1
2 คำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ E-Book เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมเชิงปฏิบัติการการคัดกรองผู้พิการทาง การศึกษา รุ่นที่หนึ่ง โดยเนื้อหาของหนังสือ E-Book นี้จะเป็นการรวบรวมเนื้อหาการสรุปองค์ความรู้ทั้ง 7 องค์ ความรู้และกิจกรรมเพิ่มเติมที่ได้ร่วมทำกับทางศึกษานิเทศก์ อาทิเช่น บันทึกคลิปถามมา-ตอบไป แผนการ ดำเนินการเรียนรวม วิเคราะห์ข่าวภาพยนตร์ เป็นต้น โดยเนื้อหาทั้งหมดจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับเด็กที่ต้องการ ความเป็นพิเศษ โดยจะเน้นไปที่การจัดการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเด็กปกติ และเราจะทำอย่างไรให้เด็กปก ตอเลิกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเลิกการบูลี่ออกไป และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมหรือการเรียนได้ หนังสือ E-Book เล่มนี้ จะสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้คำแนะนำ การดูแลจากศึกษานิเทศก์ที่จัดการอบรม เชิงปฏิบัติการนี้ขึ้นมาและเพื่อนๆครูที่ช่วยกันแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้กิจจกรรมการอบรมและการทำใบงานให้ผ่าน ไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณค่ะ หากหนังสือ E-Book เล่มนี้ผิดพลาดหรือข้อมูลตกหล่นประการใดก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ก
3 สารบัญ เรื่อง หน้า วิเคราะห์ข่าว 4 สรุปองค์ความรู้ที่ 1 5 สรุปองค์ความรู้ที่ 2 6 สรุปองค์ความรู้ที่ 3 7 สรุปองค์ความรู้ที่ 4 10 สรุปองค์ความรู้ที่ 5 1 4 สรุปองค์ความรู้ที่ 6 1 6 สรุปองค์ความรู้ที่ 7 1 7 แผนการจัดการเรียนรวม 1 9 ข
4
5 สรุปองค์ความรู้ที่ 1 1.นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อใด บ้างที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ทั้งปี 2565 และปี 2566 จงอธิบาย 2565 7 นโยบายหลัก คือนโยบายที่ 7 การจัดการศึกษาผู้ที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษ จะจัดการเรียนรู้แบบใดสำหรับกลุ่มที่ ต้องการมีความจำเป็นพิเศษเพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาตนเองได้ 2566 มี 3 เรื่อง Active Learning การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การจัดการความเหลื่อมล้ำ การอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า 2.ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรวม ของโรงเรียน มีบุคคลใด / ภาคใดเกี่ยวข้องบ้าง -ครูทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง/กระทรวงศึกษาธิการ/ตัวแทน ผู้ปกครอง/ตัวแทนชุมชน 3.เป้าหมายสูงสุด ของการจัดการศึกษาเรียนรวม คืออะไร ใครได้ประโยชน์สูงสุด -นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุด 4.สิ่งใดที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการจัดการศึกษา สำหรับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ ในโรงเรียนเรียนรวม เตรียมความพร้อมให้โอกาสผู้เรียนได้ใช่สิ่งอำนวยความสะดวก หาวิธีการหรือกระบวนการให้เขาได้พัฒนาตนเอง จัดหาแหล่งเรียนรู้ 5.ครูการศึกษาพิเศษที่ดี ควรมีลักษณะอย่างไร 1. รัก ศรัทธา และภาคภูมิใจในความเป็นครูการศึกษาพิเศษ 2. ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน แสวงหาความรู้ ก้าวทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ 3. มีสุขภาพจิตที่ดี 4. มีเจตคติที่ดี ไม่รังเกียจและไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลพิการและครอบครัว 6.การบริหารโรงเรียนเรียนรวม ใช้วิธีการใด โครงสร้างใดที่ใช้ในโรงเรียนเป็นฐาน จงอธิบาย โครงสร้าง (SEAT) การจัดการเรียนรวมกับเด็กปกติแยกเด็กออกไปเรียนโรงเรียนเฉพาะ แยกเด็กชั้นปกติ กับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษ การจัดสัดส่วน ต้องเหมาะสม เด็กทุกคนมีความเสมอภาคกัน เข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีในการเรียน ส่งเสริมผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อยู่ ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข การออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสม S …Student นักเรียน E …Environment สภาพแวดล้อม A …Activities กิจกรรมการเรียนการสอน T …Tools เครื่องมือ 7.เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษประเภทใดมีจำนวนมากที่สุด -การบกพร่องทางการเรียนรู้ 8.สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามบรรยายมีสิ่งใดบ้างจงยกตัวอย่าง อย่างน้อย 2 ข้อ 1.สื่อเทคโนโลยี2.และสื่อกระบวนการการจัดการเรียนรู้ 9.ใครเป็นประธานโครงการขับเคลื่อนการเรียนรวมของจังหวัดพิจิตร -นายธงชัย จันแย้ 10.ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยายพิเศษ/การนำไปประยุกต์ใช้ ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการจัดการการศึกษาแบบเรียนรวม การเป็นครูที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร การนำไปประยุกต์ใช้คือ การนำลงไปปฏิบัติสู่ นักเรียนในโรงเรียนโดยการจัดการสอนแบบเสมอภาคเพื่อให้นักเรียนลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนภายในห้องเรียน เด็กได้เรียนรู้ระหว่างความ แตกต่างระหว่างบุคคล สามารถแบ่งปันแบบไหนได้ ได้เห็นได้เจอเพื่อนลดการบูลี่ลง ลดการกลั่นแกล้งกันลง และเห็นอกเห็นใจกัน ชื่อ นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติ โรงเรียนบ้านมาบกระเปา รุ่นที่ 1
6 สรุปองค์ความรู้ที่ 2 ตอนที่ 2 กฎหมายและพรบ.ที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการที่ต้องรู้ ชื่อ นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติ รุ่นที่ 1 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.บอกชื่อกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อรองรับเกี่ยวกับการศึกษาสำหรับคนพิการตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 2 ชื่อ (10 คะแนน) ตอบ 1.1 พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2556 1.2 พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ 2550 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2556 2.บอกสิทธิของคนพิการทางการศึกษา ตามกฎหมายใดก็ได้ โดยบอกชื่อกฎหมายและยกตัวอย่างสิทธิตามกฎหมายนั้น (20 คะแนน) ตอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อ ชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้ มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่าง ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่นการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสม จากรัฐ เป็นต้น 3.