1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน มาและความสำคญั
น้ำ เปนปจจัยสำคัญหนึ่งในการดำรงชีวิตของส่ิงมีชีวิต ปจจุบันพบวาแหลง น้ำหลายแหลงได
ถูกทำลายลงดวยฝมือมนุษย เชน การทำโรงงานอุตสาหกรรม การทำการเกษตร การดำรงชีวิตของ
มนุษย ฯลฯ จึงทำใหเ กดิ น้ำเสยี ขึ้น ซง่ึ น้ำเสียในทีน่ ีค้ อื นำ้ ทมี่ สี ารหรือสงิ่ ปฏิกูลที่ไมพ่ึงปรารถนาเจือปน
อยู การปนเปอนของสิ่งสกปรกเหลานี่จะทำใหคุณสมบัติของน้ำเปล่ียนแปลงไป จนอยูในสภาพที่ไม
สามารถนำกลับมาใชป ระโยชนได
ปจจบุ นั ในประเทศไทยเราไดประสบปญหามลพิษทางนำ้ ซึง่ ปญหาใหญทเ่ี หน็ คือการปลอยน้ำ
เสยี ออกจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยไมผานกระบวนการบำบัดนำ้ เสียกอน เมือ่ ถูกปลอ ยลงสแู หลงน้ำ
ก็จะลอยอยูบนผิวน้ำสงผลใหน้ำเนาเสีย เนื่องจากแสงสองลงไปไมถึงใตน้ำและสงผลทำใหพืชน้ำ
สงั เคราะหแ สงไมได สตั วน ำ้ กจ็ ะตายลงเปน มลพษิ ทางน้ำรวมถึงการดำเนินชีวิตของประชากรในชุมชน
ท่ีอาศัยอยูใกลแหลงน้ำในบางแหง น้ำอาจสงกลิ่นเหม็นเนาเสียไดทำใหการดำรงชีวิตอยูของคนใน
ชุมชนลำบากมากขึ้น จากผลกระทบดังกลาวจึงมีการศึกษาที่พยายามจะหาวิธีแกไขบำบัดหรือกำจัด
คราบน้ำมนั ที่ปนเปอนในแหลง น้ำ ซง่ึ สามารถทำไดหลายวธิ ี เชน การบำบดั โดยใชส ารเคมีและวิธีทาง
กายภาพโดยการตักบริเวณผวิ น้ำทีม่ ีคราบไขมนั หรือน้ำมนั ทงิ้ อยา งไรก็ตามประสิทธิภาพและปญหาที่
เกิดขึ้นดวยวิธีการทั้งสองมีคาใชจายในดานแรงงานในการบำบัดสูง สภาพธรรมชาติที่กลับคืนมา
เปน ไปไดย าก ในจังหวัดระยองอยูในเขตพื้นที่ลอมรอบดวยแหลงโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งทำใหประสบ
ปญหาในการปลอยน้ำทิ้งออกสูแมน้ำสงผลกระทบตอสัตวน้ำและประชาชนที่อาศัยอยูในบริเวณน้ัน
ซงึ่ ผูจ ัดทำโครงการไดเล็งเห็นถึงปญหาจากผลกระทบทเี่ กิดขึ้น จึงไดศึกษาและคิดคนวิธีการที่จะแกไข
ปญหาการปลอยคราบนำ้ มนั ที่ใชในครวั เรือน กอ นทีจ่ ะปลอยน้ำทิ้งเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพในการ
ดูดซับคราบน้ำมนั จากเปลือกหอยหวาน
ดังนั้นการศึกษาวิธีการดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน ก็เปนอีกวิธีหนึ่งที่นาสนใจ
เนอื่ งจากกระบวนการทส่ี ามารถผลติ ไดงาย ใชหลกั การขัน้ พน้ื ฐานจากวสั ดุจากธรรมชาติท่ีมีคุณสมบัติ
ในการดูดซับคราบน้ำมันหลายชนิดและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอยาง เชน การใชเปลือกหอยหวานที่มี
องคประกอบเปนแคลเซียมคารบอเนต และแคลเซียมออกไซดรอยละ 95 - 99 ความสามารถในการ
ดดู ซับไดด ี อกี ท้งั ยงั เปนการนําวัสดุทเี่ หลอื ใชก ลับมาใชใหเ กดิ ประโยชนอ ยาง คุมคา ไดอ ีกทางหนงึ่ ดว ย
1.2 วตั ถปุ ระสงคของการโครงการ
1.2.1 เพ่อื ศึกษาประสิทธภิ าพในการขจดั คราบนำ้ มนั ของเปลอื กหอยหวาน
