ประสิทธิผลของการสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์เรื่องการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย แผนกศัลยกรรมเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย THE EFFECTIVENESS OF TEACHING WITH VIDEO SET,TEPID SPONGE, BY APPLYING THE PROTECTION MOTIVATION THEORY FOR CAREGIVERS OF FEBRILE CHILDREN, PEDIATRIC SURGERY KING CHULALONGKORN MEMORIAL HOSPITAL ฐมาพร เชี่ยวชาญ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2562
ประสิทธิผลของการสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์เรื่องการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย แผนกศัลยกรรมเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ฐมาพร เชี่ยวชาญ ปริญญานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีการศึกษา 2562 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
THE EFFECTIVENESS OF TEACHING WITH VIDEO SET,TEPID SPONGE, BY APPLYING THE PROTECTION MOTIVATION THEORY FOR CAREGIVERS OF FEBRILE CHILDREN, PEDIATRIC SURGERY KING CHULALONGKORN MEMORIAL HOSPITAL TAMAPORN CHAIWCHARN A Thesis Submitted in partial Fulfillment of Requirements for MASTER OF EDUCATION (Health Education & Physical Education) Faculty of Physical Education Srinakharinwirot University 2019 Copyright of Srinakharinwirot University
ปริญญานิพนธ์ เรื่อง ประสิทธิผลของการสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์เรื่องการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย แผนกศัลยกรรมเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ของ ฐมาพร เชี่ยวชาญ ได้รับอนุมัติจากบัณฑิตวิทยาลัยให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรชัย เอกปัญญาสกุล) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณะกรรมการสอบปากเปล่าปริญญานิพนธ์ .............................................. ที่ปรึกษาหลัก (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน) .............................................. ประธาน (ศาสตราจารย์ ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร) .......................................... ที่ปรึกษาร่วม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มล.สมจินดา ชมพูนุท) .............................................. กรรมการ (อาจารย์ ดร.อนันต์ มาลารัตน์)
ง บทคัดย่อภาษาไทย ชื่อเรื่อง ประสิทธิผลของการสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์เรื่องการเช็ดตัวลดไข้ ของผู้ดูแลเด็กป่วย แผนกศัลยกรรมเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ผู้วิจัย ฐมาพร เชี่ยวชาญ ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2562 อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสอนด้วย สื่อวีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์สต่อการรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ทักษะการเช็ด ตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย และระดับอุณหภูมิร่างกายของเด็กป่วย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลที่ท าหน้าที่ ดูแลเด็กป่วย30 คู่ กลุ่มควบคุมได้รับการสอนตามปกติโดยพยาบาล กลุ่มทดลองได้รับการสอนด้วยชุดสื่อ วีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์ส และให้ผู้ดูแลเช็ดตัวลดไข้เด็กป่วยเมื่อเด็กมีไข้ ผลการวิจัยที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ.05 หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีการรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะ ไข้ของผู้ดูแล ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล ระดับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงของผู้ป่วยเด็ก ดีกว่าก่อน การทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติและหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล และระดับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงของผู้ป่วยเด็กดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติแต่หลังการ ทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีการรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ของผู้ดูแลไม่แตกต่างกัน ค าส าคัญ : ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรค, การเช็ดตัวลดไข้, สื่อวีดิทัศน์
จ บทคัดย่อภาษาอังกฤษ Title THE EFFECTIVENESS OF TEACHING WITH VIDEO SET,TEPID SPONGE, BY APPLYING THE PROTECTION MOTIVATION THEORY FOR CAREGIVERS OF FEBRILE CHILDREN, PEDIATRIC SURGERY KING CHULALONGKORN MEMORIAL HOSPITAL Author TAMAPORN CHAIWCHARN Degree MASTER OF EDUCATION Academic Year 2019 Thesis Advisor Assistant Professor Dr. KAMONMARN VIRUTSESTAZIN This quasi-experimental research aimed to study the effectiveness of teaching by using visual media by applying the Motivation Theory of Rogers for the perception of threats of fever and tepid sponge skills among caregivers and body temperature of sick children. The samples consisted of caregivers who took care of sick children. The sample consisted of caregivers of sick children admitted into the pediatric surgical ward at Chulalongkorn Hospital, and the Thai Red Cross Society. The experiment was divided into two groups: the experimental group and the control group. Each group had an equal number of thirty paired samples. The control group used traditional teaching methods by nurses, while the experimental group was taught using visual media for teaching methods, applying the Motivation Theory of Rogers, and the caregivers rubbed the bodies of the children when they had a fever. The results revealed that the following had a statistical level of .05 as follows :In the posttest: in the experimental group the threat perception of fever and tepid sponge skills of caregivers and decreased body temperature among child patients were statistically significant and better than the pretest and In the posttest: in the experimental group, the tepid sponge skills of caregivers and a decreased body temperature among child patients were statistically significant and higher than in the control group. However there were no statistically significant differences in the threat perception of fever between the experimental and the control group. Keyword : motivation theory for disease prevention, tepid sponge skills, video media
ฉ กิตติ กรรมประ กาศ กิตติกรรมประกาศ ปริญ ญ านิพนธ์ฉบับนี้ส าเร็จได้ด้วยความกรุณ า และความช่วยเหลือจาก ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ดร. กมลมาลย์วิรัตน์เศรษฐสิน อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์หลักและผู้ช่วย ศาสตราจารย์หม่อมหลวง สมจินดา ชมพูนุท อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ที่ได้กรุณาให้ ค าปรึกษาและชี้แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์รวมถึงตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆทุกขั้นตอนของ การท าปริญญานิพนธ์ตลอดจนทุ่มเท แรงกายและแรงใจ คอยสนับสนุนและให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยให้ เกิดความมุ่งมั่นจนท าให้ปริญญานิพนธ์ฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดีผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา ของท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณประธานคุมสอบ ปริญญานิพน์ศาสตราจารย์ดร.นายแพทย์อิศรางค์ นุชประยูร ประธานกรรมการสอบปากเปล่า ปริญญานิพนธ์อาจารย์ดร.อนันต์มาลารัตน์กรรมการสอบปากเปล่าปริญญานิพนธ์ที่ได้กรุณาให้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอันเป็น ประโยชน์ในการท าปริญญานิพนธ์ครั้งนี้และขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในระหว่างการศึกษา และทุกท่านที่กรุณา ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยพร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ขอขอบพระคุณผู้อยู่เบื้องหลัง ความส าเร็จของการท าปริญญานิพนธ์ที่ไม่ดืกล่าวถึงในครั้งนี้สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณกลุ่มตัวอย่างทุกท่าน ที่ให้ความส าคัญแก่ผู้วิจัยและความส าคัญของงานวิจัย ให้ความร่วมมือเกินความคาดหมาย ให้ความไว้วางใจส่งผลให้การวิจัยครั้งนี้ส าเร็จลงได้ดั่งที่หวัง และตั้งใจ ฐมาพร เชี่ยวชาญ
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ................................................................................................................ง บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ...........................................................................................................จ กิตติกรรมประกาศ..................................................................................................................ฉ สารบัญ.................................................................................................................................ช สารบัญตาราง.......................................................................................................................ญ สารบัญรูปภาพ ......................................................................................................................ฏ บทที่ 1 บทน า........................................................................................................................1 ภูมิหลัง .............................................................................................................................1 ปัญหาการวิจัย ..................................................................................................................4 ค าถามการวิจัย..................................................................................................................4 ความมุ่งหมายของการวิจัย.................................................................................................4 ความส าคัญของการวิจัย ....................................................................................................4 ขอบเขตของการวิจัย ..........................................................................................................4 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย.........................................................................................5 ตัวแปรที่ศึกษา............................................................................................................5 นิยามศัพท์เฉพาะ...............................................................................................................5 กรอบแนวคิดในการวิจัย .....................................................................................................6 สมมุติฐานในการวิจัย.........................................................................................................7 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................8 1. ภาวะไข้และการดูแลเด็กที่มีไข้........................................................................................8
ซ 1.1 ความหมายของภาวะไข้.........................................................................................8 1.2 สาเหตุของภาวะไข้................................................................................................9 1.3 ภาวะไข้ภายหลังการท าผ่าตัด ( Postoperative fever ) .........................................10 1.4 กลไกของการเกิดไข้.............................................................................................11 1.5 ลักษณะของไข้....................................................................................................13 1.6 อุณหภูมิร่างกาย .................................................................................................14 1.7 การจัดการกับภาวะไข้.........................................................................................16 1.8 การดูแลเด็กที่มีไข้ด้วยการเช็ดตัว .........................................................................18 2. ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค......................................................................................21 3. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนสุขศึกษาในโรงพยาบาล ...........................................................29 3.1 การสอนโดยการบรรยายและสาธิต.......................................................................30 3.2 สื่อวีดิทัศน์..........................................................................................................31 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ......................................................................................................38 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย.....................................................................................................40 การก าหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ................................................................40 รูปแบบการวิจัยและแผนการวิจัย ......................................................................................41 วิธีการด าเนินการวิจัย.......................................................................................................42 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย......................................................................................44 การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย........................................................................................................49 การจัดกระท ากับข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ..................................................................49 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ..............................................................................................51 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................51 ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป.....................................................................................51
