ปีการศึกษา วิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ……………………….……………………………… …….. …... …….
คำนำ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I 20201ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้รายวิชา IS ให้สอดคล้องตามแนวทางการจัด การเรียนการสอนของหลักสูตรโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยได้ศึกษาเอกสารหลักสูตร โครงสร้างขอบข่ายการจัด การเรียนรู้ มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อกำหนดกรอบในการจัดการเรียนการสอน และบูรณาการการเรียนการสอน ตามความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามความมุ่งหมายของสถานศึกษาต่อไป ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการเรียนการสอนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและ ผู้ที่สนใจต่อไป คณะผู้จัดทำ
สารบัญ หน้า คำนำ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………………………. ข บทที่ 1 บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล……………………………………..………….………… 1 บทที่ 2 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง………………………………………………………………………..…………………. 2 บทที่ 3 รายงานทางวิชาการ……………………………………………………………………………………..……………….. 3 บทที่ 4 การรู้จักปัญหา.................................................................................................................. ........... 5 บทที่ 5 การตั้งคำถาม………………………………………………………………..……………………………………………… 6 บทที่ 6 การเลือกประเด็นปัญหา…………………………………………………………………………………………………. 10 บทที่ 7 การเขียนที่มาและความสำคัญของประเด็นปัญหา....................................................................... 11 บทที่ 8 การตั้งชื่อเรื่อง………………………………………………………………………………………………………………. 14 บทที่ 9 การตั้งสมมุติฐาน............................................................................................................. ............ 15 บทที่ 10 ตัวแปร................................………………………………………………………………………………………….. 19 บทที่ 11 ข้อมูลและการจำแนกข้อมูล...................................................................................................... 20 บทที่ 12 แหล่งข้อมูล............................................................................................................................... 22 บทที่ 13 การเก็บรวบรวมข้อมูล……………………………….………………………………………………………………… 24 บทที่ 14 การจัดหมวดหมู่ข้อมูล......................................................................................................... ...... 33 บทที่ 15 การสรุปผลการจัดหมวดหมู่...……………………………………………………………………………………….. 37 บทที่ 16 การนำเสนอข้อมูล……………………………………………………………………………………………………….. 40 บรรณานุกรม................................................................................................................... ......................... 44
1 การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพความเป็นสากล คือ เป็นบุคคลที่มี คุณภาพ มีทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้และมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็น สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล มีทักษะชีวิต ร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จะต้อง มีกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน ในแต่ละระดับชั้น โดยมีกระบวนสำคัญในการจัดการเรียนรู้ เรียกว่า บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่ มาตรฐานสากล (Five steps for student development) ดังนี้ 1. การตั้งคำถาม/สมมติฐาน (Hypothesis Formulation) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ในการตั้งคำถาม (Learning to Question) 2. การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศจากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจากการฝึกปฏิบัติ ทดลอง เป็นต้น ซึ่งจะส่งเสริมเกิดการเรียนรู้ในการแสวงหาความรู้ (Learning to Search) 3. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Formation) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้และสารสนเทศที่ได้จากการแสวงหาความรู้ มาถกแถลง อภิปราย เพื่อนำไปสู่การสรุปและสร้างองค์ความรู้ (Learning to Construct) 4. การสื่อสารและนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้มาสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้และมีทักษะในการสื่อสาร (Learning to Communicate) 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การทำประโยชน์ให้กับสังคม และชุมชนรอบตัวตามวุฒิภาวะของผู้เรียนและจะส่งผลให้ผู้เรียนมีจิตสาธารณะและบริการสังคม (Learning to Serve) บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล 1 (Five steps for student development)”
2 การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น สามารถดำเนินการได้หลากหลายวิธีและการให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) นับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการพัฒนาผู้เรียน เพราะเป็นการเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระใน เรื่องหรือ “การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)”ซึ่งจัดเป็นสาระการเรียนรู้ 3 สาระ ประกอบด้วย IS 1 - การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็น สาระที่มุ่งให้ผู้เรียนกำหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ IS 2 - การสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งให้ ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาวิธีการการถ่ายทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ ด้วยวิธีการนำเสนอที่เหมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ IS 3 - การนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียน นำ/ประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริการสาธารณะ (Public Service) โรงเรียนต้องนำสาระการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ไปสู่การเรียน การสอนในลักษณะของหน่วยการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางที่กำหนด โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทและพัฒนาการวัยของผู้เรียนซึ่งอาจแตกต่างกันในระดับประถม มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย การศึกษาอิสระ หรือ การค้นคว้าอิสระ (อังกฤษ: independent study หรือ directed study) เป็น การศึกษารูปแบบหนึ่งที่ผู้เรียนศึกษา ค้นคว้า วิจัยอย่างอิสระในหัวข้อที่ตกลงกัน นอกเหนือจากการเรียนใน ชั้นเรียนตามหลักสูตรปกติของสถานศึกษา หัวข้อที่ศึกษาขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ภายใต้กรอบที่สถานศึกษากำหนดซึ่ง มักกำหนดสาขาวิชาที่ให้ศึกษา ระยะเวลา ความยากง่าย ปริมาณเนื้องานที่ต้องศึกษาและวิธีการประเมินผล เอาไว้ เมื่อได้หัวข้อ ผู้เรียนทำการศึกษาในเรื่องที่ได้รับอนุมัติให้ศึกษาด้วยตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลของที่ ปรึกษา ระดับของการกำกับดูแลอาจมากน้อยต่างกันตามข้อกำหนดของวิชาการศึกษาอิสระในระดับที่ศึกษา โดยทั่วไปในระดับมัธยมศึกษามักต้องการคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากที่ปรึกษา ในขณะที่ผู้เรียนระดับ บัณฑิตศึกษาอาจได้รับคำปรึกษาที่ค่อนข้างจำกัด เมื่อเสร็จสิ้นการศึกษามักมีการประเมินผลโดยให้ผู้เรียนทำ รายงานสรุปผลการศึกษาและ/หรือนำเสนอปากเปล่า ผลการเรียนของการศึกษาอิสระอาจเป็นคะแนนระดับ ต่าง ๆ หรือ ให้แต่เพียงผ่านหรือไม่ผ่านก็ได้ 2 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)
3 รายงานทางวิชาการ คือ การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีระบบ แล้วนำมาเรียบเรียงโดยมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษาค้นคว้า เพื่อประกอบการศึกษาในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง ประเภทของรายงานทางวิชาการ รายงานทางวิชาการที่จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการศึกษา สามารถจำแนกได้ ดังนี้ 1. รายงาน (Report) เป็นการค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่เรียน อาจเป็นปัญหาหรือข้อมูล ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม โดยผู้สอนมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเสนอทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นของผู้รู้หรือตนเอง ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องมีความคิดและจุดมุ่งหมายของตนเองเป็นพื้นฐาน แล้วจึงศึกษาค้นคว้าเรียบเรียงอย่างเป็น ระบบ 2. โครงงาน (Project) เป็นการศึกษาค้นคว้าตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ ของผู้เรียน โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ค้นหาคำตอบหรือผลงานซึ่งมีความสมบูรณ์ในชิ้นงานโดย นักเรียนเป็นผู้วางแผนการศึกษาค้นคว้า ดำเนินการด้วยตนเองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีเจตคติที่ดี ต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น มีทั้งหมด 4 ประเภท ดังนี้ 2.1 ประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยศึกษาหลักการและออกแบบการค้นคว้าในรูปแบบการทดลองเพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อตัวแปร ที่ต้องการศึกษา เพื่อยืนยันหลักการ ทฤษฎี เพื่อศึกษาหาแนวทางในการเพิ่มคุณค่า และการใช้ประโยชน์ให้ มากขึ้น เช่น การศึกษาประสิทธิภาพการป้องกันยุงด้วยสมุนไพร การศึกษาการทำถ่านผลไม้ดูดกลิ่น เป็นต้น 2.2 ประเภทการสำรวจ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูลนั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ในรูปแบบที่เหมาะสม ข้อมูลที่ได้จะนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงาน ส่งเสริมผลผลิตให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ข้อมูลดังกล่าวอาจมีผู้จัดทำขึ้นแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงจึงต้องมีการจัด ทำใหม่เพื่อให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ศึกษาโครงงาน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก เช่น การสำรวจความพึงพอใจในการใช้ห้องน้ำของนักเรียนโรงเรียน สระบุรีวิทยาคม เป็นต้น 2.3 ประเภททฤษฎีเป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ ๆ เกี่ยวกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิด หรือคิดขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ จากเนื้อหาวิชาการ หลักการ ทฤษฎีต่าง ๆ นำมาปรับปรุง พัฒนา ให้สอดคล้องมีความชัดเจน มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์ อย่างมีหลักการและเชื่อถือได้ 3 รายงานทางวิชาการ
4 2.4 ประเภทการสร้างและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ คือ การนำความรู้ ทฤษฎี หลักการ มาประยุกต์ใช้ โดยประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ หรืออาจเป็น การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้นใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น เช่น การศึกษา การทำเครื่องหยอดปุ๋ย เป็นต้น 3. รายงานประจำภาค หรือ ภาคนิพนธ์ (term paper) เป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะ อาจเป็นหัวข้อสำคัญที่ยังได้เรียนหรือมีเวลาเรียนไม่มาก ผู้สอนจึงมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติม ผู้เรียนจึงต้องศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้งมากกว่ารายงาน แต่มีขอบเขตจำกัดกว่าวิทยานิพนธ์ 4. รายงานการวิจัย (research) เป็นการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชาเพื่อให้ได้ องค์ความรู้ใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างทฤษฎี หลักการ หรือเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ การวิจัยเป็นการค้นคว้าที่ ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และความมีระบบ มีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรงและ เชื่อถือได้ มีการบันทึกและเขียนรายงานการวิจัยอย่างระมัดระวัง 5. วิทยานิพนธ์ หรือปริญญานิพนธ์ (thesis) เป็นรายงานการค้นคว้าวิจัยที่ผู้ศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา จะต้องทำ นับเป็นงานสำคัญส่วนหนึ่งตามหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต มีปริมาณและ คุณภาพสูงกว่าภาคนิพนธ์ เป็นผลงานการค้นคว้าวิจัยที่มีสาระสำคัญที่แสดงองค์ความรู้ใหม่และความคิดริเริ่ม ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้วิจัย เป็นการเสนอผลการวิจัยที่มีระเบียบวิธีการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นแบบแผนด้วย กระบวนการค้นหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุผลและน่าเชื่อถือ
