The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สามัคคีเภทคำฉันท์ 4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirapat_pr, 2020-11-19 09:03:30

สามัคคีเภทคำฉันท์ 4

สามัคคีเภทคำฉันท์ 4

0



คำนำ

วารสารเรื่อง สามัคคีเภทคาฉันท์ เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยพื้นฐาน๕ (ท๓๓๑๐๑) ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ ๖ มีจุดประสงค์เพื่อศกึ ษา กวีนิพนธ์เรือ่ งสามัคคเี ภทคาฉันท์ คาศัพท์ คุณค่า ข้อคิดที่ได้จาก
การศกึ ษาสามัคคเี ภทคาฉันท์

การศึกษาเร่ือง สามัคคีเภทคาฉันท์ เล่มนี้ คณะผู้จัดได้วางแผนการศึกษาจากแหล่งเรยี นรู้ต่างๆ อาทิ
หนงั สอื เรียน และแหล่งความรจู้ ากเว็บไซต์

คณะผู้จัดทาหวังว่ารายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ หากมีสิ่งใดในรายงานที่ต้องปรับปรุง
แกไ้ ข คณะผจู้ ัดทาขอน้อมรบั คาช้ีแนะละจะนาไปปรบั ปรงุ แก้ไขใหถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณ์ต่อไป

คณะผู้จัดทา
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

สำรบญั ค

คำนำ หน้า
ความเปน็ มา ข
ประวัติผู้แตง่ ๑
ลักษณะคาประพนั ธ์ ๑
สามคั คเี ภทคาฉนั ท์ (เรอ่ื งย่อ) ๓
สามัคคีเภทคาฉนั ท์ (เรอื่ งเต็มเฉพาะตอนทเ่ี รียน) ๙

➢ วัสสการพราหมณ์ใชค้ วามไว้ใจเป็นอุบายทาลายความสามคั คี ๑๐
➢ กษัตรยิ ์ลจิ ฉวแี ตกสามคั ควี ัสสการพราหมณล์ อบสง่ ขา่ วทูล ๑๖
➢ พระเจา้ อชาตศัตรูยกทพั มาตแี ควน้ วชั ชี ๒๐
วิเคราะห์คุณคา่
➢ คุณคา่ ด้านเนอ้ื หา ๓๐
➢ คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ ๓๗
➢ คุณคา่ ด้านสังคม ๓๙
บรรณานกุ รม ๔๑



ควำมเปน็ มำ

สำมคั คีเภทคำฉันท์ เป็นนยิ ายคาฉันท์ขนาดสนั้ ไมก่ ี่สบิ หนา้ กระดาษเท่าน้นั แตไ่ ด้รบั การยกย่องว่าแตง่ ดี มี
ความงดงามทางวรรณศลิ ป์ ท้ังยังไดร้ ับการคดั เลอื กเป็นหนังสอื ประกอบการเรียนการสอนในวชิ าภาษาไทยดว้ ย
คาว่าสำมคั คีเภท เป็นคาสมาส เภท มีความหมายว่า การแบ่ง การแตกแยก การทาลาย สามัคคเี ภท มี
ความหมายว่า การแตกความสามัคคี หรือ การทาลายความ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เกิดวิกฤตการณ์ท้ังภายในและ
ภายนอกประเทศ เชน่ เกิดสงครามโลกคร้งั ที่ ๑ เกดิ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ซ่งึ ส่งผลกระทบตอ่ ความม่นั คงของ
บา้ นเมอื ง นายชิต บุรทัต จึงได้แต่งเร่ืองสามคั คเี ภทคาฉันท์ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เพือ่ มงุ่ ชคี้ วามสาคัญของการ
รวมกันเปน็ หมคู่ ณะ เร่อื งสามคั คีเภท เป็นนิทานสภุ าษิต ในมหาปรนิ พิ พานสตู ร และอรรถกถาสมุ ังคลวิลาสนิ ี
ทีฆนกิ ายมหาวรรค ลงพิมพใ์ นหนังสอื ธรรมจักษุ ของมหามกุฎราชวทิ ยาลยั โดยเรียบเรยี งเป็นภาษาบาลี

ประวัติผแู้ ต่ง

ชติ บรุ ทัต นามสกลุ เดมิ ชวางกรู เป็นบุตรนายชูกบั นางปรกิ เกดิ เม่อื วันท่ี๖ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๕ ชติ
บุรทตั เรยี นหนงั สอื ทีโ่ รงเรยี นวัดราชบพธิ จนจบชั้นประถม และเรยี นจบชน้ั มธั ยมบริบูรณ์ทโี่ รงเรยี นวดั สทุ ศั น์
เมอื่ พ.ศ.๒๔๔๙ ขณะน้ันอายุ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเปน็ สามเณรทวี่ ัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามโดยมีพระ-เจ้าบรม
วงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสริ ิวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชทรงเปน็ พระอปุ ัชฌาย์ ชิต บุรทตั บรรพชาได้ ๒ พรรษาก็
ลาสิกขา

ชิต บุรทัต เรม่ิ ทางานครัง้ แรกในกรมตารวจแลว้ ลาออกไปเป็นครูสอนหนงั สือที่วัดจันทร์ จงั หวัด
สุพรรณบรุ ี ตอ่ มาใน พ.ศ.๒๔๕๒ ไดบ้ รรพชาเป็นสามเณรอกี คร้งั ท่ีวดั เทพศิรนิ ทราวาส โดนมีสมเด็จพระพุทธ-
โฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ซงึ่ ขณะนน้ั มสี มณศักด์ิเปน็ พระธรรมไตรโลกาจารยเ์ ป็นพระอปุ ชั ฌาย์ ชิต บุรทัต
จาพรรษาทว่ี ัดเทพศริ ินทราวาสอย่รู ะยะหนึง่ แลว้ ยา้ ยไปจาพรรษาทว่ี ดั บวรนิเวสวิหาร ได้เป็นศิษย์และเป็น
เลขานุการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ในชว่ งเวลาน้ัน ชติ บุรทตั เร่ิมฝกึ ฝนการ
แต่งกวีนพิ นธ์แล้วส่งไปลงพิมพ์ในหนงั สือพมิ พป์ ระตใู หม่ ชิต บรุ ทัต ได้รบั รางวลั จนมีชือ่ เสยี งและได้รบั นิมนต์
เปน็ กรรมการตรวจกวนี พิ นธ์ทผ่ี อู้ ื่นแต่งดว้ ย

คร้ันถงึ พ.ศ.๒๔๕๖ ชติ บุรทัต อายุครบอุปสมบท สมเด็จพระมหาสมนเจา้ -กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
จงึ โปรดใหอ้ ปุ สมบทพร้อมกบั หมอ่ เจ้าจลุ ดิส ดศิ กุล พระยา-มานวราชเสวี เเละพระยานพิ นธพ์ จนาถต์ ครนั้ ลา



สิกขาเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๖ ชติ บุรทัตไดท้ างานเกย่ี วกบั หนงั สือพมิ พอ์ ย่หู ลายแห่ง เช่น หนังสอื พมิ พ์ศรีกรงุ
หนังสอื พิมพ์พิมพไ์ ทย หนงั สอื พิมพโ์ ฟแท็กซ์ หนงั สอื พมิ พ์ไทยหนมุ่ หนงั สอื พิมพ์เทดิ รัฐธรรมนญู เปน็ ตน้

งานประพนั ธข์ อง ชติ บรุ ทัต มเี ป็นจานวนมาก เช่น สามัคคีเภทคาฉันท์ ฉันทร์ าชสดดุ แี ละอนสุ าวรี
ยกถา ลลิ ิตสุภาพธนคุ คหะบัณฑติ อิลลิสชาดกในเอกนิบาต นิราศนครราชศรมี า นริ าศแมวคราว กาเนดิ แห่ง
สตรคี าโคลง เป็นต้น นามปากกาท่ีใช้ เช่น“เอกชน” “เจา้ เงาะ” และ “แมวคราว” ครง้ั หนง่ึ ชิต บุรทัต
ประพนั ธก์ าพย์ปลุกใจส่งไปให้บรรณาธิการหนังสอื พิมพส์ มทุ สารพจิ ารณาลงพิมพ์ พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกลา้ เจ้าอยหู่ วั ไดท้ อดพระเนตรก็โปรดมาก ใหเ้ จ้าหนา้ ที่ขอรูป ชติ บรุ ทตั ลงพิมพป์ ระกอบบทประพันธด์ ้วย
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ชติ บรุ ทัต ไดร้ ับพระราชทานนามสกลุ “บรุ ทัต”
ชติ บรุ ทตั ถึงแก่กรรมเทื่อวนั ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ด้วยโรคลาไสพ้ ิการอายไุ ด้ ๔๙ ปี



ลกั ษณะคำประพันธ์

คาประพันธท์ ีใ่ ชแ้ ต่งสามัคคเี ภทคาฉันทน์ น้ั ใชฉ้ ันท์และกาพยส์ ลับกนั จงึ เรยี กวา่ คาฉนั ท์ โดยมฉี นั ท์ถงึ
20 ชนดิ ด้วยกัน นับว่าเปน็ วรรณคดีคาฉันทเ์ ล่มหนงึ่ ท่อี นชุ นรุ่นหลังยกย่องและนบั ถือเป็นแบบเรื่อยมา โดยเน้น
จังหวะลหุ คอื เสยี งเบาอยา่ งเครง่ ครัด กาหนดเป็นสระเสียงส้ันไมม่ ีตัวสะกด เสมอ
ชนดิ ของฉนั ท์ทใ่ี ช้แตง่

กมลฉนั ท์, กาพย์ฉบัง, จิตรปทาฉันท์, , โตฏกฉันท์, ภชุ งคประยาตฉนั ท์, มาณวกฉันท์, มาลนิ ฉี ันท์,
วสนั ตดิลกฉันท์, วังสัฏฐฉนั ท์, วิชชุมมาลาฉนั ท์, สัททุลวกิ กฬี ติ ฉันท์, สัทธราฉันท์, สาลินฉี ันท์, สุรางคนางค์ฉันท์,
อนิ ทรวิเชียรฉนั ท์, อินทรวงศ์ฉันท์, อีทิสงั ฉันท์, อปุ ชาติฉนั ท์, อปุ ฏั ฐิตาฉันท์ และอเุ ปนทรวิเชียรฉันท์ แม้จะใช้
กาพยฉ์ บัง แตก่ ย็ งั จดั ในหมวดของฉนั ท์ได้ ทั้งนี้กาพย์ฉบังทใี่ ชใ้ นเรือ่ ง กาหนดเปน็ คาครุทงั้ หมด

ตวั อย่ำงคำประพันธป์ ระเภทฉันท์ จำกเรอื่ ง สำมคั คเี ภทคำฉันท์

วชิ ชุมมำลำฉนั ท์
วชิ ชุมมำลำฉันท์ มีความหมายว่า ระเบียบแหง่ สำยฟำ้ ประกอบดว้ ยครุลว้ นจึงใชบ้ รรยายความ

อยา่ งธรรมดา หน่ึงบทมี ๔ บาท บาทละ ๘ พยางค์ แบง่ เปน็ ๒ วรรค วรรคละ ๔ พยางค์ ส่งสัมผสั แบบกลอน
ลกั ษณะครุ-ลหุ เหมือนกันทกุ บาท

ตวั อยำ่ งคำประพนั ธ์ หา่ งเพื่อนหาผู้
เหน็ ใครไป่มี
แรมทางกลางเถ่อื น เมืองหลวงธานี
หนง่ึ ในนึกดู
หลายวนั ถ่ันล่วง ดมุ่ เดาเข้าไป
นามเวสาลี
เชิงชิดชอบเชื่อง
ผกู ไมตรจี ิต ฉนั อชั ฌาสัย
กับหมชู่ าวเมอื ง วา้ ว่นุ วายใจ
เล่าเร่อื งเคืองขุ่น ดา้ วตา่ งแดนตน
จาเป็นมาใน สำมคั คีเภทคำฉนั ท์ (ชติ บรุ ทัต)



มำณวกฉันท์
มำณวกฉนั ท์ มีความหมายว่า ประดุจเด็กหนุม่ ใช้แตง่ บรรยายความที่รวดเร็ว หนง่ึ บทมี ๔ บาท

บาทละ ๘ พยางค์ แบง่ เป็น ๒ วรรค วรรคละ ๔ คา สง่ สัมผัสแบบกลอนลกั ษณะครุ-ลหเุ หมอื นกันทกุ บาท

ตวั อย่ำงคำประพันธ์

ลว่ งลุประมาณ กาลอนกุ รม
หนงึ่ ณนยิ ม ทา่ นทวชิ งค์
วทิ ยะยง
เมื่อจะประสิทธิ์ เอกกุมาร
เชญิ วรองค์ พราหมณไป
ห้องรหุฐาน
เธอจรตาม ความพิสดาร
โดยเฉพาะใน โทษะและไข
สำมัคคเี ภทคำฉันท์ (ชติ บุรทัต)
จึงพฤฒถิ าม
ขอ ธ ประทาน

อุปัฏฐติ ำฉนั ท์๑๑
อปุ ฏั ฐิตำฉนั ท์ ๑๑ หมายถงึ ฉันทท์ ี่กล่าวสาเนียงอันดงั ก้องให้ปรากฏหนึ่งบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑

พยางคแ์ บง่ เป็น๒วรรควรรคแรก๕พยางค์วรรคหลัง ๖ พยางค์ ส่งสัมผสั แบบกาพยล์ ักษณะครุ-ลหุ เหมอื นกันทกุ
บาท

ตวั อยำ่ งคำประพันธ์ ชนะคลอ่ งประสบสม
ธก็ลอบแถลงการณ์
เหน็ เชิงพเิ คราะห์ชอ่ ง คมะดลประเทศฐาน
พราหมณเ์ วทอุดม อภเิ ผ้ามคธไกร
สำมัคคเี ภทคำฉันท์ (ชติ บรุ ทัต)
ให้วลั ลภะชน
กราบทลู นฤบาล



อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท์ ๑๑

อนิ ทรวิเชียรฉนั ท์๑๑ มีความหมายวา่ “ฉันทท์ ม่ี ีลีลาดจุ สายฟา้ ของพระอนิ ทร์” เปน็ ฉันทท์ ่นี ยิ มแต่ง
กันมากทส่ี ุด มีลกั ษณะและจานวนคาคลา้ ยกบั กาพยย์ านี ๑๑ แตต่ า่ งกนั เพยี งทวี่ ่าอนิ ทรวิเชยี รฉันทม์ ขี อ้ บังคับ
ครุและลหุ หนง่ึ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ พยางค์ แบ่งเปน็ ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางค์
วรรคหลัง ๖ พยางค์ สง่ สัมผสั แบบกาพย์ ลักษณะครุ-ลหุ เหมอื นกนั ทกุ บาท

ตัวอย่ำงคำประพันธ์ พศิ ะเส้นสรีร์รัว
กร็ ะรกิ ระริวไหว
บงเนอ้ื ก็เนอื้ เตน้ หิตโอ้เลอะหลัง่ ไป
ท่วั รา่ งและทง้ั ตวั ตละลว้ นระรอยหวาย
สำมคั คเี ภทคำฉันท์ (ชิต บรุ ทัต)
แลหลังกห็ ลัง่ โล-
เพ่งผาดอนาถใจ

อุเปนทรวเิ ชียรฉันท์ ๑๑
หนงึ่ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ พยางค์ แบ่งเปน็ ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางค์ วรรคหลงั ๖ พยางค์ สง่

สมั ผัสแบบกาพย์ลกั ษณะครุ-ลหุ เหมอื นกนั ทกุ บาท



ตวั อย่ำงคำประพันธ์ กละหเ์ หตยุ ยุ งเสรมิ
นฤพทั ธะก่อการ
ทชิ งค์เจาะจงเจตน์ ทนิ ะวาระนานนาน
กระหน่าและซ้าเตมิ ธก็เชญิ เสดจ็ ไป
สำมัคคเี ภทคำฉันท์ (ชิต บุรทตั )
ละคร้ังระหว่างครา
เหมาะท่าทิชาจารย์

สำลินฉี ันท์ ๑๑
หนง่ึ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ พยางค์ แบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางคว์ รรคหลงั ๖ พยางค์ สง่

สัมผสั แบบกาพย์ลักษณะครุ-ลหุ เหมอื นกนั ทุกบาท

ตวั อยำ่ งคำประพนั ธ์ ประจกั ษเ์ หตุตระหนักครัน
พะจกั สพู่ ินาศสม
พราหมณ์ครูรูส้ ังเกต จะสมั ฤทธิ์มนารมณ์
ราชาวัชชีสรร และอตุ สาหะแห่งตน
ยนิ ดีบัดนี้กิจ สำมัคคีเภทคำฉนั ท์ (ชติ บุรทัต)
ทามาด้วยปรากรม

อนิ ทวงศ์ฉนั ท์ ๑๒
หนง่ึ บทมี ๒ บาท บาทละ ๑๒ พยางค์ แบง่ เป็น ๒ วรรค วรรคแรก ๕ พยางค์

วรรคหลงั ๗ พยางค์ ส่งสัมผสั แบบกาพย์ ลักษณะครุ-ลหุ เหมือนกนั ทกุ บาท



ตวั อยำ่ งคำประพันธ์ ริหะโดยประการะดงั
วจนตั ถ์ปวตั ตพิ ลัน
ราชาประชมุ ดา- รสิ ะไปขมขี มนั
ดารัสตระบดั ยงั บรุ ะเนระเทศะมา
สำมคั คีเภทคำฉนั ท์ (ชติ บุรทตั )
ให้ราชภฏั โป
หาพราหมณท์ ุพลอัน

ภชุ งคประยำตฉันท์ ๑๒
ภุชงคประยำตฉนั ท์ ๑๒ มคี วามหมาย “งูเลือ้ ย” มีทานองทีส่ ละสลวย มกั ใชแ้ ต่งกับเน้ือหาทม่ี ีการต่อสู้

บทสดุดี บทชมความงาม บทถวายพระพร และบทสนุกสนาน นอกจากนั้นยังสามารถใช้แต่งบรรยายความให้
รวดเร็วได้หนึ่งบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๒ พยางค์ แบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคละ ๖ พยางค์
สง่ สมั ผัสแบบกาพย์ลกั ษณะครุ-ลหุ เหมอื นกนั ทุกบาท

ตวั อยำ่ งคำประพันธ์ คเนกลคนงึ การ
ระวังเหือดระแวงหาย
ทชิ งค์ชาติฉ์ ลาดยล ปวัตต์ิวัญจะโนบาย
กษัตรยิ ์ลจิ ฉวีวาร สมัคค์ิสนธส์ิ โมสร
เหมาะแก่การจะเสกสนั สำมัคคีเภทคำฉันท์ (ชติ บุรทัต)

มล้างเหตพุ ิเฉทสาย



วสนั ตดลิ กฉันท์
วสนั ตดลิ กฉนั ท์ มคี วามหมายว่า “ฉันทท์ ี่มีลลี าดงั จอมเมฆในฤดูใบไม้ผลิ (ฤดฝู น)” เป็นหน่ึงในฉันท์ที่นิยม

แต่งกันมากทีส่ ดุ เน่ืองจากอ่านแลว้ ฟังไดร้ นื่ หู รูส้ กึ ซาบซ้งึ จบั ใจ มกั ใช้แต่งชมความงาม และสดุดีความรักหรือ
ของ สูง หน ึ่ง บทมี ๒ บาท บาทละ ๑ ๔ พ ยาง ค์ แบ่ง เป็น ๒ ว ร ร ค ว ร ร คแร ก ๘ พ ยาง ค์

วรรคหลงั ๖ พยางค์ ส่งสมั ผสั แบบกาพยล์ กั ษณะครุ-ลหุ เหมือนกันทุกบาท

ตัวอยำ่ งคำประพนั ธ์ พิศะสุขอร่ามใส
ฑรุ ยิ ์พร่างพะแพรวพราย
รอบด้านตระหงา่ นจตรุ มุข ฉลุลักษณ์เฉลาลาย
กาญจนแ์ กมมณีกนกะไพ ระกะดาดประดษิ ฐ์ดี
สำมัคคเี ภทคำฉนั ท์ (ชติ บุรทัต)
บานบฏั พระบญั ชระสลัก
เพดาลก็ดารกะประกาย

สัททุลลวิกกีฬติ ฉนั ท์ ๑๙

สทั ทลุ ลวกิ กฬี ิตฉันท์ มคี วามหมาย“เสอื ผยอง”ใช้แต่งบทไหวค้ รบู ทโกรธ และบทยอพระเกียรติ หนึ่งบทมี ๑๙
พยางค์ แบง่ เปน็ ๓ วรรค วรรแรก ๑๒ พยางค์ วรรคสอง ๕ พยางค์ และวรรคสดุ ท้าย ๒ พยางค์ ส่งสมั ผสั แบบ
กลอนสงั ขลกิ ลักษณะครุ-ลหุ คือ



ตวั อย่ำงคำประพันธ์ ทวาร

พรอ้ มเบญจางคประดษิ ฐส์ ฤษติตษฎี มนุ ี
กายจิตร์วจไี ตร
กราบไหวค้ ุณพระสุคตอนาวรณญาณ ปฎิ ก
ยอดศาสดาจารย์ สำมคั คเี ภทคำฉนั ท์ (ชติ บรุ ทัต)
อีกคณุ สุนทรธรรมะคัมภิรวิธี
พุทธพ์ จนป์ ระชุมตรี

เน้อื เร่ืองเต็ม (แบบยอ่ )

ในกาลโบราณมกี ษัตรยิ อ์ งคห์ นึง่ ทรงพระนามวา่ พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงครอบครองแคว้น มคธ มี
ราชคฤห์เปน็ เมอื งหลวง พระองค์ทรงมอี ามาตย์ที่สนิทคนหนง่ึ ชือ่ วา่ วัสสการพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดและรอบรู้
ศิลปศาสตรแ์ ละเปน็ ทปี่ รึกษาราชการทัว่ ไป พระเจา้ อชาตศตั รมู พี ระราชประสงคจ์ ะปราบแควน้ วัชชีอนั มีพวก
กษัตริยล์ จิ ฉวีปกครอง แต่พระองค์ยงั ลังเลพระทยั เม่อื ได้ทรงทราบว่ากษัตรยิ ล์ จิ ฉวีทุก ๆ พระองค์ล้วนแต่ทรงตง้ั
มั่นอยใู่ นธรรมที่เรยี กว่า อปริหานิยธรรม ๗ คือธรรมอันเป็นไปเพือ่ เหตแุ ห่งความเจรญิ ฝ่ายเดียว มที ัง้ หมด ๗
ประการ ดังนนั้ พระองคจ์ งึ ปรกึ ษาโดยเฉพาะกบั วัสสการพราหมณ์ว่าควรจะกระทาอยา่ งไรจงึ จะหาอบุ าย
ทาลายเหตุแห่งความพรอ้ มเพรียงของพวกกษตั ริยล์ ิจฉวไี ด้ เมอื่ ไดต้ กลงนดั แนะกับวสั สการพราหมณเ์ ป็นที่
เรยี บร้อยแลว้ วนั หนึง่ พระเจ้าอชาตศตั รูเสด็จออกว่าราชการ จึงดารัสเปน็ เชงิ หารือกับพวกอามาตย์ในเรอื่ งจะ
ยกทัพไปรบกับแควน้ วชั ชี มวี สั สการพราหมณเ์ พยี งผู้เดียวทก่ี ราบทูลเปน็ เชิงทักทว้ งและขอให้พระองค์ทรง
ยบั ยง้ั รอไวก้ อ่ นเพ่ือเห็นแก่มิตรภาพและความสงบ ทั้งทานายวา่ ถ้ารบกจ็ ะพ่ายแพ้ด้วย พระเจ้าอชาตศัตรไู ด้
ทรงฟังวัสสการพราหมณ์กราบทูลเปน็ ถ้อยคาหมนิ่ พระบรมเดชานภุ าพเช่นนัน้ กท็ รงแสรง้ แสดงพระอาการ
พโิ รธ และมพี ระราชโองการสง่ั เจ้าหนา้ ทีผ่ ู้ใหญ่ฝ่ายนครบาลพร้อมด้วยราชบุรุษ ใหน้ าตวั วัสสการพราหมณ์ไป
ลงโทษตามคาพพิ ากษาในบทพระอัยการ คือ เฆ่ยี น โกนผม ประจาน แล้วขับไล่ไปเสียไมใ่ ห้อยู่ในพระราชอาณา
เขต วัสสการพราหมณย์ อมทนรบั ราชอาญาดว้ ยทุกขเวทนาแสนสาหสั ถึงแกส่ ลบ เมื่อถกู เนรเทศออกจากแคว้น
มคธก็เดนิ ทางมงุ่ ตรงไปเมอื งเวสาลอี ันเป็นเมืองหลวงของแคว้นวชั ชีและเท่ียวผกู ไมตรกี ับบรรดาชาวเมือง จน
ขา่ วนี้ทราบไปถงึ กษัตรยิ ์ลิจฉวี จึงไดต้ ีกลองสาคญั ข้ึนเปน็ สญั ญาณ เชญิ กษัตริย์ท้งั ปวงมาชมุ นุมปรกึ ษาราชการ
เม่ือกษัตรยิ ล์ ิจฉวปี ระชมุ กนั แลว้ กไ็ ด้ตกลงกันวา่ ควรให้พราหมณ์ผู้นนั้ เข้ามาเพ่ือจะได้เหน็ ท่าทางและฟังความ
ดูก่อนว่าจะจริงเท็จอยา่ งไร

ภายหลงั ที่วัสสการพราหมณไ์ ด้เขา้ เฝา้ กษัตรยิ ล์ จิ ฉวแี ละกราบทูลขอ้ ความต่าง ๆ ดว้ ยความฉลาดลกึ ซ้ึง
ประกอบกับมีรอยถกู โบยฟกช้าใหเ้ หน็ กษัตริย์ลิจฉวที กุ พระองคต์ ่างกท็ รงหมดความฉงนสนเทห่ ์ว่าจะเปน็ กล

