1
โครงงาน
การเชื่อมโยงภมู ปิ ัญญาเครื่องหอมโบราณแบบไทย
กบั การทาเทยี นหอมมะพร้าวน้าปรุงไมด้ อกหอมสด
โดย
ด.ญ.อชั รามณี ถานดั ดี
ด.ญ.นนั ทรตั น์ คาออ่ น
ด.ญ.รุจาภา ศิริเช้ือเพชร
การประกวดโครงงานและการประกวดรายงานการศกึ ษา
จากหนงั สือสารานุกรมไทยสาหรับเยาวชนคร้ังที่ 5
ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ประจาปี การศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนปิ ยะมหาราชาลยั
สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษานครพนม
กระทรวงศึกษาธิการ
ก
หัวขอ้ โครงงาน : การเชือ่ มโยงภูมปิ ญั ญาเคร่ืองหอมโบราณแบบไทยกับการทำเทยี นหอมมะพรา้ ว
น้ำปรงุ ไม้ดอกหอมสด
ผู้ดำเนินการ : ด.ญ.อชั รามณี ถานัดดี, ด.ญ.นนั ทรตั น์ คำออ่ น และ ด.ญ.รจุ าภา ศิริเช้อื เพชร
ปี พ.ศ. : พ.ศ. 2565
บทคดั ยอ่
การเชอ่ื มโยงภมู ปิ ญั ญาเครอ่ื งหอมโบราณแบบไทยกบั การทำเทยี นหอมมะพรา้ วน้ำปรุงไม้ดอกหอมสด
ดอกไม้สด มวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อค้นควา้ ทดลองเกีย่ วกับภมู ิปัญญาทางด้านเครอื่ งหอมประเภทนำ้ ปรุงไม้ดอกหอมสดท่ี
ทำจากไม้ดอกหอมสะทอ้ นในศิลปวฒั นธรรมไทย มกี ลิ่นหอม และวรรณคดีแทบทกุ เรื่องมีบทพรรณณาโดยนำไม้
ดอกหอมมาผกู เร่ือง ดังเช่น วรรณคดเี รือ่ งอิเหนา ใชก้ ลีบดอกปาหนันสง่ ใหห้ ญิงคนรกั สำหรบั การทำเครื่องหอมใน
อดีตมกี ารเรยี นรกู้ ารคัดสรรดอกไม้ พนั ธไ์ุ ม้และวตั ถุดิบในธรรมชาติ มาปรงุ แต่งด้วยวธิ ี อบ รำ่ สกดั และปรุง เพือ่ ใช้
เป็นเครื่องหอมในการประทินผวิ ประทินโฉม อบผา้ เปน็ ยารักษาโรค และสคุ นธบำบัดและใช้ในพธิ กี รรม จาก
การศึกษาทดลองไดเ้ ลือกน้ำปรุงไมด้ อกหอมสดจากกลีบบัวหลวง กลบี ดอกกหุ ลาบมอญ และดอกมะลิในการทำน้ำ
ปรงุ ไม้ดอกหอมสดซ่งึ เป็นดอกไม้ทฤี่ ทธิเ์ ยน็ ทำให้ร้สู กึ ผอ่ น และมีสรรพคุณบำรงุ หัวใจอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสกัด
สจี าก ดอกอัญชันทีใ่ ห้สฟี า้ และสีเขยี วทเ่ี กิดจากใบเตยหอม จากการทดลองทำนำ้ ปรงุ ไม้ดอกหอมสด สตู รที่ 1 ไม่ใช้
เทียนอบในการลนชะมดเช็ดจะต้องใชว้ ิธีการบม่ ไวน้ านๆ ถงึ มีกล่ินหอม สำหรับการทำนำ้ ลอยดอกไม้หากดอกไม้ทม่ี ี
ยางตอ้ งใช้ภาชนะรองไม่ควรแช่ลงไปในน้ำโดยตรง และพยายามอย่าใหก้ ลบี ดอกไม้ชำ้ นอกจากนี้ต้องช้อนกลีบ
ดอกไมอ้ อกให้หมดถา้ นำกลบี ดออกไมอ้ อกไมห่ มดจะทำให้นำ้ ที่ใช้เน่าเสีย และเกบ็ เอาไวใ้ ช้ไมไ่ ดน้ าน การสกัดดว้ ย
เอทิลแอลกอฮอล์ 95% จะชว่ ยแก้ไขปญั หานไ้ี ด้ และประหยดั ระยะเวลาในการบ่มไดม้ ากขึน้
ข
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนีส้ าเร็จลงไดด้ ้วยความกรุณาจาก คณุ ครูรณนั ชพ์ ร อัครเอกกลู กรษ์ คณุ ครูท่ปี รึกษาหลกั
คณุ ครูจุฑามาศ มณีพรรณที่ปรึกษาร่วม ทกี่ รุณาใหค้ าปรึกษาแนะนาแนวทางท่ถี กู ต้อง ตลอดจนแกไ้ ข
ขอ้ บกพรอ่ งต่างๆ ดว้ ยความละเอยี ดถีถ่ ว้ นและเอาใจใส่เสมอมา ผู้ดาเนินโครงงานรูส้ กึ ซาบซงึ้ เป็นอย่างยิ่ง จงึ ขอ
กราบขอบพระคณุ เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคณุ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร และมลู นิธิไลออนส์
ในประเทศไทยท่กี รุณาจัดการประกวดโครงงาน และการประกวดรายงานการศึกษาจากหนังสอื สารานกุ รมไทย
สาหรบั เยาวชนฯ ครงั้ ท่ี 5
ขอกราบขอบพระคณุ คุณพ่อ คุณแม่ และพ่ีๆ ทกุ คนที่ใหก้ าลงั ใจ และสนบั สนนุ ผูด้ าเนินโครงงานเสมอ
มา ขอขอบพระคุณโรงเรยี นปิยะมหาราชาลยั และคณาจารยท์ ุกทา่ น
คุณคา่ และประโยชนข์ องโครงงานนี้ ผู้ดาเนนิ โครงงานขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่บุพการี
บรู พาจารย์ และผมู้ พี ระคุณทุกท่านทงั้ ในอดีตและปัจจุบัน ทที่ าใหข้ า้ พเจา้ เป็นผมู้ ีการศึกษาตราบเท่าทุกวนั นี้
ผดู้ าเนินโครงงาน
พฤศจิกายน 2565
ค
สารบัญ
หน้า
บทคดั ย่อ............................................................................................................................................ ก
กิตกิ รรมประกาศ................................................................................................................................ ข
สารบัญ............................................................................................................................................... ค
สารบัญรปู ภาพ................................................................................................................................... จ
บทท่ี
1 บทนำ....................................................................................................................................... 1
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา.......................................................................... 1
ปญั หาโครงงาน................................................................................................................ 1
วัตถุประสงคข์ องโครงงาน................................................................................................ 1
สมมตฐิ านโครงงาน.......................................................................................................... 2
ขอบเขตของโครงงาน....................................................................................................... 2
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั จากการทำโครงงาน............................................................... 2
2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง................................................................................................................... 3
สว่ นที่ 1 ไม้ดอกหอมของไทย.......................................................................................... 3
สว่ นท่ี 2 แนวคิดเครือ่ งหอมจากไม้ดอกหอม...................................................................
สว่ นที่ 3 การสกดั สีจากดอกไม้........................................................................................
