ความหมายของคำว่า “สัมมนา”
คำว่า “สัมมนา” ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายทัศนะ ได้แก่คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ของกรมสามัญ
ศึกษา (วิสามัญศึกษา) เดิมกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความหมายของคำว่า “สัมมนา” มาจากคำว่า สำ + มน
หรือ สำ + มนา เท่ากับ สัมมนา ซึ่งแปลว่า การร่วมใจกัน การประชุมร่วมกัน เพื่อขบคิดปัญหาโดยอาศัยการ
ค้นควา้ เป็นหลกั ฐาน
การสมั มนา มคี วามหมายดงั นี้
“สัมมนา” มาจากคำว่า สำ + มน แปลวา่ ร่วมใจ เปน็ ศพั ท์บญั ญตั ใิ ห้ตรงกบั คำว่า Seminar หมายถึง
การประชมุ ทีส่ มาชิกซ่งึ มคี วามรู้ ความสนใจในเรือ่ งเดยี วกันมาประชุมดว้ ยความร่วมใจ ปรกึ ษาหารอื ร่วมใจกัน
คิดช่วยกันแก้ปญั หา
การสัมมนา หมายถึง การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง ผลของการสัมมนาถือว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ผู้เกี่ยวข้องจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้
(ราชบัณฑิตยสถาน, 2525. หนา้ 797)
การสัมมนา คือ การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ซึ่งกันและกันในระหว่าง
ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผลจากการสัมมนา จะช่วยสร้างความเข้าใจท่ีดี สร้างความชัดเจนและถูกต้องแก่ผู้เข้ารว่ ม
สัมมนา ซึ่งจะส่งผลให้ การปฏิบัติงานในเรื่องที่สัมมนากันน้ั น ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(ทวีป อภสิ ิทธิ์, 2536. หนา้ 17)
การสัมมนา (Seminar) เปน็ การประชุมของผู้ทีป่ ฏบิ ตั งิ านอย่างเดียวกันหรือคลา้ ยกันแลว้ พบปัญหาท่ี
เหมือน ๆ กัน เพือ่ ร่วมกันแสดงความคิดเห็น หาแนวทางปฏบิ ัติในการปัญหา ทกุ คนที่ไปรว่ มการสัมมนาต้อง
ชว่ ยกันพูด ชว่ ยกันแสดงความคิดเหน็ ปกติจะบรรยายใหค้ วามร้พู ้ืนฐานก่อนแลว้ จึงบรรยายให้ความรู้พ้ืนฐาน
ก่อนแล้วแบ่งกลุ่มย่อย จากนั้น นำผลการอภิปรายของกลุ่มย่อยเสนอที่ประชุมใหญ่ (สมคิด บางโม
, 2545. หนา้ 92)
นิรันดร์ จุลทรัพย์ (2547 : 269) กล่าวว่า คำว่า “สัมมนา” เป็นศัพท์บัญญัติทาง
วิชาการ (Technical Term) ที่คณะกรรมการบัญญัติศัพท์ทางการศึกษาได้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนศัพท์
ภาษาองั กฤษวา่ “Seminar” มาจากคำสมาสระหวา่ งคำวา่ ส(ํ รว่ ม)+มน(ใจ) แปลตามรปู ศัพทว์ า่ รว่ มใจ ซึ่ง
เป็นคำศัพท์บัญญัติที่มีลักษณะดีมากคือมีเสียงไพเราะ น่าฟังและมีลักษณะใกล้เคียงกับศัพท์ที่ใช้ใน
ภาษาอังกฤษ มากทั้งด้านเสียงและความหมาย จึงทำให้คำว่า “สัมมนา” เป็นคำที่คนทั่วไปรู้จักและเข้าใจ
อยา่ งแพร่หลายในเวลาอันรวดเรว็
สำหรับความหมายตามหลักวชิ าการได้มผี ู้รู้อธิบายความหมายของสัมมนาไวด้ ังน้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 (2530 : 809-810) ได้อธิบายความหมายของการ
สัมมนาว่า หมายถึง การประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งผล
ของการสัมมนาถือวา่ เปน็ เพยี งขอ้ เสนอแนะผเู้ ก่ยี วข้องจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้
หนังสือสารานุกรม The New Encyclo paedia Britannica (1985 : 49) ได้ให้ความหมาย
การสัมมนาว่า การประชุมแลกเปลี่ยนทัศนะและความรู้ระหว่างนักศึกษาระดับสูง เพื่อประโยชน์ในการ
คน้ ควา้ และแลกเปลยี่ นผลทไ่ี ด้ จากการศกึ ษาค้นควา้ โดยมผี ู้ทรงคณุ วุฒิเปน็ ผู้คอยใหค้ ำแนะนำช่วยเหลอื
ส่วนในหนังสือ Webster’s Ninth New Collegiate Dictionary (1985 : 1069) ได้อธิบาย
ความหมายของการสัมมนาไว้ 3 ประการดังนี้
1. หมายถึง กลุ่มของนักศึกษาระดับสูงที่กำลังทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องใดเรื่อ งหน่ึง
โดยเฉพาะ และหมายรว่ มถงึ กล่มุ ของนักศึกษาท่ีร่วมกันอภิปรายผลที่ไดจ้ ากการศึกษาค้นคว้า โดยมีผู้ทรงคุณ
วฒุ เป็นผูด้ แู ลให้คำแนะนำชว่ ยเหลอื
2. หมายถึง รายวิชาทกี่ ลมุ่ ของนักศึกษาระดับสูงตอ้ งศกึ ษา
3. หมายถึง ห้องทใ่ี ชใ้ นการประชุมปรกึ ษาหารือในการศึกษาเล่าเรียนดังกล่าว
พฤฒิพงศ์ เล็กศิริรัตน์ (ม.ป.ป. : 5) ได้กล่าวสรุปความหมายของการสัมมนา แบ่ง
ออกเป็น 2 นัย คือ
1. หมายถึง การที่คณะบุคคลซึง่ มีความสนใจร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึง่ มาร่วมประชมุ ปรึกษา หารือ
แลกเปลยี่ นทัศนะ และความรซู้ ่งึ กันและกัน เพอ่ื หาขอ้ สรุปร่วมกันในเรือ่ งใดเร่อื งหนงึ่
2. หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนซึ่งจัดเป็นกลุ่ม มีสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งโดยปกติมักจะเป็น
นักศึกษาที่เรียนในระดับสูง มาร่วมปรึกษาหารือกันและแลกเปลี่ยนทัศนะและความรู้ซึ่งกันและกันโดยมี
อาจารยผ์ ทู้ รงคุณวฒุ ิคอยควบคุมดแู ลและให้คำแนะนำช่วยเหลอื
สมพร ปันตระสูตร (2525 : 1) กล่าวว่า การสัมมนา หมายถึง การที่คณะบุคคลกลุ่มใด
กลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องรวมกัน และมีการมารวมกลุ่มเพื่อ
ปรึกษาหารือ แสดงความรู้ ความคิดเห็น โดยใช้เหตุผล หลักการ ประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อช่วย
แก้ปัญหาบางประการให้ลุล่วง หรืออาจจะพอมองเห็นแนวทางในการปฏิบัติได้ การแก้ปัญหาในการสัมมนา
น้นั อาศยั พฤติกรรมหรอื กระบวนการกลุ่มเป็นสำคัญ
การสัมมนา คือ การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ซึ่งกันและกันในระหว่าง
ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผลจากการสมั มนา จะช่วยสร้างความเข้าใจทีด่ ี สร้างความชัดเจนและถูกต้องแกผ่ ู้เข้ารว่ ม
สัมมนา ซึ่งจะส่งผลให้ การปฏิบัติงานในเรื่องที่สัมมนากันนั้น ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน
(ทวปี อภสิ ิทธิ.์ 2536 : 17)
จากความหมายของคำว่า “สัมมนา” ข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า ลักษณะของการสัมมนาเป็นกิจกรรมที่
แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือการประชุม และวิธีการสอน ทั้งสองวิธีนี้คล้ายคลึงกัน ซึ่งต่างก็มีเป้าหมายหลักที่มี
ลักษณะเป็นการประชุม โดยมีรูปแบบของการกิจกรรมที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับสถานการณ์ และวัตถุประสงค์
เป็นกระบวนการกลุ่ม รวมผู้สนใจทีม่ ีความรู้ทางวิชาการใกล้เคียงกัน มาแสดงความคิดเห็น อภิปราย ถกเถียง
โต้ตอบพดู คยุ ปฏิสัมพันธ์ ซึง่ กนั และกัน สร้างสรรค์ทศั นะใหม่ ๆ อนั จะสามารถนำแนวความคิดนั้น ๆ ไปใช้ให้
เกดิ ประโยชน์ได้
จดุ มุ่งหมายของ “การสัมมนา”
เพอ่ื ให้การสมั มนาได้บรรลุผลตามความต้องการในทางธุรกจิ หรือการเรียนการสอน ในการสัมมนาจึงมี
ความมุ่งหมายเพ่อื
1. อบรม ฝึกฝน ช้แี จง แนะนำ สัง่ สอน ปลกู ฝังทศั นะคติและใหค้ ำปรึกษา ในเรื่องท่เี กย่ี วข้อง
2. พิจารณา สำรวจ ตรวจสอบปัญหา ประเด็นต่าง ๆ ที่หยิบยกขึ้นมา เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องท่ี
ตอ้ งการรู้
3. เสนอสาระนา่ รู้ น่าสนใจ ทีท่ นั สมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์
4. แสวงหาข้อตกลง ด้วยวิธีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี ซัก-ถาม ถกเถียง
ปรึกษาหารือภายใตห้ วั ขอ้ ท่กี ำหนด
5. การตัดสนิ ใจการกำหนดนโยบาย หรือแนวทางสำหรบั นำไปปฏบิ ัติ
6. ใหไ้ ด้ขอ้ สรุปผลของการนำเสนอหวั ข้อ หรอื การวจิ ัย
นิรันดร์ จลุ ทรัพย์ (2547 : 270) ได้กล่าวว่า การสัมมนาโดยท่ัวไปมีวตั ถุประสงคท์ สี่ ำคัญดงั นี้ คือ
1. เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์แก่ผเู้ ขา้ รว่ มสัมมนา
2. เพ่ือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้เข้าสัมมนาด้วยกัน และผู้เข้าสัมมนากับ
วทิ ยากร
3. เพื่อคน้ หาวธิ กี ารแกป้ ัญหาหรอื แนวทางปฏบิ ตั ริ ว่ มกัน
4.. เพอื่ ใหไ้ ดแ้ นวทางประกอบการตดั สินใจหรอื กำหนดนโยบายบางประการ
5. เพ่ือกระต้นุ ใหผ้ ้รู ่วมเข้าสัมมนานำหลักวธิ ีการทไ่ี ด้เรยี นรู้ไปใช้ให้เปน็ ประโยชน์
การสัมมนาแต่ละครั้ง จะบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใดนอกเหนือจากกระบวนการจัดสัมมนา
และวิทยาการแล้วสมาชิกผูเ้ ข้าร่วมสมั มนา มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเป้าหมายที่เด่นชัดของการ
สัมมนาก็คือผู้เข้ารว่ มสัมมนาทุกคนต้องทำหนา้ ที่เป็นทั้งผู้ให้และผูร้ ับ คือเป็นผูฟ้ ังความคิดเห็นจากผู้เข้า ร่วม
สัมมนาด้วยกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้เสนอความคิดเห็นให้แก่กลุ่มด้วย ดังนั้นหัวใจของการสัมมนาจึง
อยทู่ ี่วา่ สมาชกิ ทุกคนไดม้ ีส่วนร่วม ไดแ้ สดงความคิดเหน็ และไดเ้ สนอแนวคิดให้แก่กลมุ่ เป็นประการสำคัญ
สมพร ปันตระสูตร (2525 : 2) ยงั ไดก้ ล่าวถึงวัตถปุ ระสงค์ของการสัมมนาไวด้ งั นี้
1. เพ่ือเพ่มิ พนู ความรู้และประสบการณ์แกส่ มั มนาสมาชกิ
2. เพื่อให้สัมมนาสมาชิกได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความรู้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างใดอย่าง
หนง่ึ
3. เพื่อเปน็ แนวทางในการตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเห็นของสัมมนาสมาชิกส่วน
ใหญ่
4. เพอื่ การตัดสนิ ใจหรอื กำหนดนโยบายในการปฏบิ ตั ิบางประการ