๑๐

อบุ าย จึงทรงตั้งให้เป็นครสู อนศิลปวทิ ยาแก่บรรดาราชกุมารและกระทาราชการในตาแหน่งอามาตยผ์ ู้พจิ ารณา
พพิ ากษาอรรถคดอี ีกตาแหนง่ หน่ึงด้วย วสั สการพราหมณไ์ ด้ปฏิบัติหนา้ ท่ดี ว้ ยความเต็มใจและเอาใจใส่ จนเปน็
ที่ไว้ใจในหม่กู ษตั ริย์ ลิจฉวี เมื่อวัสสการพราหมณ์คาดคะเนวา่ พวกกษตั รยิ ล์ จิ ฉวีวางใจตนจนหมดความสงสยั วัส
สการพราหมณ์จงึ ได้ดาเนินอุบายเพอื่ ทาลายความพร้อมเพรียงเป็นอนั เดยี วกนั ของกษัตรยิ ์ ลิจฉวี โดยการแตง่
อบุ ายลบั ชวนใหฉ้ งนสนเทห่ ์ต่าง ๆ ขนึ้ เป็นเครือ่ งย่วั ยรุ าชกมุ ารทั้งหลายผู้ เปน็ ศษิ ย์ให้แตกร้าวกนั

เหตุแห่งการทะเลาะวิวาทให้บงั เกิดขนึ้ ในหมู่ราชกมุ ารอยเู่ นืองนติ ย์ จนกระทง่ั ทสี่ ดุ ราชกุมารทุก
พระองค์กแ็ ตกความสามัคคีกันเป็นเหตใุ หว้ วิ าทกันข้ึน ครัน้ แลว้ ต่างองค์กน็ าความน้นั ขึน้ กราบทลู ชนกของตน
ตามเรื่องท่เี ป็นมา เมอื่ เป็นเชน่ นน้ั ความแตกร้าวกล็ ามไปถึงบรรดาชนกผซู้ ่งึ เชื่อถอ้ ยคาโอรสของตนโดย
ปราศจากการไตร่ตรองจนกระทง่ั เวลาลว่ งไปสามปี สามัคคธี รรมในระหว่างพวกกษัตรยิ ล์ ิจฉวีกถ็ กู ทาลายสิน้
วสั สการพราหมณ์เหน็ ว่ากษตั รยิ ์ลจิ ฉวที กุ องค์แตกสามคั คีกันแล้ว กใ็ ห้คนลอบนาความไปกราบทลู พระเจ้า
อชาตศัตรูพระเจ้าอชาตศัตรูกก็ รีธาทพั สเู่ มืองเวสาลี พวกชาวเมอื งเวสาลีตกใจกลัวภัยอันเกดิ แต่ ข้าศึก มขุ
มนตรีจงึ ได้ตกี ลองสาคัญขนึ้ เปน็ อาณตั ิสญั ญาณให้ยกทพั มาต่อสู้ แต่เหล่ากษัตรยิ ล์ ิจฉวี ก็หาไปเข้ารว่ มประชุม
ไม่ ตา่ งองคท์ รงเพิกเฉยเสีย แมแ้ ต่ประตเู มืองทกุ ทศิ ก็ไม่มใี ครส่ังให้ ปิด พระเจ้าอชาตศตั รจู ึงได้แคว้นวัชชี
โดยง่าย ไมต่ ้องเปลืองแรงร้ีพลเพราะการรบเลย เม่อื จัดการ บ้านเมอื งราบคาบแลว้ พระเจ้าอชาตศัตรกู ็ยก
กองทพั เสดจ็ กลับกรงุ ราชคฤห์ดงั เดิม

เนอ้ื เรื่องเตม็ (เฉพำะทเี่ รยี น)

สำมัคคีเภทคำฉันท์

วัสสกำรพรำหมณ์ใชค้ วำมไวใ้ จเปน็ อบุ ำยทำลำยควำมสำมคั คี

ภชุ งคประยำต ฉนั ท๑์ ๒

o ทชิ งค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนงึ การ

กษตั รยิ ล์ จิ ฉววี าร ระวังเหือดระแวงหาย

o เหมาะแกก่ ารณจ์ ะเสกสรร ปวัตน์วัญจโนบาย

มล้างเหตพุ ิเฉทสาย สมัครสนธ์ิสโมสร

o ณ วนั หนง่ึ ลุถงึ กา ลศึกษาพิชากร

กมุ ารลจิ ฉววี ร เสด็จพร้อมประชมุ กัน

๑๑

o ตระบดั วสั สการมา สถานราชเรียนพลัน
ธแกล้งเชิญกมุ ารฉัน สนทิ หน่งึ พระองค์ไป
ก็ถามการณ์ ณ ทันใด
o ลุห้องหับรโหฐาน กถาเช่น ธ ปจุ ฉา
มลิ ้ีลับอะไรใน มนษุ ยผ์ ้กู ระทานา
ประเทยี บไถมใิ ชห่ รอื
o จะถกู ผิดกระไรอยู่ กร็ บั อรรถอออือ
และคโู่ คกจ็ ูงมา ประดุจคาพระอาจารย์
นิวัตในมิชา้ นาน
o กุมารลิจฉวีขัตตยิ ์ สมัยเลกิ ลุเวลา
กสกิ เขากระทาคอื พชวนกนั เสด็จมา
ชองค์นัน้ จะเอาความ
o กเ็ ท่านนั้ ธ เชญิ ให้ ณ ขา้ งใน ธ ไต่ถาม
ประสทิ ธิ์ศลิ ป์ประศาสน์สาร วจีสัตยก์ ะสา่ เรา
รวากย์วาทตามเลา
o อุรสลจิ ฉวสี รร วภาพโดยคดมี า
และต่างซักกุมารรา มิเชื่อในพระวาจา
และต่างองคก์ พ็ าที
o พระอาจารย์สิเรียกไป จะพูดเปลา่ ประโยชน์มี
อะไรเธอเสนอตาม รผลเห็น บ เปน็ ไป
ธ พดู แท้ก็ทาไม
o กุมารนัน้ สนองสา จะถามนอก บ ยากเยน็
เฉลยพจน์กะครูเสา

o กมุ ารอื่นกส็ งสัย
สหายราช ธ พรรณนา

o ไฉนเลยพระครูเรา
เลอะเหลวนกั ละล้วนนี

o เถอะถึงถา้ จะจรงิ แม้
แนะชวนเข้า ณ ขา้ งใน

๑๒

o ชะรอยว่าทชิ าจารย์ ธ คดิ อ่านกะท่านเปน็
รหสั เหตปุ ระเภทเห็น ละแน่ชัดถนดั ความ
มกิ ล้าอาจจะบอกตา
o และท่านมามสุ าวาท ไถลแสร้งแถลงสาร
พจีจริงพยายาม กส็ อดคลอ้ งและแคลงดาล
อบุ ัติขน้ึ เพราะขนุ่ เคือง
o กุมารราชมติ รผอง ประดามีนริ นั ดร์เนือง
พิโรธกาจวิวาทการณ์ มลายปลาตพนิ าศปลง ฯ

o พิพิธพนั ธไมตรี
กะองค์น้ันกพ็ ลนั เปลือง

ถอดควำม ภชุ งคประยำต ฉนั ท๑์ ๒

พราหมณ์ผ้ฉู ลาดคาดคะเนว่ากษตั รยิ ์ลิจฉวีวางใจคลายความหวาดระแวง เป็นโอกาสเหมาะทีจ่ ะเร่มิ
ดาเนินการตามกลอุบายทาลายความสามคั คี วันหน่งึ เม่ือถึงโอกาสทีจ่ ะสอนวชิ า กุมารลจิ ฉวกี ็เสดจ็ มาโดย
พร้อมเพรียงกนั ทันใดวสั สการพราหมณก์ ม็ าถงึ และแกลง้ เชญิ พระกุมารพระองคท์ สี่ นทิ สนมเขา้ ไปพบในห้อง
สว่ นตัว แล้วกท็ ลู ถามเร่ืองท่ไี ม่ใช่ความลับแตป่ ระการใด ดังเช่นถามว่า ชาวนาจูงโคมาค่หู นงึ่ เพอ่ื เทียมไถใช่
หรือไม่ พระกมุ ารลจิ ฉวกี ็รับสัง่ เห็นด้วยวา่ ชาวนากค็ งจะกระทาดงั คาของพระอาจารย์ ถามเพยี งเท่านนั้
พราหมณก์ เ็ ชญิ ให้เสดจ็ กลับออกไป ครน้ั ถงึ เวลาเลิกเรียนเหล่าโอรสลิจฉวกี ็พากันมาซกั ไซพ้ ระกมุ ารวา่ พระ
อาจารย์เรียกเขา้ ไปข้างใน ได้ไตถ่ ามอะไรบา้ ง ขอให้บอกมาตามความจริง พระกุมารพระองคน์ ้ันกเ็ ล่าเรอ่ื งราว
ท่พี ระอาจารย์เรยี กไปถาม แตเ่ หล่ากมุ ารสงสัยไมเ่ ช่ือคาพูดของพระสหาย ตา่ งองค์ก็วจิ ารณ์ว่าพระอาจารย์จะ
พดู เรอื่ งเหลวไหลไร้สาระเช่นนีเ้ ป็นไปไมไ่ ด้ และหากวา่ จะพูดจรงิ เหตุใดจะตอ้ งเรยี กเข้าไปถามข้างในห้อง ถาม
ข้างนอกห้องกไ็ ด้ สงสัยวา่ ทา่ นอาจารยก์ บั พระกมุ ารตอ้ งมีความลบั อยา่ งแน่นอน แลว้ กม็ าพดู โกหก ไม่กล้า
บอกตามความเป็นจริง แกลง้ พดู ไปตา่ ง ๆนานา กุมารลจิ ฉวีทง้ั หลายเหน็ สอดคล้องกันก็เกิดความโกรธเคือง
การทะเลาะววิ าทกเ็ กิดขึน้ เพราะความขุ่นเคอื งใจ ความสัมพันธอ์ นั ดีท่เี คยมมี าตลอดก็ถูกทาลายย่อยยับลง

มำณวก ฉนั ท์๘

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม

หนงึ่ ณ นยิ ม ท่านทวิชงค์

๑๓

เมื่อจะประสิทธิ์ วิทยะยง
เชิญวรองค์ เอกกุมาร
พราหมณไป
เธอจรตาม ห้องรหุฐาน
โดยเฉพาะใน ความพิสดา
จงึ่ พฤฒิถาม โทษะและไข
ขอ ธ ประทาน ครจู ะเฉลย
ภัตกะอะไร
อยา่ ติและหลู่ ดี ฤ ไฉน
เธอนะ่ เสวย ยงิ่ ละกระมงั
ในทินน่ี เค้า ณ ประโยค
พอหฤทัย แล้วขณะหลงั
เรอ่ื งสปิ ระทัง
ราช ธ กเ็ ล่า สกิ ขสภา
ตนบรโิ ภค ราชอรุ ส
วาทะประเทอื ง ตา่ ง ธ ก็มา
อาคมยงั ท่านพฤฒอิ า
รภกระไร
เสรจ็ อนศุ าสน์ แจ้งระบุมวล
ลจิ ฉวิหมด จรงิ หฤทัย
ถามนยมาน เม่ือตรไิ ฉน
จารยปรา เหตุ บ มิสม

เธอก็แถลง
ความเฉพาะล้วน
ตา่ ง บ มเิ ช่ือ
จง่ึ ผลใน

๑๔

ข่นุ มนเคือง เร่ืองนฤสาร
เช่นกะกุมาร ก่อนกร็ ะ
เลกิ สละแยก แตกคณะกล
เกลียว บ นิยม คบดุจเดมิ

ถอดควำม มำณวก ฉนั ท์๘

เวลาผ่านไปตามลาดบั เมื่อถงึ คราวที่จะสอนวิชากจ็ ะเชิญพระกุมารพระองค์หนง่ึ พระกมุ ารก็ตาม
พราหมณ์เขา้ ไปในหอ้ งเฉพาะ พราหมณ์จึงถามเนื้อความแปลก ๆ วา่ ขออภัย ช่วยตอบด้วย อยา่ หาว่าตาหนิ
หรือลบหลู่ ครขู อถามว่าวันนีพ้ ระกุมารเสวยพระกระยาหารอะไร รสชาติดีหรอื ไม่ พอพระทัยมากหรอื ไม่ พระ
กุมารก็เลา่ เร่ืองเกย่ี วกับพระกระยาหารทเ่ี สวย หลังจากนนั้ กส็ นทนาเร่อื งท่วั ไป แลว้ กเ็ สด็จกลบั ออกมายงั
หอ้ งเรยี น เมอ่ื เสร็จส้นิ การสอนราชกมุ ารลจิ ฉวีทั้งหมดกม็ าถามเรอ่ื งราวทีม่ ีมาวา่ ท่านอาจารยไ์ ด้พดู เรื่อง
อะไรบ้าง พระกุมารก็ตอบตามความจรงิ แต่เหล่ากมุ ารต่างไม่เชือ่ เพราะคิดแล้วไมส่ มเหตุสมผล ตา่ งขนุ่
เคืองใจดว้ ยเร่ืองไรส้ าระเชน่ เดยี วกับพระกมุ ารพระองค์ก่อน และเกิดความแตกแยกไม่คบกันอยา่ งกลมเกลียว
เหมอื นเดมิ