ชี้แจงบทบาทหน้าที่ของตัวท่านและผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในหน่วยงานของท่านตามกฎหมาย 3.1 ตัวท่าน (10 คะแนน) สำหรับตัวดิฉันเองอันดับแรกเลยต้องให้ความเครพสิทธิของเด็กอย่างเท่าเทียมกัน เอาใจใส่อย่างเสมอภาคกันและไม่ เลือกปฏิบัติ ในการจัดการศึกษาดิฉันจะจัดการเรียนรู้ให้เมาะสมสำหรับเด็กที่มีความจำเป็นพิเศษโดยเราต้องทราบก่อนว่าเด็กคนนั้นมี ความจำเป็นทางด้านใด หลังจากนั้นเราจึงออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเขาได้ ดิฉันจะมีข้อคิดในใจเสมอคือ เขาไม่ใช่เด็ก พิเศษแต่เขาคือคนพิเศษสำหรับเรา เพราะเราจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น เพราะแม้ขนาดเด็กปกติยังมีความแตกต่างกันเลยค่ะ 3.2 ผู้เกี่ยวข้อง (10 คะแนน) สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่าผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดคงจะเป็นครอบครัวที่ต้องยอมรับเป็นอันดับแรกว่าบุตรหลานของเราเป็นเด็กที่มี ความจำเป็นพิเศษ จะทำอย่างไรเมื่อต้องรับการศึกษา โดยปรึกษาแพทย์ และทางสถานศึกษาอย่างเอาใจใส่ และความอบอุ่นในการ ดูแล
7 สรุปองค์ความรู้ที่ 3 ตอนที่ 3 การจัดการเรียนเรียนรวมและการคัดกรองผู้พิการทางการศึกษา 9 ประเภท ชื่อ นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติ รุ่นที่ 1 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1.ลักษณะเด่นของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน : เด็กหูตึง มีอะไรบ้าง ตอบ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่บุคคลที่สูญเสียการได้ยิน ตั้งแต่ระดับหูตึงน้อยจนถึงหูหนวก ลักษณะเด่นของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ 1.ไม่ตอบสนองเมื่อเรียก 2.มักแคะหูฟัง 3. ไม่พูดมักแสดงท่าทาง 4.พูดไม่ชัดเสียงผิดปกติ 5.พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์ 6.พูดมีเสียงแปลก มักเปล่งเสียงสูง 7.พูดเสียงต่ำ หรือพูดด้วยเสียงที่ดังเกินความจำเป็น **คนหูตึง : หมายถึงบุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูดผ่านทางการได้ยิน โดยปกติทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบลลงมาถึง 26 เดซิเบล 2.ท่านคิดว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญากับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้แตกต่างกันอย่างไร ตอบ มีความแตกต่างกัน คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คือ บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจนในการ ปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลกัษณะเฉพาะคือความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย อย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย 2 ทักษะ จะแสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ 18 ปี พอจะสังเกตได้ ดังนี้ 1. พัฒนาการทางร่างกาย ภาษาอารมณ์และสังคม เช่น การชนัคอการนั่ง การยืน การเดินทำได้ไม่สมกับวัยของตนเอง 2. ไม่พูด หรือพูดน้อยไม่สมวัย 3. ความคิดและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย 4. ชอบเล่นกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5. การจำตัวอักษร หรือข้อความน้อยกว่าวัย 6. .ทำอะไรรุนแรง ไม่มีเหตุผล เป็นต้น คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้คือ บุคคลที่มีความผิดปกติในการทำงานของ สมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การ อ่าน การคิด การคำนวณ ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ด้านที่บกพร่องได้ พอจะสังเกตได้ ดังนี้ 1.แยกความแตกต่างของขนาดรูปทรงไม่ได้ 2.จำตัวเลขไม่ได้ 3.นับเลขไม่ได้ 4.ใช้เครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้เมื่อเรียนแล้ว 5.รับสิ่งของต่างๆไม่ได้ 6.การเดิน การทรงตัว การเคลื่อนไหวผิดปกติ 7.หวงของและทำงานไม่เป็นระเบียบ สกปรก เป็นต้น