ในการจัดสมั มนาแต่ละครัง้ ผู้จัดสัมมนาจะคาดหวงั ไว้ล่วงหน้าเสมอว่าจะนำผลจากการอภปิ ราย การ
สัมมนาเป็นแนวปฏิบัติในส่ิงที่เป็นปัญหาร่วมกัน ส่วนจะได้ผลลัพธ์ตรงหรือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
มากน้อยเพยี งใดย่อมข้นึ อยูก่ ับกระบวนการจดั สมั มนาเปน็ สำคัญ แตอ่ ยา่ งนอ้ ยการสมั มนาแต่ละคร้ังก็จะส่งผล
ให้สัมมนาสมาชิกได้รีบความรู้ ความคิดแปลก ๆ และมีความเข้าใจอันดีต่อกันในแง่ของวิชาการเพิ่มขึ้น ทำ
ใหเ้ กิดความประสานสมั พนั ธ์ในการประกอบกิจการงาน ราชการ และธรุ กิจต่าง ๆ ดขี ึ้นอกี ด้วย
องคป์ ระกอบของการสัมมนา
ดัง ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า “การสัมมนา” เป็นวิธีการประชุมและการสอนรูปแบบหนึ่ง ที่มีกลุ่มบุคคล
มาร่วมแสดงความคดิ เห็น โดยใช้หลักการ เหตุผล ประสบการณ์และความรู้ นำมาเสนอแนะ แลกเปลี่ยน เพ่ือ
ประโยชน์ร่วมกัน ในการแก้ปัญหานั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หรือนำแนวทางที่ได้จากการสัมมนาไป
ปรับปรงุ แกไ้ ข และพัฒนาการดำเนินงาน
การสมั มนามีองคป์ ระกอบ ดังต่อไปนี้
- องค์ประกอบด้านเนือ้ หา
- องคป์ ระกอบด้านบุคลากร
- องคป์ ระกอบดา้ นสถานท่ี เคร่ืองมอื และอปุ กรณต์ ่าง ๆ
- องคป์ ระกอบด้านเวลา
- องค์ประกอบดา้ นงบประมาณ
1. องค์ประกอบด้านเนอ้ื หา
1) จุดมุ่งหมายของการจัดสัมมนา จำเป็นที่จะต้องมีหรือเขียนจุดมุ่งหมายของการจัดสัมมนาไว้ให้
ชัดเจน เพื่อคณะกรรมการผู้ดำเนินการจัดสัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนา วิทยากร และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะ
ได้เข้าใจและดำเนนิ การสมั มนาให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายทีว่ างไว้ การเขียนจุดมุ่งหมายจึงมักจะกำหนดเพือ่ ให้
ไดเ้ รือ่ งราวหรือสาระอย่างใดอยา่ งหนง่ึ เช่น
- เพอื่ กำหนดและสำรวจปญั หาเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
- เพ่อื ใหไ้ ด้แนวทางในการแก้ปัญหาเรือ่ งใดเร่ืองหนง่ึ
- เพื่อศกึ ษาคน้ ควา้ วิจัยทจี่ ำเปน็ ระหว่างสมาชกิ
- เพอื่ แลกเปลย่ี นผลงานค้นคว้าวิจยั ระหว่างสมาชกิ
- เพื่อร่วมกันพิจารณา หาข้อสรุปจากผลงานค้นคว้าวิจัยนั้น
2) เรื่องทีจ่ ะนำมาจัดสัมมนา ผู้จัดสัมมนาควรจะได้ใช้ดุลยพินิจ พิจารณาให้ดีว่า จะเลือกเรื่องอะไรท่ี
จะนำมาจดั สมั มนา จึงจะได้ประโยชน์ คุ้มค่าส่งิ ทค่ี วรคำนึงถึงในการพจิ ารณาเกีย่ วกับ “เรอื่ ง” เพอ่ื ใชใ้ นการจัด
สัมมนา ไดแ้ ก่
- ควรเป็นเรือ่ งที่ตอ้ งการศึกษาปญั หาและแนวทางแกไ้ ข ท่ีเก่ียวขอ้ งกับงานหรอื เร่ืองท่ีกำลงั ศึกษาอยู่
- มีความทนั สมยั สอดคลอ้ งกับสภาวะของสงั คม
- สามารถกำหนดปญั หาได้
- เป็นเรื่องที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป ควรเป็นเรื่องที่มีขอบเขตเฉพาะ จะสามารถกำหนดปัญหา
และแนวทางการดำเนนิ การจดั สมั มนาไดช้ ดั เจน
- “ชื่อเรื่อง” เมื่อได้แนวปัญหาของเร่ืองที่จะสัมมนาแล้ว ก็ควรกำหนดชื่อเรื่อง ควรเป็นชื่อที่มี
ลกั ษณะสัน้ กะทัดรัด มีความกระชบั เข้าใจงา่ ย ชดั เจนและตรงความหมาย
ถ้าหากเปน็ การสอนสัมมนา ผู้เข้ารว่ มสมั มนาต้องชว่ ยกันคดิ ในการเลือกเรื่องทีจ่ ะนำมาสัมมนา ควร
เป็นเร่อื งทีเ่ ป็นปัญหาท่เี กยี่ วข้อง หรอื เปน็ เร่ืองทตี่ อ้ งการศึกษาอย่าใหแ้ คบหรือกวา้ งเกินไป
3) หัวข้อเรื่อง เมื่อได้ชื่อเรื่องมาแล้ว ควรกำหนดหัวข้อเรื่อง เกี่ยวกับความรู้ หรือเรื่องราวต่าง ๆ ท่ี
สัมพันธ์กับเรื่องที่จัดสัมมนา เพื่อจะได้เห็นทิศทางของปัญหาได้และยังเป็นกรอบของแนวความคิดของเรื่ องท่ี
สมั มนา ใหม้ ขี อบเขตมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดแนวทางการดำเนนิ การจัดสัมมนา ได้ชัดเจนและยัง
เป็นแนวทางในการคิดหาหนทางต่อไปอีกว่าผู้เข้าร่วมสัมมนา จะได้อะไรจากการจัดสัมมนา มีแนวทางของ
ความรู้หรือเทคนิคอะไรบ้าง ทั้งยังมีผลต่อไปถึงการจัดหา หรือเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ และ
ประสบการณโ์ ดยเฉพาะมาบรรยาย อภปิ ราย
4) กำหนดการสัมมนา นับเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ผู้จัดสัมมนาควรจะได้วางแผนกำหนดและจัดทำ
กำหนดการสมั มนาควรระบุ
- ชอ่ื หนว่ ยงาน หรอื กลุ่มบุคคล ผู้ดำเนินการจดั สมั มนา
- ชื่อเรื่องสัมมนา
- วัน เดอื น ปี เวลา (ที่จัดสัมมนา)
- สถานที่
5) ผลทไ่ี ดจ้ ากการสมั มนา เปน็ เรอ่ื งท่ผี ูจ้ ดั สัมมนาคาดหวงั ว่า ผเู้ ขา้ ร่วมสมั มนาไดร้ ับประโยชน์อย่างไร
บ้าง อาจเปน็ ท้งั เชิงปรมิ าณและคุณภาพ
2. องค์ประกอบด้านบคุ คลกร
1) บุคลากรฝ่ายจัดการสัมมนา ได้แก่ บุคคลหรือคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการจัดสัมมนา ให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ได้แก่
- ประธาน และรองประธาน
- เลขานกุ าร และผู้ช่วยเลขานุการ
- กรรมการฝ่ายทะเบยี น
- กรรมการฝ่ายเอกสาร
- เหรัญญกิ และผูช้ ่วยเหรญั ญกิ
- ฝ่ายพธิ ีกร
- ฝา่ ยสถานท่ี และวสั ดอุ ุปกรณ์
- ฝา่ ยอาหาร และเคร่ืองด่มื
- ฝ่ายประชาสมั พนั ธ์
- ฝา่ ยปฏคิ ม
- ฝา่ ยรกั ษาพยาบาล
- ฝ่ายประเมินผล
- ท่ีปรึกษา
2) วิทยากร หมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่บรรยาย อภิปรายหรือถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ โดยใช้
เทคนิควิธี รวมทั้งสื่อต่าง ๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยความจริงใจ ดังนั้นวิทยากรจึงเป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์ หรือมคี วามเชีย่ วชาญเฉพาะทาง
3) ผู้เข้าร่วมสัมมนา เป็นผู้ที่มีความสนใจในปัญหาหรือประสบปัญหา หรือต้องการแสวงหาแนวคิด
ใหม่ ๆ หรอื มีความมุ่งหมายทีจ่ ะแลกเปลยี่ นประสบการณ์ ความคิดเหน็ ทัศนคติ ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้
ความสามารถซึ่งกันและกนั
3. องคป์ ระกอบด้านสถานท่ี เครอื่ งมอื และอปุ กรณ์ต่าง ๆ
1) หอ้ งประชุมใหญ่ ต้องกำหนดท่นี งั่ ไดว้ า่ สามารถบรรจผุ เู้ ขา้ ร่วมประชมุ ไดท้ ั้งหมดจำนวนกท่ี น่ี ง่ั
2) หอ้ งประชุมย่อย ควรอยใู่ กล้กัน หรอื ในบรเิ วณเดยี วกันกับห้องประชุมใหญ่
3) ห้องรับรอง เป็นห้องที่ใช้สำหรับรับรองวิทยากร แขกพิเศษ เพื่อให้ได้พักผ่อนหรือเตรียมตัวก่อน
การสัมมนา
4) ห้องรบั ประทานอาหารว่าง
5) หอ้ งรับประทานอาหาร
6) อุปกรณ์ด้านโสตทัศนูปกรณ์ ได้แก่ ไมโครโฟนชนิดติดตั้งและติดตัว เครื่องขยายเสียง เครื่องฉาย
ภาพขา้ มศีรษะ เครื่อง วี.ดี.ทศั น์ และอปุ กรณ์ด้านแสง เสียงอ่ืน ๆ เคร่อื งฉายสไลด์ จอภาพ กลอ้ งถ่ายรูป ฯลฯ
เป็นตน้
7) อุปกรณ์เครือ่ งมือประเภท เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องถอดเทป
และวัสดุอื่น ๆ ที่จะเป็นในการจัดทำเอกสารประกอบคำบรรยาย เอกสารสรุปผลการจัดสัมมนา ตลอดจน
เอกสารและแบบฟอร์มอืน่ ๆ ท่ีจำเป็นในการสัมมนา
8) อุปกรณ์ด้านเคร่ืองเขียน เคร่อื งเขยี นท่จี ำเป็นต้องใชใ้ นงานสมั มนา
4. องค์ประกอบดา้ นเวลา
ควรวางแผนใหด้ ีว่าควรจะใชว้ ัน เวลาใด จัดการสมั มนา จึงจะเหมาะสม เพื่อให้เกดิ ความสะดวกแก่ทุก
ฝ่าย จึงควรคำนึงถึงในเร่ืองต่อไปนี้
1) ระยะเวลาสำหรบั เตรียมการ
2) การเชิญวิทยากร เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งที่ผู้จัดสัมมนาควรจะวางแผนให้ดี เพราะวิทยากร
บางคน เป็นผู้มีชื่อเสียงมากมักจะไม่ค่อยว่าง บางคนต้องจองตัวล่วงหน้าเป็นปี บางคนต้องใช้เวลากว่า 1,2,3
หรือ 4 เดอื น ในบางครั้งถึงกบั ต้องเล่อื นวนั จดั สัมมนาออกไป เพือ่ จะใหต้ รงกบั วนั ท่วี ทิ ยากรวา่ ง
3) เวลาทใี่ ชใ้ นการสมั มนา ขึ้นอยู่กบั “เรือ่ งท่ีสัมมนา” และ “หัวขอ้ เร่อื งทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับเรือ่ งทส่ี มั มนา”
วา่ มขี อบเขตกวา้ งมากนอ้ ยเพียงใด
5. องค์ประกอบดา้ นงบประมาณ
ในการดำเนินงานจัดสัมมนา ย่อมมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คณะผู้ดำเนินงานจัดสัมมนา จะต้อง
วางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี ด้วยความรอบคอบ เพื่อให้การประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดของงานอยู่ในภาวะเพียงพอ
ไมข่ าดหรอื การจดั งบประมาณมากเกนิ ไป ทำให้เงินเหลือมาก “การจัดทำงบประมาณ” ได้แก่
1) ให้แต่ละฝา่ ยทีท่ ำหนา้ ที่รบั ผดิ ชอบทำงาน จดั ทำงบประมาณการค่าใชจ้ ่ายท่ตี ้องใช้จ่ายท้ังหมดของ
ฝ่ายตนเองออกมาในรูปของบัญชีค่าใช้จ่าย นำเสนอให้กับฝ่ายเหรัญญิกและที่ประชุมเพื่อพิจารณาถึงความ
เหมาะสมสำหรบั ค่าใชจ้ ่ายแตล่ ะรายการของแต่ละฝา่ ย ก่อนทจี่ ะอนมุ ตั ิ
2) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องจัดซื้อ ควรจะได้มีรายการราคาตามที่ตลาด
ขาย ทั้งนี้เพ่ือการประมาณค่าใช้จา่ ยจะไดผ้ ดิ พลาดน้อย
3) เมื่อการวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของแต่ละฝ่ายได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ก็ให้จัดทำ
งบประมาณรวมทง้ั โครงการ แลว้ นำไปใส่ในโครงการ เพอ่ื เสนอฝ่ายบริหารอนุมัติ
ตัวอย่าง การวางแผนงบประมาณค่าใช้จา่ ยในการดำเนนิ งานของฝ่ายสวสั ดิการ
ค่าใชจ้ ่ายในการดำเนนิ การของฝา่ ยสวสั ดิการ
คา่ อาหารกลางวัน @ 75 บาท จำนวน 400 คน 30,000 บาท
ค่าของว่าง @ 30 บาท จำนวน 400 คน 2 ครงั้ 24,000 บาท
