The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน” จังหวัดนราธิวาส ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นหนังสือ ที่รวบรวมการสร้างสรรค์งานเขียนของเยาวชนจังหวัดนราธิวาส เป็นผลงานเขียน
ที่คณะวิทยากรคัดเลือกจากกิจกรรมค่ายเยาวชนสานฝันนักเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน”
ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ภายใต้โครงการ
ค่ายเยาวชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ซึ่งส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส
ได้รับงบประมาณจากส�ำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แผนบูรณาการขับเคลื่อน
การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ กิจกรรมส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางศาสนา ศิลปะ
และวัฒนธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lanmala21, 2021-10-28 01:45:09

งานเขียนพหุวัฒนธรรมบ้านฉัน จังหวัดนราธิวาส 62

งานเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน” จังหวัดนราธิวาส ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นหนังสือ ที่รวบรวมการสร้างสรรค์งานเขียนของเยาวชนจังหวัดนราธิวาส เป็นผลงานเขียน
ที่คณะวิทยากรคัดเลือกจากกิจกรรมค่ายเยาวชนสานฝันนักเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน”
ประจ�ำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ภายใต้โครงการ
ค่ายเยาวชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ซึ่งส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส
ได้รับงบประมาณจากส�ำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แผนบูรณาการขับเคลื่อน
การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ กิจกรรมส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางศาสนา ศิลปะ
และวัฒนธรรม

Keywords: งานเขียน,พหุวัฒนธรรม,งานเขียนนรา,งานเขียนพหุนรา

ทเ่ี หมือนกัน อยรู่ ว่ มกันในสังคมที่มีความหลากหลายไดอ้ ย่างสงบสุข
การมาค่ายครั้งน้ีท�ำให้ฉันได้เข้าใจแน่ชัดแล้วว่า การท่ีเราอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่มีความหลากหลายของผู้คนมากมาย ทัง้ การแต่งกาย ภาษา หรือแมก้ ระท่งั ศาสนา
และวัฒนธรรมของหลายชุมชน มาหลอมรวมเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันจนกลายเป็น
พหุวัฒนธรรม แต่ทุกคนต่างก็มีจุดมุ่งหมายความคิดอันเดียวกันคือการที่เราได้อยู่
รว่ มกันอยา่ งมคี วามสุข โดยไม่มีการแบง่ แยกใด ๆ เพียงแค่เราเปิดใจรบั ความคดิ เห็น
เข้าใจซง่ึ กนั และกัน กไ็ มม่ สี ่งิ ใดแลว้ ทจี่ ะมากนั้ ให้สองกลุ่มอยู่รว่ มกนั ไมไ่ ด้
เช่นเดียวกับฉันท่ีคอยปิดกั้นตัวเองด้วยความหวาดกลัว อยู่กับสังคมเดิม ๆ
ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย แต่ฉันก็สามารถพังทลายก�ำแพงอันสูงน้ีให้ย่อยยับลงไป
โดยไมม่ วี นั ทจี่ ะสรา้ งขน้ึ มาใหมไ่ ดอ้ กี ดว้ ยความคดิ ทเ่ี ปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั แมว้ า่ ผคู้ น
เหลา่ นนั้ จะมคี วามแตกตา่ งออกไปกต็ าม เพยี งแคน่ แ้ี หละ เรากส็ ามารถทจี่ ะอยรู่ ว่ มกนั
ไดใ้ นทุก ๆ ทีท่ ี่เราเรยี กวา่ “พหุวฒั นธรรม”



พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั ๑o๑

๑o๒ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

หนงึ่ หยดเหงือ่ ลา้ นความสขุ

นางสาวฮาฟนี ี เซ๊ะ
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๕ โรงเรยี นแสงธรรมวิทยา

อำ� เภอสไุ หงโก-ลก จังหวดั นราธิวาส

ตืน่ เตน้ จงั ....!
พรุ่งนี้แล้วสินะ...หมู่บ้านของฉันซ่ึงตั้งอยู่ที่ต�ำบลปะลุรู อ�ำเภอสุไหงปาดี
จังหวัดนราธิวาส จะมีงานมหกรรมกีฬาสีเหมือนปีก่อน ๆ สถานที่ก็ยังคงจัดท่ี
สนามกีฬาใจกลางหมู่บ้านเช่นเดิม เพียงแต่คร้ังนี้พิเศษตรงที่มีภาคเวทีในตอนค่�ำ
แลว้ ก็มีการเดินขบวนพาเหรดในตอนเช้า ซึ่งมันคงจะสวยงามน่าดู
ก่อนงานหน่ึงวัน ฉันและผู้คนมากมายตัดหญ้าและสร้างบริเวณของตัวเอง
เพอ่ื ทำ� การคา้ ขายในวนั พรงุ่ นี้ สว่ นใหญจ่ ะเปน็ แมค่ า้ ทชี่ ำ� นาญ คณุ ปา้ ของฉนั กเ็ ชน่ กนั
คุณป้าของฉันขายลูกช้ินกับน้�ำปั่น งานแบบน้ีคนคงเยอะน่าดู งานมหกรรมครั้งน้ี
คณุ ปา้ ไม่พลาดแนน่ อน
ตกค่�ำผู้คนก็ทยอยกันกลับบ้าน แต่บางคนที่มีบ้านใกล้ ๆ ยังไม่กลับ
ฉันก็เป็นหน่ึงในน้ัน เพราะบ้านของฉันอยู่ห่างจากสนามประมาณห้าร้อยเมตร
ตอนนี้ฉันกับคุณป้าก�ำลังส่งก�ำลังใจให้คุณลุงที่ก�ำลังต่อสายไฟ มันคงไม่ได้ยากมาก
แต่ก็อันตรายไม่เบาเลย ระหว่างรอคุณลุงต่อสายไฟ ฉันก็กวาดตามองรอบ ๆ สนาม
มเี ตน็ ทอ์ ยรู่ ิมสนามเตม็ ไปหมด มเี ต็นทใ์ หญ่หนงึ่ หลังเป็นของกองอ�ำนวยการ
เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่ฉันรอคอยก็มาถึง ตอนนี้ผู้คนมากมายอยู่บนถนน ฉันได้
เหน็ ความสวยงามตงั้ แตไ่ กล ฉนั รบี วง่ิ ไปอยใู่ กล้ ๆ เพราะมกี ารเดนิ พาเหรดกอ่ นเปดิ พธิ ี
โดยหัวข้อในงานนี้คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” นั่นก็คือการนับถือศาสนาของคน
ในหมู่บ้านน่ันเอง หมู่บ้านของฉันมีชาวมุสลิมประมาณห้าร้อยกว่าคน ชาวไทยพุทธ
ประมาณสองรอ้ ยกวา่ คน และชาวจนี อกี ประมาณหนง่ึ รอ้ ยกวา่ คน ดงั นนั้ หวั ขอ้ ในงาน
วนั นีจ้ ึงเหมาะสมมาก
ขบวนพาเหรดนำ� โดยขบวนกลองต่าง ๆ ขบวนตอ่ ไปก็คอื ขบวนชาวไทยพุทธ
ที่แต่งกายสวยงาม โดยผู้หญิงสวมผ้าไทย บางคนก็นุ่งโจงกระเบน มีท้ังเด็ก วัยรุ่น
และผู้ใหญ่ จัดเต็มกันไม่มีใครยอมใครเลยก็ว่าได้ ขบวนถัดไปคือขบวนชาวมุสลิม

พหุวัฒนธรรมบา้ นฉนั ๑o๓

ที่แต่งกายสวยงามเช่นเดียวกัน โดยผู้หญิงใส่ชุดกูรงหรือยูเบาะห์ที่ส่ังตัดเย็บมาอย่าง
สวยงาม พร้อมฮิญาบหลากหลายสี พอมาอยู่รวมกันก็ดูเหมือนทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม
ส่วนผู้ชายใส่เส้ือมลายูหรือไม่ก็ชุดโต๊ป ขบวนสุดท้ายคือชาวจีน ขบวนน้ีดูเด่นมาก
เพราะทงั้ หมดไมว่ า่ จะเปน็ ผชู้ ายหรอื ผหู้ ญงิ ตา่ งกใ็ สช่ ดุ สแี ดงสด นำ� ขบวนดว้ ยสงิ โตเชดิ
ฉนั มองขบวนเหล่าน้ันอย่างสนใจ
พอขบวนพาเหรดมาอยู่ในสนามกันครบ ก็จะมีผู้ใหญ่บ้านมากล่าวเปิดพิธี
พร้อมยกมือท้ังสองข้างในระดับอกเพื่อท�ำการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้มหกรรม
ผ่านไปด้วยดี หรือภาษายาวีเรียกว่า “ดุอาอ์” ผู้คนข้างล่างเห็นเช่นน้ันก็พากัน
ยกมอื ข้ึนตาม ไมว่ า่ จะเปน็ ชาวมุสลิม ชาวไทยพุทธ หรือแม้กระทัง่ ชาวไทยเชอ้ื สายจีน
ก็เชน่ กัน นนั่ หมายความวา่ ทุกคนตา่ งเคารพการขอพรของชาวมุสลมิ
หลังจากเสร็จพิธีเปิดก็มีการปล่อยลูกโป่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เด็ก ๆ พากันว่ิงตาม
อยา่ งสนุกสนาน ฉนั เหน็ แลว้ กอ็ ดทีจ่ ะยม้ิ ไม่ได้
เขา้ สภู่ าคสนาม นกั กฬี าพากนั ลงสนามเพอื่ ทำ� การแขง่ ขนั สว่ นฉนั กย็ งั คงเปน็
แมค่ า้ ขายลกู ชน้ิ นแี่ หละ ผคู้ นเยอะมาก ขา้ ง ๆ ฉนั เปน็ รา้ นของชาวจนี เขาขายโคมลอย
ทมี่ ภี าพวาดอนั ประณตี อกี ขา้ งกเ็ ปน็ รา้ นขายนำ�้ ชา หรอื ภาษายาวเี รยี กวา่ “เกไดโกป”๊ี
ผ้ใู หญ่เต็มรา้ นเลย นอกจากนน้ั ยงั มรี ้านยำ� กือโป๊ะ โรตีมะตะบะ หรือแมก้ ระทั่งผักสด
กย็ งั มขี าย แตก่ ไ็ มไ่ ดม้ แี ค่น้ี ยงั มีรา้ นอื่น ๆ อยเู่ ต็มขอบสนาม ฉนั เองก็ยังดูไม่หมดเลย
ตกเยน็ มกี ารแขง่ กรฑี า วง่ิ ผลดั กระสอบ และเหยยี บลกู โปง่ ตอนนฉ้ี นั วา่ งแลว้
จึงมีโอกาสไปดูริมสนามแข่งใกล้ ๆ ผู้ท่ีลงแข่งก็มีชาวมุสลิมบ้าง ชาวไทยพุทธบ้าง
ชาวไทยเชื้อสายจีนบ้างปะปนกันไป เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้คนได้มาก
เลยทีเดียว มีชาวจีนคนหน่ึง ด้วยความท่ีเขาผิวขาวมาก พอโดนแดดหน้าเขาก็แดง
ไปหมด และเห็นเหง่ืออย่างชัดเจน แต่บนใบหน้าน้ันกลับมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา
บง่ บอกถงึ ความสขุ ฉนั จงึ อาสาเสริ ฟ์ นำ้� ใหเ้ พอื่ จะไดช้ มุ่ คอ และหวงั วา่ จะผอ่ นคลายมากขน้ึ
ภาคคำ่� งานจะเรม่ิ ตอนสองทมุ่ เพราะเผอ่ื เวลาใหไ้ ปทำ� กจิ ธรุ ะสว่ นตวั พอสองทมุ่
ในสนามก็เตม็ ไปด้วยผคู้ นอีกครั้ง หลาย ๆ คนต่างกพ็ าเสอื่ มาปนู ง่ั กันเตม็ สนาม
เปิดพิธีด้วยการอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานของเด็กตาดีกาในหมู่บ้าน เขาอ่านได้
ไพเราะมาก อีกท้ังยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การบรรยายธรรม การขับร้องอนาชีด
ภาษายาวแี ละภาษาไทย การแสดงปันจกั สีลัต และท่ฉี ันรอคอยมากทส่ี ดุ คอื การแสดง
หนงั ตะลงุ เพราะมนั จะสรา้ งเสยี งหวั เราะไดแ้ นน่ อน เปน็ การแสดงแนวตลกแตก่ ม็ สี าระ
และยังเกีย่ วข้องกับวัฒนธรรมอีกด้วย

๑o๔ พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉัน

งานในวนั นท้ี ำ� ใหฉ้ นั ไดร้ จู้ กั ไดป้ ระสบการณ์ ไดเ้ หน็ และไดอ้ ะไรอกี หลาย ๆ อยา่ ง
สอนให้ฉันมองโลกในแง่บวก มองความแตกต่างท่ีพอมาอยู่ร่วมกันก็เข้ากันได้
อยา่ งนา่ มหศั จรรย์

พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉัน ๑o๕

๑o๖ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

ต่างชาติ ไมต่ ่างใจ

นางสาวฟาซีระห์ ดารามานะ
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรยี นแสงธรรมวิทยา

