The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

6บทที่ 6 ฉันท์...ทองสายใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by akarachai2493, 2021-06-17 23:28:57

6บทที่ 6 ฉันท์...ทองสายใหม่

6บทที่ 6 ฉันท์...ทองสายใหม่

บทที่ 6

คำประพนั ธ์ ฉันท์

คำว่ำ ฉนั ท์ เป็นร้อยกรองชนิดหน่ึง พจนำนุกรมฉบบั เฉลิมพระเกยี รติ พ.ศ.
2530 อธบิ ำยว่ำ ฉันท์เป็นชอ่ื คำประพันธ์ชนดิ หนงึ่ ทวี่ ำงคำ ครุ ลหุ เปน็ แบบต่ำงๆ
สว่ นในพจนำนุกรม ฉบบั รำชบัณฑิตยสถำน พุทธศกั รำช 2554 หนำ้ 347 ให้
ควำมหมำยวำ่ คำประพนั ธ์ประเภทหนง่ึ ท่ีวำงคำครุ ลหุเป็นแบบตำ่ งๆ และคำว่ำ
ฉันท์ ฉนั ทะ ฉันทำ ยังเป็นคำไวพจนซ์ ่ึงมีควำมหมำยอื่นอีกคือ ควำมพอใจ ควำม
ยินดีและควำมชอบใจ(รำชบัณฑติ ยสถำน, 2554 หนำ้ 347)

คำประพันธป์ ระเภทฉันท์น้ี มีตน้ กำเนดิ จำกอินเดยี เป็นร้อยกรองเก่ำแก่ทม่ี ี
ระเบยี บบังคบั แตกต่ำงจำกร้อยกรองประเภทอื่น คอื มรี ะเบยี บบงั คับกำรใช้คำครุ -
ลหุ (คำหนัก – เบำ) ในกำรแต่งจะกำหนดคณะฉนั ทเ์ ป็นประเภทต่ำงๆ ใชจ้ ำนวน
คำและตำแหนง่ กำรวำงครุ ลหุ เปน็ หลัก ฉนั ท์ท่ีแต่งวรรณคดไี ทยมตี น้ ตำรับมำจำก
คัมภีร์ วุตโตทยั ซ่งึ ในคัมภีร์นปี้ ระกอบด้วยฉนั ท์ตำ่ งๆ ถึง 108 ชนดิ แบง่ เป็น
ประเภทตำมลักษณะฉันทลกั ษณ์ 2 ประเภท ได้แก่

1. ฉนั ทว์ รรณพฤติ คือ ฉันท์ท่กี ำหนดคำครุ คำลหุ เป็นเกณฑ์

2. ฉันทม์ ำตรำพฤติ คือ ฉนั ทท์ ่กี ำหนดจังหวะยำวและสัน้ นับคำครุเป็น 2
มำตรำ คำลหุ เปน็ 1 มำตรำ นบั เอำมำตรำเป็นเกณฑ์ ไม่กำหนดตวั อักษร ซง่ึ แต่
เดมิ ของอินเดียกำหนดเพียงคณะวรรคเท่ำน้นั สว่ นไทยเรำกำหนดใหม้ สี ัมผสั เพ่มิ เขำ้
ไปด้วย ให้เหมำะกบั คนไทย คือ เนน้ ควำมไพเรำะของเสยี งคำสัมผัส

ลักษณะท่เี ปน็ ขอ้ บงั คบั ของฉันท์ คอื คำครุ หมำยถึง คำหนกั ใช้ สญั ลกั ษณ์
(  ) ได้แก่ คำท่ปี ระสมในสระเสยี งยำว (ทฆี สระ) ในแม่ ก. กำ เช่น กำ กี กู กอื
เป็นต้น และคำทมี่ ตี วั สะกดทุกมำตรำ ตัวสะกด เช่น กก กม กน กง เปน็ ตน้ ส่วนคำ
ลหุ คือ คำเบำ สญั ลกั ษณ์( I )ไดแ้ ก่ คำทปี่ ระสมในสระเสยี งส้ัน (รสั สะสระ) ในแม่ ก.
กำ เช่น กะ กิ กึ กุ เป็นตน้ และคำที่ประสมดว้ ยสระเสยี งส้ัน เช่น กิ นะ มิ เป็นตน้

รวมท้ัง คำวำ่ บ หรอื บ่ ท่ีแปลว่ำ “ไม่” และคำว่ำ “ก็” บำงตำรำใช้ รูปสระ อุ แทน
เสยี งลหุ(เบำ)และใชไ้ มห้ ันอำกำศ แทนเสยี งครุ(หนัก)

คำทีส่ ะกดในสระ อำ กวโี บรำณใช้ทง้ั ตำแหน่งครุ และลหุ แตใ่ นปัจจุบัน
นิยมในตำแหน่ง คำ ครุ เพรำะถือวำ่ เสยี ง อำ มี ม สะกด

คณะของฉันท์ ในตำรำจนิ ดำมณีบอกว่ำมี 8 คณะ คือ ช ร ส ต ม น ภ ธ
โดยแต่งเป็นกำพย์สรุ ำงคนำงค์ 32 ใหจ้ ำงำ่ ย ๆ คณะละ 4 คำ โดยคำสุดทีเ่ ป็นเสยี ง
ของคณะน้นั เช่น โม = มะ โต = ตะ คือ เรำกินแตง โม / ลูกโอก้ ะ โต / เฉพำะ
เจำะ นำน / ธ คอ่ ยอยู่ ใย / กจู ะใคร่ รำญ / ไม้ระพะ ภำน / ฉิ ฉะ สง สำร /
แนะให้เกำะ ชำย

เม่ือถอดเป็นคำ ครุ ลหุ และคณะไดด้ งั นี้

   คณะ มะ/   I คณะตะ / I I I วรรค นะ / I  

วรรค ยะ /  I  วรรค ระ /  I I วรรค ภะ / I I  วรรค สะ /

I  I วรรค ชะ ดงั นี้

คำประพันธ์ประเภทฉันท์ท่ีนำมำแต่งในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยคือ
ฉนั ท์วรรณพฤติ ปรำกฏครั้งแรกในรชั สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนำถ ในมหำชำติ
คำหลวงที่แตง่ รว่ มกบั โคลงและกำพย์ ต่อมำในรัชสมยั สมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช
มกี ำรแต่งฉันท์อยำ่ งแพร่หลำย เช่น ขนุ เทพกระวีแต่ง คำฉนั ท์ดษุ ฎสี งั เวยกลอ่ มชำ้ ง
พระมหำรำชครแู ตง่ เสือโคคำฉันท์ และสมุทรโฆษคำฉนั ท์ตอนตน้ (มผี แู้ ต่งถึง 3 คน)
และศรีปรำชญแ์ ต่งอนริ ุทธ์คำฉนั ท์ กำรแต่งฉนั ท์นยิ มแต่งมำจนถงึ สมัยกรงุ ธนบรุ แี ละ
รัตนโกสินทร์ วรรณคดปี ระเภทฉนั ทท์ ่ีนำมำเป็นแบบเรยี น ไดแ้ ก่ เรือ่ ง มทั นพำธำ
สำมคั คเี ภทคำฉันท์ สมุทรโฆษคำฉันท์ อลิ รำชคำฉันท์และกฤษณำสอนน้องคำฉันท์
เป็นต้น