สว่ นที่ 4 การทำเทยี นหอม.............................................................................................. 6
3 วิธีการศกึ ษาโครงงาน
การทำน้ำอบไทยจากไมด้ อกหอม..................................................................................... 8
การสกดั สีจากดอกไม้....................................................................................................... 9
การทำเทียนหอมมะพร้าวไมด้ อกหอมของไทย................................................................ 11
ง
สารบัญ (ตอ่ )
4 ผลการดำเนินโครงงาน........................................................................................................... 12
นำ้ ปรุงจากไมด้ อกหอมสด...................................................................................................... 12
สจี ากดอกไม้.......................................................................................................................... 14
ทำเทยี นหอมมะพร้าวไมด้ อกหอมของไทย............................................................................. 15
5 สรุปผล และอภปิ รายผลการดำเนินโครงงาน......................................................................... 16
สรุปผลการดำเนินโครงงาน.................................................................................................... 16
อภปิ รายผลดำเนินโครงงาน................................................................................................... 17
บรรณานุกรม........................................................................................................................................ 18
ภาคผนวก............................................................................................................................................. 19
สารบญั ภาพ จ
ภาพที่ หน้า
1 ภาพการทำนำ้ สกัดจากผวิ มะกรดู 9
2 ภาพการทำน้ำสกัดใบเตย ดอกบวั และกุหลาบ 9
3 ลกั ษณะของน้ำปรุงไมด้ อกหอมสดสเี ขียวใส 13
4 ภาพการทำนำ้ สกัดจากดอกมะลิ กลบี บวั ดอกกุหลาบ 14
5 ภาพการทำเทยี นหอมจากไขมะพร้าว 15
1
บทที่ 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
คนไทยเราแวดล้อมด้วยกล่ินไม้ดอกหอม พรรณไมท้ ี่มดี อกหอมในบา้ นเรามีจำนวนไมน่ ้อยกวา่ 100 ชนดิ
สะท้อนในศิลปวฒั นธรรมไทยดงั เช่นในวรรณคดเี รอ่ื งอเิ หนาทเ่ี ขียนสารรักเพลงยาวโดยใช้กลบี ดอกปาหนนั ไมด้ อก
หอมหลายชนดิ ได้นำเข้ามาปลูกตั้งแตส่ มยั อยุธยาในรชั สมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
กล่ินหอมตามธรรมชาติท่ีเกดิ จากไม้ดอกหอมน้นั เกิดจากนำ้ มันหอมระเหย ซ่งึ ได้จากกระบวนการสร้างและ
สลายในเซลล์ บางครัง้ เกบ็ ไวใ้ นเซลล์ บางคร้งั ก็ปลอ่ ยออกมา และเมื่อน้ำมนั หอมระเหยออกมาและสมั ผสั กับอากาศ
จะเกดิ การฟุง้ กระจาย ไม้ดอกหอมในภูมิปัญญาไทย นำมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง อาทิเช่น การประดบั ตกแต่ง
เครือ่ งบูชา เคร่ืองสำอางและเครือ่ งหอม เครือ่ งปรุงแต่งอาหาร เครือ่ งปรงุ ยาสมุนไพร เคร่ืองปลกู ประดับ
เครอ่ื งหอมจากไม้ดอกหอม บรรพชนคนไทยนยิ มปรุงเครื่องหอมใช้กันมาชา้ นานสบื ทอดต่อกันมา
โดยเฉพาะสังคมชนั้ สงู ในวังท่ปี รุงข้นึ เพอ่ื ประพรมรา่ งกาย ประทนิ ผิว ประกอบพิธกี รรม และมีชอ่ื เรียกทแ่ี ตกต่างกัน
ตามวธิ ีการทำ เช่น นำ้ อบไทย น้ำดอกไมส้ ด นำ้ ปรุง บุหงา แป้งรำ่ เคร่อื งหอมไมด้ อกหอมเปน็ ภมู ปิ ัญญาของชน
ชนั้ สงู หรอื ในบางครอบครวั ทีม่ ีการเรียนรู้สบื ต่อกันมามีขั้นตอนและสตู รผสมทแ่ี ตกตา่ งกนั
น้ำอบไทย น้ำปรงุ ดอกไมส้ ดเป็นภมู ิปญั ญาท่ีโดยสว่ นมากไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เปน็ การ
บอกต่อกันในตระกลู บา้ งคร้งั เปน็ ความลบั ส่งผลใหค้ วามรแู้ ละภูมิปัญญาไทยในเรอื่ งน้ีอยู่ในวงจำกดั ทำใหป้ จั จบุ ันมผี ู้
ทีส่ นใจศึกษาค้นคว้ามากขึ้น ผดู้ ำเนินโครงการจงึ มีความสนใจภมู ิปญั ญาทางดา้ นเครือ่ งหอมจากไม้ดอกหอม มี
แนวคิดที่จะผสานเชอ่ื มโยงภมู ิปญั ญาด้านนกี้ บั การทำเทียนหอมจากไขมะพรา้ วซึ่งมปี ระโยชนช์ ่วยทำใหผ้ อ่ นคลาย
ความเครยี ดและส่งผลดีตอ่ สุขภาพ
กำหนดปัญหา
เราจะสามารถนำภูมปิ ัญญาเครอ่ื งหอมโบราณน้ำอบไทย และนำ้ ปรงุ ดอกไม้สดมาทำเทยี นหอมมะพร้าวไม้
ดอกหอมของไทยไดอ้ ยา่ งไร
วัตถปุ ระสงค์
1) คน้ ควา้ เกีย่ วกับภมู ิปญั ญาไทยทางดา้ นเครอ่ื งหอมโบราณน้ำอบไทย และน้ำปรุงดอกไม้สด
2) ทดลองกระบวนการทำน้ำอบไทย และน้ำปรุงจากดอกไม้สด 3 ชนดิ
3) ทดลองกระบวนการสกัดสจี ากดอกอัญชัน
4) สรา้ งสรรค์งานเทียนหอมมะพร้าวจาก สขี องดอกไม้ น้ำอบไทย และนำ้ ปรุงจากดอกไม้สด
2
สมมตุ ฐิ าน
ภูมปิ ญั ญาไทยทางด้านเครือ่ งหอมโบราณนำ้ อบไทย และนำ้ ปรงุ จากดอกไม้สดจะทำให้เทียนหอมมะพร้าวมี
กลิ่นหอมจากไมด้ อกหอมท่ีนำมาใชใ้ นการทดลอง
กรอบแนวคิด
คน้ คว้าทดลองเกย่ี วกบั ภมู ปิ ัญญาไทยทางด้านเครอ่ื งหอมโบราณน้ำอบไทย และนำ้ ปรุงดอกไมส้ ดเพื่อ
สรา้ งสรรค์งานเทยี นหอมมะพร้าว
ขอบเขตการดำเนนิ งาน
คน้ คว้าทดลองกระบวนการทำน้ำอบไทย และน้ำปรุงจากดอกไม้สด 3 ชนิดเพือ่ นำมาปรบั ใชก้ ับเทียนหอมท่ี
ทำจากไขมะพรา้ ว
ขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน
1) ศกึ ษาขอ้ มูลไมด้ อกหอมจากสารานกุ รมไทยฉบบั เยาวชนเลม่ ที่ 22 และแหล่งข้อมลู อ่ืนเพิม่ เติม
2) ศึกษาภูมิปญั ญาไทยทางด้านเคร่ืองหอมโบราณน้ำอบไทย และนำ้ ปรงุ จากดอกไมส้ ด
3) ศึกษาวธิ กี ารทำเทียนหอมมะพร้าว
4) ทดลองหาสูตรส่วนผสมเครอ่ื งหอมโบราณนำ้ อบไทย และน้ำปรงุ จากดอกไม้สด
5) สรา้ งผลงานเทียนหอมมะพรา้ วจำนวน 6 ชดุ (นำ้ อบไทยจากดอกไม้สด 3 ชนดิ และน้ำปรุงจากดอกไม้
สด 3 ชนิด)
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รับ
1) ได้ผลงานเทยี นหอมมะพร้าวรปู แบบใหม่
2) เป็นการอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาทางดา้ นเครือ่ งหอมโดยนำมาใชง้ านกันกับเทยี นหอมมะพร้าวทชี่ ว่ ย
ให้ร้สู ึกผอ่ นคลายและสง่ ผลดีต่อสขุ ภาพ
3) เปน็ แนวทางใหช้ มุ ชนและสงั เพอ่ื นำไปปรบั ใช้ในเชงิ พาณิชย์
3
บทท่ี 2 เอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง
ในการศึกษาโครงงานเชงิ สรา้ งสรรค์เพอื่ พฒั นาในหวั ขอ้ เทยี นหอมมะพร้าวไมด้ อกหอมของไทย:การ
เชอ่ื มโยงภมู ปิ ัญญาเครอื่ งหอมโบราณนำ้ อบไทย และน้ำปรงุ ดอกไมส้ ด ไดค้ ้นคว้าข้อมลู ในสว่ นของการทดลองทำ
เทียนหอม ดอกไมแ้ ละภูมิปญั ญาทางด้านเครื่องหอม การทดลองดา้ นเครือ่ งหอม สูตรและส่วนผสมทจ่ี ะนำไปใชก้ ับ
ส่วนต่างที่เกี่ยวข้องดังน้ี
ส่วนที่ 1 ไม้ดอกหอมของไทย
ส่วนใหญด่ อกไม้ท่ีให้กล่ินหอม มักจะมดี อกเลก็ สีไมส่ ะดดุ ตา แตก่ ม็ หี ลายชนิดทีท่ ง้ั สวยและมีกลิ่นหอม ซึง่
ในท่ีนี้ไดเ้ ลือกไม้ดอกหอมของท้องถ่ินไทย ที่มคี วามหลากหลายในด้านลกั ษณะนิสัย (habit) คือ เปน็ ไมต้ ้น (trees)
ไม้พมุ่ (shrubs) ไม้เลอื้ ย (climbers) ไมล้ ม้ ลกุ (herbs) และไม้องิ อาศัย (epiphytes) มาบรรยาย เฉพาะลกั ษณะ
เดน่ ทพ่ี อเป็นที่สงั เกต และช่วยใหร้ จู้ ักพนั ธ์ุไมช้ นดิ นั้นๆ ไดด้ ี
บวั หลวง
บัวหลวง หรอื บวั หลวงอินเดีย (องั กฤษ: Indian Lotus, Sacred Lotus, Bean of India) เป็นพืชนำ้ ใน
สกุลบวั หลวง (Nelumbo) วงศบ์ ัว (NELUMBONACEAE) ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : Nelumbo nucifera Gaertn
วงศ์ : Nelumbonaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ : เปน็ ไม้ลม้ ลุก มีเหงา้ และไหลอยใู่ ตด้ ิน เหง้า จะมลี ักษณะ
เปน็ ทอ่ นยาว มปี ล้องสเี หลืองอ่อนจนถงึ เหลือง แข็งเล็กนอ้ ย บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพูซอ้ น (บวั ฉตั รชมพู) มีช่ือ
ว่า สัตตบงกช ดอกมขี นาดใหญ่ ดอกตูมเปน็ รปู ไข่ทรงป้อม สีชมพู ประกอบดว้ ยกลีบนอกเป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลบี
เล็กเรยี นซ้อนกนั เป็นชั้น 2-3 ช้นั สเี ขียวอมชมพู กลีบในสชี มพูตลอด สว่ นโคนกลีบท่ีติดกับฐานรองดอกมสี ขี าวอม
เหลอื ง กลีบในมีประมาณ 12-16 กลีบ กลบี ในชัน้ นอกและช้นั ในมขี นาดเลก็ กวา่ ชน้ั กลาง เปน็ รปู ไข่ท่มี สี ่วนกว้างอยู่
ดา้ นบน เกสรตวั ผู้ชั้นนอก ๆ เป็นหมัน โดยมกี ้านชูทีเ่ ป็นเกสรตัวผูท้ ่ีเป็นแผ่นบาง ๆ สชี มพคู ล้ายกลีบในแตม่ ีขนาด
เล็กกว่า ไม่มอี ับเรณู แตป่ ลายกลีบมีส่วนย่นื ออกมาทมี่ ฐี านเรยี วเลก็ สว่ นปลายพองใหญ่ มีสีขาวนวล สรรพคณุ ของ
บวั มีดงั ต่อไปน้ี
• ดีบวั - มี Methylcorypalline ซึ่งเปน็ ตวั ทำใหเ้ ส้นเลือดขยาย
• ดอก, เกษรตวั ผู้ - ขบั ปัสสาวะ ฝากสมาน ขบั เสมหะ บำรุงหวั ใจ เกษรปรงุ เป็นยาหอม ชกู ำลงั ทำ
ใหช้ ื่นใจ ยาสงบประสาท ขบั เสมหะ
• เหงา้ และเมล็ด - รสหวาน เยน็ มนั เลก็ น้อย บำรงุ กำลงั แกร้ ้อนในกระหายนำ้ แกเ้ สมหะ แกพ้ ุพอง
• เมลด็ อ่อนและแก่ - เมลด็ ใช้รบั ประทานเป็นอาหาร และใชท้ ำเป็นแป้งไดด้ ี
• เหง้าบวั หลวง - ใช้ปรงุ เป็นอาหารไดท้ ัง้ คาวหวาน
4
• ไส้ของของเมลด็ - แกเ้ สน้ โลหติ ตีบในหวั ใจ
• ยางจากกา้ นใบและกา้ นดอก – แก้ทอ้ งเดิน
• ราก - แก้เสมหะ
มะลิ
ช่ืออน่ื ๆ/ช่ือท้องถ่ิน มะลิลา,มะลซิ อ้ น(ทั่วไป),มะลิปอ้ ม(ภาคเหนอื ),มะลิหลวง(แม่ฮ่องสอน),มะลิขีไ้ ก่
(เชียงใหม)่ ,ข้าวแตก(ไทยใหญ)่ ,บังหลฮี วย,เชียวหนำ้ เคย้ี ง(จีน) ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Jasminum Sambac (L.) Aiton.