อ�ำเภอสุไหงโก-ลก จงั หวดั นราธิวาส

ฉันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีแต่ชาวมุสลิม แม่ของฉันเล่าว่า แต่ก่อนตากับยาย
ของฉันอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย แต่พวกท่านได้ย้ายมาอยู่ที่อ�ำเภอสุไหงโก-ลก
จังหวัดนราธิวาส เน่ืองจากสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ ไม่ใช่แค่ตากับยายของฉันที่ย้ายมา
แต่รวมถึงหลาย ๆ คนที่อยู่ริมชายแดนไทยต่างพากันสร้างท่ีพักอาศัย ส่วนใหญ่
บ้านที่ถูกสร้างข้ึนมาจะเป็นแนวมาเลเซีย และน�ำเอาวัฒนธรรมประเพณีมาเลเซีย
เข้ามาด้วย จึงท�ำให้ฉันชอบที่จะศึกษาวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และการใช้ชีวิต
ของชาวต่างชาติ
เมื่อฉันอายุสิบสามปี แม่ส่งฉันไปเรียนในตัวเมืองนราธิวาส ท�ำให้ฉันได้รู้จัก
กบั ชาวตา่ งชาตคิ รอบครวั หนงึ่ พวกเขาชอบประเทศไทยมาก ฝา่ ยสามเี ปน็ คนอเมรกิ นั
ภรรยาเปน็ คนอินโดนีเซีย ทัง้ คู่อาศัยอยใู่ นเมืองนราธิวาส และมลี กู ส่ีคน ลูกแตล่ ะคน
มหี นา้ ตาท่อี อกมาทางเอเชยี ซ่งึ ก็นา่ รักไปอกี แบบ
ฉนั ถามเกี่ยวกบั เร่อื งราวของเขา เขาเล่าวา่ เมอ่ื สมยั หน่มุ ๆ เขาออกจากบ้าน
เพ่ือไปท�ำงานที่อินโดนีเซีย พ่อเขาไม่ได้ว่าอะไร ฉันถามไปว่า ท�ำไมต้องเป็นประเทศ
อินโดนีเซีย เขาตอบกลับมาว่า ประเทศอินโดนีเซียมีหลายวัฒนธรรม หลายศาสนา
และหลายเชื้อชาติ สามารถอาศัยอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลว่า เราจะปรับตัวให้เข้ากับ
คนอ่ืนอยา่ งไร เขาจงึ ไดแ้ ตง่ งานกบั ชาวอนิ โดนเี ซยี และมาใชช้ วี ติ อยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าส
เปน็ เวลาหลายปี
ฉันบอกว่า แต่คนในจังหวัดนราธวิ าสส่วนใหญเ่ ป็นชาวมสุ ลิม
“แล้วยังไงล่ะ พวกเขาดีกับครอบครัวฉันมาก บางคนก็มาเล่นกับลูกของฉัน
และทุกคร้ังที่มีงานเมาลิด คนมุสลิมแบ่งกับข้าวมาให้ฉันตลอด ฉันก็ให้พวกเขา
พวกเราเป็นเพอ่ื นกัน จึงต้องแบ่งปนั กนั เพราะเราอาศัยอยู่ในถ่นิ เขา”
หลงั จากกลบั ถงึ บา้ น ฉนั เลา่ เรอ่ื งชาวตา่ งชาตคิ นนน้ั ใหแ้ มฟ่ งั ทา่ นถามกลบั มาวา่
“แล้วพวกเขามีความสขุ สบายดีกนั ไหม”
มคี วามสขุ สบายดี ฉนั ตอบไปแบบนนั้

พหุวฒั นธรรมบ้านฉัน ๑o๗

พวกเขาชอบวันฮารีรายอกับวันสงกรานต์มาก ได้กินตูปะในวันฮารีรายอ
ได้เล่นฉีดน้�ำกันในวันสงกรานต์ ส่วนในวันคริสต์มาส เขาแบ่งคุกก้ีให้เพื่อนบ้านเสมอ
เขาเคยบอกว่าไม่อยากกลับบ้านเกิดเลย เพราะคนในเมืองนราธิวาสและคนไทยใจดี
ถงึ แม้จะนบั ถอื กันคนละศาสนา เขารกั ประเทศไทย
แม่ของฉันยิ้มกว้างเม่ือได้ฟังเรื่องที่ฉันเล่า ท่านดีใจท่ีเขาไม่มีปัญหาเร่ือง
วัฒนธรรม แถมยังรักและชอบเมืองไทย

๑o๘ พหุวฒั นธรรมบา้ นฉนั

แตกต่างเหมอื นกัน

นางสาวซัลวา สุหลง
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๕ โรงเรียนเวียงสวุ รรณวิทยาคม

อ�ำเภอแว้ง จงั หวัดนราธวิ าส

เสียงไก่ขันในตอนเช้ามืดพร้อมด้วยเสียงอาซาน ปลุกให้ฉันต้องตื่นข้ึนมา
จากหว้ งเวลาแหง่ ความสขุ
เวลาย�่ำรุ่งของทุกวันเป็นการละหมาดซุบฮิ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติทางศาสนา
อิสลามของชาวมสุ ลิมทกุ คน เมือ่ ฉันและครอบครัวละหมาดเสรจ็ เรยี บร้อย พ่อและแม่
ก็ไปเตรียมข้าวเตรียมของส�ำหรับค้าขายในเช้าวันใหม่ เน่ืองจากวันน้ีเป็นวันแรก
ของการปดิ ภาคเรยี น ฉนั จงึ รบี จดั การธรุ ะของตวั เองใหเ้ สรจ็ เรยี บรอ้ ย แลว้ ลงไปพรอ้ ม
กับนอ้ งชายเพ่ือชว่ ยแมข่ ายขา้ วแกง
อาชีพหลักของครอบครัวเราคือขายข้าวแกงและน�้ำชา หน้าท่ีของแม่คือ
ขายข้าวแกงอยู่หน้าร้าน พ่อจะท�ำเครื่องด่ืม ส่วนฉันกับน้องชายก็มีหน้าท่ีส�ำคัญคือ
เกบ็ จานและน�ำไปล้าง
เปิดร้านได้ไม่นานก็มีลูกค้าเข้าร้าน บางคนมาจากมัสยิดหลังจากละหมาด
ซุบฮิเสร็จเรียบร้อย บางคนก็มาจากสวนยางหลังจากกรีดยางไปแล้ว ถึงจะมาจาก
ต่างท่ีแต่ก็มีจุดประสงค์เดียวกัน คือมาซื้อข้าวท่ีร้านของเรากินให้อ่ิมท้องเพ่ือมีแรง
ทำ� งานตอ่ ไปในแต่ละวัน กนิ เสรจ็ กจ็ ะซื้อกลบั ไป ๒-๓ ห่อ ตามจำ� นวนสมาชกิ ในบา้ น
ของแต่ละครอบครัว ซ้ือกลับไปให้ลูกกินก่อนไปโรงเรียน บ้างก็ซื้อเพียงกับข้าวไว้กิน
ตอนกลางวนั ลูกคา้ บางคนจะน่ังกินที่ร้าน บางคนกซ็ ้อื กลับไปกินทบ่ี ้าน
ลูกค้าของแม่ไม่ได้มีเพียงคนมุสลิมเท่าน้ัน แต่มีคนไทยพุทธด้วย และภาพ
ท่ีฉันเห็นจนชินตาก็คือ ภาพท่ีคนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมน่ังกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
พูดคุยหัวเราะให้แก่กัน อดไม่ได้เลยท่ีฉันจะย้ิมออกมา เพราะมีความสุขท่ีได้เห็นภาพ
อย่างน้ี
หลายวนั ต่อมา เปน็ เวลาตอนบา่ ย ๆ ฉันและนอ้ ง ๆ ไปน่งั เลน่ ทบ่ี ้านของยาย
ฉันได้เห็นรถจักรยานยนต์หลายคันขับตรงไปยังมัสยิด ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของยาย
เพียงไม่ก่ีก้าว ด้วยความสงสัยฉันจึงเดินตามไป และภาพตรงหน้าที่ฉันเห็นก็คือ
คนในหมู่บา้ นหลายคนกำ� ลังชว่ ยกันท�ำความสะอาดมสั ยิดและบรเิ วณรอบ ๆ บางคน
กวาดขยะ บางคนถากหญ้า หันไปอีกทางก็เห็นหลายคนก�ำลังท�ำความสะอาด

พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉัน ๑o๙

๑๑o พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

อ่างที่ส�ำหรับเอาน้�ำละหมาด ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เห็นผู้คนมากมายก�ำลังช่วยกัน
ดว้ ยความสามคั คี เปน็ ภาพทีท่ ำ� ใหใ้ จของฉันรสู้ กึ อบอุ่นเลยทีเดียว เพราะคนเหลา่ น้ัน
คือพ่ีน้องชาวมุสลิมและพี่น้องชาวพุทธ ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ลังเลท่ีจะเข้าไปช่วยเพ่ือให้
งานเสร็จเร็วยง่ิ ขึ้น
เมื่องานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ทุกคนที่มาร่วมแรงร่วมใจกันในวันน้ัน
ตา่ งกร็ บั ประทานอาหารทตี่ วั เองนำ� มา สว่ นครอบครวั ของฉนั กไ็ มพ่ ลาดทจี่ ะทำ� กบั ขา้ ว
มาเลยี้ งเพมิ่ เตมิ พอ่ มาบอกใหฉ้ นั กลบั บา้ นไปชว่ ยแมย่ กอาหารทที่ ำ� ไว้ นน่ั คอื ผดั เผด็ ไก่
(ซึ่งแม่บอกว่าท�ำอย่างสุดฝีมือ) เสียดายท่ีฉันไม่รู้ว่าแม่จะท�ำอาหารเลี้ยง ไม่อย่างนั้น
ฉนั จะขอใหแ้ ม่ทำ� ฉู่ฉ่ีปลาทู เพราะแม่ทำ� อร่อยมาก
พวกเรากินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน หัวเราะมีความสุขด้วยกัน แม้จะ
เหนด็ เหนอื่ ยจากการทำ� งาน แตฉ่ นั กร็ บั รไู้ ดว้ า่ ทกุ คนทมี่ าตา่ งกม็ คี วามสขุ มคี วามทรงจ�ำ
ที่ดีให้แก่กัน และก็เป็นอีกวัน อีกเหตุการณ์ท่ีฉันจะบันทึกเก็บเอาไว้ในหัวใจ เก็บไว้
เปน็ ความทรงจ�ำท่ีดีที่สดุ ของฉนั
ทุก ๆ วนั เวลาคนในหมู่บ้านขับรถผ่านหนา้ บ้านของใคร หรอื ขับสวนทางกัน
กม็ กั จะยมิ้ ใหก้ นั ทกั ทายกนั บางทกี ม็ ขี องใหก้ นั เนอื่ งจากครอบครวั ของฉนั ขายขา้ วแกง
จึงมกั จะได้รบั วัตถุดบิ ต่าง ๆ เพอื่ ให้แม่น�ำไปท�ำกบั ข้าวไว้ขายตอนเช้า
ฉันรู้สึกอุ่นใจที่ได้อยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งน้ี บ้านควนแดง ต�ำบลฆอเลาะ
อ�ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ที่มีท้ังชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ เราอยู่ด้วยกัน
อย่างสันติ ด้วยน�้ำใจไมตรี ด้วยความเข้าใจและเคารพในความแตกต่างของกัน
และกนั

พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉัน ๑๑๑

๑๑๒ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

ความแตกต่างคือสง่ิ สวยงาม

นางสาวซาฟารีนา ยโู ซะ๊
ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๕ โรงเรยี นเวียงสุวรรณวทิ ยาคม

อ�ำเภอแวง้ จังหวัดนราธิวาส

“ฉนั จะท�ำไดไ้ หมนะ”
เปน็ คำ� ถามทผ่ี ดุ ขน้ึ มาในหวั ของฉัน เมื่อรู้วา่ จะตอ้ งไปทำ� กิจกรรมนอกพน้ื ที่

สามจงั หวดั ชายแดนใต้ ท�ำใหฉ้ ันรู้สกึ กงั วลใจ
เสยี งนาฬิกาปลกุ ดงั ข้ึนในตอนเชา้ วันน้ันฉนั มนี ดั ประชมุ เกี่ยวกบั การแสดง

กับเพื่อน ๆ ท่ีจะเดินทางไปทำ� กิจกรรมร่วมกัน ฉันรีบแต่งตัวและขับรถมอเตอร์ไซค์
ไปยังสถานทน่ี ัดหมาย นั่นกค็ ือหอประชุมโรงเรียนเวียงสุวรรณวทิ ยาคม
พวกเรา คือฉนั เพอ่ื น ๆ ร่วมโรงเรยี น และเพ่ือน ๆ ตา่ งโรงเรยี นกวา่ สบิ คน
ปรกึ ษาหารอื ถึงเร่ืองการแสดง เพือ่ นทนี่ ่งั ข้าง ๆ ฉนั เสนอความคดิ ว่า
“เราแสดงเกย่ี วกบั การแลกเปลย่ี นวฒั นธรรมกนั ไหม สามจงั หวดั ชายแดนใต้
ของเรามีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราน่าจะน�ำสิ่งนี้ไปแสดงให้พวกเขาได้รู้จักเรา
มากขน้ึ นะ”
ฉันและทุกคนเห็นด้วย เราจึงช่วยกันเสนอความคิดว่าจะแสดงชุดไหนบ้าง
ในท่ีสุดเราก็เลือกการแสดงไว้สามชุด คือระบำ� ว่าววงเดือน ตารีกีปัส และปันจักสีลัต
หลงั จากนัน้ เราก็เร่ิมฝกึ ซอ้ มและเตรยี มเสอ้ื ผ้าพรอ้ มท้งั อปุ กรณ์ในการแสดงชุดต่าง ๆ
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเยาวชนดาวเด่นจังหวัดชายแดนภาคใต้สัญจร
ประจ�ำปี ๒๕๖๑ รองรับประชาคมอาเซียนในมิติสังคมและวัฒนธรรม ระหว่างวันที่
๓๐ ตลุ าคม - ๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑ จดั โดย มูลนิธพิ ทิ ักษ์ประชาชาติ

