พระพุทธศาสนา จัดทำ โดย ด.ช.ปัถย์ ปัญญาสาธิตกิจ ม.2/12 เลขที่ 9 ด.ช.พศิน บุญเอกรัตน์ ม.2/12 เลขที่ 15 ด.ช.วรัญญู ผัดดี ม.2/12 เลขที่33
คำ นำ โครงงานนี้จัดทำ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนใน รายวิชาพระพุทธศาสนา และการศึกษา “พุทธประวัติ” จะทำ ให้ผู้อ่านได้ทราบถึงเรื่องราวขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้ง ตั้ แต่อดีตชาติ จนถึงการเสด็จ ดับขันธปรินิพพาน และหลักในการดำ เนินชีวิตที่น่าสนใจ ที่ สามารถนำ มาประยุกต์ใช้ในการดำ เนินชีวิตได้อย่าง มีความสุข
สารบัน เรื่อ รื่ ง หน้า น้ พุทธประวัติ 1 ประวัติพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ ประวัติพระพุทธเจ้า ประสูติ 2 ประวัติพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน 3 1 หลักธรรม 4 พรหมวิหาร 4 4-5 เบญจศีล 6 ศีล 5 6 เบญจธรรม 7 อริยสัจ 4 8-9 ขันธ์ 5 10-11
อิทธิบาท 4 12-13 เรื่อ รื่ ง หน้า น้ สังเวชนียสถาน 4 ตำ บล 14-17 สังเวชนียสถานแห่งที่ 1 14 สังเวชนียสถานแห่งที่ 2 15 สังเวชนียสถานแห่งที่ 4 16 17 สังเวชนียสถานแห่งที่ 3 ศาสนสถาน 18-21 วัดอรุณ 18 วัดโพธิ์ วัดมหาธาตุ วัดไชยวัฒนาราม 19 20 21
ศาสนาทั้ง ทั้ 4 22-34 ศาสนาคริสต์ 22 ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม 25 29 ศาสนาฮินดู 32
พุทธประวัติ ประวัติ วัติพระพุทธเจ้า จ้ ประสูติ พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและ พระนางสิริมหามายา ประสูติในตระกูลกษัต ษั ริย์ ในวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อประสูติแล้วทรงพระดำ เนินได้ 7 ก้าวโดยมีดอกบัวรองรับ จากนั้น นั้ ยกพระหัตถ์ขวา และกล่าววาจาขึ้นได้ทันทีแม้ว่าจะมีการประชุมตั้ง ตั้ พระนามว่า “สิทธัตถะ” แต่คนในอินเดียส่วนใหญ่นิยมเรียกพระราชกุมารว่า “พระโคตมะ” หรือ “พระโคดม” หลังจากที่ ประสูติได้เพียง 7 วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต เมื่ออายุเพียง 8 พรรษาก็สามารถศึกษาศิลปวิทยาได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน เมื่อพระชนมายุ 16 พรรษา พระองค์ ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือพระนางพิมพายโสธารา จนเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า “ราหุล” 1
ประวัติ วัติพระพุทธเจ้า จ้ ตรัส รั รู้ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดความเบื่อหน่ายจำ เจกับในปราสาท ในกลางดึกคืนหนึ่ง พระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฑ กะเดินทางร่วมกันไปยังแม่น้ำ อโนมานที พระองค์นั่ง นั่ บน พื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุด ก่อนจะเดินทาง ไปยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ ในช่วงแรกพระองค์ได้ศึกษาธรรมหลายรูปแบบ และ บำ เพ็ญทุกรกริยา ก่อนจะพบกับทางสายกลาง เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำ ไปสู่การพ้นทุกข์ ได้ เมื่อเวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระ ชนมายุ 35 พรรษา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้น ศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสีโดยพระธรรมที่ตรัสรู้คือ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 2