อุเปนทรวเิ ชียร ฉันท์๑๑

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตยุ ุยงเสรมิ

กระหน่าและซ้าเตมิ นฤพทั ธก่อการณ์

ละครัง้ ระหวา่ งครา ทนิ วารนานนาน

เหมาะท่าทิชาจารย์ ธ ก็เชิญเสด็จไป

บ หอ่ นจะมีสา รฤหาประโยชน์ไร

กระนน้ั เสมอนยั เสาะแสดง ธ แสร้งถาม

และบ้างกพ็ ดู ว่า นะ่ แน่ะขา้ สดับตาม

ยุบลระบลิ ความ พจแจ้งกระจายมา

ละเมดิ ตเิ ตยี นท่าน กเ็ พราะทา่ นสแิ สนสา

๑๕

รพัดทลทิ ภา วและสุดจะขัดสน
จะแน่มแิ น่เหลือ พเิ คราะหเ์ ช่ือเพราะยากยล
ธ กค็ วรขยายความ
ณ ท่ี บ มคี น น่ะแน่ะข้าจะขอถาม
และบา้ งกก็ ลา่ ววา่ วจลือระบือมา
ก็เพราะทา่ นสิแสนสา
เพราะทราบคดีตาม ยพลิ ึกประหลาดเป็น
ตฉิ ินเยาะหม่นิ ท่าน มนเชอ่ื เพราะไปเ่ หน็
ธ ก็ควรขยายความ
รพันพิกลกา วนเค้าคดีตาม
จะจรงิ มิจริงเหลอื นยสุดจะสงสยั
ครุ ทุ า่ นจะถามไย
ผิข้อบลาเคญ็ ระบุแจง้ กะอาจารย์
กุมารองคเ์ สา พระกุมารโน้นขาน
เฉพาะอยู่กะกนั สอง
กระทู้พระครถู าม ธ มิทนั จะไตร่ตรอง
ก็คามคิ วรการณ์ พฤฒิครแู ละวู่วาม
เหมาะเจาะจงพยายาม
ธ ซักเสาะสืบใคร บ มิดีประเดตน
ทวิชแถลงวา่ ทรุ ทฐิ ิมานจน
ธพิ พิ าทเสมอมา
ยบุ ลกะตูกาล ทิชครมู ิเรียกหา
กุมารพระองค์นน้ั

กเ็ ช่อื ณ คาของ
พโิ รธกุมารองค์

ยุครเู พราะเอาความ
ก็พ้อและต่อพษิ

ลุโทสะสืบสน
และฝา่ ยกมุ ารผู้

๑๖

กแ็ หนงประดารา ชกุมารทิชงคเ์ ชญิ

พระราชบตุ รลิจ ฉวมิ ิตรจิตเมิน

ณ กนั และกนั เหิน คณะห่างกต็ ่างถอื

ทะนงชนกตน พลล้นเถลิงลอื

ก็หาญกระเหิมฮือ มนฮึก บ นึกขาม ฯ

ถอดควำม อุเปนทรวิเชยี ร ฉันท์๑๑

พราหมณ์เจตนาหาเหตยุ แุ หย่ซา้ เตมิ อยู่เสมอ ๆ แตล่ ะครั้ง แต่ละวัน นานนานครง้ั เหน็ โอกาสเหมาะกจ็ ะ
เชญิ พระกมุ ารเสด็จไปโดยไมม่ สี ารประโยชน์อันใด แลว้ ก็แกลง้ ทูลถาม บางคร้ังก็พูดวา่ นแี่ นะ่ ขา้ พระองคไ์ ด้
ยนิ ขา่ วเล่าลือกนั ทั่วไป เขานินทาพระกุมารวา่ พระองคแ์ สนจะยากจนและขดั สน จะเป็นเชน่ นนั้ แนห่ รอื
พเิ คราะหแ์ ลว้ ไมน่ า่ เชอื่ ณ ทีน่ ีไ้ ม่มผี ูใ้ ด ขอให้ทรงเล่ามาเถิด บางคร้งั กพ็ ูดวา่ ขา้ พระองค์ขอทลู ถามพระกมุ าร
เพราะได้ยินเขาเล่าลือกนั ท่ัวไปเยาะเย้ยดูหมนิ่ ท่าน ว่าทา่ นนีม้ รี า่ งกายผดิ ประหลาดต่าง ๆ นานาจะเป็นจรงิ
หรือไม่ ใจไมอ่ ยากเชอ่ื เลยเพราะไม่เห็น ถ้าหากมสี ิง่ ใดท่ีลาบากยากแค้นกต็ รสั มาเถิด

พระกุมารไดท้ รงฟงั เรือ่ งท่พี ระอาจารย์ถามก็ตรัสถามกลับวา่ สงสยั เหลือเกนิ เร่อื งไม่สมควรเช่นนี้ท่าน
อาจารย์จะถามทาไม แล้วก็ซักไซว้ ่าใครเป็นผมู้ าบอกกบั อาจารย์ พราหมณ์กต็ อบว่าพระกุมารพระองค์โนน้
ตรสั บอกเมอ่ื อยกู่ นั เพียงสองตอ่ สอง กุมารพระองคน์ ้นั ไม่ทันไดไ้ ตรต่ รอง ก็ทรงเช่อื ในคาพูดของอาจารย์ ด้วย

ความววู่ ามก็กร้ิวพระกมุ ารท่ียพุ ระอาจารย์ใสค่ วามตน จงึ ตัดพอ้ ต่อว่ากนั ข้ึน เกิดความโกรธเคืองทะเลาะ
ววิ าทกันอยเู่ สมอ ฝ่ายพระกมุ ารที่พราหมณ์ไม่เคยเรียกเขา้ ไปหาก็ไมพ่ อพระทยั พระกุมารท่ีพราหมณ์เชิญไป
พบ พระกมุ ารลิจฉวีหมางใจและเหินหา่ งกัน ต่างองค์ทะนงวา่ พระบดิ าของตนมอี านาจลน้ เหลือ จึงมใี จ
กาเริบไมเ่ กรงกลัวกนั

กษตั ริยล์ ิจฉวีแตกสำมคั ควี ัสสกำรพรำหมณ์ลอบส่งขำ่ วทลู พระเจำ้ อชำตศตั รู

สัทธรำ ฉนั ท์๒๑

ลาดับน้ันวสั สการพราหมณ์ ธ ก็ยุศษิ ยตาม

แต่งอบุ ายงาม ฉงนงา

ปวงโอรสลจิ ฉวีดา ริณวิรธุ กส็ า

๑๗

คญั ประดุจคา ธ เสกสรร
ไป่เหลือเลยสักพระองค์อนั มิละปยิ ะสหฉันท์
ก็อาดูร
ขาดสมัครพนั ธ์ พระชนกอดิศูร
ตา่ งองค์นาความมิงามทูล ปวัตตค์ิ วาม
ลุวรบิดรลาม
แห่ง ธ โดยมูล ณ เหตุผล
แตกร้าวก้าวร้ายกป็ ้ายปาม
นฤวเิ คราะหเสาะสน
ทีละนอ้ ยตาม เพราะหมายใด
ฟ่ันเฝอื เช่อื นัยดนยั ตน กษณะตริเหมาะไฉน
สะดวกดาย
สบื จะหมองมล พจนยุปริยาย
แทท้ า่ นวัสสการใน บ เวน้ ครา
สหกรณประดา
เสรมิ เสมอไป ชทั้งหลาย
หลายอย่างต่างกล ธ ขวนขวาย มติ รภิทนะกระจาย
ก็เปน็ ไป
วัญจโนบาย พระราชหฤทยวิสัย
คร้นั ล่วงสามปปี ระมาณมา ระวงั กนั ฯ

ลจิ ฉวรี า
สามัคคธี รรมทาลาย

สรรพเส่ือมหายน์
ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน

ผพู้ โิ รธใจ

๑๘

ถอดควำม สัทธรำ ฉันท์๒๑

ในขณะน้นั วสั สการพราหมณก์ ค็ อยยุลกู ศษิ ย์ แต่งกลอบุ ายให้เกดิ ความแคลงใจ พระโอรสกษัตรยิ ์ลจิ ฉวี
ท้งั หลายไตรต่ รองในอาการน่าสงสัยกเ็ ขา้ ใจว่าเป็นจริงดงั ถอ้ ยคาท่ีอาจารย์ปนั้ เร่ืองขนึ้ ไม่มีเหลอื เลยสัก
พระองคเ์ ดยี วท่จี ะมีความรกั ใคร่กลมเกลยี ว ต่างขาดความสมั พนั ธ์ เกดิ ความเดือดร้อนใจ แต่ละองคน์ าเร่อื ง
ไม่ดีทเี่ กดิ ขน้ึ ไปทลู พระบดิ าของตน ความแตกแยกก็คอ่ ย ๆ ลกุ ลามไปสพู่ ระบิดา เนอ่ื งจากความหลงเช่อื
โอรสของตน ปราศจากการใคร่ครวญเกดิ ความผิดพ้องหมองใจกนั ข้ึน ฝา่ ยวสั สการพราหมณ์คร้ันเหน็ โอกาส
เหมาะสมก็คอยยุแหย่อย่างง่ายดาย ทากลอุบายตา่ ง ๆ พดู ยุยงตามกลอบุ ายตลอดเวลา เวลาผา่ นไปประมาณ
๓ ปี ความร่วมมือกันระหวา่ งกษัตรยิ ์ลจิ ฉวีท้งั หลายและความสามคั คีถกู ทาลายลงสิน้ ความเป็นมติ รแตกแยก
ความเสอ่ื ม ความหายนะกบ็ ังเกดิ ข้นึ กษตั รยิ ์ตา่ งองค์ระแวงแคลงใจ มีความขนุ่ เคืองใจซ่ึงกันและกัน

สำลินี ฉนั ท๑์ ๑

พราหมณ์ครรู ้สู งั เกต ตระหนักเหตถุ นัดครนั

ราชาวชั ชีสรร พจกั สู่พนิ าศสม

ยินดบี ัดนกี้ ิจ จะสมั ฤทธิม์ นารมณ์

เริม่ มาด้วยปรากรม และอตุ สาหแห่งตน

ให้ลองตีกลองนดั ประชุมขัตตยิ ์มณฑล

เชญิ ซึง่ ส่าสากล กษตั รยิ ์สสู่ ภาคาร

วชั ชภี มู ีผอง สดบั กลองกระหึมขาน

ทกุ ไทไ้ ปเ่ อาภาร ณ กิจเพอ่ื เสด็จไป

ต่างทรงรบั สง่ั ว่า จะเรียกหาประชุมไย

เราใช่เป็นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลวั บ กลา้ หาญ

ท่านใดท่ีเป็นใหญ่ และกล้าใครมิเปรียบปาน

พอใจใคร่ในการ ประชมุ ชอบกเ็ ชญิ เขา

ปรึกษาหารือกัน ไฉนน้ันกท็ าเนา

จกั เรียกประชมุ เรา บ แลเห็นประโยชนเ์ ลย

๑๙

รบั สงั่ ผลักไสสง่ และทกุ องค์ ธ เพิกเฉย
ไป่ได้ไปด่ังเคย สมัครเข้าสมาคมฯ

ถอดควำม สำลนิ ี ฉันท๑์ ๑

พราหมณผ์ เู้ ป็นครูสังเกตเหน็ ดงั นัน้ ก็รู้วา่ เหล่ากษัตรยิ ์ลจิ ฉวกี าลงั จะประสบความพนิ าศ จึงยินดมี ากที่ภารกจิ
ประสบผลสาเร็จสมดังใจ หลังจากเร่ิมตน้ ด้วยความบากบัน่ และความอดทนของตน จงึ ให้ลองตีกลองนัด
ประชุมกษตั ริยฉ์ วี เชิญทุกพระองคเ์ สดจ็ มายังท่ีประชุม ฝา่ ยกษัตรยิ ์วัชชีท้ังหลายทรงสดบั เสยี งกลองดงั
กึกก้อง ทุกพระองคไ์ ม่ทรงเปน็ ธรุ ะในการเสด็จไป ตา่ งองคร์ บั สั่งว่าจะเรียกประชมุ ด้วยเหตุใด เราไม่ไดเ้ ปน็
ใหญ่ ใจกข็ ลาด ไมก่ ล้าหาญ ผใู้ ดเป็นใหญ่ มีความกลา้ หาญไมม่ ีผใู้ ดเปรยี บได้ พอใจจะเสดจ็ ไปรว่ มประชมุ ก็
เชญิ เขาเถิด จะปรกึ ษาหารือกนั ประการใดกช็ ่างเถิด จะเรียกเราไปประชุมมองไมเ่ หน็ ประโยชน์ประการใด
เลย รับส่งั ใหพ้ ้นตวั ไป และทกุ พระองคก์ ็ทรงเพกิ เฉยไม่เสด็จไปเข้าร่วมการประชุมเหมอื นเคย