พหุวัฒนธรรมบา้ นฉัน ๑๑๓

๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๑ วันทเ่ี ดนิ ทางกม็ าถงึ คณะของเราประกอบด้วยเยาวชน
ดาวเด่นใต้ วิทยากร ตชด. และครูจากพื้นที่อ�ำเภอแว้ง อ�ำเภอสุไหงโก-ลก
อ�ำเภอสุไหงปาดี อ�ำเภอสุคิริน อ�ำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส และอ�ำเภอยะหริ่ง
จงั หวดั ปตั ตานี
พวกเราเดินทางโดยรถไฟ ตนู้ อนปรบั อากาศชัน้ ๒ ซึง่ แอรเ์ ย็นมาก ฉันรูส้ กึ
ต่นื เตน้ ท่ีไดน้ ั่งรถไฟที่มแี อร์เป็นคร้งั แรก มีเพ่ือนอีกหลายคนทีร่ ูส้ ึกเหมอื นฉนั
ระหวา่ งการเดินทาง เพื่อนของฉนั คนหนงึ่ บอกว่าไม่สบาย ฉันจงึ เดินตามหา
รนุ่ พที่ ่ถี อื กลอ่ งยา แตต่ ามหาไม่เจอ พีไ่ ทยพทุ ธคนหน่ึงท่ไี ปคา่ ยด้วยกนั ตะโกนบอกวา่
“นอ้ ง ๆ พีม่ ียากับน�ำ้ เปล่า เพอื่ นที่ไม่สบายอยู่ไหนครบั ”
หลงั จากนน้ั พเี่ ขากเ็ อายากบั นำ�้ เปลา่ ไปใหเ้ พอ่ื นของฉนั ถงึ แมน้ ำ�้ เปลา่ ขวดนนั้
จะเปน็ ขวดเดยี วและเปน็ นำ�้ ท่พี เ่ี ขาด่ืมแล้ว แต่กย็ อมเสียสละใหเ้ พือ่ นของฉนั
เชา้ มดื ของวนั รงุ่ ขน้ึ ความตน่ื เตน้ ของฉนั กเ็ กดิ ขนึ้ อกี ครงั้ เมอื่ พนกั งานบนรถไฟ
แจ้งว่าอีกห้านาทีจะถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์ ซ่ึงเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเรา
ทุกคนเก็บสัมภาระของตัวเองเพ่ือเตรียมตัวลงจากรถไฟอย่างตื่นเต้น โดยมีรถบัส
จากกองก�ำกับการต�ำรวจตระเวนชายแดนท่ี ๑๔ พร้อมรถปิกอัพขนสัมภาระสองคัน
มารับที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยังกองร้อยต�ำรวจตระเวนชายแดนที่ ๑๔๖
โดยใชเ้ วลาประมาณหน่ึงชวั่ โมง
เมื่อถึงที่หมาย พวกเราได้เห็นภาพท่ีประทับใจมาก นั่นคือน้อง ๆ ในระดับ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนในพ้ืนท่ี จ�ำนวนสามสิบคน และน้อง ๆ
ช้ันประถมศึกษาจากโรงเรียน ตชด. อีกส่ีสิบคน ได้มายืนรอต้อนรับพ่ี ๆ จาก
สามจังหวดั ชายแดนใต้ ฉันจึงรีบลงจากรถไปหาน้อง ๆ แต่เราก็พูดคุยกันได้ไม่นาน
เพราะต้องไปละหมาดซุบฮิ พวกเราท่ีนับถือศาสนาอิสลามพร้อมทั้งน้อง ๆ ก็ข้ึนไปที่
อาคารหอพกั รวม น้อง ๆ ต่างพกั ผอ่ นกันอย่างเงียบสงบ สว่ นพ่ี ๆ ก็ท�ำการละหมาด
พอละหมาดเสรจ็ นอ้ ง ๆ กเ็ ดินเข้ามาถามวา่ “พ่ีคะ พ่ที ำ� อะไรหรือคะ”
ฉนั จงึ บอกไปวา่ “นค่ี อื การละหมาดคะ่ เปน็ ศาสนกจิ ทค่ี นนบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม
ทุกคนต้องปฏิบัติ”
น้อง ๆ ก็ถามตอ่ วา่ “แลว้ การละหมาดคอื อะไรหรอื คะ”
เพ่ือนของฉันจึงตอบไปว่า “การละหมาดคือพิธีกรรมเก่ียวกับการนมัสการ
ของศาสนาอิสลาม เพื่อร�ำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์และช�ำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยต้อง
ปฏิบัติทุกวัน วันละห้าเวลาค่ะ ก็เหมือนทุกศาสนาที่จะต้องปฏิบัติตนตามพิธีกรรม
ของแตล่ ะศาสนา”
หลังจากรับประทานอาหารเช้า ก็ถึงเวลาท่ีพี่ ๆ จากสามจังหวัดชายแดนใต้

๑๑๔ พหุวฒั นธรรมบา้ นฉัน

เร่ิมท�ำกิจกรรมกับน้อง ๆ น่ันคือกิจกรรมท�ำความรู้จัก โดยแบ่งกลุ่มเป็นสิบกลุ่ม
กลมุ่ ละสบิ สคี่ น ประกอบดว้ ยดาวเดน่ ใตห้ กคน นกั เรยี นชน้ั มธั ยมฯ ตน้ ในพน้ื ทสี่ ามคน
นกั เรยี น ตชด. สคี่ น ครหู รอื ตชด. ประจำ� กลมุ่ ละหนง่ึ คน กตกิ าการแบง่ กลมุ่ มอี ยวู่ า่
ในหน่ึงกลมุ่ จะต้องมีสมาชิกท่ตี ่างศาสนา ตา่ งเพศ ต่างโรงเรียน หลังจากแบง่ กล่มุ เสรจ็
ก็ท�ำความร้จู ักเพอื่ นในกลมุ่ และเรยี นรไู้ ปพรอ้ ม ๆ กนั
กอ่ นเทย่ี ง มกี จิ กรรมการเรยี นรู้แบบมสี ว่ นร่วมอย่างเพลดิ เพลิน “เราจะเป็น
เยาวชนยุค ๔.๐ กันอยา่ งไร” ในกลุ่มของฉนั ฉันไดเ้ อาน้องชน้ั ประถมศกึ ษามาน่ังตกั
แล้วคุยกันกับน้อง ๆ ในกลุ่มไปเรื่อย ๆ ถึงเรื่องผลดีและผลเสียของโซเชียลเน็ตเวิร์ก
พวกเราสามารถท�ำงานดว้ ยกนั ไดโ้ ดยไม่แบง่ แยก และช่วยกนั แสดงความคดิ เหน็
ในช่วงบ่าย เราได้เดินทางไปท�ำกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่าง
เพลิดเพลินทฐ่ี าน “วัดเขาชอ่ งกระจก”
วันรุ่งข้นึ เราก็เดนิ ทางไปท่ฐี านการเรียนรู้ “ชมุ ชนคนไทยพลดั ถ่ิน” และฐาน
การเรยี นรู้ “ตลาดชายแดนไทย-เมยี นมาดา่ นสงิ ขร : สกู่ ารเปน็ Gateway Indochina”
และแลว้ กถ็ งึ เวลาท่ีน้อง ๆ นกั เรยี นในพ้นื ที่และนอ้ ง ๆ จากโรงเรียน ตชด.
ต้องเดินทางกลบั ตลอดสองวันหน่ึงคืนท่พี วกเราใชเ้ วลาอยูด่ ้วยกนั กับน้อง ๆ กินข้าว
ด้วยกัน นอนด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน พวกเรา-พ่ี ๆ เยาวชนดาวเด่นใต้ประทับใจ
นอ้ ง ๆ มาก และตวั แทนน้อง ๆ ที่ออกมากลา่ วความรู้สกึ ก็บอกว่าประทับใจในตัวพี่ ๆ
มากเช่นกัน
ก่อนจากกันเราได้ท�ำกิจกรรม “ฝากเอาไว้ในมือเธอ” และ “พี่อ�ำลาน้อง”
โดยได้มอบของที่ระลึกที่พวกเราช่วยกันท�ำให้แก่น้อง ๆ น่ันคือพวงกุญแจ
ปลาตะเพยี นท่ีท�ำมาจากซองกาแฟ
หลังจากอ�ำลาน้อง ๆ เสร็จแล้ว พวกเราได้เดินทางไปท่ีฐานปฏิบัติการ
บา้ นไรเ่ ครา และแบง่ กลมุ่ เรยี นรกู้ ารทำ� งานในพน้ื ที่ ตอนเยน็ มกี จิ กรรมประกอบอาหาร
สไตล์ ตชด. โดยกลมุ่ ของฉันท�ำไขต่ ้มและผัดพริกไก่ เสร็จแล้วเรากร็ บั ประทานอาหาร
รว่ มกัน คืนนน้ั เราพกั ท่นี นั่ ไม่ได้กลับไปท่กี องรอ้ ย ตชด.๑๔๖
พระอาทิตย์ข้ึนในยามเช้าของวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องมาในเต็นท์ของฉัน
พรอ้ มกับอากาศหนาว ทุกคนรีบตน่ื ขึ้นมารบั อากาศหนาวท่ีไม่มที างภาคใต้
เช้าวันนั้น เราเดินทางข้ามแดนที่ด่านสิงขรเพื่อไปท�ำกิจกรรมกับน้อง ๆ
ทโี่ รงเรยี นบา้ นมดู อ่ ง จงั หวดั มะรดิ ประเทศเมยี นมา
เม่ือไปถึงก็เห็นน้อง ๆ ยืนต้อนรับพวกเราจากประเทศไทยเป็นอย่างดี
พวกเราได้ท�ำการเคารพธงชาติ และท�ำกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
อยา่ งเพลดิ เพลนิ เรอ่ื ง “สขุ ภาพอนามยั และการจดั การขยะ” กบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา

พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน ๑๑๕

หลงั จากน้นั ก็แบง่ กลมุ่ กนั ไปพัฒนาโรงเรียน เชน่ ทาสอี าคารเรยี น
ถงึ เวลาเทยี่ งตรง พวกเราไดร้ บั ประทานอาหารกลางวนั สไตลเ์ มยี นมาทโ่ี รงเรยี น
บ้านมูดอ่ ง (หม้ื ..อร่อยไม่แพ้อาหารทางใตข้ องบา้ นเราเลยล่ะ)
ในชว่ งบา่ ย พวกเราและน้อง ๆ นักเรียนรว่ มกันท�ำกจิ กรรมบ�ำเพ็ญประโยชน์
ที่วัดบ้านมูด่อง ระหว่างน้ันฉันรู้สึกอยากเข้าห้องน�้ำจึงเข้าไปถามน้องผู้หญิงคนหนึ่ง
แต่ฉนั พูดภาษาเมียนมาไมไ่ ด้ น้องกพ็ ูดภาษาไทยไมเ่ ปน็ ภาษาอังกฤษกไ็ มค่ ่อยได้ทง้ั คู่
สุดท้ายต้องสื่อสารด้วยภาษาท่าทางซึ่งน้องก็เข้าใจเลย น้องจูงมือฉันเดินไปห้องน้�ำ
แล้วยังหยิบถงั น้ำ� ไปตกั น�้ำใหฉ้ ันอกี นาทนี ั้นฉันรสู้ ึกประทับใจในตวั นอ้ งมาก ถงึ แมเ้ รา
จะไม่ใชป่ ระเทศเดียวกนั ศาสนาเดยี วกนั แต่นอ้ งตอ้ นรับ มีนำ�้ ใจ ดแู ลเราอย่างดี

กอ่ นเดินทางกลับ พวกเราได้จัดกิจกรรมอำ� ลาใหก้ ับน้อง ๆ และเดินทางกลับ
มาทก่ี องรอ้ ย ตชด.๑๔๖

ถึงเวลาค่ำ� พวกเราเยาวชนดาวเดน่ ใตไ้ ดซ้ ้อมการแสดงอกี ครั้ง เพ่ือไม่ให้เกิด
การผิดพลาด พวกเราซอ้ มกนั อยา่ งหนัก ไม่หลบั ไม่นอน ทมุ่ เทกับงานนม้ี าก
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราได้เตรียมงานต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียน
บา้ นมูดอ่ ง จงั หวัดมะรดิ ประเทศเมียนมา จ�ำนวน ๑๒๐ คน ซ่ึงเดินทางมาทำ� กิจกรรม
ร่วมกับพวกเราที่นี่ มีการตอ้ นรบั ด้วยการร�ำกลองยาว ทุกคนต่างสนกุ สนานกัน
แปดโมงเช้า ทุกคนเข้าแถวเพื่อเคารพธงชาติ แล้วตัวแทนกล่าวดุอาอ์
สวดมนต์ และกล่าวคำ� ปฏิญาณ ระหว่างทฉี่ นั กลา่ วดุอาอ์ ทุกคนกเ็ งยี บสงบ เป็นการ
ใหเ้ กยี รตซิ ึ่งกันและกนั
ถึงเวลาที่ต้องแลกเปลีย่ นวฒั นธรรมกันแลว้ นอ้ ง ๆ จากเมียนมาไดไ้ ปแต่งตวั
เตรียมการแสดงของประเทศตัวเอง โดยได้เตรียมการแสดงมาหลายชุดมาก
แถมนอ้ ง ๆ แต่งหน้ากันจนพี่ ๆ จำ� แทบไม่ได้
หลงั จากนน้ั กเ็ ปน็ การแสดงของพี่ ๆ จากสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ พวกเรา
เตรียมการแสดงไวส้ ามชดุ คอื ระบำ� ว่าววงเดือน ตารกี ีปัส และปนั จักสลี ัต ซง่ึ ฉันได้รบั
มอบหมายใหร้ ว่ มแสดงทุกชดุ
จากน้ันฉันจึงแบ่งน้อง ๆ ออกเป็นกลุ่มย่อยตามที่ทางทีมงานจัดให้
เพื่อแลกเปลี่ยนการแสดงกัน โดยที่น้อง ๆ จากเมียนมาสอนการแสดงของประเทศ
ตวั เองใหก้ บั พี่ ๆ สว่ นพี่ ๆ กส็ อนวฒั นธรรมทางภาคใตใ้ หก้ บั นอ้ ง ๆ เพอ่ื ไดม้ ารว่ มกนั แสดง
เมือ่ ถงึ เวลาแสดง แตล่ ะกลุ่มก็แสดงกนั อย่างสนุกสนาน ท�ำให้ไดเ้ ห็นถึงความเปน็ มติ ร
ความสัมพันธ์ และรอยย้ิมท่ที กุ คนสอ่ื ออกมา

๑๑๖ พหุวฒั นธรรมบา้ นฉัน

เม่ือถึงเวลาที่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านมูด่องจะต้องเดินทางกลับ
ในตอนเย็นวันน้ัน ทีมงานของพวกเราก็ได้จัดกิจกรรมอ�ำลา และมอบพวงกุญแจ
ปลาตะเพยี นที่ท�ำจากซองกาแฟเป็นของทร่ี ะลึกใหก้ บั นอ้ ง ๆ
และเมื่อถึงเวลาท่ีจะต้องจากกัน พวกเราส่งสายตาถึงความเศร้าให้แก่กัน
ต่างโบกมือพร้อมกับน้�ำตาคลอ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เราทุกคน
กส็ ามารถสัมผสั ไดถ้ ึงความรกั ท่มี ีใหแ้ กก่ นั

พหุวฒั นธรรมบา้ นฉนั ๑๑๗

๑๑๘ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

กระจ่างในความจรงิ

นางสาวบิลกิส จเิ หม
ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนอตั ตัรกยี ะห์อิสลามียะห์