ฌ ตอนที่ 2 การทดสอบสมมติฐาน .......................................................................................56 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.......................................................................72 การวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................73 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า..................................................................................................73 การอภิปรายผล ...............................................................................................................74 ข้อเสนอแนะในการน าวิจัยไปใช้........................................................................................75 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป..................................................................................76 บรรณานุกรม .......................................................................................................................77 ภาคผนวก............................................................................................................................78 ประวัติผู้เขียน.......................................................................................................................98
สารบัญตาราง หน้า ตาราง 1จ านวนกลุ่มตัวอย่างที่คัดออกและกลุ่มตัวอย่างที่คัดเข้า............................................51 ตาราง 2 จ านวน(ร้อยละ) ของกลุ่มทดลอง 30 คนและกลุ่มควบคุม 30 คน จ าแนกตามวันหลัง ผ่าตัด ..................................................................................................................................52 ตาราง 3จ านวน(ร้อยละ) ของกลุ่มทดลอง 30 คนและกลุ่มควบคุม 30 คนจ าแนกตามลักษณะ สังคมประชากรของผู้ดูแล .....................................................................................................52 ตาราง 4จ านวน (ร้อยละ) ของกลุ่มทดลอง 30 คนและกลุ่มควบคุม 30 คนจ าแนกตามลักษณะ ทางคลินิกของเด็กป่วย .........................................................................................................54 ตาราง 5 ค่าเฉลี่ย(ระดับ) การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้และทักษะการเช็ดตัวลดไข้ ของกลุ่ม ทดลอง 30 คน จ าแนกตามประเมินโดยผู้วิจัยและการประเมินตนเอง.......................................55 ตาราง 6 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มทดลอง (n=30).............................................56 ตาราง 7 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพัฒนาการการรับรู้ภาวะคุกคามก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลอง(n=30) และกลุ่มควบคุม(n=30) ..............................................................58 ตาราง 8 ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะการเช็ดตัวลดไข้ ก่อนและหลังทดลองของ กลุ่มทดลอง(n=30) และกลุ่มควบคุม(n=30)..........................................................................59 ตาราง 9 การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ าของทักษะการเช็ดตัวลดไข้ภายใน กลุ่มทดลอง (n=30) .............................................................................................................59 ตาราง 10 การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางชนิดวัดซ้ าของพัฒนาการทักษะการเตรียม ก่อนและหลังทดลองของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30) .....................................63 ตาราง 11 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางชนิดวัดซ้ าของพัฒนาการทักษะการวางผ้า ลูบตัว ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30)..........................................................64 ตาราง 12 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางชนิดวัดซ้ าของพัฒนาการทักษะการเช็ด ส่วนร่างกาย ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30) ................................................66 ตาราง 13 ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางชนิดวัดซ้ าของพัฒนาการทักษะการเช็ดตัว รวม ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30).............................................................67
ฎ ตาราง 14 ค่าเฉลี่ยที่ลดลงและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยเด็ก ก่อนและ หลังทดลองของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม(n=30) ...................................................69 ตาราง 15 การวิเคราะห์ความแปรปรวนอุณหภูมิร่างกายที่ลดลง แบบทางเดียว ภายในกลุ่ม ทดลอง (n=30) ....................................................................................................................69 ตาราง 16 การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางชนิดวัดซ้ าของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิร่างกายที่ ลดลง ระหว่างกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30).....................................................70
สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพประกอบ 1รูปแบบดั้งเดิมของทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคของโรเจอร์ส ปีค.ศ.1975.....22 ภาพประกอบ 2 ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคของโรเจอร์สที่ได้รับการพัฒนา ปี ค.ศ.1983....26 ภาพประกอบ 3 ค่าเฉลี่ยทักษะการเช็ดตัวลดไข้รวมของกลุ่มทดลอง ณ เวลาต่าง ๆ ของการ ทดลอง................................................................................................................................61 ภาพประกอบ 4 ค่าเฉลี่ยของทักษะการเตรียมของกลุ่มทดลอง ณ เวลา ต่าง ๆ ของการทดลอง..61 ภาพประกอบ 5 ค่าเฉลี่ยของทักษะการวางผ้าลูบตัวของกลุ่มทดลอง ณ เวลา ต่าง ๆ ของการ ทดลอง................................................................................................................................62 ภาพประกอบ 6 ค่าเฉลี่ยของทักษะการเช็ดส่วนร่างกายของกลุ่มทดลอง ณ เวลา ต่าง ๆ ของการ ทดลอง................................................................................................................................63 ภาพประกอบ 7 ปฏิสัมพันธ์ของการพัฒนาการทักษะการเตรียมระหว่างกลุ่มทดลอง(n=30)และ กลุ่มควบคุม (n=30) เมื่อมีจ านวนครั้งในการทดลองที่แตกต่างกัน...........................................64 ภาพประกอบ 8 ปฏิสัมพันธ์ของการพัฒนาการทักษะการวางผ้าลูบตัวระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม เมื่อจ านวนครั้งในการทดลองแตกต่างกัน ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30) ................................................................................................................................65 ภาพประกอบ 9 ปฏิสัมพันธ์ของการพัฒนาการทักษะการเช็ดส่วนร่างกายระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม เมื่อจ านวนครั้งในการทดลองแตกต่างกัน ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30) ................................................................................................................................67 ภาพประกอบ 10 ปฏิสัมพันธ์ของการพัฒนาการทักษะการเช็ดตัวรวมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม เมื่อจ านวนครั้งในการทดลองแตกต่างกัน ของกลุ่มทดลอง (n=30)และกลุ่มควบคุม (n= 30)......................................................................................................................................68 ภาพประกอบ 11 ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่ลดลงกลุ่มทดลอง ณ เวลา ต่าง ๆ ของการทดลอง.......70 ภาพประกอบ 12 ปฏิสัมพันธ์ของอุณหภูมิที่ลดลงระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เมื่อมี จ านวนครั้งในการทดลองแตกต่างกัน ของกลุ่มทดลอง(n=30)และกลุ่มควบคุม (n=30) ...........71
บทที่1 บทน า ภูมิหลัง เมื่อเด็กเกิดความเจ็บป่วยย่อมส่งผลให้เกิดความไม่สุขสบายกายและไม่สุขสบายใจ เมื่อ เกิดความเจ็บป่วยย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะจิตใจที่ เปลี่ยนแปลงหรือร่างกายที่เปลี่ยนแปลง โดยภาวะที่พบบ่อยในเด็กคือ ภาวะไข้ อาการไข้ตัวร้อน เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย เมื่อได้รับเชื้อโรค เช่น เชื้อไวรัส เชื้อบัคเตรี เชื้อโปรโตซัว เป็นต้น อาการไข้บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคเสมอไป เช่น คนที่แพ้ภูมิตัวเองก็มักมีไข้ต่ า ๆ อย่างเรื้อรัง เนื่องจากเม็ดเลือดขาวท างานก าจัดเซลล์ร่างกายปกติ โดยเข้าใจว่าเป็นเชื้อโรคหรือ สิ่งแปลกปลอม(ปิติกานต์ บูรณาภาพ, 2554) ภาวะไข้ คือ ภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่า ปกติ โดยการวัดอุณหภูมิแต่ละต าแหน่งอาจได้ค่าปกติที่แตกต่างกันได้ เช่นถ้าวัดมักไม่เกิน 0.6 องศาเซลเซียส ในเด็กอายุน้อยกว่า2ปีและไม่เกิน 1.1 องศาเซลเซียส ในเด็กอายุ7ปีขึ้นไป อุณหภูมิ สูงสุดอยู่ระหว่างเวลา 16.00 น. ถึง 18.00น. นอกจากนี้ยังอาจเปลี่ยนแปลงตามสภาวะภูมิอากาศ หรือตามกิจกรรม เช่น อาจเพิ่มสูงขึ้นหลังรับประทานอาหารหรือการออกก าลังกาย โดยทั่วไปจะ ถือว่ามีไข้เมื่ออุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักมากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ทางปากมากกว่า 37.8 องศาเซลเซียสและทางรักแร้หรือทางหูมากกว่า 37.3 องศาเซลเซียส ภาวะไข้นี้ถือเป็นการ ตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมหรือการอักเสบต่างๆ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน(ศิริพร ผ่อง จิตสิริ, 2554) เมื่อเด็กมีไข้สูงจะเกิดภาวะชักจากการมีไข้สูงตามมา เป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตรายเพราะ อาจจะท าให้เกิดความผิดปกติภายในสมองได้ สาเหตุส่วนใหญ่ของไข้ที่ท าให้เกิดการชักได้แก่ การ ติดเชื้อทางเดินหายใจ การอักเสบของผิวส่วนกลาง ไข้ออกผื่น การติดเชื้อของระบบทางเดิน ปัสสาวะและระบบทางเดินอาหารที่มีอาการไข้สูงมากเกิน 39 องศาเซลเซียส แต่ไม่นับรวมการติด เชื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองและไม่นับรวมกับโรคลมชักซึ่งเป็นคนละโรคกัน อาการชักเพราะไข้สูง มักพบในเด็กที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปี โดยพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย (ปิติกานต์ บูรณา ภาพ, 2554) อาการชักที่เกิดจากไข้นี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีลักษณะของการชักเป็น แบบชักเกร็งหรือชักกระตุกและตามด้วยอาการชักเกร็งทั้งตัวเป็นระยะเวลาสั้นๆ ภายหลังจากการ ชักจะเป็นปกติเหมือนก่อนเกิดอาการ ไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาทเรียกว่า simple
2 febrile convulsion(ภาวะชักจากไข้แบบธรรมดา) แต่ในบางกรณีที่มีอาการชักติดต่อกันนานเกิน 15 นาทีหรือชักเฉพาะข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายหลังชักแล้วอาจมีอัมพาตของแขนขาข้างนั้น (Todd's paralysis) หรือชักซ้ าติดต่อกันหลายๆครั้งในการเจ็บป่วยครั้งเดียวกัน อาการชักลักษณะ นี้เรียกว่า complex หรือ atypical หรือ complication febrile convulsion(สุวรรณี พันเจริญ, 2556) อุบัติการณ์การเกิดการชักสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มาด้วยอาการชัก คือชัก เนื่องจากไข้ ในอเมริกาและยุโรปนั้นมีรายงานว่าเด็กที่ชักเนื่องจากไข้นั้นมีอุบัติการณ์ประมาณร้อย ละ2-4ของเด็ก ส่วนรายงานทางเอเชียนั้นสูงกว่า เช่น ในญี่ปุ่นพบถึงร้อยละ 9 เกาะกวมพบร้อยละ 15 อายุที่ชักครั้งแรกพบบ่อยที่สุดคือช่วงอายุ 1-2 ปีแรก ถ้าอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปโอกาสที่ชักจาก ไข้ครั้งแรกน้อยลง สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่นอนแต่มีเหตุผลสนับสนุนเกี่ยวกับการถ่ายทอด ทางพันธุกรรม เช่น การศึกษาของ Merher ซึ่งศึกษาในประชากร 8 ครอบครัวซึ่งมีสมาชิกที่ชักจาก ไข้ 75 ราย(จากสมาชิก 333 ราย) หรือการศึกษาของ Tsuboi ที่พบว่าในแฝดแท้(monozygotic twin)พบว่ามีอาการชักจากไข้ทั้งคู่ถึงร้อยละ 69(18/26) แต่แฝดไข่คนละใบ(dizygotic twin )มี อาการชักจากไข้ทั้งคู่รวมกันเพียงร้อยละ 20(4/20คู่)(สุวรรณี พันเจริญ, 2556) ภาวะชักจากไข้สูง ย่อมส่งผลกระทบและผลเสียต่อเด็ก ดังนั้นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กจะเป็นบุคคลที่สามารถ ช่วยเหลือและบรรเทาภาวะไข้และป้องกันภาวะชักได้ บุคคลส าคัญที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กสามารถ ช่วยเหลือจัดการและป้องกันอาการแทรกซ้อนจากภาวะไข้ในเด็กเพื่อให้เด็กได้รับความปลอดภัย คือ บิดามารดาหรือผู้ดูแลผู้ดูแลเด็ก ส่วนใหญ่มีความรู้ในการจัดการกับภาวะไข้ในเด็กไม่ถูกวิธี จึง มักจะให้เด็กรับประทานยาลดไข้ไม่ได้ขนาดที่เหมาะสมกับน้ าหนักตัวของเด็กให้เด็กรับประทานยา ลดไข้บ่อยเกินไป แม้ว่าเด็กจะมีไข้ต่ าๆ เพราะกลัวว่าสมองของเด็กจะเป็นอันตรายกลัวเด็กจะชัก จากไข้สูง กลัวเด็กจะเสียชีวิตจากการมีไข้(Pountney, 2006) และมักจะพาเด็กไปรับการตรวจ รักษาที่โรงพยาบาลโดยไม่จ าเป็น ท าให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 140 ถึง 210ดอลล่าร์ แคนาดาต่อการไปตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแต่ละครั้ง(Krantz, 2001) แนวคิดการ มีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแลเด็กป่วยในโรงพยาบาล เป็นการมีส่วนร่วมที่ผู้ปกครองได้ ปฏิบัติและการมีส่วนร่วมที่ผู้ปกครองปรารถนาที่จะปฏิบัติในการดูแลเด็กป่วยขณะเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาล 4 ด้าน คือ การมีส่วนร่วมในการดูแลกิจกรรมที่ท าประจ า(Routine Care Participation) การมี ส่วนร่วมในกิจกรรม ที่เกี่ยวกับการรักษาพ ยาบาล(Technical Care Participation) การมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครอบครัวและบุคลากรพยาบาล
3 (Information Sharing Participation) และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการดูแลเด็กป่วย (Decision-making Participation)(Sehepp,1995) เมื่อเด็กมีไข้ จะมีการดูแลรักษาโดยทั่วไปคือการให้เด็กรับประทานยาลดไข้ หรือการเช็ด ตัวลดไข้ ส าหรับเด็กที่ไข้สูงนั้นการให้ยาลดไข้ทานอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะลดไข้ได้เร็ว เนื่องจาก ยาที่ทานจะต้องใช้เวลาราว 30 นาทีกว่าที่จะดูดซึมและออกฤทธิ์ ท าให้ไข้ลดลง ซึ่งในระหว่างที่รอ ให้ยาออกฤทธิ์นั้นเด็กบางคนอาจจะเกิดอาการชักจากไข้สูงได้ จึงควรท าการเช็ดตัวเด็กด้วย (ปิติกานต์ บูรณาภาพ, 2554) ดังนั้นการเช็ดตัวลดไข้นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ส าคัญในการลดภาวะชัก จากไข้สูงในเด็ก ในภาวะปกติที่ผู้วิจัยปฏิบัติงานส่วนใหญ่การเช็ดตัวลดไข้มักจะเป็นหน้าที่ของพยาบาล เนื่องด้วยภาระงานระยะเวลาและผลจากการเช็ดตัวลดไข้ จึงท าให้พยาบาลท าการเช็ดตัวลดไข้เอง ดังที่กล่าวมาว่าด้วยภาระหน้าที่และระยะเวลาอาจจะมีการเช็ดตัวลดไข้ได้เพียงครั้งเดียวแล้วท า การประเมินผล โดยที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้มีส่วนร่วมในการเช็ดตัว ได้เพียงแต่สังเกตที่พยาบาลท าพร้อม กับการอธิบายประกอบการท าให้ดูและหลังหลังนั้นเมื่อเด็กมีไข้ผู้ดูแลจะเช็ดตัวลดไข้เองซึ่งการเช็ด ตัวลดไข้นับว่าเป็นกิจกรรมที่ส าคัญเป็นการเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายที่สูง อีกทั้งยังลด ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะชัก เมื่อผู้วิจัยได้มีการอธิบายผู้ดูแลเด็กทุกครั้ง ผู้ดูแลเด็กจะมีความ สนใจและใส่ใจเรียนรู้เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมทางการพยาบาลที่ส าคัญช่วยเหลือเด็กในความ ดูแลของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายได้ซึ่งตรงกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค(The protection motivation theory) โดยโรเจอร์ส กล่าวไว้ว่าบุคคลจะมีแรงจูงใจในการป้องกันโรคนั้นขึ้นอยู่กับ ปัจจัย 4 ประการคือ การรับรู้ความรุนแรงของโรคการรับรู้โอกาสเสี่ยงจากการเกิดโรค ความ คาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนองพฤติกรรมและความคาดหวังในความสามารถของตน ซึ่งการรับรู้นี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงการน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ผู้วิจัยจึงสนใจที่ จะผลิตสื่อการสอนในรูปแบบของชุดสื่อวีดิทัศน์สอนการเช็ดตัวลดไข้ที่ มีทั้งภาพและเสียงที่ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ดูแล เพื่อน ามาใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบกับการเช็ดตัวปกติ โดยพยาบาลและการเช็ดตัวของผู้ดูแลโดยดูจากชุดสื่อวีดิทัศน์ ท าให้ผู้เรียนเห็นภาพพจน์และเกิด ความคิดรวบยอด ท าให้ความเป็นนามธรรมไปสู่ความเป็นรูปธรรม(สมเชาว์ เนตรประเสริฐ, 2543) นอกจากนั้นอุปกรณ์ที่ใช้สอนได้แก่โทรทัศน์และเครื่องเล่นวีซีดียังเป็นอุปกรณ์ที่ประชาชนทั่วไปมี ความคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่สะดวกแก่ผู้เรียนและผู้สอนน ามาใช้ซ้ าได้หลายครั้ง ท าให้ได้ เนื้อหาคงที่เหมือนเดิม(กิดานันท์ มลิทอง, 2543) ผู้วิจัยจึงเห็นว่าชุดสื่อวีดิทัศน์สอนการเช็ดตัวลด ไข้ให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ผลิตขึ้นนี้ จะสามารถน ามาใช้ในการสอนเพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้ดูแล
4 ผู้ป่วยเด็ก เพิ่มความสามารถและทักษะในการปฏิบัติการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วยยังไปถึง ลดภาวะชักจากอาการไข้ สามารถเช็ดตัวลดไข้ได้ทั้งขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลและเมื่อกลับบ้าน ปัญหาการวิจัย 1. ผู้ป่วยเด็กมีไข้ภายหลังการท าผ่าตัด 2. พยาบาลมีภาระหน้าที่ในการดูแลเด็กป่วยมาก ท าให้มีเวลาเช็ดตัวลดไข้ได้เพียงครั้ง เดียวโดยผู้ดูแลเป็นผู้สังเกต ส่งผลให้ผู้ดูแลไม่มีทักษะในการเช็ดตัวลดไข้ เมื่อมีไข้ขณะกลับบ้าน ผู้ดูแลจะเลือกใช้ยาลดไข้แทนการเช็ดตัว ค าถามการวิจัย การสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์ โดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์ส ผู้ดูแลเด็กสามารถ เช็ดตัวลดไข้ได้ถูกต้อง และเด็กป่วยมีระดับอุณหภูมิร่างกายลดลงได้หรือไม่ ความมุ่งหมายของการวิจัย 1.เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการสอนโดยการใช้สื่อวีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎี แรงจูงใจของโรเจอร์สต่อทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะ ไข้ และต่อระดับอุณหภูมิร่างกายของเด็กป่วยก่อนและหลังการทดลอง 2.เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการสอนโดยการใช้สื่อวีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎี แรงจูงใจของโรเจอร์สกับการสอนปกติต่อทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วย การรับรู้ภาวะ คุกคามของภาวะไข้และต่อระดับอุณหภูมิร่างกายของเด็กป่วย ความส าคัญของการวิจัย ได้ชุดสื่อวีดิทัศน์ในการเช็ดตัวลดไข้ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ดูแลมีทักษะในการเช็ดตัว ลดไข้ และสามารถแทนการสอนโดยพยาบาลได้ ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ดูแลและผู้ป่วยเด็ก แผนกกุมารศัลยกรรม ตึกสก 14 เสาวภาสามัญ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จ านวน 499 คน(สถิติเด็กป่วย แผนก กุมารศัลยกรรม สก14 ปี 2560)
5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ที่ท าหน้าที่ดูแลและเด็กป่วยแผนกกุมาร ศัลยกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม กลุ่มละ 30 คู่ ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ประกอบด้วย 1.1การสอนด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์ 1.2การสอนปกติ 2. ตัวแปรตาม ประกอบด้วย 2.1 การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ของผู้ดูแล 2.2 ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล 2.3 ระดับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงของเด็กป่วย นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ชุดสื่อวีดิทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์ส หมายถึง ชุดการสอน ประกอบด้วยเนื้อหาสาระ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ภาวะคุกคามของไข้ กระตุ้นให้เกิดการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของ ภาวะไข้พร้อมกับการประเมินการรับรู้ด้วยตนเอง ส่วนที่ 2 การสาธิต การฝึกปฏิบัติ 3 ครั้ง และการประเมินทักษะด้วยตนเอง ส่วนที่ 3 การสรุปสาระส าคัญ 2. ประสิทธิผลของการสอนโดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจของโรเจอร์สต่อทักษะการเช็ดตัว ลดไข้ หมายถึง การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้และทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล และการลด ระดับอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยเด็ก 3. รับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ในเด็กป่วย ประกอบด้วย 3.1 การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อภาวะไข้หลังผ่าตัด หมายถึง เด็กป่วยหลังผ่าตัดมีความ น่าจะเป็นต่อภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิ มากกว่า 37.8 องศาเซลเซียสโดยวัดทางรักแร้ 3.2 การรับรู้ความรุนแรงของภาวะไข้หลังผ่าตัด หมายถึง ภาวะไข้หลังผ่าตัดที่ส่งผล ต่อ การหายของแผลช้าลง แผลติดเชื้อ ภาวะชัก 4. ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ หมายถึง การปฏิบัติเพื่อช่วยลดระดับอุณหภูมิร่างกายตาม ขั้นตอนการเช็ดตัว ได้แก่
6 4.1 การเตรียม ประกอบด้วย การล้างมือ การเตรียมอุปกรณ์ส าหรับการเช็ดตัว และ การทดสอบอุณหภูมิของน้ า 4.2 การวางผ้าลูบตัว วางบริเวณส าคัญและเปลี่ยนเมื่อผ้ามีอุณหภูมิสูงขึ้น คือ บริเวณรักแร้ 2 ข้าง และใต้คอ 4.3 การเช็ดส่วนร่างกาย ประกอบด้วย บริเวณใบหน้าและล าคอ บริเวณหน้าอก แขน ทั้ง 2 ข้าง บริเวณหลัง และขาทั้ง 2 ข้าง 5. การสอนการเช็ดตัวลดไข้ตามปกติ หมายถึง การสอนผู้ดูแลผู้ป่วยเกี่ยวกับการเช็ดตัว ลดไข้จากพยาบาลขณะเช็ดตัวลดไข้ 1 ครั้ง และให้ผู้ดูแลผู้ป่วยเช็ดตัวลดไข้เมื่อเด็กป่วยมีไข้ 6. ผู้ดูแล หมายถึง บุคคลที่เฝ้าดูแลผู้ป่วยตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาในแผนก ผู้ป่วยกุมารศัลยกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งอาจจะเป็น บิดา มารดา หรือ ญาติ มีอายุ 18-60 ปี 7. อุณหภูมิร่างกายที่ลดลง หมายถึง การวัดอุณหภูมิร่างกายทางหน้าผากก่อนและหลัง การเช็ดตัวลดไข้แต่ละครั้ง มีหน่วยการวัดเป็นองศาเซลเซียส กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม 1.การสอนด้วยชุดสื่อวีดิ ทัศน์โดยประยุกต์ทฤษฎี แรงจูงใจของโรเจอร์ส 1. ภาวะคุกคามของภาวะไข้ และประเมินตนเอง 2. สาธิต ฝึกปฏิบัติ และ ประเมินตนเอง 3. การสรุปสาระส าคัญ 2.การสอนตามปกติ ทักษะการเช็ดตัว ลดไข้ของผู้ดูแล ระดับอุณหภูมิ ร่างกาย ที่ลดลงของ ผู้ป่วยเด็ก การรับรู้ภาวะ คุกคามภาวะไข้ ของผู้ดูแล
7 สมมุติฐานในการวิจัย 1. หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีตัวแปรต่อไปนี้ ดีกว่าก่อนการทดลอง 1.1 การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ของผู้ดูแล 1.2 ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล 1.3 ระดับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงของผู้ป่วยเด็ก 2. หลังการทดลองกลุ่มทดลองตัวแปรต่อไปนี้ ดีกว่ากลุ่มควบคุม 2.1 การรับรู้ภาวะคุกคามของภาวะไข้ของผู้ดูแล 2.2 ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแล 2.3 ระดับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงของผู้ป่วยเด็ก
8 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาประสิทธิผลของการสอนโดยประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจ ของโรเจอร์สต่อทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ดูแลเด็กป่วยด้วยชุดสื่อวีดิทัศน์ ผู้วิจัยได้ศึกษา บทความ เอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมสาระส าคัญดังนี้ 1. ภาวะไข้และการดูแลเด็กที่มีไข้ 1.1 ความหมายของภาวะไข้ 1.2 สาเหตุของภาวะไข้ 1.3 ภาวะไข้หลังการผ่าตัด 1.4 กลไกการเกิดไข้ 1.5 ลักษณะของไข้ 1.6 อุณหภูมิร่างกาย 1.7 การจัดการกับภาวะไข้ 1.8 การดูแลเด็กที่มีไข้ 2. ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคของโรเจอร์ส 3. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนสุขศึกษาในโรงพยาบาล 3.1 การบรรยายและการสาธิต 3.2 สื่อวีดิทัศน์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ภาวะไข้และการดูแลเด็กที่มีไข้ 1.1 ความหมายของภาวะไข้ ไข้ คือการที่อุณหภูมิของร่างกายขึ้นสูงเกิน 37.8องศาเซลเซียส โดยการวัดทางปาก หรือ 38.3องศาเซลเซียส โดยการวัดทางทวารหนัก ในเด็กปกติอาจมีอุณหภูมิทางทวารหนักอยู่ ระหว่าง 37.8 ถึง 38.3องศาเซลเซียส ในตอนบ่ายๆหรือหลังจากออกก าลังกาย อุณหภูมิที่วัดทาง ทวารหนักจะสูงกว่าที่วัดทางปาก 0.5องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่วัดทางปากอาจจะต่ าจากความ จริงถ้าคนนั้นพูดมากหรือหายใจทางปากหรือเพิ่งดื่มน้ าเย็นหรือใส่ปรอทวัดไข้ไว้ไม่ถูกที่ และไม่ นานพอ ในทางตรงข้าม อุณหภูมิอาจจะสูงกว่าที่เป็นจริงได้ถ้าเพิ่งออกก าลังมาใหม่ๆหรือดื่มน้ า ร้อนอุณหภูมิของคนปกติมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ในตอนเช้าก่อนตื่นนอนอุณหภูมิจะลดลง
9 ต่ าที่สุด และจะขึ้นสูงสุดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น อุณหภูมิของคนปกติจะแตกต่างกันในวันหนึ่งๆ ประมาณ 1องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่แตกต่างกันนี้ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนในร่างกาย และการ เคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ คนที่ท างานกลางคืนแล้วนอนกลางวันอาจจะพบว่ามีdiurnal variation( รูปแบบรายวัน)แตกต่างจากคนอื่นได้(สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, 2547) 1.2 สาเหตุของภาวะไข้ สาเหตุของการเกิดไข้ ได้แก่ 1) โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย รา ไวรัส rickettsia chlamydia 2) โรคภูมิแพ้ เช่น แพ้ยา เป็นต้น 3) เนื้องอกหรือมะเร็ง 4) โรคเนื้อเยื่อ (Collagen disease) เช่น โรคข้อรูมาตอยด์( rheumatoid), โรค แพ้ภูมิตัวเอง (SLE) 5) โรคทางสมองศูนย์ควบคุมความร้อนเสีย เลือดออกในสมอง 6) จากยา เช่น การเป็นพิษจากแอสไพริน (aspirin), ดีดีที(DDT), อีพิเนฟริน ( epinephrine )และยากลุ่ม แอนตี้โคลิเนอจิค (anticholinergic) เป็นต้น 7) ภ า ว ะ ไท ร อ ย ด์ ฮ อ ร์ โม น สู ง (Hyperthyroidism) โซ เดี ย ม ใน เลื อ ด สู ง (hypernatremia) 8) จากสิ่งแวดล้อมเช่น อุณหภูมิรอบๆตัวเราใส่เสื้อผ้าหนาหรือหลายชิ้น เป็นต้น 9) ภาวะขาดน้ า 10) โรคเลือด เช่น เม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) เป็นต้น 11) โรคของหลอดเลือด เช่น มีการเกิดเนื้อตายเนื่องจากขาดการไหลเวียนของ โลหิต(infraction)ของสมองปอดหรือหัวใจ เป็นต้น 12) การได้รับบาดเจ็บการมีเลือดออกในกล้ามเนื้อหรืออวัยวะต่างๆอาจท าให้เกิด ไข้ได้ 13) ผิวหนังผิดปกติไม่สาม ารถขับความ ร้อนออกได้ เช่น โรคสังข์ทอง (ectodermal dysplasia) เป็นต้น โดยทั่วไปไข้จากโรคติดเชื้อมักจะไม่สูงเกิน 41องศาเซลเซียส ถ้าหากว่าไข้สูงกว่านั้น มักเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคลมแดด(heat stroke) การอักเสบของตับอ่อนเฉียบพลัน (hemorrhagic pancreatitis) และเลือดออกในเนื้อสมอง เป็นต้น