ประวัติ วัติพระพุทธเจ้า จ้ปรินิริ นิพพาน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา พระองค์ เสด็จไปแสดงธรรมชื่อว่า “ธัมมะจักกัปปวัตสูตร” แก่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ทั้ 5 ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะเกิดความ เลื่อมใสและขออุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพุทธ ศาสนา พระองค์แสดงธรรมให้กับสาวก ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา กระทั่ง ทั่ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ขณะพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ และเป็นการเริ่ม ต้นพุทธศักราช 3
หลักธรรม 4 พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำ ใจเพื่อให้ตนดำ รงชีวิตได้อย่าง ประเสริฐและบริสุทธิ์เ ธิ์ ฉกเช่นพรหม เป็นแนวธรรมปฏิบัติ ของผู้ที่ปกครอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ประกอบด้วยหลัก ปฏิบัติ 4 ประการ ได้แก่ เมตตา คือ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำ ประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่ว ทั่ หน้า กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะ ปลดเปลื้องบำ บัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
มุทิตา คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง ประกอบด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้ง ทั้ หลายผู้ดำ รงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำ รงอยู่ในธรรมตาม ที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจ ตาชั่ง ชั่ ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ ทั้ง ทั้ หลายกระทำ แล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว ชั่ สมควรแก่ เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตาม ธรรม รวมทั้ง ทั้ รู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควร ทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบ ตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของ ตน 5
เบญจศีล แปลว่า ศีล 5 เป็นศีลหรือข้อห้ามในลำ ดับเบื้องต้นตามพระโอวาทของพระโคตมพุทธเจ้า พระศาสดาพระองค์ ปัจจุบันแห่งศาสนาพุทธ แต่ทั้ง ทั้ นี้เบญจศีลเป็นหลักการที่มี มาและเป็นที่สั่ง สั่ สอนทั่ว ทั่ ไปก่อนพระพุทธโคดมอุบัติแล้ว จัด เป็นศีลขั้น ขั้ ต่ำ ของพระโสดาบัน ศีล 5 6 ได้แก่ ๑) ไม่ฆ่าสัตว์ ๒) ไม่ลักทรัพย์ ๓) ไม่ประพฤติผิดในกาม ๔) ไม่ พูดเท็จ ๕) ไม่ดื่มสุราของมึนเมา
เบญจธรรม 7 หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติห้าประการตามคำ สอนในพุทธ ศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเจริญ ก้าวหน้า ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดีแก่ผู้คน เบญจธรรมเป็นข้อพึงปฏิบัติห้าประการ คู่กับ เบญจศีล อัน เป็นข้อไม่พึงปฏิบัติห้าประการ ซึ่งประกอบด้วย ๑. เมตตากรุณา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ๒. สัมมาอาชีวะ คือการประกอบสัมมาชีพ สุจริต ๓. กามสังวร คือการสำ รวมในกาม รู้จักพอใจในคู่ครอง ๔. สัจจะ คือการรักษาความสัตย์ ซื่อตรงในกาย วาจาใจ ๕. สติสัมปชัญญะ คือความระลึกได้และความรู้ตัวอยู่เสมอ ถ้าทุกคนรักษาศีล ๕ เป็นข้องดเว้นได้แล้วย่อมปลอดทุกข์