ฉนั ท์ในคัมภรี ว์ ุตโตทยั ทนี่ ำมำแปลงเปน็ ฉนั ท์ไทยในวรรณกรรมไทย โดย
กรมสมเด็จพระปรมำนุชติ ชโิ นรส และนำยฉันท์ ขำวิไล ได้แปลงเพิม่ ในสมยั รชั กำล
ท่ี 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนครบ 108 ชนดิ นนั้ ทนี่ ิยมแตง่ ในวรรณคดเี ร่ืองต่ำงๆ

จนถึงปัจจบุ ัน มีมำกกว่ำ 20 ชนิด ซึง่ แบง่ กลมุ่ ตำมจำนวนคำบงั คับในคณะฉนั ท์
ดงั น้ี

1. ฉนั ท์ 8 คือ ฉนั ท์ที่กำหนดคำในบำท ๆ ละ 8 คำ ได้แก่ วชิ ชุมมำลำ
ฉันท์ มำณวกฉันท์ จติ รปทำฉันท์ และปมำณิกำฉนั ท์

2. ฉันท์ 11 คือ ฉนั ทท์ ่ีกำหนดคำในบำท ๆ ละ 11 คำ ได้แก่ อนิ ทรวเิ ชียร
ฉนั ท์ อเุ ปนทรวิเชยี รฉันท์ อุปชำติฉันท์ สำลินีฉันท์ และอปุ ฎั ฐิตำฉนั ท์

3. ฉนั ท์ 12 คอื ฉนั ท์ทกี่ ำหนดคำในบำท ๆ ละ 12 คำ ได้แก่
ภชุ งคประยำตฉนั ท์ อินทรวงศฉ์ นั ท์ กมลฉนั ท์ โตฏกฉันท์ และวังสัฏฐฉนั ท์

4. ฉันทท์ ก่ี ำหนดจำนวนคำในแตล่ ะบำทไว้แตกตำ่ งๆ กนั ได้แก่ วสนั ตดลิ ก
ฉันท์ 14 มำลินีฉนั ท์ 15 มันทกั กนั ตำฉันท์ สทั ทุลวกิ กีฬิตฉนั ท์ 19 อีทิสงั ฉันท์
20 และ สัทธรำฉันท์ 21

วรรณคดไี ทยท่ีแต่งด้วยฉันท์ถึง 21 ชนิด คือ บทพระรำชนพิ นธใ์ น
พระบำทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้ำเจำ้ อยหู่ วั ฉนั ท์ที่มีผูแ้ ต่งน้อยมำกที่ไม่คอ่ ยแต่งกนั นัก
ไดแ้ ก่ รโทธตำฉนั ท์ 11 สวำคตำฉนั ท์ 11 ปยิ งั วทำฉันท์ 12 มันทกั กันตำฉันท์ 17
กสุ มุ ิตลดำเวลิตำฉันท์ 18 และเมฆวปิ ผชุ ชติ ำฉันท์ 19

ลกั ษณะบงั คับของร้อยกรองประเภทฉนั ท์
ฉนั ท์มีลกั ษณะบังคบั 3 ประกำร คือ พยำงคห์ รือคำ คณะ และสมั ผสั
1. พยำงค์ หรือคำ .ในทำนองฉันทแ์ บง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื 1)พยำงคท์ ี

มีเสยี งหนกั เรียกวำ่ ครุ สัญลักษณ์ท่ใี ชค้ ือ ไมห้ ันอำกำศ และ 2) พยำงค์ทีม่ เี สยี งเบำ
เรียกวำ่ ลหุ สญั ลักษณ์ทใี่ ช้คือ สระอุ อน่งึ สำหรับ 2 พยำงค์ เช่น สมำน ขยำยจะ
นบั เป็น 1 พยำงคห์ รือ 2 พยำงค์ก็ได้

2. คณะ คณะในลกั ษณะบังคับของฉันท์ หมำยถงึ ลักษณะกำรเรียงกนั ของ
เสียงครุ ลหุ กลมุ่ ละ 3 เสยี ง จงึ จัดเปน็ 1 คณะ มที ัง้ หมด 8 คณะ

3. สัมผัส เสยี งสัมผัสเปน็ สว่ นทก่ี วีไทยเพ่ิมเติมขน้ึ เพ่ือปรับปรุงฉนั ทใ์ หเ้ ข้ำ
กบั ลกั ษณะของร้อยกรองไทยแบ่งไดเ้ ปน็ 3 แบบดว้ ยกัน คือ 1) สมั ผสั แบบกำพย์คือ
ทำ้ ยวรรคท่ี 3 ไม่มสี มั ผัสในวรรคที่ 4 2) สัมผัสแบบกลอนสังขลกิ คือ ไม่มสี มั ผสั
ระหวำ่ งวรรคสดุ ท้ำยของบทแรกกับวรรคที่ 2 ของบทต่อไป ฉันท์ทสี่ ่งสัมผสั แบบน้ี

ได้แก่ฉนั ท์บทละ 3 วรรค และ 3) สมั ผสั แบบกลอนสภุ ำพ คอื มีกำรสง่ สัมผสั ทัง้
ระหวำ่ งวรรคทกุ วรรคและระหว่ำงบทดว้ ย

ฉันทท์ ่ีนิยมแต่งในไทยนน้ั มหี ลำยฉนั ท์ดว้ ยกัน และในแต่ละฉันท์จะนิยม
แตง่ ใหเ้ หมำะสมกบั เนอ้ื เร่ือง เพรำะเสียงและลลี ำของฉันทจ์ ะช่วยให้โนม้ น้ำวใจให้
ผ้อู ำ่ น ผ้ฟู งั เกดิ ควำมรู้สกึ และเกดิ อำรมณ์ร่วมได้ ขอยกตวั อยำ่ งฉันท์ 8 จำนวน 4
ฉันท์ คอื

1. วชิ ชุมำลำฉันท์ 8 (ระเบยี บแห่งสำยฟ้ำ) เปน็ ฉนั ท์ที่แสดงควำม
วนุ่ วำยใจ หรือ วำ้ เหว่ใจ กลวิธีแต่งก็งำ่ ย เพรำะแต่ละวรรคจะใช้ครุลว้ น 1 บทมี 8
วรรค วรรคละ 4 คำ แผนผัง สมั ผสั และตวั อย่ำงเป็นดงั นี้

  

 

    

 

ตัวอยำ่ ง แรมทำงกลำงเถื่อน ห่ำงเพ่ือนหำผู้

หนงึ่ ใดนกึ ดู เหน็ ใครไป่มี

หลำยวนั ถนั ล่วง เมอื งหลวงธำนี

นำมเวสำลี ดุม่ เดำเข้ำไป

ผกู ไมตรจี ิต เชงิ ชิตชอบเชือ่ ง

กับหมชู่ ำวเมือง ฉันท์อชั ฌำสัย

เล่ำเร่อื งเขืองขุ่น ว้ำว่นุ กำยใจ

จำเป็นมำใน ด้ำวต่ำงแดนตน

(สำมคั คเี ภทคำฉันท์ : ชติ บรุ ทัต)

คณะและพยำงค์ ใน 1 บท ประกอบด้วย 4 บำท บำทละ 2 วรรค วรรคละ 4

คำ ใน 1 บำท นบั จำนวนคำได้ 8 คำ/พยำงค์ ท้งั บทมีจำนวนคำ

ท้ังสิ้น 32 คำ

สัมผสั พบวำ่ สมั ผสั วชิ ชมุ มำลำฉนั ท์ มีสมั ผสั นอก (ท่ีเป็นสัมผสั ภำยใน
บท) บท จำนวน 5 แห่ง ได้แก่
1. คำสุดทำ้ ยของวรรคท่ี 1 ส่งสัมผัสกับคำที่ 2 ของวรรคท่ี 2
2. คำสุดทำ้ ยของวรรคท่ี 2 ส่งสัมผสั กบั คำสดุ ท้ำย ของวรรคท่ี 3
3. คำสดุ ท้ำยของวรรคที่ 4 สง่ สัมผัสกับคำสดุ ท้ำย ของวรรคที่ 6
4. คำสุดท้ำยของวรรคที่ 5 สง่ สมั ผสั กับคำที่ 2 ของวรรคท่ี 6
5. คำสุดทำ้ ยของวรรคท่ี 6 สง่ สัมผสั กบั คำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 7