คา่ ดอกไม้ 5 ท่ี ๆ ละ 700 บาท 3,500 บาท
คา่ รถ 1,500 บาท
เบ็ดเตลด็ 5,900 บาท
รวม 64,900บาท
ตวั อยา่ ง การวางแผนงบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยในการดำเนนิ งานทง้ั หมดของการจดั สมั มนาซง่ึ จะนำไปไว้ใโครงการ
เพอ่ื พจิ ารณาอนมุ ตั ิ
งบประมาณ
คา่ ใชจ้ ่ายของ
ฝา่ ยสวสั ดิการ 59,000 บาท
ฝ่ายเลขานกุ าร 3,000 บาท
ฝ่ายเหรัญญกิ 1,000 บาท
ฝา่ ยประชาสมั พนั ธ์ 5,000 บาท
ฝ่ายทะเบียน 7,000 บาท
ฝา่ ยเอกสาร 40,000 บาท
ฝ่ายสถานท่ี 7,000 บาท
เบ็ดเตล็ด 12,200 บาท
รวม 134,200 บาท
ข้อสงั เกต
ในการวางแผนงบประมาณค่าใชจ้ ่ายของการจัดสมั มนาทง้ั หมดควรดำเนนิ การ ดงั น้ี
1. จดั ประชุม จดั ทำแผนงบประมาณค่าใช้จา่ ยของฝ่ายตนข้นึ มา เพื่อพจิ ารณาอนุมัติ
2. เมื่องบประมาณของแต่ละฝ่ายได้รับการอนุมัติแล้ว จะต้องนำงบประมาณค่าใช้จ่ายของแต่ละฝ่าย
มาใส่ในโครงการ ให้แยกค่าใชจ้ ่ายทคี่ าดว่าจะเพ่มิ ข้นึ ของแต่ละฝา่ ย
3. อาจแนบรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยรายละเอียด ส่งโครงการเพ่ือให้ฝา่ ยบริหารพิจารณาอนมุ ัติ
4. ในกรณีที่แต่ละฝ่ายต้องการเบิกเงินจากเหรัญญิก เพื่อนำไปใช้จ่ายในฝ่ายของตน เหรัญญิกต้องทำ
บัญชีรายรับ-รายจา่ ย
5. เอกสารทุกฉบับ ควรมี “สำเนา” คูฉ่ บับดว้ ย เพ่ือเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ตวั อย่าง ใบเบิกเงนิ
4) การสรรหางบประมาณ เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการสัมมนา อาจสรรหาได้โดยหน่วยงาน หรือ
องค์การธุรกิจได้มีการจดั สรรงบประมาณเพื่อการน้ีขึน้ มา โดยเฉพาะทงั้ น้ี โดยมจี ุดม่งุ หมายเพื่อพฒั นาบุคลากร
ของหนว่ ยงานหรอื องค์การธุรกจิ
ลกั ษณะของการสัมมนา
1. ผู้เขา้ รบั การสมั มนามีลักษณะเปน็ ท้งั ผใู้ ห้และผูร้ บั ความรู้ / ประสบการณ์
2. มีลกั ษณะคล้ายกบั การประชุมแบบ Syndicate คือเปน็ เร่ืองการประชมุ เพื่อปัญหาแต่ปัญหาของ
การสัมมนาเป็นเรื่องที่กวา้ งกวา่ อาจจะมกี ารแบ่งกลมุ่ ยอ่ ยหรอื ไมม่ ีกไ็ ด้
3. การสัมมนาไมม่ กี ารลงมติหรือลงคะแนนเสียงชี้ขาด แต่เป็นการประมวลความคดิ เห็นเพอื่ สรุปเป็น
ขอ้ เสนอแนะสำหรับการแกป้ ญั หา
4. ผลการสัมมนาจะใช้เป็นแนวปฏิบัติและเสนอต่อหน่วยงาน เพื่อให้รับนโยบายแล้วถือเป็นแนว
ปฏิบตั ใิ นบางเร่อื งที่ปฏิบัติได้
คณุ ลกั ษณะของการสัมมนาท่ีดี
ลักษณะของการสัมมนาที่ดีนั้น สมาชิกที่เข้าร่วมสัมมนาทุกคนจะต้องทราบวัตถุประสงค์ของการ
สมั มนาอยา่ งละเอียดและผ้จู ัดจะต้องพยายามจัดใหส้ มาชกิ ผู้เข้าร่วมสมั มนาได้มปี ระสบการณ์ในการเรยี นรู้และ
แก้ปญั หาร่วมกันอยา่ งมรี ะบบระเบียบ มกี ารแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ และข้อเท็จจรงิ ระหวา่ งสมาชิก ผู้เข้าร่วม
สัมมนาจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อปัญหาและจริงใจต่อการทำงานตามที่กลุ่มมอบหมาย นอกจากนี้ในการสัมมนา
แต่ละครั้งสิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้นั้นก็คือการมีผู้นำและผู้ตามที่ดี มีผู้ฟังและผู้พูดที่ดี ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ของการสมั มนาที่ตง้ั ไว้ รายละเอียดมีดงั นี้
1. สมาชิกทกุ คนทราบวัตถปุ ระสงคข์ องการประชมุ หรือจดั สัมมนา
2. จดั ใหม้ ปี ระสบการณ์ในการแก้ปัญหาและเรียนรู้รว่ มกัน
3. มกี ารแลกเปล่ยี นความคิดและขอ้ เท็จจรงิ ระหว่างสมาชกิ ในทางสรา้ งสรรค์
4. สมาชิกมเี จตคตทิ ีด่ ีต่อปัญหา ข้อเทจ็ จรงิ หมู่สมาชกิ และตนเอง
5. สมาชกิ ตอ้ งใชค้ วามคดิ ในการแกป้ ญั หาอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
6. สมาชกิ ท่ีเกี่ยวข้องกับการสัมมนาทราบและปฏิบัติตามระเบียบขบวนการของการจัดสัมมนาอย่างดี
ยง่ิ
7. สมาชิกทุกคนมีส่วนเข้าร่วมการแสดงความคิดเหน็ เสนอข้อเสนอแนะ และได้รับผลกระทบโดยตรง
จากการสมั มนา
บคุ ลกิ ภาพของผเู้ ข้ารว่ มสมั มนาทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์
- พดู คนเดียว
- ผูกขาดการเสนอความคดิ
- พดู วกวน
- ทำใหเ้ ข้าใจยาก เสยี เวลาการประชมุ
- พูดจาไม่สุภาพ
- ทำให้ไม่อยากฟัง
- ใชภ้ าษาไมถ่ ูกต้อง
- ทำให้เข้าใจไขวเ้ ขว
- ทำทอี วดเก่ง
- ทำให้เสียความรสู้ กึ เกิดการต่อต้านไมย่ อมรบั ความคดิ เห็น
- ใช้อารมณ์
- ทำใหเ้ สียบรรยากาศความเป็นมิตร
- ชอบฟงั อยา่ งเดียว
- ทำใหร้ ู้สึกวา่ ไม่เผอ่ื แผค่ วามคิด ไมร่ ว่ มมอื
- รับแจกเอกสารอย่างเดียว
- ทำใหร้ สู้ ึกว่าจะมาเอาจากคนอ่นื เท่านนั้
- นัง่ ซึมเซา
- ทำให้เสยี บรรยากาศของการ แลกเปล่ียนความรู้
- พฤตกิ รรมซ่อนเร้น
- ทำให้เกดิ ความระแวง ขาดบรรยากาศท่เี ปดิ เผย
- ชอบคุย
- กอ่ ความย่งุ ยาก
- เจ้าหลักการ
- ชอบสรปุ เร่อื งคนอ่นื ๆ แต่ตนเองไม่มขี ้อเสนอแนะ
- ครอบงำความคิดของผู้อืน่
- ชอบยกข้ออ้างของอาจารยห์ รอื ปรมาจารย์
บคุ ลกิ ภาพของผู้เข้าร่วมสมั มนาท่พี งึ ประสงค์
- ฟงั เมอื่ คนอืน่ พดู รับข้อคิดเห็นเข้าไปพจิ ารณา
- ฟังอย่างใจเปน็ กลาง เพือ่ ไม่ใหม้ ีอคติตอ่ สิง่ ท่ีรบั รู้
- พดู เมอ่ื ตอ้ งพูด เสนอความคิดเหน็ โดยไม่กลัวคนอ่นื จะคา้ น
- พดู อยา่ งมหี ลักวชิ าการ สร้างความเชือ่ ถอื และเปน็ ประโยชนแ์ ก่องคค์ วามรู้ทจี่ ะไดใ้ หม่
- บันทกึ ความรู้ บนั ทึกความรจู้ ากคนอ่ืน ๆ เพือ่ ปอ้ งกันการลมื สามารถอ้างองิ เมือ่ ตอ้ งการ
- กลา่ วถงึ หรือยกขนึ้ มาประกอบการนำเสนอความคิด
- สรุปความรู้ ช่วยให้ประมวลความคดิ ใหเ้ ปน็ ระเบียบ สะดวกสำหรบั การตรวจสอบความรู้
- ตรวจสอบตนเอง ก่อนนำเสนอความรู้แต่ละครั้งควรได้ตรวจสอบตนเองก่อน เพื่อให้การนำเสนอมี
ประสทิ ธภิ าพ
- นำเสนอความรู้ ควรนำเสนอแบง่ ปันความร้กู บั คนอื่น
- ชง่ั ใจตัดสนิ รู้จกั ช่งั ใจตัดสินในส่งิ ท่ีรับรู้
- สรุปความรู้ขั้นสุดท้าย ประมวลความรู้ครั้งสุดท้ายสำรวจเพื่อการศึกษาในอนาคต ไม่ควรจบตาม
การประชุม
การดำเนินการจดั สัมมนา
ขน้ั ตอนการจัดสมั มนา
ก่อนจะดำเนินการจัดสัมมนา หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในด้านการพัฒนาองค์กรควรศึกษา
ปัญหา หรือหาความจำเป็นที่จะต้องทำการสัมมนาก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญที่เป็นเหตุผลที่ต้องจัดสัม มนา
หรอื “ การวเิ คราะห์งาน ” มีวิธีการดงั น้ี
1. การสังเกต
2. การสำรวจ
3. แบบสอบถาม
4. การสัมภาษณ์
5. ศึกษาจากเอกสาร
การจดั สมั มนาโดยทว่ั ไป เมอ่ื วเิ คราะห์งานและได้ข้อมูลที่เปน็ ปัญหาสำคญั ในหนว่ ยงาน จากนั้นข้อมูล
ที่ได้จากการวิเคราะห์งาน จะเป็นส่วนหนึ่งของหลักการและเหตุผล และเป็นแนวทางในการกำหนด
วตั ถุประสงคข์ องโครงการซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะเตรียมงาน
- ระยะดำเนนิ งานจดั สัมมนา
- ระยะหลังการจัดสัมมนา
แผนภมู แิ สดงขนั้ ตอนการดำเนนิ การจดั สมั มนา
ระยะเตรียมงาน
ระยะเตรียมงานหมายถึง การวางแผนและเตรียมการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้มีความพร้อมก่อนที่จะ
ดำเนินการจัดสัมมนาทางวิชาการ ระยะการเตรยี มงานแบ่งออกเปน็ 2 ระยะ คอื
การเตรียมงานระยะแรก ต้องจัดให้มีการประชุมโดยคณะกรรมการประสานการดำเนินงาน เพื่อทำ
หน้าที่ / แต่งตั้งผู้ดำเนินการจัดสัมมนา / กำหนดวัตถุประสงค์ / เลือกหัวข้อเรื่อง / จัดประเด็นของปัญหา /
วิธกี ารสัมมนา / กำหนดวิทยากร / กำหนดสถานที่ / กำหนด วัน เวลา ตารางการสมั มนา /กำหนดงบประมาณ
/กำหนดกิจกรรม / กำหนดวิธีการประเมินผล / วางแผนการประชาสัมพันธ์ / จัดทำแผนปฏิบัติงาน / จัดทำ
โครงการสัมมนา
การเตรียมงานระยะที่สอง เมื่อโครงการสัมมนาได้รับการอนุมัติ ต้องดำเนินงาน / ประชุมวางแผน
ร่วมกับทุกฝ่าย / เตรียมระเบียบวาระการประชุม / ออกหนังสือเชิญวิทยากร และสมาชิกผู้มีเกียรติเข้าร่วม
สัมมนา/ ติดต่อวิทยากร / รวบรวมรายช่ือผู้เข้ารว่ มสัมมนา / จัดพิมพ์ เข้าเล่ม เอกสารประกอบการสมั มนา /
พมิ พแ์ บบประเมินผล / ตดิ ต่อสถานที่ / ทำการประชาสัมพันธ์ / จัดเตรยี มคา่ ใช้จ่าย / จดั เตรยี มของที่ระลึก /
คา่ ตอบแทนวทิ ยากร
ในขั้นก่อนดำเนนิ การสมั มนา ให้ดำเนนิ การ 4 ดา้ น ได้แก่
1. ออกคำสงั่ แตง่ ตง้ั คณะกรรมการ
2. ประชามสัมพนั ธโ์ ครงการ
3. ตดิ ต่อวิทยากร
4. จัดเตรียมสถานที่
1. ออกคำสงั่ แตง่ ตง้ั คณะกรรมการแตล่ ะฝ่ายพรอ้ มหน้าที่ความรบั ผดิ ชอบ ดังนี้
อำนวยการ มีหนา้ ท่คี วามรับผดิ ชอบ ดงั ต่อไปน้ี
- วางแผน / จดั ทำโครงการ
- ติดต่อบุคลากรเข้าร่วมเป็นกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ
- เปน็ ท่ีปรกึ ษา ประสานงาน และอำนวยความสะดวกตอ่ คณะกรรมการทุกฝา่ ย
- พิจารณาและตดั สนิ ปัญหาทีเ่ กิดขึน้
- ตดิ ต่อวิทยากรในเบอ้ื งตน้ เป็นการภายใน
- ประชมุ วางแผนรว่ มกับทกุ ฝ่าย
ฝา่ ยประชาสมั พันธ์ / ต้อนรบั / ปฏิคม / สอื่ โสตทัศนูปกรณ์ มีหนา้ ทีค่ วามรับผดิ ชอบ ดังต่อไปน้ี
- ประชาสัมพนั ธ์ผา่ นสอื่ ต่าง ๆ
- ดูแล/ควบคมุ ด้านแสง เสียง และการบันทกึ เสยี ง บนั ทึกภาพ
- ตอ้ นรบั ผู้เข้าสมั มนา
- จัดทำปา้ ยชือ่ วทิ ยากรและปา้ ยชื่อผเู้ ขา้ สัมมนา
- จดั ทำปา้ ยหอ้ งประชมุ ห้องอาหาร ห้องน้ำ
- จัดทำป้ายและตกแต่งเวที
- ตดิ ตอ่ วิทยากรเกย่ี วกับทพ่ี กั การรับ - ส่ง
ฝา่ ยพิธกี ร มหี นา้ ท่ีความรับผดิ ชอบ ดังต่อไปน้ี
- ขอขอ้ มลู ทจี่ ำเป็นจากวทิ ยากร เช่น ประวตั ิของวิทยากร
