The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sssky2710, 2022-12-06 09:10:39

973B0469-29FC-4E12-96D3-7911B25E6BC8

973B0469-29FC-4E12-96D3-7911B25E6BC8

มหาเวสสันดรชาดก
กัณฑ์มัทรี

นางสาวพรชนิตว์ เกษรสิทธิ์ เลขที่๓๐ ม.๕/๖

ผู้แต่ง

เจ้าพระยาพระคลัง เป็นกวีเอกคนสำคัญในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นาม
เดิมว่า หน เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅชัย (บุญมี) กับท่านผู้หญิง
เจริญ

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ได้รับราชการในสมเด็จ
พระเจ้าหลานเธอกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ มีบรรดาศักดิ์เป็น
หลวงสรวิชิต นายด่านเมืองอุทัยธานี ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้น
เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า มีหน้าที่ควบคุมบังคับ
บัญชากิจการทางหัวเมืองชายทะเลทั้งหมด เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยัง
ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีฝีปากเอกคนหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
งานประพันธ์ของท่านมีสำนวนโวหารไพเราะจับใจ มีทุกประเภททั้งโคลง
ฉันท์ กาพย์ กลอน ตลอดจนร้อยกรอง

ความเป็นมา

มาจากร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นชาดกเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
โดยกล่าวถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ต่อมามีการแปลเป็นภาษาไทยในสมัยกรุงสุโขทัย
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้าฯให้ปราชญ์ราชบัณฑิต
แต่งมหาชาติคำหลวง ซึ่งเป็นมหาชาติสำนวนแรก โดยมีจุดประสงค์เพื่อ
ใช้สวดในสมัยพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้าให้แต่งกาพย์มหาชาติ เพื่อใช้
สำหรับเทศน์ แต่เนื้อความในกาพย์มหาชาติค่อนข้างยาวไม่สามารถเทศน์ให้
จบภายใน ๑ วัน จึงเกิดมหาชาติขึ้นใหม่อีกหลายสำนวน เพื่อให้เทศน์จบ
ภายใน ๑ วัน มหาชาติสำนวนใหม่นี้เรียกว่า มหาชาติกลอนเทศน์ หรือ
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯโปรดเกล้าฯให้มีการชำระ
และรวบรวมมหาชาติกลอนเทศสำนวนต่าง ๆ แล้วคัดเลือกสำนวนที่ดีที่สุด
ของแต่ละกัณฑ์ นำมาจัดพิมพ์เป็นฉบับของหลวง ๒ ฉบับ คือ ฉบับหอ
พระสมุดวชิรญาณ และ ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ

ลักษณะคำประพันธ์

มหาเวสสันดรชาดกเป็นมหาชาติกลอนเทศน์มีลักษณะคำประพันธ์เป็น
ร่ายยาวที่มีคาถาบาลีนำร่ายยาว บทหนึ่งไม่จำกัดจำนวนวรรคแต่ที่นิยม คือ
ตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไปและแต่ละวรรคก็ไม่จำกัดจำนวนคำเช่นกัน แต่ไม่ควร
น้อยกว่า ๕ คำซึ่งคำสุดท้ายของวรรคหน้าจะส่งสัมผัสไปวรรคหลังคำใดก็ได้
แต่เว้นคำสุดท้ายของวรรคอาจจบลงด้วย "คำสร้อย" (คำสร้อย เช่น ฉะนี้
ดังนี้ นั้นเกิด นั้นแล แล้วแล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น)