5 ความรู้เกิดขึ้นจากความสงสัยและการตั้งคำถาม เมื่อเราเกิดข้อสงสัยแล้วจะเข้าสู่กระบวนการตั้ง ประเด็นปัญหา หรือการกำหนดปัญหาในการศึกษาค้นคว้า ความหมายของปัญหา พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดความหมายของ “ปัญหา” ไว้ว่า ปัญหา คือ ข้อสงสัย ข้อขัดข้อง คำถาม ข้อที่ควรถาม หรือข้อที่ต้องพิจารณาแก้ไข ที่มาของประเด็นปัญหา โดยทั่วไปการกำหนดประเด็นปัญหาจะขึ้นอยู่กับความสนใจใคร่รู้ของผู้ศึกษา ซึ่งอาจได้รับการกระตุ้น ให้หายสงสัย หรือเกิดแรงบันดาลใจให้ค้นหาคำตอบมาจากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ 1. สิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่พบเห็น ในแต่ละวัน เช่น ทำไมกบจึงร้องในเวลาฝนตก ทำไมคนไทยในปัจจุบันจึงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเป็นจำนวน มาก น้ำซาวข้าวสามารถนำมาทำประโยชน์ใดได้บ้าง เป็นต้น 2. ข้อมูลความรู้ในอดีต ได้แก่ ความรู้ที่ผ่านการค้นพบมาแล้วในอดีตซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ รายงานการวิจัย บทสรุปการทดลอง เป็นต้น สามารถนำไปต่อยอดสู่องค์ความรู้ที่สูงขึ้นได้ 3. การอ่าน ฟัง และดูจากสื่อต่าง ๆ ได้แก่ การอ่านหนังสือ ชมสารคดี หรือการฟังสาระความรู้ ความบันเทิงจากสื่อต่าง ๆ สามารถนำไปสู่การตั้งประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษาได้ 4. การเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวิชาการ ได้แก่ การอบรม สัมมนา เสวนา หรือประชุมทางวิชาการ สามารถนำองค์ความรู้มาตั้งเป็นประเด็นปัญหาได้ 5. คำแนะนำจากผู้อื่น ได้แก่ ครู อาจารย์ ปราชญ์ชุมชน หรือผู้มีประสบการณ์ทางการวิจัย เป็นต้น 6. แหล่งทุนหรือองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ องค์กรภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา กองทุนเพื่อการ วิจัย เป็นผู้สนับสนุนทุนเพื่อใช้ในการดำเนินงาน 4 การรู้จักปัญหา
6 การใช้คำถามเป็นเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นกลวิธีการสอน ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความคิด สามารถนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การถามเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนา ความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทำความเข้าใจให้กระจ่าง ได้ข้อมูลป้อนกลับ ทั้งด้านการเรียนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่าง ๆ ส่งเสริมความอยากรู้ อยากเห็นและเกิดความท้าทาย ระดับของการตั้งคำถาม การตั้งคำถามมี 2 ระดับ คือ คำถามระดับพื้นฐาน และคำถามระดับสูง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. คำถามระดับพื้นฐาน เป็นการถามความรู้ ความจำ เป็นคำถามที่ใช้ความคิดทั่วไป หรือความคิด ระดับต่ำ ใช้พื้นฐานความรู้เดิมหรือสิ่งที่ประจักษ์ในการตอบ เนื่องจากเป็นคำถามที่ฝึกให้เกิดความคล่องตัวใน การตอบ คำถามในระดับนี้เป็นการประเมินความพร้อมของผู้เรียนก่อนเรียน วินิจฉัยจุดอ่อน-จุดแข็งและสรุป เนื้อหาที่เรียนไปแล้ว คำถามระดับพื้นฐาน ได้แก่ 1.1 คำถามให้สังเกต เป็นคำถามที่ให้ผู้เรียนคิดตอบจากการสังเกต เป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เรียน ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสืบค้นหาคำตอบ คือ ใช้ตาดู มือสัมผัส จมูกดมกลิ่น ลิ้นชิมรส และหูฟังเสียง ตัวอย่างคำถาม เช่น - เมื่อนักเรียนฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกอย่างไร - ภาพนี้มีลักษณะอย่างไร - สารเคมีใน 2 บีกเกอร์ ต่างกันอย่างไร - พื้นผิวของวัตถุเป็นอย่างไร 1.2 คำถามทบทวนความจำ เป็นคำถามที่ใช้ทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียน เพื่อใช้เชื่อมโยงไปสู่ ความรู้ใหม่ก่อนเริ่มบทเรียน ตัวอย่างคำถาม เช่น - วันวิสาขบูชาตรงกับวันใด - ดาวเคราะห์ดวงใดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด - ใครเป็นผู้แต่งเรื่องอิเหนา - เมื่อเกิดอาการแพ้ยาควรโทรศัพท์ไปที่เบอร์ใด 5 การตั้งคำถาม
7 1.3 คำถามที่ให้บอกความหมายหรือคำจำกัดความ เป็นการถามความเข้าใจ โดยการให้บอก ความหมายของข้อมูลต่าง ๆ ตัวอย่างคำถาม เช่น - คำว่าสิทธิมนุษยชนหมายความว่าอย่างไร - ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร - สถิติ (Statistics) หมายความว่าอย่างไร - บอกความหมายของ Passive Voice 1.4 คำถามบ่งชี้หรือระบุ เป็นคำถามที่ให้ผู้เรียนบ่งชี้หรือระบุคำตอบจากคำถามให้ถูกต้อง ตัวอย่างคำถาม เช่น - ประโยคที่ปรากฏบนกระดานประโยคใดบ้างที่เป็น Past Simple Tense - คำใดต่อไปนี้เป็นคำควบกล้ำไม่แท้ - ระบุชื่อสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง - ประเทศใดบ้างที่เป็นสมาชิก APEC 2. คำถามระดับสูง เป็นการถามให้คิดค้น หมายถึง คำตอบที่ผู้เรียนตอบต้องใช้ความคิดซับซ้อน เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้สมองซีกซ้ายและซีกขวาในการคิดหา คำตอบ โดยอาจใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการคิดและตอบคำถาม ตัวอย่างคำถาม ระดับสูง ได้แก่ 2.1 คำถามให้อธิบาย เป็นการถามโดยให้ผู้เรียนตีความหมาย ขยายความ โดยการให้อธิบาย แนวคิดของข้อมูลต่าง ๆ ตัวอย่างคำถาม เช่น - เพราะเหตุใดใบไม้จึงมีสีเขียว - นักเรียนควรมีบทบาทหน้าที่ในโรงเรียนอย่างไร - ชาวพุทธที่ดีควรปฏิบัติตนอย่างไร - นักเรียนจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง 2.2 คำถามให้เปรียบเทียบ เป็นการตั้งคำถามให้ผู้เรียนสามารถจำแนกความเหมือน–ความแตกต่าง ของข้อมูลได้ ตัวอย่างคำถาม เช่น - พืชใบเลี้ยงคู่ต่างจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอย่างไร - จงเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย - DNA กับ RNA แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร - สังคมเมืองกับสังคมชนบทเหมือนและต่างกันอย่างไร
8 2.3 คำถามให้วิเคราะห์เป็นคำถามให้ผู้เรียนวิเคราะห์ แยกแยะปัญหา จัดหมวดหมู่ วิจารณ์ แนวคิด หรือบอกความสัมพันธ์และเหตุผล ตัวอย่างคำถาม เช่น - อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน - วัฒนธรรมแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง - สาเหตุใดที่ทำให้นางวันทองถูกประหารชีวิต - การติดยาเสพติดของเยาวชนเกิดจากสาเหตุใด 2.4 คำถามให้ยกตัวอย่าง เป็นการถามให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการคิด นำมายกตัวอย่าง ตัวอย่างคำถาม เช่น - ร่างกายขับของเสียออกจากส่วนใดบ้าง - ยกตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไทล์ - หินอัคนีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง - อาหารคาวหวานในพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานได้แก่อะไรบ้าง 2.5 คำถามให้สรุป เป็นการใช้คำถามเมื่อจบบทเรียน เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนได้รับความรู้หรือมี ความก้าวหน้าในการเรียนมากน้อยเพียงใด และเป็นการช่วยเน้นย้ำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว ทำให้สามารถ จดจำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างคำถาม เช่น - จงสรุปเหตุผลที่ทำให้พระเจ้าตากสินทรงย้ายเมืองหลวง - เมื่อนักเรียนอ่านบทความเรื่องนี้แล้วนักเรียนได้ข้อคิดอะไรบ้าง - จงสรุปแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด - จงสรุปขั้นตอนการทำผ้าบาติค 2.6 คำถามเพื่อให้ประเมินและเลือกทางเลือก เป็นการใช้คำถามที่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบหรือใช้ วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่หลากหลาย ตัวอย่างคำถาม เช่น - การว่ายน้ำกับการวิ่งเหยาะ อย่างไหนเป็นการออกกำลังกายที่ดีกว่ากัน เพราะเหตุใด - ระหว่างน้ำอัดลมกับนมอย่างไหนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่ากัน เพราะเหตุใด - ดินร่วนดินทรายและดินเหนียวดินชนิดใดเหมาะแก่การปลูกมะม่วงมากกว่ากันเพราะเหตุใด - ไก่ทอดกับสลัดไก่ นักเรียนจะเลือกรับประทานอาหารชนิดใด เพราะเหตุใด 2.7 คำถามให้ประยุกต์ เป็นการถามให้ผู้เรียนใช้พื้นฐานความรู้เดิมที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ใหม่หรือในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างคำถาม เช่น - นักเรียนมีวิธีการประหยัดพลังงานอย่างไรบ้าง - เมื่อนักเรียนเห็นเพื่อนในห้องขาแพลง นักเรียนจะทำการปฐมพยาบาลอย่างไร - นักเรียนนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร - นักเรียนจะทำการส่งข้อความผ่านทางอีเมลได้อย่างไร
9 2.8 คำถามให้สร้างหรือคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ หรือผลิตผลใหม่ ๆ เป็นลักษณะการถามให้ผู้เรียนคิด สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกับผู้อื่นหรือที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างคำถาม เช่น - กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้ว สามารถนำไปประดิษฐ์ของเล่นอะไรได้บ้าง - กล่องหรือลังไม้เก่า ๆ สามารถดัดแปลงกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร - เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว นักเรียนจะนำไปดัดแปลงเป็นสิ่งใดเพื่อให้เกิดประโยชน์ - นักเรียนจะนำกระดาษที่ใช้เพียงหน้าเดียวมาประดิษฐ์เป็นสิ่งใดบ้าง การตั้งคำถามระดับสูงจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดระดับสูง และเป็นคนมีเหตุผล ผู้เรียน ไม่เพียงแต่จดจำความรู้ ข้อเท็จจริงได้อย่างเดียวแต่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา วิเคราะห์และ ประเมินสิ่งที่ถามได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องราวที่เรียนได้อย่างถูกต้องและ กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูลมาตอบคำถามด้วยตนเอง การตอบคำถามระดับสูง ผู้สอนต้องให้เวลาผู้เรียนใน การคิดหาคำตอบเป็นเวลามากกว่าการตอบคำถามระดับพื้นฐาน เพราะผู้เรียนต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ อย่างลึกซึ้งและมีวิจารณญาณในการตอบคำถาม ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของการตั้งคำถามคือ การถามแล้ว ต้องการคำตอบในทันทีโดยไม่ให้เวลาผู้เรียนในการคิดหาคำตอบ