10 โรคติดเชื้อบางชนิดอาจไม่มีไข้เลย นอกจากจะมีภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างของโรคติด เชื้อที่โดยทั่วไปไม่มีไข้ ได้แก่ บาดทะยัก อหิวาต์ โรคเรื้อน อาหารเป็นพิษจากเชื้อสแตฟ กามโรค ชนิดต่างๆ โรคหวัด โรคติดเชื้อที่เป็นเฉพาะผิวหนังหรือเยื่อบุ มักจะไม่ท าให้เกิดไข้ เช่น กลาก เกลื้อน ฝีพุพองตามผิวหนัง(ถ้าไม่มีต่อมน้ าเหลืองอักเสบ หรือ cellulitis) เป็นต้น ในทารกแรกเกิด คนชรา คนที่ร่างกายอ่อนแอมากๆ อาจจะไม่มีไข้ในเวลาเจ็บป่วยก็ได้ ในทางตรงกันข้าม พวก เหล่านี้อาจมีอุณหภูมิต่ ากว่าปกติ(สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, 2547) 1.3 ภาวะไข้ภายหลังการท าผ่าตัด ( Postoperative fever ) ภาวะไข้ภายหลังการท าผ่าตัด >38องศาเซลเซียส หรือ 100.4องศาฟาเรนไฮน์ การตรวจพบไข้หลังผ่าตัดพบได้บ่อย โดยมากมักเกิดใน 1-2วันแรกและไข้มักลงเอง ซึ่งส่วนใหญ่ สาเหตุของไข้มักเกิดจากการมีเนื้อเยื่อชอกช้ า(tissue trauma) จากการผ่าตัด อย่างไรก็ตามไข้หลัง ผ่าตัดแบ่งตามตามระยะเวลา ดังนี้ 1. ระยะทันทีทันใด(Immediate): การเกิดไข้ภายใน 24ชั่วโมงหลังผ่าตัด เกิดได้ จากเนื้อเยื่อชอกช้ า(tissue trauma) ยา รับเลือดระหว่างผ่าตัด หรืออาจเกิดจากไข้ที่มีอยู่เดิมก่อน ผ่าตัด เป็นต้น อย่างไรก็ตามการมีไข้ในช่วงแรกจากเนื้อเยื่อชอกช้ า(tissue trauma) นั้น พบได้บ่อย โดยมากมักเกิดใน 1-2 วันแรกมักหายได้เองใน 2-3 วัน โดยส่วนใหญ่มักเกิดในการผ่าตัดที่ใช้ เวลานานหรือเปิดแผลกว้าง 2. ระยะฉับพลัน(Acute): การเกิดไข้ภายใน 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด พบได้จาก หลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่ เกิดจาก การติดเชื้อในโรงพยาบาล(nosocomial infections) ได้แก่ ปอดบวม(pneumonia) และ ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ(UTI )ซึ่งพบได้บ่อย นอกจากนี้ การติด เชื้อจากแผลผ่าตัด(surgical site infection) ก็อาจพบได้ในช่วงนี้เช่นกัน 3. ระยะเฉียบพลัน(Subacute): การเกิดไข้ใน 1-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด สาเหตุที่พบ ได้บ่อย คือ การติดเชื้อจากแผลผ่าตัด(surgical site infection) ส่วนของช่องคลอดอักเสบ (vaginal cuff cellulites) เชิงกรานอักเสบ(pelvic cellulitis)/ ฝี(abscess) การติดเชื้อแบคทีเรียที่ ผิวหนังชั้นลึกถึงระดับเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ(necrotizing fasciitis) ผิวตื้นๆ(superficial)/ ผิวลึกๆ เป็นฝี deep abscess เป็นต้น 4. ระยะหลัง(Delayed): การเกิดไข้หลังผ่าตัดมากกว่า 1 เดือน ซึ่งพบได้น้อย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเป็นหลักความผิดปกติจากไข้(Febrile morbidity) หมายถึง การมีไข้(>38องศาเซลเซียส 100.4 องศาฟาเรนไฮน์ หรือมากกว่า 38.3องศาเซลเซียส 101
11 องศาฟาเรนไฮน์ ในบางรายงาน) มากกว่า 2 ครั้ง ห่างกัน 4ชั่วโมง โดยไม่นับรวม 24ชั่วโมงแรก หลังผ่าตัด การติดเชื้อหลังผ่าตัดพบได้บ่อย ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อมีความส าคัญเพื่อลด ความผิดปกติ(morbidity and mortality) โดยมีวิธีต่างๆ ได้แก่ การให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกัน (antibiotic prophylaxis) การเตรียมผิวหนัง(skin preparation) ดังที่ได้กล่าวไปแล้วใน การดูแล ก่อนก่อนผ่าตัด(preoperative care) ส่วนการป้องกันอื่นๆ ระหว่างและหลังผ่าตัด ได้แก่เทคนิค การผ่าตั ด(surgical technique) เครื่องดูดของเหลว(suction drainage) หรือการฝึกป อด (pulmonary training) เป็นต้น การติดเชื้อหลังผ่าตัด(Postoperative infection) ที่พบบ่อยหลังผ่าตัดทางนรีเวช ได้แก่ ส่วนของช่องคลอดอักเสบ(vaginal cuff cellulites) เชิงกรานอักเสบ(pelvic cellulitis)/ ฝี (abscess) การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นลึกถึงระดับเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ(necrotizing fasciitis) ผิวตื้นๆ(superficial)/ ผิวลึกๆเป็นฝี deep abscess เป็นต้น การประเมินผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อ ควรเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายก่อน เพื่อหาสาเหตุของ ไข้และรักษาตามนั้น 1.4 กลไกของการเกิดไข้ ไข้ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากการตั้งอุณหภูมิของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิสูงขึ้นจาก อุณหภูมิปกติ สารที่ก่อให้เกิดไข้อาจมาจากภายนอก(exogenous pyrogen) เช่น สารพิษที่มีอยู่ บริเวณด้านนอกของผนังเซลล์(endotoxin) จากแบคทีเรียแอนติเจน-แอนติบอดีคอมเพล็กซ์ ซึ่งจะ กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวจ าพวกแมกโครเฟจ(macrophage)/ โมโนไซต์(monocyte) และ phagocytic cell(ฟาโกไซทิค เซลล์) อื่นๆ ท าให้มีการหลั่งของmediator(สารตัวกลาง) เป็น endogenous pyrogen(เอนโดจีนัส ไพโรเจน)ที่ส าคัญ คือ ไอแอล-1 เบต้า(IL-1 Beta) นอกจากนี้ ยังพบว่า ไซโตคิน(cytokine) อื่นๆ เช่น ทีเอ็นเอฟ-แอลฟา(TNF-alpha) ไอแอล-6(IL-6) และอินเตอ ฟีรอน(interferon) มีคุณสมบัติดังกล่าวด้วย เอนโดจีนัส ไฟโรเจน(endogenous pyrogen) นี้จะ ออกฤทธิ์ที่บริเวณอวัยวะรอบๆเวนตริเคิล ซึ่งเป็นบริเวณที่เนื้อเซลล์สมองไม่มีตัวกรองกั้นระหว่าง เลือดและสมอง(blood-brain barrier) อยู่ ท าให้มีการส่งสัญญาณต่อไปยังไฮโปทาลามัส(hypothalamus) และเกิดการปรับอุณหภูมิของร่างกายขึ้น กลไกนี้มีหลักฐานว่าเกิดผ่านการปลดปล่อย โพสต้าแลนดิ้ง-อี2(prostaglandin-E2) ซึ่งใช้อธิบายกลไกการลดไข้โดยกลุ่มพวกยาแอสไพริน ไข้ ที่เกิดจากกลไกนี้จะไม่สูงเกิน 41 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของร่างกายถูกตั้งให้สูงขึ้น ศูนย์ ควบคุมความร้อนจะส่งสัญญาณมาทางระบบประสาทอัตโนมัติท าให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนัง
12 หดตัว มีผลให้ความร้อนถูกระบายออกทางผิวหนังน้อยลงจะพบบ่อยๆว่า เวลาไข้ขึ้นเด็กจะมีมือ เท้าเย็น แต่ศีรษะร้อน เนื่องจากหลอดเลือดที่มือและเท้าหดตัว และเลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนังได้ไม่ดี บางครั้งหลอดเลือดหดตัวมากจนกระทั่งมือและเท้าสีซีด ในบางคนเป็นมากจนเขียว(cyanosis) เนื่องจากขาดออกซิเจนไปเลี้ยงผิวหนัง อาจท าให้เข้าใจผิดคิดว่าผู้ป่วยช็อค ภาวะที่เกิดอาการเขียว จากไข้มักจะเย็น แต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ แต่ภาวะช็อกมักมีเหงื่อออก เมื่อความร้อนระบายออกทาง ผิวหนังไม่ได้ความร้อนก็จะสะสมในร่างกาย ท าให้เกิดไข้ ถ้าอุณหภูมิที่ผิวหนังต่ าลงจากการที่ หลอดเลือดหดตัวลดถึง 30 องศาเซลเซียส ประสาทรับความร้อนที่ผิวหนัง(thermal receptor) ก็ จะส่งความรู้สึกไปยังสมองท าให้เกิดการสั่นของกล้ามเนื้อ เป็นผลให้มีการสร้างความร้อนมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในคนที่อาการหนาวสั่นด้วย ไข้จะขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการหนาวสั่นนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะ เวลาที่ไข้ขึ้นอย่างเดียว เมื่อไรก็ตามที่อุณหภูมิของผิวหนังลดลงต่ ากว่า 31 องศาเซลเซียส เช่น ถูก อากาศเย็นก็จะท าให้เกิดอาการหนาวสั่นได้เช่นกัน(สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, 2540) การสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายโดยทั่วไปพบว่าเกิดได้ 4 ประการ คือ 1. การแผ่รังสี(radiation) ออกม าใน รูป รังสี ความ ร้อน (infrared) เกิดขึ้น ตลอดเวลาเมื่ออุณหภูมิภายในร่างกายสูงกว่าภายนอก เป็นกลไกส าคัญของการเสียความร้อนซึ่ง ปกติจะคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 ของความร้อนที่ร่างกายสูญเสียไป 2. การน าความร้อน(conduction) เกิดขึ้นน้อยเพราะต้องอาศัยพื้นผิวสัมผัสเช่น ถ้ายืนหรือนั่งสัมผัสกับพื้นเย็นที่เย็นกว่าการเสียความร้อนชนิดนี้เพิ่มขึ้นได้ถ้าผิวหนังสัมผัสกับสิ่ง เย็นๆเป็นบริเวณกว้าง เช่นการแช่ในน้ าเย็นร่างกายจะเสียความร้อนไปอย่างมาก โดยวิธีการน า ความร้อน 3. การพาความร้อน(convection) เกิดขึ้นได้เมื่อมีการ flow ของสารน้ าสัมผัส ผ่านผิวหนัง 4. การระเหย(evaporation) ร่างกายจะสูญเสียน้ าตลอดเวลา โดยการระเหย ผ่านผิวหนังเมื่อน้ า 1 กรัม ระเหยไปจะดึงพลังงานความร้อนไปด้วย 580 แคลอรี่ ปกติเราจะเสียน้ า โดยการระเหยประมาณวันละ 500 ถึง 800 มิลลิลิตรต่อพื้นที่ผิว1ตารางเมตรคิดเป็นความร้อนที่ สูญเสียไปประมาณร้อยละ 25 ของทั้งหมด แต่ถ้าอุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นจนมากกว่าอุณหภูมิ ร่างกายการสูญเสียความร้อนจะเกิดได้วิธีเดียวคือ โดยการระเหยโดยมีการผลิตเลือดออกเพิ่มขึ้น ไปอีก เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังจะมีชั้นไขมันอยู่ช่วยกักเก็บความร้อนได้ดีเพราะน าความร้อนได้เพียง1ใน 3 ของเนื้อเยื่ออื่นๆ ตรงบริเวณผิวหนังยังมีกลุ่มหลอดเลือดเป็น venous plexus ซึ่งสามารถหดตัว จนไม่มีเลือดมาเลี้ยง และท าให้ดูตัวซีดหรือขยายตัวออกจนมีเลือดมาเลี้ยงได้มากถึงร้อยละ 30
13 ของปริมารเลือดส่งออกจากหัวใจต่อนาที(cardiac output) มีอาการตัวแดง(flush) ช่วยในการ ควบคุมการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายได้ดี ในสัตว์ที่มีขน การมีขนลุกช่วยท าให้เกิดมี ฉนวนกันผิวหนังซึ่งในคนไม่มีความส าคัญในการป้องกันการสูญเสียความร้อนแต่มนุษย์ก็ป้องกัน ได้โดยการสวมเสื้อผ้า 1.5 ลักษณะของไข้ อุณหภูมิของคนปกติมี diurnal variation(รูปแบบรายวัน) โดยสูงขึ้นในตอนบ่ายหรือ เย็นและลดลงต่ าสุดในเวลาเช้ามืด คนที่เป็นไข้มักจะเห็นลักษณะแบบเดียวกัน ถ้าวัดอุณหภูมิทุก 2 หรือ 4 ชั่วโมงในผู้ที่เป็นไข้ อาจจ าแนกลักษณะของไข้ออกเป็น 5 รูปแบบคือ 1. ไข้ต่อเนื่อง(Sustain หรือ continuous fever) เป็นลักษณะไข้ ไข้ลอยมีการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในช่วงเวลาของวันเพียงเล็กน้อย ตัวอย่างของโรคที่ท าให้เกิดไข้แบบนี้ ได้แก่ โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส(pneumococcus) การติดเชื้อในระบบประสาทกลาง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบไข้รากสาดน้อยและไข้รากสาดเทียม คออักเสบหรือผิวหนังอักเสบจากเชื้อกรุ๊บ เอ สเตรปโตคอคคัส(group A streptococci) การติดเชื้อริคเก็ตเซีย(rickettsia) และ พสิเตอโคสิส (psittacosis) เป็นต้น 2. ไข้ลอย(Remittent fever) ลักษณะไข้สูงลอยเป็นๆหายๆ แต่ไม่ลงมาถึงปกติ พบได้ในโรคไข้หวัดใหญ่ วัณโรค การติดเชื้อในทางเดินหายใจจากไวรัส มาลาเรีย หรือ แบคทีเรียล เอนโดคาไดติส(bacterial endocarditis) 3. ไข้เป็นๆหายๆ(Intermittent fever hectic, septic fever) ลักษณะของไข้ ไข้จะ ขึ้นสูงลดลงถึงระดับปกติแล้วขึ้นไปใหม่ได้ใน 24 ชั่วโมง พบได้ในฝีจากเชื้อหนองต่างๆ แบคเทอรี เมีย(bacteremia) ชนิดแกรมลบ ไข้รากสาดน้อย(typhoid fever) ในคนที่ให้ยาลดไข้มาลาเรีย (P. vivax, P. malaria) การอักเสบของทางเดินปัสสาวะ หรือ acute bacterial endocarditis 4. ไข้กลับซ้ า(Relapsing หรือ recurrent fever) ผู้ป่วยจะมีไข้อยู่หลายวันอาจ เป็นแบบประคับประคอง(sustained remittent) หรือ ไม่สม่ าเสมอ(intermittent) ก็ได้หลังจากนั้น ไข้อาจจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติอีกหลายวันแล้วจึงกลับขึ้นไปใหม่ 5. ไข้ต่ าๆ(Low grade fever) การที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย คือ ต่ ากว่า 37.8 องศาเซลเซียส(ทางปาก) หรือต่ ากว่า 38.3 องศาเซลเซียส(ทางทวารหนัก) อาจพบตามหลัง เมื่อมีไข้สูงแล้วไข้ยังไม่ลดลงดี
14 6. สาเหตุอื่นที่อาจพบได้ คือ วัณ โรค ทางเดินปัสสาวะอักเสบ subacute bacterial endocarditis นอกจากนี้ก็อาจเกิดจากเด็กที่เล่นมาก แล้วกินน้ าไม่พอ หรือเป็นผลจาก การผันแปรประจ าวัน(diurnal variation) 1.6 อุณหภูมิร่างกาย อุณหภูมิ(Temperature) การวัดอุณหภูมิท าได้หลายต าแหน่งด้วยเครื่องมือต่างๆ กัน แต่ละวิธีมีวิธีการวัดข้อดีและข้อเสียต่างกัน ดังนี้ 1. การวัดทางรักแร้(Axillary temperature) นิยมใช้กับทารกแรกเกิดและเด็ก คลอดก่อนก าหนดในnursery ซึ่งมักมีการควบคุมอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม(ambient temperature) อย่างดี การศึกษาในเด็กทารกพบว่ามีค่าใกล้เคียงกับการวัดด้วยวิธีอื่น และมีความไวในการ วินิจฉัยอาการไข้ถึงร้อยละ 98 แต่ในเด็กโตค่าที่วัดได้มากมายแม่นย าและมีความไวเพียงร้อยละ 47 โดยทั่วไปแนะน าให้เพิ่มอุณหภูมิที่วัดโดยวิธีนี้อีก1 องศาเซลเซียส ในเด็กอายุมากกว่า1เดือน วิธีการวัด ก่อนอื่นบริเวณรักแร้จะต้องแห้ง วางส่วนปลายกระบอกของ เทอร์โมมิเตอร์ที่บริเวณส่วนบนของรักแร้ โดยหันด้านหน้าขึ้นหุบแขนลงหนีบเทอร์โมมิเตอร์ให้มิด ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 นาที ข้อดีคือเป็นวิธีที่สะดวกวัดได้ง่าย ข้อเสียคือเป็นการวัดอุณหภูมิผิวหนัง (skin temperature) ค่าที่วัดได้จะไม่แม่นย า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะอุณหภูมิกายต่ าผิดปกติ(hypothermia) เนื่องจากจะท าให้เกิดหลอด เลือดขนาดเล็กหดตัว(peripheral vasoconstriction) นอกจากนั้นยังต้องใช้เวลานานในการวัดจึง ไม่นิยมใช้เป็นต าแหน่งที่ใช้วัดในเด็กที่ป่วยหนัก 2. การวัดทางทวารหนัก(Rectal temperature) จัดว่าเป็น gold standard (การ ตรวจมาตรฐานสูงสุด) ของการวัดอุณหภูมินิยมใช้ในเด็กอายุต่ ากว่า 3 ปี และในผู้ป่วยที่ช็อคหรือ หมดสติ วิธีการวัด ในเด็กเล็กนิยมให้เด็กนอนคว่ าบนตักแม่หรือเตียงตรวจใช้มือแหวก ก้นออก และสอดเทอร์โมมิเตอร์ที่หล่อลื่นแล้วเข้าในรูก้นโดยสอดเข้าไม่เกิน 1.5 เซนติเมตรในเด็ก เล็ก และ 2.5 เซนติเมตรในเด็กโต นานประมาณ 1 นาที ข้อดีคือเป็นวิธีที่ได้ค่าแม่นย าไม่ เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม ข้อเสียคือไม่ควรใช้ในทารกคลอดก่อนก าหนด เพราะอาจท าให้ เกิด รูรั่วท างท วารห นั ก (rectal perforation) ข้อห้ าม อื่น ๆ ได้ แก่ ภ าวะเม็ ด เลื อด ขาวต่ า (neutropenia) การบ าดเจ็บ ท างก้น (rectal trauma) เลือด ออก (bleeding) ริด สี ดวงท วาร (hemorrhoids) และในกรณีที่สงสัย การถูกคุกคามทางเพศ(sexual abuse)
15 3. การวัดทางปาก(Oral temperature) นิยมใช้ในเด็กอายุมากกว่า 3 ปีที่ให้ ความร่วมมือ วิธีนี้วัดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้เร็วเนื่องจากต าแหน่งที่วัดอยู่ใกล้ sublingual branch ของ lingual artery วิธีการวัด วางเทอร์โมมิเตอร์ไว้ใต้ลิ้นบริเวณlateral sublingual pocket ปิด ปากให้สนิททิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที ข้อดีคือวัดได้ง่ายในเด็กที่ร่วมมือ ข้อเสียคือค่าอุณหภูมิที่วัด ได้อาจเปลี่ยนแปลงถ้ามีการหายใจเร็ว(tachypnea) ไม่ควรใช้เป็นวิธีการวัดในเด็กที่หมดสติ ช็อค มีการบาดเจ็บบริเวณปาก 4 . ก า ร วั ด ท า ง หู ( Infrared emission detection tympanic membrane thermometry; TMT) หรืออุปกรณ์ที่ใช้วัดจะใช้ infrared sensor ในการวัดอุณหภูมิที่เยื่อแก้วหู (tympanic membrane) ซึ่งได้รับเลือดที่มาเลี้ยงจาก internal carotid artery โดยปกติอุณหภูมิใน ช่องหู(ear canal) จะมีความแตกต่างกันโดยที่อุณหภูมิจะสูงสุดที่เยื่อแก้วหู และลดลงเรื่อยๆที่ ระยะห่างออกมา ต าแหน่งของการวัดจึงมีความส าคัญ มิฉะนั้นค่าอาจผิดพลาดได้ วิธีการวัด สวมปลอกพลาสติก(plastic cover) บน probe จากนั้นใส่เข้าไป ในช่องหูจนแนบสนิท ถ้าผู้วัดถนัดขวาควรวัดที่หูขวาของเด็ก ถ้าถนัดซ้ายควรวัดที่หูซ้าย ในเด็ก อายุต่ ากว่า 6 เดือนควรวัดในท่านอนหงาย เด็กที่อายุมากขึ้นควรวัดในท่านั่ง โดยอาจให้นั่งบนตัก แม่ ขณะใส่อุปกรณ์ในเด็กอายุต่ ากว่า 1 ปี ควรดึงใบหูไปข้างหลังในเด็กที่โตขึ้นควรดึงใบหูไปข้าง หลังและขึ้นบน เมื่อใส่อุปกรณ์ส่วนแนบสนิทแล้ว กดปุ่มอ่านค่าที่ปรากฏ แนะน าให้ท าซ้ าในหูข้าง เดียวกัน และเลือกค่าที่สูงสุดเพื่อช่วยลดความผิดพลาด ข้อดีคือใช้เวลาน้อยท าได้สะดวก ข้อเสีย คือไม่แนะน าให้ใช้ในเด็กอายุต่ ากว่า 3 เดือน เนื่องจากผลการศึกษาเปรียบเทียบกับการวัดทาง ทวารหนักในเด็กเล็กพบว่ามีความไวในการวัดไข้น้อยกว่า นอกจากนั้นไม่ควรใช้ในผู้ที่ได้รับการ ผ่าตัดในช่องหู(ยกเว้น tympanostomy) และผู้ป่วยที่มี tympanic scarring ส่วนการมีเยื่อแก้วหู อักเสบ หรือการอุดตันของขี้หู(cerumen) ไม่มีผลต่อการวัดอุณหภูมิ 5. การวัดแบบไม่สัมผัสกับร่างกาย(Non-contact Thermometer) เครื่องวัด อินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่พื้นผิวร่างกาย มีชื่อเรียกกันหลากชื่อ อาทิเช่น IR Temperature ปืนวัดอุณหภูมิ Temp GUN เป็นต้น เพื่อการตรวจสอบอุณหภูมิของส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หน้าผาก ช่องหู เป็นต้น หลักการท างานของเครื่องอินฟราเรดเทอร์โมมิเตอร์ คือ วัดรังสีอินฟราเรดที่แผ่ออกจากร่างกาย ได้อย่างรวดเร็วและแม่นย าในการวัดอุณหภูมิพื้นผิวของ อวัยวะ เทคโนโลยีอินฟราเรดและหลักการอยู่บนพื้นฐานการวัดที่ถูกต้อง พลังงาน IR ที่แผ่ออกมา จากร่างกายที่วัดผ่านระบบการท างานของเครื่อง ดังต่อไปนี้