อริยสัจ 4 เป็นหลักคำ สอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือ ความจริงที่ทำ ให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น คั้ ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น สิ้ ) การประสบกับสิ่ง อันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น นั้ กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็ คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5 สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทาง กามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจาก ภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบ ด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 8
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ( ก็ข้อนี้แลเป็นความดับทุกข์ ) ( ความดับโดยสิ้นกำ หนัด โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละใด ) จาโค ความสละตัณหานั้น , ปะฏินิสสัคโค ความวางตัณหานั้น , มุตติการปล่อยตัณหานั้น , อะนาละโย ความไม่พัวพันแห่งตัณหานั้นมรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำ ไปสู่นิโรธหรือ รื นำ ไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ ความดำ ริช ริ อบ 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ กระทำ ชอบ 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. สัมมาสติ ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรีย รี กอีกชื่อหนึ่งได้ว่า ว่ "มัชฌิมา ปฏิปทา" หรือ รื ทางสายกลาง 9
ขันธ์ 5 ขันธ์ แปลว่า ตัว, หมู่, กอง, พวก, หมวด ในทางพุทธ ศาสนาหมายถึงส่วนหนึ่งๆ ของรูปกับนามที่แยกออกเป็น 5 กอง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ 5 หรือขันธ์ทั้ง ทั้ 5 ได้แก่ รูป เป็นสภาพไม่รู้ มีทั้ง ทั้ หมด 28 รูป แบ่งเป็น อุ ปาทยรูป 24 รูป และมหาภูตรูป 4 รูป เวทนา เป็นความรู้สึก มีทั้ง ทั้ หมด 5 เวทนา คือ สุขกาย สุขใจ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ อุเบกขาทางใจ สัญญา เป็นความจำ ได้ ความรู้จำ สิ่งที่ปรากฏได้ทางตา หู จมูก ลิ้น ลิ้ กาย และความรู้สึกได้ทางใจ คือ เวทนา สัญญา สังขาร 10
สังขาร เป็นการปรุงแต่งจิตให้จิตมีอารมณ์และกิริยาหลากหลาย มีทั้ง ทั้ หมด 50 สังขาร วิญญาณ เป็นสภาพรับรู้ มีทั้ง ทั้ หมด 6 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น ลิ้ กาย ใจ 11
อิทธิบาท 4 เป็นศัพท์ในพระพุทธศาสนา หมายถึง ฐานหรือ รื หนทางสู่ ความสำ เร็จ หรือ รื คุณเครื่อ รื่ งให้ถึงความสำ เร็จ คุณเครื่อ รื่ งสำ เร็จ สมประสงค์ ทางแห่งความสำ เร็จ คุณธรรมที่นำ ไปสู่ความสำ เร็จ แห่งผลที่มุ่งหมาย มี ๔ ประการ คือ ฉันทะ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำ สิ่งนั้น นั้ อยู่เสมอ และปรารถนาจะทำ ให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป วิริยะ คือ ขยันหมั่น มั่ ประกอบสิ่งนั้น นั้ ด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย จิตตะ คือ ตั้ง ตั้ จิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำ สิ่งนั้น นั้ ด้วยความคิด เอาจิต ฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป 12
13 วิมังสา คือ หมั่น มั่ ใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำ นั้น นั้ มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น