คำครุ ลหุ ในวชิ ชุมมำลำฉนั ท์ 1 บท ใช้ มะ มะ คณะและ ครุลอย 2 คำ รวมมี
คำครุ 32 คำ ตำมผังภำพ

สัมผสั ระหว่ำงบท พบว่ำ คำสุดท้ำยของบท ส่งสมั ผัสกับคำสุดท้ำยของวรรค
วรรคท่ี 4 ในบทต่อไป

2. มำณวกฉนั ท์ 8 มลี ลี ำเสยี งไพเรำะงดงำม ใหค้ วำมสดชนื่ มี
ชีวติ ชีวำประดุจมำณพหนุ่มน้อยหรอื เด็กหนุ่ม

II II
II II

II II

II II

ลุล่วงประมำณ กำลอนกุ รม

หน่งึ ณ นยิ ม ทำ่ นทวิชงค์

เมอ่ื จะประสทิ ธ์ิ วทิ ยะยง

เชิญวรองค์ เอกกุมำร

เธอจรตำม พรำหมณไป

โดยเฉพำะใน ห้องรหฐุ ำน

จ่ึงพฤฒถิ ำม ควำมพสิ ดำร

ขอ ธ ประธำน โทษะและไข

(สำมัคคีเภทคำฉนั ท์ ชิต บุรทัต)

คณะและพยางค์ ใน 1 บท ประกอบดว้ ย 4 บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 4 คา
ใน 1 บำท นบั จำนวนคำได้ 8 คำ/พยำงค์ ท้ังบทมีจำนวนคำทั้งส้ิน 32 คำ

สมั ผสั
พบวำ่ สัมผสั มำณวกฉันท์ มีสัมผัสนอกบท (ที่เป็นสัมผสั ภำยใน

บท) จำนวน 5 แห่ง ไดแ้ ก่
1. คำสดุ ทำ้ ยของวรรคท่ี 1 สง่ สมั ผสั กบั คำที่ 2 ของวรรคท่ี 2
2. คำสุดท้ำยของวรรคที่ 2 สง่ สมั ผสั กบั คำสดุ ท้ำย ของวรรคที่ 3
3. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 4 ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 6
4. คำสดุ ท้ำยของวรรคท่ี 5 ส่งสัมผัสกบั คำท่ี 2 ของวรรคท่ี 6

และ 5. คำสดุ ท้ำยของวรรคท่ี 6 สง่ สมั ผัสกับคำสดุ ท้ำย ของวรรคท่ี 7
สัมผสั ระหว่ำงบท พบว่ำ คำสดุ ท้ำยของบท สง่ สัมผสั กบั คำสุดทำ้ ยของวรรค

วรรคที่ 4 ในบทตอ่ ไป
คำครุ ลหุ ในมำณวกฉันท์ 1 บท ใช้คณะ ภะ ตะ และลหุ ครลุ อย รวมคำครุ-

ลหอุ ย่ำงละ 16 คำ (ดังทค่ี รูไดอ้ ธบิ ำยควำมหมำยไว้กอ่ นหน้ำน้แี ลว้ ใน
เร่อื ง ครุ ลหุ ) ตำมผังภำพ

3. จติ รปทำฉันท์ 8 เปน็ ฉันท์ท่ีมีสว่ นหรือข้อควำมอนั ไพจิตรงดงำม

แผนผัง

II I I

II I I

II I I

II I I

ตัวอยำ่ ง ข้ำชยเสน อธิเบนทรพ์ งศ์

จันทะประสงค์ พธิ สี มรส
กบั มะทะนำ วธปุ รำกฏ
สิรเิ ท่ำกนั
กอบวระยศ

ข้ำจะถนอม ทะนุพรอ้ มพรัง่

สมดุจะดงั มหสิ ิอัน

เปน็ ภริยำ สหะชำต์กิ ัน

เป็นอรขวัญ ณ นิเวศน์ใน

(มัทนะพำธำ ร.6)

คณะและพยำงค์ ใน 1 บท ประกอบดว้ ย 4 บำท บำทละ 2 วรรค วรรคละ 4 คำ

ใน 1 บำท นบั จำนวนคำได้ 8 คำ/พยำงค์ ทง้ั บทมจี ำนวนคำท้งั สน้ิ 32 คำ

สมั ผัส

พบวำ่ สมั ผัสจิตรปทำฉันท์ มสี ัมผสั นอกบท (ท่ีเป็นสมั ผัสภำยใน

บท) จำนวน 5 แห่ง ไดแ้ ก่

1. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 1 สง่ สัมผสั กบั คำท่ี 2 ของวรรคที่ 2

2. คำสุดท้ำยของวรรคท่ี 2 สง่ สัมผัสกับคำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 3

3. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 4 ส่งสัมผัสกบั คำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 6

4. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 5 สง่ สมั ผสั กับคำที่ 2 ของวรรคที่ 6

5. คำสุดท้ำยของวรรคท่ี 6 ส่งสัมผัสกับคำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 7

คำครุ ลหุ ในจติ รปทำฉนั ท์ 1 บท ใช้ ภะ ภะ ครุลอย 2 คำ มคี ำครุ-ลหอุ ยำ่ ง

ละ 16 คำ ตำมผังภำพ

สัมผสั ระหวำ่ งบท พบวำ่ คำสดุ ท้ำยของบท สง่ สมั ผสั กบั คำสดุ ทำ้ ยของวรรค

วรรคท่ี 4 ในบทตอ่ ไป

4.ปมำณิกฉนั ท์ 8 ฉนั ทท์ กี่ ล่ำวมีกำหนด ชะ คณะ ระ คณะ และครลุ หุ

โดยลำดบั

แผนผัง I  I  I  I 

I  I II

I  I I  I 

I  I I I 

ตัวอย่ำง มะคำ่ มะเขือ
มะกอกมะกำ มะเฟอื งมะไฟ
ระบดั ระใบ
มะกล่ำมะเกลือ ละลิ่วละลำน
พนิ ิศพนัศ (หลักภำษำไทย : กำชยั ทองหล่อ)

เสลำไสล

คณะและพยำงค์ ใน 1 บท ประกอบด้วย 4 บำท บำทละ 2 วรรค วรรคละ 4 คำ
ใน 1 บำท นบั จำนวนคำได้ 8 คำ/พยำงค์ ทัง้ บทมีจำนวนคำท้ังส้ิน 32 คำ

สัมผสั
พบว่ำ สัมผัสปมำณกิ ำฉนั ท์ มีสมั ผสั นอกบท (ทีเ่ ป็นสมั ผัสภำยใน

บท) จำนวน 5 แหง่ ได้แก่
1. คำสดุ ท้ำยของวรรคที่ 1 ส่งสัมผัสกับคำที่ 2 ของวรรคท่ี 2
2. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 2 ส่งสมั ผัสกบั คำสุดท้ำย ของวรรคที่ 3
3. คำสุดท้ำยของวรรคท่ี 4 ส่งสัมผัสกบั คำสดุ ท้ำย ของวรรคท่ี 6
4. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 5 ส่งสมั ผัสกบั คำที่ 2 ของวรรคท่ี 6
5. คำสุดท้ำยของวรรคท่ี 6 ส่งสมั ผสั กับคำสุดท้ำย ของวรรคท่ี 7

