “ขนมป้าบิ่น” และ เรียกเพี้ยนจนกลายเป็นบ้าบิ่นในที่สุด[2] ขณะที่อีก กระแสหนึ่งกล่าวว่า ด้วยความที่ขนมบ้าบิ่นมีที่มาจาก ขนมโปรตุเกสชื่อ กลชาดาซ เดอ กรูอิงบรา (Queijadas de Coimbra) ซึ่งใช้เนยแข็งเป็นวัตถุดิบ แต่เรียก กันติดปากเพียงคำ�สุดท้าย คือ “บรา” และต่อมาเพิ่ม คำ�ว่า “บิ่น” เข้าไป จนกลายมาเป็นขนมบ้าบิ่นในที่สุด [3] โดยแหล่งของขนมบ้าบิ่นที่ขึ้นชื่อ คือ อำ�เภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[4] 1. ผสมแป้งข้าวเหนียว น้ำ�ตาลทราย กะทิ และเกลือป่น ให้เข้ากันจนน้ำ�ตาลทราย ละลาย 2. ใส่เนื้อมะพร้าวขูดลงไปคนผสมให้เข้ากัน 3. นำ�กระทะขึ้นตั้งไฟกลาง ทาน้ำ�มันพืชที่กระทะบาง ๆ ใช้ช้อนตักส่วนผสมขนม ลงจี่ พอสุกให้กลับอีกด้านจนขนมสุกเหลืองสวย จัดใส่กระทงใบตอง พร้อมเสิร์ฟ • แป้งข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย (หรือแป้งข้าวเหนียวดำ�ผสมแป้งข้าวเหนียวขาวเล็ก น้อย) • น้ำ�ตาลทราย 1/2 ถ้วย (ปรับความหวานตามชอบ) • กะทิสด 1/2 ถ้วย • เกลือป่น เล็กน้อย • เนื้อมะพร้าวอ่อน (ขูดเป็นชิ้นหยาบ ๆ) 2 ถ้วย • น้ำ�มันพืช (สำ�หรับทากระทะ) ส่วนผสม ขนมบ้าบิ่น วิธีทำ�
“ลูกชุบ” (Fruit Shaped Mung Beans) เป็นขนมหวาน จากแคว้นอัลการวี(Aigaeve) ของโปรตุเกส เรียกว่า Massapaes ทําจากเม็ดอัลมอนด์บดกวนกับน้ำ�ตาล ปั้น เป็นรูปต่าง ๆ สําหรับแต่งหน้าเค้ก พ่อค้าชาวโปรตุเกส นำ�เข้ามายังอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ลูกชุบ 1.ทำ�ถั่วกวนโดยนำ�ถั่วเขียวเราะเปลือกล้างน้ำ�ให้สะอาดแล้วแช่น้ำ�ไว้3 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้ค่ะ หลัง จากนั้นนำ�มาล้างน้ำ�อีกครั้ง แล้วนำ�ลงซึ้ง นึ่งให้สุกนิ่ม 2.เมื่อนึ่งจนสุกนิ่มดีแล้วให้นำ�ถั่วใส่ลงในโถปั่น พร้อมด้วยน้ำ�ตาลทราย กะทิและเกลือ ปั่นให้ละเอียดเนียน 3. เมื่อละเอียดดีแล้วให้เทใส่กระทะตั้งไฟอ่อน กวนจนถั่วแห้ง ปั้นได้ไม่ติดมือ 4. นำ�ถั่วที่กวนได้ที่แล้วตักขึ้นจากกระทะใส่หม้อ เขี่ยถั่วให้กระจายตัวแล้วพักให้เย็น หลังจากนั้นจึงอบควัน เทียน ครั้งละ 30 นาทีประมาณ 2 ครั้ง (หรือนานกว่านี้ก็ได้) ก็พร้อมจะนำ�ไปทำ�ไส้ขนมต่าง ๆ ได้แล้ว 5. ทำ�ลูกชุบโดยนำ�ถั่วกวนมาชั่งชิ้นละประมาณ 10 กรัม แล้วนำ�มาคลึงให้กลมเพื่อจะได้ขึ้นรูปได้ง่าย หลัง จากนั้นปั้นเป็นรูปผลไม้ต่าง ๆ ตามชอบ 6. นำ�ไม้เสียบลูกชิ้นมาเสียบขนมทุกชิ้น หลังจากนั้นนำ�สีผสมอาหารใส่ถ้วยแล้วผสมน้ำ�เปล่า แยกสีตาม ชนิดของผลไม้เสร็จแล้วนำ�ขนมลงชุบสีแล้วปักไว้บนกล่องโฟม รอจนสีแห้ง 7. นำ�ผงวุ้นผสมน้ำ�เปล่า 200 มิลลิลิตร แช่ไว้ประมาณ 20 นาทีจนวุ้นอิ่มตัว หลังจากนั้นนำ�น้ำ�เปล่า 450 มิลลิลิตร ใส่หม้อลงต้มจนเดือด แล้วเทน้ำ�วุ้นลงไป ต้มด้วยไฟอ่อนจนวุ้นละลาย ปิดไฟ ใส่น้ำ�ตาลทราย คน ให้น้ำ�ตาลละลาย 8. พักวุ้นให้อุ่น แล้วจึงนำ�ถั่วกวนที่เตรียมไว้ลงชุบ โดยชุบครั้งที่ 1 แล้วพักให้วุ้นเซตตัว แล้วจึงชุบครั้งที่ 2 ทำ�แบบนี้จนครบ 4 ครั้ง หรือตามความชอบค่ะ 9. หลังจากชุบวุ้นเสร็จแล้วให้นำ�ขนมออกจากไม้แล้วตัดวุ้นส่วนเกินทิ้ง แล้วปักด้วยใบแก้วเพื่อความ สวยงามและน่ากินยิ่งขึ้น แล้วจึงจัดเสิร์ฟค่ะ วิธีทำ�
ขนมลืมกลืน ขนมลืมกลืน เป็นขนมไทยแท้ประเภทขนมกวน ทำ�จากแป้ง ถั่วเขียว กวนจนแป้งสุกเนื้อนุ่ม หยอดหน้าด้วยกะทิหอม หวาน เค็มนิดๆ ทานแล้วอร่อยนุ่มลิ้นจนไม่อยากกลืน และ นี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อขนมไทยเมนูนี้โดยในอดีตนั้น คน โบราณจะหยอดขนมใส่กระทงใบตองคล้ายกับขนมตะโก้เพื่อ ให้ขนมมีกลิ่นหอมของใบตอง แล้วหยอดหน้าด้วยกะทิตาม ด้วยถั่วซีกคั่วจนกรอบ แต่ปัจจุบันขนมลืมกลืนนิยมหยอดใส่ พิมพ์วุ้น แม้จะเป็นพิมพ์พลาสติก แต่ก็สวยงามคงเอกลักษณ์ วิธีทำ� 1.นำ�แป้งถั่วเขียวใส่ชามผสม ตามด้วยแป้งท้าวยายม่อม น้ำ�ตาลทรายและเกลือ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้น ค่อยๆ เติมน้ำ�เปล่า เติมกลิ่นมะลิแล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมด เข้ากันอีกครั้ง 2.นำ�แป้งที่คนส่วนผสมได้ที่แล้วแบ่งใส่ชามเท่าๆ กันตามสีที่ เตรียมไว้ 3.ใส่สีผสมอาหารลงไปในชามแป้งแต่ละชาม คนให้เข้ากัน โดยสีผสมอาหารที่ใส่ลงไปนั้นให้ใส่เพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อ แป้งสุกแล้ว เนื้อแป้งจะมีสีเข้มขึ้นอีก 4.นำ�แป้งที่ผสมสีได้ที่แล้วใส่หม้อใบเล็กขึ้นตั้งไฟ ตั้งไฟอ่อน กวนจนกว่าแป้งจะใสและสุก 5.นำ�แป้งที่กวนสุกแล้วตัดใส่พิมพ์ใบตองหรือพิมพ์วุ้น พักไว้ ให้เย็น 6.นำ�แป้งที่ผสมสีกวนจนสุกให้ครบทุกสีแล้วตักใส่พิมพ์ ใบตองหรือพิมพ์วุ้นทำ�แบบเดียวกัน 7.เตรียมหม้อใบใหม่ นำ�กะทิที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ตามด้วย แป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเขียว น้ำ�ตาลทรายและเกลือ คนส่วน ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นนำ�ขึ้นตั้งไฟกลาง คนจนกะทิ ข้นและสุก เมื่อกะทิได้ที่ยกลงจากเตา 8.หลังจากพักกะทิให้เย็นแล้ว ตักกะทิใส่ถุงบีบ บีบลงบนหน้า แป้งที่เตรียมไว้เสร็จแล้วโรยถั่วเขียวอบเกลือตามลงไป เป็น อันเสร็จ
วุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน วุ้นกะทิเป็นขนมไทยโบราณที่ได้รับอิทธิพลมาจากขนมโปรตุเกส เช่นเดียวกับขนมทอง หยิบ ทองหยอด ฝอยทองและขนมลูกชุบ ในบันทึกชาววังกล่าวไว้ว่า คุณท้าวทองกีบ ม้า หัวหน้าห้องเครื่องต้นในสมัยอยุธยา ได้นำ�สูตรขนมโปรตุเกสมากมายมาดัดแปลง จนกลายเป็นขนมสูตรชาววัง หนึ่งในนั้นมีเมนูขนมวุ้นชาววังรวมอยู่ด้วย ด้วยความ หอมหวานละเมียดละมัย ประกอบกับขั้นตอนในการทำ�ที่ไม่ยุ่งยาก ทำ�ให้วุ้นชาววังหรือ วุ้นกะทิได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วิธีทำ� 1.นำ�กะทิและผงวุ้นใส่หม้อ คนจนผงวุ้นกระจายทั่ว ไม่จับตัวเป็นก้อน พักทิ้งไว้สักครู่ 2.นำ�กะทิกับผงวุ้นขึ้นตั้งไฟกลาง คนส่วนผสมเรื่อยๆ จนผงวุ้นละลาย ใส่น้ำ�ตาลทรายตามลงไป คนจนน้ำ�ตาลทรายละลายอีกเช่นกัน 3.คนส่วนผสมให้เข้ากัน รอจนน้ำ�วุ้นกะทิเดือดอีกครั้ง แต่ไม่ต้องเดือดจนกะทิแตกมัน ปิดไฟ ยกลงจาก เตา 4.นำ�พิมพ์วุ้นใบเตยออกมาจากตู้เย็น เทน้ำ�วุ้นกะทิลงในพิมพ์ส่วนที่เหลือทับวุ้นใบเตยจนเต็ม 5.นำ�วุ้นกะทิไปแช่ในตู้เย็นอีกครั้งให้วุ้นกะทิเซตตัว เป็นอันเสร็จ ตัดแบ่งเป็นชิ้นหรือนำ�ออกจากพิมพ์ใส่ จานพร้อมเสิร์ฟ
ตะโก้เผือก ตะโก้เป็นขนมที่มีส่วนผสม คือแป้งกะทิและน้ำ�ตาล ทรายเป็นหลัก ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ตัวขนมเป็น แป้งและน้ำ�ตาล และส่วนหน้าขนมเป็นกะทิแป้งและเกลือ ส่วนผสมของตัวขนมสามารถผสมวัตถุดิบ อื่นเพื่อให้ เกิดรสชาติที่หลากหลาย เช่น แห้วข้าวโพด เผือกหรือจะ เพิ่มสีเขียวของใบเตย และมีชื่อเรียกตาม วัตถุดิบที่ผสม ลงไป เช่น ตะโก้แห้ว ตะโก้เผือก เป็นต้น วิธีทำ� 1. นำ�เผือกหั่นเป็นชิ้นลูกเต่า แล้วนำ�ไปนึ่งจนสุก 2. เตรียมทำ�ตัวตะโก้โดยผสมแป้งถั่วเขียว น้ำ�ตาลทราย น้ำ�ใบเตย น้ำ� ลอยดอกมะลิผสมเข้าด้วยกัน นำ�ขึ้นตั้งไฟ กวนจน พอเริ่มสุกใส่เผือกที่เตรียม ไว้ลงไป กวนต่อจนสุกและข้น 3. นำ�แป้งตัวขนมลงไปหยอดในกระทงใบเตยที่เตรียมไว้ประมาณ 1/3 ของ กระทงใบเตย 4. เตรียมหน้าตะโก้โดยผสมแป้งข้าวเจ้า กะทิเกลือ ผสมให้เข้ากัน นำ�ขึ้นตั้งไฟ กวนจนส่วนผสมสุกได้ที่ 5. นำ�หน้าตะโก้หยอดลงบนตัวขนมนที่เตรียมไว้ทิ้งไว้ให้เย็น
ขนมถ้วยโบราณ เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ขนมถ้วย ขนมไทยโบราณ ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ใน อดีตนั้นจะเรียกกันว่า ขนมถ้วยตะไล ชื่อนี้ก็มาจากภาชนะที่ใช้ใส่ขนมซึ่งเป็นเอกลักษณ์(ถ้วยตะไล คือ ถ้วย กระเบื้องขนาดพอดีคำ�) เป็นขนมหวานแบบไทยๆที่ทำ�มาจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน ในบางสูตรมีการใส่แป้งท้าว ยายม่อมเข้าไปด้วย จึงมีความนุ่มเหนียว รสชาติหวานมันเค็มทานเพลินกำ�ลังดีสามารถทานเล่นเป็นอาหาร ว่างได้ วิธีทำ� 1.ขั้นตอนแรกในการทำ� ขนมถ้วยโบราณ เริ่มจากการทำ�ตัวแป้งของ ขนม ถ้วย โดยใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งท้าว ยายม่อม น้ำ�ตาลโตนด ใบเตย และทยอยใส่หางกะทิลงไประหว่างนวดส่วนผสมให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้ใช้เวลา ประมาณ 4 นาทีเสร็จแล้วให้นำ�ไปกรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางใส่ลงไปในชามผสม เพื่อแยกส่วนผสมที่ ยังไม่ละลายออก พักไว้ 2. เรียงถ้วยตะไลใส่ลังถึงให้เต็ม และนำ�ไปนึ่งด้วยน้ำ�เดือดจัด เพื่อให้ถ้วยมีความร้อนสะสม ช่วยให้แป้งร่อนไม่ ติดถ้วยตะไล 3. ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการทำ�หน้ากะทิของขนมถ้วย ให้ใส่แป้งข้าวเจ้า เกลือ น้ำ�ตาลทรายลงไปผสมกันใน ชามผสม ตามด้วยหัวกะทิทั้งหมดที่เตรียมไว้ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมทั้งหมดให้ละลายเข้ากันดีพักไว้ 4. คนส่วนผสมของตัวแป้งที่พักไว้แล้วใช้ช้อนตักใส่ลงไปในถ้วยตะไลที่ร้อนได้ที่ (ตักใส่ประมาณครึ่งถ้วยตะไลนะ คะ) ปิดฝานึ่งต่อด้วยไฟแรงประมาณ 8 นาทีหรือจนกว่าตัวแป้งจะสุก จากนั้นเปิดฝาหม้อนึ่งด้วยความรวดเร็ว แล้วตักหน้ากะทิใส่ลงไปให้เต็มถ้วย และปิดฝานึ่งต่ออีกประมาณ 5-8 นาทีเพื่อให้กะทิแตกมันน่ารับประทาน มากยิ่งขึ้น เสร็จแล้วยกออกจากเตาไปพักไว้ให้คลายความร้อน และทำ�ซ้ำ�กับส่วนผสมที่เหลือ เป็นอันเสร็จสิ้น ขั้นตอนการทำ�ค่ะ
ข้าวเหนียวเปียกลำ�ไย อีกพูดถึงขนมหวานที่คลายร้อนที่ได้รับความนิยม มาตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน ต้องยกให้ข้าวเหนียวดำ� เปียก ลำ�ไย ขนมที่ทุกบ้านนิยมทานช่วงหน้าร้อน เพราะรสชาติหวานฉ่ำ�ๆ ที่มาพร้อมกับกลิ่นกะทิ ใบเตยที่หอมละมุนชวนทาน แถมมีเนื้อลำ�ไยหวาน อร่อยชื่นใจสุดๆ วิธีทำ� 1.นำ�ข้าวเหนียวดำ�ใส่น้ำ�เปล่าลงไป แช่น้ำ�ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง จากนั้นนำ�ข้าวมาล้างน้ำ� 2-3 ครั้ง ตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ� 2. นำ�น้ำ�มะพร้าวใส่หม้อเปิดไฟปานกลาง จากนั้นรอให้น้ำ�มะพร้าวเดือด ใส่ข้าวเหนียวดำ�ลงไปต้ม ประมาณ 15 นาทีพยายามคนเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ติดหม้อ จากนั้นใส่น้ำ�ตาลทรายลงไปคนให้น้ำ� ทรายละลาย และคนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจนน้ำ�งวด 3. จากนั้นใส่มะพร้าวอ่อน และเนื้อลำ�ไยลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปิดไฟแล้วยกออกจาก เตา 4. ต่อมาเป็นขั้นตอนการน้ำ�กะทิเริ่มจากใส่หัวกะทิแป้งข้าวเจ้า เกลือ และตามด้วยใบเตยใส่ลงไปใน หม้อตั้งไฟปานกลาง จากนั้นเคี่ยวจนกะทิเข้มข้น ปิดไฟพักไว้ให้เย็น และตักใส่ถ้วย พร้อมทานได้เลย