อปุ ฎั ฐิตำ ฉันท๑์ ๑

เห็นเชิงพเิ คราะห์ชอ่ ง ชนะคล่องประสบสม

พราหมณเ์ วทอดุ ม ธ ก็ลอบแถลงการณ์

ให้วัลลภชน คมดลประเทศฐาน

กราบทลู นฤบาล ภิเผ้ามคธไกร

แจง้ ลักษณสา สนว่ากษัตรยิ ใ์ น

วัชชีบรุ ไกร วลหล้าตลอดกนั

บัดนี้สกิ ็แตก คณะแผกและแยกพรรค์

ไปเ่ ปน็ สหฉนั ทเสมือนเสมอมา

โอกาสเหมาะสมยั ขณะไหนประหนึง่ ครา

นี้หากผจิ ะหา ก็ บ ได้สะดวกดี

ขอเชญิ วรบาท พยุหย์ าตรเสด็จกรี

๒๐

ธาทัพพลพี ริยยุทธโดยไว ฯ

ถอดควำม อุปฏั ฐติ ำ ฉันท์๑๑

เมอ่ื พิจารณาเห็นชอ่ งทางที่จะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย พราหมณ์ผ้รู อบร้พู ระเวทก็ลอบสง่
ข่าว ให้คนสนิทเดนิ ทางกลับไปยังบา้ นเมอื ง กราบทลู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธอนั ย่ิงใหญ่ ในสาสน์แจง้ ว่า
กษตั ริยว์ ชั ชที กุ พระองค์ขณะนเี้ กิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบง่ พวก ไม่สามัคคีกันเหมอื นแตเ่ ดมิ จะหา
โอกาสอันเหมาะสมคร้งั ใดเหมือนดงั ครั้งน้ีคงจะไมม่ อี ีกแลว้ ขอทลู เชญิ พระองค์ยกกองทัพอนั ยง่ิ ใหญ่มาทา
สงครามโดยเรว็ เถิด

พระเจ้ำอชำตศตั รยู กทพั มำตแี คว้นวชั ชี

วชิ ชุมมำลำ ฉนั ท์๘

ขา่ วเศิกเอิกองึ ทราบถงึ บัดดล

ในหมู่ผคู้ น ชาวเวสาลี

แทบทุกถิน่ หมด ชนบทบรู ี

อกส่ันขวญั หนี หวาดกลวั ทวั่ ไป

ตืน่ ตาหน้าเผอื ด หมดเลือดสนั่ กาย

หลบลี้หนตี าย วุ่นหวนั่ พรนั่ ใจ

ซกุ ครอกซอกครัว ซ่อนตวั แตกภัย

เข้าดงพงไพร ทิ้งย่านบา้ นตน

เหลือจกั ห้ามปราม ชาวคามล่าลาด

พนั หัวหน้าราษฎร์ ขุนดา่ นตาบล

หารือแกก่ ัน คิดผนั ผ่อนปรน

จกั ไม่ให้พล มาคธข้ามมา

จึ่งใหต้ ีกลอง ป่าวรอ้ งทันที

แจง้ ข่าวไพรี รุกเบียนบีฑา

๒๑

เพอื่ หมูภ่ ูมี วัชชีอาณา

ชมุ นุมบัญชา ป้องกันฉนั ใด

ราชาลิจฉวี ไปม่ ีสกั องค์

อันนกึ จานง เพื่อจักเสด็จไป

ตา่ งองค์ดารัส เรียกนัดทาไม

ใครเป็นใหญ่ใคร กล้าหาญเหน็ ดี

เชญิ เทอญทา่ นต้อง ขัดขอ้ งขอ้ ไหน

ปรึกษาปราศรัย ตามเร่ืองตามที

สว่ นเราเลา่ ใช่ เป็นใหญ่ยังมี

ใจอยา่ งผ้ภู ี รกุ ปราศอาจหาญ

ตา่ งทรงสาแดง ความแขงอานาจ

สามคั คขี าด แก่งแย่งโดยมาน

ภูมิศลิจฉวี วัชชรี ฐั บาล

บช่ ุมนุมสมาน แม้แต่สักองค์ฯ

ถอดควำม วิชชมุ มำลำ ฉันท๘์

ข่าวศึกแพรไ่ ปจนร้ถู งึ ชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองตา่ งตกใจและหวาดกลัวกันไปทั่ว หนา้ ตาต่นื
หนา้ ซดี ไมม่ สี เี ลือด ตวั สนั่ พากนั หนตี ายวุน่ วาย พากนั อพยพครอบครวั หนภี ัย ท้ิงบ้านเรอื นไปซุม่ ซอ่ นตัวเสยี ใน
ปา่ ไม่สามารถหา้ มปรามชาวบ้านได้ หวั หนา้ ราษฎรและนายดา่ นตาบลต่าง ๆ ปรกึ ษากันคดิ จะยบั ย้ังไม่ให้
กองทัพมคธข้ามมาได้ จงึ ตีกลองปา่ วร้องแจ้งข่าวข้าศึกเข้ารกุ ราน เพอ่ื ให้เหลา่ กษตั ริยแ์ ห่งวัชชีเสด็จมา
ประชมุ หาหนทางปอ้ งกนั ประการใด ไมม่ ีกษตั ริยล์ ิจฉวแี มแ้ ต่พระองคเ์ ดียวคดิ จะเสด็จไป แต่ละพระองค์ทรง
ดารัสวา่ จะเรยี กประชุมด้วยเหตุใด ผใู้ ดเปน็ ใหญ่ ผใู้ ดกล้าหาญ เหน็ ดีประการใดกเ็ ชิญเถิด จะปรึกษาหารอื
อย่างไรกต็ ามแตใ่ จ ตัวของเราน้ันไม่ได้มอี านาจยง่ิ ใหญ่ จิตใจก็ขข้ี ลาด ไม่องอาจกล้าหาญ แต่ละพระองคต์ ่าง
แสดงอาการเพิกเฉย ปราศจากความสามัคคีปรองดองในจิตใจ กษัตริย์ลจิ ฉวแี ห่งวชั ชไี ม่เสด็จมาประชมุ กัน
แมแ้ ตพ่ ระองค์เดยี ว

๒๒

อินทรวิเชยี ร ฉนั ทฯ์ ติยรชั ธารง
ป่นิ เขตมคธขัต นคเรศวิสาลี

ย้ังทพั ประทบั ตรง พิเคราะห์เหตุ ณ ธานี
ภธู ร ธ สังเกต ขณะเศกิ ประชดิ แดน

แห่งราชวัชชี และมนิ กึ จะเกรงแกลน
เฉยดู บ รู้สึก รณทพั ระงับภัย

ฤๅคดิ จะตอบแทน บ มิทาประการใด
น่งิ เงยี บสงบงา บรุ ว่างและร้างคน

ปรากฏประหนงึ่ ใน สยคงกระทบกล
แน่โดยมพิ ักสง ลกุ ระนี้ถนดั ตา

ท่านวสั สการจน คยิ พรรคพระราชา
ภินทพ์ ทั ธสามคั รจะพ้องอนตั ถ์ภัย

ชาวลิจฉวีวา รกกาลขว้างไป
ลกู ขา่ งประดาทา ดุจกันฉะนัน้ หนอ

หมุนเล่นสนกุ ไฉน กลแหย่ยุดีพอ
ครวู ัสสการแส่ จะมิรา้ วมริ านกัน

ปัน่ ป่วน บ เหลือหลอ ธรุ ะจบ ธ จึง่ บัญ
ครน้ั ทรงพระปรารภ พทแกล้วทหารหาญ

ชานายนกิ ายสรร ฬุคะเนกะเกณฑ์การ
เร่งทาอุฬุมป์เว จรเข้านครบร

เพอ่ื ขา้ มนทธี าร อดิศูรบดศี ร
เขารับพระบณั ฑูร

๒๓

ภาโรปกรณต์ อน ทวิ รุ่งสฤษฎพ์ ลนั
จอมนาถพระยาตรา พยหุ าธิทัพขันธ์

โดยแพและพ่วงปนั พลขา้ ม ณ คงคา
จนหมดพหลเน่อื ง พิศเนอื งขนัดคลา

ข้ึนฝ่งั ลุเวสา ลบิ ุเรศสะดวกดาย ฯ

ถอดควำม อินทรวเิ ชยี ร ฉนั ท์ฯ

จอมกษตั ริยแ์ หง่ แควน้ มคธหยุดทพั ตรงหน้าเมืองเวสาลี พระองค์ทรงสงั เกตวิเคราะหเ์ หตุการณ์ทางเมอื ง
วชั ชีในขณะทขี่ ้าศึกมาประชิดเมือง ดนู งิ่ เฉยไมร่ ้สู ึกเกรงกลัว หรือคิดจะทาสิ่งใดโตต้ อบระงับเหตรุ ้าย กลบั อยู่
อยา่ งสงบเงียบไมท่ าการสง่ิ ใด มองดูราวกับเปน็ เมอื งร้างปราศจากผูค้ น แน่นอนไมต่ ้องสงสยั เลยวา่ คงจะถูก
กลอุบายของวัสสการพราหมณ์จนเปน็ เช่นน้ี ความสามคั คผี ูกพนั แห่งกษตั รยิ ์ลิจฉวีถูกทาลายลงและจะประสบ
กบั ภัยพิบตั ิ ลกู ขา่ งทเี่ ด็กขวา้ งเล่นได้สนกุ ฉันใด วสั สการพราหมณก์ ส็ ามารถยแุ หย่ให้เหลา่ กษตั รยิ ์ลจิ ฉวแี ตก
ความสามัคคไี ด้ตามใจชอบและคิดที่จะสนุกฉันน้ัน ครัน้ ทรงคิดได้ดงั น้ันจงึ มีพระราชบัญชาแก่เหล่าทหารหาญ
ใหร้ ีบสร้างแพไม้ไผ่เพื่อขา้ มแมน่ ้าจะเขา้ เมืองของฝ่ายศตั รู พวกทหารรับราชโองการแลว้ กป็ ฏบิ ัตภิ ารกจิ ท่ีได้รับ
ในตอนเช้างานนน้ั กเ็ สร็จทนั ที จอมกษัตริยเ์ คลอ่ื นกองทพั อนั มีกาลังพลมากมายลงในแพทีต่ ดิ กนั นากาลงั
ข้ามแม่นา้ จนกองทพั หมดส้นิ มองดูแน่นขนัด ขึ้นฝั่งเมืองเวสาลอี ยา่ งสะดวกสบาย

จิตรปทำ ฉนั ทฯ์

นาครธา นิวิสาลี

เหน็ รปิ มุ ี พลมากมาย

ข้ามตริ ชล ก็ลุพน้ หมาย

มงุ่ จะทลาย พระนครตน

ตา่ งก็ตระหนก มนอกเต้น
ตน่ื บ มเิ วน้ ตะละผคู้ น

๒๔

ทัว่ บุรคา มจลาจล
เสียงอลวน อลเวงไป
มุขมนตรี
สรรพสกล
รุกเภทภัย
ตรอมมนภี ทรปราศรยั
บางคณะอา ขณะนี้หนอ
ยงั มิกระไร พระทวารมนั่
อรกิ อ่ นพอ
ควรบรบิ าล ชสภารอ
ต้านปะทะกัน วรโองการ
ขตั ตยิ รา กจ็ ะได้ทา
ดารจิ ะขอ รัสภูบาล
กเ็ คาะกลองขาน
ทรงตริไฉน ดุจกลองพงั
โดยนยดา ประลโุ สตทา้ ว
เสวกผอง ขณะทรงฟัง
อาณตั ิปาน และละเลยดัง
ธรุ ะกับใคร
ศัพทอโุ ฆษ
ลจิ ฉวดี ้าว ณสภาคา
ต่าง ธ ก็เฉย บุรทวั่ ไป
ไท้มอิ นิ ัง

ตา่ งก็ บ คลา
แม้พระทวาร

๒๕

รอบทศิ ด้าน และทวารใด
เหน็ นรไหน สิจะปดิ มี ฯ

ถอดควำม จิตรปทำ ฉนั ทฯ์

ฝา่ ยเมอื งเวสาลมี องเห็นขา้ ศึกจานวนมากข้ามแมน่ า้ มาเพ่ือจะทาลายล้างบ้านเมืองของตน ต่างก็
ตระหนกตกใจกันถว้ นหน้า ในเมืองเกิดจลาจลวุ่นวายไปทัว่ เมอื ง ขา้ ราชการชน้ั ผู้ใหญ่ตา่ งหวาดกลัวภยั บาง
พวกกพ็ ดู วา่ ขณะนย้ี ังไมเ่ ปน็ ไรหรอก ควรจะป้องกันประตเู มืองเอาไว้ให้มน่ั คง ต้านทานข้าศกึ เอาไว้กอ่ น รอ
ใหท้ ปี่ ระชมุ เหลา่ กษตั ริยม์ ีความเหน็ ว่าจะทรงทาประการใด ก็จะไดด้ าเนินการตามพระบญั ชาของพระองค์
เหล่าข้าราชการทงั้ หลายกต็ ีกลองสัญญาณขึ้นราวกบั กลองจะพัง เสียงดงั กกึ กอ้ งไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลจิ ฉวี
ต่างองคท์ รงเพกิ เฉยราวกับไม่เอาใจใส่ในเรอ่ื งราวของผู้ใด ต่างองค์ไม่เสดจ็ ไปที่ประชุม แม้แต่ประตเู มืองรอบ
ทศิ ทุกบานกไ็ มม่ ีผใู้ ดปดิ