คำครุ ลหุ ในปมำณิกำฉันท์ 1 บท ใช้ ภะ ภะ ครุลอย 2 คำ มีคำครุ-ลหอุ ย่ำง
ละ 16 คำ ตำมผังภำพ

สัมผสั ระหว่ำงบท พบวำ่ คำสุดทำ้ ยของบท ส่งสมั ผสั กบั คำสดุ ทำ้ ยของวรรค
วรรคท่ี 4 ในบทต่อไป

5.อนิ ทรวิเชียรฉันท์ 11 ฉันทท์ ใ่ี ชเ้ ปน็ บทแสดงควำมรู้สกึ ออ่ นไหวเศร้ำ
หมอง หรอื แสดงควำมอำลยั รวมทง้ั มีควำมเขม้ แขง็ แหลมคมดงั วชิรำวุธของพระ
อนิ ทร์

I I I  I 
I I I I 
I I  I 
I I I  I 
I

ตัวอยำ่ ง

ดังน้ัน ณ หม่ใู ด ผบิ ไร้ สมัครมี

พร้อมเพรียงนิพัทธนี รวิวำทระแวงกนั

หวังเทอญมิต้องสง สยคงประสบพลนั

ช่นื สุขเกษมสันต์ หติ ะกอบทวกี ำร

หรือ

พวกรำชมัลโดย พลโบยมิใชเ่ บำ

สดุ หตั ถแห่งเขำ ขณะหวดสิพงึ กลัว

บงเนอ้ื ก็เน้อื เต้น พศิ เส้นสรรี ร์ วั

ทั่วรำ่ งและทัง้ ตัว ก็ระรกิ ระรวิ ไหว

(สำมัคคีเภทคำฉนั ท์ : ชติ บุรทตั )

คณะพยำงค์ บท 1 มี 2 บำท (4 วรรค) บำทแรกมี 2 วรรค วรรคหน้ำ 5 คำ วรรค

หน้ำ 6 คำ (บำทที่ 2 ก็เช่นกนั ) 1 บำทมี 11 คำ จึงเรียกฉนั ท์ 11

คำครุ ใน 1 บท ใช้ คณะ ตะ ตะ ชะ ครลุ อย 2 คำ รวมครมุ ี 14 คำ คำลหุ ใน 1

บท มี 8 คำ ดแู ผนผัง

สมั ผสั 1. คำสุดทำ้ ยของวรรคที่ 1 สัมผัสกบั คำท่ี 3 ของวรรคท่ี 2

2. คำสดุ ท้ำยของวรรคที่ 2 สมั ผสั กับคำสดุ ทำ้ ยของวรรคที่ 3

3. สมั ผสั ระหวำ่ งบท คำสดุ ท้ำยของบทแรก สมั ผัสกับคำสดุ ท้ำย

ของวรรคท่ี 2 ในบทต่อไป

6.อุเปนทรวเิ ชียร ฉันท์11 เปน็ รองอนิ ทรวเิ ชียรฉันท์ หมำยควำมวำ่ กลำ่ ว
ลักษณะคล้ำยๆ กับอนิ ทรวเิ ชียรฉันท์

I  I  I I  I 
I  I  I I I 
I I  I 
I  I  I I  I 
I  I 

จะจริงมิจรงิ เหลือ มนเช่อื เพรำะไปเ่ ห็น
ผขิ อ้ บ่อลำเคญ็ ธ ก็ควร ขยำยควำม
วนเคำ้ คดีควำม
กุมำรองคเ์ สำ นยสุดจะสงสัย
กระทู้พระครถู ำม (สำมัคคเี ภทคำฉันท์ : ชติ บรุ ทัต)

คณะพยำงค์ บท 1 มี 2 บำท (4 วรรค) บำทแรกมี 2 วรรค วรรคหน้ำ 5 คำ วรรค
หนำ้ 6 คำ (บำทท่ี 2 ก็เช่นกนั ) 1 บำทมี 11 คำ จงึ เรยี กฉันท์ 11

คำครุลหุ ใน 1 บทใช้คณะ ชะ ตะ ชะ และครุลอย 2 คำ รวมคำครุมี 12 คำ คำลหุ
ใน 1 บท มี 10 คำ ดูแผนผงั

สมั ผัส
1. คำสดุ ท้ำยของวรรคที่ 1 สัมผัสกับคำที่ 3 ของวรรคที่ 2
2. คำสุดท้ำยของวรรคท่ี 2 สมั ผัสกับคำสุดท้ำยของวรรคท่ี 3
3. สมั ผัสระหว่ำงบท คำสดุ ท้ำยของบทแรก สัมผัสกบั คำสุดท้ำย

ของวรรคท่ี 2 ในบทต่อไป

7.อปุ ชำติ ฉันท์ 11 เปน็ ฉันทท์ กี่ ล่ำวถึงอนิ ทรวเิ ชยี ร ฉนั ท์และอุเปนทร-
วิเชียรฉนั ท์ปนกนั คือ บำทที่ 1 และ 4 เป็นอเุ ปนทรวิเชยี รฉันท์ บำทท่ี 2 และท่ี 3
เปน็ อนิ ทรวเิ ชยี รฉันท์
งงง

แผนผงั II  I I  I 
ตัวอย่ำง I  I I  I 
I I  I 
I  I I  I 
II 

ทำ่ นวัสสกำรผู้ ทชิ ครูฉลำดใน
อุบำยคะนงึ ไป กป็ ระจกั ษ์กระจำ่ งจนิ ต์
กลทลู ณ วำทิน
เสนอสนองมลู ธ อชำตศัตรู
แตอ่ งคภมู ินทร์ (สำมคั คีเภทคำฉันท์ : ชติ บุรทัต)

คณะพยำงค์ บท 1 มี 4 บำท (8 วรรค) บำทแรกมี 2 วรรค วรรคหน้ำ 5 คำ วรรค
หนำ้ 6 คำ (บำทท่ี 2 ก็เช่นกัน) 1 บำทมี 11 คำ จงึ เรยี กฉันท์ 11 รวมนั ท์
1 บทมี 44 คำ

คำครุ ใน 1 บทมี 24 คำ ใชค้ ณะ ชะ ตะ ชะ และครลุ อย 2 คำ คำครุมี 12 คำ คำ
ลหุ ใน 1 บท มี 10 คำ ดแู ผนผงั

สมั ผัส
1. คำสดุ ทำ้ ยของวรรคที่ 1 สมั ผัสกับคำที่ 3 ของวรรคที่ 2
2. คำสดุ ท้ำยของวรรคท่ี 2 สัมผสั กับคำสดุ ท้ำยของวรรคท่ี 3
3. สัมผสั ระหวำ่ งบท คำสุดทำ้ ยของบทแรก สมั ผัสกบั คำสดุ ทำ้ ย

ของวรรคที่ 2 ในบทต่อไป

8.สำลินี ฉนั ท์ 11 เปน็ ฉนั ท์ทมี่ ำกไปดว้ ยครซุ ่ึงเปรยี บเหมือนแก่นหรือ
หลัก มลี กั ษณะบังคบั ตำมแผนผังและตวั อย่ำง ดงั นี้

 /   I  /I 

 /   I  /I 

 /   I  /I 

 /   I  /I 
ตวั อยำ่ ง

พรำหมณ์ครรู ู้สงั เกต ตระหนกั เหตุถนดั ครัน

รำชำวัชชีสรร พจกั ส่พู ินำศสม

ยินดบี ัดนี้กจิ จะสัมฤทธิ์มนำรมณ์

เรม่ิ มำดว้ ยปรำกรม และอุตสำหแห่งตน

(สำมัคคเี ภทฉนั ท์ : ชติ บุรทัต)