ขนมดอกจอก ขนมชนิดนี้เป็นการริเริ่มจากคนในแถบภาค อีสาน ที่เลียนแบบดอกจอกที่ขึ้นในน้ำ� และมี ลักษณะดอกซ้อนกลีบกันอย่างสวยงาม จนมี การทำ�พิมพ์หรือบล็อกสำ�หรับขนมชนิดนี้ขึ้น มา ถือว่าเป็นความสะดวกในการทำ�มากขึ้นใน การวางพิมพ์ทอดในน้ำ�มัน วิธีทำ� ๑. ร่อนแป้งทั้ง ๓ ชนิด พร้อมกับเกลือรวมกัน ใส่ลงในชามผสมกัน ๒. ผสมไข่แดง นำ�น้ำ�ปูนใสและน้ำ�มันรวมกัน ๓. ใช้ที่ตีไข่ คนให้เข้ากัน ปรุงกับเครื่องปรุง เข้ากัน เติมงา ๔. ตั้งกระทะใส่นำ�มันให้มาก ใช้ไฟค่อนข้าง อ่อน พอน้ำ�มันร้อน นำ�พิมพ์ดอกจอกจุ่มน้ำ�มัน จนพิมพ์ร้อนจัด ยกพิมพ์ขึ้นจากน้ำ�มัน แล้วนำ�ไปซับน้ำ�มันออกบนกระดาษซับน้ำ�มันก่อน จุ่มพิมพ์ลงในแป้ง ประมาณ ๓/๔ส่วน ของพิมพ์แล้วนำ�ไปทอดในน้ำ�มัน เขย่าพิมพ์ให้แป้ง หลุด จากพิมพ์รอจนเหลืองทั้งสองด้าน ๕. ตักขึ้นจากน้ำ�มัน วางลงบนก้นแก้วหรือถ้วย เพื่อให้ชิ้นขนมโค้งสวยและอยู่ตัว จึงวางพัก บนตะแกรงรองกระดาษให้สะเด็ดน้ำ�มัน
“ตะโก้อัญชัน” เป็นอีกหนึ่งเมนูขนมไทยโบราณที่เรียกได้ว่าถูกใจและครองคู่กับคนไทย มาอย่างหลายรุ่น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูขนมไทยโบราณที่ช่วยดับร้อน ที่สำ�คัญ เมนูขนมไทยโบราณนี้ยังมีสีสันที่ดูแล้วสบายตาเรียกได้ว่ากินกี่รอบก็ไม่เบื่อกันเลย ทีเดียว นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกสัมผัสเมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความ มันหอมหวานของกลิ่นกะทิที่อร่อยเข้มข้นจนทำ�ให้รู้สึกฟินและมีความสุขผ่อนคลาย เพลิดเพลินไปกับเมนูขนมไทยอย่าง “ตะโก้อัญชัน” นี้นี่เอง ตะโก้สาคูอัญชัน วิธีทำ�ส่วนที่1 การทำ�สาคู 1 ให้นำ�หม้อขึ้นตั้งไฟโดยใช้ไฟปานกลาง และ หลังจากนั้นเทน้ำ�ดอกอัญชันลงไปตามด้วยแป้ง มัน เม็ดสาคูและน้ำ�ตาลทราย ต้มจนกว่าสาคูจะ สุกและกลายเป็นเม็ดใส 2. น้ำ�ข้าวโพดใส่ลงไปและทำ�การคนให้เข้ากัน และยกออกจากเตาพักทิ้งไว้ 3. ทำ�การตักสาคูใส่ลงไปในกระทงใบเตย ประมาณ 2 ส่วน 3 ของถ้วย และทำ�การพักไว้ เพื่อให้ตัวสาคูมีการเซตตัวด้วยอุณหภูมิห้องที่ อยู่ประมาณ 20 นาที ส่วนที่ 2 การทำ�กะทิ 1. นำ�หม้อขึ้นตั้งไฟด้วยปานกลาง และหลังจากนั้นให้ นำ�หัวกะทิเทลงไปอย่างช้าๆ ตามด้วยแป้งข้าวโพดและ เกลือ ทำ�การคนทุกอย่างให้ส่วนผสมเข้ากันจนละลาย และรอให้เดือดและยกออกจากเตา 2. หลังจากนั้นให้ตักใส่ลงไปในกระทงใบเตยสาคูที่ได้ ทำ�การเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทำ�การพักทิ้งไว้เพื่อให้ ทุกอย่างเซตตัวด้วยอุณหภูมิห้องอีก 20 นาที 3. เมื่อตัวสาคูที่อยู่ในกระทงมีการเซตตัวเรียบร้อย แล้ว ให้ตกแต่งด้วยดอกอัญชันตามความชอบใจและ สามารถจัดใส่ลงภาชนะที่ได้ทำ�การเตรียมไว้สามารถ เสิร์ฟพร้อมรับประทานได้ทันที
ฟักทองแกงบวด แกงบวดฟักทอง เป็นขนมไทยพื้นบ้านของชาวไทย ที่บ่งบอก ถึงความเป็นไทย คนส่วนมากโดยเฉพาะชาวอีสานจะรู้จัก เป็นอย่างดีเนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกผักผลไม้ไว้รับประทานเอง อีกทั้งห่างไกลตลาด จึงนำ� อาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาทำ�ขนมรับประทานเองภายในครอบครัว หรือนำ�ไป ทำ�บุญที่วัด และใช้รับรองแขก ปัจจุบันหลายครอบครัวเริ่ม เลิกราห่างหายกันไปเนื่องจากเห็นว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เสีย เวลา และสามารถซื้อหาได้ง่ายตามตลาดทั่ว ๆ แต่ก็ยังคง เหลือเป็นบางครอบครัวที่สานต่อ รักษาสืบทอดการทำ�ขนม แกงบวดฟักทอง คงไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้อนุรักษ์สืบสาน ต่อไป วิธีทำ� 1. นำ�ปูนใสไปละลายในน้ำ�เปล่า ทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จนน้ำ� ด้านบนเริ่มใส 2. คว้านไส้ฟักทองและปอกเปลือกฟักทองทิ้งไป หั่นเป็นชิ้น หนา 1 ซม. ยาว 2 นิ้ว 3. ตักน้ำ�ปูนใสใส่ลงในชามที่มีฟักทอง แช่ไว้30 นาทีจาก นั้นนำ�ไปล้างน้ำ�ให้สะอาด 4. นำ�กะทิครึ่งนึงเทลงหม้อ ตามด้วยเกลือ น้ำ�ตาลทราย น้ำ�ตาลปี๊ป และฟักทอง ใบเตย เปิดไฟแรงให้เดือด จากนั้น ลดไฟลงอ่อนและปิดฝาต้มทิ้งไว้30 นาที 5. เติมกะทิที่เหลือลงไป รอให้เดือด เป็นอันเสร็จ พร้อม เสิร์ฟ
กล้วยไข่เชื่อม สูตรขนมไทยจากกล้วยแม้จะหาซื้อง่ายแต่ทำ�กินเองคุ้ม กว่า เมนูแรกขอแนะนำ�กล้วยไข่เชื่อมสูตรจากครัวบ้านพิม แค่มีส่วนผสมหลัก ๆ คือ กล้วยไข่ หัวกะทิและแป้งสาลี อเนกประสงค์เท่านั้นเอง อื้อหือ... กล้วยเชื่อมสีเหลือง ทองราดกะทิข้น ๆ เห็นแล้วโหย วิธีทำ� 1. เตรียมส่วนน้ำ�เชื่อม ใส่น้ำ�และน้ำ�ตาลทรายลงไปในหม้อ ตามด้วยใบเตยมัด 2. นำ�ไปตั้งไฟ ต้มให้น้ำ�เชื่อมเดือดดีคนเล็กน้อยไม่ให้น้ำ�ตาลติดก้นหม้อ 3. เตรียมน้ำ�เปล่าใส่กะละมัง ตามด้วยเกลือลงไป รอจนละลาย 4. นำ�กล้วยไข่มาตัดหัวตัดท้าย ปลอกเปลือก นำ�เส้นกล้วยออกให้หมด นำ�ไปแช่ ในน้ำ�เกลือ 5. ตักใบเตยออกจากน้ำ�เชื่อม เร่งเป็นไฟแรง จากนั้นนำ�กล้วยลงไป คนให้เข้ากัน ดี 6. ลดเป็นไฟอ่อน รอจนน้ำ�งวดลงไป (ถ้าน้ำ�ตาลตกผลึก ให้บีบมะนาวลงไป) 7. กลับกล้วยให้โดนน้ำ�เชื่อมทั่วกัน พอกล้วยนุ่มได้ที่ ปิดไฟรอให้เย็น 8. ทำ�ในส่วนของน้ำ�กะทิเทหัวกะทิลงไปในหม้อ เติมเกลือลงไป ใส่ใบเตย เปิดไฟ กลาง 9. คนให้เกลือละลาย เดือดขอบๆ หม้อ อย่าให้แตกมัน ปิดเตา 10. นำ�ไปราดบนกล้วยเชื่อม เป็นอันเสร็จ
