สือ่ E-BOOK
วชิ าดนตรี-นาฏศลิ ป์ (ศ21102)
หน่วยที่ 1 เพลงไทย เพลงสากล
และปฏบิ ัติตามตัวโน้ต
เรือ่ ง เสียงร้องและเสียงของเครือ่ งดนตรีในบทเพลงจาก
วัฒนธรรมต่างๆ
ชัน้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี 1 โดย นางธีรรัตน์ ิชช าช
ตวั ชี้วดั
2. เปรียบเทียบเสียงร้องและเสียงของเคร่ืองดนตรีทมี่ าจากวัฒนธรรมท่ี
ต่างกนั (ศ2.1 ม.1/2)
3.ร้องเพลงและใช้เคร่ืองดนตรีบรรเลงประกอบการร้องเพลงด้วยบท
เพลงทีห่ ลากหลายรูปแบบ (ศ 2.1 ม.1/3)
สารบัญ
- เสียงร้องและเสียงของเครื่องดนตรีในบทเพลงจากวฒั นธรรมต่าง ๆ
- การร้องและบรรเลงเคร่ืองดนตรีประกอบการร้อง
1. บทเพลงพ้ืนบา้ น
2. บทเพลงปลุกใจ
3. บทเพลงไทยเดิม
4. บทเพลงประสานเสียง 2 แนว
5. บทเพลงรูปแบบ ABA
6. บทเพลงประกอบการเตน้ รา
เสียงร้องและเสียงของเคร่ืองดนตรีในบทเพลงจากวฒั นธรรมต่าง ๆ
1. วธิ ีการขับร้อง การขบั ร้อง คือ การเปล่งเสียงร้องหรือคาร้องใหเ้ ป็น
ทานองสอดคลอ้ งกบั จงั หวะที่กาหนด
ประเภทการขับร้อง
1.1 การขบั ร้องเด่ียว คือ การขบั ร้องหรือการร้องเพลงคนเดียว อาจมีดนตรี
บรรเลงคลอไปดว้ ย หรือไม่มีดนตรีกไ็ ด้
1.2 การขบั ร้องประกอบดนตรี คือ การร้องเพลงท่ีมีดนตรีบรรเลงประกอบ
ซ่ึงผขู้ บั ร้อง จะตอ้ งพงึ ระวงั และรักษาระดบั ของเสียงใหส้ อดคลอ้ ง
กบั ดนตรี
1.3 การขบั ร้องเพลงหมู่ แบ่งเป็น 2 ลกั ษณะ คือ การขบั ร้องหมู่
ในทานองเดียวกนั และการขบั ร้องหมู่ในลกั ษณะของการประสานเสียง
การขบั ร้องเพลงไทยและเพลงสากลชนิดต่าง ๆ ผู้ขบั ร้องต้องคานึงถึงส่ิงต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. การหายใจ
การฝึ กฝนระบบการหายใจใหส้ ามารถผอ่ นลมหายใจไดเ้ หมาะสม จะตอ้ ง
ฝึ กฝนสูดลมหายใจใหก้ กั ลมไวใ้ นทอ้ งใหม้ ากที่สุด โดยการสูดลมเขา้ -ออกชา้ ๆ หรือ
อาจจะยกแขนท้งั สองขา้ งข้ึนในขณะที่หายใจเขา้ และลดแขนลงในขณะท่ีหายใจออก
2. การออกเสียง
สมั พนั ธ์กบั การสูดลมหายใจเขา้ เม่ือฝึกการหายใจใหก้ กั ลมไวใ้ หไ้ ดม้ าก และ
ระบายลมออกมาพร้อมท้งั ออกเสียง เช่น เสียงลา เสียงอา โดยจะตอ้ งออกเสียงให้
ตอ่ เน่ืองและยาวนานท่ีสุดเท่าที่จะทาได้
3. การเอือ้ น
การเอ้ือนในแบบต่าง ๆ ของเพลงไทยจาเป็นจะตอ้ งออกเสียง เออ เอ๋ย