8 *****จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเด็กที่มีปัญหาทั้ง 2 ด้านค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาจะเกี่ยวข้อง กับการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จะมีปัญหาด้านการเรียนเป็นหลักโดยเฉพาะการคำนวณ โดยลักษณะการสังเกตก็มักจะเห็นภายในโรงเรียนของตนเองและสามารถรู้ได้คร่าวๆว่าเด็กคนนั้นมีความบกพร่องทางด้านใด 3.ลักษณะเด่นของเด็กออทิสติกมีอะไรบ้าง ออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และ ความสนใจ เป็นแบบแผนซ้ำๆ ไม่ยืดหยุ่น ปัญหาดังกล่าวเป็นตั้งแต่เล็ก แสดงให้เห็นก่อนอายุ 3 ขวบ เด็กที่เป็นออทิสติกจะมีอาการแตกต่างกันหลากหลายรูปแบบ สิบคนก็สิบแบบ ร้อยคนก็ร้อยแบบ แต่ก็มีลักษณะร่วมคล้ายกัน ที่เรียกว่า ออทิสติก คือเด็กอยู่ในโลกของตัวเองมาก สนใจสิ่งแวดล้อมน้อย เรียกไม่หัน ไม่สบตา ไม่สนใจใคร โต้ตอบไม่เป็น เล่นไม่ เหมาะสม จินตนาการไม่เป็น ไม่พูดหรือพูดไม่รู้เรื่อง พูดเป็นภาษาต่างดาว ทำอะไรซ้ำๆ เป็นแบบแผน ไม่ยืดหยุ่น สนใจบางอย่างแบบ หมกมุ่น ไม่มีประโยชน์ ในรายที่อยู่ในโลกของตัวเองมาก จะกระตุ้นตัวเองเป็นระยะ เช่น หมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า สะบัดมือ เล่นมือ เล่น เสียง เป็นต้น การที่จะดูว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ ถ้าอาการมาก อาการรุนแรง จะดูออกได้ไม่ยาก แต่ถ้าอาการน้อยๆ จะดูยากมาก ต้อง อาศัยความเห็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และบางคนอาจต้องประเมินและติดตามระยะหนึ่ง จึงจะได้ข้อสรุปที่แน่นอน ในช่วงขวบปีแรกจะสังเกตได้ยาก เนื่องจากเด็กมีหน้าตาน่ารัก ไม่มีลักษณะภายนอกผิดสังเกต เด็กมักจะไม่สบตา เรียกชื่อก็ไม่ สนใจหันมอง หน้าตาเฉยเมย ไม่ยิ้มตอบ หรือหัวเราะ ไม่ชอบให้อุ้ม ไม่แสดงท่าทีเรียกร้องความสนใจใดๆ ค่อนข้างเงียบ ไม่ส่งเสียง เลี้ยง ง่าย อาการผิดปกติเริ่มสังเกตได้ชัดเจนขึ้นในช่วงขวบปีที่สอง เด็กยังไม่พูดเป็นคำ แต่จะพูดเป็นภาษาต่างดาวที่ไม่มีความหมาย ไม่ สนใจของเล่น ไม่สนใจในเรื่องที่คนรอบข้างกำลังสนใจอยู่ ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการของตนเอง เวลาอยากได้อะไรมักจะทำเอง หรือจูงมือ พ่อแม่ไปหยิบโดยไม่ส่งเสียง ชอบจ้องมองสิ่งของที่เป็นแสงวาววับ แสงไฟ เงาที่กระเพื่อมไปมา หรือของหมุนๆ เช่น พัดลม ล้อรถที่กำลัง หมุน เริ่มเล่นมือ สะบัดมือ หมุนตัว โยกตัว เขย่งเท้า นับจากขวบปีที่สามเป็นต้นไป อาการจะชัดเจนขึ้น และรุนแรงมากขึ้น ถ้าไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ในด้านสังคม เด็กจะไม่สบตา ไม่เข้าใจสีหน้า อารมณ์ของผู้อื่น เด็กจะเล่นกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกันไม่เป็น แต่มักจะเล่นกับ เด็กที่โตกว่าหรือผู้ใหญ่ ไม่สนใจของเล่นที่เด็กทั่วไปสนใจ แต่จะไปเล่นของที่ไม่ควรเล่น เล่นจินตนาการไม่เป็น ไม่สามารถสมมติของอย่าง หนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ เช่น บล็อกไม้เรียงกันเป็นรถไฟ ก้อนหินเป็นขนม ไม่รู้จักแยกแยะหรือหลีกหนีจากอันตราย เช่น เห็นสุนัขที่ดุๆ เห่าเสียงดัง ก็วิ่งเข้าไปจับ ในด้านภาษา เด็กหลายคนเริ่มพูดได้ แต่เป็นลักษณะพูดซ้ำๆ พูดเลียนแบบโดยไม่เข้าใจความหมาย พูดเรียงประโยคไม่ถูกต้อง หรือตอบคำถามไม่เป็น ยังมีภาษาต่างดาวอยู่มาก ในด้านพฤติกรรม เด็กจะมีท่าทางแปลกๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว กระโดดสะบัดมือเวลาดีใจหรือตื่นเต้น เดินเขย่งหรือซอยเท้า สนใจของบางอย่างแบบหมกมุ่นเกินความพอดี เช่น ชอบดูโลโก้สินค้า สะสมขวด ดูรูปภาพเดิมซ้ำๆ จ้องมองพัดลมหมุนได้นาน สะบัด แผ่นซีดีไปมาเพื่อดูแสงเงา ทานอาหารเมนูซ้ำเดิมไม่ยอมเปลี่ยน ใส่เสื้อตัวเดิมหรือสีเดิมตลอด ถ้ากิจวัตรที่เคยทำเปลี่ยนไปจากเดิม จะ อารมณ์เสีย หงุดหงิด โวยวาย ถึงแม้ว่าเด็กออทิสติกจะไม่เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น จากการสังเกตสีหน้าและท่าทาง แต่ตัวเด็กเองมีอารมณ์ ความรู้สึกของเขาเอง รู้สึกโกรธ เศร้า เหงา อิจฉา ดีใจ ต้องการความรัก ความสนใจ เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป อาการซนมาก อยู่ไม่นิ่ง วิ่งวุ่น ตลอด นั่งไม่ติดที่ หรือที่เรียกว่าไฮเปอร์แอคทีฟ (Hyperactive) เป็นอาการที่พบร่วมได้ในเด็กออทิสติก ประมาณร้อยละ 70 มักพบมี ความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย ร้อยละ 50-70 แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีความสามารถพิเศษถึงร้อยละ 10
9 นอกจากนี้สังเกตได้ง่ายๆคือ 1.อยู่ในโลกส่วนตัวของตนเอง 2.เมื่อมีอาการเจ็บจะไม่ไปหาใคร 3.ไม่เข้าไปเล่นกับเพื่อน 4.ไม่ยอมพูด 5.เคลื่อนไหวช้าๆ ซ้ำๆแบบเดิมๆ 6.ยึดติดวัตถุ 7.ต่อต้านหรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล 8.มีท่าทีเหมือนคนหูหนวก 9.ท่าทางไม่รู้สึกรับรู้ต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น 10.ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่ต่างจากคนทั่วไป
10 สรุปองค์ความรู้ที่ 4 ใบงาน กรณีศึกษา ชื่อ นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติโรงเรียนบ้านมาบกระเปา รุ่นที่ 1 ใบงาน กรณีศึกษา กิจกรรมที่ปฏิบัติ : ให้ท่านศึกษาพฤติกรรมของเด็กต่อไปนี้ แล้วคัดกรองเด็ก โดยเลือกใช้แบบคัดกรองที่ตรงกับพฤติกรรม พร้อม ระบุว่า เด็กหญิงรำนำ สีดา มีความบกพร่องประเภทใด เด็กหญิงรำนำ สีดา เกิดวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557 เป็นเด็กที่ไม่ชอบสบตา ไม่ค่อยพูด และมักก้มศีรษะ มองสิ่งของ หนังสือ รูปภาพ ชอบนำเข้ามาดูใกล้ๆ ตา ขณะอ่านหนังสือ มักจะอ่านซ้ำบรรทัด หรืออ่านข้ามบรรทัด มักใช้มือเพื่อสำรวจ / หาสิ่งของ ควบคู่กับ การใช้สายตา หรี่ตา กระพริบตา ขยี้ตา กดตา เมื่อใช้สายตามากๆ มักมีอาการ ปวดตา คันตา บ่อยๆ มองเห็นสิ่งของ เคลื่อนไหวไปมา นอกจากนี้ในระหว่างเรียน ยังพบพฤติกรรมที่แสดงออกดังนี้ บอกสีเขียวกับสีฟ้าว่าเป็นสีเดียวกัน หรือสีแดงกับสีส้มเป็น สีเดียวกัน เมื่อดูป้ายข้อความ รูปภาพ วัตถุสิ่งของต่างๆ ตามป้ายประกาศของโรงเรียน ต้องเข้าไปดูใกล้ๆ ติดตา ในกรณีศึกษาของเด็กหญิงรำนำ สีดา 1. ได้เลือกใช้ “แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น” ซึ่งตรงกับพฤติกรรม ดังนี้
11
12