สัททลุ วกิ กฬี ิต ฉันทฯ์

จอมทพั มาคธราษฎรธ์ ยาตรพยหุ กรี

ธาสวู่ ิสาลี นคร

โดยทางอนั พระทวารเปิดนรนกิ ร

ฤๅรอต่อรอน อะไร

เบ้อื งน้นั ท่านครุ ุวัสสการทชิ กไ็ ป

นาทัพชเนนทรไ์ ท มคธ

เขา้ ปราบลจิ ฉวิขัตตยิ ์รัฐชนบท

สเู่ งือ้ มพระหัตถ์หมด และโดย

ไปพ่ กั ตอ้ งจะกะเกณฑน์ กิ าย พหลโรย

แรงเปลอื งระดมโปรย ประยุทธ์

ราบคาบเสรจ็ ธเสด็จลรุ าช คฤหอตุ

คมเขตบุเรศดุจ ณเดิม

๒๖

เรื่องตน้ ยกุ ติกแ็ ตจ่ ะต่อพจนเตมิ ประสงค์
ภาษติ ลิขิตเสริม ตริดู

ปรุงโสตเปน็ คติสนุ ทราภรณจง
จับขอ้ ประโยชนต์ รง

ถอดควำม สัททุลวิกกฬี ติ ฉันทฯ์

จอมทพั แหง่ แคว้นมคธกรีธาทัพเข้าเมอื งเวสาลีทางประตูเมอื งทีเ่ ปิดอยูโ่ ดยไม่มผี คู้ นหรือทหารต่อสู้
ประการใด ขณะน้นั วัสสการพราหมณ์ผู้เปน็ อาจารย์ก็ไปนาทัพของกษตั ริยแ์ หง่ มคธเข้ามาปราบกษัตริยล์ จิ ฉวี
อาณาจักรทัง้ หมดกต็ กอยู่ในเง้อื มพระหัตถ์ โดยที่กองทัพไม่ต้องเปลืองแรงในการต่อสู้ ปราบราบคาบแลว้
เสด็จยงั ราชคฤห์เมอื งยง่ิ ใหญด่ ังเดมิ เนอื้ เรื่องแตเ่ ดิมจบลงเพยี งน้ี แตป่ ระสงค์จะแตง่ สุภาษิตเพิ่มเติมใหไ้ ดร้ บั
ฟังเพอ่ื เป็นคตอิ ันทรงคุณค่านาไปคิดไตรต่ รอง

อนิ ทรวิเชยี ร ฉนั ท์๑๑

อนั ภูบดีรา ชอชาตศัตรู

ไดล้ ิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี

แลสรรพบรรดา วรราชวัชชี

ถึงซ่ึงพบิ ัตบิ ี ฑอนัตถ์พนิ าศหนา

เหย้ี มนนั้ เพราะผนั แผก คณะแตกและตา่ งมา

ถอื ทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง

แยกพรรคสมรรคภิน ทนสน้ิ บปรองดอง
ขาดญาณพจิ ารณ์ตรอง ตริมลกั ประจกั ษเ์ จอื

เช่อื อรรถยุบลเอา รสเล่ากง็ ่ายเหลือ

๒๗

เหตหุ ากธมากเมือ คติโมหเปน็ มูล
จ่งึ ดาลประการหา ยนภาวอาดรู
ยศศักดิเสื่อมนาม
เสียแดนไผทสูญ คุรวุ ัสสการพราหมณ์
ควรชมนิยมจดั กลงากระทามา

เป็นเอกอุบายงาม พิเคราะห์คิดพนิ ิจปรา
พุทธาทิบณั ฑติ ธสุ มคั รภาพผล
สุกภาวมาดล
รภสรรเสริญสา บนริ าศนริ ันดร
วา่ อาจจะอวยผา คยพรรคสโมสร
คุณไร้ไฉนดล
ดีสู่ณหมู่ตน เพราะฉะนนั้ แหละบคุ คล
หมใู่ ดผิสามัค ธุระเก่ยี วกะหมู่เขา
มขุ เปน็ ประธานเอา
ไป่ปราศนริ าศรอน บมิเห็นณฝา่ ยเดียว
พร้อมเพรยี งประเสรฐิ ครนั นรอืน่ กแ็ ลเหลียว

ผหู้ วงั เจรญิ ตน มิตรภาพผดุงครอง
พึงหมายสมคั รเปน็ ทมผอ่ นผจงจอง
มนเมื่อจะทาใด
ธรู ทัว่ ณตวั เรา ลกุ ป็ นั กแ็ บ่งไป
ควรยกประโยชน์ยื่น
สจุ ริตนยิ มธรรม์
ดูบา้ งและกลมเกลียว สปุ ระพฤติสงวนพรรค์
ยง้ั ทิฐิมานหย่อน

อารมี มิ ีหมอง
ลาภผลสกลบรร

ตามนอ้ ยและมากใจ
พึงมรรยาทยดึ

ร้อื ริษยาอัน ๒๘
ด่ังนั้นณหมใู่ ด
อปุ เฉทไมตรี
พร้อมเพรยี งนพิ ทั ธน์ ี ผบิ ไรส้ มคั รมี
หวงั เทอญมิตอ้ งสง รววิ าทระแวงกนั
สยคงประสบพลนั
ซ่ึงสขุ เกษมสนั ต์ หติ ะกอบทวกิ าร
ใครเล่าจะสามารถ มนอาจระรานหาญ
ก็เพราะพร้อมเพราะเพรยี งกนั
หกั ลา้ งบแหลกลาญ นรสงู ประเสริฐครนั
ปว่ ยกล่าวอะไรฝูง เฉพาะมีชวี คี รอง
ผิวใครจะใคร่ลอ
ฤๅสรรพสัตวอ์ นั พลหักกเ็ ต็มทน
แมม้ ากผิกิ่งไม้ สละลีณ้ หมู่ตน
บมิพร้อมมิเพรยี งกนั
มดั กากระนั้นปอง สุขทั้งเจรญิ อัน
เหลา่ ไหนผิไมตรี ลุไฉนบได้มี
พภยนั ตรายกลี
กิจใดจะขวายขวน ตปิ ระสงค์กค็ งสม
อย่าปรารถนาหวงั คณะเปน็ สมาคม
ภนพิ ัทธราพงึ
มวลมาอุบตั ิบรร ผิวมีก็คานงึ
ปวงทุกขพ์ บิ ตั สิ รร จะประสบสขุ าลัยฯ

แม้ปราศนยิ มปรี
ควรชนประชมุ เชน่

สามคั คิปรารม
ไปม่ กี ็ใหม้ ี

เนือ่ งเพ่ือภิยโยจงึ

๒๙

ถอดควำม อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์๑๑

พระเจา้ อชาตศตั รไู ด้แผน่ ดนิ วชั ชอี ย่างสะดวก และกษัตรยิ ล์ ิจฉวที ้ังหลายกถ็ งึ ซง่ึ ความพนิ าศล่มจม เหตุ
เพราะความแตกแยกกนั ตา่ งก็มีความยึดมนั่ ในความคิดของตน ผูกโกรธซ่ึงกนั และกัน ตา่ งแยกพรรค แตก
สามคั คกี ัน ไม่ปรองดองกัน ขาดปัญญาทีจ่ ะพจิ ารณาไตร่ตรอง เช่อื ถ้อยความของบรรดาพระโอรสอยา่ ง
ง่ายดาย เหตทุ ีเ่ ปน็ เชน่ น้ันเพราะกษตั รยิ แ์ ตล่ ะพระองค์ทรงมากไปด้วยความหลง จึงทาให้ถึงซ่ึงความฉบิ หาย
มภี าวะความเป็นอยู่อันทุกข์ระทม เสียทงั้ แผ่นดนิ เกยี รติยศ และชื่อเสียงทีเ่ คยมอี ยู่ ส่วนวสั สการพราหมณ์นน้ั
น่าช่นื ชมอยา่ งย่ิงเพราะเปน็ เลศิ ในการกระทากลอบุ าญ ผู้รู้ทง้ั หลายมพี ระพุทธเจ้าเปน็ ต้น ได้ใคร่ครวญ
พิจารณากล่าวสรรเสริญว่าชอบแลว้ ในเร่อื งผลแห่งความพรอ้ มเพรียงกนั ความสามัคคอี าจอานวยใหถ้ ึงซง่ึ
สภาพแหง่ ความผาสกุ ณ หมู่ของตนไม่เส่อื มคลายตลอดไป หากหมใู่ ดมีความสามัคครี ว่ มชมุ นมุ กัน ไมห่ ่างเหิน
กัน สิ่งท่ไี รป้ ระโยชนจ์ ะมาส่ไู ดอ้ ย่างไร ความพร้อมเพรยี งนน้ั ประเสริฐย่ิงนกั เพราะฉะนัน้ บุคคลใดหวงั ทีจ่ ะ
ไดร้ บั ความเจริญแหง่ ตนและมีกจิ ธุระอนั เป็นส่วนรวม ก็พึงตั้งใจเป็นหัวหนา้ เอาเป็นธุระด้วยตัวของเราเองโดย
มิเห็นประโยชน์ตนแต่ฝา่ ยเดียว ควรยกประโยชน์ให้บุคคลอืน่ บ้าง นึกถึงผ้อู ่ืนบา้ ง ตอ้ งกลมเกลียว มีความเปน็
มิตรกนั ไว้ ต้องลดทฐิ มิ านะ รูจ้ กั ขม่ ใจ จะทาสง่ิ ใดกเ็ อือ้ เฟือ้ กันไมม่ ีความบาดหมางใจ ผลประโยชนท์ ง้ั หลาย
ทีเ่ กดิ ขึ้นก็แบ่งปนั กนั ไป มากบ้างน้อยบา้ งอย่างเป็นธรรม ควรยึดมน่ั ในมารยาทและความประพฤติท่ีดงี าม
รกั ษาหมู่คณะโดยไม่มีความริษยากันอนั จะตัดรอนไมตรี ดงั นั้นถ้าหมูค่ ณะใดไม่ขาดซ่ึงความสามัคคี มคี วาม

พรอ้ มเพรียงกนั อย่เู สมอ ไม่มกี ารวิวาท และระแวงกนั กห็ วังไดโ้ ดยไม่ต้องสงสยั ว่า คงจะพบซึ่งความสุข ความ
สงบ และประกอบด้วยประโยชน์มากมาย ใครเล่าจะมใี จกล้าคดิ ทาสงครามดว้ ย หวงั จะทาลายล้างกไ็ มไ่ ด้
ทง้ั น้ีเพราะความพร้อมเพรียงกันนั่นเอง กลา่ วไปไยกบั มนุษยผ์ ้ปู ระเสริฐหรือสรรพสัตว์ที่มีชวี ติ แม้แต่ก่ิงไม้
หากใครจะใคร่ลองเอามามดั เปน็ กา ตง้ั ใจใชก้ าลงั หักก็ยากเต็มทน หากหม่ใู ดไม่มีความสามัคคใี นหม่คู ณะของ
ตน และกิจการอันใดที่จะตอ้ งขวนขวายทาก็มิพรอ้ มเพรียงกนั ก็อยา่ ไดห้ วงั เลยความสขุ ความเจริญจะเกดิ ขน้ึ
ได้อย่างไร ความทุกข์พิบตั อิ ันตรายและความชัว่ ร้ายทัง้ ปวง ถงึ แม้จะไมต่ อ้ งการก็จะต้องไดร้ บั เป็นแน่แท้ ผู้ท่ี
อยรู่ วมกนั เปน็ หมคู่ ณะหรอื สมาคม ควรคานึงถึงความสามคั คีอยเู่ ป็นนิจ ถ้ายงั ไม่มกี ค็ วรจะมขี นึ้ ถ้ามอี ย่แู ล้ว
กค็ วรใหเ้ จริญรุ่งเรอื งยิง่ ขน้ึ ไปจึงจะถึงซึ่งความสขุ ความสบาย

๓๐

วเิ คราะหค์ ุณคา่

คณุ ค่าด้านเน้อื หา

คุณค่าดา้ นเน้ือหา

รูปแบบ : แต่งเป็นบทร้อยกรอง โดยนำฉันท์ชนิดต่าง ๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับ
เนื้อหาแต่ละตอน ประกอบด้วยฉันท์ ๑๘ ชนิด กาพย์ ๒ ชนิด คือ กาพย์ฉบัง ๑๖ และ กาพย์
สุรางคนางค์ ๒๘

๑.๑. เนอ้ื เร่อื ง

พระเจ้าอชาตศัตรแู หง่ กรุงราชคฤหแ์ ควน้ มคธ ทรงมีวสั สการพราหมณ์ท่มี คี วามฉลาดและ
รอบรู้ ทางดา้ นศลิ ปศาสตร์เปน็ ทปี่ รกึ ษา และท่านมีความประสงคท์ ี่จะขยายอาณาจักรของท่านไปท่ี
เเคว้นวัชชี ของเหลา่ กษตั ริย์ลจิ ฉวี ซ่ึงทา่ นปกครองด้วยการเน้นสามคั คธี รรมเป็นหลกั วัสสการพ
ราหมณ์จึงเรม่ิ ออก อุบายในการทำใหเ้ หล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกคอกนั โดยการเรียกพระกมุ ารของเหลา่
กษัตรยิ ล์ จิ ฉวมี า สอบถามทลี ะคน ทำให้เหล่าพระกมุ ารเกิดความระแวงและสงสัย หลังจากนัน้ พระ
กมุ ารทงั้ หลายจึงไป บอกพระบดิ า ทำให้เกดิ ความบาดหมางและส้ินความสามัคคีในเหล่ากษัตรยิ ล์ จิ ฉวี
กันหมด และท้ายที่สดุ ความแตกความสามคั คีน้ีทำใหพ้ ระเจ้าอชาตศตั รยู กทัพมาตแี ควน้ วัชชีได้สำเร็จ
อย่างงา่ ยดาย