อือ หือ หรือเพื่อใหเ้ กิดความไพเราะจะตอ้ งรู้จกั และเขา้ ใจความหนกั -เบา-ยาว-ส้ัน
ใหพ้ อเหมาะพอดี
4. การใส่อารมณ์เพลง
ตอ้ งเขา้ ใจลกั ษณะและทานองของเพลงวา่ เป็นเพลงประเภทใด เช่น
เพลงสนุกสนาน เพลงเศร้า หรือเพลงปลกุ ใจ ผขู้ บั ร้องจะตอ้ งเขา้ ใจความหมายของ
เน้ือร้อง เนน้ เสียงและทอดเสียงไดอ้ ยา่ งเหมาะสม รวมท้งั ทาใหผ้ ฟู้ ังเกิดจินตนาการ
และอารมณ์คลอ้ ยตามเพลงไปดว้ ย
5. อกั ขรวธิ ี
การขบั ร้องเพลงควรออกเสียงตวั ควบกล้า ร ล ว ใหช้ ดั เจน และขบั ร้อง
ตามจงั หวะวรรคตอนและสมั ผสั ของเน้ือเพลง
6. มารยาทในการขบั ร้องเพลง
สารวมกิริยาไม่วา่ จะเป็นการนงั่ หรือการยนื จะตอ้ ง ไม่ลว้ ง แคะ แกะ เกา
ในขณะท่ีกาลงั ร้องเพลง รู้จกั สร้างบรรยากาศร่วมกบั ผฟู้ ัง
การขบั ร้องเพลงกบั วงดนตรีไทย การขบั ร้องเพลงกบั วงดนตรีสากล
สรุป
การขบั ร้องเพลงที่ดีควรฝึกร้องอยา่ งสม่าเสมอ ควรฝึกตามหลกั
และวธิ ีการขบั ร้องเพลงท่ีถูกตอ้ ง โดยคานึงถึงจงั หวะ ทานอง และเสียง
เพ่ือใหส้ ามารถถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลงออกมาไดถ้ ูกตอ้ ง
การร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีประกอบการร้อง
การร้องเพลง คือ การเปล่งเสียงออกมาเป็นทานอง ประกอบดว้ ย
เน้ือร้อง กากบั ดว้ ยจงั หวะของบทเพลงน้นั ๆ รวมท้งั การใชเ้ คร่ืองดนตรี
ประกอบกบั การร้องในแต่ละบทเพลงใหเ้ หมาะสม เพอื่ ช่วยสร้างบรรยากาศ
และอารมณ์ร่วมในเพลง บทเพลงที่สาคญั มีดงั น้ี
1. บทเพลงพืน้ บ้าน
บทเพลงพ้ืนบา้ นหรือเพลงพ้นื เมือง เป็นบทเพลงท่ีมีบทร้องหรือคา
ร้องท่ีแสดงถึงความเป็นทอ้ งถ่ินหรือพ้ืนเมืองในแต่ละภาค ดงั น้ี
1.1 บทเพลงพืน้ บ้านภาคเหนือ
บทเพลงพ้ืนบา้ นภาคเหนือเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ อ่อนหวาน
นุ่มนวล มีการใชภ้ าษาทอ้ งถิ่นที่เรียบง่าย มีเน้ือหาที่เกี่ยวกบั การเก้ียวพาราสี
หรือการบรรยายถึงธรรมชาติ ซ่ึงในการขบั ร้องบทเพลงพ้นื บา้ นภาคเหนือจะ
มีการนาเคร่ืองดนตรีมาบรรเลงคลอประกอบการขบั ร้อง เช่น ปี่ ซอ ซึง
สะลอ้ พิณเพยี ะ บทเพลงพ้นื บา้ นภาคเหนือท่ีนิยมนามาขบั ร้อง เช่น เพลงจอ๊ ย
เพลงซอนอ้ ยไชยา
การบรรเลงบทเพลงพ้ืนบา้ นภาคเหนือ
ที่มา: www.thepbodint.ac.th
ตวั อย่างบทเพลงพืน้ บ้านภาคเหนือ