อำ� เภอเมอื ง จังหวดั นราธวิ าส

ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหน่ึงท่ีเรียนในโรงเรียนสามัญล้วนตั้งแต่เด็ก
ฉนั นบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม สว่ นเพอ่ื น ๆ กม็ หี ลายศาสนาปะปนกนั ไป ไมว่ า่ จะเปน็ ศาสนา
พทุ ธ ครสิ ต์ และฮินดู เราเรยี นด้วยกนั ตั้งแต่เด็กจนโต มบี า้ งท่ีเคยทำ� ผดิ ตอ่ กนั มบี ้าง
ท่ีเคยผิดใจกัน แต่เราก็ยังให้อภัยกันตลอด แปลกมากท่ีเรายังอยู่ด้วยกันแม้จะ
แตกต่างกัน
เหตุผลคงเป็นเพราะพ่อแม่สอนฉันเสมอว่า เรามีเพื่อนต่างศาสนา เราก็ควร
เรยี นรปู้ ระเพณแี ละวัฒนธรรมการเปน็ อยู่ของเขาให้มากท่สี ุด เพอื่ เราจะได้รู้จักการอยู่
ร่วมกับคนอื่นอย่างมีความสุข โดยไม่เบียดเบียนศาสนาอื่น พ่อแม่ยังสอนให้ฉันรู้จัก
การวางตัว มีน้�ำใจ ควบคุมอารมณ์ รู้จักประมาณตน ไม่ดูถูกหรือละเมิดความเช่ือ
ของศาสนาอน่ื และยงั บอกอกี วา่ ทกุ ศาสนาลว้ นแตส่ อนใหเ้ ราเปน็ คนดี เออ้ื เฟอ้ื เผอื่ แผ่
มเี มตตากรณุ าปรานี และทสี่ �ำคัญต้องรู้จกั ให้เกียรติผ้อู นื่ ฉันและเพ่อื น ๆ ตา่ งศาสนา
จงึ รกั และเข้าใจกัน

แตม่ าวนั หน่ึง พ่อกับแมเ่ ลอื กให้ฉันไปเรยี นต่อท่โี รงเรียนเอกชนสอนศาสนา
ช่อื โรงเรยี น “อตั ตรั กียะห์อิสลามียะห”์ ตง้ั อยู่ทอี่ �ำเภอเมือง จังหวัดนราธวิ าส ตอนนน้ั
ฉันปฏิเสธท่านท้ังสองโดยไม่ได้คิดไตร่ตรอง ไม่พูดจากับท่าน ไม่กินข้าว ไม่แม้แต่จะ
มองหน้าท่าน อารมณ์ฉันตอนนั้นเป็นอารมณ์ในแง่ลบที่คิดไปเองว่าพ่อกับแม่ไม่รัก
พวกท่านคงอยากเห็นฉันตายไป เพราะเหตุผลท่ีว่า สามจังหวัดชายแดนใต้มีแต่
เหตุการณ์อันตรายเกิดข้ึนอยู่เรื่อย ๆ ทั้งระเบิด กราดยิง หรือแม้กระทั่งเผาโรงเรียน
ซึ่งไมเ่ คยเกิดขน้ึ ในจงั หวดั สตูลบ้านฉันเลย
จนกระทั่งถึงวันกอ่ นรายงานตัวทีโ่ รงเรยี นอัตตรั กียะหอ์ ิสลามยี ะห์ พอ่ กบั แม่
เรียกฉนั ไปคุยเป็นครง้ั สดุ ท้าย ทา่ นทัง้ สองพูดว่า
“ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอกนะ พ่อกับแม่ย่อมเลือกสิ่งที่ดีท่ีสุด
ให้ลูกเสมอ แล้ววันหนึ่ง ลูกจะมองเห็นส่ิงดี ๆ ที่พ่อกับแม่มอบให้เมื่อลูกได้เจอกับ
ส่ิงน้นั ด้วยตวั ลกู เอง พ่อกับแมไ่ ม่เคยขออะไรจากลูกเลย ครงั้ นข้ี อไดไ้ หม”

พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน ๑๑๙

ฉันท�ำตามส่ิงท่พี อ่ กบั แมข่ อ แลว้ ฉันกไ็ ดม้ าอยูใ่ นจงั หวัดนราธวิ าสนี้จริง ๆ
ฉนั พดู ภาษามลายไู ม่ได้เลย ฉันฟังส่ิงที่คนอ่นื คุยกนั ไม่เขา้ ใจ ฉันทำ� ได้แต่น่ัง
เหม่อลอยพร้อม ๆ กับน�ำ้ ตาท่ีก�ำลงั จะรนิ ไหล
แตท่ นั ใดนัน้ เพอ่ื น ๆ ทนี่ ่กี ็เขา้ มาสวมกอดฉนั ตบไหลเ่ บา ๆ แล้วพดู วา่
“ไม่ต้องกงั วลนะ เดย๋ี วเธอกจ็ ะผา่ นไปได้”
เพ่ือน ๆ ทุกคนคอยช่วยเหลือฉัน คอยปลอบโยนในวันที่ฉันเหน่ือยหรือท้อ
แมฉ้ นั จะอยไู่ กลบา้ น แตเ่ พอ่ื นทน่ี กี่ ไ็ มเ่ คยปลอ่ ยใหฉ้ นั รสู้ กึ โดดเดยี่ วเลย เมอื่ เราสนทิ กนั
มากขนึ้ เพอื่ น ๆ กช็ วนฉนั ไปเทยี่ วทบี่ า้ น ไมว่ า่ จะเปน็ ทอ่ี ำ� เภอสไุ หงปาดี อำ� เภอระแงะ
อ�ำเภอสุไหงโก-ลก และอีกหลาย ๆ ที่ ทุก ๆ ท่ีเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม
มที ้ังภูเขา ปา่ ไม้ท่รี ่มเยน็ มีสีเขียวขจสี บายตา มคี วามอดุ มสมบรู ณ์ ทสี่ ำ� คญั เพ่อื น ๆ
มีครอบครวั ทแ่ี สนอบอ่นุ และเหน็ ฉันเป็นส่วนหน่ึงในครอบครัวของพวกเธออีกด้วย
ฉนั เร่ิมประทับใจผู้คนทนี่ ่ี และเร่ิมทลายกำ� แพงทีฉ่ นั เป็นคนสรา้ งข้ึนมา
จนวันหน่งึ ฉันได้ถามเพอื่ นวา่ ท่นี ีร่ ะเบิดเยอะ ไมก่ ลัวหรือ
เพ่ือนตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “ไม่กลัวหรอก ยังไงท่ีน่ีก็คือบ้าน
ของฉนั บ้านทใ่ี ห้ชีวติ ฉันไดเ้ ติบโตมา”
ฉนั เริ่มหลงรักท่ีน่อี ยา่ งสนทิ ใจ ฉนั กับเพอ่ื น ๆ เขา้ ใจกนั งา่ ยมาก เหตุผลหนึง่
คงเป็นเพราะเรามีศาสนาเดียวกัน มีความเช่ือเดียวกัน มีประเพณีและวัฒนธรรม
ทเี่ หมือนกนั
จนตอนนี้ เมือ่ เพอื่ นถามฉันวา่ คดิ ยงั ไง...เม่อื ไดม้ าอยทู่ ี่น่ีจริง ๆ
ฉันยนื นิง่ แล้วตอบกลับไปสน้ั ๆ ว่า “ขอโทษทเ่ี คยเขา้ ใจผิด”
แตก่ ใ็ ชว่ า่ เราจะเขา้ ใจกนั ทกุ อยา่ ง แนน่ อน...ทกุ คนยอ่ มมคี วามคดิ ทแี่ ตกตา่ งกนั
สองคนสองความคิด ร้อยคนก็รอ้ ยความคดิ ฉะนน้ั สิง่ ที่จะท�ำใหเ้ ราอยกู่ นั ได้มากทส่ี ุด
คือการเรียนรู้ท่ีจะปฏิบัติตนให้เข้าใจกันมากท่ีสุด อะไรที่ยอมได้ก็ยอมกัน อภัยกันได้
ก็ใหอ้ ภัย
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะศาสนาเดียวกันหรือต่างกัน จะคนละเช้ือชาติ
หรอื คนละความเชอ่ื อยา่ งไรเรากค็ อื มนษุ ยท์ อ่ี าศยั อยใู่ นโลกใบเดยี วกนั ตอ้ งอยรู่ ว่ มกนั
ด้วยความเข้าใจ หากคิดแต่เพียงว่าเราต่างกัน ก็คงจะมีแต่ความรู้สึกที่แตกแยก
สมาชิกในโลกทุกคนจ�ำเป็นต้องเรียนรู้และปฏิบัติตนให้กลมกลืนไปกับความแตกต่าง
เพ่อื ป้องกนั ความแตกแยก แลว้ เรากจ็ ะสามารถอยดู่ ว้ ยกนั ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

๑๒o พหุวฒั นธรรมบ้านฉัน

หลากหลายวัฒนธรรม
เชือ่ มสัมพันธป์ ลายด้ามขวาน

นางสาวนรู ูนนะญาห์ บลิ ร่าหมาน
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๔ โรงเรียนอตั ตัรกยี ะหอ์ ิสลามียะห์

อำ� เภอเมือง จังหวดั นราธิวาส

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ท�ำให้ผู้คนจากที่อ่ืน
มองวา่ เปน็ ดนิ แดนทน่ี า่ กลวั เตม็ ไปดว้ ยอนั ตราย ซง่ึ ลว้ นเปน็ เรอ่ื งในแงล่ บ แตแ่ ทจ้ รงิ แลว้
ทน่ี ม่ี กั จะพบในสง่ิ ดี ๆ สง่ิ ทเี่ หน็ ไดเ้ ดน่ ชดั คอื ความหลากหลายทางวฒั นธรรม ซงึ่ สงิ่ นแ้ี หละ
ท่ีเรียกว่าเร่อื งดี ๆ ท่ีบา้ นเรา
ในยามที่ฉันยังเป็นเด็ก พ่อกับแม่มักจะพาฉันไปซ้ือของกินที่สวนขวัญเมือง
ในสถานที่น้ีมีผู้คนต่างเช้ือชาติ มีพ่อค้าแม่ขาย มีร้านค้าเรียงรายตลอดทางเดิน
ในขณะท่ีฉันเดินอยู่น้ัน ฉันเห็นชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมอยู่ด้วยกัน ท�ำให้ฉัน
เกิดคำ� ถามว่า
‘พวกเขาเหล่านั้นอยู่ด้วยกันได้อย่างไร พวกเขานับถือต่างศาสนา
ตา่ งวฒั นธรรม ทำ� ไมถงึ อยดู่ ว้ ยกนั ได?้ ’ ฉนั จะถามคำ� ถามเหลา่ นแ้ี กพ่ อ่ เมอื่ กลบั ถงึ บา้ น
พ่อฉนั เปน็ อาจารย์ ฉนั คดิ ว่าท่านจะสามารถตอบค�ำถามของฉันได้
พ่ออธิบายว่า คนเราถึงแม้มีความแตกต่างกันทางศาสนา แตกต่างทาง
วฒั นธรรม แตเ่ ขาเหลา่ นนั้ กส็ ามารถอยดู่ ว้ ยกนั ไดโ้ ดยไมท่ ะเลาะเบาะแวง้ ถงึ จะตา่ งกนั
ในหลาย ๆ เรื่อง แต่มีหลักค�ำสอนที่คล้ายคลึงกัน เช่น หน่ึง-มนุษย์มีความเป็นหนึ่ง
เดยี วกนั สอง-เราทกุ คนตอ้ งอยกู่ นั อยา่ งสนั ติ ไมใ่ ชค้ วามรนุ แรง สาม-ความเหน็ ใจและ
ให้ความเคารพผู้อื่น ส่ิงนี้เป็นส่ิงส�ำคัญมาก เพราะการที่เรานับถือต่างศาสนากัน
เราต้องให้เกียรติในวัฒนธรรมของเขา จังหวัดของเราโดดเด่นในเร่ืองของวัฒนธรรม
เนื่องจากมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ท�ำให้มีประเพณีส�ำคัญ เช่น
การกวนอาซูรอ วันฮารีรายอ ซ่ึงเป็นวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ประเพณลี อยกระทง
ประเพณชี กั พระของชาวไทยพทุ ธ เทศกาลกนิ เจของชาวไทยเชอ้ื สายจนี
ระหว่างท่ีพ่อพูด ฉันนึกถึง “บี” เพื่อนข้างบ้านซ่ึงเป็นชาวไทยพุทธ
เราสนิทกันมาก ในวันฮารีรายอ บีมักจะแต่งตัวสวยเพ่ือมาร่วมเฉลิมฉลองที่บ้านฉัน

พหุวฒั นธรรมบา้ นฉนั ๑๒๑

๑๒๒ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

ในทางกลับกัน วันลอยกระทงฉันก็จะไปดูบรรยากาศงานเป็นเพื่อนบี เราสองคน
สนิทสนมกัน ถึงแม้วัฒนธรรมจะแตกต่างกันก็ตาม
พ่อกล่าวอีกว่า ถ้าทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน ก็ท�ำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง
มีความสขุ
จากวันน้ันที่พ่อได้ตอบค�ำถามท่ีค้างคาในใจฉัน ท�ำให้ฉันได้ใช้ชีวิตร่วมกับ
ผู้คนต่างศาสนาโดยไม่มีความขัดแย้ง ต่างคนต่างเข้าใจกัน ปรับตัวเข้าหากัน
มองขา้ มปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
เหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในอดีต อาจท�ำให้เกิดความสูญเสีย
ชีวิตและทรัพย์สิน แต่วิถีของผู้คนในพ้ืนท่ี ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม
หรือคนไทยเชื้อสายจีน ก็ยังคงมีความรัก ความผูกพัน ร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยอาศัยหลักค�ำสอนของแต่ละศาสนา ท�ำให้อยู่ร่วมกันอย่าง
มคี วามสุข

พหวุ ัฒนธรรมบ้านฉนั ๑๒๓

๑๒๔ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

เรอื่ งเล่าแห่งสนั ตภิ าพ

นางสาวตสั นมี ยามา
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๔ โรงเรยี นอตั ตัรกยี ะห์อิสลามยี ะห์

