งานศิลปหัตถกรรมประเภท
หนังใหญ่ - ตอกหนงั
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 1
“หนงั ใหญ”่ เปน็ มหรสพทมี่ มี าแตส่ มยั โบราณ เปน็ มรดก
ทางวฒั นธรรมไทยไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน็ การแสดงชนั้ สงู ซง่ึ
รวมเอาศลิ ปกรรมหลายแขนงเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ซงึ่ ทกุ ขน้ั ตอนตอ้ ง
อาศยั ความประณตี อดทน เพอื่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ งานทลี่ ะเอยี ดออ่ น
หนงั ใหญเ่ ดิมเปน็ การแสดงในราชส�ำนกั ท่ีเรยี กว่า‘หนงั ’ นั้น
เพราะสง่ิ ทใี่ ชแ้ สดง คอื “ตวั หนงั ” ซง่ึ แกะสลกั จากหนงั ววั หรอื
หนงั ควาย ทตี่ อ้ งผา่ นกรรมวธิ กี ารฟอกหนงั การวาดรปู ตวั หนงั
โดยใช้ทักษะการวาดลายไทยผูกลายต่อเน่ืองเกี่ยวกันเป็น
ตลอดรปู ไมใ่ หเ้ สน้ ขาดจากกนั จงึ คอ่ ยนำ� มาแกะหรอื ตอกอยา่ ง
วจิ ติ รบรรจง ลงสเี พอ่ื เพม่ิ ความชัดเจนและความสวยงามเมอื่
ยามเชดิ แสดง จากนน้ั ผกู กบั ไมต้ บั สำ� หรบั ใหผ้ เู้ ชดิ แสดงไดเ้ ชดิ
ด้วยท่าทางที่เข้าจังหวะกับเสียงดนตรีปี่พาทย์และบทพากษ์
บทเจรจา ถอื เป็นตน้ ก�ำเนดิ ของศลิ ปะการแสดงโขน อนั เปน็
เอกลกั ษณข์ องศิลปวฒั นธรรมของไทยสืบมาจนถงึ ปจั จุบัน
หนังใหญ่ – ตอกหนัง 2
เอกลักษณท์ ่สี ะทอ้ นภมู ิปญั ญา หนงั ในขนั้ ตอนตอ่ ไป ตอ้ งตอกเชอื่ มใหเ้ สน้ ลายตวั ละครทง้ั ตวั
และทกั ษะเชิงช่าง ไม่ขาดออกจากกนั เช่นกนั
ภูมิปัญญาการสร้างตัวหนังของบรรพบุรุษ จะใส่ใจ การแกะลาย ใช้แกะส�ำหรับช่องลายขนาดใหญ่ เช่น
ต้ังแต่การท�ำแผ่นหนังส�ำหรับใช้แกะหรือตอกเป็นรูปตัวหนัง ใบหนา้ ดวงตา ปาก มีดแกะช่างแกะมกั จะท�ำขนึ้ เองเพอ่ื ให้
สมัยก่อนการหาหนังมาใช้ได้จากการน�ำหนังวัวท่ีตายแล้วมา ด้ามจับถนัดมือ ส่วนการตอกลาย เพื่อให้แสงผ่าน เกิดเป็น
ผา่ นกรรมวธิ กี ารฟอกแบบโบราณ (อธบิ ายในกรรมวธิ กี ารฟอก รายละเอยี ดของตวั หนงั เพมิ่ ความงดงามออ่ นชอ้ ย เสน้ ตอกจะ
หนงั ) เพ่อื ลอกเอาขนและพังผดื ออกให้หมด ให้ได้หนังเนื้อใส ต้องเป็นการตอกให้ขาดในคร้ังเดียวและตอกลายต่อเน่ืองกัน
แผน่ เรยี บไมบ่ ดิ งอ คงสภาพเปน็ เวลานาน เรยี กวา่ “การฆา่ หนงั ” เรยี กวา่ “ไขป่ ลา”
หนงั ทใี่ ชใ้ นการทำ� รปู หนงั มกี ารเลอื กเฉพาะสำ� หรบั บางรปู อาทิ
หนังครู หรือหนังพระอิศวร หรือหนังพระฤาษี ในอดีตต้อง สำ� หรบั ภมู ปิ ญั ญาของการลงสใี นอดตี น้ัน มีสีใหเ้ ลอื กใช้
เลือกเอาเฉพาะแต่หนังเสือ หรือหนังวัว ท่ีตายผิดธรรมชาติ เพยี งไม่กสี่ ี สที ใี่ ชม้ ากทีส่ ดุ คอื สดี �ำ จะทำ� ให้เกิดแสงเงาทค่ี มชัด
เช่น วัวที่โดนฟ้าผ่าตาย วัวท่ีคลอดลูกตาย เป็นต้น ถือเป็น สว่ นสเี ขยี วกบั สนี ำ�้ ตาลแดง เปน็ สรี ะยะกลางเมอื่ ลงบนตวั หนงั
ความเช่อื เพือ่ จะไดร้ ปู หนังที่มคี วามศกั ดิส์ ทิ ธิ์ จะช่วยให้ดูสบายตามากยิ่งข้ึน หนังใหญ่บางตัวใช้แผ่นทอง
เปลวตดิ ซึ่งจะท�ำใหต้ วั หนังดเู ด่นและสงา่ งาม
การวาดลวดลาย ใช้ทักษะทางด้านจิตรกรรมไทยใน
การวาดรปู ตวั ละคร สว่ นใหญเ่ ปน็ รปู ตวั ละครในเรอ่ื งรามเกยี รติ์ การสร้างตัวหนังถือเป็นทักษะเชิงช่างที่ต้องอาศัยท้ัง
ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งทนี่ ยิ มเลน่ มเี ทคนคิ ในการวารผกู ลายคอื ตอ้ งวาด ฝมี อื ในการวาดรปู จติ รกรรม การลงสี การแกะสลกั หรอื การตอก