16 -แหล่งก าเนิดแสงเลเซอร์ส าหรับเล็งต าแหน่งการวัด - เลนส์ที่รับรังสีอินฟราเรด - ตั วต รวจ จั บ รังสี อิ น ฟ ราเรด (infrared detector) ห รือเซ น เซ อ ร์ช นิ ด อินฟราเรด(infrared sensor) - วงจรอิเล็กทรอนิคที่มีตัวคอนโทรลเลอร์หรืออุปกรณ์ประมวลผลอยู่ภายใน โดยแปลงค่ารังสีอินฟราเรดให้อยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า - ส่วนแสดงผล (Display) เป็นค่าอุณหภูมิที่วัดได้ 1.7 การจัดการกับภาวะไข้ หลักการส าคัญของการจัดการกับภาวะไข้ในผู้ป่วยทั่วไปคือ การลดอัตราการผลิต ความร้อนในร่างกาย และเพิ่มการระบายความร้อนออกจากร่างกาย (สุปราณี, 2547; Potter& Perry, 2003) มีรายละเอียดดังนี้ 1. การลดอัตราการผลิตความร้อนในร่างกาย สามารถปฏิบัติได้ดังนี้ 1.1 ลดความถี่ในการท ากิจกรรมต่างๆ กับผู้ป่วย ได้แก่ การพลิกตะแคงตัว การกระตุ้นให้ออกก าลังกาย เนื่องจากการออกก าลังกายท าให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ส่งผล ให้มีการผลิตความร้อนเพิ่มขึ้น 1.2 ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากที่สุด เพื่อลดอัตราการเผาผลาญภายใน เซลล์ ลดการท างานของกล้ามเนื้อ โดยจัดบรรยากาศในห้องพักให้เงียบเพื่อให้ผู้ป่วยพักผ่อนได้ดี 2. การเพิ่มการระบายความร้อนออกจากร่างกาย สามารถปฏิบัติได้ดังนี้ 2.1 ไม่ใส่เสื้อผ้าหรือห่มผ้านั้นหนาๆ ให้ผู้ป่วย เพื่อเพิ่มการระบายความร้อน ด้วยการน าและการพาความร้อนออกจากร่างกาย 2.2 จัดสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก โดยอาจใช้พัด ลมหรือเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย การใช้พัดลมช่วยให้มีการ หมุนเวียนอากาศมากระทบ ผิวกาย ท าให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิผิวกายและสิ่งแวดล้อม จึงมีการพาความร้อน การน าความร้อน การแผ่รังสีความร้อน และการระเหยออกจากผิวกายสู่ สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น อุณหภูมิกายจึงลดลง การใช้พัดลมควรก าหนดจุดตั้งให้เหมาะสม อาจห่างจาก เตียงผู้ป่วยประมาณ 1.5 ฟุต และค านึงถึงการหมุนของพัดลมเพื่อให้ได้เหลือที่การหมุนเวียน ครอบคลุมร่างกาย (นิภาวรรณ, 2532) ส าหรับการใช้เครื่องปรับอากาศ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของ อากาศและการระบายความร้อน (Arunothayanum, 2001)
17 2.3 เช็ดตัวให้ผู้ป่วยในกรณีไม่มีข้อห้าม เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจาก ร่างกาย การเช็ดตัวเป็นการพยาบาลที่ส าคัญและเป็นวิธีที่สะดวกได้ผลดี โดยอาศัยพื้นฐานของ การน าความร้อน การพาความร้อน การระเหยและการแผ่รังสีความร้อน กล่าวคือ การใช้ผ้าเปียก เช็ดตัวจะน าความร้อนจากผิวหนัง การถูนวดจะท าให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีการพาความร้อนออก สู่หลอดเลือดใต้ผิวหนัง ผิวหนังที่ชุ่มชื้นและบริเวณผิวกายที่เปิดเผยของร่างกายท าให้มีการแผ่รังสี และการระเหยของน้ าดีขึ้น การใช้ผ้าเปียกวางบนบริเวณที่มีหลอดเลือดแดงใหญ่ ได้แก่ บริเวณ ล าคอ รักแร้ ขาหนีบและบริเวณข้อต่อ ระยะเวลาในการเช็ดตัวลดไข้ควรใช้ระยะเวลานาน 30 นาที (Rosdahl& Kowalski, 2008) ในระหว่างการเช็ดตัวต้องระวังอย่าให้ผู้ป่วยเกิดอาการหนาวสั่น ซึ่ง เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์ ท าให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบายทั้งร่างกายและอารมณ์ เช่น รู้สึกหนาว อุณหภูมิกายสูงภายหลังอาการหนาวสั่น หรือปฏิเสธการเช็ดตัว นอนพักไม่ได้ เป็นต้น (Holtzclaw, 1992) นอกจากนี้ขณะเกิดอาการหนาวสั่นท าให้กล้ามเนื้อท างานมากขึ้น มีการใช้ออกซิเจนไกลโค เจนเพื่อผลิตความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นด้วย(Hata, et al, 2008) ดังนั้น ถ้ามีอาการหนาวสั่นต้อง หยุดเช็ดตัวทันที 2.4 ใช้เครื่องท าผ้าห่มน้ าเย็น เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ในการลดไข้ได้ดี เนื่องจากเรื่องดังกล่าวท างานตลอดเวลาและให้ผลลัพธ์ที่ดีภายในระยะเวลาอันสั้น ผ้าหุ่มน้ าเย็น ดังกล่าวจะค่อยๆ ลดอุณหภูมิจนกระทั่งถึงค่าอุณหภูมิที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิของ ผ้าห่มต่ ามากเกินไป ต้องเฝ้าระวังการเกิดอาการหนาวสั่น การใช้ผ้าห่มน้ าเย็นนานเกินไป อาจท า ให้ผิวหนังถูกกดทับหรือผิวหนังเขียวได้ (Craven& Hirnle, 2000) จากการศึกษาของคารูโซและ คณะ(Caruso, Hadley, Shukla, Frame& Khoury, 1992)พบว่าอุณหภูมิของผ้าห่มน้ าเย็น ที่ท าให้ ผู้ป่วยสุขสบายและไม่เกิดภาวะหนาวสั่น คือ ค่าอุณหภูมิที่ 23.9 องศาเซลเซียส และการห่อหุ้ม ปลายแขนถึงปลายมือและข้อเข่าถึงปลายเท้าจะช่วยลดอาการหนาวสั่นได้ถึงร้อยละ 24 2.5 ใช้ยาลดไข้ เนื่องจากยาลดไข้จะช่วยลดจุดก าหนดอุณหภูมิไฮโปทา ลามัสและช่วยเพิ่มการหลั่งเหงื่อของผู้ป่วย ท าให้ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ โดยเฉพาะยาพาราเซตามอล(Paracetamol) เนื่องจากยาพาราเซตามอลออกฤทธิ์ยับยั้งการ ท างานของเอนไซม์ไซโครออกซิจิเนส(cyclooxygenase) ท าให้การผลิตพรอสตาแกรนดินอีทู (prostaglandin E2) ลดลงจึงท าให้สารที่ท าให้เกิดการปรับจุดก าหนดอุณหภูมิในไฮโปทาลามัส ลดลง อุณหภูมิกายของผู้ป่วยจึงลดลง โดยยาพาราเซตามอลจะถูกดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหาร ได้ระดับยาสูงสุดในเลือดในเวลา 30 - 60 นาที ภายหลังการรับประทาน ค่าครึ่งชีวิตในเลือด ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งโดยปกติจะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ การใช้ยาในขนาดปกติ ไม่พบอาการที่ไม่
18 พึงประสงค์ที่เป็นอันตราย แต่หากรับประทานยาเป็นประจ าอยู่นาน อาจมีผลท าให้เกิดการท าลาย ไปได้ ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ 325-1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง ทุก 4- 6 ชั่วโมง และขนาดยาไม่ควร เกินวันละ 4 กรัม(จันทนี, 2545) นอกจากยาพาราเซตามอลที่ใช้ในการลดไข้แล้วยังมียาในกลุ่ม ต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์(non sterodial anti-inflammatory drugs) เช่น ยาแอสไพริน ยา ไดโครฟิแนค(dicrofenac) เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาพาราเซตามอล แต่ออก ฤทธิ์ลดการอักเสบได้มากกว่ายาพาราเซตามอล ยาในกลุ่มนี้ท าให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ คือ ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือล าไส้เล็ก มีเลือดออกในทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารทะลุเป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นต้น มีผล ต่อระบบเลือด เนื่องจากยาในกลุ่มนี้จะยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด มีผลท าให้เลือดแข็งตัวช้า หรือท าให้เลือดออกง่าย (จันทนี จันทรศร, 2545) 2.6 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ าอย่างเพียงพอ อย่างน้อย 3 ลิตรต่อวันเพื่อ ทดแทนสารน้ าที่สูญเสียทั้งเหงื่อและลมหายใจ 1.8 การดูแลเด็กที่มีไข้ด้วยการเช็ดตัว การปฏิบัติการพยาบาลส าหรับผู้ป่วยที่มีไข้เป็นสิ่งจ าเป็น เพื่อช่วยรักษากระบวนการ ทางสรีระของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ในขณะมีไข้ ในระยะนี้จ าเป็นต้องเฝ้าระวังและวัดสัญญาณชีพอย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง สังเกต อาการส าคัญต่างๆ เช่น ระดับความรู้สึกตัว จ านวนปัสสาวะ สีของผิวหนัง และดูแลให้เด็กได้รับน้ า อาหาร และการพักผ่อนอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาหารที่ควรจัดเตรียม ให้กับเด็กที่มีไข้อาจเป็น นม น้ าผลไม้ หรือน้ าหวาน(BUPA's Health Information Team, 2003) เพื่อส่งเสริมการระบายความร้อนออกจากร่างกาย ช่วยผ่อนคายความตึงเครียดในรายที่ กระสับกระส่าย ช่วยท าให้อวัยวะต่างๆท างานได้ดีขึ้น และเพื่อความสุขสบายของผู้ป่วย ในกรณีที่ มีไข้สูงพยาบาลควรเช็ดตัวลดไข้ให้กับผู้ป่วย ซึ่งการเช็ดตัวลดไข้มี 3 วิธีด้วยกัน คือ การเช็ดตัวด้วย น้ าธรรมดาจากก๊อก การเช็ดตัวโดยใช้น้ าแข็ง 1 ส่วนผสมน้ า 3 ส่วน และการเช็ดตัวโดยใช้ แอลกอฮอล์ 70% 1 ส่วนผสมน้ า 3 ส่วน แต่วิธีที่ท าได้ง่ายและไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย คือ การเช็ด ตัวด้วยน้ าธรรมดาจากก๊อก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและก าลังของผู้ป่วย หากผู้ป่วยอ่อนแอมากหรือเด็ก เล็ก ต้องใช้น้ าอุ่นประมาณ 37 องศาเซลเซียส(อภิญญา เพียรพิจารณ์ เรณู สอนเครือ และโสภา ลี้ศิริวัฒนกุล, 2541) การเช็ดตัวลดไข้ เทคนิคการเช็ดตัวลดไข้ให้เด็กที่มีไข้สูงด้วยน้ าธรรมดาหรือน้ าอุ่น เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ความร้อนออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น โดยใช้น้ าเป็นตัวกลางในการด าเนิน
19 ความร้อน ร่วมกับการระเหยของน้ าจากผิวหนัง ท าให้ไข้ลดลงได้ การเช็ดตัวลดไข้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย ผู้ป่วยเกิดความสุขสบาย ผ่อนคายความตึงเครียด และกระตุ้นการ ไหลเวียนของโลหิต การประเมินก่อนการปฏิบัติ 1. การประเมินและการเตรียมผู้ใช้บริการ การประเมินผู้ใช้บริการ การเตรียมผู้ใช้บริการ 1. อายุของผู้ใช้บ ริการ กลุ่ม เด็กเล็กและ ผู้สูงอายุมีการรับรู้ต่ออุณหภูมิที่สูงและต่ าได้ ไม่ดีการเลือกอุณหภูมิของน้ าในการเช็ดตัวจริง ต้องพิจารณาอย่างดี 2. ระดับอุณหภูมิของร่างกายและอาการอื่นๆ ของผู้ใช้บริการ เช่น หนาวสั่น ผิวแดง ชัก เป็น ต้น 3. ความสะอาดของผิวหนัง 4. สภาวะโรคของผู้ใช้บริการ ได้แก่ ผู้ใช้บริการ ที่บาดเจ็บทางสมอง ผู้ที่มีระบบการไหลเวียน โลหิตไม่ดี ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อต่างๆเป็นต้น 1. ตรวจสอบอุณหภูมิของผู้ใช้บริการเพื่อประเมิน ภาวะไข้ และสังเกตผู้ใช้บริการ เช่น หนาวสั่น ผิว แดงชัก เป็นต้น เพื่อประเมินว่าจะท าการเช็ดตัว โดยใช้น้ าชนิดใด 2. อธิบายให้ผู้ใช้บริการทราบถึงวัตถุประสงค์ ของการเช็ดตัวลดไข้ วิธีปฏิบัติและการปฏิบัติตน ของผู้ใช้บริการ เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย ตอบค าถามเกี่ยวกับความเชื่อของผู้ใช้บริการเพื่อ ลดความกลัว วิตกกังวลและให้ผู้ใช้บริการร่วมมือ ในการเช็ดตัว 4. จัดให้ผู้ใช้บริการอยู่ในท่าที่สุขสบายนอนราบ และดูแลให้ได้พักผ่อนลดกิจกรรมต่างๆให้มาก ที่สุดเพื่อลดการเผาผลาญในร่างกาย ดูแลความ สะอาดผิวหนัง เช่น เหงื่อไคล ความสกปรกต่างๆ เป็นต้น การประเมินสภาพแวดล้อม การเตรียมสภาพแวดล้อม 1. ความเป็นสัดส่วน 2. การถ่ายเทอากาศ 3. ความสงบปราศจากสิ่งรบกวน 1. จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นสัดส่วนปิดหน้าต่าง กั้นม่านหรือปิดประตู 2. จัดให้มีอากาศถ่ายเทที่ดี ไม่มีลมโกรก ปิดพัด ลมเครื่องปรับอากาศ 3. จัดสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในความสงบปราศจาก สิ่งรบกวน
20 2. วิธีการเช็ดตัวลดไข้ 1) การเตรียมก่อนการเช็ดตัวลดไข้ - ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง - น าเครื่องใช้มาที่เตียง จัดสภาพแวดล้อม ให้เป็นสัดส่วน และมีแสงสว่างปิดพัดลม เครื่องปรับอากาศหรือหน้าต่างขณะท า การเช็ดตัว - บอกผู้ใช้บริการและจัดท่านอนหงาย - คลุมผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่บริเวณหน้าอกให้ ชิดใต้คางถอดเสื้อผู้ใช้บริการ - ทดสอบอุณหภูมิของน้ า ใส่ผ้าลูบตัว 2) ผืนลงในอ่างน้ า ปิดน้ าพอหมาดน าพา วางบริเวณรักแร้ทั้งสองข้าง - ใช้ผ้าลูบตัวอีกผืนหนึ่งบิดน้ าส่วนเกิน ออกเช็ดตาทั้ง 2ข้าง หน้าผาก ใบหน้า - คาง ซักผ้าอีกครั้ง บีบน้ าส่วนเกินออก แล้ววางผ้าที่หน้าผาก ซักผ้าเมื่ออุณหภูมิ ของผ้าเปลี่ยน ท าซ้ ากันสองถึงสามครั้ง 2) การเช็ดตัว - น าผ้าที่วางบริเวณรักแร้ 2 ผืนมาซักบิดน้ าส่วนเกิน ออก แล้วน าผ้าวางบริเวณรักแร้ทั้ง 2 ข้าง - น าผ้าลูบตัวที่วางบนหน้าผากมาซักบิดน้ าส่วนเกิน ออก เช็ดบริเวณล าคอและหน้าอก ซักผ้าแล้วน าผ้า มาวางบริเวณล าคอ - น าผ้าที่วางบริเวณรักแร้มาซักผ้าหนึ่งผืน บิดน้ า ส่วนเกินออก และน ามาวางที่รักแร้ใกล้ตัว รองแขน ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ บิดน้ าส่วนเกินออกจากผ้าลูบ ตัวอีกหนึ่งผืน เช็ดแขนด้านใกล้ตัว โดยลูบขึ้นหรือเช็ด วนเบาๆจากปลายแขนเข้าสู่หัวใจเช็ด นานประมาณ 3 นาที ซับให้แห้งน าผ้าที่วางบริเวณล าคอมาซักแล้ว ว า ง น า ผ้ า เช็ ด แ ข น ด้ า น ใก ล้ ตั ว โด ย ป ฏิ บั ติ เช่นเดียวกับแขนไกลตัว เช็ดนานประมาณ3-5 นาที ซับให้แห้ง -ซักผ้าลูบตัว 2 ผืนบิดน้ าส่วนเกินออก น าผ้ามาวาง บริเวณรักแร้ทั้ง 2ข้าง - น าผ้าที่วางบริเวณหน้าผากมาซัก บิดน้ าส่วนเกิน ออก เช็ดบริเวณ ล าตัวเปลี่ยนน้ าในอ่าง แล้วให้ ผู้ใช้บริการนอนตะแคง เช็ดหลังและก้นทั้งสองข้าง เช็ดแต่ละส่วนประมาณ 3-5 นาที ซับให้แห้ง - น าผ้าที่วางบริเวณรักแร้ทั้ง 2 ข้างออก ซับรักแร้ให้ แห้ง สวมเสื้อที่ไม่หนาจนเกินไป ซักผ้าผืนหนึ่งวางไว้ ที่หน้าผาก ถ้ามี cold pack ให้วางแทน - ถอดกางเกงหรือผ้าถุงออกใช้ผ้าคลุมส่วนล่างไว้ - เปลี่ยนน้ าในอ่างและผ้าลูบตัว - น าผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่รองขาข้างไกลตัว น าผ้าลูบตัว
