พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ป ร ะ วั ติ
พระประสูติกาล
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 3 ของพ่อขุนศรีอิน
ทราทิตย์กับนางเสือง โดยพระองค์มีพระเชษฐา 2 พระองค์และพระขนิษฐา
2 พระองค์ พระเชษฐาพระองค์แรกสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงยัง
ทรงพระเยาว์ พระเชษฐาพระองค์ที่สองทรงพระนามตามศิลาจารึกว่า
"พระยาบานเมือง" ซึ่งได้เสวยราชสมบัติต่อจากพระบรมชนกนาถ และเมื่อ
พ่อขุนบานเมืองได้เสด็จสวรรคตแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึงเสวยราชสมบัติ
ต่อมา
พระนาม
เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีพระชนมายุ 19 พรรษา ได้ทรงทำยุทธหัตถีมี
ชัยต่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด(อยู่ในบริเวณแม่สอดใกล้จังหวัดตาก แต่
อาจจะอยู่ในเขตประเทศพม่าในปัจจุบัน) พระบรมชนกนาถจึงทรงขนาน
พระนามว่า "พระรามคำแหง" ซึ่งแปลว่า "พระรามผู้กล้าหาญ" ภายหลังเมื่อ
พระบรมชนกนาถได้เสด็จสวรรคต และพ่อขุนบานเมือง พระเชษฐาธิราช ได้
เสวยราชสมบัติต่อมา พ่อขุนรามคำแหงจึงได้ไปเป็นเจ้าเมืองครองเมือง
ศรีสัชนาลัย
ราชบัณฑิตยสถานสันนิษฐานว่า พระนามเดิมของพระองค์คือ เจ้าราม
เพราะปรากฏพระนามเมื่อเสวยราชย์แล้วว่า "พ่อขุนรามราช" อนึ่ง สมัยนั้น
นิยมนำชื่อปู่มาตั้งเป็นชื่อหลาน ซึ่งตามพระราชนัดดาของพระองค์มี
พระนามว่า "พระยาพระราม" และในชั้นพระราชนัดดาของพระราชนัดดา ใน
เหตุการณ์การแย่งชิงราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1962 ตามพระราช
พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ปรากฏเจ้าเมืองพระนาม
ว่า "พระยาบาลเมือง" และ "พระยาราม"
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
การเมืองการปกครอง
เมื่อพ่ อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงขจัดอิทธิพลของเขมรออกไปจากกรุงสุโขทัย
ได้ในปลายพุ ทธศตวรรษที่ 18การปกครองของกษัตริย์สุโขทัยได้ใช้ระบบปิตุราชา
ธิปไตยหรือ "พ่อปกครองลูก" ดังข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า คำ
พู ด "....เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมาก
ส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามา
แก่พ่อกู กูไปท่อบ้านท่อเมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่ วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอา
มาเวนแก่พ่ อกู.."
ข้อความดังกล่าวแสดงการนับถือบิดามารดา และถือว่าความผูกพันใน
ครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวทั้งหลายรวมกันเข้าเป็นเมืองหรือรัฐ มี
เจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าครอบครัว
ปรากฏข้อความในศิลาจารึกพ่ อขุนรามคำแหงว่าพ่ อขุนรามคำแหงมหาราชทรง
ใช้พระราชอำนาจในการยุติธรรมและนิติบัญญัติไว้ดังต่อไปนี้
1) ราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรี เจ้าเมืองไม่เรียก
เก็บจังกอบหรือภาษีผ่านทาง
2) ผู้ใดล้มตายลง ทรัพย์มรดกก็ตกแก่บุตร
3) หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีพิพาท ก็
มีสิทธิไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าประตูวังเพื่ อถวาย
ฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้ พระองค์ก็จะทรงตัดสิน
ด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังทรงใช้พุ ทธศาสนา
เป็นเครื่องช่วยในการปกครอง โดยได้ทรงสร้าง "พระแท่นม
นังคศิลาบาตร" ขึ้นไว้กลางดงตาล เพื่อให้พระเถรานุเถระ
แสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันพระ ส่วนวัน
ธรรมดาพระองค์จะเสด็จประทับเป็นประธานให้เจ้านายและ
ข้าราชการปรึกษาราชการร่วมกัน
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
เศรษฐกิจและการค้า
โปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์” เพื่อนำน้ำ
ไปใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและบริเวณใกล้เคียง โดยอาศัยแนวคัน
ดินที่เรียกว่า “เขื่อนพระร่วง” ทำให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะ
ปลูกและอุปโภคบริโภคในยาม ที่บ้านเมืองขาดแคลนน้ำ
ทรงส่งเสริมการค้าขายอย่างเสรีภายในราชอาณาจักรด้วย