1.2 บทเพลงพืน้ บ้านภาคกลาง
ภาคกลางมีบทเพลงท่ีมีเน้ือหาเก่ียวกับการประกอบอาชี พ
เกษตรกรรม เพราะคนในภาคกลางประกอบอาชีพทานา ทาไร่ จึงเกิดบทเพลง
ที่ใชร้ ้องโตต้ อบกนั หรือเก้ียวพาราสีกนั ขณะทางาน เพื่อผ่อนคลายความเหน็ด
เหน่ือย บทเพลงที่เป็ นท่ีรู้จกั และนิยมนามาขบั ร้องกนั อย่างแพร่หลาย เช่น
เพลงเกี่ยวขา้ ว เพลงลาตดั เพลงอีแซว
การขับร้องและบรรเลงดนตรีประกอบเพลงพนื้ บา้ นภาคกลาง
ทมี่ า: www.music.mahidol.ac.th/thardhive_view.phpid=347
ตวั อย่างบทเพลงพืน้ บ้านภาคกลาง
เพลงเตน้ การาเคียว
เพลงมา
ชาย มากนั เถิดนางเอย เอ๋ยรา แม่มามารึมา แม่มา (ซ้า) มาเถิดแม่นุชนอ้ ง
พจี่ ะเป็นฆอ้ งใหน้ อ้ งเป็นปี่ ตอ้ ยตะริดติ๊ดตอด น้าแหง้ น้าหยอดที่ตรงลิน้ ป่ี
มาเถิดนะแม่มา มารึมาแม่มา มาเตน้ กายา่ หญา้ กนั ในนาน้ีเอย
หญิง มากนั เถิดนายเอย เอ๋ยรา พอ่ มามารึมา พอ่ มา ฝนกระจายปลายนา
แลว้ นอ้ งจะมาอยา่ งไรเอย
เพลงไป
ชาย ไปกนั เถิดนางเอย เอ๋ยรา แม่ไปไปรึไป แม่ไป ไปชมนกกนั ที่ในป่ า ไปชม
พฤกษากนั ในไพร ไปชม ชะนีผไี พรกนั เล่นท่ีในดงเอย
หญิง ไปกนั เถิดนายเอย เอ๋ยรา พอ่ ไปไปรึไป พอ่ ไป นอ้ งเดินขยกิ จิกไหล่ ตาม
กน้ พี่ชายไปเอย
เพลงเดิน
ชาย เดินกนั เถิดนางเอย เอ๋ยรา แม่เดินเดินรึเดิน แม่เดิน ยา่ งเทา้ ข้ึนโคก เสียง
โพระดกมนั เกร่ิน (ซ้า) จะชวนหมู่นอ้ งไปทอ้ งพะเนิน ชมเล่นใหเ้ พลินใจเอย
หญิง เดินกนั เถิดนายเอย เอ๋ยรา พอ่ เดินเดินรึเดิน พอ่ เดิน หนทางกร็ ก
ระหกระเหินแลว้ นอ้ งจะเดินอยา่ งไรเอย
Company Logo 14
1.3 บทเพลงพืน้ บ้านภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
บทเพลงพ้ืนบา้ นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เป็นบทเพลงที่มีความ
สนุกสนาน มีจงั หวะทานองที่เร้าใจ ใชภ้ าษาทอ้ งถ่ินในการขบั ร้องแต่อาจมี
สาเนียงหรือเสียงขบั ร้องท่ีแตกต่างกนั เพราะภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมีภูมิ
ประเทศติดกบั ประเทศเพ่ือนบา้ นท้งั ประเทศลาวและกมั พูชา ทาใหไ้ ดร้ ับ
อิทธิพลทางภาษาจากประเทศเพือ่ นบา้ นดว้ ย ลกั ษณะเพลงพ้ืนบา้ นของภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดงั น้ี
กล่มุ อสี านเหนือ ได้แก่ จงั หวดั อดุ รธานี นครพนม หนองคาย