อำ� เภอเมอื ง จังหวดั นราธิวาส

ทุกสิ่งบนโลกล้วนมีเร่ืองเล่าในตัวของมัน แม้ว่าเป็นเพียงแผ่นไม้ผุ ๆ บางที
ครั้งหนึ่งมันอาจเคยต่อตัวกับเพ่ือน ๆ เหล่าไม้กระดานเป็นสะพานข้ามแม่น้�ำ
ในอาณาจักรอันม่ังค่ัง หรือกระท่ังรวมพลังกับเหล่าล้อและเพลาเป็นรถม้าในยามศึก
ของนักรบผยู้ ิง่ ใหญ่ เพราะทกุ ส่ิงมที มี่ า
เรอ่ื งเลา่ ของฉนั ตอ่ ไปนก้ี เ็ ชน่ กนั เรอื่ งเลา่ แหง่ สนั ตภิ าพไมไ่ ดท้ ำ� ใหค้ ณุ ไดโ้ บยบนิ
ไปพบกับเรื่องราวที่น่ารักเพียงอย่างเดียว แต่จะน�ำพาใจคุณโบยบินและล่องลอยไป
เพือ่ คน้ พบความสขุ ทแี่ ท้จรงิ อีกดว้ ย ความสขุ ท่มี นุษยม์ กั หลงลมื
ฉันเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในส่วนใต้สุดของประเทศ ใช่แล้วล่ะ นั่น
คือพ้ืนท่ีสีแดง ดินแดนแห่งความวุ่นวาย อันตราย และน่ากลัวในความคิดของใคร
หลาย ๆ คน เป็นดินแดนท่ีผนวกด้วยกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา
หรอื ทเ่ี รยี กว่าดินแดนแห่งพหวุ ัฒนธรรม
ฉนั เกดิ และเตบิ โตมาในครอบครวั ทด่ี ี ในหมบู่ า้ นทม่ี ชี อื่ วา่ โตะ๊ เลง็ มอี าณาเขต
อยู่ในอ�ำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซ่ึงมากล้นด้วยธรรมชาติที่สวยงาม
ชวนหลงใหล เทือกเขาสันกาลาคีรีตั้งตระหง่านค่ันระหว่างชายแดนไทยและมาเลเซีย
ปา่ ไมเ้ ขยี วขจสี บายตา บวกกบั สายนำ�้ รนิ ไหลจากนำ้� ตกไอสะเตยี รท์ คี่ นุ้ เคย ประชากร
ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยชาวไทยมุสลิมท่ีอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจ�ำนวนมาก แต่หน่ึงในนั้น
กม็ บี า้ นเลก็ ๆ หลงั หนงึ่ ทำ� ธรุ กจิ ขายของชำ� เปน็ บา้ นธรรมดา ๆ ทม่ี คี ณุ ตาคณุ ยายนบั ถอื
ศาสนาพุทธเป็นเจ้าของ ท้ังสองท่านมักเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกสู่สังคมเท่าไหร่
ท�ำใหฉ้ นั รบั รเู้ รือ่ งราวของท่านได้ไมม่ ากนกั
จนกระทงั่ วนั หนง่ึ ไดเ้ กดิ เหตกุ ารณท์ ไี่ มค่ าดฝนั ขนึ้ ในหมบู่ า้ น โดยมกี ลมุ่ คนรา้ ย
เข้ามากราดยิงชาวบ้าน มีผู้เคราะห์ร้ายถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งเป็นเร่ืองสลดใจของคน
ในหมู่บ้าน บ้านธรรมดา ๆ หลังน้ัน บัดน้ีเหลือคุณยายเพียงคนเดียวเป็นสมาชิก
ของบา้ น ณ ตอนน้ันดว้ ยความท่เี ปน็ เด็ก จติ ใจของฉันรูส้ กึ หดหู่มาก ทำ� ไมถงึ ตอ้ งเกดิ
เร่ืองราวแบบนี้ในหมู่บ้านของฉันด้วย ท�ำไมต้องท�ำร้ายกัน ในใจของฉันเต็มไปด้วย
คำ� ถามท่ไี มอ่ าจหาคำ� ตอบได้

พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉนั ๑๒๕

กาลเวลาผ่านไปเหมือนได้ชะล้างสิ่งร้าย ๆ ให้เจือจางลงไปบ้าง ฉันโตขึ้น
เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๔ ได้รู้จักกับเพ่ือนคนหนึ่งที่นับถือศาสนาพุทธ
ใบหน้าของเธอมักเปื้อนรอยย้ิมอยู่เสมอ เธอเป็นคนดี มีความกตัญญู ถึงแม้บางครั้ง
ฉันจะผิดใจกับเธอบา้ ง แตเ่ ราก็ยังเป็นเพือ่ นกัน
ไม่น่าเชื่อเลยว่า เวลาจะท�ำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างได้มากขึ้นจริง ๆ
ฉันเติบโตเป็นสาวแล้ว ได้ท่องเท่ียว ได้พบเจออะไรต่าง ๆ บนโลกใบนี้มากข้ึน
เมื่อเข้าไปในเมืองเพื่อซ้ือผักปลาที่ตลาดกับคุณตาคุณยาย ฉันได้พบกับสังคม
รูปแบบใหม่ท่ีแตกต่างไปจากหมู่บ้านของฉัน แม่ค้าในตลาดมีท้ังคนไทยมุสลิมและ
คนไทยพทุ ธ แบง่ โซนขายอาหารเปน็ โซนท่วั ไปและโซนขายหมู แตท่ ุกคนกเ็ ขา้ กันไดด้ ี
พดู คยุ กนั ตามประสาคนแก่บ้าง หวั เราะเจย๊ี วจา๊ ว วิ่งเล่นกนั ตามประสาเดก็ บา้ ง
ตลาดบางนาคในเมืองนราธิวาสนั้นหลากหลายไปด้วยของสดของแห้ง
เมื่อแรกก้าวเข้าถึงหน้าตลาดก็จะพบขนมมากมายวางเรียงรายกันอยู่บนโต๊ะส่ีเหล่ียม
ผนื ผ้า ขนมพืน้ บ้านท่ขี น้ึ ชอื่ เช่น อาเก๊าะ (ขนมมลายูมลี กั ษณะกลมรแี ละมสี ่วนผสม
ของไข่) กูบาฆูลิง (ขนมก้อนเหนียวสีด�ำ โรยหน้าด้วยมะพร้าว) และขนมกรุบกรอบ
ท่ขี าดไมไ่ ด้อย่างกอื โป๊ะ หรอื ทร่ี ูจ้ ักกันในนามข้าวเกรยี บ มที ั้งแผน่ บางและแผน่ หนา
พอเดนิ ลกึ เขา้ ไปเรอ่ื ย ๆ ถงึ สว่ นกลางตลาดกม็ ผี ลไมข้ นึ้ ชอื่ ของจงั หวดั นราธวิ าส
อย่างลองกอง และถ้าถึงฤดูทุเรียนเม่ือไหร่ ก็จะมีบรรดาทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์
วางเรยี งรายกนั เหมือนตวั เมน่ หนามแหลมคม
สองมือถือถุงใสท่ีบรรจุผักนานาชนิด สองเท้าก้าวเข้าไปลึกเรื่อย ๆ จนถึง
ท้ายตลาด พบกับโซนขายอาหารทะเลที่มีท้ังกุ้ง หอย ปู ปลาเล็ก ปลาใหญ่วางขาย
อยู่มากมาย ได้เห็นความสัมพันธ์ของสังคมสองศาสนาท่ีอยู่ด้วยกันอย่างสันติ คุณลุง
คณุ ปา้ คนไทยพทุ ธทใี่ จดี พดู หวานทกุ ครง้ั เมอื่ เหน็ ลกู คา้ เดนิ มา ทำ� ใหฉ้ นั รสู้ กึ วา่ คนเรา
จะเบียดเบียนกันท�ำไม อยู่แบบรักใคร่กันไม่ดีกว่าหรือ เราจะมองคนแค่เปลือกนอก
หรอื คำ� บอกกลา่ วของคนอน่ื ไมไ่ ดเ้ ลยจรงิ ๆ คนจะดหี รอื ไมน่ น้ั ขน้ึ อยกู่ บั การกระทำ� และ
จติ ใจต่างหาก
ในเมืองท่ีอากาศร้อน ตึกรามบ้านช่องสลับซับซ้อนมากมาย รถราก็มากมี
เม่ือคุณตาของฉันขับรถจนถึงใจกลางเมือง ก็พบกับประติมากรรมขนาดใหญ่
อย่างนกกระดาษท่ีเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ซ่ึงรู้จักกันในนาม “วงเวียน
นกสันตภิ าพ” ด้วยลักษณะของสง่ิ กอ่ สรา้ งนท้ี �ำใหร้ �ำลึกถึงครงั้ ทีน่ ักเรยี นตามโรงเรยี น
ตา่ ง ๆ ท่ัวประเทศ รวมถึงประชาชนท่ัวทุกภาค ช่วยกนั เขยี นคำ� ใหก้ ำ� ลงั ใจพร้อมพับ
เปน็ นกกระดาษ ซงึ่ นบั วา่ เปน็ การหลอมรวมพหวุ ฒั นธรรมครงั้ ใหญท่ ค่ี นไทยทงั้ ประเทศ
ไดช้ ว่ ยกันสานใจรกั สู่ชายแดนใต้

๑๒๖ พหุวัฒนธรรมบา้ นฉนั

เครอ่ื งบนิ หลายสบิ ลำ� บรรทกุ นกกระดาษหลายสบิ ลา้ นตวั ไดโ้ ปรยนกกระดาษ
ลงสู่บ้านเมืองสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายคนมีรอยย้ิมที่บรรจุไปด้วยความสุข
และความหวัง ภาพความน่ารักเหล่านั้นได้หลอมรวมกันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งน้ี
คือนกกระดาษท่สี ถติ ไว้ซึ่งสันตภิ าพ
เหตุการณ์ทั้งหมดท่ีเกิดข้ึนล้วนแล้วท�ำให้ฉันเห็นถึงน้�ำใจและมิตรภาพ
ที่ย่ิงใหญ่ ซ่ึงไม่ได้อยู่แค่ในนิยายหรือเรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นเร่ืองจริงที่เกิดข้ึนในสังคม
บ้านเรา ท�ำให้ได้รู้ว่าความน่ารักเหล่าน้ันยังเป็นท่ีประจักษ์ในสังคม มิได้เลือนหาย
ไปไหนเลย
ไม่น่าเช่ือเลยว่าคนท่ีต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม ต่างความคิด ต่างเหตุผล
จะสามารถเข้าใจกันและอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ด้วยความรัก ความเข้าใจ และ
เอาใจใสซ่ ่งึ กนั และกัน
แผ่นดินจะสงบสุขขึ้นได้นั้น ไม่ได้ข้ึนอยู่กับฐานะและการแก่งแย่งกันของคน
และแน่นอนอีกเช่นกันว่า คนคนหนึ่งไม่สามารถท่ีจะสร้างแผ่นดินให้สงบสุขได้
แต่เกิดจากความร่วมมือของคนท่ีเข้าใจกันต่างหาก แล้วโลกของเราก็จะเป็นโลก
ท่ีอุดมสมบูรณ์ท้ังกายภาพ ชีวภาพ และจิตภาพ ด้วยพลังของพหุวัฒนธรรม
เพราะเร่ืองเล่าแห่งสันติภาพไม่เพียงแต่ท�ำให้คุณได้โบยบินไปกับเรื่องราวที่น่ารัก
เหล่าน้ันเพียงอย่างเดียว แต่จะน�ำพาใจของคุณโบยบินและล่องลอยไปเพ่ือค้นหา
ความสุขท่แี ทจ้ ริงอกี ด้วย ความสุขท่ีมนุษย์มกั หลงลืม

อันความคดิ มนุษย์น้นั ลว้ นแตกต่าง มผี ิดบา้ งถกู บ้างเปน็ นสิ ยั
เราจงึ ต้องรับฟงั อย่างเข้าใจ หลอมรวมใหใ้ จเปน็ หน่ึง พหวุ ัฒนธรรม

พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉัน ๑๒๗

๑๒๘ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

ห้วงเวลาแห่งความสขุ

นางสาวมุสลหี ม๊ะ จาวะมาลา
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๕ โรงเรยี นร่มเกลา้

อำ� เภอยงี่ อ จงั หวดั นราธิวาส

“ย่ีงอ” ชื่อนี้คืออ�ำเภอของฉัน อ�ำเภอท่ีเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเช้ือชาติ
ศาสนา มาอยรู่ ว่ มกนั คอยชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ไปมาหาสกู่ นั บอ่ ย ๆ ๙๐ เปอรเ์ ซน็ ต์
ของทนี่ เี่ ปน็ คนไทยมสุ ลมิ และอกี ๑๐ เปอรเ์ ซน็ ตเ์ ปน็ คนไทยพทุ ธกบั คนไทยเชอ้ื สายจนี
ก่อนวันถือศีลอดเม่ือเดือนรอมฎอนท่ีผ่านมา เสียงน้องชายของฉันเอ่ยถาม
อาบี (พ่อ) ว่า
“พร่งุ นีเ้ ดะตอ้ งปอซอหรอื ครบั ”
“ปอซอ” ก็คือการถือศีลอด หรือที่รู้จักกันดีว่า “การบวช” นั่นเอง
ซ่งึ ในทุก ๆ ปีจะมีหนึง่ เดอื นที่ชาวมสุ ลิมต้องถือศลี อด เวน้ แต่สตรที ีม่ ีประจ�ำเดอื น
“ใช่แล้วลูก ตอนนี้เดะไปนอนได้แล้วนะครับ เด๋ียวหัวรุ่งอาบีจะไปปลุก
ใหต้ ื่นมากินซาโฮร”
“ซาโฮร” คือการตื่นขึ้นมากินอาหารเพ่ือเตรียมพร้อมส�ำหรับการถือศีลอด
ในตอนกลางวัน การตื่นมากินซาโฮรนั้น ปกติแล้วจะตื่นกันประมาณตีสามครึ่ง
แตต่ อ้ งกินก่อนได้ยินเสยี งอาซานวักตูซุบฮิ
เมอื่ ถงึ เวลา อาบกี ม็ าปลกุ ฉนั กบั นอ้ งใหต้ นื่ มากนิ ซาโฮร กลน่ิ อาหารลอยมาถงึ
หอ้ งนอนของฉนั อาบแี ทบจะไมต่ อ้ งปลกุ อะไรมากมาย ฉนั กพ็ รอ้ มเดง้ ตวั ขน้ึ จากทนี่ อน
ทันที เมอื่ รับประทานอาหารเสร็จเรยี บร้อยแลว้ ก็รอเวลาละหมาดซบุ ฮิเลย
พระอาทิตย์ส่องแสงออกมา ถึงเวลาท่ีฉันกับน้องต้องไปโรงเรียนแล้ว เช้านี้
ไม่เหมือนกับเช้าวันก่อน ๆ ร้านของอาม่าหน้าบ้านที่ปกติจะออกมาขายซาลาเปา
ต้งั แตเ่ ชา้ ตรู่ แตว่ นั นี้กลับไม่มวี ี่แววของอาม่าเลย
อาบีไปส่งฉันกับน้องที่โรงเรียน ฉันไม่ได้เรียนในตัวเมือง โรงเรียนของฉัน
ตงั้ อยบู่ นเนนิ เขา ทโ่ี รงเรยี นกม็ แี ตน่ กั เรยี นมสุ ลมิ แตค่ ณุ ครทู ม่ี าสอนมที ง้ั คณุ ครมู สุ ลมิ
และคุณครูไทยพุทธ ตลอดท้ังวันท่ีโรงเรียนไม่มีใครเอาขนมมากินให้เห็นเลย แม้แต่
คุณครูไทยพุทธยังยอมอดอาหารกลางวัน เพ่ือปฏิบัติตัวให้เหมือนกับนักเรียนและ
คณุ ครสู ว่ นใหญ่