13 2. ท่านต้องเตรียมวิธีการวิเคราะห์อย่างไรในแต่ละข้อ 2.1 ครูสังเกตถึงลักษณะ/พฤติกรรมในการอ่านหนังสือ ระยะห่างระหว่างสายตากับวัตถุ 2.2 เมื่อครูคาดว่าน่าจะมีความผิดปกติด้านการมองเห็น ให้ปรึกษากับคุณครูที่ใบอนุญาตคัดกรอง ครูประจำชั้นและ ผู้ปกครอง เพื่อจะทำการคัดกรองโดยใช้แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2.3 ในกรณี หากผู้ปกครองยินยอมให้ดำเนินการคัดกรองตามแบบคัดกรองฯ ให้ดำเนินการต่อไป แต่หากผู้ปกครองไม่ ยินยอมให้ดำเนินการคัดกรอง ให้ครูอธิบายถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักเรียนทั้งทางด้านสังคมและการใช้ชีวิตประจำวัน หากผู้ปกครองยังไม่ยินยอมก็ร่วมกันหารือในการแก้ปัญหาต่อไป 2.4 เมื่อผู้ปกครองยินยอมให้ดำเนินการคัดกรองตามแบบคัดกรอง ครูก็ดำเนินการเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้วิเคราะห์ ลักษณะ/พฤติกรรมตามแบบคัดกรองนี้ 2.5 ผู้คัดกรองควรมีอย่างน้อย 2 คน ซึ่งต้องผ่านการอบรมวิธีการใช้และการประเมินตามแบบคัดกรองนี้ 2.6 เมื่อดำเนินการคัดกรองเสร็จสิ้นแล้ว ให้พิจารณาตามเกณฑ์ หากตอบว่าใช่ 5 ข้อขึ้นไป แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะเป็น บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ให้จัดบริการช่วยเหลือทางการศึกษาพิเศษและส่งต่อให้จักษุแพทย์ตรวจวินิจฉัยต่อไป
14 สรุปองค์ความรู้ที่ 5 การเขียนแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP / การเขียนแผนการสอน (Individual Implementation Plan : IIP) ชื่อ-สกุล นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติ โรงเรียนบ้านมาบกระเปา รุ่นที่1 คำชี้แจง ตอบคำถามจากการฟังบรรยายและฝึกประสบการณ์การเขียนแผน IEP 1. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP ) คือ อะไร (2 คะแนน) คือ แผนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษา ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนกำหนดสิ่งอำนวย ความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา “IEP” เป็นแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่เขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษเป็นเฉพาะบุคคล และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยที่ครูเป็นเครื่องมือในการ จัดการกับกระบวนการสอนทั้งหมด 2. แผนการสอน (Individual Implementation Plan : IIP) (2 คะแนน) IIP คือ แผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Implementation Plan) เป็นแผนการสอนจัดขึ้นเฉพาะเจาะจง สำหรับนักเรียนคนนั้นเพื่อช่วยให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน IEP 3. องค์ประกอบ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP) มี 8 ข้อ อะไรบ้าง (2 คะแนน) 1. ข้อมูลทั่วไป เป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน การจด ทะเบียนคนพิการ วันเดือนปีเกิด ประเภทความพิการ ชื่อ-สกุล บิดามารดา ชื่อ-สกุล ผู้ปกครองและที่อยู่ของผู้เรียนหรือ ผู้ปกครองที่ติดต่อได้ 2. ข้อมูลด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพ เป็นข้อมูลของผู้เรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยและการรักษาประกอบด้วย โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ข้อจำกัดอื่น ๆ และผลการตรวจทางการแพทย์ต่าง ๆ 3. ข้อมูลด้านการศึกษา เป็นข้อมูลที่ผู้เรียนได้รับหรือไม่ได้รับการศึกษา บริการทางการศึกษาประกอบด้วย การได้รับ การศึกษาหรือบริการทางการศึกษาจาก ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความพิการโรงเรียนเรียนรวม การศึกษาด้านอาชีพ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และอื่น ๆ 4. ข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น เป็นข้อมูลความสามารถพิเศษ บุคลิกภาพเฉพาะบุคคลหรือข้อมูลบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนพื้นฐานสถานภาพครอบครัว 5. กำหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพิเศษ เป็นข้อมูลของผู้เรียนในการวางแผนการจัด การศึกษา ประกอบด้วย ระดับความสามารถในปัจจุบัน เป้าหมายระยะเวลา 1 ปีจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (เป้าหมายระยะสั้น) เกณฑ์และวิธีประเมินผล และผู้รับผิดชอบ
15 6. ความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง การศึกษา เป็นการระบุรายการ รหัส สิ่งที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการ จำนวนเงินที่ขออุดหนุนเหตุผลและความจำเป็น และผู้ประเมิน 7. คณะกรรมการจัดทำแผน เป็นการระบุบุคคลในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลประกอบด้วย ผู้บริหาร บิดามารดาผู้ปกครอง ครูประจำชั้น หัวหน้างานวิชาการสหวิทยาการ 8. ความเห็นของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้เรียน การลงความเห็นชอบในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล องค์ประกอบของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลทั้ง 8 ข้อ เป็นข้อมูลสำคัญพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ผู้เรียน เป็นรายบุคคล อันจะนำไปสู่กระบวนการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องและเหมาะสมตามความ ต้องการพิเศษของผู้เรียน 4. นักสหวิชาชีพ คือใครบ้าง จงยกตัวอย่าง (2 คะแนน) ทีมสหวิชาชีพ คือ กลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ทักษะ ความสามารถเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน มาทำงานช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก ร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก เช่น นักรังสีการแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยา นักเวชศาสตร์ การสื่อความหมาย นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก นักฟิสิกส์รังสี และนักการแพทย์แผนไทย 5. การคัดกรองประเภทความพิการทางการศึกษามีกี่ประเภท ประเภทใดที่มีการแยกระดับชั้น และประเภทใดไม่มีแบบ คัด กรอง (2 คะแนน) การคัดกรองประเภทความพิการทางการศึกษา กำหนดประเภทของคนพิการออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่ 1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2. การได้ยิน 3. ทางสติปัญญา 4. ทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ 5. ทางการเรียนรู้ 6. ทางการพูด และภาษา 7. ทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ 8. ออทิสติก 9. และพิการซ้อน ประเภทที่มีการแยกระดับชั้น คือ ประเภทความพิการทางด้าน บกพร่องทางการเรียนรู้ ประเภทที่ไม่มีแบบคัดกรอง คือ ประเภทความพิการซ้อน