10 การตั้งประเด็นปัญหา การวิจัย เป็นการหาคำตอบที่อยากรู้ที่สงสัย ที่เป็นปัญหาข้องใจ แต่คำตอบนั้นต้องเชื่อถือได้ ไม่ใช่ การคาดเดา หรือคิดสรุปไปเองโดยใช้ความรู้สึก วิธีการหาคำตอบจึงต้องเป็นกระบวนการ ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ แนวทางการเลือกประเด็นปัญหา การเลือกประเด็นปัญหาเพื่อการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผล ต่อการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป หากเลือกประเด็นที่ตนไม่สนใจหรือไม่อยากค้นหาคำตอบ อาจส่งผลให้เกิด ความเบื่อหน่ายและล้มเลิกการศึกษาค้นคว้าได้ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงควรเลือกประเด็นปัญหาอย่างรอบคอบ โดยมี แนวทางการตัดสินใจเลือก ดังนี้ 1. ตรงกับความสนใจหรือข้อสงสัย ความสนใจหรือข้อสงสัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้ ผู้ศึกษาอยากค้นหาคำตอบ ความสนใจจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ผู้ศึกษาบรรลุเป้าหมาย และได้รับ ความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ 2. สอดคล้องกับความรู้ความสามารถ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกประเด็นปัญหา ผู้ศึกษาควรไตร่ตรอง ด้วยว่า ประเด็นนั้นเหมาะสมกับความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือ อุปสรรคขึ้นในภายหลัง 3. นำมาใช้ประโยชน์ได้ในปัจจุบัน ประเด็นปัญหาที่เลือกควรมีความสำคัญและสามารถนำมาสร้าง ประโยชน์ให้แก่ตนเอง องค์กร หรือสังคมส่วนรวมได้ เช่น นำไปพัฒนาการทำงานของบุคลากรในโรงเรียนให้ดี ขึ้น นำไปสร้างเครื่องมือเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวก เป็นต้น 4. มีความเหมาะสม ความเหมาะสมในที่นี้ ได้แก่ เหมาะสมกับสังคม เช่น กฎหมาย จารีต ค่านิยม ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี เป็นต้น เหมาะสมกับตัวแปร เช่น เวลา งบประมาณ แรงงาน เครื่องมือ หลักฐาน เป็นต้น 5. มีความเป็นไปได้ ประเด็นปัญหาที่เลือกควรเป็นสิ่งที่สามารถศึกษาหาคำตอบได้มีเหตุผลรองรับ ที่เพียงพอ ไม่กระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน หรือหลักคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมอันดีของสังคม เช่น การ ทดลองโดยใช้ร่างกายมนุษย์หรือสัตว์โดยผิดกฎหมายหรือผิดวิสัยที่คนทั่วไปกระทำกัน ถือเป็นการศึกษาที่มี ความเป็นไปได้ยาก เพราะผิดกฎหมาย จารีต และศีลธรรม 6. คำนึงถึงปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ ปัจจัยสนับสนุนในการศึกษาคันคว้า เช่น ข้อมูลหลักฐานในเรื่องที่ จะศึกษาว่ามีเพียงพอหรือไม่ สามารถนำมาอ้างได้อย่างมีพลังหรือไม่ มีเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้า และเก็บ รวบรวมข้อมูลที่พร้อมและเพียงพอหรือไม่ เช่น คอมพิวเตอร์เครื่องบันทึกภาพและเสียง เป็นต้น 6 การเลือกประเด็นปัญหา
11 การเขียนที่มาและความสำคัญของประเด็นปัญหา เมื่อได้ประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษาค้นคว้าแล้ว ผู้ศึกษาควรอธิบายให้บุคคลทั่วไปทราบว่า เพราะเหตุใดจึงเลือกศึกษาในเรื่องดังกล่าว และเรื่องที่ศึกษานั้นจะมีประโยชน์ หรือความสำคัญต่อใคร อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้อื่นรวมทั้งผู้ศึกษาเอง ทราบถึงเป้าหมายของการศึกษาค้นคว้าและสามารถดำเนิน การศึกษาค้นคว้าตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างถูกต้อง สำหรับที่มาและความสำคัญของประเด็นปัญหา มีแนวทางในการเขียน ดังนี้ 1. ที่มา เป็นการอธิบายถึงเหตุจูงใจในการเลือกประเด็นปัญหาว่า เพราะเหตุใดจึงเลือกศึกษาใน เรื่องนั้น ควรเขียนอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน มุ่งแสดงเหตุผลที่น่าเชื่อถือและมีความน่าสนใจ การอธิบายให้เห็นถึงที่มาของประเด็นปัญหาได้อย่างน่าสนใจ จะช่วยดึงดูดผู้อ่านให้ต้องการศึกษาใน รายละเอียดของผลการศึกษาค้นคว้ามากขึ้น 2. ความสำคัญ เป็นการอธิบายถึงประโยชน์หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่อง นั้น ๆ เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่า การศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นมีประโยชน์หรือความสำคัญต่อสังคมอย่างไร สามารถ นำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ในทางใดได้บ้าง การเขียนความสำคัญของประเด็นปัญหานั้น ผู้ศึกษาควรเขียนให้ชัดเจนว่า การศึกษาหรือวิจัยของตน จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหา หรือการพัฒนา เช่น เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้นในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หรือเป็นการศึกษาเพื่อค้นหาแนวความคิด ทฤษฎี หรือระบบการทำงาน ใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น เป็นตัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผลงานของตนเอง และสร้างคุณค่า ให้กับตนเองในฐานะผู้สร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ตัวอย่างคำถามการวิจัย/ปัญหาการวิจัย (การตั้งประเด็นปัญหา) - นักร้องในดวงใจวัยรุ่นคือใคร - นักการเมืองในดวงใจวัยรุ่นคือใคร - วัยรุ่นใช้เวลาว่างทำอะไร - การศึกษาผลการจัดบัญชีครัวเรือนของ… - วิธีการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่ลดพฤติกรรมของบุตร - วิธีการลดสภาวะโลกร้อนของนักเรียนในโรงเรียน... - การสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคมในการใช้ห้องไอซีที - การผลิตเซลล์พลังงานไฟฟ้าด้วยวิธีการหมักกล้วยหยวก - การสำรวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของนักเรียนในโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม 7 การเขียนที่มาและความสำคัญของประเด็นปัญหา
12 - การสำรวจพฤติกรรมการให้ของขวัญของนักเรียนในโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - การสำรวจการเลือกอ่านหนังสือนอกเวลาของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - การสำรวจการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนักเรียน - การสำรวจพฤติกรรมการเข้าวัดของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - ผลกระทบที่เกิดจากสภาวะน้ำมันแพงของผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - ผลกระทบที่เกิดจากการไม่ได้อาศัยกับบิดามารดาของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - สำรวจความนิยมและเหตุผลของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ต่อการเลือกเรียนในสถาบันกวดวิชา - ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่มีโปรแกรมเรียนอังกฤษแบบเข้ม - ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารเสริมด้านความงามของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - สำรวจพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มของนักเรียน - ศึกษาสาเหตุของความเครียดและวิธีคลายเครียดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - การศึกษาการใช้โปรแกรม Facebook ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - การศึกษาและสำรวจปัญหาด้านตัวนักเรียนและด้านสภาพแวดล้อม - สำรวจพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - ความพึงพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งของนักเรียน - วัฒนธรรมต่างชาติมีอิทธิพลต่อนักเรียน - การสำรวจการมีมารยาทในการใช้ห้องสมุดของนักเรียน - การสำรวจพฤติกรรมการทำความสะอาดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - การผลิตน้ำยาขัดรองเท้าจากเปลือกส้ม - การผลิตแชมพูสุนัขจากใบน้อยหน่า - การศึกษาสมุนไพรที่มีผลต่อการดับกลิ่นเท้า - การสำรวจพฤติกรรมการใช้ผงชูรสในการประกอบอาหารของแม่ค้าโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - การเปรียบเทียบวิธีการบำบัดน้ำเสียระหว่างการกรองด้วยผักตบชวา กับการบำบัดด้วย EM ที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด - การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในถั่วลิสง - การศึกษาการชาร์จแบตเตอร์รี่มือถือด้วยมะนาว - การเปรียบเทียบการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้ปุ๋ยสารละลายธาตุอาหารกับปุ๋ยชีวภาพ - การฟังดนตรีคลาสสิค ป๊อป และร็อกที่มีต่อความสามารถในการจดจำของนักเรียน - การสกัดสีจากวัสดุธรรมชาติเพื่อนามาใช้แทนสีน้ำ - การศึกษาจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม
13 - การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดแข่งขันกีฬาสีภายในโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - การสำรวจความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบ 5G ของนักเรียน - การศึกษาความสดของดอกไม้ เมื่อปักไว้ในสารละลายต่างชนิดกัน - การศึกษาการใช้เวลาว่างของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม - การศึกษาปัญหาการติดเกมของนักเรียนโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ฯลฯ
14 ชื่อเรื่องงาน IS นับเป็นจุดแรกที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และจะทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจใน ปัญหารวมทั้งวิธีดำเนินการอีกด้วย ดังนั้นการตั้งชื่อเรื่อง IS จึงต้องเขียนให้ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่คลุมเครือ หลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อเรื่อง 1. ควรตั้งชื่อเรื่องเป็นประโยคบอกเล่า ให้กะทัดรัด และได้ใจความที่สมบูรณ์ 2. ตั้งชื่อเรื่องให้ตรงกับประเด็นของปัญหา 3. ตั้งชื่อเรื่องโดยใช้คำที่บ่งบอกให้ทราบถึงประเภทของการศึกษา (วิทยวิธี) “ชื่อเรื่อง” ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญครบทั้ง 3ส่วน คือ วิทยวิธี, เป้าหมาย และตัวแปร/เครื่องมือ ดังนี้ 1. วิทยวิธีหมายถึง วิธีการที่ใช้ดำเนินการในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ ซึ่งต้องเขียน ขึ้นต้นชื่อเรื่องเสมอ คำที่แสดงวิทยวิธีมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 6 คำ คือ - การสำรวจ - การศึกษา - การพัฒนา - การประเมิน - การเปรียบเทียบ - ความสัมพันธ์ระหว่าง 2. เป้าหมาย หมายถึง จุดประสงค์สุดท้ายอันเป็นปลายทางของการค้นคว้าอิสระเกี่ยวกับประเด็น ปัญหาหัวข้อ หรือชื่อเรื่องนั้น ๆ 3. ตัวแปร หรือเครื่องมือ 3.1 ตัวแปร หมายถึง สิ่งที่มีอิทธิพล ผล หรือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการทดลอง 3.2 เครื่องมือ หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้า ตัวอย่างการจำแนกองค์ประกอบของชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้ปุ๋ยสารละลายธาตุอาหารกับปุ๋ยชีวภาพ วิทยวิธี เป้าหมาย ตัวแปร 8 การตั้งชื่อเรื่อง
15 การตั้งสมมติฐาน การตั้งสมมติฐาน เป็นขั้นตอนของการคาดคะเนหรือคาดเดาคำตอบของปัญหาการวิจัย การคาดเดา คำตอบมีประโยชน์ในการกำหนดทิศทางการหาข้อมูล เพื่อตรวจสอบปัญหาการวิจัย เป็นการคาดเดาคำตอบ อย่างมีเหตุมีผล ผู้วิจัยควรตั้งสมมติฐานการวิจัยหลังจากที่ได้ศึกษาทฤษฎี เอกสารต่าง ๆ ตลอดจนงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง จนผู้วิจัยมีแนวความคิดเพียงพอที่จะคาดเดา โดยอาศัยเหตุผลเหล่านั้นได้อย่างสมเหตุสมผล ประเภทของสมมติฐาน สมมติฐานแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. สมมติฐานการวิจัย (Research hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนอยู่ในรูปของข้อความที่ใช้ ภาษาเป็นสื่อในการอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษา มีเทคนิคการเขียน 2 แบบ คือ 1.1 สมมติฐานแบบมีทิศทาง คือ สมมติฐานที่เขียนแสดงถึงความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของ ตัวแปรไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ มากกว่าหรือน้อยกว่า เช่น - ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ - การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเป็นมะเร็งในปอด - กลิ่นใบตะไคร้กำจัดแมลงสาบได้ดีกว่ากลิ่นใบมะกรูด - การลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่า การควบคุมอาหารอย่างเดียว 1.2 สมมติฐานที่ไม่มีทิศทาง คือ สมมติฐานที่เขียนแสดงถึงความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของ ตัวแปรที่ไม่บอกว่าความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางใดเพียงแต่ระบุว่ามีความสัมพันธ์หรือแตกต่างกันเท่านั้น เช่น - พนักงานหญิงและพนักงานชายมีแรงจูงใจในการทำงานต่างกัน - การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งในปอด - การลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมกับการออกกำลังกายให้ผลแตกต่างกัน 2. สมมติฐานเชิงสถิติ (Statistical hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนคาดเดาคำตอบของการวิจัย อยู่ในรูปของความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของตัวแปร ในรูปของโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ แทนค่าพารามิเตอร์ (Parameter) แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 2.1 สมมติฐานเป็นกลาง (Null hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร โดยระบุว่าตัวแปร 2 ตัวนั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน หรือคุณลักษณะใดคุณลักษณะหนึ่งของสอง กลุ่มไม่แตกต่างกัน แทนด้วยสัญลักษณ์ H0 เช่น H0 : μ1 = μ2 H0 : rAB = 0 9 การตั้งสมมุติฐาน