- จัดทำคำกลา่ วเปิด - ปิดการสัมมนา พรอ้ มใสร่ ปู เลม่ ใหเ้ รยี บรอ้ ย
- กล่าวต้อนรับผเู้ ข้าสัมมนา
- เชญิ ประธานดำเนินการในพิธีเปิดและปิด
- กล่าวต้อนรบั แนะนำ และขอบคณุ วทิ ยากร
- ควบคมุ เวลา สถานการณ์ และสรุปประเด็นสำคัญ
ฝ่ายเอกสารและลงทะเบียน มีหน้าทีค่ วามรบั ผิดชอบ ดังต่อไปนี้
- รบั ลงทะเบียน หากมกี ารชำระคา่ ลงทะเบียน ตอ้ งประสานงานกับฝ่ายการเงนิ
- รวบรวมและจัดทำรายชื่อผเู้ ข้าประชมุ สมั มนา สำหรับเตรียมการลงทะเบยี น
- จัดเตรียมแฟ้มเอกสาร โดยติดต่อจากวิทยากรเพื่อแจกให้ผู้เข้าสัมมนา ตลอดจนจัดทำ
เอกสารเพ่ิมเอกสารเพ่มิ เตมิ ระหว่างดำเนนิ การสมั มนา
- จัดทำหนงั สอื เชิญวิทยากร
- จัดเอกสารสำหรับผู้สัมมนา ลงทะเบียนหนา้ งาน
- จัดทำเอกสารสรุปผลของโครงการ
ฝ่ายการเงิน มีหน้าท่คี วามรับผิดชอบ ดงั ต่อไปน้ี
- รับเงนิ คา่ ลงทะเบยี นและออกใบสำคญั รับเงินใหแ้ กส่ ัมมนา
- เบกิ ค่าใช้จา่ ยทกุ ชนิดท่เี กิดขึน้ ในการสมั มนา
- จดั เตรยี มค่าตอบแทนวทิ ยากรหรือของท่ีระลกึ
- ประสานงานเรือ่ งค่าใช้จ่ายในโครงการกับทุกฝ่าย
- จัดทำบญั ชรี ายรบั - รายจา่ ย ของการสมั มนา
- จัดทำรายงานสรุปผลทางการเงนิ
ฝ่ายอาคารสถานท่ี มีหน้าท่ีความรับผดิ ชอบ ดังตอ่ ไปน้ี
- ตดิ ตอ่ สถานทใ่ี นการจัดการสมั มนา
- จดั เตรียมสถานทีแ่ ละอำนวยความสะดวกในการดำเนนิ การสัมมนา
- จัดเตรยี มและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการสมั มนา
- ตกแตง่ สถานที่ โต๊ะหมู่บูชา และเครือ่ งใช้ในพธิ เี ปิด - ปิด
- จัดเตรียมวัสดุ - อปุ กรณป์ ระกอบการสมั มนา
- ดแู ลสถานท่แี ละห้องประชมุ สมั มนาใหเ้ รยี บร้อยพรอ้ มใชง้ านได้อย่างดี
ฝา่ ยอาหารและเครอ่ื งดื่ม มหี นา้ ทค่ี วามรบผดิ ชอบ ดงั ตอ่ ไปน้ี
- จัดเตรียมอาหารว่าง - เครื่องดื่ม และอาหารกลางวัน สำหรับวิทยากรและผู้เข้าสัมมนา
โดยประสานกบั ฝ่ายการเงิน
- สำรวจประเภทของอาหารพิเศษสำหรับวิทยากรและผู้เข้าสัมมนา เช่น อาหารมังสวิรัติ
อาหารอิสลาม เปน็ ตน้
ฝ่ายยานพาหนะ มหี น้าที่ความรับผิดชอบ ดังตอ่ ไปน้ี
- จัดเตรียมและอำนวยความสะดวกด้านยานพาหนะ แก่วิทยากรและผู้เข้าสัมมนา ตลอด
โครงการ
ฝ่ายประเมินผล มีหน้าท่ีความรับผิดชอบ ดงั ต่อไปน้ี
- ออกแบบและจดั ทำแบบประเมนิ ผล
- รวบรวมข้อมูลและวิเคราะหข์ ้อมลู
- สรุปและรายงานการประเมินผลการประเมนิ ผลการสมั มนา
2. ประชาสมั พันธ์โครงการ
การประชาสัมพันธโ์ ครงการ ดำเนนิ การได้ดงั ตอ่ ไปนี้
แผนภมู ิแสดงระยะการประชาสมั พันธโ์ ครงการ
สำรวจหนว่ ยงานและบุคคล พรอ้ มรายละเอยี ดเก่ียวกับท่อี ยู่ เพื่อสง่ หนงั สอื เชญิ เขา้ สัมมนา
ประชาสัมพนั ธ์การสัมมนาผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ Internet สถานีวิทยุสถานีโทรทัศน์
e-mail ประกาศเสียงตามสาย
3. ติดตอ่ วิทยากร
การตดิ ตอ่ วทิ ยากร ดำเนินการได้ดังต่อไปน้ี
- ทาบทามวทิ ยากรเบ้อื งต้นอยา่ งไม่เปน็ ทางการ
- สง่ หนังสอื เชิญ โดยขออนุมัตผิ ู้บังคับบัญชาตน้ สงั กดั
- ขอเอกสารประกอบการบรรยาย
- ประสานเรือ่ ง วนั /เวลา การเดนิ ทาง ทพี่ กั ยานพาหนะ
แผนภูมิแสดงการติดตอ่ วทิ ยากร
4. จดั เตรียมสถานท่ี
การจัดเตรยี มสถานท่ี ดำเนนิ การไดด้ ังตอ่ ไปน้ี
แผนภูมแิ สดงการจัดเตรยี มสถานท่ี
- สำรวจสถานทสี่ ำหรบั การจัดการสมั มนา เชน่ โรงแรม สว่ นราชกา
- เมอื่ เลอื กสถานทไ่ี ดแ้ ลว้ จึงตดิ ตอ่ อยา่ งเปน็ ทางการ
- สำรวจความเรียบรอ้ ยก่อนเริ่มงาน 1 วัน
การจดั ห้องสัมมนา
1. การจัดสถานที่ เวทีของห้องประชุมควรมีการเขียนหัวข้อประชุม ตลอดจนวันที่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วม
ประชุมทราบ นอกจากนั้นควรมีโต๊ะหมูบ่ ูชา เพื่อให้สมาชกิ เกิดความสำนึกถึงจุดรวมของประเทศชาตินัน่ คอื มี
ธงชาติ เพื่อให้ระลึกถึง ความเป็นไทย พระพุทธรูป เพื่อระลึกถึงศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาพุทธ และรูป
พระมหากษัตริยเ์ พอ่ื ระลึกถึงผ้นู ำประเทศ
2. ท่ีประชมุ ควรมอี ณุ หภูมพิ อสบาย ไมร่ อ้ นจนเกินไป หรอื เย็นจนเกนิ ไป
3. ทนี่ ่งั ฟงั ตอ้ งสบาย
4. ขนาดของห้องประชมุ พอเหมาะกบั จำนวนผฟู้ งั
5. หอ้ งประชุมควรมกี ระดานดำ และโสตทัศนูปกรณอ์ ื่น ๆ ด้วย
รปู แบบของการจดั โตะ๊ สัมมนา
การจัดโตะ๊ ในหอ้ งประชมุ ใหญ่
1. แบบทน่ี ง่ั ในโรงภาพยนตร์ (Theatre Style) ควรมีเนือ้ ท่ีอย่างนอ้ ย 6 ตารางฟุต 1 ที่นงั่ เป็นแบบที่
นิยมมากท่ีสดุ การจัดทนี่ ั่งแบบนจ้ี ะจดั แบบมโี ต๊ะหรอื ไม่มีกไ็ ด้ตามความเหมาะสม
แผนภมู แิ สดงการจดั แบบมโี ต๊ะ แผนภูมิแสดงการจดั แบบไม่มโี ตะ๊
2. Schoolroom Style แบบที่นั่งในห้องเรียน เป็นการจัดรูปแบบที่นั่งประชุมซึ่งมีประสิทธิภาพ ถ้า
ผฟู้ งั การประชมุ ต้องการทจ่ี ดบนั ทกึ ยอ่ คำบรรยาย การจดั แบบน้เี หมาะสำหรบั กลุ่มผ้เู ขา้ รว่ มประชุมเป็นจำนวน
มาก ๆ
การจดั แบบทน่ี ่งั ในหอ้ งเรียน
การจดั โตะ๊ ในการประชุมยอ่ ย
1. U - shape Style แบบตัว U ซึ่งใช้ในการประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่าง
ยงิ่ เปน็ การ จดั รปู แบบที่มปี ระสิทธิภาพแกผ่ ูเ้ ข้ารว่ มประชุมอยา่ งดเี ป็นพิเศษ
การจัดแบบ U - shape Style
2. Roundtable Style แบบโต๊ะกลม เป็นรูปแบบของการจัดที่นั่งประชุม สำหรับแผนดำเนินการ
ประชุมที่เริ่ม ด้วยการรับประทานได้ด้วยระหว่างมีการประชุม หรือเป็นการประชุมที่มีการแบ่งผู้ประชุม
ออกเปน็ กลุ่มคณะทำงาน การจดั แบบมโี ต๊ะ การจดั แบบไม่มโี ตะ๊
การจดั แบบ Roundtable Style
3. รูปแบบอ่ืน ๆ
การจัดโต๊ะในรปู แบบอน่ื ๆระยะดำเนินการ
ระยะดำเนนิ การ การจดั สมั มนา จะใช้เวลาเพยี งวันเดยี วหรอื หลายวัน
1. ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยของห้องประชมุ / แสงเสียง / การจัดโตะ๊ เวที/ วิทยากร ฯลฯ
2. คอยต้อนรบั วทิ ยากร ผดู้ ำเนินรายการ และแขกผมู้ ีเกียรติ
3. รับลงทะเบยี นผ้เู ขา้ รว่ มสมั มนา
4. แจกแบบประเมินผล
5. ดูแลและอำนวยความสะดวกตลอดงาน
6. มอบของท่ีระลกึ และค่าตอบแทนวทิ ยากร
จากขัน้ ตอนการสมั มนาข้างตน้ สทุ ธนู ศรไี สย์ ได้สรุปขัน้ ตอนในการจดั สมั มนาอยา่ งยอ่ ๆ ไวด้ ังน้ี
1. ลงทะเบยี นเขา้ รว่ มสัมมนาและรบั เอกสารการสมั มนา
2. พิธเี ปดิ การสัมมนา
3. การประชมุ ใหญ่ มวี ตั ถุประสงค์เพ่อื
3.1 รับฟงั หรอื ชี้แจงวัตถุประสงคข์ องการสมั มนา
3.2 วิธกี ารหรือแนวทางในการสมั มนา
3.3 ฟงั วทิ ยากรพูด/อภิปรายในประเด็นสำคญั ต่าง ๆ
3.4 การแบ่งกล่มุ ยอ่ ย
3.5 ข้อตกลงอ่นื ๆ ท่ีเห็นสมควร
4. การประชุมกลุ่มยอ่ ยเพื่อศึกษา วิเคราะห์ สรุปประเด็นและข้อเสนอแนะ วิธีการแก้ปญั หา
หรือแนวทางในการแกป้ ญั หาต่าง ๆ ของกลุม่
5. การประชุมรวม เพื่อรายงานผลการประชุมพร้อมทั้งแนวทางในการแก้ปัญหาของแต่ละ
กล่มุ ยอ่ ย อภปิ รายผลทวั่ ไป และประเมินผลการสัมมนา
6. พธิ ปี ดิ การสมั มนา
หลักการใช้สื่อในการจดั สมั มนา
1. ไม่ควรใช้สื่อแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสื่ออย่างเดียวตอบสนองจุดมุ่งหมายได้ไม่มากนัก ควรใช้สื่อ
หลายๆ อย่างรวมกัน (Multimedia) แต่ใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เนื้อหา เวลา และกลุ่มเป้าหมายและ
สถานที่
2. ควรจดั ระบบในการใชส้ ่อื ใหด้ ี อย่าสบั สนวกไปเวยี นมา หรอื ใช้สื่อมากเกินไป
3. ควรเตรียมการให้พร้อมทงั้ ตวั ผใู้ ชแ้ ละสือ่ ที่จะนำมาใช้ ควรศึกษาเทคนิคตา่ ง ๆ ของสื่อแต่ละชนดิ ให้
ละเอียด
4. การนำสื่อมาใช้นั้นนอกจากตอบสนองวัตถุประสงค์แล้ว สื่อนั้นจะต้องมีคุณภาพน่าสนใจและ
ทนั สมยั ด้วย
5. การนำสื่อมาใชเ้ ปน็ เพยี งสว่ นประกอบเท่านน้ั
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการสมั มนา
1. แผนที่ความคิด (Mind Mapping)
แผนทคี่ วามคดิ เป็นวิธกี ารชว่ ยบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพความคดิ ท่ีหลากหลายในมุมมองท่ีกว้าง
และชัดเจนกว่าการบันทึกท่ีเราคุ้นเคยโดยยังไม่จัดระบบระเบยี บความคิดใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวิธีการท่ีสอดคล้อง
กบั โครงสรา้ งการคดิ ของมนุษย์โดยเลยี นแบบ การทำงานของเซลล์สมอง ทบ่ี างช่วงสมองจะกระโดดออกนอก
ทางขณะกำลงั คิดถึงเรอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ อยา่ งลุ่มลึก
การประชุมหรือการระดมความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วมนั้นพบว่า การประชุมที่มีการถกเถียงกันและ
การนำเสนอความคิดที่หลากหลาย มักมีปัญหาต่าง ๆ เช่น การจดจำเรื่องราว การพูดคนละเรื่องเดียวกัน
หรือประเด็นที่ใกล้เคียงกัน การอภิปรายต่าง ๆ น้ี จะขาดความเกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องจนไม่สามารถ
ประติดประต่อข้อมูลต่าง ๆ ในการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหรือแม้แต่การมองภาพรวมของข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้
นำเสนอในที่ประชุมอย่างชัดเจน ดังนั้น การระดมสมองอย่างอได้ผล ก็คือ การปล่อยให้บุคคลได้แสดงความ
คิดเห็นและนำเสนอความคิด ดังกล่าวต่อที่ประชุม ในขณะเดียวกันก็ทำการจดบันทึกข้อคิดในการประชุม
เหล่านั้นด้วยแผนที่ทางความคิด เพื่อให้บุคคลสามารถเห็นภาพรวมของข้อมูลต่าง ๆ ที่นำเสนอในที่ประชุม
และยังสามารถเสริมต่อประเด็นในการอภิปรายได้อยา่ งเหมาะสมชดั เจน