ขอนแก่น ร้อยเอด็ อุบลราชธานี เลย สกลนคร ชัยภูมิ กาฬสินธ์ุ และมกุ ดาหาร
จะเป็ นเพลงประเภทหมอลาต่าง ๆ เซิง้ ต่าง ๆ เช่น เพลงลาเต้ย เซิ้งบ้ังไ
กลุ่มอีสานใต้ ไดแ้ ก่ จงั หวดั สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จะ
เป็นเพลงประเภทกนั ตรึม เพราะไดร้ ับอิทธิพลจากวฒั นธรรมของประเทศ
กมั พูชา เช่น กนั ตรึม เจรียง
กลุ่มอีสานเฉพาะเมืองโคราช ไดแ้ ก่ จงั หวดั นครราชสีมา มีบทเพลง
ที่เรียกวา่ เพลงโคราช เป็นที่นิยมมาก
กนั ตรึม เพลงโคราช
เซิ้งบ้งั ไ
1.4 บทเพลงพืน้ บ้านภาคใต้
เพลงพ้นื บา้ นภาคใต้ เป็นบทเพลงที่สนุกสนาน ใชร้ ้องประกอบ
การละเล่นในเทศกาลต่าง ๆ มีการขบั ร้องท่ีใชภ้ าษาทอ้ งถิ่น ภาษามลายู
ภาษายาวี มีเน้ือหาเก่ียวกบั การโตต้ อบซกั ถามหรือประชาสัมพนั ธ์บอก
ข่าวต่าง ๆ เพลงที่นิยมขบั ร้อง เช่น เพลงนา เพลงบอก เพลงฮูลู เพลงตนั หยง
เพลงบอก เพลงฮูลู
สรุป
เพลงพ้ืนบา้ นเป็นบทเพลงท่ีใชข้ บั ร้องเพื่อความผ่อนคลายสนุกสนาน
เป็ นบทเพลงที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น มีท้ังบรรเลงดนตรี
ประกอบการขบั ร้อง บางคร้ังไม่มีดนตรีบรรเลงแต่ใชล้ ูกคู่ร้องรับแทน เป็นส่ิง
ที่สะทอ้ นใหเ้ ห็นวถิ ีชีวติ อาชีพ ความเช่ือต่าง ๆ ของคนในทอ้ งถิ่นที่ควรแก่การ
อนุรักษไ์ วส้ ืบไป
2. บทเพลงปลกุ ใจ
เน้ือเพลงที่ใชใ้ นทานองของบทเพลงปลุกใจที่มีท่าทางประกอบส่วน
ใหญ่จะเป็นบทเพลงท่ีพลตรีหลวงวิจิตรวาทการไดแ้ ต่งประกอบละครปลุกใจ
ทุกเพลงมีเน้ือหาสาระท่ีให้ความรู้ดา้ นประวตั ิศาสตร์มากมาย ส่วนท่าราที่ใช้
ประกอบบทเพลง ครูและนกั เรียนสามารถคิดท่าประกอบเองได้ โดยนาความรู้
เรื่องนาฏยศพั ทแ์ ละภาษาท่ามาประยุกตใ์ ช้ บทเพลงปลุกใจที่จะนามาใช้ใน
ระดบั ช้ันน้ี ได้แก่ เพลงตน้ ตระกูลไทย ซ่ึงเป็ นเพลงประกอบการแสดงชุด
อานุภาพพ่อขุนรามคาแหง ในเน้ือหาของเพลงได้กล่าวถึงบุคคลสาคญั ที่มี
ความสาคญั ต่อชาติไทย
ติั อย่างบทเพลงปลุกใจ
เจา้ พระยาโกษาเหลก็ ท่านเป็นแมท่ ัพช้นั เอก ของสมเดจ็ พระนารายณ์
สรุป
บทเพลงปลุกใจ เป็นเพลงที่สร้างความคึกคกั ฮึกเหิม และสร้าง
ความสามคั คีใหก้ บั คนในชาติ มีจงั หวะทานองเร้าใจ ใหค้ นไทยรักชาติไทย
3. บทเพลงไทยเดมิ
การขบั ร้องบทเพลงไทยเดิมมีศพั ทส์ ังคีตที่ใชใ้ นการร้องหรือ