21 2. วิธีการเช็ดตัวลดไข้(ต่อ) 3) หลังการเช็ดตัว - ท าความสะอาดเครื่องใช้ เก็บเข้าที่ - ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง - ภ า ย ห ลั ง เช็ ด ตั วล ด ไข้ 3 0 น า ที วั ด อุณหภูมิร่างกายของผู้ใช้บริการ - บันทึกเวลาที่เริ่มเช็ดตัวลดไข้ เวลาที่เช็ด ตัวเสร็จ สัญญาณชีพก่อนและภายหลังการ เช็ ด ตั ว แ ล้ ว 3 0 น า ที ป ฏิ กิ ริ ย า ข อ ง ผู้ใช้บริการก่อนและหลังการเช็ดตัวลดไข้ 1 ผืนบิดน้ าส่วนเกินออก วางบริเวณขาหนีบของขา ข้างใกล้ตัว และน าผ้าลูบตัวชุบน้ าบิดพอหมาดเช็ด ขาข้างไกลตัว โดยลูบขึ้นและเช็ดวนเบาๆจากปลาย ขาเข้าสู่ต้นขา ขณะที่เช็ดถึงข้อพับเข่าวางผ้าลูบตัว พักไว้ที่ข้อพับเข่า ซักผ้าเมื่ออุณหภูมิของผ้าเปลี่ยน ปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ 3 นาที ซับผิวหนังให้แห้ง - ปฏิบัติกับขาข้างใกล้ตัวเช่นเดียวกับขาข้างไกลตัว โดยใช้เวลาเช็ดตัวลดไข้ให้ผู้ใช้บริการไม่นานเกิน 30 นาที - ใส่กางเกงหรือผ้าถุงให้ผู้ใช้บริการ 2. ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค(The protection motivation theory) มีขึ้นครั้งแรกใน ปี ค.ศ. 1975 โดยโรเจอร์ส(Rogers . 1975: 93) โดยเริ่มต้นจากการกระตุ้นให้เกิดความกลัว ทฤษฎี นี้มีส่วนประกอบร่วมกันระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ(health belief model) และทฤษฎี ความคาดหวังในการสามารถของตนเอง(Self efficacy theory ) นั้นคือการวมเอาปัจจัยที่ท าให้ เกิดการรับรู้ในภาพรวมของบุคคล ซึ่งการรับรู้นี้เป็นตัวเชื่อมโยงที่จะน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงเจต คติและ พฤติกรรม ต่อมาได้ถูกปรับปรุงแก้ไขใหม่และน ามาใช้ในปี ค.ศ.1983 ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อ ป้องกัน โรคนี้ ได้เน้นเกี่ยวกับการประเมินการรับรู้ ด้านข้อมูลข่าวสารในการเผยแพร่สื่อสาร การ ประเมินการรับรู้นี้ มาจากสื่อกลางที่ท าให้เกิดความกลัว ซึ่งขึ้นอยู่กับจ านวนของสื่อที่มากระตุ้น และในการตรวจสอบการประเมินการรับรู้ของโรเจอร์ส(Mackay. 1992: 25; citing Roger . 1975. Journal of psychology. pp. 93-114) ได้ก าหนดตัวแปรที่ท าให้บุคคลเกิดความกลัว 3 ตัวแปร คือ ความรุนแรงของโรค(Noxiousness) การรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค(Perceived probability) ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอ(Response efficacy) แสดงดัง ภาพประกอบ
22 ภาพประกอบ 1รูปแบบดั้งเดิมของทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคของโรเจอร์ส ปีค.ศ.1975 ที่มา: กองสุขศึกษาส านักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2542): หน้า36. (อ้างอิงจาก Rogers. (1975). Journal of Psychology. p.99 ) ต่อมาแมดดุกส์และโรเจอร์ส(กองสุขศึกษา ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข . 2542; citing Mackay. 1992AIDS and Protection Motivation Theory (PMT): Effects of Imagined cenarios on Intent to use Condoms. p.25) ได้ เพิ่ ม ตั ว แ ป ร ที่ 4 คื อ ค ว า ม ค า ด ห วั ง ใน ความสามารถ ของตน(Self-efficacy Expectancy) ซึ่งโรเจอร์สได้อธิบายว่าที่บุคคลจะปฏิบัติตาม ค าแนะน านั้น ขึ้นอยู่กับความเชื่อของบุคคลว่า บุคคลนั้นมีความสามารถในการปฏิบัติตาม ค าแนะน าหรือไม่ การที่จะเกิดแรงจูงใจในการป้องกันโรค เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องนั้น
23 ลักษณะของแรงจูงใจในการป้องกันโรคจะไม่ท าให้เกิดอารมณ์กลัว แต่จะท าให้บุคคลมีความตั้งใจ และยอมรับที่ปฏิบัติตามเพื่อจะได้รับผลดีจากการปฏิบัติตามนั้น จากวิวัฒนาการของทฤษฎี แรงจูงใจในการป้องกันโรคของโรเจอร์สได้พยายามปรับปรุง โดยน าตัวแปรทั้ง 4 คือ การรับรู้ความ รุนแรงของโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของตนเอง มาสรุป เป็นกระบวนการรับรู้ 2 รูปแบบ 1. การประเมินอันตรายต่อสุขภาพ(Threat appraisal) ประกอบไปด้วยการรับรู้ 2 ลักษณะ 1.1 การรับรู้ความรุนแรงของโรค(Noxiousness) การรับรู้ความรุนแรงของโรค หมายถึงความเชื่อที่บุคคลเป็นผู้ประเมินเอง ในด้านความรุนแรงของโรคที่มีต่อร่างกาย ก่อให้เกิด ความพิการ เสียชีวิต ความยากล าบาก และการต้องใช้ระยะเวลานานในการรักษา การเกิดโรค แทรกซ้อน หรือมีผลกระทบต่อบทบาทสังคมของตน ซึ่งการรับรู้ความรุนแรงของโรคที่กล่าวนั้น อาจมีความแตกต่างจากความรุนแรงของโรคที่แพทย์เป็นผู้ประเมิน(กองสุขศึกษา กระทรวง สาธารณสุข. 2542: 25) การรับรู้ความรุนแรงของโรคนี้ สามารถพัฒนาได้จากการขู่ว่าถ้ากระท า หรือไม่กระท าพฤติกรรมบางอย่าง จะท าให้บุคคลได้ผลลัพธ์ร้ายแรง โดยใช้สื่อเป็นสิ่งส าคัญใน การเผยแพร่ข่าวสารที่คุกคามต่อสุขภาพ ลักษณะข้อความที่ปรากฏ เช่น มี อันตรายถึงชีวิต หรือ บรรยายว่าไม่ท าให้เกิดอันตรายรุนแรง เช่น ระคายเคืองปอดเล็กน้อย โดยทั่วไปข้อมูลที่ท าให้เกิด ความกลัวสูงจะส่งผลให้บุคคลเปลี่ยนเจตคติ และมีพฤติกรรมได้มากกว่า ข้อมูลที่ท าให้กลัวเพียง เล็กน้อย อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ท าให้เกิดความกลัวสูง อาจไม่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยตรง แต่หากใช้การกระตุ้นหรือการปลุกเร้าร่วมกับการขู่อาจส่งผลให้ข้อมูลนั้นมีลักษณะเด่น ชัดเจน (กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. 2542: 36; อ้างอิงจาก Macay. 1992. AIDS and Protertion Motivation Theory (PMT): Effects of Imagined Scenarios on Intent to use Condoms. P. 27) ขณะที่ใช้สื่อเป็นการกระตุ้นจะท าให้บุคคลรับรู้ความรุนแรงของโรค ดีกว่าการ กระตุ้นตามปกติ และท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤติกรรมได้ (Macay, Bruce C. 1992: 27; citing Roger; & Newborn. 1976. Journul of Personality and Social Psycholgy. p. 54-61) ในการตรวจสอบองค์ประกอบเกี่ยวกับผลที่เกิดจากการรับรู้ถึงอันตรายในระดับสูงๆ พบว่ามี ผลต่อความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและท าให้ไม่เกิด อันตราย 1.2 การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค(Perceived probability) การรับรู้โอกาส เสี่ยงของการเกิดโรค หมายถึง ความเชื่อหรือการคาดคะเนว่าตนมี โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือ
24 ปัญหาสุขภาพ ทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย ถ้าการรับรู้ของผู้ป่วย หมายถึง ความเชื่อต่อ ความถูกต้องของการวินิจฉัยโรคของแพทย์ การคาดคะเนถึงโอกาสเกิดโรคซ้ า และความรู้สึกของ ผู้ป่วยว่าตนเองง่ายต่อการป่วยเป็นโรคต่างๆ(กองสุขศึกษา กระทรวง สาธารณสุข 2542: 25) การ ท าให้เกิดการรับรู้โอกาสเสี่ยงการเกิดโรคจะใช้การสื่อสารโดยการขู่ ที่คุกคามต่อสุขภาพ ซึ่งจะท า ให้บุคคลเชื่อว่าตนก าลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง แต่วิธีนี้ยังไม่ใช้แนวทางที่จะท าให้บุคคลรับรู้ต่อโอกาส เสี่ยงของการเกิดโรคที่ดี(กองสุขศึกษา ส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข.2542: 36; อ้างอิงจาก Macay 1992. AIDS and Protection Motivation Theory (PMT): Effects of Imagined Scenarios on Intent to use Condoms. p.28) เนื่องจากการรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลว่าถ้าไม่ปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยง อันตรายที่เกิดขึ้นจะท า ให้ตนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้สูง ดังนั้นบุคคลที่มีการรับรู้โอกาสเสี่ยง ของการเกิดโรคสูงจะ เห็นความส าคัญของการมีสุขภาพดี จึงมีการปฏิบัติตนในการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดโรคขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของแมดดุกโรเจอร์ส (กองสุขศึกษา ส านักงาน ป ลั ด ก ระ ท รว ง ส า ธ า รณ สุ ข .2542: 36; อ้ า ง อิ ง จ า ก Macay 1992. AIDS and Protection Motivation Theory (PMT): Effects of Imagined Scenarios on Intent to use Condoms. p. 30) ที่ ศึกษาในกลุ่มผู้สูบบุหรี่โดยให้ผู้สูบบุหรี่อ่านบทความ เรื่องการสูบบุหรี่ท าให้เกิดโรคหัวใจ และ โรคมะเร็งปอด ซึ่งในบทความแสดงให้เห็นว่าการสูบบุหรี่จะท าให้ผู้สูบมีโอกาสเสี่ยงต่อการ เป็น โรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจ จากรายงานการศึกษาพบว่า ผู้สูบบุหรี่ส่วนมากมีความหวังว่าตน สามารถปรับปรุงพฤติกรรมของตนเอง และมีความตั้งใจที่จะลดหรือเลิกบุหรี่อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติ ดังนั้นการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคจะมีผลต่อความตั้งใจของบุคคลในการปฏิบัติตน เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง การรับรู้ในความรุนแรงของโรค และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่ง การรับรู้นี้ จะน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤติกรรม อีกทั้งอาจส่งผลให้บุคคลเกิดการ ปรับตัวตอบสนอง หรือเกิดพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ และอาจเกิดการปรับตัวตอบสนองหรือ อาจเกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยส าคัญที่ช่วยส่งเสริมให้มีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ก็คือ ความพึงพอใจในตนเอง(Intrinsic rewards) และความ พึงพอใจภายนอก(Extrinsic rewards) เช่น การเป็นที่ยอมรับของสังคม เมื่อตนเองมีพฤติกรรม ป้องกันโรค 2. การประเมินการเผชิญปัญหา(Coping appraisal) ประกอบด้วยการรับรู้ 2 ลักษณะ คือ
25 2.1 ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง(Response efficacy) ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง หมายถึง การที่บุคคลทราบถึงผลดี ของการปฏิบัติ ตามค าแนะน าว่าจะช่วยลดการเกิดโรค สามารถกระท าโดยการน าเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึ่งเป็นการสื่อสาร ที่ท าให้บุคคลเกิดความกลัว เกี่ยวกับสุขภาพ โดยปกติการน าเสนอข้อมูลในรูปแบบของการลดพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง(กองสุข ศึกษา ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2542: 38) 2.2 ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง(Self-efficacy) ความคาดหวังใน ความสามารถของตนเอง เป็นตัวแปรที่เพิ่มขึ้นในทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคของโรเจอร์ส ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค มีพื้นฐานมาจากแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และทฤษฎีความคาดหวังในความสามารถของตนเองของแบนดูรา ซึ่งแบนดูราเชื่อว่ากระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาขึ้นอยู่กับความคาดหวังในความสามารถของตนเอง ที่มีต่อทางเลือก นั้นๆ ซึ่งการสร้างความคาดหวังในความสามารถของตนเองที่จะเลือก ทางเลือกดังกล่าวสามารถ กระท าได้หลายวิธีเช่น การเลียนแบบ การเรียนรู้ หรือการสอนด้วยค าพูด กล่าวโดยสรุป การที่ บุคคลจะปฏิบัติตามค าแนะน านั้น เนื้อหาของข้อมูลข่าวสารควรจะมีผลท าให้บุคคลปฏิบัติตามได้ จริง จึงจะมีผลท าให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระดับสูงสุด และเป็นพื้นฐานให้บุคคล ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ความคาดหวังในความสามารถของตนในการหลีกเลี่ยงอันตรายให้ส าเร็จ ลงได้และการคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง เป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทิศทางที่พึงประสงค์ แต่สิ่งที่ท าให้เกิดความคาดหวังในประสิทธิผลของ การตอบสนองลดลง คือ ความไม่สะดวก ค่าใช้จ่าย ความไม่น่าชื่นชม ความยากล าบาก ความ สับสนยุ่งยาก อาการแทรกซ้อน และความไม่สอดคล้องในการด าเนินชีวิต ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ความคาดหวังในผลลัพธ์ของการตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของตนเองเป็นสิ่ง ส าคัญมากต่อความตั้งใจ ซึ่งความ ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งส าคัญที่สุดและต้องพยายามสร้าง ให้เกิดขึ้น และรักษาความตั้งใจนั้นให้ มั่นคง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค และการรับรู้ความคาดหวังในผลลัพธ์ การตอบสนองก็มีความส าคัญเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าการรับรู้ โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง และการรับรู้ ความคาดหวังในผลลัพธ์การตอบสนองสูงด้วย ก็จะมี ผลเพิ่มความตั้งใจ ในทางกลับกันถ้าการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง แต่การรับรู้ความ คาดหวังในผลลัพธ์การตอบสนองต่ า ก็จะลดลงในความตั้งใจ บุคคลจะรู้สึกว่าไม่สามารถป้องกัน ตนเองได้ใน 2 กรณี ถ้าผลลัพธ์ต่อการตอบ สนองต่อการเผชิญปัญหาที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพ และ ถ้าเขาเชื่อว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะตอบสนอง ต่อการเผชิญปัญหาได้ ดังนั้นถ้าการรับรู้
26 โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่ า ก็จะต้องเพิ่มการรับรู้ความ คาดหวังในผลลัพธ์การตอบสนอง และ ความคาดหวังในความสามารถของตนเองให้สูงจึงจะเพิ่มความตั้งใจขึ้นได้ อย่างไรก็ดีความตั้งใจ แบบสูงที่สุด เมื่อการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง การรับรู้ความคาดหวังในความสามารถ ของตนสูง และการรับรู้ความคาดหวังในผลลัพธ์การตอบสนองสูง กระบวนการรับรู้ดังกล่าว เกิดจากอิทธิพลของแหล่งข้อมูลข่าวสาร คือ สิ่งแวดล้อม การ พูด ชักถาม การเรียนรู้จากการสังเกต และลักษณะบุคลิกภาพ หรือประสบการณ์ที่บุคคลได้รับ แสดงดังภาพประกอบ 3 (กองสุขศึกษา ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.2542: 41; อ้างอิง จาก Dunn; & Roger. 1986. Health Education Research Theory and Practice. p.153-160) ภาพประกอบ 2 ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคของโรเจอร์สที่ได้รับการพัฒนา ปี ค.ศ.1983 ที่มา: กองสุขศึกษา ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2542): หน้า41. (อ้างอิงจาก Dunn; & Roger. 1986. Health Education Research Theory and Practice. p. 153-160)