ชอ่ื สามญั Arabian jasmine, Jusmine , Grand Duke of Tuscany , Angel – hair jusmine ,
Angelnaing jusmine, Star jusmine. วงศ์ OLEACEAE มะลิมีถ่นิ กำเนิดในแถบรอ้ นช้ืนและกึ่งรอ้ นชน้ื ในเอเชีย
และความสมุทรอารเบีย เชน่ อนิ เดยี , ไทย , มาเลเซีย ,พมา่ , คูเวต , โอมาน , ซาอุดอิ าระเบยี เปน็ ต้น แต่ใน
ปจั จุบนั สามารถพบได้ ทงั้ ในยโุ รป เอเชีย อาฟรกิ า และแถบแปซฟิ คิ โดยพชื ในสกลุ นีม้ ีประมาณ 200 ชนดิ สว่ นใน
ประเทศไทยมีอยปู่ ระมาณ 45 ชนิด และสามารถพบเหน็ ไดท้ ่วั ทุกภาคของประเทศ สำหรับมะลทิ เี่ ป็นพันธ์ุไม้
พืน้ เมอื งของไทย มอี ยูป่ ระมาณ 15 ชนิด ซง่ึ มะลทิ ่ีพบเหน็ กันมากในไทยได้แก่ มะลลิ า มะลิลาซ้อน มะลถิ อด มะลิ
พิกุลหรอื มะลฉิ ัตร มะลิทะเล มะลิทะเล มะลเิ ลือ้ ย มะลวิ ลั ย์ พทุ ธชาด ปนั หยี เครอื ไส้ไก่ ออ้ ยแสนสวย และมะลิ
เขย้ี วงู เปน็ ต้น ทง้ั นี้แหล่งปลูกมะลิที่สำคัญของไทย ไดแ้ ก่ นครสวรรค์ กรงุ เทพมหานคร สมุทรสาคร
ชลบุรี พิษณโุ ลก ลำพูน อุบลราชธานี ขอนแก่น และ หนองคาย
ประโยชนแ์ ละสรรพคณุ มะลิ ประกอบด้วย ใช้บำรงุ หวั ใจ ชว่ ยดับพษิ รอ้ น ชว่ ยถอนพษิ ไข้ ช่วยทำจติ ใจให้
ชุ่มชน่ื ช่วยบำรงุ ครรภ์รกั ษา แกร้ ้อนใน ชว่ ยกระหายนำ้ แกเ้ จ็บตา ช่วยสมานทอ้ ง แก้บิด แก้ปวดทอ้ ง แก้แผลเร้ือรัง
ชว่ ยแก้ผวิ หนังเปน็ ผ่นื คนั แก้ซาง (ตำใส่พิมเสน) แก้ตัวรอ้ น (ตำใสพ่ มิ เสน) แกห้ วดั (ตำใสพ่ ิมเสน) แก้ออ่ นเพลยี ชว่ ย
ชูกำลัง แกอ้ ดึ แนน่ แก้ท้องเสยี แกเ้ ย้ือตาอักเสบ (ตม้ น้ำใช้ล้างตา) แกป้ วดหู แก้ปวดเอ็นขัดยอก แก้เลอื ดออกตาม
ไรฟัน แก้ปวดหัว ชว่ ยบรรเทาอาการปวดศีรษะ(กล่นิ ) ช่วยลดความเครยี ด(กลน่ิ ) ชว่ ยลดความกลัว(กลน่ิ ) แก้นอนไม่
หลับ
มะลเิ ป็นพันธ์ุไมท้ ่มี ีประวตั ผิ กู พนั ธ์ุกับวิถีชีวิตคนไทยมาเน่ินนานแลว้ โดยมกี ารนำไปใชป้ ระโยชน์ต่างๆ ใช่
ดอกมะลิใหเ้ ป็นดอกไมข้ องวันแมแ่ ห่งชาติ เพราะ มีกลิ่นหอมและยังมีสีขาวบรสิ ทุ ธ์ิ ใชท่ ำเป็นพวงมาลยั ไหวพ้ ระ
รวมถงึ ใชใ้ นอุตสาหกรรมน้ำมันหอมระเหย และใช้แตง่ กลน่ิ ใบชา,ใช้อบขนมตา่ งๆ เพ่ือเพมิ่ กล่ินหอม ในทางสคุ นธ
บำบดั (Aromatherapy) หรือการบำบดั โดยการใช้กล่ินหอม จะใชน้ ำ้ มนั หอมระเหยของดอกมะลิ ในการกระตุ้น
ระบบประสาทสำหรบั ผ้ทู ม่ี ภี าวะออ่ นลา้ ทางจติ ใจ เฉ่ือยชา อ่อนเพลยี ง่วง ชว่ ยปรับอารมณ์และสภาพสมดลุ ของ
5
จิตใจใหด้ ขี นึ้ หรอื จะใช้ปลกู เปน็ ไม้ประดบั ท่วั ไปทีใ่ ห้นั้นหอม สามารถออกดอกได้ตลอดทัง้ ปี และเปน็ พนั ธ์ุไม้หอมท่ี
ปลูกไดง้ ่ายและ เม่อื ด่ืมน้ำลอยดอกมะลใิ หค้ วามร้สู ึกสดชน่ื อีกด้วย ในปัจจุบันนำ้ มนั หอมระเหยจากดอกมะลิ ซง่ึ
ไดร้ ับการขนานนามวา่ เปน็ King of essential oils (ส่วนกุหลาบเปน็ Queen of essential oils) จดั ว่าเป็นน้ำมัน
หอมระเหยท่มี รี าคาแพงทส่ี ุด นำมาใช้แต่งกลิ่นน้ำหอม เป็นสว่ นประกอบของเครอื่ งสำอางตา่ งๆ ใชใ้ นธรุ กิจสปาและ
ใช้เพ่ือสคุ นธบำบัด
กุหลาบมอญ
ชื่ออ่นื ๆ/ชอ่ื ทอ้ งถิ่น ย่ีสุ่น (ทัว่ ไป,ภาคกลาง),กหุ ลาบออน(ไทยใหญ่),เหม่ยกุยฟา,เหมย่ กุยฮัว (จนี )
ช่อื วิทยาศาสตร์ Rosa damascena Mill. ช่อื สามัญ Damask Rose, Summer damask วงศ์ ROSACEAE
สำหรับถ่ินกำเนดิ ของกุหลาบมอญน้ันเชอ่ื กันวา่ มถี ิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียจนถงึ เขตอบอุ่นของยโุ รปตงั้ แต่
อนิ เดีย อหิ รา่ น ประเทศแถบตะวนั ออกกลางไปจนถึงตุรกีและบลั แกเรีย แลว้ จึงมกี ารแพรก่ ระจายพนั ธ์ุออกไปอย่าง
กวา้ งขวางทง้ั ในเอเชยี และยโุ รป สำหรบั ในประเทศไทยเชื่อกันว่าถกู นำเข้ามาปลูกในชว่ งรัชกาลท่ี 2 ส่วนอกี ขอ้ มลู
หนง่ึ ระบวุ ่าสมเด็จพระนเรศวร ทรงนำกุหลาบมอญทเ่ี ป็นดอกไม้พื้นเมืองของมอญกลบั มาปลกู ในประเทศไทย
หลงั จากเสร็จสงครามในสมัยกรุงศรีอยธุ ยา สว่ นในปัจจบุ ันสามารถพบกหุ ลาบมอญได้ท่ัวทุกภาคของประเทศ
ประโยชนแ์ ละสรรพคณุ กหุ ลาบมอญ
ในประเทศไทยกหุ ลาบมอญถกู นำมาใช้ประโยชนใ์ นหลายๆด้าน เช่น ด้านอาหาร สามารถนำกลีบดอกมา
ชุบแห้งทอด เพ่ือใช้รับประทานร่วมกบั นำ้ พรกิ แลว้ ยังใชน้ ำมายำเป็นเมนู ยำดอกกุหลาบ นอกจากนี้ยงั ใช้ทำเปน็ ชา
กุหลาบทก่ี ำลังเป็นที่นยิ มในปจั จบุ ันนี้ โดยใช้กลีบกหุ ลาบท่ตี ากแหง้ มาชงเป็นชากหุ ลาบทีม่ ีกล่ินหอมและมีสสี ด
สวยงาม ดา้ นการนำมาใช้ในทางอตุ สาหกรรมกย็ งั มีการนำกลีบของดอกกุหลาบมอญมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยมา
ใช้ในอตุ สาหกรรมเครื่องสำอางและยาโดยใชแ้ ตง่ กลนิ่ เครอ่ื งสำอางและรวมถงึ ใชก้ ลน่ิ อาหารและน้ำเช่อื มอกี ด้วย
กุหลาบมอญ ใช้เขา้ ยาหอมเป็นยาบำรงุ หัวใจ ชว่ ยแกอ้ าการอ่อนเพลีย ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ชว่ ยบำรุงกำลัง