พหุวัฒนธรรมบา้ นฉัน ๑๒๙

หลังเลกิ เรียน อาบีกม็ ารับฉันกลับบ้านเหมือนเดมิ เมอื่ ออกจากโรงเรยี นเข้าสู่
ตัวเมืองยี่งอแล้ว สองข้างถนนเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดที่พ่อค้าแม่ค้า
ออกมาขายกันในช่วงเย็น มีทั้งกับข้าวมากมายหลายอย่าง มะตะบะและของหวาน
หลากหลายชนดิ พอ่ จอดรถขา้ งทางเพอ่ื ลงไปซอื้ ของสำ� หรบั เปดิ บวช ฉนั กบั นอ้ งรออยู่
ในรถ ผู้คนมากมายออกมาซื้อกัน ไม่ใช่แค่มุสลิมเท่านั้น ชาวไทยพุทธและชาวไทย
เชื้อสายจีนที่อยู่ละแวกนั้นก็ออกมาซ้ือด้วยเช่นกัน บรรยากาศตอนนั้นช่างอบอุ่น
เหลอื เกนิ แม้จะดูว่นุ วาย แตร่ อยยิ้มทีผ่ ู้คนส่งให้กนั นน้ั ช่างสวยงามเหลอื เกิน
กลับมาถึงบ้านก็เห็นมา (แม่) ก�ำลังจัดโต๊ะอาหารส�ำหรับเปิดบวชอยู่
อาหารที่อาบีแวะซื้อเม่ือกี้ถูกจัดใส่จานวางรวมกันน่ารับประทาน บนเตาแก๊สก็มี
แกงเลียงที่มาท�ำก�ำลังเดือดปุด ๆ เม่ือแกงเลียงหม้อนั้นสุกได้ที่แล้ว มาก็ตักใส่ชาม
ใบหนง่ึ แล้ววานให้ฉนั เอาไปให้ปา้ ข้างบา้ นซ่งึ เป็นคนไทยพทุ ธวัยห้าสบิ กวา่ ๆ ปา้ ดกี บั
ครอบครัวเรามาก และครอบครัวเราก็ดีกับป้าเช่นกัน ฉันเดินไปท่ีบ้านของป้า
แล้วส่งแกงเลียงให้ ป้าขอบคุณฉัน แล้วเอามะตะบะที่ซ้ือมาจากข้างนอกให้
ฉันรับมาด้วยรอยย้ิมและไม่ลืมขอบคุณป้าด้วย ตอนน้ีใกล้ถึงเวลาเปิดบวชแล้ว
ทุก ๆ บ้านก�ำลังรอฟังเสียงอาซาน เม่ือได้ยินเสียงอาซานก็ได้เวลาเปิดบวช
พวกเราเร่มิ ต้นเปดิ บวชด้วยอินทผลมั แล้วตามดว้ ยอาหารอย่างอ่ืนท่ีเตรยี มไว้
กลางคืนเด็ก ๆ ก็จะออกมาเล่นกันนอกบ้าน ช่วงเดือนนี้กลางคืนจะมี
คนขายของเยอะเป็นพิเศษ มีท้ังส้มต�ำ ย�ำมาม่า ย�ำวุ้นเส้น ลูกช้ินปิ้ง และอ่ืน ๆ
อีกมากมาย ส�ำหรับเด็ก ๆ แล้วแน่นอนว่าอาหารเหล่านั้นเป็นของชอบอย่างมาก
สว่ นผใู้ หญก่ จ็ ะออกไปละหมาดตะรอเวยี ะหก์ นั ทมี่ สั ยดิ ซงึ่ จะมแี คป่ ลี ะเดอื นเดยี วเทา่ นนั้
เมื่อเดือนรอมฎอนผ่านไป เดือนเซาวาลก็มาถึง เดือนเซาวาลเป็นเดือน
แห่งการเฉลิมฉลองในวัน “อีฎ้ิลฟิตริ” ชาวมุสลิมทุกคนจะแต่งกายด้วยเส้ือผ้า
ท่ีหลากหลาย ผู้หญิงจะสวมชุดยูเบาะห์ ชุดกูรง ชุดบานง ส่วนผู้ชายก็ใส่ชุดโต๊ป
ชุดตือโละบลางอ ท่ีทั้งใหม่และสวยงาม เพื่อมาร่วมละหมาดฮารีรายอและพบปะ
กับเพื่อน ญาติพี่น้อง ไม่ใช่แค่ชาวมุสลิมเท่าน้ัน ชาวต่างศาสนาท่ีอาศัยอยู่ในพื้นท่ี
ก็ออกมาพบปะพดู คุยและกนิ ตูปะกันอยา่ งเอร็ดอร่อย

๑๓o พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉัน

ตะกรา้ สานใบน้ี

นางสาววรรณนิสา เจ๊ะนาแว
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๕ โรงเรียนรม่ เกล้า

อ�ำเภอยง่ี อ จังหวดั นราธวิ าส

นราธิวาส หรือเมอนารอ หรือมะนารอ หรือบางนรา หมายถึง “หอคอย
ท่ีปากน�้ำ” ฉันเกิดมาในปลายด้ามขวานในจังหวัดท่ีอยู่ใต้สุด ฉันเกิดมาในท่ีท่ี
หลายคนกลวั เกิดมาในถิน่ ทีม่ ีหลายศาสนา แต่พวกเราก็อยู่รว่ มกันไดอ้ ย่างสนั ติสุข
หลายคนคงคิดสินะว่า ฉันคงคุ้นชินกับเสียงปืนดังลั่นหรือเสียงระเบิด!
แต่ในฐานะทฉ่ี ันโตมาทน่ี ่ี ฉันขอยนื ยนั ไว้เลยวา่ นราฯ บ้านฉันมสี ง่ิ ทสี่ วยงามมากมาย
เช่น มีการละเล่นต่าง ๆ มีทั้งมโนราห์ หนังตะลุง รองเง็ง และอีกหลาย ๆ อย่าง
ความงามเหล่านี้คอื เอกลกั ษณข์ องเมอนารอ
จงั หวดั เมอื งงามด้ามขวานไทย ระบือไกลไปทัว่ ทกุ ถ่ินหลา้
มะนารอ ปัตตานี ศรียะลา รวมคณุ ค่าพหวุ ฒั นท์ ี่บา้ นเรา
สามัคคหี นงึ่ นีท้ ีม่ นั่ คง สะบดั ธงยดึ แนน่ ดั่งขนุ เขา
พัฒนาพาโลกด้วยมือเรา แหง่ ร่มเงาพระบารมพี อ่ หลวงไทย
ฉันคือเด็กสาวคนหน่ึงที่เติบโตมาในนราธิวาส ในอ�ำเภอเล็ก ๆ น่ันคือย่ีงอ
ฉันคุ้นชินกับการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา ทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างพี่น้อง
มีทัง้ ศาสนาพทุ ธ ศาสนาอิสลาม และคนไทยเชื้อสายจนี
ในหมู่บ้านที่ฉันอยู่ มีลุงคนหน่ึงเป็นคนไทยเชื้อสายจีน คนในละแวกนั้น
จะเรียกกันว่า “อาแป๊ะ” อาแป๊ะเปิดร้านขายของช�ำรวมไปถึงของเล่นที่เด็ก ๆ
ตา่ งกช็ อบ เด็กส่วนมากมักจะไปซ้อื กนั ท่ีร้านของอาแป๊ะ เดก็ ๆ ทไี่ ปซ้ือจะได้รอยยม้ิ
ของอาแป๊ะมอบกลบั มา รอยย้มิ นน้ั ฉนั คุน้ ชนิ มาต้งั แตเ่ ดก็ ๆ
อาแป๊ะคือชายวัยกลางคนที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ให้เกียรติและมีความรัก
ต่อเด็ก ๆ มุสลิมเหมือนกับว่าเป็นญาติพี่น้อง รอยยิ้มของอาแป๊ะเต็มไปด้วยความรัก
ความเก้ือกูล ความผูกพัน ฉันเห็นรอยย้ิมน้ันแล้วก็รู้สึกต้ืนตัน ฉันรู้สึกได้ถึง
ความแตกตา่ งแตก่ ไ็ ม่อาจแตกแยกของคนในชมุ ชนย่ีงอ

พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉัน ๑๓๑

๑๓๒ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

ฉันอดยิ้มไม่ได้เม่ือผ่านร้านของอาแป๊ะ เป็นร้านท่ีอยู่ในความทรงจ�ำ
ของเด็กทุกคนในยี่งอ รวมถึงฉันด้วยท่ียังคงเก็บความทรงจ�ำนี้ไว้เสมอ และเผลอย้ิม
ตลอดเม่ือนึกถงึ
เรอื่ งทนี่ า่ ประทบั ใจของฉนั ไมไ่ ดจ้ บเพยี งแคน่ ี้ ชมุ ชนฉนั เวลามงี าน “วาลมี ะห”์
หรอื งานแตง่ ทภี่ าษาถน่ิ เรยี กวา่ “มาแกปโู ละ” เวลามงี านวาลมี ะหข์ องบา้ นใดบา้ นหนง่ึ
หมบู่ า้ นฉนั จะวนุ่ วายเปน็ พเิ ศษ ทกุ คนตา่ งกม็ าชว่ ยกนั คนละไมค้ นละมอื โดยแบง่ หนา้ ท่ี
ต่าง ๆ กัน
ส่ิงที่ฉันดูแล้วปลื้มเป็นพิเศษ คือภาพของป้า ๆ ลุง ๆ ท่ีต่างศาสนากับเรา
พวกทา่ นมาชว่ ยงานดว้ ยความสมคั รใจและยนิ ดี แตล่ งุ ๆ ปา้ ๆ กจ็ ะชว่ ยกนั ตามขอบเขต
ทศ่ี าสนากำ� หนดไว้ พวกปา้ ๆ มกั จะอยใู่ นแผนกลา้ งจานหรอื คอยบรกิ ารนำ�้ ไมส่ ามารถ
ชว่ ยในแผนกปรงุ อาหาร
ทุกใบหน้าของคนท่ีมาช่วยงานเต็มไปด้วยรอยย้ิม ภาพที่คนต่างศาสนา
มาช่วยกัน เปน็ สงิ่ ทน่ี า่ จดจำ� และน่าประทบั ใจ บ่งบอกถึงการอยู่รว่ มกันดว้ ยความรัก
และเกื้อกูล ช่วยเหลือกันในยามมีปัญหา พ่ึงพาอาศัยกันแบบพ่ีน้อง เป็นมิตรภาพ
ทา่ มกลางความแตกตา่ ง
ทุก ๆ ภาพ ทุก ๆ ความทรงจ�ำ ฉันสัมผัสได้ถึงความรักและการเก้ือกูลกัน
ในชมุ ชน ในอำ� เภอ ในจงั หวดั แหง่ นเี้ ตม็ ไปดว้ ยรอยยมิ้ ของความสขุ แมม้ คี วามแตกตา่ ง
แตไ่ มอ่ าจแตกแยก เปรยี บเสมอื น “ตะกรา้ สาน” ทมี่ าจากคนละทกี่ นั แตม่ าอยดู่ ว้ ยกนั
อย่างสวยงาม ส่ิงของบางอย่างเม่ืออยู่โดดเดี่ยวไม่อาจเกิดความงามได้ จนกว่ามาอยู่
รวมกันจึงจะเกิดความสวยงาม และตะกร้าสานใบนี้ยังสามารถบรรจุความรัก
ความปรองดอง ความสามัคคี และความเกอ้ื กูลเอาไว้อกี ดว้ ย

พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉัน ๑๓๓

๑๓๔ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

รวมใจเปน็ หน่ึงเดียว

นางสาวนรุ มา โตะบา
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ โรงเรยี นบาเจาะ