ตัวอย่างและแผนผังร่ายยาว

เนื้อเรื่องย่อ

ประกอบด้วยพระคาถา ๙๐ พระคาถา เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ
“ทยอยโอด” กล่าวถึงพระนางมัทรีได้เสด็จออกจากพระอาศรมเพื่อไป
แสวงหาผลไม้เผือกมันมาเป็นอาหาร ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว แต่
ในพระทัยของพระนางในวันนี้มีความหวาดหวั่นถึงสองกุมาร คือ พระชาลี
และพระกัณหายิ่งนัก (เพราะเมื่อคืนนี้พระนางทรงฝันร้าย แต่พอทูลให้พระ
เวสสันดรทรงแก้ความฝันให้พระเวสสันดรกลับทรงบอกว่าไม่มีอะไรร้ายแรง
แต่จริงๆ แล้วมี เพราะชูชกเดินทางมาขอสองกุมารจากพระเวสสันดรได้
สำเร็จ) เดินทางไปพลางพระนางก็ร้องไห้คร่ำครวญตลอดเวลา ผลหมาก
รากไม้ที่เคยพบเห็นอยู่มากมาย ในวันนี้กลับหายไปหมดสิ้น ทำให้พระนาง
ต้องเดินทางไปไกลกว่าทุกวัน และขณะที่กำลังเดินทางจะกลับอาศรม ก็มี
เทวดาแปลงกายมาเป็นสัตว์ร้าย อาทิ ราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง
ขวางทางไว้ จำทำให้พระนางมัทรีกลับถึงพระอาศรมเป็นเวลาค่ำมากกว่า
ทุกวันและพอมาถึงพระอาศรมพระนางก็เรียกหาลูกทั้งสองก็ไม่มีเสียงตอบ
ตามหาก็ไม่พบ พระนางมัทรีจึงมาทูลถามพระเวสสันดร ตอนแรกพระ
เวสสันดรก็ทรงทำเฉย แต่พอพระนางมัทรีเซ้าซี้ถามอีก พระเวสสันดรก็ทรง
แสร้งทำเป็นโมโหหึงหวงต่อว่าต่อขานพระนางที่กลับมาถึงพระอาศรมจน
มืดค่ำ ทั้งยังทรงกล่าวบริภาษพระนางมัทรีต่าง ๆ นานา พระนางมัทรีได้
กล่าวขออภัยโทษพระเวสสันดรก็ทรงทำเฉยอีก

เนื้อเรื่องย่อ

พระนางมัทรีจึงออกติดตามหาสองกุมารตลอดทั้งคืน พร้อมทั้งรำพึงรำพันไป
ตลอดเวลาด้วยความเศร้าโศกเสียพระทัยและความอิดโรย ทำให้
พระนางมัทรีมาสลบลงตรงหน้าพระอาศรมพระเวสสันดรจึงทรงแก้ไขจน
พระนางฟื้นขึ้นมา แล้วก็ทรงเล่าความจริง (ที่ได้ทรงมอบสองกุมารให้ไปเป็น
ข้ารับใช้ของชูชก) ให้พระนางมัทรีฟัง พระนางมัทรีจึงอนุโมทนาต่อบุตร
ทานในครั้งนี้ด้วยความปีติยินดียิ่ง บรรดาทวยเทพยดาก็พลอยยินดีปรีดาไป
กับบุตรทานในครั้งนี้ด้วย จึงพร้อมกับสาธุการสรรเสริญพระอินทร์ผู้เป็น
เจ้าแห่งดาวดึงส์สวรรค์ ก็มาโปรดดอกไม้ทิพย์เป็นการบูชาพระนางมัทรีด้วย
ค่านิยมที่ปรากฏในเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก เป็นค่านิยมเชิงโลกุตระ คือ
ค่านิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เป็นค่านิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนา
ในพุทธภูมิ คือ พระเวสสันดรซึ่งทรงเห็นว่าการบำเพ็ญทานบารมีหรือ
บำเพ็ญคุณงามความดีเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพระองค์เพราะเป็น
สิ่งที่จะนำพระองค์ไปสู่ความรู้แจ้งเห็นจริง (พระโพธิญาณ) อันจะทำให้
พระองค์ทรงชี้ทางนิพพานช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ได้

ข้อคิดของมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

๑.ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นักได้ ด้วยความรักที่พระนางมัทรี
มีต่อกัณหาและชาลี นางทุ่มเทกำลังกาย สติปัญญาที่นางมีเพื่อที่จะค้นหา
จนหมดสิ้น ทั้งสิ้นเรี่ยวแรงและเสียงที่เรียกร้องหา ดังว่า

“…สมเด็จอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง พระพักตร์เธอฟูมฟองนองไป
ด้วยน้ำพระเนตร เธออโศกา จึ่งตรัสว่า โอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยจะมิดึกดื่น
จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งไปเสียแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย พระพายรำเพยพัดมารี่
เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อย
ลงลับไม้ สุดที่แม่จะติดตามเจ้าไปในยามนี้ ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ
ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรัง แต่แม่
เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่า สุดสายนัยนา
ที่แม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง สุดสุรเสียง
ที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุด
สิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด…”

๒.ผู้ที่จะปรารถนาสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วยความอดทนและเสีย
สละอันยิ่งใหญ่พระเวสสันดรทรงปรารถนาโพธิญาณต้องทรงบำเพ็ญ
ทานบารมีซึ่งถือเป็นทานอันสูงส่ง พระองค์จำต้องตัดความอาลัยที่มีต่อกัณห
าชาลีและพระนางมัทรีลง แม้ว่าในพระทัยของพระองค์นั้นจะเจ็บปวดและ
เป็นห่วงลูก จึงต้องอดทนแสร้งทำเป็นตัดพ้อคร่ำครวญต่อพระนางมัทรี ดัง
ว่า

ข้อคิดของมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

“…(นนุ มทฺทิ) ดูกรนางนาฏ พระน้องรัก (ภทฺเท) เจ้าผู้มีพักตร์อันผุดผ่อง
เสมือนหนึ่งเอาน้ำทองเข้ามาทาบทับประเทืองผิว ราวกะว่าจะลอยลิ่วเลื่อนลง
จากฟ้า ใครได้เห็นเป็นขวัญตาเต็มหลงละลายทุกข์ ปลุกเปลื้องอารมณ์ชายให้
เชยชื่น จะนั่งนอนเดินยืนก็ต้องอย่าง (วราโรหา) พร้อมด้วยเบญจางคจริตรูป
จำเริญโฉมประโลมโลกล่อแหลมวิไลลักษณ์ (ราชปุตฺตี) ประกอบไปด้วยเชื้อ
ศักดิ์สมมุติวงศ์พงศ์กษัตรา เออเมื่อเช้าจะเข้าป่าน่า สงสารปานประหนึ่งว่าจะ
ไปมิได้ ทำร้องไห้ฝากลูกมิรู้แล้ว ครั้นคลาดแคล้วเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ดง
ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกสละผัวต่อมัวมืดจึ่งกลับมา ทำเป็นบีบน้ำตาตีอกว่า
ลูกหาย ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง ถ้าแม้นเจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริงๆ
เหมือนวาจาก็จะรีบกลับมาแต่วี่วันไม่ทันรอน เออนี่เที่ยวพเนจรนอนตามสนุก
ใจ ชมนกชมไม้ในไพรวันสารพันที่จะมี ทั้งฤๅษีสิทธิ์วิทยาธรคนธรรพ์
เทพารักษ์ผู้มีพักตร์อันเจริญ เห็นแล้วก็น่าเพลิดเพลินไม่เมินได้ หรือเจ้าปะผล
ไม้ประหลาดรสสดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน เจ้าฉวยชิมชอบลิ้นก็หลงอยู่จึง
ช้า…”

๓.ความซื่อสัตย์ของสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข พระนางมัทรี
มีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรมาก พระเวสสันดรแสร้งกล่าวบริภาษว่า
พระนางลอบคบชายอื่นทำให้พระนางน้อยพระทัยแต่ก็ไม่ถือโกรธและยังได้
ชี้แจงสาเหตุที่กลับมาช้า ดังว่า

ข้อคิดของมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

“…พระคุณเอ่ยจะคิดดูมั่งเป็นไรเล่า ว่ามัทรีนี้เป็นข้าเก่าแต่ก่อนมา ดั่ง
เงาตามพระบาทาก็เหมือนกัน นอกกว่านั้นที่แน่นอนคือนางไหนอันสนิทชิดใช้
แต่ก่อนกาล ยังจะติดตามพระราชสมภารมาบ้างละหรือ ได้แต่มัทรีที่แสนดื้อผู้
เดียวดอก ไม้รู้จักปลิ้นปลอกพลิกไพล่เอาตัวหนี มัทรีสัตยาสวามิภักดิ์รักผัว
เพียงบิดาก็ว่าได้ถึงจะยากเย็นเข็ญใจก็ตามกรรม (วนมูลผล หาริยา)
อุตสาหะตระตรากตระตรำเตร็ดเตร่หาผลาผลไม้ ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็
ซอกซอนอุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลังจนเนื้อหนังข่วนขาดเป็นริ้วรอยโลหิตไหล
ย้อยทุกหย่อมหนาม อารามจะใคร่ได้ผลาผลไม้มาปฏิบัติลูกบำรุงผัว ถึงกระไร
จะคุ้มตัวก็ทั้งยากน่าหลากใจ อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรี
ไม่มีเนตร
น่าที่จะสงสารสังเวชโปรดปรานีว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริงๆ ช่างค้อนติง
ปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย…”

๔.ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี พระเวสสันดรทรงมี
ปฏิภาณไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีมาก เมื่อทรงเห็นว่าพระนางมัทรีมี
ความโศกเศร้าลูกทั้งสองที่หายไปจึงคิดเบี่ยงเบนความคิดและอารมณ์ทุกข์
โศกนั้นด้วยการทำเป็นตัดพ้อและหึงหวงนางที่กลับมาถึงอาศรมในเวลาค่ำ
ถ้อยคำที่ตัดพ้อและตำหนิพระนางว่า มีมารยาแกล้งทำเป็นไม่อยากจาก
พระกุมาร ครั้นไปแล้วเที่ยวอ้อยอิ่งแสวงหาความสุขอยู่ในป่า เมื่อได้ฟังคำ
บริภาษของพระเวสสันดร ความทุกข์โศกของนางก็ลดหายไปทันที ดังที่กวี
บรรยายว่า

ข้อคิดของมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

“ที่ความโศกก็เสื่อมสว่างสงบจิตเพราะเจ็บใจ” นับว่าพระเวสสันดรทรงมี
สติปัญญาไหวพริบดี รู้วิธีที่จะดับทุกข์ของพระนางมัทรีและสามารถทำได้
สำเร็จงดงามเมื่อนางสร่างโศกแล้ว พระเวสสันดรก็ทรงปลอบว่า”

“…อันสองกุมารนี้พี่ให้ไปเป็นทานแก่พราหมณ์แต่วันวานแล้ว พระน้อง
แก้วเจ้าอย่าโศกศัลย์ จงตั้งจิตของเจ้านั้นให้โสมนัสศรัทธา ในทางอันก่อ
กฤดาภินิหารทานบารมี (ลจฺฉาม ปุตฺเต ชีวนฺตา) ถ้าเราทั้งสองนี้ยังมีชีวิตอยู่
สืบไป อันสองกุมารนี้ไซร้ก็คงจะได้พบกันเป็นแม่นมั่น…”

๕.การบริจาคบุตรทานบารมีเป็นสิ่งที่ยากจะกระทำได้ พระเวสสันดรได้
บำเพ็ญบุตรทานบารมีเป็นสิ่งที่ยากที่จะกระทำได้แต่พระองค์มีน้ำพระทัยอัน
แน่วแน่ที่จะกระทำ พระนางมัทรีเมื่อทราบว่าพระเวสสันดรได้บำเพ็ญทานดัง
กล่าวนางก็อนุโมทนาด้วย ดังนี้

“…มัทรีเอ่ย อันอริยสัตบุรุษเห็นปานดั่งตัวพี่ฉะนี้ ถึงจะมีข้าวสักเท่าใดๆ
(ทิสฺวา ยาจกมาคเต) ถ้าเห็นยาจกเข้ามาใกล้ ไหว้วอนขอไม่ย่อท้อในทาง
ทาน จนแต่ชั้นลูกรักยอดสงสารพี่ยังนกให้เป็นทานได้ อันสองกุมารนี้ไซร้
เป็นทานพาหิรกะภายนอกไม่อิ่มหนำ พี่จะใคร่ให้อัชฌัติกทานอีกนะเจ้ามัทรี
ถ้าแม้นมีบุคคลผู้ใดปรารถนาเนื้อหนังมังสังโลหิตดวงหทัยนัยน์เนตรทั้งซ้าย
ขวาพี่ก็จะแหวะผ่าให้เป็นทานไม่ย่อท้อถึงเพียงนี้ มัทรีเอ่ย…”

คุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

๑.การใช้ธรรมชาติเปรียบกับควา
มทุกข์โศกของพระนางมัทรีเนื้อหา
กัณฑ์มัทรีนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่
างธรรมชาติกับพระนางมัทรีอย่างชัดเจน

สภาพธรรมชาติที่แตกต่างไปจากปกติ แสดงให้เห็นว่าเป็นลางบอกเหตุแก่
พระนางมัทรีว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น ดังว่า

“…เหตุไฉนไม้ที่มีผลเป็นพุ่มพวง ก็กลับกลายเป็นดอกดวงเดียรดาษ
อนาถเนตร แถวโน้มก็แก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง ถัดนั่นก็สายหยุดประยงค์
และยมโดย พระพายก็พัดร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง แม่ยังได้เก็บเอาดอกมา
ร้อยกรองไปฝากลูกเมื่อวันวาน ก็เพี้ยนผิดพิสดารเป็นพวงผลผิดวิกลแต่ก่อน
มา (สพฺพามุยฺหนฺติ เม ทิสา) ทั้งแปดทิศก็มืดมนทุกหนแห่ง ทั้งขอบฟ้าก็
ดาษแดงเป็นสายเลือดไม่วนนวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง…”

๒.การเล่นเสียง
๒.๑ การเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะเสียงเดียวกันต่อๆ กันหลายคำ เช่น
“ก็กลายเป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร”
๒.๒ การเล่นเสียงสัมผัสสระ ที่เป็นเสียงเสนาะอันเกิดจากการเล่น
เสียงสระ เช่น “นางก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน ปานประหนึ่งว่าพุ่มฉัตร
ทองอันต้องสายอัสนีฟาดระเนนเอนก็ล้มลงตรงหน้าพระที่นั่งเจ้า นั้นแล”

คุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

๒.๓ การเล่นทั้งเสียงสัมผัสพยัญ
ชนะและสระ เช่น “แม่ยังกลับหลังมา
โลมลูบจูบกระหม่อมจอมเกล้าทั้งสอ
งเรา”

๓. การเล่นคำ มีการเล่นคำที่เรียกว่า “สะบัดสะบิ้ง” ซึ่งจะคำแบ่งคำออก
เป็นสองกลุ่มเท่าๆ กัน แล้วซ้ำคำเดียวกันที่มีเสียงสระสั้นในพยางค์หน้าส่วน
พยางค์หลังเล่นเสียงพยัญชนะเดียวกันแต่ต่างเสียงสระกัน ก่อให้เกิดจังหวะ
คำที่ไพเราะ เช่น คำว่า “สะอึกสะอื้น” ในข้อความว่า “พระนางยิ่งหมองศรี
โศกกำสรดสะอึกสะอื้น” และคำว่า “ตระตรากตระตรำ” ในข้อความว่า
“อุตสาหะตระตรากตระตรำเตร็ดเตร่หาผลาผลไม้” และการเล่นคำซ้ำดังนี้

“…ควรจะสงสารเอ่ยด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม งามด้วยกิ่งก้านประกวด
กัน ใบชอุ่มเป็นชุ่มช่อเป็นฉัตรชั้นดั่งฉัตรทอง แสงพระจันทร์ดิ้นส่องต้อง
น้ำค้างที่ขังให้ไหลลงหยดย้อย เหมือนหนึ่งน้ำพลอยพร้อยๆ อยู่พรายๆ
พระพายรำเพยพัดมาฉิวเรื่อย เรไรระรี่เรื่อยร้องอยู่หริ่งๆ…”

๔. การใช้ภาพพจน์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรีเป็นกัณฑ์ที่
มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งการใช้ถ้อยคำสละสลวยทำให้ผู้อ่านเกิด
จินตภาพด้วยการเลือกสรรความเรียงลักษณะต่างๆ โดยสื่อผ่านภาพพจน์ใน
หลายลักษณะ คือ

คุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี

๔.๑ การใช้ภาพพจน์แบบอุปมา
เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งว่าเหมือน
อีกสิ่งหนึ่ง เช่น เปรียบเทียบพระทัย
เต้นระทึกของพระนางมัทรีกับกายอันสั่น

รัวของปลาที่ถูกตี ดังปรากฏในเนื้อความว่า “พระทรวงนางสั่นระริกดั่งตีปลา”
เปรียบความเจ็บปวดพระทัยของนางมัทรีที่พระเวสสันดรไม่ยอมตรัสตอบว่า
ราวกับถูกแทงด้วยเหล็กเผาไห หรือมิเช่นนั้นก็ราวกับแพทย์เอายาพิษให้
คนไข้ที่มีอาการหนักอยู่แล้วกิน ทำให้อาการทรุดเพียบหนักลงไปอีก ซึ่งคงจะ
รอดชีวิตได้ยาก ดังปรากฏในเนื้อความว่า “นางก็เศร้าสร้อยสลดพระทัยดั่ง
เอาเหล็กแดงมาแทงใจให้เจ็บจิตนี่เหลือทน อุปมาเหมือนคนไข้หนักมิหนำ
ยังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้ำให้เวทนา เห็นชีวานี้คงจะไปไม่รอดสักกี่วัน”

๔.๒ การใช้ภาพพจน์แบบอุปลักษณ์เป็นการเปรียบว่าอีกสิ่งหนึ่ง “เป็น”
หรือ “คือ” อีกสิ่งหนึ่ง เช่น “หวังว่าจะเป็นเกือกทองฉลองบาทยุคลทั้งคู่แห่ง
พระคุณผัว”

๔.๓ การใช้ภาพพจน์แบบสัทพจน์เป็นการเลียนเสียง นอกจากนี้ยังมีการ
ใช้สัทพจน์หรือคำเลียนเสียง ทำให้ข้อความมีชีวิตชีวานิ่งขึ้น เช่น “แต่ย่าง
เหยียบเกรียบกรอบก็เหลียวหลัง”

๔.๔ การใช้ภาพพจน์แบบบุคลวัต เป็นการใช้ภาพพจน์ที่มีชีวิตที่มิใช่
มนุษย์และสิ่งไม่มีชีวิต ทำกิริยาอาการเลียนแบบมนุษย์ เช่น “ได้ยินแต่เสียง
ดุเหว่าละเมอร้องก้องพนาเวศ”

แหล่งที่มา

โรงเรียนทุ่งสง.(๒๕๖๕).มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี[ออนไลน์].
(๒๕๕๙)แหล่งที่มา:https://shorturl.asia/9av8Y[29 พฤศจิกายน ๒๕๖๕]


Click to View FlipBook Version