คำนำ
รายงานเลม่ นจี้ ดั ทาขึน้ เพอื่ เป็นสว่ นหน่ึงของรายวิชา นเิ วศวทิ ยาทางทะเลและการท่องเทีย่ วเชงิ วทิ ยา
เพื่อใหไ้ ด้ศึกษาหาความร้ใู นเรือ่ ง ระบบนิเวศทางนา้ ทะเลของไทย จงึ ไดจ้ ัดทารายงานเลม่ นข้ี ึ้นมา
ผจู้ ัดทาหวงั วา่ รายงานเล่มนจ้ี ะเป็นประโยชนก์ บั ผอู้ า่ น หรอื นกั เรยี น นกั ศกึ ษา ท่ีกาลงั หาขอ้ มลู เรอ่ื งนี้
อยู่ หากมขี อ้ แนะนาหรือขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผ้จู ัดทาขอนอ้ มรับไว้และขออภยั มา ณ ทนี่ ด้ี ว้ ย
ผ้จู ดั ทำ
วำ่ นฤดี พรมประเสริฐ
สำรบญั
หน้ำ
ระบบนิเวศทำงทะเล……………………………………………………………………………..3
ควำมสำคญั ของชำยฝั่งทะเลของประเทศไทย…………………………………………………….4
ระบบนิเวศป่ ำชำยหำด……………………………………………………………………………5
ควำมสำคญั ของป่ ำชำยหำด………………………………………………………………………6
ป่ ำชำยเลน………………………………………………………………………………………..7
ควำมสำคญั ของป่ ำชำยเลน……………………………………………………………………….8
ระบบนิเวศแนวปะกำรัง……………………………………………………………………………9
ควำมสำคญั ของระบบนิเวศแนวปะกำรัง………………………………………………………….10
ระบบนิเวศชำยฝั่ง คณุ คำ่ ทีก่ ำลงั ถกู ทำลำย………………………………………………………11
แนวทำงกำรแก้ปัญหำ…………………………………………………………………….........12
ระบบนิเวศทางทะเล
เป็ นระบบนิเวศที่มีขนำดใหญ่ที่สุดในโลก ของระบบนิเวศในแหล่งนำ้ ทุกชนิด ซึ่งรู้ จักกันดีใน
พืน้ ที่ มหำสมทุ ร, กลมุ่ ดนิ เคม็ และ เขตนำ้ ขนึ ้ -นำ้ ลง, ปำกแม่นำ้ และ ทะเลสำบนำ้ เค็ม, ป่ ำโกงกำง และ แนว
ปะกำรัง, ทะเลนำ้ ลกึ และ สตั ว์ทะเลหน้ำดิน สำมำรถเทียบได้กบั แหล่งนำ้ จืด ซ่งึ มีปริมำณเกลือเข้มข้นกว่ำ
ระบบนิเวศทำงทะเล ครอบคลมุ พืน้ ที่ 3 ใน 4 สว่ นของโลก ซงึ่ ถือได้ว่ำส่งิ มีชีวิตที่เป็ นพืชได้สนบั สนนุ กนั และกนั
กบั สตั ว์ ในทำงกลบั กนั เรำอำจจะมองเหน็ หว่ งโซอ่ ำหำรได้หลำกหลำยอยำ่ ง
ระบบนิเวศทำงทะเล มีควำมสำคัญมำกต่อสมดุลโดยรวมของนิเวศบนบก และในนำ้ ,ตำมที่
ศนู ย์วิจยั ทรัยำกรณ์โลก ได้ระะบวุ ่ำ เพียงบริเวณชำยฝั่งทะเลเพียงอยำ่ งเดียว มีปริมำณควำมหลำกหลำยทำง
ชีวภำพสงู ถึง 1 ใน 3 สว่ นของโลก (เช่น บงึ เกลอื หญ้ำทะเล ป่ ำชำยเลน) จดั อยใู่ นประเภทผ้ผู ลิตท่ีมีปริมำณ
มำกที่สุดในภูมิภำค,ในระบบนิเวศทำงทะเลอ่ืน ๆ เช่น แนวปะกำรัง ก็ยังเป็ นแหล่งที่อยู่ของส่ิงมีชีวิตอีก