14 สังเวชนียสถาน 4 ตำ บล สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑ คือสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น นั้ ปัจจุบันนี้อยู่ใน เขตประเทศเนปาล ซึ่งตั้ง ตั้ อยู่ทางทิศเหนือของประเทอินเดียและสถานที่ประสูตินี้ตั้ง ตั้ อยู่ห่างจากชายแดนอินเดีย-เนปาล ประมาณ ๓๒ กิโลเมตร ปัจจุบันสังเวชนียสถานแห่งนี้ ภาษาทางราชการเรียกว่า "ลุมมินเด" แต่ชาวบ้านทั่ว ทั่ ไปก็ยัง เรียกว่า "ลุมพินี" สังเวชนียสถานแห่งที่ 1
15 สังเวชนียสถานแห่งที่ 2 สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒ คือสถานที่ตรัสรู้นี้ แต่เดิมทีเดียว ในสมัยพุทธกาลนั้น นั้ คือตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา แคว้นมคธ ซึ่งมีเมืองราชคฤห์ เป็นเมืองหลวง ปัจจุบัน สถานที่ตรัสรู้นี้เรียก ตำ บลพุทธคยา ขึ้นอยู่กับจังหวัดคยา (ห่างจากจังหวัดคยา ๑๒ กิโลเมตร) รัฐพิหาร มีเมืองหลวงชื่อ ปัฎนะ หรือ ปัฎนา (หรือชื่อเดิมว่า ปาฎลีบุตร)
สังเวชนียสถานแห่งที่ 3 สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือ สถานที่พระตถาคตเจ้าทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป สถานที่นี้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ ห่างจากเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร 16
สังเวชนียสถานแห่งที่4 สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้ง ทั้ กิเลส ทั้ง ทั้ เบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่ว ทั่ ไปจะ นิพพาน ๒ ครั้ง รั้ คือ ครั้ง รั้ แรกนั้น นั้ เป็นการดับกิเลส ส่วน เบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น นั้ เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่น พระพุทธเจ้า นิพพานครั้ง รั้ แรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ส่วนนิพพานครั้ง รั้ ที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนิพาน ดังได้กล่าวแล้วนั้น นั้ เอง สถานที่นิพพานที่พุทธประวัติระบุว่า สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบันมีสถูปและวิหารเป็นสัญลักษณ์ เป็น อุทยานที่ได้รับการรักษาจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี มีต้นสาละและไม้อื่นปลูกอยู่ทั่ว ทั่ ไป ให้ความร่มรื่นพอสมควร17
วัดอรุณ 18 วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างตั้ง ตั้ แต่สมัยกรุง ศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า ” วัดมะกอก ” แล้วเปลี่ยนมาเป็น “ วัดแจ้ง ” ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และต่อ มาสมัยรัชกาลที่ 2 ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่แล้ว พระราชทานชื่อใหม่ว่า “ วัดอรุณราชธาราม ” และต่อมาในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “ วัดอรุณราชวราราม ” มีชื่อเต็มว่า “ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ”
วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (ตามที่ บันทึกในพจนานุกรมของสำ นักงานราชบัณฑิตยสถาน อ่านว่า [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน-วิ-มน-มัง-คะ-ลา-ราม] หรือ [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน-วิ-มน-มัง-คฺลา-ราม]) มีชื่อเรียกทั่ว ทั่ ไป กันว่าวัดโพธารามหรือวัดโพธิ์ สันนิษฐานว่าในอดีตวัดโพธิ์ เป็นเพียงวัดราษฎร์เล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยกรุง ศรีอยุธยาก่อนที่จะเกิดการบูรณปฏิสังขรโดย พระเจ้าตากสินมหาราชของกรุงธนบุรีและถูกสถาปนาและ ถูกย้ายมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ เจ้าพระยาในสมัยของ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือราชกาลที่ 1 ในปี พ.ศ. 2331 วัดพระเชตุพนฯ ตั้ง ตั้ อยู่ใกล้วัดพระแก้วและทางทิศใต้ของ พระบรมหาราชวังและติดกับแม่น้ำ เจ้าพระยา โดยวัด พระเชตุพนฯ เป็นพระอารามหลวงชั้น ชั้ เอกและเป็นวัด ประจำ ของรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรกรีไทย 19