27 กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคมีความเชื่อว่าแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคจะ กระท าได้ดีที่สุดเมื่อ 1. บุคคลเห็นว่าโรคอันตรายต่อสุขภาพรุนแรง 2. บุคคลมีความรู้สึกว่าตนอ่อนแอ หรือเสี่ยงต่ออันตราย 3. เชื่อว่าการตอบสนองโดยการปรับตัว เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะก าจัดอันตรายนั้น 4. บุคคลที่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะสามารถปรับตัว เพื่อตอบหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นั้นได้อย่างสมบูรณ์ 5. ผลดีจากการตอบสนอง ด้วยการปรับตัวแบบที่ไม่พึงประสงค์นั้นมีน้อย 6. อุปสรรคเกี่ยวกับการปรับตัวหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นต่ า ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบนดูรา(Bandura) ได้เสนอแนะ วิธีการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง ไว้ 4 วิธี คือ(สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2539: 59-60; อ้างอิงจาก Evans. 1989) 1. ป ระสบ การณ์ ที่ ป ระสบ ความ ส าเร็จ(Mastery Experiences) เป็ น วิธีที่ มี ประสิทธิภาพมากที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เนื่องจากเป็นประสบการณ์ โดยตรง ความส าเร็จท าให้เพิ่มความสามารถของตนเอง ดังนั้นการที่จะพัฒ นาการรับรู้ ความสามารถตนเอง จึงจ าเป็นที่จะต้องฝึกให้บุคคลมีทักษะเพียงพอ ที่จะประสบความส าเร็จได้ พร้อมกับท าให้บุคคลรับรู้ ว่าเขามีความสามารถจะกระท าได้ ซึ่งจะท าให้เขาสามารถใช้ทักษะที่ ได้รับการฝึกมาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ บุคคลที่รับรู้ว่าตนเองมีความสามารถ จะไม่ยอมแพ้อะไร ง่าย ๆ แต่จะพยายาม ท างานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ 2. การใช้ตัวแบบ(Modeling) การที่ผู้สังเกตได้สังเกตตัวแบบ แสดงพฤติกรรมที่มี ความซับซ้อนและได้รับผลที่พึงพอใจ จะท าให้ผู้สังเกตฝึกความรู้สึกว่า ผู้สังเกตก็สามารถประสบ ความส าเร็จได้ ถ้าพยายามอย่างจริงจังและไม่ย่อท้อ ลักษณะการใช้ตัวแบบที่ส่งผลต่อความ รู้สึก ว่า ผู้สังเกตมีความสามารถที่จะท าได้นั้น ได้แก่ การแก้ปัญหาของบุคคลที่มีความกลัวต่อสิ่งต่าง ๆ โดยให้ดูจากตัวแบบที่มีลักษณะคล้ายกับผู้สังเกต ซึ่งสามารถท าให้ลดความกลัวลงได้ 3. การใช้ค าพูดชักจูงใจ(Verbal Persuasion) เป็นการบอกว่าบุคคลนั้นมีความ สามารถที่จะประสบความส าเร็จได้วิธีการนี้ค่อนข้างใช้ง่ายและใช้กันทั่วไป แบนดูรา กล่าวว่าการ ใช้ค าพูดชักจูงนั้นไม่ค่อยได้ผลนัก การที่จะท าให้บุคคลสามารถพัฒนาการรับรู้ความสามารถของ ตนเอง(สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2539: 60; อ้างอิงจาก Evans. 1989) ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลควรจะใช้ ร่วมกับการท าให้บุคคลมีประสบการณ์ของความส าเร็จ ซึ่งอาจจะต้องค่อยๆ สร้างความ สามารถ
28 ให้กับบุคคล อย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้เกิดความส าเร็จตามล าดับขั้นตอน พร้อมทั้งการใช้ ค าพูดชักจูงร่วมกัน ย่อมจะได้ผลดีในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง 4. การกระตุ้นทางอารมณ์(Emotional Arousal) ถ้าบุคคลไม่ถูกกระตุ้นทางอารมณ์ ทางลบ เช่น อยู่ในสภาพถูกข่มขู่ จะท าให้เกิดการรับรู้ความสามารถของตนดีขึ้น อันจะท าให้การ แสดงออกถึงความสามารถดีขึ้นด้วย กระบวนการของการเรียนรู้โดยการสังเกตจากตัวแบบ ประกอบด้วย 4 กระบวนการ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2539: 51-53; อ้างอิงจาก Bandura. 1989) คือ 1. กระบวนการตั้งใจ(Attentional Processes) กระบวนการตั้งใจจะเป็นตัวก าหนด ว่า บุคคลจะสังเกตอะไรจากตัวแบบ องค์ประกอบที่มีผลต่อกระบวนการตั้งใจมี 2 ประการ คือ 1.1 องค์ประกอบของตัวแบบ พบว่า ตัวแบบที่ท าให้บุคคลมีความตั้งใจจะสังเกต นั้น ต้องเป็นตัวแบบที่มีลักษณะเด่นชัด ท าให้ผู้สังเกตเกิดความพึงพอใจ พฤติกรรมที่แสดงออกไม่ สลับซับซ้อนมากนัก จิตใจรวมทั้งพฤติกรรมของตัวแบบที่แสดงนั้น ควรมีคุณค่าในการใช้ประโยชน์ ด้วย 1.2 องค์ประกอบของผู้สังเกต ได้แก่ ความสามารถในการรับรู้ รวมทั้งการเห็น การได้ยิน การรับรู้รส กลิ่น และสัมผัส จุดของการรับรู้ ความสามารถทางปัญญา ระดับของการ ตื่นตัว และความชอบที่เคยได้เรียนรู้มาก่อน 2. กระบวนการเก็บจ า(Retention Processes) ผู้สังเกตจะได้รับอิทธิพล ถ้าสามารถ จดจ า ลักษณะของตัวแบบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการเก็บจ า คือ การเก็บรหัสเป็นสัญลักษณ์ เพื่อให้ ง่ายแก่การจ า การจัดระบบโครงสร้างทางปัญญา การซักซ้อมลักษณะของตัวแบบที่สังเกต ในความคิดของตนเอง การซักซ้อมด้วยการกระท า ความสามารถทางปัญญาและโครงสร้างทาง ปัญญา 3. กระบวนการกระท า(Production Processes) เป็นกระบวนการที่ผู้สังเกตแปลง สัญลักษณ์ที่เก็บจ าไว้มาเป็นการกระท า ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่จ าได้ในการสังเกตการกระท าของ ตนเอง การได้ข้อมูลย้อนกลับจากการกระท าของตนเอง การเทียบเคียงการกระท ากับภาพที่จ าได้ และ ลักษณะของผู้สังเกต ซึ่งได้แก่ความสามารถทางกาย และทักษะในพฤติกรรมย่อยๆ ต่างๆ ที่ จะท าให้สามารถแสดงพฤติกรรมได้ตามตัวแบบ 4. กระบวนการจูงใจ(Motivational Processes) บุคคลที่เกิดการเรียนรู้แล้วจะแสดง
29 พฤติกรรมหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกระบวนการจูงใจ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งล่อใจจากภายนอก ซึ่ง ต้องกระตุ้นการรับรู้ เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เป็นที่ยอมรับของสังคมซึ่งอาจเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือการ ประเมินตนเอง และผู้สังเกตมีความพึงพอใจในสิ่งล่อนั้น 3. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนสุขศึกษาในโรงพยาบาล โรงพยาบาลเป็นสถานที่ให้บริการทางสุขภาพ ด้านการรักษา ฟื้นฟูสุขภาพ ส่งเสริมและ ป้องกันโรค ผู้ที่มาใช้บริการในโรงพยาบาล จึงมีทั้งผู้ที่มีสุขภาพดีและผู้ที่เจ็บป่วย ตั้งแต่เล็กน้อย จนกระทั่งวิกฤตหรือผู้ป่วยเรื้อรังที่จ าเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง บุคคลเหล่านี้ต้องมีญาติหรือ ครอบครัวติดตามมาด้วย การให้บริการของโรงพยาบาลโดยเฉพาะการสอนให้ความรู้ทางสุขภาพ จึงต้องครอบคลุมถึงผู้มีสุขภาพดี ผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย ในการสอนผู้ใช้บริการ ให้เกิดการเรียนรู้และสามารถปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสมนั้น พยาบาลจะต้องมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวน การและหลักการสอนผู้ใช้บริการอย่างทองแท้ อีกทั้งพัฒนา ตนให้มีความสามารถในการสอนผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสอนผู้ใช้บริการเป็นบทบาทอิสระที่ส าคัญอย่างหนึ่งของการปฎิบัติการพยาบาล ซึ่ง ต้องการพยาบาลที่สามารถประสานความรู้อันกว้างขวางและความเชี่ยวชาญในการตอบสนอง ความต้องการในการเรียนรู้ของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความส าเร็จในการสอน ผู้ใช้บริการจะช่วยให้ผู้ใช้บริการเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและส่งผลต่อการด ารงไว้ซึ่งสุขภาพและ ความผาสุกในอนาคต(Rorden,1987) ความจ าเป็นในการสอนผู้ใช้บริการในโรงพยาบาลเกิดจาก ความจ าเป็นด้านสิทธิของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยที่มาใช้บริการด้านสุขภาพมีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลที่ เพียงพอและเข้าใจชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยเลือกตัดสินใจในการ ยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือที่ จ าเป็นรีบด่วน(นที เกื้อกูลกิจการ,2541อ้างในธัญญา กาญจนรชตะ,2549) การสอนผู้ใช้บริการให้ สามารถดูแลตนเองต่อเนื่องนอกโรงพยาบาลได้ จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งและต้องให้การสอนก่อน กลับบ้านโดยเร็วที่สุด ตั้งแต่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งการสอนให้ผู้ ใช้บริการได้พัฒนา ความรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง จะช่วยเพิ่มพูนความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ท าให้ผู้ป่วยได้ มีส่วนร่วมในการรู้จักควบคุมดูแลตนเอง ช่วยลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ า ลด ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ลดระยะเวลาการพักอยู่ในโรงพยาบาล ลด ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สภาพปกติเร็วขึ้น(ali,1993อ้างใน ธัญญา กาญจนรชตะ,2549)
30 จะเห็นได้ว่าสิ่งที่กล่าวไปดังข้างต้นพยาบาลมีบทบาทส าคัญและเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด กับผู้ป่วยมากที่สุดจึงเป็นเรื่องส าคัญ ที่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยจะได้รับการสอนหรือการเรียนรู้สิ่ง ต่างๆจากพยาบาล เพื่อเป็นประโยชน์ในขณะที่อยู่โรงพยาบาลและเมื่อกลับบ้านก็สามารถดูแล ตัวเองได้ อย่างต่อเนื่อง โดยวิจัยเรื่องนี้จะเน้นเรื่องการรับรู้และทักษะการเช็ดตัวลดไข้ การดูแลเด็ก ที่มีไข้ได้อย่างถูกวิธีซึ่งรูปแบบที่ผู้วิจัยสนใจและเหมาะสมกับการศึกษาในครั้งนี้คือ การสอนโดย การบรรยายและสาธิต กับการสอนโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ 3.1 การสอนโดยการบรรยายและสาธิต การบรรยาย(Lecture)เป็นกลยุทธ์การสอนที่นิยมใช้กันมาก เพราะเป็นวิธีที่ครอบคุม เนื้อหาได้ดีผู้บรรยายคนเดียวสามารถถ่ายทอดหรือให้ความรู้แก่คนจ านวนมากได้ในระยะเวลา จ ากัดและเหมาะสมในการให้ความรู้พื้นฐานหรือการให้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง การบรรยายนี้อาจ ใช้ประกอบกับวิธีการสอนแบบอื่นๆได้ เช่น การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม เป็นต้น องค์ประกอบของการบรรยายประกอบด้วย 1) ผู้บรรยาย เป็นผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาที่บรรยายและเป็นผู้ที่มีบทบาทมาก ที่สุด ในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงความรู้หรือความคิดเห็นแก่ผู้ฟังตลอดเวลาที่ก าหนด ผู้บรรยายที่ดี ต้องมีศิลปะในการพูดต้องสามารถกระตุ้นความสนใจและสร้างสรรค์ภาวการณ์เรียนรู้ ให้กับผู้ฟัง ให้ได้มากที่สุด 2) ผู้ฟัง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับฟังอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วม ในการพูดหรือออกความคิดเห็นแต่อย่างใด นอกจากผู้บรรยายจะเปิดโอกาสให้มีการซักถาม หรือ แสดงความคิดเห็นหลังการบรรยาย 3) สถานที่ การจัดสถานที่ควรจัดที่นั่งให้ผู้บรรยายและผู้ฟังสามารถมองเห็น กันได้อย่างชัดเจน โดยอาจยกพื้นที่นั่งของผู้บรรยายให้สูงพอควร ห้องที่ใช้บรรยายต้องไม่มีเสียง หรือสิ่งอื่นใดมารบกวน อากาศต้องถ่ายเทสะดวกไม่ร้อนหรือเย็นไป และควรจัดเตรียม โสตทัศนูปกรณ์ที่จะใช้ประกอบการบรรยายให้พร้อม ข้อดีและข้อจ ากัดของการสอนด้วยการบรรยาย ข้อดี คือ ได้เนื้อหามากในช่วงเวลาจ ากัด ได้เนื้อหาตรงตามวัตถุประสงค์ เสนอเนื้อหาได้อย่างเป็นระเบียบให้ความรู้กับผู้ฟังได้จ านวนมาก ตั้งแต่กลุ่มเล็กจนถึงกลุ่มใหญ่ ผู้ฟังสามารถเตรียมปัญหาหรือข้อซักถามล่วงหน้าได้ จัดสถานที่ได้ง่ายสามารถกระตุ้นความสนใจ ย้ าหรือสรุปในส่วนที่ต้องการได้โดยสะดวก ข้อจ ากัด คือ เป็นการสื่อสารทางเดียวถ้าผู้บรรยายไม่มีความสามารถก็จะท า ให้ไม่เกิดประโยชน์หาผู้บรรยายที่มีทั้งความรู้ในเนื้อเรื่องและมีศิลปะในการพูดที่ดีได้ยาก
31 ผู้บรรยายไม่อาจวัดได้ว่าผู้ฟังได้รับความรู้ไปมากน้อยเพียงใด ผู้ฟังมีส่วนร่วมน้อย ไม่มีโอกาส แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้มากพอ ซึ่งอาจท าให้เบื่อหน่ายได้ เนื้อหาที่มากเกินไปอาจท าให้ผู้ฟัง ไม่สามารถจ ารายละเอียดได้ และวิธีการนี้อาจไม่เหมาะสมกับเนื้อหาบางประเภทและ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก การสาธิต(Demonstration) เป็นกลยุทธ์การสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะ อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และปฏิบัติ กิจกรรมการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถท าเป็น ซึ่งจัดเป็นสิ่งส าคัญมากเช่นการเช็ดตัวลดไข้ให้แก่เด็ก การเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา การช่วยฟื้น คืนชีพเด็ก การฉีดอินซูลิน ให้กับตัวเอง ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้หากปฏิบัติไม่ถูกต้องก็อาจก่อให้เกิด อันตรายต่อผู้เรียนหรือผู้ที่อยู่ในความดูแลได้(นที เกื้อกูลกิจการ,2541) ดังนั้นพยาบาลนอกจาก ต้องสอนให้ผู้ใช้บริการมีความรู้ในเรื่องที่จะปฏิบัติแล้ว ยังต้องสาธิตวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่ ผู้ใช้บริการได้สังเกตและลงมือฝึก ตามแบบอย่างที่ถูกต้อง ตลอดจนแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจน เกิดความคล่องแคล่วและมั่นใจ ในการปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน 3.2 สื่อวีดิทัศน์ สื่อ (medium, media) เป็นค าที่มาจากภาษาละตินว่า “medium” แปลว่าระหว่าง (between) หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่บรรจุข้อมูลสารสนเทศ หรือเป็นตัวกลางให้ข้อมูลส่งผ่านจากผู้ ส่งหรือแหล่งส่ง ไปยังผู้รับเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสารสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ (กิ ดานันท์ มลิทอง, 2548) จากอดีตถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบต่างๆอย่าง มากมาย สื่อประเภทที่ให้ทั้งภาพและเสียงในเวลาเดียวกันที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายใน ชีวิตประจ าวันและในวงการศึกษาที่ผ่านมา คือสื่อประเภทโทรทัศน์หรือวีดิโอเทป(จิราภรรณ ทองสุ ชาติ,2535) เพราะเป็นสื่อ สิ่งเร้าที่ผ่านทางประสาทสัมผัสที่มนุษย์เรียนรู้ได้ดีที่สุดทางตาและทางหู ซึ่งนักวิจัยพบว่ามนุษย์เราเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งตาถึงร้อยละ 83 ทางหูร้อยละ 11 ทางจมูก ร้อยละ 3.5 ทางกายสัมผัสร้อยละ 1.5 และทางรสสัมผัสร้อยละ1(ลัดดา ศุขปรีดี, 2543) สื่อ ประเภทโทรทัศน์หรือวีดิโอเทปนี้จะท าให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงสภาพความเป็นจริง มากที่สุดซึ่งจะส่งผล ให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนสามารถน ามาใช้เพื่อถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติและทักษะให้แก่ผู้เรียนซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทาง ที่ถูกต้องเหมาะสมได้ การเลือกใช้สื่อ การเรียนรู้ต้องอาศัยสื่อในการให้ความรู้ผ่านกระบวนการของการสื่อสารใน รูปแบบ ทางเดียว หรือการสื่อสารสองทาง ในลักษณะของการให้สิ่งเร้าเพื่อให้ผู้เรียนแปล