ขนมปลากริมไข่เต่า บันทึกทางประวัติศาสตร์บอกไว้อย่างชัดเจนเลยว่า ขนมปลากริมไข่เต่า ใช้ชื่อเต็ม ๆ ว่า ขนม ขนมแชงมา หรือขนมแฉ่งม้า และชื่อขนมชนิดนี้ยังปรากฎอยู่ใน บทเพลงกล่อมเด็ก “โอ้ละเห โอ้ละหึก ลุกขึ้นแต่ดึกทำ�ขนมแฉ่งม้า ผัวก็ตีเมียก็ด่า ขนมแฉ่งม้าก็คาหม้อแกง” อีกด้วยนะ ความเป็นมาของขนมปลากริมไข่เต่า น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เพราะบทเพลงกล่อม เด็กมีในสมัยนั้น โดยขนมปลากริม หน้าตา คือ ขนมแป้งปั้นเป็นตัวยาว ๆ ต้มกับน้ำ� และเคี่ยว น้ำ�ตาลปึก เติมรสชาติหวาน จนมีสีน้ำ�ตาลอ่อน ๆ ให้รสชาติหวาน และหอมน้ำ�อ้อย ส่วนขนม ไข่เต่า เป็นแป้งปั้นเป็นตัวกลม ๆ ต้มกับกะทิให้เนื้อข้น จากนั้น เติมเกลือให้มีรสออกเค็ม วิธีทำ� 1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน และแป้งถั่วเขียว คนให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมน้ำ�ร้อนทีละนิด นวด จนแป้งเนียนเป็นก้อน 2. นำ�แป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ และปั้นเป็นเส้น แยกไว้ก้อนกลม คือ ไข่เต่า ส่วนที่เป็นเส้น คือ ปลากริม 3. ตั้งน้ำ�ให้เดือด นำ�แป้งที่ปั้นไว้ลงไปต้มจนสุก แยกต้มทีละอย่าง แล้วตักขึ้นมาพักไว้ 4. ทำ�ส่วนผสมของกะทิไข่เต่าก่อน ใส่น้ำ�กะทิลงไปเคี่ยวในหม้อ ใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำ�ตาล เกลือ และแป้งข้าวเจ้าลงไป เคี่ยวจนเข้ากันดีจากนั้น นำ�แป้งก้อนกลม ๆ เทลงไปผสม ตักใส่ถ้วย วางพักไว้ 5. ทำ�กะทิส่วนที่ 2 โดยใส่น้ำ�กะทิน้ำ�ตาลปี๊บ และแป้งข้าวเจ้า คนจนน้ำ�ตาลปี๊บละลาย จากนั้น ใส่แป้งที่ปั้นเป็นเส้น เทลงไปผสมด้วย ตักส่วนผสมทั้ง 2 ใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ สูตรจาก กินข้าวกัน
บัวลอยแก้วฟักทองมะพร้าวอ่อน เมนูบัวลอย ขนมไทยแบบต้นตำ�รับใคร ๆ ก็ทำ�กินกัน ลอง มาทำ�บัวลอยแก้วแบบประยุกต์กันบ้างดีไหม กระปุกดอทคอม ขอนำ�เสนอวิธีทำ�บัวลอยแก้วฟักทอง สูตรจาก คุณ sujitrar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่ฟักทองผสมกับแป้งมัน คลึงเป็นเส้นยาวแล้วหั่นแล้วค่อยเอาไปต้มจนสุก สุดท้ายราด น้ำ�กะทิใบเตย วิธีทำ� 1. ทำ�บัวลอยแก้วฟักทองโดยนำ�ฟักทองมาปอกเปลือก ล้าง ให้สะอาดแล้วหั่นเป็นลูกเต๋า นำ�ไปนึ่งแล้วบดให้ละเอียด และ นำ�แป้งมันใส่ลงชามผสม ใส่ฟักทองที่บดเสร็จแล้วลงไป 2. นวดฟักทองและแป้งให้เข้ากัน 3. ค่อย ๆ ทยอยใส่น้ำ�ร้อนลงไป 4. นวดจนแป้งและเนื้อฟักทองเป็นเนื้อเดียวกัน 5. หลังจากนั้นใช้แป้งมันทำ�เป็นแป้งนวลทาลงบนเขียง และ โรยลงในถาดเพื่อใช้สำ�หรับวางตัวบัวลอยไม่ให้ติดถาด นำ� แป้งบัวลอยที่นวดแล้วคลึงเป็นเส้นยาว ๆ 6. ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ 7. คลุกเม็ดบัวลอยด้วยแป้งนวล พักไว้ 8. ตั้งน้ำ�ให้เดือด 9. หลังจากน้ำ�เดือดให้นำ�แป้งลงไปต้ม 10. รอจนแป้งลอยสักครู่จึงตักขึ้นใส่ลงในน้ำ�เย็น 11. หลังจากนั้นเตรียมในส่วนของกะทิให้นำ�หัวกะทิกับใบ เตยใส่ลงหม้อ 12. ตามด้วยน้ำ�ตาลทราย เกลือ และน้ำ�เปล่า ตั้งไฟ 13. หลังจากกะทิเริ่มเดือดขอบหม้อ ให้ใส่เม็ดบัวลอยลงไป แล้วปิดไฟ ตักเสิร์ฟ
ขนมชั้น “ขนมชั้น” เป็นอีกหนึ่งขนมไทยโบราณที่ได้รับ ความนิยมมาตั้งแต่โบราณ ด้วยความที่ขนมชั้นมี รสชาติหวานละมุนลิ้น และมีกลิ่น ขนมชั้นจึงเป็น ขนมชาววังโบราณ หนึ่งในขนมมงคลที่นิยมใช้ตาม งานมงคลต่าง ๆ มากมาย เพราะคนโบราณมีความเชื่อว่า หากสามารถทำ� ขนมชั้นได้ถึง 9 ชั้น ก็จะทำ�ให้มีสิริมงคลก้าวหน้า และเจริญรุ่งเรืองในตำ�แหน่งหน้าที่ของเจ้าภาพผู้ จัดงาน หรืองานมงคลสมรสนั่นด้วยนั่นเอง วิธีทำ� 1.ขั้นตอนแรกให้นำ�แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และแป้งท้าวยายหม่อม ผสมเข้าด้วยกัน จากนั้นคลุกเคล้าส่วนแป้งให้ เข้ากันดี 2.ใส่น้ำ�ตาลทราย เกลือ ลงไป และคนให้ส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วพักไว้ก่อน 3.เอาหม้อตั้งไฟ ใส่หางกระทิและต้มให้เดือด 4.สำ�หรับชามที่ผสมแป้งไว้ให้ใส่หัวกะทิลงไป ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันดีตามด้วยใส่หางกะทิที่ต้มให้เดือด คน พอเข้ากัน แล้วกรองด้วยตะแกรงตาถี่จะทำ�ให้ได้แป้งที่เนียนดี 5.จากนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกใส่สีเขียวจากน้ำ�ใบเตยที่เตรียมไว้ส่วนที่สองใส่น้ำ�คนให้เข้ากัน 6.ต้มน้ำ�ให้เดือด และใส่ใบเตยฉีกลงไป นำ�ถาด หรือกล่องใส่ขนมชั้น ไปนึ่งให้ร้อน ประมาณ 5 นาที 7.นำ�น้ำ�ขนมชั้นสีเขียวมาเทใส่พิมพ์ต้องอย่าลืมคนแป้งทุกครั้งก่อนเทใส่พิมพ์ 8.แบ่งใส่ชั้นละเท่า ๆ กัน นึ่งชั้นละ 5 นาทีสลับสีเขียวกับขาว ชั้นบนอาจจะใช้เวลานึ่งนานขึ้นอีกหน่อย เพราะ ขนมจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำ�แบบนี้สลับกันจนเสร็จ 9.พักขนมชั้นไว้ให้เย็น แล้วเอาออกจากพิมพ์ 10.หลังจากเอาออกจากพิมพ์แล้ว ให้ตัดเป็นชิ้น ๆ ตามขนาดที่ชอบ เป็นอันเสร็จ และพร้อมรับประทานได้