มำกมำย
ควำมสำคญั ของชำยฝั่งทะเลของประเทศไทย
เป็นแหลง่ ทรัพยำกรอดุ มสมบรู ณ์มีคณุ คำ่ ด้ำนนิเวศวทิ ยำและเศรษฐกิจ อำทิเช่น ทรัพยำกร
ประมง แร่ธำตุ ป่ ำชำยเลน ปะกำรัง หญ้ำทะเล และสำหร่ำย
สว่ นด้ำนกำรพฒั นำทำงด้ำนเศรษฐกิจและสงั คม ได้แก่ กำรเกษตรกรรม กำรทำเหมืองแร่
กำรทอ่ งเที่ยว กำรอตุ สำหกรรมชมุ ชน กำรเพำะเลยี ้ งสตั ว์นำ้ ชำยฝั่ง กำรประมง ทงั้ ในระดบั พำณิชย์และ
พืน้ บ้ำน รวมทงั้ ด้ำนสนุ ทรียภำพ ได้แก่ หำดทรำย หำดหิน ทะเลสำบนำ้ เคม็ หน้ำผำริมทะเล ถำ้ ลอด และ
เกำะแกง่ ตำ่ ง ๆ
ระบบนิเวศป่ ำชำยหำด
สาหรับระบบนิเวศป่าชายหาดจะเป็นระบบนิเวศท่ีเกิดขึ้นเป็นพ้ืนที่ป่าแนวรอยต่อจากชายหาดท่ีระดับน้าทะเลท่วมถึง ข้ึนลึกมาบนผืน
แผ่นดินเป็นแนวเขตแนวป้องกันลมและป้องกันคลื่นทะเลในฤดูมรสุม รากของพืชในบริเวณแนวป่าชายฝั่ง เป็นตัวช่วยป้องกันการพังทลายของ
แผน่ ดนิ ตามแนวชายฝ่งั และขณะเดยี วกนั กย็ งั เป็นตัวกรองสารพษิ จากแผน่ ดนิ ไมใ่ ห้ไหลลงทะเลโดยตรง พืชพนั ธุ์ไม้ในบริเวณป่าชายหาด เป็นพืชที่
สามารถปรับตัวรับแรงลม ทนความกร่อยเค็มของไอทะเล ทนต่อสภาพความแหง้ แล้ง และต้องการน้าจืดไปเล้ียงลาต้นน้อย อาทิ สนทะเล เตย
ทะเล จิกทะเล สัตว์ที่อาศัยมีสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ตะกวด นกที่อาศัยทารังอยู่บนต้นไม้ เช่น เหยี่ยวทะเล ลิงแสม อาศัยอยู่ท้ังบนพื้นดิน
และบนตน้ ไม้ รวมทง้ั ปูบางชนิด เป็นต้น
ควำมสำคญั ของป่ ำชำยหำด
จะช่วยป้ องกันกระแสลมรุนแรงจำกท้องทะเลให้เบำบำงลง ทำหน้ำท่ีเป็ นหน่วยป้ องกันควำม
เสียหำยจำกคลื่นทะเล (อุทกภัย) และป้ องกันไม่ให้นำ้ จืดไหลลงท้องทะเลอย่ำงเกินไป อันจะเป็ นผลต่อ
ปริมำณควำมเคม็ ของนำ้ ทะเลบริเวณนนั้ แตก่ น็ ่ำหว่ งใยในสถำนกำรณ์ปัจจบุ นั ของป่ ำชำยหำดไทย เน่ืองจำก
กิจกรรมควำมรุ่งเรืองทำงธุรกิจกำรเกษตร กำรทอ่ งเที่ยวและกำรอตุ สำหกรรมบำงชนิด ได้สง่ ผลกระทบอย่ำง
กว้ำงขวำงมีกำรบกุ รุกพืน้ ทป่ี ่ ำชำยหำดเพื่อประกอบกิจกรรมดงั กลำ่ ว
ป่ าชายเลน
ป่ ำชำยเลนหรือที่คนทว่ั ไปรู้จกั กนั วำ่ “ป่ ำโกงกำง” เนื่องจำกชำวบ้ำนได้รับประโยชน์จำกกำรนำไม้โกงกำงไป
ทำฟื นและถำ่ น ซง่ึ โกงกำงเป็นพนั ธ์ุไม้หลำยชนิดหลำยตระกลู และมีพวกที่เป็นใบเขียวตลอดปี ขึน้ อยตู่ ำมชำยฝ่ังทะเล