ช่วยขบั น้ำดี
แก้ไขต้ วั ร้อน
ใช้เป็นนำ้ กระสายยา
ลกั ษณะท่ัวไปกหุ ลาบมอญ
กหุ ลาบมอญจัดเป็นไมพ้ มุ่ ลำตน้ ตงั้ ตรง เปลอื กต้นเรยี บแต่ละมีหนามท้งั บรเิ วณลำตน้ และก่ิงก้านสงู ได้
ประมาณ 1-2 เมตร แตกก่ิงก้านตง้ั แต่โคนต้น ส่วนหนามมีมากลักษณะตรงหรอื โค้งเล็กน้อย หนามออ่ นเปน็ สีน้ำตาล
แกมสีแดง สว่ นหนามแก่เป็นสเี ทา แต่จะความยาวไมเ่ ทา่ กนั ใบเปน็ ใบประกอบแบบขนนก ออกแบบเรียงสลบั โดย
6
มใี บยอ่ ย 5-7 ใบ ขนาดกวา้ งประมาณ 2-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นสี
เขียวรปู ไข่ ปลายแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบหยกั แบบฟันเลื่อย แผน่ ใบดา้ นล่างมขี นเลก็ นอ้ ย สว่ นก้านใบเป็นสี
น้ำตาลแดง ดอกออกเป็นชอ่ แบบกระจะหรือชอ่ แบบกระจกุ แตกแขนง บริเวณปลายกิ่งและปลายยอด มดี อกย่อย
ประมาณ 3-12 ดอก ซ่งึ จะมขี นาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางกว้าง 4.5-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีลักษณะชอ้ นกนั เป็นชน้ั ๆ
จำนวนมากกลบี คอ่ นขา้ งกลม ปลายกลบี ดอกมน หรือเป็นหยกั ตื้นๆมีกล่นิ หอมแรงและบานได้หลายวนั โดยปกติ
แล้วใน 1 ดอกจะมีกลีบออกประมาณ 20-30 กลบี ซ่ึงสขี องดอกจะมตี ้งั แตส่ ีขาว ชมพอู อ่ น ชมพูเข้มและสีแดง แต่
ส่วนใหญ่ท่ีพบจะเปน็ สชี มพแู ละแดง ส่วนกลีบเล้ยี งดอกจะมีสีเขียว ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นติง่ แหลมกวา้ ง
มว้ นโค้งและจะร่วงในเวลาต่อมา ผลเป็นผลสดรูปทรงกลม หรอื รูปไข่ ยาวไดถ้ ึง 2.5 เซนตเิ มตร มสี แี ดงออ่ นถงึ เขม้
ดา้ นในของผลมีเมลด็ สนี ำ้ ตาลประมาณ 1-3 เมล็ด เปน็ รูปสามเหล่ยี มกลม ยาวประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร
ผลติ ภัณฑเ์ ทียนหอม
ไขเทียน(Wax candles) คือเช้อื เพลิงของเทยี น เมอื่ จดุ เทียนหอม ขผ้ี งึ้ จะละลาย ระเหยกลายเปน็ ไอและ
เผาไหม้ ซ่งึ จะทำใหเ้ กิดความรอ้ นและแสง น้ำมันเกือบทกุ ชนิดสามารถเปลีย่ นเป็นขี้ผง้ึ ได้ ทำใหม้ ไี ขมากมายที่
สามารถนำมาใช้ทำเทยี น ไขเทยี นแต่ละชนดิ มีคุณสมบตั ิทีแ่ ตกตา่ งกัน ทำให้บางชนดิ สามารถสง่ กลิน่ หอมได้ดีกวา่
ในขณะทบ่ี างชนิดสามารถเผาไหม้ได้ชา้ และทำใหเ้ กิดเปลวไฟทไี่ รค้ วัน
พาราฟิน ( Paraffin wax ) เป็นเทยี นที่ได้รับความนยิ มเปน็ อยา่ งมากเนื่องจากราคาถกู และหาง่าย ผลิตมา
จากน้ำมันดบิ ไมม่ ีกลิน่ เฉพาะ สามารถทำให้เป็นกลิ่นหรอื สีได้ชัดเจนตามต้องการและสามารถขน้ึ เปน็ รูปทรงได้ จงึ
นยิ มนำมาทำเทยี นหอมทมี่ รี ปู แบบและสสี นั ตา่ งๆ แต่ข้อเสยี ที่ทำให้หลายคนเลกิ ใช้เทียนหอมทีท่ ำจากพาราฟินคือ
ทำใหเ้ กิดเขมา่ และควนั ดำ อาจก่อใหเ้ กิดสารพิษสะสม
ไขถัว่ เหลือง ( Soy wax ) ผลิตจากนำ้ มันถ่ัวเหลือง เป็นเทยี นไขพชื ที่นยิ มใชก้ นั เป็นอย่างมาก เนื่องจาก
ราคาค่อนข้างถกู กว่าเทยี นออรแ์ กนิกชนิดอื่นๆ สามารถหาซือ้ ได้ง่าย ขอ้ ดีของไขถว่ั เหลอื งคือ เทยี นที่ทำจากไขถวั่
เหลอื งมกี ารเผาไหมช้ า้ จงึ สามารถใช้งานไดน้ านกว่าเม่อื เทียบกับเทยี นไขพาราฟิน
ไขขผ้ี ึ้ง ( Bees wax ) นยิ มใช้กนั มาอย่างยาวนานท่ีสุด เปน็ เทยี นท่ีดีต่อสุขภาพ ไขขีผ้ ง้ึ มีกลน่ิ หอมหวาน
ตามธรรมชาติเองอยแู่ ลว้ ไม่มีควันไมม่ เี ขมา่ และยังสามารถชว่ ยฟอกอากาศได้
ไขขา้ วหอมมะลิ ( Jasmine rice wax ) ไขธรรมชาติบริสทุ ธิฝ์ มี ือคนไทยจากน้ำมนั ข้าวหอมมะลิ ทมี่ ีวิตามิน
E เปน็ มติ รกบั ผวิ จงึ สามารถนำนำ้ ตาเทยี นไปนวดผิวไดเ้ พือ่ ความผอ่ นคลายและยงั มีคุณสมบตั กิ กั เก็บความช่มุ ชนื้
ให้กับผวิ มีกล่ินหอมละมนุ อบอวล เผาไหม้ช้า ไมม่ ีเขมา่ สามารถใช้งานไดน้ านและเก็บรักษาไดเ้ ป็นเวลานาน
7
ไขเรพซดี ( Canola wax ) เปน็ ไขที่คอ่ นข้างใหมส่ ำหรับเทียนหอม นยิ มใชใ้ นยโุ รป เรพซีดเปน็ ไมด้ อกสี
เหลืองจากตระกลู กะหล่ำปลี เมลด็ ถกู นำมาสกดั เป็นนำ้ มันเรียกว่า Canola Oil ไขเรพซตี เปน็ ทางเลอื กทย่ี ัง่ ยืน
ทดแทนได้จงึ เปน็ มิตรกบั สิง่ แวดลอ้ มมาก สามารถกระจายกลนิ่ ได้ดีและเผาไหม้ชา้ จึงใชง้ านไดย้ าวนาน
ไขปาล์ม ( Palm wax ) เหมาะสำหรับการทำเทียนทดแทนไขจากสารเคมี เชน่ พาราฟิน ไขปาลม์ มคี วาม
คลา้ ยคลงึ กบั ไขถ่ัวเหลอื งผลิตมาจากนำ้ มันปาลม์ ปลอดภัยตอ่ สขุ ภาพ (เนอ่ื งจากไม่มีสารพิษ โทลูอนี และเบนซนี ) ไม่
มกี ลิน่ นำ้ มัน มีกลน่ิ หอมออ่ นๆของปาล์ม ชว่ ยให้ผอ่ นคลาย จุดได้นาน ควันและน้ำตาเทยี นน้อย มกี ารเผาไหมท้ ี่
สะอาด เป็นมติ รต่อส่งิ แวดล้อม
เจล ( Gel wax ) ได้จากการนำมาผสมกนั ระหว่างน้ำมันขาว (White Oil) กับเรซิ่นผงซ่งึ เป็นสารประเภท