16 สรุปองค์ความรู้ที่ 6 การทำข้อมูลลงระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) และ IEP Online (ขอรับคูปอง) ชื่อ-สกุล นางสาวอณุพร เพชรศรีโชติ โรงเรียนบ้านมาบกระเปา รุ่นที่ 1 คำชี้แจง ตอบคำถามจากการฟังบรรยายและฝึกประสบการณ์การเขียนแผน IEP 1. ระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) ระดับโรงเรียนมีผู้ดูแลระบบ (แอดมิน) กี่คน/โรงเรียน (1 คะแนน) ตอบ 1 โรงเรียนมีผู้ดูแลระบบ 3 คน 2. หากต้องการลบแอดมินระดับโรงเรียนออก เนื่องจากย้าย/ เกษียณ ต้องแจ้งไปที่ใด (1 คะแนน) ตอบ แจ้งศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับศึกษาพิเศษ 3. การตั้งชื่อผู้ใช้ (Username) สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้กี่ตัวอักษร จงอธิบายวิธีการ (2 คะแนน) ตอบ ไม่สามารถตั้งเป็นภาษาไทยได้ เพราะสามารถกรอกได้เพียงอักษร a-z และ 0-9 เท่านั้น 4. ข้อมูลนักเรียนที่ต้องนำมาลงในระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) ต้องเตรียมข้อมูลส่วนใดบ้าง จงอธิบาย (2 คะแนน) ตอบ 1. เลขประจำตัวประชาชน 2. ชื่อ-นามสกุลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 3. ระดับชั้น 4.ประเภทความพิการ 5. เลข ประจำตัวนักเรียน 6. วัน เดือน ปี เกิด 7. ประเภทนักเรียน (นักเรียนเรียนรวมปกติ หรือ นักเรียนโครงการโรงเรียนคู่ขนาน 8. รายละเอียดความพิการ 10. ข้อมูลที่อยู่นักเรียน 11. ข้อมูลบิดา มารดา 12. ข้อมูลผู้ปกครอง 13. ข้อมูลการคัดกรอง นักเรียน 14. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) / หรือแผนการสอนรายบุคคล (IIP) 5. หากต้องการขอรับคูปองการศึกษา สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ต้องดำเนินการอย่างไร และใช้ระบบใด จงอธิบาย (2 คะแนน) ตอบ ให้นำข้อมูลแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) / หรือแผนการสอนรายบุคคล (IIP) ที่เตรียมไว้ (ไฟล์ Word) มา กรอกในระบบ IEP Online ตามหัวข้อให้ครบถ้วน 6. หากท่านต้องการสอบถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรียนเรียนรวม (SET) และ IEP Online สามารถสอบถาม/ศึกษาเพิ่มเติมทางช่องทางใดได้บ้าง จงอธิบาย (2 คะแนน) ตอบ Group Line : รร.เรียนรวม สพป.พิจิตร เขต 1 และ Group Line : คูปอง (ศกศ.พจ.)
17 S AT - 1 ฟ 5 10 . ( ) ญ ฒ . ธ ( ) ิ ิ ญ 1. ญ 2. ฟื้ 3. 3. ธ ( ) ญ ฒ
18 4. S AT ธ ( ) ญ . ( ) 1. ฒ .3 2. ญ 3. 18 ี 60 ี 4. ฟ ่ ฟื ฏ ..... ฏ ฒ ฒ ฏ
19 แผนการดำเนินการจัดการเรียนรวม เก็บรวมรวมข้อมูลนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล เช่น สอบถามผู้ปกครอง แบบสอบถาม แบบสังภาษณ์ ครูประจำชั้น สังเกตพฤติกรรม หากพบว่านักเรียนมีแนวโน้มจะเป็นผู้พิการหรือ มีความบกพร่องทางด้านใดด้านหนึ่ง เราก็จะหาวิธีการคัด กรองให้เหมาะสมกับความบกพร่องทั้งหมด 9 ประเภท โดยต้องมีครูในโรงเรียนที่ผ่านการอบรมมาแล้วอย่างน้อย 2 คน และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองด้วย ดำเนินการส่งต่อนักสหวิชาชีพ เพื่อทำการวินิจฉัยและวิเคราะห์โดยละเอียด เมื่อได้ผลข้อมูลการวิเคราะห์แล้วให้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ (IEP) เพื่อให้สอดคล้องและมองให้ เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ และนำไปเข้าที่ประชุมโดยมีคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร คณะครูเพื่อ ปรึกษาหารือในการทำแผนการเรียนเฉพาะ ดำเนินการกรอกข้อมูลในระบบ SET และกรอกข้อมูลออนไลน์ ทั้งนี้การออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและจัดการเรียนรู้ให้ เหมาะสมโดยดูสภาพแวดล้อม และพอดีตามความสามารถของผู้พกพร่อง
20