วัดไชยวัฒนาราม วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนที่ ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวาย พระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ รงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนครละแวกโดยจำ ลอง แบบมาจากปราสาทนครวัด วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำ เพ็ญพระราชกุศลของ พระมหากษัต ษั ริย์สืบต่อมาหลังจากนั้น นั้ ทุกพระองค์ จึงได้รับ การปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระ เพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ 20
วัดมหาธาตุ วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง ตั้ง ตั้ อยู่ใกล้วัดราช บูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว งั่ เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และได้ สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระ ปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราช หัตถเลขา 21
ศาสนาทั้ง 4 ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ ราชบัณฑิตยสถาน เรียกว่า คริสต์ศาสนา เป็น ศาสนา ประเภท เอกเทวนิยม แบบ อับราฮัม ที่มีพื้น ฐานมาจากชีวิตและการสอนของ พระเยซู ตามที่ปรากฏใน พระวรสารในสารบบ และงานเขียน พันธสัญญาใหม่ อื่น ๆ ผู้นับถือศาสนาคริสต์เรียกว่า คริสต์ศาสนิกชน หรือ คริสต ชน 22
ศาสดา คือ พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงลงมาบังเกิด เป็นผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ และทรงเป็นพระเจ้าด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุคคลหนึ่งในพระตรีเอกภาพ (พระบิดา พระบุตร และพระจิต) พระเยซูถูกทรมานและถูกตรึงกางเขนจนสิ้น สิ้ ชีวิต การพลีชีพของพระองค์คือการ ไถ่บาปให้แก่มนุษยชาติ 23 ศาสนสถาน โบสถ์ พิธีกรรม 1. พิธีศีลล้างบาปหรือ พิธีศีลจุ่ม 2. พิธีศีลกาลัง 3. พิธีศีลมหาสนิท 4. พิธีศีลแก้บาป หรือ ศีลอภัยบาป 5. พิธีศีลเจิมคนไข้ 6. พิธีศีลอนุกรม หรือ พิธีศีลบวช 7. พิธีศีลสมรส
ประวัติ ศาสนาคริสต์ในช่วงแรกถือเป็นนิกายหนึ่งของ ศาสนายู ดาห์ เมื่อกลาง คริสต์ศตวรรษที่ 1 โดยถือกำ เนิดขึ้นใน ชายฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันออกของ ตะวันออกกลาง (ปัจจุบัน คือ อิสราเอล และ ปาเลสไตน์ ) ไม่นานก็เผยแพร่ไปยัง ซีเรีย เมโสโปเตเมีย เอเชีย ไมเนอร์ และ อียิปต์ ศาสนาคริสต์มีขนาดและอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ทศวรรษ และจนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 4 ได้กลายมาเป็น ศาสนาประจำ ชาติ จักรวรรดิโรมัน ระหว่าง สมัยกลาง ในดินแดนยุโรปที่เหลือส่วนมากรับ ศาสนาคริสต์แล้ว แต่บางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ เอธิโอเปีย และบางส่วนของ ประเทศ อินเดีย คริสตชนยังถือเป็นศาสนิกชนกลุ่มน้อย หลัง ยุค สำ รวจ ศาสนาคริสต์ได้แผ่ขยายไปยัง ทวีปอเมริกา ออส ตราเลเซีย แอฟริกาใต้สะฮารา และส่วนที่เหลือของโลก ผ่านงาน มิชชันนารี และ ลัทธิอาณานิคม 24