1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการขจัดคราบน้ำมันโดยใชเปลือกหอยหวาน เปลือก
หอยแมลงภู และเปลือกหอยลาย เมือ่ ไมม กี ารเรงการเกดิ ปฏิกิริยา
1.2.3 เพอื่ เปรียบเทยี บประสิทธิภาพในการขจดั คราบน้ำมันโดยใชเปลอื กหอยหวาน เปลอื ก
หอยแมลงภู และเปลือกหอยลาย เมือ่ มีการเรงการเกดิ ปฏิกิรยิ า
2
1.3 ขอบเขตของโครงการ
1.3.1 ศึกษาประสทิ ธิภาพของการดูดซับคราบนำ้ มันโดยใชเ ปลือกหอยหวาน เปลือก
หอยแมลงภู และเปลือกหอยลาย
1.3.2 การทดสอบประสทิ ธภิ าพของเปลอื กหอยหวาน จะเลือกใชเ ปลือกหอยแมลงภู และ
เปลอื กหอยลาย มาเปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพในการดดู ซบั คราบนำ้ มนั โดยปริมาณเทา ๆ กัน คอื ผง
เปลอื กหอย 3 ชนดิ อยา งละ 1 กรัม นำ้ กล่นั 100 มลิ ลิลติ ร และ นำ้ มนั 3 มลิ ลิลิตร ตามลำดบั
1.3.3 ขอบเขตดา นประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
กลมุ ตัวอยา ง ไดแ ก กลุมพนักงานชุมชนไทวา ณ บรษิ ัทโรงมนั สำปะหลังพัฒนา จำกดั
จำนวน 30 คน ใชวิธีการสมุ ตัวอยา งแบบงาย (Simple Random Sampling)
1.4 สมมุติฐานของโครงการ
1.4.1 เปลือกหอยหวาน สามารถดูดซับคราบนำ้ มันไดดกี วาเปลอื กหอยแมลงภูและเปลือก
หอยลาย
1.4.2 เปลือกหอยหวานมีประสิทธิถาพในการดูดซบั คราบน้ำมันไดดีกวา เปลอื กหอยแมลงภู
และเปลอื กหอยลาย ตามลำดับ เมอ่ื มีการเรง ปฎกิ ริ ยิ า
1.4.3 เปลือกหอยหวานมีประสทิ ธิถาพในการดดู ซับคราบน้ำมนั ไดดีกวา เปลือกหอยแมลงภู
และเปลือกหอยลาย ตามลำดับ เมือ่ ไมมีการเรงปฎิกริ ิยา
1.5 คำจำกัดความทใ่ี ชใ นโครงการ
1.5.1 การดดู ซบั คราบน้ำมนั จากเปลือกหอยหวาน หมายถึง วสั ดดุ ูดซับท่ผี ลติ มาจากเปลือก
หอยหวานโดยผานกระบวนการนำเปลอื กหอยหวานมาบดละเอียดเพื่อเพิ่มประสทิ ธิของการดูดซบั
1.5.2 การดูดซับ หมายถงึ กระบวนการที่ทำใหอะตอมหรือโมเลกลุ หรอื ไอออน ตา งๆ ถกู ดูด
ยดึ ไวท ผี่ ิวของวัสดดุ วยแรงทางเคมีหรอื ทางฟส ิกส เชน การดูดแนบของไอออนบวกบนผวิ อนุภาคดิน
เหนียวซึง่ มปี ระจเุ ปนลบ
1.5.3 ประสทิ ธิภาพการดูดซับ หมายถึง ความสามารถในการดดู ซับของตัวดดู ซบั น้ันๆ
1.5.4 คราบนำ้ มัน หมายถงึ นำ้ มนั ชนิดตาง ๆ ที่ปะปนอยูในน้ำ
1.5.5 ผงเปลอื กหอย หมายถึง การนำเปลือกหอยมาตำใหเ ปนผงละเอยี ด
1.5.6 การตกตะกอน หมายถึง ผงเปลือกหอยจับตัวกบั คราบนำ้ มันเกดิ การจมตวั สูก นภาชนะ
1.6 ประโยชนท ี่คาดวาจะไดรบั
1.6.1 สามารถนำเอาวสั ดธุ รรมชาตมิ าขจดั คราบนำ้ มนั โดยการดูดซับไดด ี และเกิดประโยชน
สูงทสี่ ุด
1.6.2 ไดเ รยี นรกู รรมวิธกี ารผลติ วัสดดุ ูดซับคราบน้ำจากเปลือกหอยหวาน และนำความรูทไี่ ด
ไปเผยแพรได
3
ตารางท่ี 1.1 แสดงขน้ั ตอนการดำเนินงาน
ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน ภาคเรยี นที่ 2/2564
รายการ พ.ย ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค.
2564 2564 2565 2565 2565
1. ประชมุ จัดสรรงบประมาณ
2. เสนอโครงการเพ่อื ขอ
อนมุ ตั ิ
3. ดำเนินการ
4. ประเมินผล
1.8 ตัวอยางภาพประกอบวสั ดุดดู ซบั คราบนำ้ มันจากเปลอื กหอยหวาน ดงั ภาพที่ 1.1
ภาพท่ี 1. แสดงตัวอยางภาพประกอบของวัสดุดูดซับคราบน้ำมนั จากเปลือกหอยหวาน
4
บทท่ี 2
เอกสารทเี่ ก่ียวของ
ในการศกึ ษาการทาํ โครงการวิจยั เรื่อง การดูดซบั คราบนา้ํ มนั จากเปลือกหอยหวาน เพ่ือใหโ้ ครงการ
บรรลุตามจุดมุ่งหมายของการศึกษาคน้ คว้า คณะผู้จัดทาํ โครงการไดศ้ ึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ
ตลอดจนโครงการวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ งเพ่อื ใหม้ ีความรูค้ วามเขา้ ใจในหลกั การ ท่มี ีสว่ นเก่ียวขอ้ งกบั โครงงานดงั เอกสาร
และรายงานวจิ ยั ในหวั ขอ้ ตา่ ง ๆ ดงั นี้
2.1 หอยหวาน
2.2 นำ้ มันพืช
2.3 การดดู ซับ
2.4 ประเภทการดดู ซับ
2.5 ปจ จัยทม่ี ผี ลตอ การดดู ซบั
2.6 โครงการวจิ ยั ที่เกย่ี วของ
2.1 หอยหวาน
ช่อื วิทยาศาสตร Babylonia areolate
ช่ือภาษาอังกฤษ Spotted Babylon
ชอ่ื ภาษาไทย หอยหวาน
ลกั ษณะท่ัวไป
ลักษณะทั่วไป หอยหวานเปนหอยฝาเดียว เปลือกคอนขางหนา ทรงรี ผิวเรียบ พ้ืน
เปลือกมีสีขาวและมีทางสีน้ำตาล 3 แถว แตมสีน้ำตาลดำ บนที่หัวมีหนวด 1 คู มีตา 1 คู มีงวงยาว
(Proboscis) ชวยในการกินอาหาร โดยตอมน้ำลายจะสรางน้ำยอยสงออกมาทางงวงเพื่อยอยอาหาร
จากภายนอกรางกายแลวจึงดูดเขาไป การผสมพันธุเปนแบบภายใน กอนการผสมพันธุจะมีการจับคู
ระหวา งหอยเพศผูและเพศเมีย หอยเพศผใู ช Penis สอดเขา ไปในชองเปด ของเพศเมยี ไขจะไดรับการ
ผสมในทอนำไขและถูกหุมปลอกกอนจะถูกปลอยออกสูภายนอก สำหรับเพศเมียมี Pedal gland ท่ี
บริเวณเทา ทำหนาทีผ่ ลิตเมอื กสำหรับใชยึดตดิ ไขกบั วสั ดุ ลูกหอยหวานระยะวัยออ นจะกินอาหารดว ย
การกรอง โดยใชอ วัยวะกรองอาหาร (Velum) พวกแพลงกตอน หอยหวานตั้งแตร ะยะลงพ้นื จนโตเต็ม
วัย มีการดำรงชีพอยูบนพื้นทราย กินเนื้อเปนอาหาร (carnivorous feeder) โดยกินซากสัตวที่ตาย
แลวเปนอาหาร
ถิ่นอาศัย อาศัยบริเวณชายฝงที่เปนทรายหรือทรายปนโคลน ความลึกประมาณ 5-20 เมตร
ความสูงของเปลือกเต็มที่ประมาณ 6.5 เซนติเมตร พบทั้งฝงอาวไทยและฝงอันดามัน เชน จังหวัด
ตราด ระยอง จันทบุรี ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช เปนตน ดัง
ภาพที่ 2.1
5
ภาพท2ี่ .1 แสดงหอยหวาน
2.2 น้ำมันพืช
2.2.1 นำ้ มันพชื
คือ น้ำมันที่สกัดจากพืช น้ำมันพืชเปนสวนหนึ่งของวัฒนธรรมมนุษยหลาย สหัสวรรษ คำวา
"น้ำมันพืช" สามารถนิยามอยางแคบหมายความถึงเฉพาะสสารที่เปนของเหลวท่ี อุณหภูมิหอง หรือ
นิยามอยางกวางโดยไมคำนึงถึงสถานะของสสารที่อุณหภูมิที่กำหนด ดวยเหตุน้ี น้ำมันพืชที่เปน
ของแข็งที่อุณหภูมิหอง บางครั้งจงึ เรียกวา "ไขมันพืช" น้ำมันพืชประกอบดวยไตรกลีเซอไรด ตรงขาม
กับไขที่โครงสรางไมมี แมหลายสวนของพืชจะมีน้ำมันเก็บสะสมไวก็ตามแตในเชิงพาณิชยจะสกัด
น้ำมนั พืชจากเมลด็ เปนหลกั
น้ำมันพืช ที่ใชสำหรับการปรุงอาหาร ถือวาเปนวัตถุดิบหลักอยางหนึ่งที่ทุกบานเรือนตองมี
ติดเอาไวใชในการประกอบอาหารเมนูตาง ๆ ซึ่งน้ำมันไขจากพืชและสัตว น้ำมันไขจากสัตว เชน
น้ำมันหมู จะเปนที่ไดรับความนิยมอยางน้ำมันที่มาจากพืชตาง ๆ ที่มีมากมายหลายชนิด เชน น้ำมัน
มะกอก น้ำมันงา น้ำมันรำขาว เปนตน น้ำมันที่มากจากพืชสวนใหญเปนน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม
อิ่มตัวสูงในปริมาณที่เหมาะสมแลวยังใหพลังงานและความอบอุนตอรางกาย ยังเปนตัวทำละลาย
วิตามิน เอ ดี อี เค และยังชวยรางกายในการดูดซึมวติ ามินดังกลาวอีกดว ยดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี เรา
ควรเลือกใชนำ้ มนั พชื ที่มคี วามเหมาะสมตอ การประกอบอาหารเมนูตา ง ๆ
ตัวอยา งน้ำมันพชื ดังภาพท่ี 2.2
ภาพท่ี 2.2 แสดงนำ้ มันพืช
6
2.3 การดดู ซับ
การที่โมเลกุลของสารถูกดึงเขามาติดผิวของสารดูดชับ หรือ การเปลี่ยนแปลงความเขมขน
ของสารที่พื้นผิวของสารถูกดูดซับ (adsorbate) ที่สัมผัสโดยตรงกับสารดูดชับ (adsorbent) โดยสาร
ที่มีพลังงานอิสระที่ผิวจะถูกดูดชับได แตสารที่มีพลังงานอิสระที่ผิวสูงจะไมถูกดูดชับพลังงานอิสระที่
ผิวของสารดูดชับจะมีความสัมพันธกบั แรงตึงผิวและพื้นท่ีผิวเม่ือความตึงผิว (surface tension) หรือ
พื้นที่ผิว (suface area) เปลี่ยนไปจะเปนผล ทำใหเกิดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ พลังงานอิสระที่ผิว
(AGsurface) ถาตางชนิด กันจะดูดกัน YA พลังงานอิสระท่ีผิว ความตึงผิว พื้นที่ผิว ปริมาณสารถูก
ดูดชับขึ้นอยูกับอุณหภูมิสัมบูรณ ความดันและพลังงานศักยกิริยา (interaction potential energy)
ระหวางสารถูกดูดชับ ซ่งึ อาจเปนของแขง็ ของเหลวหรอื กาซ กับ สารดูดชับ ซงึ่ อาจเปน ของเหลวหรือ
ของแข็ง ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความดันหรือความเขมขน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะทำ
ใหป รมิ าณการดูดชับเปลี่ยนแปลงการดูดชบั บนผวิ ของแข็ง อธิบายไดจ ากสมการดงั ตอไปนี้ Gsurface
เมื่อ Gsurface
อธบิ ายไดจ ากสมการดังตอไปนี้
∆Gsurface = A เมื่อ ∆Gsurface = พลังงานอิสระที่ผิว = ความตึงผิว A =
พื้นที่ผิว ปริมาณสารถูกดูดซับขึ้นอยูกับอุณหภูมิสัมบูรณ ความดันและพลังงานศักยของกิริยา
(interaction potential energy) ระหวางสารถูกดูดซับ ซึ่งอาจเปนของแข็ง ของเหลวหรือกาซ กับ
สารดูดซับ ซึ่งอาจเปนของเหลวหรือของแข็ง ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความดันหรือความเขมขน
และการ เปลยี่ นแปลงอุณหภมู ิจะทำใหปรมิ าณการดูดซบั เปลย่ี นแปลงการดดู ซบั บนผวิ ของแขง็
2.4 ประเภทการดดู ซับ
2.4.1 การดูดซับทางกายภาพ (physical adsorption หรือ physisorption) แรงที่ใช
ดูดซับเปนแรงแวน เดอวาลว (van der Waals) เนื่องจากแรงดึงดูดระหวางสารที่อยูในของเหลวกับ
สารดูดซับมีมากกวา แรงดึงดูดระหวางสารในของเหลวกับของเหลว ทำใหสารที่อยูในของเหลวเขาตดิ
อยูที่สารดูดซับแทน ตัวอยางเชน การดูดซับของถานกมั มันต ซึ่งภายในโครงสรางของพืน้ ที่ผิวมีรูพรนุ
มากทำใหมกี ารดูดซบั บนพน้ื ทีผ่ วิ ของสารดูดซับสงู ขน้ึ ดังนน้ั รพู รนุ ของสารดดู ซับจึงมคี วามสำคญั
2.4.2 การดูดซับทางเคมี (Chemical adsorption) แรงที่ใชดูดซับเปนพันธะโคเวเลนต
มักเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงกวาอุณหภูมิวิกฤตของสารที่ถูกดูดซับ โดยมีคาพลังงานสูงมากในการเกิด
พนั ธะและการดดู ซับทางเคมีเปนการดูดซบั อยา งแทจ ริงสมบัติการดดู ซบั ทางเคมแี ละทางกายภาพ
2.5 ปจ จยั ท่ีมีผลตอการดูดซับ
2.5.1 ธรรมชาติของโมเลกุลที่เปนตัวดูดซับ ธรรมชาติของตัวดูดซับเปนปจจัยหลักปจจัย
หนึง่ ทสี่ ง ผลตอประสิทธิภาพของการดูดซบั ธรรมชาติของโมเลกลุ ทเ่ี ปนตัวดดู ซับ ไดแ ก
2.5.1.1 พื้นที่ผิวและโครงสรางของรูพรุน พื้นที่ผิวเปนสมบัติอยางหนึ่งที่มีผลตอ
ความสามารถของโมเลกลุ ที่เปน ตัวดดู ซบั ในการดูดซบั น่นั คือความสามารถในการดดู ซับจะเพิ่มขึ้นเมื่อ
พื้นที่ผิวของโมเลกุลที่เปนตัวดูดซับมากขึ้น แตพื้นที่ผิวโมเลกุลที่เปนตวั ดูดซับไมเพียงพอที่จะอธิบาย
ความสามารถในการดูดซับไดดี โครงสรางของรูพรุนก็มีสวนชวยใหพื้นที่ผิวมีความสามารถในการดูด
7
ซับเพิ่มขนึ้ เพราะถาขนาดโมเลกลุ ของสารท่ีถูกดดู ซบั สามารถเขาไปในรูพรุนของโมเลกลุ ของตัวดูดซับ
ไดก ารดดู ซบั กจ็ ะเพ่มิ ขน้ึ
2.5.1.2 ขนาดของตัวดูดซับ อัตราการดูดซับเปนสัดสวนผกผันกับขนาดของตัวดูด
ซบั การลดขนาดของตวั ดดู ซับใหม ีขนาดเลก็ ทำใหอัตราเร็วในการดูดซับเร็วขึ้นกวาสารท่ีมขี นาดใหญ
2.5.2 น้ำหนักโมเลกลุ และขนาดของโมเลกุล มผี ลตอความสามารถในการดูดซบั เม่ือน้ำหนัก
โมเลกลุ และขนาดของโมเลกุลของสารทีถ่ กู ดดู ซับเพิม่ ข้นึ ความสามารถในการดดู ซับจะเพ่ิมข้นึ
2.5.3 ความมีขั้ว (Polarity) ของโมเลกุล นอกจากธรรมชาติของโมเลกุลของสารแลวยัง
ข้นึ อยกู ับตวั ทำละลายและตัวดูดซับของสารดว ย ซ่งึ ความสามารถในการดดู ซับจะลดลงเมื่อความมีข้ัว
เพ่ิมขึ้น เพราะการเพม่ิ ความมีขัว้ จะทำใหความสามารถในการละลายเพ่ิมขึ้น
2.5.4 ความเปนกรด-ดาง (pH) มีอิทธิพลตอการแตกตัวเปนไอออนและการละลายน้ำของ
สารตางๆ จงึ มผี ลตอ การดูดซับของวสั ดดุ ดู ซับ
2.5.5 ผลของอุณหภมู ิ ถา อณุ หภูมิเพิ่มขึ้นอัตราเรว็ ของการดดู ซับจะเพม่ิ ขึ้นแตความสามารถ
ในการดดู ตดิ ผิวจะลดลง เน่ืองจากการดดู ซับเปน ปฏกิ ริ ิยาแบบคายความรอ น
2.6 โครงการวิจัยท่ีเกีย่ วของ
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับคราบน้ำมันโดยใชวัสดุที่มีรูพรุนนาโนเทคโนโลยี
ธรรมชาติ (Comparison of Absorptive Efficiency of Oil Spill Dispersants Using Naturally
Nano-technologically Porous Materials) การศึกษาการดูดซับคราบน้ำมันดวยวัสดุที่มีรูพรุนนา
โนธรรมชาติเปนการนำชีวมวลหรือวัสดุที่มีรูพรุนนาโนธรรมชาติไดแก ฟางขาว กาบมะพราว และ
ผักตบชวาแบบสดและแบบแหง มาทดสอบ ประสิทธภิ าพการดูดซับคราบน้ำมันโดยการจมุ วัสดุดูดซับ
ลงในน้ำมัน 5 ชนิด คือ น้ำมันพืช น้ำมันสัตว น้ำมันดีเซล น้ำมันหลอลื่น ที่ยังไมใชงาน และ
น้ำมันหลอลื่นที่ใชงานแลว ผลการวิจัยพบวา วัสดุที่มีรูพรุนนาโนธรรมชาติที่สามารถดูดซับคราบ
น้ำมันทุกประเภทไดเปนอยางดี คือ กาบมะพราว และผักตบชวาแบบแหง โดยกาบมะพราวสามารถ
ดดู ซับคราบนำ้ มนั ในน้ำมนั ทุกชนิดไดอยูในระดับทด่ี ีมาก คอื อยใู นชวง รอยละ 98.00 - 100 และชนิด
ของน้ำมันที่กาบมะพราวดูดซับไดมากที่สุดคือ น้ำมันหลอลื่นที่ยังไมใชงาน (100%) เนื่องจากกาบ
มะพรา วมีลักษณะแหง และเปน ขยุ มีขนาดเล็ก ๆ มีขนหรือหนามเลก็ ๆ พ้นื ผวิ หยาบ ลักษณะเปนเสน
ใยฝอย ทำใหมีพืน้ ท่ีผิวมาก ไมเปยกน้ำ และมนี ้ำหนักเบา ทำใหสามารถลอยนำ้ อยูไดน านและมีเวลา
มากพอที่จะดูดซับคราบน้ำมันไดมาก สวนวัสดุอีกชนิดที่มีประสิทธิภาพการดูดซับ คราบน้ำมันใน
ระดับดีมาก คือ ผักตบชวาแบบแหง สามารถดูดซับอยูในชวงรอยละ 92.00 - 96.00 ชนิด ของน้ำมัน
ที่ผักตบชวาแบบแหงสามารถดูดซับไดดีทส่ี ุด คอื นำ้ มนั สตั วและนำ้ มันหลอลื่นท่ีใชงานแลว เน่ืองจาก
ผักตบชวาแบบแหง มนี ำ้ หนกั ที่เบา ภายในวัสดุมรี ูพรนุ ขนาดใหญแ ละไมมีน้ำอยูในโพรงทีค่ อยกีดขวาง
การดูดซับคราบน้ำมนั ชนดิ ตาง ๆ จึงทำใหน้ำมันเขาไปในโพรงไดจำนวนมาก สงผลใหผักตบชวาแบบ
แหงดูดซบั คราบน้ำมันไดดี ในประเทศไทยเคยเกิดเหตุการณทอสง นำ้ มันร่วั ในทะเลบรเิ วณทาเรือมาบ
ตาพุด จังหวัดระยอง ไดสงผลกระทบตอภาคภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชนเปนบริเวณกวาง
ท้ังในดานความเปนอยูของประชาชนบริเวณชายฝง รวมถึง ระบบนิเวศทางทะเลดวย แมวาภาครัฐ
และองคกรเอกชนไดเริ่มเขาดำเนินการแกไขปญหา ดังกลาวแลวบางสวนผลกระทบที่ขยายเปนวง
8
กวางยังคงเปน อุปสรรคสำคัญตอการชว ยเหลือ หรือการแกไขปญหาใหทัว่ ถึง ท้ังนี้วิธีการแกไขปญหา
น้ำมนั ร่วั ในทะเลตามหลักสากลมหี ลายวธิ ี เชน การปลอ ยใหน้ำมันสลายตวั ไปเอง การกัก หรือเก็บโดย
ใชทุนการใชสารเคมีขจัดคราบน้ำมัน การเผา การทำความสะอาดชายฝงโดย จะตองมีการวิเคราะห
ขอ มูลตาง ๆ เพอ่ื หาวธิ กี าร ท่เี หมาะสมในการขจดั นำ้ มนั อาทิ ชนดิ ของ น้ำมนั ปริมาณนำ้ มันที่รั่วไหล
ทิศทางและ ความเร็วของกระแสน้ำ กระแสลม สภาพอากาศ ลักษณะทางภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอม
เปนตน (จิติ หนูแกว, 2556) อภิลักษณ เอียดเอ้ือ และจิติ หนูแกว (2556) จากมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีพระจอมเกลา เจา คุณ ทหารลาดกระบัง ไดเ สนอแนวทางแกป ญ หาวฤิ ตการณท อสง น้ำมันร่ัว
กลางทะเลดวยองคความรูนำโนเทคโนโลยีธรรมชาติ วัสดุนำทางธรรมชาติ โดยนำดอกของตนธูปษี
มากำจัด คราบน้ำมันดิบโดยน้ำหนักของดอกตนธูปษี ประมาณ 100 กรัม สามารถกำจัดคราบ
น้ำมันได มากกวา 1 ลิตร แตวัสดุน้ีมีจำกัดในบางพ้ืนที่เทาน้ัน ดังนั้นเพื่อเปนอีกแนวทางในการแกไข
ปญหาที่อาจจะเกิดข้ึน ดังนั้น คณะผูวิจัยจึงสนใจ ศึกษาการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับ
คราบน้ำมันชนดิ ตาง ๆ โดยใชวัสดุที่มีรูพรุนเหลอื ใชจากการเกษตร หรือที่เรียกวา วัสดุที่มรี ูพรุน นา
โนธรรมชาติไดแก ฟางขาว กาบมะพราว และผักตบชวา สามารถดูดซับคราบน้ำมันที่เกิดจากการ
รว่ั ไหลเพอ่ื ลดผลกระทบทม่ี ีตอ สง่ิ แวดลอ มและนิเวศทางทะเลทจ่ี ะเกิดข้ึน
วิธดี ำเนินการวจิ ัย
3.1 การเตรียมวสั ดดุ ูดซับ
3.1.1 นำวัสดุทมี่ รี ูพรนุ นาโนธรรมชาติ ไดแ ก ฟางขา ว กาบมะพราว ผักตบชวา กรณี
ผักตบชวา จะแบงออกเปนสองสวนเปนผักตบชวาแบบสด และแบบแหงที่หั่นเปนชนิ้ เลก็ ๆ แบบแหง
มาลา งทำความสะอาดจากนนั้ นำไปผ่งึ แดดใหแหงเปนเวลา 2 วัน และบดเปน ชิน้ เล็ก ๆ
3.1.2 นำวัสดุที่มีรูพรุนนาโนธรรมชาติเก็บไวในโถอบความชื้นเพื่อทำาการ
เปรียบเทียบประสิทธภิ าพการดูดซับคราบนำ้ มนั ทง้ั สองแบบ
3.2 ข้ันทดสอบกำรเปรียบเทยี บประสทิ ธิภาพในกำรดูดซับครำบนำ้ มันของวสั ดดุ ูดซับ
3.2.1 ตวงน้ำในปริมาตร 300 มิลลิลิตร ลงในบีกเกอรขนาด 600 มิลลิลิตร จำนวน
4 ใบ
3.2.2 ตวงน้ำมันดเี ซล 50 มลิ ลลิ ิตร เทลงในบีกเกอรที่มีน้ำอยทู ้ัง 4 ใบ
3.2.3 ชั่งฟางขาว กาบมะพราว และผักตบชวา ทั้งแบบสดและแบบแหงที่เตรียมไว
มาอยางละ 10 กรัม แลวเทลงในบีกเกอรที่มีน้ำและน้ำมันดีเซลอยู ทำการเกลี่ยใหทั่วทั้งบีกเกอรแ ละ
ให พ้ืนผิววัสดุสมั ผัสน้ำมนั ใหม ากทส่ี ดุ จบั เวลา 20 นาที
3.2.4 ใชต ะแกรงชอนฟางขา ว กาบมะพราว และผกั ตบชวาทง้ั แบบสดและแบบแหง
ขึน้ มาพักไวในแกว ทเี่ ตรียมไว แลว กรองดว ยผา ขาวบาง เพอ่ื วัดปริมาตรนำ้ และน้ำามันทเ่ี หลือหลังการ
ทดลอง
3.2.5 ลางน้ำมันที่ติดบริเวณขอบบีกเกอรโดยใช เฮกเซน ( C6H14 ) ปริมาตร 5
มิลลิลิตร จากน้ันอุนประมาณ 10 นาที เพื่อใหเฮกเซนระเหย เทสารละลายท้ังหมดใสกรวยแยก จะ
เกิดการแยก ชั้นและไขสวนที่เปนน้ำและสว นของน้ำมนั ออก ตามลำดบั จากนั้นวดั ปรมิ าตรน้ำมันโดย
ใช กระบอกตวง อานคา แลว บนั ทึกผล
9
3.2.6 ทำการทดลองซ้ำตามขอ 1 -5 โดยเปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลเปนน้ำมันพืช
นำ้ มันสัตว น้ำมันหลอล่นื ( ท่ียงั ไมใ ชง าน ) และน้ำมนั หลอลน่ื ( ทใ่ี ชงานแลว ) ตามลำดับ
3.3 เกณฑการเปรียบเทียบประสิทธภิ าพ
เม่อื ทำการแยกวสั ดุนาโนธรรมชาติท่ีดูดซบั คราบน้ำมันออกจากสารละลายแลวเทสารละลาย
ทั้งหมดใสกรวยแยก จะเกิดการแยก ชั้นของสารละลาย ทำการแยกสวนที่เปนน้ำและน้ำมันออกจาก
กัน แลว วัดปริมาตรน้ำมันท่เี หลือ จากการทดลอง โดยใชวธิ ีคำนวณจากสูตร
ประสิทธภิ าพการดูดซบั = นำมันท่หี ายไป x 100%
น้ำมนั ทงั้ หมด
โดยปรมิ าณนำ้ มนั ทีห่ ายไป = ปรมิ าณนำ้ มนั ทงั้ หมด – ปรมิ าณน้ำมนั ทเี่ หลอื
10
บทท่ี 3
อปุ กรณและวิธกี ารศึกษาคนควา
ในการทำโครงการ เรื่อง วัสดุดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน ครั้งนี้ มีจุดมุงหมาย
เพื่อศึกษาวัสดุดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน โดยมีวัสดุเปรียบเทียบทีศ่ ึกษาอยู 2 ชนิด คือ
เปลือกหอยแมลงภูและเปลือกหอยลาย ใชการเปรียบเทียบทางดานคุณสมบัติของเปลือกหอยทั้ง 3
ชนิด และเพื่อศึกษาความพึงใจของผูที่ทดลองใชวัสดุดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน คณะ
ผจู ัดทำโครงการ จงึ ดำเนนิ วิธกี ารศกึ ษาคน ควา ดงั น้ี
3.1 วสั ดอุ ุปกรณ
3.2 ขัน้ ตอนและวธิ ีการดำเนนิ งาน
3.1 วสั ดุอุปกรณ
เปลือกหอย 3 ชนิด คอื หอยหวาน หอยแมลงภู และหอยหวาน
ครก
ถว ยตวง
บีกเกอร
น้ำกลน่ั
น้ำมันพชื
หลอดหยด
ชอน
3.2 ข้ันตอนและวธิ ีการดำเนนิ งาน
3.2.1 การเตรยี มวสั ดุดดู ซับ
นำวัสดุที่ใชในการดูดซับคราบน้ำมัน ไดแก เปลือกหอยหวาน เปลือกหอยแมลงภู
และเปลือกหอยลาย มาลา งทำความสะอาด จากนนั้ นำไปตากแดดใหแหง 3 ชั่งโมง และนำมาบดดวย
ครกพอหยาบจากนั้นนำไปปน ใหล ะเอยี ด
3.2.2 ทดสอบการเปรียบเทยี บประสิทธภิ าพ ในการดดู ซบั คราบนำ้ มนั ของวสั ดุดูดซับ
3.2.2.1. ตวงน้ำกลั้นในปริมาตร 200 มิลลิลิตร ลงในบีกเกอร 1000 มิลลิลิตร
จำนวน 4 ใบ
3.2.2.2. ตวงน้ำมันพชื ทใ่ี ชแ ลว 50 มลิ ลิลิตร เทลงในบกี เกอรท่มี ีนำ้ อยูท้งั 4 ใบ
3.2.2.3. ชั่งผงเปลือกหอยหวาน เปลือกหอยแมลงภู และเปลือกหอยลาย ที่เตรียม
ไวมาอยางละ 10 กรัม แลว เทลงบีกเกอรทีม่ ีนำ้ กลนั่ และน้ำมันพชื อยู ทั้งหมด 3 ใบ สวนอีก 1 ใบ จะมี
ไมมเี ปลือกหอยเพอ่ื ใชเ ปน ตวั เปรยี บเทยี บของปรมิ านที่เปลอื กหอยทง้ั 3 ชนิดน้นั ดซู ับนำ้ มัน
3.2.2.4 ตักเปลือกหอยที่ลอยอยูดานบน ( ไมไดตกตะกอน ) ทั้ง 3 บีกเกอรมาชั่ง
หากมีเปลือกหอยลอยอยูดานบนนอย แสดงวา เปลือกหอยชนิดนั้นจับกับน้ำมันแลวตกตะกอน
ไดมาก แตถาหากมีเปลือกหอยลอยอยูดานบนมาก แสดงวา เปลือกหอยชนิดนั้นจับกับน้ำมันแลว
ตกตะกอนไดน อ ย
11
3.2.2.5 ทำการทดลองซ้ำตามขอ 3.2.2.1 – 3.2.2.4 ทั้งหมด 3 รอบ ตามลำดับ
และบันทึกผล
3.2.3 การวิเคราะหป ริมาณนำ้ มันทห่ี ลงเหลืออยใู นนำ้ ดว ยวธิ กี ารตกตะกอน
3.2.3.1 หากมีเปลือกหอยลอยอยูดานบนนอย แสดงวา เปลือกหอยชนิดนั้นจับกับ
น้ำมนั แลวตกตะกอนไดม าก
3.2.3.2 หากมีเปลือกหอยลอยอยูดานบนมาก แสดงวา เปลือกหอยชนิดนั้นจับกับ
นำ้ มนั แลวตกตะกอนไดนอ ย
3.2.4 นำน้ำมันท่เี หลอื ไปชั่งและบนั ทกึ ผล
3.2.4.1 เกณฑก ารเปรียบเทียบประสทิ ธภิ าพ
วัดปรมิ าตรนำ้ มนั ทเี่ หลือ จากการทดลอง โดยใชว ิธคี ำนวณจากสูตร