ขนมถังแตก ขนมถังแตก หรือ ขนมถังทอง ขนมถังเงิน เป็นขนมไทยอย่างหนึ่ง ลักษณะคล้ายแพนเค้กที่มี ลักษณะคล้ายขนมเบื้อง แต่มีขนาดใหญ่กว่า และนุ่มกว่าขนมเบื้อง ขนมถังแตกเป็นอาหารว่าง ที่ เป็นเอกลักษณ์ของไทยในงานวัด เมื่อก่อนคนทั่วไป จะหาได้ตามงานวัดเท่านั้น ปัจจุบันสามารถ หาซื้อได้ตามตลาดท้องถิ่น หรือริมถนนได้ วิธีทำ� 1.เริ่มจากหมักแป้งขนมถังแตก โดยแบ่งน้ำ�เปล่าประมาณ 100 มิลลิลิตร มาเข้าไมโครเวฟให้พออุ่น ๆ 2.จากนั้นใส่น้ำ�ตาลทราย และนำ�ไปผสมแล้วคนให้น้ำ�ตาลละลาย 3.ใส่ยีสต์ลงไปในน้ำ�อุ่นที่ผสมน้ำ�ตาล น้ำ�ต้องไม่ร้อนเกินไป ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที 4.เตรียมอ่างผสม ใส่น้ำ�เปล่าลงไป ตามด้วยน้ำ�ตาล และเกลือ คนให้น้ำ�ตาลละลาย 5.พอทุกอย่างละลาย ให้ใส่แป้งทั้ง 2 ชนิดลงไป แล้วใช้พายยางตะล่อม ให้ส่วนผสมเข้ากัน 6.ใส่ไข่ไก่ กลิ่นวานิลลา หัวกะทิและส่วนผสมของยีสต์ที่ทำ�ไว้แล้วใช้พายตะล่อมให้ส่วนผสมเข้ากัน 7.พอส่วนผสมเข้ากัน ให้ทยอยใส่น้ำ�ลงไปจนหมด แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันด้วยตะกร้อมือ 8.พอแป้งเนียนดีให้ใส่ผงฟูแล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน 9.พักส่วนผสมของแป้ง ให้แป้งอิ่มน้ำ�ประมาณ 3 ชั่วโมง 10.เตรียมไส้มะพร้าว โดยเอามะพร้าวไปนึ่งประมาณ 5 นาทีแล้วนำ�มาคลุกกับเกลือ 11.เตรียมกระทะ ใส่งาขาวและงาดำ� แล้วคั่วจนหอม แล้วนำ�ไปบดให้พอแตก 12.นำ�งามาผสมกับน้ำ�ตาล แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียว 3 สีหน้าตาน่าทาน ที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์มักจะทำ�กันค่ะ รสชาติ ข้าวเหนียวดีต่อใจ สีวาวๆ หอมอร่อย ทั้งสีเขียว สีฟ้า และสีแดง บอกเลยว่าขนมไทยของเรา ทำ�ไม่ ยากอยากที่คิดค่ะ วิธีทำ� 1.เริ่มจากการนึ่งข้าวเหนียว นำ�ข้าวเหนียวใหม่ล้างน้ำ�ให้สะอาดจนน้ำ�ใส แช่น้ำ� 1 คืน หรือ 4-6 ชั่วโมง แล้ว เทน้ำ�ออกพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ� 2.เตรียมซึ้ง รองด้วยผ้าขาวบาชุบน้ำ�หมาดๆ เทข้าวเหนียวลงไป ทำ�หลุมตรงกลาง นำ�ไปนึ่งในน้ำ�เดือด ประมาณ 40-50 นาทีหรือจนข้าวเหนียวสุกนุ่มดี 3.เตรียมชามผสม ใส่น้ำ�กะทิลงไป ตามด้วยเกลือ น้ำ�ตาลทรายส่วนที่ 1 คนให้น้ำ�ตาลทรายละลายดีแล้วนำ� ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วร้อนๆ ใส่ลงในชามกะทิที่ผสมไว้ใช้พายกวนให้เม็ดข้าวเหนียวแตกตัวดีคนเบาๆ อย่า ให้เม็ดข้าวหัก ปิดฝาพักไว้ประมาณ 20 นาที 4.แบ่งข้าวเหนียวออกเป็น 3 ส่วน เพื่อทำ�สามสีสีแรกคือสีเขียวได้จากน้ำ�ใบเตย ใส่น้ำ�ตาลทรายเพิ่ม ใส่สี เขียวลงไป ถ้าชอบสีเข้มสามารถใส่เพิ่มได้ตามต้องการ แล้วนำ�ไปกวนไฟอ่อนๆ จนแห้ง 5.ทำ�สีที่สองคือ สีน้ำ�เงินจากน้ำ�อัญชัน ใส่น้ำ�ตาลเพิ่ม กวนจนแห้งเลย 6.ข้าวเหนียวส่วนที่สาม ทำ�สีแดง ได้จากสีผสมอาหาร ใส่น้ำ�ตาล กวนจนแห้ง 7.เตรียมพิมพ์สำ�หรับหยอดขนม ตักข้าวเหนียวหยอดลงไปให้เต็ม แล้วพักไว้จึงจัดใส่จาน
ข้าวต้มผัด เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำ�ด้วยข้าวเหนียวผัดกับกะทิ แล้วนำ�ไปห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อน ใส่ไส้กล้วย นำ�ไปนึ่งให้สุก ทางภาคใต้ใช้ข้าวเหนียวกับน้ำ�กะทิห่อด้วย ใบพ้อ เรียกห่อต้ม ถ้าห่อด้วยใบมะพร้าว และมัดด้วยเชือก เรียกห่อมัด ขนมแบบเดียวกับข้าวต้มยังพบในประเทศอื่น อีก เช่นในฟิลิปปินส์เรียก อีบอส หรือ ซูมัน ที่แบ่งย่อยได้ หลายชนิดเช่นเดียวกับข้าวต้มมัดของไทย ข้าวต้มมัด วิธีทำ� 1. แช่ถั่วดำ�ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วนำ�มานึ่งให้พอสุก 2. ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด (ประมาณ 2 รอบ) แล้วนำ�ไปแช่ น้ำ� ทิ้งไว้4 ชั่วโมง เสร็จแล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ�พักไว้ 3. ตั้งกระทะใส่กะทิและใบเตยลงไปเปิดไฟแรงปานกลาง พอ กะทิเริ่มเดือด ตักใบเตยออกแล้วใส่เกลือกับน้ำ�ตาลลงไป 4. เบาไฟแล้วใส่ข้าวเหนียวลงผัดกับกะทิผัดจนข้าวเหนียว เริ่มแห้ง ( ประมาณ 15 นาที) แล้วพักข้าวเหนียวไว้ให้เย็น 5. นำ�กล้วยมาปลอกเปลือกแล้วผ่าครึ่งเตรียมไว้ฉีกใบตอง เป็น2ขนาด วางใบตองประกบด้านสีอ่อนเข้าหากัน โดยใบ ใหญ่ไว้ข้างนอกใบเล็กไว้ข้างใน 6. ใช้ช้อนตักข้าวเหนียววางบนใบตองประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วข้าวเหนียวให้แบน วางกล้วยลงตรงกลางและปิดด้วย ข้าวเหนียวอีกรอบ จากนั้นโรยหน้าด้วยถั่วดำ� 7. จากนั้นห่อพับใบตองให้แน่นแล้วมัดด้วยตอกหรือเชือก ทำ�จนหมด 8. นำ�ข้าวต้มไปเรียงใส่ลังนึ่ง นึ่งด้วยไฟแรงใช้เวลา 20 นาที จากนั้นปิดไฟยกลงจากลังนึ่งจัดใส่จานเสิร์ฟได้เลย
ขนมใส่ไส้” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ขนมสอดไส้” เป็นขนมไทยที่ใช้ในพิธีขันหมากในสมัยโบราณ ขนมใส่ไส้นี้ห่อด้วย ใบตองแล้วมีเตี่ยวคาด (เตี่ยวก็คือทางมะพร้าว) ห่อเป็นทรงสูง ขนมใส่ไส้มีกลิ่นหอมและหวานจากตัวไส้รสเค็มมัน ด้วยหน้ากะทิที่สดใหม่ หน้าข้นพอดีไม่เละ เดี๋ยวนี้จะหาขนมใส่ไส้ที่มีรสอร่อยซึ่งมีทั้งกลิ่นหอมและหวานมัน มารับ ประทานได้ยาก เพราะขนมใส่ไส้ที่อร่อยต้องใส่กะทิที่ข้นมัน ซึ่งมะพร้าวเดี๋ยวนี้ราคาก็แพงน่าดูสำ�หรับตัวแป้งที่หุ้มใช้ ทั้งแป้งข้าวเหนียวขาวและแป้งข้าวเหนียวดำ�เวลานวดต้องค่อยๆ ใส่น้ำ�แล้วต้องนวดนานๆ เม็ดแป้งจะอุ้มน้ำ�ได้ดีเพราะ เป็นแป้งแห้ง แป้งจะมีความเหนียวดีไม่เหมือนในสมัยก่อนจะใช้แป้งที่โม่เองแป้งก็จะเปียกและอุ้มน้ำ�อยู่แล้วไม่จำ�เป็นต้อง นวดนานหน้าของขนมเวลากวนแล้วต้องรีบตักหยอดขณะที่ร้อนอยู่จึงจะเรียบเวลาห่อขนมจะได้รูปตามที่ห่อและน่ารับ ประทานใบตองที่ใช้ห่อขนมใส่ไส้ควรใช้ใบตองตาน ขนมใส่ไส้ 1. เริ่มจากการทำ�ไส้ขนม ตั้งกระทะ ใส่น้ำ�มะพร้าว น้ำ�ตาลปี๊ป เกลือ ต้มให้เดือด ใส่แบะแซ คนพอให้ละลาย แล้วใส่ มะพร้าวขูดขาวลงไป กวนส่วนผสมให้เข้ากันจนแห้งดีพอที่จะนวดได้พักไว้ให้พออุ่นๆ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ ไว้ค่ะ 2. การทำ�แป้งห่อขนม ให้เตรียมชามผสม ร่อนแป้งใส่ลงในชาม ค่อยๆ ใส่น้ำ�ใบเตยนวดจนแป้งจับตัวเป็นก้อนเดียวกัน และเนื้อแป้งเนียนดีก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ 3. นำ�แป้งมาห่อไส้ขนม แผ่แป้งเป็นแผ่นบางๆ นำ�ไส้ขนมที่ปั้นไว้ใส่ลงไปตรงกลางแป้ง แล้วหุ้มแป้งให้มิด แล้วพักไว้ 4. การทำ�หน้าขนม ให้ตั้งกระทะ ใส่กะทิน้ำ�มะพร้าว น้ำ�ตาลทราย เกลือ ร่อนแป้งทั้งสามอย่างลงไป แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า คนให้แป้งละลายเข้ากันดีค่อยเอาไปตั้งไฟอ่อนๆ กวนจนแป้งข้นเป็นเนื้อเนียนดีพักไว้ก่อน 5. การห่อขนม เตรียมใบตอง 2 ใบ ประกบกัน วางไส้ขนมตรงกลางใบตอง ตักหน้าขนมที่กวนไว้โปะด้านหน้า แล้ว ห่อเป็นสามเหลี่ยม คาดเตี่ยวใบมะพร้าว ใช้ไม้กลัด เป็นอันเสร็จเรียบร้อย นำ�ไปนึ่งต่อได้ 6. วางขนมเรียงในหม้อซึ้ง นำ�ไปนึ่งประมาณ 30-40 นาทีหรือดูให้ขนมสุกดีก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
ทับทิมกรอบ ทับทิมกรอบเป็นของหวานที่ไทยรับจากอาหาร เวียดนาม ในเวียดนามตัวทับทิมกรอบจะทำ�จากแห้ว มันแกว เผือก และมะพร้าวทึนทึก จากนั้นใส่ตัวลอด ช่อง วุ้นขูดเส้น สาคูเม็ดใหญ่ ลอยน้ำ�เชื่อม ใส่กะทิและ ใส่น้ำ�แข็ง ใกล้เคียงกับของไทย ทางเวียดนามระบุว่า อาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่รับอิทธิพลจากอาหารจีน วิธีทำ� วิธีทำ�น้ำ�กะทิอบควันเทียน 1.นำ�หัวกะทิขึ้นตั้งไฟ ใส่เกลือและใบเตย ตั้งไฟแค่พอร้อน ขณะตั้งไฟคนเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้กะทิจับตัวเป็น ก้อน 2.จุดเทียนสำ�หรับอบขนม เป่าเทียนให้ดับ นำ�เทียนใส่ถ้วยเล็กๆ ไปลอยในน้ำ�กะทิจากนั้นปิดฝาหม้ออบทิ้ง ไว้ประมาณ 30 นาที เทคนิคการอบควันเทียนให้หอม ทุกๆ 30 นาทีให้นำ�เทียนขึ้นมาจุดใหม่อีกครั้ง แล้วปิดฝาอบ ทำ�อย่างนี้ ประมาณ 3 – 4 ครั้ง จะได้น้ำ�กะทิอบควันเทียนที่หอมควันเทียนมากๆ วิธีทำ�น้ำ�เชื่อม 1.นำ�ดอกมะลิลอยน้ำ�ทิ้งไว้1 คืน โดยดอกมะลิที่ใช้ให้เก็บดอกมะลิตูมในตอนเช้า ห่อด้วยใบตองเก็บไว้ แล้วนำ�ดอกมะลิเด็ดเอากลีบเลี่ยงออก ใส่ลงไปในน้ำ�สะอาด 2.นำ�น้ำ�ลอยดอกมะลิที่เตรียมไว้ต้มกับน้ำ�ตาลทรายไม่ขัดสีและใบเตย เคี่ยวจนเหนียวเป็นน้ำ�เชื่อม ปิดไฟ ยกลง พักไว้ วิธีทำ�ทับทิมกรอบ 1.นำ�แห้วที่เตรียมไว้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แบบลูกเต๋า 2.นำ�สีผสมอาหาร ผสมกับน้ำ�เปล่าให้ได้สีเข้มสวยงาม 3.นำ�แห้วหั่นใส่ลงไปในชามสีผสมอาหารแต่ละสีคนให้ทั่วให้สีติดแห้วทั่วถึง พักแห้วไว้สักครู่ 4.เทแป้งมันใส่ชาม นำ�แห้วที่ผสมสีแล้วตักพักให้สะเด็ดน้ำ� นำ�แห้วแต่ละสีใส่ลงในชามแป้ง คลุกแป้งมันให้ แป้งเคลือบแห้วจนทั่ว จากนั้นนำ�ไปร่อนเอาแป้งส่วนเกินออก 5.นำ�แห้วสีคลุกแป้งไปลวกในน้ำ�เดือด จนแห้วลอยขึ้นมา ตักแห้วที่ลอยน้ำ�ใส่ลงไปในหม้อน้ำ�เย็น เสร็จแล้ว ตักพักไว้
ขนมอินทนิล เนื่องจากในปัจจุบันนี้มีกระแสหันมาอนุรักษ์ขนมไทย กันมากยิ่งขึ้น ทำ�ให้ขนมโบราณในอดีตที่ห่างหาย ไปอย่างยาวนานจนเราไม่สามารถหารับประทานได้ กลับมาให้เราสามารถหารับประทานได้อีกครั้ง นับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้เห็นขนมโบราณในอดีตฟื้น คืนชีพกลับมาให้คนในยุคปัจจุบันได้รับประทานกัน แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังหารับประทานได้ยาก ดัง นั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำ�สูตรการทำ�หนึ่งในขนม โบราณที่ฟื้นคืนชีพอีกครั้งนั่นก็คือขนมอินทนิล ลูกพี่ ลูกน้องของขนมบัวลอยลูกครึ่งกับขนมเปียกปูนกะทิ สด เป็นการผสมผสานรวมเอาสิ่งที่ดีของขนมกะทิ เหล่านี้มารวมเอาไว้ด้วยกัน วิธีทำ� 1. นำ�น้ำ�กะทิใส่ชามหรืออ่างที่มีระดับความสูงมากกว่าปกติจากนั้นให้นำ�เอาเทียนอบควันเทียนใส่ในถ้วยขนาด เล็ก ทำ�การจุดให้มีควัน นำ�เอาลงไปลอยในน้ำ�กะทิแล้วปิดฝาอ่างหรือชามไว้ทิ้งไว้เป็นเวลา 30 นาทีหาก ต้องการให้ขนมมีความหอมแบบไทยเดิมสามารถนำ�เอากระดังงาลนไฟใส่ลงไปด้วยได้ 2. ตั้งหม้อด้วยไฟกลาง นำ�เอากะทิที่ได้ใส่ลงไปพร้อมกับเกลือป่นและน้ำ�ตาลทราย คนให้เข้ากันจนน้ำ�ตาลและ เกลือละลาย คนจนเดือดหลังจากนั้นให้ยกลงมาพักไว้ 3. นำ�แป้งมาผสมกับน้ำ�ใบเตยในชามผสม คนให้เข้ากันจนแป้งละลายไปกับน้ำ�ใบเตยเป็นเนื้อเดียวกัน 4. นำ�ขึ้นตั้งไฟโดยใช้ไฟอ่อน เมื่อหม้อเริ่มร้อนให้นำ�เอาแป้งใส่ลงไปในหม้อแล้วใช้ไม้พายกวนส่วนผสมตลอดเวลา ห้ามหยุดเด็ดขาด เพราะถ้าหยุดขนมจะไหม้ก้นหม้อทันที 5. ใช้เวลากวนประมาณ 10 – 20 นาทีตัวแป้งก็จะเริ่มสุก สังเกตได้จากการที่แป้งมีความเหนียวจนยกไม้พาย ขึ้นมาแล้วมีแป้งติดขึ้นมาด้วย สีของแป้งก็จะใสมากยิ่งขึ้นจนเกือบจะโปร่งแสง 6. นำ�เอาหม้อที่มีแป้งสุกแล้วใส่ลงในอ่างที่มีน้ำ�เย็นและน้ำ�แข็งเพื่อหยุดความร้อน เพราะหากโดนความร้อนไป เรื่อย ๆ ตัวขนมก็จะแข็งจนไม่สามารถปั้นได้ 7. ขั้นตอนต่อมาต้องอาศัยความอดทนต่อความร้อนเล็กน้อย เพราะเราต้องใช้มือจุ่มน้ำ�สะอาดจากนั้นให้ไปหยิบ แป้งปั้นเป็นก้อนขนาดกำ�ลังพอดีแล้วนำ�เอาแป้งที่ได้ใส่ลงไปในน้ำ�กะทิที่เราเตรียมไว้ในขั้นตอนแรก อย่าลืมเอามือ ชุบน้ำ�อยู่เป็นประจำ�เพื่อไม่ให้แป้งติดมือ 8. ตักขนมและน้ำ�กะทิใส่ถ้วย เติมน้ำ�แข็งลงไป หากต้องการเพิ่มกลิ่นหอมสามารถนำ�เอาดอกมะลิสดล้างสะอาด ลงไปลอยในถ้วยได้เพียงเท่านี้เราก็ได้ขนมหวานเย็นชื่นใจมารับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวเหนียวสังขยา เป็นขนมไทยทำ�จากไข่ กะทิและน้ำ�ตาล เป็นขนมหวานที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีทานกับข้าว เหนียวมูน มีรสชาติอร่อย หอมหวานมัน ปัจจุบันเป็นขนม หวานที่ชาวต่างชาติชื่นชอบอีกเมนูหนึ่ง ซึ่งในความเป็น จริงแล้วแม้แต่คนไทยเองก็อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า สังขยา เป็นขนมหวานที่เราได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส ในอดีต นิยมรับประทานกับข้าวเหนียวหรือใส่ในฟักทอง มะพร้าว และเผือก แล้วนำ�ไปนึ่ง วิธีทำ� วิธีทำ�ข้าวเหนียวมูน 1.นำ�ข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ล้างน้ำ�ให้สะอาด จากนั้นแช่น้ำ� ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงหรือแช่ทิ้งไว้1 คืน ซึ่งถ้าหาก ต้องการให้ข้าวเหนียวมีสีสันต่างๆ ให้ใส่สีจากธรรมชาติลง ไป อย่างเช่น สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากน้ำ�ดอกอัญชัน 2.หลังจากแช่ข้าวเหนียวได้ตามเวลาที่กำ�หนดแล้ว นำ�ข้าว เหนียวใส่ซึ้งนึ่งให้สุก ใช้ไฟแรงประมาณ 20 – 30 นาที เมื่อสุกแล้วยกลงพัก 3.นำ�กะทิใส่หม้อ ตามด้วยน้ำ�ตาลทราย เกลือและใบเตย นำ� หม้อตั้งไฟต้มให้เดือด ในขณะที่ตั้งไฟให้คนเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ กะทิจับตัวเป็นก้อน 4.นำ�ข้าวเหนียวสุกเทใส่อ่างผสม จากนั้นนำ�กะทิร้อนเทใส่ ตามลงไป คนให้เข้ากันด้วยความรวดเร็ว แล้วปิดฝาพักไว้ อีก 10 – 15 นาทีเพื่อให้ข้าวเหนียวระอุ วิธีทำ�สังขยา 1.ตอกไข่ใส่ชามผสม ตามด้วยน้ำ�ตาลทรายและใบเตยหอม จากนั้นใส่ถุงมือพลาสติกแล้วขยำ�ไข่กับใบเตย 2.เติมหัวกะทิลงไปในชามไข่ คนให้เข้ากัน จากนั้นกรองด้วย ผ้าขาวบาง เทใส่ถาด ถ้วยหรือชามก้อนลึก
ฅนทำ�คนดูเรื่องสังข์ทอง เรื่องย่อสังข์ทอง กาลปางก่อน มีพระเจ้าพรหมทัต(ท้าวยศวิมล) ครองเมืองพรหมนคร(เมืองยศวิมล) พระเจ้าพรหมทัตมีมเหสี สององค์มเหสีฝ่ายขวาชื่อพระนางจันทราเทวี(นางจันเทวี) มเหสีฝ่ายซ้ายชื่อพระนางสุวรรณจัมปากะ (นางจัน ทา) พระเจ้าพรหมทัตโปรดมเหสีฝ่ายซ้ายมาก ต่อมามเหสีทั้งสองทรงครรภ์ โหรทำ�นายว่าบุตร ของมเหสีฝ่าย ขวาเป็นชาย ส่วนมเหสีฝ่ายซ้ายเป็นหญิง พระนางสุวรรณจัมปากะรู้สึกเสียใจที่จะได้ธิดาแทนจะเป็นโอรส และ เกรงว่าพระนางจันทราเทวีจะได้ดีกว่า จึงใส่ร้ายพระนางจันทราเทวีจนพระเจ้าพรหมทัตหลงเชื่อ ขับไล่พระนาง จันทราเทเวีออกจากพระราชวัง พระนางจันทราเทวเดินทางด้วยความยากลำ�บาก เมื่อถึงชายป่านอกเมือง ยายตาสองคนสงสารจึกชวนให้พักอยู่ด้วย โอรสในครรภ์ของพระนางจันทราเทวีเห็นความยากลำ�บากของ พระมารดาจึงแปลงกายเป็นหอยสังข์เพื่อไม่ให้พระมารดาต้องลำ�บากเลี้ยงดูเมื่อครบกำ�หนดคลอด พระนาง จันทราเทวีก็คลอดโอรสออกมาเป็นหอยสังข์ซึ่งพระนางก็รักใคร่ เลี้ยงดูเหมือนลูกมนุษย วันหนึ่งพระนาง จันทราเทวีออกจากบ้านไปช่วยตายายเก็บผักหักฟืน ลูกน้อยในหอยสังข์ก็ออกจากรูปหอยสังข์ช่วยปัดกวาด บ้านเรือน และหุงหาอาหารไว้พอเสร็จก็กลับเข้าไปในรูปหอยสังข์ตามเดิม พระนางจันทราเทวีเมื่อกลับมาก็ แปลกใจว่าใครมาช่วยทำ�งาน และเมื่อนางจันทราเทวีออกจากบ้านไป ลูกน้อยในหอยสังข์ก็จะออกมาทำ�งานบ้าน ให้เรียบร้อยทุกครั้ง พระนางจันทราเทวีอยากรู้ว่าเป็นใคร วันหนึ่งจึงทำ�ทีออกจากบ้านไปป่าเช่นเคย แต่แล้วก็ ย้อยกลับมาที่บ้าน โอรสในหอยสังข์ก็ออกมาทำ�งานบ้าน พระนางจันทราเทวีเห็นโอรสเป็นมนุษย์ก็ดีใจ จึงทุบ หอยสังข์เสียและกอดโอรสด้วย ความยินดีและตั้งชื่อให้ว่า “ สังข์ทอง “ ์