ลายจติ รกรรมใหม้ ขี นาดใหญข่ นึ้ เผอ่ื การตอกซง่ึ จะกนิ เสน้ ลาย ทตี่ อ้ งอาศยั ความชำ� นาญในการสรา้ งงานบนผนื หนงั ขนาดใหญ่
เขา้ ไปอกี การผกู ลายใชก้ ารวาดใหล้ ายเกาะเกยี่ วกนั ไมใ่ หห้ ลดุ เพื่อให้ไดม้ ิติทมี่ องเหน็ ในระยะไกล ผ่านแสงไฟ เผอ่ื ระยะตัว
ขาดจากกัน เรยี กว่า “เอ็นตัวหนงั ” เปน็ จุดสำ� คัญท่กี ารตอก เงาท่ีเกิดข้ึนจนเกิดเป็นสุนทรีย์ภาพที่น่าประทับใจสอดรับไป
กบั อรรถรสการแสดงทป่ี ระกอบดว้ ยการเชดิ และเสยี งดนตรี
ทเี่ รา้ ใจสนุกสนานน่าติดตาม
หนงั ใหญ่ – ตอกหนงั 3
ชนิดของตวั หนงั ใหญ่ของไทย หนงั ทใ่ี ชแ้ สดงไดท้ งั้ กลางวนั และกลางคนื เรยี กวา่ หนงั
กลางวนั มีหลายสบี นตวั หนังคอื สีขาว สดี ํา สเี ขยี ว สีเหลือง
หนังใหญข่ องไทยแบ่งเป็น 2 ชนดิ คอื สแี ดง สตี า่ ง ๆ จะชว่ ยขบั ใหต้ วั หนงั มคี วามสวยงามเดน่ ชดั ขน้ึ
หนังทใ่ี ช้แสดงกลางคืน เรียกวา่ หนงั กลางคืน มีสีพน้ื หนงั กลางวนั ทพ่ี บในปจั จุบนั มี 2 แหง่ คอื ที่วดั ขนอน จงั หวัด
ราชบุรแี ละวดั สวา่ งอารมณ์ จังหวดั สงิ ห์บุรี
ตวั หนังเป็นสดี �ำกบั สขี าวของชอ่ งไฟตัวลาย ได้แก่ หนงั ใหญ่
วัดบ้านดอน จังหวดั ระยอง
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 4
ลักษณะตวั หนงั ใหญ่ หนงั คนจรหรือหนังเดิน
หนังง่า
หนังใหญ่เป็นศิลปะบนแผ่นหนังวัวและหนังควายที่น�ำ
มาตอกแกะ ฉลุลาย เปน็ ไปตามเนอ้ื เรอ่ื งทีใ่ ช้แสดงซึง่ แบ่งตาม
ลกั ษณะทา่ ทาง กริ ยิ าอาการ อริ ยิ าบถ ทอี่ ยอู่ าศยั ตามธรรมชาติ
เป็น 7 ชนิด คอื
หนงั เจา้ หรอื หนงั ครเู ปน็ ตวั หนงั ทใี่ ชส้ าํ หรบั พธิ ไี หวค้ รู ไม่
ใชแ้ สดง มี 3 ตัว คือ พระฤาษี พระอศิ วรหรอื พระนารายณ์และ
ทศกณั ฐ์ หนงั พระอศิ วรหรอื พระนารายณแ์ ละทศกณั ฐ์ เรยี กวา่
“พระแผลง” เพราะหนังครทู ้งั สองภาพเป็นทา่ แผลงศร
หนังเฝ้าหรือหนังไหว้เป็นภาพตัวหนังเด่ียว หน้าเสี้ยว
พนมมอื ไหว้ ถา้ เปน็ ตวั หนงั ทถ่ี อื อาวธุ ดา้ มอาวธุ จะสอดใตร้ กั แร้
และปลายอาวุธชี้ไปทางดา้ นหลัง หรอื เหน็บไว้กบั เอว หนงั ไหว้
ได้แก่ หนุมาน องคต สุครีพ พเิ ภก เปน็ ต้น หนังชนิดน้ีใชแ้ สดง
ตอนเขา้ เฝา้
หนงั คเนจรหรอื หนงั เดนิ บางครง้ั เรยี กวา่ “ตวั เดนิ ” เปน็
ภาพหนงั เดย่ี ว หนา้ เสยี้ ว ถา้ เปน็ ตวั หนงั ทเ่ี ปน็ ตวั พระ ตวั นาง ตวั
ยักษ์จะอยูใ่ นทา่ เดนิ หนงั ชนดิ นี้ใช้ตอนยกทพั ตรวจพลกองทพั
ของตวั นาย ถา้ เปน็ ลงิ มกั สลกั เปน็ ทา่ ยา่ งเดนิ (คอื การเอาเทา้ ทง้ั
สองวางกบั พนื้ สน้ เทา้ ขา้ งหนง่ึ วางบนพน้ื สน้ เทา้ อกี ขา้ งหนงึ่ ตอ้ ง
พน้ จากพน้ื เลก็ นอ้ ย) ตวั หนงั เดนิ ไดแ้ ก่ พระรามตวั เดนิ ทศกณั ฐ์
ตัวเดนิ นางสีดาตัวเดิน เปน็ ต้น
หนงั ง่า เปน็ หนงั ภาพเดยี่ ว หน้าเสย้ี ว ทา่ เหาะ คอื ทา่ ที่
ยกเทา้ ขา้ งใดขา้ งหนงึ่ ไวซ้ ง่ึ คลา้ ยกบั ทา่ โขน เชน่ หนงั งา่ ทเ่ี ปน็ ลงิ
ยกั ษ์แสดงทา่ ทางการสรู้ บในมือถอื อาวธุ เช่น กริช กระบ่ี หนัง
งา่ ที่อย่ใู นทา่ เหาะ ได้แก่ หนมุ านในทา่ เหาะ
หนงั เมือง เปน็ หนังภาพเดีย่ วหรอื หลายภาพอยูใ่ นหนงั
ผืนเดียวกัน ซ่ึงในผืนหนังจะต้องประกอบด้วยภาพปราสาท
ราชวงั วมิ าน พลบั พลา ทอ้ งพระโรง ศาลา ทตี่ วั ละครในเรอื่ งทแี่ สดง
นงั่ นอน เจรจา หรอื มีท่าทางอ่นื ๆ ตามเนอ้ื เรือ่ งทีใ่ ช้แสดง
หนงั จบั เปน็ หนงั ทม่ี ภี าพตวั ละครในเรอื่ งตงั้ แต่ 2 ตวั ขนึ้
ไปอยู่ในหนังผืนเดียวกันส่วนใหญ่จะเป็นภาพตัวละครในเรื่อง
กําลังต่อสู้กัน เป็นภาพที่ใช้แสดงต่อจากหนังง่า เช่น หนังจับ