16 2.2สมมติฐานไม่เป็นกลาง หรือ สมมติฐานทางเลือก (Alternative hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ เขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยระบุว่าตัวแปร 2 ตัวนั้นมีความสัมพันธ์กันในทิศทางใด บวกหรือ ลบ หรือคุณลักษณะใดคุณลักษณะหนึ่งของสองกลุ่ม โดยระบุว่ากลุ่มใดมีคุณลักษณะดีกว่า มากกว่า หรือน้อยกว่า อีกกลุ่มหนึ่ง แทนด้วยสัญลักษณ์ H1 เช่น H1 : μ1 > μ2 เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นโรคมะเร็งในปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ H1 : μ1 < μ2 เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นโรคมะเร็งในปอดน้อยกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ H1 : μ1 = μ2 เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ เป็นโรคมะเร็งในปอดแตกต่างกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ที่มาของสมมติฐาน 1. ความรู้และประสบการณ์ของผู้ศึกษา 2. ทฤษฎี หลักการ และแนวคิดต่าง ๆ 3. ผลการศึกษาค้นคว้า วิจัยของผู้อื่น 4. ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม 5. การใช้เหตุผลคิดไตร่ตรอง วิเคราะห์ 6. การเปรียบเทียบกับงานศึกษาค้นคว้าอื่น ๆ แนวทางการตั้งสมมติฐาน 1. เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหา มุ่งเน้นการอธิบายคำตอบของประเด็นปัญหา โดยใช้เหตุผลใน การคาดคะเน 2. มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหนึ่งกับตัวแปรหนึ่ง เพื่อทำให้สมมติฐานมีความหนักแน่น น่าเชื่อถือ 3. สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย อธิบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับจุดมุ่งหมายของประเด็นปัญหา 4. ทดสอบได้สามารถทดสอบเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ และสามารถทดสอบซ้ำได้ทั้งในปัจจุบันและ อนาคต 5. มีขอบเขตที่เหมาะสม ควรมีขอบเขตที่ไม่แคบหรือไม่กว้างจนเกินไป 6. นำไปใช้สรุปอ้างอิงได้สามารถนำไปอ้างอิงในงานศึกษาวิจัยในลักษณะเดียวกันได้ ลักษณะของสมมติฐานที่ดี 1. สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของประเด็นปัญหา 2. สามารถตอบประเด็นปัญหาได้ทุกประเด็น 3. สมมติฐานแต่ละข้อควรตอบประเด็นเดียว
17 4. สอดคล้องกับสภาพสังคม ไม่ขัดต่อวัฒนธรรม 5. สามารถตรวจสอบได้ด้วยข้อมูลหลักฐาน 6. มีทฤษฎีหรือเหตุผลรองรับ 7. มีขอบเขตที่เหมาะสม 8. ใช้ภาษาที่เหมาะสม เข้าใจง่าย 9. มีพลังในการคาดการณ์สูง 10. อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างการตั้งสมมติฐาน ประเด็นศึกษา : พืชชนิดใดสามารถนำมาทำสารกำจัดศัตรูพืชได้ดีที่สุด ที่มาและความสำคัญ : การศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันสังคมกำลังให้ ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์หรือพืชผักปลอดสารพิษ ประกอบกับในชุมชนหนองน้ำใสซึ่งเป็นชุมชนที่ผู้ ศึกษาอาศัยอยู่นั้น มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายไป กับการซื้อยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิดในการนำพืชที่หาได้ในท้องถิ่นมาสกัดเป็นสารกำจัดศัตรูพืช เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของคนในชุมชน เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค และเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน สมมติฐาน : สารสกัดจากดอกดาวเรือง สามารถกำจัดศัตรูพืชได้ดีกว่าใบสะเดาและหัวกลอย เนื่องจากดอกดาวเรืองจะมีกลิ่นฉุนกว่าและมีผลวิจัยสนับสนุนว่า สารสกัดจากดอกดาวเรืองสามารถป้องกัน ศัตรูพืชได้อย่างหลากหลาย เช่น เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม่ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อกะโหลก หนอนกะหล่ำปลี ด้วงปีกแข็ง ไส้เดือนฝอย เป็นต้น ประเด็นศึกษา : สาเหตุน้ำท่วมขังในชุมชนโชคชัยร่วมมิตร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่มาและความสำคัญ : ชุมชนโชคชัยร่วมมิตรเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีทั้งบริษัท ร้านค้า บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม และอพาร์ตเม้นต์ตั้งอยู่ ในช่วงฤดูฝนหรือเวลาฝนตกหนักมักเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง รอการระบาย นาน ซึ่งเป็นอุปสรรดต่อการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน และอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพอนามัย จึงต้องการศึกษาหาสาเหตุ เพื่อหาแนวทางป้องกันแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป สมมติฐาน : สาเหตุน้ำท่วมขังในชุมชนโชคชัยร่วมมิตร เกิดจากการอุดตันของขยะในท่อระบายน้ำ เพราะในชุมชนมีจำนวนประชากรอยู่มากแต่มีถังขยะน้อย การจัดการขยะของคนในชุมชนยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจทำให้มีขยะตกค้างในท่อระบายน้ำมาก จนกลายเป็นที่มาของปัญหาน้ำท่วมขัง
18 ประเด็นศึกษา : การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนอักษรวิทยาด้วยสื่อมัลติมีเดีย ที่มาและความสำคัญ : ภาษาอังกฤษถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันเพราะเป็นภาษาสากลที่ ใช้สื่อสารกันในโลกและในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากผลการสอบวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนอักษร วิทยาในทุกระดับชั้นของปีการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จึงมีแนวคิดใน การค้นหาหรือสร้างสื่อการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่นักเรียนทั้งด้านการอ่าน การพูด และการเขียนภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้น สมมติฐาน : การใช้ภาพยนตร์และเพลงต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) มาเป็นสื่อการเรียนการสอนจะ ช่วยพัฒนาศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนอักษรวิทยาให้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นสื่อที่เป็นมิตร กับเยาวชน มีแรงดึงดูดให้เกิดความสนใจสูง ง่ายแก่การจดจำ และปรากฏคำศัพท์หรือรูปแบบประโยคที่มี การนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน
19 ตัวแปร (Variable) หมายถึง คุณลักษณะของสิ่งต่าง ๆ เช่น ที่สามารถแปรค่าได้ต่าง ๆ กัน และ สามารถวัดได้ ประเภทของตัวแปร 1. ตัวแปรอิสระ หรือตัวแปรต้น (Independent Variable) หมายถึง ตัวแปรที่เกิดขึ้นก่อนและ เป็นเหตุให้เกิดผลตามมา 2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) หมายถึง ตัวแปรที่เกิดขึ้นเนื่องจากตัวแปรอิสระเป็นตัว แปรที่เป็นผลเมื่อตัวแปรอิสระเป็นเหตุ 3. ตัวแปรที่ต้องควบคุม (Control Variable) หมายถึง ตัวแปรที่เป็นปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก ตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลอง และต้องควบคุมให้เหมือนกันทุกชุดการทดลอง เพื่อป้องกันไม่ให้ผล การทดลองเกิดความคลาดเคลื่อนในการตรวจสอบสมมติฐาน ตัวอย่างการกำหนดตัวแปร ข้อสงสัย/ข้อสังเกต/ปัญหา : การศึกษาว่าดินต่างชนิดกันมีผลต่อความสูงของต้นถั่วเขียวหรือไม่ ตัวแปรต้น : ชนิดของดินที่เราใช้ปลูกต้นถั่วเขียวนั่นเอง (เปลี่ยนชนิดของดิน เพื่อดูความสูงของต้นถั่ว เขียวว่าเหมือนกันหรือไม่) ตัวแปรตาม : ความสูงของต้นถั่วเขียว (เป็นผลของการทดลอง เป็นสิ่งที่เราต้องเก็บค่า) ตัวแปรควบคุม : พันธุ์ของถั่วเขียวที่ปลูก, ปริมาณน้ำที่รด, ปริมาณแสง, ขนาดกระถาง เป็นต้น (เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราต้องควบคุมเพราะส่งผลต่อการทดลอง สมมติว่าถ้ากระถางหนึ่ง รดน้ำ อีกกระถางหนึ่งไม่ได้รด ก็อาจทำให้ความสูงของต้นถั่วเขียวแตกต่างกันก็ได้) ข้อสงสัย/ข้อสังเกต/ปัญหา : การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ใช้อักษร ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตัวแปรต้น : แบบฝึกทักษะการอ่านคำที่ใช้อักษร ร ล ว ควบกล้ำ ตัวแปรตาม : ความสามารถในการอ่านคำที่ใช้อักษร ร ล ว ตัวแปรควบคุม : พื้นฐานของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 10 ตัวแปร (Variable)
20 ข้อมูล หมายถึง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ "ข้อมูล" ไว้ว่า หมายถึงข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือ การคำนวณข้อมูลจะมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นคำถามหรือปัญหาที่ต้องการศึกษาค้นคว้า ผู้ศึกษาต้อง รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานในการสรุปความคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็น คำถามหรือปัญหาที่ตนสนใจ ข้อมูลมีทั้งที่เกี่ยวกับตัวบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ โดยอาจแสดงออกในรูป ของภาพ ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ หรือรูปแบบอื่น ๆ สามารถจำแนกได้ ดังนี้ 1. จำแนกตามแหล่งที่มาของข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.1 ข้อมูลปฐมภูมิเป็นข้อมูลหรือรายละเอียดที่ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมด้วยตนเอง จากผู้รู้เห็น เหตุการณ์หรือจากต้นตอแหล่งกำเนิดของข้อมูลโดยตรง มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างมากในการนำมาใช้ใน การศึกษา เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ แบบสอบถามการทดลอง โบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสาร ต้นฉบับ 1.2 ข้อมูลทุติยภูมิเป็นข้อมูลที่ผู้ศึกษาได้คัดลอก บันทึกหรือรวบรวมมาจากแหล่งที่มีผู้รวบรวมไว้ อยู่ก่อนแล้ว มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าข้อมูลปฐมภูมิแต่หาก มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนถ่องแท้แล้ว ก็อาจให้ ความจริงที่ถูกต้องได้ เช่น รายงาน บทความ บทวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่เขียนหรือเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิด เหตุการณ์ 2. จำแนกตามลักษณะของข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อมูลที่วัดออกมาได้ในรูปของตัวเลขหรือปริมาณโดยตรง สามารถ เปรียบเทียบได้ในลักษณะมากกว่าหรือน้อยกว่า เช่น จำนวนประชากรในประเทศต่าง ๆ ของโลก จำนวน คะแนนสอบกลางภาคและปลายภาค วิชาประวัติศาสตร์ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร และ ต่างจังหวัด รายได้โดยเฉลี่ยของประชากรในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย 2.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ไม่สามารถเปรียบเทียบเชิงตัวเลขหรือปริมาณ ในลักษณะมากกว่า หรือน้อยกว่าได้ เช่น ข้อมูลที่แสดงถึงสถานภาพ คุณลักษณะหรือคุณสมบัติ เช่น เพศ เชื้อชาติ สถานภาพ สมรส ศาสนา กลุ่มเลือด หรือรายชื่อพนักงานในบริษัท รายชื่อนักเรียนในโรงเรียน ยี่ห้อของสินค้าชนิดต่าง ๆ 3. จำแนกตามจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีการแยกลักษณะข้อมูลตามชนิดและนามสกุลของข้อมูลนั้น ๆ ซึ่งจะตั้งตามประเภทของข้อมูล และโปรแกรมที่ใช้สร้างข้อมูล มีดังนี้ 11 ข้อมูลและการจำแนกข้อมูล