คณะพยำงค์ สำลินีฉันทบ์ ทหน่ึงมีสองบำท บำทหนงึ่ มีสองวรรค วรรคแรกมี 5 คำ

วรรคหลังมี 6 คำ เหมอื นกับอินทรวเิ ชียรฉันท์ ตำ่ งกันเพียงตำแหน่งคำ

ครุ ลหุ วรรคแรกเป็นครลุ ว้ น

ครุลหุ ใน 1 บท ใชค้ ณะ มะ ตะ ตะ และครุลอย 2 คำ รวมครุมี 18 คำ และ

ลหุ 4 คำ

สมั ผัส มลี กั ษณะเดยี วกับอปุ ชำตฉิ นั ท์ 11

9.อุปฏั ฐติ ำ ฉันท์ 11 เปน็ ฉันท์ทก่ี ล่ำวสำเนียงอันดังก้องให้ปรำกฏ

แผนผัง

I I I I  I 

I I I I I 

I I I I  I 

I I I I  I 

ตวั อย่ำง:

บดั น้สี กิ แ็ ตก คณะแผกและแยกพรรค์

ไปเ่ หน็ สหฉัน ทเสมือนเสมอมำ

โอกำสเหมำะสมยั ขณะไหนประหน่ึงครำ

น้ีหำกผิจะหำ กบ็ ได้สะดวกดี

(สำมคั คเี ภทฉนั ท์ : ชิต บุรทัต)

หรอื

รำตรรี ะดะดำว ระอุครำว ณ คมิ หันต์

ผ่อนผ่ำวรพพิ รรณ มนค่อยเสบยบำน

สำยลมปะทะกำย กส็ บำยเกษมศำนต์

ถึงครำวมละงำน บมิห่วงอะไรใคร

นั่งมองนภภำพ ก็วะวำบวิเวกใจ

ภำพเลือนสละไป บมิมสี ภำพคง

(หลกั ภำษำไทย : กำชัย ทองหล่อ)

พยำงค์ อปุ ฏั ฐติ ำฉันท์ บทหนง่ึ มสี องบำท บำทหน่ึงมสี องวรรค วรรคแรกมี 5 คำ

วรรคหลังมี 6 คำ เหมอื นกบั อินทรวเิ ชยี รฉนั ท์ ตำ่ งกนั เพียงตำแหน่งคำ

คำครุ ใน 1 บทใชค้ ณะ ตะ ชะ ชะ และครุลอย 2 คำ รวมครุมี 12 คำ คำลหุ ใน

1 บท มี 10 คำ ดใู นแผนผงั

สมั ผัส

1. คำสุดทำ้ ยของวรรคท่ี 1 สัมผสั กบั คำท่ี 4 ของวรรคที่ 2

2. คำสดุ ทำ้ ยของวรรคที่ 2 สัมผัสกบั คำสดุ ท้ำยของวรรคที่ 3

3. สัมผัสระหวำ่ งบท คำสุดท้ำยของบทแรก สัมผสั กับคำสุดท้ำยของวรรค

ที่ 2 ในบทต่อไป

10. ภชุ งคประยำตฉนั ท์ 12 ใชเ้ ปน็ บทพรรณนำโวหำร หรอื สดดุ ี เปน็ ฉนั ท์
ที่มีลีลำงดงำมประดจุ อำกำรเลอื้ ยของงู

งง

แผนผงั

I   I   I   I 

I I  I   I 

I   I   I   I 

I I  I   I 

ตวั อยำ่ ง

ชะโดดกุ กระดีโ่ ดด สลำดโลดยะหยอยหยอย

กระเพือ่ มนำ้ พะพรำ่ พรอย กระฉอกฉำน กระฉ่อนชล

กระสร้อยซำ่ สวำยซิว ระรี่ร้ิว ละวำดวน

ประมวลมงั ฉะแปมปน ประหลำดเหลอื จะรำพนั

(อิลรำช คำฉนั ท์ : พระยำศรีสุนทรโวหำร (ผนั ))

คำ/พยำงค์ ภุชงคประยำตฉันท์ 1 บท มี 2 บำท วรรคหน้ำมีจำนวน 6 คำ/

พยำงค์ และวรรคหลังมีจำนวน 6 คำ/พยำงค์ ใน 1 บำท นับจำนวน

คำได้ 12 คำ/พยำงค์ ดังน้ัน จึงเขียนเลข 12 หลังช่ือ ภุชงคประยำต

ฉันท์ รวมท้ังบทมีจำนวนคำทง้ั สน้ิ 24 คำ

สมั ผัส

พบวำ่ ภชุ งคประยำตฉันท์ มีสัมผสั นอก (ทเี่ ป็นสัมผสั ภำยใน

บท) จำนวน 2 แหง่ ไดแ้ ก่

1. คำสดุ ทำ้ ยของวรรคหนำ้ บำทที่ 1 สง่ สมั ผสั กับคำท่ี 3 ของ วรรค

หลงั ในบำทเดียวกัน

2. คำสุดท้ำยของวรรคหลัง บำทท่ี 1 ส่งสัมผสั กบั คำสดุ ท้ำยของ วรรค

หนำ้ ในบำทท่ี 2

สมั ผัสระหวำ่ งบท พบว่ำ คำสุดท้ำยของบท ส่งสมั ผสั กบั คำสุดทำ้ ยของวรรคที่

วรรคหลงั ของบำทที่ 1 ในบทต่อไป

คำครุ ลหุ ภชุ งคประยำตฉันท์ 1 บท ใชค้ ณะ ยะ ยะ ยะ ยะ มคี ำครุ

ทงั้ หมด 16 และมคี ำลหทุ ั้งหมด 8 คำ รวมทัง้ บทมจี ำนวนคำ

บงั คบั 24 คำ ให้นกั เรียนสงั เกตสมั ผสั บงั คบั (สมั ผสั นอก) และบงั คับ
ครุ-ลหุ ภชุ งคประยำตฉันท์ 12 ตำมผังภำพ

11. อินทรวงศฉ์ นั ท์ 12 เปน็ ฉนั ท์ท่ีมลี ีลำสำเนียงไพเรำะประดจุ ป่ีพระอินทร์
แผนผงั

 I  I I  I I 
 I  I I  I I 
I I  I I 
 I  I I  I I 
 I 

ตวั อย่ำง

กรรมรอ้ นมหอ่ นกรนุ่ เพรำะพิรณุ ประโปรยประปรำย

กองเพลิงเถลิงกรำย ตณิ แห้งบแหนงบหนี

ผำณติ พิชิตมด ฤ จะอดบอำจจะมี

แม่เหล็กฤเหล็กดี อยย่ัวกพ็ วั ก็พัน

(อิลรำชคำฉันท์ : พระยำศรสี ุนทรโวหำร (ผนั สำลักณ์))

พยำงค์ บทหนึ่งมี 2 บำท บำทหนง่ึ มี 2 วรรค วรรคแรกมี 5 คำ วรรคหลงั มี 7 คำ
รวมบำทหน่งึ มี 12 คำ จึงเรยี กว่ำ ฉนั ท์ 12

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉันท์ ตะ ตะ ชะ ระ กล่ำวคือ คำท่ี 3 ของวรรคแรก กับคำ
ที่ 1 ท่ี 2 ท่ี 4 และที่ 6 ของวรรคหลังเปน็ ลหุ นอกน้ันเปน็ ครุ