พระรามกับทศกัณฐ์ หนังจบั ลงิ ขาวกับลิงดํา เป็นต้น
หนังเบ็ดเตล็ด เป็นหนังที่ไม่จัดอยู่ในหนังประเภทใด
ประเภทหนงึ่ โดยเฉพาะ ไดแ้ ก่ หนงั เตยี ว เปน็ ภาพหนงั 2 ตวั กาํ ลงั
จบั มดั เชน่ ลงิ ขาวจบั ลงิ ดาํ หนงั ปราสาทเปน็ ภาพหนงั ทมี่ ตี วั ละคร
นอนอยใู่ นปราสาท เชน่ ปราสาทอนิ ทรชติ หนงั เขน เปน็ หนงั ไพรพ่ ล
ของกองทพั ไพรพ่ ลลงิ เรยี กวา่ เขนลงิ ไพรพ่ ลยกั ษ์ เรยี กวา่ เขนยกั ษ์
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 5
ประวตั ิความเปน็ มาของหนังใหญ่ การเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยา ครง้ั ที่ 2 พ.ศ. 2310 ทำ� ใหศ้ ลิ ปะ
การแสดง โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ถกู ทำ� ลายเสยี หายไปมาก
หนังใหญ่ เป็นศิลปะการแสดงท่ีเก่าแก่ชนิดหน่ึงของไทย และมีการฟื้นฟูข้ึนอีกครั้ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏ
กลา่ วกนั วา่ มมี าตงั้ แตส่ มยั สโุ ขทยั แตห่ ลกั ฐานการแสดงหนงั ใหญ่ หลกั ฐานในการแสดงหนงั ใหญ่ ตง้ั แตส่ มยั สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้
เริ่มมตี ้งั แตส่ มัยกรงุ ศรีอยธุ ยา ในสมยั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 1 จฬุ าโลกมหาราชทรงพระราชนพิ นธบ์ ทละครเรอื่ งอเิ หนา เพอ่ื ใช้
(พระเจ้าอู่ทอง) การแสดงที่ใช้ตัวหนังขนาดใหญ่เป็นตัวละคร แสดงเพมิ่ ขึน้ นอกจากเรอ่ื งรามเกียรติ์
โดยมผี เู้ ชดิ ใหเ้ กดิ เงาบนจอ และใชก้ ารพากย์ การเจรจา ดำ� เนนิ เรอ่ื ง
หลักฐานท่ีกล่าวถึงหนังใหญ่ท่ีเก่าแก่ที่สุดปรากฎอยู่ในกฎ สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีหลักฐานการ
มณเฑียรบาลสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ หนงั ใหญ่จึงไดร้ ับ สรา้ งตวั หนงั ใหญแ่ ละบทวรรณกรรมทใี่ ชเ้ รอื่ งรามเกยี รติ์ หนงั ใหญ่
การยกยอ่ งวา่ เปน็ มหรสพชนั้ สงู มกั จดั ขนึ้ ในงานพระราชพธิ ตี า่ ง ๆ ทม่ี กี ารสรา้ งขน้ึ ในสมยั นเี้ ปน็ หนงั ใหญท่ เ่ี รยี กวา่ หนงั กลางคนื
เชน่ พธิ ีอภิเษกของกษตั รยิ แ์ ละเจา้ นาย พระราชพธิ เี กยี่ วกบั 2 ส�ำนัก คือ หนังใหญ่ชุดพระนครไหวของวัดพลับพลาไชย
ความตาย และการแสดงในงานสมโภชตา่ ง ๆ เนอ้ื เรอ่ื งทแ่ี สดง จงั หวดั เพชรบรุ ี ซง่ึ ถกู ไฟไหมเ้ กอื บหมดเมอื่ นำ� มาเกบ็ ไว้ ณ ฝาผนงั
มักเป็นเรื่องเก่ียวกับกษัตริย์และวีรกรรม เช่น มหาภารตะ โรงละครแห่งชาติหลังเก่าเมื่อ พ.ศ. 2503 และหนังใหญ่วัด
รามเกยี รติ์ ในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาเรยี ก หนงั ใหญว่ า่ “หนงั ” ภายหลงั บา้ นดอน จงั หวดั ระยอง หนงั ใหญท่ งั้ สองแหง่ นม้ี คี วามคลา้ ยคลงึ กนั
ยบุ กรมโขนและกรมมหรสพ หลงั สมยั รชั กาลท่ี ๗ หนงั ใหญจ่ งึ ไป
อยใู่ ตอ้ ปุ ถมั ภข์ องวดั จงึ เรยี กหนงั ใหญใ่ นสมยั นว้ี า่ “หนงั ราษฎร”์ สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผู้สนใจค้นพบหนังใหญ่ใน
จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา สมุทรสงคราม ราชบรุ ี
สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มกี าร
สรา้ งหนงั ใหญ่ แตท่ พ่ี บจะเปน็ หนงั กลางวนั มกี ารแกะสลกั ตวั หนงั
ลวดลายคลา้ ยคลงึ กนั หนงั ชดุ นกี้ ารสรา้ งมรี ะยะเวลาใกลเ้ คยี ง
กนั มอี ายปุ ระมาณรอ้ ยปเี ศษ พบ 2 แหง่ คอื หนงั ใหญข่ องวดั
สวา่ งอารมณ์ จงั หวดั สงิ หบ์ รุ แี ละหนงั ใหญว่ ดั ขนอน จงั หวดั ราชบรุ ี
หนงั ใหญ่ – ตอกหนงั 6
เมอื่ พจิ ารณาองคป์ ระกอบของหนงั ใหญพ่ บวา่ มหรสพนี้ วรรณศิลป์ คือบทพากย์ประกอบการแสดงที่สื่อภาพ
ประกอบด้วยศิลปะถึง 5 ประเภท คือ ของตัวหนังที่เห็นเบื้องหน้าให้ก่อเกิดจินตนาการแก่ผู้ชม ใน
การเขา้ ใจเรอ่ื งราวทน่ี ำ� มาแสดง แมเ้ รอื่ งหลกั ทแ่ี สดงหนงั ใหญ่
หตั ถศลิ ป์ สอื่ ดว้ ยฝมี อื การแกะตวั หนงั ทผี่ แู้ กะตอ้ งรจู้ กั จะเป็นรามเกียรติ์ แต่มีหลักฐานที่สมเด็จพระนารายณ์
เสน้ สายลายไทยและรจู้ กั เรอื่ งรามเกยี รตเ์ิ ปน็ อยา่ งดี จงึ สามารถ มหาราชโปรดให้พระมหาราชครแู ตง่ สมุทรโฆษคำ� ฉันท์ เพือ่
เลือกใชแ้ ผน่ หนงั มาแกะสลกั เป็นตัวละครเปน็ ฉากตา่ ง ๆ ได้ ใช้แสดงหนงั ใหญ่ นอกจากนย้ี งั มวี รรณกรรมอีกเรอ่ื งท่ีเชอื่ วา่
อย่างเหมาะสม แตง่ ขึ้นเพ่อื การแสดงมหรสพนี้คอื อนริ ุทธค์ ำ� ฉันท์
นาฏศลิ ป์ ผเู้ ชดิ หนงั นบั วา่ เปน็ ผสู้ รา้ งชวี ติ ใหก้ บั ตวั หนงั วาทศิลป์ คือน�้ำเสียงของผู้พากย์ท่ีต้องกังวาน เสริม
ดังน้ันทักษะของผู้เชิดจึงเป็นส่ิงส�ำคัญ ต้องรู้จักดนตรีไทย สรา้ งอารมณใ์ หผ้ ชู้ ม รวมทงั้ มปี ฏภิ านไหวพรบิ ในการพากยใ์ ห้
และผา่ นการฝึกฝนท่าทางต่าง ๆ ทง้ั ท่าเดิน ทา่ เตน้ การโยกตวั สนกุ และรจู้ กั ทำ� นองดนตรเี พอื่ บอกจงั หวะใหป้ พ่ี าทยบ์ รรเลง
การเชิดตัวหนังให้เข้ากับจังหวะของดนตรีและเร่ืองราวตาม
บทพากยเ์ จรจา ดรุ ิยางคศลิ ป์ คอื ดนตรีประกอบการแสดง มักเปน็ วง
ปพ่ี าทยเ์ ครอื่ งหา้ เครอื่ งคู่ และเครอ่ื งใหญ่ และมเี ครอ่ื งดนตรี
อ่ืนอีก เช่น ปี่กลางท่ีให้เสียงกลางตลอดการแสดง กลองต๋ิง
และโกร่งทใ่ี ห้เสยี งคล้ายเกรา
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 7
การแสดงหนงั ใหญ่ในประเทศไทย หนงั ใหญ่วัดขนอน
หนังใหญ่วดั สวา่ งอารมณ์
คณะแสดงหนังใหญ่ปัจจุบันมีเหลือเพียง 3 คณะ คือ หนังใหญว่ ดั บา้ นดอน
หนงั ใหญว่ ดั ขนอน อำ� เภอโพธาราม จงั หวดั ราชบรุ ี หนงั ใหญว่ ดั
สวา่ งอารมณ์ อำ� เภอเมอื ง จังหวัดสงิ ห์บุรี และหนงั ใหญว่ ัดบ้าน
ดอน อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ระยอง และมคี ณะโขนหลวงสงั กดั กรม
ศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมอีกดว้ ย
หนังใหญ่วัดขนอน อ�ำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มี
ประวัติว่าในสมัยรัชกาลท่ี 5 พระครูศรัทธาสุนทร เจ้าอาวาส
ร่วมกบั ครูอง๋ั สรา้ งตัวหนงั ขนึ้ เชน่ เร่อื งรามเกยี รต์ิ ตอนหนมุ าน
ถวายแหวน ศึกสหสั กมุ าร ศึกประลยั กัลป์ เป็นตน้ หนังชุดเดิมนี้
เหลอื อยู่ 313 ตัว ไดม้ กี ารอนรุ ักษแ์ ละจัดสร้างชุดใหมส่ ำ� หรบั
ใชใ้ นการแสดงแทนของเดมิ โดยทางวดั ไดต้ ง้ั พพิ ฑิ ภณั ฑห์ นงั ใหญ่
ให้เป็นแหล่งศึกษา และนำ� ออกแสดงหนังใหญ่ด้วยหนังชุดใหม่
หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ อ�ำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
ตามประวตั วิ า่ ครเู ปยี คณะหนงั ใหญจ่ ากอยธุ ยาไดถ้ วายตวั หนงั
ชุดหนง่ึ ใหห้ ลวงพ่อเรอื ง เจา้ อาวาส เมื่อพ.ศ.2418 รวมทงั้ หดั
การแสดงหนังให้คนในชุมชนด้วย หนังใหญ่ของที่น่ีมีหนังเจ้า
ชดุ เบกิ โรงคอื ลงิ จบั หวั คำ่� รามเกยี รติ์ ตอนศกึ อนิ ทรชติ (นาคบาศ)
ศกึ วิรุณจำ� บงั ศกึ ใหญ่ (มตี ัวละครครบและใชแ้ สดงบอ่ ย) และ
ศึกพระมงกุฎ-พระลบ จำ� นวนประมาณ 270 ตวั ปัจจบุ ันมีการ
ฝึกการแสดงและสรา้ งตวั หนังข้ึนใหมโ่ ดยฝีมอื คนในชมุ ชน
หนังใหญว่ ดั บา้ นดอน อำ� เภอเมือง จงั หวัดระยอง เมือ่
พ.ศ.2431 พระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม เจ้าเมือง
ระยอง ไดซ้ อ้ื ตัวหนังชุดหนง่ึ มาจากพทั ลงุ มหี นังเจา้ ชุดเบกิ โรง
รามเกยี รต์ิ ตอนศกึ พรหมาศ ทศกณั ฐส์ ง่ั เมอื ง สดี าลยุ ไฟ กำ� เนดิ
สองกุมาร ปล่อยม้าอุปการ และพระพรตและพระสัตรุตรบ
พระมงกฎุ -พระลบ ทางวดั จดั ตงั้ พพิ ธิ ภณั ฑเ์ กบ็ รกั ษาหนงั ชดุ เกา่
เพ่อื เปน็ แหลง่ เรียนรูส้ �ำหรบั คนทั่วไปดว้ ย
นอกจากนมี้ ตี วั หนงั ใหญจ่ ากทตี่ า่ ง ๆ ไดแ้ ก่ วดั พลบั พลาชยั
จดั หวัดเพชรบุรี วดั ประศุก จงั หวดั สิงห์บุรี วัดบางน้อย จังหวดั
สมุทรสงคราม วดั ตะเคียน จังหวัดลพบุรี (ปจั จุบันเก็บรกั ษาท่ี
พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ สมเด็จพระนารายณ์) และหนงั ใหญ่
บางสว่ นเกบ็ รกั ษาที่พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติพระนคร
ส่วนในสมัยรัชกาลท่ี 9 ได้มีการสร้างหนังใหญ่ข้ึนชุด
หนงึ่ โดยใชต้ น้ แบบจากหนังใหญช่ ดุ พระนครไหว สรา้ งจ�ำนวน
130 ตัว เพือ่ เป็นมหรสพประจ�ำรชั กาล หลงั จากทส่ี ร้างเสรจ็ ใน
พ.ศ. 2539 ได้ออกแสดงในงานสมโภชครัง้ สำ� คญั เป็นคร้งั คราว
หนงั ใหญ่ – ตอกหนงั 8
หนังกาวตากแหง้
กแรกระมสวลธิกั ีกหานรังเตใหรยีญม่ หนังส�ำหรับ
หนังสัตว์หลายชนิดที่สามารถน�ำมาฟอกแล้วแกะ หนังววั ท่ีฟอกแล้ว
ฉลุลายเป็นรูปตัวหนังได้ แต่ที่นิยมคือหนังวัวและหนังควาย
คนไทยนยิ มใชห้ นงั ววั มากกวา่ หนงั ชนดิ อน่ื ๆ เนอื่ งจากมคี วาม การฟอกหนังแบบโบราณ
บางและโปร่งแสง และฉลลุ ายได้ละเอียดกวา่ ส่วนหนังแพะ
หรอื หนงั แกะ มขี นาดยอ่ มลงมามกั ใชแ้ กะตัวหนงั ตะลุง หรือ การฟอกหนังแบบโบราณจะน�ำหนังสดมาหมักกับน�้ำ
แกะเป็นตัวหนังทรี่ ะลึก ปูนขาว แลว้ น�ำขึ้นมาใสค่ รกต�ำขา้ ว ต�ำจนนม่ิ จากน้ันน�ำไป
แชใ่ นนำ้� ลกู ดอกล�ำโพง 3-5 วนั เพื่อฟอกเอาพงั ผดื และไขมนั
สมยั โบราณมกั หาหนงั สดจากววั ทตี่ ายแลว้ มาฟอกเอง ออก น�ำกลับข้นึ มาต�ำอีกคร้งั จึงน�ำไปขงึ ให้ตงึ ผงึ่ แดดใหแ้ ห้ง
ดว้ ยกรรมวธิ แี บบธรรมชาติ ซงึ่ ตอ้ งใชเ้ วลานานหลายเดอื นกวา่ เม่ือหนังเร่ิมแห้งสนิทท�ำความสะอาดอีกครั้งโดยใช้กะลา
จะไดห้ นงั ทแ่ี หง้ สนทิ สำ� หรบั แกะสลกั หนงั ใหญ่ ปจั จบุ นั ชา่ งจงึ มะพร้าว มีด สิ่ว เปลอื กหอยกาบ ขดู พังผืดและขนออกจน
เปลยี่ นมาใชก้ ารซอ้ื หนงั สำ� เรจ็ จากโรงงานอตุ สาหกรรมฟอกหนงั กระทง่ั หนงั ทง้ั ผนื บางสมำ่� เสมอกนั การฟอกหนงั แบบโบราณ
(องคก์ ารฟอกหนังเดมิ ) จงั หวัดสมุทรปราการ หนงั ประเภทนี้ เป็นกรรมวิธีทเ่ี รยี กว่า ฆ่าหนงั ให้ตาย คอื หนงั จะเรยี บ ไม่หงกิ งอ
เรยี กวา่ “หนงั กาวตากแหง้ ” มที งั้ สนี ำ�้ ตาลและสขี าว แบง่ เปน็ เหีย่ วยน่ คงสภาพเรียบแบนเปน็ เวลานบั ร้อยปี
2 เกรดคอื
ในบางแห่งไม่มีการหมักหนังก่อน เม่ือได้หนังสด ๆ
หนังผิวหรือหนังเกรดเอ เหมาะส�ำหรับใช้แกะหนัง มาคลกุ กบั ขเี้ ถา้ แลว้ นำ� มาขงึ ในกรอบไมโ้ ดยใชต้ ะปตู อกยดึ ให้
ใหญ่ ท�ำหนังกลอง มักส่งออกไปจ�ำหน่ายท่ีประเทศญ่ีปุ่นและ ตึงตลอดทั้งผืน ใช้มีดช�ำแหละพังผืดที่ติดมากับหนังออกให้
ประเทศบราซิล หมด น�ำไปตากแดดจนแห้ง จึงถอดออกจากกรอบ ใช้มีดขูด
ตกแต่งหนังท้ังสองด้านโดยขูดเอาขน พังผืด และไขมันออก
หนงั ทอ้ งหรอื หนงั เกรดบี ใชม้ ดั เปน็ กอ้ นใหส้ นุ ขั กดั เลน่ แล้วนำ� ไปฟอก
ตวั หนงั ใหญท่ แี่ กะสลกั เพอื่ ใชใ้ นการแสดงตอ้ งมคี วาม
หนา 1.5 มิลลิเมตร หนังจับซ่ึงมีขนาดใหญ่สุดจะกว้างยาว การฟอกหนงั แบบปจั จบุ นั นยิ มใชน้ ำ้� สม้ สายชู ฟอกหนงั
1.8 เมตร ถ้าหากเปน็ หนังเดิน หนงั คเนจร หนงั ง่า หนังตอ่ สู้ โดยใช้น้ำ� สม้ สายชู 1 ลิตร ผสมน�้ำ 20 ลติ ร หมักหนงั ทข่ี ูดตกแตง่
หนงั เด่ียว จะมขี นาดประมาณ 1.2-1.5 เมตร ขนกับไขมันออกแล้วในอ่างหรือโอ่งที่ผสมน้�ำส้มสายชู แช่ท้ิงไว้
อยา่ งไรกต็ ามหากเปรยี บเทยี บระหวา่ งหนงั ทผี่ า่ นการ ประมาณ 3 ชวั่ โมง จงึ นำ� หนงั ไปลา้ งใหส้ ะอาดแลว้ ผงึ่ ลมไวจ้ น
ฟอกแบบโบราณด้วยวัสดุธรรมชาติ กับหนังที่ฟอกด้วยสาร แห้งสนิท
เคมี พบวา่ หนงั ทฟ่ี อกแบบโบราณจะมอี ายกุ ารใชง้ านนานกวา่
สจี ะซดี จางชา้ กวา่ หนงั ทฟ่ี อกดว้ ยสารเคมี ขณะทท่ี ำ� การฟอก
สารเคมีถูกดูดซึมและฝังตัวลงบนผืนหนังจะท�ำให้หนังมีอายุ
การใชง้ านสัน้ และท�ำให้สที เ่ี ขยี นระบายซดี จางเรว็
หนังใหญ่ – ตอกหนัง 9
การรา่ งแบบหนงั ใหญ่
วางแบบรา่ งบนหนงั การออกแบบลายหนังใหญ่
การออกแบบลายหนังใหญ่แต่เดิมน้ันช่างโบราณท่ี
ช�ำนาญการผูกลายจะใช้เหล็กที่เรียกว่า “เหล็กจาร” เขียน
ลายลงบนผืนหนัง รอยเหล็กแหลมที่เขียนลงบนผืนหนัง
สามารถลบออกไดง้ า่ ย เพยี งแตใ่ ชน้ ำ้� เชด็ รอยทเี่ ขยี นกล็ บออก
ได้ แต่ปัจจุบนั เปลยี่ นมาใช้การออกแบบลงบนกระดาษก่อน
เมื่อแก้ไขจนลงตัวจึงน�ำไปย่อขยายตามต้องการ แล้วจึงน�ำ
แบบไปผนกึ ลงบนผืนหนงั เพ่ือน�ำไปตอกฉลลุ าย
ตามประเพณีนิยมการผูกลายมีแนวเดียวกับการ
ออกแบบภาพจติ รกรรมฝาผนงั กลา่ วคอื ใชเ้ สน้ ครเู ดยี วกนั ทส่ี ำ� คญั
คอื ลายต่าง ๆ เหล่านั้นต้องเกาะเกยี่ วกบั ตวั ภาพ เป็นระยะๆ
เรียกว่าเอ็นตัวหนังจะได้ไม่ขาดออกจากกันเมื่อน�ำไปฉลุลาย
ขนาดของตวั ภาพตอ้ งใหญก่ วา่ ภาพจติ รกรรมไทย เนอ่ื งจากการ
เขยี นตา่ งกบั การตอกแกะสลกั เครอื่ งมอื จะกนิ ตวั ภาพบางสว่ นไป
ทรวดทรงความออ่ นชอ้ ยของตวั ภาพอาจลดลงจากแบบรา่ งๆ
หนงั ใหญ่ – ตอกหนงั 10
ตัวหนังทฉ่ี ลเุ รียบร้อยแล้ว ฉลุลายตวั หนงั
การฉลุลายตวั หนงั เขยี งทใ่ี ชต้ อกแกะ ชา่ งสมยั โบราณจะเลอื กใชไ้ มเ้ นอ้ื
แข็งเพื่อถนอมอุปกรณ์ ทางภาคใต้ใช้ไม้ลูกหยี ส่วนทางภาค
ส่วนท่ีเป็นลวดลายและเส้นต่างๆ ช่างแกะสลักจะใช้ กลางใชไ้ มเ้ ขลง กลา่ วกนั วา่ เปน็ ไมเ้ นอื้ แขง็ ทสี่ ดุ ในโลกมขี นึ้ อยู่
“ตดุ๊ ตหู่ รอื มกุ ” ตอกออกเรยี กวา่ กดั มกุ และใชม้ ดี แกะสลกั ใน ตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้นท่ัวไปใกล้ล�ำธาร พบ
สว่ นทตี่ อ้ งการใหเ้ กดิ ชอ่ งไฟ ถา้ ลวดลายกลมหรอื ไขป่ ลา ชา่ งจะ มากทาง ภาคตะวันออก ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ปจั จบุ นั
ใช้มุกตอกตามลวดลาย สว่ นลายในส่วนทีใ่ หญ่ หรือลกั ษณะ เปลี่ยนมาใช้เขียงอะคลิลิกหรือไฟเบอร์แทน หากเกิดต�ำหนิ
เปน็ เหลยี่ ม ๆ จะใชม้ ดี แกะสลกั มกุ มหี ลายขนาดเรยี กวา่ มกุ ใหญ่ หรือริ้วรอยสามารถซ่อมแซมด้วยการใช้กาวติดเชื่อมแล้วใช้
มกุ กลาง มกุ ยอด การแกะในบางมมุ ชอ่ งไฟของลวดลายใชส้ วิ่ กระดาษทรายขัดใหเ้ รยี บ
ขนาดตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้แสงไฟส่องเห็นเปน็ รูปทรงงดงาม ในสว่ นที่
เป็นลายโปรง่ จะเป็นสีขาว “มกุ หรอื ตดุ๊ ต”ู่ ตขี นึ้ จากเหลก็ ทว่ั ไป ตรงปลายชบุ ซิ
งกเ์ พ่อื เพ่ิมความแข็งและทนทาน เพราะมกุ ไมส่ ามารถลับคม
การฉลุลายตัวหนัง จะเรมิ่ จากลวดลายทีม่ ขี นาดใหญ่ ไดเ้ หมอื นสว่ิ หรอื มดี สมยั โบราณใชส้ วา่ นเจาะปลายเหลก็ แลว้
ก่อนเพื่อสร้างเค้าโครงของตัวหนัง ในสมัยโบราณใช้สิ่วเป็น ชุบดว้ ยนำ้� ขีเ้ ถา้ ไม้รวกใหเ้ น้อื เหล็กแกร่งข้นึ
เคร่ืองมอื หลกั เช่น สว่ิ โค้ง ส่วิ เลก็ ส่ิวตรง สว่ิ วี ตวั หนังที่ชา่ งใช้
สว่ิ ตอกแกะลายจะออกแนวพนื้ บา้ น อนั เปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ “คอ้ น” ทใี่ ชส้ ำ� หรบั ตอกตอ้ งทำ� จากเนอื้ แขง็ เชน่ ไม้
ลูกหยี ไมแ้ ดง ไม้เต็ง ขนาดตามความถนัดของชา่ ง เดมิ ช่างใช้
ปัจจุบันช่างพัฒนามาเป็นการใช้มีดท่ีประดิษฐ์ข้ึน ค้อนเหล็ก แต่พบปัญหาคือเม่ือใช้ไปไปนานเข้าจะท�ำให้ส่วน
เฉพาะใหม้ ขี นาดเหมาะมือ เม่ือฉลลุ ายจะจับโคนด้ามมีดต้อง ดา้ มของมกุ บานออก ตวั คอ้ นจะเปน็ หลมุ ชา่ งตอ้ งเจียรคอ้ น
อยอู่ งุ้ มอื ปลายมดี ยาวเทา่ ปลายนวิ้ ชี้ ใชท้ งั่ ไมห้ รอื เขยี งจากไม้ และปลายมกุ อย่เู สมอ ดงั น้ันจงึ เปล่ยี นมาใชค้ ้อนไม้แทนเพอ่ื
เนอ้ื นิม่ รองไว้ด้านลา่ ง เช่น ไม่นุ่น ไม้ตีนเปด็ เพ่ือให้ปลายมีด ยดื อายกุ ารใช้งานของมกุ และค้อน
กดทะลุลงในเขียง ลายตัวหนังจงึ สวยคมงดงาม
ในบรรดาตวั หนงั ใหญท่ ง้ั หมด ตวั นางเปน็ ตวั ทแ่ี กะยาก
ส่วนการตอกแกะสลักตวั หนงั เพอ่ื การแสดง ช่างจะ ทีส่ ุด หากจะใหเ้ ปน็ สขี าวท่ีใบหนา้ หรือล�ำตวั ต้องสลกั สว่ น
ใช้มุกขนาดใหญ่เมื่อดูหนังในระยะไกล ลวดลายจะปรากฏ พน้ื ตวั ออก หรอื พนื้ สว่ นหนา้ ออก เรยี กวา่ “นางหนา้ แขวะ”
ชัดเจน ในทางกลับกนั ถา้ ตวั หนงั ใชเ้ พอื่ ประดบั ตกแต่งช่างจะ ถา้ จะใหม้ ีสีขาวในบางส่วน คอื ขาวจางๆ เมือ่ ส่องกับแสงไฟ
เปล่ียนมาใช้มุกขนาดย่อมลงมา เพื่อเพ่ิมลายละเอียดของ ช่างจะขูดสีด�ำออกและท�ำให้ตรงส่วนนั้นบางลงไปอีก หรือ
ลวดลาย เนอื่ งจากตวั หนังเหลา่ นีม้ องในระยะใกล้ ต้องการให้บริเวณไหนมสี ีขาวโดยท่ัวไป ชา่ งจะใช้มกุ สลักให้
ละเอียดมากเรียกวา่ “เอามุกเดนิ ”
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 11
การลงสีตวั หนงั
การลงสบี นตวั หนัง การลงสตี วั หนัง
ขอ้ ดขี องการใชส้ แี บบโบราณคอื สามารถคมุ โทนไดโ้ ดย
การลงสบี นตวั หนงั ใหญจ่ ะลงทง้ั ดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ไม่ต้องใช้ทฤษฎีการเบรกสีเข้าช่วย สีสมัยใหม่ซ่ึงผลิตจาก
ลงสีอ่อนก่อนตามด้วยลงสีด�ำทับ หนังที่ใช้แสดงกลางคืนใช้ สารเคมเี ม่อื แห้งแลว้ สีจะลอย เชน่ สเี ขยี วเมอ่ื ลงตัวภาพและ
โทนสีด�ำและสีน้�ำตาลแดงเป็นหลัก เน้นที่หน้าตัวภาพ และ ท้ิงไว้จนแห้งจะมีสีเหลืองลอยข้ึนมา เพราะในสีเขียวมีเนื้อ
ขอบตวั หนงั สว่ นหนงั ทใ่ี ชแ้ สดงกลางวนั แสงเขา้ จากรอบดา้ น สีเหลืองผสมอยู่ด้วย คนโบราณจึงต้องน�ำไปผสมเหล้าขาว
ช่างจงึ ลงสสี ันให้สดใส เช่น สเี ขียว สเี หลือง สีฟ้า เปน็ ต้น เพ่ือกดสีให้จม สีที่มีความนิ่งจะต้องเป็นสีเดียวกันท้ังขณะ
เปียกและแห้ง
สดี ำ� ไดจ้ ากการเขมา่ ดนิ หมอ้ คอื กน้ หมอ้ ดนิ ทใี่ นอดตี
ต้ังไฟหุงต้มด้วยเตาถ่าน เมื่อก้นหม้อด�ำ ขูดน�ำเขม่าสีด�ำนั้น
ออกมาใช้ทำ� สี
สีน�้ำตาลแดง ได้จากแก่นไม้ฝางต้ม แต่กรรมวิธีค่อน
ข้างย่งุ ยาก จงึ เปล่ียนมาใช้หมากแห้งหมกั กบั เหลา้ ขาวแทน
สเี ขยี วตงั แช เปน็ สโี บราณซงึ่ เปน็ ทนี่ ยิ มในหมชู่ า่ งเขยี น
ภาพจติ รกรรมฝาผนงั ไดจ้ ากการนำ� ทองเหลอื ง ทองแดง และ