การบรรเลงทางดนตรีไทยที่ควรรู้จกั เช่น
ตับ หมายถึง เพลงท่ีมีลกั ษณะเป็นชุด หลายเพลงต่อเน่ืองกนั โดย
เรียงร้อยสอดคลอ้ งกนั มีอตั ราจงั หวะเดียวกนั หรือต่างกนั เลก็ นอ้ ย
เถา หมายถึง เพลงท่ีมีอตั ราจงั หวะต้งั แต่ สามช้นั สองช้นั และช้นั เดียว
โดยเร่ิมบรรเลงสามช้นั ก่อน ต่อดว้ ยสองช้นั และจบลงดว้ ยช้นั เดียว
เอือ้ น หมายถึง ช่วงการร้องดาเนินทานองโดยไม่มีคาร้องใชแ้ ต่เสียง ออ
อือ เออ เอย สามารถใชท้ ้งั ตน้ เพลง กลางเพลง และทา้ ยเพลงแลว้ แต่ลกั ษณะของเพลง
จังหวะ หมายถึง การจดั เรียงของเสียง ซ่ึงมีความส้นั ยาวต่างกนั
คลอ หมายถึง การร้องโดยมีดนตรีบรรเลงประกอบไปพร้อม ๆ กนั
เช่น ซอสามสายสีคลอไปกบั การร้อง ในระดบั เสียงและทานองเดียวกนั
4. บทเพลงประสานเสียง 2 แนว
การร้องเพลงประสานเสียง หรือคอรัส คือ การขบั ร้องเพลงท่ีใชท้ านอง
เพลงต้ังแต่ 2 ทานองเพลงข้ึนไป โดยการร้องต้องมีการสอดประสานเสียงท่ี
เหมาะสมกนั ในแต่ละทานอง บทเพลงประสานเสียงจะมีทานองหลกั และทานอง
ประสาน ซ่ึงมีวธิ ีการขบั ร้องในรูปแบบต่าง ๆ ดงั น้ี
การขับร้องเพลงประสานเสียง
ท่ีมา: www.school.obec.go.th/mwnesaan Escellence Fair 2007 sec03.html
4.1 การร้องแบบราวด์ (Round)
เป็นการร้องวนทานองมาข้ึนตน้ ใหม่ หมายถึง แต่ละกลุ่มข้ึนไม่พร้อมกนั
ดงั น้นั การจบกจ็ ะไม่พร้อมกนั อาจกาหนดวา่ 3-4 เที่ยว (จากตน้ จนจบ) โดยใชเ้ พลง
เดียวกนั ทานองเดียวกนั เช่น เพลง Row Row Your Boat
4.2 การร้องแบบแคนนอน (Cannon)
เป็นการร้องคนละเน้ือร้องและทานอง แต่ร้องพร้อมกนั เช่น
เพลงชื่นชีวติ ของสุนทราภรณ์
สรุป
เพลงประสานเสียง 2 แนว ในข้นั แรกของการฝึกควรใชก้ ารขบั ร้องแบบราวด์
หรือแบบแคนนอน ซ่ึงใชเ้ ป็นพ้ืนฐานในการร้องเพลงประสานเสียงได้
5. บทเพลงรูปแบบ ABA
บทเพลงรูปแบบ ABA เป็นเพลงท่ีแบง่ ออกเป็น 3 สว่ น
ท่อน A กลุ่มทานองท่ี 1
ท่อน B กลุ่มทานองที่ 2 จะมีทานองท่ีแตกต่างจากกลุ่มทานองท่ี 1
ท่อน A กลุ่มทานองที่ 3 จะมีการซ้าทานองในกลุ่มที่ 1 อีกคร้ัง
แต่ทานองน้นั ไม่จาเป็นตอ้ งเหมือนกนั
ตวั อย่างบทเพลงรูปแบบ ABA
ท่มี า: www.wichai.net/thaisong/main.htm
6. บทเพลงประกอบการเต้นรา
เอกสารประกอบการสอน ลีลาศ 1 ของหน่วยศึกษานิเทศก์ สานัก