สมั ผัส สง่ สมั ผัสแบบกำพย์ ตำมผงั ภูมแิ ละตัวอย่ำง

12. กมลฉันท์ 12 เปน็ ฉันท์ท่มี ลี ลี ำดุจกล่อมใจให้เพลิดเพลิน ให้มีอำรมณ์
สนุกสนำนร่นื เริงสำรำญใจ

งง

แผนผงั

I I  I  I I I
I I  I  I I I
I I I
I I  I  I I I
I I  I 

ตวั อย่ำง

จรเว้ิงวนำวำส ก็ระดำษดำเนนิ รำย

ยรุ ะเยือ้ งชำเลืองชำย นยน์ชมผกำมำลย์

อรอนั สนัดขับ สรุ ศัพทป์ ระเลงลำน

วนแซ่ผสำนขำน รุขเทพบำเทงิ ถวิล

(อิลรำชคำฉนั ท์: พระยำศรีสุนทรโวหำร (ผนั สำลกั ษณ)์ )

และ

เพรำะประสงคจ์ ะปลกุ กล้ำ อุปกำรเอำใจ

บระอดิ ระอำใด ขณะเมอื่ มิจำเปน็

กจิ สรรพทัง้ หลำย มยนำยตระหนักเห็น

อุระไพรจ่ ะลำเค็ญ และจะควรวนิ ทุ ไฉน

(สำมัคคีเภทฉันท์ : ชิต บุรทตั )

คณะและพยำงค์ บทหนึ่งมี 2 บำท บำทหนึ่งมี 2 วรรค วรรคแรกมี 6 คำ วรรค

หลังมี 6 คำ รวมบำทหน่งึ มี 12 คำ จงึ เรียกว่ำ ฉนั ท์ 12

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉันท์ สะ ยะ สะ ยะ กล่ำวคือ คำท่ี 1 กบั คำที่ 2 ท่ี 4 ใน

แตล่ ะวรรคเปน็ ลหุ นอกนัน้ เป็น ครุ เหมอื นกันทกุ วรรค

สมั ผสั สง่ สมั ผัสแบบกำพย์ ตำมผังภมู แิ ละตัวอยำ่ ง

13.โตฏกฉันท์ 12 ใช้เป็นบทแสดงควำมตืน่ เตน้ รนื่ เริง มีลีลำประดุจนำยโคบำลผู้
แทงโคดว้ ยประตัก

แผนผัง

I I  I I I I I I
I I  I I I I I I
I I I I
I I  I I I I I I
I I  I I

ตัวอย่ำง

ประลฤุ กษมุหุต ทนิ อุตดมไกร

รณรงควชิ ัย ยะดถิ ีศุภยำม

ทชิ พฤฒิปโุ ร หิตโกวิทพรำหมณ์

กป็ ระกอบกจิ ตำม นติ ิไสยพิธี

(สำมคั คเี ภทฉนั ท์ : ชิต บุรทตั )

คณะและพยำงค์ บทหนง่ึ มี 2 บำท บำทหนึง่ มี 2 วรรค วรรคแรกมี 6 คำ วรรค

หลงั มี 6 คำ รวมบำทหนง่ึ มี 12 คำ จึงเรยี กวำ่ ฉันท์ 12

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉันท์ สะ สะ สะ สะ กลำ่ วคือ คำที่ 1 กบั คำท่ี 2 ท่ี 4-5
ในแตล่ ะวรรคเป็น ลหุ นอกน้ันเป็น ครุ เหมอื นกนั ทุกวรรค

สมั ผสั สง่ สัมผสั แบบกำพย์ ตำมผังภมู ิและตวั อย่ำง

14. วังสฏั ฐฉนั ท์ 12 ใชเ้ ป็นบทดำเนนิ เรอ่ื ง หรอื บทเจรจำ เป็นตน้ มีลีลำสำเนียง

ไพเรำะประดุจเสียงป่ี

แผนผัง

I I  I I II

I I  I I II

I I  I I II

I I  I I II

ตวั อย่ำง

และเห็นเพรำะเป็นครู พฤฒิรูพ้ ิชำและชำ

นศิ ลิ ปะศำสตรค์ ัม ภริ เภทพเิ ศษพิศำล

ประสิทธติ ำแหน่ง คุรุแห่งพระรำชกุมำร

นพิ ทั ธเอำภำร อนสุ ฐิ วทิ ยำ

(สำมัคคีเภทฉันท์ : ชิต บุรทัต)

คณะและพยำงค์ บทหน่ึงมี 2 บำท บำทหนึ่งมี 2 วรรค วรรคแรกมี 5 คำ วรรค

หลงั มี 7 คำ รวมบำทหน่ึงมี 12 คำ จึงเรยี กว่ำ ฉันท์ 12

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉนั ท์ ชะ ตะ ชะ ระ กล่ำวคอื คำที่ 1 กบั คำท่ี 3ของ

วรรคแรกกบั คำท่ี 1 ท่ี 2 ท่ี 4 ที่ 6 ของวรรคหลงั เป็น ลหุ นอกน้ันเป็น ครุ

สัมผัส สง่ สมั ผสั แบบกำพย์ ตำมผงั ภมู แิ ละตัวอย่ำง

15. วสนั ตดลิ กฉันท์ 14 ใชเ้ ป็นบทพรรณนำโวหำร ชมควำมงำมหรือสดดุ ี

ส่งิ ใดสิ่งหนงึ่ แผนผงั

  I  I I I  I I  I 

  I  I I I  I I  I 

  I  I I I  I I  I 

  I  I I I  I I  I 

ตวั อย่ำง

อำ้ เพศกเ็ พศนุชอนงค์ อรองคก์ ็บอบบำง

ควรแต่ผดงุ สิริสะอำง ศภุ ลกั ษณ์ประโลมใจ

ยำมเข็ญกเ็ ข็ญศริระอวย พลช่วยผจญภัย

โอ้ครวญจะเออ้ื นพจนไข คณุ เลศิ มโหฬำร

(ฉันท์ยอเกียรติชำวนครรำชสีมำ)

ตัวอย่ำง ปำงเมอื่ พระองคป์ รมพทุ - ธวิสทุ ธศำสดำ

ตรัสรอู้ นตุ ตร สมำ- ธิ ณ โพธิบัลลังค์ ฯลฯ

(บทสวดสรภญั ญะ)

คณะพยำงค์ บทหนึ่งมี 2 บำท บำทหนึง่ มี 2 วรรค วรรคแรกมี 8 คำ วรรคหลังมี
6 คำ รวมบำทหน่ึงมี 14 คำ จงึ เรียกว่ำ ฉนั ท์ 14

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉนั ท์ ตะ ภะ ชะ ชะ ครุลอย 2 คำ กลำ่ วคอื คำท่ี 3 กับ
คำท่ี 5 ท่ี 6 และท่ี 7 ของวรรคแรกกับคำที่ 1 ที่ 2 และท่ี 4 ของวรรคหลงั
เป็น ลหุ นอกน้ันเป็น ครุ

สมั ผสั สง่ สมั ผัสแบบกำพย์ ตำมผงั ภมู แิ ละตัวอย่ำง

16. มำลินฉี นั ท์ 15 ใช้เป็นบทบรรยำยท่วงทำนองทเ่ี คร่งขรึม งดงำมประดุจสตรี
เพศผปู้ ระดบั ด้วยดอกไม้ นำ่ ยำเกรง

