The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saranya Srivichian, 2022-12-20 08:21:09

เมโสโปเตเมีย

8F88177E-1F38-42E0-8E10-0D421E99720C

เมโสโปเตเมีย
MESOPOTAMIA

เมโสโปเตเมีย เป็นคำภาษากรีก แปลว่า ที่
ระหว่างแม่น้ำ ดินแดนที่ชาวกรีกเรียกว่า เมโส
โปเตเมียนี้ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำไทกรีสและยูเฟร

ตีสเป็นส่วนหนึ่งของ”ดินแดนรูปพระจันทร์
เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่ง
วงกลมผืนใหญ่ ที่ทอดโค้งขึ้นไปจากฝั่งทะเล

เมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย

เมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน
น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำจากแม่น้ำที่มาจากหิมะละลาย

ในฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย น้ำจะพัดพา เอา
โคลนตม ตะกอนมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดิน
อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำ

ในแม่น้ำอันเกิดจากหิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่
แน่นอนและบางครั้งก็สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง
ไร่นา ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีใน
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มี

ประสิทธิภาพ

ความอุดมสมบูรณ์

ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำเป็นเครื่องดึงดูดให้ผู้คนเข้า
มาทำมาหากินในบริเวณนี้ แต่ความร้อนของอากาศก็เป็น
เครื่องบั่นทอนกำลังของผู้คนที่อาศัยอยู่ทำให้คนเหล่านั้นขาด
ความกระตือรือร้น เมื่อมีพวกอื่นเข้ารุกรานจึงต้องหลีกทางให้ผู้
ที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเมื่ออยู่ไปนานๆเข้าก็ประสบภาวะเดียวกันต้อง
หลีกให้ผู้อื่นต่อไป พวกที่เข้ามารุกรานส่วนใหญ่มักจะมาจาก
บริเวณหุบเขาที่ราบสูงทางภาคเหนือและตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่
เป็นเขาหินปูนไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตลุ่มแม่น้ำ และยังมีพวกที่มา
จากทะเลทรายซีเรียและอารเบีย เรื่องราวของดินแดนแห่งนี้จึง
เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอารยธรรมของคนกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่ม
มิได้เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สืบต่อกันเป็นเวลายาวนานดัง

เช่นอารยธรรมอียิปต์

ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

เมโสโปเตเมียแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัย
โบราณ คำว่าเมโสโป-เตเมีย เป็นภาษากรีก มีความหมายว่าดิน
แดนระหว่างแม่น้ำทั้งสอง คือแม่น้ำไทกรีส (Tigris) และ ยู
เฟรตีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรัก มีนครหลวงคือ
กรุงแบกแดด แม่น้ำทั้ง 2 สายมีต้นน้ำอยู่ในอาร์เมเนียและ
เอเซียไมเนอร์ไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย

บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ตอนล่างเรียกว่า
บาบิโลเนีย (Babylonia) เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อ
เรียกในสมัยหนึ่งว่าชินาร์ (Shina) เกิดจากการทับถมของดิน
ตะกอนที่แม่น้ำพัดพามากล่าวคือในฤดูร้อนหิมะบนภูเขาในอาร์เม
เนียละลายไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยัง
บริเวณปากน้ำทำให้พื้นดินตรงปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ย
แล้วประมาณ 1 ไมล์ครึ่ง ทุกๆ ศตวรรษ (ประมาณปีละ 29 นิ้วครึ่ง)

อาณาบริเวณที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย มีทิศเหนือจรดทะเลดำ และทะสาบแค
สเบียน ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดงและ
มหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดที่ราบซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกจรด
ที่ราบสูงอิหร่าน

เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซียมีความ
อุดมสมบูรณ์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย
(Assyria) บริเวณทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ
เมื่อชนชาติใดมีอำนาจ ก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน
นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ไม่มีแห่งหนตำบลใดจะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเป
กันมากมายเหมือนที่นี่และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตกกับตะวันออกตลอดสมัย
ประวัติศาสตร์

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยที่ทำให้เกิด
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยที่ทำให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเต
เมีย
1. ความคิดสร้างสรรค์ในการรักษา ปรับปรุงและ
สืบทอดในอารยธรรมของกลุ่มชน 6 กลุ่มคือ

1.1 สุเมเรียน (Sumerians)
1.2 อัคคาเดียน (Akkadians)
1.3 อะมอไรท์ (Amorites)
1.4 คัสไซท์ (Kassites)
1.5 อัสซีเรียน (Assyrians)
1.6 แคลเดียน (Chaldeans)

2. แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้น
เกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะ
ขึ้น

3. พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพง
ป้องกันศัตรูภายนอก แม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์
ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้น
มีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ประโยชน์
ของพรมแดนธรรมชาตินี้กำเนิดอารยธรรมเม
โสโปเตเมียขึ้น กล่าวคือทิศเหนือจรดเทือกเขาอ
เมเนียทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจรด
แนวเทือกเขายาว ทิศตะวันตกจรดทะเลทรายอา
รเบียน

วัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย

วัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย
พัฒนาการวัฒนธรรมสุเมเรียน 2 ระยะ คือ
1.ระยะวัฒนธรรมอูเบด (Ubaid) ประมาณ 4250-
3750 B.C. เป็นสมัยเริ่มอารยธรรมคนเมือง
(Urban life)
2.ระยะวัฒนธรรมอูรุค (Uruk) ประมาณ 3750-
3000 B.C.

– การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่มบน

แผ่นดินเหนียวส่วนใหญ่ใช้ต้นกกหรือไม้เขียนลงบน

แผ่นดินเหนียวกดเป็นรูปลิ่มอักษร จึงถูกเรียกชื่อ

ว่า “คูนิฟอร์ม”แล้วนำไปผึ่งแดด หรือเผา

ไฟให้แห้งแข็ง

– การสร้างผลงานสถาปัตยกรรมเรียก
ว่า “ซิกกูแรท” เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้าย
พิรามิดสร้างบนฐานที่ยกระดับจากพื้นดินข้าง
บนทำเป็นวิหาร ใช้บูชาเทพเจ้า

– มีการใช้อิฐในก่อสร้างและ
ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์
ชาวสุเมเรียนได้สร้างผลงานการ
ก่อสร้างอื่นๆและทำปฏิทิน
จันทรคติ วันหนึ่งแบ่งเป็นกลางวัน
6 ชั่วโมง กลางคืน 6
ชั่วโมง การนับในหน่วย 60 ซึ่ง
ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่นการ
นับ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี
60 วินาที วงกลมมี 360 องศา
(60 หกครั้ง)

– ประมวลกฏหมายฮัมบูราบี
เป็นบทบัญญัติที่รวบรวมกฎหมายต่าง
ๆ และพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์
ฮัมมูราบี ราชาแห่งบาบิโลเนีย และ
เป็นประมวลกฎหมายที่เก่าแก่ที่สุด
ประมวลกฎหมายนี้ถูกคัดลอกไว้โดย
การแกะสลักลงบนหินบะซอลต์สีดำสูง
2.25 เมตร ซึ่งต่อมาทีมนักโบราณคดี
ฝรั่งเศสขุดพบที่ประเทศอิรัก ในช่วง
ฤดูหนาวปี 1901 ถึง 1902
หินสลักนี้แตกเป็น 3 ชิ้น และได้รับ
การบูรณะ)

– มหากาพย์กิลกาเมชเป็น

ตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ของบาบิ

โลน เล่าเรื่องกษัตริย์กิลกาเมชกับ

เหตุการณ์น้ำท่วมโลก ปรากฏใน

จารึก 12 แท่งด้วยกัน (นัก

โบราณคดีส่วนมากเชื่อ ว่า

จารึกแท่งที่ 12 นี้ถูกแต่งเพิ่มขึ้นใน

ภายหลัง) ซึ่งสอดคล้องกับตำนาน

ของชาวซูเมอร์ มหากาพย์เรื่องนี้

จารึกไว้ในแผ่นดินเหนียวในหอเก็บ

จารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย

เมื่อราว ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล

– สวนลอยแห่งบาบิโลนตำนานกล่าวไว้ว่า สวน
ลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่9
ก่อนคริสตกาล โดยคำบัญชาของ
กษัตริย์”เนบูคัสเนซซาร์”เพื่อเป็นของขวัญแก่
นางอามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของพระองค์

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิรามิด
โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นักประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ”ดิโอโด
โรส” กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้ำมันดินเป็นส่วนประกอบสำคัญใน
การก่อสร้างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะใช้หญ้าประเภทอ้อหรือ
กกผสมน้ำมันดิบปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับด้วยอิฐเผาที่เตรียมไว้ ก่อนจะวาง
ตะกั่วทับลงไปบนชั้นบนสุด หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะ
ปลูกต้นไม้ทุกประเภท นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืนต้น น้ำที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ใน

สวนลอยสูบขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่างมาตามท่อที่ฝังซ่อนไว้
อย่างมิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้
ดอกและผลได้เป็นอย่างดีแม้ในช่ว ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนในทะเลทราย


Click to View FlipBook Version