การทำแผนที่ความคิด
1) เรมิ่ กง่ึ กลางกระดาษอาจวาดเป็นรูปหวั ใจ หรอื สัญลักษณอ์ ืน่ ๆ เชน่ ดาว บ้าน ถงุ เงนิ ฯลฯ
2) จากกลางภาพวาดเส้นหลกั ออกไปรอบภาพโดยเนน้ น้ำหนักเส้นท่ีโคนเสน้ ดงั กล่าวใหห้ นักกว่าส่วน
ปลายคล้ายกิ่งตน้ ไม้
3) เขียนข้อความที่เป็นความคิดหลักที่โคนเส้นติดกับกลางภาพ การเขียนคำสั้น ๆ ในประเด็นที่เรา
ต้องการ (Key Word) ไว้กลางกระดาษแผ่นใหญ่ที่ไม่มีเส้นบรรทัดซึ่งวางไว้ในแนว นอนแล้วลากเส้นสิ่งที่
สัมพนั ธก์ ับประเดน็ ดว้ ยปากกาหลากสีออกไป
4) เขียนข้อความท่เี ป็นรายละเอียดลงไปบนเส้นที่แตกแขนงของเส้นหลักคลา้ ยก้านต้นไม้ที่งอกจากก่ิง
ต้นไม้ออกไปเร่อื ย ๆ จนกว่าจะส้ินสุดการระดมความคดิ การเขยี นข้อมลู นัน้ ตอ้ งคำนึงถึง
(1) ประโยคสั้น ๆ ทมี่ ีคำหลักมีใจความสำคญั (Key Words)
(2) ประเด็นย่อยจากประเด็นหลักให้ใช้ปากกาเมจิกปลายแหลมลากเส้นจากประเด็นหลัก โดยให้
เสน้ เลก็ แทนประเดน็ ยอ่ ยแต่ละประเดน็ โดยเขียนอกั ษรบนเส้นยอ่ ยนั้น ๆ
5) ผู้บันทึกอาจวาดรูปภาพเป็นสัญลักษณ์แทนข้อความต่าง ๆ ก็ได้ หรืออาจใช้ปากกาสีที่แตกต่างกัน
ตามประเด็นหลัก ประเด็นย่อยและประเด็นเสริม อันจะช่วยเพิ่มสีสันใหก้ ับข้อมูลและดูนา่ สนใจมากขึ้น จดจำ
ได้งา่ ยและนาน
6) ในกรณีจัดความสำคัญของประเด็นหลักต่าง ๆ หรือมีข้อที่จะต้องตกลงกันในที่ประชุมโดยการนับ
คะแนน ผู้ดำเนินการสามารถแจกกระดาษสติกเกอร์สีให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อติดในประเด็นที่ต้องมีการ
ตัดสนิ ใจ
ประโยชนข์ องแผนที่ทางความคดิ ในการระดมการมีส่วนร่วม
1. ช่วยในการเกบ็ บันทึกข้อมูล หรือเรือ่ งราวทีต่ นนำเสนอตอ่ ทีป่ ระชุมลงบนเอกสารอยา่ งชดั เจน
2. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นการบันทึกข้อมูล หรือเรื่องราวที่ตนนำเสนอสู่ที่ประชุมลงบนเอกสาร
อยา่ งชดั เจน
3. ช่วยใหผ้ ้เู ข้าร่วมประชุมจดจำเร่ืองราวตา่ ง ๆ ในการประชมุ ไดง้ ่าย และนานขน้ึ ตลอดจนสอดคล้อง
กบั วธิ กี ารเรียนรขู้ องบุคคลที่ชอบสีสันต่าง ๆ
4. ช่วยให้ผู้ฟังการนำเสนอผลงานสามารถเห็นภาพรวม และปะติดปะต่อรายละเอียด ต่าง ๆ เข้า
ด้วยกนั ง่ายขน้ึ
แผนที่ทางความคิดที่กล่าวมาเป็นเครื่องมือ/เทคนิคซึ่งคณะวิทยากรใช้ในการจดบันทึกผลการทำ
กิจกรรม/การวิเคราะห์และข้อสรุปที่ได้จากกิจกรรมการฝึกอบรมและส่งเสริมให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมใช้เป็น
เครอื่ งมอื ในการระดมสมองภายในกลุ่มของตนเองใหม้ ากท่สี ดุ
2. เทคนิคการใช้บัตรคำ (Meta - Plan)
เทคนิคการ์ด หรือเทคนิคการใช้บัตรคำ ที่รู้จักกันในภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษว่า Meta –
Plan โดยได้มกี ารศึกษาว่า การใช้เทคนิคการ์ดจะทำใหบ้ ุคคลสามารถแสดงความคดิ เห็นของตนเองได้โดยไม่มี
แรงกดดันหรอื การช้นี ำจากผอู้ ่นื ทั้งน้ีจำเปน็ ท่ีจะตอ้ งมีการกำหนดให้ผเู้ ข้ารว่ มเวทีเขียนจากความคิดของตนเอง
อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในประเทศไทยเรามักจะพบว่า ความคิดเห็นมักจะเกิดจากบุคคลที่กระตือรือร้น ช่าง
คิด ช่างพูดเพียงไม่กี่คน ในขณะที่บุคคล อื่น ๆ ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รบั ฟัง ความคิดอย่างเฉื่อยชาและขลาด
กลัว ที่จะแสดงความคิดเห็น ดังนั้นการใช้เทคนิคการ์ดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสแสดง
ความคดิ เห็นอยา่ งเทา่ เทยี มกันและยังเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนนำเสนอขอ้ มูลของตัวเองส่สู ว่ นรวม
ขนั้ ตอนการใช้เทคนคิ บตั รคำ
1. กำหนดโจทย์
2. ผเู้ ขา้ รว่ มประชุมเขียนคำหลกั หรอื วลสี นั้ ๆ ท่ีไดใ้ จความลงบนแผ่นกระดาษเพื่อตอบโจทย์ที่ตง้ั ไว้
3. วิทยากรนำบัตรคำไปติดที่แผ่นกระดานหรือผนังโล่ง ๆ โดยข้อความประเด็นเดียวกัน ให้อยู่ใน
หมวดหมูเ่ ดยี วกนั หรือการใหแ้ ตล่ ะคนอ่านบตั รคำของตนและทำการจดบนั ทึก
4. หากไม่แน่ใจว่าข้อความบนบัตรคำควรอยู่ในหมวดหมู่ใด ต้องถามความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม
ประชุม
5. ในกรณีที่ต้องจัดลำดับความสำคัญของประเด็นหลักต่าง ๆ ผู้ดำเนินการประชุมอาจแจกกระดาษ
สติกเกอร์สใี หแ้ ก่ผู้เข้ารว่ มประชุมเพอ่ื ติดในประเด็นทีต่ นเหน็ วา่ สำคัญ
ประโยชนข์ องเทคนิคบตั รคำ
1. ช่วยในการระดมความคิดเห็นผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วน
ร่วมแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเท่าเทยี มกัน
2. ช่วยให้บุคคลสามารถนำเสนอข้อมูลในท่ีประชมุ ไปพร้อม ๆ กับการรับทราบความคิดเห็นของผู้อน่ื
ในท่ีประชมุ ด้วย
3. ช่วยให้ไดข้ ้อมลู ทม่ี ีความหลากหลายในเวลาทจ่ี ำกดั
4. ช่วยกระตุ้นบุคคลที่มักไม่กล้าแสดงออก หรือไม่กล้าแสดงความคิดเห็นตรง ๆ หรือพูดไม่เก่ง ได้มี
โอกาสแสดงความคิดเหน็ โดยผ่านการ์ด
5. ช่วยควบคุมบุคคลท่พี ดู มาก หรือพดู ไมห่ ยุดให้เลอื กนำเสนอเฉพาะประเดน็ หลักที่สำคัญ
ในการฝกึ อบรม ทางคณะวิทยากรได้ใช้วธิ กี ารเทคนิคบัตรคำในการสำรวจความต้องการ วัตถุประสงค์
เป้าหมายของการมาเข้ารับการฝึกอบรมทั้งสวนบุคคลและหน่วยงาน วิธีการเรียนรู้ร่วมกัน ผลที่ได้รับและ
ข้อเสนอแนะหลังการฝึกอบรม ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม และใช้เป็นเครื่องมือในการระดมสมองและเสนอ
ความคิดเห็นของสมาชกิ กลุ่มยอ่ ยในการทำกจิ กรรมร่วมกนั ในการฝึกอบรมครง้ั นี้
3. การระดมสมอง
การระดมสมอง เป็นการประชุมกลุ่มเล็กไม่เกิน 15 คน เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่าง
เสรีโดยปราศจากขอ้ จำกดั หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ในหวั ข้อใดหวั ขอ้ หน่ึงหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยไมค่ ำนึงว่าจะ
ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ความคิดหรือข้อเสนอทุกอย่างจะถูกจดไว้แล้วนำไปกลั่นกรองอีกช้ันหนึง่ ดังนั้นพอเริ่ม
ประชุมตอ้ งมีการเลอื กประธานและเลขานุการของกลมุ่ เสยี ก่อน
วธิ ีการ ผ้เู ข้ารบั การฝกึ อบรมทกุ คนเสนอความคิดเห็นแล้วชว่ ยกนั สรุป
ข้อดี ผู้เข้ารับการฝกึ อบรมมีส่วนร่วมโดยตรง ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
สามารถแกป้ ัญหาท่ีเผชิญอยู่ได้ ทำใหไ้ ด้ความคิดหลากหลายในเวลาจำกดั สามารถเรา้ ความสนใจของผู้รับการ
ฝกึ อบรมได้ดี บรรยากาศเปน็ กันเอง
ข้อจำกัด ได้ความคิดเห็นจำนวนมากต่ออาจมีคุณค่าน้อย และต้องจำกัดกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรม
เพ่อื ใหท้ ุกคนไดร้ ว่ มแสดงความคดิ เห็น ปญั หาทนี่ ำมาระดมสมองควรเปน็ ปัญหาเดยี ว
สถานที่และเวลา จัดที่นั่งแบบตัวยู หรือแบบวงกลม หรือแบบตัววี ให้เวลาแสดงความคิดเห็นไม่เกิน
15 นาที ใช้เวลาท้ังหมดรวมท้ังสรปุ ไม่ควรเกนิ 1 ชว่ั โมง 30 นาที
4. กรณศี ึกษา
กรณีศึกษาเป็นการศึกษาเรื่องราวที่รวบรวมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เป็นเทคนิคที่เหมาะกับกลุ่มเล็ก ๆ
เร่อื งท่มี อบหมายให้ตอ้ งมีรายละเอยี ดเพยี งพอที่ผเู้ ขา้ รับการฝกึ อบรมจะมองเห็นจดุ สำคัญของปญั หาและข้อมูล
เพื่อนำมาใชพ้ จิ ารณา การศกึ ษากรณศี กึ ษาอาจใหศ้ ึกษาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มเลก็ ๆ ก็ได้
วธิ กี าร กลุ่มช่วยกันวิเคราะห์แกไ้ ขปัญหาในกรณีศกึ ษา
ข้อดี ช่วยใหผ้ ูเ้ ขา้ รับการฝึกอบรมไดว้ ิเคราะห์ตัดสินปญั หาในเร่ืองที่เหมือนจริงและสามารถนำไปปรับ
ใช้กบั การปฏิบตั ิงานได้ กรณีศกึ ษาเป็นกิจกรรมท่มี ีบรรยากาศเป็นกันเองเพราะทกุ คนมีโอกาสและเปล่ียนความ
คิดเห็นและประสบการณ์
ข้อจำกดั สมาชิกบางคนอาจครอบงำความคดิ ของผอู้ ่นื เพราะบุคลิกภาพ วัยวุฒหิ รือคณุ วุฒิ กรณศี กึ ษา
ที่เป็นเรื่องจริงหาได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรมและเหมาะสมกับเวลา การ
สร้างกรณีศึกษาเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณ ตอนสรุปผลกรณีศึกษาวิทยากรมักไม่ให้ความสำคัญ
และรบี สรุปจบ
สถานที่และเวลา จดั ทนี่ งั่ แบบวงกลม หรอื สีเ่ หล่ียม หรอื เป็นรูปตัวยู เวลาท่ใี ชไ้ ม่ควรเกิน 1-2 ช่วั โมง
ในการฝึกอบรมครั้งนี้ ทางคณะวิทยากรได้ใช้กรณีศึกษา ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมร่วมกันระดมสมอง
ช่วยกันศึกษาหาทางออก เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาต่อรองแบบชนะ – ชนะ ของทุกฝ่ายที่
เกี่ยวข้อง
การศกึ ษาดูงานนอกสถานที่
การศึกษาดูงานนอกสถานที่ เป็นการนำผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปศึกษายังสถานที่อื่นนอกสถานที่
ฝึกอบรม เพื่อให้พบเห็นของจริงซึ่งผู้จัดต้องเตรียมการเป็นอย่างดีเพื่อนำผู้เข้ารับการฝึกอบรมไปศึกษาดูงาน
นอกสถานท่ี
ข้อดี เพิ่มความรู้ความเข้าใจได้เห็นการปฏิบัติจริง สร้างความสนใจและกระตือรือร้น สร้าง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรม
ข้อจำกัด ต้องใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าของ
สถานท่ีท่ีจะไปศกึ ษา สถานทแ่ี ละเวลา ใชส้ ถานท่จี ริง
ระยะหลงั การจดั สมั มนา
ระยะหลังการจัดสัมมนา ระยะที่การดำเนินการจัดสัมมนาจริง จะมีงานที่จำเป็นต้องจัดทำตามหลัง
การสัมมนา เพื่อให้งานสำเร็จสมบูรณ์ ได้แก่จัดพิมพ์หนังสือขอบคุณวิทยากร จัดการ-การเงิน ประเมินผลการ
สัมมนา
จัดทำเอกสารการสัมมนา ประชุมสรุปผลการสัมมนาจัดทำรายงานผลการสัมมนา จัดส่งเอกสารการ
สมั มนา
การประเมินผลการสมั มนา
เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการภายหลังการสัมมนาทั้งนี้เป็นการหาข้อมูลว่าการดำเนินการไปแล้ววันน้ัน
ไดร้ ับผลสำเร็จเพยี งใด ดงั น้นั วตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินผลการสัมมนาจึงควรมดี งั ต่อไปนี้
1. เพื่อตอ้ งการทราบสภาพปญั หาทเี่ กดิ ขึ้น
2. เพื่อตอ้ งการทราบประสิทธผิ ลของการดำเนนิ งาน
3. เพื่อต้องการปรับปรงุ แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ สำหรับการจดั สมั มนาคร้งั ตอ่ ไป
ในการประเมินผลสัมมนาจะประเมินอะไร
1. ตัวโครงการ
2. สภาพความพรอ้ ม
3. การดำเนินโครงการ
4. สภาพเมื่อส้ินสุดโครงการ
วธิ ีการประเมนิ ผลการสมั มนา
1. การสังเกต (Observation)
2. การประเมนิ โดยใช้แบบสอบถาม (Check List)
3. การประเมนิ โดยการบันทึก (Critical Incidents)
4. การประเมินผลแบบจัดตัง้ กลมุ่ ประเมิน (Group Appraisal)
5. ระบบจัดตั้งวัตถุประสงค์ร่วมกัน (Mutual Goal Setting) คือ การให้สมาชิกทุกคนต้ังเป้าหมายใน
การทำงานร่วมกัน แล้วประเมินผลความกา้ วหน้าเปน็ ระยะ โดยการประเมนิ ผลตนเองในขณะทำงาน
เมอื่ การสัมมนาเสร็จสิ้นลง
เม่ือการสัมมนา ไดด้ ำเนนิ การเสรจ็ สนิ้ ลงแล้ว คณะกรรมการผูจ้ ดั ควรดำเนนิ การดังตอ่ ไปน้ี
1. ทำหนงั สือขอบคณุ ประธาน วทิ ยากร และบุคคลที่เกยี่ วข้อง ซึ่งตามปกติแล้วไม่ควรใหผ้ า่ นไปเน่ิน
นาน
2. ทำรายงานค่าใชจ้ ่ายและหลักฐานประกอบการเบิกจา่ ยโดยเรว็
3. ทำรายงานประเมนิ ผลหรอื สรปุ ผลการสัมมนา โดยจดั ทำสรุปผลการดำเนินงานด้านตา่ ง ๆ ของทุก
ฝ่าย ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นและข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ เพื่อจัดทำเป็นสถิตเิ พ่ือใช้ในการค้นคว้าอ้างอิง หรือเพื่อ
ใช้เปน็ แนวทางสำหรับการจัดการสมั มนาในโอกาสตอ่ ไป
การประเมินผลมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงความสำเร็จของการสัมมนา รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้
ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อของการสัมมนา วิทยากร การบริหาร จัดการ สิ่งอำนวย
ความสะดวกต่าง ๆ และข้อเสนอแนะอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการจัดการสัมมนา
ในโอกาสต่อไป การประเมินผลนั้นอาจจะทำการประเมินผลครั้งเดียวเมื่อสิ้นสุดการสัมมนา หรืออาจะมีการ
ประเมินผลในแต่ละหัวข้อเมื่อสิ้นสุดกิจกรรมของวิทากรแต่ละคนก็ได้ โดยทั่วไปแล้วเครื่องมือที่ใช้ในการ
ประเมินผลจะเป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบระบุถึงระดับความพอใจในหัวข้อเกี่ยวกับเนื้อหาของการสัมมนา
ความสามารถของวิทยากร ความเหมาะสมของสถานที่และการอำนวยความสะดวก รวมทั้งอาจมีคำถาม
ปลายเปดิ เพอ่ื ให้ผู้ตอบแบะประเมนิ ได้ให้ข้อเสนอแนะ เปน็ ต้น
การแจกแบบสอบถาม/ แบะประเมินนั้นควรแจ้งให้ผู้เข้าสัมมนา ทราบว่า ได้แจกแบบสอบถาม /
แบบประเมินด้วยวิธีใด เช่น วางไว้ที่โต๊ะของผู้เข้าสัมมนา หรือแนบไว้ในแฟ้มเอกสาร หรือเจ้าหน้าที่เป็น
ผู้ดำเนินการแจก และก่อนเปิดการสัมมนา ควรประกาศเพ่ือขอความกรุณาใหส้ ่งแบบสอบถาม / แบบประเมิน
คืนแก่เจ้าหน้าที่ หรือส่งที่โต๊ะลงทะเบียน หรือให้เจ้าหน้าที่เดินเก็บ ทั้งนี้ให้พิจารณาว่าวิธีใดจะอำนวยความ
สะดวกได้ดีทส่ี ดุ
ตัวอย่าง แบบสอบถามหรือแบบประเมนิ
การวิเคราะหข์ ้อมูลและแปลผล
การวิเคราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิธีการหนึ่งคือการจัดหมวดหมู่ แล้วทำการวิเคราะห์ซึ่งอาจใช้
เทคนิคหรอื วิธีการทางสถติ ิ เชน่
- ค่าสถิตพิ น้ื ฐาน
- คา่ ร้อยละ
- คา่ เฉล่ีย (Mean) โดยใช้สูตร
=
แทน ค่าเฉลี่ย
f แทน ความถี่
แทน ผลรวมท้งั หมดของความถี่ คูณคะแนน
N แทน ผลรวมทั้งหมดของความถี่ ซง่ึ มคี า่ เท่ากบั จำนวนข้อมลู
- คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard) โดยใชส้ ตู ร
S=
S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน ค่าผลรวมของคะแนนท้ังหมด
แทน คา่ ผลรวมท้ังหมดของความถี่ คณู คะแนนยกกำลงั สอง
แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดยกกำลงั สอง
N แทน จำนวนคนในกล่มุ ตัวอยา่ ง
การแปลผล
เป็นการนำผลของการวิเคราะห์ข้อมูลไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมินแล้วแปลผลตามข้อมูลท่ี
ได้ โดยนำมาเรียบเรียงให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน เมื่อแปลผลตามข้อมูลที่ได้แล้ว นำมาเขียน
รายงานสรุปการประเมินผลการสัมมนา โดยทำให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย สละสลวย กะทัดรัด และมีสาระ
ตรงประเดน็ ตามขอ้ มูลที่ได้มา
เมื่อการสมั มนาเสรจ็ ส้ินลง จึงดำเนนิ การถอดเทปการจัดการสัมมนา ต้ังแต่เริ่มพิธเี ปดิ จนกระทั่งถึง
พธิ ปี ดิ ตลอดจนรวบรวมเอกสารตา่ ง ๆ ที่ใชใ้ นโครงการ โดยจัดทำเป็นรูปเลม่ เพือ่ จดั สง่ ใหผ้ ูเ้ กยี่ วข้องตอ่ ไป
ประโยชน์ของการสัมมนา
ประโยชน์ของการสัมมนาในแตล่ ะครัง้ อยา่ งนอ้ ยจะไดร้ บั ผลดงั ตอ่ ไปนี้ คือ
1. ชว่ ยให้ผู้เขา้ รว่ มสัมมนามคี วามรู้ ความคดิ และประสบการณเ์ พิ่มขึน้
2. ชว่ ยให้ผู้เข้ารว่ มสัมมนาไดข้ ้อเสนอแนะ หรือแนวทางในการแก้ปญั หาตา่ ง ๆ
3. ชว่ ยให้ผู้เข้าร่วมสมั มนา ได้มปี ระสบการณใ์ นการแก้ปัญหารว่ มกนั โดยใช้ความคิดอยา่ งมเี หตุผล
4. ชว่ ยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนารู้จกั กันดีย่ิงขน้ึ
5. ชว่ ยกระต้นุ ใหผ้ ้เู ขา้ รว่ มสัมมนาเกดิ ความคดิ ที่จะปฏิบัติอยา่ งใดอย่างหน่ึงต่อไป
6. ช่วยฝึกฝนผู้เขา้ ร่วมสมั มนาใหย้ อมรบั ผลการตัดสินใจ โดยใชก้ ระบวนการกลุม่
7. ชว่ ยให้ผเู้ ข้ารว่ มสัมมนาได้แลกเปล่ยี นความคิดเห็นซึง่ กนั และกนั
8. ผลของการสัมมนาจะเป็นประโยชน์แกผ่ สู้ ัมมนาแก่บคุ คลและสถาบนั ต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้องในเร่ืองของ
การสัมมนาโดยตรง นอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ในการสัมมนา
ตอ่ ไป
9. ผจู้ ดั สมั มนาหรือผ้เู รียนสามารถจัดสมั มนาไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
10. ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้รับความรู้ แนวคิดจากการสัมมนา สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานและ
ชีวติ สว่ นตวั ในประจำวนั ได้
11. ผลจากการที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้และความสามารถมากขึ้นจากการสัมมนา ช่วยทำให้
ระบบและวิธกี ารทำงานมีประสิทธิภาพสงู ขึน้
12. การจดั สมั มนาจะชว่ ยแบง่ เบาภาระการปฏบิ ัติงานของผู้บงั คับบัญชา เพราะผูไ้ ดบ้ ังคับบญั ชาได้รับ
การสัมมนา ทำให้เข้าใจถึงวิธีการปฏบิ ัติงานตลอดจนปัญหาตา่ งๆ และวิธีการแก้ไขปรับปรงุ และพัฒนางานให้
ได้ผลดี
13. เป็นการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้พร้อมอยู่เสมอ ที่จะก้าวไปรับตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม หรืองานท่ี
จำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งผู้ปฏิบัตงิ านจะไม่รู้สึกลำบากในการปรับตัว เพราะได้รับ
ความรใู้ หม่ ๆ ตลอดเวลา
14. เป็นการส่งเสรมิ ความก้าวหน้าของผปู้ ฏิบัตงิ าน เพราะโดยปกตแิ ลว้ การพจิ ารณาเลื่อนตำแหน่ง ผู้
ทีไ่ ดร้ บั การสมั มนายอ่ มมีโอกาสไดร้ บั การพจิ ารณากอ่ น
15. เกิดความคดิ รเิ ร่มิ สร้างสรรค์ เปน็ ผลให้เกดิ แรงบันดาลใจมุ่งกระทำกจิ กรรมอนั ดีงามใหส้ งั คม
16. สามารถสร้างความเข้าใจอันดีงามต่อเพื่อนร่วมงาน มีมนุษย์สัมพันธ์ เกิดความร่วมมือร่วมใจใน
การทำงาน สามารทำงานเปน็ ทมี ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
17. เกิดความกระตือรือร้น กล้าคดิ กลา้ ทำ กลา้ ตัดสนิ ใจ มีความรบั ผดิ ชอบ รู้จักยอมรับความคิดเห็น
ของผอู้ น่ื ร้จู ักใชด้ ุลยพินิจวเิ คราะห์ปญั หา สามารถแก้ปัญหาในการทำงานและเกิดภาวะผูน้ ำ
ขอ้ ดขี องการสัมมนา
1. ผู้เข้าสัมมนาได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า โดยได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิดจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิ
2. กระตนุ้ ให้ผเู้ ขา้ ร่วมประชมุ สมั มนาทกุ คน ได้มีสว่ นร่วมในการสัมมนาอยา่ งเต็มที่
3. มกี ารเสนอเอกสารและข้อมลู ใหม่ ๆ
4. ได้รูปแบบของการแกป้ ัญหาหลาย ๆ แนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ
ขอ้ จำกัดของการสมั มนา
1. ผู้ทรงคุณวุฒบิ างท่านอาจใจแคบไม่ยอมรับความคิดใหม่ ๆ มักจะควบคุมให้การสัมมนาเป็นไปตาม
ความคดิ เหน็ ของตนเอง
2. ผู้เข้ารว่ มสมั มนาไมก่ ลา้ ตักเตอื นผเู้ ขา้ ร่วมสมั มนาท่านอ่ืน ๆ ทกี่ ระทำตนไม่เหมาะสมในขณะสัมมนา
3. ระยะเวลาในการสัมมนาถ้าหากมีเวลาจำกัดจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลของ
ผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนา
หลกั เกณฑก์ ารจา่ ยเงินค่าตอบแทนวทิ ยากร
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยค่าใช่จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.