แผนผัง

I I I I I I    I  I  
I I I I I I    I  I  
ตัวอยำ่ ง

สกลบทอทุ ำหรณ์ ไขคณุ ำกร ประเสรฐิ ศรี
สกลนิกรนำรี ผู้บวรพี- ระเพียงชำย
สกลนกิ รรปิ ูสลำย ห่อนคะนึงหมำย จะชิงชัย
สกลคณะอนงค์ไทย ควรจะภมู ิใจ บจดื จำง

(ฉันท์ยอเกียรติชำวนครรำชสีมำ)
คณะพยำงค์ บทหนง่ึ มี 1 บำท บำทหนึ่งมี 3 วรรค วรรคแรกมี 8 คำ วรรคที่ 2 มี

4 คำ วรรคที่ 3 มี 3 คำ รวมบำทหนง่ึ มี 15 คำ จึงเรยี กว่ำ ฉันท์ 15
ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉนั ท์ นะ นะ มะ ยะ ยะ กล่ำวคอื คำท่ี 1 – 6 ของ

วรรคท่ี 1 กบั คำที่ 2 ของวรรคท่ี 2 และคำท่ี 1 ของวรรคท่ี 3 เปน็ ลหุ
นอกนั้นเปน็ ครุ รวมเสยี งลหุ 16 เสยี งครุ 14 ต่อบท

สมั ผสั ดูตำมแผนผัง

16. มนั ทกั กนั ตำฉันท์ 17 เป็นกำรบรรยำยถึงควำมงดงำม สงำ่ งำมและให้อำรมณ์
สดชื่น
แผนผงั

   I I I I I   I   I 
   I I I I I   I   I 
ตวั อยำ่ ง

อำ้ โฉมฉำยสำยสะมะระมะทะนำ ฟงั บิดำวำ่ เถอะทรำมวัย
อันองคส์ มเดจ็ พระนรปติไซร้ ทำ่ นจะรบั ไป ณ เขตขัณฑ์
คณะพยำงค์ บทหนง่ึ มี 3 วรรค วรรคแรกมี 10 คำ วรรคที่ 2 มี 4 คำ วรรคที่ 3 มี

3 คำ รวมบำทหนึ่งมี 17 คำ จึงเรยี กว่ำ ฉันท์ 17
ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉนั ท์ มะ ภะ นะ ตะ ตะ ครุลอย 2 คำ กลำ่ วคอื คำที่

5 – 9 ของวรรคท่ี 1 กบั คำท่ี 2 ของวรรคที่ 2 และคำที่ 1 ของวรรคที่ 3
เป็น ลหุ นอกนัน้ เป็น ครุ (รวมลหุ 14 คำ ครุ 20 คำ)
สมั ผสั ดตู ำมแผนผงั

17. สัททุลวิกกฬี ติ ฉันท์ 19 ใชเ้ ป็นบทนมัสกำรบ้ำง บทสรรเสริญหรือยกพระ
เกยี รติของพระมหำกษตั รยิ บ์ ้ำง
แผนผัง

  I I  I  I I I    I  I 
  I I  I  I I I    I  I 
ตัวอย่ำง ไหว้คุณองค์พระสุคตอนำวรณญำณ ยอดศำสดำจำรย์ มนุ ี บทท่ี 1

อีกคุณสุนทรธรรมคัมภรี วิธี พทุ ธพจน์ประชมุ ตรี ปิฏก บทท่ี 2
(สำมัคคเี ภทคำฉันท์ : ชิต บุรทัต)

คณะพยางค์ บทหนึง่ มี 1 บำท บำทหนงึ่ มี 3 วรรค วรรคแรกมี 12 คำ วรรคท่ี 2 มี
5 คำ วรรคท่ี 3 มี 2 คำ รวมบทหน่ึงมี 19 คำ

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉันท์ มะ สะ ชะ สะ สะ ตะ ครุลอย 1 คำ กล่ำวคอื
คำที่ 4 ที่ 5 ท่ี 7 ท่ี 9 ถงึ 12 ของวรรคท่ี 1 กบั คำที่ 3 ของวรรคที่ 2
และคำที่ 1 ของวรรคท่ี 3 เปน็ ลหุ นอกนัน้ เปน็ ครุ (รวมลหุ 16 คำและ ครุ
22 คำ)

สมั ผสั ดูตำมแผนผงั

18. อที ิสงั ฉนั ท์ 20 ใชเ้ ป็นบทพรรณนำควำมโกรธ ควำมรัก ควำมวติ ก กังวล
แผนผังคือ
 I  I  I  I  I  I  I  I  I 
 I  I  I  I  I  I  I  I  I 

ตัวอยำ่ ง
เอออุเหมน่ ะมงึ ชชิ ำ่ งกระไร ททุ ำสสกลุ ฉะนี้ไฉน กม็ ำเปน็
ศึกบถึงและมึงก็ยังมเิ ห็น จะน้อยจะมำกจะยำกจะเย็น ประกำรใด
(สำมคั คเี ภทคำฉันท์ : ชิต บุรทัต)

คณะพยำงค์ บทหนง่ึ มี 1 บำท บำทหนงึ่ มี 3 วรรค วรรคแรกมี 9 คำ วรรคที่ 2 มี
8 คำ วรรคท่ี 3 มี 3 คำ รวมบทหน่ึงมี 20 คำ

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉนั ท์ ระ ชะ ระ ชะ ระ ชะ ตะ ครุลอย 2 คำ
กลำ่ วคือ ใช้ ครุ สลับกับลหุเร่ือยไป จบลงดว้ ย ครุลอย 2 คำ

สมั ผสั ดูตำมแผนผงั

19. สัทรำฉันท์ 21 ฉันทท์ ีม่ ลี ีลำวจิ ติ รสดใส งดงำม ประดจุ สตรเี พศทง่ี ดงำมที่
ประดบั ด้วยพวงมำลยั

‘’’

แผนผัง I I I I I I
I I
I I I I I I
 I I
I

 I

ตัวอยำ่ ง

อำ้ มำลเี ลิศฟดีเพลิน สุวมิ ะละและเจรญิ

ขำ้ จะขอเชิญ ผะกำไป

ส่สู วนงำมขำ้ งกุฎใี ห้ ระมะริยะจะบำรงุ ไว้

เพ่ือบมีภยั พบิ ัตปิ วง

(มัทนพำธำ : ร.6)

ลอยลอ่ งท้องนภำวคทฤษฎี ดลมหิดลมี

พ้นื อุไรรี พศิ ำลสถำน

แท่นไพฑรู ย์รัตนช์ ัชวำล กลมรกฏดำล

สถิตกลำงตระกำร กต็ รตู รำ

(สมทุ รโฆษคำฉันท์ : มหำรำชครู)

คณะพยำงค์ บทหนึ่งมี 1 บำท บำทหนงึ่ มี 4 วรรค วรรคแรกมี 7 คำ วรรคท่ี 2 มี

7 คำ วรรคท่ี 3 มี 4 คำ และวรรคท่ี 4 มี 3 คำ รวมบทหนง่ึ มี 2 คำ

ครุ-ลหุ ประกอบคำคณะฉันท์ มะ ระ ระ นะ นะ ระ ตะ ครลุ อย 2 คำ กล่ำวคือ

ใช้ ครุ 11 คำ และลหุ 14 คำตอิ บท จบลงด้วย ครลุ อย 2 คำ

สัมผสั ดตู ำมแผนผงั

กลวธิ ีแต่งฉนั ท์

ฉันท์ เปน็ บทประพันธ์ชนั้ สงู วธิ กี ำรแตง่ จึงยำก กำรเลือกสรรคำมำแต่ง
ต้องเก่งคำภำษำบำลี - สนั สกฤต เพรำะมคี ำครุ ลหุ จำนวนมำก ในท่นี จี้ ะขอ