อำ� เภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

ฉนั เปน็ เดก็ ผหู้ ญงิ คนหนงึ่ ทน่ี บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม ตอนนฉี้ นั อาศยั อยใู่ นหมบู่ า้ น
แห่งหน่ึงท่ีมีชื่อว่า “ส้มป่อย” เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีไม่ก่ีหลังคาเรือน ในต�ำบล
กาเยาะมาตี อ�ำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มีล�ำธารไหลผ่าน รอบ ๆ หมู่บ้าน
เป็นสวนของฉันกับเพ่ือนบ้าน เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยธรรมชาติ
มเี พ่ือนบ้านท่นี ่ารักทุกคน แตล่ ะคนมีจิตใจงดงาม ชอบท�ำอาหารอร่อย ๆ ให้ฉันได้กิน
ในหมู่บ้านมีแค่ชาวไทยมุสลิมอย่างเดียว แต่ถ้าออกจากหมู่บ้านไปสักสามกิโลเมตร
ถงึ ตลาดแถวถนนใหญก่ จ็ ะเหน็ คนไทยพทุ ธและคนจนี จำ� นวนมากทกี่ ำ� ลงั จบั จา่ ยซอ้ื ขาย
ตามทอ้ งตลาด
เวลากลับจากโรงเรียน ฉันมักจะไปซ้ือขนมจากร้านเถ้าแก่ ซึ่งแน่นอนว่า
คนขายคือชาวจีนน่ันเอง คนจีนชอบพูดภาษายาวีกับฉันอยู่บ่อย ๆ ถึงจะไม่ค่อยชัด
แต่ฉันก็เข้าใจว่าเขาก�ำลังจะสื่อถึงอะไร ด้วยความท่ีเขาฟังคนมุสลิมพูดจนคุ้นหูว่า
คำ� ค�ำนีม้ ีความหมายวา่ อยา่ งไร ชาวจนี แถวบา้ นฉนั เกง่ มาก ๆ เขาเรยี นรูภ้ าษาของคน
มสุ ลมิ ได้อยา่ งรวดเรว็
ส่วนคนไทยพุทธมักจะเปิดร้านขายของช�ำบ้าง ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าบ้าง
ชาวไทยพุทธและคนจีนเป็นคนท่ีมีจิตใจดี เป็นมิตรกับชาวไทยมุสลิมทุกคน
อะไรท่พี วกเขาชว่ ยได้ก็จะช่วยเหลือทนั ที
เม่ือก่อนฉันมีเพื่อนที่เป็นชาวไทยพุทธด้วยแหละ.. เธอเป็นคนน่ารักมาก
จิตใจดี เข้ากับผู้คนได้ง่าย บ้านของเราอยู่ไม่ไกลกัน ครอบครัวของเธอก็ดีกับ
ครอบครัวของฉัน เวลาที่ฉันไปท่ีบ้านของเธอ แม่ของเธอชอบเสิร์ฟขนมช็อกโกแลต
กบั นำ้� สม้ อย่บู อ่ ย ๆ แมพ้ วกเราจะนบั ถอื ต่างศาสนากันกต็ าม
เพื่อนไทยพุทธคนนี้ชอบให้ฉันเล่าเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมในศาสนาอิสลาม
อยู่บอ่ ย ๆ ฉันก็เล่าใหเ้ ธอฟังทุกวัน จนเธอรจู้ ักวัฒนธรรมของอสิ ลามมากพอสมควร
ในเวลาที่บ้านของฉนั มงี าน เช่น งานเมาลิดินนบี หรือท่เี รียกอกี อยา่ งว่า “เมาะโละ”
ครอบครัวของฉันก็จะชวนเพื่อนบ้านมาร่วมงานด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือเพ่ือนท่ีเป็น
ชาวไทยพทุ ธนน่ั เอง เราทำ� อะไรหลาย ๆ อย่างดว้ ยกนั เข้ากนั ไดด้ ี

พหุวัฒนธรรมบ้านฉนั ๑๓๕

ฉันชอบถามอะไรหลาย ๆ เร่ืองท่ีเก่ียวกับศาสนาพุทธ เช่น การชิงเปรต
คืออะไร เพราะโดยส่วนตัวฉันเป็นคนที่ขี้สงสัยเอามาก ๆ เพ่ือนของฉันก็เล่าให้ฟัง
อยู่ตลอดในเร่ืองเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมของศาสนาว่าเป็นอย่างไร จนฉัน
ได้เรียนรอู้ ะไรหลาย ๆ อยา่ งในศาสนาอ่นื ทไี่ มเ่ คยรู้มากอ่ น
ณ ปัจจุบัน เพ่ือนของฉันก็ได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อ ถึงแม้ว่า
เราจะไม่ไดอ้ ยู่ดว้ ยกนั แตพ่ วกเรากไ็ ด้สรา้ งความทรงจ�ำดี ๆ ไว้นกึ ถึงกัน เพอื่ นของฉนั
ชอบกล่าวประโยคนใ้ี ห้ฉันฟังอยู่เสมอ…
“ถึงเราจะต่างศาสนา แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะ
เราเขา้ ใจซงึ่ กันและกัน” พอพูดจบ เธอก็จะยม้ิ แฉ่ง แล้วทำ� หนา้ กวน ๆ ใส่ฉัน
ฉนั ชอบประโยคนม้ี าก มนั บง่ บอกอะไรไดห้ ลาย ๆ อยา่ ง ถงึ จะผา่ นมานานกวา่
สีป่ แี ลว้ แตฉ่ ันกย็ งั จำ� เพ่ือนคนน้อี ย่างดีไมเ่ คยลืม
วัฒนธรรมของแต่ละศาสนามีข้อแตกต่างกันไป คนไทยพุทธจะมีประเพณี
วัฒนธรรมของตนเอง เช่น การไปท�ำบุญที่วัด ปล่อยปลา ชิงเปรต ลอยกระทง
เล่นสงกรานต์ และอีกมากมาย ส่วนประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยเช้ือสายจีน
มีวันเช็งเม้ง วันตรุษจีน เทศกาลกินเจ แห่พระลุยไฟ ฯลฯ ประเพณีวัฒนธรรมของ
ชาวไทยมุสลิมก็แตกต่างออกไปอย่างงานเมาลิดินนบี วันฮารีรายอ การกวนอาซูรอ
เปน็ ต้น
พวกเราอยู่โดยไม่แบ่งแยกศาสนา เพราะเราคือเพื่อนมนุษย์ในพื้นแผ่นดิน
เดียวกัน ถงึ จะต่างศาสนาแต่ก็อยู่ดว้ ยกนั ได้ เพราะเราเขา้ ใจซ่ึงกนั และกนั

๑๓๖ พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉัน

ความต่างที่เข้ากันได้

นางสาวขนิษฐา มนิ ทการ
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรยี นตากใบ

อำ� เภอตากใบ จังหวดั นราธิวาส

จังหวัดนราธิวาสตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีชายแดนติดกับประเทศ
มาเลเซีย เป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความงดงาม มากด้วยศิลปะ
และวัฒนธรรม แต่หลายคนคิดว่าจังหวัดนราธิวาสน่ากลัว เพราะมีเหตุการณ์
ความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่บ่อยคร้ัง แต่ที่จริงแล้วจังหวัดนราธิวาสไม่ได้น่ากลัวอย่าง
ที่หลายคนคิด
ฉันเป็นเด็กผู้หญิงคนหน่ึงท่ีเกิดและเติบโตที่บ้านโคกยาง ต�ำบลพร่อน
อ�ำเภอตากใบ จงั หวดั นราธิวาส ฉนั นับถือศาสนาพุทธ เป็นลกู ของชาวนา พอ่ และแม่
ประกอบอาชีพทำ� นา ท�ำสวน ท�ำไร่ บ้านของฉันฐานะปานกลาง ไม่ถึงกบั จนแตก่ ไ็ ม่ถึง
กับรวย คนในหมู่บ้านของฉันมีทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ส่วนใหญ่จะประกอบ
อาชพี ทำ� นา ทำ� สวน ท�ำไร่ คลา้ ย ๆ กนั ชวี ิตของฉนั ในชว่ งวัยเดก็ สนุกมาก ฉนั ชอบ
ตามพ่อแม่ไปเลน่ กับเพอ่ื น ๆ ที่ท่งุ นา
วนั หนงึ่ ฉนั สะดุ้งต่ืนแต่เชา้ ตรู่ เพราะมเี สียงกระซิบข้างหูวา่
“แมก่ บั พอ่ ไปไถนากอ่ นนะลูก”
เมอื่ ไดย้ นิ เสยี งทแี่ มก่ ระซบิ ฉนั กม็ คี วามรสู้ กึ อยากจะตามพอ่ กบั แมไ่ ปทงุ่ นาดว้ ย
แม่ยงั พูดตอ่ อีกวา่ “วนั นอ้ี ากาศน่าจะรอ้ น นอนอยู่บ้านเถอะนะลูก เด๋ียวจะ
ไม่สบายเอา”
แต่ฉันกลบั ลุกนั่ง แล้วร้องไห้งอแง เพราะอยากไปเลน่ กับเพ่ือนที่ทุง่ นา
สดุ ทา้ ยแลว้ แมก่ พ็ าฉนั ไปดว้ ยเพราะความสงสาร ฉนั เดนิ ตามหลงั พอ่ กบั แมไ่ ป
ทุ่งนาด้วยความร่าเริง พอถึงทุ่งนา ฉันก็ได้เจอกับเพื่อน ๆ ท้ังที่นับถือศาสนาอิสลาม
และนับถือศาสนาพุทธ เราทุกคนตามพ่อแม่มาทุ่งนาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน คือมา
เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน ฉันยังจ�ำภาพที่พวกเราเล่นด้วยกันอย่างมีความสุขได้ดี
เป็นภาพในวยั เดก็ ทีฉ่ นั ประทับใจมาก
ตอนน้ีฉันก�ำลังเรียนอยู่ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ท่ีโรงเรียนมีทั้งนักเรียน
ที่นับถือศาสนาพุทธและนับถือศาสนาอิสลาม ฉันมีเพื่อนที่สนิทอยู่หลายคน
แนน่ อนวา่ ฉนั กม็ เี พอ่ื นสนทิ เปน็ มสุ ลมิ ดว้ ย เพอื่ นคนนเี้ ปน็ คนนสิ ยั ดี เปน็ มติ รกบั ทกุ คน

พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉัน ๑๓๗

๑๓๘ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

เราสนิทกันมาก มีอะไรก็เล่าให้กันฟัง ปรึกษากันทุกเร่ือง เราไม่เคยทิ้งกันในวันท่ี
เดือดรอ้ น
จากความสนุกสนานในวัยเด็กท่ีวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ในทุ่งนา จนถึงมิตรภาพ
ของเพอ่ื นสนทิ ในวนั น้ี ทำ� ใหฉ้ นั ไดเ้ รยี นรวู้ า่ แมเ้ ราจะนบั ถอื ศาสนาตา่ งกนั มปี ระเพณี
วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน แต่ความแตกต่างน้ี ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเป็นเพ่ือน
ของเราเลย เพราะเราอยู่กันด้วยความเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ให้เกียรติ
ซึง่ กันและกัน เราจึงอยู่รว่ มกันไดอ้ ย่างมคี วามสุข

พหวุ ัฒนธรรมบ้านฉนั ๑๓๙

๑๔o พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

โลกใบใหม่

นางสาวปรีณา แซห่ ลี
ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรยี นมัธยมสไุ หงปาดี

อำ� เภอสุไหงปาดี จังหวดั นราธวิ าส

ก้าวแรกทีเ่ ปลยี่ นชวี ติ เปลีย่ นความคิด เปล่ียนทศั นคติ
เด็กหญิงคนหนึ่งยืนหนั หนา้ มองโรงเรยี นท่มี ีขนาดกลาง และพดู กับตวั เองวา่
“นห่ี รอื โลกใบใหม่ของฉนั ”
กา้ วแรกทส่ี ามารถเปลยี่ นทกุ ๆ อยา่ งของเดก็ ผหู้ ญงิ คนนี้ ซงึ่ กค็ อื “ตวั ฉนั เอง”
ฉันมองเข้าไปในโรงเรียนทม่ี เี ดก็ ๆ มากมายวงิ่ เลน่ กันอยู่ ดวู ุน่ วาย แตก่ ก็ ลบั
มรี อยย้มิ มีเสยี งหัวเราะ
ฉนั เขา้ ไปในโรงเรยี น ความรสู้ กึ แรกคอื ฉนั ไมเ่ ขา้ ใจวา่ “ทำ� ไมมนี กั เรยี นผหู้ ญงิ
บางคนใสผ่ ้าคลุมสขี าว” เหตทุ ฉี่ ันไมร่ เู้ รื่องแบบนี้ เพราะวา่ ฉนั ย้ายมาจากอำ� เภอเมอื ง
เข้ามาอยู่ในอ�ำเภอเล็ก ๆ ซ่ึงเป็นอ�ำเภอที่ท�ำให้ฉันได้รู้จักถึงความหลากหลาย
ความแตกต่าง
ฉนั เลอื กทจี่ ะเขา้ ไปหาเพอ่ื นคนหนง่ึ แนน่ อนวา่ เธอเปน็ เดก็ หญงิ ชาวไทยมสุ ลมิ
และฉนั เปน็ เดก็ หญิงชาวไทยพุทธ ฉันเลอื กที่จะชวนเธอพดู คุย ถามถึงศาสนาของเธอ
และเราไดแ้ ลกเปลยี่ นความรซู้ งึ่ กนั และกนั จงั หวะนนั้ แหละทฉี่ นั สมั ผสั ไดถ้ งึ ความอบอนุ่
ท่เี ธอมีใหฉ้ ัน ความอบอุ่นท่ที ุก ๆ คนมีใหก้ ัน
ฉันได้มีโอกาสไปเข้าค่ายเกี่ยวกับพหุวัฒนธรรม มีเยาวชนในอ�ำเภอเดียวกัน
และต่างอ�ำเภอมาเข้าค่ายในครั้งนี้ ทุก ๆ คนดูสนุกสนาน ฉันและเพ่ือนได้น่ังร่วมวง
กับคนอื่น ๆ ที่มีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ทุกคนไม่ได้แบ่งแยกศาสนา
และทกุ คนสามารถพูดคุยแลกเปลยี่ นความรกู้ นั ผ่านเรอื่ งเล่าต่าง ๆ นานา
ฉันและเพื่อนสนิทกันมาก มากจนหลายคนสงสัยหรือแปลกใจว่า ท�ำไม!
ฉันและเพ่ือนถึงสนิทกันได้ขนาดนี้ เรามีอะไรที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา
ความคิด ความเช่ือ วัฒนธรรมประเพณี แต่เราเลือกท่ีจะอยู่ด้วยกันโดยให้เกียรติกัน
เข้าใจกัน ถึงแตกตา่ งแตเ่ ราก็ไม่แตกแยก
วนั น้ี วนั ท่ที ำ� ใหฉ้ ันค้นพบโลกใหม่

พหุวฒั นธรรมบ้านฉัน ๑๔๑

๑๔๒ พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั

แตกตา่ งแตไ่ ม่แตกแยก

นางสาวซาฮสั รา เจ๊ะดาโอะ
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ โรงเรยี นเวียงสวุ รรณวทิ ยาคม

อ�ำเภอแว้ง จงั หวดั นราธวิ าส

“...ฟางเสน้ นั้นคอื หัวใจ ความหว่ งใยซ่ึงกนั ความผูกพนั ของไทยให้ไทย
ไม่มชี าตเิ ชอ้ื และชั้นชนมากนั้ เราไว้ รวมใจคนไทยเราพี่น้อง...”
(จากบทเพลง สานใจไทย สใู่ จใต)้