ท่ีมีนำ้ ขนึ ้ สงู สดุ และท่ีลงต่ำสดุ ระบบนเิ วศป่ ำชำยเลนประกอบสำคญั 2 สว่ น คือ องค์ประกอบสว่ นท่ีเป็นโครงสร้ำง
ระบบนิเวศและสว่ นที่เป็นหน้ำที่หรือกิจกรรมของระบบนิเวศ
ควำมสำคญั ของป่ ำชำยเลน
เ ป็ น แ ห ล่ ง ท่ี มี ค ว ำ ม ห ล ำ ก ห ล ำ ย ท ำ ง ชี ว ภ ำ พ สูง ไ ด้ แ ก่ เ ป็ น ท่ี ร ว ม พัน ธ์ุ ไ ม้ ห ล ำ ย
ชนิด เช่น โกงกำง แสม เสม็ด ถวั่ ขำว โปรงหนู โปรงทะเล โปรงขำว โปรงแดง หยีทะเล เป็ ง ลำพูน
ลำแพน ฝำดดอกแดง พงั กำหวั สมุ ดอกแดง ฯลฯ มีสำหร่ำยซึ่งอย่อู ำศยั บริเวณลำต้น รำกหรือรำกอำกำศ
ของไม้ป่ ำชำยเลน เป็ นสำหร่ำยสีแดง สำหร่ำยที่อำศัยบริเวณโคลนเป็ นสำหร่ำยสีเขียวแกมนำ้ เงินและ
สำหร่ำยสีนำ้ ตำลบำงสกลุ
ระบบนิเวศแนวปะการัง
ปะการงั คอื สตั วท์ ะเลท่ีไม่มกี ระดกู สนั หลัง ทส่ี ามารถสร้างโครงสรา้ งหนิ ปนู แข็งข้ึนมาครอบคลมุ ตัวเอง โดยอาศัย
แคลเซียมจากน้าทะเล และแผข่ ยายออกไปเป็นกง่ิ กา้ นสาขาดว้ ยรูปทรงแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน ใหเ้ ปน็ แนวปะการงั อยใู่ ตท้ อ้ งทะเล
ประกอบดว้ ยส่ิงมีชวี ติ ตวั เล็ก ๆ นบั พนั ๆ ล้านตัวท่ีกวา่ จะเติบโตได้ 6-7 มม. น้นั ตอ้ งใชเ้ วลานานกว่า 1 ปี
แนวปะการงั คือ ระบบนเิ วศอยา่ งหน่ึงในทะเล สังคมของแนวปะการังประกอบด้วย สิง่ มชี ีวิตท่สี าคญั ทที่ าใหเ้ กดิ แนว
ปะการัง คอื ตัวปะการัง นอกจากนี้ยงั ประกอบดว้ ยสาหรา่ ยทะเลและสตั ว์ไม่มีกระดูกสันหลงั อ่ืน ๆ จานวนมาก แนวปะการงั เปน็
แหลง่ ที่มีความหลากหลายทางชวี ภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในทะเล
ควำมสำคญั ของระบบนิเวศแนวปะกำรัง
แนวปะกำรังที่พบในน่ำนนำ้ ไทยเป็ นแบบที่อย่ชู ิดติดฝั่ง หรืออย่หู ่ำงฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร กระจัด
กระจำยอยบู่ ริเวณชำยฝ่ังทะเลครอบคลมุ พืน้ ที่ประมำณ 12,000 ตำรำงกิโลเมตร ควำมสวยงำมและลกั ษณะ
สณั ฐำนใต้ทะเลแตกต่ำงกนั ไปในแต่ละพืน้ ที่ ซง่ึ หลำยแห่งเป็ นท่ีรู้จกั กนั เป็ นอย่ำงดี และสร้ำงชื่อเสียงจนติด
อนั ดบั 1 ใน 5 ของโลก ที่มีควำมสำคญั และคณุ ประโยชน์ต่อมนษุ ย์ พืช และสตั ว์ทะเล ดงั นี ้ เป็ นแหลง่ อำศยั