โพลเิ มอร์ เจลแวก็ ซม์ คี วามโปรง่ ใส ยืดหยุน่ ไมแ่ ขง็ ตวั มาก สามารถผสมสีและกลิน่ ไดเ้ ชน่ กัน มักนิยมใช้ทำเทียนเพ่ือ
ความสวยงามนำมาทำเลยี นแบบน้ำหรอื ของเหลว
โคโคนทั แว๊กซ์ – ไขมะพร้าว (Coconut Wax)คอื เปน็ ไขพชื ทผ่ี ลิตจากน้ำมันมะพรา้ ว ใชส้ ำหรับการทำ
เทียนธรรมชาตดิ ้วยคุณสมบตั ิของไขและความปลอดภยั จากวตั ถุดิบธรรมชาติ ไม่มคี วันระหวา่ งการใช้งาน ไขถ่ัว
เหลืองมีคณุ สมบตั ิในการใหก้ ลิน่ ได้ดีกว่าไขชนดิ อ่ืน สำหรบั ทำเทยี น เทียนหอม เทียนสำหรับนวดสปาสามารถใชไ้ ข
มะพร้าวเพยี งอย่างเดี่ยวในการผลติ เทยี นหอมไดเ้ ลย มีจุดหลอมเหลว 40 องศาเซลเซียส
จุดเด่น ของไขมะพร้าว คือ
• มีกลิ่นหอมกวา่ ไขถ่ัวเหลือง
• เนือ้ เทยี นนุ่ม ขาวสะอาด เม่ือทำเทียนทำใหผ้ วิ หนา้ เทยี นเรยี บเปน็ เงาสวยงาม
• จุดหลอมเหลวต่ำทำให้ นิยมนำไปใช้ทำเทยี นสปาได้
• จุดหลอมเหลวต่ำทำให้ ขัน้ ตอนการเติมน้ำมันหอมระเหย สามารถทำที่อณุ หภมู ิต่ำได้ จึงลดโอกาส
ในการระเหยหนข้ี องนำ้ มันหอมระเหยลดลง
• จดุ หลอมเหลวต่ำกวา่ ทำให้เมอ่ื ทำเทียนหอม ไขมะพรา้ วละลายได้เรว็ กว่า ทำให้กล่นิ ออกมาไดเ้ ร็ว
กว่า
• จุดหลอมเหลวตำ่ กวา่ ทำให้ อุณหภมู ไิ ม่สูงเกนิ ไปทีจ่ ะทำลายกล่นิ บางชนดิ ได้
8
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนินการ
ไมด้ อกหอมสะทอ้ นในศิลปะวัฒนธรรมไทย มีกลน่ิ หอม และวรรณคดแี ทบทุกเร่ืองมีบทพรรณณาโดยนำไม้
ดอกหอมมาผกู เรอื่ ง ดังเช่นที่พวกเรานำมาบอกเล่ากบั ทกุ คนเม่ือสกั ครู่ พวกเราจึงมีความสนใจทจ่ี ะนำไมด้ อกหอม
เหลา่ นม้ี าทำ “เทียนหอมมะพร้าวน้ำปรุงไมด้ อกหอมสด” เพ่ือเป็นการสืบสานภูมปิ ญั ญาเครอื่ งหอมโบราณแบบไทย
ทม่ี กี ารสืบทอดกันมาในวงจำกัดมาประยุกตใ์ ช้กับเครือ่ งหอมแบบปจั จบุ ัน น้ันก็คือเทียนหอมในครงั้ นพี้ วกเราใช้ไข
มะพร้าวในการทำเน่ืองจากสง่ ผลดีต่อสขุ ภาพ และใชส้ ตู รนำ้ ปรงุ ไมด้ อกหอมสดจากดอกไมท้ ่มี ฤี ทธเิ์ ยน็ ชว่ ยทำให้
ผอ่ นคลายช่วยในการนอนหลับและบำรงุ หวั ใจ
ขนั้ ตอนการทำจะประกอบไปด้วย 3 ขน้ั ตอนดงั น้ี
1. การสกดั สแี ละกลิน่ ไมด้ อกหอมของไทย
1.1 อุปกรณ์ที่จะต้องเตรียม ประกอบด้วย
• ภาชนะท่จี ะใส่นำ้ ปรงุ 6 ขวด ควรเป็นภาชนะท่ีมีฝาปิดเพื่อป้องกันการระเหยของนำ้ หอม
• กลีบกุหลาบ ใช้ 10 ดอก ปริมาณท่ีใช้ 1 ถว้ ยตวง ลา้ งน้ำใหส้ ะอาดยังไม่ตอ้ งฉีกเพราะจะทำให้กลบี
ช้ำจะใชเ้ ราถงึ จะฉกี ครงึ่
• กลีบบวั 5 ดอก ลา้ งให้สะอาด ปรมิ าณทใ่ี ช้ 1 ถว้ ยตวง
• ดอกมะลิ 1 ถว้ ยตวง
• ใบเตย หรือ ใบเนียม ลา้ งและหั่นใหเ้ รยี บรอ้ ย 1 ถว้ ยตวง
• เอทิลแอลกอฮอล์ 95% 1000 ml ใช้ในการสกัดสแี ละกลน่ิ ของดอกไม้ ไม่ใช้แอลกอฮอล์ทใี่ ชล้ ้าง
แผล
1.2 ขน้ั ตอนการสกัดสแี ละกล่ินของดอกไม้
• มะกรูดใช้เฉพาะผิว หน่ั ให้ได้ 1 ถ้วยตวงใส้ภาชนะทม่ี ีฝาปิดจากนั้นใส่เอทลิ แอลกอฮอล์ 95%
1000 ml ใหพ้ อทว่ มเกบ็ ไวใ้ นตู้เยน็ 24 ชัว่ โมงก็สามารถใช้งานได้
9
ภาพท่ี 1 ภาพการทำน้ำสกัดจากผิวมะกรูด
• เตรยี มกลบี กุหลาบ กลีบบัว ดอกมะลิ ผิวมะกรดู ใบเตย แยกใสใ่ นภาชนะตามชนิด
เอทลิ แอลกอฮอล์ 95% ใหพ้ อทว่ มกลบี ดอกไมแ้ ช่ตู้เยน็ ท้ิงไว้ 24 ช่วั โมง กจ็ ะได้ ไม้ดอกหอมสกดั
ภาพท่ี 2 ภาพการทำนำ้ สกัดใบเตย ดอกบัว และกุหลาบ
นอกจากนี้เรายังสามารถใช้น้ำรอ้ น 1 ถว้ ยตวง เทลงในกลีบดอกไมท้ ล่ี ้างและเตรียมไว้เพื่อสกดั สี เชน่
ดอกอญั ชันใหส้ ฟี ้า ดอกกุหลาบสชี มพู หรอื เราจะใชด้ อกเฟือ่ งฟ้าก็ได้ ใบเตยหอม และใบเนยี มให้สเี ขียว แตข่ ้อ
ควรระวงั คือ รอให้ส่วนผสมเย็นตัวลงก่อนนำไปใช้ เนอื่ งจากความรอ้ นจะทำให้นำ้ มันหอมระเหยระเหยไปได้
2. การปรงุ นำ้ ปรุงไม้ดอกหอมสด
2.1 อุปกรณ์ท่ีจะต้องเตรียม ประกอบด้วย
10
• ภาชนะทจ่ี ะใสน่ ำ้ ปรงุ ควรเปน็ ภาชนะทีม่ ีฝาปิดเพอ่ื ป้องกันการระเหยของน้ำหอม
• ภาชนะสำหรับตวงสามารถหาซอ้ื ไดท้ ั่วไปท่ีโลตัส บก๊ิ ซีหรอื ร้านทีข่ ายอุปกรณ์ทำขนมทว่ั ไป
• ช้อน หรอื แทง่ แกว้ สำคนส่วนผสมใหเ้ ขา้ กนั
• พมิ เสน 3 ช้อนโต๊ะ
• ไอซิน และ มัคซ์ อย่างละ 1 ออนซ์ ถา้ มี
• ชะมดเช็ด ใชเ้ ทา่ หวั แม่มือ
• ใบพลู 9 ใบ
2.2 การทำน้ำปรุงไมด้ อกหอม
การทำสตู รท่ี 1 น้ำปรงุ ไม้ดอกหอมกลิ่นมะลิ
สำหรบั สูตรน้ำปรุงในแตล่ ะบ้านแต่ละต้นตระกูลกจ็ ะมคี วามแตกตา่ งกนั ไป ผู้ดำเนินโครงการตัง้ ใจ
ท่ีจะทำ 2 สูตร คอื สีเขยี วกล่ินมะลิ และสีชมพูกลน่ิ กุหลาบ มีการปรบั สตู รและสว่ นผสมบางสว่ นโดย
พิจารณาจากวัตถุดบิ ทีม่ ีในท้องถิ่น แตส่ ำหรบั การทำน้ำปรุงสูตรโบราณจะมีการผสมดอกไม้ 3-4 ชนดิ
ข้นึ ไป
ขนั้ ตอนท่ี 1 นำนำ้ สกดั ใบเตยซ่ึงให้สีเขียวมาใสใ่ นภาชนะทเ่ี ตรียมไว้ใสพ่ มิ เสน 1 ช้อนคร่ึง ชะมด
เช็ดเทา่ ปลายไม้ขีด คนหรอื เขย่าส่วนผสมให้เขา้ กัน บม่ ไว้ในอุณหภมู ิทต่ี ำ่ กวา่ 25 เซียลเซียส 7 วัน
