The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมติกส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 08 นายพงศกร พุ่มพวง, 2020-07-13 04:51:52

การควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าและนิวแมติก

วิชา การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมติกส์

หน่วยที่ 3

การควบคุมมอเตอร์

บทนำ
การควบคุมมอเตอร์แบบอัตโนมัติแบบ ออโตเมติกสตาร์/เดลต้า สตาร์ทเตอร์น้ันนักศึกษาต้องรู้

หลักการการลดแรงดนั ขณะสตาร์ท เป็นอยา่ งไร ข้อดีของการสตารม์ อเตอร์แบบนี้สาคญั อย่างไร รวมถึงการ
ทางาน ของวงจร การสตาร์ทในการลดแรงดันขณะเริม่ หมุนของมอเตอร์ เป็นอย่างไร เพื่อจะสง่ั ให้มอเตอร์
ทางานตามเงอ่ื นไขตามผปู้ ฎิบตั งิ านเปน็ คนกาหนด
3.3.3 ออโตเมตกิ สตำร์/เดลต้ำ สตำรท์ เตอร์ (ไวพจน์ ศรธี ัญ.การควบคมุ เครื่องกลไฟฟา้ ,2552)

การเรมิ่ เดนิ หรือสตารท์ มอเตอรแ์ ต่ละครง้ั กระแสไฟฟา้ จะสูงมากประมาณ 4-8 เทา่ ของพกิ ดั กระแส
มอเตอรต์ ัวน้นั โดยจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟา้ และมอเตอร์ ดงั น้ี

1. แรงดันไฟฟ้า (Voltage) จะมีค่าลดลงช่ัวขณะ หรือท่ีเรียกว่าไฟกะพริบ ซ่ึงจะส่งผลกระทบ
ต่อการทางานของหลอดไฟฟ้า หรือโหลดในบริเวณใกล้เคียง และเป็นสาเหตุหน่ึงที่ทาให้อายุการใช้งาน
ของหลอดไฟฟา้ สัน้ ลง

2. อาจทาใหอ้ ปุ กรณ์ปอ้ งกนั ของโหลดจาพวกมอเตอร์ทีท่ างานใกล้โหลดเตม็ พิกดั ส่ังปลดวงจรได้
3. กระแสจานวนมากจะทาให้เกดิ ความรอ้ น ฉนวนขดลวดเสือ่ มคุณภาพ อายกุ ารใชง้ านของมอเตอร์
สัน้ ลง
จากนัน้ ผลกระทบดงั กล่าว มอเตอรท์ ี่มีขนาดใหญ่ ตง้ั แต่ 7.5 แรงมา้ ขนึ้ ไป จึงนิยมใช้วิธกี ารลดกระแส
ขณะเรมิ่ เดนิ (นิยมเรยี กอีกอย่างว่า เร่มิ หมุน) วิธีการที่สะดวกรวดเร็ว ข้นตอนไมซ่ ับซอ้ น คอื การเรมิ่ เดนิ แบบ
สตาร์ – เดลตา้ (Star – Delta Starter)
หลกั กำรเริม่ เดนิ มอเตอร์แบบสตำร์ – เดลต้ำ
การเริ่มเดินมอเตอร์แบบน้ี เป็นการลดแรงดันขณะเร่ิมเดินให้ต่าลง (Reduced Voltage Starter)
จะส่งผลใหก้ ระแสขณะเร่ิมเดนิ มคี ่าลดต่าลงให้เหลือเพยี ง 1.3 – 2.6 เท่าของกระแสพิกัดจึงกลา่ วได้วา่ เป็นวิธี
ลดกระแสขณะเร่ิมเดินนั่นเอง แต่แรงบิดเร่ิมหมุน (Starting Torque) จะเหลือเพียง 33 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
มวี ิธีการควบคมุ 2 แบบ คือ
ก. แบบควบคมุ ดว้ ยมอื (Manual Star – Delta)
ข. แบบควบคมุ อัตโนมตั ิ (Automatic Star – Delta)
การควบคุมทั้งสองวิธีมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ ในช่วงแรกจะต่อวงจรขดลวดภายในมอเตอร์
ให้เป็นแบบสตาร์ (Star Connection) จากนั้นรอจนกระทั่ง ความเร็วรอบสูงขึ้นถึงประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์
ของความเร็วพิกัด จึงต่อวงจรขดลวดให้เป็นแบบเดลต้า (Delta Connection) จากข้ันตอนดังกล่าวจึงนิยม
เรียกว่าเป็นการ “เริ่มหมุนแบบสตาร์ท (Star) รัน (Run) แบบเดลต้า” ซ่ึงเป็นวิธีท่ีนิยมใช้ท่ัวไป เน่ืองจาก
ข้นั ตอนไมย่ ุง่ ยาก ใชอ้ ปุ กรณน์ ้อย

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

ก. ต่อแบบสตาร์ ข. ตอ่ แบบเดลตา้

รูปท่ี 3.50 แสดงการตอ่ ขดลวดมอเตอร์ไฟฟา้ 3 เฟส

กำรเริม่ เดนิ มอเตอรแ์ บบสตำร์ – เดลตำ้ ควบคมุ อตั โนมตั ิ (Automatic Star - Delta)

การควบคมุ อัตโนมัตจิ ะใช้รเี ลย์หน่วงเวลา (Time Relay) เปน็ อุปกรณ์ช่วยในการนับเวลาทาให้การเร่ิม

เดินแบบสตาร์ – เดลต้า ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขน้ึ ทัง้ นี้ขึ้นอยู่กบั การปรับตงั้ เวลา (Setting) นน่ั เอง ซง่ึ มอเตอรแ์ ต่

ละขนาดจะใชก้ ารหน่วงเวลาไม่เท่ากนั

รปู ท่ี 3.51 รเี ลยห์ น่วงเวลา สาหรบั การเร่มิ เดินแบบสตาร์ – เดลต้า

รูปที่ 3.52 วงจรการเรมิ่ เดนิ มอเตอร์ไฟฟา้ กระแสสลบั 3 เฟส แบบ Automatic Star – Delta
ดว้ ยแมกเนติกคอนแทคเตอร์

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมตกิ

ลำดบั กำรทำงำน
1. กดสวิตช์ S2 จะทาให้แมกเนติกคอนแทคเตอร์ K2 และ Time Relay K4T ทางาน

คอนแทคเตอร์ปกตขิ อง K2 ในแถวท่ี 5 จะตัดวงจรแมกเนติกคอนแทคเตอร์ K3 และคอนแทคเตอร์ปกติเปิด
ของ K2 ในแถวท่ี 2 จะต่อวงจรให้แมกเนติกคอนแทคเตอร์ K1 ทางานในแถวท่ี 4 ทาให้คอนแทคเตอร์
ป ก ติ เปิ ด ขอ ง K1 ใน แ ถวที่ 4 ต่ อ วงจรต ล อด เวล า แล ะเป็ น ท างผ่ าน ขอ งกระแ ส ไฟ ฟ้ าไป ยั ง
แมกเนตกิ คอนแทคเตอร์ K2 (แถวที่ 1) และ K1 (แถวที่ 4) แม้ว่าจะปลอ่ ยมือจากการกดสวิตช์ S2 แล้วก็ตาม
ขณะนี้มอเตอร์จะหมนุ แบบสตาร์ (K2, K1 ทางาน)

2. เม่ื อ ถึ งเวล า ท่ี ก า ห น ด ค อ น แ ท ค ป ก ติ ปิ ด ข อ ง K4T ใน แ ถ วที่ 1 จ ะ ตั ด ว งจ ร
แมกเนติกคอนแทคเตอร์ K2 และ K4T ทาให้คอนแทคปกติปิดของ K2 ในแถวที่ 5 กลับสู่สภาพเดิม
ตอ่ วงจรให้แมกเนติกคอนแทคเตอร์ K3 ทางาน ขณะเดียวกันคอนแทคปกติปิดของ K3 ในแถวท่ี 1 จะตดั วงจร
ของแมกเนติกคอนแทคเตอร์ K2 และ K4T (แถวท่ี 2) ขณะนีม้ อเตอรจ์ ะหมุนแบบเดลต้า (K1, K3 ทางาน)

3. เมื่อกดสวิตช์ S1 มอเตอรจ์ ะหยดุ หมนุ
การเร่ิมเดินวิธีน้ีน้ันถ้าเรียบเทียบกับ การเร่ิมเดินแบบใช้หม้อแปลงออโต้ จะมีค่าอัตราส่วนเป็น 1/2
หรือเท่ากับ 58%โดยประมาณเป็นวิธีการเริ่มเดินมอเตอร์แบบลดแรงดันป้อนที่มีราคาถูกและได้ผลดี
มีทอร์กเรม่ิ หมุน ไม่เกิน1.5 เท่าของทอร์กพกิ ัด จะใช้กับมอเตอร์ท่ีตอ่ ปลายของขดลวดสเตเตอรอ์ อกมาที่ขั้ว
ข้างนอกท้ัง 6 ปลาย และขณะที่ทางานขดลวดจะต่อแบบเดลต้า ดังนั้นแรงดันไฟฟ้า 3 เฟสทจ่ี ่ายใหม้ อเตอร์
จะตอ้ งมพี ิกัดแรงดนั เท่ากับพกิ ดั แรงดนั ของมอเตอรเ์ มอื่ ตอ่ แบบเดลต้า
การเลือกมอเตอร์ที่จะนาไปใช้งาน จะใช้งานกับมอเตอร์ที่มีเนมเพทท่ีติดมอเตอร์ เป็น เดลต้า/สตาร์
380/660V 17/10A กล่าวคือ เม่ือสตาร์ทมอเตอร์ขดลวดต่อแบบสตาร์ ต้องการแรงดันไฟฟ้า 660V
แต่แหล่งจ่ายไฟมีเพียง 380V ซึ่งเป็นการลดแรงดันขณะสตาร์ทด้วย จึงทาให้กระแสขณะสตาร์ทต่า
(I=EZ =660/Z = 380/Z)
มอเตอร์สตาร์ทโดยตรงท่ี 660V กระแสสตาร์ทเป็น 5 เท่า ของกระแสพิกัด คือ 5 x 10= 50A
เมื่อทาการสตาร์ทแบบลดแรงดัน กระแสขณะสตาร์ทเป็น = 5.8 และเม่ือกระแสขณะสตาร์ทเป็น
5 เทา่ ดังนนั้ กระแสขณะสตารท์ จะเทา่ กบั 5.8 x 5 =29A
แต่เมื่อมอเตอร์หมุนผ่านช่วงเวลาสตาร์ทไปแล้ว 7-10 วินาที ขดลวดก็จะเปลี่ยนมาต่อแบบเดลต้า
มอเตอร์ก็จะทางานที่แรงดันตรงตามพิกัด คือ 380V เหตุที่เปลี่ยนมาต่อแบบเดลต้าเมื่อจ่ายแรงดันไฟฟ้า
ขณะสตาร์ท 380V แต่มอเตอร์ต้องการ 660V จะทาให้กระแสลดลงมีผลให้มอเตอร์มีแรงบิดเริ่มหมุนต่า
จึงต้องเปลยี่ นมอเตอร์มาต่อแบบเดลต้าตามพกิ ดั

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

ก) วงจรกำลัง ข)วงจรควบคมุ

รปู ท่ี 3.53 แบบงานออโตเมตกิ สตาร/์ เดลตา้ สตารท์ เตอร์

ที่มา : http://e-power.ptl.ac.th/index.php?option=com_docman&Itemid=104 1/08/59

วงจรกาลังของการสตาร์ทมอเตอรแ์ บบสตาร์-เดลต้า การสตาร์ทจะต้องเรียงกันจากสตาร์ไปเดลต้า

และคอนแทคเตอร์สตารท์ กบั คอนแทคเตอรเ์ ดลต้า จะตอ้ งมี Interlock ซ่ึงกนั และกัน การควบคุมมสี องอย่าง

คือ เปลย่ี นจากสตาร์ไปเดลตา้ โดย ยกด้วย Push button กบั เปลย่ี นโดยอัตโนมตั ิดว้ ยรีเลย์ (อานาจ ทอง

ผาสุข.การควบคมุ มอเตอร์)

รูปที่ 3.54 วงจรกาลงั ของการสตารท์ มอเตอร์แบบสตาร์-เดลตา้
ท่ีมา : http://e-power.ptl.ac.th/index.php?option=com_docman&Itemid=104 1/08/59

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

รปู ที่ 3.55 วงจรควบคุมการสตารท์ มอเตอร์แบบสตาร์-เดลตา้ ใช้คอนแทค
ทม่ี า : http://e-power.ptl.ac.th/index.php?option=com_docman&Itemid=104 1/08/59
ลำดบั ขั้นตอนกำรทำงำน

1. กด S1 ทาให้ Star contactor K2 และ K4T ทางาน คอนแทคปกติปิด ของ K2 ในแถว 4
ตัดวงจรให้ K3 และคอนแทคเตอรป์ กตปิ ดิ ในแถว 2 ตอ่ วงจรให้ Main contactor K1

2. ทาการสตาร์ หลังจากที่ K1 ทางาน ปล่อย S2ไปแล้ว K2 K4T และ K1 จะทางานตลอดเวลา
ด้วย maintaining contact ของ K1ในแถว 3 ขณะนี้มอเตอร์หมุนแบบสตาร์

3. รีเลย์ตงั้ เวลา K4T ทางานหลังจากเวลาที่ตั้งไว้ K2 และ K4T จะถูกตัดวงจรด้วย คอนแทคเตอร์
รเี ลย์ตัง้ เวลา K4T และ คอนแทคปกติปดิ ของ K2 ในแถว 4 กาลงั กลับตาแหนง่ เดิม

4. ทางานเดลต้า เมื่อคอนแทคของ K2 กลับมาที่เดิมเรียบร้อยแล้ว K3 จะทางานคู่กับ K1
ขณะที่มอเตอรห์ มุนแบบเดลตา้ และ K2 จะถกู Interlock ด้วยคอนแทคเตอรข์ อง K3

รูป 3.56 วงจรควบคุมการสตารท์ มอเตอร์อตั โนมตั แิ บบสตาร์-เดลต้าใช้รเี ลยม์ คี อนแทคเตอร์
ท่มี า : http://e-power.ptl.ac.th/index.php?option=com_docman&Itemid=104 1/08/59

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนวิ แมติก

ลำดบั ข้นั ตอนกำรทำงำน
1. กด S2 ทาให้คอนแทคเตอร์ K1 และรีเลย์ต้ังเวลา K4T ทางานของคอนแทคเตอร์ปกติเปิด

ของ K1 ในแถวท่ี 2 และ3 กาลงั จะตอ่ ใหว้ งจรทางานตลอดเวลา และตอ่ วงจรให้ K3 ทางาน
2. ทางานสตาร์ หลังจากที่ K1 และ K4T ทางานแล้ว K2 ก็จะทางานด้วย ขณะนี้มอเตอร์หมุน

แบบสตาร์ ในแถง 4 K3 จะถูกตัดวงจรดว้ ย คอนแทคปกตปิ ดิ ของ K2
3. รีเลย์ต้ังเวลา หลังจากเวลาท่ีตั้งไว้ คอนแทคของ K4T จะตัดวงจร K2 ออก คอนแทคปกติปิด

ของ K2 ในแถว 4 เตรยี มกลบั ไปอย่ตู าแหนง่ เดมิ
4. ทางานเดลต้า เม่ือคอนแทคของ K2 กลับมาต่อเรียบร้อยแล้ว และ K4T ต่อวงจรมายัง K3

ก็จะทางานพร้อมทัง้ ลอ็ คให้ตัวเองทางานตลอดเวลา ส่วน K4T และK2 ก็จะถกู ตัดวงจรไว้ดว้ ย คอนแทคเตอร์
ปกติปิดของ K3

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

วิธีกำรสอน ใบบันทกึ กำรสอน
และ
กจิ กรรม • บรรยายสรุปเนือ้ หาหนว่ ยเรยี นประกอบสอ่ื PowerPoint
• นกั ศกึ ษาซกั ถามและสรุปบทเรยี นรว่ มกัน
สอื่ กำรสอน • นักศึกษาปฏบิ ตั ิตามใบประลองที่ 8
• สรปุ การทางาน
งำนที่ เอกสารประกอบการสอน
มอบหมำย หนว่ ยเรียนที่ 3 หน้า 11-1 ถงึ 11-7

กำรวัดผล วสั ดโุ สตทศั น์Power Point : สอ่ื หน่วยเรยี นท่ี 3
หมายเหตุ : ส่ือประกอบการสอน ภาพเคล่ือนไหวสื่อการสอนการควบคุม
มอเตอรไ์ ฟฟา้
1. ทาแบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ยเรยี น
2. ค้นควา้ เพ่มิ เตมิ จากเอกสารอา้ งองิ

1. สงั เกตจากพฤติกรรมและความสนใจในชั้นเรียน
2. ถามตอบระหวา่ งเรยี น
3. แบบฝกึ หดั ทมี่ อบหมายในแต่ละคร้ัง

สัปดำหท์ ่ี 11

ระบบนิวเมตกิ ส์และนวิ เมติกสไ์ ฟฟ้ำ

ชือ่ บทเรียน 4.1 ความร้เู ก่ยี วกับระบนิวเมตกิ ส์
4.1.1 ประวัติความเปน็ มาของระบบนวิ เมติกส์
4.1.2 การทางานของระบบนวิ เมตกิ ส์
4.1.3 อปุ กรณใ์ นระบบนิวเมตกส์

จุดประสงคก์ ำรสอน
4.1 เขา้ ใจความรู้เก่ยี วกบั ระบนวิ เมตกิ ส์
4.1.1 บอกประวัตคิ วามเปน็ มาของระบบนิวเมตกิ ส์
4.1.2 อธิบายการทางานของระบบนวิ เมตกิ ส์
4.1.3 อธิบายอุปกรณ์ในระบบนิวเมตกส์

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมตกิ

หนว่ ยท่ี 4

ระบบนวิ เมติกสแ์ ละนวิ เมตกิ ส์ไฟฟา้

บทนำ
ในงานอุตสาหกรรมนัน้ ระบบนิวแมตกิ น้ันถือว่ายังมีความสาคัญ เพราะถือป็นต้นกาลังท่ีอยใู่ นระบบ

อุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ในหน่วยน้ีจะกล่าวที่มาของ ระบบนิวเมติกส์ ความหมาย และอุปกรณ์ต่างๆ
วาล์วสัญลกั ษณ์ที่ใชง้ าน กระบอกสูบ ที่ใช้ที่จะเป็นตัวขับเคล่ือนอปุ กรณ์ เคร่ืองจักรต่างๆ เพ่ือจะใช้ประกอบ
อปุ กรณน์ นั้ ใช้งาน
4.1 ควำมร้เู กี่ยวกบั ระบบนวิ เมติกส์ (http://mte.kmutt.ac.th/elearning/Plc/unit_1.htm)

4.1.1 ประวัติความเปน็ มาของระบบนิวเมตกิ ส์
วิชานิวแมติกส์เป็นหน่ึงในจานวนวิทยาการที่มีมานานแล้วและถูกพัฒนาอย่างต่อเน่ือง เช่นตัวอย่าง
ของการท่ีมนษุ ย์รจู้ ักการใชล้ มอดั ได้แก่ การใช้ “ไมซ้ างเปา่ ลกู ดอก”เพอื่ การล่าสัตวใ์ ช้ในการดารงชีวติ ในการนี้
ลมจะถูกอดั เข้าไปในปอดของมนุษย์ จากนั้นทาการปลอ่ ยลูกดอกไปยงั เหย่อื

รปู ท่ี 4.1 แสดงการเป่าไมซ้ างเป่าลกู ดอก
ที่มา : http://www.mhodoo.com/dream/A04092012204715.jpg 1/08/59
ประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสต์ศกั ราช มนษุ ย์ได้รู้จักวิธีการถลุงแร่ ทองคา ทองแดง ดีบกุ และใชล้ ูกสูบ
เป่าไฟในการช่วยถลุงแร่ ต่อมาเทซิเบยี ส (Ktesibios) ชาวกรีกโบราณไดส้ รา้ งปืนใหญ่โดยใช้ลมอัดเป็นตัวส่ง
กาลังเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว และคนป่าได้ใช้ลมอัดเป่าลูกดอกจากกระบอกไม้ไผ่สาหรับหาอาหารหรือ
ปอ้ งกนั ตัว

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

ในส่วนของการพฒั นาทางอตุ สาหกรรม มีการคดิ คน้ เครอื่ งมอื ใชล้ มอัดเป็นตวั ส่งกาลงั เช่นการทาเหมอื ง
แร่ การเจาะอุโมงค์ การสร้างทางรถไฟ ก่อนปี ค.ศ.1860 เจอร์เมน ซัมเมลเลอร์ (Grmain Soommeiller)
ได้ประดษิ ฐ์เครอ่ื งเจาะหินสร้างอุโมงคท์ เ่ี มาท์ซนี ิส (Mt. Cenes) ประเทศสวติ เซอร์แลนด์

นอกจากน้ปี ี ค.ศ.1927 บริษทั มาสชเิ นเฟบริก เอสลงิ เจน (Maschinenfabrick Esslengen) ประเทศ
เยอรมนี ได้สร้างรถจักร ดีเซลที่ใช้นิวแมติกส์เป็นตัวส่งกาลัง โดยใช้มอเตอร์ชนิดดีเซลขับเครื่องอัดลมไปยัง
กระบอกสูบ 2 ตัวโดยผ่านตัวปรับความดันทานองเดียวกับแรงอัดของเคร่ืองไอน้า แต่มีปัญหายุ่งยากมาก
จงึ ไม่มกี ารสร้างรถจกั รดีเซลชนดิ นิวแมตกิ ส์ ปัจจบุ ันรถจักรดีเซลจะทางานโดยใช้ไฮดรอลิกสเ์ ป็นตัวส่งกาลัง
และยังมีเคร่ืองมือขนาดเล็กท่ีใช้หลักการอัดลม เช่น ค้อนลม เครื่องไสไม้ สว่าน เคร่ืองขัดกระดาษทราย
เคร่อื งเลอ่ื ย เป็นตน้

การใช้เครื่องจักรแทนแรงคน ทาให้ลมอัดเป็นท่ีนิยมกันอย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม
โดยวิวัฒนาการจากการใช้ระบบการทางานง่าย ๆ แบบธรรมดาเป็นการทางานโดยอัตโนมัติ เช่น เบรกลม
ของรถไฟ การจับยึดช้ินงาน สายพานลาเลียง แขนกล (robot) และอื่นๆในปัจจุบันได้ มีการนาลมอัดมาใช้
สาหรบั งานต่าง ๆ อยา่ งกว้างขวาง ไดแ้ ก่ งานการประกอบชิ้นสว่ นในโรงงานอตุ สาหกรรม งานการบรรจุหบี ห่อ
งานด้านกระบวนการผลิตอาหาร งานเชื่อมโลหะ งานขนย้ายวัสดุท่ีมีน้าหนักเบา งานพิมพ์ และงานอื่น ๆ
อีกมากมาย

คาวา่ “ PNEUMA ” เป็นคาทมี่ าจากภาษากรีซโบราณ มีความหมายว่า ลม หรือลมหายใจ และคาว่า
“ PNUEMATICS ” นั่นแผลงมาจากคาว่า PNEUMA นั่นเอง ซ่ึงหมายถึงการศึกษาเก่ียวกับการเคล่ือนท่ี
ของอากาศ และการเกดิ ลม http://www.tice.ac.th/Online/Online2-2547/adirek/MANU.htm1/08/59

สาหรับคาวา่ “ PNEUMATICS ” ในปัจจบุ นั นีส้ ว่ นมากเขา้ ใจกนั คอื การนาเอาอากาศมาเป็นวัสดุใชง้ าน
ในด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทางด้านการขับเคล่ือน หรือการควบคุมเคร่ืองจักรและอุปกรณ์ช่วยต่าง ๆ
ส่วนในดา้ นวิศวกรท่ีทางานด้านน้ี ให้ความหมายของคาว่า “ PNEUMA ” คือ ระบบการสง่ กาลังจากตน้ ทาง
ไปยงั ปลายทางโดยอาศัยลมเปน็ สอ่ื กลางในการสง่ กาลงั และมกี ารควบคมุ การทางานด้วยระบบลม

นวิ แมติกส์ (pneumatic) มาจากคาว่า นิวมา (pneuma) เป็นภาษากรีกโบราณ หมายถึง ลมหรือลม
หายใจ ทางปรัชญา หมายถึง วิญญาณ เป็นการศึกษาเก่ียวกับลมและลมท่ีเคล่ือนที่ ลมอัดจึงเป็นพลังงาน
เก่าแก่ทม่ี นษุ ย์รู้จักนามาใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ เวลาหลายพนั ปมี าแลว้

ระบบนวิ แมติกส์ หมายถึง ระบบทางานโดยใช้อากาศเป็นตัวส่งกาลังในการขบั เคล่ือนอุปกรณ์ทางาน
ของเครอื่ งจักรต่างๆ เชน่ กระบอกสูบลม หรือมอเตอร์ลม เป็นตน้

ระบบนวิ แมติกส์ หมายถึง ระบบการสง่ ถ่ายกาลังโดยอาศยั ความดันลมเปน็ ตัวกลางในการส่งถา่ ยกาลัง
โดยมีอุปกรณ์การทางานชนิดต่าง ๆ เช่น กระบอกสูบ มอเตอร์ฯลฯ ซึ่งจะทาหน้าท่ีเปลี่ยนพลังงานลม
ใหเ้ ปน็ พลังงานกล (วทิ ยา ดีวนุ่ และคณะ, 2546: 2)

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมตกิ

4.1.2 การทางานของระบบนิวเมติกส์ (ttp://srwinner.tarad.com/article-th-103957-ความรู้
เบ้อื งต้นเกีย่ วกบั นวิ เมตกิ ส.์ html) 1/08/59

มีอุปกรณท์ ำงำนประกอบด้วย
1. อุปกรณ์ต้นกาลังนิวเมติกส์ ทาหน้าที่สร้างลมอัดท่ีมีคุณภาพเพ่ือใช้ในงานระบบนิวเมติกส์

เช่น เครอื่ งอดั อากาศ (Air Compressor)
2. อุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพลมอัด มีหน้าท่ีทาให้ลมอัดปราศจากฝุ่นละออง คราบน้ามัน

และน้า ก่อนท่ีจะนาอากาศอัดไปใช้ในระบบนิวเมติกส์ เช่น เครื่องทาลมแห้ง (Air Dryer) ฟิวเตอร์ดักน้า
(Mainline Filter) ชดุ กรองลม (Air Combination)

3. อุปกรณ์ควบคุมการทางาน มีหน้าท่ีควบคุมการเร่ิม และหยุดการทางานของวงจร ควบคุม
ทิศทางการไหลของลมอัด ควบคุมอัตราการไหลของลมอัด และควบคุมความดนั

4. อุปกรณ์การทางาน มีหน้าที่เปลี่ยนกาลังงานของไหลให้เป็นกาลังกล เช่น กระบอกลม
ชนิดต่างๆ และมอเตอร์ลม

5. อุปกรณ์ในระบบท่อทาง มีหน้าทใี่ หเ้ ป็นท่อทางไหลของลมอัดในระบบนิวเมตกิ ส์ ระบบท่อนี้
รวมถึงท่อส่งลมอัดและขอ้ ตอ่ ชนิดต่างๆ

4.1.3 อุปกรณใ์ นระบบนวิ เมตกิ ส์ (วิทยา ดวี นุ่ และคณะ, 2546: 3-13)
1. เคร่ืองอัดลม (Compressor) จากการท่ีระบบนิวแมติกส์ต้องใช้ลมอัดเป็นสารทางาน ดังน้ัน

จึงจะตอ้ งมีอุปกรณใ์ นการผลิตลมอดั อปุ กรณด์ งั กล่าวคือ เครื่องอัดลม (Compressor) ซง่ึ ทาหน้าทีผ่ ลิตลมอดั
ให้กับระบบนิวแมตกิ ส์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ เครื่องอัดลมที่ทางานในลกั ษณะการเคลื่อนที่
เป็นแนวตรง กับทางานในลักษณะของการหมุน

รูปที่ 4.2 เครอื่ งอดั ลม
ท่ีมา http://img.tarad.com/shop/b/boomtools/img-lib/spd_20100330141927_b.jpg
http://www.airvac-thai.com/knowledge/aircompressor/aircompressor1.jpg 1/08/59

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

เครื่องอัดลมแบบลูกสูบ (Piston Compressor)
เครือ่ งอัดลมแบบลกู สบู นิยมใชก้ นั มาก เนอื่ งจากสามารถผลติ อัดลมได้ต้ังแตค่ วามดันตา่
ปานกลาง จนถึงความดันสงู

รปู ที่ 4.3 เครอ่ื งอดั ลมแบบลกู สบู
ที่มา : http://media2.th.88db.com/DB88UploadFiles/2007/12/11/B0A66F06-4639-4DCE-A106-

D8C2DC21D978.jpg 1/08/59
เครื่องอัดลมแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Compressor)
เครื่องอัดลมแบบไดอะแฟรม จะใชแ้ ผน่ ไดอะแฟรมเป็นตวั ดูดและอัดอากาศ ลมอดั จะปราศจาก
น้ามนั หลอ่ ลืน่ ด้วยเหตุนี้จงึ นยิ มใชก้ นั ในอตุ สาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอาหารและยา

รูปท่ี 4.4 เครอื่ งอดั ลมแบบไดอะแฟรม
ทมี่ า :

http://image.china-
ogpe.com/pimage/641/image/Diaphragm_CompressorG1G2_Series_Product641.jpg
http://airbrush-compressor.info/wp-content/uploads/2013/02/airbrush-compressor-

diaphragm-compressor.gif 1/08/59

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

เครือ่ งอดั ลมแบบใบพัดเลือ่ น (Sliding Vane Rotary Compressor) เครอื่ งอดั ลมแบบใบพดั
เลื่อน อากาศจะถูกดูดเข้ามาในช่องว่างและจะถูกอัดต่อไปโดยอาศัยการหมุนของโรเตอร์เป็นตัวสร้างลมอัด
การหมุนจะเรยี บสมา่ เสมอ

รูปที่ 4.5 เครอื่ งอัดลมแบบใบพัดเลอ่ื น
ที่มา : http://www.kaowna.co.th/upload/images/Image/product/vane.jpg
http://mechanicaldatahelp.files.wordpress.com/2011/02/image008.png 1/08/59
เคร่ืองอัดลมแบบสกรู (Screw Compressor) เครื่องอัดลมแบบสกรูน้ีจะดูดอากาศเข้ามา
ภายในช่องว่าง และทาการอัดอากาศโดยชดุ โรเตอร์ที่มลี ักษณะเหมือนกบั สกรูเกลียวหมุนอดั อากาศเพื่อผลิต
ลมอัด

รปู ที่ 4.6 เครอื่ งอัดลมแบบสกรู
ท่มี า : http://image.china-
ogpe.com/newsimages/Introduction_to_screw_compressor2_glossary-1.jpg 1/08/59
2. เครอ่ื งระบำยควำมรอ้ น (After Cooler) อุปกรณ์ระบายความร้อนลมอัด เพื่อลดอุณหภูมิ ของ
ลมอดั ให้ต่าลงโดยที่ไอน้าจะกล่ันตัวกลายเป็นหยดน้าเมื่ออณุ หภูมิลดลง ดังนั้นลมอัดที่ผา่ นเครื่อง
ระบายความร้อนแล้วจะมีปริมาณไอน้าลดลง เคร่ืองระบายความร้อนของลมอัดที่มีใช้ใน
อุตสาหกรรมโดยท่ัวไป มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ แบบใช้พัดลมเป่าและใช้น้าเป็นตัวระบาย
ความร้อน

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนวิ แมตกิ

รปู ที่ 4.7 เครอื่ งระบายลมร้อน

http://www.plumettaz.com/web.nsf/0/672464789DE982C1C1257ACA005789E7/$FILE/Refroidi
sseur_AC-12.2_800x600.jpg 1/08/59

3. ถังเก็บลม (Receiver) จะทาหน้าท่ีเก็บสะสมลมที่ได้จากการอัดอากาศของเคร่ืองอัดลมให้มี

ปรมิ าณทีเ่ พยี งพอกับความต้องการ นอกจากนนั้ ยงั เปน็ ตวั สร้างความดันใหก้ บั ลมอัดอีกด้วย จึงจาเป็นท่จี ะต้อง
มีถังเก็บลมทสี่ ามารถจา่ ยปรมิ าณลม และความดนั ลมไดอ้ ย่างคงที่ตลอดเวลา

เกจวดั อณุ หภูมิ วาลว์ นิรภยั วาลว์ เปิ ด
ปิ ด
เกจวดั ความดนั
ท่อลมเขา้

ถงั ลม วาลว์ ระบายน้า
อดั ท้ิง

รูปท่ี 4.8 ถังเกบ็ ลม
ทีม่ า : วิทยา ดีวนุ่ และคณะ.นวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 7

กำรจ่ำยลมอัด ลมอัดจะถูกเก็บสะสมไว้ในถังเก็บลมเพ่ือส่งจา่ ยให้กับวงจรและอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบ
นิวแมติกสโ์ ดยผ่านท่อส่งลมอัด ในการวางทอ่ ส่งลมอดั ควรจะวางให้มีมุมลาดเอียงประมาณ1– 2 เปอร์เซ็นต์
ของความยาวทอ่ เพอ่ื ระบายน้าท่ีตกค้างภายในทอ่ ทง้ิ ได้

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมติก

ท่อแยก ท่อเมน
ลาดเอียง 1 - 2 %
Compressor
Service Unit

ถงั ลม 4.9 การจา่ ยลมอถดั งั ดกั น้า
รปู ท่ี

ทมี่ า : วทิ ยา ดวี นุ่ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 7

กำรเตรยี มลมอัด โดยปกติแล้วในลมอดั จะมีความชื้นและไอน้าปะปนอยู่ เม่อื คอมเพรสเซอร์ดดู อากาศ

ทม่ี ีฝนุ่ ละอองเขา้ มาใชใ้ นระบบนวิ แมติกส์ ซ่งึ มผี ลทาให้อปุ กรณ์ ตลอดจนซลี กนั รั่วตา่ ง ๆมอี ายุการใช้งานที่สั้น

ลง เป็นผลให้การทางานของวงจรนิวแมติกส์ไม่สมบูรณ์ และไม่ปลอดภัยเท่าท่ีควร ดังนั้น จึงมีความจาเป็น

อย่างย่ิงทีจ่ ะต้องเตรยี มลมอัดให้มคี ุณสมบตั ิตามท่ีตอ้ งการก่อนท่จี ะนาไปใช้งานในงานนิวแมตกิ ส์

4. ชุดควบคุมและปรับปรุงคุณภำพลมอัด (Service Unit) ก่อนท่ีจะนาลมอัดที่ผลิตจาก

คอมเพรสเซอรจ์ า่ ยใหก้ ับอปุ กรณ์นิวแมตกิ ส์ จะต้องมกี ารปรบั ปรงุ คณุ ภาพของลมอดั เสยี ก่อนโดยใหล้ มอัดผา่ น

ชุดปรบั ปรงุ คุณภาพลม (Service Unit) ซ่ึงมสี ว่ นประกอบที่สาคัญ คอื กรองอากาศ อปุ กรณ์ควบคุมความดัน

และตวั ผสมน้ามนั หล่อลื่นซงึ่ อธิบายได้ดงั น้ี

รูปท่ี 4.10 ชดุ ควบคมุ และปรับปรงุ คณุ ภาพลมอดั
ทีม่ า : วทิ ยา ดีวุ่นและคณะ.นิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลกิ ส์, 2546: 8

http://www.sagola.com/sagopic/CA/Producto/bajas/ca_prod_B_002.jpg 1/08/59

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมตกิ

4.1 ตัวกรองอำกำศ (Filter) ตวั กรองอากาศจะทาหนา้ ท่ีกาจดั สง่ิ สกปรกฝุน่ ละอองรวมทั้งไอนา้
ที่ปะปนมากับลมอัด หลักการทางาน คือลมอัดท่ีไหลเข้ามาจะผ่านแผ่นบังคับทิศทางเกิดการไหลว น
และ เกิดแรงเหว่ียงหนศี ูนย์ ละอองน้าและสิ่งสกปรกต่าง ๆ จะไปปะทะกับผนังลกู ถ้วยและตกลงส่ดู ้านลา่ ง
เม่ือน้ามีระดบั สูงข้ึนต้องถ่ายออก มิฉะน้ันอาจถกู ลมพัดพาเข้าไปในวงจรได้ หลังจากน้นั ลมอดั จะผ่านไสก้ รอง
ซึ่งจะกรองฝุน่ ละอองตา่ ง ๆ ไมใ่ ห้ปนเข้าไปกับลมอัด

ลมเขา้ ลมออก

กระเปาะแกว้ กระบงั ลมตวั บน
ไสก้ รอง
กระบงั ลมตวั ลา่ ง

น้า
ตวั ระบายน้าท้ิง
สัญลกั ษณ์

รปู ท่ี 4.11 ตวั กรองอากาศ

ทมี่ า : วทิ ยา ดวี ุ่นและคณะ.นวิ เมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 9

ตัวระบายนา้ อตั โนมตั ิ (Auto Drain) จะตอ่ อยู่ทางด้านล่างของตวั กรองอากาศ ในกรณที ี่มนี า้ อยภู่ ายใน

จะทาใหล้ กู ลอยยกตวั ข้ึนเปดิ ล้นิ ใหล้ มอัดดันนา้ ให้ระบายออกสภู่ ายนอก นอกจากนั้นยังสามารถระบายนา้ ออก

จากระบบได้ด้วยวิธีการใชม้ อื กดอกี ดว้ ย

สญั ลกั ษณ์

รูปท่ี 4.12 ตวั ระบายน้าอตั โนมัติ
ที่มา : วทิ ยา ดีวนุ่ และคณะ.นิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์, 2546: 10

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนวิ แมตกิ

4.2 ตัวควบคุมควำมดัน (Pressure Regulator) ตัวควบคุมความดันมีหน้าท่ีรักษาความดัน
ใช้งานให้คงท่ี โดยปกติแล้วความดันใช้งานของระบบนิวแมติกส์อยู่ในระหว่าง 4 - 6 บาร์ ซึ่งความดันลม

ท่ีออกมาจากถังเก็บลมอาจจะสูงกว่าที่กาหนดไว้ ท่ีออกมาจากถังเก็บลมอาจจะสูงกว่าท่ีกาหนดไว้ ดังนั้น
จึงจะต้องใชอ้ ุปกรณ์ในการปรบั ลดความดัน เพอ่ื ควบคมุ ดนั ลมอัดใหเ้ หมาะสมและอยใู่ นช่วงทกี่ าหนดไว้

รูปท่ี 4.13 ตัวควบคุมความดัน
ที่มา : วิทยา ดีวนุ่ และคณะ.นวิ เมติกส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 10
4.3 เกจวัดควำมดัน เกจวัดความดันจะทาหน้าที่บอกความดัน จะติดตั้งอยู่ทางออก

ของตัวควบคุมความดัน โดยมีหลักการทางาน คือ เม่ือลมเข้าทางท่อ P ท่อสปริงจะยืดตัวออกกระเด่ือง
จะขบั เฟืองใหเ้ คลือ่ นท่ี ทาใหเ้ ข็มชี้เบี่ยงเบนบนสเกล

ตวั เรือน ท่อสปริง สญั ลกั ษณ์
เฟื องเส้ียว
เข็มช้ี
เฟื อง กระเด่ือง

รปู ท่ี 4.14 เกจวัดความดนั
ท่มี า : วิทยา ดวี นุ่ และคณะ.นวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 11

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

4.4 อุปกรณ์ส่งจ่ำยน้ำมันหล่อลื่น (Lubricator) อุปกรณ์ส่งจ่ายน้ามันจะทาหน้าท่ีผสม
น้ามันหล่อล่ืนเข้ากับลมอัด เพื่อหล่อลื่น และลดการสึกหรอให้กับอุปกรณ์นิวแมติกส์ เมื่อลมอัดไหลผ่าน

คอคอด ลมอัดจะมีความเร็วสูงแต่ความดันบริเวณคอคอดจะต่า ดังนั้นน้ามันจะถูกดูดขึ้นไปผสมกับลมอัด
ทบี่ ริเวณคอคอดซงึ่ มีความเร็วลมสงู ซึ่งจะชว่ ยทาให้น้ามนั กลายเปน็ ฝอยละออง และถูกสง่ เข้าไปในระบบต่อไป

รปู ที่ 4.15 แสดงการทางานของอปุ กรณ์
ทีม่ า : วิทยา ดีวนุ่ และคณะ.นิวเมตกิ ส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 12
จากหลักการทางานข้างต้นไดน้ ามาใช้ทาชุดผสมน้ามนั หล่อล่ืนโดยมีหลักการทางาน คอื เม่อื ลมอัดไหล
เข้าทางด้าน A ความดันลมจะดันให้น้ามันที่อยู่ในลูกถ้วยไหลตามท่อขึ้นสู่ด้านบนโดยจะไปผสมกับลมอัด
ที่ไหลผ่าน และสง่ ไปยงั วงจรนิวแมติกสต์ อ่ ไป

หยดน้ามนั

สัญลักษณ์
ลมเขา้ ลมออก

วาลว์ กนั กลบั
ละอองน้ามนั

กระเปาะแกว้ รปู ท่ี 4.16 อุปกรณ์สง่ จา่ ยนา้ มันหนล้าอ่มลนั ่ืน

ที่มา : วทิ ยา ดีวุน่ และคณะ.นวิ เมตกิ ส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 12

ชดุ ควบคมุ และปรบั ปรุงคุณภาพลมอดั (Service Unit) จะประกอบด้วยส่วนประกอบทส่ี าคัญ 3 สว่ น

คือตวั กรองลมอดั ตัวควบคุมความดนั ลม และตัวผสมน้ามนั หล่อลืน่ โดยชดุ ปรบั ปรงุ คณุ ภาพลมอดั มีหน้าที่

ดังน้ีคือ

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนิวแมตกิ

1. แยกฝนุ่ ละอองกบั น้า
2. ปรบั และควบคมุ ความดันตามตอ้ งการ

3. ผสมน้ามันหลอ่ ลื่นเขา้ กบั ลมอัด

รปู ที่ 4.17.1 สัญลกั ษณแ์ บบแสดงรายละเอียด รูปที่ 4.17.2 สัญลกั ษณ์แบบง่าย
ที่มา : วิทยา ดวี ่นุ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 13

อปุ กรณ์ทำงำนในระบบนิวแมติกส์ (วิทยา ดวี ุ่นและคณะ, 2546: 19-23) อุปกรณ์ทางานในระบบ
นิวแมติกส์ จะทาหน้าที่เปล่ียนพลังงานของความดันลมให้เป็นพลังงานกล โดยท่ีอุปกรณ์ทางานในท่ีน้ีก็คือ
ลูกสูบ (Air Cylinder) ซึ่งสามารถแบ่งออกตามลักษณะการเคลื่อนท่ี คือการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง และ

การเคลื่อนที่โดยการหมุน ลูกสูบจะอาศัยความดันลมเป็นต้นกาลังในการทาให้เคล่ือนที่ในแ นวเส้นตรง
ส่วนมอเตอร์ลมจะเกิดการหมนุ เมื่อมคี วามดนั ลมไหลผา่ น ซง่ึ เปน็ การเคลอื่ นที่โดยการหมุน

1) กระบอกสูบ (Acting Cylinder)
1.1) กระบอกสูบทำงำนทำงเดียว (Single Acting Cylinder) กระบอกสูบแบบนจี้ ะใช้กับ

งานท่ีต้องการแรงกระทาท่ีไม่มากนัก เนื่องจากแรงท่ีกระทาจะถูกต้านด้วยแรงของสปริง ขนาดของ

กระบอกสูบชนดิ นี้ท่นี ยิ มผลติ กนั จะมขี นาดโตไมเ่ กนิ 100 มม. และระยะซกั ไมเ่ กนิ 100 มม.

ซีลลกู สูบ ลกู สูบ

กา้ นสูบ

สัญลักษณ์

รูต่อลม สปริง บูชกา้ นสูบ

รูระบาย

รูปท่ี 4.18 กระบอกสบู ทางานทางเดยี ว
ทม่ี า : วทิ ยา ดวี ุ่นและคณะ.นิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 20

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

หลกั กำรทำงำน
กระบอกสูบทางานทางเดียว จะเคลอ่ื นที่ออกได้เม่ือมีแรงดันลมเข้าทดี่ ้านหวั สบู ของกระบอกแรงดันลม

จะเอาชนะแรงสปริงทาให้ลูกสูบเคล่ือนที่ออกสุด ในจังหวะเลื่อนกลับก้านสูบจะเคลื่อนท่ีกลับด้วยแรงดัน
ของสปรงิ

A รูปท่ี 4.19 หลักการทางานกรRะบอกสบู ทางานทางเดียว
ที่มา : วทิ ยา ดีวุ่นและคณะ.นวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลกิ ส์, 2546: 20

1.2) กระบอกสูบสองทำง (Double Acting Cylinder) กระบอกสบู สองทางไมว่ า่ จะเปน็
การเคล่ือนทเ่ี ขา้ หรอื เคลอื่ นท่อี อกจะใชค้ วามดนั ลมในการทางานท้งั สองดา้ น

ซีลและลกู สูบ กระบอกสูบ สญั ลักษณ์
ซีลกนั ลม

A กา้ นสูบ รูปท่ี 4.20 กBระบอกสูบสองทาง

ทีม่ า : วิทยา ดวี ุน่ และคณะ.นิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 21

หลกั กำรทำงำน
เม่อื ปอ้ นลมเข้าที่ A ลมจะระบายทิ้งที่ B กา้ นสูบเคลอ่ื นท่อี อก และเมื่อปอ้ นลมเขา้ ท่ี B

ลม จะระบายท้ิงที่ A ก้านสูบเคลือ่ นทเ่ี ข้า

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนวิ แมติก

กระบอกสูบสองทำงชนดิ มีตวั กันกระแทก
กระบอกสูบที่ทางานดว้ ยความเร็วค่อนข้างสูง ในชว่ งที่เกิดการเคล่ือนท่ีเข้า หรอื ออกจะทาให้เกิด

การกระแทกระหวา่ งลกู สบู กบั ฝาปดิ ดา้ นหวั และท้าย ดงั นน้ั การป้องกนั การกระแทกของลูกสบู โดยใชล้ มมาเปน็
ตวั กันกระแทก (Air Cushion) ก่อนท่ีลูกสบู จะถงึ ปลายชว่ งชัก โดยทสี่ ามารถปรับลดแรงกระแทกใหม้ ากนอ้ ย
ตามความตอ้ งการ

หลกั กำรทำงำน
เม่ือปอ้ นลมเขา้ ท่ี A ก้านสูบเคลอ่ื นทอ่ี อก กอ่ นทลี่ ูกสูบจะสดุ ช่วงชกั ซีลกน้ั กระแทกจะปดิ ทางระบายลม

ทาให้เกดิ แรงต้าน ลมจะคอ่ ยๆระบายออกทางท่อเล็กจนกวา่ ก้านสูบจะเคล่อื นทสี่ ดุ ช่วงชัก

เม่อื ปอ้ นลมเข้าท่ี B กา้ นสูบเคลอื่ นท่เี ข้า กอ่ นท่ลี กู สูบจะสุดช่วงชัก จะเกดิ แรงตา้ นของลมเช่น เดียวกับ
ในจงั หวะการเคลอื่ นทอ่ี อกของกระบอกสบู การลดแรงกระแทกสามารถทาได้โดยปรับทส่ี กรกู นั กระแทก

ซีลและลกู สูบ กา้ นสูบ สกรูปรับกนั กระแทก
สัญลกั ษณ์

ซีลกนั ลม
A ซีลกนั กรระปู แทท่ี ก4.21 กระบอกสูบBสองทางชนิดมีตวั กนั กระแทก

ทีม่ า : วิทยา ดวี นุ่ และคณะ.นิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลกิ ส์, 2546: 22
กระบอกสบู แบบโรตำร่ี

กระบอกสูบแบบโรตารเี่ ป็นอุปกรณ์ทางานท่ีเปล่ียนการเคลื่อนท่ีในแนวตรงของลูกสูบให้เป็นการ
เคลอื่ นทีใ่ นแนวหมุน โดยท่กี า้ นสูบจะมีเฟืองสะพานซ่งึ ขบกบั เฟืองวงกลมของล้อตาม เมื่อก้านสบู เคล่ือนทเ่ี ข้า
– ออก กจ็ ะทาให้ลอ้ ตามเกดิ การเคลือ่ นทใ่ี นลักษณะหมุนกลบั ไปกลบั มาด้วยเช่นกนั

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนวิ แมตกิ

สัญลกั ษณ์

รปู ท่ี 4.22 กระบอกสบู สองทางแบบโรตารี่
ทมี่ า : http://203.172.180.240/PR-Web/Electric/piangporn54-1.pdf 1/08/59
2. วำลว์ ควบคุมทศิ ทำงลม (Directional Control Valve) (วิทยา ดีวุ่นและคณะ, 2546: 29-35)
วาล์วควบคุมทิศทางมีหน้าที่ คือ เปลี่ยนทิศทางการไหลของลมอัดให้ไปตามทิศทางท่ีต้องการ
ท้ังนีเ้ พ่อื ใหอ้ ปุ กรณ์ทางาน เช่น กระบอกสบู มอเตอรล์ ม สามารถทางานและเคลื่อนทีใ่ นทศิ ทางตามที่ต้องการ
ได้

AA

PR PR

. .รูปที่ 4.23 ตัวอย่างการควบคุมการทางานของกระบอกสูบ
ทม่ี า : วิทยา ดวี นุ่ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 29

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

สัญลกั ษณข์ องวำล์วควบคุมทิศทำง
การอ่านสัญลักษณ์วาล์วควบคุมทิศทาง จะขึ้นต้นด้วยจานวนท่อทางลมก่อนและตาม ด้วยตาแหน่ง

ทางาน ซงึ่ ในสญั ลกั ษณ์จะแทนด้วยส่เี หลยี่ ม วาล์วควบคุมทศิ ทางที่ใชใ้ นระบบนิวแมตกิ สซ์ ึ่งสามารถอธิบายได้
ดังน้ี

= ตาแหน่งของวาล์ว

= ลมผ่านได้

= ลมผา่ นไม่ได้

= กลไกบงั คบั การทางาน

กลไกบงั คบั กำรทำงำน

1. ใชป้ มุ่ กดทวั่ ๆ ไป 2. ใช้มือกด 3. ใชค้ นั โยก
(General) (Push Button) (Lever)

4. ใชเ้ ทา้ เหยยี บ 5. ใชก้ ลไกภายนอก 6. ใชล้ ูกกลงิ้
(Pedal) (Plunger) (Roller)

7. ใช้ลกู กลิ้งทางเดยี ว 8. ใช้สปรงิ 9. ทางานดว้ ยลม
(Roller Trip) (Spring) (Pressure)

10. ใชล้ มดนั วาล์วทางออ้ ม 11.ใชแ้ ม่เหลก็ ไฟฟ้า 12.ใชม้ ือดงึ หรือดนั
(Pressure Apply to Pilot Valve) (Solenoid) (Detent)

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมติก

กำรอ่ำนชอ่ื วำลว์ จำกสญั ลักษณ์

วาล์วบงั คับทศิ ทางลมแบบ 2/2 ปกติปิด บงั คบั การทางานดว้ ยมือและกลบั ดว้ ยสปริง 2/2 Way Valve
Normally Closed Set by Pushbutton and Reset by Spring

2 ตัวแรก หมายถึง จานวนรู (Port) ของวาล์ว
2 ตัวหลงั หมายถึง จานวนตาแหนง่ (Position) การทางานของวาล์ว

A

PR
วาล์วบังคับทิศทางลมแบบ 3/2 ปกติปิด บังคับการทางานด้วยมือ และกลับด้วยสปริง 3/2 Way
Valve Normally Closed Set by Pushbutton and Reset by Spring

.A

PR
วาล์วบังคับทิศทางลมแบบ 3/2 ปกติปิด บังคับการทางานด้วยกลไกและกลับด้วยสปริง 3/2 Way
Valve Normally Closed Set by Roller Lever and Reset by Spring

AB

วาล์วบังคับทิศทางลมแบบ 5/2RบังPคับกSารทางานด้วยลมและกลับด้วยลม 5/2 Way Valve Set by
and Reset by Pressure

AB
PR
วาล์วบังคับทิศทางลมแบบ 4/3 บังคับการทางานด้วยคันโยกแบบล๊อคตาแหน่งได้ 4/3 Way Valve
Set by Lever with detent

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนวิ แมติก

2.1 วำล์วควบคุมแบบลกู กลงิ้ (Roller) (วทิ ยา ดีวนุ่ และคณะ, 2546: 40-53)
การใช้วาล์วแบบลูกกล้ิง (Roller) ควบคุมทางานของก้านสูบโดยติดตั้งไว้ท่ีปลายก้านสูบ
เม่ือก้านสบู เคล่ือนทม่ี ากดทาให้วาลว์ สามารถทางานได้

. สญั ลักษณ์
.

R A PR

รูปที่ 4.24 วาลว์ ควบคุมแบPบลูกกล้ิง
ทมี่ า : วิทยา ดวี นุ่ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 41
2.2.1 วำลว์ บังคับทศิ ทำงลมแบบ 3/2 แบบ Roller Trip

.. สัญลกั ษณ์

.. A
P
. PR

A

รปู ท่ี ว4ทิ R.2ย5า วาล์วบงั คับทิศทางลมแบบ 3/2 แบบ Roller Trip
ทีม่ า : ดวี ่นุ และคณะ.นวิ เมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 54

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนวิ แมติก

หลักกำรทำงำน
ในขณะท่ีก้านสูบเลื่อนออกวาล์วกลไกที่ปลายก้านสูบจะไปเตะวาล์ว 3/2 แบบ Roller trip แต่วาล์ว

จะไม่ทางาน ซึ่งวาล์วจะทางานได้ทางเดียวในจังหวะท่ีก้านสูบเคล่ือนที่กลับ วาล์วกันกลับ (Check Valve)
วาล์วกนั กลบั มหี น้าท่ี คือ ใหล้ มไหลผ่านได้ทางเดียว โดยจะไหลยอ้ นกลับไม่ได้ เมือ่ ความดนั ด้านท่ีตอ่ ไปใช้งาน
สงู กว่าด้านเขา้

ตวั เรือน ลนิ้ สปริงลิ้น สญั ลกั ษณ์

PA

รปู ท่ี 4.26 วาล์วกนั กลบั

ที่มา : วทิ ยา ดีวุน่ และคณะ.นิวเมตกิ สแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 42
หลกั กำรทำงำน

เมอ่ื ปอ้ นลมเข้าทาง P ลมสามารถผ่านไป A ได้ แต่ลมจาก A ไมส่ ามารถผา่ นไป P ได้

2.2.2 วำล์วกันกลับสองทำง (Shuttle Valve) วาล์วชนิดน้ีมีท่อลมเข้าสองทาง
และทอ่ ลมออกหน่ึงทาง ประโยชนข์ องวาล์วชนิดน้ีคอื ใช้เมือ่ ตอ้ งการจุดสตาร์ทหลายจุด

บอลวาลว์ A ตวั เรือน สญั ลกั ษณ์
X
A

X Y

Y

รปู ท่ี 4.27 วาล์วกันกลบั สองทาง
ที่มา : วิทยา ดวี ุน่ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 43

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

หลักกำรทำงำน สัญลกั ษณ์
เมือ่ ป้อนลมเข้าทาง Y ลมจะผา่ นออกทาง A รู X จะถกู ปิด
เมอ่ื ปอ้ นลมเข้าทาง X ลมจะผ่านออกทาง A รู Y จะถกู ปิด

วำล์วควบคุมอตั รำกำรไหล (Flow Control Valve)
1. วาล์วคอคอดปรับค่าได้ (Throttle Valve Adjustable)

สกรูปรับอตั ราไหล

AB

รปู ที่ 4.28 วาลว์ คอคอดปรบั ค่าได้
ที่มา : วทิ ยา ดวี ุ่นและคณะ.นิวเมตกิ ส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 45
2. วาล์วควบคุมคมุ การไหลทางเดยี ว (One - Way Flow Control Valve)
วาล์วชนิดนี้สามารถควบคุมอัตราการไหลของความดันลมได้เพียงทิศทางเดียว ดังน้ันจึงเป็นวาล์ว
ที่ควบคมุ ความเรว็ ของกระบอกสบู ตอนเคลื่อนทเ่ี ข้าออกไดอ้ ย่างอสิ ระ

A B สัญลักษณ์

เม่ือปอ้ นลมเขา้ ทาง B ควบคมุ อตั ราไหลไมไ่ ด้
รปู ที่ 4.29 วาล์วควบคมุ คมุ การไหลทางเดียว
ทีม่ า : วิทยา ดวี นุ่ และคณะ.นวิ เมติกส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 46

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมตกิ

กำรควบคุมควำมเร็วก้ำนสบู มี 2 วิธี คอื
1. การควบคุมปรมิ าณลมเขา้ (Inlet Control) 2. การควบคมุ ปริมาณลมออก (Outlet Control)

รปู ที่ 4.30 การควาบคมุ ลมเข้าและออก

ทีม่ า : วทิ ยา ดีวนุ่ และคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 46-47
วำลว์ เรง่ ระบำยลม (Quick Exhaust Valve)

วาลว์ ชนิดนี้จะทาหนา้ ที่เรง่ ระบายลม เพ่ือให้กา้ นสูบเคลื่อนทไ่ี ดเ้ ร็วกว่าปกติ ประโยชนข์ องวาลว์ ชนิดน้ี

จะใชก้ ับงานที่ต้องการให้ก้านสบู เคลอ่ื นทเ่ี รว็ กว่าปกติ

ลิ้นเล่อื น A สญั ลกั ษณ์

RP A R

P

ตวั เรือน รูปที่ 4.31 วาล์วเรง่ ระบายลม

ทีม่ า : วทิ ยา ดวี ่นุ และคณะ.นวิ เมตกิ สแ์ ละไฮดรอลกิ ส์, 2546: 47

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

หลกั กำรทำงำน
เมือ่ ป้อนลมเข้าทาง P แรงดนั ลมจะดนั ล้นิ วาล์วใหป้ ิดรู R ลมจาก P จะออกไป A ได้

เม่ือมีลมระบายออกท่ีรู A ลิ้นวาล์วจะเล่ือนไปปิดรู P ทาให้ลมจาก A ระบายออกท่ีรู R
ได้อย่างรวดเรว็

วำลว์ ควำมดันสองทำง (Two Pressure Valve)

วาลว์ ชนิดน้มี ีท่อลมเขา้ สองทางและทอ่ ลมออกทางเดยี วโดยท่วี าล์วชนิดนี้จะยอมให้ลม

ผา่ นไปได้จะต้องมีลมเขา้ ทัง้ สองทาง

ตวั เรือน A ล้นิ เลือ่ น สญั ลักษณ์

A

X YX Y

รปู ที่ 4.32 วาลว์ ความดนั สองทาง
ทม่ี า : วทิ ยา ดวี ุ่นและคณะ.นวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 49
หลักกำรทำงำน

เม่ือป้อนลมเข้าที่ X หรือ Y ลมจะไมส่ ามารถผ่านไปท่ี A ได้ ลมจะผ่านไป A ได้ กต็ ่อเมื่อต้องปอ้ นลมเขา้
2 ทาง ทั้งด้าน X และ Y
วำล์วหนว่ งเวลำ (Time Delay Valve)

วาล์วหน่วงเวลาจะมีหน้าท่ีควบคุมการทางานของก้านสูบให้เคล่ือนที่กลับ ซ่ึงสามารถปรับต้ังเวลา
หรือหน่วงเวลาในการเคลอ่ื นกลบั ของก้านสบู ได้

ลนิ้ กนั กลบั หอ้ งเก็บลม

สกรูปรับอตั ราไหล R ชุดลูกสูบ สัญลักษณ์
Z
A
กา้ นวาลว์ A
P รปู ท่ี 4.33 วาล์วหนว่ งเลวล้ินา Z
PR
ทม่ี า : วทิ ยา ดีวุ่นและคณะ.นวิ เมตกิ ส์และไฮดรอลกิ ส์, 2546: 51

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

หลกั กำรทำงำน
ในตาแหน่งปกติเมื่อยังไม่มีลมเข้าทางรู Z ลมจากรู P จะไม่สามารถผ่านไปรู A ได้ เมื่อมีลมเข้ามา

ทางด้านรู Z แรงดันลมจะผ่านทางวาล์วควบคุมอัตราไหลไปยังห้องเก็บลม เม่ือปริมาณลมไหลเข้าไปสะสม
จนเต็มถัง ทาให้เกิดแรงดันลมดันให้วาล์วเปิดลมจากรู P จะผ่านไปรู A ได้ เมื่อตัดการจ่ายลมที่รู Z
ลมจากห้องเก็บลมจะถูกระบายออกโดยผ่านวาล์วกันกลับและระบายลมออกที่รู Z ในการหน่วงเวลา
การเล่อื นลนิ้ ของวาลว์ น้นั ขน้ึ อย่กู บั การปรบั อตั ราไหลของลมทเ่ี ข้าถงั เกบ็ ลม
วำล์วควบคมุ ควำมดันลม (Pressure Control Valve)

วาลว์ ควบคุมความดันลมจะมีหน้าท่ีควบคุมความดันลมของวงจรให้คงที่นอกจากนี้ยังสามารถควบคุม
การทางานแบบตอ่ เน่อื งของเคร่ืองจักรได้อีกดว้ ย

1. วำลว์ จำกัดควำมดนั (Pressure Relief Valve)
วาล์วแบบน้ีมีหน้าที่ คือ วาล์วจากัดความดันจะระบายลมส่วนที่เกินออกไปทาให้ความความดัน

ในระบบลดลง การปรบั ตงั้ ความดันสามารถทาได้โดยการปรับสปรงิ ตัวอย่างการนาไปใช้งาน เช่น ติดตง้ั ไว้ที่
ถังเก็บลม

A A สญั ลักษณ์
PP

A
รปู ที่ 4.34 วาลว์ จากดั ความดัน
ทม่ี า : วทิ ยา ดวี ุ่นและคณะ.นิวเมติกส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 52
2. วำลว์ จดั ลำดบั ควำมดัน (Pressure Sequence Valve)
วาล์วชนิดนี้จะใช้กับวงจรนิวแมติกส์ ซ่ึงจะช่วยในการออกแบบการทางานแบบต่อเน่ืองโดย
มีหลักการทางาน คือ ลมอัดที่เข้าสู่วาล์วจะยังไม่สามารถผ่านไปใช้งานได้ทันที จนกระทั่งความดันท่ีสะสม
ไว้มคี า่ ตามทตี่ ้องการ ลมอดั จึงสามารถผ่านไปใชง้ านได้

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนิวแมติก

P

สญั ลกั ษณ์

Z ZA

PR

รปู ที่ 4.35 วาลว์ จดั ลาดบั คAวามดนั

ทม่ี า : วทิ ยา ดวี นุ่ และคณะ.นิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 53
หลักกำรทำงำน

ในตาแหน่งปกติลมจากรู P ไม่สามารถผ่านไปรู A ได้ เม่ือมีแรงดันลมเข้ามาทางด้านรู Z แรงดันลม
จะเอาชนะแรงสปริงก้านล้ินท่ีติดอยู่กับแผ่นไดอะแฟรมจะดันให้วาล์วเปิด ลมจาก รู P จะผ่านไปรู A ได้
ในการเล่อื นลน้ิ ของวาลว์ ให้เปดิ สามารถปรับความดันของลมได้ โดยการปรบั ความแข็งของสปรงิ

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมติก

วิธกี ำรสอน ใบบันทึกกำรสอน
และ
กจิ กรรม • บรรยายสรปุ เนอื้ หาหน่วยเรยี นประกอบส่อื PowerPoint
• นกั ศึกษาซักถามและสรุปบทเรียนร่วมกัน
ส่ือกำรสอน • สรปุ การทางาน
เอกสารประกอบการสอน
งำนที่ หนว่ ยเรียนที่ 4 หน้า 12-1 ถึง 12-24
มอบหมำย
วสั ดโุ สตทศั น์Power Point : สื่อหน่วยเรยี นท่ี 4
กำรวดั ผล ส่อื ประกอบการสอน ภาพเคลื่อนไหว
หมายเหตุ : 1. ทาแบบฝึกหดั ทา้ ยหน่วยเรยี น
2. คน้ ควา้ เพม่ิ เติมจากเอกสารอา้ งอิง

1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมและความสนใจในชนั้ เรียน
2. ถามตอบระหว่างเรยี น
3. แบบฝกึ หัดท่ีมอบหมายในแต่ละครง้ั

สปั ดำห์ท่ี 13

ระบบนิวเมตกิ สแ์ ละนิวเมตกิ สไ์ ฟฟ้ำ

ชื่อบทเรยี น 4.2 ระบบนิวเมติกส์ไฟฟ้า
4.2.1 อุปกรณ์ควบคมุ นวิ เมตกิ สไ์ ฟฟ้า
4.2.2 การควบคมุ กระบอกสูบแบบอตั โนมตั ิ

จุดประสงค์กำรสอน
4.2 เข้าใจระบบนวิ เมตกิ สไ์ ฟฟ้า
4.2.1 บอกอุปกรณ์ควบคุมนิวเมตกิ สไ์ ฟฟา้
4.2.2 ปฏิบัติการควบคมุ กระบอกสบู แบบอตั โนมตั ิ

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนิวแมตกิ

หน่วยท่ี 4

ระบบนวิ เมติกส์และนิวเมติกสไ์ ฟฟ้า

บทนำ
ในระบบนิวแมติกส์นน้ั จะส่ังงานให้อุปกรณ์ควบคมุ ระบบนวิ แมติกสท์ างาน ตอ้ งรูจ้ ักอปุ รณ์และการใช้

งานของอุปกรณ์นั้น ซ่ึงใช้ประกอบวงจรเพ่ือสั่งงานให้อุปกร์ทางานตามเง่ือนไขท่ีกาหนด ดังน้ันนักศึกษา
จงึ จาเป็นตอ้ งไดร้ แู้ ละปฎบิ ตั ิควบคมุ การทางานของเครือ่ งจกั รกลน้นั ได้
4.2 ระบบนิวเมตกิ สไ์ ฟฟ้ำ

4.2.1 อุปกรณค์ วบคุมนวิ เมติกสไ์ ฟฟำ้ (วทิ ยา ดวี ุน่ และคณะ, 2546: 139-149)
ในระบบนิวแมติกสไ์ ฟฟ้า การควบคมุ การทางานของเครอ่ื งจกั รกลน้นั สามารถแบ่งไดเ้ ป็น 2 สว่ นด้วยกัน
คือส่วนของวงจรกาลัง และส่วนที่เป็นวงจรนิวแมติกส์ โดยประกอบด้วยอุปกรณ์ทางานประเภทต่างๆ
ซ่ึงควบคุมการเคลื่อนที่ด้วยโซลินอยด์วาล์ว และอีกส่วนหนึ่งคือ วงจรควบคุม หรือส่วนท่ีเป็นวงจรไฟฟ้า
โดยจะใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น สวิตช์ รีเลย์ ตัวตั้งเวลา และตัวนับ เป็นอุปกรณ์ ที่ให้สัญญาณทางไฟฟ้า
เพือ่ ควบคมุ การทางาน หรือเปลี่ยนตาแหนง่ ของโซลินอยด์วาล์ว ในสว่ นที่เปน็ วงจรนิวแมติกส์อกี ทีหนง่ึ

รูปท่ี 4.36 วงจรนิวแมติกส์
ทมี่ า : http://www.loeitech.ac.th/~napat/electricpneumatic/picture/cascade1.GIF 1/08/59

รูปที่ 4.37 วงจรซเี ควนซ์
ทมี่ า : นิวเมติก.com/wp-content/uploads/2012/12/18-horz-300x150.jpg 1/08/59

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

อปุ กรณ์ไฟฟ้ำทใ่ี ชค้ วบคุมในวงจรไฟฟ้ำ
1. สวิตช์แบบใช้มือกด (Pushbutton switch) เป็นการกดให้หน้าคอนแทคของขั้วไฟฟ้าต่อ

(NO) หรอื (NC) และกลบั สสู่ ภาพเดมิ เมอ่ื ปลอ่ ยมอื ดว้ ยแรงสปรงิ

รูปท่ี 4.38 สวติ ชก์ ดแบบปกตเิ ปิด (NO : NORMALLY OPEN)
ท่ีมา : วิทยา ดีวนุ่ และคณะ.นวิ เมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 139

รูปที่ 4.39 สวติ ชก์ ดแบบปกตปิ ดิ (NC : NORMALLY CLOSE)
ทม่ี า : วิทยา ดวี ่นุ และคณะ.นิวเมติกสแ์ ละไฮดรอลิกส์, 2546: 139
นอกจากนส้ี วิตช์ แบบมือกดยงั มหี นา้ สมั ผสั แบบปกตเิ ปดิ และปดิ อยรู่ วมกนั ในตัวเดียวกนั ซึ่งในการใช้
งานสามารถเลอื กใชห้ นา้ สัมผัสคูใ่ ดคหู่ นง่ึ หรอื ท้งั สองคกู่ ไ็ ด้

รปู ที่ 4.40 สวติ ชก์ ดแบบปกติเปดิ และปดิ
ทม่ี า : วิทยา ดวี ุ่นและคณะ.นวิ เมตกิ ส์และไฮดรอลิกส์, 2546: 140

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมตกิ

2. สวติ ช์กดค้างตาแหนง่ (Toggle Switch) เป็นสวติ ชท์ กี่ ดคา้ งตาแหน่งได้

รปู ท่ี 4.41 สวติ ชก์ ดคา้ งตาแหน่ง
บนั ทึกเม่อื วันท่ี(1/08/59)

ลิมิตสวิตช์ โดยปกติแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ ปกติ (NO) และปิด (NC) จากโครงสร้างภายใน
ตาแหน่งปกติ หน้าสัมผัสจะไม่ต่อถึงกัน ทาให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ ตาแหน่งทางาน เม่ือมี
แรงภายนอกมากระทา เชน่ ลูกสูบเคล่ือนที่ออกมากดลมิ ติ สวิตช์ ทาให้สภาวะการทางานเปลย่ี นจากปกติเปิด
(NO) เป็นปกตปิ ิด (NC) มผี ลทาให้กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านไปได้ และเม่ือลกู สูบเคล่ือนท่ีกลบั จะทาใหล้ ิมิตสวทิ ช์
กลบั สู่สภาพเดมิ จากปกตปิ ิด (NC) เปน็ ปกติเปิด (NO) ทาใหต้ ัดวงจรการทางาน

รูปที่ 4.42 ลิมติ สวติ ช์ (Limit switch)
บันทกึ เม่ือวนั ท่(ี 1/08/59)

4. สวติ ช์แมเ่ หล็ก (Reed switch) http://th.wikipedia.org/wiki/รดี สวิตช์
รดี สวิตช์ หรือ สวติ ช์แม่เหล็ก Reed switch คือสวิตชท์ ่ีใช้เปิดปิดวงจรไฟฟ้าตามสนามแมเ่ หล็ก

ตวั รดี สวติ ชจ์ ะเปน็ หลอดแกว้ ผนกึ กันอากาศ มขี วั้ ไฟฟา้ เข้าที่ปลายสองดา้ น ด้านในต่อกับก้านหน้าสัมผสั ขนาด
เล็กที่ทาจากโลหะสารแม่เหล็ก เม่ือมสี นามแม่เหลก็ ในบริเวณ หนา้ สัมผัสจะลู่ไปตามแนวสนามจนสัมผัสกัน
ทาให้ไฟฟ้าไหลผ่านได้ครบวงจร เมื่อสนามแม่เหล็กหมดไป หน้าสัมผัสก็จะดีดกลับท่ีเดิมทาให้วงจรไฟฟ้า
ขาดออกจากกนั

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

รปู ท่ี 4.43 สวติ ชแ์ ม่เหล็ก (Reed switch)
ท่ีมา : http://www.designworldonline.com/uploads/Imagegallery/reed-switch-2.jpg1/08/59

5. สวิตชค์ วามดัน (Pressure Switch) สวติ ชค์ วบคุมความดัน มหี ลกั การทางาน คอื ทาหน้าทีใ่ นการตดั
และตอ่ วงจรไฟฟ้าใหม้ อเตอร์ทางานและหยดุ ทางานโดยอตั โนมตั ิ โดยอาศยั ความดันของอากาศในถงั บรรจุ
อากาศ

รปู ท่ี 4.44 สวิตช์ความดนั (Pressure Switch)
http://www.sbs-plus.com/images/content/original-1372487817252.png1/08/59
6. รีเลย์ (relay) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทาหน้าที่เป็นสวิตซ์ตัด-ต่อวงจร โดยใช้แม่เหล็กไฟฟ้า
และการที่จะให้มันทางานก็ต้องจ่ายไฟให้มันตามท่ีกาหนด เพราะเม่ือจ่ายไฟให้กับตัวรีเลย์ มันจะทาให้
หน้าสัมผัสติดกัน กลายเป็นวงจรปิด และตรงข้ามทันทีท่ีไม่ได้จ่ายไฟให้มัน มันก็จะกลายเป็นวงจรเปิด
ไฟที่เราใช้ป้อนให้กับตัวรีเลยก์ ็จะเป็นไฟทีม่ าจาก เพาเวอร์ฯ ของเครือ่ งเรา ดังนนั้ ทันทที ีเ่ ปดิ เคร่ือง ก็จะทาให้
รเี ลย์ทางาน (http://th.wikipedia.org/wiki/รเี ลย์)
ประเภทของรเี ลย์

เปน็ อปุ กรณ์ทาหนา้ ทเ่ี ป็นสวิตช์มีหลักการทางานคลา้ ยกับ ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าหรือโซลนิ อยด์
(solenoid) รีเลย์ใชใ้ นการควบคุมวงจร ไฟฟ้าได้อย่างหลากหลาย รีเลย์เปน็ สวิตช์ควบคุมที่ทางานด้วยไฟฟ้า
แบง่ ออกตามลักษณะการใชง้ านไดเ้ ปน็ 2 ประเภทคือ

1. รีเลย์กาลงั (Power relay) หรือมกั เรียกกันว่าคอนแทคเตอร์ (Contactor or Magnetic
contactor) ใชใ้ นการควบคุมไฟฟา้ กาลัง มีขนาดใหญก่ ว่ารีเลย์ธรรมดา

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

2. รีเลยค์ วบคุม (Control relay) มีขนาดเลก็ กาลังไฟฟ้าต่า ใช้ในวงจรควบคุมทั่วไป ที่

มกี าลังไฟฟ้าไม่มากนัก หรอื เพื่อการควบคุมรีเลย์หรือคอนแทคเตอร์ขนาดใหญ่ รีเลย์ควบคุม บางทีเรียกกัน

ง่ายๆ วา่ "รีเลย"์

รูปท่ี 4.45 รีเลย์ (relay)
ทม่ี า : http://www.igetweb.com/www/mkgold/catalog/p_395019.jpg1/08/59
7. รเี ลย์ตงั้ เวลา (Timer Relays)

รีเลย์ต้ังเวลาเป็นอุปกรณ์ ทางานโดยอาศัยหลักการทางานหน่วงเวลาด้วยระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ การใช้รีเลย์ต้ังเวลาในการควบคุมการผลิตมีความจาเป็นมาก เพื่อที่ให้ระบบการทางาน
มปี ระสิทธภิ าพสูงสดุ ก่อนที่จะไปสู่ระบบการผลิตต่อไป โดยภายในจะประกอบด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ควบคมุ

การทางานการตงั้ เวลา โดยการปรบั ทสี่ วิตซห์ มุนด้านหน้าของรเี ลย์ และมีสวติ ซ์เลอื กยา่ นการทางาน

รูปท่ี 4.46 รเี ลย์ตัง้ เวลา (Timer Relays)
บนั ทกึ เมือ่ วนั ที่(1/08/59)

8. เคร่ืองนับจานวน (Counter) คือ อุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยในการนับชิ้นงาน ซึ่งเหมาะสาหรับ
อตุ สาหกรรมท่ีมีการผลิตช้ินงานออกมาแล้วต้องการทราบจานวนที่ผลิตได้วา่ มีจานวนเท่าไหร่ ในแต่ละครั้ง
การผลิตสามารถช่วยใหล้ ูกค้าที่มีปัญหาตอ้ งการนับจานวนในการผลิตสินค้าในแตล่ ะคร้ังให้ถกู ตอ้ ง เครอ่ื งนับ
ของเราสามารถชว่ ยนบั และต้งั ค่าควบคุมจานวนการผลิตแตล่ ะครง้ั ให้ตรงกบั ความตอ้ งการได้อย่างถูกต้อง

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมติก

รปู ที่ 4.47 เครื่องนบั จานวน (Counter)
ท่มี า : http://webserv.kmitl.ac.th/s1010958/web/img/PICTUREEQUIPElectricPower/10.1.1.jpg1/08059

9. อุปกรณ์ตรวจจับ (Sensor) คืออุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ หรืองปริมาณทางฟิสิกส์ต่างๆ
เช่น อณุ หภูมิ เสยี ง แสง การสัมผัส เปน็ ต้น ปจั จุบนั มีการนาระบบ sensor มาใช้บนโทรศพั ท์มือถือ ในหลาย
รูปแบบ (http://www.mindphp.com/คู่มอื /73-คอื อะไร/2439)

รูปที่ 4.48 อุปกรณต์ รวจจับ (Sensor)
ทมี่ า : http://a.lnwfile.com/_/a/_raw/7m/k4/ek.jpg1/08059

10. โซลนิ อยด์ (Solenoid)
http://webserv.kmitl.ac.th/s1010958/web/php/Solenoidvalves.php

เป็นอุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหน่ึง ที่มีหลักการทางานคล้ายกับรีเลย์ (Relay) ภายใน
โครงสร้างขอ งโซลินอยด์จะป ระก อบด้วยขดลวดท่ี พั นอยู่รอบ แท่งเหล็ก ท่ีภายในป ระกอบ ด้วยแม่เหล็ก
ชุดบนกับชุดล่าง เม่ือมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดท่ีพันรอบแท่งเหล็ก ทาให้แท่งเหล็กชุดล่างมีอานาจ
แมเ่ หล็กดงึ แท่งเหลก็ ชุดบนลงมาสัมผัสกันทาใหค้ รบวงจรทางาน เม่ือวงจรถูกตัดกระแสไฟฟ้าทาใหแ้ ท่งเหล็ก
ส่วนล่างหมดอานาจแม่เหล็ก สปริงก็จะดันแท่งเหล็กส่วนบนกลับสู่ตาแหน่งปกติ จากหลักการดังกล่าว
ของโซลินอยดก์ ็จะนามาใช้ในการเลื่อนลิ้นวาล์วของระบบนิวแมติกส์ไฟฟ้า โครงสร้างของ Solenoid Valve
โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เล่ือนวาล์วด้วยโซลินอยด์วาล์วกลับด้วยสปริง (Single Solenoid Valve)
และเล่อื นวาล์วด้วยโซลินอยด์วาล์วกลับด้วยโซลินอยด์วาล์ว (Double Solenoid Valve) ท่ีใช้อย่ใู นปัจจุบัน
เชน่ โซลินอยดว์ าล์ว 2/2, 3/2, 4/2 , 5/2 เปน็ ตน้

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

รูปที่ 4.49 โซลนิ อยด์ (Solenoid)
ที่มา : http://webserv.kmitl.ac.th/s1010958/web/php/Solenoidvalves.php1/08059
4.2.2 กำรควบคุมกระบอกสบู แบบอัตโนมตั ดิ ้วยไฟฟำ้

การควบคุมแบบอัตโนมัติเป็นการทางานของกรบอกสูบซ่ึงจะเกิดการเคล่อื นท่เี ขา้ -ออก ตลอดเวลา
โดยการใช้สวิตช์แบบ Roller Trip การใช้สวิตช์แบบล็อกหน้าสัมผัส หรือการใช้รีเลย์ควบคุมให้ทางาน
แบบคา้ งสภาวะ

การใช้รีเลย์ควบคุมการทางานให้ทางานคา้ งสภาวะน้ันสามารถทาไดด้ ังรูปท่ี 4.50 ซึ่งมีการทางาน
คือ เมื่อกดสวิตช์ S0 กระแสไฟจะไหลๆผ่านสวิตช์ S1 เข้าสู่ขดลวดรีเลย์ K1A ทาให้หน้าสัมผัส K1A
ท่ีต่อขนานกับสวิตช์ S1 น้ันเปิดวงจรทาให้กระแสไหลผ่านหน้าสัมผัสของตัวมันเองเข้าสู่ขดลวดซ่ึงจะทาให้
เมื่อปล่อยมือออกจากสวิตช์แล้วน้ันรีเลย์จะสามารถทางานได้ เพราะรีเลย์ได้ทาการล็อกหน้าสัมผัสตัวเอง
ทาให้มีการทางานค้างสภาวะ เมื่อต้องการหยุดการทางานสามารถทาไดโ้ ดยการกดสวิตช์ S1 เพราะสวิตช์ S1
จะเปิดวงจรของรเี ลย์ทาให้ไมม่ ีกระแสไหลเขา้ สู่ขดลวดรีเลย์หน้าสัมผัส K1A จงึ จากออก เป็นผลให้รีเลย์ K1A
หยดุ การทางาน

รูปที่ 4.50 วงจรกรต่อให้รเี ลยท์ างานค้างตาแหน่ง

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมติก

วิธกี ำรสอน ใบบนั ทกึ กำรสอน
และ
กจิ กรรม • บรรยายสรปุ เนื้อหาหน่วยเรียนประกอบสอ่ื PowerPoint
• นักศึกษาซกั ถามและสรปุ บทเรียนรว่ มกนั
ส่ือกำรสอน • นักศกึ ษาปฏบิ ตั ิตามใบประลองที่ 9-10
• สรุปการทางาน
งำนที่ เอกสารประกอบการสอน
มอบหมำย หนว่ ยเรียนที่ 4 หน้า 13-1 ถึง 13-8

กำรวดั ผล วสั ดโุ สตทศั น์Power Point : สอื่ หน่วยเรียนท่ี 4
หมายเหตุ : ส่อื ประกอบการสอน ภาพเคลอ่ื นไหว
1. ทาแบบฝกึ หดั ทา้ ยหน่วยเรยี น
2. คน้ คว้าเพ่มิ เติมจากเอกสารอา้ งองิ

1. สงั เกตจากพฤติกรรมและความสนใจในชนั้ เรยี น
2. ถามตอบระหว่างเรียน
3. แบบฝกึ หัดทม่ี อบหมายในแตล่ ะครงั้

สัปดำหท์ ี่ 14

ระบบนิวเมตกิ ส์และนวิ เมติกส์ไฟฟำ้

ชื่อบทรียน 4.2 ระบบนวิ เมติกส์ไฟฟ้า
4.2.3 การควบคมุ กระบอกสูบแบบตอ่ เนื่องดว้ ยไฟฟ้า

จดุ ประสงค์กำรสอน
4.2 ปฏบิ ตั ริ ะบบนวิ เมตกิ สไ์ ฟฟ้า
4.2.3 ปฏบิ ัติการควบคุมกระบอกสบู แบบต่อเนอ่ื งด้วยไฟฟ้า

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมตกิ

หน่วยท่ี 4

ระบบนวิ เมติกสแ์ ละนิวเมตกิ ส์ไฟฟา้

บทนำ
ในระบบนิวแมติกส์นั้น จะสั่งงานให้อุปกรณ์ควบคุมระบบนิวแมติกส์ทางาน ต้องรู้จักอุปรณ์และ

การใช้งานของอปุ กรณน์ ั้น การอา่ นสญั ลกั ษณ์การเขียนไดอะแกรม การอ่านไดอะแกรมและมาตรฐานการเขียน
รหัสอปุ กรณต์ า่ งๆ เพอ่ื ใชป้ ระกอบวงจรเพอื่ ส่งั งานให้อุปกรท์ างานตามเง่อื นไขทีก่ าหนด
4.2.3 กำรควบคุมกระบอกสบู แบบต่อเนอ่ื งด้วยไฟฟำ้

วิธีแสดงข้ันตอนการทางานแบบต่อเนื่อง วงจรการทางานของเครื่องจักรท่ีใช้การควบคุมด้วย
ระบบนิวแมติกส์ไฟฟ้าจะต้องมีการควบคุมการทางานอย่างต่อเน่ือง โดยเฉพาะเครื่องจักรท่ีมีการทางาน
แบบอัตโนมัติ การควบคุมการทางานแบบต่อเน่ืองน้ี จะเป็นวงจรการทางานที่ประกอบไปด้วยกระบอกสูบ
ตง้ั แต่สองตวั ขึน้ ไป การทางานของกระบอกสบู ตา่ งๆ ในวงจรการควบคมุ จะสมั พันธ์และตอ่ เน่ืองกนั การแสดง
ขน้ั ตอนการทางานของวงจรมักจะแสดงอยู่ในรปู ของไดอะแกรมเป็นหลัก เพราะสามารถเข้าใจง่ายไมย่ ุ่งยาก
ในการตรวจสอบและออกแบบวงจร วิธแี สดงขั้นตอนการทางานของวงจรแบง่ ออกเปน็ 4 วิธี ดังน้ี

1. Alphabetic sequence การแสดงข้ันตอนการทางานของกระบอกสูบต่างๆ โดยใช้อักษร
ภาษาองั กฤษ หรือตวั เลขทม่ี ีหลังจุดทศนิยมเปน็ ศนู ยผ์ สมกบั เครอื่ งหมาย + และ – มีหลักเกณฑด์ งั นี้ ตวั อักษร
ใหญ่หรือตัวเลขท่ีมีหลังจุดทศนิยมเป็นศูนย์ หมายถึง อุปกรณ์การทางานเช่น กระบอกสูบ โดยตัวใดทางาน
กอ่ นจะไดร้ ับอักษรกอ่ น เชน่ A, B, C หรอื 1.0, 2.0, 3.0

เครื่องหมาย + หมายถึง กา้ นสบู เคล่ือนที่ออก เชน่ A+, B+ หรอื 1.0+, 2.0+
เครือ่ งหมาย – หมายถึง ก้านสบู เคล่ือนที่เขา้ เช่น A-, B- หรือ 1.0 -, 2.0 –
2. Motion-Step diagram การแสดงขัน้ ตอนการทางานโดยใช้ไดอะแกรมความสัมพันธ์ระหวา่ ง
การเคลื่อนท่ีของก้านสูบกับจังหวะในการทางาน ทาได้โดยตั้งแกนข้ึนมา 2 แกน แกนต้ัง หมายถึงระยะทาง
เคล่ือนของก้านสูบ เส้น ln (0) หมายถึงก้านสูบเข้าสุด เส้น out (1) หมายถึง ก้านสูบออกสุด แกนนอน
หมายถงึ จงั หวะการทางาน

32025301 การควบคมุ ไฟฟ้าและนิวแมตกิ

รูปที่ 4.51 แสดง Motion-Step diagram
ตัวอยำ่ งท่ี 1 การเขียน Motion-Step diagram แสดงข้ันตอนการทางานของวงจรนิวแมตกิ สส์ องกระบอกสบู

รปู ท่ี 4.52 แสดงการเขยี น Motion-Step diagram
3. Motion Time diagram การแสดงขั้นตอนการทางานโดยใช้ไดอะแกรมความสัมพันธร์ ะหว่าง
การเคล่ือนทขี่ องกา้ นสบู กบั เวลา โดยต้ังแกนขน้ึ มา 2 แกน แกนตั้ง ระยะทางเคลื่อนทีข่ องกา้ นสบู

เส้น ln (0) หมายถงึ ก้านสบู เข้าสุด
เสน้ Out (1) หมายถงึ กา้ นสูบออกสดุ
แกนนอน แทนเวลาท่ใี ช้ในการทางาน

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนวิ แมตกิ

รปู ท่ี 4.53 แสดง Motion Time diagram
ตัวอย่ำง การเขียน Motion Time diagram แสดงขน้ั ตอนการทางานของวงจรสองกระบอกสบู

รปู ท่ี 4.54 แสดงการเขียน Motion Time diagram
4. Alphabetic with signal flow Diagram การแสดงข้ันตอนการทางานของก้านสูบโดย
ใช้อักษรผสมกับเคร่ืองหมาย + และ – พร้อมท้ังโยงลูกศรแสดงการส่งสัญญาณของการควบคุมวาล์ว
มีหลักเกณฑ์ดังนี้ ตัวอักษรใหญ่ หรือตวั เลขท่ีมีจุดทศนิยมเปน็ ศูนย์ หมายถงึ อุปกรณ์ทางาน เชน่ กระบอกสูบ
ใดทางานก่อนจะได้รับอกั ษร หรือตวั เลขก่อน
เครอื่ งหมาย + หมายถงึ ก้านสบู เคลือ่ นท่อี อก
เคร่อื งหมาย – หมายถงึ ก้านสูบเคล่อื นทเี่ ข้า
เครื่องหมาย หมายถงึ การไหลของสญั ญาณ หรอื ความสมั พันธ์ของเหตุการณ์

รปู ท่ี 4.55 แสดง Alphabetic with signal flow Diagram

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

หลักกำรเขยี นรหัสอุปกรณ์ในวงจรนิวแมติกส์ไฟฟ้ำ
ในการเขียนรหัสวงจรนิวแมติกส์ไฟฟ้า จาเป็นต้องมีมาตรฐานการเขียนรหัสอุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง

และมีความเข้าใจตรงกัน เพ่ือสะดวกในการอ่าน และออกแบบวงจร ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ทุกช้ิน
ของเคร่ืองจักรกลจะต้องมีหมายเลขกากับด้วยเพื่อใช้ในการอ้างอิงวงจรและตรวจสอบวงจรในกรณี
การทางานของเครอ่ื งจักรกลเกิดขัดข้อง ซึ่งการมีรหัสอุปกรณ์ในวงจรนิวแมติกส์ไฟฟ้า การกาหนดหมายเลข
อุปกรณใ์ นวงจรนิวแมตกิ ส์ไฟฟา้ นยิ มใชก้ นั อยู่ 2 ระบบ คือ ระบบใชต้ ัวอักษรและระบบใช้ตัวเลข

1. อปุ กรณท์ างาน ตวั เลขหลงั จากจดุ ทศนยิ มจะเปน็ เลข 0 สว่ นตัวเลขหนา้ จุดทศนิยมจะบอกถงึ อปุ กรณ์
ทางานตัวทีเ่ ท่าไร เชน่ 1.0, 2.0, 3.0, n.0

2. เมนวาล์ว ตัวเลขหลังจากจุดทศนิยมจะเป็นเลข 1 ส่วนตัวเลขหน้าจุดทศนิยมจะบอกถึงอุปกรณ์
ทางานตวั ทเ่ี ทา่ ไร เชน่ 1.1, 2.1, 3.1, n.1

3. อุปกรณ์ควบคุมความเร็ว อุปกรณ์ควบคุมความเร็วก้านสูบเคล่ือนที่ออก ตัวเลขหลังจุดทศนิยม 0
เลขคู่ เช่น 1.02, 1.04, 2.02, 2.04 อุปกรณ์ควบคุมความเร็วก้านสูบเคล่ือนท่ีเข้าด้วยตัวเลขหลังจุดทศนิยม
เลขคี่ เชน่ 1.01, 1.03, 2.01 สว่ นตวั เลขหนา้ จุดทศนิยมจะบอกถึงว่าเป็นอุปกรณ์ควบคมุ ความเรว็ ของอปุ กรณ์
ทางานตวั ทีเ่ ท่าไร

4. แหล่งจ่ายลม แหล่งจ่ายลมเป็นอุปกรณ์ไม่มีผลต่อการบังคับทิศทางของก้านสูบจะใช้ตัวเลขหน้า
ทศนยิ มเป็นศูนย์ เชน่ 0.1, 0.2, 0.3

5. อุปกรณ์ให้สัญญาณในระบบนิวแมติกส์ไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะเป็นสวิตช์แบบต่างๆ ตัวเลขท่ีกาหนดไว้
ทีอ่ ปุ กรณจ์ ะมีรหัส ดังน้ี ตัวเลขหลังจดุ ทศนยิ มเป็นเลขคู่มีผลทาให้กระบอกสูบเคล่ือนที่ออก ส่วนตวั เลขหน้า
จดุ ทศนิยมจะบอกถึงอุปกรณ์ตัวทางานตัวท่ีท่ไรที่เคล่ือนที่ออก เช่น S1.2, S1.4, S2.2, S2.4 เป็นต้น ตัวเลข
หลังจุดทศนิยมเป็นตัวเลขค่มี ีผลทาให้กระบอกสูบเคลอื่ นท่ีเข้า ส่วนตัวเลขหน้าจุดทศนิยมจะบอกถึงอุปกรณ์
ทางานตัวที่เท่าไรเคลื่อนทเี่ ขา้ เช่น S1.3, S1.5, S2.3, S2.5 เป็นต้น

a0 หมายถงึ สวติ ช์ทอ่ี ยตู่ าแหน่งกระบอกสูบ A เคล่อื นที่เข้าสุด
a1 หมายถึง สวิตชท์ ี่อยู่ตาแหน่งกระบอกสบู A เคลือ่ นที่ออกสุด
b0 หมายถึง สวติ ช์ทีอ่ ยตู่ าแหนง่ กระบอกสบู B เคลอ่ื นท่เี ข้าสดุ
b0 หมายถึง สวิตชท์ ่ีอยู่ตาแหนง่ กระบอกสูบ B เคลื่อนทเ่ี ขา้ สุด
6. โซลีนอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) โซลีนอยด์วาล์วจะกาหนดรหัสด้วยอักษรและตัวเลขรวมกัน
ตวั อักษรที่ใช้แทนโซลนิ อยดจ์ ะใช้อักษร Y ตวั หลังจดุ ทศนิยมเป็นเลขคู่แสดงว่าโซลนิ อยด์นม้ี ีผลทาให้กระบอก
สูบเคลื่อนที่ออก ตัวเลขหน้าจุดทศนิยมจะบอกถึงอุปกรณ์ทางานตัวใดที่เคล่ือนท่ีออก เชน่ Y1.2, Y2.2, Y3.2
ส่วนตัวเลขหลังจุดทศนยิ มเป็นเลขคี่แสดงว่าโซลีนอยด์น้ีมผี ลทาให้กระบอกสูบเคลื่อนท่ีเข้า เชน่ Y1.3, Y2.3,
Y3.3 เป็นต้น

32025301 การควบคมุ ไฟฟา้ และนิวแมตกิ

ตวั อยำ่ ง การกาหนดรหัสอปุ กรณ์นิวแมติกสไ์ ฟฟา้ A+/B+/A-/B-
รปู ท่ี 4.56 Motion Step diagram ของ A+/B+/A-/B-

รปู ท่ี 4.57 การต่อใช้งาน Reed switch
หมำยเหตุ ในการต่อใช้งาน Reed switch ต้องมีโหลดต่ออนุกรมกับ Reed switch อยู่ตลอด
หากตอ่ Reed switch โดยตรงจะทาให้ Reed switch เกิดการซอ็ ตและเสียหายได้

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมติก

กำรทำงำนของวงจร
ในสภาวะเริ่มต้น Proximity switch S1.4 จะอยู่ในสภาวะท่ีปิดอยู่ และ Proximity switch S2.3

จะอยู่ในสภาวะท่ีปิดอยู่ เน่ืองจากว่าสวิตช์ท้ังสองจะถูกสั่งให้ทางานด้วยอานาจแม่เหล็กจากกระบอกสูบ
เม่ือกดสวิตช์ S1.2 กระแสไฟจะไหลเข้าสู่รีเลย์ K1A หน้าสัมผัส K1A จะปิดวงจรของโซลีนอยด์วาล์ว Y1.2
กระบอกสูบ 1.0 เคลื่อนท่ีออกสุด Proximity switch S2.2 ทางาน ปิดวงจรของโซลีนอยด์วาล์ว Y2.2
กระบอกสูบ 2.0 เคลือ่ นท่ีออก เมื่อเคล่ือนท่ีออก Proximity switch S1.4 กลับสู่สะภาวะปกติ เมือ่ กระบอก
สูบ 2.2 เคลื่อนท่ี ออกจนสุด Proximity switch S1.3 ท างานปิดวงจรรีเลย์ K3A หน้าสัมผัส K3A
เปิดวงจรรีเลย์ K1A โซลีนอยด์วาล์ว Y1.2 หยุดการทางานกระบอกสูบ 1.0 เคลื่อนท่ีกลับตาแหน่งเดิม และ
ส่ังให้ Proximity switch 2.3 ปิด วงจรรเี ลย์ K2A หน้าสัมผัส K2A เปิดวงจร โซลีนอยด์วาล์ว Y2.2 โซลีนอยด์
วาล์ว Y2.2 หยดุ การทางาน กระบอกสูบ 2.0 เคลื่อนที่กลบั ตาแหนง่ เดิม วงจรกลบั สู่สภาวะเรม่ิ ต้นอกี คร้งั

32025301 การควบคุมไฟฟา้ และนิวแมตกิ

วิธกี ำรสอน ใบบันทกึ กำรสอน
และ
กจิ กรรม • บรรยายสรปุ เนอื้ หาหน่วยเรียนประกอบสื่อ PowerPoint
• นักศึกษาซักถามและสรุปบทเรียนรว่ มกัน
ส่ือกำรสอน • นักศึกษาปฏิบตั ติ ามใบประลองที่ 11
• สรปุ การทางาน
งำนที่ เอกสารประกอบการสอน
มอบหมำย หน่วยเรียนท่ี 4 หน้า 14-1 ถึง 14-7

กำรวดั ผล วสั ดโุ สตทัศน์Power Point : สื่อหนว่ ยเรียนที่ 4
หมายเหตุ : ส่อื ประกอบการสอน ภาพเคลอื่ นไหว
1. ทาแบบฝึกหดั ทา้ ยหนว่ ยเรยี น
2. ค้นควา้ เพมิ่ เติมจากเอกสารอา้ งอิง

1. สังเกตจากพฤติกรรมและความสนใจในช้นั เรยี น
2. ถามตอบระหวา่ งเรียน
3. แบบฝกึ หดั ที่มอบหมายในแตล่ ะคร้ัง

สัปดำหท์ ี่ 15

กำรควบคมุ ในงำนอตุ สำหกรรม

ชือ่ บทเรยี น 5.1 ความรู้เบือ้ งต้นเกย่ี วกับ พี แอล ซี
5.1.1 ความหมายของ พี แอล ซี
5.1.2 พื้นฐานเกีย่ วกับระบบควบคุม

5.2 การควบคุมดว้ ยโปรแกรมเมเบล้ิ คอนโทรลเลอร์
5.2.1 การควบคุมแบบต่างๆในงานอุตสาหกรรม
5.2.2 การใชง้ านการควบคมุ ด้วย พี แอล ซี

จดุ ประสงคก์ ำรสอน
5.1 เขา้ ใจความรเู้ บอื้ งตน้ เก่ยี วกบั พี แอล ซี
5.1.1 บอกความหมายของ พี แอล ซี
5.1.2 อธบิ ายพื้นฐานเก่ียวกับระบบควบคุม
5.2 ปฏิบตั กิ ารควบคุมด้วยโปรแกรมเมเบลิ้ คอนโทรลเลอร์
5.2.1 อธิบายการควบคุมแบบตา่ งๆในงานอุตสาหกรรม
5.2.2 อธิบายการใช้งานการควบคุมด้วย พี แอล ซี

32025301 การควบคุมไฟฟ้าและนิวแมตกิ


Click to View FlipBook Version