หลบซ่อนและขยำยพันธ์ุสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของทะเล เป็ นกำแพงป้ องกันชำยฝั่งพังทลำยจำก
คลื่น ลม พำยุ และกระแสนำ้ เป็ นบริเวณท่ีมีผลผลติ เบือ้ งต้นสงู สดุ แหลง่ หนึง่ ในทะเลและเป็ นแหลง่ ท่ีมำของ
วสั ดใุ นกำรกอ่ สร้ำง เชน่ ปนู ขำวและทรำย เป็นต้น
ระบบนิเวศชายฝั่ง คุณค่าทก่ี าลงั ถูกทาลาย
ประเทศไทยของเรำมีควำมอดุ มสมบรู ณ์ไปด้วยแหลง่ ทรัพยำกรทงั้ บนบกและในทะเล โดยเฉพำะ
ตลอดท้องทะเลท่ีมีพืน้ ท่ีประมำณ 350,000 ตำรำงกิโลเมตร และชำยฝั่งทะเลที่มีควำมยำวทงั้ สิน้ 2,614
กิโลเมตร นบั เป็นมรดกธรรมชำติอนั ทรงคณุ คำ่
ป่ ำชำยเลน ป่ ำชำยหำด ปะกำรัง หญ้ำทะเลและสำหร่ำยทะเลเป็นทรัพยำกรชำยฝั่งที่เคยมีอย่อู ย่ำง
อดุ มสมบรู ณ์ในประเทศไทย แตจ่ ำกกำรใช้อยำ่ งไมเ่ หมำะสม ประกอบกบั กำรเปล่ยี นแปลงของ
สภำพแวดล้อมชำยฝ่ัง ทำให้ปัจจบุ นั ทรัพยำกรเหลำ่ นีเ้ส่อื มโทรมลงจนอำจสญู สนิ ้ ได้
แนวทางการแก้ปัญหา
สาหรับแนวทางแก้ปัญหาน้ัน แม้ว่าทางภาครัฐจะได้พยายามเร่งทาการอนุรักษ์คุ้มครองระบบนิเวศชายฝั่งไทยเอาไว้
อย่างเต็มกาลังความสามารถ ได้แก่ การท่ีคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติได้มอบหมายให้กองจัดการคุณภาพน้ากาหนด
มาตรฐานคุณภาพน้าทะเลชายฝ่ังอีกด้วย เพราะให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีท่ีมีปัญหาเร่งด่วน
น้ัน การกาหนดคุณภาพน้าทะเลเพ่ือการสงวนรักษาธรรมชาติให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและการนาไปใช้ประโยชน์เพื่อ
การศึกษาวิจยั หรือสาธิตทางด้านวิทยาศาสตร์ทไี่ มก่ อ่ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงแก่สภาพแวดล้อม รวมไปถึงกิจกรรมท่ีใช้ประโยชน์จาก
ทัศนียภาพและความสวยงามตามธรรมชาติ หรือกิจกรรมท่ีเก่ียวกับการจัดการและการอนุรักษ์ท่ีไม่ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงแก่
สภาพแวดล้อม ตลอดจนการกาหนดคุณภาพน้าทะเลเพื่อการอนุรักษ์แหล่งปะการัง ประเภทที่ 3 คุณภาพน้าทะเลเพ่ือการ
อนุรักษ์แหล่งธรรมชาติอื่น ๆ นอกจากแหล่งปะการัง ได้แก่ ป่าชายเลน แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งแพร่พันธุ์ แหล่ง
อนบุ าลตวั อ่อน และแหลง่ อาหารของสตั วน์ า้ ทะเล ก็ล้วนแตเ่ ปน็ แนวทางที่ดีที่ไดม้ กี ารกาหนดออกมา