2541 ไดก้ ำหนดหลกั เกณฑก์ ารจ่ายค่าตอบแทนวิทยากร ดงั นี้
หลักเกณฑ์การจา่ ยเงินค่าตอบแทนวิทยากร
1. ชัว่ โมงการฝกึ อบรมทม่ี ีลกั ษณะเป็นการบรรยาย ให้จ่ายคา่ สมนาคุณวทิ ยากรไม่เกิน 1 คน
2. ชัว่ โมงการฝกึ อบรมที่มลี ักษณะเปน็ การอภปิ รายเปน็ คณะหรือสัมมนา ใหจ้ ่ายคา่ สมนาคุณวิทยากร
ได้ไม่เกิน 5 คน
3. ชั่วโมงการฝึกอบรมที่มีลักษณะเป็นการแบ่งกลุม่ ฝกึ ภาคปฏิบัติ แบ่งกลุ่มอภิปราย หรือแบ่งกลุ่ม
ทำกจิ กรรม ซ่งึ จำเปน็ ต้องมวี ทิ ยากรประจำกลมุ่ ใหจ้ า่ ยคา่ สมนาคุณวทิ ยากรได้ไมเ่ กินกลุ่มละ 2 คน
4. ชั่วโมงการฝึกอบรมใดมีวิทยากร เกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ให้เฉลี่ยจ่ายเงิน
สมนาคุณภายในจำนวนเงนิ ท่จี ่ายได้
การฝึกอบรม 1 ชั่วโมง ต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 50 นาที หากการฝึกอบรมมีเวลาไม่
เต็ม 1 ช่วั โมง แตไ่ มน่ ้อยกว่า 25 นาที ให้เบิกจา่ ยเงนิ สมนาคุณได้ก่งึ หน่งึ
อตั ราค่าสมนาคณุ วิทยากร
1. วิทยากรที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างของทางราชการ หรือข้าราชการและลูกจ้างของหน่วยงานตาม
กฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็น
ราชการบริหารส่วนทอ้ งถิน่ หรือพนกั งานและลูกจา้ งของรฐั วิสาหกจิ
1) การฝกึ อบรมระดับตน้ และระดับกลาง ไมเ่ กนิ ชว่ั โมงละ 600 บาท
2) การฝึกอบรมระดบั สงู ไมเ่ กินช่ัวโมงละ 800 บาท
2. บุคลากรทม่ี ิใช่บุคคลตามข้อ 1 ให้จา่ ยเพิม่ อกี หนง่ึ เท่าของแต่ละระดับกาฝึกอบรม
3. การฝึกอบรมระดับสูงที่จำเป็นต้องใชว้ ทิ ยากรที่มีความรู้ ความสามารถเป็นพิเศษ และจะเบิกจ่าย
ค่าสมนาคณุ วทิ ยากรสูงกว่าอตั ราท่ีกำหนดข้างตน้ ให้อย่ใู นดลุ ยพนิ ิจของปลัดกระทรวงเจ้าสังกดั สำหรับส่วน
ราชการท่ไี มม่ ีปลดั กระทรวง ให้ผูบ้ ังคบั บัญชาทีม่ อี ำนาจเช่นเดยี วกับปลดั กระทรวงเปน็ ผู้ใช้ดุลยพินจิ
4.. การฝึกอบรมที่ส่วนราชการจัดร่วมกับรัฐวิสาหกิจหรือเอกชน ถ้าวิทยากรได้รับค่าสมนาคุณจาก
หนว่ ยงานอื่นแล้ว ใหง้ ดเบกิ คา่ สมนาคุณจากทางราชการ
ระดับการฝกึ อบรม
ระดบั การฝึกอบรม แบง่ เปน็ 3 ระดับ คือ
1. ระดบั ต้น ไดแ้ ก่ ผู้เข้าอบรมเป็นระดบั 1-2
2. ระดบั กลาง ไดแ้ ก่ ผเู้ ขา้ อบรมเปน็ ระดบั 3-8
3. ระดับสงู ไดแ้ ก่ ผเู้ ข้าอบรมเปน็ ระดับ 9
การขออนมุ ตั กิ ารสัมมนา
ตาม “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมของส่วนราชการ พ.ศ.
2534” ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค.0502/ว.76 ลงวันท่ี 7 มิถุนายน 2534 โดยมีเนื้อหาสาระ
ครอบคลุมแนวทางปฏิบัติในเรื่องของการประชุม อบรม สัมมนา ทั้งหมดในแง่ของหน่วยงานผู้จัดและ
ผเู้ ข้ารว่ มการประชุม การฝกึ อบรม การสัมมนา
กรณีผู้จัด เช่น การอนุมัติการจัดการประชุม การฝึกอบรม การสัมมนา ที่ส่วนราชการเป็นผู้
จดั หรอื จดั รว่ มกบั รัฐวสิ าหกจิ หรือเอกชน ผมู้ ีอำนาจอนุมตั ิ ได้แก่ หวั หน้าสว่ นราชการเจ้าของงบประมาณ
กรณีผู้เข้าร่วมการประชุม การฝึกอบรม การสัมมนา เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาแล้วก็
สามารถเข้าร่วมการประชมุ การฝึกอบรม การสมั มนา ไดโ้ ดยไมถ่ อื เปน็ วันลา และสามารถเบกิ ค่าใชจ้ ่ายต่าง
ๆ ไดจ้ ากต้นสังกัด หรอื จากหน่วยงานผูจ้ ดั แล้วแต่กรณี
สรุป การสมั มนา "ปัญหาและอปุ สรรค การบรหิ ารงานฝึกอบรม"
1. การสนับสนุนของฝา่ ยบรหิ ารระดบั สงู
ปัญหาของการสนับสนนุ
งบประมาณ
- ถา้ มงี บฯ จำกัด ผู้ฝกึ อบรมควรพยายามประหยดั โดยใช้คนในองค์การเองเปน็ ผูฝ้ ึกอบรม
กำลงั คน
- ควรมกี ารวางแผนกำลังคนลว่ งหน้า
ถ้าผบู้ รหิ ารเปลี่ยนบ่อย
- ในกรณีเช่นนี้นโยบายการฝึกอบรมควรจะต้องหาทางจัดให้ออกมาในรูปนโยบายระยะยาวของ
บริษทั เพื่อจะได้รบั การเปล่ยี นแปลงน้อยท่สี ุดจากการเปล่ียนผู้บรหิ าร
ทศั นคตขิ องพนักงานทีเ่ ขา้ อบรม
- มักจะออกมาในรปู ของการที่คิดว่า ตนเองบกพร่องก็เลยไม่มาอบรม หรอื ต้ังขอ้ รังเกียจของการต้อง
กลับมาเป็นเหมือนนักเรียนอีก และสุดท้ายบางคนเข้าอบรมเพราะคิดว่า มันเป็นแฟชั่นแทนที่จะเป็นเพราะ
อยากเรียนรเู้ พิ่ม
2. ปญั หาของงบประมาณกำลังคน กบั ภาระที่ตอ้ งรับ
ปัญหาเร่อื งงบประมาณ
- ถ้าหน่วยงานไม่มกี ารจดั งบประมาณ -ให้แกโ้ ดยจัดทำแผนงานแจง้ เสนอล่วงหนา้ เป็นแผนงานทง้ั ปี
ถา้ มีงบจำกดั จากฝ่ายบริหาร
- เลือกเอาการอบรมท่ีจำเปน็ จริง ๆ มาทำกอ่ น
ถกู ควบคมุ งบประมาณ
- ทำงบประมาณของการตอ้ งใช้เงนิ ขึ้นมา และพยายามประหยัดในเร่อื งเลก็ ๆ น้อย ๆ
ถ้ามีการอบรมพิเศษนอกเหนือจากที่วางแผน
- พยายามทำงบฉกุ เฉินไว้ลว่ งหนา้ เพ่ือเตรียมรบั
ถา้ ขอบเขตของการอบรมไม่ชัด
- พยายามทำใหช้ ดั เจน เพอื่ จะไดจ้ ดั ร่วมกบั แผนอื่นได้
การเสนองบประมาณ
- ใช้เสนอท่ีเปน็ วิทยาศาสตร์ พร้อมท้งั แสดงความต้องการและผลประโยชนท์ ่ีจะได้
ปัญหาเรือ่ งกำลงั คน
- ถา้ ไมม่ ีกำลังคนใชว้ ิธีตั้งผู้ประสานงานข้ึนมาก่อน ต่อเม่ือมีผลงานออกมาแลว้ ถึงจะขอกำลังคนจาก
ฝ่ายบรหิ าร
จำนวนเจ้าหนา้ ทีฝ่ ึกอบรม
- พจิ ารณาวา่ ภาระมากน้อยเพยี งใด ลองทำดู ถ้าไม่ไหวก็ขอเพ่มิ
วธิ กี ารจดั การฝกึ อบรม
- มีหลายวิธีเชน่ จัดเองในองค์กร/จัดข้างนอก/หรือจ้างเขามาจัด ศึกษาแต่ละวิธีว่าวิธีไหนเหมาะทีส่ ุด
ถา้ จะจดั เองกต็ อ้ งฝกึ อบรมผู้ฝึกอบรมของตวั เองก่อน
3. ปญั หาความต้องการในการอบรมและการสร้างหลักสตู ร
- ตัวบุคคลรวมทัง้ ตวั ผู้บังคับบัญชาด้วย
- ผู้บังคบั บัญชาอาจไมส่ นใจ / ผู้ฝึกอบรมอาจจะไม่มีคุณภาพพอ / พนกั งานไม่ให้ความรว่ มมือ
- เทคนคิ ในการฝึกอบรม
- นโยบายในการฝกึ อบรมและบคุ ลากรไมเ่ ดน่ ชัด
- เช่นจะนำคอมพวิ เตอร์มาใช้ แตไ่ ม่มกี ารฝึกอบรมผเู้ ก่ยี วขอ้ ง
- วตั ถุประสงคข์ ององค์กร
- มีลักษณะงานหรอื เปลา่ /ขอบเขตของความรับผิดชอบ/และมีวธิ ใี ดในการวดั ผลงาน
สาเหตุที่เกดิ ปญั หา
- ผู้เกี่ยวข้องยังไมม่ คี วามรู้ความเขา้ ใจในการฝึกอบรม มที ศั นคตทิ ีไ่ ม่ดี ขาดประสบการณ์
- ขาดความร้จู ากเจ้าหนา้ ทใ่ี นสายงาน
- ขาดงบประมาณ เวลาไมเ่ พียงพอ
- ฝา่ ยบรหิ ารไม่เหน็ ประโยชน์ของการฝึกอบรม
ทางแก้ปญั หา
- ชแ้ี จงใหผ้ ูเ้ กยี่ วข้องใหเ้ กดิ ความสนใจ
- ใชห้ ลายวิธีการเชน่ รายงาน/วิเคราะห์/เสนอตวั เอง แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ทจ่ี ะได้
- พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เพิ่มขึ้น ในระยะยาว โดยส่งผู้ฝึกอบรมไปเรียนเพิ่ม ในระยะสั้นติดต่อผู้
ชำนาญให้ความรูค้ วามชำนาญ
- ชแี้ จงให้ความเห็นความสำคัญของการฝกึ อบรมว่าคมุ้ ค่ากบั การลงทนุ
การสรา้ งหลกั สูตรปัญหาในการสร้างหลักสูตรเกิดขึ้นเพราะ
- ความตอ้ งการในการฝกึ อบรมไมช่ ัดเจน
- ขาดข้อมลู รายละเอยี ดเกีย่ วกบั ผู้อบรม
- ไมก่ ำหนดสาระสำคญั ใหก้ บั วิทยากร
- เทคนิคการฝกึ อบรมไม่เหมาะ
- จดั ระยะเวลาแตล่ ะหวั ข้อไมเ่ หมาะ
- ขอ้ จำกดั ดา้ นเวลา
- ใช้อปุ กรณ์ไม่เหมาะสม
- ไม่กำหนดวธิ ีประเมนิ ผล วัดผล
สาเหตุของปัญหาการจดั หลกั สูตร
- ไม่สำรวจและไมใ่ หค้ วามสำคัญตอ่ การต้องการการฝกึ อบรม
- เจ้าหนา้ ทอ่ี บรมขาดความรู้ความเข้าใจในเรอื่ งการฝึกอบรม
- ขาดการหารือและการประสานงานกบั วิทยากรในเร่อื งหลักสูตร
- เจ้าหน้าท่ไี ม่เข้าใจเน้ือหาสาระของวิชา
- เจ้าหน้าทไ่ี ม่รู้ถงึ ความสำคัญของวชิ า
- ขาดความรู้ความเขา้ ใจในหลักของการเรยี นรู้
- จัดหวั ขอ้ ตามความต้องการของผบู้ ังคับบญั ชา
- ขาดอปุ กรณ์
- ไมไ่ ด้รับการสนับสนุน
- ไมไ่ ดก้ ำหนดวตั ถุประสงคข์ องหลกั สตู ร
- เปน็ ความเขา้ ใจของเจ้าหน้าที่วา่ การสรา้ งหลกั สูตรไมจ่ ำเป็นตอ้ งประเมินผล
แนวทางการแก้ปญั หา
- อบรมเจ้าหนา้ ท่ีใหร้ ู้เข้าใจในการสร้างหลักสูตร
- เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ท้งั ปริมาณและคณุ ภาพ
- ชีแ้ จงฝา่ ยบรหิ ารให้เหน็ ความจำเป็น
- ฝกึ อบรมผ้ฝู ึกอบรม
- หารือประสานงานกบั วิทยากรและหน่วยงานภายนอกทเี่ กยี่ วกบั หลกั สตู ร
- ต้องกำหนดวตั ถปุ ระสงคแ์ ต่ละครงั้ ของหลักสตู รใหช้ ัดเจน
4. การหาวทิ ยากรและการกำหนดค่าตอบแทน
ปัญหาการคัดเลือกวทิ ยากร ทุกอย่างพรอ้ มตดิ แค่การหาวทิ ยากร ทำยงั ไงถงึ จะได้วิทยากรทีช่ ำนาญใน
หวั ข้อวิชาที่เราต้องการ
- เราอาจมีประสบการณแ์ ตข่ าดวิธีอบรม และนิสยั คนไทยต้องใช้คนนอกถึงจะศักดิ์สิทธิ์
- การเชิญคนนอกก็เสีย่ ง ถ้าไม่ดีก็เสยี ความเชื่อถือกับฝ่ายบริหาร แต่บางครั้งเจอวิทยากรพร้อมแต่มา
ไมไ่ ด้
วธิ ีแก้
- การทำรายช่ือและรายละเอยี ดเกย่ี วกับวทิ ยากรเพือ่ ไว้ใช้ประโยชน์ ไวท้ ีศ่ ูนยใ์ ดศนู ยห์ น่งึ
- ให้เลอื กใช้วทิ ยากรใหม่
- สร้างวทิ ยากรใหม่
ค่าตอบแทนวิทยากร
- ภาครฐั บาลมักไดว้ ทิ ยากรเป็นวทิ ยาทาน รฐั วิสาหกจิ มีมาตรฐานการจ่ายคอ่ นขา้ งสูง ธรุ กิจขนาดใหญ่
ก็ไมม่ ี
ปัญหาเรือ่ งคา่ ตอบแทน
- การกำหนดคา่ ตอบแทนทีเ่ ปน็ กลาง
ข้อเสนอแนะ
- หน่วยงานเล็กควรบอกวทิ ยากรวา่ มีความสามารถจา่ ยได้แค่ไหน เพือ่ จะได้ทราบเลยว่าวทิ ยากรจะรับ
หรอื ไม่รับ
- ควรหาทางจงู ใจอนื่ ๆ (เชน่ การยกย่อง/ ใหส้ วสั ดกิ ารรบั ส่ง อาหารการกนิ )
ปัญหาเกย่ี วกับตวั วิทยากร