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับราฮัม บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิ ดิ์ สิ ทธิ์ข ธิ์ องอิสลามซึ่ง สาวกถือว่าเป็นพระวจนะคำ ต่อคำ ของพระเป็นเจ้า และ สำ หรับสาวกส่วนใหญ่ เป็นคำ สอนและตัวอย่างเชิง บรรทัดฐาน ของมุฮัมมัด เป็นศาสดา องค์สุดท้ายของพระ เป็นเจ้า สาวกของศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม มุสลิมเชื่อว่า พระเจ้าเป็นหนึ่งและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุด ประสงค์ของการดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็นเจ้า มุสลิมยังเชื่อว่า ศาสนาอิสลามเป็นบรรพศรัทธาฉบับ สมบูรณ์และเป็นสากลที่สุดซึ่งได้ประจักษ์ม ษ์ าหลายครั้ง รั้ ก่อน หน้านั้น นั้ ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสส และพระเยซู พวกเขายึดมั่น มั่ ว่า สารและวิวรณ์ถูกแปลผิด หรือเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาล แต่มองว่าอัลกุรอานภา ษาอาหรับเป็นทั้ง ทั้ วิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระ เป็นเจ้า มโนทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้ง ทั้ ห้าของ อิสลาม ซึ่งเป็นมโนทัศน์พื้นฐานและการปฏิบัติตนนมัสการ ที่ต้องปฏิบัติตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซึ่ง ครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตและสังคม โดยกำ หนด แนวทางในหัวเรื่องหลายหลาก ตั้ง ตั้ แต่การธนาคารไปจนถึง สวัสดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ศาสนาอิสลาม 25
ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับวะฮ์ยู คือ การติดต่อสื่อสารโดยฉับพลันจากอัลลอฮ์ โดยผ่านสื่อคือ เทวทูต ญิบรีล และยังไม่มีบัญชาให้ออกเผยแพร่ ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำ ว่า อิกเราะอ์ ที่มีความหมายว่า “เจ้าจงอ่านเถิด” “เจ้าจงอ่านเถิด ด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง มนุษย์จากก้อนเลือด เจ้าจงอ่านเถิด และผู้ อภิบาลของเจ้าทรงเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ยิ่ง พระองค์ทรงสอน มนุษย์ ให้รู้จักใช้ปากกา และทรงสอนมนุษย์ ในสิ่งที่เขา ไม่รู้” (๙๖ : ๑-๕) การได้รับวะฮ์ยู โดยไม่มีบัญชาให้ออก เผยแพร่นี้ถือเป็นการ แต่งตั้ง ตั้ ให้ท่านมีตำ แหน่งเป็นศาสดา (นบี) จากพระองค์อัลลอฮ์ซึ่งเกิดขึ้น ในเดือนรอมฎอน ณ ถ้ำ ฮิรออ์ขณะนั้น นั้ ท่านมีอายุได้๔๐ ปีส่วนการแต่งตั้ง ตั้ ให้ท่าน เป็นรอซู้ล พร้อมมีบัญชาให้นำ เอาหลักการศาสนาออก เผย แพร่ต่อมวลมนุษย์นั้น นั้ เกิดขึ้นหลังจากวันที่ท่านได้รับการ แต่งตั้ง ตั้ เป็นนบี ๖ เดือน ศาสดา 26
ศาสนสถาน มัสยิด พิธีกรรม พิธีสุหนัต พิธีการปฏิญาณตนเป็นมุสลิม พิธีละหมาด พิธีการถือศีลอด พิธีการจ่ายซะกาต พิธีฮัจญ์ 27
ประวัติศาสนาอิสลาม เริ่มขึ้นปี ค.