การไม่เก็บภาษีผ่านด่านหรือ “จกอบ” (จังกอบ) จากบรรดา
พ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงสุโขทัย ดังคำจารึกบนศิลาจารึกว่า
"เจ้าเมือง บ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง" นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่
ปรากฏว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวสุโขทัย
นิยมการค้าขายนั้น ปรากฏตามศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า "เพื่อน
จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจะใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า
ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทรง
เปิดเสรีทุกประการในการค้าขายทำให้การค้าขายขยายออกไป
อย่างกว้างขวางจนปรากฏแหล่งการค้าสำคัญในสุโขทัยได้แก่
"ตลาดปสาน" จากศิลาจารึกกล่าวว่า "เบื้องตีนนอนเมือง
สุโขทัย มีตลาดปสาน"
ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจอย่าง "จีน" โดยนอกจาก
การเพิ่มพู นสัมพันธไมตรีตามปกติแล้ว ยังโปรดให้นำช่างจาก
ชาวจีนมาเพื่ อก่อตั้งโรงงานตั้งเตาทำถ้วยชามทั้งเพื่ อใช้ใน
ประเทศ และสามารถส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียงได้ด้วย
ถ้วยชามที่ผลิตในยุคนี้เรียกว่า "ชามสังคโลก"
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ศาสนาและวัฒนธรรม
ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้
แทนตัวอักษรขอมที่เคยใช้กันมาแต่เดิม
เมื่อ พ.ศ. 1826 เรียกว่า “ลายสือไทย”
และได้มีการพั ฒนาการมาเป็นลำดับ
จนถึงอักษรไทยในยุคปัจจุบัน ทำให้คน
ไทยมีอักษรไทยใช้มาจนถึงทุกวันนี้
โปรดให้จารึกเรื่องราวบางส่วนที่เกิดในสมัยของพระองค์ โดยปรากฏอยู่ใน
ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ทำให้คนไทยยุคหลังได้ทราบ และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้
ศิลาจารึกดังกล่าวเป็นข้อมูลหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์
สุโขทัยทรงรับเอาพระพุ ทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ จากลังกา ผ่าน
เมืองนครศรีธรรมราช มาประดิษฐานที่เมืองสุโขทัย ทำให้พระพุ ทธศาสนาวาง
รากฐานมั่นคงในอาณาจักรสุโขทัย และเผยแผ่ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในราช
อาณาจักรสุโขทัย จนกระทั่งได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อพระพุ ทธศาสนาได้มาตั้งมั่นที่
นครศรีธรรมราช พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรง
เลื่อมใสศรัทธาในพระพุ ทธศาสนาจึงให้นิมนต์พระเถระ
ชั้นผู้ใหญ่จากเมืองนครศรีธรรมราชไปตั้งเผยแผ่
พระพุ ทธศาสนาที่กรุงสุโขทัยด้วย และนับเป็นการเริ่ม
การเจริญสัมพันธไมตรีกับลังกา อีกทั้งทรงได้สดับ
กิตติศัพท์ของ "พระพุ ทธสิหิงค์" ซึ่งเป็นพระพุ ทธรูปที่
เจ้าราชวงศ์ลังกาสร้างขึ้นด้วยพระพุ ทธลักษณะที่
งดงาม และมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงทรงให้พระยา
นครศรีธรรมราช เจ้าประเทศราชแต่งสาส์นให้ทูตถือไป
ยังลังกา เพื่อขอเป็นไมตรีและขอพระราชทานพระพุ ทธ
สิหิงค์มาเพื่ อเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองไทยสืบไป
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ความสัมพั นธ์ระหว่างประเทศ
การใช้ความสัมพั นธ์ทางด้านการทูตและความสัมพั นธ์ทางด้านวัฒนธรรม
โดยเฉพาะทางด้านพระพุ ทธศาสนาแทนการทำสงคราม ทำให้สุโขทัยมีแต่
ความสงบร่มเย็น ไม่เกิดสงครามกับแคว้นต่าง ๆ ในสมัยของพระองค์ และ
ได้หัวเมืองประเทศราชเพิ่ มขึ้นอีกด้วย
ทรงทำพระราชไมตรีกับพญามังรายมหาราชแห่งล้านนา และพญางำ
เมืองแห่งพะเยา โดยทรงยินยอมให้พญามังรายมหาราชขยายอาณาเขตล้าน
นาทางน้ำแม่กก แม่น้ำปิง และแม่น้ำวังได้อย่างสะดวก เพื่อให้เป็นกันชน
ระหว่างจีนกับสุโขทัย กับทั้งยังได้เสด็จไปทรงช่วยเหลือพญามังรายมหาราช
หาชัยภูมิสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1839 ด้วย
ทางอาณาจักรมอญ มีพ่อค้าชื่อ "มะกะโท" เข้ารับราชการอยู่ในราช
สำนักของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มะกะโทได้ผูกสมัครรักใคร่กับ "เจ้า
เทพธิดาสร้อยดาว" พระธิดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แล้วพากันหนี