ขัน้ ตอนท่ี 2 เมื่อผา่ นไป 7 วนั เราจะได้นำ้ สกัดใบเตยซงึ่ ให้สเี ขยี วสวยและมกี ลน่ิ หอมโดยปกตกิ าร
ทำน้ำปรงุ โบราณจะใชอ้ ัตราสว่ น 3:1 ดงั นี้
• นำนำ้ สกัดใบเตยท่ผี ่านการบ่ม 7 วันซง่ึ ใหส้ ีเขยี วสวยมาตวง 1 ออนซ์ใส่ภาชนะที่เตรยี มไว้
• อยากให้กลิน่ มะลนิ ำ กจ็ ะนำนำ้ สกดั ดอกมะลิมาตวง 2 ออนซ์ ใส่รวมกันในภาชนะท่ีใส่นำ้ สกัด
ใบเตยไวก้ อ่ นแล้ว
• สว่ นที่เหลอื 1 ออนซ์ เรากจ็ ะใส่ น้ำสกัดดอกบวั นำ้ สกดั ดอกมะลิ ในอตั ราส่วนผสมที่เท่ากนั ในท่ีนี้
เราจะใช้อยา่ งละ ½ ออนซ์ สตู รนบ้ี ม่ ไวย้ งิ่ นานยิง่ ให้กลิ่นหอมแต่เรา บ่มในระยะเวลา 7 วัน เราก็
จะไดน้ ้ำปรงุ ไมด้ อกหอมกลิ่นมะลิ สตู รที่ 1 สีเขยี วมาใช้งานแล้ว
11
การทำสูตรท่ี 2 นำ้ ปรุงไมด้ อกหอมกลิ่นกหุ ลาบ
• การทำน้ำลอยดอกไม้ ในความเปน็ จรงิ การใช้ตำราโบราณในการทำน้ำลอยดอกไม้จะมมี ากกว่า 1
ชนิดนิยมใช้ 9 ชนดิ เพ่ือความเป็นศิรมิ งคล ดอกไม้บางชนิดเชน่ ชมนาดกจ็ ะมกี ลิ่นหอมตอนคำ่ ตอ้ ง
เก็บตอนคำ่ เป็นต้นข้นั ตอนการทำจะมีความพถิ พี ถิ นั มาก แตใ่ นการสาธิตการทำในครงั้ น้ี เราจะใช้
วธิ ีใชน้ ้ำรอ้ น 1 ถว้ ยตวงเทลงใน ชามกหุ ลาบท่ลี ้างทำความสะอาดและฉีกกลบี ดอกไวแ้ ลว้ เพอ่ื
ประหยดั เวลาในการสกดั สีและกล่ิน
• นำน้ำลอยดอกกหุ ลาบ มาตวง 1 ออนซใ์ สล่ งในลงในภาชนะทีเ่ ตรียมไว้เราจะใชอ้ ัตราส่วน 3:1
ตามสูตรที่ 1 โดยจะให้ใหก้ ลิน่ กหุ ลาบนำ กจ็ ะนำ น้ำสกัดดอกกหุ ลาบมาตวง 2 ออนซ์ ใสร่ วมกบั
นำ้ ลอยดอกกุหลาบ ที่เตรยี มไว้ จากนนั้ ก็เราก็จะใส่ นำ้ สกัดดอกบัว น้ำสกัดดอกมะลิ ในอัตราสว่ น
ผสมทเ่ี ท่ากันในที่นี้เราจะใช้อยา่ งละ ½ ออนซ์
• นำใบพลู หรอื ใบเนียม หรือใบเตยอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หอ่ ดว้ ยชะมดเช็ดปลายไมข้ ดี ลนดว้ ยเทียนอบ
ถ้าไม่มเี ทียนอบใชเ้ ทยี นไข สูตรนีบ้ ม่ ไว้ 1 วนั หรอื 24 ชว่ั โมงก็พอ และไม่ควรเก็บนำ้ ปรงุ ไว้ในทีม่ ี
อณุ หภูมสิ ูงกว่า 25 องศาเซลเซียลเนอ่ื งจากจะทำใหก้ ลิน่ หอมระเหยออกไป
3 การทำ“เทยี นหอมมะพรา้ วน้ำปรุงไมด้ อกหอมสด”
• ใช้เตาไฟฟ้าตง้ั หมอ้ ปากกวา้ งใสน่ ำ้ เปล่าลงไปครึ่งใสภ่ าชนะที่จะใชล้ ะลาย ไขมะพร้าวหรือ
Coconut wax ใช้ไฟออ่ น ขอดขี องการใชไ้ ขมะพรา้ วคอื จะได้เทียนทม่ี ีกลิ่นหอมส่งผลดีต่อ
สุขภาพ และพวกเราจะใชด้ อกไม้ท่ีมฤี ทธิ์เยน็ อยา่ งเชน่ ดอกมะลิ และดอกกหุ ลาบช่วยในการบำรงุ
หัวใจ
• เทใส่ภาชนะทีเ่ ตรยี มไว้เทยี นที่ทำเป็นเทียนสปา สามารถตกแตง่ ได้ตามใจชอบ หากตอ้ งการสสี นั
• ใส่น้ำปรงุ ที่เตรยี มไวต้ ามความเหมาะสมไมค่ วรใสม่ ากเกินไป เพราะจะทำใหเ้ ทียนหอมมะพรา้ วน้ำ
ปรงุ ไม้ดอกหอมสดของเราเซ็ตตัวช้าลง รอใหเ้ ยน็ ตัวเราก็จะไดเ้ ทียนหอมมะพรา้ วน้ำปรงุ ไม้ดอก
หอมสดกลนิ่ มะลิ และมะพรา้ วนำ้ ปรงุ ไม้ดอกหอมสดกลิ่นกหุ ลาบตามต้องการ
12
บทท่ี 4 ผลการดำเนินโครงงาน
ภูมปิ ญั ญาทางด้านเคร่อื งหอมของไทย เปน็ องค์ความรู้ทสี่ ืบทอดกันมาชา้ นาน มกี ารเลอื กพืชสมุนไพร ไม้
ดอกหอมไทยในท้องถ่ินมาเปน็ วัตถุดิบในการปรงุ และคิดคน้ วธิ กี ารท่จี ะทำให้เปน็ เคร่อื งหอมจรุงใจ อบอวล มี
วตั ถุประสงค์เพ่อื การบำบัดรกั ษา เพอ่ื การผอ่ นคลาย เคร่ืองประทนิ ผิว ใช้ในการบวงสรวงบชู า หรอื การใชใ้ น
พิธีกรรมต่างๆ ซึง่ เครอื่ งหอมของไทยมีมากมายหลายประเภท ทัง้ ที่เป็นแบบแห้ง แบบสด และแบบน้ำ เชน่ บุหงา
สด บุหงาแห้ง นำ้ อบ น้ำปรงุ น้ำมันหอม กํายาน ธูปหอม
สว่ นท่ี 1 น้ำปรงุ จากไมด้ อกหอมของไทย
ในการทำโครงงานนผ้ี ู้ดำเนินงานได้ศึกษาทดลองเฉพาะแต่น้ำปรงุ ไม้ดอกหอมสด เพอื่ ประยกุ ต์ใช้กับงานทำ
เทียนหอมมะพร้าวน้ำปรุงไมด้ อกหอมสดเทา่ นน้ั โดยทำการศกึ ษาจากสตู รผสมน้ำปรุงจากตาํ รับ ตา่ งๆ จำนวนหลาย
สตู ร และได้ทดลองด้วยตนเอง เพียง 2 สูตรและปรบั ใช้ตามความเหมาะสม เครอื่ งหอมที่ทดลองทำในครงั้ น้ีเปน็
เครือ่ งหอมประเภทหน่ึงทอ่ี ย่ใู นรูปของน้ำสีเขยี วใสหรอื สีเขยี วอมเหลืองใส ซงึ่ ถือเปน็ น้ำหอมโบราณของไทยในอดีต
และเป็นภูมปิ ัญญาทางด้านเคร่อื งหอมอันโดดเด่นอย่างหนึง่ น้ำปรุงไม้ดอกหอมสด นา่ จะเกดิ มีขน้ึ จากในร้ัวในวังโดย
สตรไี ทยชนั้ สูงนยิ มใช้กัน มีการนาํ ดอกไม้หอมหลากหลายชนดิ มาสกัดกลิ่นหอม ร่วมกบั พืชพนั ธุไ์ ม้ชนิดตา่ งๆ ท่มี ี
กลิ่นหอม โดยปรงุ ผสมรว่ มกับวัสดุอ่ืนๆ และหมัก ทิง้ ไวใ้ ห้มกี ลน่ิ หอมจรุงใจและตดิ ทนนาน ดอกไม้หอมที่เป็นที่นยิ ม
นํามาสกดั ทำน้ำปรุงได้แก่ มะลิ กุหลาบ จาํ ปา โมก จนั ทร์ กะพ้อ ปีบ พิกุล ราชาวดี กระดังงา แตใ่ นการทำโครงงาน
นีไ้ ดส้ กัดน้ำดอกไม้ 3 ชนิด คือ ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ และดอกบวั โดยพจิ ารณา กล่นิ หอมและนํามาทำน้ำปรุงไม้
ดอกหอมสด 2 สตู รด้วยกัน
นอกจากน้ี ในกระบวนการทำน้ำปรุงดอกไมส้ ดยงั ไดม้ ีสว่ นผสมของพชื พนั ธ์ุไม้หอมชนดิ ตา่ งๆ ได้แก่ ใบเตย
ใบเนยี ม ใบพลู และผิวมะกรูด ขน้ึ กบั วัตถดุ ิบที่หาได้ในทอ้ งถ่ินในแตล่ ะชว่ งเวลา
จากการศึกษาสตู รส่วนผสมของนำ้ ปรุงจะเห็นไดว้ า่ มีสว่ นประกอบทีใ่ กลเ้ คียงกัน โดยประกอบด้วย 5 ส่วน
หลักๆ คอื
1. สกัดดอกไมส้ ดชนิดตา่ งๆ (ใช้แอลกอฮอล์สกดั )
2. นำ้ สกัดใบไมห้ อม (ใชแ้ อลกอฮอล์สกัด)
3. หัวน้ำหอม หรอื น้ำมันหอมระเหยกล่นิ ดอกไมต้ า่ งๆ ในท่ีน้ใี ชน้ ำ้ สกดั ผวิ มะกรูด
4. ตวั ตรึงกล่ิน ตัวดบั กลิ่นแอลกอฮอล์
5. นำ้ ดอกไมส้ ด
ทง้ั นี้ น้ำปรุงไมด้ อกหอมไทยแต่เดมิ ทำจากไม้ดอกหอมสดสกัดดว้ ยแอลกอฮอล์ แต่ปัจจุบนั เนอื่ งจากดอกไม้
ต่างๆ หายาก หรือตอ้ งใช้ดอกไม้จำนวนมากที่จะสกัดกล่นิ ได้ตามท่ตี ้องการ ดงั นนั้ จึงมกี ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
13
เพ่ือให้ได้หวั น้ำหอมกลิน่ ดอกไม้สดตา่ งๆ เพือ่ นํามาทำน้ำปรงุ อย่างไรก็ตามในการทำโครงงานครั้งน้ี
ผดู้ ำเนินโครงงานได้ดำเนินการสกัดน้ำดอกไมจ้ ากดอกไม้จริง โดยสว่ นประกอบหลักของน้ำปรุงมวี ตั ถดุ บิ ท่นี ํามา
ทดลองมดี ังน้ี
สูตรที่ 1 ส่วนประกอบท่ีนาํ มาทดลองทำน้ำปรงุ ไมด้ อกหอมสดสเี ขยี ว
นำ้ สกัดดอกมะลิ น้ำสกดั ดอกกุหลาบ นำ้ สกัดดอกบัว นำ้ สกดั ใบเตย
ภาพท่ี 3 ลกั ษณะของน้ำปรุงไมด้ อกหอมสดสเี ขยี วใส
ท้งั นี้ ในการทำน้ำปรงุ ไม้ดอกหอมสด อาจถอื ได้วา่ เปน็ ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์กลิ่นหอม และขน้ึ อย่กู บั
ความชาํ นาญ รสนยิ ม ความชอบในกล่ินหอมแบบเฉพาะทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ แต่กระนัน้ กส็ ามารถกำหนดคณุ ลกั ษณะ
ของน้ำปรุงที่ดไี ด้ ดังน้ี คอื นำ้ ปรุงจะมีลักษณะสเี ขยี วใส มกี ลน่ิ หอมเยน็ และหรืออาจมีบางสว่ นมีกลนิ่ หอมหวาน น้ำ
ปรุงจะไม่นยิ มกลิน่ หอมอยา่ งโดด ๆ หรอื กล่ินของดอกไม้ 1 ชนดิ เท่านน้ั ควรมีกล่ินเด่น ๓ ตัว ประกอบด้วยกลิ่นหอม
ท่ีเปน็ ตัวนํา กลน่ิ หอมตัวตาม และกลิ่นหอมตวั สดุ ท้าย นำ้ ปรงุ จะมีส่วนของดอกไมห้ ลายชนดิ ผสมกันและใชใ้ บไม้
หอม ได้แก่ ใบเตย ใบเนียม มีสว่ นผสมของสมุนไพรทใ่ี หค้ วามหอมและบาํ รงุ สขุ ภาพ เชน่ พิมเสน กานพลู น้ำมนั
จันทน์ เปน็ ต้น ลักษณะเดน่ ของน้ำปรงุ คือ การผสมผสานน้ำหอมกบั สมุนไพร และมีสูตรการปรงุ ท่ีแตกตา่ งกัน
ออกไป
ทง้ั น้ผี ู้ดำเนินโครงการไดท้ ดลองการทำน้ำปรุงดอกไม้โดยกำหนดสูตรพน้ื ฐาน (Base) เปน็ หลกั ที่จะทำให้
น้ำปรงุ ดอกไม้จะต้องมีกลิ่นพ้ืนฐาน อันเป็นลกั ษณะเด่นคือ หอม หวาน เยน็ มี ลกั ษณะแบบไทย และสามารถปรับ
เพมิ่ เตมิ กล่ินอนื่ เพื่อให้มีความแตกตา่ งกันออกไปตาม ลักษณะกล่ินของดอกไมไ้ ทย โดยได้สตู รสว่ นผสมพ้นื ฐานเป็น
สูตร 1 สตู รน้ำปรงุ ไมด้ อกหอม (พืน้ ฐาน) ที่ปรับเปลี่ยนใชใ้ ห้มกี ลนิ่ ดอกมะลินำดว้ ยน้ำสกัดใบเตย และปรับสตู ร
เลก็ น้อยมาใช้กบั สูตร 2 สตู รนำ้ ปรงุ ไม้ดอกหอมสดท่ีเพมิ่ น้ำลอยดอกกหุ ลาบเพื่อใหม้ กี ลนิ่ หอมของกลีบกุหลาบมอญ
ที่โดดเด่นย่งิ ข้ึน
14
ในการผสมในการปรงุ กลิ่นน้ำปรงุ ดอกไม้น้นั อาจเรยี กได้ว่าเป็นศิลปะ เปน็ ภมู ิปญั ญา เป็นเคลด็ ลับในการ
สรา้ งสรรค์กลิ่นหอม แมว้ ่าการทดลองอาจได้น้ำปรงุ ดอกไมท้ มี่ ีกลิน่ หอม แต่กระนัน้ สูตรสว่ นผสมดังกล่าวกเ็ ป็นเพ่อื
การผสมดว้ ยหลกั เกณฑ์ จำนวนและปรมิ าณของ ส่วนผสม แต่ทัง้ น้ียงั คงต้องขึ้นอยู่กับการทดลองการดมกล่ิน การ
ทดสอบหลายครง้ั หลายหน และหลายผคู้ น แตเ่ พ่ือเป็นแนวทางในการนํามาปรับใช้กบั การสร้างงานศลิ ปะประเภท
หนง่ึ เท่าน้ัน ดงั น้ันการปรับสตู รสว่ นผสม และการดอมดมความหอม จึงข้นึ อยู่กับการรับรู้ทางนาสกิ ของแตล่ ะทา่ น
เปน็ สำคญั
สว่ นท่ี 2 สสี นั จากดอกไม้
ในการศึกษาทดลองกระบวนการและสตู รส่วนผสมของนำ้ ปรุงไม้ดอกหอมสดนัน้ ผู้ดำเนินโครงงานได้
ทดลองสกัดดอกไม้และสมนุ ไพรหอมหลายชนิด ทำใหไ้ ด้กล่ินหอมหลายกลิ่น ไดส้ สี นั ตามสีของดอกไม้ ไม่วา่ จะเป็นสี
มว่ ง สฟี า้ สีชมพู และบางสว่ นไดเ้ ปลีย่ นแปรสีสันไปจากเดมิ อย่างมาก ซงึ่ สีสนั ท่ปี รากฏน้ันนับวา่ มี คุณคา่ ทางความ
งามอยู่อย่างสมบรู ณ์ นอกเหนือจากกล่ินหอมอนั เกดิ จากการสกดั ดอกไม้ นอกจากนสี้ ีสันท่ีเกิดจาดธรรมชาติกม็ ี
อันตรายน้อยกว่าสีสนั ทีส่ ังเคราะหข์ ้ึนอกี ดว้ ย
ภาพท่ี 4 ภาพการทำน้ำสกดั จากดอกมะลิ กลีบบัว ดอกกุหลาบ
15
สว่ นท่ี 3 เทยี นหอมมะพร้าวนำ้ ปรุงดอกไมส้ ด
เทยี นหอมท่ีทำจากไขมะพร้าวจะให้กลน่ิ หอมกว่าเทยี นหอมชนิดอ่ืนนยิ มใชท้ ำให้ผอ่ นคลายเหมาะกบั สตู ร