ศ. 632 จากชุมชนมุสลิมที่น ที่ บีมุ บี มุ ฮัมมัดตั้ง ตั้ ขึ้นแล้วในคาบสมุทรอาหรับ ในศตวรรษต่อ มามีการเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปอย่างกว้างขวางโดย เฉพาะในจักรวรรดิกาหลิบรอชิดีนและช่วงราชวงศ์อุมัยยะห์ที่ศาสนาอิสลามแพร่ไปถึงทวีปยุโรปตอนใต้ หลายร้อยปีต่อ มามีราชวงศ์มุสลิมปกครองหลายประเทศทั่ว ทั่ โลกด้วยกัน ได้แก่ ราชวงศ์อับบาซียะห์ ราชวงศ์ฟาติมียะห์ ราชวงศ์เซล จุค ราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ และมีจักรวรรดิมุสลิมที่ แผ่อาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาล เช่น จักรวรรดิโมกุล ในประเทศอินเดีย และจักรวรรดิออตโตมันในประเทศตุรกี และคาบสมุทรบอลข่าน ปัจจุบันศาสนาอิสลามแพร่ไปทั่ว ทั่ โลกจากเมืองมักกะฮ์ ไป ถึง ประเทศจีน และ ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 มีประชากรมุสลิมด้วยกัน 1.571 พันล้านคนทั่ว ทั่ โลก ทำ ให้เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดเป็นอันดับสอง ของโลก รองจากศาสนาคริสต์ ประวัติ 28
ศาสนาพุทธ เป็น ศาสนา อเทวนิยมที่มีอายุกว่า 2,500 ปี มีผู้นับถือเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน ทวีปเอเชีย โดยมี พระโคตมพุทธเจ้า เป็น ศาสดา มี พระธรรม ที่พระองค์ ตรัสรู้ ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัส สอนไว้เป็นหลักคำ สอนสำ คัญ มี พระสงฆ์ สาวกผู้ตัดสินใจ ออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำ สั่ง สั่ สอน ธรรม-วินัย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุดหมายคือพระนิพพาน และสืบทอด คำ สอนของพระบรมศาสดา รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย 1 นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนา ยังประกอบ คำ สอนสำ หรับการดำ รงชีวิตที่ดีงาม สำ หรับผู้ที่ยังไม่ ออกบวช ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและศึกษา ปฏิบัติตนตามคำ สั่ง สั่ สอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำ แนก ได้เป็น 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือ ที่เรียกว่า พุทธบริษัท ษั 4 พุทธศาสนาศาสนา 29
ศาสดา พระศาสดาของพระพุทธศาสนาคือพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า “ ผู้มีความสำ เร็จสมประสงค์ในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ตนตั้ง ตั้ ใจจะทำ “ พระองค์เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ทรงมีพระปัญญาอันเลิศ สามารถศึกษาเล่าเรียนได้ว่องไว ทรงมีความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาการหลายสาขา พิธีกรรม 1.พิธีเวียนเทียน 2.พิธีการตักบาตร 3.พิธีการทำ บุญ 4.พิธีอุปสมบท 5.พิธีถวายสังฆทาน 6.พิธีอาราธนา 7.พิธีในงานศพ 8.พิธีการกรวดน้ำ 9.พิธีทอดกฐิน 10.พิธีทอดผ้าป่า 30
ประวัติ วัติ 31 พระพุทธศาสนาคือคำ สั่ง สั่ สอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธ ศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในประเทศอินเดีย ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนาคือเป็นศาสนาแห่ง ความรู้และความเป็นจริง เพราะเป็นศาสนาแห่งการตรัสรู้ จากพระปัญญาอันยิ่งของพระพุทธองค์เอง พระธรรมที่ทรง ตรัสรู้ คืออริยสัจ ๔ ก็เป็นความจริงอันเที่ยงแท้ พระพุทธ ศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ กล่าวคือในกระบวนการคิดของโลกศาสนา พระพุทธศาสนาได้รับยกย่องจากทั่ว ทั่ โลกว่าเป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามี สงครามในนามศาสนาหรือการเผยแผ่ศาสนา เพราะให้เสรีภาพในการพิจารณาด้วยปัญญา และพระพุทธ ศาสนาเป็นศาสนาแห่งความอิสระเสรีภาพ กล่าวคือไม่ผูก ติดกับผู้ดลบันดาลหรือพระผู้เป็นเจ้า เชื่อในความสามารถ ของมนุษย์ว่ามีศักยภาพในการปลดเปลื้องทุกข์โดยไม่ต้อง รอการดลบันดาล พระพุทธศาสนานับว่าเป็นศาสนาที่สำ คัญ ที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีผู้นับถือจำ นวนมากหลายร้อย ล้านคน โดยเฉพาะในประเทศทางเอเชียใต้ เอเชียตะวัน ออก และเอเชียอาคเนย์ ตลอดจนประเทศต่าง ๆ ทั่ว ทั่ โลก