๑.๒. โครงเรอื่ ง

ความสามมัคคีเป็นคุณธรรมทส่ี ำคญั อยา่ งหนึ่งในการปกครองประเทศชาติบ้านเมือง การท่ี
บ้านเมืองขาดความสามคั คนี น้ั จะนำพามาซงึ่ ความหายนะและความวอดวายในบ้านเมือง

๑.๓. ตวั ละคร

๑. พระเจา้ อชาตศตั รู

๑.๑ ทรงมีพระเมตตาตอ่ พสกนกิ รของพระองค์ ดงั ฉันท์ที่ว่า

แวน่ แควน้ มคธนครรา- ชคฤห์ฐานบูรี

สืบราชวัตวิธทวี ทศธรรมจรรยา

เลือ่ งหลา้ มหาอตุ ตมลาภ คุณภาพพระเมตตา

แผเ่ พียงชนกกรุณอา ทรบุตรธิดาตน

๓๑

๑.๒ ทรงทำนุบำรุงบา้ นเมอื งให้เจรญิ รงุ่ เรอื ง บ้านเมืองได้รบั การทำนบุ ำรุงจนกระทงั่ มี
แสนยานภุ าพ ประชาชนสขุ สงบ มมี หรสพใหบ้ ันเทงิ เชน่

หอรบจะรบั รปิ ผุ ิรอ รณทอ้ หทัยหมาย

ม่งุ ยทุ ธย่อมชวิ มลาย และประลาตมิอาจทน

พร้อมพรงั่ สะพรึบพหลรณ พยุห์พลทหารชาญ

อำมาตย์และราชบรวิ าร วุฒเิ สวกากร

เนืองแนน่ ขนัดอศั วพา หนชาตกิ ญุ ชร

ชาญศึกสมรรถสรุ สมร ชยเพิกริปูภินท์

กลางวนั อนันตคณนา นรคลาคละไลเนอื ง

กลางคืนมหุสสวะประเทือง ดุริยศพั ทดีดสี

บรรสานผสมสรนนิ าท พิณพาทยแ์ ละเภรี

แซ่โสตสดับเสนาะฤดี อุระลำ้ ระเริงใจ

๑.๓ ทรงมีพระราชดำรจิ ะแผ่พระบรมเดชานภุ าพ โดยจะกรธี าทพั ไปตแี ควน้ วชั ชี ดังน้ี

สมยั หนึง่ จ่งึ ผภู้ ูมบิ าล ทรงจนิ ตนาการ

จะแผอ่ ำนาจอาณา

ให้ราบปราบเพอ่ื เกือ้ ปรา- กฎไผทไพศา

ลรฐั จงั หวดั วัชชี

๑.๔ ทรงมคี วามรอบคอบ เมื่อทรงทราบว่าคณะกษัตริย์ลิจฉวียดึ มนั่ ในสามัคคีธรรมจงึ ทรงมพี ระราชดำรวิ ่า

ศกึ ใหญใ่ ครจ่ ะพยายาม รบเร้าเอาตาม

กำลงั ก็หนักนักหนา

จำจักหกั ดว้ ยปัญญา รอกอ่ นผ่อนหา

อุบายทำลายมลู ความ

และทรงปรกึ ษาหารือกับวัสสการพราหมณ์ ซ่ึงวสั สการพราหมณก์ ราบทูลถึงวิธกี ารและดำเนนิ การจนสำเรจ็

๓๒

๒. วัสสการพราหมณ์

วัสสการพราหมณเ์ ปน็ ปโุ รหติ แหง่ แคว้นมคธ เป็นผู้เฉลียวฉลาดและรอบรศู้ ิลปศาสตร์ ดังคำประพนั ธ์
ที่วา่

อนั อัครปโุ รหิตาจารย์ พราหมณ์นามวสั สการ

ฉลาดเฉลยี วเช่ียวชิน

กลเวทโกวิทจติ จนิ ต์ สำแดงแจ้งศิล

ปศาสตรก์ ็จบสบสรรพ์

ลักษณะนสิ ัยของวสั สการพราหมณ์

๒.๑ รกั ชาติบา้ นเมือง ยอมเสียสละเพ่ือประเทศชาติ เมื่อพระเจา้ อชาตศัตรทู รงปรึกษากบั วัสสการพ
ราหมณเ์ ร่ืองที่จะทรงแผพ่ ระบรมเดชานุภาพเอาเมอื งวชั ชีไวใ้ นครอบครองและวัสสการพราหมณ์กราบทลู กล
อบุ ายและวิธกี ารนั้น วัสสการพราหมณจ์ ะต้องกราบทลู ขดั แย้งพระราชดำริของพระเจ้าอชาตศัตรูทำให้ถูกลง
พระราชอาญาอยา่ งหนัก แตว่ สั สการพราหมณก์ ็ยอมรบั ทั้งนเ้ี พ่อื จะได้ไปอาศยั อย่ทู ีแ่ คว้นวัชชีและดำเนนิ
อุบายทำลายความสามัคคไี ด้สะดวก ดังฉันท์ที่วา่

ไป่เห็นกะเจ็บแสบ ชวิ แทบจะทำลาย

มอบสัตยส์ มรรถหมาย มนม่ันมิหวั่นไหว

หวังแผนเพื่อแผน่ ดนิ ผิถวิลสะดวกใด

เกื้อกิจสฤษฎ์ไป บมเิ ลยี่ งละเบีย่ งเบอื น

๒.๒ จงรกั ภกั ดตี อ่ พระเจ้าอชาตศัตรู ดงั ฉันท์ทีพ่ รรณนาไวต้ อนวัสสการพราหมณต์ อ้ งโทษดงั น้ี

โดยเตม็ กตญั ญู กตเวทติ าครนั

ใหญ่ยิง่ และยากอนั นรอ่ืนจะอาจทน

หยงั่ ชอบนยิ มเช่อื สละเน้ือและเลอื ดตน

ยอมรบั ทเุ รศผล ขรการณ์พะพานกาย

ไปเ่ หน็ กะเจ็บแสบ ชิวแทบจะทำลาย

มอบสัตย์สมรรถหมาย มนม่นั มิหวนั่ ไหว

๓๓

๒.๓ วสั สการพราหมณ์เป็นคนเฉลียวฉลาด มไี หวพริบและรอบคอบในการดำเนนิ กลอบุ ายด้วยความ
เฉยี บแหลมลกึ ซ้ึง รกู้ ารควรทำและไม่ควรทำ รอจังหวะและโอกาส การดำเนนิ งานจึงมขี ั้นตอน มี
ระยะเวลา นบั ว่าเปน็ คนมแี ผนงาน ใจเยน็ ดำเนินงานดว้ ยความรอบคอบ มีสติ เปน็ คุณลกั ษณะที่ทำให้วสั สกา
รพราหมณ์ดำเนินกลอุบายจนสำเร็จผล เห็นได้ชัดเจนในขณะที่วสั สการพราหมณเ์ ข้าเฝ้าฯกษตั ริย์ลจิ ฉวแี ละได้
กลา่ วสรรเสริญน้ำพระราชหฤทยั กษัตริย์ลจิ ฉวที ำใหเ้ กิดความพอพระราชหฤทัย

เปรียบปานมหรรณพนที ทะนทุ ป่ี ระทังความ

รอ้ นกายกระหายอทุ กยาม นรหากประสบเห็น

เอบิ อม่ิ กระหยมิ่ หทยคราว ระอุผ่าวกผ็ อ่ นเย็น

ยงั อณุ หมุญจนะและเปน็ สขุ ปีติดีใจ

วชั ชบี วรนครสรร พจะขันจะเข้มแขง

ร้ีพลสกลพิริยแรง รณการกล้าหาญ

มาคธไผทรฐนิกร พลอ่อนบชำนาญ

ท้ังสน้ิ จะสู้สมรราญ ริปนุ นั้ ไฉนไหว

ด่งั อินทโคปกะผวา มุหฝา่ ณกองไฟ

หิง่ หอ้ ยสิแขง่ สรุ ิยะไหน จะมนิ า่ ชิวาลาญ

๒.๔ มคี วามรอบคอบ แมว้ า่ วสั สการพราหมณจ์ ะรชู้ ดั ว่าบรรดากษัตรยิ ล์ จิ ฉวีแตกความสามัคคีกัน
แลว้ แต่ด้วยความรอบคอบก็ลองตีกลองเรยี กประชมุ บรรดากษัตรยิ ล์ ิจฉวีกไ็ มเ่ สดจ็ มาประชุมกนั เลย

วัชชีภูมผี อง สดับกลองกระหึมขาน

ทกุ ไท้ไป่เอาภาร ณกิจเพ่อื เสดจ็ ไป

ตา่ งทรงรับสั่งว่า จะเรียกหาประชมุ ไย

เราใชค่ นใหญ่ใจ ขลาดกลวั บกล้าหาญ

๒.๕ ความเพยี ร วสั สการพราหมณ์ใช้เวลา ๓ ปใี นการดำเนนิ การเพือ่ ให้เหล่ากษตั ริย์ลิจฉวีแตกสามคั คี
กนั ซึง่ นบั ว่าต้องใชค้ วามเพยี รอยา่ งมาก

ครนั้ ลว่ งสามปีประมาณมา สหกรณประดา

๓๔

ลจิ ฉวีรา ชทง้ั หลาย
สามัคคธี รรมทำลาย มิตรภทิ นะกระจาย
กเ็ ปน็ ไป
สรรพเส่อื มหายน์

๓ กษัตริยล์ ิจฉวี

๓.๑ ทรงต้ังม่นั ในธรรม กษัตรยิ ล์ ิจฉวีล้วนทรงยึดมน่ั ในอปริหานยิ ธรรม (ธรรมอนั ไมเ่ ปน็ ที่ตัง้ แหง่ ความ
เสอื่ ม) ๗ ประการ ไดแ้ ก่

หนึ่ง เมอ่ื มีราชกจิ ใด ปรึกษากันไปบว่ ายบห่ น่ายชุมนุม

สอง ย่อมพร้อมเลิกพร้อมประชมุ พร้อมพรกั พรรคคุม

ประกอบณกจิ ควรทำ

สาม น้ันถือมั่นในสัม มาจารตี จำ

ประพฤตมิ ิตัดดดั แปลง

สี่ ใครเปน็ ใหญไ่ ดแ้ จง โอวาทศาสน์แสดง

ก็ยอมและนอ้ มบชู า

หา้ น้ันอนั บุตรภรยิ า แห่งใครไป่ปรา-

รภประทษุ ข่มเหง

หก ท่ีเจดยี ์คนเกรง มยิ ่ำยำเยง

กเ็ ซ่นก็สรวงบวงพลี

เจด็ พระอรหันต์อันมี ในรฐั วัชชี

ก็คมุ้ กค็ รองป้องกัน

๓.๒ ขาดวิจารณญาณ ทรงเช่ือพระโอรสของพระองคท์ ีท่ ลู เร่ืองราวซึ่งวัสสการพราหมณ์ยแุ หยโ่ ดยไม่
ทรงพิจารณา เช่น

ต่างองคน์ ำความมงิ ามทูล พระชนกอดิศูร

๓๕

แห่ง ธ โดยมลู ปวัตตคิ์ วาม
แตกร้าวก้าวร้ายก็ปา้ ยปาม ลวุ รบิดรลาม
ณเหตุผล
ทีละน้อยตาม

๓.๓. ทิฐิเกนิ เหตุ แม้เม่ือบ้านเมืองกำลังจะถกู ศัตรูรุกราน เชน่

ศัพทอุโฆษ ประลุโสตทา้ ว

ลจิ ฉวีดา้ ว ขณะทรงฟงั

ตา่ งธกเ็ ฉย และละเลยดัง

ไท้มอิ ินัง ธุระกับใคร

ต่างก็บคลา ณสภาคาร

แม้พระทวาร บุรทว่ั ไป

รอบทิศด้าน และทวารใด

เหน็ นรไหน สจิ ะปิดมี

๑.๔. ฉากทอ้ งเร่ือง

เปน็ การพรรณาภาพความงดงามขณะท่ชี มเมอื งราชคฤห์ในแคว้นมคธของพระเจา้
อชาตศัตรู

“สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลบั พรรณ

ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะย่วั ทิฆมั พร

บราลพี ิลาศศภุ จรญู นภศลู ประภสั สร

หางหงส์ผจงพจิ ิตรงอน ดุจกวกั นภาลยั ”

อีกหนึง่ ตวั อยา่ งทแี่ สดงให้เหน็ ถงึ ฉากทอ้ งเร่ืองนั่นคือฉากท่วี สั สการพราหมณย์ ุแยง
ปั่นหัวเหล่า โอรสของกษัตริยล์ ิจฉวี จนทำให้บรรดาโอรสเกดิ การทะเลาะเบาะแวง้ จาก
ความสัมพันธท์ ่ีเคยรกั กันดกี ็ ตอ้ งรา้ วฉาน

๓๖

“ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป

หมนุ เลน่ สนกุ ไฉน ดจุ กนั ฉะนันหนอ

ครวู สั สการแส่ กลแหย่ยดุ ีพอ

ปน่ั ปว่ นบเหลือหลอ จะมริ า้ วมิรานกนั

ครั้งทรงประปรารภ ธรุ ะจบธจ่ึงบญั

ชานายนกิ ารสรร พทแกล้วทหารหาญ”

๑.๕. บทเจรจาหรอื รำพงึ รำพัน

เปน็ การแกลง้ ต่อว่าของพระเจา้ อชาตศัตรูที่วสั สการพราหมณ์ทว้ งติงเร่อื งการออกศึก ซึ่งมี
การกระแทกกระท้ันแสดงถงึ อารมณโ์ กรธ

“เอออุเหม่นะมึงชชิ ่างกระไร

ทุทาสสถุลฉะน้ีไฉน กม็ าเป็น

ศึก บ ถงึ และมงึ ก็ยังมิเหน็

จะนอ้ ยจะมากจะยากจะเย็น ประการใด

อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ

ขยาดขยนั้ มิทันอะไร ก็หม่นิ กู”

๑.๖. แกน่ เร่ือง

- การแตกความสามคั คีของหมคู่ ณะซึ่งนำไปสู่หายนะ
เหลา่ โอรสของกษัตรยิ ล์ ิจฉวีถกู ยุแยงให้แตกกันโดยวสั สการพราหมณ์ ฝ่ังพระเจ้า

อชาตศัตรจู งึ ใช้โอกาสน้ใี นการโจมตแี ควน้ วชั ชี

- การรูจ้ ักใชส้ ติปญั ญาเพ่อื เอาชนะศตั รู โดยไมต่ ้องใชก้ ำลงั
พระเจ้าอชาตศัตรใู ชไ้ ส้ศกึ นัน่ คอื วัสสการพราหมณ์เข้าไปยุแยงเหลา่ โอรสของ

กษัตริย์ ลิจฉวีให้แตกสามคั คกี ัน ทําใหพ้ ระเจ้าอชาตศัตรูมโี อกาสบกุ โจมตีแควน้ วชั ชไี ด้งา่ ย
มากยิ่งขน้ึ ซง่ึ ง่ายกว่าการไปบกุ โจมตีแคว้นวชั ชีซึ่งๆหนา้

- การรจู้ ักเลือกใชบ้ ุคคลให้เหมาะสมกับงานทไ่ี ด้รับ จะทำใหง้ านสำเรจ็ ดว้ ยดี

๓๗

พระเจ้าอชาตศัตรเู ลือกใหว้ ัสสการพราหมณ์เป็นผู้ไปยุแยงเหล่าโอรสให้แตกคอกัน ซ่งึ วสั สการพราหมณ์นน้ั
เป็นพราหมณท์ ฉ่ี ลาด รอบรู้ศิลปศาสตร์ และมวี าทศลิ ป์ดี

- การเอาความคิดของตนเป็นใหญ่ และคิดวา่ ตนดกี ว่าผอู้ ืน่ เสมอ ยอ่ มทำให้เกิด ความเสยี หาย
ตอ่ ส่วนรวม

เหลา่ กษตั รยิ ต์ ่างพากันโกรธในส่งิ ทีว่ สั สการณ์พราหมณย์ ุแยง โดยไม่คาํ นึงถึงผลท่ีจะเกดิ ในภายภาคหน้า อัน
นำมาส่กู ารถูกโจมตี

คุณคา่ ด้านวรรณศลิ ป์

การสรรคำ : การใช้ฉันทลกั ษณ์ไดอ้ ย่างงดงามเหมาะสม ตามความเหมาะสมกบั เนอ้ื เรื่อง

การใชภ้ าษาที่เขา้ ใจงา่ ย เหน็ ภาพชดั เจน

การเลือกใชค้ ำโดยคำนงึ ถงึ เสยี ง คือ

๑. การเล่นเสียงสัมผัส คะเนกลคะนึงการ
สมั ผัสพยัญชนะ เชน่
ทชิ งคช์ าตฉิ ลาดยล

กษตั รยิ ์ลจิ วีวาร ระวงั เหือดระแวงหาย

มีการเล่นเสียงพยญั ชนะคำวา่ “คะเนกล - คะนึงการ” กบั “ระวังเหอื ด - ระแวงหาย”

สัมผสั สระ เชน่

ลว่ งลุประมาณ กาลอนกุ รม

หน่งึ ณ นยิ ม ทา่ นทวิชงค์

มกี ารเล่นเสียงสระคำว่า “ประมาณ - กาล” กับ “อนุกรม -นิยม”

การใชโ้ วหาร

๑. พรรณนาโวหาร เช่น

“ควรชมนิยมจดั ครุ วุ ัสสการพราหมณ์

เป็นเอกอุบายงาม กลงำกระทำมา

พทุ ธาทิบณั ฑิต พิเคราะห์คิดพนิ จิ ปรา

๓๘

รภสรรเสริญสา ธุสมัครภาพผล”
“เชื่ออรรถยุบลเอา รสเลา่ กง็ ่ายเหลอื
คตโิ มหเป็นมูล
เหตุหากธมากเมอื ยนภาวอาดรู
จ่ึงดาลประการหา ยศศกั ดิเส่ือมนาม”

เสยี แดนไผทสญู

การใชโ้ วหารภาพพจน์

๑. อุปมา เช่น ตอนวัสสการพราหมณ์เปรียบน้ำพระราชหฤทัยกษตั ริย์ลิจฉวี

“เมตตาทยาลุศภุ กรรม อุปถมั ภการุณย์

สรรเสริญเจรญิ พระคณุ สนุ ทรพนู พบิ ลู งาม

เปรยี บปานมหรรณพนที ทะนทุ ่ปี ระทงั ความ

ร้อนกายกระหายอทุ กยาม นรหากประสบเหน็

เอิบอมิ่ กระหยิม่ หทยคราว ระอผุ า่ วก็ผ่อนเยน็

ยังอณุ หมญุ จนะและเป็น สขุ ปีตดิ ีใจ”

มหรรณพ แปลว่า หว้ งน้ำใหญ่ นที แปลว่า แม่นำ้ เปรยี บได้ว่า พระเมตตาปรานี
พระราชกิจอนั ลำ้ เลศิ พระอปุ ถมั ภ์ และพระกรณุ าเปน็ ท่ียกย่องสรรเสริญ พระเกยี รติคุณอัน
ดงี ามเพิม่ เปน็ ทวีคูณ เปรียบเหมอื นหว้ งนำ้ ใหญ่ทีช่ ่วยผอ่ นความรอ้ นความกระหายน้ำของผู้
ท่ีได้พบเหน็

๒. อุปลกั ษณ์

“หิง่ ห้อยสแิ ข่งสรุ ิยะไหน จะมนิ า่ ชวิ าลาญ.”

หง่ิ หอ้ ยนัน้ หมายถงึ กองทพั มคธ สรุ ิยะน้ันหมายถึงกองทัพวชั ชี

๓. บคุ คลวตั

“วัชชีผมู้ ผี อง สดบั กลองกระหึมขาน

ทกุ ไท้ไป่เอาภาร ณ กจิ เพอ่ื เสดจ็ ไป”

“ขาน” ซึ่งหมายถึงการกล่าว เรยี ก หรอื พดู ตอบของมนุษย์ มาใชก้ บั กลองท่เี ป็นส่ิงของเพอ่ื สร้าง

๓๙

จินตภาพให้เหน็ ว่ากลองเป็นส่งิ มีชวี ติ ใช้เรยี กหรือพูด ให้ผู้ฟงั ได้ยนิ อยา่ งชดั เจน

๔. อธิพจน์

“ตืน่ ตาหนา้ เผอื ด หมดเลอื ดสั่นกาย

หลบล้หี นีตาย วุ่นหวน่ั พร่ันใจ

ซุกครอกซอกครัว ซ่อนตัวแตกภยั

เขา้ ดงพงไพร ทิง้ ยา่ นบ้านตน”

“ตื่นตาหน้าเผือด หมดเลือดสั่นกาย” แสดงให้เห็นว่า ชาววัชชีตื่นตกใจกับการรุกรานของ
พระเจ้าอชาตศตั รเู ป็นอยา่ งมากจนหนา้ ซดี เหมือนเลือดหมดตัวซึ่งมาจากตอนพระเจา้ อชาตศัตรูยกทัพ
มาตีแคว้นวัชชีโดยเปน็ การกล่าวเกนิ จรงิ

๕. นามนยั

“แม้มากผกิ ง่ิ ไม้ ผวิ ใครจะใครล่ อง

มดั กำกระน้นั ปอง พลหักกเ็ ต็มทน

เหลา่ ไหนผไิ มตรี สละลี้ ณ หมู่ตน

กิจใดจะขวายขวน บ มพิ รอ้ มมเิ พรยี งกัน”

ในประโยคที่ว่า “แม้มากผิกิง่ ไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง มัดกำกระนั้นปอง พลหักก็เต็มทน” โดย
ธรรมชาติแล้ว กิ่งไม้กิ่งเดียวสามารถหักได้ดว้ ยมือเปล่า ในทางกลับกันกิง่ ไมท้ ี่ถูกมัดเป็นกำ ต่อให้ใช้
พลกำลังมหาศาลก็ไม่สามารถหักมันได้ ดังนั้น กำของกิ่งไม้ซึ่งก็แทน ความสามัคคีและเป็นหนึ่ง
เดยี วกันในหมูค่ ณะจงึ แตกหักไดย้ า

คณุ ค่ำด้ำนสงั คม

๑.สะท้อนวฒั นธรรมของคนไทยในสังคม
-สะท้อนระบบการปกครองในระบอบสามคั คีธรรม ตามหลกั ธรรม อปรหิ านิยธรรม๗ คือ
การสรา้ งความเจริญแกห่ มคู่ ณะ

:แควน้ วัชรที กี่ ษตั ริย์และประชาชน ยึดหลักคุณธรรมนี้ ทาใหเ้ ปน็ แควนั ทขี่ นาดใหญ่และ
เจริญทส่ี ุดในสมัยน้ัน

๔๐

๒.แสดงให้เห็นถึงโทษของการแตกความสามัคคีในหมู่คณะ
-การไม่ใช้วจิ ารญาณในการใคร่ครวญก่อนตัดสินใจกระทา

กุมารพระองค์นัน้ ธมทิ ันจะไตร่ตรอง
กเ็ ชอื่ ณ คาของ พฤฒิครูและววู่ าม
เหมาะเจาะจงพยายาม
พิโรธกุมารองค์
บ มิดีประเดตน
ยคุ รเู พราะเอาความ

ถอดความ: กมุ ารพระองคน์ ั้นไม่ทนั ไดไ้ ตร่ตรอง กท็ รงเชอ่ื ในคาพดู ของอาจารย์ ด้วยความวูว่ ามก็
กริ้วพระกมุ ารท่ยี พุ ระอาจารย์ใส่ความตน

แตกรา้ วกร้าวร้ายกป็ า้ ยปาม ลุวรบิดาลาม

ทีละนอ้ ยตาม ณ เหตุผล

ฟนั่ เฝอื เชอ่ื นยั ดนยั ตน นฤวิเคราะหเสาะสน

สืบจะหมองมล เพราะหมายใด

ถอดความ: ความแตกแยกกค็ อ่ ยๆลุกลามไปสบู่ ิดา เน่อื งจากความหลงเชื่อโอรสของตน ปราศจากการ

ใครค่ รวญเกดิ ความผิดพ้องหมองใจข้ึน

๔๑

บรรณานุกรม

1) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๕๙). หนงั สือเรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย วรรณคดีวจิ ักษ์. (พิมพ์
คร้งั ท๙่ี ). สถานท่พี มิ พ:์ พมิ พท์ โ่ี รงพมิ พ์ สกสค. ลาดพร้าว ๒๒๔๙ ถนนลาดพร้าว แขวงสะพายสอง
เขตวงั ทองหลาง กรงุ เทพมหานคร ๑๐๓๑๐.

2) นายบวร แก้วหม่ืนทรง. (๒๐๑๐). ความเปน็ มาสามัคคเี ภทคำฉันท์. สืบคน้ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓,
จาก https://sites.google.com/site/faiitanradee19/samakhkhi-pheth-kha-chanth

3) กัลยาณี ถนอมแกว้ . (๒๐๑๓). วิเคราะหค์ ุณค่า. สืบค้น ๗ กันยายน ๒๕๖๓,จาก
http://samakkeepeatchant.blogspot.com/2013/12/blog-post_3427.html?m=1/

4) ภทั ทิกานันท์. (ม.ป.ป). ลกั ษณะคำประพนั ธ์. สืบค้น ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓,จาก
https://pattikanan.wordpress.com/สามัคคเี ภทคำฉนั ท/์


Click to View FlipBook Version