ประสทิ ธิภาพการดูดซับ = นำมนั ที่หายไป x 100%
น้ำมนั ทง้ั หมด
โดยปรมิ าณนำ้ มนั ทีห่ ายไป = ปริมาณน้ำมันทง้ั หมด – ปรมิ าณน้ำมันทีเ่ หลอื
ตาราง เกณฑวัดประสิทธิภาพของตัวดูดซับ
การดูดซบั (%) ระดับคุณภาพ
80-100 ดีมาก
61-80 พอใช
0-60 นอย
ตอนที่ 4 : ศกึ ษาความพึงพอใจของผทู ดลองใชท ี่มีตอวสั ดดุ ูดซับคราบนำ้ มนั จากเปลือกหอยหวาน
1. เลือกผลิตภัณฑว ัสดุดดู ซับคราบนำ้ มนั จากเปลือกหอยหวานทีเ่ หมาะสมจากการทดลอง
2. ศกึ ษาความพึงพอใจของทดลองใชท ีม่ ตี อวัสดุดดู ซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน
1.ประชากรและกลมุ ตวั อยาง
2.เคร่อื งมือที่ใชใ นการเกบ็ รวบรวมขอมลู
3. การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมอื
4. การเก็บรวบรวมขอมลู
5. สถติ ิทใ่ี ชในการวิเคราะหขอมูล
ขอบเขตดา นประชากรและกลุมตวั อยา ง
กลุม ตวั อยาง ไดแก กลุมพนักงานชุมชนไทวา ณ บริษัทโรงมันสำปะหลงั พฒั นา จำกัด
จำนวน 30 คน ใชว ิธีการสมุ ตัวอยางแบบงา ย (Simple Random Sampling)
12
เครอ่ื งมือท่ใี ชในการเกบ็ รวบรวมขอ มูล
ลกั ษณะของเครอ่ื งมือท่ีใช เปนแบบสอบถามทีส่ รางขึน้ ซ่งึ ไดดําเนินการดงั น้ี
1) ศึกษาเอกสารงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ ง
2) นําผลการศึกษาทไี่ ดมาสรางเคร่อื งมือใหค รอบคลมุ เน้ือหา และจดุ มงุ หมาย
3) เครื่องมอื ที่ใชในการเกบ็ รวบรวม เปน แบบสอบถามเพอ่ื ใชป ระเมินผลิตภัณฑ
โดยแบงเปน 3 สว น ดงั น้ี
สวนที่ 1 สอบถามขอมูลเบื้องตนของผูทดลองใชวัสดุดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือก
หอยหวาน มีลกั ษณะเปนแบบสํารวจรายการ (check-list) สอบถามเก่ยี วกับขอมลู สวนตวั ไดแก เพศ
อายุ และตาํ แหนง
สว นท่ี 2 สอบถามเกย่ี วกบั ระดับความพึงพอใจตามความคิดเหน็ ของผทู ดลองใชวัสดุ
ดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน โดยใชลักษณะการวัด เปนมาตราสวนประมาณคา (Rating
Scale) 5 ระดบั โดยใชเกณฑของเบส (Best, 1970: 175) โดยเกณฑก ารใหค ะแนน ดังน้ี
คา คะแนนเฉลย่ี 4.50-5.00 หมายถงึ มีความพงึ พอใจ อยใู นระดับมากทส่ี ดุ
คา คะแนนเฉล่ีย 3.50-4.49 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจ อยูในระดับมาก
คาคะแนนเฉลยี่ 2.50-3.49 หมายถึง มคี วามพึงพอใจ อยใู นระดับปานกลาง
คาคะแนนเฉลย่ี 1.50-2.49 หมายถงึ มีความพึงพอใจ อยใู นระดับนอย
คาคะแนนเฉล่ยี 1.00-1.49 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจ อยูในระดับนอ ยทส่ี ุด
สวนที่ 3 สอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นและขอเสนอแนะเพิ่มเติม มีลักษณะเปน
แบบสอบถามปลายเปด
การตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมอื
นําแบบสอบถามที่ไดตรวจสอบโดยคณะอาจารย พิจารณาแกไขตรวจสอบความถูกตองของ
ปญหา การใชภ าษา ตลอดจนวิจารณ และเสนอแนะการสรางเคร่ืองมือ เมอื่ พจิ ารณาแกไขแลว จึงนํา
แบบสอบถามพรอ มผลติ ภณั ฑ ไปประเมนิ กบั กลมุ ตวั อยา ง
การเกบ็ รวบรวมขอ มลู
การเก็บรวบรวมขอมลู แจกแบบสอบถามเพ่ือสาํ รวจระดับความพึงพอใจ ตามความคิดเห็นผู
ทดลองใชวัสดุดูดซับคราบน้ำมันจากเปลือกหอยหวาน ที่เปนกลุมตัวอยาง โดยคณะผูจัดทําโครงการ
ไดดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลดวยตนเอง และนําแบบสอบถามที่ไดรับกลับคืน 30 ฉบับ เพื่อ
ตรวจสอบความถกู ตองความสมบูรณข องขอมลู จากท่แี จกทั้งหมด 30 ฉบบั คิดเปนรอ ยละ 100