ศาสนาฮินดู หรือในเอกสารภาษาไทยนิยมใช้คำ ว่า ศาสนา พราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาหนึ่งในกลุ่มศาสนาอินเดีย และ เป็นธรรมะหรือแนวทางการใช้ชีวิตของผู้คน ที่เป็นที่นับถือ อย่างแพร่หลายในอนุทวีปอินเดียและบางส่วนในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบนเกาะบาหลี เป็นที่ยอมรับ กันทั่ว ทั่ ไปว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ศาสนิกชนและ นักวิชาการบางกลุ่มเรียกศาสนาฮินดูว่าเป็น "สนาตนธรรม" หรือหนทางนิรันดร์ชั่ว ชั่ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นัก วิชาการมักมองศาสนาฮินดูว่าเป็นการผสมผสานของ หรือ สังเคราะห์มาจาก วัฒนธรรม จารีต และประเพณีอันหลาก หลายในอนุทวีปอินเดีย ที่มีรากฐานหลากหลาย และไม่มี ศาสดาหรือผู้ริเริ่มตั้ง ตั้ ศาสนา แต่ผู้เผยแผ่คำ ภีร์พระเวท ยุค แรกเริ่มคือ ฤๅษีว ษี ยาส ท่านเปรียบเสมือนเป็นศาสดาคนหนึ่ง"การสังเคราะห์ศาสนาฮินดู" นี้เริ่มมีขึ้นระหว่างราว 500 ปี ก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศักราช 300 ภายหลังการสิ้น สิ้ สุดลง ของยุคพระเวท และเจริญรุ่งเรืองในอินเดียสมัยกลางไป พร้อมกับการเสื่อมของศาสนาพุทธในอนุทวีปอินเดีย ศาสนาฮินดู 32
พิธีกรรม อวาหนะ (Avahana) - อัญเชิญองค์เทพมาจุติ อาสนะ (Asana) - อัญเชิญองค์เทพจุติบนที่นั่ง นั่ (อาสนะ) ที่จัดไว้ ปาทยะ (Padya) - การชำ ระล้างพระบาท (เท้า) ของ องค์เทพ ในกรณีที่มีเทวรูปจะใช้การรดน้ำ สะอาดลงบน เท้าหรือฐานของเทวรูป ใช้น้ำ ชำ ระล้างองค์เทพ ในกรณีที่มีเทวรูป มีทั้ง ทั้ การใช้ ผ้าชุบย้ำ เช็ด รดน้ำ พรมน้ำ เป็นต้น อารคยะ (Arghya) - ถวายน้ำ ดื่มแด่องค์เทพ หรือบ้าง ว่าเป็นน้ำ ล้างพระโอษฐ์ (ปาก) สนานะ (Snana) หรือ อภิเษก (abhisekha) - ถวายน้ำ เพื่อการสรงน้ำ วัสตระ (Vastra) - การถวายผ้า เครื่องแต่งกาย หรือ เครื่องประดับ ในกรณีที่มีเทวรูปอาจนำ ผ้ามาพันหรือนำ เครื่องประดับมาตกแต่งเทวรูป อุปวีตะ (Upaveeda) หรือ มงคลสูตร (Mangalsutra) - การพันสายสิญจน์ อนุเลปนา (Anulepana) หรือ คันธา (gandha) - การ ประพรมหรือละเลงน้ำ หอม เครื่องหอม หรือไม้หอม เช่น ผงSandalwoodบด หรือ kumkum ปุษปาญชลี (Pushpanjali) หรือ บุษบา (Pushpa) - การถวายดอกไม้ หรือพวงมาลัยคล้องพระศอ (คอ) ของเทวรูป 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 33
11.ธูป (Dhupa) - การจุดธูป ทีป (Dipa) หรือ อารตี (Aarti) - การนำ ตะเกียงจุดเพลิง หรือประทีปมาปัดแกว่งโดยรอบองค์เทวรูป 12.ไนเวทยะ (Naivedya) - การถวายภัตตาหาร ผลไม้ ของหวาน (เรียกรวมว่า "โภคะ" - Bhoga) 13.นมัสการ (Namaskara) หรือ ปรนัม (pranama) - การกราบราบลงไปกับพื้นเพื่อถวายความเคารพ 14.ปริกรรม (Parikrama) หรือ ปรทักษิน ษิ า (Pradakshina) - การ Circumambulation 14.รอบองค์เทพ 15.หยิบใบไม้ขึ้นมา 16.ปุษปาญชลี (Pushpanjali) หรือ บุษบา (Pushpa) - การถวายดอกไม้ หรือพวงมาลัยคล้องพระศอ (คอ) ของเทวรูป 34 ศาสดา ไม่มีศาสดาผู้ให้กำ เนิดเหมือนพระพุทธศาสนา หรือคริสต์ ศาสนา แต่ถือเทพเจ้าเป็นที่เคารพสักการะ ๓ องค์ด้วยกัน คือ พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร