การสร้างสือ่ หนงั สือ่ อิเลก็ ทรอนิกส์
เรื่อง กาพย์เหเ่ รือของเจ้าฟา้ กงุ้
จัดทาโดย
นายณรงค์ แกว้ สองดวง
นายบรรณสรณ์ บวั จันทร์
นายปฐพล แตงขาว
นายปยิ ะณัฐ ไชยศร
ครูทีป่ รึกษา
คณุ ครูอัญชลกิ ร การัยภูมิ
ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี ๖
ประจาภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นเตรยี มอุดมศึกษาภาคใต้
คำนำ สำรบัญ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา
ภาษาไทย โดยภายในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้
ประกอบไปด้วยเนื้อหาเก่ียวกับกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้ง
อย่างละเอียดถ่ีถ้วน คณะผู้จัดทาหวังว่าหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่
ผู้อา่ นทุกๆทา่ น
คณะผู้จดั ทา
ตำนำนกำรแห่เรือ
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ
ทรงสันนิษฐานว่า การเห่เรือของไทยน่าจะได้แบบอย่างมา
จากประเทศอินเดยี แต่ประเทศอินเดียใช้เป็นมนตร์ในตารา
ไสยศาสตร์บูชาพระรามและบทเห่ที่ใช้ในกระบวนเรือหลวง
ก็สันนิษฐานว่า เป็นคาสวดของพราหมณ์ ส่วนของประเทศ
ไทยใช้เห่บอกจังหวะฝีพายพร้อมกัน เพื่อเป็นการผ่อนแรง
ในการพายและทาให้รู้สกึ เพลดิ เพลิน
ประเภทของกำรเห่เรือ ๒.เห่เรือเล่น
เป็นการเห่เวลาเล่นเรือเท่ียวเตร่เพื่อความ
ประเภทของการเห่เรือ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
๑.เห่เรือหลวง สนุกสนานรื่นเริง และให้จังหวะฝีพายพร้อมกัน การเห่
เรือในปัจจุบันนาเอาบทเห่เรือเล่นท่ีเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
เป็นการเห่เนื่องในงานพระราชพิธีในการเสด็จ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ทรงพระนิพนธ์ไว้ ใช้เห่เรือมาต้ังแต่รัชสมัย
พระราชดาเนนิ โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ลำนำกำรเห่เรือ ประวัติผูท้ รงประพันธ์
ลานาการเห่เรือ มี ๓ ลานา คือ เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศร (เจ้าฟา้ ธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์)
๑.ช้าละวะเห่ มาจาก ช้าแลว่าเห่ เป็นการเห่ทานองช้า ใช้ กรมขนุ เสนาพิทักษ์ หรือเรียกติดปากว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” เป็น
เห่เมื่อเรม่ิ ออกจากทา่ และเมื่อพายเรือตามกระแสน้า เจ้าฟ้าองค์หนึ่งของอยุธยา พระองค์มีพระปรีชาสามารถ
๒.มูลเห่ เป็นการเห่ทานองเร็วๆ ใช้เห่หลังจากช้าละวะเห่ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร การช่างโดยเฉพาะ
แล้วประมาณ ๒-๓ บท และใชเ้ ห่เรือตอนเรือทวนน้า ด้านวรรณกรรม จัดได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นคีตกวีท่ี
๓.สวะเห่ ใชเ้ ห่เมื่อเรือจะเทียบทา่ ยิ่งใหญใ่ นสมัยกรงุ ศรีอยุธยาพระองคห์ นึ่ง
ประวัตสิ ว่ นตวั ของพระองค์ การเสดจ็ สวรรคต
พระองค์ประสูติเมื่อ พุทธศักราช ๒๒๔๘ ในแผ่นดิน
จุลศักราช ๑๑๐๓ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. ๒๒๘๔ เจ้าฟ้า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซ่ึงเป็นพระปิตุลา (ลุง) ของ
พระองค์ ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมโกศหรือ ธรรมธิเบศร์ ได้เขา้ พระราชพิธีอุปราชาภิเศกเถลิงถวัลยราชสถิติ ที่
สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๓ กับกรมหลวงอภัยนุชิต พระมเหสี พระมหาอุปราช เปน็ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และ
ใหญ่ เมื่อสมเด็จพระราชบิดาขึ้นครองราชย์สมบัติแห่งกรุงศรี อภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดี ก่อนหน้านี้เคยจะถูก
อยุธยาแล้ว พระองค์ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมที่กรมขุนเสนา สาเร็จโทษ เนื่องจากไปทาร้ายเจ้าฟ้านเรนทร์กรมขุนสุเรนทรพิ
พิทักษ์ ทักษ์ พระโอรสองค์โตในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เนื่องจากแกรงว่า
จะเป็นศัตรูในการสืบราชสมบัติ ซึ่งกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เป็นที่
ในปีพุทธศักราช ๒๒๘๔ พระราชโกษาปานบ้านวัด โปรดปรานรักใคร่ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในขณะดารงค์
ระฆังได้กราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานให้ ตาแหน่งอุปราช ต่อมาเจ้าฟ้านเรนทร์ ทรงออกผนวจมอบราช
สถาปนากรมขุนเสนาพิทักษ์ ขึ้นประดิษฐานที่กรมพระราชวังบวร สมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย ทาให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่พอพระทัย
สถานมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงมีพระราชดารัสให้ประชุม และเกิดการแย่งชิงราชสมบัติ เจ้าฟ้ากุ้งฟ้าเคยเป็นคู่รักกับหม่อม
เสนาบดี เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรด เจ้าสังวาลย์ แต่ต่อมากลับได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย
เกล้าฯ ให้จัดตั้งพระราชพิธีอุปราชาภิเษก สถาปนากรมขุนเสนา ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึงเป็นผู้ส่ังประหารบิดาของหม่อมเจ้า
พิทักษ์ขึ้นเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล พร้อมกันน้ีทรงพระ สังวาลย์ ส่วนเจ้าฟ้าเทพผู้เป็นแม่กลับกลายเป็นชายาของกรม
กรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เจ้าฟ้าอินทสุดาวดี ทรงกรมที่กรม พระราชวังบวรสถานมงคลเจ้าฟ้ากุ้ง ภายหลังเจ้าฟ้ากุ้งก็ลักลอบ
ขุนยิสารเสนีและพระราชทานให้เป็นพระอัครมเหสีในกรม ไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าฟ้านิ่มหรือเจ้าฟ้าสังวาลย์ จึงเกิดเป็น
พระราชวงั บวรสถานมงคลดว้ ย กาพย์กลอน เรือ่ งกากี และบทสังวาส
ผลงานด้านวรรณกรรม รปู แบบในกำรประพันธ์
ผลงานด้านวรรณกรรมท่ีพระองค์พระนิพนธ์ไว้
แต่งเป็นกาพย์ห่อโคลง มีโคลงสี่สุภาพนาหน้า
เป็นสมบัติของชาติไทยหลายเรื่องด้วยกัน พระองค์ท่าน ๑ บท เรียกว่า เกร่ินเห่ และตามด้วยกาพย์ยานี ๑๑
ทรงชานาญ ในการประพันธ์ประเภทกาพย์ห่อโคลง งาน พรรณาเนือ้ ความไมจ่ ากดั จานวนบท
พระนิพนธ์ทีท่ รงเหลือ มีดังนี้
๑.กาพยเ์ ห่เรือ
๒.บทเห่กากี ๓ ตอน
๓.บทเห่สงั วาสและเห่ครวญ อย่างละบท
๔.กาพย์หอ่ โคลงนริ าศธารโศก
๕.กาพยห์ ่อโคลงนิราศธารทองแดง
๖.นันโทปนันทสูตรคาหลวง
๗.พระมาลยั คาหลวง
๘.เพลงยาวบางบท
กาพยห์ ่อโคลง ตวั อย่างกาพยห์ ่อโคลง ชลาลยั
๑.กาพย์ยานี ๑๑ และโคลงสี่สุภาพ เรียกว่า กายพ์ห่อ โคลงสี่สภุ าพ ก่งิ แก้ว
โคลง ปางเสด็จประเวศด้าว แหนแห่
๒.มักขึ้นต้นด้วยโคลง ๑ บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี ทรงรัตนพิมานชยั เพริศพริง้ พรายทอง
๑๑ เรื่อยไป จนจบตอนหนึง่ ๆ พรง่ั พร้อมพวกพลไกร
๓.โดยเนื้อความของโคลงจะเหมือนกาพยบ์ ทแรก เรือกระบวนต้นแพรว้ ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
เมื่อขึ้นตอนใหม่ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท กาพยย์ านี ๑๑ พายอ่อนหยับจบั งามงอน
แล้วตามด้วยกาพยจ์ นจบตอน เช่นน้ีสลบั กันไป พระเสด็จโดยแดนชล ล้วนรปู สัตว์แสนยากร
กง่ิ เเก้วแพรว้ พรรณราย สาครลนั่ ครั่นครื้นฟอง
นาวาแน่นเป็นขนดั
เรือร้ิวทิวธงสลอน
จดุ ประสงคใ์ นกำรประพนั ธ์ กำรดำเนินเรื่อง
ใช้เห่เรือเล่นในคราวเสด็จฯ โดยทางชลมารคเพื่อ เนื้อเรื่องมีการพรรณนา ชมเรือ ชมปลา ชมพันธุ์ไม้
ไปนมัสการพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี การเห่เรือ ชทนก และบทเห่ครวญ รวมทั้งสอดแทรกการราพึง
นอกจากจะเป็นท่ีสาราญพระราชอิริยาบถแล้ว ยัง ราพันถึงนางผู้ท่ีเป็นท่ีรักไว้ด้วยตามแบบแผนในการ
เป็นการใหจ้ ังหวะแกฝ่ ีพายดว้ ย แต่งนิราศ การพรรณนาการเดินทางนั้นดาเนินเรื่อง
สัมพนั ธ์กับเวลา ๑ วัน ดงั นี้
ชว่ งเช้า ชมกระบวนเรือ
ชว่ งสาย ชมปลา
ชว่ งบ่าย ชมไม้
ชว่ งเยน็ ชมนก
ชว่ งคา่ บทครวญ