- การจดั การจดั ทำจรรยาบรรณสำหรบั วิทยากร
5. ปัญหาเกี่ยวกบั การจดั เอกสารตำราทเี่ หมาะสม
ปญั หา
- เร่อื งตำราไม่เพยี งพอ
- วทิ ยากรพิเศษภายนอก
- อุปกรณเ์ คร่ืองมอื
- ปญั หาการฝกึ อบรมเจา้ หนา้ ที่ระดับผ้ปู ฏิบัติการเบื้องตน้ จะต้องใช้นโยบายเลือกวิทยากรที่เหมาะสม
กบั line แตล่ ะ line พยายามหาเอกสารท่อี ่านงา่ ยเขา้ กบั ภาษาท้องถนิ่ ได้
- ปญั หาด้านธุรการสว่ นใหญเ่ ป็นเรือ่ งเงิน และต้องรูว้ ่าจดั ที่ไหนเมื่อไหร่
ปัญหาการประเมนิ ผลการฝกึ อบรม
- การกำหนดวัตถุประสงคข์ องการฝึกอบรมไมช่ ดั เจน
- ระเบียบวธิ กี ารประเมนิ ผลยังหาท่ดี ีไม่ได้
- ประเมินผลไม่ได้รับความรว่ มมือจากผูถ้ กู ประเมิน
- ความสามารถของผ้ปู ระเมินไม่มี
- ความแตกตา่ งทางด้านวชิ าความรพู้ ้ืนฐานผ้ถู ูกประเมิน
- การทไี่ มไ่ ดป้ ระเมนิ ทันทีจะขาดข้อมูลท่ีถูกต้อง
- การวเิ คราะห์ข้อมลู ไม่ถูกตอ้ ง
ปัญหาการสำรวจประสิทธิผลการฝกึ อบรมประสทิ ธผิ ลในด้านการนำความรไู้ ปประยุกต์ใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
- การพบการเปลย่ี นแปลงหลังจากการฝกึ อบรมวดั ไม่ได้
- ไมไ่ ด้รบั ความร่วมมือจากฝา่ ยต่าง ๆ
- การใช้เวลาตามผลไม่รู้ว่าจะทำเมื่อใด
- ผปู้ ระเมนิ ไม่ไดร้ ับความร่วมมอื จากผู้ถูกประเมิน
- การขาดเทคนิคในการตามผลท่ีดี
- ผู้จัดการฝกึ อบรม ไม่เหน็ ความสำคญั ของการประเมนิ
- ระยะเวลาของการประเมินอาจทำให้ผลประเมินผดิ
- อตั รากำลงั คนในหนว่ ยงานฝกึ อบรมไม่เพยี งพอ
6. ปญั หาการยกระดบั สถานภาพของนักฝึกอบรม
ในการที่จะยกระดับสถานภาพก็ต้องเข้าใจถึงบทบาทของผู้ฝึกอบรม ซึ่งเป็นผู้ให้ความบันเทิง นัก
ประชาสมั พันธ์ ผู้ประสานงาน ผสู้ อน ทปี่ รึกษา ผู้ฝึกอบรมตอ้ งเปน็ คนท่ถี กู ยอมรบั เพราะมีความรู้ ขวนขวายหา
ความรู้อยู่เสมอ และพร้อมที่จะนำความรู้กลับไปอบรมอีก ผู้ฝึกอบรมต้องทำตามวัตถุประสงค์ขององค์กร
จะต้องใหค้ วามร่วมมือผ่านทางฝ่ายบริหาร แผนกอ่นื ๆ กำลังฝกึ อบรมอื่น ๆ ทัง้ ในและนอกวงการการจะสร้าง
ความรว่ มมอื ก็โดยการใหผ้ ้เู ขา้ ฝกึ อบรมเขา้ ใจถึงผลประโยชน์ของการฝกึ อบรมว่า เปน็ การพฒั นาตัวเอง
ประเภทของวิทยากร
วิทยากร ได้แก่ บุคคลผู้ที่มาให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เข้าสัมมนา โดย ทั่วไปวิทยากรจะเป็น
ผทู้ รงคุณวุฒทิ ม่ี ีความรู้ ความเชย่ี วชาญในเรอ่ื งทีเ่ กย่ี วข้องกับการสัมมนา และเป็นผ้ทู มี่ ีทักษะทางการพูดหรือ
การบรรยาย ตลอดจนการใช้เทคนคิ ต่าง ๆ ในเรอื่ งนัน้ ๆ อนั จะทำให้ผเู้ ขา้ สมั มนาเกดิ ความร้คู วามเข้าใจ เจต
คติ ความชำนาญ จนสามารถทจ่ี ะเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมไปตามวตั ถปุ ระสงค์ที่ต้องการได้
วิทยากรถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสัมมนาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ แบ่ง
ออกเป็น 3 ประเภท คอื
1. วิทยากรอาชีพ หมายถึง บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งเป็นวิทยากรโดยตรง สังกัดอยู่ในหน่วยงาน
ฝึกอบรมหรืองานบุคคล วิทยากรอาชีพเหล่านี้จะมีความรู้ทางด้านการฝึกอบรม การสัมมนา และเนื้อหาที่จะ
บรรยายเป็นอย่างดี มักจะมีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป วิทยากรอาชีพนี้จะเรียกอีกอย่างหนึ่ง
ว่า “วิทยากรภายใน” เพราะปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งจะมีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจน
เข้าใจถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในองค์การเป็นอย่างดี และสามารถยกตัวอย่างประกอบการบรรยายได้
อย่างชัดเจน แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องความเลื่อมใสศรัทธาในตัววิทยากรอยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะผู้เข้าสัมมนามัก
รู้จักวิทยากรหรือบางคนอาจมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ทำให้ทราบภูมิหลังของวิทยากร ดังนั้นวิทยากร
ภายในจึงจำเป็นต้องรู้จกั วางตวั ตลอดจนบคุ ลกิ และความสามารถของวทิ ยากรแต่ละคนจะต้องปฏิบัติให้ดที ่ีสุด
2. วิทยากรเฉพาะกิจ หมายถึง วิทยากรที่เป็นบุคลากรที่มีความชำนาญงานด้านใดด้านหนึ่งที่มี
ตำแหน่งหน้าที่ตามสายงานนั้น ๆ เช่น ความชำนาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ด้านตรวจสอบบัญชี ด้านกฎหมาย
ด้านสายการเงิน ด้านสุขภาพ เป็นต้น ข้อดีของวิทยากรเฉพาะกิจ คือเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะใน
เรื่องที่บรรยายเป็นอย่างดี และเข้าใจสภาพที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ภายในองค์การได้ดี แต่ข้อเสียก็มีมาก
เช่นเดียวกันก็คือ อาจจะขาดทักษะบรรยายหรือการถ่ายทอดความรู้ และอาจทำให้งานประจำที่ทำอยู่
เสียหายได้ เพราะต้องขาดงานมาทำหน้าที่วิทยากร นอกจากนี้การนำเสนอแนวคิดใหม่ ๆ อาจจะน้อยหรือ
มองปัญหาในมุมแคบ คือจะมุงนำเสนองานที่ตนปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือบางท่านที่เป็นผู้บริหาร
ระดบั สูงหรอื ผู้อาวุโสของหน่วยงานมาบรรยายกจ็ ะออกมาในรูปของคำสงั่ หรือคำส่งั สอน หรอื พูดถงึ ประวัติใน
ความสำเรจ็ ของตนมากเกินไป ทำให้ผดิ วัตถุประสงคเ์ ร่ืองท่ีบรรยาย
3. วิทยากรรับเชิญ หรือเรียกว่า “วิทยากรภายนอก” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1) วิทยารอาชีพที่ยึดอาชีพการเปน็ วิทยากรโดยตรงหลายท่านต้งั เปน็ สำนกั งานของตนเองข้ึนมาอย่าง
เปน็ ทางการ
2) วิทยากรที่มีงานประจำอาจสังกัดอยู่ในสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล ส่วนราชการต่าง ๆ บริษัท
หา้ งรา้ นหรอื ประกอบธุรกิจส่วนตวั ซ่งึ มตี ำแหนง่ หน้าที่การงานเป็นหลักอยู่แลว้ แต่มีความรู้ความสามารถและ
ประสบการณก์ ารเป็นวทิ ยากรท่ีดี จงึ มกั ได้รับเชญิ ให้ไปเปน็ วิทยากรให้แก่หน่วยงาน ตลอดเวลา การติดต่อกับ
วิทยากรที่มีงานประจำทำอยู่นี้ อาจตามตัวได้ยากหรือมีปัญหาเรื่องเวลาเพราะแต่ละท่านมีภารกิจต้องปฏิบัติ
หน้าที่ในงานประจำที่ตนทำอยู่ ซึ่งการที่วิทยากรลักษณะนี้จะออกไปเป็นวิทยากรให้แก่หน่วยงานภายนอก
จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อนถ้าผู้บังคับบัญชาเข้าใจ และให้การสนับสนุนก็จะเป็นผลดีต่อ
สังคม โดยส่วนรวมแต่บางหน่วยงานผู้บังคับบัญชาไม่เห็นความสำคัญหรือไม่อนุญาต วิทยากรเหล่านี้ก็ไม่
สามารถออกไปรบั ใชส้ ังคมได้
การเชญิ วิทยากรรบั เชญิ หรือวิทยากรภายนอกรว่ มให้ความรู้ในการสัมมนามีข้อดีข้อเสยี หลายประการ ข้อดีคือ
มักจะได้รับการยอมรับ เลื่อมใส ศรัทธาจากผู้เข้าสัมมนา โดยเฉพาะวิทยากรที่มีชื่อเสียงหรือมาจาก
สถานศึกษาหรือหน่วยงานระดับแนวหนา้ กจ็ ะไดร้ ับการยอมรับ เชือ่ ถอื ศรทั ธามากข้ึน นอกจากน้กี ารนำเสนอ
ขอ้ คดิ จากวทิ ยากรภายนอกจะมคี วามเปน็ กลางไม่อคตติ ่อคนใดคนหน่ึงหรือฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ โดยเฉพาะภายใน
องค์กร สำหรับข้อเสียมีหลายประการ เช่น วิทยากรอาจไม่ทราบวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาใน
เรื่อง นั้น ๆ อย่างแท้จริง ตัวอย่างไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริง และบางครั้งวิทยากรอาจได้รับ
เชิญมาพูดในเรื่องที่เขาไม่ถนัด แต่ที่ได้รับเชิญเพราะฝ่ายผู้จัดสัมมนาพิจารณาในแง่ความสามารถในการ
ถา่ ยทอดความรูแ้ ละมีช่ือเสยี งโดง่ ดงั ของวิทยากรเท่าน้นั
วิทยากรทั้ง 3 ประเภทตามที่กล่าวมาข้างต้นต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้นผู้จัดการ
สัมมนาสามารถพิจารณาเปรียบกันได้ แต่ทสี่ ำคญั สุดไม่ว่าจะเปน็ วิทยากรที่อยู่ในประเภทใด จำเป็นต้องเป็น
ผู้มคี ณุ ลักษณะท่ดี ี ดังต่อไปน้ี
1. เป็นผู้ทมี่ คี วามรู้ความเชย่ี วชาญในเร่ืองทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับหวั ขอ้ การสัมมนาเปน็ อย่างดี
2. เป็นผู้ทม่ี ีความสามารถในการถา่ ยทอดความรใู้ ห้ผู้อื่น ๆ เขา้ ใจได้ดี
3. เปน็ ผทู้ ่ีมีความคิดก้าวไกล ทันสมยั และใจกวา้ ง
4. เปน็ ผู้ท่ีมเี หตุผล มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้ดี
5. เป็นผูท้ ่มี มี นษุ ยสัมพันธท์ ่ดี ี
6. เป็นผ้ทู มี่ ชี ่อื เสยี งเปน็ ทร่ี ู้จักกว้างขวางในสังคมหรือแวดวงวชิ าชีพ
บรรณานุกรม
เกษกานดา สภุ าพจน.์ การจัดสัมมนา, กรงุ เทพมหานคร.
กมลณัฏฐ์ รัตนวรางค.์ คมู่ อื การจัดประชมุ อบรมสัมมนา. เชยี งใหม่ : งานนโยบายแผละแผน
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.
เกษกานดา สภุ าพจน์. การจัดสมั มนา. ม.ป.ท. ม.ป.ป.
ชาญ สวัสด์ิสาล.ี ค่มู อื การประเมนิ และติดตามผลการฝึกอบรม สำหรบั ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ
ฝึกอบรม/สมั มนา (ฉบับปรับปรงุ ใหม)่ . พมิ พค์ รัง้ ท่ี 6. กรุงเทพฯ : สวัสดกิ ารสำนักงาน
ก.พ.,2544.
นริ ชรา ทองธรรมชาติ. กลยุทธก์ ารฝกึ อบรมและวทิ ยากรในยคุ โลกาภิวตั น์. กรงุ เทพฯ :
ซีเอ็ดยเู คช่นั จำกัด(มหาชน), 2544.
ไพรชั สร้างถน่ิ . คมู่ ือการเบกิ จ่ายคา่ ใช้จา่ ยในการเดินทางและการฝกึ อบรมสมั มนา. พมิ พค์ ร้ังท่ี 5
กรงุ เทพฯ : กรมบัญชีกลาง, 2540.