21 3.1 ข้อมูลภาพ เช่น ภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัล ภาพกราฟิกต่าง ๆ เช่น แผนที่ กราฟ มีนามสกุล ต่อท้าย เป็น .jpg .bmp .gif 3.2 ข้อมูลตัวอักษร เช่น ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ ตัวเลข มีนามสกุลต่อท้ายไฟล์ เช่น .txt .doc 3.3 ข้อมูลเสียง เช่น เสียงเพลง เสียงดนตรี เสียงการสนทนา มีนามสกุลต่อท้ายเป็น .mp3 .mp4 .wav 3.4 ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพยนตร์ คลิปวิดีโอ มีนามสกุลต่อท้ายเป็น .avi .mpg .mp4 .mkv .flv 4. จำแนกตามลักษณะการเก็บข้อมูล ดังนี้ 4.1 ข้อมูลที่ได้จากการนับ มักเป็นข้อมูลเลขจำนวนเต็ม เช่น จำนวนนักเรียนที่สอบเข้าชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวนนักเรียนชาย - หญิงในชั้นเรียน จำนวนรถโดยสารประจำทางที่ผ่านหน้าบ้านหรือ หน้าโรงเรียน 4.2 ข้อมูลที่ได้จากการวัด จะมีลักษณะเป็นเศษส่วน หรือจุดทศนิยม บางครั้งเรียกว่า ข้อมูล แบบต่อเนื่อง เช่น ความสูงของนักเรียนแต่ละคนในชั้นเรียน ปริมาณน้ำฝนที่วัดได้ ระยะทางจากบ้านมาที่ โรงเรียน 4.3 ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต เป็นข้อมูลที่ได้จากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย เพื่อหารายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุนั้น ๆ เช่น ใช้ตาสังเกตต้นไม้รอบตัวว่ามีต้นอะไรบ้าง 4.4 ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เป็นข้อมูลที่ได้จากการถามตอบโดยตรง ระหว่างผู้สัมภาษณ์ และผู้ถูกสัมภาษณ์ เช่น การสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนตนเอง แหล่งข้อมูลหรือแหล่งการเรียนรู้
22 แหล่งข้อมูล หมายถึง แหล่งข่าวสาร สถานที่ที่เก็บรวบรวมข้อมูลหรือแหล่งที่เกิดข้อมูล ซึ่งอาจเป็น ตัวบุคคล สถานที่ เอกสาร สิ่งพิมพ์ หรือวัตถุสิ่งของ เป็นต้น แม้ว่าแหล่งข้อมูลจะมีอยู่มากมายแตกต่างกันไป ตามความต้องการของผู้ศึกษา แต่ข้อมูลบางอย่างผู้ศึกษาอาจจะนำมาจากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง เช่น หาก ต้องการทราบราคาของสินค้าชนิดหนึ่ง เราสามารถหาข้อมูลจากร้านค้าหลายร้าน หรือจากอินเทอร์เน็ตผ่าน เว็บไซต์ต่าง ๆ ความสำคัญของแหล่งการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. เป็นแหล่งที่รวมขององค์ความรู้อันหลากหลายพร้อมที่จะให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาค้นคว้าด้วย กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลและเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2. เป็นแหล่งเชื่อมโยงให้สถานศึกษาและชุมชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทำให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาแก่บุตรหลานของตน 3. เป็นแหล่งข้อมูลที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เกิดความสนุกสนานและมีความสนใจ ที่จะเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่ายทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการได้คิดเองปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ด้วย ตนเองและสร้างความรู้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ทำให้ ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังให้รู้และรักท้องถิ่นของตน มองเห็นคุณค่าและตระหนักถึงปัญหาในชุมชนของตน พร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประเภทของแหล่งเรียนรู้ 1. แหล่งการเรียนรู้แบ่งตามประเภท แบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้ 1.1แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่อยู่ในชุมชนซึ่งสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับผู้เรียนได้ เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ช่างฝีมือ พ่อค้า นักธุรกิจ พนักงานบริษัท ข้าราชการ ภิกษุสงฆ์ ศิลปิน นักกีฬา เป็นต้น 1.2 แหล่งการเรียนรู้ประเภทสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สถานที่สำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สถานที่ราชการ สถาบันทางศาสนา พิพิธภัณฑ์ ตลาด ร้านค้า ห้างร้าน บริษัท ธนาคาร โรงมโหรสพ โรงงานอุตสาหกรรม ห้องสมุด ถนน สะพาน เขื่อน ฝายทดน้ำ สวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามบิน เป็นต้น 1.3 แหล่งการเรียนรู้ประเภททรัพยากรธรรมชาติเช่น ภูเขา ป่าไม้ พืช ดิน หิน แร่ ทะเล เกาะ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง น้ำตก ทุ่งนา สัตว์ป่า สัตว์น้ำ เป็นต้น 12 แหล่งข้อมูล
23 1.4 แหล่งการเรียนรู้ประเภทกิจกรรมทางสังคม ประเพณีและความเชื่อ ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน วรรณกรรมท้องถิ่น ศิลปะพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้าน วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ประจำวัน เป็นต้น 2. แหล่งการเรียนรู้ แบ่งตามสถานที่ตั้ง แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดเคลื่อนที่ มุมหนังสือใน ห้องเรียน ห้องพิพิธภัณฑ์ ห้องมัลติมีเดีย ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องอินเทอร์เน็ต ศูนย์วิชาการ ศูนย์วิทยบริการ ศูนย์โสตทัศนศึกษา ศูนย์สื่อการเรียนการสอน ศูนย์พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน สวนพฤกษศาสตร์ สวน วรรณคดี สวนสมุนไพร สวนสุขภาพ สวนหนังสือ สวนธรรมะ ฯลฯ 2.2 แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์กีฬา ศูนย์เยาวชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศูนย์ วัฒนธรรม ศูนย์หัตถกรรม วัด มัสยิด ครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการ องค์กรภาครัฐและเอกชน ฯลฯ
24 การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการนำเอาสิ่งที่เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้คำตอบของประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำการศึกษาค้นคว้า โดยนำ องค์ประกอบของความคิดนั้นมาจัดวางให้เชื่อมต่อสัมพันธ์กัน และมองเห็นความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ ตลอดแนว ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องดำเนินการในรูปแบบกระบวนการตั้งแต่การออกแบบเพื่อวางแผน ในการศึกษาค้นคว้า การกำหนดขอบเขตของข้อมูล การกำหนดขั้นตอนกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบของประเด็นปัญหาหรือประเด็นคำถามที่จะศึกษาค้นคว้าว่าเป็นประเด็น ปัญหารูปแบบใด 2. เลือกวิธีการที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งอาจจะใช้วิธีการสำรวจการทดลองกระบวนการทางประวัติศาสตร์ หรือกรณีศึกษา ทั้งนี้แล้วแต่ความเหมาะสม 3. กำหนดเลือกชนิดของข้อมูลที่จะจัดเก็บว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือข้อมูลเชิงคุณภาพและควร เน้นข้อมูลที่เป็นปฐมภูมิเป็นหลัก หรือหากจำเป็นสามารถผสมผสานข้อมูลทุติยภูมิด้วยก็ได้ 4. กำหนดขอบเขตของข้อมูลที่ต้องการหาคำตอบของประเด็นปัญหา เช่น จำนวนนักเรียนในระดับชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 4 ที่เป็นคนอ้วนเท่านั้น 5. เลือกวิธีการหรือเครื่องมือที่จะใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เหมาะสม เช่น อาจจะใช้วิธีการสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การศึกษาเอกสาร เป็นต้น 6. กำหนดขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือจะเก็บข้อมูลโดยติดต่อหน่วยงานใด เก็บข้อมูลจากใคร สถานที่ใด ใครเป็นผู้เก็บ เก็บข้อมูลอะไรเก็บในช่วงระยะเวลาใด จำนวนกี่ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาเท่าใด การกำหนดขอบเขตของข้อมูล ประชากรที่ใช้ทำการศึกษา หมายถึง กลุ่มคน สัตว์สิ่งของซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ทำการศึกษาว่าเป็น ประชากรกลุ่มใด อยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าใด เช่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มตัวอย่าง หมายถึง กลุ่มคน สัตว์สิ่งของที่เป็นตัวแทนของประชากรที่ทำการศึกษา เช่น นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า หมายถึง การระบุประเภทของเครื่องมือว่าเป็นแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต หรือแบบสัมภาษณ์ เป็นต้น 13 การเก็บรวบรวมข้อมูล -
25 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องคำนึงถึงลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ และลักษณะของแหล่งข้อมูล ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลจึงควรมีวิธีการที่หลากหลาย โดยทั่วไปมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งด้านข้อเท็จจริงและข้อมูลด้านความคิดเห็น และเจตคติในลักษณะของการสนทนาตอบโต้ที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนระหว่างผู้ต้องการทราบข้อมูลหรือเรื่องราว เรียกว่า “ผู้สัมภาษณ์” และผู้ให้ข้อมูลเรียกว่า “ผู้ถูกสัมภาษณ์” ประเภทของการสัมภาษณ์แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.1 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) คือ การสัมภาษณ์ที่มีการเตรียม คำถามไว้ล่วงหน้าและทำการสัมภาษณ์ตามคำถามที่เตรียมไว้ในการสัมภาษณ์จะมีการนัดหมายผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นการล่วงหน้า มีการบันทึกเทปหรือการจัดบันทึกข้อความตามที่ผู้สัมภาษณ์ได้ทำการสัมภาษณ์อย่างเป็น ระบบ 1.2 การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) คือ การสัมภาษณ์ที่ ผู้ทำการสัมภาษณ์จัดเตรียมคำถามสัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง และเปิดโอกาสให้มีการซักถามคำถาม เพิ่มเติมได้อีกนอกเหนือจากประเด็นคำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า การสัมภาษณ์ด้วยวิธีนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้กว้างขวางและลึกกว่า 1.3 การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Interview) คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล ที่ต้องอาศัยทักษะความรู้ ความสามารถของผู้ที่ทำการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์มีหน้าที่ในการควบคุมและ ดำเนินการให้ได้ข้อมูลตรงกับข้อคำถามที่ตนเองตั้งไว้สิ่งสำคัญ คือ ทำให้ได้ข้อมูลที่กว้างและลึกแต่มีข้อจำกัด คือ จะใช้ระยะเวลาในการสัมภาษณ์มาก ลักษณะการสัมภาษณ์ที่ดี 1) มีการนัดหมาย และแนะนำตัวเองให้ผู้สัมภาษณ์รู้จักและคุ้นเคยกับผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน 2) ผู้สัมภาษณ์ต้องได้รับอนุญาตและยินยอมจากผู้ให้สัมภาษณ์ในการให้ข้อมูลเสมอ 3) จะต้องมีการวางแผนขั้นตอนในการสัมภาษณ์เป็นอย่างดี เช่น เมื่อพบผู้ให้สัมภาษณ์ จะปฏิบัติ อย่างไร จะเริ่มต้นสัมภาษณ์อย่างไร จะสร้างบรรยากาศในการสัมภาษณ์อย่างไรเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายและ เป็นกันเอง 4) การสัมภาษณ์ต้องเป็นไปในลักษณะที่กระตุ้นหรือยั่วยุให้ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามและให้ข้อมูลให้ มากที่สุด แต่ไม่ใช่ในลักษณะชี้นำให้ตอบตามที่ผู้สัมภาษณ์มีความประสงค์ 5) ภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ควรใช้ภาษาที่สุภาพ เหมาะสมตามกาลเทศะและให้เกียรติผู้ให้ สัมภาษณ์เสมอ 6) ควรสัมภาษณ์ในสภาพแวดล้อมที่เงียบ ผ่อนคลาย ปราศจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ
26 7) ผู้สัมภาษณ์ควรไปถึงก่อนเวลานัดหมายและจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการบันทึกและควรมีการบันทึก เสียงสำรองเพื่อป้องกันการขัดข้องของการบันทึกเสียงหลัก วิธีการสัมภาษณ์ 1) ขั้นเตรียมการสัมภาษณ์ 1.1) ทบทวนประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษาค้นคว้า เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองตั้งเป้าหมายใน การดำเนินงานไว้ ซึ่งจะช่วยทำให้ทราบว่าต้องการข้อมูลใดบ้างในการตอบประเด็นปัญหาดังกล่าว 1.2) คัดเลือกกลุ่มบุคคลและจำนวนผู้ที่จะทำการสัมภาษณ์ 1.3) กำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่จะใช้ในการสัมภาษณ์ 1.4) จัดทำข้อคำถามที่จะใช้ในการสัมภาษณ์ให้เหมาะสมตรงกับประเด็นปัญหา โดยข้อคำถามควร ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ เสมอ 1.5) ปรับปรุงข้อคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ให้มีประสิทธิภาพตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.6) จัดเตรียมข้อคำถามที่สมบูรณ์ เครื่องมือในการบันทึกเสียง สมุดจดบันทึก รวมทั้งอุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้องในการสัมภาษณ์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน 1.7) ติดต่อประสานงานกับผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยการขออนุญาตทำการสัมภาษณ์และทำความรู้จักคุ้นเคย ก่อนเป็นการล่วงหน้า 1.8) กรณีที่ไม่สามารถทำการสัมภาษณ์ลำพังเพียงคนเดียว และต้องมีผู้ช่วยในการสัมภาษณ์ จะต้องมี การอบรมพัฒนาและให้ความรู้แก่ผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนเสมอ 2) ขั้นดำเนินการสัมภาษณ์ 2.1) แนะนำตัวเองและบอกวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ โดยเน้นย้ำว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ เป็นความลับ และไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้สัมภาษณ์แล้วเท่านั้น 2.2) ดำเนินการสัมภาษณ์พร้อมกับการบันทึกข้อมูลด้วยเครื่องบันทึกเสียงและการจดบันทึกด้วยมือ คู่ขนานกันไป 2.3) ในระหว่างการสัมภาษณ์ควรกระตุ้นผู้ให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรง กับประเด็นปัญหาหรือสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2.4 ใช้คำถามหรือประโยคในการสื่อสารและการแสดงกิริยามารยาทที่สุภาพในระหว่าง การสัมภาษณ์ ตลอดเวลา 2.5) กรณีที่การสัมภาษณ์ต้องใช้ระยะเวลามาก ผู้สัมภาษณ์ควรสังเกตอากัปกิริยาของผู้ให้สัมภาษณ์ โดยอาจมีช่วงระยะเวลาในการหยุดพักเล็กน้อย 2.6) ผู้สัมภาษณ์ควรบันทึกข้อความตามความเป็นจริงตามที่ผู้ให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลมาเท่านั้น ไม่ควร ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวหรือเพิ่มเติมเนื้อหาลงไป
27 2.7) ดำเนินการสัมภาษณ์ให้ครบทุกคำถาม ไม่ควรปล่อยคำถามให้เว้นว่างไว้โดยไม่มีคำตอบ กรณีผู้ให้ สัมภาษณ์ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ควรบันทึกเหตุผลไว้ด้วย 3) ขั้นปิดการสัมภาษณ์ การปิดการสัมภาษณ์เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรกล่าวขอบคุณผู้ให้ สัมภาษณ์ที่ให้ความร่วมมือ และกล่าวคำอำลาต่อกัน นอกจากนั้นผู้สัมภาษณ์ควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของ ข้อมูลที่ได้รับให้เรียบร้อยก่อน เนื่องจากการนัดหมายเพื่อขอสัมภาษณ์ซ้ำอาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากและทำ ให้ขาดการยอมรับจากผู้ให้สัมภาษณ์ ตัวอย่าง ข้อคำถามการสัมภาษณ์เรื่องสุขภาพของบุคคล 1. ขอทราบชื่อ-นามสกุล อายุ และอาชีพของท่าน 2. ท่านมีส่วนสูงและน้ำหนักตัวเท่าใด 3. ท่านมีโรคประจำตัวหรือไม่ ถ้ามีคือโรคอะไร 4. ท่านไปพบแพทย์บ่อยครั้งเพียงใด 2. การสังเกต (Observation) เป็นวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีหนึ่งที่เป็นการเฝ้าดู พฤติกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมายโดยมีการกำหนดวิธีการขั้นตอนเพื่อศึกษาวิเคราะห์หรือหา ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้น การสังเกตเป็นการจัดบันทึกเพื่อบรรยายเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เห็น ในพฤติกรรมที่ผู้สังเกตกำหนดเอาไว้โดยผู้ถูกสังเกตอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ การรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสังเกตทำให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งตรงตามสภาพจริง แต่มีข้อเสียคือต้อง ใช้ระยะเวลาในการสังเกต รวมทั้งการวิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูลมาก นอกจากนี้การแปล ความหมายจากพฤติกรรมที่สังเกตเห็นอย่างเดียวอาจจะผิดพลาด เนื่องจากผู้สังเกตไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า ผู้ที่ แสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ออกมามีจุดมุ่งหมายใด มีอะไรเป็นสิ่งที่กำหนดแนวความคิดในการแสดงพฤติกรรม ออกมาเช่นนั้น โดยประเภทของการสังเกต มีดังนี้ 2.1 การสังเกตแบบเข้าไปมีส่วนร่วม (Participant observation) คือ การที่ผู้ทำการสังเกต เข้าไปมีส่วนร่วมในกลุ่มของผู้ถูกสังเกต โดยร่วมทำกิจกรรมและดำเนินการต่าง ๆ นี้เป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อลด ความหวาดระแวงจากกลุ่มผู้ถูกสังเกตลง และทำให้ได้ข้อมูลในเชิงลึก เข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกสังเกต และสามารถแปลความหมายของพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ในการแสดงออกในระหว่างการสังเกตถูกต้อง ชัดเจนมากขึ้น 2.2 การสังเกตแบบไม่เข้าไปมีส่วนร่วม (Non-participant observation) คือ การสังเกตที่ ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มเป้าหมายที่สังเกต โดยผู้ถูกสังเกตอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้การสังเกต แบบไม่เข้าไปมีส่วนร่วมจะใช้ระยะเวลาการสังเกตและงบประมาณน้อยกว่าการสังเกตแบบเข้าไปมีส่วนร่วม
28 ลักษณะการสังเกตที่ดี 1) กำหนดประเด็น จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ในการสังเกต ซึ่งจะต้องกำหนดประเด็นหรือเรื่องที่ ต้องการสังเกตเป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะจะทำให้ผู้สังเกตสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเดียวกัน และไม่ทำให้เกิด ความสับสนในเรื่องที่สังเกต 2) การวางแผนการดำเนินการสังเกตอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ และมีการวางแผนงานที่ชัดเจนว่าจะ สังเกตใคร สังเกตอะไร สังเกตเมื่อใด สถานที่ใด เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอะไร และเก็บอย่างไร 3) ทำการติดต่อขออนุญาตหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการไปสังเกตเป็นการล่วงหน้าหรือประสานงาน กับผู้ประสานงานกลาง และทำการศึกษาสิ่งแวดล้อมของสถานที่ที่จะทำการสังเกตก่อนล่วงหน้า 4) ในระหว่างการสังเกตควรทำการบันทึกข้อมูลที่สังเกตอย่างรวดเร็วและทันที และในการบันทึก ข้อมูลจากการสังเกตไม่ควรใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตเข้าไปด้วย ต้องบันทึกสิ่งที่เห็นและปรากฏแก่สายตา ของผู้สังเกตเท่านั้น เพราะจะทำให้ข้อมูลที่ได้บิดเบือนไปจากความเป็นจริง 5) ในขณะที่ทำการสังเกต ควรใช้ความพินิจพิเคราะห์ และจดบันทึกรายละเอียดของสิ่งที่ตนเอง สังเกตด้วยความตั้งใจ ไม่ควรมองบริเวณที่สังเกตอย่างผิวเผิน ควรมีความมุ่งมั่นในการสังเกตเพื่อรวบรวมข้อมูล ในการตอบประเด็นปัญหาหรือสมมติฐานที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น 6) ในการสังเกตผู้สังเกตต้องสำรวมกิริยามารยาท และสังเกตอย่างเงียบ ๆ ไม่เดินไปมาเป็นการรบกวน ผู้อื่น หรือถ่ายรูปจนผู้สังเกตรำคาญ ไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็นการสังเกตการเจริญเติบโตของพืช หรือสังกตพฤติกรรมของสัตว์ นักเรียนอาจจะต้องเลือกวางแผนการสังเกตในช่วงเวลาที่เหมาะสม และควรเป็น ช่วงเวลาเดียวกันจนเสร็จสิ้นการสังเกต 3. แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบทางเดียว ซึ่งผู้ตอบ แบบสอบถามอ่านข้อคำถามแล้วใส่คำตอบโดยไม่มีโอกาสซักถามเพิ่มเติมในกรณีที่อ่านคำถามแล้วไม่เข้าใจ คือ ไม่มีการเผชิญหน้ากับผรู้วบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และใช้ได้กับกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการไม่มากแต่ไม่สามารถเก็บ รวบรวมข้อมูลในเชิงลึกได้เหมือนกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์หรือการสังเกต ซึ่งประเภทของแบบสอบถาม ได้แก่ 3.1 แบบสอบถามแบบคำถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ใช้คำถามกว้าง ๆ เพื่อเปิดโอกาส ให้ผู้ตอบแบบสอบถามเขียนคำตอบได้อย่างอิสระไม่มีการกำหนดคำถามเฉพาะเอาไว้แต่มีกรอบแนวคิดเป็น แนวทางในการตอบคำถามเท่านั้น 3.2 แบบสอบถามแบบคำถามปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่ผู้ตอบต้องเลือกตอบตามตัวเลือกที่ กำหนดให้เพียง 1 คำตอบหรือหลายคำตอบ รวมไปถึงแบบจัดเรียงลำดับ
29 ลักษณะของแบบสอบถามที่ดี 1) มีการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการนำแบบสอบถามไปใช้อย่างชัดเจน 2) มีข้อคำถามที่ครอบคลุมตรงกับประเด็นปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้า 3) มีการแจกแจงประเด็นหลักออกมาเป็นประเด็นย่อยเพื่อให้สามารถสร้างคำถามได้ครอบคลุมทุก ประเด็น 4) กำหนดจำนวนข้อคำถามอย่างเหมาะสมตามสัดส่วนของประเด็นหลักและประเด็นย่อย 5) กำหนดประเด็นของคำถามอย่างเหมาะสมว่าเป็นคำถามประเภทความรู้ ความคิดเห็นทัศนคติหรือ พฤติกรรม 6 มีการกำหนดรูปแบบของคำถามที่ดี เช่น แบบเลือกตอบ แบบเติมคำ แบบเลือกข้อผิดถูก แบบจับคู่ เป็นต้น 7) ข้อคำถามในแบบสอบถามควรมีความสอดคล้องกันระหว่างวัตถุประสงค์ของแบบสอบถามประเด็น ปัญหาหลัก ประเด็นปัญหาย่อย 8) ใช้คำถามที่กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย ขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถาม 1) กำหนดวัตถุประสงค์ของแบบสอบถาม 2) กำหนดประเด็นหลักของเนื้อหาที่ต้องการสอบถาม 3) แจกแจงประเด็นหลักเป็นประเด็นย่อย 4) กำหนดข้อคำถาม 5) กำหนดประเภทคำถาม 6) กำหนดรูปแบบของคำถาม 7) ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างประเด็นหลัก ประเด็นย่อย และวัตถุประสงค์ของแบบสอบถาม 8) จัดทำแบบสอบถามฉบับร่าง 9) ทดลองใช้ แก้ไขปรับปรุง และจัดพิมพ์เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อดีของการใช้แบบสอบถาม 1) ประหยัดเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2) ประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ผู้ศึกษาค้นคว้าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปแจกแบบสอบถามเพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลด้วยตนเอง เหมือนการเดินทางไปสัมภาษณ์หรือการสังเกต 3) มีความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก 4) ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เครียดกับการเผชิญหน้า ทำให้มีอิสระในการตอบแบบสอบถาม 5) ผู้ตอบแบบสอบถามมีเวลาไตร่ตรองในการตอบให้ข้อมูล
30 6) ไม่ลำเอียงในการสรุปข้อมูล 7) สะดวกต่อการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อจำกัดในการใช้แบบสอบถาม 1) ใช้ได้กับกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น 2) ผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถซักถามเมื่อเกิดความไม่เข้าใจในข้อคำถาม 3) ขาดความเชื่อมั่นว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะตอบคำถามหรือให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง 4) คำตอบที่กำหนดให้ในแบบสอบถามไม่ครอบคลุมในประเด็นที่ผู้ตอบอยากตอบ 5) ขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ถามและผู้ตอบแบบสอบถาม 6) ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามเป็นข้อมูลแนวกว้าง ไม่สามารถเจาะข้อมูลเชิงลึกได้เหมือนกับ การสัมภาษณ์และการสังเกตจะเห็นได้ว่า ในทางปฏิบัติของการศึกษาค้นคว้าความรู้ในปัจจุบัน ผู้ศึกษาค้นคว้า ย่อมมองเห็นข้อดีของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด ตัวอย่างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์นักเรียน ข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว 1. ชื่อ-สกุลนักเรียน.................................................................. ชื่อเล่น................. วันเกิด............. ...................... 2. ชื่อ-สกุลบิดา................................................................. เสียชีวิต มีชีวิตอยู่ อาชีพ............................. 3. ชื่อ-สกุลมารดา............................................................. เสียชีวิต มีชีวิตอยู่ อาชีพ............................. 4. สถานภาพของบิดา-มารดา อยู่ด้วยกัน หย่าร้าง อื่น ๆ............................................... 5. ความใฝ่ฝันในการประกอบอาชีพ................................................................................................... .................. 6. ความถนัดในวิชาที่เรียน....................................................................................................... ............................. 7. ผลการเรียน................................................................................................................... ................................... 8. เหตุผลที่สนใจในการเข้าศึกษาต่อ............................................................................................... .....................