ไปอยู่เมืองเมาะตะมะ แล้วจึงขออภัยโทษต่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขอ
พระราชทานนาม และขอยินยอมเป็นประเทศราชของกรุงสุโขทัย ซึ่งพ่อขุน
รามคำแหงได้พระราชทานนามว่า "พระเจ้าฟ้ารั่ว"
ทางทิศใต้ ได้ทรงอาราธนาพระมหาเถรสังฆราชผู้เรียนจบพระไตรปิฎกมา
จากนครศรีธรรมราช ให้มาเผยแพ่พุ ทธศาสนาในกรุงสุโขทัย
ส่วนด้านเมืองละโว้นั้นทรงปล่อยให้เป็น
เอกราชอยู่ เพราะปรากฏว่ายังส่งเครื่อง
บรรณาการไปจีนอยู่ระหว่าง พ.ศ. 1834 ถึง
พ.ศ. 1840 ทั้งนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็
คงจะได้ทรงผูกไมตรีกับเมืองละโว้ไว้
นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเองก็
ทรงส่งราชทูตไปจีนสามครั้งเพื่ อเจริญ
สัมพั นธไมตรี
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ประดิษฐกรรม
พ่ อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เมื่อ
พ.ศ. 1826 พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์พยัญชนะ สระ และ
วรรณยุกต์ เพิ่มขึ้นให้สามารถเขียนแทนเสียงพู ดของคำใน
ภาษาไทยได้ทุกคำ กับทั้งได้นำสระและพยัญชนะมาอยู่ใน
บรรทัดเดียวกันโดยไม่ต้องใช้พยัญชนะซ้อนกัน ทำให้เขียน
และอ่านหนังสือไทยได้สะดวกมากขึ้น
วรรณกรรม
วรรณกรรมสมัยพ่ อขุนรามคำแหงมหาราชสูญหายไปหมด
แล้ว คงเหลือแต่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง(พ.ศ. 1835)
ซึ่งแม้จะมีข้อความเป็นร้อยแก้ว แต่ก็มีสัมผัสคล้องจอง
ทำให้ไพเราะซาบซึ้งตรึงใจ เช่น
...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว...ลูท่างเพื่อนจูงวัวไป
ค้า ขี่ม้าไปขาย...เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสิน
ท่านบ่ใคร่เดือด
นับเป็นวรรณคดีเริ่มแรกของกรุงสุโขทัยซึ่งตกทอดมาถึง
ปัจจุบัน โดยอย่างไรก็ดี ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เป็นต้น
มา มีข้อสงสัยทางวิชาการว่าศิลาจารึกดังกล่าวจะมิได้ทำขึ้น
ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และมีผู้เสนอว่า พระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพบศิลานั้นเมื่อเสด็จ
จาริกธุดงค์ เป็นผู้ทรงทำศิลานั้นขึ้นเพื่อเหตุผลทางการ
เมืองในการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยให้ชาติตะวันตกเห็น
ว่ามีและรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน เป็นการป้องปัดภัยการล่า
อาณานิคมในสมัยนั้น ทั้งนี้ข้อสงสัยนี้กำลังเป็นที่ถกเถียง
กันอยู่
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พ ร ะ ร า ช ป ร ะ วั ติ
พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์
ที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติเมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ ตรง
กับวันพุ ธ ขึ้น ๗ คํ่า เดือน ๓ ปีกุน มีพระนามเดิมว่า "ฉิม" พระองค์ทรง
เป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชชนนีพั นปีหลวง
ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จ
พระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี พระ
บิดาได้ให้เข้าศึกษากับสมเด็จพระวันรัต (ทองอยู่) ณ วัดบางหว้าใหญ่
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ด้านการทำนุบำรุงประเทศ และป้อมปราการ
ระยะแรกของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าก็ยังคงรุกรานประเทศไทย
อย่างต่อเนื่อง พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้
สร้างเมืองและป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านคอยป้อม
ป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเลที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมือง ปากลัด
ปัจจุบันคือ (อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) โดยมีพระราชบัญชาให้กรม
พระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองก่อสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่
ปากลัด พร้อมป้อมปีศาจผีสิง ป้อมราหู และป้อมศัตรูพินาศแล้วโปรดเกล้าฯ
ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นแม่กองจัดสร้าง
ป้อมผีเสื้อสมุทร ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกาย
สิทธ์ ขึ้นที่เมืองสมุทรปราการ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น