พฒั นาการพลศกึ ษาสุขภาพและนนั ทนาการ กรมพลศึกษา ใหค้ วามหมาย
การลีลาศวา่ “คือ ศิลปะและกีฬาชนิดหน่ึงท่ีสร้างความสนุก ร่ืนเริง สร้างความ
แข็งแกร่งทางดา้ นร่างกายให้แก่ผูเ้ ตน้ โดยการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกายไปตามจงั หวะเสียงเพลงอยา่ งถูกตอ้ งตามแบบแผน” ดงั น้นั
การลีลาศจึงเป็ นกิจกรรมท่ีตอ้ งเขา้ ใจจงั หวะดนตรี และซาบซ้ึงกบั เสียงและ
ท่วงทานองเพลงเพ่ือเคล่ือนไหวร่างกายให้ถูกตอ้ งตามจงั หวะน้ัน ๆ ด้วย
จงั หวะในการลีลาศตามมาตรฐานสากลนิยม แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดงั น้ี
1. การลีลาศแบบบอลรูม มีดว้ ยกนั 5 แบบ ไดแ้ ก่ วอลตซ์ (waltz)
แทงโก (tango) สโลวฟ์ อกซ์ทรอต (slow foxtrot) เวยี นนิสวอลตซ์
(viennese waltz) และควกิ สเตป (quick step)
2. การลีลาศแบบละติน-อเมริกนั มี 5 จงั หวะ ไดแ้ ก่ ชะ ชะ ชา
(Cha Cha Cha) แซมบา (samba) คิวบนั รุมบา (cuban rumba) ปาโซโดเบล
(paso doble) และไจวฟ์ (jive)
นอกจากลีลาศตามมาตรฐานสากลนิยมแลว้ ยงั มีจงั หวะลีลาศที่
ไม่เป็นมาตรฐาน เป็นลีลาศที่พฒั นามาจากการเตน้ ราพ้นื เมืองในแต่ละทอ้ งถ่ิน
เช่น จงั หวะแมมโบ (mambo) ทวสิ ต์ (twist) ซลั ซา (salsa) มาเร็งเก (marengue)
ร็อกแอนดโ์ รล (rock and roll) สวงิ หรือของไทย เช่น ตะลุง
ตวั อย่างบทเพลงประกอบการเต้นรา
ผงั สรุปสาระสาคญั เครื่องหมายและสัญลกั ษณ์ทีส่ าคญั ได้แก่ บรรทัด
5 เส้น เส้นน้อย เส้นก้นั ห้อง ตวั โน้ต ตัวหยุด
เครื่องหมายและ กญุ แจประจาหลกั เครื่องหมายกากบั จงั หวะ
สัญลกั ษณ์ทางดนตรี
เพลงไทย เพลงสากล และ การอ่านตวั โน้ต • โน้ตบทเพลงไทย บันทึกด้วยอกั ษรไทยแทนการออกเสียง
การปฏิบัติตามตัวโน้ต บทเพลงไทยและสากล ของโน้ตสากล
• การอ่านโน้ตสากลจะอ่านเสียงตวั โน้ตตามกุญแจประจาหลกั
เสียงร้องและเสียงของ
เคร่ืองดนตรีในบทเพลง การขับร้องมีท้งั การขับร้องเดี่ยว การขบั ร้องประกอบดนตรี
จากวัฒนธรรมต่าง ๆ
และการขบั ร้องเพลงหมู่ การขับร้องเพลงไทยและ
การร้องและบรรเลง เพลงสากลต้องคานงึ ถึงการหายใจ การออกเสียง การเอือ้ น
เครื่องดนตรีประกอบการร้อง การใส่อารมย์เพลง อกั ขรวธิ แี ละมารยาทในการขับร้องเพลง
การร้องเพลงประกอบดนตรีช่วยสร้าง
บรรยากาศและอารมณ์ร่วมในเพลง