ฉันอาศัยอยู่ในหมู่บา้ นเล็ก ๆ แห่งหน่ึงทีม่ ีชอื่ ว่า บ้านไมฝ้ าด ตำ� บลกายูคละ
อำ� เภอแวง้ จังหวัดนราธิวาส ภายในหมูบ่ ้านของฉันมที ง้ั คนท่นี บั ถือศาสนาอิสลามและ
ศาสนาพุทธ มีคนจีนเป็นส่วนน้อย มีสถานที่ต่าง ๆ เช่น มัสยิด วัด และสุสานจีน
เปน็ หมบู่ า้ นทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยรอยยิม้ และความสขุ
ทุกคนในหมู่บ้านให้เกียรติกันและกัน มีน้�ำใจ ช่วยเหลือกัน ฉันรู้สึกว่า
ความแตกตา่ งน้ันไมใ่ ช่ความแตกแยก แตเ่ ป็นความหลากหลายมากกว่า
ตอนเด็ก ๆ ที่ฉันยังเรียนอยู่ช้ันประถมศึกษา ฉันเคยสงสัยว่าท�ำไมเขาไม่ใส่
ผ้าคลุมเหมือนเรา? ท�ำไมเขาถึงไม่ละหมาด? ท�ำไมเขาถึงไปเล่นน้�ำกันในช่วงเดือน
เมษายน? และท�ำไมเขาถึงกนิ แต่ผกั ไม่กนิ เนื้อ?
ฉันได้ถามแม่เก่ียวกับข้อสงสัยที่ติดอยู่ในใจ แม่ได้ให้ค�ำตอบว่า...เรื่องราว
ทกุ อยา่ งเกดิ จากความเชอ่ื ความศรทั ธาของแตล่ ะศาสนา และแมย่ งั บอกอกี วา่ ....ถงึ เรา
จะต่างกันที่ศาสนา แต่ความเป็นมิตรต่อกันท�ำให้เรารู้สึกและสัมผัสได้ถึงความในใจ
แม้วา่ จะนับถอื ศาสนาใดกต็ าม แต่ทกุ ศาสนามคี �ำสอนท่คี ลา้ ยคลงึ กนั สอนใหเ้ ปน็ คนดี
กระทำ� แตส่ ง่ิ ดี ๆ ละเว้นความชั่ว
ค�ำพูดของแม่ในวนั น้ัน ท�ำใหฉ้ ันเขา้ ใจและได้เรยี นรูจ้ นถึงทกุ วนั นี้
ในหมู่บ้านของฉัน ไม่ว่าท่ีบ้านใครมีงานอะไรก็ตาม ก็จะเชิญชวนเพ่ือนบ้าน
มาร่วมงานด้วยเสมอ อย่างเช่นคร้ังท่ีบ้านของฉันท�ำขนมอาซูรอ ก็ได้เชิญชวน
พี่ ๆ น้อง ๆ และเพื่อนบ้านมาร่วมกันท�ำ เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เม่ือท�ำเสร็จก็ร่วม
รบั ประทานดว้ ยกนั อยา่ งมคี วามสขุ บางคนกน็ ำ� กลบั ไปรบั ประทานทบี่ า้ น พอฉนั นกึ ถงึ
เหตุการณ์นน้ั แลว้ ทำ� ใหฉ้ ันรสู้ ึกผูกพนั และมคี วามสุขทไี่ ด้เห็นความรกั ทคี่ นในหมบู่ า้ น
มตี ่อกนั

พหวุ ัฒนธรรมบ้านฉนั ๑๔๓

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลใด เราทุกคนก็ร่วมกันจัดร่วมกันท�ำไปด้วยรอยย้ิมและ
ผกู มัดใจเปน็ หนึง่ เดยี วกัน อยรู่ ว่ มกันได้อย่างสันตสิ ขุ
ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้เป็นส่วนหน่ึงของการอยู่ร่วมกัน
ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน รู้จักวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายและสวยงาม ท�ำให้ฉัน
ได้เข้าใจความเปน็ อยูแ่ ละวิถีชีวติ ของผู้คนในแตล่ ะศาสนามากยง่ิ ข้นึ
ถงึ แมเ้ ราจะแตกตา่ งทศี่ าสนา แต่เราก็คือคนไทยทุกคน

๑๔๔ พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉัน

โครงการคา่ ยเยาวชนพหวุ ฒั นธรรมจงั หวดั นราธิวาส
กิจกรรมคา่ ยเยาวชนสานฝันนกั เขยี น “พหวุ ัฒนธรรมบ้านฉัน” รุน่ ที่ ๑
ระหว่างวนั ที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ณ โรงแรมตันหยง ต�ำบลบางนาค อ�ำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธวิ าส

พหวุ ฒั นธรรมบ้านฉนั ๑๔๕

โครงการคา่ ยเยาวชนพหวุ ัฒนธรรมจังหวดั นราธวิ าส
กิจกรรมค่ายเยาวชนสานฝันนักเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉนั ” รนุ่ ที่ ๒
ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๖๑
ณ โรงแรมตันหยง ต�ำบลบางนาค อ�ำเภอเมืองนราธวิ าส จังหวดั นราธิวาส

พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉนั

บางสว่ นของความรสู้ ึกจากการเข้าคา่ ย
กจิ กรรมค่ายเยาวชนสานฝนั นกั เขยี น “พหุวฒั นธรรมบ้านฉนั ”

โครงการค่ายเยาวชนพหวุ ัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส

...หนูมีความสุขและภูมิใจที่ได้มาร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนสานฝัน
นักเขียน “พหุวัฒนธรรมบ้านฉัน” ท�ำให้หนูได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ
การจินตนาการ การเขียนความเรียง และการเขียนกลอนสี่ แม้ในวัน
สุดท้ายของค่ายหนูก็ยังได้รู้เรื่องการอ่านเพื่อการเขียน ได้รู้จักหนังสือ
นทิ าน ทำ� ใหห้ นรู สู้ กึ อยากอา่ นหนงั สอื มากขนึ้ กวา่ ทเ่ี คย และอยากเขยี น
หนงั สือ หนจู ะนำ� ความรูเ้ หล่านไี้ ปปฏบิ ัติใหไ้ ด้มากท่ีสดุ …

เดก็ หญงิ อาอีซะฮ์ สามอ ป.๖ โรงเรยี นบ้านยะบะ (อุปการวทิ ยา)

...ค่ายนี้สอนหนูตั้งหลายอย่าง เช่น ความสามัคคี การท�ำงานร่วมกัน
และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ท�ำให้หนูรู้จักการรักใคร่ปรองดอง
ซึ่งกันและกัน หนูได้เพื่อนใหม่มาหลายคนเลย และหนูดีใจท่ีได้เจอ
วทิ ยากรดี ๆ ที่มปี ระสบการณ์มาเยอะ…

เด็กหญงิ อสั ลนิ ดา สะอะ ป.๕ โรงเรยี นบ้านแว้ง

...ค่ายนี้ท�ำให้หนูตรงต่อเวลา เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ และท�ำให้
หนมู ใี จทอี่ ยากเปน็ นกั เขยี น ตอ้ งขอขอบคณุ สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั
นราธิวาส ที่ท�ำให้หนูไดม้ าค่ายนี…้

เดก็ หญงิ ยาสมนี บินเจะ๊ โซ๊ะ ป.๖ โรงเรียนแหลมทองวทิ ยา

พหุวฒั นธรรมบา้ นฉนั

...หนูรสู้ ึกภมู ิใจที่ครั้งหนึง่ หนูไดเ้ ข้าค่ายทีด่ แี ละมคี ุณคา่ มากแบบน้ี ค่ายนี้
ท�ำใหห้ นรู ู้จกั และภูมิใจกับคำ� วา่ “พหุวฒั นธรรม” หนูจะไม่มวี ันลมื คา่ ยนี้
จะจดจำ� เพ่ือเปน็ ความทรงจำ� ทดี่ ตี ลอดไป...

เดก็ หญิงโนรฮุสนา สะอิ ม.๓ โรงเรยี นเวยี งสวุ รรณวทิ ยาคม

…ฉันได้อะไรมากมายเก่ียวกับการมาค่ายแห่งนี้ ท้ังการอยู่ร่วมกันเป็น
พหุวัฒนธรรม มิตรภาพกับครูและเพ่ือนต่างโรงเรียน และที่ส�ำคัญ
ได้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเขียนท่ีดี เพื่อจะน�ำไปปรับใช้
ในอนาคต...

นางสาวบลิ กสิ จเิ หม ม.๔ โรงเรยี นอตั ตรั กียะหอ์ สิ ลามียะห์

...การมาค่ายคร้ังนี้รู้สึกมีความสุขมาก เพราะป้า ๆ ลุง ๆ วิทยากรเป็น
กนั เอง อารมณด์ ี รา่ เริง เพอื่ น ๆ กด็ ี เขา้ กบั เราไดง้ า่ ย ทำ� ใหก้ ารมาคา่ ย
ครั้งนร้ี สู้ กึ อบอุ่นมาก อยดู่ ้วยกนั แบบครอบครัว ชว่ ยเหลอื กนั ตลอดคา่ ย
ท�ำให้เราดูเหมือนครอบครัวใหญ่ ๆ ครอบครวั หนึง่ …

นางสาวนิชานันทน์ จันสที า ม.๔ โรงเรียนตากใบ

...โครงการดี ๆ แบบนี้จะเกิดข้ึนไม่ได้เลยถ้าไม่มี “ส�ำนักงานวัฒนธรรม
จังหวัดนราธิวาส” ฉันดีใจท่ีได้เป็นส่วนหนึ่งของค่ายนี้ ถึงจะเป็นส่วน
เลก็ ๆ แต่ความรู้ทฉ่ี ันได้รบั กลับไปมีมากมาย...

นางสาวปรณี า แซ่หลี ม.๔ โรงเรยี นมัธยมสุไหงปาดี

....หนปู ระทบั ใจคา่ ยนม้ี าก รสู้ กึ ถงึ ความผอ่ นคลาย ไมก่ ดดนั หนไู ดร้ บั อะไร
หลาย ๆ อยา่ งจากคา่ ยน้ี รสู้ ึกมแี รงบนั ดาลใจทีจ่ ะอ่านและเขียนหนงั สือ...

นางสาวซาฟารีนา ยโู ซะ๊ ม.๕ โรงเรียนเวียงสวุ รรณวิทยาคม

พหวุ ัฒนธรรมบา้ นฉนั

คณะผูจ้ ดั ทำ�

นางอุษณีย์ ธุวโชต ิ วฒั นธรรมจงั หวัดนราธิวาส
นางไพฤดี บัวสวา่ ง นักวชิ าการวัฒนธรรมชำ�นาญการพเิ ศษ
นางสาวแวซยั นะห์ แวมซู อ นักวิชาการวัฒนธรรมชำ�นาญการพิเศษ
นางณัฏฐณชิ า กุยรมั ย ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำ�นาญการพิเศษ
นางสภุ ัทรา ศรวี ิไล นกั วิชาการวัฒนธรรมชำ�นาญการ
นางพรทิพย์ น้อยสร้าง นักวิชาการวัฒนธรรมชำ�นาญการ
นายฐิติ รตั นวงศ ์ นกั วชิ าการวัฒนธรรมชำ�นาญการ
นายอุทิศ อินทร์แก้ว นกั วิชาการวฒั นธรรมชำ�นาญการ
นายอนุชา ลอื แมะ นกั วชิ าการวฒั นธรรมชำ�นาญการ
นางซารีนา ดอื เร๊ะ นักวิชาการวัฒนธรรมชำ�นาญการ
นางสาวนุสรา บัวซมิ นกั จดั การงานทั่วไปชำ�นาญการ
นางสโรชา พนิตกมล นักวชิ าการเงนิ และบัญชชี ำ�นาญการ
นางสาวรัชฎาภรณ์ ชว่ ยสขุ นกั จดั การงานทั่วไปปฏิบัตกิ าร
นางสาวเจนจริ า ยาประจนั นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ัตกิ าร
นางสาวอาภัสสร ศรใี ส นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบตั กิ าร
นางสาวอนิสา ขุนพรหม นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏบิ ตั ิการ
นายอัสนาวี บกู ุ นกั วิชาการวัฒนธรรมปฏบิ ตั กิ าร
นายคณติ พนิตกมล นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบตั กิ าร
นายสมมาตร เทพพรหม นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบตั ิการ
นายภทั รยทุ ธ กะสคิ ุณ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ
นางสาวตอยญบี ะห์ ยูโซะ๊ นกั วชิ าการวฒั นธรรมปฏิบตั กิ าร
นางสาวฐติ พิ ร ณ ระนอง นกั วิชาการวฒั นธรรมปฏิบตั กิ าร
นางสาวดวงฤทัย บญุ กาญจน์ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏบิ ตั กิ าร
นางสาวจติ ราภรณ์ รชั ตสุนทราภรณ์ นักวชิ าการวัฒนธรรมปฏบิ ตั กิ าร
นางสาวสนุ ษิ า เตง็ สุวรรณ เจา้ หน้าทีบ่ ันทกึ ขอ้ มลู

พหวุ ฒั นธรรมบา้ นฉนั

ขอขอบคณุ

คณะวิทยากรคัดเลอื กผลงานเขียน
นายจำ�ลอง ฝ่ังชลจติ ร นกั เขยี นอสิ ระ
ศลิ ปินแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ สาขาวรรณศิลป์
นามปากกา จำ�ลอง ฝง่ั ชลจิตร
นายฉลอง โหลสกุล นักเขียนอสิ ระ
นามปากกา วรภ วรภา
นายนิพล รตั นพันธ์ ครชู ำ�นาญการพเิ ศษ โรงเรยี นบา้ นมะนงั กาหยี
นามปากกา สายธารสิโป
นายกันยต์ ิ ชนะคช นักเขียนอสิ ระ
นามปากกา กานติ ณ ศรทั ธา
ผศ.ดร.มาโนช ดนิ ลานสกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร ์
มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ
นามปากกา มาโนช นสิ รา
นางสาวพรทิพย์ รามสตู นกั เขียนอสิ ระ
นามปากกา ดวงแก้ว กัลยาณ์
นางสาวขวญั ตา ทวีสขุ อาจารย์คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏยะลา


พหวุ ัฒนธรรมบ้านฉัน


Click to View FlipBook Version