31 ตัวอย่างแบบสังเกต แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ความมีระเบียบวินัยในการรับประทานอาหาร การสังเกตครั้งที่...........วันที่............เดือน.........................พ.ศ..................เวลา........................ ........ ชื่อ......................................................................................ชั้น............................... ............ ที่ พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร การแสดงออก หมายเหตุ ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ 1 เข้าแถวซื้ออาหารตามลำดับก่อน-หลัง 2 ถือภาชนะใส่อาหารด้วยความระมัดระวัง 3 เทเศษอาหารทิ้งก่อนคืนภาชนะ หมายเหตุ บันทึกข้อสังเกตเพิ่มเติม..................................................................................................... ................ ลงชื่อ....................................ผู้บันทึก ตัวอย่างแบบสอบถาม ตัวอย่างแบบสอบถามปลายเปิด แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อภูมิทัศน์ของโรงเรียน 1. นักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไรต่อรูปแบบการจัดภูมิทัศน์ของโรงเรียน ............................................................................................................................. ................................................. 2. นักเรียนคิดว่าบริเวณใดของโรงเรียนควรได้รับการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพราะเหตุใด ............................................................................................................................. ................................................. ตัวอย่างแบบสอบถามแบบเลือกตอบ 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ ต่ำกว่า 18 ปี 18-30 ปี 31-50 ปี 3. สถานภาพ โสด สมรส หย่าร้าง 4. การศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ตัวอย่างแบบสอบถามแบบเรียงลำดับ จงเรียงลำดับวิชาที่นักเรียนชอบเรียน โดยใส่เลข 1 2 3 4 และ 5 ตามลำดับความชอบ ( ) 1. ภาษาไทย ( ) 2. คณิตศาสตร์ ( ) 3. วิทยาศาสตร์ ( ) 4. ภาษาอังกฤษ ( ) 5. สังคมศึกษา ( ) 6. ศิลปะ ( ) 7. คอมพิวเตอร์ ( ) 8. พลศึกษา
32 ตัวอย่างแบบสอบถามแบบวัดเจตคติ แบบสอบถามความพึงพอใจเกี่ยวกับกิจกรรมวันภาษาไทย คำชี้แจง จงใส่เครื่องหมาย ลงในช่องระดับความคิดเห็นที่ตรงกับความรู้สึกของท่าน ที่ คำถาม ระดับความคิดเห็น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 1 กิจกรรมมีความเหมาะสม 2 สถานที่มีความเหมาะสม 3 ระยะเวลามีความเหมาะสม 4 วิทยากรมีความรู้ความสามารถ สอดคล้องกับกิจกรรม 5 การประชาสัมพันธ์กิจกรรมมีความ เหมาะสม แผนภูมิกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล การออกแบบ การวางแผน เลือกวิธีเก็บ รวบรวมข้อมูล วิธีการสำรวจ วิธีการทดลอง วิธีการศึกษาค้นคว้า เลือกชนิดข้อมูล ข้อมูลเชิงปริมาณ/คุณภาพ (ปฐมภูมิ/ทุติยภูมิ) กำหนดขอบเขต ของข้อมูล ประชากร กลุ่มตัวอย่าง เลือกเครื่องมือ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การค้นคว้าเอกสาร กำหนดขั้นตอน ในการรวบรวมข้อมูล ดำเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูล
33 การจัดหมวดหมู่ข้อมูล จะช่วยทำให้ทราบว่าจะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะโดย ธรรมชาติแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ มักจะมีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์และเชื่อมโยงต่อกันด้านใดด้านหนึ่งเสมอ เมื่อศึกษา ให้เข้าใจอย่างชัดเจนแล้วจะทำให้ทราบว่าเรื่องใด มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ประกอบด้วยอะไรบ้างและมี ความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ทำให้สามารถอธิบาย และสรุปข้อค้นพบ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการ รูปแบบการจัดหมวดหมู่ข้อมูล มี 2 รูปแบบ ดังนี้ 1. การจัดหมวดหมู่เชิงพรรณนา เป็นการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการทาง วิทยาศาสตร์มาช่วยในการจัดหมวดหมู่ ดังนี้ 1.1 รวบรวมข้อมูลที่ศึกษามาทั้งหมด 1.2 ตั้งคำถามหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบ 1.3 แยกแยะคำถาม จัดเป็นกลุ่ม 1.4 คาดคะเนหรือคาดเดาคำตอบ 1.5 แยกแยะคำตอบ 1.6 เลือกคำตอบที่ตรงกับปัญหา 1.7 สรุปคำตอบ โดยอธิบายพรรณนา พร้อมอ้างอิงเหตุผลและหลักฐานประกอบ 2. การจัดหมวดหมู่เชิงสถิติมักเป็นตัวเลข ดังนั้น จึงต้องอาศัยค่าทางสถิติมาจัดการข้อมูลเพื่อ นำเสนอข้อสรุปให้เข้าใจง่าย ค่าสถิติที่นิยมนำมาใช้มีดังนี้ 2.1 การหาค่าร้อยละ เป็นค่าที่แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลที่ต้องการกับข้อมูลทั้งหมดที่กำหนดให้ เท่ากับ 100 มักนำมาใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้สัญลักษณ์ % สูตร % = x100 เมื่อ % แทน ค่าร้อยละ แทน จำนวนสิ่งของ (คน) ที่มีอยู่ แทน จำนวนสิ่งของ (คน) ทั้งหมด 14 การจัดหมวดหมู่ข้อมูล
34 ตัวอย่างการหาค่าร้อยละ นักเรียนห้องหนึ่งมีจำนวน 50 คน เป็นนักเรียนหญิง 26 คน นักเรียนชาย 24 คน ดังนั้น จำนวน นักเรียนหญิงและนักเรียนชาย คิดเป็นร้อยละเท่าไร สูตร ค่าร้อยละ = จำนวนสิ่งของที่มีอยู่ จำนวนสิ่งของทั้งหมด x 100 ดังนั้น จำนวนนักเรียนหญิง คิดเป็น 26 50 x 100 = 52 หรือ 52 % จำนวนนักเรียนหญิง คิดเป็น 24 50 x 100 = 48 หรือ 48 % 2.2 การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต เป็นเครื่องมือที่นำมาจัดหมวดหมู่ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง หรือคะแนน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต หมายถึง ค่าที่หาได้จากผลรวมของข้อมูลทั้งหมดหารด้วยจำนวนข้อมูล ทั้งหมดของข้อมูลชุดนั้น สัญลักษณ์แทนค่าเฉลี่ย คือ สูตร = เมื่อ แทน คะแนนเฉลี่ย แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมดของชุดข้อมูล ตัวอย่างการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ข้อมูลชุดหนี่ง มีนักเรียน 5 คน มีน้ำหนักตามลำดับ ดังนี้ 72, 66, 63, 60, 58 กิโลกรัม จากข้อมูลชุด ดังกล่าว นักเรียน 5 คน มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักเท่าไร สูตร ค่าเฉลี่ยน้ำหนัก ( ) = จำนวนรวมสิ่งของที่มีอยู่ จำนวนสิ่งของทั้งหมด ดังนั้น ค่าเฉลี่ยน้ำหนัก = 72+66+63+60+58 5 = 319 5 = 63.8กิโลกรัม
35 ตัวอย่างการจัดหมวดหมู่เชิงพรรณนา ข้อมูลที่ศึกษา การจัดหมวดหมู่ข้อมูล โรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดใน ช่วงแรก จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัด และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที โรคไข้เลือดออกมีอาการและ ความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไป จนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต 1. ลักษณะของโรคไข้เลือกออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ สาเหตุมาจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด 2. อาการของโรค - คล้ายโรคหวัด - ไม่แสดงอาการ - แสดงอาการน้อยไปจนถึงภาวะช็อก สถิติในปี พ.ศ. 2554 รายงานโดย กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนัก โรคติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีอัตราป่วย 107.02 และอัตราป่วยตาย 0.10 ซึ่งหมายความว่า ในประชากร ทุก 100,000 คน จะมีผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ถึง 107.02 คน และมี ผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 0.1 คน ช่วงอายุของคนที่พบว่าป่วยเป็นโรค ไข้เลือดออกมากที่สุด คือ คนอายุ 10-14 ปี 3. สถิติผู้ป่วยไข้เลือดออก - อัตราผู้ป่วย 107.02 ต่ออัตราป่วย ตาย 0.10 คน - ช่วงอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ 10-14 ปี การรักษา เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ การรักษา โรคนี้จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ กล่าวคือมีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และการป้องกันภาวะช็อก 4. การรักษา - ใช้ยาลดไข้ - เช็ดตัว - ป้องกันภาวะช็อก การป้องกัน ได้แก่ นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อป้องกัน ไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืนอาจใช้ ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันตะไคร้ หอม น้ำมันยูคาลิปตัส ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนัง 5. การป้องกัน - ไม่ให้ยุงกัด - นอนในมุ้ง - ใช้ยากันยุงทาผิว
36 จากตัวอย่าง สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูลโดยนำเสนอเป็นแผนผังความคิดได้ ดังนี้ โรคไข้เลือดออก ลักษณะของโรค โรคติดเชื้อมาจากไวรัสเดงกี่ สาเหตุ ถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่กัด อาการของโรค - คล้ายไข้หวัด - ไม่แสดงอาการ - แสดงอาการน้อยไปจนถึงภาวะช็อก การรักษา - รักษาตามอาการ - ให้ยาลดไข้ - เช็ดตัว การป้องกัน - ไม่ให้ยุงกัด - นอนในมุ้ง - ทายากันยุง สถิติผู้ป่วย อัตราป่วย 107.02 คน ต่ออัตราตาย 0.10 คน (ปี2554)
37 ก่อนที่จะทำการสรุปผลข้อมูลควรพิจารณาก่อนว่า ข้อมูลที่ค้นคว้าได้มานั้นมีลักษณะอย่างไร ควรใช้การจัดหมวดหมู่เชิงพรรณณาหรือเชิงสถิติ การเลือกใช้รูปแบบการสรุปข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถ อธิบายผลการศึกษาให้เข้าใจง่ายและชัดเจนมากขึ้น เมื่อได้คำตอบของปัญหาที่เราสนใจแล้ว จึงนำข้อมูล เหล่านั้นมาสรุป ทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 1. การสรุปข้อมูลรูปแบบการบรรยาย มีข้อดี คือ ทำให้เราสามารถอธิบายเนื้อหาของข้อมูลได้ อีกครั้ง มีลักษณะเป็นการเนั้นย้ำถึงใจความสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงที่มาและจุดประสงค์ของการค้นคว้า ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย มีหลักการ ดังนี้ 1. อธิบายผลการศึกษาทีละหัวข้อ 2. ใช้การบรรยายประกอบผลการศึกษาที่เป็นตัวเลข หรือตัวแปรอื่น ๆ 3. ใช้ภาษาที่สั้น กะทัดรัด ได้ใจความ 4. อธิบายให้เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของการค้นคว้า และตอบคำถามว่าผลการค้นคว้า สามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร 2. การสรุปข้อมูลรูปแบบตารางและแผนภูมิมีข้อดีคือ สามารถเปรียบเทียบคำของข้อมูลที่มี ลักษณะเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน และง่ายต่อการทำความเข้าใจ มีหลักการ ดังนี้ 1. ควรสรุปประเด็นของการค้นคว้าให้ได้ก่อนนำมาแสดงผลด้วยตาราง หรือแผนภูมิ 2. เรียงลำดับหัวข้อที่ทำการศึกษาในตาราง หรือหรือจัดหมวดหมู่ตามผลลัพธ์ที่ได้ โดยแสดงให้ เห็นความสอดคล้องกันของข้อมูล 3. ใส่ชื่อตาราง และรายละเอียดของที่มาด้านบนของตาราง โดยใช้ภาษาที่สั้น กะทัดรัด เข้าใจง่าย 4. ใช้สีที่สอดคล้องกันในแผนภูมิ เช่น ถ้าเป็นตัวแปรชนิดเดียวกัน ให้ใช้แผนภูมิสีเดียวกันแต่ถ้า ตัวแปรต่างชนิดกันให้ใช้สีต่างกัน 15 การสรุปผลการจัดหมวดหมู่ข้อมูล
38 ตัวอย่างการสรุปผลการจัดหมวดหมู่ จากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการให้บริการของอุทยานแห่งชาติ มีผู้ตอบ แบบสอบถามจำนวน 25 คน ให้คะแนนระดับความพึงพอใจเป็นรายข้อ ดังนี้ คำถาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่ตอบ (คน) มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1. การให้บริการข้อมูลของเจ้าหน้าที่ 8 12 5 - - 4.12 2. เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความสุภาพ 13 5 7 - - 4.24 3. ความสะดวกสบายของสถานที่พัก 16 5 4 - - 4.48 4. การดูแลรักษาความปลอดภัยของที่พัก 14 6 5 - - 4.36 * การให้คะแนน พอใจมากที่สุด = 5 มาก = 4 ปานกลาง = 3 น้อย = 2 น้อยที่สุด = 1 สรุปแบบบรรยาย จากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการให้บริการของอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวจำนวน 25 คน มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ดังนี้ อันดับ 1 ความสะดวกสบายของสถานที่พัก 4.48 คะแนน อันดับ 2 ความพึงพอในการดูแลรักษา ความปลอดภัยของที่พัก 4.36 คะแนน อันดับ 3 การให้บริการด้วยความสุภาพ 4.24 คะแนน และอันดับ 4 การให้บริการข้อมูลของเจ้าหน้าที่ 4.12 คะแนน สรุปแบบตาราง ตารางที่ 1 แสดงระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการให้บริการของอุทยานแห่งชาติ จำนวน 25 คน (เก็บข้อมูลวันที่ xx/xx/xx) อันดับ ประเด็นวัดความพึงพอใจ คะแนนเฉลี่ย 1 ความสะดวกสบายของสถานที่พัก 4.48 2 ความพึงพอในการดูแลรักษาความปลอดภัยของที่พัก 4.36 3 การให้บริการด้วยความสุภาพ 4.24 4 การให้บริการข้อมูลของเจ้าหน้าที่ 4.12 * การให้คะแนน พอใจมากที่สุด = 5 มาก = 4 ปานกลาง = 3 น้อย = 2 น้อยที่สุด = 1