ศักดิพลเสพย์ไปคุมงานก่อสร้างป้อมเพชรหึงส์เพิ่มเติมที่เมือง นครเขื่อนขันธ์
การสร้างเมืองหน้าด่านและป้อมปราการต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อป้องกันไม่ให้
ข้าศึกเข้ามาถึงพระนครได้โดยง่าย ถือว่าพระองค์มีสายพระเนตรที่ยาวไกลยิ่งนัก
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ด้านการทำนุบำรุงพระศาสนา
พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงฟื้นฟู พระพุ ทธศาสนา
อย่างมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนสถาน ทรงโปรดฯ
ให้สร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด ได้แก่ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดชัยพฤกษมาลา
วัดโมลีโลกยาราม วัดหงสาราม และวัดพระพุ ทธบาทที่ สระบุรี ซึ่งสร้างค้าง
ไว้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุ ทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รวมทั้งโปรด
เกล้าฯให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม โดยสร้างพระอุโบสถ
พระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นพระอารามประจำรัชกาล
การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ในยุคนี้ก็รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก
โดยพระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไข
หลักสูตรจากปริญญาตรี โท เอก มาเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยคถึง ๙
ประโยค ทำให้พระภิกษุ สามเณร มีความรู้ภาษาบาลีแตกฉานยิ่งขึ้น
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงออกพระราชกำหนดให้ประกอบพิ ธีในวัน
วิสาขบูชา โดยห้ามล่าสัตว์ ๓วัน และรักษาศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทำ
ทาน ปล่อยสัตว์ สดับฟังพระธรรมเทศนาเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ซึ่งนับ
เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยประกอบพิ ธีในวันวิสาขบูชา
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ
ด้านศิลปวัฒนธรรม
ในด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
ของชาติ พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศ
หล้านภาลัย ทรงมีพระอัจฉริยภาพใน
งานศิลปะหลายสาขา ทั้งทางด้าน
ประติมากรรม ด้านการดนตรี แต่ที่โดด
เด่นที่สุดเห็นจะเป็นในด้านวรรณคดี จน
อาจเรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของ
วรรณคดีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ละครรำรุ่งเรืองถึงขีดสุด ด้วยพระองค์
ทรงเป็นกวีเอก และทรงพระราชนิพนธ์
วรรณคดีไว้หลายเล่มด้วยกัน เช่น
รามเกียรติ์ตอนลักสีดา วานรถวายพล
พิเภกสวามิภักดิ์ สีดาลุยไฟ นอกจากนี้
ยังมีพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาที่ได้รับ
การยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในสมัย
รัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดกลอนบทละครรำ
ส่วนบทละครนอก พระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น
มา ๕ เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิชัย ไกรทอง และคาวี
พระองค์ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรือ เรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาว หวาน ซึ่งมี
ความไพเราะและแปลกใหม่ไม่ซ้ำแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ
เห่ชมเครื่องคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครื่องคาวหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และ
บทเจ้าเซ็น ซึ่งบทเห่นี้เข้าใจกันว่าเป็นการชมฝีพระหัตถ์ ในด้านการทำอาหารของ
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีนั่นเอง นอกจากพระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศ
หล้านภาลัย ที่ทรงเป็นยอดกวีเอกแล้วในยุคสมัยนี้ ยังมียอดกวีที่มีชื่อเสียงอีกลาย
คน เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระเจ้าบรม
วงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร นายนริทร์ธิเบศ, และสุนทรภู่ เป็นต้น
จัดทำโดย
นางสาว จิณัญธณัฏฐ์ ตันติประสพลาภ
เลขที่28 มัทธยมศึกษาปีที่4/4