32 ความหมายและ ตอบสนองเพื่อเกิดเป็นการเรียนรู้ขึ้น การสื่อสารทางเดียว เช่น การสอนผู้เรียน จ านวนมากใน ห้องเรียนขนาดใหญ่ โดยการฉายวีดิทัศน์ โทรทัศน์วงจรปิดหรือวิทยุและโทรทัศน์ การศึกษาแก่ ผู้เรียนที่เรียนอยู่ที่บ้าน ส่วนการเรียนรู้ในรูปแบบการสื่อสารสองทาง อาจท าได้โดย การใช้อุปกรณ์ ประเภทเครื่องช่วยสอน เช่น การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยหรือการใช้เครื่องช่วย สอน การเรียน การสอนในลักษณะนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น ความฉับพลันของการให้ค าตอบท า ให้เกิดความ เข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน ท าให้ง่ายต่อการเรียนรู้และท าให้การถ่ายทอดความรู้ บรรลุผลด้วยดี ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบการสื่อสารสองทางนี้ จะมีประสิทธิภาพดีต่อการ เรียนรู้มากกว่าการสื่อสารทางเดียวก็ตาม แต่บางครั้งลักษณะของการศึกษาบางอย่างมีความ จ าเป็น ต้องใช้การเรียนการสอน ในรูปแบบการสื่อสารทางเดียว ทั้งนี้เพราะจ านวนผู้เรียนอาจจะมี มากและมีอุปกรณ์ช่วยสอนไม่เพียงพอ การเรียนการสอนทางเดียวควรจะมีการอธิบายความหมาย ของเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนการเรียน หรืออาจจะมีการอภิปรายภายหลังจากการเรียน หรือดูเรื่องราวนั้น เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ และแปลความหมายในสิ่งเร้านั้นอย่างถูกต้องตรงกัน จะได้มีการตอบสนองและเกิดการเรียนรู้ได้ การพิจารณาเลือกสื่อการสอนควรประกอบด้วยหลัก 3 ประการ ดังนี้(กิดานันท์ มลิทอง, 2548; วาสนา ชาวหา, 2533) 1. ประสิทธิภาพ(efficiency) เมื่อน าสื่อการสอนมาใช้ในการเรียนการสอน แล้วจะท าให้ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ก าหนดไว้ในแผนการสอน ทุกประการ จึงนับได้ว่าสื่อการสอนนั้นมีประสิทธิภาพ 2. ประสิทธิผล(productivity) จ านวนผู้เรียนที่บรรลุวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมที่ ก าหนดไว้เป็นจ านวนมาก ก็นับได้ว่าสื่อการสอนนั้นมีประสิทธิผลสูง แต่หากมีผู้เรียนที่ บรรลุ วัตถุประสงค์น้อย ก็แสดงว่าสื่อการสอนนั้นไม่มีประสิทธิผล ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ต่อไป 3. ประหยัด(economy) การใช้สื่อการสอนต้องค านึงถึงความคุ้มค่า คุ้มทุน ทั้งด้านทุนทรัพย์ แรงงาน และระยะเวลาในการใช้งาน สื่อบางชนิดอาจมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลสูง แต่ต้องอาศัยทุนทรัพย์มาก ในขณะที่สามารถพิจารณาน าสื่อการสอนชนิดอื่นมา ทดแทนได้โดยมีผล ทัดเทียมกันแต่ประหยัดกว่า ก็ควรเลือกใช้สื่อที่ประหยัดกว่า หากสื่อนั้นมีราคา สูงแต่คงทนถาวร สามารถใช้ได้เป็นระยะเวลานาน เมื่อเปรียบเทียบกับสื่อที่มีราคาถูกแต่ใช้ได้ใน ระยะสั้น ซึ่งอาจ ท าให้เสียทุนทรัพย์มากกว่าสื่อที่คงทนถาวรแต่มีราคาแพงกว่า
33 สื่อวีดิทัศน์ พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ปี พ.ศ. 2551 ได้ให้ความหมายของวีดิ ทัศน์ว่า เป็น วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถน ามาฉายให้เห็นเป็นภาพที่ เคลื่อนไหวได้ อย่างต่อเนื่อง ในลักษณะที่เป็นเกมส์การเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ หรือ ลักษณะอื่นใดตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง วีดิทัศน์ เป็นสื่อรูปหนึ่งที่นิยมใช้กับเทคโนโลยี การศึกษา เนื่องจากสามารถแสดงผลได้ ทั้งภาพเคลื่อนไหว และเสียงไปพร้อมกัน สามารถเร้า ความสนใจให้เกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น สื่อวีดีทัศน์ ถือเป็นสิ่งเร้า(stimulus) ตามกระบวนการเรียนรู้ ข้อดีและข้อจ้ากัดของวีดิทัศน์มีดังนี้ ข้อดีของวีดิทัศน์ ปัจจุบันได้มีการน ามาใช้อย่างกว้างขวางในการเรียน การ สอน เนื่องจากมีข้อดีหลายประการคือ(วิภา อุตมฉันท์, 2544; วสันต์ อติศัพท์, 2533, กิดานันท์ มลิ ทอง, 2548) 1. ให้ทั้งภาพและเสียง ใช้ได้ดีในการบรรยายเหตุการณ์ที่มีความ เคลื่อนไหวเห็นความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ 2. ให้ความรู้สึกเร้าใจ 3. ฉายย้อนกลับหรือฉายล่วงหน้าได้ 4. น าเสนอเทคนิคภาพและเสียงให้น่าสนใจได้ การน าเสนอของภาพ ต่างๆ เมื่อน ามาเป็นองค์ประกอบตกแต่งหน้าจอและใช้สีสันเข้าช่วยจะเกิดแรงดึงดูดผู้เรียนได้มาก และชวนติดตาม 5. มีประสิทธิภาพในการสื่อสารสูง มีทั้งภาพ และเสียงในเวลาเดียวกัน สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับบทเรียน และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ต่างได้ดีขึ้น 6. ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด ซึ่งจะ ก่อให้เกิดการน าไปสู่ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ กระทั่งให้ละทิ้งพฤติกรรมเก่าหรือสร้างพฤติกรรม ใหม่ได้ 7. มีอิทธิพลทางใจต่อผู้เรียน ท าให้เหมาะแก่การสร้างค่านิยมต่างๆ แก่ ผู้เรียน 8. สามารถต่อขยายให้ผู้เรียนดูครั้งละหลายๆ คนได้ 9. สามารถหยุดดูภาพนิ่งบางจุด หรือดูซ้ าอีก หรือดูภาพช้า โดยไม่ท าให้ เนื้อเรื่องเสียไป
34 10. ใช้ประกอบการเรียนซ่อมเสริม(remedial) ตามความสามารถของ บุคคลได้ 11. ใช้ในการฝึกทักษะการแสดง หรือการสอนได้ 12. ช่วยเสนอเนื้อหาได้อย่างคงที่และครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการสอนได้ อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากการสอนในแต่ละครั้งอาจไม่เหมือนกันท าให้ผู้เรียนได้รับเนื้อหาและ ประสบการณ์ที่ไม่ เหมือนกัน 13. การสร้างสื่อชนิดที่ไม่ซับซ้อน ผู้สอนสามารถสร้างขึ้นเองได้ 14. สามารถทบทวนบทเรียนได้บ่อยครั้งตามความสะดวกของผู้เรียน ท า ให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ข้อจ ากัดของวีดิทัศน์ วีดิทัศน์มีประโยชน์มากแต่มีข้อจ ากัดดังต่อไปนี้(กิ ดานันท์ มลิทอง , 2548: ไพโรจน์ ตีรณะธนากุล และนิพนธ์ ศุภศรี, 2528) 1. ต้นทุนการผลิตสูง 2. การผลิตที่คุณภาพไม่ดีพอ เมื่อน ามาสอนอาจไม่น่าสนใจเท่าที่ควร 3. จอโทรทัศน์ที่ฉายมีขนาดเล็กใช้ได้กับกลุ่มผู้ชมเพียงจ ากัด 4. เป็นสื่อทางเดียว(one way communication) ที่ผู้เรียนไม่สามารถ ตอบสนองกับบทเรียน และป้อนกลับไปยังผู้สอนให้ทราบได้ทันที ท าให้อาจไม่สามารถเรียนรู้ได้ ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ การสอน 5. การใช้วีดิทัศน์ไม่สามารถใช้แทนผู้สอนได้อย่างสิ้นเชิง ผู้เรียน จ าเป็นต้องศึกษาเพิ่ม เติมจากสื่ออื่น หรือผู้สอนต้องช่วยเหลือแนะแนวทางหรืออธิบายเพิ่มเติม ประกอบการเรียนด้วย การผลิตวีดิทัศน์ การผลิตสื่อวีดิทัศน์ประกอบด้วย ขั้นตอนการเตรียมการผลิต การผลิต และการ จัดการ หลังการผลิต(Shyles, 1997; วิภา อุตมฉันท์, 2544; โสภา กรรณสูตร, 2542) 1) การเตรียมการผลิต 1.1) ก าหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน โดยผู้ผลิตต้องรู้ จุดประสงค์ของเรื่อง ที่ต้องการรู้ ประเภทของผู้ชมและรู้วิธีการที่จะใช้สอนในห้องเรียนด้วย 1.2) รวบรวมข้อมูลและเอกสารที่จ าเป็น ตรวจสอบความถูกต้อง รวมทั้ง คุณภาพและ ปริมาณด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้มีความส าคัญมาก 1.3) คัดเลือกข้อมูลและเอกสาร ที่เหมาะสมในการท ารายการ หลังจาก รวบรวมและ ตรวจเอกสารข้อมูลทั้งหมด โดยเริ่มจากการเรียงความสั้นๆ เกี่ยวกับล าดับฉากและ
35 การด าเนินเรื่อง อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะเขียนบท วัตถุประสงค์เพื่อให้ภาพที่กระจ่างชัดเกี่ยวกับ ล าดับเหตุการณ์ หรือ เรื่องราวที่ใช้ในการด าเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ 1.4) การเขียนบท เป็นการเรียบเรียงและจัดเนื้อหารายการ ให้สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย โครงเรื่องและรูปแบบการน าเสนอตามที่ได้ก าหนดไว้ในขั้นวางแผน เนื้อหาในการผลิตสื่อเหมือนกับการวางโครงร่างส าหรับการเขียนบทความโดยประกอบด้วยส่วน ส าคัญ 4 ส่วนคือ บทน า(introduction) การด าเนินเรื่อง(development) การหักมุม(turn) และ บทสรุป(conclusion) 1.5) การเตรียมบันทึกเทปโทรทัศน์ เป็นการจัดท าตารางในการบันทึก และจัด เจ้าหน้าที่ประจ าแต่ละงานและต้องแน่ใจว่าเจ้าหน้าที่แต่ละคนทราบงานในหน้าที่ดี 1.6) เตรียมงานศิลป์ส าหรับหัวเรื่อง แผ่นภาพพลิก ฉากและอุปกรณ์อื่นๆ 1.7) เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสาธิต การทดลอง(ถ้ามี) 2) การด าเนินการผลิต 2.1) การบันทึกเทป ควรตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องมือและการต่อ สายทั้งหมด ก่อนการบันทึกเทปโดยเฉพาะเมื่อมีการบันทึกนอกสถานที่เพื่อป้องกันความผิดพลาด ที่อาจเกิดขึ้นได้ 2.2) การตัดต่อเทปเพื่อให้เรื่องด าเนินไปอย่างต่อเนื่องเหมาะสมตามที่ ก าหนดไว้ ไม่ก่อความร าคาญให้กับผู้ชม 2.3) การบันทึกเสียงเกี่ยวกับการบรรยาย ดนตรีและเสียงประกอบอื่นๆ 3) การจัดการหลังการผลิต 3.1) การตรวจแก้ไขข้อบกพร่องก่อนน าไปใช้ 3.2) น ารายการไปใช้ให้ผู้ชมดู 3.3) การประเมินผลรายการเพื่อตรวจดูความเหมาะสมของรายการ การที่สื่อจะสามารถสอนและถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ดีกว่าหรือไม่ แตกต่างจากการสอนโดยบุคคลนั้น ผู้สอนต้องมีการวางแผนการผลิตสื่อที่เหมาะสม(อ านวย เดช ชัยศรี, 2542) โดยขั้นตอนต่างๆที่จะใช้สอนในวิดิทัศน์นั้น จะต้องก าหนดให้มีความคล้ายคลึงกับ การสอนโดยบุคคลจึงจ าเป็นต้องให้ความส าคัญกับการเขียนโครงร่างบทโทรทัศน์และการถ่ายท า การเขียนบทโทรทัศน์หรือบทวิดิทัศน์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความส าคัญ เป็นหัวใจในการ ก าหนดภาพและเสียงให้ปรากฏบนจอภาพ สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมรายการได้ (อ านวย เดชชัยศรี, 2542) โดยบทวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาจะต้องมีเนื้อหาสาระที่ประณีต ข้อมูลต้องไม่ขาด ตกบกพร่อง ผู้เขียนบทต้องรู้จักสอดแทรกเทคนิคการถ่ายท า เช่น การก าหนดช่วงเหตุการณ์
36 ก าหนดฉากต่อเนื่องและฉากย่อยการตัดต่อภาพ การสอนตัวอักษรลงบนภาพจากโปรแกรม คอมพิวเตอร์ การก าหนดภาพพลิกแพลงจากเครื่องมือสร้างภาพพิเศษ เป็นต้น การที่ผู้เขียนบท ต้องเข้าใจกระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์เป็นอย่างดี ก็เพื่อจะช่วยให้วีดีทัศน์ที่ตนเองออกแบบ สามารถด าเนินไปตามแผนการผลิตได้ถูกต้องและมีคุณค่าที่ดี ต่อผู้ชมนั่นเอง บทวิดิทัศน์ที่สมบูรณ์ ต้องมีโครงเรื่องที่กระชับ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นภาพและเสียงที่ตรึงใจผู้ชม ถึงแม้ จะเป็นบทที่สมบูรณ์ก็ตาม แต่ก่อนจะน ามาถ่ายท าก็ควรมีการตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของ เวลาและสถานที่ถ่าย ท าส าหรับวิดิทัศน์ที่นิยมและมีลักษณะที่เข้าใจง่ายสามารถยกตัวอย่างได้ สามลักษณะคือ (1) บทวีดิทัศน์แบบไม่สมบูรณ์จะระบุเพียงโครงร่างคร่าวๆ (2) บทวีดิทัศน์แบบกึ่ง สมบูรณ์จะเน้นแนวทางของรายการกว้างๆ โดยมากมักเป็นรายการอภิปรายสาธิตเกมโชว์และ (3) บทวีดิทัศน์แบบสมบูรณ์เป็นบทที่เขียนทุกค าพูด เพื่อให้ตัวละครแสดงตามบท ด้านภาพก็จะระบุ รายละเอียดถึงขั้นออกแบบลักษณะของภาพที่ได้จากการถ่ายท าแต่ละฉากโดยส่วนมากจะเป็น รายการประเภทข่าวละครและสารคดีต่างๆ การทดลองใช้วีดิทัศน์ หลังจากที่ผลิตสื่อแล้วผู้ผลิตต้องน าสื่อไปทดสอบใช้ (Try out) เพื่อหา จุดบกพร่องของสื่อ ดังกล่าว แล้วน าผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข ก่อนผลิตออกมาเป็นจ านวนมาก อัน จะเป็นผลให้ได้มาซึ่ง ชุดการสอนหรือชุดการเรียนที่มีประสิทธิภาพ (หนูม้วน ร่มแก้ว, 2547; โสภา กรรณสูตร, 2542) การทดสอบประสิทธิภาพ 1. แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เป็นการสื่อไปใช้กับผู้เรียน 1 คน เป็นการทดสอบการ สื่อ ความหมายของสื่อวีดิทัศน์เป็นหลัก เพื่อศึกษาข้อบกพร่อง ล าดับขั้นของการน าเสนอเนื้อหา ความเหมาะสมของการน าเสนอเนื้อหาความรู้ว่ามีความเหมาะสมกับเนื้อหา วัตถุประสงค์และตัว ผู้เรียน หรือไม่ ในการทดสอบขั้นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะน าเอาคะแนนผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนภาย หลังจากที่ศึกษา จากวีดิทัศน์มาเป็นเครื่องมือตัดสินประสิทธิภาพของวีดิทัศน์ จึงไม่ต้องให้ผู้เรียน ท าแบบทดสอบก่อนและหลังท าการศึกษาจากวีดิทัศน์ แต่ในทางปฏิบัติผู้ผลิตวีดิทัศน์อาจจะให้ ผู้เรียน ท าแบบทดสอบก่อน และหลังท าการศึกษาจากวีดิทัศน์ แต่ไม่น าผลนั้นมาเป็นตัวพิจารณา ถึง ประสิทธิภาพแต่อย่างใด ข้อมูลที่จะน ามาพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขวีดิทัศน์จะได้มาจากการ สังเกต พฤติกรรมของผู้เรียน การสัมภาษณ์และการตอบค าถามของผู้เรียน 2.แบบกลุ่ม เป็นการน าสื่อที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับผู้เรียน 6- 10 คน โดยเป็นการคละกันระหว่างผู้เรียนที่เก่งกับผู้เรียนที่เรียนอ่อน ในการทดลองขั้นนี้มี จุดมุ่งหมาย เพื่อดูความสามารถของสื่อในลักษณะของปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนที่ใช้วีดิทัศน์ และจะ
37 เป็นการทดลอง ตามขั้นตอนของกระบวนการเรียนการสอน ที่ก าหนดไว้ในวีดิทัศน์นั้น โดยก่อนที่ จะเรียนจะมีการ ให้ผู้เรียนท าแบบทดสอบก่อนเรียน โดยอาศัยความรู้ที่มีอยู่มาใช้ในการตอบ และ ไม่ต้องตอบหาก ไม่ทราบค าตอบ ในขณะที่ผู้เรียนก าลังศึกษาจากวีดิทัศน์นั้น ผู้สอนต้องคอย สังเกตพฤติกรรม ของ ผู้เรียน จับเวลาในการเรียน และคอยช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนประสบปัญหาใน การเรียน แล้วให้ผู้เรียน ท าแบบทดสอบหลังเรียน ภายหลังจากที่ศึกษาเนื้อหาจบแล้ว ซึ่งโดยส่วน ใหญ่ แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน มักจะเป็นข้อสอบชุดเดียวกัน หรือหากจะ ใช้ข้อสอบคนละชุดกัน ก็มักจะสร้างข้อสอบแบบคู่ขนาน 3. ภาคสนาม ในการทดลองขั้นนี้จะเป็นการน าวีดิทัศน์ที่ปรับปรุงแก้ไข แล้วไป ทดลองใช้ในชั้นเรียนที่มีผู้เรียนตั้งแต่ 30-100 คน โดยมีการด าเนินการทดลองเช่นเดียวกัน กับการทดลองแบบกลุ่ม หากการทดลองภาคสนามชี้ให้เห็นว่า สื่อนั้นมีประสิทธิภาพไม่ถึงตาม เกณฑ์ มาตรฐานที่ก าหนดไว้ก็ต้องน าสื่อนั้นปรับปรุงแก้ไขและหาประสิทธิภาพซ้ าอีกจนกระทั่งสื่อ นั้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ เมื่อทบทวนถึงคุณสมบัติของวีซีดีรวมทั้งข้อดีและข้อจ ากัดของสื่อการ สอนชนิดนี้แล้วผู้วิจัยมีความคิดว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับวิธีนี้ก าลังได้รับความนิยม เหมาะสมและมี คุณค่าต่อการผลิตเพื่อน ามาใช้ในการเรียนการสอน สามารถดึงดูดใจผู้ชม ใช้สอนและถ่ายทอด ความรู้ให้กับผู้เรียนทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ได้ และยังให้ความรู้สึกใกล้เคียงของจริง เป็นการ ลงทุนที่จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการผลิต แต่เมื่อผลิตได้ตามคุณภาพก็สามารถที่จะจัดท าเป็น ส าเนาให้กับผู้ที่สนใจได้สะดวกและง่ายกว่า และจากการที่เครื่องเล่นวีซีดีเป็นอุปกรณ์ที่ก าลังได้รับ ความนิยมมากกว่าเครื่องเล่นวีดีโอเทป จึงน่าจะน ามาใช้ในการสอนการเช็ดตัวลดไข้ ซึ่งผู้วิจัย คาดว่าจะท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แตกต่างกับการสอนด้วยการบรรยายและสาธิตซึ่งในรูปแบบ การสอนที่มีมาช้านานดังเช่นจากการศึกษาของ ชื่นจิตต์ สมจิตรต์(2545) ถึงผลของโปรแกรมการ ให้ข้อมูลโดยผ่านสื่อ วีดิทัศน์ต่อความกลัวของเด็กวัยก่อนเรียนก่อนการได้รับสารน้ าทางหลอด เลือดด า พบว่าเด็กที่ได้รับชมวีดีทิศน์ มีพฤติกรรมการจับเกาะ การกอด การเคลื่อนไหวที่ไม่ให้ ความร่วมมือน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับชมวีดิทัศน์ จากแนวคิดและผลการศึกษาดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า การสอนหรือให้ความรู้ ทางวีดิทัศน์เป็นการสอน ที่มีประสิทธิภาพและสามารถน ามาประยุกต์ใช้ในการสอนผู้ป่วยหรือผู้มา รับบริการได้ และให้ผลใกล้เคียงกับ การสอนจากพยาบาลโดยตรง ประหยัดเวลา และผู้ป่วยได้รับ ความรู้และเนื้อหาคงที่เสมอเหมือนกัน ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่าการสอนโดยใช้สื่อวีดีทัศน์มีความ เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการให้ค าแนะน าด้านกิจกรรมการพยาบาลที่ผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้