น้ำปรุงไมด้ อกหอมสดที่ผู้จดั ทำโครงงานเลอื กใช้ ไม้ดอกหอมสดที่มฤี ทธิ์เย็น อยา่ งเช่น กุหลาบ ดอกบัว และมะลิ ทำ
ใหผ้ อ่ นคลายนอนหลบั สบาย นอกจากน้ีกลน่ิ ของดอกไมเ้ หล่านนยี้ งั บำรุงหัวใจอกี ดว้ ย
ภาพที่ 5 ภาพการทำเทยี นหอมจากไขมะพรา้ ว
16
บทท่ี 5 สรุปและอภิปรายผล
ภูมปิ ัญญาทางดา้ นเครอ่ื งหอมจากไมด้ อกหอมของไทย มีชือ่ เสยี งและเปน็ ท่ียอมรบั มาชา้ นานดว้ ยกล่นิ ที่เปน็
เอกลักษณ์มฤี ทธ์ิเยน็ ชว่ ยให้ผอ่ นคลายและช่วยบำบัดโรคบางชนิด เชน่ นอนไม่หลบั โรคเครยี ด นอกจากนีไ้ ม้ดอก
หอมบางประเภทยังมคี ุณสมบัติช่วยบำรงุ หวั ใจ และในการทดลองศึกษาโครงงานในคร้ังน้ีสามารถสรุปและอภิปราย
ผลได้ดังนี้
สรปุ ผลการดำเนินโครงงาน
ในการทำโครงงานนี้ผู้ดำเนินงานได้ศึกษาทดลองเฉพาะแต่นำ้ ปรุงไม้ดอกหอมสด เพอ่ื ประยกุ ตใ์ ชก้ ับงานทำ
เทยี นหอมมะพร้าวน้ำปรุงไมด้ อกหอมสดเท่านนั้ โดยทำการศกึ ษาจากสูตรผสมนำ้ ปรงุ จากตาํ รบั ต่างๆ จำนวนหลาย
สตู ร และได้ทดลองด้วยตนเอง เพยี ง 2 สตู รและปรบั ใชต้ ามความเหมาะสม เครอื่ งหอมทที่ ดลองทำในครัง้ นี้สตู รที่ 1
เป็นเคร่ืองหอมประเภทหนึ่งทีอ่ ยูใ่ นรปู ของน้ำสเี ขียวใสหรือสีเขียวอมเหลอื งใส และสตู รที่ 2 มีสีชมพูกล่ินกุหลาบโดย
โครงงานนีไ้ ดส้ กัดด้วยน้ำดอกไม้ 3 ชนดิ คอื ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ และดอกบวั นอกจากน้ี ในกระบวนการทำน้ำ
ปรุงไม้ดอกหอมสดยงั ไดม้ ีส่วนผสมของพชื พันธ์ุไม้หอมชนิดต่างๆ ได้แก่ ใบเตย ใบเนียม ใบพลู และผิวมะกรดู
ขน้ึ กับวตั ถดุ บิ ที่หาได้ในท้องถ่ินในแตล่ ะช่วงเวลา
จากการศึกษาสตู รส่วนผสมของนำ้ ปรงุ จะเห็นได้วา่ มสี ่วนประกอบที่ใกลเ้ คยี งกัน โดยประกอบดว้ ย 5 ส่วน
หลักๆ คอื สกัดดอกไมส้ ดชนิดต่างๆ (ใชแ้ อลกอฮอล์สกดั ) นำ้ สกดั ใบไม้หอม (ใช้แอลกอฮอล์สกดั ) หัวน้ำหอม หรอื
น้ำมนั หอมระเหยกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ในที่นี้ใช้น้ำสกัดผิวมะกรูด ตวั ตรงึ กล่นิ ตวั ดบั กลิน่ แอลกอฮอล์ และน้ำดอกไมส้ ด
ในการศึกษาทดลองกระบวนการและสูตรสว่ นผสมของน้ำปรุงไม้ดอกหอมสดนั้น ผู้ดำเนินโครงงานได้
ทดลองสกัดดอกไมแ้ ละสมนุ ไพรหอมหลายชนิด ทำใหไ้ ด้กลนิ่ หอมหลายกลิ่น ไดส้ ีสันตามสีของดอกไม้ ไมว่ ่าจะเป็นสี
ม่วง สีฟ้า สีชมพู และบางส่วนไดเ้ ปลีย่ นแปรงสีสนั ไปจากเดมิ อยา่ งมาก ซ่ึงสีสนั ท่ปี รากฏน้ันนับวา่ มี คุณค่าทางความ
งามอยู่อยา่ งสมบูรณ์ นอกเหนือจากกล่ินหอมอันเกิดจากการสกดั ดอกไม้ นอกจากนีส้ ีสันท่ีเกดิ จาดธรรมชาตกิ ม็ ี
อนั ตรายนอ้ ยกว่าสสี นั ท่ีสงั เคราะหข์ ึ้นอีกด้วย
การศึกษาทดลองทำเทียนหอมมะพรา้ วนำ้ ปรงุ ดอกไม้สด ผู้ดำเนินโครงงานใชไ้ ขมะพร้าวซง่ึ จะให้กลน่ิ หอม
กว่าเทียนหอมชนดิ อน่ื นิยมใชท้ ำใหผ้ ่อนคลายเหมาะกบั สตู รนำ้ ปรงุ ไม้ดอกหอมสดทีผ่ จู้ ัดทำโครงงานเลือกใช้ ไม้ดอก
หอมสดทม่ี ฤี ทธ์ิเยน็ อย่างเช่น กหุ ลาบ ดอกบัว และมะลิ ทำใหผ้ อ่ นคลายนอนหลบั สบาย นอกจากนกี้ ลิ่นของดอกไม้
เหลา่ นนี้ยงั บำรุงหวั ใจอกี ดว้ ย
17
อภปิ รายผลการดำเนินโครงงาน
การศึกษาการทำน้ำปรงุ ไม้ดอกหอมไทยแตเ่ ดิมทำจากไม้ดอกหอมสดหมักทิ้งไว้นานๆ ตอ่ มาทำการสกัด
ดว้ ยแอลกอฮอล์ แต่ปัจจุบัน เน่อื งจากดอกไมต้ า่ งๆ หายาก หรือต้องใช้ดอกไม้จำนวนมากท่ีจะสกัดกลน่ิ ไดต้ ามท่ี
ตอ้ งการ ดังนั้นจงึ มกี ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ พือ่ ใหไ้ ด้หวั น้ำหอมกลิน่ ดอกไม้สดต่างๆ เพอ่ื นํามาทำนำ้ ปรุง
อย่างไรกต็ ามในการทำโครงงานคร้ังน้ผี ู้ดำเนินโครงงานได้ดำเนินการสกัดน้ำดอกไม้จากดอกไมจ้ ริง จากนำ้ สกัดดอก
มะลิ นำ้ สกดั ดอกกุหลาบ นำ้ สกัดดอกบัว น้ำสกดั ใบเตย และนำ้ สกดั มะกรดู เป็นต้น ทง้ั น้ี ในการทำน้ำปรุงไม้ดอก
หอมสด อาจถอื ได้วา่ เปน็ ศิลปะแห่งการสรา้ งสรรคก์ ลิ่นหอม และข้นึ อยกู่ บั ความชาํ นาญ รสนิยม ความชอบในกลน่ิ
หอมแบบเฉพาะทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์ ถึงแมว้ ่าการทดลองอาจได้น้ำปรงุ ดอกไมท้ มี่ ีกล่ินหอม แต่กระนั้นสูตรส่วนผสม
ดังกล่าวก็เปน็ เพื่อการผสมดว้ ยหลกั เกณฑ์ จำนวนและปรมิ าณของ สว่ นผสม แต่ทัง้ นยี้ งั คงตอ้ งข้นึ อยกู่ ับการทดลอง
การดมกลิน่ การทดสอบหลายคร้ังหลายหน และหลายผู้คน แตเ่ พ่ือเป็นแนวทางในการนาํ มาปรับใช้กบั การสรา้ งงาน
เทียนหอมเท่าน้ัน ดงั นนั้ การปรับสตู รสว่ นผสม จึงขึ้นอยกู่ บั การรับรู้ทางนาสิกของแตล่ ะทา่ นเป็นสำคัญ และ
เน่ืองจากระยะเวลามจี ำกัดการทำนำ้ ปรงุ สูตรโบราณหลายสูตรทำไม่ไดเ้ น่อื งจากใชร้ ะยะเวลาในการดำเนินการนาน
และข้อควรระวงั ในการนำไมด้ อกหอมสดมาทำนำ้ ปรงุ นั้นถา้ กลีบดอกไมช้ ้ำอาจหรอื นำกลีบดอกออกมาไม่หมดจะ
เกิดการเน่าเสียได้