เทคโนโลยีสมัยใหม่ เอไอแบบรู้สร้าง : Generative AI Generative AI คือ การสร้างสิ่งประดิษฐ์จากข้อมูล และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คล้ายกับรูป แบบของชิ้นงานดั้งเดิม แต่ไม่ใช่การทำ ซ้ำ มีศักยภาพที่โดดเด่นในการสร้างสรรค์งานรูปแบบ ใหม่ ๆ โดยเทคนิคการสร้างแบบจำลองที่นิยมนำมาใช้นั้น คือ แกน (Generative Adversarial Networks ; GAN) ใช้สร้างภาพใบหน้าที่สมจริง มีความละเอียดสูง นำ ไปใช้สร้าง Virtual Influencer ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง Generative AI มีประโยชน์และใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะ เป็นการเพิ่มความละเอียดภาพให้อยู่ในระดับ Super–Resolution ช่วยแปลงภาพถ่ายให้คมชัด มากขึ้น แปลงภาพในเวลากลางวันให้กลายเป็นภาพตอนกลางคืน แปลงภาพขาวดำ ให้เป็นภาพ สี สำ หรับประเทศไทยนั้น เริ่มมีหลายองค์กรทำ วิจัยและนำ เทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ ตัวอย่างเช่น NECTEC สวทช. สร้าง VAJA ที่เป็นระบบการสังเคราะห์เสียงจากข้อความภาษา ไทย เพื่อสร้างคำบรรยายภาพที่เป็นภาษาไทยอย่างอัตโนมัติ และโครงการ Z-Size Ladies ที่เป็น ระบบการจำลองรูปร่างแบบ 3 มิติ สำ หรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ระยะ 2-40 สัปดาห์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ใช้ GAN เรียนรู้สไตล์ฟอนต์ภาษาอังกฤษ เพื่อประยุกต์สร้างฟอนต์ภาษาไทยใหม่ ๆ VISTEC กำลังศึกษากระบวนการคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้จำลองการขยับใบหน้าของคนอย่าง สมจริง เป็นต้น
เข้าพรรษา วันเข้าพรรษา เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์พอถึงฤดูฝนพระภิกษุส่วนใหญ่ก็อยู่ประจำ� ที่เช่นเดียวกับนักบวชนอกพุทธศาสนาที่มักถือเป็นประเพณีปฏิบัติอยู่จำ�พรรษามาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ปรากฏว่ามี พระภิกษุกลุ่มฉัพพัคคีย์พาบริวารจำ�นวน 1,500 รูปเที่ยวจาริกไปตามที่ต่างๆ เนื่องจากตอนต้นพุทธกาลยังไม่มี พุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำ�พรรษา ทำ�ให้ชาวบ้านพากันติเตียนถึงการจาริกของท่านเพราะไปเหยียบข้าวกล้าในนาเสีย หาย เมื่อรู้ไปถึงพระพุทธเจ้า จึงทรงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ตรัสถามจนได้ความจริง แล้วทรงบัญญัติให้พระภิกษุอยู่จำ� พรรษา เป็นเวลา 3 เดือนในฤดูฝน ฉะนั้น สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำ�พรรษาอยู่ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยาก ลำ�บากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำ�ธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดู ฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำ�พรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำ�คัญในรอบปีที่พระสงฆ์ จะได้มาอยู่จำ�พรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรง ความรู้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย ในวันเข้าพรรษาและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำ�เพ็ญกุศล ด้วยการเข้าวัดทำ�บุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำ�คัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือ เทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้ำ�ฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสำ�หรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สำ�หรับการอยู่จำ� พรรษา โดยในอดีต ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20 ปี) จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระ สงฆ์เพื่ออยู่จำ�พรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3 เดือน โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจำ� พรรษาตลอดพรรษากาลว่า “บวชเอาพรรษา” ประวัติวันเข้าพรรษา
อาสาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน ๘ ก่อนปุริมพรรษา (ปุริมพรรษาเริ่ม ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ� เดือน ๘ ในปีที่ไม่มีอธิกมาสเป็นต้นไป ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ� เดือน ๑๑) ๑ วัน เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา คือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมือง พาราณสีในปีแรกที่ทรงตรัสรู้และเพราะผลของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้เป็นเหตุให้ท่าน พระโกณ ฑัญญะในจำ�นวนพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ธรรมจักษุ(โสดาปัตติมรรค หรือ โสดาปัตติมรรคญาณ คือญาณ ที่ทำ�ให้สำ�เร็จเป็นโสดาบัน) ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงว่า สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็น ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา แล้วขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระองค์เป็นพระอริย สงฆ์องค์แรกของ พระพุทธศาสนา และทำ�ให้พระรัตนตรัยครบองค์๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในเมื่อวันนี้ของทุก ๆ ปีเวียนมาถึงพุทธศาสนิกชน จึงนิยมทำ�การบูชาเป็นพิเศษ และ พุทธศาสนิกชนในที่บาง แห่ง ยังตั้งชื่อวันอาสาฬหบูชานี้ว่า “วันพระสงฆ์” ก็มีอาสาฬหะ คือ เดือน ๘ อาสาฬหบูชา คือ การ บูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๘ ความสำ�คัญ ของวันเพ็ญเดือน ๘ นี้มีอยู่อย่างไร จะได้นำ�พุทธประวัติตอนหนึ่งมาเล่าต่อไปนี้นับ แต่วันที่สมเด็จพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้คือ ในวันเพ็ญเดือน ๖ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขในบริเวณโพธิมัณฑ์นั้น ตลอด ๗ สัปดาห์คือ
ทรงพระเจริญ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พ.ศ.2565