ยกตวั อย่ำงจำกกำรแต่งฉนั ท์ท่ีง่ำย ๆ ไปสฉู่ ันทท์ ีย่ ำก ตำมลำดับ แต่ประกำรแรกทุก
คนต้องรู้อำรมณ์หรือลลี ำแตล่ ะประเภทอย่ำงเช่น อนิ ทรวิชียรฉนั ท์จกั แสดงข้อควำม
ตอนเปน็ บทชมโฉม ชมควำมงำมทีส่ ำมำรถบรรยำยได้งำ่ ยตำมคณะในฉนั ท์คือ คณะ
ตะ ตะ และ ชะ โดยเพม่ิ ครุลอย 2 คำใหค้ รบ 11 พยำงค์(ฉันท์ทุกชนดิ จะลงท้ำย
ดว้ ยเสยี งครุ แต่ถ้ำไม่ครบคณะ จะใช้เสยี งครตุ ่อท้ำยเรยี กว่ำ ครลุ อย)เช่น ชมควำม
งำมสำวเชียงใหม่

I  I I I

I  I I I

คร้งั หนึง่ ณ เชยี งใหม่ หฤทยั ก็เบกิ บำน

พบสำวยุพำพำล จิตซ่ำนเพรำะงำมจริงฯ

(กวีท่ีแต่งฉนั ทห์ รือนักศึกษำท่ีตอ้ งกำรแตง่ ฉันท์อำจใชว้ ิธจี ำแผนผังของฉันทแ์ ตล่ ะ
ชนิดกไ็ ดแ้ ลว้ เลอื กสรรคำ กลุ่มคำมำแตง่ ให้ไดเ้ น้ือควำมตำมท่ีตอ้ งกำร) โดยมี
ขอ้ สังเกต ดังนี้

1. ฉนั ท์ทุกวรรคต้องลงท้ำยด้วยเสยี งหนัก (ครุ) อีกประกำรหนึง่ กวี
กำหนดใหล้ งสัมผัสท่ีคำครุด้วย และกำหนดให้คำ ครุ อยตู่ รงตำแหนง่ ท่สี ดุ ของวรรค
เปน็ เพรำะหำคำสัมผัสและทำให้ไพเรำะได้มำกกว่ำคำ ลหุ

2. กวโี บรำณกำหนดวรรคในฉันท์ไวไ้ ด้อย่ำงเหมำะสมในแตล่ ะชนิดของ
ฉนั ท์ ซง่ึ มที ้ังชนิด 3 วรรค และชนดิ 4 วรรค

3. กำรตั้งช่อื ฉนั ท์ โดยนับจำนวนคำหรือพยำงคใ์ นฉันท์แต่ละชนดิ คอื
ฉันท์ใดมีคำในวรรคที่ 1 กับวรรคที่ 3 เท่ำกนั หรือคำในวรรคท่ี 2 กับที่ 4 เท่ำกนั จะ
นับจำนวนคำหรือพยำงคใ์ น 1 บำท (2 วรรค) เปน็ ชอื่ ฉันท์ว่ำ ฉันท์ 11, 12, 14 เป็น
ต้น แต่ถำ้ ฉันทช์ นดิ ใดมจี ำนวนคำหรอื พยำงค์ในแต่ละวรรคไมเ่ ท่ำกัน จะนับจำนวน
คำหรอื พยำงค์ทั้งหมดเปน็ ชื่อฉนั ท์ เช่น สทั ทุลวกิ กีฬิตฉันท์ 19 เปน็ ต้น

4. กลวธิ ีในกำรจำฉนั ท์ชนิดต่ำงๆ นั้น ม่งุ จำคำครุ ลหุ มำกกว่ำจำช่ือ คณะ

5. กลวิธีในกำรแต่งฉนั ทต์ ้องฝึกหรือเรียนรู้คำบำลี-สนั สกฤตให้มำก ฝึก
สงั เกตคำ ครุ ลหุ ที่แผลงเปน็ คำตำ่ ง ๆ ได้ และฝกึ เขียนฉันท์ชนิดงำ่ ย ๆ ส้นั ๆ กอ่ น

6. กลวธิ ใี นกำรอ่ำน ฝกึ อำ่ นและแยกศพั ทใ์ หล้ งท่ีคำหนัก (ครุ) จะไดส้ มั ผัส
ที่ถกู ต้องและได้เสยี งท่ีไพเรำะ

สรปุ คำประพนั ธ์ฉันท์

ฉนั ท์ถือวำ่ เป็นบทประพันธ์ชนั้ สูง วธิ กี ำรแต่งจงึ ยำกเปน็ คำประพันธท์ ่ี
นำมำจำกภำษำบำลี สนั สกฤตและดัดแปลงเป็นลลี ำแบบคำประพนั ธ์ของไทย กำร
เลอื กสรรคำมำแตง่ น้ัน ต้องใช้คำภำษำบำลี - สันสกฤตมำกเพรำะมีคำครุ ลหุ และ
ควำมหมำยทเี่ หมำะสม กับเนื้อหำที่ต้องกำรนำเสนอ

แบบฝึกหดั ทำ้ ยบท

1. ควำมหมำยของฉนั ทค์ ืออะไร ตำ่ งกับคำว่ำ ฉันทลักษณ์อย่ำงไร อภิปรำย
2. คำว่ำ ครุ-ลหุ ตำ่ งจำกคำวำ่ เอก-โท ในบทโคลงอย่ำงไร เสียง อมั และไอ

เป็นเสยี ง ครุ หรือ ลหุ
3. จงฝึกเขียนวชิ ชุมำลำฉนั ท์ หัวข้อเรือ่ ง ชีวติ นักศึกษำ
4. จงฝึกเขียน อนิ ทรวิเชียรฉันท์ 11 เร่ือง ชวี ติ จะดีได้จะสบำยและร่มเย็นฯ
5. จงฝกึ อำ่ น วสันตดิลก 14 และสทั ทลุ วกิ กีฬิตฉนั ท์ 19 ใหถ้ ูกต้องตำมฉนั ท

ลักษณ์

เอกสำรอำ้ งองิ

กรมวิชำกำร.(2502) แบบเรียนวรรณคดีไทยชั้นอดุ มศึกษำ ตอนที่ 1 . กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์ครุ สุ ภำ

กำชยั ทองหล่อ.(2540). หลักภำษำไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทรวมสำส์น

ฐะปะนีย์ นำครทรรพ. (2520) กำรแต่งคำประพนั ธ.์ กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พ์อักษร
เจริญทศั น์

บรรจง ชำครัตพงศ(์ 2551). เคลด็ ลบั กำรแตง่ คำประพันธ.์ กรงุ เทพฯ: สำนกั พมิ พ์
ดอกหญำ้ วิชำกำร

บุญเหลอื ใจมโน.(2555). กำรแต่งคำประพันธ์. กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพ์
มหำวิทยำลยั เกษตรศำสตร์

พรทิพย์ แฟงสุด.(2544). ฉนั ทลกั ษณ์ไทย. กรุงเทพฯ: ฟสิ กิ สเ์ ซ็นเตอร์

วเิ ชยี ร เกษประทมุ .(2541). ลกั ษณะคำประพนั ธ์ไทย. กรุงเทพฯ : พัฒนศกึ ษำ.
สภุ ำพร มำกแจง้ , (2535). กวนี พิ นธ์ไทย 1. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์

อปุ กิตศลิ ปสำร(พระยำ).(2511) หลกั ภำษำไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นำพำณิช

:


Click to View FlipBook Version