ส�ำริด ไปแชใ่ นน�้ำทีผ่ สมกรดเกลอื เกิดปฏิกริ ิยาทางเคมี ท�ำให้
มสี นมิ เขยี วเกาะทโ่ี ลหะซงึ่ ใชเ้ วลาอยา่ งนอ้ ย 1 ปขี นึ้ ไป ชา่ งจะ
ขูดสนิมออกแล้วน�ำมาร่อนด้วยแร่ง (เคร่ืองมือในการร่อนให้
ละเอยี ด) นำ� ไปลา้ งกรดเกลอื ออกดว้ ยนำ้� เปลา่ แลว้ นำ� ไปผสม
กบั ยางมะขวดิ หรอื ยางกระถนิ อนิ เดยี ไดส้ เี ขยี วตงั แช ปจั จบุ นั
เปล่ียนมาใช้สเี ขยี วผสมอาหารผสมกบั เหล้าขาวแทน
หนังใหญ่ – ตอกหนงั 12
ไม้ตับหรอื ไม้คาบหนงั ไมต้ ับหรือไม้คาบหนัง
ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยของการทำ� รปู หนงั ใหญ่ คอื การผกู ไม้
สำ� หรบั เชดิ เรยี กวา่ “ไมต้ บั หนงั ” หรอื “ไมค้ าบหนงั ” ถา้ เปน็
หนงั ตวั เลก็ ใชไ้ ม้ประกบเปน็ ไม้ตบั คู่เดยี ว ถา้ เปน็ ตวั หนงั ใหญ่ ๆ
ใชไ้ มป้ ระกบเปน็ ไมต้ บั 2 คแู่ ละใหห้ า่ งกนั พอสมควร ไมต้ บั หนงั
นิยมใช้ไม้ไผ่สีสุกตากแห้งหรือไม้หลาวชะโอนที่แก่จัดเหลา
ใหเ้ ล็ก ๆ ดา้ นในแบนเรียบตดิ กบั ผืนหนงั ด้านผิวเหลาใหม้ น
ไมใ่ หห้ นาหรอื บางจนเกนิ ไป ขนาดของไมต้ บั หนงั หนาประมาณ
0.5-1 นว้ิ สว่ นปลายเรยี วเลก็ กวา่ สว่ นโคนเลก็ นอ้ ย ตอ้ งนำ� ไม้
ตับหนังมารมควันไฟเสียก่อนเพื่อกันมอดหรือแมลงกินไม้
การผกู ไมต้ บั หนงั ตอ้ งใชห้ วายทเี่ หลาเปน็ เสน้ เลก็ ๆ ผกู ใหแ้ นน่
เหมือนกับการผูกขอบกระด้งหรือขอบตะแกรง เหลือโคนให้
ยาวลงมาสำ� หรบั จบั เชดิ
หนังใหญ่ – ตอกหนัง 13
หนังสัตว์
มีดฉลุลาย, เขียง
อปุ กรณ์ในการทำ� หนังใหญ่ มุกหรอื ตุ๊ดตู่, ฆ้อน
หนังสัตว์ เชน่ หนงั ววั หรือหนงั ควาย กระดาษร่างภาพ, ดินสอดำ�
มุกหรือตดุ๊ ตู่ สำ� หรบั ตอกแกะสลกั ลวดลาย
เขียงหรอื ทั่งไม้ หนังใหญ่ – ตอกหนงั 14
มดี ฉลลุ าย
สีต่าง ๆ ใช้สำ� หรบั ระบายสีตัวภาพ
ดนิ สอด�ำ กระดาษรา่ งภาพ
ค้อนไม้
ไม้คาบหนัง หรอื ไม้ตับหนัง
หนังใหญ่เป็นการผสมผสานศิลปะ หลายแขนง คือ หนงั ใหญ่วัดสวา่ งอารมณ์
หตั ถศลิ ป์ วรรณศลิ ป์ นาฏศลิ ป์ วาทศลิ ป์ และคตี ศลิ ป์ มาปรงุ แตง่
เขา้ ดว้ ยกนั อยา่ งผสมกลมกลนื ปจั จบุ นั นอกจากกรมศลิ ปากร หนังใหญว่ ัดบ้านดอน
และสถาบันบัณฑิตพัฒนศลิ ป์ ทท่ี ำ� หน้าท่ีในการอนรุ กั ษแ์ ละ
สบื สานหนงั ใหญแ่ ลว้ มหี นงั ใหญใ่ นประเทศไทยเหลอื อยเู่ พยี ง หนงั ใหญ่ – ตอกหนงั 15
3 คณะเทา่ นนั้ คอื หนงั ใหญว่ ดั ขนอน จงั หวดั ราชบรุ ี หนงั ใหญ่
วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดบ้านดอน
จงั หวดั ระยอง ทยี่ งั คงรกั ษา และสบื ทอดมรดกภมู ปิ ญั ญาไทย
น้ีไว้ สมควรอย่างย่ิงที่ภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันส่งเสริม
ใหม้ กี ารพัฒนาต่อยอดให้คงอย่คู ู่ชาตไิ ทยตลอดไป
แหลง่ ที่มาขอ้ มลู และเอกสารทีใ่ ช้ในการอา้ งองิ การจดั ท�ำข้อมลู
สัมภาษณน์ ายจฬรรณ์ ถาวรนุกลุ พงศ์ ช่างแกะสลักหนังใหญ่วดั ขนอน อำ� เภอเมอื ง จังหวัดราชบรุ ี
กนกวรรณ สุวรรณวฒั นา. หนงั ใหญ่วัดขนอน จังหวดั ราชบรุ ี. กรงุ เทพฯ : ห้องสมุดมหาวทิ ยาลยั ศิลปากร วังท่าพระ, 2527
ผะอบ โปษะกฤษณะ. วรรณกรรมประกอบการเล่นหนงั ใหญ่วดั ขนอน จงั หวัดราชบุร.ี กรุงเทพฯ : โรงพมิ พส์ �ำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2520.
สอนสุพรรณ. 2552. พิพธิ ภัณฑ์หนงั ใหญ่วดั ขนอน
เสถียร ชงั เกต.ุ หนงั ใหญ่ : ศลิ ปะการแสดงชนั้ สงู ของไทย. กรุงเทพฯ : ชวนพมิ พ,์ 2538
หนังใหญ่ – ตอกหนัง 16