39 สรุปแบบแผนภูมิ แผนภูมิที่ 1 แสดงระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการให้บริการของอุทยานแห่งชาติ เมื่อเราจัดหมวดหมู่ข้อมูล และสรุปผลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมได้จนสำเร็จ ก็จะเกิดสิ่งที่เรา เรียกว่า "ข้อค้นพบ" ขึ้น ข้อค้นพบจะน่าเชื่อถือเพียงใดขึ้นอยู่กับว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมามีความน่าเชื่อถือ เพียงใด รวมถึงขั้นตอนและวิธีการที่เราศึกษาคันคว้านั้นถูกต้องมากน้อยเพียงไร 3.9 4 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 ความสะดวกสบายของสถานที่พัก การดูแลรักษาความปลอดภัยของที่พัก เจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความสุภาพ การให้บริการข้อมูลของเจ้าหน้าที่
40 การนำเสนอ เป็นวิธีการส่งสารอย่างมีวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดการรับรู้ในกิจการงานต่าง ๆ เป็นการ ช่วยประชาสัมพันธ์หรือแนะนำกิจกรรม โครงการ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นการบอกกล่าวเรื่องราวข่าวสารให้ บุคคล ได้รับรู้และเข้าใจชัดเจนมากยิ่งขึ้น การนำเสนอเป็นศิลปะการถ่ายทอดผลงาน โครงการ ข้อสรุป หรือ ข้อค้นพบที่ผู้นำเสนอจะต้องมีความรู้ มีเทคนิคในการใช้ภาษา มีความรู้ความชัดเจนในข้อมูล ข้อสรุป หรือข้อ ค้นพบเหล่านั้น องค์ประกอบในการนำเสนอ 1. ผู้นำเสนอข้อมูล เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำเสนอ ผู้นำเสนอที่ดีจะต้องวิเคราะห์ผู้รับ ข้อมูล ศึกษางานหรือข้อมูลนั้น ตลอดจนสร้างหรือใช้สื่อที่มีคุณภาพเพื่อให้การนำเสนองานนั้นบรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 2. ผู้รับข้อมูล เป็นผู้รับข้อมูลจากผู้นำเสนอ ถ้ามีการนำเสนอที่ดีผู้รับข้อมูลจะมีพฤติกรรม เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ผู้นำเสนอต้องการ 3. ข้อมูล เป็นสิ่งที่ผู้นำเสนอต้องการถ่ายทอดให้แก่ผู้รับข้อมูลผ่านสื่อต่าง ๆ 4. สื่อ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำข้อมูลต่าง ๆ ไปยังผู้รับข้อมูล เช่น การนำเสนอสินค้าของพนักงาน ด้วยการพูดคุยกับผู้ซื้อสินค้า ปัจจุบันสื่อที่ใช้ในการนำเสนอมีพัฒนาการมากขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มา ช่วย เช่น การนำเสนอสินค้าผ่านทางข้อความในโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น จุดประสงค์ของการนำเสนอ 1. เพื่อให้ความรู้เป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการและองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ผู้นำเสนอมีความ ประสงค์จะให้ผู้อื่นมีความรู้ตามที่ตนได้รู้มา 2. เพื่อโน้มน้าวใจให้เห็นคล้อยตาม หรือสนองตอบความต้องการของผู้นำเสนอ เช่น การขายหรือ แนะนำสินค้า การเชิญชวนในงานวัด การเจรจาต่อรอง เป็นต้น 3. เพื่อความบันเทิง เป็นการนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถทำให้ผู้ร่วมฟังมีจิตใจร่าเริงสนุกสนานใน การนำเสนอควรมุ่งเน้นในวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ควรนำเสนอด้วยวัตถุประสงค์ที่มากมายหลายด้าน เพราะอาจทำให้การนำเสนอนั้นไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริง 16 การนำเสนอข้อมูล
41 รูปแบบการนำเสนอ 1. การนำเสนอรูปแบบเป็นทางการ เป็นการนำเสนอที่มีระเบียบขั้นตอนและมีพิธีกรในการดำเนิน รายการ เช่น การประชุมนำเสนอ หาข้อสรุป ข้อค้นพบในการประชุมวิชาการ การนำเสนอนโยบายการบริหารงาน ของรัฐบาล การออกแถลงการณ์การสรุปผลประกอบการของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ การฝึกอบรม เช่น ฝึกอบรมครู ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรของบริษัทหรือหน่วยงานต่าง ๆ เป็นต้น 2. การนำเสนอรูปแบบไม่เป็นทางการ เป็นการนำเสนอที่ไม่กำหนดสถานที่ เวลาไม่มีพิธีการมากนัก แต่นำเสนอในลักษณะการสนทนา ตอบข้อซักถามแบบเป็นกันเอง เช่น การสนทนา พบปะ การรับประทาน อาหารส่วนใหญ่จะใช้วิธีพูดคุยหรืออาจใช้เอกสารสรุปประกอบการนำเสนอ มักไม่มีขั้นตอนอย่างเป็นทางการ เช่น การขายสินค้าผ่านทางโทรศัพท์การซักถาม สัมภาษณ์ เป็นต้น เทคนิคการนำเสนอ การนำเสนอนั้นมีความสำคัญ เพราะสามารถนำไปประยุกต์ในด้านต่างๆ ได้ เช่น การสัมภาษณ์งาน การสัมมนา การเป็นพิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการ เป็นต้น การเรียนรู้เทคนิคการนำเสนอ จะช่วยให้การนำเสนอ งานมีประสิทธิภาพและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้ 1. ศึกษา จำเนื้อหานำเสนอให้แม่นยำ พูดให้เป็นธรรมชาติ 2. ไม่ขยายความ ยกตัวอย่างเกินวัตถุประสงค์ 3. ใช้ภาษาถูกต้อง เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ฟัง 4. จัดลำดับเรื่องที่นำเสนอให้เป็นขั้นตอน เพื่อง่ายต่อการรับรู้ 5. ไม่ใช้ภาพหรือสื่อต่างๆ มากเกินไป ควรใช้เฉพาะจุด 6. หลีกเลี่ยงการใช้สื่อหรือภาพที่ตัวอักษรอ่านยาก 7. หลีกเลี่ยงการใช้สื่อสีสันฉูดฉาด มีลวดลายมากเกินความจำเป็น วิธีการนำเสนอ การนำเสนอโดยทั่วไป มีดังนี้ 1. วิธีการนำเสนอโดยการพูด การพูดนำเสนอ อาจเป็นการนำเสนอในรูปแบบเป็นทางการหรือ ไม่เป็นทางการ สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากในการพูดนำเสนอ คือ การใช้ถ้อยคำ ภาษาการเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสม ทำให้ผู้ฟังได้รับรู้ เข้าใจหรืออาจมีความเห็นคล้อยตาม เป็นสิ่งที่ต้องมีความระมัดระวัง อาจใช้วิธีสรุปความหรือ เรียงความ มีดังนี้ การพูดแบบสรุปความ มักจะพูดนำเสนอผลงานที่มีเนื้อหาประเภทข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและ ข้อพิจารณาที่เป็นข้อ ๆ วัตถุประสงค์การพูดนำเสนอแบบสรุปความ คือ ต้องการให้ผู้ฟังรับรู้อย่างรวดเร็ว การพูดนำเสนอแบบสรุปความอาจใช้ตาราง แผนภาพ หรือภาพมาประกอบการพูดเพื่อให้เกิดความชัดเจน เข้าใจ
42 การพูดแบบเรียงความ เป็นการนำเสนอด้วยการบรรยาย พรรณนาข้อค้นพบอย่างละเอียด วัตถุประสงค์การพูดนำเสนอแบบเรียงความ คือ ต้องการอธิบายขยายรายละเอียด เสนอความคิดเห็นให้เหตุผล ชักจูงโน้มน้าวใจ การนำเสนอในรูปแบบของการพูดสามารถทำได้หลายรูปแบบ ดังนี้ 1.1 การพูดอภิปราย เป็นการพูดแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่าง กว้างขวางและอาจนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน โดยมีผู้อภิปรายตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป 1.2 การพูดแสดงทรรศนะ สามารถใช้ได้ตลอดเวลา เมื่อต้องการแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะ เมื่อต้องการแสดงทรรศนะในที่ประชุมต่าง ๆ การพูดแสดงทรรศนะที่ดีต้องมีเหตุผลประกอบที่น่าเชื่อถือ คือ มี ข้อสนับสนุนความคิดเห็นของผู้พูด แล้วจึงสรุปข้อสนับสนุนกับความคิดเห็นที่กลั่นกรองจากเหตุผลและ ประสบการณ์ความรู้ 1.3 การพูดโต้แย้ง มีลักษณะเด่น คือ การพูดเพื่อต้องการหักล้างอีกฝ่ายด้วยข้อมูลและเหตุผลที่ น่าเชื่อถือ ซึ่งผู้พูดต้องใช้ภาษาที่สุภาพ หนักแน่นและไม่ใช้อารมณ์ ทั้งสองฝ่ายจะเสนอไปตามทรรศนะของตน โดยจุดสำคัญของการโต้แย้งอยู่ที่ประเด็น 2. วิธีการนำเสนอโดยการเขียนหรือพิมพ์วิธีการนำเสนอด้วยการเขียนหรือพิมพ์ เป็นอีกวิธีหนึ่ง ของการสื่อสารเพื่อให้ผู้อื่นหรือผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากในการเขียนหรือพิมพ์คือ การใช้ภาษาที่ ชัดเจน ใช้ภาษาเขียน ไม่ใช้ภาษาพูด หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาต่างประเทศ หากมีคำไทยใช้แทนแล้วควรมีความ คงที่ในการใช้สำนวนภาษาหรือคำศัพท์ต่าง ๆ และควรเขียนเรียงลำดับความอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง การนำเสนอด้วยการเขียนหรือพิมพ์จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้เขียนหรือผู้นำเสนอ เป็นสำคัญเพราะผู้เขียนจะต้องมีความรู้เข้าใจในเรื่องที่เขียนและระเบียบแบบแผนในการเขียนเป็นอย่างดี การเขียนเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนเป็นประจำเพื่อให้เกิดความรู้ความชำนาญและป้องกันการผิดพลาด ในการสื่อสารรวมถึงการรู้จักใช้ถ้อยคำที่สละสลวยการนำเสนองานผ่าน การเขียนที่มีประสิทธิภาพมีหลักสำคัญ ดังนี้ 2.1 ชัดเจน ไม่กำกวมคลุมเครือ 2.2 ถูกต้อง ใช้ภาษาและเขียนให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ 2.3 กระชับ ใช้สำนวนการรวมประโยคเพื่อให้เกิดความกระชับ 2.4 เรียบง่าย ใช้คำที่เข้าใจง่ายไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย 2.5 สุภาพ มีความประณีตในการใช้ภาษาและการนำเสนอเนื้อหา 2.6 มีความรู้รู้จักการเขียนประเภทต่าง ๆ และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญอยู่เสมอ 3. วิธีการนำเสนอผ่านเว็บไซต์เป็นการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยนำเสนอข้อมูล ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลได้ครอบคลุมทั่วโลก การนำเสนอ งานในรูปแบบเว็บไซต์จัดเป็นการเสนอที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยมีข้อดี ดังนี้
43 3.1 นำเสนอข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวหนังสือ ภาพเคลื่อนไหว เสียง เป็นต้น 3.2 เข้าถึงหรือเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว 3.3 สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาที่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 3.4 แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ ความคิดเห็นต่าง ๆ กับผู้นำเสนอได้ทันที และเป็นไปโดยสะดวก ลักษณะการนำเสนอที่ดี นอกจากการเลือกรูปแบบของการนำเสนอ ให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้วจะต้องคำนึงถึงลักษณะของ การนำเสนอ ที่จะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอด้วย โดยทั่วไปลักษณะของการนำเสนอที่ดี มีดังต่อไปนี้ 1. มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีความต้องการที่แน่ชัดว่า เสนอเพื่ออะไร โดยไม่ต้องให้ผู้รับฟังการนำเสนอ ต้องถามว่าต้องการให้พิจารณาอะไร 2. มีรูปแบบการนำเสนอเหมาะสม มีความกะทัดรัดได้ใจความ เรียงลำดับไม่สนใช้ภาษาเข้าใจง่ายใช้ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพช่วยให้พิจารณาข้อมูลได้สะดวก 3. เนื้อหาสาระดีมีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง ถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วน ตรงตามความต้องการ มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัยและมีเนื้อหาเพียงพอแก่การพิจารณา 4. มีข้อเสนอที่ดีมีข้อเสนอที่สมเหตุสมผล มีข้อพิจารณาเปรียบเทียบ ทางเลือกที่เห็นได้ชัด เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
44 บรรณานุกรม กัญณภัทร ชัยกานต์กุล. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการเรียน วิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง. สืบค้น 5 พฤษภาคม 2565 จากhttps://www.kroobannok.com/news_file/ p99034961852.pdf กุณฑีรา บุญเลี้ยง, ทับทิมทอง กอบัวแก้ว และจิราวรรณ สังวรปทานสกุล. (ม.ป.ป.) การศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง IS : Independent Study ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: อักษร เจริญทัศน์. ฉัตรแก้ว เภาวิเศษ. (ม.ป.ป.). หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น การศึกษาค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช. ชุดฝึกการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้. (2563). สืบค้น 7 กันยายน 2563 จาก https://pubhtml5.com/qhoj/oepo/basic สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2555). แนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน มาตรฐานสากล ฉบับปรับปรุง. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
45